• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
Seangdhamma Vol. 37 No. 439 November 2011
 

Seangdhamma Vol. 37 No. 439 November 2011

on

  • 1,095 views

วารสารแสงธรรม ปีที่ 37 ฉบับที่ 439 ประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ...

วารสารแสงธรรม ปีที่ 37 ฉบับที่ 439 ประจำเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2554 วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.

Statistics

Views

Total Views
1,095
Views on SlideShare
1,095
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
2
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    Seangdhamma Vol. 37 No. 439 November 2011 Seangdhamma Vol. 37 No. 439 November 2011 Document Transcript

    • สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปัญหำ พระพุทธศำสนำมีทำงแก้ วำรสำรธรรมะรำยเดือนที่เก่ำแก่ที่สุดในอเมริกำปีที่ 37 ฉบับที่ 439 ประจ�ำเดือนพฤศจิกำยน พ.ศ. 2554 Vol.37 No.439 November, 2011Objectives :�To promote Buddhist activities. สำรบัญ�To foster Thai culture and tradition.�To inform the public of the temple’s activities. Contents�To promide a public relations center for The Buddha’s Words............................................. 1 Buddhists living in the United States. Emptiness By Ven. Buddhadasa................................... 2เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. A taste of Freedom By Ven. Ajanh Chah........... 5ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี The Lady who loves Dhamma By Ven. Laung Ta Chi.... 9กองบรรณาธิการ : Down From the Mountain By Matthew R.G. Regan13ดร.พระมหำถนัด อตฺถจำรี บทความพิเศษ : กฐินสามัคคี สร้างความดีรวมกัน............. 16 ่พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภำกโร ปฏิบัติธรรมประจ�ำเดือนพฤศจิกำยน......................... 22พระจรินทร์ อำภสฺสโรพระมหำเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญำโณ เสียงธรรม...จากวัดไทย........................หลวงตาชี 23พระสุริยำ เตชวโร ประมวลภาพกิจกรรมเดือนตุลาคม.......................... 30พระมหำสรำวุธ สรำวุโธ เสียงธรรม...จากหลวงตาชี ...................................... 32พระมหำประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม ท่องแดนพระพุทธศำสนำ ๒,๓๐๐ ปี ดร.พระมหำถนัด 39พระมหำศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป สำรธรรมจำก...พระไตรปิฎก ..................................... 42พระมหำค�ำตัล พุทฺธงฺกุโรพระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต อนุโมทนำพิเศษ / Special Thanks............................ 43และอุบำสก-อุบำสิกำวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. Thai Temple’s News...............โดย ดร.แฮนดี้ 44 รำยนำมผู้บริจำคเดือนตุลำคม.......Ven.Pradoochai 47SAENG DHAMMA Magazine รำยนำมผู้บริจำคออมบุญประจ�ำปีและเจ้ำภำพภัตตำหำรเช้ำ...53is published monthly by รำยนำมเจ้ำภำพถวำยเพล / Lunch.............................54Wat Thai Washington, D.C. TempleAt 13440 Layhill Rd., ก�ำหนดกำรจัดงำนพิธีมงคลเฉลิมพระเกียรติ ๕ ธันวำมหำรำช 62Silver Spring, MD 20906Tel. (301) 871-8660, 871-8661Fax : 301-871-5007 Photos taken byE-mail : watthaidc@hotmail.com Ven. Pradoochai, Ven. KhumtanHomepage : www.watthaidc.org Ven. Ananphiwat, Ven.SrisupornRadio Network : www.watthai.iirt.net Mr. Kevin & Mr. Sam2,500 Copies Bank & Ms. Golf
    • ถ้อยแถลง “ ทอดกฐินคือบุญอันยิ่งใหญ่ วัดรับได้เพียงปีละหนึ่งหน ท�าบุญร่วม..ญาติมิตรใกล้ชิดตน บุญกุศลแบ่งปันกันทั่วหน้า บุญกฐินถวิลใจใฝ่กุศล จิตบันดลบุญผลมากหนักหนา ถวายทานกรานกฐินตามวัดวา ศาสนาบ�ารุงไว้ใสเรืองรอง แต่ก่อนกาลต�านานเล่าเค้าความหมาย คนถวายคนแรกในใจสนอง “วิสาขา” นารีมีจิตจอง มโนผ่องจับจองกฐินทาน พุทธองค์ทรงเล็งเห็นเป็นประโยชน์ พระองค์โปรดกฐินนางวางรากฐาน พระบัญญัติจัดกฐินจัดตามกาล บริวารปัจจัยสี่มีครบองค์” แสงธรรมฉบับนี้ เป็นฉบับบุญพิเศษหลังเทศกำลออกพรรษำ เพรำะ ว่ำเป็นช่วงเวลำ“กฐินทาน” เนื่องด้วยแต่ละวัดรับกฐินได้ปีละ ๑ หน และ มีเวลำจ�ำกัดเพียง ๑ เดือนเท่ำนั้น เริ่มตั้งแต่วันแรม ๑ ค�่ำ เดือน ๑๑ ถึง วันขึ้น ๑๕ ค�่ำ เดือน ๑๒ โดยวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ก�าหนดจัดงาน ท�าบุญทอดกฐินสามัคคี ในวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ เริมตังแต่เวลา ๑๐.๐๐ น. เป็นต้นไป ่ ้ ส�ำหรับในปีนี้ ประธานทอดกฐินสามัคคี คือคุณกัญญา - คุณกุลชาติ สว่างโรจน์ และคุณวิรตน์ สุขสมอรรถ พร้อม ัครอบครัว จึงขอเชิญท่ำนสำธุชนผู้ใจบุญทั้งหลำยร่วมเป็นเจ้ำภำพท�ำบุญในครั้งนี้ เพื่อสมทบทุนสร้างอาคาร ๘๐ ปีหลวงตาชี ตำมวันเวลำดังกล่ำว โดยพร้อมเพรียงกัน นับเป็นช่วงเวลาแห่งการโศกเศร้าของพี่น้องชาวไทยทั้งประเทศ ที่ประสบอุทกภัยที่ร้ายแรงที่สุดในประเทศไทย เพราะน�้าท่วมบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา วัดวาอารามเสียหาย มีผู้ล้มตายและประสบความเดือดร้อนเป็นจ�านวนมาก หำกเรำได้แสดงออกด้วยกำร “ไม่นิ่งดูดาย ขวนขวายช่วยเหลือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่” ก็จะเป็นกำรบรรเทำควำมเดือดร้อน และแสดงออกซึ่งควำมมีน�้ำใจควำมห่วงใยต่อพี่น้องชำวไทยที่ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ จึงขอเชิญชวนญำติโยมสำธุชนทั้งหลำย ร่วมบริจำคตำมก�ำลังศรัทธำได้ตลอดเวลำที่ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ท้ำยสุดนี้ ในนำมของสมัชชำสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกำ ขอกรำบนิมนต์พระเถรำนุเถระ/พระธรรมทูต และเชิญคณะศิษยำนุศษย์ทงหลำยเดินทำงไปร่วมงำนพระราชทานเพลิงศพ “พระเทพกิตติโสภณ”อดีตประธานสมัชชาสงฆ์ ิ ั้ไทยในสหรัฐอเมริกา และอดีตเจ้าอาวาสวัดวชิรธรรมปทีป เมืองลองไอส์แลนด์ นครนิวยอร์ก ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ ๑๒-๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ส่วนท่านที่มีความประสงค์จะเดินทางไปร่วมงาน กรุณาติดต่อที่วัดไทยฯ ดี.ซี.ทางวัดมีรถบัส ๕๖ ที่นั่ง ให้บริการไปกลับ โดยจะเดินทางเช้าวันที่ ๑๓ พ.ย. เวลา ๐๔.๐๐ น. ขออวยชัยให้สาธุชนทุกคนนี้ ดวงฤดีจงมีสุขทุกสมัย บุญหนุนน�าธรรมคุ้มครองปองสิ่งใด ให้สมใจในทุกคราผาสุกเทอญ คณะผู้จัดท�า
    • แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต ยถา พุพฺพุฬกํ ปสฺเส ยถา ปสฺเส มรีจิกํ เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ. (๑๗๐) ผู้ที่มองเห็นโลก (ว่าไม่จีรังและหาสาระอะไรมิได้) เช่นเดียวกับคนมองเห็น ฟองน้ำ�และพยับแดด คนเช่นนี้พระยามาร ย่อมตามหาไม่พบ Whoso would look upon the world just as one would see a bubble and as one would view a mirage-Him the King of Death finds not.
    • แสงธรรม 2 Saeng Dhamma by Buddhadasa Bhikkhu http://www.what-buddha-taught.net/Books/BhikkhuBuddhadasa ...Continued from last issue... อย่า “ช่างหัวมัน” W hen the Buddhist Teachings spread to China, the Chinese of those days were intelligent and wise enough to accept it, อย่าบิ่นบ้า มัวแต่ว่า “ช่างหัวมัน” and there arose teachings such as those of Hui Neng ถ้าเรื่องนั้น เกี่ยวกับเพื่อน มนุษย์หนา and Huang¬-Po in which explanations of mind and ต้องเอื้อเฟื้อ ปฏิบัติ เต็มอัตรา Dhamma, of Buddha, the Way and emptiness were โดยถือว่า เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ฯ extremely terse. There emerged the key sentence that mind, Buddha, Dhamma, the Way and emp- การช่วยเพื่อน เหมือนช่วย ตัวเราเอง : tiness are all just one thing. This one sentence is เมื่อจิตเพ่ง เล็งช่วย ทวยสหาย enough there is no need to say anything more. It is ย่อมลดความ เห็นแก่ตัว ลงมากมาย equivalent to all the scriptures. ทุกทุกราย อย่าเขวี้ยงขว้าง “ช่างหัวมัน” ฯ Now that is a statement that particularly those of us studying and practising in the old เห็นแก่ตัว บางเบา ลงเท่าไร style have no way at all of understanding. It might ยิ่งเข้าใกล้ พระนิพพาน เห็นปานนั้น be beneficial for us to feel a little ashamed on รอดตัวได้ เพราะไม่มัว “ช่างหัวมัน” this account. The Chinese went on to say that จงพากัน ใคร่ครวญ ถ้วนทุกคน ฯ ‘emptiness is by nature always present, but we don’t see it’. I may prove this by saying once โดย... พุทธทาสภิกฺขุ again that at this moment everyone sitting here
    • แสงธรรม 3 Saeng Dhammahas a mind that is by nature empty but not only them founder like waves on the shore. For in-do you not see it but what’s more, you will not stance, when the eye sees a form, if there isaccept that this is emptiness. merely seeing, then that is called not admitting Huang Po scolded that this is to be like visible forms into the mind and similarly withsomeone having a diamond attached to their the other sense organs. If you can’t do that andforehead without knowing it, who goes search- vedana, feeling of satisfaction and dissatisfactioning all around the world or perhaps outside the arise, let it stop just there, don’t allow desiresworld in hell, heaven or the Brahma worlds, based on those feelings to develop. If it stopsmaking an offering of a penny and expecting to there it’s still possible to be still. But if we actgo to heaven and satisfy every desire. Not see- to extend a feeling of satisfaction then in a mo-ing that which is stuck to our forehead, we seek ment the ‘I’ and ‘mine’ emerge. Or if we actall around the world or if that’s not enough in in response to a feeling of dissatisfaction thenthe other realms. So please, just for a while, there will be Dukkha. It is called not being still.look very closely to see what is there at your So the ‘being still’ of Hui Neng refers to thatfore¬head, and how to go about putting your very practice that the Buddha taught, of see-hands on it. ing that nothing whatsoever should be grasped When speaking of the way to take hold at or clung to as being ‘I’ or ‘mine’. If there isof the diamond the Chinese teachers spoke nothing whatsoever to be clung to, what possi-even more profoundly, “There’s no need to ble purpose can there be in busying and confus-do anything just be still and the mind will be- ing ourselves, rushing about after the things thatcome empty by itself”. This phrase “Just be disturb, rather than just being still?still. There’s no need to do anything” has many We must look for this emptiness that is tru-meanings. Our minds are naughty and playful. ly worthy of our aspiration. To say that there isThe mind wanders out of the eyes, ears, nose, a kind of emptiness that gives rise to cessation,tongue and body, gathering sense-objects, and purity, clarity, and peace is still to be speaking inhaving accepted them within, is stupid enough the realm of convention. Truly speaking, there isto allow the dhammas of ignorance to climb nothing other than emptiness, there is only thisinto the driver’s seat’, so that there is nothing one thing. It is not the cause of anything else. It isbut grasping and clinging to “I” and ‘mine’. This Buddha, it is Dhamma, it is Sangha, it is the Way.is called being naughty, refusing to be still. It is purity, clarity, and peace. All these things are ‘Being still’ means not admitting sense- present in emptiness. If we still say that empti-objects into the mind but being content to let ness is the cause of this or that it shows that we
    • แสงธรรม 4 Saeng Dhammahaven’t yet reached the supreme emptiness, one attains that thing that is supremely desir-because if we have reached the supreme then able. There is nothing beyond emptiness. Whenwe don’t have to do anything. By being still the it is realized, all problems end. It is not above,Buddha, Dhamma, Sangha, purity, clarity, peace, it is not below, it is not anywhere-I don’t knowNibbana - everything will be present in that very what to say about it, better to shut up! Suffice itimmutable state. to say that emptiness is the supreme happiness. But you must be very careful regard- ing the phrases ‘Nibbana is the su- preme happiness’ and ‘Nibbana is the ultimate emptiness’. You must grasp their meaning correctly, don’t take the word happiness to mean the happiness that you’ve formerly enjoyed, like the sect before the Buddha’s time who took the height of sensual pleasure as Nibbana or others who took the happiness of refined states of meditation as su- preme., The Buddha wanted us to An extremely simple method that Huang completely withdraw from those things, to usePo used to teach dull people how to recognize nekkhamadhatu as the means to withdraw fromemptiness was to give them a riddle, ‘Look at the sensuality, to use arupadhatu as the means tomind of a child before its conception’. I would withdraw from absorptions of the fine-materiallike to present all of you with this riddle. Look plane, and finally to use nirodhadhatu as theat the child’s mind. Before it is conceived in the means to withdraw from the conditioned, so thatwomb where is it? If you can find it you will easily all the manifold types of confusion converge inbe able to find emptiness, just as if taking hold of emptiness.that which is already there at your forehead. Whether or not you understand and wheth- To sum up - this one subject of emptiness er or not you practise must be your own affair:covers all of the Buddhist Teachings, for the it is my duty only to explain the way things are.Buddha breathed with emptiness. Emptiness is The knowing, the understanding, and the prac-the theoretical knowledge, it is the practice and tice are the duty of all of you.it is the fruit of the practice. If one studies one I will end the talk at this point.must study emptiness; if one practises it mustbe for the fruit of emptiness, and if one receives THE ENDthe fruit it must be emptiness, so that finally
    • แสงธรรม 5 Saeng Dhamma A Taste of Freedom The Peace Beyond A Dhammatalk By Ajahn Chah http://www.accesstoinsight.org/lib/thai/chah/atasteof.html ...Continued from last issue... of nature. W hen people are born into the world they are without names - onceborn, we name them. This is convention. We A simple comparison is this: suppose you go and sit in the middle of a freeway with the cars and trucks charging down at you. You can’tgive people names for the sake of convenience, get angry at the cars, shouting, “Don’t drive overto call each other by. The scriptures are the here! Don’t drive over here!” It’s a freeway, yousame. We separate everything up with labels can’t tell them that! So what can you do? Youto make studying the reality convenient. In the get off the road! The road is the place wheresame way, all things are simply sankharas. Their cars run, if you don’t want the cars to be there,original nature is merely that of things born of you suffer.conditions. The Buddha said that they are im- It’s the same with sankharas. We say theypermanent, unsatisfactory and not-self. They are disturb us, like when we sit in meditation andunstable. We don’t understand this firmly, our hear a sound. We think, “Oh, that sound’s both-understanding is not straight, and so we have ering me.” If we understand that the soundwrong view. This wrong view is that the sankhar- bothers us then we suffer accordingly. If we in-as are ourselves, we are the sankharas, or that vestigate a little deeper, we will see that it’s wehappiness and unhappiness are ourselves, we who go out and disturb the sound! The soundare happiness and unhappiness. Seeing like this is simply sound. If we understand like this thenis not full, clear knowledge of the true nature of there’s nothing more to it, we leave it be. Wethings. The truth is that we can’t force all these see that the sound is one thing, we are another.things to follow our desires, they follow the way One who understands that the sound comes
    • แสงธรรม 6 Saeng Dhammato disturb him is one who doesn’t see himself. depends on straightening out your understand-He really doesn’t! Once you see yourself, then ing. If our understanding is correct, we arrive atyou’re at ease. The sound is just sound, why peace. Whether you are ordained or not it’s theshould you go and grab it? You see that actu- same, every person has the chance to practiceally it was you who went out and disturbed the Dhamma, to contemplate it. We all contem-sound. This is real knowledge of the truth. You plate the same thing. If you attain peace, it’ssee both sides, so you have peace. If you see all the same peace; it’s the same Path, with theonly one side, there is suffering. Once you see same methods.both sides, then you follow the Middle Way. Therefore the Buddha didn’t discriminateThis is the right practice of the mind. This is what between laymen and monks, he taught all peo-we call “straightening out our understanding.” ple to practice to know the truth of the sankhar-In the same way, the nature of all sankharas is as. When we know this truth, we let them go.impermanence and death, but we want to grab If we know the truth there will be no more be-them, we carry them about and covet them. coming or birth. How is there no more birth?We want them to be true. We want to find There is no way for birth to take place becausetruth within the things that aren’t true! When- we fully know the truth of sankharas. If we fullyever someone sees like this and clings to the know the truth, then there is peace. Having orsankharas as being himself, he suffers. The Bud- not having, it’s all the same. Gain and loss aredha wanted us to consider this. one. The Buddha taught us to know this. This The practice of Dhamma is not depend- is peace; peace from happiness, unhappiness,ent on being a monk, a novice, or a layman; it gladness and sorrow. กลุ่มพลังบุญ โดยคุณธนิดา-คุณชัยกร พงษ์กิจการุณ ท�าบุญร้าน Thai Tavern และท�าบุญอุทิศให้คุณแม่
