ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้                                                         ฉบับ แสงธรรม    วารสารธรรมะรา...
สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ                                                      แสงธรรม                                       ...
ถ้อยแถลง                                          แสงธรรม ฉบับนี้ เป็นฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ วันคืนล่วงไป ๆ      ...
แสงธรรม 1   Saeng Dhamma                 The Buddha’s Words                          พุทธสุภาษิต          เอถ ปสฺสถิมํ โลก...
แสงธรรม 2   Saeng Dhamma                  ธ ทรงเป็น พ่อแห่งแผ่นดิน                     ทีฆายุโก โหตุ ลุแปดสิบสี่          ...
แสงธรรม 3     Saeng Dhamma                                                        by Buddhadasa Bhikkhu                   ...
แสงธรรม 4     Saeng Dhamma      Now, although the village is encroaching,     monks” like this.we can probably maintain th...
แสงธรรม 5     Saeng Dhamma                                        A Taste of Freedom                                      ...
แสงธรรม 6      Saeng Dhammawe can escape suffering. Why not? Because we                It’s as if we visit some relatives ...
แสงธรรม 7     Saeng Dhammaings or mental states, we should release them.        in these things we say that it clings to o...
แสงธรรม 8      Saeng Dhammait’s “outside” the mind, not buried within the         own minds as a poison, so they swept the...
แสงธรรม 9    Saeng Dhamma   The LADY WHO  LOVES DHAMMA     Essays On The Dhamma        By Luang Ta Chi    Edited by Du Way...
แสงธรรม 10    Saeng Dhammasubject to the rule of larger states. King Bim-Doing the right things in terms of the Buddhistbi...
แสงธรรม 11     Saeng Dhammadone with care and consideration. In the                 Dhamma in Buddhist Discoursesdays of o...
แสงธรรม 12     Saeng Dhammaverance of truth seekers, and the strength of        peace by letting go of all earthly attachm...
แสงธรรม 13 Saeng Dhammaประธานกฐินสามัคคี ประจ�าปี 2554 ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมทอดกฐินในปีนี้ ขอให้มีความสุขทุกท่าน...
แสงธรรม 14         Saeng Dhammaรัตติกาล “เจ็ดกันยา” ฟ้ามืดมิด ดวงดาวปิดเงียบเหงาเศร้าโศกศัลย์ อาลักรักพระดีสุดจาบัลย์ “พระ...
แสงธรรม 15 Saeng Dhammaท่ า นทำ า งานด้ ว ยใจไม่ เ คยท้ อ สื บ สานต่ อ พุ ท ธศาสน์ ส มศั ก ดิ์ ศ รี เป็ น ผู้ นำา ทำ า ให้...
แสงธรรม 16        Saeng Dhamma                                     บทความพิเศษ ... เพื่อทดแทนพระคุณพ่อ                    ...
แสงธรรม 17 Saeng Dhammaกับมนุษย์นี้         จะได้กล่าวถึงลักษณะของความกตัญญู พระองค์ ค�าสอนที่พระโพธิสัตว์แสดงแก่ยักษ์ความ...
แสงธรรม 18        Saeng Dhammaว่า ถ้าคนใดสามารถน�าภาชนะอาหารไปให้ยักษ์ได้พระ                 สมัยเสวยพระชาติเป็นโสณบัณฑิต ...
แสงธรรม 19 Saeng Dhammaและในโลกหน้า                                                     นิบตเิ ลียงดูดวยปัจจัยสี่ ดังตัวอย...
แสงธรรม 20        Saeng Dhamma                                         โดย ธมฺมธโรภิกฺขุ (วิชัย หานศุภิชน)	ก        ารที่ผ...
แสงธรรม 21 Saeng Dhammaนี	เกิดมาจากทีผมแสดงความรูในธรรม	และท่านได้บญจาก   ้              ่            ้                   ...
แสงธรรม 22   Saeng Dhamma                ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีรกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี.                    ...
แสงธรรม 23       Saeng Dhamma                                             เสียงธรรม.. จากวัดไทย                           ...