    • แสงธรรม 7 Saeng Dhamma We must see that there is no reason to mind, unhappiness is just unpleasant feeling.be born. Born in what way? Born into gladness: The Buddha taught to separate this happinessWhen we get something we like we are glad and unhappiness from the mind...”over it. If there is no clinging to that gladnessthere is no birth; if there is clinging, this is called The Peace Beyond“birth.” So if we get something, we aren’t born It’s of great importance that we practice(into gladness). If we lose, then we aren’t born the Dhamma. If we don’t practice, then all our(into sorrow). This is the birthless and the death- knowledge is only superficial knowledge, justless. Birth and death are both founded in cling- the outer shell of it. It’s as if we have some sorting to and cherishing the sankharas. of fruit but we haven’t eaten it yet. Even though So the Buddha said. “There is no more be- we have that fruit in our hand we get no benefitcoming for me, finished is the holy life, this is my from it. Only through the actual eating of thelast birth.” There! He knew the birthless and the fruit we really know its taste.deathless! This is what the Buddha constantly ex- The Buddha didn’t praise those who mere-horted his disciples to know. This is the right prac- ly believe others, he praised the person whotice. If you don’t reach it, if you don’t reach the knows within himself. Just as with that fruit, ifMiddle Way, then you won’t transcend suffering. we have tasted it already, we don’t have to ask “...Meditation means to make the mind anyone else if it’s sweet or sour. Our problemspeaceful in order to let wisdom arise... To put it are over. Why are they over? Because we seeshortly, it’s just a matter of happiness and un- according to the truth. One who has realizedhappiness. Happiness is pleasant feeling in the the Dhamma is like one who has realized the คุณ WANI (ต้อย) ADAMS และคณะญาติพี่น้อง ท�าบุญอุทิศส่วนกุศลให้คุณอรัญ ชัยแสนสุข ๓๐ ต.ค. ๒๕๕๔
    • แสงธรรม 8 Saeng Dhammasweetness or sourness of the fruit. All doubts are good or bad, we know clearly for ourselvesare ended right here. their true nature. It was thus that the Buddha When we talk about Dhamma, although we discarded worldly opinions, he discarded praisemay say a lot, it can usually be brought down to and criticism. When people praised or criticizedfour things. They are simply to know suffering, him he just accepted it for what it was. These twoto know the cause of suffering, to know the end things are simply worldly conditions so he wasn’tof suffering and to know the path of practice shaken by them. Why not? Because he knew suf-leading to the end of suffering. This is all there fering. He knew that if he believed in that praiseis. All that we have experienced on the path of or criticism they would cause him to suffer.practice so far comes down to these four things.When we know these things, our problems are over. Where are these four things born? Theyare born just within the body and the mind, no-where else. So why is the Dhamma of the Bud-dha so broad and expansive? This is so in orderto explain these things in a more refined way, tohelp us to see them. When Siddhattha Gotama was born intothe world, before he saw the Dhamma, he wasan ordinary person just like us. When he knewwhat he had to know, that is the truth of suffer- When suffering arises it agitates us, we feeling, the cause, the end and the way leading to ill at ease. What is the cause of that suffering?the end of suffering, he realized the Dhamma It’s because we don’t know the Truth, this isand became a perfectly Enlightened Buddha. the cause. When the cause is present, then suf-When we realize the Dhamma, wherever we sit fering arises. Once arisen we don’t know howwe know Dhamma, wherever we are we hear to stop it. The more we try to stop it, the morethe Buddha’s teaching. When we understand it comes on. We say, “Don’t criticize me,” orDhamma, the Buddha is within our mind, the “Don’t blame me”. Trying to stop it like this,Dhamma is within our mind, and the practice suffering really comes on, it won’t stop.leading to wisdom is within our own mind. Hav-ing the Buddha, the Dhamma and the Sangha To be continuedwithin our mind means that whether our actions
    • แสงธรรม 9 Saeng Dhamma The LADY WHO LOVES DHAMMA Essays On The Dhamma By Luang Ta Chi Edited by Du Wayne Engelhart ...Continued from last issue... away their lives. The helper not only protects friends from danger, but he also tries to help T he counselor is a guide who leads his friends in the right direction, alwaysadding benefit to their lives. When he sees his them develop themselves and prosper. He can be depended upon in any personal or business situation, in trouble, or in sickness. In financialfriends acting unwisely, he advises them to stop matters, he is always ready to give support—and shows the proper behavior. This gives his even beyond what is expected. The helper is afriends the opportunity to find and follow more good friend. You should associate with him.fruitful and meaningful paths of life. The coun- The true friend is usually called the friendselor advises his friends to read and listen to the indeed. Unlike ordinary associates, the trueDhamma and to practice meditation in order to friend is very rare. True friends are blessed untilhelp them obtain peace of mind. These are death. They know everything about each oth-the characteristics of the counselor. Value such er to a high degree, and share all their secrets.friends. They will make your life happy, peace- They are good people—wholesome and of reli-ful, and safe. able character, both internally and externally. The helper is a friend who loves others A true friend must be very trustworthy, faith-wholeheartedly as he loves himself, not with lip fully keeping all secrets—never even thinking ofservice but with sincerity. Because of his love, disclosing them. He protects the privacy of hishe tries to protect them from difficulties and friend as his own. True friends stick togethersave them from obstacles. When he sees that and help each other throughout any disaster.his friends are not mindful, he tries to think of Each is always willing to give up something forways to lead them back onto the right path. He the other. The true friend is the friend who isdoes not just leave them in ignorance to waste always there in good times or bad. True friends
    • แสงธรรม 10 Saeng Dhammaalways stick together through suffering or happi- satisfied by these things however often we hap-ness. If you are lucky enough to meet with such pen to change our minds about what we want.a friend, the Buddha advises you to take good But looking at the Dhamma in this way seemscare of this friendship. True friends will support rather unfair and hopeless. In reality, the partsand help each other throughout their lives. that build up a satisfactory life are not material things but the Dhamma. The Dhamma is theX. The Lady Who Loves Dhamma most important part that feeds and supports life(Selections) most fully and permanently. What is the Dhamma? The Dhamma has a central meaning and definition broad enoughDhamma Kamo Pavang Hoti for easy understanding and for very convenientDahmma Desi Para Pavo practice. So we can conclude without any trou- ble that the Dhamma is the good, the right, andThose who love the Dhamma are enlightened. the true. We may have heard parents teach-Those who despise or hate the Dhamma are ing their children and Buddhist masters teachingignorant. their followers to do only good things, and that those who do such things will not be harmed. When we mention the word Dhamma, For example, they will not drown if they fall intosome people may think of something no longer water and will not burn if they are surroundedin use, old-fashioned, or not up-to-date with the by fire. This shows that an important part ofchanges and developments of modern society. what makes up life is the good. Without theIn their eyes the interest in and the practice of good, life is just the bones of a skeleton and hasthe Dhamma are more relevant to the previous no use. Because people of all nations prefergenerations dating back two thousand to three to do the good, the good relates to all humanthousand years. beings. So the good is, therefore, the Dhamma, Today is a time of science. People are and the Dhamma is, therefore, the good. Thoseable to create an existence without a need for who love the Dhamma are those who love thethe Dhamma. Those who are interested in the good. They are interested in doing good thingsDhamma, those who teach the Dhamma, and and in searching for good things to do, and thisthose who practice the Dhamma are “dino- means they love the Dhamma. In loving thesaurs” living in an ignorant, uncivilized manner. Dhamma, people lead their lives according toThere is no way they will make progress in their the good, the right, and the true. They try tolives. Well, this is the view of those who have maintain this practice of the good regularly. Asa strong feeling about the material world. They a result these people will receive happinessthink that a complete life must be one filled and enlightenment throughout their lives. Thuswith wishes for material things, where needs are there is the saying, “Those who love the Dham-
    • แสงธรรม 11 Saeng Dhammama are enlightened.” To lessen some concerns daughter, to receive the Master. At the timeabout whether there is any truth to saying that Visakha was only seven years old. Having Visa-those who love the Dhamma are enlightened, kha meet the Master was a way to attract thethe author would like to point out the exam- child to the teachings at a young age. If such aple of Visakha, the lady who loved the Dham- method were applied to children today, betterma during the time when the Buddha was still results would be obtained. As the saying goes,preaching. “As the twig is bent, so is the tree inclined,” or, Visakha was the daughter of Dhananjaya “You can’t teach an old dog new tricks.” It mayand Sumanadevi. She was born in the city not be fair to say that children today have lowof Bhaddiya in the Sindhu region about two morals and are lacking in the Dhamma, for chil-thousand five hundred years ago. Visakha was dren may answer that adults are the ones whoblessed, having been born into a family of mil- make them so. If this is the case, these adultslionaires (sedhi [settī]) on both her father’s side are the ones who are ignorant. So, thinking ofand mother’s side. At the time she was born, having his granddaughter receive the Master, thethe Buddha was out preaching the Dhamma millionaire Mendaka called upon Visakha andto get rid of the suffering of all human beings. told her, “The protector of the world is comingThe families of her father and mother believed to town, and I would like you to welcome thestrongly in the Dhamma. One time the Bud- Lord.” Visakha was excited at hearing such a re-dha and his many disciples went to preach at quest. The millionaire had all the preparationsBhaddiya, the city of Visakha’s mother’s birth. made for her, such as a procession of coachesMendaka, the millionaire who was her grand- and other servants.father on her father’s side of the family, hav- When the time arrived, Visakha went outing heard that the Lord Buddha was coming to with a heart filled with devotion to meet theBhaddiya, intended to send Visakha, his grand- Master. In those days the roads were not inดร.ลัดดาวรรณ Miko และครอบครัว ท�าบุญอุทิศให้คุณพ่อจวน แซ่ติ๊ง ถวายปัจจัยเข้าวัดจ�านวน $ 565
    • แสงธรรม 12 Saeng Dhammagood condition, and getting anywhere required holy water. They were rid of their sadness andtime and serious effort. Upon reaching a certain illnesses. Visakha was as if caught in a spell, andarea where it was no longer possible to travel by wisdom came to her after that sermon. Evencoach, Visakha stopped her coach and contin- at such a young age, Visahkha understood theued the rest of the way on foot to meet the Mas- Dhamma and was firm in making an effort to doter. After paying respect to him, she remained good things. She could understand right fromquietly nearby. Besides her there were slaves wrong. A child who loved the Dhamma, sheand other citizens of Bhaddiya who joined her had compassion for her friends, for her serv-in welcoming the Lord. Everyone’s heart was ants, for everybody. Even though she had beenfilled with happiness. They all thought, “Oh, born into wealth, Visakha never looked downhow lucky we are to be born at the same time on those who were below her. She was kind toas His Holiness and to receive his teaching. He all. For this reason, everyone loved her. It washas compassion for all beings. Should there be known throughout society that she was a goodother re-incarnations, may we share these lives child, a lovely child. She was blessed becausewith him again and forever.” These were the of loving the Dhamma and loving the good. Shewords said by all who were there at that time to was only seven years old, yet her understand-receive the Lord. ing of the Dhamma went far beyond her age. The Master gave a Dhamma talk for all who Adults, on the other hand, some of whom hadhad gathered there. His sermon was forceful reached old age, did not have a vision such asand held everyone’s attention. It was a sermon Visakha had. Hence comes the saying aboutthat had never been heard anywhere before. It being old for nothing.was a sermon that inspired people to love thegood and to want to do good things. People To be continuedfelt that their thirsty hearts were satisfied with ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี และทีมงาน : Meditation Workshop at Penn State University เมื่อวันที่ ๑๗ ต.ค. ๕๔
    • แสงธรรม 13 Saeng Dhamma MY (VERY BRIEF) LIFE AS A BUDDHIST MONK PART V : Down from the Mountains By Matthew R.G. Regan A fter our morning of walking medita- tion along the rocky trails of Shenan-doah National Park, the five of us—Ajahn Ampor, through the open windows of Steve’s van and the soothing words of the Buddha’s Dhamma coming from the mouths of my fellow monks,Luang Pi Piya, Luang Pi Joe, myself, and Steve— I found myself reflecting on how much I hadreturned to the parking area, sore but happy. It grown over the past few short days, and howwas a beautiful day in the mountains, and our much I would cherish such moments once myearly start had enabled us to already enjoy much time in robes had ended.practice before lunch time. Now that the mid-day After several hours of driving—punctuatedmealtime required by our monastic rules (vinaya) by the occasional stop for enjoying the view—was growing close, Steve drove us a few miles up we reached the end of Skyline Drive and pro-Skyline Drive to the nearest rest area, where we ceeded to our final stop before returning to Watunpacked the lunch our wonderful host from the Thai DC: the Bhavana Society, a forest monas-previous night had packed for us before we left. tery which was not very far from the outlet ofThe site of four Buddhist monks and their white- Skyline Drive. As I guided Steve down the wind-clad lay friend eating lunch at a picnic table was ing mountain roads, I was slightly worried—afternot exactly a common site for the campers and all, I had been trying to contact the monasteryhikers who shared the rest area with us, but as about our visit for the past two days, but hadalways, we were met with many more friendly been unable to reach them—but I knew, evengreetings than astonished stares. if we were only able to briefly tour the grounds, Once our mid-day meal was finished, we our detour would be worth it.began our journey home to Wat Thai DC, trav- When we arrived, I was surprised to see theelling up the entire length of Skyline Drive. As number of cars in the parking lot. As an isolatedwe travelled, we spent the time sharing Dham- forest monastery, the Bhavana Society was notma topics and enjoying the majestic mountain exactly the place you would expect to see manyviews. With the cool mountain air streaming in visitors—especially on a weekday. And yet, de-