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011

923

Published on

วารสารแสงธรรม ปีที่ 37 ฉบับที่ 440 ประจำเดือนธันวาคม พ.ศ. 2554
วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
923
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
5
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Seang Dhamma Vol. 37 No. 440 December 2011

  1. 1. ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ ฉบับ แสงธรรม วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา Saeng Dhamma ๕ ธันวามหาราชปีที่ ๓๗ ฉบับที่ ๔๔๐ ประจำาเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ Vol.37 No.440 December 2011 ๒๕๕๔
  2. 2. สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ปีที่ 37 ฉบับที่ 440 ประจ�าเดือนธันวาคม พ.ศ. 2554 Vol.37 No.440 December, 2011Objectives :�To promote Buddhist activities. สารบัญ�To foster Thai culture and tradition.�To inform the public of the temple’s activities. Contents�To promide a public relations center for The Buddha’s Words............................................. 1 Buddhists living in the United States. ธ ทรงเป็นพ่อแห่งแผ่นดิน....................................... 2เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. Forest Wat, Wild Monks by Ven. Buddhadasa......... 3ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี The Peace Beyond By Ven. Ajanh Chah........... 5กองบรรณาธิการ : The Lady who loves Dhamma By Ven. Laung Ta Chi.... 9ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี อาลัยรักด้วยศรัทธา พระเทพกิตติโสภณ ........................... 14พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร บทความพิเศษ : กตัญญูกตเวทีคอความดีทคนดีทาตอบแทน 16 ื ี่ �พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณพระสุริยา เตชวโร ครังหนึงของลูกผูชาย..... โดย ธมฺมธโรภิกขุ ............................ 20 ้ ่ ้ ฺพระมหาสราวุธ สราวุโธ ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนธันวาคม.............................. 22พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม เสียงธรรม...จากวัดไทย........................หลวงตาชี 23พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป ประมวลภาพกิจกรรมเดือนพฤศจิกายน.................. 30พระมหาค�าตัล พุทฺธงฺกุโร เสียงธรรม...จากหลวงตาชี ...................................... 32พระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต ท่องแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ดร.พระมหาถนัด 39และอุบาสก-อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. สารธรรมจาก...พระไตรปิฎก ..................................... 42SAENG DHAMMA Magazine อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks............................ 43is published monthly by Thai Temple’s News...............โดย ดร.แฮนดี้ 44Wat Thai Washington, D.C. Temple รายนามผูบริจาคเดือนพฤศจิกายน Ven.Pradoochai 47 ้At 13440 Layhill Rd.,Silver Spring, MD 20906 รายนามผู้บริจาคออมบุญประจ�าปีและเจ้าภาพภัตตาหารเช้า...53Tel. (301) 871-8660, 871-8661 รายนามเจ้าภาพถวายเพล / Lunch.............................54Fax : 301-871-5007 ก�าหนดการจัดงานพิธีมหามงคลเฉลิมพระเกียรติฯ ๕ ธันวา 62E-mail : watthaidc@hotmail.comHomepage : www.watthaidc.org Photos taken byRadio Network : www.watthai.iirt.net Ven. Khumtan, Ven. Ananphiwat, Mr. Kevin & Mr. Sam2,500 Copies Bank & Ms. Golf