    • แสงธรรม 14 Saeng Dhammaspite the crowded parking lot, no one was to journey home.be found. Our knocks on the door of the small As we left Bhavana, the sun began to set onoffice building went unanswered, and the paths our long day. It was hard to believe that just 24between the parking lot and the main build- short hours ago we had pulled up to our host-ing were quiet and still. For a few moments, ess’s house in Charlottesville, before we hadwe stood in the afternoon breeze and tried to chanted for her family and slept under the stars.decide what to do with the requisites we had It amazed me to think that even our walk alongbrought to donate to the community of monks the rocky mountain paths had been mere hoursthat lived there, but suddenly, a white-clothed ago—during our long day of travel and practice,layperson walked by. He gave us a silent gesture time had become something trivial. In my layof respect, and as soon as I saw his demeanor, life, I was constantly checking the clock, tryingI knew what was going on: we had visited in the to figure out how much time I had left in themiddle of a re- day, how longtreat! Suddenly, before my nextall the pieces appointment,of evidence fell how much timeinto place: my I could spenddifficulty in on any task.contacting the But as a monk,office, the park- time had a verying lot full of different mean-cars, the peace- ing. Of course,ful silence. there were stillLuckily, the lay schedules toperson informed that we had arrived during the keep: morning and evening chanting, meal timesretreat’s afternoon break, and brought us to the and ceremonies, but time had a very differentmonastic quarters where we presented our do- quality in my monastic life. Instead of being annations to Bhante Dhammaratana, a long-time enemy to compete with, time had become aresident who had I met on several occasions. friend. Each free moment became an opportu-Although we were unable to meet with the ab- nity to practice, reflect, or rest. Despite the factbot, Bhante Gunaratana, who after a long day of that I was, indeed, very busy during my timeteaching was taking a much-needed rest before in robes, I found myself less exhausted at thethe evening sessions began, Bhante Dhamma end of the day. Surely, I was doing just as muchwas kind enough to show us around the Buddha as I did in my lay life—indeed in many ways, IHall and the surrounding grounds, where we re- was actually doing more things in the day—butlaxed and meditated before continuing on our the oppression of time seemed absent. Even
    • แสงธรรม 15 Saeng Dhammamy chores, like cleaning the temple and set- share our chanting with him as we traveled backting up the table for the morning and mid-day to the familiarity of Washington, Wat Thai, andmeals, seemed like fulfilling use of my time. At home. For nearly an hour, we chanted, andno point during my monkhood can I recall think- through the resonance of our voices, it seemeding that anything I did was a “waste of time.” as if the van had been transformed from a sim-Since I have returned to lay life, I have tried very ple utilitarian vehicle to a majestic Buddha Hall.hard to bring this lesson with me—time is some- After we finished, we each took some time tothing to be worked with like a friend than raced personally thank Steve for all the help he hadagainst like an enemy. given us and express our deep gratitude for him. As we drove towards home, I could tell As I spoke, I realized once again how importantwe were all tired, and especially Steve. Unlike the help of the lay people was to the lives ofthe rest of us, who had been able to relax in monks, and in my own mind, I resolved to takethe van’s passenger seats, Steve had been driv- Steve as my example of service and dedicationing for hours, up and down mountains roads, when I returned to the lay life.along busy highways and isolated gravel roads. It was very dark when we finally returnedAs monks, there was little we could offer him to Wat Thai, our long day of practice and travelin return—a least in material terms. And yet, I finally over. We thank Steve one last time, andknew we all felt a great gratitude towards him then retired to our rooms. After all, tomorrowfor his help and companionship over the past was going to be another busy day.few days. Without him, none of our wonderfulexperiences could have come to be. And so, in The Endgratitude, Ajahn Ampor decided that we should ครูเมธินี น�าลูกศิษย์วัดไทยฯ ดี.ซี. ไปแสดงโชว์งาน Open House ของสถานทูตไทย วันที่ ๑ ต.ค. ๒๕๕๔
    • แสงธรรม 16 Saeng Dhamma บทความพิเศษ กฐินสามัคคี สร้างความดีร่วมกัน ค �ำว่ำ “กฐิน” แปลตำมศัพท์ว่ำกรอบไม้ส�ำหรับ ขึงผ้ำเย็บจีวรของพระภิกษุ กรอบไม้ชนิดนี้ไทยเรำเรียกอีกอย่ำงหนึ่งว่ำ “สะดึง” กำรเย็บจีวรต้องตัดผ้ำ การทอดกฐินมี ๒ อย่าง คือ ๑. การท�าอย่างง่าย คือเอำผ้ำที่ส�ำเร็จแล้วไปถวำย พระ อย่ำงที่ท�ำกันอยู่ในบัดนี้ เรียกว่ำ “มหากฐิน”ออกเป็นชิ้นๆ แล้วเอำมำเย็บประสำนกันเข้ำ ให้มีรูปเหมือน ๒. การท�าอย่างยาก คือเก็บฝ้ำยมำ ปั่น กรอ สำง ท�ำเนื้อที่ในนำปลูกข้ำว ในกำรเย็บประสำนเช่นนั้น ในครั้งกระ เป็นเส้นด้ำย ทอเป็นผ้ำ ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภำยในวันเดียวโน้นเมื่อช่ำงเย็บยังไม่ช�ำนำญพอ และไม่มีเครื่องจักรจะใช้ได้ เรียกว่ำ “จุลกฐิน”อย่ำงเวลำนี้ ก็ต้องขึงผ้ำลงบนกรอบไม้ก่อนแล้วจึงเย็บ กรอบ พิธีทอดกฐิน ตำมหลักกำรให้ถวำยผ้ำแก่ภิกษุรูปเดียวไม้หรือสะดึงนี้ ค�ำบำลีเรียกว่ำ “กฐิน” กำรที่ผู้มีศรัทธำเอำ ฉะนั้นเมื่อเวลำเอำไปถวำยภิกษุรูปหนึ่งต้องเสนอนำมภิกษุผ้ำไปถวำยพระภิกษุในภำยหลังวันออกพรรษำ ซึ่งเรียกกัน ผู้ใหญ่ ที่คณะสงฆ์จะเลือกให้เป็นผู้รับผ้ำนั้นเพื่อท�ำพิธีกรำนว่ำ “ทอดกฐิน” นั้น ตำมหลักกำร พระภิกษุจะต้องเอำผ้ำนั้น กฐินต่อไป กำรเสนอนำมเช่นนี้เรียกว่ำ “อปโลกนกรรม”มำตัดเย็บย้อมให้เสร็จภำยในวันเดียวกัน กำรที่ต้องเย็บย้อม เมื่อเสนอนำมแล้ว และไม่มีผู้คัดค้ำน พระภิกษุสงฆ์ ๒จีวรผืนใหญ่ให้เสร็จในวันเดียวนั้น เป็นงำนหนักมำก และใน รูป ต้องมำสวดประกำศออกนำมภิกษุที่จะให้เป็นผู้รับ เพื่อครั้งกระโน้นเป็นกำรจ�ำเป็นที่สุด ที่ต้องใช้ไม้สะดึงขึงผ้ำใน เสนอขออนุมัติที่ประชุมสงฆ์ให้เป็นผู้รับ และกรำนกฐิน พิธีเวลำเย็บ ฉะนั้นพิธีกำรถวำยผ้ำอย่ำงนี้จึงเรียกว่ำ “กฐิน” สวดประกำศเช่นนี้เรียกว่ำ “ญัตติกรรม” คือกำรเสนอญัตติ ให้พิจำรณำเป็นวำระที่ ๑พิธีการของกฐินมี ๒ ขั้น เมื่อได้เสนอญัตติให้พิจำรณำเป็นวำระที่ ๑ แล้ว ไม่มี ขั้นที่ ๑ ผู้มีศรัทธำน�ำเอำผ้ำไปถวำยพระภิกษุ ใน ผู้คัดค้ำน พระภิกษุ ๒ รูป ก็สวดประกำศซ้ำ� มีข้อควำมระหว่ำงวันแรม ๑ ค่ำ� เดือน ๑๑ คือภำยหลังวันออกพรรษำ คล้ำยคลึงกันกับที่สวดในวำระแรก กำรสวดประกำศซ้ำ�นี้จนถึงวันเพ็ญเดือน ๑๒ เรียกว่ำ “ทอดกฐิน” เรียกว่ำ “ญัตติทุติยกรรม” คือ เสนอญัตติให้พิจำรณำเป็น ขันที่ ๒ ในวันเดียวกันนัน พระภิกษุนำเอำผ้ำ ซึงมีผถวำย ้ ้ � ่ ู้ วำระที่ ๒ และเมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้ำนก็เป็นอันให้พระภิกษุรูปที่นันไปตัดเป็นจีวร หรือเครืองนุงห่มอย่ำงใดอย่ำงหนึง เย็บย้อมให้ ้ ่ ่ ่ ได้รับเสนอนำมนั้นเป็นผู้รับผ้ำไป และพิธีทอดกฐินก็หมดลงเสร็จภำยในวันเดียว แล้วท�ำพิธอนุโมทนำเรียกว่ำ “กรานกฐิน” ี เพียงนั้น ต่อไปเป็นพิธีกรำนกฐิน ในกำรทอด “กฐิน” นั้น ผู้หนึ่งผู้ใดจะทอดในวัดใด พิธกรำนกฐิน เป็น “สังฆกรรม” คือเป็นกิจของสงฆ์โดย ีตำมธรรมดำต้องบอกกล่ำวให้พระภิกษุในวัดนั้นทรำบล่วง เฉพำะ คฤหัสถ์ไม่เกียวข้อง เมือได้ทำพิธกรำนกฐินโดยถูกต้อง ่ ่ � ีหน้ำเพื่อมิให้คนอื่นมำทอดซ้ำ� พิธีบอกล่วงหน้ำเช่นนี้ เรียก แล้ว ก็ถอว่ำเป็นควำมดีควำมชอบอันหนึงในทำงศำสนำ และ ื ่ว่ำ “จองกฐิน” ถ้ำไม่มีกำรบอกกล่ำวล่วงหน้ำ ไปทอดเฉยๆ เป็นควำมดีควำมชอบของพระสงฆ์เอง เพือตอบแทนควำมดี ่เรียก “กฐินจร” หรือ “กฐินโจร” ควำมชอบอันนี้ พระพุทธเจ้ำจึงได้ทรงบัญญัตวำ พระสงฆ์หมู่ ิ่
    • แสงธรรม 17 Saeng Dhammaใดได้กรานกฐินแล้ว ทำาผิดวินยบางข้อไม่มโทษ การทีพระภิกษุ ั ี ่ พิธี ๒ อย่าง อย่างหนึงเรียกว่า “วิกป” คือไปทำาความตกลง ่ ัสงฆ์ได้รบความยกเว้นพิเศษในทางวินย เพราะเหตุทได้กราน ั ั ่ี กับภิกษุอกรูปหนึงให้เป็นเจ้าของจีวรด้วยกัน แล้วมอบให้ตน ี ่กฐินแล้วเช่นนี้ เรียกว่า “อานิสงส์กฐิน” เก็บไว้ อีกอย่างหนึงเรียกว่า “อธิษฐาน” คือถ้าจีวรทีเ่ หลือใช้ ่ อานิสงส์กฐิน คือการที่ได้รับยกเว้นความผิดวินัยบาง นันใหม่กว่าของทีใช้อยู่ ก็เอามาใช้เสีย แล้วสละของเก่าให้คน ้ ่ข้อดังกล่าวมาข้างต้นนั้น มีกำาหนดให้เพียง ๔ เดือน พ้น ๔ อืนไป การห้ามกวดขันไม่ให้เก็บผ้าจีวรไว้เกินต้องการเช่นนี้ ใน ่เดือนไปแล้วก็หมดเขตอานิสงส์ คือไม่ได้รับความยกเว้นต่อ บางครังก็เกิดความลำาบาก เช่น ถูกขโมยลักจีวร ซึงเคยถูกกัน ้ ่ไปอีก อานิสงส์หรือข้อยกเว้นทั้ง ๕ ประการนั้น คือ มามากในครังพุทธกาล หรือมีเหตุอย่างใดอย่างหนึงทีทาให้จวร ้ ่ ่ ำ ี ๑. เข้าบ้านได้โดยไม่ต้องลาภิกษุด้วยกัน นันใช้ไม่ได้ ก็ไม่มสารองเสียเลย ในเรืองลาภทีเ่ กิดขึนในวัดนัน ้ ีำ ่ ้ ้ ๒. เดินทางโดยไม่ต้องเอาไตรจีวรไปด้วย มีข้อบังคับกวดขันว่าให้ได้แก่ภิกษุท่ีมีพรรษายุกาลมากที่สุด ๓. ฉันอาหารโดยล้อมวงกันได้ คือทีบวชก่อนคนอืน ในเรืองนีทาความเดือดร้อนหลายครัง เช่น ่ ่ ่ ้ ำ ้ ๔. เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามต้องการ ภิกษุอยูในวัดเดียวกัน อดอยากมาด้วยกัน มีผเู้ อาของมาถวาย ่ ๕. ลาภทีเ่ กิดขึน ให้เป็นของภิกษุผจาพรรษาในวัดนัน ้ ู้ ำ ้ และในวันทีมผเู้ อาของมาถวายนัน เผอิญมีภกษุจรมาพักอยูในวัด ่ี ้ ิ ่ซึ่งได้กรานกฐินแล้ว นันด้วย และภิกษุจรมีพรรษายุกาลมากกว่าภิกษุทอยูในวัด ลาภ ้ ่ี ่ ตามหลักวินย ภิกษุจะเข้าบ้านต้องบอกลากัน จะเดิน ั นันก็ตองตกเป็นของภิกษุทจรมา ส่วนภิกษุทอยูในวัดก็ไม่มสวนได้ ้ ้ ่ี ่ี ่ ี่ทางต้องเอาไตรจีวรไปให้ครบชุด เวลาฉันอาหารต้องนังเรียง ่ ความขัดข้องลำาบากเกิดจากทางวินยอย่างนี้ พระพุทธเจ้า ักัน จะล้อมวงกันไม่ได้ จีวรทีเ่ หลือใช้เก็บไว้ได้เพียง ๑๐ วัน ได้ทรงเห็นมานานแล้ว แต่วนยของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนกฎหมาย ิัลาภทีเ่ กิดขึนต้องให้แก่ภกษุผมอาวุโส คือทีบวชนานทีสด ข้อ ้ ิ ู้ ี ่ ุ่ คือกฎหมายทีบญญัตไว้แล้ว ถ้ารูสกว่าไม่ดี ก็ประกาศเลิก และ ่ั ิ ้ึบังคับเหล่านี้ ย่อมเป็นความลำาบากแก่ภกษุทงหลายเป็นอัน ิ ้ั บัญญัตใหม่ ส่วนวินยของพระพุทธเจ้าประกาศเลิกไม่ได้ ได้แต่งด ิ ัมาก เช่นการเข้าบ้านต้องบอกลากันเสมอไปนัน ถ้าเผอิญอยู่ ้ ชัวคราว หรือมีขอยกเว้นพิเศษให้ เมือได้ทรงเห็นความลำาบากของ ่ ้ ่คนเดียว ไม่มใครจะรับลา ก็เข้าบ้านไม่ได้ การเดินทางต้องเอา ี ภิกษุทมาเฝ้า ทรงเห็นชัดว่าควรให้ความยกเว้นในเรืองหอบหิวเอา ่ี ่ ้ไตรจีวรไปให้ครบ หมายความว่าต้องเอาผ้านุงห่มไปให้ครบ ่ ไตรจีวรมา และทรงยกเว้นในข้อนี้ ก็เลยทรงประทานข้อยกเว้นชุด คือ สบง (ผ้านุง) จีวร (ผ้าห่ม) สังฆาฏิ (ผ้าซ้อนผ้าห่ม) ่ อืน ๆ ทีทรงดำาริมาแล้วแต่กอนด้วย จึงเกิดมีขอยกเว้นขึน ๕ ข้อดัง ่ ่ ่ ้ ้ในครังก่อน ภิกษุไม่มโอกาสได้ผาบางเนือละเอียดอย่างสมัย ้ ี ้ ้ กล่าวมาข้างต้นนีเ้ สมอไป ถ้าไปได้ผาเปลือกไม้หรือผ้าอะไรชนิดหนา การที่ ้ แต่การทีงดใช้วนยชัวคราว หรือให้ความยกเว้นเป็นพิเศษ ่ ิั ่จะนำาเอาไปด้วยนันไม่เป็นการง่าย ภิกษุ ๓๐ รูปทีเ่ ดินทาง ้ นัน จะให้กนเฉย ๆ ไม่ได้ พระภิกษุตองได้ทาความดีอนใดอันหนึง ้ ั ้ ำ ั ่มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็ได้รบความลำาบากในเรืองนีมาแล้ว การ ั ่ ้ จึงจะได้รบความยกเว้น ฉะนันการทีจะให้ภกษุได้รบความยกเว้น ั ้ ่ ิ ัห้ามฉันอาหารล้อมวง และบังคับให้นงเรียงกันฉันอาหารนัน ่ั ้ ในข้อนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัตให้มพธกรานกฐิน พิธกราน ิ ี ิี ีถ้ามีอาหารน้อยก็ทาความลำาบาก เราทราบอยูแล้วว่าการรับ ำ ่ กฐินต้องถือเป็นความดีความชอบอย่างหนึง เพราะการทำาจีวรใน ่ประทานแยกกันย่อมปลีกอาหารมากกว่าการรับประทานรวม สมัยนันไม่ใช่ของง่าย ๆ ตามปกติเวลามีการทำาจีวร ภิกษุยอมได้รบ ้ ่ ักัน เรืองนีภกษุ ๓๐ รูป ทีเ่ ดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็คงได้ ่ ้ ิ ความยกเว้นในวินยหลายข้ออยูแล้ว เมือต้องมาทำาจีวรโดยรีบร้อน ั ่ ่รับประสบความลำาบากเรืองนีมา ในระหว่างทางเหมือนกัน ่ ้ ให้เสร็จในวันเดียว และตกเป็นสมบัตของคณะสงฆ์อกเช่นนี้ ก็ควร ิ ีเรืองจีวรทีไม่ตองการใช้นน ในชันเดิมเป็นความมุงหมายของ ่ ่ ้ ้ั ้ ่ เป็นความชอบทีพงได้รบความยกเว้นในวินย ่ึ ั ัพระพุทธเจ้า ทีจะไม่ให้พระภิกษุเก็บสะสมทรัพย์สมบัติ ถ้ามี ่อะไรเหลือใช้ จะเก็บไว้ไม่ได้ ต้องให้คนอืนเสีย โดยเฉพาะเรือง ่ ่ ความพิเศษของกฐินทานจีวรนีมบญญัตวา ถ้ามีจวรเหลือใช้เก็บไว้ได้เพียง ๑๐ วัน ้ี ั ิ่ ี ในปีหนึ่ง แต่ละวัดสามารถรับกฐินได้เพียงครั้งเดียวพ้น ๑๐ วันไปแล้วต้องสละให้คนอืนไป ถ้าจะไม่สละต้องทำา ่ นอกจากนั้นแล้วกฐินทานก็มีความพิเศษแตกต่างจากทาน
    • แสงธรรม 18 Saeng Dhammaอย่ำงอื่น ได้แก่ ๕. เมื่อละโลกแล้วย่อมไปบังเกิดในสวรรค์ ๑. จ�ากัดประเภททาน คือ ต้องถวำยเป็นสังฆทำนเท่ำนั้น จะถวำยเฉพำะเจำะจงภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเหมือนทำน นิทานกฐินครั้งโบราณกาลอย่ำงอื่นไม่ได้ โบรำณำจำรย์ท่ำนกล่ำวเกี่ยวกับกฐินไว้ว่ำ มี กฐินบูด ๒. จ�ากัดเวลา คือ ต้องถวำยภำยในระยะเวลำ ๑ กฐินเน่า กฐินเศร้าหมอง กฐินบริสุทธิ์ เป็นค�ำพูดของผู้เฒ่ำเดือน นับแต่วันออกพรรษำเป็นต้นไป ผู้แก่กล่ำวมำ ท่ำนยกนิทำนมำเล่ำว่ำ มีมหำเศรษฐีคนหนึ่ง มี ๓. จ�ากัดงาน คือ พระภิกษุที่กรำนกฐินต้องตัด เย็บ สมบัติมำกมำย มีเงิน ๘๐ โกฏิ จะทอดกฐิน ขณะถวำยกฐินย้อม และครองให้เสร็จภำยในวันที่กรำนกฐิน ได้ประกำศเชิญเทวดำทุกชั้นฟ้ำ ให้มำอนุโมทนำกฐินของเขำ ๔. จ�ากัดไทยธรรม คือ ผ้ำที่ถวำยต้องถูกต้องตำม วันนั้นมีเทวดำจรองค์หนึ่งมำอนุโมทนำกฐิน พอมำจวนจะถึงลักษณะที่มีพุทธำนุญำตก�ำหนดไว้ วัด มีต้นไทรใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง บังเอิญมีบุรุษบ่ำวไพร่ของมหำ ๕. จ�ากัดผู้รับ คือ พระภิกษุผู้รับกฐิน ต้องเป็นผู้ที่ เศรษฐีผู้หนึ่งอยู่ใต้ต้นไทรนั้น ได้ยินเสียงเทวดำจรกล่ำวชวนจ�ำพรรษำในวัดนั้นโดยไม่ขำดพรรษำ และมีภิกษุสงฆ์ร่วม รุกขเทวดำที่ต้นไทรให้ไปอนุโมทนำกฐินของมหำเศรษฐี แต่สังฆกรรมจ�ำนวนไม่น้อยกว่ำ ๕ รูป รุกขเทวดำที่ต้นไทรบอกให้เทวดำนั้นไปก่อน เมื่ออนุโมทนำ ๖. จ�ากัดคราว คือ วัด ๆ หนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ ๑ แล้ว เป็นอย่ำงไรให้กลับมำเล่ำให้ฟังด้วย ปรำกฏว่ำครั้งเท่ำนั้น ครั้งแรก เมื่อเทวดำไปอนุโมทนำ ปรำกฏว่ำ เจ้ำของ ๗. เป็นพระบรมพุทธานุญาต ทำนอย่ำงอืนทำยกทูล ่ กฐินและคณะศรัทธำ เลี้ยงสุรำยำเมำ ผู้มำร่วมงำนเมำมำยขอให้พระสัมมำสัมพุทธเจ้ำทรงอนุญำต เช่น มหำอุบำสิกำ ส่งเสียงอึกทึกครึกโครมไม่เกิดควำมสงบสงัด ไม่ปฏิบัติตำมวิสำขำทูลขออนุญำตถวำยผ้ำอำบน้�ฝน แต่ผำกฐินนีพระองค์ ำ ้ ้ ธรรม พอถวำยกฐินและอนุโมทนำแล้ว เทวดำจรกลับมำทรงอนุญำตเอง นับเป็นพระพุทธประสงค์โดยตรง บุรุษบ่ำวไพร่นั้นยังอยู่คอยฟังข่ำวจำกเทวดำจร รุกขเทวดำ ถำมว่ำ กฐินของมหำเศรษฐี เป็นอย่ำงไรบ้ำง เทวดำจรกล่ำวอานิสงส์จากการท�าบุญทอดกฐิน ว่ำเป็น “กฐินบูด” ท�ำไมจึงบูด เพรำะมีกำรดื่มเหล้ำเมำยำ การทอดกฐิน ถือเป็นกำรท�ำบุญพิเศษทีทำได้เพียงปีละ ่ � เอิกเกริก เฮฮำ โกลำหล ไม่มีควำมสงบ ไม่ปฏิบัติตำมธรรมครัง และต้องอยูภำยในก�ำหนดเวลำหนึงเดือนตำมพุทธบัญญัติ ้ ่ ่ แล้วเทวดำก็จำกไป บุรุษบ่ำวไพร่จึงน�ำเรื่องนี้มำเล่ำให้เศรษฐีดังนัน อำนิสงส์หรือผลดีจงมีหลำยประกำร กล่ำวคือ ได้ ้ ึ ฟัง เศรษฐีเกิดควำมเสียใจ จึงตั้งใจจะท�ำกฐินใหม่อีกครั้งสงเคราะห์พระสงฆ์ผจาพรรษาให้ได้ผานุงห่มใหม่ ได้ชอว่า ู้ � ้ ่ ่ื ครั้งที่ ๒ ครำวนี้ในงำนกฐินไม่มีเหล้ำยำมำเกี่ยวข้องท�านุบารุงพระพุทธศาสนา สร้างกุศลจิตแก่ผทาบุญเพราะ � ู้ � แต่มีกำรฆ่ำวัว ฆ่ำควำย ฆ่ำหมู ฆ่ำไก่ เลี้ยงดูผู้มำร่วมงำนให้ท�าด้วยความเลือมใสศรัทธา อีกทังการทอดกฐินยังก่อให้ ่ ้ อิ่มหน�ำส�ำรำญ โดยไม่คิดว่ำกำรกระท�ำเช่นนั้นเป็นบำป เป็นเกิดความสามัคคี เป็นการร่วมมือกันท�าคุณงามความดี และ กรรม เมื่อถึงครำวทอดกฐิน เศรษฐีก็สั่งให้บ่ำวไพร่คนนั้นไปหากการถวายกฐินนัน มีสวนในการบูรณปฏิสงขรณ์วดวา ้ ่ ั ั คอยดักฟังอีกว่ำ เทวดำจะกล่ำวถึงงำนกฐินครั้งนี้ว่ำอย่ำงไรอาราม ก็จะได้ชอว่ามีสวนช่วยรักษาศาสนสถานและศาสน ่ื ่ เมื่อถึงเวลำประกำศให้เทวดำไปอนุโมทนำ รุกขเทวดำก็ไม่วัตถุให้ยงยืนต่อไป ทังจะก่อให้เกิดอานิสงส์ผลบุญหนุนส่งใน ่ั ้ ไปอีก แต่ขอให้เทวดำจรไปแล้วให้กลับมำเล่ำให้ฟังตำมเดิมภายภาคหน้าแก่ผทาบุญทอดกฐิน ดังนี้ ู้ � เทวดำจรกลับมำบอกว่ำ เป็น “กฐินเน่า” เพรำะมีกำรฆ่ำ ๑. ท�าให้เกิดมาในตระกูลที่ดี มีสัมมาทิฐิ สัตว์ น�ำมำเลียงกันมำกมำย พอเศรษฐีได้ฟงเรืองนันเข้ำ ก็เสียใจ ้ ั ่ ้ ๒. ท�าให้ได้ลักษณะที่งดงามสมส่วน จึงคิดท�ำกฐินอีกเพือแก้ไข เนืองจำกยังไม่พนเขตกฐินกำล ่ ่ ้ ๓. ท�าให้มีผิวพรรณงดงาม ครั้งที่ ๓ เศรษฐีรีบท�ำกฐินอย่ำงรีบด่วน เนื่องจำก ๔. ท�าให้มทรัพย์สมบัตมาก ไม่ลาบากในการแสวงหาทรัพย์ ี ิ � กลัวจะไม่ทันกับกำลสมัย ครำวนี้เกิดอำรมณ์โทสะ ดุด่ำว่ำ
    • แสงธรรม 19 Saeng Dhammaกล่ำว ทำสกรรมกรต่ำง ๆ นำนำ เนื่องจำกไม่ทันใจ ท�ำบุญ ต่อมำเป็นวันออกพรรษำ เหล่ำชนผูศรัทธำในพระพุทธ ้ด้วยจิตฉุนเฉียว ใครท�ำอะไรให้ก็ไม่ถูกใจ เมื่อถึงเวลำทอด ศำสนำต่ำงพำกันท�ำบุญกฐินเป็นกำรใหญ่ แม้ทำนเศรษฐีกเ็ ตรียม ่กฐิน แม้ไม่มีกำรฆ่ำสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีสุรำยำเมำ แต่มีเสียงดุ กำรจะถวำยกฐิน จึงประกำศให้ประชำชนทังหลำยทรำบโดยทัว ้ ่ด่ำว่ำกล่ำวผู้อื่น เศรษฐีให้รำงวัลบ่ำวไพร่คนนั้น สั่งให้ไปคอย กันว่ำ สิรธรรมเศรษฐีจะได้ทำบุญกฐิน ติณบำลได้ยน จึงเข้ำไป ิ � ิดักฟังข่ำวจำกเทวดำอีกเช่นเดิม เขำนั้นได้ฟังควำมที่เทวดำ ถำมสิรธรรมเศรษฐีวำ กฐินทำนมีอำนิสงส์อย่ำงไร เศรษฐีได้ ิ ่จรกลับมำบอกแก่รุกขเทวดำว่ำ กฐินครำวนี้สมบูรณ์ทุกอย่ำง อธิบำยถึงคุณำนุภำพของกฐินทำนโดยละเอียด จนติณบำลเกิดแต่เสียอย่ำงเดียวเป็น “กฐินเศร้าหมอง” เพรำะจิตใจของ ศรัทธำแก่กล้ำเกิดควำมโสมนัสปลำบปลืมเป็นอันมำก จึงถำม ้เศรษฐี เจ้ำภำพกฐินไม่บริสุทธิ์ เศร้ำหมองด้วยควำมโกรธ จึง ท่ำนเศรษฐีวำ “เมือไร ขอรับ จึงจะถึงก�าหนดการถวายกฐิน” ่ ่ไปบอกเศรษฐีตำมที่ได้ยินมำนั้น เศรษฐีเกิดควำมเสียใจเป็น เศรษฐีตอบว่ำ “อีก ๗ วัน นับจากวันนี้ไป”อย่ำงยิ่ง เพรำะท�ำกฐินมำ ๓ ครั้งแล้ว ยังไม่มีกฐินบริสุทธิ์เลย ติณบาลได้ฟงก็ดใจยิงนัก กลับไปทีอยูของตน คิดจะน�า ั ี ่ ่ ่แม้แต่ครั้งเดียว จึงขวนขวำยรีบท�ำกฐินอีกเป็นครั้งที่ ๔ ของไปเป็นวัตถุทานไม่มี จะมีแต่กผาผืนเดียวทีนงอยู่ เมือจะ ็้ ่ ุ่ ่ ครังที่ ๔ เศรษฐีทำบุญกฐินด้วยอำรมณ์สดชืน แจ่มใส ไม่ ้ � ่ เปลืองผ้าออกทาน กิเลสคือตัวตระหนีกมาขัดขวาง ถ้าเปลือง ้ ่็ ้โกรธใคร ไม่นำสุรำยำเมำมำเกียวข้อง ไม่มกำรฆ่ำสัตว์ตดชีวต � ่ ี ั ิ ผ้าออกทานแล้วจะเอาทีไหนนุง ในทีสดก็ตดสินใจเปลืองผ้าที่ ่ ่ ุ่ ั ้เมือถึงเวลำทอดกฐิน ก็ประกำศอัญเชิญเทวดำมำอนุโมทนำอีก ่ นุงอยูไปซักฟอกให้สะอาด ย้อมด้วยน้�ฝาด แล้วเอาใบไม้มา ่ ่ ำครำวนีเ้ ทวดำจรกลับไปเล่ำให้รกขเทวดำฟังว่ำ ครำวนี้ “กฐิน ุ เย็บนุงแทนผ้า ป้องกันความอายเท่านัน แล้วเอาผ้านันไปมอบ ่ ้ ้บริสทธิ” บ่ำวไพร่ผนนกลับมำเล่ำให้เศรษฐีฟง เศรษฐีรสก ุ ์ ู้ ้ั ั ู้ ึ อนุโมทนากับเศรษฐี เข้าเป็นบริวารส่วนหนึงของกฐิน ่ปลำบปลืมดีใจ มีควำมสุขอย่ำงยิง ทีได้อำนิสงส์ของกำรท�ำ ้ ่ ่ เศรษฐีรบและอนุโมทนำ น�ำผ้ำของติณบำลเข้ำเป็นส่วน ักฐินครำวนี้ สมบูรณ์เต็มที่ สมตำมควำมปรำรถนำทุกประกำร ผ้ำบริวำร ซึงยังขำดอยูผนหนึง แล้วน�ำไปถวำยแก่พระภิกษุสงฆ์ ่ ่ื ่ อีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับอำนิสงส์กฐิน คือ ในสมัยครั้ง ในกำลครังนันเกิดเสียงโกลำหลไปทัวในหมูชนตลอดจนเทพเท ้ ้ ่ ่ศำสนำของพระกัสสปสัมมำสัมพุทธเจ้ำ มีทุคคตบุรุษคนหนึ่ง วำทัวทังอำกำศและปฐพี พระเจ้ำพำรำณสีทรงทรำบเหตุนน ่ ้ ้ัยำกจนเข็ญใจไร้ที่พึ่งชำวเมืองพำรำณสี ไปขออำศัยอยู่กับ แล้ว รับสังให้นำติณบำลเข้ำเฝ้ำ แล้วได้พระรำชทำนผ้ำสำฎก ่ �สิริธรรมเศรษฐีผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์นับได้ ๘๐ โกฏิ แต่เพรำะ รำคำแพงคูหนึงแก่ตณบำล นอกจำกนันยังได้พระรำชทำนช้ำง ่ ่ ิ ้ตนเองไม่มีวิชำควำมรู้อย่ำงใด มีแต่แรงกำย เศรษฐีจึงให้เป็น ม้ำ วัว ควำย ทำสี ทำสำ อย่ำงละหนึงร้อย และโปรดให้ดำรง ่ �คนรักษำหญ้ำให้กับเศรษฐีไม่ให้รก จึงได้ชื่อว่ำ “ติณบาล” ต�ำแหน่งเศรษฐีในเมืองพำรำณสี มีชอว่ำ “ติณบาลเศรษฐี” ่ืเพื่อแลกกับข้ำววันละหนึ่งหม้อ ต่อมำ ติณบำลเศรษฐี เมือด�ำรงชีวตอยูพอสมควรแก่อำยุขย ่ ิ ่ ั อยู่มำวันหนึ่ง เขำมีควำมคิดว่ำ “ตัวเรานี้ เพราะไม่ แล้ว ท�ำกำลกิรยำจุตจำกโลกมนุษย์ ไปเป็นเทพบุตรในดำวดึงส์ ิ ิเคยท�าบุญกุศลอันใดไว้ในชาติปางก่อน มาชาตินี้จึงต้อง สวรรค์ ในอนำคตกำล ครันถึงพระศำสนำของพระศรีอำริย ้ล�าบากยากแค้น แม้แต่อาหารจะรับประทานไปวันหนึ่ง ๆ เมตไตรย์สมมำสัมพุทธเจ้ำมำตรัสรู้ ติณบำลเทพบุตรก็จะจุตลง ั ิก็ยาก ต่อแต่นี้ไป เราจะขวนขวายให้ทานทุก ๆ วัน” มำอุบตเิ ป็นรำชโอรสแห่งพระมัณฑำลวดี ครันต่อมำเสวยรำช ั ้ เมื่อคิดได้ดังนั้น เขำจึงแบ่งอำหำรที่เศรษฐีให้ออกเป็น สมบัตแทนพระรำชบิดำอยู่ ๔ หมืนปี แล้วออกบวชเป็นเอหิ ิ ่วันละ ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งถวำยแก่พระภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบำต ภิกขุอปสัมปทำ ส�ำเร็จพระอรหันต์องค์หนึงของพระศรีอำริย ุ ่อีกส่วนหนึ่งเอำไว้ส�ำหรับตนเองบริโภค ด้วยเดชกุศลผลบุญ เมตไตรย์ มีนำมว่ำ “ติณบาลเถระ”นั้น ท่ำนเศรษฐีเกิดสงสำร จึงเพิ่มอำหำรให้อีก ๒ ส่วน เขำ นี่คือ อำนิสงส์ของกฐินทำนที่ติณบำลได้ตั้งใจกระท�ำด้วยได้แบ่งอำหำรนั้นออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนที่หนึ่ง ถวำยแก่พระ ควำมบริสุทธิ์ใจ ในบุญเขตของพระพุทธศำสนำภิกษุสงฆ์ ส่วนที่สอง แจกทำนแก่คนยำกจน ส่วนที่ ๓ เอำไว้บริโภคเอง เขำท�ำอยู่เช่นนั้นเป็นเวลำช้ำนำน
    • แสงธรรม 20 Saeng Dhamma ขออนุโมทนาบุญพิเศษ � สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา บริจาคเงินจำานวน $10,000.00 เพือช่วยเหลือผูประสบอุทกภัย ่ ้ในประเทศไทย โดย ดร. พระมหาถนัด อตฺถจารี เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เป็นผู้แทนมอบผ่านสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ซึ่งมี ฯพณฯ กิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูตไทย ประจำากรุงวอชิงตัน เป็นผู้รับมอบ เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ � สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ถวายปัจจัยจำานวน $3,000.00 แก่วดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ัโดย อัครราชทูต นันทนา ศิวะเกื้อ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของวัด และส่งเสริมวัฒนธรรมไทย เมื่อวันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๔ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. จึงประกาศอนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี ขออำานาจคุณพระศรีรตนตรัย ้ ัจงปกปักรักษาข้าราชการสถานเอกอัครราชทูตไทยทุกหน่วยงาน ให้มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานยิ่ง ๆ ขึ้นไปเทอญ ประกาศข่าว สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ได้สง เงินจำานวน $60,000.00 ทีประชาชนบริจาคมา ไปช่วยเหลือชาว ่ ่ไทยผูประสบอุทกภัยแล้ว โดยส่งผ่านสภากาชาดไทย จึงประกาศเพือร่วมอนุโมทนาในการุณยจิตของทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ ้ ่ ขอเชิญร่วมบริจาคช่วยผู้ประสบภัยน้ำาท่วมที่ประเทศไทย Please donate to help flood victims in Thailand at the office of Wat Thai D.C. “คนไทยน�้ำใจงำม ร่วมประสำนสำมัคคี” บริจาคได้ที่... วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. 13440 Layhill Rd, Silver Spring, MD 20906 Tel. 301-871-8660, 301-871-8661
    • แสงธรรม 21 Saeng Dhamma ขอเชิญแจ้งความจำานง เป็นเจ้าภาพบูชากัณฑ์เทศน์ วันอาทิตย์ ชุด “นรก-สวรรค์” ทุกวันอาทิตย์ เวลา ๗. ๐๐ น. ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. Tel: ๓๐๑-๘๗๑-๘๖๖๐/๑วัน / เดือน / ปี กัณฑ์ที่ ชื่อกัณฑ์/พระสงฆ์องค์แสดง รายนามเจ้าภาพประจำากัณฑ์ ๒๓ ต.ค. ๕๔ ๑ นรก - สวรรค์ ๓ ระดับ คณะใส่บาตรวันอาทิตย์ พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร ๓๐ ต.ค. ๕๔ ๒ นรก-สวรรค์ ในพระไตรปิฎก คณะใส่บาตรวันอาทิตย์ พระมหาสราวุธ สราวุโธ ๖ พ.ย. ๕๔ ทำาบุญทอดกฐิน คุณกุลชาติ-กัญญา สว่างโรจน์ พระวิเทศธรรมรังษี(หลวงตาชี) คุณวิรัตน์ สุขสมอรรถ ๑๓ พ.ย. ๕๔ ร่วมบำาเพ็ญกุศลพิธพระราชทานเพลิงศพ ี งดการเทศนาตอนเช้า พระเทพกิตติโสภณ ครบ ๑๐๐ วัน ร่วมงานที่ New York ๒๐ พ.ย. ๕๔ ๓ นรก-สวรรค์ ทุกขณะจิต ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี ๒๗ พ.ย. ๕๔ ๔ เรื่องเมืองนรกและสัตว์นรก พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ ๔ ธ.ค. ๕๔ ๕ เมืองสวรรค์และเทวดา พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม จัดงานวันเฉลิมพระชนม์พรรษา ๗ รอบ ๑๑ ธ.ค. ๕๔ ๕ ธันวามหาราช ทำาบุญใส่บาตร วัดไทยฯ ดีซี ร่วมกับ สมัชชาสงฆ์ไทยฯ เวลา ๑๐.๒๐ น. สถานทูตไทย-พ่อค้า-ประชาชน ๑๘ ธ.ค. ๕๔ ๖ มิติเวลาในนรก-สวรรค์ พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป ๒๕ ธ.ค. ๕๔ ๗ นรก-สวรรค์ กรรมและขณะจิตก่อนตาย พระมหาคำาตัล พุทธงฺกุโร ๑ ม.ค. ๕๕ ทำาบุญฉลองวันปีใหม่นานาชาติ ทำาบุญวันขึ้นปีใหม่ พระวิเทศธรรมรังษี(หลวงตาชี) ใส่บาตร เวลา ๑๐.๒๐ น ๘ ม.ค. ๕๕ ๘ วาทะพิสูจน์นรก-สวรรค์ พระอนันภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต ๑๕ ม.ค. ๕๕ ๙ นรก-สวรรค์ ตามหลักศรัทธา พระปองธรรม คุเณสโก
    • แสงธรรม 22 Saeng Dhamma ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีรกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี. ิ Those who are interested in Thai Theravada Buddhism and members of the general public are cordially invited to Wat Thai, D.C., Temple to pay their respect to or simply view the Buddha relics on display in the chanting hall.ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนพฤศจิกายน ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. 5 พฤศจิกายน 2554 ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวพระไตรปิฎก � สาธยายพระไตรปิฎก ภาษาบาลี � ฟังบรรยายธรรม - ธรรมสากัจฉา � เจริญจิตตภาวนา - แผ่เมตตา พร้อมกันบนอุโบสถศาลา เวลา 9.00 A.M.
    • แสงธรรม 23 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากวัดไทย พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) โลโภ โทโส จ โมโห จ ปุริสํ ปาปเจตสํ หึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา ตจสารํ ว สมฺผลํ. โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเองย่อมเบียดเบียน ผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าตันไผ่ ฉะนั้น ป ระเด็นแรกทีจะต้องท�ำควำมเข้ำใจกัน ก็คอเรือง ่ ื ่ “ตานอก – ตาใน” ตำทั้งสองนี้แตกต่ำงกันอย่ำงไรและหมำยถึงอะไร? ตำนอกก็ได้แก่ตำเนื้อมีอยู่ ในที่สว่ำงเท่ำนั้น จึงอยู่ในวิสัยที่จะมองเห็นได้ แต่ถ้ำอยู่ ในทีมดในทีกำบัง ตำนอก – ตำเนือ ก็สดวิสยทีจะสำมำรถ ่ื ่� ้ ุ ั ่ มองเห็นได้ ต้องใช้เครื่องช่วยประเภทต่ำง ๆ เช่น โคมไฟ สองข้ำงคือข้ำงซ้ำยและข้ำงขวำ ภำษำบำลีเรียกว่ำ “มังสะ ใช้เทียน ใช้ตะเกียง ใช้ไฟฉำยช่วยจึงจะมองเห็นได้ ตำ จักษุ” แปลว่ำ ตำเนื้อ คนทุกคนไม่ว่ำจะเป็นคนชำติไหน นอก – ตำเนื้อ มีประโยชน์แก่คนเรำมำก หำกตำบอด ตำพูดภำษำอะไร นับถือลัทธิศำสนำควำมเชือถืออะไร ตำม ่ มืด ตำเสีย ตำฝ้ำ ตำฟำง ก็หมดทำงทีจะอ�ำนวยประโยชน์ ่ปกติธรรมดำแล้วก็มตำสองข้ำงเหมือนกันทังนัน ธรรมชำติ ี ้ ้ ได้ ดังนั้น ตำนอก – ตำเนื้อ จึงเป็นอวัยวะส�ำคัญของคนสร้ำงมำให้มีดวงตำสองข้ำงเท่ำกันไม่วำหญิงหรือชำย นี่ ่ เรำทุกคน จึงควรใช้ตำในทำงที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ คือควำมเป็นธรรม ควำมยุติธรรม และควำมเสมอภำค อย่ำใช้ตำในทำงที่จะให้เกิดโทษ และเป็นพิษเป็นภัยแก่ของธรรมชำติ มีมำตรฐำนเดียวกัน ไม่มีสองมำตรฐำน ตนเอง กำรใช้ตำให้เกิดประโยชน์ก็ต้องใช้ให้พอประมำณตานอก – ตาเนื้อ ธรรมชำติให้มำส�ำหรับใช้ดูสิ่งต่ำง ๆ ซึ่ง ตำมหลักฐำนทีพระท่ำนสอนว่ำ “มตฺตญฺญตา สทา สาธุ” ่ ุเป็นของภำยนอกเท่ำนัน และสิงเหล่ำนันก็ตองอยูในทีแจ้ง ้ ่ ้ ้ ่ ่ ความรู้จักประมาณให้ส�าเร็จประโยชน์ทุกเมื่อ หรือยึด
    • แสงธรรม 24 Saeng Dhammaหลักค�ำกลอนสอนใจของท่ำนเจ้ำคุณพุทธทำสว่ำ พำล เห็นอะไร มองอะไร ดูอะไร ขวำงตำไปหมด มองดู ปิด ปิด ตา อย่าสอดส่าย ให้เกินเหตุ พระพุทธรูปเห็นพระพุทธรูปทุกส่วนล้วนแต่ดีทั้งนั้น แต่ บางประเภท แกล้งท�าบอด ยอดกุศล เสียอยู่อย่ำงเดียวคือพูดไม่ได้ เห็นไหมละ หำเรื่องติจนได้ มัวสอดรู้ สอดเห็น จะเป็นคน นี่แหละ ตำคนพำล ตำหำเรื่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ตำ เอาไฟลน ตนไป ให้ไหม้พอง คนพำล ดังนัน จึงขอให้ทกคนใช้ตำทีธรรมชำติสร้ำงมำให้ ้ ุ ่ เปิด เปิด ตา ให้รับแสง แห่งพระธรรม ทั้งสองข้ำง ให้เป็นไปแต่ในทำงบวกกันเถิด อย่ำใช้ตำให้ ยิ่งมืดค�่า ยิ่งเห็นชัด ถนัดถนี่ เกิดโทษซึ่งเป็นไปในทำงลบกันเลย สมาธิมาก ยิ่งเห็นชัด ถนัดดี ได้พดถึงเรือง “ตานอกใส” มำโดยย่อพอเป็นตัวอย่ำง ู ่ นี่วิธี เปิดตาใจ ใช้กันมา พอสมควรแล้ว ต่อไปก็ขอเข้ำสูประเด็น “ตาในมืด” เพือ ่ ่ ศึกษำหำควำมรู้ควำมเข้ำใจ ซึ่งเป็นจุดประสงค์ใหญ่ใน เรื่องนี้ต่อไป ก่อนอื่นก็ขอท�ำควำมเข้ำใจในเรื่อง “ตาใน” เสียก่อน ตำในนั้นหมำยถึง “ปัญญาจักษุ” คือตำปัญญำ คนเรำส�ำคัญที่ปัญญำ เพรำะปัญญำเป็นแสงสว่ำงในโลก แสงสว่ำงอื่นเสมอด้วยปัญญำไม่มี ปัญญำเป็นแก้วของ นรชน และปัญญำปกครองคนได้ดังธรรมบรรยำยว่ำ ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต. ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก นตฺถิ ปญฺญา สมาอาภา. เรืองของ “ตานอก – ตาเนือ (มังสะจักษุ) มีประโยชน์ ่ ้ แสงสว่างอื่นเสมอด้วยปัญญาไม่มีมำกส�ำหรับคนเรำ แต่ต้องรู้จักใช้หรือใช้เป็น และต้อง ปญฺญา นราน� รตน�.รู้จักประมำณด้วย จึงจะช่วยอ�ำนวยประโยชน์มหำศำล ปัญญาเป็นแก้วของนรชนตำนอก – ตำเนื้อนี้ ก็มีสองประเภท คือ ตำนอกของคน ปญฺญา เจน� ปสาสติ.พำลสันดำนชั่วประเภทหนึ่ง และอีกประเภทหนึ่ง คือ ปัญญำปกครองคนได้ตำนอกของบัณฑิตผู้ครองชีวิตอยู่ด้วยปัญญำ ตำทั้งสอง ในข้อทีวำ “ตาในมืด” นัน ก็หมำยถึงคนทีไม่มปญญำ ่่ ้ ่ ี ัประเภทนีให้ผลไม่เสมอกัน ให้ผลไม่เหมือนกัน คือผลกระ ้ นี้นั้นเอง คนเรำถ้ำขำดปัญญำเสียอย่ำง ก็ไม่ต่ำงอะไรกับทบอันเกิดจำกกำรเห็นกำรดูต่ำงกัน ตำคนพำลให้ผลเป็น พร้ำไม่มีคม พร้ำจะใช้ประโยชน์ได้ก็อยู่ที่คม ถ้ำพร้ำขำดไปในทำงลบ เรียกว่ำ “ตาหาเรื่อง” ส่วนตำของบัณฑิตให้ คม พร้ำไม่มีคม พร้ำนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพรำะใช้ผลเป็นไปในทำงบวก เรียกว่ำ “ตาเห็นธรรม – ตาเห็น อะไรไม่ได้มีไว้ก็รกที่รกทำง วำงไว้ที่ไหนก็เกะกะ พระความดี” คือเห็นอะไร ดูอะไร มองอะไร ก็เห็นธรรม เห็น ท่านจึงสอนว่าคนไม่มีปัญญา พร้าไม่มีคม สังคมไหนควำมดีไปหมด มองเห็นทุกสิงทุกอย่ำงเป็นธรรมเป็นควำม ่ ก็ไม่ต้องการ เพรำะฉะนั้น หลักธรรมในทำงพระพุทธดีเหมือนกันทั้งนั้น ไม่มีอะไรขัดนัยน์ตำ เห็นอะไร มองดู ศำสนำ พระพุทธองค์จึงทรงสอนคนทั้งหลำยในโลกให้มีอะไร ก็สบำยตำ น�ำมำซึ่งควำมสบำยใจ ต่ำงจำกตำคน ปัญญำ เพรำะปัญญำเป็นแสงสว่ำงในโลก ค�ำว่ำ “โลก”
    • แสงธรรม 25 Saeng Dhammaในที่นี้ ก็ชี้ไปที่มนุษย์ที่อำศัยอยู่ในโลกนั้นเอง ไม่ได้หมำย มำโดยย่อนี เป็นวิธเี พำะปลูกปัญญำทำงหู คือกำรฟัง (สุตะ) ้เอำโลกคือแผ่นดิน แต่หมำยเอำคนที่อำศัยอยู่ในโลกคือ วิธีต่อไปคือ จิ. จินตะ การคิด กำรคิดนี้ก็เป็นวิธีเพำะแผ่นดินนั้น เกิดมำในโลกกับเขำทั้งทีต้องมีปัญญำจึงจะ ปลูกปัญญำอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งตรงกับทำงหลุดพ้นข้อที่ ๓ ที่ครองชีวิตอยู่ได้อย่ำงมีศักดิ์ศรี ถ้ำไม่มีปัญญำก็อยู่ในโลก กล่ำวไว้ในวิมตตำยนสูตรคือกำรใคร่ครวญพิจำรณำอันเป็น ุกับเขำล�ำบำก ถ้ำอยำกจะเป็นคนมีปัญญำก็ต้องยึดหลัก ลักษณะของกำรคิด เมื่อใช้สติพินิจพิจำรณำใคร่ครวญถูกปรัชญำ คือหัวใจของบัณฑิต ๔ คือ “สุ. จิ. ปุ. ลิ.” สุ.= สุตะ ต้องโดยอุบำยอันแยบคำยแล้ว ก็ก่อให้เกิดปัญญำน�ำไปฟัง, จิ= จินตะ คิด, ปุ.=ปุจฉำ ถำม, ลิ.=ลิขตะ เขียนไว้ใช้ทฤษฎี ิ ท�ำลำยกิเลสตัณหำ ให้วิมุตติหลุดพ้นจำกควำมทุกข์ได้ นี่นี้ มีปัญญำแน่นอน ตำมโศลกค�ำกลอนว่ำ คือวิธีเพำะปลูกปัญญำด้วยกำรคิด (จินตะ) สุ.จิ.ปุ.ลิ. วินิมุตฺโต กถ� โส ปณฺฑิโต ภเว สุ.จิ.ปุ.ลิ. สุสมฺปนฺโน ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ. บุคคลปราศจากการฟัง,การคิด,การถาม,และการเขียน (บันทึกไว้) จะเป็นบัณฑิตได้อย่างไร ส่วนผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัตคอการฟัง,การคิด,การถาม,และการ ิืเขียน – บันทึกไว้ นั่นแหละท่านเรียกว่าบัณฑิต (ผู้มีปัญญา) นีคอวิธเี พำะปลูกปัญญำตำมหลักของพระพุทธศำสนำ ่ื ซึ่งพระพุทธเจ้ำของเรำทรงสอนไว้ที่สมบูรณ์ที่สุด (ครบวงจร) เพำะปลูกปัญญำทำงหูใช้หูฟัง ตั้งสติ ตั้งใจให้มั่นคง อีกวิธีหนึ่งก็คือ ปุ.= ปุจฉา ได้แก่การถาม กำรถำมส่งกระแสจิตไปตำมเสียงเทศน์,เสียงผู้สอน – ผู้บอก อย่ำ เป็ น วิ ธี ห นึ่ ง ซึ่ ง เป็ น กำรเพำะปลู ก ปั ญ ญำให้ เ กิ ด ขึ้ น ให้จตวอกแวกแหกคอกไปทีอน ขณะทีฟง ถ้ำตังใจให้มสติ ิ ่ ื่ ่ ั ้ ี ตัวอย่ำงเช่นถำมว่ำ ค�ำว่ำ “อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตา” ทีพด ่ ูในกำรฟัง ย่อมได้รับผลจำกกำรฟังในขณะนั้นและเดี๋ยว กันมำบ่อย ๆ นั้น มันหมำยควำมว่ำอย่ำงไร ? ก็ได้รับค�ำนั้น คือ อธิบำยว่ำ ในเรื่องของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตำ ที่ท่องจ�ำกัน ผู้ฟังย่อมได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง มำ จ�ำกันมำแบบนกแก้วนกขุนทองนั้น ควำมหมำยที่แท้ สิงใดเคยฟังแล้วแต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิงนันชัด ่ ่ ้ จริงนั้น อนิจจัง สรรพสิ่งทั้งหลำยในโลก มันเป็นของไม่ บรรเทาความสงสัยได้ เทียงมีควำมเปลียนแปลงตลอดเวลำ ทุกขณะ ไม่เคยอยูนง ่ ่ ่ ิ่ ท�าความเห็นผิดให้เห็นถูกต้องได้ เลย อุปมำ – อุปไมย เช่น กำรไหลของกระแสน�ำในล�ำธำร ้ จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส มันไหลของมันติดต่อกันไปไม่ขำดสำย ลักษณะเช่นนี้ นี่แหละวิธีเพำะปลูกปัญญำทำงหู ใช้หูให้เกิดปัญญำ แหละเรียกว่ำ “อนิจจัง” ไม่เทียงเปลียนแปลงตลอดเวลำ ่ อย่ำปล่อยไว้ให้เป็นหูกะทะ แน่นอนละ ถ้ำปล่อยปละ ส่วน “ทุกขัง” แปลว่ำทนอยู่ไม่ได้ ดับไปตลอดเวลำ ละเลยเพิกเฉยในกำรฟัง ก็มีหวังเป็นหูกะทะ อยู่ในภำวะ หมำยควำมว่ำ สรรพสิ่งทั้งหลำยในโลก มันก็ตกอยู่ในอย่ำงนั้นจนวันตำย น่ำเสียดำยจริง ๆ อย่ำปล่อยทิ้งให้ สภำพของ “ทุกขัง” ทนอยู่ในสภำพเดิมไม่ได้ เพรำะมันเป็นหูกะทะกันเลย ท่ำนผูรกควำมเจริญทังหลำย ทีกล่ำว ้ั ้ ่ ดับไปอยู่ทุกขณะ สิ่งใดเป็น “อนิจจัง” สิ่งนั้นมันก็ต้อง
    • แสงธรรม 26 Saeng Dhammaเป็น “ทุกขัง” แน่ ๆ ส่วน “อนัตตา” นั้น ท่ำนอธิบำยว่ำ สว่ำงในโลกอยู่แล้ว จะมืดได้อย่ำงไรหรือมีปัจจัยอย่ำงอื่นสิ่งใดเป็น “อนิ จจั ง, ทุกขั ง” สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนเป็น ท�ำให้ตำในมืด ปัญหำนี้ก็เป็นประเด็นที่นำคิดอยู่เหมือน ่“อนัตตา” คือบังคับบัญชำมันไม่ได้ มันไม่อยู่ในอ�ำนำจ กันในเมื่อตำใน ได้แก่ “ปัญญำจักษุ” มันก็ไม่น่ำจะมืดของใคร ข้อควำมในธรรมุเทศท่ำนกล่ำวไว้ว่ำ “โลกคือหมู่ ในประเด็นนี้ ถ้ำอธิบำยในลักษณะอุปมำ – อุปไมย ก็สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะ อำจจะเข้ำใจง่ำยขึ้น เช่นดวงจันทร์ ดวงอำทิตย์ โดยตน” มีใครบังคับบัญชำไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตำยได้ ธรรมชำติแล้ว ดวงจันทร์ ดวงอำทิตย์ ก็มีแสงสว่ำงในตัวไหม ไม่ได้แน่นอน นีคอค�ำสอนในข้อทีวำ “อนัตตำ” เมือ ่ื ่่ ่ อยู่แล้ว ท�ำไมบำงครั้งบำงครำวดวงจันทร์ ดวงอำทิตย์จึงได้ฟงค�ำอธิบำยในเรืองของ “อนิจจัง,ทุกขัง,อนัตตำ” แล้ว ั ่ มืดมิดไปเล่ำ? อ๋อ ! ที่บำงครั้งบำงครำวดวงจันทร์ดวงควำมลังเลสงสัยอันเป็นปัญหำก็หมดไป ปัญญำควำมรู้ อำทิตย์ต้องมืดมิดอับแสงไปนั้น เพรำะดวงจันทร์ดวงควำมเข้ำใจก็เข้ำมำแทนที่ นี่คือ “ปุ. ปุจฉำ” ฟังแล้ว คิด อำทิตย์ถูกก้อนเมฆใหญ่ปกปิดเอำไว้ ก็เลยท�ำให้ไม่มแสง ีแล้ว แต่ยังไม่เข้ำใจ ยังลังเลสงสัยก็ให้ถำมทันที ถำมแล้ว สว่ำงส่องลงมำสูโลกมนุษย์ ดังพุทธภำษิตว่ำ ่ได้ฟังค�ำอธิบำย ก็หำยข้อสงสัย นี้เรียกว่ำปัญญำเกิดขึ้น โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติจำกกำรถำม เมื่อมีปัญญำเกิดจำกกำรฟัง,เกิดจำกกำร โสม� โลก� ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา.คิด,เกิดจำกกำรถำมแล้ว กลัวจะลืม ก็ให้เขียนไว้ ให้บนทึก ั ผูใดประมาทในกาลก่อน ตอนหลังไม่ประมาท ผูนน ้ ้ ั้ไว้เป็นหลักฐำน หำกมีควำมต้องกำรเมื่อไร ก็เปิดอ่ำน ชื่อว่ายังโลกนี้ให้สว่าง เหมือนพระจันทร์พ้นจากเมฆทบทวนได้ทันที ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีทันสมัยก็เก็บไว้ใน หมอก ส่องแสงสว่างมาสู่โลก ฉะนั้นคอมพิวเตอร์ง่ำยที่สุด แต่อย่ำให้เข้ำหลักค�ำพังเพยว่ำ ได้ควำมว่ำ พระจันทร์ พระอำทิตย์ ตำมปกติก็แสง“ความรูอยูในต�าราก็แล้วกัน” ้ ่ สว่ำง แต่ถ้ำขณะใด พระจันทร์ พระอำทิตย์ถูกเมฆหมอก สรุปแล้ว บ่อเกิดปัญญาคือ สุ. จิ. ปุ. ลิ. นี้เอง ปกคลุมจนมิด ดวงอำทิตย์ ดวงจันทร์ ก็ไม่มีแสงสว่ำง สุ.= สุตะ การฟัง ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา ปรำกฏออกมำ แต่วำแสงสว่ำงของดวงจันทร์ ดวงอำทิตย์ ่ จิ.= จินตะ การคิด คิดโดยอุบายแยบคาย ได้ปญญา ั ไม่ได้หำยไปไหน ยังคงมีอยู่ในดวงจันทร์ ดวงอำทิตย์นั้น ปุ. = ปุจฉา การถาม ได้รบฟังค�าอธิบายทีดี ก็มปญญา ั ่ ี ั เอง แต่ถูกเมฆหมอกปิดบังเอำไว้ ทันใดที่เมฆหมอก ลิ. = ลิขิต เขียนไว้ ช่วยให้ได้ปัญญา เคลื่อนออกพ้นดวงจันทร์ ดวงอำทิตย์ แสงสว่ำงก็จะ ปัญญำเกิดจำกกำรฟัง เรียกว่ำ สุตะมะยะปัญญำ ปรำกฏออกมำทันทีทันควัน น่ำอัศจรรย์ไหมละ โยม ! ปัญญำเกิดจำกกำรคิด เรียกว่ำ จินตำมะยะปัญญำ เรืองของ “ตาในมืด” ก็ทำนองเดียวกันกับดวงจันทร์ ่ � ปัญญำเกิดจำกกำรถำมในปัญหำอันลึกซึง เช่น โมฆรำช ้ ดวงอำทิตย์ ตำใน “ปัญญำจักษุ” ตำปัญญำ ตำมธรรมดำมำณพทูลถำมปัญหำกับพระพุทธเจ้ำ เมื่อพระพุทธองค์ ก็สว่ำงไสว ไม่ได้มืดมิดแต่ประกำรใด แต่ถ้ำขณะใด ตำทรงตอบปัญหำจบ โมฆรำชมำณพก็ได้ส�ำเร็จเป็นพระ ในถูกกิเลสประเภท ควำมโลภ ควำมโกรธ ควำมหลงเข้ำอรหันต์ ในขั้นนี้ก็จัดเข้ำในข้อ “ภาวนามยปัญญา” ได้ ครอบง�ำ ก็ท�ำให้ตำในมืดมิด ชนิดไม่รู้อรรถไม่เห็นธรรม เช่นกัน หันกลับมำสู่ประเด็นในเรื่องของ “ตำในมืด” อีก กิเลสคือควำมโลภ ควำมโกรธ ควำมหลง ครอบง�ำนรชนครัง “ตำใน” ได้แก่ “ปัญญำจักษุ” ตำปัญญำ เมือมีปญญำ ้ ่ ั เมือไร ควำมมืดมิดก็ยอมมีเมือนัน เดียวนัน ทันที ทันควัน ่ ่ ่ ้ ๋ ้อยู่แล้วเช่นนี้ ท�ำไมตำในจึงมืด เพรำะปัญญำเป็นแสง ดังประพันธ์พุทธภำษิตที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่ำ
    • แสงธรรม 27 Saeng Dhamma ลุทฺโธ อตฺถ� น ชานาติ ลุทฺโธ ธมฺม� น ปสฺสติ ปกคลุมไว้เท่ำนั้นเอง เมื่อใดกิเลสทั้ง ๓ ถูกก�ำจัดออกจำก อนฺธตม� ตทา โหติ ย� โลโภ สหเต นร�. จิตใจ แสงสว่ำงสดใสของปัญญำก็ปรำกฏออกมำ ทันที คนโลภย่อมไม่รอรรถ คนโลภย่อมไม่เห็นธรรม ความ ู้ ทันควันเหมือนดวงจันทร์ ดวงอำทิตย์ พ้นจำกเมฆหมอกโลภครอบง�านรชนเมือไร ความมืดมิดย่อมมีเมือนัน ่ ่ ้ ส่องแสงสว่ำงลงมำสู่โลกมนุษย์ ฉะนั้น กุทฺโธ อตฺถ� น ชานาติ กุทฺโธ ธมฺม� น ปสฺสติ กำรที่จะก�ำจัดเมฆหมอกแห่งปัญญำ คือ กิเลสตัณหำ อนฺธตม� ตทา โหติ ย� โกโธ สหเต นร�. ให้หมดไปจำกจิตใจนัน หลักธรรมในทำงพระพุทธศำสนำ ้ คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ คนโกรธย่อมไม่เห็นธรรม พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้เจริญจิตภำวนำ ตำมหลักสติความโกรธครอบง�านรชนเมือไร ความมืดตือย่อมมีเมือนัน ่ ้ ่ ้ ปัฏฐำน ๔ คือ มีสติตำมก�ำหนด ตำมรู้ ควำมเห็นกำยเป็น มุฬฺโห อตฺถ� น ชานาติ มุฬฺโห ธมฺม� น ปสฺสติ กำย เห็นกำยในกำย เนือง ๆ อยู่ มีควำมเพียรเผำกิเลส อนฺธตม� ตทา โหติ ย� โมโห สหเต นร�. ให้เร่ำร้อน มีสมปชัญญะควำมรูตวทัวพร้อมมีสติระลึกรูเ้ ท่ำ ั ้ั ่ คนหลงย่อมไม่รู้อรรถ คนหลงย่อมไม่เห็นธรรม ทันอำรมณ์ที่มำกระทบ ตำ หู จมูก ลิ้น กำย และใจ อย่ำความหลงครอบง�านรชนเมือไร ความมืดตือย่อมมีเมือนัน ่ ้ ่ ้ ให้เกิดควำมยินดียนร้ำย มีสติตำมก�ำหนด ตำมรู้ ตำมเห็น ิ โลโภ โทโส จ โมโห จ ปุริส� ปาปเจตส� เวทนำเป็นเวทนำ เห็นเวทนำในเวทนำ เนือง ๆ อยู่ มี หึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา ตจสาร�ว สมฺผล�. ควำมเพียรเผำกิเลสให้เร่ำร้อน มีสมปชัญญะ ควำมรูตวทัว ั ้ั ่ โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้ พร้อม มีสติระลึกรู้เท่ำทันอำรมณ์ที่มำกระทบ ตำ หู จมูก มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ (ให้ตายไป) ฉะนั้น ลิ้น กำย และใจ อย่ำให้เกิดควำมยินดียินร้ำย มีสติตำม ตาใน (ปัญญาจักษุ) โดยธรรมชำติก็มีควำมสว่ำงอยู่ ก�ำหนด ตำมรู ตำมเห็นจิตเป็นจิต เห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู่ ้แล้วก็จริง แต่พอถูกกิเลสควำมเศร้ำหมองทัง ๓ คือ ควำม ้ มีควำมเพียรเผำกิเลสให้เร่ำร้อน มีสัมปชัญญะควำมรู้ตัวโลภ ควำมโกรธ ควำมหลง เข้ำครอบง�ำปิดบัง แสงสว่ำง ทั่วพร้อม มีสติระลึกรู้เท่ำทันอำรมณ์ที่กระทบ ตำ หู จมูก แห่งปัญญำก็ปรำกฏออกมำไม่ได้ ควำมจริงแสงสว่ำงแห่ง ลิ้น กำย และใจ อย่ำให้เกิดควำมยินดียินร้ำย มีสติตำมปัญญำนั้นไม่ได้หำยไปไหนมีอยู่ตลอดเวลำ เพียงแต่ถูก ก�ำหนด ตำมรู้ ตำมเห็นธรรมเป็นธรรม เห็นธรรมในธรรม ควำมมืดของกิเลสทั้ง ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ห่อหุ้ม เนือง ๆ อยู มีควำมเพียรเผำกิเลสให้เร่ำร้อน มีสมปชัญญะ ่ ัคุณแขก-กระต่าย ท�าบุญวันเกิดให้คณกระแต ขอให้มความสุขมากๆ คุณพิณทอง เกาฏีระ ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ ุ ี
    • แสงธรรม 28 Saeng Dhammaควำมรูตวทัวพร้อม มีสติระลึกรูเ้ ท่ำทันอำรมณ์ทมำกระทบ ้ั ่ ี่ แสงอำทิตย์ ก็สองลงมำสูโลกให้สว่ำงไสวฉันใดก็ฉนนัน ่ ่ ั ้ตำ หู จมูก ลิ้น กำย และใจ อย่ำให้เกิดควำมยินดียินร้ำย เมื่อจิตใจปรำศจำกกิเลสอันเป็นเหตุท�ำให้จิตใจเศร้ำ เมือมีสติตำมก�ำหนด ตำมรู ตำมเห็น กำย, เวทนำ, จิต, ่ ้ หมองแล้ว จิตใจก็ผ่องใสท�ำให้ “ตาในสว่าง” ไม่มืดไม่ธรรม ตำมนัยที่กล่ำวมำนี้เป็นนิจ จิตก็จะหยั่งลงสู่ควำม บอดอีกแล้ว ต่อไปก็เข้ำสู่ประเด็น “ตานอกใส – ตาในสงบ ควำมสะอำด ควำมสว่ำง อันเป็นทำงก่อให้เกิดปัญญำ สว่าง” กำรทีนำเรืองนีเสนอท่ำนทังหลำย ก็มจดมุงหมำย ่ � ่ ้ ้ ีุ ่ท�ำลำยกิเลสตัณหำให้หมดไปจำกจิตใจ ตำใน คือ “ปัญญำ ต้องกำรให้ทำนทังหลำยได้มตำทังสองสอดคล้องประสำน ่ ้ ี ้จักษุ” ก็จะสว่ำงไสวตลอดเวลำ เหมือนท้องฟ้ำปรำศจำก กั น คื อ ตำนอกก็ ต ้ อ งใส ตำในก็ ต ้ อ งสว่ ำ ง ทั้ ง นี้ ก็ เ พื่ อก้อนเมฆใหญ่ ท้องฟ้ำก็แจ่มใสเป็นนิจนิรันดร์ ประโยชน์ในกำรครองชีวตอยูในสังคมอย่ำงมีควำมสงบสุข ิ ่ รวมควำมแล้ว ธรรมชาติของจิตเดิมแท้ เป็นจิต และปลอดภัยในชีวิตประจ�ำวัน ตำนอก ได้แก่ “มังสะปภัสสรผ่องใส สะอาด ปราศจากความเศร้าหมองขุนมัว ่ จักษุ” ตำเนื้อก็ต้องใสไม่บอด ไม่มืด ไม่ฝ้ำ ไม่ฟำง ใช้มองแต่เมื่อใดที่กิเลสคือความโลภ ความโกรธ ความหลง จร ดูอะไรได้ทุกอย่ำงทำงภำยนอกตำมที่ต้องกำร ตำในอันเข้ามาครอบง�า ก็ท�าให้จิตเดิมแท้ที่ผ่องใสสะอาดนั้น ได้แก่ “ปัญญำจักษุ” ตำปัญญำ ทังสุตมยปัญญำ จินตำมย ้พลันก็มืดมิดไปทันทีทันใด เหมือนท้องฟ้าที่แจ่มใส แต่ ปัญญำ และภำวนำมยปัญญำ ก�ำจัดกิเลสตัณหำ คือ โลภะ ทันใดที่ถูกก้อนเมฆมหึมาปกคลุมเข้า ก็ท�าเอาท้องฟ้าที่ โทสะ โมหะ ออกจำกจิตใจ ตำในก็สว่ำงไสวตลอดเวลำโปร่งใส ด�ามืดไปทันทีทันควัน ฉันนั้นเหมือนกัน ควำม เมื่อตำทั้งสอง คือ ตานอก “ตาเนื้อ” ก็ใส ตาใน “ตาสะอำดผ่องใสของจิตใจไม่ได้หำยไปไหน ยังมีอยู่ที่จิตใจ ปัญญา” ก็สว่าง ก็เป็นทำงให้คนเรำครองชีวตอยูในสังคม ิ ่ของเรำนั้นเองเพรำะธรรมชำติของจิตใจมีควำมผ่องใส โลกด้วยควำมสงบสุข และปลอดภัย ในบรรดำตำทั้งสองสะอำดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ท�ำให้จิตใจเศร้ำหมองหมดควำม คือตำนอกและตำในนั้น ตำที่ส�ำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือผ่องใสไปนัน ก็เพรำะกิเลส ควำมเศร้ำหมองคือ ควำมโลภ ้ ตำใน อันได้แก่ “ปัญญาจักษุ” ตำปัญญำนั้นเอง คนเรำควำมโกรธ ควำมหลง ห่อหุมปกคลุมเอำไว้ ทันทีทกเิ ลสคือ ้ ี่ ถ้ำมีตำปัญญำสว่ำง แม้ตำนอก “มังสะจักษุ” ตำเนื้อจะโลภะ โทสะ และโมหะ ถูกก�ำจัดออกไป จิตใจที่ผ่องใสก็ พิกำรเป็นตำบอด ตำมืดอย่ำงไร ก็สำมำรถครองชีวิตอยู่ปรำกฏออกมำทันทีในขณะนั้นเดี๋ยวนั้นเหมือนดวงจันทร์ ได้ ด ้ ว ยควำมสงบสุ ข และปลอดภั ย ไม่ มี ป ั ญ หำอะไร ดวงอำทิตย์ทมดมิดเพรำะถูกเมฆหมอกก้อนมหึมำปกเอำไว้ ี่ ื ตัวอย่ำงเช่นพระจักษุบำล แม้ตำนอกคือ “มังสะจักษุ” ตำทันใดทีดวงจันทร์ดวงอำทิตย์พนจำกก้อนเมฆใหญ่ แสงจันทร์ ่ ้ เนื้อของท่ำนจะบอด แต่ตำใน “ปัญญำจักษุ” ตำปัญญำ
    • แสงธรรม 29 Saeng Dhammaของท่ำนสว่ำงไสวได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ครองชีวิตอยู่ ตำนอกใส มีค่ำ น่ำชูเชิดด้วยควำมสงบสุขทุกประกำร นี่แหละ “ปัญญำจักษุ” ตำ ก่อให้เกิด คุณค่ำ อย่ำงน่ำอัศจรรย์ปัญญำมีค่ำยิ่งกว่ำตำเนื้ออย่ำงนี้ มองอะไร เห็นได้ อย่ำงฉับพลัน เพื่อเป็นกำรเตือนจิตสะกิตใจท่ำนทั้งหลำย ขอให้ทุก อัศจรรย์ ส่งผล ดัลบันดำลคนพำกันประพฤติตนเป็นคนประเภท “ตานอกใส – ตา อันตำใน ตำปัญญำ ถ้ำสว่ำงในสว่าง” นั่นแหละดีที่สุด ซึ่งมนุษย์ทุกคนควรถือว่ำเป็น ก็เป็นทำง ให้เกิดผล มหำศำลเรื่องที่เรำจะละเลยเพิกเฉยไม่ได้เป็นอันขำด เกิดมำเป็น ตำปัญญำ เป็นปัจจัย ใช้ประหำรคนกับเขำทังชำติอย่ำเป็นคนประมำทปล่อยชีวตให้เป็นไป ้ ิ กิเลสมำร น้อย – ใหญ่ ให้หมดไปตำมบุญตำมกรรมเพรำะควำมประมำทเป็นทำงแห่งควำม มีตำใน สว่ำง สร้ำงควำมสุขตำย และคนประมำทแล้ว ก็เหมือนคนตำยแล้ว มีชีวิตอยู่ ท�ำลำยทุกข์ ทุกอย่ำง ให้จำงหำยก็เฉพำะลมหำยใจเข้ำ – ออกเท่ำนั้น ไม่มีประโยชน์อะไร ก�ำจัดโลภ โกรธ – หลง ให้ละลำยทั้งแก่ตนเอง และสังคมส่วนรวม ร่วมกันสร้ำงสรรค์สิ่งที่ กิเลสร้ำย ถูกท�ำลำย เพรำะปัญญำเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนทั้งในโลกนี้ และอนำคตข้ำง ตำในนั้น คือปัญญำ ตำวิเศษหน้ำ อย่ำลืมประเด็นทีว่ำ “ตานอกใส – ตาในสว่าง” อัน ่ พระท่ำนเทศน์ ตำปัญญำ แก้ปัญหำเป็นทำงให้เกิดสิริมงคลส่งผลให้มีควำมสงบสุขในที่ทุก กิเลสร้ำย ทั้งหลำย ที่เกิดมำสถำนและในกำลทุกเมื่อตลอดไป ตำปัญญำ แก้ได้ ในทันที อันตำนอก คือตำเนื้อ ถ้ำแจ่มใส ตำปัญญำ คือตำใน ใสสว่ำง ย่อมใช้ได้ มองดู รู้ทุกอย่ำง พระกล่ำวอ้ำง มีไว้ ใช้ปรำบผี ไม่เหมือนกับ ตำมืด และตำฟำง มองทุกอย่ำง เห็นผิด จำกควำมจริง กิเลสร้ำย ทั้งหลำย บรรดำมี เมื่อตำนอก คือตำเนื้อ นั้นสดใส ตำปัญญำ ใช้ปรำบผี ได้ทันควัน มองอะไร เห็นได้ ไปทุกสิ่ง ไม่เห็นผิด ไปจำก ควำมเป็นจริง เห็นทุกสิ่ง จริงแท้ ไม่แปรผัน โรงทานน�้าดื่มบริสุทธิ์ตลอดกาล โดยสมาคมไทยชาวปักษ์ใต้ โรงทานส้มต�า-ไก่ยาง-ซุปหน่อไม้ แซ่บ ๆ โดย..กลุมพลังศรัทธา ่ ่
    • แสงธรรม 30 Saeng Dhamma“สืบสานประเพณีไทย ร้อยรวมใจสร้างสรรค์สังคม ชื่นชมผู้มีจิตอาสา ขอขมาพระแม่คงคาวารี”
    • แสงธรรม 31 Saeng Dhamma “LOY KRATHONG FESTIVAL 2011 of Wat Thai Washington, D.C.”ลอยกระทงทีวดไทย ประทับใจนางนพมาศ ชิมอาหารไทยสะอาดรสโอชา ตระการตากับการแสดงทียงใหญ่ ่ั ่ ่ิ
    • แสงธรรม 32 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากหลวงตาชี พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ครูสี-หลวงตาสอน ผู้ชนะสิบทิศ ค รูสี: เมื่อครำวที่ผ่ำนมำ หลวงตำได้น�ำเสนอ “ถูส ชาดก” ว่ำด้วยรูจกแกลบหรือข้ำวสำรในทีมด ชำดก ้ั ่ืเรื่องนี้ผมได้ฟังจบแล้ว นับเป็นชำดกที่มีคติเตือนสติคนเรำได้ อย่ำงอื่นไปไม่ได้ ดังนั้น คนเรำจึงไม่ควรพำกันเข้ำใจผิดคิดว่ำ แอบไปท�ำควำมชัวแล้ว จะไม่มใครรู จะไม่มใครเห็น เป็นควำม ่ ี ้ ี เข้ำใจผิดอย่ำงจะให้อภัยยกโทษให้ไม่ได้ เพราะที่ลับส�าหรับมำกทีเดียว ส�ำหรับคนที่เข้ำใจผิด คิดว่ำ ถ้ำท�ำบำปท�ำควำม คนท�าความชั่วไม่มีในโลก ความชั่วไม่ทาเสียเลยนั่นแหละ �ชัวในทีมดแล้วจะไม่มใครรู จะไม่มใครเห็น ท�ำแล้วก็แล้วไป ไม่ ่ ่ื ี ้ ี ดี ... เอำละ... ขอรับ หลวงตำ ชำดกเรืองนีผำนไปได้ ขอนิมนต์ ่ ้่เป็นบำป ไม่เป็นกรรมอะไร ควำมเข้ำใจเช่นนี้ เป็นควำมเข้ำใจ น�ำเสนอชำดกเรื่องอื่นต่อไป ขอรับที่ผิดจำกควำมเป็นจริงแน่นอน เพรำะควำมชั่วนั้นจะท�ำในที่ หลวงตา: ครูสี! ครำวนี้หลวงตำขอน�ำเสนอ “กุททาลมืด ในที่แจ้ง หรือในที่ไหน ๆ ก็ตำม มันก็คือควำมชั่วนั่นเอง ชาดก” ว่าด้วยความชนะที่ดี ชำดกเรื่องนี้ มีควำมว่ำ พระเหมือนกับแกลบแม้มันจะอยู่ในที่มืด มันคือแกลบ มันจะเป็น ศำสดำเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหำวิหำร ทรงปรำรภ
    • แสงธรรม 33 Saeng Dhammaพระจิตหัตถสำรีบุตร ตรัสพระธรรมเทศนำนี้ มีค�ำเริ่มต้นว่ำ กรุงพำรำณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคนปลูกผัก ถึงควำม“น ต� ชิต� สาธุ” ดังนี้ :- เป็นผูรเู้ ดียงสำแล้ว ได้นำมว่ำ “กุททาลบัณฑิต” ท่ำนกุททำล ้ ได้ยนมำว่ำ พระจิตหัตถสำรีบตร เป็นเด็กทีเกิดในตระกูล ิ ุ ่ บัณฑิตกระท�ำกำรฟื้นดินด้วยจอบ เพำะปลูกพืชพันธ์และผัก ผู้หนึ่ง ในพระนครสำวัตถี อยู่มำวันหนึ่งไถนำแล้ว ขำกลับ มีนำเต้ำ ฟักเขียว ฟักเหลือง เป็นต้น เก็บผักเหล่ำนันขำย เลียง �้ ้ ้เข้ำไปสูวหำร ได้โภชนะประณีตอร่อย มีรสสนิทจำกบำตรพระ ่ิ ชีพด้วยกำรเบียดกรอ แท้จริง ท่ำนกุททำลบัณฑิต นอกจำกเถระองค์หนึ่ง คิดว่ำ ถึงแม้เรำจะกระท�ำงำนต่ำง ๆ ด้วยมือ จอบเล่มเดียวเท่ำนั้น ทรัพย์สมบัติอย่ำงอื่นไม่มีเลยของตน ตลอดคืน ตลอดวัน ก็ยังไม่ได้อำหำรอร่อยอย่ำงนี้ แม้ ครั้นวันหนึ่ง ท่ำนด�ำริว่ำ จะมีประโยชน์อะไรด้วยกำรอยู่เรำก็ควรจะเป็นสมณะ ดังนี้ เขำบวชแล้วอยู่ได้ประมำณครึ่ง ครองเรือน เรำจักบวช ดังนี้ ครั้นวันหนึ่ง ท่ำนซ่อนจอบนั้นไว้เดือน เมื่อไม่ใส่ใจโดยแยบคำย ตกไปในอ�ำนำจกิเลส สึกไป ในที่ซึ่งมิดชิด แล้วบวชเป็นฤำษี ครั้นหวนนึกถึงจอบเล่มนั้นพอล�ำบำกด้วยอำหำร ก็มำบวชอีก เรียนพระอภิธรรม ด้วย แล้ว ก็ไม่อำจตัดควำมโลภเสียได้ เลยต้องสึก เพรำะอำศัยจอบอุบำยนี้ สึกแล้วบวชถึง ๖ ครั้ง กุด ๆ เล่มนั้น แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ก็เป็นอย่ำงนี้ เก็บจอบ ในควำมเป็นภิกษุเป็นผูทรงพระอภิธรรม ๗ คัมภีร ได้บอก ้ ์ นั้นไว้ในที่มิดชิด บวช ๆ สึก ๆ รวมได้ถึง ๖ ครั้ง ในครั้งที่ ๗ ธรรมแก่ภิกษุเป็นจ�ำนวนมำก บ�ำเพ็ญวิปัสสนำได้บรรลุพระ ได้คิดว่ำ เรำอำศัยจอบกุด ๆ เล่มนี้ ต้องสึกบ่อยครั้ง ครำวนี้ อรหัตแล้ว ครั้งนั้น ภิกษุผู้เป็นสหำยของท่ำนพำกันเยำะเย้ย เรำจักขว้ำงมันทิ้งเสียในแม่น�้ำใหญ่ แล้วบวช ดังนี้แล้ว เดินไปว่ำ อำวุโสจิตหัตถ์ เดี๋ยวนี้กิเลสทั้งหลำยของเธอไม่เจริญ สู่ฝั่งแม่น�้ำ คิดว่ำ ถ้ำเรำยังเห็นที่ตกของมัน ก็จักต้องอยำกงมเหมือนเมื่อก่อนดอกหรือ? ท่ำนตอบว่ำ ผู้มีอำยุ! ตั้งแต่บัดนี้ มันขึ้นมำอีก แล้วจับจอบที่ดำม ท่ำนมีก�ำลังดังช้ำงสำร ควง ้ไป ผมไม่เหมำะเพื่อควำมเป็นคฤหัสถ์ ก็เมื่อท่ำนบรรลุพระ จอบเหนือศีรษะ ๓ รอบ หลับตำขว้ำงลงไปกลำงแม่นำ แล้วบันลือ �้อรหัตอย่ำงนี้แล้ว เกิดโจทย์กันขึ้นในธรรมสภำว่ำ ผู้มีอำยุทั้ง เสียงกึกก้อง ๓ ครังว่ำ “เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว” ้หลำย เมืออุปนิสยแห่งพระอรหัต เห็นปำนนีมอยู ท่ำนพระจิต ่ ั ้ี ่ ในขณะนั้ น พระเจ้ ำ พำรำณสี ท รงปรำบปรำมหัตถสำรีบตรต้องสึกถึง ๖ ครัง โอ! ควำมเป็นปุถชนมีโทษมำก ุ ้ ุ ปัจจันตชนบทรำบคำบแล้ว เสด็จกลับ ทรงสนำนพระเศียรในดังนี พระศำสดำเสด็จมำแล้ว ตรัสถำมว่ำ ดูกอนภิกษุทงหลำย ้ ่ ั้ แม่นำนัน ประดับพระองค์ดวยเครืองอลังกำรครบเครือง เสด็จ �้ ้ ้ ่ ่บัดนี้ พวกเธอสนทนำกันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลำย พระด�ำเนินโดยพระคชำธำร ทรงสดับเสียงพระโพธิสัตว์นั้น กรำบทูลให้ทรงทรำบแล้ว ตรัสว่ำ ดูกอนภิกษุทงหลำย ขึนชือว่ำ ่ ั้ ้ ่ ทรงแปลกพระทัยว่ำ บุรุษผู้นี้กล่ำวว่ำ เรำชนะแล้ว ใครเล่ำที่จิตของปุถชน เบำ ข่มได้ยำก คอยไปติดด้วยอ�ำนำจแห่งอำรมณ์ ุ เขำชนะ จึงเรียกเขำมำ แล้วมีพระด�ำรัสให้เรียกมำเฝ้ำ แล้วมีลงติดครังหนึงแล้ว ก็ไม่อำจปลดเปลืองได้โดยเร็ว กำรฝึกจิตเห็น ้ ่ ้ พระด�ำรัสถำมว่ำ ดูกอนบุรษผูเจริญ เรำก�ำลังชนะสงครำม ก�ำ ่ ุ ้ปำนนีเ้ ป็นควำมดี จิตทีฝกฝนดีแล้วเท่ำนัน จะน�ำประโยชน์เกือกูล ่ึ ้ ้ ควำมมีชัยมำเดี๋ยวนี้ ส่วนท่ำนเล่ำชนะอะไร? พระโพธิสัตว์และควำมสุขมำให้ แล้วตรัสพระคำถำนี ้ ควำมว่ำ :- กรำบทูลว่ำ ข้ำแต่มหำรำช! ถึงพระองค์จะทรงชนะสงครำม การฝึกจิตที่ข่มได้ยาก เบา มีปกติตกไปตามอารมณ์ที่ ตั้งร้อยครั้ง ตั้งพันครั้ง แม้ตั้งแสนครั้ง ก็ยังชื่อว่ำชนะไม่เด็ดน่าปรารถนา เป็นการดี เพราะจิตที่ฝึกฝนดีแล้ว ย่อมน�า ขำดอยู่นั่นเอง เพรำะยังเอำชนะกิเลสทั้งหลำยไม่ได้ แต่ข้ำความสุขมาให้ ดังนี้ พระองค์ข่มกิเลสในภำยในไว้ได้ เอำชนะกิเลสทั้งหลำยได้ ครั้นแล้วตรัสต่อไปว่ำ ก็เพรำะเหตุที่จิตนั้นข่มได้ยำก กรำบทูลไป มองดูแม่น�้ำไป ยังฌำนมีอำโปกสิณเป็นอำรมณ์ บัณฑิตทั้งหลำย แม้ในกำลก่อน อำศัยจอบเล่มเดียว ไม่อำจ ให้เกิดขึ้นแล้ว นั่งในอำกำศด้วยอ�ำนำจของฌำน และสมำบัติ ทิ้งมันได้ ต้องสึกถึง ๖ ครั้ง ด้วยอ�ำนำจควำมโลภ ในเพศแห่ง เมื่อจะแสดงธรรมถวำยพระรำชำ กล่ำวคำถำว่ำ :-บรรพชิตในครังที ๗ ท�ำฌำนให้เกิดขึนแล้ว จึงข่มควำมโลภนัน ้ ่ ้ ้ “ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว กลับแพ้ได้นั้น มิใช่ความได้ ดังนี้แล้ว ทรงน�ำเอำเรื่องในอดีตมำสำธก ดังต่อไปนี้ :- ชนะเด็ดขาด ส่วนความชนะที่บุคคลชนะแล้ว ไม่กลับแพ้ ในอดีตกำล ครั้งพระเจ้ำพรหมทัตเสวยรำชสมบัติอยู่ใน นั้น ต่างหาก จึงชื่อว่า เป็นความชนะเด็ดขาด” ดังนี้
    • แสงธรรม 34 Saeng Dhamma กำรปรำบปรำมปัจจำมิตรรำบคำบ ชนะแว่นแคว้น ตีเอำ พระพักตร์มงบรรพชำ เสด็จออกทรงผนวชพร้อมด้วยพลนิกำย ุ่ได้แล้ว ปัจจำมิตรเหล่ำนั้น ยังตีกลับคืนได้ ควำมชนะนั้นจะ พวกเรำจะท�ำอะไรกันในเมืองนี้ ดังนี้แล้ว บรรดำผู้อยู่ในชื่อว่ำ เป็นควำมชนะเด็ดขำด หำได้ไม่ เพรำะเหตุไร? เพรำะ พระนครทั้งนั้น ต่ำงพำกันเดินทำงออกจำกกรุงพำรำณสี อันยังต้องชิงชัยกันบ่อย ๆ อีกนัยหนึ่ง ชัย เรียกว่ำควำมชนะ ชัย มีปริมณฑลได้ ๑๒ โยชน์ บริษัทก็ได้มีปริมณฑล ๑๒ โยชน์ ที่ได้รบกับปัจจำมิตร ต่อมำ เมื่อปัจจำมิตรเอำชนะคืนได้ ก็ พระโพธิสตว์พำบริษทนันเข้ำป่ำหิมพำนต์ ในขณะนัน อำสนะ ั ั ้ ้กลับเป็นปรำชัย ชัยนั้นไม่ดีไม่งำม เพรำะเหตุไร? เพรำะเหตุที่ ที่ประทับนั่งของท้ำวสักกเทวรำช ส�ำแดงอำกำรร้อน ท้ำวเธอยังกลับเป็นปรำชัยได้อีก ทรงตรวจดูทอดพระเนตรเห็นว่ำ กุททำลบัณฑิตออกสู่มหำ บทว่ำ “ต� โข ชิต� สาธุ ชิต� ย� ชิต� นาวชิยฺยติ” ควำมว่ำ ภิเนษกรมณ์ แล้วทรงพระด�ำริว่ำ จักเป็นมหำสมำคม ควรที่ส่วนกำรครอบง�ำมวลปัจจำมิตรไว้ได้ แล้วชนะปัจจำมิตรเหล่ำ ท่ำนจะได้สถำนทีอยู แล้วตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมำ ตรัส ่ ่นั้น จะกลับชิงชัยไม่ได้อีก ใด ๆ ก็ดี กำรได้ชัยชนะครั้งเดียว สังว่ำ พ่อวิสสุกรรม! กุททำลบัณฑิตก�ำลังออกสูมหำภิเนษกรมณ์ ่ ่แล้วไม่กลับเป็นปรำชัยไปได้ ใด ๆ ก็ดี ควำมชนะนั้น ๆ เป็น ท่ ำ นควรจะได้ ที่ อ ยู ่ ท่ ำ นจงไปหิ ม วั น ตประเทศ เนรมิ ตควำมชนะเด็ดขำด คือชัยชนะนั้น ชื่อว่ำดี ชื่อว่ำงำม เพรำะ อำศรมบทยำว ๓๐ โยชน์ กว้ำง ๑๕ โยชน์ ณ ภูมิภำคอันรำบเหตุไร? เพรำะเหตุที่ไม่ต้องชิงชัยกันอีก ดูก่อนมหำบพิตร! รื่น วิสสุกรรมเทพบุตรรับเทวบัญชำว่ำ ข้ำแต่เทพยเจ้ำ ข้ำเพรำะเหตุนั้น แม้พระองค์จะรบชนะขุนสงครำม ตั้งพันครั้ง พระพุทธเจ้ำจะกระท�ำให้ส�ำเร็จดังเทวบัญชำ แล้วไปท�ำตำมตั้งแสนครั้ง ก็ยังจะเฉลิมพระนำมว่ำ จอมทัพ หำได้ไม่ เพรำะ นัน นีเ้ ป็นควำมสังเขปในอธิกำรนี ส่วนควำมพิสดำรจักปรำกฏ ้ ้เหตุใด? เพรำะเหตุที่พระองค์ ยังทรงชนะกิเลสของพระองค์ ในหัตถิปำลชำดก แท้จริงเรื่องนี้ และเรื่องนั้น เป็นปริเฉทเองไม่ได้ ส่วนบุคคลใด ชนะกิเลสภำยในของตนได้ แม้เพียง เดียวกันนั้นเองครังเดียว บุคคลนี จัดเป็นจอมทัพผูเกรียงไกรได้ พระโพธิสตว์ ้ ้ ้ ั ส่วนวิสสุกรรมเทพบุตร เนรมิตบรรณศำลำในอำศรมแล้ว นั่งในอำกำศนั่นเอง แสดงธรรมถวำยพระรำชำด้วยพระพุทธ ก็ขับไล่เนื้อ นก และอมนุษย์ที่มีเสียงชั่วร้ำยไปเสีย แล้วก็ลีลำ ก็ในควำมเป็นจอมทัพผู้สูงสุดนั้น มีพระสูตรเป็นเครื่อง เนรมิตหนทำงเดินแคบ ๆ ตำมทิศำภำคนั้น ๆ เสร็จแล้ว เสด็จสำธก ดังนี้ :- กลับไปยังวิมำนอันเป็นสถำนที่อยู่ของตนทันที “ผู้ที่ชนะหมู่มนุษย์ในสงคราม ถึงหนึ่งล้านคน ยังสู้ผู้ที่ ฝ่ำยกุททำลบัณฑิต พำบริษัทเข้ำสู่ป่ำหิมพำนต์ ลุถึงชนะตน เพียงครั้งเดียวไม่ได้ ผู้นั้นเป็นจอมทัพสูงสุด โดย อำศรมที่ท้ำวสักกะทรงประทำน ถือเอำเครื่องบริขำรแห่งแท้” ดังนี้ บรรพชิต ทีวสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ให้ บวชตนเองก่อน ให้ ่ิ ก็เมื่อพระรำชำทรงสดับธรรมอยู่นั้นเอง ทรงละกิเลสได้ บริษัทบวชทีหลัง จัดแจงแบ่งอำศรมบทให้อยู่กันตำมสมควร ด้วยอ�ำนำจ “ตทังคปหาน” พระทัยน้อมไปในบรรพชำ ถึง มีพระรำชำอีก ๗ พระองค์ สละรำชสมบัต ๗ พระนคร ติดตำม ิพวกหมูโยธำของพระองค์ ก็พำกันละได้เช่นนันเหมือนกัน พระ ่ ้ มำทรงผนวชด้วย อำศรมบท ๓๐ โยชน์ เต็มบริบูรณ์ กุททำล รำชำตรัสถำมพระโพธิสตว์ว่ำ บัดนี พระคุณเจ้ำจักไปไหนเล่ำ? ั ้ บัณฑิตท�ำบริกรรมในกสิณทีเ่ หลือ เจริญพรหมวิหำรธรรม บอกพระโพธิสตว์กรำบทูลว่ำ ข้ำแต่มหำรำช! ข้ำพระองค์จกเข้ำป่ำ ั ั กรรมฐำนแก่บริษัท บริษัททั้งปวงล้วนได้สมำบัติ เจริญพรหมหิมพำนต์บวชเป็นฤๅษี พระรำชำรับสั่งว่ำ ถ้ำเช่นนั้น แม้ วิหำรธรรมแล้ว พำกันไปสู่พรหมโลกทั่วกัน ส่วนประชำชนที่ข้ำพเจ้ำก็จะบรรพชำ แล้วเสด็จพระรำชด�ำเนินไปพร้อมกับ บ�ำรุงพระดำบสเหล่ำนั้น ก็ล้วนได้ไปสู่เทวโลกพระโพธิสตว์ พลนิกำยทังหมด คือพรำหมณ์ คฤหบดีและทวย ั ้ พระศำสดำก็ตรัสว่ำ ดูก่อนภิกษุทั้งหลำย ขึ้นชื่อว่ำจิตนี้ หำญทุ ก คนประชุ ม กั น ในขณะนั้ น เป็ น มหำสมำคมออก ติดด้วยอ�ำนำจของกิเลสแล้ว เป็นธรรมชำติปลดเปลืองได้ยำก ้บรรพชำ พร้อมกับพระรำชำเหมือนกัน โลภธรรมทั้งหลำยที่เกิดแล้ว เป็นสภำวะที่ละได้ยำก ย่อม ชำวเมืองพำรำณสีสดับข่ำวว่ำ พระรำชำของเรำทั้งหลำย กระท�ำท่ำนผู้เป็นบัณฑิตเห็นปำนฉะนี้ ให้กลำยเป็นคนไม่มีทรงสดับพระธรรมเทศนำของกุททำลบัณฑิตแล้ว ทรงบ่ำย ควำมรู้ไปได้ ด้วยประกำรฉะนี้
    • แสงธรรม 35 Saeng Dhamma ครันทรงน�ำพระธรรมเทศนำนีมำแล้ว ทรงประกำศสัจจะ ้ ้ กระนั้นเลยเรำบวชดีกว่ำ แล้วก็บวช นี่แสดงให้เห็นถึง โลภะ ทั้งหลำย เมื่อจบสัจจะ ภิกษุทั้งหลำยบำงพวกได้เป็นพระ คือควำมโลภ ควำมอยำก บวชเข้ำมำเพรำะเห็นแก่ปำก เห็นโสดำบัน บำงพวกได้เป็นพระสกทำคำมี บำงพวกได้เป็นพระ แก่ท้อง ไม่มีศรัทธำควำมเชื่อ ปสำทะควำมเลื่อมใสอะไรเป็นอนำคำมี บำงพวกบรรลุพระอรหัต แล้วพระบรมศำสดำทรง พืนฐำนเมือเป็นเช่นนี เมือบวชเข้ำมำแล้วจึงไม่เอำใจใส่ในกำร ้ ่ ้ ่สืบอนุสนธิ ประชุมชำดกว่ำ พระรำชำในครั้งนั้น ได้มำเป็น เจริญสมณธรรม ถูกควำมโลภ ควำมอยำกครอบง�ำ ก็ทำให้เขำ �พระอำนนท์ ในบัดนี้ บริษัทในครั้งนั้น ได้มำเป็นพุทธบริษัท ต้องบวชแล้วสึก สึกแล้วบวชถึง ๖ ครัง ในครังที ๗ จึงสำมำรถ ้ ้ ่ในบัดนี้ ส่วนกุททำลบัณฑิตได้มำเป็นเรำตถำคต ฉะนี้แล เอำชนะควำมโลภ ควำมอยำกได้ ตังใจเจริญสมณธรรม ในทีสด ้ ุ่ เนือควำมทังหมดในชำดกเรืองนี ก็จบลงโดยสมบูรณ์เพียง ้ ้ ่ ้ ก็ได้ส�ำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นพระอรหันต์ ไม่หันกลับมำสู่เท่ำนี้ ชำดกเรื่องนี้ ครูสีฟังมำตลอดแล้ว พอจะจับควำม ควำมเป็นคฤหัสถ์อีกแล้วประเด็นใหญ่ ๆ ได้ไหมว่ำ ท่ำนเน้นในเรื่องอะไรเป็นประเด็น เรื่องของพระจิตหัตถสำรีบุตรนี้ ชี้ให้เห็นอย่ำงเด่นชัดว่ำ ส�ำคัญ ลองสรุปมำให้หลวงตำฟังได้ไหม ครูสี เขำถูกควำมอยำกผูกมัดไว้ จึงท�ำให้เขำบวชแล้วสึก สึกแล้ว ครูส:ี หลวงตำ ขอรับ! ผมไม่คอยจะแน่ใจในตัวเอง ในเรือง ่ ่ บวช เพรำะควำมโลภ ควำมอยำก มันเป็นสิ่งละได้ยำกในโลก ที่จะให้สรุปประเด็นใหญ่ ๆ ว่ำ ท่ำนเน้นในเรื่องอะไรเป็น ถูกควำมโลภควำมอยำกผูกมัดไว้ ดุจนำงนกถูกบ่วงผูกรัดไว้ ประกำรส�ำคัญ เพรำะผมฟังชำดกเรื่องนี้โดยตลอดแล้ว ก็จับ ฉะนั้น ต่อเมื่อใด ก�ำจัดควำมโลภ ควำมอยำก ละควำมโลภ ประเด็นไม่ค่อยจะได้มำกนัก จึงชักจะไม่มั่นใจ กลัวจะไม่ตรง ควำมอยำกเสียได้ เมื่อนั้นแหละ จึงจะได้ชื่อว่ำ ตัดเครื่องผูกประเด็น เห็นจะต้องถวำยคืนหลวงตำ ตำมที่เคยปฏิบัติมำนั่น ทั้งปวงได้ ดังที่พระพุทธองค์ทรงบรรยำยไว้ว่ำ :-แหละ ขอรับ หลวงตำ อิจฺฉาย พชฺฌติ โลโก อิจฺฉาวินยาย มุจฺจติ อิจฺฉาย วิปฺปหาเนน สพฺพ� ฉินฺทติ พนฺธน�. โลกถูกความอยากผูกมัดไว้ จะหลุดได้เพราะก�าจัดความ อยาก เพราะละความอยากเสียได้ จึงชื่อว่าตัดเครื่องผูกทั้ง ปวงได้ อิจฺฉา นร� ปริกสฺสติ อิจฺฉา โลกสฺมิ ทุชฺชหา อิจฺฉา พทฺธา ปุถู สตฺตา ปาเสน สกุณี ยถา. ความอยากย่อมชักลากนรชนไป ความอยากละได้ยาก ในโลก สัตว์เป็นอันมากถูกความอยากผูกมัดไว้ ดุจนางนก ถูกบ่วงรัดไว้ ฉะนั้น เป็นอันได้ควำมว่ำ อิจฉำ โลภะ ตัณหำ เป็นกิเลสควำม เศร้ำหมองซึ่งหมักดองอยู่ภำยในจิตใจของปุถุชนคนธรรมดำ หลวงตา: ครูสีนี่เก่งนัก ช�ำนำญนัก ในกำรถวำยปัญหำ ที่หนำไปด้วยกิเลส จึงเป็นเหตุให้หมุนเวียนอยู่ในวงกลม คือคืนให้หลวงตำวินจฉัย เอ้ำ! ไม่เป็นไรครูสี หลวงตำจะรับหน้ำที่ ิ วัฏฏะ ได้แก่ กิเลส, กรรม, วิบำก เกิดกิเลสในใจแล้วให้ทำกรรม �ช่วยครูสี เพื่อเอำบุญต่อไป ในชำดกเรื่องนี้ ประเด็นส�ำคัญที่ ท�ำกรรมแล้วก็ได้รบผลของกรรม เป็นวิบำกแล้วก็เกิดกิเลสอีก ัท่ำนเน้น ก็มอยูสองเรือง คือเรือง “จิต” กับเรือง “ความโลภ” ี ่ ่ ่ ่ ท�ำกรรมอีก รับผลกรรมเป็นวิบำกอีก หมุนกันอยู่อย่ำงนี้ ไม่รู้ตัวอย่ำงเช่นพระจิตหัตถสำรีบตร ตอนทีเป็นคฤหัสถ์เลิกไถนำ ุ ่ จักสิ้นสุด จะหยุดวงกลมของวัฏฏะได้ ก็ต้องบรรลุพระอรหัตแล้ว เข้ำไปในวัดเห็นพระสงฆ์มีอำหำรบิณฑบำตที่ดี ที่อร่อย ผลเท่ำนัน แต่วำก่อนจะบรรลุพระอรหัตผลได้ ก็จะต้องฝึกฝน ้ ่ฉันกัน ก็คดว่ำ พระสงฆ์ทำนไม่ตองท�ำงำนอะไร ก็มอำหำรดี ๆ ิ ่ ้ ี จิตใจตำมหลักสติปัฏฐำน ๔ คือ กำย, เวทนำ, จิต, ธรรม ดังนี้ฉันกัน เรำท�ำงำนทั้งคืนทั้งวัน แต่ก็ยังอด ๆ อยำก ๆ อย่ำ “กาย” ดูก่อนภิกษุทั้งหลำย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม
    • แสงธรรม 36 Saeng Dhammaพิจำรณำเห็นกำยในกำยเนือง ๆ อยู่ มีควำมเพียรท�ำให้กิเลส ธรรมนั้น ถือเอำควำมง่ำย ๆ ก็คือให้มีสติตำมก�ำหนดตำมเร่ำร้อน มีสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม มีสติ ระลึกรู้เท่ำทัน พึง รู,้ ตำมเห็นกำยในกำย หมำยควำมว่ำ กำยก็ให้ร ให้เห็นว่ำ เป็น ู้ท�ำควำมยินดี ควำมยินร้ำย ในโลกเสียให้พินำศ กำยอย่ำเห็นเป็นอย่ำงอืน เป็นอย่ำงอืนไปไม่ได้ กำยก็ตองเป็น ่ ่ ้ “เวทนา” ย่อมพิจำรณำเห็นเวทนำในเวทนำเนือง ๆ อยู่ กำย และให้รู้ให้เห็นกำยในกำย อย่ำเห็นกำยในที่อื่น เช่นอย่ำมีควำมเพียรท�ำให้กิเลสเร่ำร้อน มีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อม มี เห็นกำยในเวทนำ อย่ำเห็นกำยในจิต อย่ำเห็นกำยในธรรม สติระลึกรูเท่ำทัน พึงน�ำควำมยินดี ยินร้ำยในโลกเสียให้พนำศ ้ ิ ต้องเห็นกำยในกำยเท่ำนั้น ส่วนเรื่อง “เวทนำ” เรื่อง “จิต” “จิต” ย่อมพิจำรณำเห็นจิตในจิตเนือง ๆ อยู มีควำมเพียร ่ เรื่อง “ธรรม” ก็ให้มีสติตำมก�ำหนด ตำมรู้ ตำมเห็น เช่นท�ำให้กเิ ลสเร่ำร้อน มีสมปชัญญะรูตวทัวพร้อม มีสติระลึกรูเ้ ท่ำ ั ้ั ่ เดียวกันกับ เรื่อง “กำย” นั่นเอง คือมีสติตำมก�ำหนด ตำมรู้ ทัน พึงน�ำควำมยินดี ควำมยินร้ำยในโลกเสียให้พินำศ ตำมเห็นเวทนำเป็นเวทนำ เวทนำในเวทนำ มีสติตำมก�ำหนด “ธรรม” ย่อมพิจำรณำเห็นธรรมในธรรมเนือง ๆ อยู่ มี ตำมรู้ ตำมเห็นจิตเป็นจิต จิตในจิต, มีสติตำมก�ำหนด ตำมรู้ควำมเพียรท�ำให้กิเลสเร่ำร้อน มีสติสัมปชัญญะ ควำมรู้ตัวทั่ว ตำมเห็นธรรมเป็นธรรม ธรรมในธรรม อย่ำเห็นเป็นอย่ำงอื่น พร้อม มีสติระลึกรู้เท่ำทันพึงน�ำควำมยินดี และควำมยินร้ำย อย่ำเห็นในที่อื่น เป็นอันขำดในโลกเสียให้พินำศ กำรฝึกจิตตำมแนวสติปัฏฐำน ๔ คือ กำย, เวทนำ, จิต, กำรเจริญสติปัฏฐำน ๔ คือ กำย, เวทนำ, จิต, ธรรม ก็คือธรรม ที่กล่ำวมำข้ำงบนนี้ อธิบำยตำมที่แปลจำกภำษำบำลี กำรฝึกจิตนั้นเอง คือพยำยำมฝึกควบคุมจิต ให้อยู่ที่กำย (รูป) ชำวบ้ำนทั่วไปฟังแล้วไมค่อยจะเข้ำใจกัน เพรำะเป็นภำษำ รูปยืน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอน ก็ให้จิตอยู่กับอิริยำบทเหล่ำนี้ วิชำกำรเพื่อเป็นกำรให้เข้ำใจกันได้ง่ำย ๆ จึงขออธิบำยตำม อย่ำให้ไปที่อื่น ขณะยืนก็ให้จิตที่ยืน เดินให้อยู่ที่เดิน นั่งให้อยู่แนวปฏิบตฝกหัดจิตในชีวตประจ�ำวัน ดังนี ในข้อทีวำ เห็นกำย ัิึ ิ ้ ่่ ที่นั่ง นอนก็ให้อยู่ที่นอน กำยจะเคลื่อนไหวอย่ำงไร ก็ให้อยู่ในในกำยนั้น คือให้มีสติ ตำมก�ำหนด ตำมรู้ ตำมเห็นซึ่งกำย ค�ำ กำรเคลื่อนไหวนั้น ๆ ถ้ำท�ำได้เช่นนี้ ก็ได้ชื่อว่ำ เห็นกำยเป็นว่ำ “กาย” ในที่นี้ หมำยเอำส่วนที่เป็นรูปทั้งหมด, เวทนำ กำย เห็นกำยในกำย, เวทนำก็เช่นเดียวกัน ขณะเวทนำเกิดขึน ้หมำยถึงควำมรู้สึก เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ, ไม่สุข ไม่ เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ ก็ให้จิตอยู่ที่สุข อยู่ที่ทุกข์ อยู่ที่ทุกข์, จิต หมำยถึง ควำมคิดต่ำง ๆ, ส่วนธรรมนั้น หมำยถึง อำกำรเฉยนั้น ๆ, ในจิตก็เช่นกัน ขณะจิตคิด จะคิดอะไรก็ตำม ทุกสิ่งทุกอย่ำง ก็เป็นธรรมทั้งนั้น ก็ควบคุมจิตให้อยูทอำกำรคิดนัน ๆ ในเรืองของธรรม ก็ปฏิบติ ่ ี่ ้ ่ ั ทีนี้ ก็มำพูดถึงกำรปฏิบัติตำมแนวสติปัฏฐำน ๔ คือ กำย, เหมือนกัน ขณะเห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่น รู้รส รู้สัมผัส เย็น เวทนำ, จิต, ธรรม ท่ำนสอนให้ใช้สติพิจำรณำให้เห็นกำยใน ร้อน อ่อน แข็ง รูสกนึกคิดในใจ ก็ให้จตอยูในอำกำรรับรูนน ๆ ้ึ ิ ่ ้ ั้กำย, ให้เห็นเวทนำในเวทนำ, ให้เห็นจิตในจิต, ให้เห็นธรรมใน รวมควำมแล้ว กำรเจริญสติปฏฐำน ๔ ก็ได้แก่กำรฝึกจิตนัน ั ้
    • แสงธรรม 37 Saeng Dhammaเอง แต่เนื่องจำกกำรฝึกจิตนั้น มันเป็นเรื่องละเอียด เพรำะ ธรรมชำติ ของโลภะ ละล�ำบำกธรรมชำติของจิตเป็นสิงทีขมได้ยำก เป็นธรรมชำติเบำ และมัก ่ ่่ ละได้ยำก มันฝังรำก อยู่ในใจตกไปในอำรมณ์ทนำรักใคร่ น่ำชอบใจ กำรฝึกจิตเช่นนี เป็นกำร ี่ ่ ้ กำรจะละ โลภะได้ ต้องฝึกใจดี เพรำะจิตทีฝกดีแล้ว ย่อมน�ำสุขมำให้ ตำมนัยสุภำษิตว่ำ :- ่ึ ให้ผ่องใส เสียก่อน แล้วถอนโคน ทุนฺนิคฺคหสฺส ลหุโน ยตฺถ กามนิปาติโน จะถอนรำก ถอนโคน ของโลภะ จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ จิตฺต� ทนฺต� สุขาวห�. แน่นอนละ ต้องท�ำทำน กำรกุศล การฝึกจิตที่ข่มยาก ที่เบา มักตกไปในอารมณ์ที่น่ารัก เพื่อชนะ โลภะ เห็นแก่ตนใคร่เป็นการดี เพราะว่า จิตทีฝกดีแล้วย่อมน�าความสุขมาให้ ่ึ แล้วส่งผล ให้โลภะ ละลำยไป จิ ต นี้ มั น เป็ น ธรรมชำติ ที่ ข ่ ม ที่ ค วบคุ ม ได้ ย ำก เป็ น อุบำยนี้ เป็นวิธี ดีที่สุดธรรมชำติที่เบำ ถูกอำรมณ์อะไรมำกระทบไม่ได้ มักหวั่นไหว ซึ่งมนุษย์ ทุกคน ควรสนใจไปตำมเช่นกับปุยนุนถูกลมพัดก็ปลิวไปตำมลม และจิตนีมกตก ่ ้ั เมื่อโลภะ เกิดขึ้น ขณะใดไป ไหลไปตำมอำรมณ์ทนำรักใคร่ ชอบใจ อุปไมยให้เห็นง่ำย ๆ ี่ ่ น�ำมำใช้ ละโลภะ ได้ทันทีเช่น กับพระจิตหัตถสำรีบตร ในชำดกเรืองนีเ้ ป็นตัวอย่ำง บวช ุ ่ กำรฝึกจิต ที่ข่มยำก และที่เบำแล้วสึก สึกแล้วบวชถึง ๖ ครั้ง เพรำะจิตมันหวั่นไหวไปตำม ที่มัวเมำ มักตกไป ในสิ่งที่อำรมณ์นั้นเอง ไม่สำมำรถฝึกให้สงบเป็นสมำธิมั่นคงได้ จน น่ำรักใคร่ น่ำชอบใจ ได้ทันทีบวชครั้งที่ ๗ จึงสำมำรถฝึกและควบคุมจิตให้สงบเป็นสมำธิ ถ้ำฝึกได้ เช่นนี้ เป็นกำรดีได้ แล้วก็ส�ำเร็จพระอรหัตผล เป็นพระอริยบุคคลชั้นพระ ส่วนกำรฝึก จิตไปไกล ไปดวงเดียวอรหันต์ อีกประกำรหนึ่งธรรมชำติของจิตนั้น มันชอบไปไกล จิตที่เที่ยว ทะลุไป ในทุกที่ชอบไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่ำง อำศัยอยู่ในถ�้ำคือร่ำงกำย ผู้ใด ไม่มีรูป แต่อำศัย ในกำยนี้สำมำรถส�ำรวมจิตทีไปไกล ชอบไปดวงเดียว ไม่มรปร่ำง อำศัย ่ ีู ถ้ำฝึกจิต ได้เช่นนี้ พ้นบ่วงมำรในถ�้ำคือร่ำงกำย ผู้นั้นจักพ้นจำกเครื่องผูกของมำรได้ ตำมนัย ขอเชิญชวน มวลประชำ พำกันคิดพุทธภำษิตว่ำ :- เพื่อพิชิต กิเลสมำร หรือซำตำน ทูรงฺคม� เอกจร� อสรีร� คุหาสย� ที่ฝังแน่น ในใจ มำช้ำนำน เย จิตฺต� สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา. ให้อันตรธำน สิ้นไป จำกจิตใจ ผูใดจักส�ารวมจิตทีไปไกล ชอบไปดวงเดียว ไม่มรปร่าง ้ ่ ีูอาศัยอยูในถ�าคือร่างกาย ผูนนจักพ้นจากเครืองของมารได้ ดังนี้ ่ ้ ้ ั้ ่ สมาคมไทยชาวปักษ์ใต้ โดย คุณกลวิทย์ - คุณรัชนี รพีพนธ์ และคณะท�าบุญอุทศส่วนกุศลให้คณแม่ฉลวย อินทกรณ์ ถวายเงินเข้าวัด $2,100 ั ิ ุ
    • แสงธรรม 38 Saeng Dhamma ขออนุโมทนาบุญกับคณะเจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ทุกวันอาทิตย์ เทศกาลเข้าพรรษา ปี ๒๕๕๔ วัน/เดือน/ปี ชื่อกัณฑ์เทศน์ องค์แสดงธรรม เจ้าภาพกัณฑ์เทศน์ จํานวนเงิน ($) ทําบุญวันอาสาฬหบูชา- JUL 17, 11 พระวิเทศธรรมรังษี อุบาสกอุบาสิกาวัดไทยฯ ดี.ซี. วันเข้าพรรษา JUL 24, 11 พระพุทธเจ้าทรงชนะพญามาร ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี อุบาสกอุบาสิกาวัดไทยฯ ดี.ซี. 462 JUL 31, 11 ขยายความในพระคาถาที่ 1 พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร อุบาสกอุบาสิกาวัดไทยฯ ดี.ซี. 345 AUG 7, 11 ทําบุญวันแม่แห่งชาติ พระวิเทศธรรมรังษี อุบาสกอุบาสิกาวัดไทยฯ ดี.ซี. AUG 14, 11 ทรงชนะอาฬวกยักษ์ พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทธญาโณ ดร.สุทัศน์ เสาร์มั่น - คุณสุภาพ อุดานนท์ ฺิ 568 AUG 21, 11 ทรงชนะช้างนาฬาคีรี พระสุริยา เตชวโร กลุมพลังบุญ โดยคุณปราณี เทพธาราคุณ และคณะ ่ 569.01 AUG 28, 11 ทรงชนะโจรองคุลิมาล พระมหาสราวุธ สราวุโธ คุณสุรศักดิ์ พงศ์วรินทร์ พร้อมครอบครัว 303 คุณศักดิ์เกษม-ธินีภรณ์-บูม-แบ๊งค์ วิริยะ SEP 4, 11 ทรงชนะนางจิญจมาณวิกา พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม 500 และคณะเพื่อน ๆ SEP 11, 11 ขยายความในคาถาที่ 5 พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป คณะผู้เกิดเดือนกันยายน 840 SEP 18, 11 ทําบุญวันสารทไทย พระวิเทศธรรมรังษี คุณแทน-สมพอดี-หน่อง-ศรคํา-Tiger ดาว 379 SEP 25, 11 ทรงชนะสัจจกนิครนถ์ พระมหาคําตัล พุทฺธงฺกุโร ร้านทะเลไทย โดยคุณพยุง-จินตนา งามสอาด 338 OCT 2, 11 ทรงชนะนันโทปนันทนาคราช พระอนันต์ภวฒน์ พุทธรกฺขโต ร้านเรือนไทย โดยคุณป้านิด และลูกหลาน ิั ฺ ิ 423 คุณพยุง-คุณจินตนา งามสอาด - OCT 9, 11 ทรงชนะพกาพรหมผู้เห็นผิด พระปองธรรม คุเณสโก 442 คุณเสริมศักดิ์-คุณสาคร จินดาลัทธ์ ป้าบุญเสริม งามสอาด - OCT 16, 11 ทําบุญวันออกพรรษา ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี 452 คุณธัญญนันท์ (ทองหีบ) โพธิ์ทอง ขออนุโมทนาบุญพิเศษ คณะกรรมการวัดไทยฯ ดี.ซี พุทธศาสนิกชนทุกท่านทุกฝ่ายที่เสียสละแรงกายแรงใจ และร่วมบริจาคปัจจัยอุปถัมภ์งาน “LOY KRATHONG FESTIFAL 2011” และ “งานท�าบุญวันออกพรรษา -ตักบาตรเทโวโรหณะ” และขอขอบพระคุณสมาคม ชมรม ร้านอาหารต่าง ๆ และท่านผู้เกียรติทุกท่านทีให้การสนับสนุนการจัดงานในครังนีเป็นอย่างดียง ท�าให้งานส�าเร็จลุลวงไปได้ดวยดี และหวังเป็นอย่าง ่ ้ ้ ิ่ ่ ้ยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกท่านในกิจกรรมครั้งต่อไปเป็นอย่างดียิ่ง ขออ�านาจพระไตรรัตน์เป็นฉัตรกั้น ช่วยป้องกันอภิบาลท่านทั้งหลาย แคล้วทุกข์โศกโรคภัยทั้งใจกาย อันตรายนานาอย่าพ้องพานทุกกาลเทอญ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.
    • แสงธรรม 39 Saeng Dhamma ท่ อ งแดนพระพุ ท ธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ณ ประเทศศรีลังกา ตอน : กำเนิด รร. พุทธศาสนาวันอาทิตย์ เรื่องและภาพ โดย.. ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี t_inthisan@hotmail.com ต่อจากฉบับที่แล้ว� กำ�เนิดโรงเรียนพุทธศ�สน�วันอ�ทิตย์ การต่อสูของพระสงฆ์ศรีลงกาต่อลัทธิเหล่านันท�าให้ ้ ั ้ การต่อมาพระสงฆ์ไทยที่ไปศึกษาในศรีลังกา จึงได้ พระพุทธศาสนายังยืนยงคงถาวรมาเท่าทุกวันนี้ และยังน�าแบบอย่างมาจัดตั้ง จนแพร่ขยายมากมายทั่วทุกภาค ท�าให้สังคมส่วนใหญ่ยอมรับนับถือเอาพระพุทธศาสนา ของประเทศไทย เรียกว่าศรีลงกาเป็นชนวน ทีจดประกาย ั ุ่ เป็น “ศ�สน�ประจำ�ช�ติ” ด้วย ซึ่งต่างจากประเทศไทยให้เกิดมีโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในบ้านเราก็ว่าได้ ซึ่งมีประชากรนับถือพระพุทธศาสนาถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ การต่อสูของคณะสงฆ์ศรีลงกานัน เป็นทีนายกย่องสมควร ้ ั ้ ่ ่ แต่ไม่ยอมรับให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจ�าชาติที่เอาเป็นแบบอย่างในหลาย ๆ ประเทศที่พระพุทธศาสนา จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยยังไม่เคยมีบทก�าลังถูกศาสนาอื่น หรือ ลัทธิ(การเมือง) อื่น ๆ ก�าลังเอา เรียนที่เผ็ดร้อน และขมขื่นเหมือนศรีลังกา ที่ถูกปกครองเปรียบและแย่งชิงศาสนิกชนของกันและกัน ผลจากการที่ โดยต่างชาติ ต่างศาสนาในสมัยที่ถูกล่าอาณานิคม เป็นถูกข่มเหงรังแก เอารัดเอาเปรียบเหยียบย�่าท�าลายกัน เมืองขึนของโปรตุเกต ฮอลันดา และอังกฤษ นานถึง ๔๐๐ ้ท�าให้การท�างานของพระสงฆ์ลงกาแกร่งขึน มีความรูเรือง ั ้ ้ ่ กว่าปี เมื่อพ้นจากอ�านาจของการข่มเหงรังแกท�าให้ชาวการเมืองมากขึนเพราะเขาใช้วธการเอาการเมืองน�าศาสนา ้ ิี พุทธศรีลงกามีความเข้มแข็งในการรักษาพระศาสนาเอาไว้ ัปกครอง คุ้มครองกันด้วยกฎหมาย เพราะฉะนั้นพระสงฆ์ อย่างเหนียวแน่น ฉะนัน ก็ขอให้สติแก่ชาวพุทธไทยทีกาลัง ้ ่�จึงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับวงการเมืองโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถูกภัยแห่งพระพุทธศาสนาก�าลังคุกคามอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะถ้าหลีกเลี่ยงไปไม่ยอมต่อสู้ด้วยความเป็นธรรมใน ความไม่สงบเรียบร้อยที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้สังคม ก็จะท�าให้พระพุทธศาสนาหายสาบสูญไป เหมือน ของไทยในปัจจุบนไม่ใช่เพราะภัยแห่งพระพุทธศาสนาดอก ักับในประเทศอินเดีย หรือในบางประเทศที่เคยเป็นพุทธ หรือ ท�าให้พระเจ้าพระสงฆ์ถูกฆ่ามรณภาพไปหลายรูป มาก่อน แต่ถูกภัยการเมืองคุกคามหนักจนอยู่ไม่ได้ เช่นใน และวัดวาอารามถูกเผา วางระเบิดท�าลายโบราณสถานประเทศปากีสถาน อาฟกานิสถาน และอินโดนีเซีย เป็นต้น ท� า ให้ เ กิ ด ความเสี ย หายทั้ ง ชี วิ ต และทรั พ ย์ สิ น เป็ น ที่
    • แสงธรรม 40 Saeng Dhammaประจักษ์อยู่ในปัจจุบัน แล้วเราชาวพุทธยังจะนิ่งดูดายอยู่ การอุปสมบทในศรีลังกานั้น ถือกันว่าผู้ที่จะเข้าได้อย่างไร? อุปสมบทจะต้องคัดเลือกกันอย่างดี จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๓๕๒ มีการจ�ากัดขอบเขตคุณสมบัติพิเศษของผู้จะบวช ว่า จะต้องเป็นคนในวรรณะโควิคัม ซึ่งเป็นวรรณะชั้นสูง สืบเชื้อสายจากพระมหากษัตริย์เท่านั้น โดยไม่รับคนจาก วรรณะอื่น กลุ่มหนึ่งเห็นว่า การกระท�าเช่นนั้นไม่ถูกต้องตาม พุทธประสงค์ จึงแสดงตนเป็นปฏิปกษ์ตอสยามนิกาย เมือ ั ่ ่ พ.ศ. ๒๓๔๕ (๑๘๐๒) สามเณรอัมพะคะหะปิฏิยะ ซึ่งเป็น วรรณะสลาคะมะ สยามนิกาย แคนดี้ จึงหลีกหนีไป ประเทศพม่า และอุปสมบทกับคณะสงฆ์พม่า พร้อมด้วย เพื่อนสามเณรอีก ๕ รูป จากนั้นก็กลับสู่ศรีลังกา และตั้ง� น�น�นิก�ย คณะสงฆ์อมรปุระนิกายขึ้น ประกาศให้การอุปสมบทแก่ ขณะที่เดินทางในศรีลังกาจะพบเจดีย์ที่บูชา และ กุลบุตรผู้ศรัทธา โดยไม่เลือกชั้นวรรณะวัดวาอารามอยูบอย ๆ แม้วาศรีลงกาจะเป็นประเทศเล็ก ๆ ส่วนพระอินทสภาวรญาณ เห็นการเปลียนแปลงของ ่ ่ ่ ั ่ประชากรเพียง ๑๘ ล้านคนเท่านั้น แต่มีวัดทางพระพุทธ คณะสงฆ์ โดยมีการตั้งนิกายใหม่ขึ้น จึงออกเดินทางจากศาสนาทั้งหมด ๖,๒๐๐ วัด กระจายอยู่ทั่วประเทศ มีพระ ลังกาไปประเทศพม่าเช่นกัน แต่ไปรับทัฬหิกรรมกับคณะสงฆ์อยู่ประมาณ ๒๖,๐๐๐ รูป ส่วนมากยังไม่เป็นองค์กร สงฆ์มอญ เสร็จแล้วก็กลับสู่ลังกา ประกาศตั้งรามัญนิกายหรือคณะการปกครองแบบเมืองไทยเรา ต่างวัดก็ต่างอยู่ ขึ้น เป็นนิกายที่ ๓กัน ซึ่งฐานะวัดนั้นเป็นสมบัติของเอกชน หรือ สมาคมตั้ง ในกาลต่อมาแม้แต่สยามวงศ์ ซึงเป็นนิกายหลักและ ่กันขึ้นโดยมีเจ้าอาวาสเป็นเจ้าของ ใหญ่กว่าอีก ๒ นิกายนั้น ยังได้แบ่งการปกครองออกเป็น ดังนั้นหากว่าเจ้าอาวาสมรณภาพลง กรรมสิทธิ์การ ๖ คณะ คือครอบครองสืบต่อก็จะตกอยูกบทายาท เช่น ลูกหลาน หรือ ๑. คณะมัลวัตตะ มีพระคิริมัลเต อานันทเถระ ่ัลูกศิษย์ของสมภาร ซึ่งระบุไว้ว่าต้องเป็นพระภิกษุหรือ เป็นมหานายกสามเณรเท่านั้น จะเห็นได้ว่าบางวัดจึงมีสามเณรเป็น ๒. คณะอัสคิริยะ มีพระปลิปานะ ฉันทานันทเถระ สมภารดูแลวัด พระสงฆ์ทอยูดวยก็ตองอยูในปกครองของ เป็นมหานายก ี่ ่ ้ ้ ่สามเณรที่ท่านเป็นสมภารนั้น นับว่าเป็นระบบที่แตกต่าง ๓. คณะโกตเต มีพระลบูคามะ ลังกานันทเถระ จากบ้านเรามาก น่าจะศึกษาหาความรู้ไว้ไม่น้อยทีเดียว เป็นมหานายก ความเป็นอยูของพระสงฆ์ลงกาแรก ๆ ก็มเพียงกลุม ๔. คณะกัลยาณี มีพระอัลกัสโตตะ เทวานันทเถระ ่ ั ี ่หรือนิกาย ๆ เดียวเหมือนกับบ้านเรา คือสยามนิกาย ซึ่ง เป็นมหานายกพระธรรมทู ต จากเมื อ งไทยเป็ น ผู ้ ใ ห้ ก�า เนิ ด ต้ อ งย้ อ น ๕. คณะอูระ มีพระอูวารนะ สิริรัตนเถระ ประวัตศาสตร์ตอนทีพระเจ้าอยูหวบรมโกศได้สงพระธรรม เป็นมหานายก ิ ่ ่ ั ่ทูตไปยังลังกา โดยมีพระอุบาลีมหาเถระ เป็นหัวหน้าคณะ ๖. คณะอรัญญิกะ มีพระวัตตุรุวิละ ญานานันทะ น�าไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาแบบไทย หรือสยามนิกาย เป็นมหานายก
    • แสงธรรม 41 Saeng Dhamma ทั้ง ๖ คณะ ต่างก็มีสังฆสภาจัดการปกครองดูแลใน รายการเพลงปิ ด ท้ า ยด้ ว ยรางวั ล ชี วิ ต แล้ ว ก็ ทิ้ งหมู่ของตน เป็นอิสระซึ่งกันและกัน แต่ก็สามารถร่วมท�า รายการสนทนาธรรม เป็นช่วงตอบค�าถาม ในข้อสงสัย ใฝ่สังฆกรรมกันได้โดยมิรังเกียจ แต่ถ้าพิจารณาโดยพฤตินัย รู้ มีผู้ให้ความสนใจ เสนอให้อธิบายหลายเรื่องโดยเฉพาะกันแล้ว พระมหานายกคณะมัลวัตตะ เป็นหัวหน้าหรือพระ เรืองพระศรีลงกา ว่ามีการประพฤติปฏิบตตางจากพระสงฆ์ ่ ั ัิ่สังฆราชของคณะสงฆ์สยามนิกายในประเทศนี้ ไทยของเราในส่วนใดบ้าง นับว่าเป็นข้อเสนอที่จะต้องหา ค�าตอบที่กว้างมาก เพื่อความรู้กับสิ่งที่จะปรากฏชัด เช่น ที่เราเห็นพระศรีลังกา ท่านถือร่มด้วยกันทุกรูป ทั้งที่แดด ก็ไม่สู้จะร้อนนัก ฝนก็ไม่มีทีท่าว่าจะตก ทั้งนี้เพราะพระ ลังกาโดยทัวไป เมือจะออกนอกวัด จะต้องมีรมไปด้วย ถ้า ่ ่ ่ ไม่มีร่มจะถูกติเตียน ในท�านองเดียวกันกับพระไทยที่ออก นอกวัดจะต้องถือย่าม ถ้าเป็นงานพิธ เช่น ท�าบุญบ้านแสดง ี ธรรม พระผูใหญ่ของเขาจะต้องถือพัดใบตาลไปด้วย ถ้าเป็น ้ พระสังฆนายกก็ตองถือพัดประจ�าต�าแหน่งกันเลยทีเดียว ้ พระลังกาโดยส่วนใหญ่ชอบฉันหมาก โดยเฉพาะ พระผูสงอายุ เช่นเดียวกับพระเถระของไทย แต่ไม่คอยเห็น ู้ ่ บ้วนน�าหมากกันเลย ดูเหมือนจะกลืนเข้าไปในท้องด้วยซ�้า ้� โลกไม่ชำ้� ธรรมไม่ขุ่น สมจริงสมจังกับค�าว่ากินหมากกระมัง แต่วาบุหรีพระลังกา ่ ่ การเดินทางของคณะเราตามแบบบ้านครึ่งวัดครึ่ง ไม่นยมสูบ จะมีบางก็สบอยูในห้องมิดชิด จะมายืนพ่นควัน ิ ้ ู ่ผสมผสานระหว่างโลกธรรมสลับการฟังธรรม มีการร้อง ข้างถนน หรือคีบพ่นไฟแดงวาบ ๆ บนรถเมล์นั้นหายาก ที่เพลง ทายปัญหากัน เป็นที่เพลิดเพลิน ทุกท่านปล่อยวาง นีอบาสกอุบาสิกาเขาเคร่งมาก ขืนพระท�าตัวไม่อยูในสมณ ุ่ ่จึงว่างจากการเป็นเจ้าของห้างร้านกิจการชั่วคราว เหลือ สารูป มีหวังให้อดข้าวหัวโตแน่เลยไว้แต่ความเป็นพุทธบริษท และความเป็นญาติมตรคนสนิท ั ิ อ่านต่อฉบับหน้ากัน การเดินทางจึงเป็นไปด้วยดีโดยตลอด ขออนุโมทนาบุญพิเศษแด่ ขออนุโมทนาบุญพิเศษแด่ กลุ่มโยมนก-หลี-จี๊ด-หน่อย-ทรวง-ตาล-แมน พระสงฆ์วัดไทยฯ ดี.ซี. และคณะอุบาสกอุบาสิกา ขายอาหารสมทบทุนสร้างอาคาร ๘๐ ปี หลวงตาชี ร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย รายได้มอบถวายวัดจำานวน $ 3,000.00 น้ำาท่วมที่ประเทศไทย $ 1,710.00 คุณสมศักดิ์ - ภาวนา จรรยาทรัพย์กิจ เจ้าภาพน้ำาดื่มวันลอยกระทง ขออนุโมทนาบุญพิเศษแด่ คุณชวนชม ศรีสว่างวงศ์ ญาติโยมวัดไทยฯ ดี.ซี. เจ้าภาพน้ำาแข็งวันลอยกระทงที่ร่วมบริจาคสมทบทุนกองทุนพระสงฆ์อาพาธ คุณณัฐฐา พงษ์รูป ใน U.S.A. $ 442.00 ช่วยจัดดอกไม้วันออกพรรษา
    • แสงธรรม 42 Saeng Dhamma สารธรรมจาก...พระไตรปิฎก พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๙ ข้อที่ ๗๕๘ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เราทั้งสองต่างคุ้มครองกันและกัน ต่างรักษากันและกัน เสทกสูตร :ผู้รักษาผู้อื่นชื่อว่ารักษาตน อย่างนี้ จักแสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากราวไม้ไผ่ ได้โดยสวัสดี ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่ออาจารย์กล่าวอย่างนี้แล้ว เมทกถาลิกะผูเ้ ป็นศิษย์ได้กล่าวตอบว่า ข้าแต่ทานอาจารย์ ่ ก็เรื่องนี้จักเป็นอย่างนั้นหามิได้ ท่านจงรักษาตน ผมก็จัก รักษาตน เราทังสองต่างคุมครองตน ต่างรักษาตนอย่างนี ้ จัก ้ ้ แสดงศิลปะ จักได้ลาภ และจักลงจากไม้ไผ่ได้โดยสวัสดี พระ ผูมพระภาคตรัสว่า เหตุผลในข้อนันมีดงนี เหมือนศิษย์ชอ ้ี ้ ั ้ ื่ เมทกถาลิกะได้พดกะอาจารย์ ฉะนัน ดูกรภิกษุทงหลาย เธอ ู ้ ั้ พึงเสพสติปฏฐานด้วยคิดว่า เราจักรักษาผูอน บุคคลผูรกษา ั ้ ื่ ้ั ตน ย่อมชือว่ารักษาผูอน บุคคลผูรกษาผูอน ชือว่ารักษาตน ่ ้ ื่ ้ ั ้ ื่ ่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่า รักษาผู้อื่นอย่างไร? ที่ชื่อว่ารักษาผู้อื่น ด้วยการส้องเสพ ด้วยการเจริญ ด้วยการกระท�าให้มาก บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น อย่างนี้แล ส มัยหนึง พระผูมพระภาคประทับอยู ณ นิคม ่ ้ี ่ ของชาวสุมภะชื่อเสทกะ ในสุมภชนบท ณ ทีนนแล พระผูมพระภาคตรัสกะภิกษุทงหลายว่า ดูกรภิกษุ ่ ั้ ้ี ั้ ดูกรภิกษุทงหลาย ก็บคคลผูรกษาผูอน ย่อมชือว่า ั้ ุ ้ั รักษาตนอย่างไร ที่ชื่อว่ารักษาตน ด้วยความอดทน ด้วย ความไม่เบียดเบียน ด้วยความมีจิตประกอบด้วยเมตตา ้ ื่ ่ทังหลาย เรืองเคยมีมาแล้ว คนจัณฑาลผูเป็นนักไต่ราว ยก ้ ่ ้ ด้วยความเอ็นดู บุคคลผู้รักษาผู้อื่น ย่อมชื่อว่ารักษาตน ไม้ไผ่ขนตังไว้แล้ว เรียกศิษย์ชอเมทกถาลิกะมาบอกว่า ดูกร ึ้ ้ ื่ อย่างนี้แลเมทกถาลิกะผูเ้ ป็นสหาย มาเถิด มาขึนไม้ไผ่ แล้วยืนอยูบน ้ ่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอพึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดคอของเรา เมทกถาลิกะผูเ้ ป็นศิษย์ รับค�าของนักไต่ราวแล้ว ว่า เราจักรักษาตน พึงเสพสติปัฏฐานด้วยคิดว่า เราจักขึ้นราวไม้ไผ่ ยืนอยู่บนคอของอาจารย์ ครั้งนั้นแล คน รักษาผู้อื่น บุคคลผู้รักษาตน ย่อมชื่อว่ารักษาผู้อื่น บุคคลจัณฑาลนักไต่ราว จึงพูดกะเมทกถาลิกะผูเ้ ป็นศิษย์วา ดูกร ่ ผู้รักษาผู้อื่นย่อมชื่อว่ารักษาตนเมทกถาลิกะผูเ้ ป็นสหาย ท่านจงรักษาเรา เราจักรักษาท่าน
    • แสงธรรม 43 Saeng Dhamma อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks คณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ขออนุโมทนาแด่สาธุชนทุก ๆ ท่าน ทีมจตศรัทธาถวาย ่ีิ ภัตตาหารเช้า-เพล บริจาคสิงของ เสียสละแรงกาย แรงใจ ก�าลังสติปญญา และความสามารถเท่าทีโอกาสจะอ�านวย ่ ั ่ ช่วยเหลือกิจกรรมของวัดด้วยดีเสมอมา ท�าให้วดของเรามีความเจริญรุงเรืองก้าวหน้ามาโดยล�าดับ โดยเฉพาะทุก ั ่ ท่านทีมสวนร่วมในงานวันส�าคัญต่าง ๆ ของทางวัด จึงประกาศอนุโมทนากับทุก ๆ ท่านมา ณ โอกาสนี้ ่ี่� วดุลย์แสง / วาฤทธิ์ ทำาบุญถวายสังฆทาน water 3 cases, plastic spoons 1 case, plastic forks 1 case, form cup 1 case, clorox 1 case, ครอบครั form plate 1 case, coffee, CD, aluminum foil� ชัยกร - คุณธนิดา พงษ์กิจการุณ ทำาบุญอุทิศให้บรรพบุรุษ papertown 12 ม้วน, จานโฟม และถ้วยโฟม คุณ� คุณชัยรัตน์-คุณสุกานดา-คุณมนชยา-คุณสราวัลย์ เจตบุตร ทำาบุญถวายสังฆทาน อุทิศส่วนกุศลให้คุณแม่ประดับ เจตณรงค์, premium Napkins 600 counts, papertown 15 rolls, จานโฟม 165 ใบ, windex 1 แกลลอน, altoids 12 กล่อง, glucerna shake18 ขวด, duster spray 6 ขวด, ถุงเท้า 8 คู่� บรรจง พวงใหญ่ ถวายน้ำาดื่มขวดใหญ่แด่หลวงตา 4 ลัง คุณ� ยายเสริมศรี เชื้อวงศ์ ถวายน้ำาดื่ม 1 เคส, cokes, soymilk, allmond breeze คุณ� วเพริศพราว ทำาบุญถวายสังฆทานอุทิศส่วนกุศลให้คุณแม่สา เพริศพราว ครอบครั� นกและเพื่อน ๆ ถวานน้ำาดิื่มขวดใหญ่แด่หลวงตา คุณ� Bangkok Delight Restaurant และพนักงาน ทำาบุญถวายน้ำาดื่ม 1 เคส, papertown 8 rolls, tissue 96 rolls� เกลี้ยง ชูเต ถวายเครื่องฟอกอากาศ 1 เครื่อง คุณ� หลี ธัญญาภรณ์ กุลประเสริฐรัตน์ ทำาบุญถวายสังฆทานวันคล้ายวันเกิด ถวายจานโฟม 500, เปเป้อร์ทาวน์, น้ำายาซักผ้า, กระดาษอบผ้า, น้ำายาถูพื้น, น้ำามันพืช, คุณ แผ่น CD� Thomas - Sumita Roadman ทำาบุญอุทิศแด่คุณพ่อ ถวายน้ำาดื่ม 1 เคส และอาหาร คุณ� ง Natalie Somkhaoyai ทำาบุญวันเกิด ถวายน้ำาดื่ม 2 เคส, กาแฟ คอฟฟี่เมท, ช้อน, ชาม, กระดาษ, ถุงขยะ และน้ำาตาล น้อ� ลัดดาวรรณ ไมโค่ ทำาบุญถวายกระดาษ 2 กล่องใหญ่, ซอง CD 2 กล่องใหญ่ ดร.� EDWARD GRESSER ทำาบุญวันเกิด ถวายกระดาษแนปกิ๊น, จานโฟม, ถ้วยโฟม และแก้วโฟม MR.� เอมี่ ศรีอุทัย - Sokun Taing ทำาบุญวันเกิด พร้อมคณะมีคุณธีรวัช-พรใจ วีระเผ่า - คุณสมปรีดา บุตรสีสาย ถวายกระดาษทิซซู่ 1 แพ็กใหญ่, น้ำาดิื่ม 1 เคส, คุณ กาแฟ 1 ขวด, คอฟฟี่เมท 6 ขวด และน้ำายาล้างจาน 1 ขวด� สุนิสา ชิระกุล - คุณศันสนีย์ กาญจนนิมมานนท์ - คุณสุภาพร พิมพ์ทอง - คุณสุรัตนา มูลเงิน ถวายน้ำาดื่ม 4 แพ็ค และขนมเปี๊ยะ 1 กล่อง คุณ� สมศักดิ์-คุณสุดารัตน์ (ทรวง) และครอบครัว ทำาบุญอุทิศ ถวายสังฆทาน มีเปเป้อร์ทาวน์, น้ำาดื่ม 2 แพ็ค, น้ำายาถูพื้น 2 ขวดใหญ่, CD-R 200 แผ่น, น้ำายาซักผ้า คุณ 2 แกลลอน และอุปกรณ์ใช้ในออฟฟิศ เจ้าภาพน้ำาดื่มถังใหญ่ ถวายประจำาทุกเดือน คุณแม่สงวน เกิดมี คุณจารุณี พิทโยทัย คุณประยูรศรี วรเลิศ คุณชัยยุทธ-คุณยุพา สมเขาใหญ่ คุณทัฬห์ อัตวุฒิ คุณบุณณ์ภัสสร คุณศรสวรรค์ พงศ์วรินทร์ คุณสุพรรณี สัตตวัตรกุล คุณละม้าย คุณประมวล ทวีโชติ คุณทองพูน คุณสุนันทา เฮนเซ้น น.พ. อรุณ คุณสุมนา สวนศิลป์พงศ์ คุณยายเสริมศรี เชื้อวงศ์ คุณยายป้อม สุวรรณเตมีย์ คุณบุญเลิง วิสีปัตย์
    • แสงธรรม 44 Saeng Dhamma THAI TEMPLE’S NEWS � � สืบส�นประเพณีไทย ร่วมใจลอยกระทง � Meditation Workskop วันที่ ๘ ต.ค. ๒๕๕๔ วัดไทยกรุงวอชิงตัน,ดี.ซี. ได้ วันที่ ๘ และ ๒๒ ต.ค. ๒๕๕๔ วัดไทยฯ ดี.ซี. ได้จัดจัดงานประเพณีลอยกระทงครั้งที่ ๗ ประจำ�ปี ๒๕๕๔ ให้มีการปฏิบัติธรรมภาษาอังกฤษแก่ชาวต่างชาติ โดยมี เพื่อเผยแผ่ศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทยอันดีงามแก่ ดร. พระมห�ถนัด อตฺถจ�รี, พระมห�ประดูชย ภทฺทธมฺโม ่ัชาวต่างชาติ บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างคึกคัก สมาคม และอ�จ�รย์อ�รีย์ เบนเนเก้น เป็นผู้น�าปฏิบัติและตอบชมรมต่าง ๆ ส่งตัวแทนนางนพมาศมาสืบสานวัฒนธรรม ปัญหาหลักธรรม ได้รบความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ทุกชีวิตมี ัไทย มีการประกวดกระทง และชมการแสดงนาฏศิลป์ของ ปัญห� พระพุทธศ�สน�มีท�งแก้ สุขแท้อยู่ที่ใจ น้องๆ ศิษย์วัดไทยและกลุ่มแม่บ้านยุคใหม่อย่างยิ่งใหญ่ � อ�ลัยคุณแม่ผู้จ�กไป ตระการตา ได้รับเสียงปรบมือจากท่านผู้ชมอย่างกึกก้อง วันที ่ ๙ ต.ค. ๒๕๕๔ สมาคมไทยชาวปักษ์ใต้ แมรีแลนด์ ่นับเป็นผลง�นชิ้นโบว์แดงของคุณครูแต๊กและคุณครู ได้พร้อมใจกันเป็นเจ้าภาพท�าบุญอุทศส่วนกุศลให้คณแม่ ิ ุเมย์ ที่ ทุ ่ ม เทฝึ ก สอนลู ก ศิ ษ ย์ โ ดยไม่ เ ห็ น แก่ ค วาม ฉลวย อินทกรณ์ ซึ่งเป็นม�รด�ของคุณรัชนี รพีพันธ์เหน็ ด เหนื่ อ ย ปิดท้ายด้วยการลอยกระทงด้ ว ยความ อดีตน�ยกสม�คมไทยช�วปักษ์ใต้ โดยนิมนต์พระสงฆ์ประทับใจ ปีนี้เป็นปีแรกที่เปิดเข้าชมฟรี แต่มีจ�าหน่าย วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. สวดมาติกาบังสุกล และสมาคม ุกระทงและอาหารทีอร่อยถูกใจ โดยคณะอาสาสมัครศิษย์ ่ ไทยชาวปักษ์ใต้ ได้รวมเป็นเจ้�ภ�พสร้�งหน้�ต่�ง ๓ บ�น ่วัดไทย ปีหน้าฟ้าใหม่ เรามีนดลอยกระทงทีวดไทยเช่นเดิม ั ่ั อ�ค�ร ๘๐ ปี หลวงต�ชี เป็นจำ�นวนเงิน $ 2,100 ขอ
    • แสงธรรม 45 Saeng Dhammaดวงวิญญาณของคุณแม่มความสุขในสุคติสมปรายภพเทอญ ี ั � ทำ�บุญวันออกพรรษ�และกฐินส�มัคคีวดมงคลเทพมุนี PA ั� Good council High School learned Bud- เมือวันที ๑๖ ต.ค. ๒๕๕๔ พระมห�คำ�ตัล พุทธงฺกโร ่ ่ ฺ ุdhism at Wat Thai D.C. ได้รับนิมนต์ไปร่วมงานและแสดงพระธรรมเทศนางาน เมือวันที ่ ๑๐ ต.ค. ๒๕๕๔ ดร.พระมห�ถนัด อตฺถจ�รี ่ ท�าบุญวันออกพรรษา และงานทอดกฐินสามัคคี ณ วัดได้ธรรมปฏิสันถารต้อนรับนักเรียนอเมริกันจ�านวน ๑๔ มงคลเทพมุนี PA โดยมีพระครูมงคลธรรมวิเทศ เป็นเจ้�คน ซึ่งได้เดินทางมาชมวัดและศึกษาพระพุทธศาสนาที่ อ�ว�ส มีพุทธศาสนิกชนมาร่วมท�าบุญนับพันคนทีเดียว วัดไทยฯ ดี.ซี. อนุโมทน�ส�ธุด้วย ขอบุญช่วยนำ�พ�มห�กุศล ท�นใด ๆ� ปฏิบตธรรมประจำ�เดือน และทำ�บุญวันออกพรรษ� ัิ ที่ทำ�จงบันดล ให้ทุกคนสุขสันต์นิรันดร์เทอญ วันที ๑๕ ต.ค. ๒๕๕๔ มีคณะผูปฏิบตธรรมประจ�า ่ ้ ัิเดือนจ�านวน ๑๕ คน ได้รวมกันศึกษาเรียนรู และปฏิบติ ่ ้ ัธรรมทีวดไทยฯ ดี.ซี. โดยมี ดร.พระมห�ถนัด อตฺถจ�รี เป็น ่ัผู้น�าปฏิบัติและบรรยายธรรมในหัวข้อ “นิย�ม ๕” คือ ๑. อุตุนิย�ม ๒. พีชนิย�ม ๓. จิตนิย�ม ๔. กรรมนิย�มและ ๕. ธรรมนิย�ม ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น�้าท่วมที่ประเทศไทยพอดี ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก � สำ�นึกรักบ้�นเกิด เมื่อวันที่ ๑๗ ต.ค. ๒๕๕๔ พระมห�เรืองฤทธิ์ สมิทธญ�โณ รองประธานอ�านวยการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ฺิ ดี.ซี. ได้เดินทางกลับประเทศไทย เพือไปทอดกฐินสามัคคี ่ ทีวัดบ้านเกิดในจังหวัดกาฬสินธุ์ ในวันที่ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๔ ่ ซึ่งคุณพ่อและคุณแม่พร้อมครอบครัวไทยแท้ได้รับเป็น วันที่ ๑๖ ต.ค. ๒๕๕๔ เวลา ๑๐.๐๐ น. สาธุชน ประธานทอดกฐิน และจะเดินทางกลับมาปฏิบตศาสนกิจ ัิพร้อมกันบนอุโบสถศาลา ไหว้พระสวดมนต์ สมาทานศีล ที่วัดไทยฯ ดี.ซี. อีกครั้ง ในวันที่ ๔ พ.ย. นี้ ต้องขอและฟั ง พระสงฆ์ เจริ ญ พระพุ ท ธมนต์ โดยมี พ ระเดช อนุโมทนาบุญกับญาติโยมชาวดีซีทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ พระคุณพระวิเทศธรรมรังษี(หลวงต�ชี) เป็นประธ�น � สมัชช�สงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริก� มอบเงินช่วยนำ�ท่วม ้จบแล้วร่วมกันท�าบุญตักบาตรเทโวโรหณะแด่พระสงฆ์ ผ่�นสถ�นทูตไทยจ�านวน ๙ รูป และถวายภัตตาหารเพล ภาคบ่าย เวลา เมือวันที ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๔.๓๐ น. พระ ่ ่๑๓.๐๐ น. ฟังพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ จากนั้นถวาย สุนทรพุทธิวเิ ทศ ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา เครื่องไทยธรรม พระสงฆ์อนุโมทนาให้พร เป็นเสร็จพิธี ได้มอบหมายให้ ดร.พระมห�ถนัด อตฺถจ�รี เลขาธิการ
    • แสงธรรม 46 Saeng Dhammaสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา น�าเงินช่วยเหลือเบืองต้น ้ กุศลจิตศรัทธ�จองเป็นประธ�นจัดง�นธรรมสมโภชอ�ยุจากสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา จำ�นวน 10,000 วัฒนมงคล ๘๗ ปี พระวิเทศธรรมรังษี(หลวงต�ชี) และเหรียญดอลล่�ร์สหรัฐ ไปมอบให้แก่ ฯพณฯ กิตติพงษ์ ง�นทอดกฐินพระร�ชท�นวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. จึงณ ระนอง เอกอัครร�ชทูตไทย ประจำ�กรุงวอชิงตัน เพือ ่ ขออนุโมทนาสาธุ ขอให้รวยด้วยปัญญ�สง่�-สวย ขอให้น�าส่งรัฐบาลไทยช่วยบ�าบัดความเดือดร้อนอันเกิดจาก รวยคุณธรรมกรรมใหม่ ๆ ขอให้รวยกุศลดีทสร้�งไว้ ขอ ี่อุทกภัยที่ประเทศไทยต่อไป ให้รวยจิตแจ่มใสก�ยแข็งแรงเทอญ� Meditation Workshop at Penn State University � กฐินพระร�ชท�นวัดพุทธรังษี ไมอ�มี FL เมือวันที ๑๗ ต.ค. ๒๕๕๔ ดร.พระมห�ถนัด อตฺถจ�รี ่ ่ เมือวันที ่ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๔ ดร.พระมห�ถนัด อตฺถจ�รี ่เลข�ธิก�รสมัชช�ฯ, พระมห�เอนก อเนก�สี และพระมห�ปิยะ เลขาธิการสมัชชาสงฆ์ไทย ฯ และพระอนันต์ภิวัฒน์อุตตมปญฺโญ ได้รับนิมนต์ไปที่มหาวิทยาลัยเพนน์สเตท ฺ พุทธรกฺขโต ได้รบนิมนต์ไปร่วมงานทอดกฐินพระราชทาน ฺ ิ ัยูนิเวอร์ซิตี้ ตามโครงการธรรมสัญจร : Meditation ณ วัดพุทธรังษี ไมอ�มี FL ซึ่งมีพระสิริธรรมวิเทศ เป็นWorkshop ได้บรรยายในหัวข้อ “สตรีในพุทธศ�สน� เจ้�อ�ว�ส มีพทธศาสนิกชนมาร่วมท�าบุญเป็นจ�านวนมาก ุและปฏิบัติสม�ธิเพื่อผ่อนคล�ย” เป็นที่ประทับใจแก่ สัพพะโรค�พย�ธิ อย่�ได้มีเบียดเบียนหน้�เนียนใส คิดนักศึกษาเป็นอย่างยิ่ง หรือหวังกระทำ�ก�รใด ๆ ก็ขอให้ส�เร็จเสร็จพลันเทอญ ำ� กฐินพระร�ชท�นวัดธรรมประทีป วอชิงตัน, ดี.ซี. MD � ปฏิทินข่�วเดือนพฤศจิก�ยน เมือวันที ่ ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๔ พระเดชพระคุณพระวิเทศ ่ ๕ พ.ย. : ปฏิบัติธรรมประจำ�เดือนธรรมรังษี (หลวงต�ชี) รับนิมนต์ไปแสดงพระธรรมเทศนา ๖ พ.ย. : ง�นทำ�บุญทอดกฐินส�มัคคีและถวายอดิเรกงานทอดกฐินพระราชทาน ณ วัดธรรม วัดไทยกรุงวอชิงตัน. ดี.ซี.ประทีป วอชิงตัน, ดี.ซี. โดยมีพระมห�ประดูชย ภทฺทธมฺโม ่ั ๑๒ – ๑๓ พ.ย. : ง�นพระร�ชท�นเพลิงศพเป็นพระอนุจร ส่วนประธานในพิธ ี ได้รบเกียรติจาก ฯพณฯ ั พระเทพกิตติโสภณ ณ วัดวชิรธรรมปทีป NYกิตติพงษ์ ณ ระนอง และภริย� เอกอัครร�ชทูตไทย 12, 26 Nov : Meditatation Workshopประจำ�กรุงวอชิงตัน, สำ�หรับประธ�นทอดกฐิน คือ ๒๗ พ.ย. : ประชุมคณะกรรมก�รอำ�นวยก�รนพ.อรุณ–คุณสุมน� สวนศิลป์พงศ์ ซึงในปี ๒๕๕๕ ได้มี ่
    • แสงธรรม 47 Saeng Dhamma ร�ยน�มผูบริจ�คประจำ�เดือนตุล�คม (October 2011) ้ Miss Sarinrat Meeyen 20.00 ร�ยน�มผู ้ บ ริ จ �คทำ � บุ ญ วั น ออกพรรษ� Orrawan-Michael Duffey 20.00 Atcharawan Janprasert 20.00 Kim Suparut 200.00 Jittima-Pravat Phusiri 20.00 ต้นผ้าป่า กลุ่มพลังศรัทธา 188.00 Jattana Jackson 20.00 Thushara-Dilshani Diyabalanage 170.00 Luong T. Lowman 20.00 Sumittra Thai Cuisine 110.00 Pornchai-Pranorm Boonmast 20.00 S. Sisakun 100.00 คุณสวาทวิมล จารุเสถียร 20.00 Eddie A. Pongsakul 100.00 Dr.Harry-Ormsin Gardiner 20.00 Saiyude Bransdorf 100.00 Patchara Thoviboon 20.00 David-Phanita Daly 100.00 Saraj-Chantana Jantachotivongs 20.00 Jiraporn-Supat Sirivicha 100.00 คุณดาราภรณ์ เฮอร์ริค 20.00 Sarawoot-PanwadeePunksungka 100.00 Sean Currie 20.00 Tun Atthavuth คุณบุณณ์ภัสสร พงศ์วรินทร์ 100.00 Chanmaly-Bounnhon Khamhoung 20.00 Vanee Komolprasert 100.00 Dungruethai Yomdit 20.00 นพ.กรีฑา อภิบุณโยภาส 100.00 Sriwan Stankovitz 20.00 คุณกัญญา และคณะ อาหารใส่บาตร 100.00 คุณปราณี อุษา 20.00 Supawadee Suilivan 100.00 คุณสุภี ปุณกรณ์ 20.00 Viroj-Malee Barlee 65.00 คุณสุมาลี มาทา 20.00 Bounnou Siripanyo 60.00 คุณชลิต กิจเจริญ 20.00 Kim See Lim Loman Novojilov 50.00 Pha Farley 20.00 Punee-Kovit Choochan 50.00 John-Sudarat Forberger 20.00John P.-Kamales Dailey 50.00 Vachara Ngeonjuklin 20.00 Hataya Sathira 50.00 Hien Bich Vu 20.00 Hanh Thi Tu Nguyen 50.00 A.Manekul-S.McDonald 19.00 Villailaksana Agkrasa 50.00 Samarn-Nouphiane Outsa 10.00 William C. Keeley Prayoonsri Varalerd 50.00 คุณรัชนี ตูตีจีน 10.00 Sunt-Julita C. Mongkol 50.00 V.Denney 40.00 Nuanchan Carpenter 10.00 Keriang Chauteh 35.00 Chittima Bonner 10.00 Pusadee Tongdee 30.00 Darika Chanachote 10.00 Randall-Vipada Musick 30.00 Boonjarut-Daniel Lynch 10.00 Phatharamanas Chotikajan 30.00 Chavivan Tucker 10.00 Pensri-Malissa Plooksawasdi 30.00 Bungon King 10.00 James-Somchit Collius 30.00 Pornwadee Garner 10.00 Ongath A. Phongsavan 30.00 Daranee Thongphoon 10.00 David-Tassane Iadonisi 25.00 คุณเปล่ง-คุณเนือง เกตุวงศ์ 10.00 Debabrata-Jantipa Patnaik 25.00 คุณจ�าเนียร เทพประสิทธิ์ 10.00 Sunil-Indira Weerakkody 25.00 คุณวราภรณ์ โสภิตชาติ 10.00 Supannee Sattawatrakul 25.00 คุณเฉลียว รีด Reed 10.00 Krisana Schroedl 25.00 Yongyoot-Pornpilai Sea-Tang 10.00 Decha-Ratana Viriya 25.00 Aksorn Logemann 10.00Sivilai Samung 25.00 Vichien Jitpaisarnsook 10.00 Chomyong Dempsey 20.25 Robert E. Zeigler 9.00Rattana-Nirun Vongpukkeaw 20.00 N. McFadden 5.00 Theuang-Chanphen Sombat 20.00 A. Cuff 5.00 คุณกุณณี มุ่งวัฒนา 20.00 คุณภูมินทร์ นพเคราะห์ 5.00
    • แสงธรรม 48 Saeng Dhamma Thai Coast Restaurant 100.00 ร�ยน�มผู้บริจ�คทำ�บุญวันลอยกระทง Neramitra Thai Restaurant 100.00การสนับสนุนการจัดงานลอยกระทงจากพุทธศาสนิกชน Thai Cuisine Restaurant 100.00ร้านค้า-สมาคม-ชมรม และอื่น ๆ ดังนี้ Anchalee Thai Restaurant 100.00 Bangkok Garden Restaurant โดยคุณยุพน เลาหะพันธุ ิ ์ 100.00ลอยกระทง ร้านคุณนก-ตาล-แมน-จีด-หน่อย-หลี-ทรวง-เป็ด 2,708.00 ๊ Thaitanic Restaurant โดยคุณรัตนา 100.00กลุ่มพลังศรัทธา ขายอาหารวันลอยกระทง 1,643.00 Thai Chef, INC 100.00ขายกระทง อนุโมทนาผู้มีส่วนร่วมทุกท่าน 1,200.00 Siri’s Chef’s Secret 100.00ลอยกระทง ร้านคุณกุหลาบ-สุรพล-วิรัตน์ สุขสมอรรถ 910.00 Thai At Corner 100.00ลอยกระทง ร้านคุณกัญญาและเพื่อน ๆ 736.00 Basil Thai Restaurant 100.00ลอยกระทง ร้านแม่บ้านยุคใหม่และพี่แหม่ม 571.00 Thai Square Restaurant 100.00Malinee Vangsameteekul ทุนอาหารวันลอยกระทงกลุมคุณนก 500.00 ่ Thai Pavilion 100.00Aran Mermaid Thailand 500.00 ANA Restaurant Corporation 100.00Duangrat’s Thai Restaurant 500.00 Pricha Kwunteun 100.00EASTLAND FOOD Corporation 400.00 Donald-Sureerat Loewecke 100.00NAVA THAI Restaurant 300.00 SUSTUVANIK, LLC 100.00Royal Thai Emmbassy in Washington, D.C. 200.00 Office of Commercial Affairs 100.00Nirutisai K. Graff 200.00 Ann Keochinda 100.00Central Car Repair LLC. / คุณตาล-แมน วิรยะ ิ 200.00 Thai Aroma, INC 100.00Ban Thai, INC 200.00 Mala Belli 100.00S EDY, INC 200.00 Adrian Bolinger 100.00Aroon-Sumana Suansilppongse 200.00 TYCOON, INC-Busara Restaurant 100.00D-S Silpasuvan 200.00 Rosewood Regency Company, Inc. 100.00Kao Thai, LLC 200.00 The Old Siam, LLC. 100.00TONO INC, Tono Sushi Restaurant 200.00 Thai Erawan Restaurant 100.00MAI THAI, LLC. 200.00 Ruan Thai Restaurant 100.00น.พ.โอภาส-พ.ญ.มณีรตน์ วงศ์ไชยบูรณ์ ั 200.00 Bangkok Starlite Travel, Inc. 100.00คุณณรงค์ศกดิ คุณรัตนา โชติกเวชกุล ั ์ 200.00 Arther-พัชราวดี Clarkson 100.00คุณประจิตรา มัชปาโต 200.00 คุณพัชรา ตวงเศรษฐวุฒ ิ 100.00คุณวรชัย คุณกัญญภัทร กลึงโพธิ ์ 196.92 คุณกัญญา-กุลชาติ สว่างโรจน์ 100.00คุณกฤช-พรรณี-พอล-ไซมอน เกษมพันธัย 135.00 คุณทองพูน - สุนนท์ เฮนเซ่น ั 100.00คณะผูปกครองยุคใหม่ ้ 135.00 คุณเบญจวรรณ โจนส์ 100.00พ.อ.ศรัณยู วิรยะเวชกุล ิ 100.00 คุณประพจน์ คุณศิรพร คุณวงศ์ ิ 100.00น.พ.ปิยะพงษ์-พ.ญ.วินตา พัธนพันธ์ ิ 100.00 คุณสมร - ทิพสร นามสวัสดิ ์ 100.00คุณประสาร - คุณพวงทิพย์ มานะกุล 100.00 พนักงานร้าน YOSAKU 62.00คุณพิรฬห์-คุณยุพน อ�านวยศิรกล ุ ิ ิุ 100.00 คุณยายสุจตร แมคคลอมิค ิ 60.00คุณกวี-ขนิษฐา กวีวงโส ั 100.00 Nisakorn Praisaengpetch 60.00น.พ.วีระศักดิ-พ.ญ.สาลีวรรณ ลิมะวรารัตน์ ์ 100.00 Dr. Laddawan Miko 50.00น.อ.สุรศักดิ ทุงทอง ์ ่ 100.00 คุณ ชัยยุทธ คุณยุพา สมเขาใหญ่ 50.00Kritha Apiboonyobhas 100.00 คุณสานิต คุณพนมรัตน์ มุขกัง 50.00Sermsak Ruchirek 100.00 คุณวิโรจน์ คุณมาลี บาลี 50.00Suporn Ringo 100.00 คุณฉวีวรรณ ปานานนท์ 50.00Sutonta-Sirikunya Thumprasert 100.00 คุณพงศ์พนธ์ บุนนาค ั 50.00Sahschai-Anchalee Musikabhumma 100.00 คุณจันทร์จรา นุมมีศรี ิ ่ 50.00Talay Thai Restaurant โดยคุณพยุง - จินตนา งามสอาด 100.00 คุณพิทยา คุณหัทยา สถิรพรพงศ์ 50.00Po Siam Thai Restaurant 100.00 คุณอ�าพล แน่นอุดร และครอบครัว 50.00
    • แสงธรรม 49 Saeng Dhammaคุณจิตรา จันทร์แดง 50.00คุณอนงค์ สวนศิลป์พงศ์ 50.00 ร�ยน�มผู้ร่วมบริจ�คสร้�งอ�ค�ร 80 ปี หลวงต�ชีคุณมิง-รุงฤดี- น้องเฟย์-น้องมุน เพริศพราว ่ ้ ี 50.00คุณภากรณ์ ปัญสุวรรณ 50.00 Kolavit-Rachanee Rapeepun ท�าบุญอุทิศให้คุณแม่ 2,100.00 คุณเรืองชัย ศรีหาคุณ 50.00 Neetinate Rattananet 700.00 Somluck petchger 50.00 พระอนันต์ภวฒน์ พุทธรกฺขโิ ต โดย คุณป้านิด ป้าน้อย มาแตง & คณะ 423.00 ิั ฺSitthisakdi-Pornpan Prangkham 50.00 คณะสามเณรภาคฤดูรอนปี 2011 ปี 2554 (เหลือจากค่าอาหาร) 324.00 ้Sivilai Samung 50.00 Parichart Kanchanavatee 300.00 Nipan-Vanchai Pringphayune 50.00 พระมหาสราวุธ สราวุโธ กัณฑ์เทศน์คณะใส่บาตรวันอาทิตย์ 288.00SAKIE SIGNS 50.00 คณะพระสงฆ์วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. 214.00Siriporn Hasselbalch 50.00 Donald Law 100.00 Sarinrat Meeyen-Pho Hiep Hoa 50.00 ผ่านหลวงพ่อ ไม่ออกนาม 100.00 Thais for Thai Associaction, INC 50.00 สามเณรเจสัน วัฒนรังษีจร 84.00Orchid Travel Service. 50.00 Chunvipa Bamrungpetch Tasana Phutthiwat 50.00 คุณวิชย คุณพวงทอง มะลิกล ั ุ 50.00 Vincent-Wilawan O’Grady 50.00 คณะแม่บานยุคใหม่ ้ 50.00 Peerarat Amornkitwanit 50.00 Yaowaporn Lohrman 40.00 Tasana Puttiwat Anchalee Raweewan D. 30.00 คุณดลวรรณ-ทวน-ทีนา-แอนตัน เหวียน ่ ้ 35.00 Sutsinee Komalarajun 30.00 คุณจินดา อมรกิจวานิช 35.00 Pona Sae Han Sripen Komsataya 20.00 คุณศิรพร- Edward - William เกรซเซอร์ ิ 35.00 คณะข�ยอ�ห�รวันเส�ร์ ได้เงินถว�ยวัดจำ�นวน $ 3,000 โดยคุณสุนภา เกาฏีระ ิ 35.00 คุณประภา จันทร คุณอังคณา-ไพบูลย์-นิส อูทฆมพร ิ ่ ิั 35.00 คุณศักดิ์เกษม-คุณธินีภรณ์ วิริยะ Donald-บุณยวีย Johnson ์ 30.00 คุณหลี กุลประเสริฐรัตน์ น.อ.ไกรศรี เกษร ร.น. 30.00 คุณสรินทิพย์ โค้ว Ben Stombler 30.00 คุณสุดารัตน์ ตั้งตรงวานิช คุณประภาพร บุญศรี 25.00 คุณกษิมา ปรุงธัญญะพฤกษ์ คุณเล็ก ซือตรง ่ 25.00คุณเพ็ญศรี ช�านาญอักษร 25.00 ร�ยน�มผู้บริจ�คบำ�รุงแสงธรรมผูไม่ประสงค์ออกนาม ้ 25.00Pranee Teptarakun 20.00 Niti Crupiti 100.00 Sukri-Vilailaksana Agkrasa 20.00คุณเฉลิมศักดิ-ธีรตา วายวานนท์ ์ 20.00 คุณอัญชลี มีประเสริฐ คุณทอง เตียเจริญ 60.00 คุณสมบูรณ์ ไพรสันต์ 20.00 Tanad-Suwarin-Anon Sithi-Oum 60.00 คุณจันทิพย์ วันเปลียนศรี ่ 20.00 Sutera Homgasorn 50.00 คุณชัยกร-ธนิดา พงษ์กจการุญ ิ 20.00 Boon PC.com 50.00 คุณสัมพันธ์-นารี เอียมเหล็ก ่ 20.00คุณอ๊วด-คุณตู ไชยกุล ่ 20.00คุณบรรจง พวงใหญ่ 20.00 เจ้าภาพเครื่องทำาน้ำาร้อน-น้ำาเย็น ในห้องครัวคุณธิดารัตน์ -มาวิน-เทย่า ศรีหาคุณ 20.00คุณภาวดี ฟาร์ลย ี์ 20.00 คุณสุภา บรรณวณิชกุลChusri - Jimmy Gore 20.00 คุณทัฬห์ อัตวุฒิ คุณบุณณ์ภัสสร -Christ - Supa Sexton 20.00 คุณศรสวรรค์ พงศ์วรินทร์Nee Hill 20.00 คุณละม้าย - คุณประมวล ทวีโชติChit Waiyawong 15.00Anirut Boonnak 10.00 คุณแม่สงวน เกิดมี - คุณจารุณี พิทโยทัยPrai Clark 10.00 คุณเสริมศรี เชื้อวงศ์คุณยายป้อม สุวรรณเตมีย ์ 10.00 คุณศักดิ์เกษม-คุณธินีภรณ์ วิริยะ และครอบครัวคุณจารุณ พิทโยทัย ี 5.00
    • แสงธรรม 50 Saeng Dhamma Soraya-Sam Sar 100.00 ร�ยน�มผู ้ ร ่ ว มบริ จ �คทำ � บุ ญ ทอดกฐิ น ส�มั ค คี Mananya Vaillancourt 100.00 Morris Topf, ESQ 100.00คุณแสงชัย-จริยา-ภาณุพงษ์-Mailen ศรีอทารวงศ์ - ุ คุณนุกล, พรรนิภา ไข่มก ุ ุ คุณคณิน-คณา ไข่มก ุ 100.00 คุณภาณุพนธ์-สุดทีรก-ภาณุวฒน์-Amy ศรีอทารวงศ์ ั ่ั ั ุ 1,000.00 Pensiri Kruapradit 100.00 นพ.บุญยง-คุณเบญจรัตน์ Thada, M.D. 1,000.00 Suporn Ringo 100.00 Anongnat S. Ayers Pranom Puanthong 1,000.00 Annop Tan, M.D. 100.00 Vichai-Phuangthong Malikul 1000.00 นพ.กรีฑา อภิบณโยภาส ุ 100.00 Jarunee Pitayothai 100.00 Nirutisai K. (หมอแนนซี)่ Graff, M.D. 1000.00 คุณกลวิทย์-รัชนี รพีพนธุ ์ ั 100.00 Keriang Chauteh 1000.00 Bumroong Wongbundhit 100.00 เบญจวรรณ Jones 1,000.00 Southern Thai Association, INC 100.00 Weerasak-Saleewun Lima, M.D. 1,000.00 คุณรัฐศักดิ ์ อินทรสว่าง 100.00 คุณปรีชา-วิภา เมฆญารัชชนานนท์ 1,000.00 Prapha-James Dempsey 100.00คุณเสถียร จันทวร คุณสหภาพ-ภูมภทร เสร็จแตง ิ ั 700.00 Troy Navintranonth 100.00Laddawan Miko Ph.D. 500.00 คุณสุภา (เป็ด) บรรณวณิชกุล 100.00Punnee-Krit-Paul-Simon Kasemphantai 500.00 Kulprasertrat’s Family 60.00 Ruan Thai Restaurant ป้านิดและลูกหลาน 500.00 ต้นกฐินวันลอยกระทง 54.00Puangtip-Choochai Itharat 500.00 Somsong Pasangkaman 50.00 Pricha Kwunyeun M.D. 500.00 Prakit-Wanthanee Laohaphan 50.00 Moethan-Narin Ploychin 500.00 David-Adele Schwartz 50.00 Sahaschai-Anchalee Musikabhumma M.D. 500.00 Pranee M. Okuhara 50.00 คุณไพโรจน์-สวรรค์-พนิดา คงเพชร คุณกบ-เก๋-จ๋าจ๊ะ พิชยกุล ั 500.00 Bruce-Tusanee Kidd 50.00 คุณประยูร ฮักก์ Chitra Chandang 500.00 Sasima-Songsri Nirapathama 50.00 คุณยงยุทธ-ศิรพรรณ-ชาคริส ิ เนตรทองค�า 500.00 คุณวนิดา สุนทรพิทกษ์ ั 50.00 คุณสมทรง ปสังคมาน 50.00Peter M.-Montha K. Falk 500.00 Kasima Prungthunyapluek 50.00 คุณป้าเสริม งามสอาด และครอบครัว 500.00 คุณเมธิน ี แย้มเพกา 30.00Bangkok Starlite Travel, INC. โดยคุณธงชัย เกตุทต ั 500.00 Stephen E. - Mattana Breving 30.00 Edward-Siriporn-William Gresser 500.00 Varapat-Natinee Chensavasdijai 30.00 Yuthy-Surosavadee Iem 300.00 Akrpong-Uraiwan Chandee 30.00 คุณธนิดา-ชัยกร พงษ์กจการุณ ิ 300.00 Davan J. - Noppon P. Setji 30.00 Aurrapan Devoy & Family 300.00 Carlton L. Clark 30.00 William C. Keeley Prayoonsir Varalerd 300.00 Vimonmart Tedpanit 30.00 คุณเฉลิมศรี เขียวชะอุม ่ 300.00 K. Williamson 25.00 คุณรัตนา-สุรยนต์-ซันนี ่ ิั สกอร์เซท 300.00 Debabarata-Jantipa Patnaik 25.00 คุณทวี-ยุทธชัย กรังสูงเนิน คุณวนิดา งามสอาด 300.00 Tipa Mahen 25.00 Kim-Ann Puntudit 300.00 Sean Currie 20.00Yupha-Chaiyut Somkhaoyai 300.00 David K. - Lamai Bowden 20.00 Kamonvan Chompranouvong 300.00 Thavorn-Monithakarn Natrakul 20.00 Samorn-Tippasorn Namsawat 300.00 Joseph Niyom Patricia A. Panpruksanont 20.00 คุณรังสรร - Sunisa - Salisa Sesawaeng 200.00 Lamai S. Williams 20.00 Sutsinee Romalarajun 20.00 Naree Iamlek 200.00 Miss Sarinrat Meeyen 20.00 Sutera Homgasorn 200.00 Kesorn Adams 20.00 William-Atcha Wong 200.00 Mary A. Robins 20.00 Thongbarn & Warren McGeiver 200.00 Pranorm Boonmast 20.00 คุณปิยะวรรณ แสนบุญ 110.00 Naruemol Wendlinger 10.00 คุณเฉลิมชัย-ดารณี หมอยาดี 110.00 Rattanawalee Surasorn 10.00 Panida Tong-On 100.00 Sawatvimol Charusathien 10.00
    • แสงธรรม 51 Saeng Dhamma ร�ยน�มผู ้ บ ริ จ �คทำ � บุ ญ ทั ่ ว ไป Phuangthong - Vichai Malikul 30.00 Duangkamol Specter 29.00 Pirote-Sawan Kongpat 25.00 ตู้บริจาคห้องหลวงพ่อด�า 1,102.00 N. Praisaengpetch 25.00 ตู้บริจาคบนโบสถ์ 571.00 Laddawan Miko ท�าบุญอุทิศแด่คุณพ่อ 565.00 ร�ยน�มเจ้�ภ�พโรงท�นวันออกพรรษ�คุณกัญญา สว่างโรจน์ และคณะ ขายอาหารใส่บาตรวันอาทิตย์ 350.00 John J. - Sudarat Forberger (บูชาพระพุทธมงคล) 299.00 1. นกและเพื่อน ๆ แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายRapibhat-Nitinath Chandarasrivong 200.00 2. กลุมพลังศรัทธา ซุปหน่อไม้ ข้าวเหนียว ไก่ทอด ส้มต�า เนือหลอด ่ ้นญ.นิรัติศัย K. Graff, M.D. 200.00 3. ร้านทะเลไทย ก๋วยเตี๋ยวCharles Abelmann 200.00 4. คุณกัญญา - คุณแมว แกงคั่วปลาดุก หมี่กรอบTippavan D. Hodges 200.00 พระสมุหณฐวฒ ิ ปภากโร กัณฑ์เทศน์วนอาทิตย์ (กฐินวัดป่าสันติธรรม) 200.00 5. ร้านเรือนไทย ป้านิด - ป้าน้อย และลูกหลาน ์ ัิุ ัWilliam C. Keeley Prayoonsri Varalerd 150.00 6. บางกอกการ์เด้น คุณยายยุพิน และลูกหลานWat Thai D.C. ‘s Performers นักเรียนร�าวัดไทยฯ ดีซี 150.00 7. คุณไพโรจน์ คงเพชร สมาคมไทยชาวปักษ์ใต้ บริการน�้าดื่มคุณกนกเนตร 150.00 Thai at Corner restaurant 105.00 8. คุณณัฐฐา - คุณภา - คุณเก๋ ของหวานทับทิมกรอบSukree-Vilailaksana Agkrasa 100.00 9. คุณมาลี - คุณวิโรจน์ บาลี ผลไม้Sirirat-Suttichai Raungtriphop 100.00 10. คุณสุวภี - คุณธรรมนูญ เดชติศักดิ์ วุ้นสังขยาKittisanti Joe Keochinda 100.00 11. คุณแหม่ม เกรซเซอร์ ข้าวเหนียวสังขยาWeerasak-Saleewun Limawararut 100.00 Wanna-Bundhit Limpawuchara 100.00 12. คุณทวี - คุณยุทธชัย งามถิ่น สายไหม - ผลไม้Anchalee-Sahaschai Musikabhumma, M.D. 100.00 13. คุณสุกรี - คุณวิไลลักษณ์ อักขราสา ข้าวเหนียวปิ้งSuchart-Jerrold Milsted 100.00 14. คุณวิเศษ - คุณเพียงเพ็ญ สวนปาน ขนมหวานChaweng-Chantra Ongkasuwan 100.00 15. คณะผู้ถวายเช้าวันจันทร์ ขนมหวานSupakunya K. Edmonson Isra E. Simon’s B.D. 100.00 ครอบครัวมีประเสริฐ 100.00 16. ผู้ไม่ประสงค์จะออกนามทุกท่านMontra Body Temple 100.00 Customer of Thai Market 100.00 อนุ โ มทนาบุ ญ พิ เ ศษแด่ . .กลุ่ ม พลั ง ศรั ท ธาBoonyong P.-Benjarat Thada, M.D. P.A. 72.00คุณจงดี นพรัตน์ 60.00 คุณสานิต - คุณพนมรัตน์ (ตู่) มุขกังคุณยุพน พนาเศรษฐเนตร อุทศแด่คณทองเจือ วันเปลียนสี-รัศทัต 50.00 ิ ิ ุ ่ คุณมิ่ง - คุณรุ้งฤดี เพริศพราวOutis-Supharark Pekananth 50.00 คุณสมร - คุณทิพสร นามสวัสดิ์Hataya Sathira 50.00 Noparat Thongniam 50.00 Mr. Michael - คุณอนุรักษ์ (นุช) Schillerผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ท�าบุญกองทุนพระสงฆ์อาพาธ 50.00 คุณนาวงค์ บัวทะราช และคณะJames-Jittima Cole อุทิศบุญแด่ Paul Chang 50.00 ขายอาหารสมทบทุนสร้างอาคาร ๘๐ ปีBrian D. Wolf 50.00 หลวงตาชี ได้เงินถวายวัด $11,972.75Thushara-Dilshani Diyabalanag 50.00 กลุ่มพลังบุญ 48.00 Pri Pramudita 45.00 ขออนุโมทนาบุญพิเศษแด่Chusri-Jimmy Gore 41.00 เจ้าภาพถวายน้ำาดื่มแด่หลวงตาชีPrima Prasertrat 40.00 Ladda Saksirisampan 40.00 โดย...คุณบรรจง พวงใหญ่คุณละออ-เจฟย์ เฟลปส์ 40.00
    • แสงธรรม 52 Saeng Dhamma เจ้าภาพอาหารใส่บาตรวันออกพรรษา Vanida Soontornpitugs คุณจิรภา ยมาภัย คุณยุพิน สงวนทรัพย์ คุณวัชรี Sterner คุณชิดชู คงเจริญรส คุณดวงพร เทียบทอง คุณประยูรศรี วรเลิศ คุณนุกูล ยังมีสุข คุณเมธินี แย้มเพกา คุณวงศ์ เปรมวัต คุณกัญญภัทร์ จันทร์แก้ว คุณจิรา นาวินทรานนท์ คุณปภัสรา อักขราสา คุณจารุณี พิทโยทัย คุณศิวิไล สามัง ป้านิด-ป้าน้อย ร้านเรือนไทย คุณวณี ฤทธิ์ถาวร คุณบรรจง พวงใหญ่ คุณกฤษณา สุโชตินันท์ คุณนิรภัฏ-คุณปวีณา หอมหวล ขอเชิญท่านผู้มีจิตอาสาเป็นครูสอนภาษาไทย ขอเชิญจองเป็นเจ้าภาพปฏิทินประจำาปี ๒๕๕๕ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. จะเปิดโครงการโรงเรียนพุทธ ข อ เ ชิ ญ พุ ท ธ ศ า ส นิ ก ช น ผู ้ มี ศาสนาวันอาทิตย์ “ให้ความรู้ คู่คุณธรรม” แก่เด็กไทย ตั้งแต่ ศ รั ท ธ า จ อ ง เ ป ็ น เ จ ้ า ภ า พ ชั้นอนุบาล - ป.๔ ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ปฏิ ทิ น วั ด ไทยฯ ดี . ซี . ประจ� า ปี นี้ เริ่มเรียนตั้งแต่เวลา ๑๒.๕๐ น.- ๑๕.๐๐ น. ๒๕๕๕/2012 ตามก�าลังศรัทธา โดยทางวัดจะใส่ ดังนั้น จึงขอเรียนเชิญท่านผู้มีจิตอาสาทุกท่าน สมัครเป็น ชื่อ/นามสกุล ของท่านลงในปฏิทินเดือนที่ท่าน ครูอาสาสอนภาษาไทย วัฒนธรรมไทย ให้แก่ลูกหลานของเรา จองเป็นเจ้าภาพนั้นด้วย ติดต่อได้ที่.. วัดไทยฯ ดี.ซี. โทร. 301-871-8660 “สุโข ปุญญสฺส อุจจโย การสังสมบุญน�าสุขมาให้” ฺ ฺ ่คณะผู้ปกครองนักเรียนวัดไทยฯ ดี.ซี. ร่วมกันจัดงาน HALLOWEEN DAY 2011 ให้เด็ก ๆ ได้สนุกสนานกับชุดแต่งกายที่มีสีสันสะดุดตาตามความชื่นชอบส่วนตัว / ขออนุโมทนาบุญกับกลุ่มแม่บ้านยุคใหม่ที่รวมใจท�าบุญถวายเพลแด่พระสงฆ์
    • แสงธรรม 53 Saeng Dhamma รายนามผู้บริจาคออมบุญประจำาปี 2554Vunchai-Nipan Pringphayune 500.00 Sasima-Songsri Nirapathama 120.00Chaweewan Pananon 500.00 Pramuan Dhaveechot 120.00Anya Kanon 310.00 William-Kingkeaw May DL 120.00คุณแม่ประจวบ ภังคสังข์ 300.00 Peter Gosak , Thai Market 120.00Supannee Sattawatrakul 241.00 Vipa Sankanung 120.00Jindarat Rattanakul 240.00 คุณอัญชลี มีประเสริฐ คุณทอง เตียเจริญ 120.00Saranya-Smit Kulwatno 180.00 Peerarat Amornkitwanit 100.00ครอบครัวเกษมพันธัย 150.00 Prabhasri Durasavin 80.00Angkhana Thaweechot 140.00 Alyssa Pouvarunumkoah 40.00คุณชัยรัตน์ จ�รุพนธุ์ ชัชว�ลย์ ทรัพย์เกษม ั 140.00 Worachart Punksungka 30.00Rachanee-Kolavit Rapeepun 120.00 Patchara Thoviboon 10.00Boondee Marnadee 120.00 ขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมท�าบุญ ออมบุญประจ�าปี ปีละ 120 เหรียญ หรือตามแต่ศรัทธา ขออนุโมทนาบุญแด่ทุก ๆ ท่าน มา ณ โอกาสนี้ด้วย รายนามเจ้าภาพถวายภัตตาหารเช้าประจำาวันจันทร์ คุณจิรา นาวินทรานนท์, คุณวณี ฤทธิ์ถาวร, คุณเมธินี แย้มเพกา, คุณวนิดา สุนทรพิทักษ์ คุณดวงพร เทียบทอง, คุณวัชรี, คุณวราลี-คุณลองรัก ภูศรีวันอังคาร วันอังคารที่ ๑ ของเดือน คุณนุสรา คุณนาคินทร์ พึ่งพร/คุณจิตรา จันทร์แดง/คุณชินซิว วันอังคารที่ ๒ ของเดือน ครอบครัว รุสตานนท์ โดยคุณยายซูเฮียง, ครอบครัว อมรกิจวานิช ิ ่ โดยคุณจินดา,คุณน้อย-อิว-พีท-กอล์ฟ-พงษ์,คุณป้อม-คุณประพจน์ คุณวงศ์ ๋ วันอังคารที่ ๓ ของเดือน คุณกุลชลี คุณป้านันท์ โตตามวัย วันอังคารที่ ๔ ของเดือน คุณกุลชาติ คุณกัญญา สว่างโรจน์ / คุณจิตรา จันทร์แดง / ครอบครัวเอี่ยมเหล็กวันพุธ คุณเพชร, คุณพัชรา, คุณเมย์, David, คุณบุญเลิง, คุณวนิดา, คุณยุพิน,คุณพยุง-คุณจินตนา งามสอาด, คุณป้าเสริม งามสอาด, คุณอัน-คุณขวัญ ร้าน Thai Market พร้อมคณะวันพฤหัสบดี คุณยุพิน เลาหพันธ์ุ ร้าน BANGKOK GARDEN : 301-951-0670วันศุกร์ คุณป้านิด มาแตง ป้าน้อย Ruan Thai Rest. 301-942-0075 คุณป้าบุญเสริม, คุณยุพิน สงวนทรัพย์วันเสาร์ คุณมาลิน(เต้น) คุณลิลลี,่ คุณธิตวฒน์, คุณเชอรี,่ คุณสุกานดา บุพพานนท์ คุณบรรจง พวงใหญ่ ี ิัวันอาทิตย์ คุณนก, คุณกุหลาบ, คุณชูนนทร์-Mr.Duwayne Engelhart, ครอบครัววิรยะ, ครอบครัวตังตรงวานิช ิ ิ ้ ครอบครัวสิทธิอ่วม, คุณนุกูล คุณบรรจง, คุณวาสนา น้อยวัน, คุณกษิมา, คุณหลีหมายเหตุ: ขออนุโมทนาพิเศษแด่ คุณผกา คุณวณี, คุณเมธิน,ี คุณจิรา, คุณวนิดา, คุณเล็ก, คุณแต๋ว ป้านิด ป้าน้อย คุณไก่ คุณพนมรัตน์ มุขกัง คุณวิทย์-คุณณัฐ และท่านอื่นๆ ที่มาทำาอาหารถวายพระ ภิกษุสงฆ์ ในวันที่เจ้าภาพหลักมาถวายไม่ได้ ห�กชื่อ - สกุล ไม่ถูกต้อง กรุณ�แจ้งได้ที่พระสงฆ์วัดไทยฯ ดี.ซี. ทุกเวล�
    • แสงธรรม 54 Saeng Dhamma รายนามเจ้าภาพถวายภัตตาหารเพล / Lunch ประจำาเดือนพฤศจิกายน (November, 2011)1 (Tue) คุณยายสุจิตร - คุณยายฉวีวรรณ - คุณศิ วิไล - คุณสมร-คุณทิ พย์ และคณะ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั2 (Wed) คุณยายสุจ ิ ตร - คุณยายฉวีวรรณ - คุณศิ วิไล - คุณสมร-คุณทิ พย์ และคณะ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั3 (Thu) คุณยายสุจิตร - คุณยายฉวีวรรณ - คุณศิ วิไล - คุณสมร-คุณทิ พย์ และคณะ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั4 (Fri) TONO SUSHI โดยคุณเอก และพนักงาน ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน / ร้านนาวาไทย ถวำยเพลทีวด ่้ ่ั5 (Sat) ว่าง6 (Sun) ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมท�าบุญทอดกฐินสามัคคี โดยพร้อมเพรียงกัน 7 (Mon) ร้าน THAI DERM RESTAURANT ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ่้8 (Tue) BANGKOK DELIGHT RESTAURANT นิมนต์พระสงฆ์ 5 รูป ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ่้9 (Wed) คุณแม่ราไพ คุณแม่แปง คุณแม่จมศรี คุณสุภา คุณชูศรี คุณแสงทอง คุณศรสมใจ ถวำยเพลทีวด � ู ่ั10 (Thu) BANGKOK GARDEN RESTAURANT โดยคุณยุพิน เลาหพันธุ์ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ่้11 (Fri) คุณนาตยา - Mr. Richard - คุณประพิ ณ - คุณจ�าเนี ยร - คุณมาลา - คุณระพิ น -Garry และคณะ ถวำยเพลทีวด ่ั12 (Sat) กลุ่มพลังบุญ ถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั13 (Sun) คุณสาธิ ยา ศิ ลาเกษ และครอบครัว ท�าบุญ 100 วัน อุทิศให้คณแม่เพ็ญพรรณ Nowak ถวำยเพลทีวด ุ ่ั14 (Mon) ชมรม “รวมน�าใจ” โดย มล. เพียงทอง -คุณพัฒนา-คุณพันทิพา-คุณพิมลมาศ-คุณสนัน-คุณบัวทอง ถวำยเพลทีวด ้ ่ ่ั15 (Tue) คณะผูปกครองนักเรียน 2552 โดยคุณแขก-กระแต-ดาว-ภา-น้อย-ถา-จูมศรี-แสงทอง-อุย และคณะ ถวำยเพลทีวด ้ ้ ่ั16 (Wed) ร้าน THAI HOUSE ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ 3 รูป ที่ร้าน17 (Thu) สนง.ผูช่วยทูตฝ่ ายพาณิ ชย์ สนง. ฝ่ ายวิ ทยาศาสตร์ฯ สนง.ฝ่ ายการเมือง ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ้ ่ั18 (Fri) สนง. ผูช่วยทูตฝ่ ายทหารเรือ / ทหารอากาศ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ้ ่ั19 (Sat) คุณอุไรวรรณ มลิ หอม ท�าบุญ 100 วัน อุทิศให้คณแม่ละมัย ลาภเจริ ญ / ุ คุณตี๋-คุณน้ อย-น้ องวุ่ยหมิ ง ท�าบุญ 100 วัน อุทิศให้คณตังฮวง โง้ว ถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ุ ่ั20 (Sun) งานอุปสมบทคุณ EDDY และคุณวิ ชย หานศุภิชน ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ั ่ั21 (Mon) สนง.เศรษฐกิ จการคลัง, สนง. ก.พ., สนง. เกษตร ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั22 (Tue) ว่าง23 (Wed) คุณเสริมศักดิ์ - คุณวันทนี ย์ รุจิเรข NSC CAFETERIA ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ่้24 (Thu) ครอบครัวเจตบุตร-ครอบครัวยาหิ รญ-ครอบครัวปานานนท์-ครอบครัวศรีภิญโญ ท�ำบุญถวำยเพลทีวด ั ่ั25 (Fri) สนง.ผูช่วยทูตฝ่ ายทหารบก ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ้ ่ั26 (Sat) กลุ่มพลังศรัทธา ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั27 (Sun) คุณลองรัก-คุณวราลี ภูศรี ท�าบุญถวายเพลแด่พระสงฆ์ 3 รูป ที่บาน / ้ คณะผูปกครอง “09” โดยคุณเกียว-คุณแหม่ม-คุณหมู-คุณปลา-คุณติ๊ -คุณหนึ่ ง และเพื่อน ๆ ถวำยเพลทีวด ้ ่ั28 (Mon) คุณแต๋ว-ดอน - คุณติ๋ ว ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั29 (Tue) ว่าง30 (Wed) คุณอุไร และคุณจุฑามาศ พร้อมด้วยคณะพยาบาลบัลติ มอร์ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั ท่านที่ต้องการเป็นเจ้าภาพ หรือถ้ามีปัญหาขัดข้อง กรุณาแจ้งให้ทางวัดทราบด้วย โทร. 301-871-8660-1 อันนะโท พะละโท โหติ วัตถะโท โหติ วัณณะโท ยานะโท สุขะโท โหติ ทีปะโท โหติ จักขุโท ผู้ให้ข้าวชื่อว่าให้ก�าลัง ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปชื่อว่าให้จักษุ
    • แสงธรรม 62 Saeng Dhamma สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา กำาหนดจัดงานพิธีมงคลเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว ภูมพลอดุลยเดชมหาราช ่ ั ิ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ ๘๔ พรรษา ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. รัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา วันที่ ๙ - ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ก�าหนดการวันศุกร์ที่™๙™ธันวาคม™พ.ศ.™๒๕๕๔เวลา ๑๘.๐๐ น. คณะสงฆ์ และอุบาสก อุบาสิกา ท�าวัตรสวดมนต์เย็นเวลา ๑๙.๐๙ น. พระสงฆ์ทั้งนั้นเจริญพระพุทธมนต์เฉลิมพระเกียรติ และ เจริญจิตภาวนาถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ วันเสาร์ที่™๑๐™ธันวาคม™พ.ศ.™๒๕๕๔เวลา ๑๐.๐๐ น. ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระสวดมนต์ สมาทานศีลเวลา ๑๐.๐๙ น. พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ๑๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์เวลา ๑๐.๒๙ น. พระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ โดย พระวิเทศธรรมกวี™รองประธานสมัชชาสงฆ์ไทยฯ™ ™ ™™ รูปที่™๒เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ ๘๙ รูปเวลา ๑๓.๐๙ น. พิธีเจริญจิตภาวนาถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯเวลา ๑๓.๑๙ น. พิธอาศิรวาทราชสดุด ี ถวายเครืองราชสักการะ โดยข้าราชการสถานเอกอัครราชทูต ี ่ นายกสมาคม ชมรม พ่อค้าประชาชนทั่วไป ตามล�าดับ พสกนิกรทั้งหมด ร้องเพลงสดุดีมหาราชา-เพลงสรรเสริญพระบารมี เป็นอันเสร็จพิธี ขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยร่วมแสดงความจงรักภักดี™และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ในวโรกาสอันสำาคัญนี้โดยพร้อมเพรียงกัน