  3. 3. ถ้อยแถลง แสงธรรม ฉบับนี้ เป็นฉบับส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ วันคืนล่วงไป ๆ บัดนีเ้ ราก�าลังท�าอะไรอยู่ ท่านผูรจงกล่าวไว้วา “วันไม่คอยท่า เวลาไม่คอย ้ ู้ ึ ่ คน บุญกุศลก็ไม่รอคอยใคร” เพื่อเตือนใจเราท่านทั้งหลายว่า ทาน ศีล ภาวนา เป็นเครืองพัฒนาชีวตให้บรรลุความสุขสันต์นรนดรได้อย่างแท้จริง ่ ิ ิั ดังนั้นจึงควรตั้งสติและด�าเนินชีวิตด้วยปัญญา เพื่อท�าวันและเวลาให้มี คุณค่าด้วยความไม่ประมาทอย่างสม�่าเสมอ ส�าหรับในปีนี้ นับเป็นปีมหามงคลสมัยเนืองในวโรกาสทีพระบาทสมเด็จ ่ ่ พระเจ้าอยู่หัว ฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ ๗ รอบ ๘๔ พรรษา สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา ร่วมกับวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ก�าหนดจัดงาน “พิธีมหามงคลเฉลิมพระเกียรติฯ ๘๔ พรรษา พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ในวันศุกร์-เสาร์ที่ ๙-๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยในสหรัฐอเมริกา ได้ แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีโดยการบ�าเพ็ญกุศลน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ทาน ผูเป็นทีเคารพรักยิงของปวงชนชาวไทย กรุณาติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ทวดไทยกรุง ่ ้ ่ ่ ี่ ัวอชิงตัน, ดี.ซี. โทร. 301-871-8660-1 เดือนธันวาคม เป็นวันส�าคัญของวันพ่อ จึงขอน�าบทกลอนสอนธรรม “เลี้ยงดูบิดา” ที่พระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ได้ประพันธ์ไว้ มาฝากท่านทั้งหลายเพื่อขวนขวายตอบแทนเลี้ยงดูพ่อว่า คนเลี้ยงดูบิดาพระตรัสว่า มีคุณค่าควรนิยมชมสรรเสริญ เพราะเป็นทางสร้างสรรค์ความเจริญ เป็นการเดินตามครรลองของคนดี คนเลี้ยงดูบิดาน่าชูเชิด เป็นการเปิดเส้นทางสร้างศักดิ์ศรี เป็นคนรู้กตัญญูกตเวที เป็นเครื่องหมายคนดีในสังคม สังคมใดมีคนกตัญญู ก็พึงรู้กันเถิดเลิศอุดม ทั้งมนุษย์เทวดาพระอินทร์พรหม ต่างก็ชมเป็นคนดีมีกตัญญู ลูกที่มั่นกตัญญูรับรู้คุณ ย่อมเป็นบุญมหาศาลการสืบต่อ สนองตอบบุญคุณได้เพียงพอ ให้สืบต่ออย่าขาดปราชญ์ชมเชย ขออ�านวยพรให้ผลบุญหนุนท่านและครอบครัวทุกวารวัน อีกทั้งกุศลนั้นช่วยเสริมสุขทุกคนเทอญ คณะผู้จัดท�า
  4. 4. แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ. (๑๗๑) สูเจ้าทั้งหลาย จงมาเถิด มาดูโลกนี้ อันวิจิตรพิสดาร เหมือนกับราชรถทรง ณ ที่นี่แหละ เหล่าคนโง่พากันหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ Come you all and behold this world like an ornamented royal chariot, wherein the fools are deeply sunk. But for those who know there is no bond.
  5. 5. แสงธรรม 2 Saeng Dhamma ธ ทรงเป็น พ่อแห่งแผ่นดิน ทีฆายุโก โหตุ ลุแปดสิบสี่ ชาววัดไทยฯ ดี.ซี. พร้อม น้อมสุขศานต์ ขอพระองค์ ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน ตลอดกาล คู่ไทย ไปนิรันดร์ ธ คือยอดกษัตริย์รัตนะ คือ ผู้มีธรรมะสร้างสุขสันต์ ผู้ ครองราชย์ด้วยทศพิธค่าอนันต์ ครอง ชีวันครองดวงใจไทยทั่วแดน แผ่น ดินทองแผ่นดินธรรมนำาชีวิต ดิน ทุกทิศชุ่มฉ่ำานำาถึงแก่น โดย สืบสานโครงการเกื้อเอื้อทดแทน ธรรม แนบแน่นล้นเกล้าผองเผ่าไทย เพื่อ เพิ่มสินบนพื้นดินให้สิ้นทุกข์ ประโยชน์ สุขเกื้อกูลบุญยิ่งใหญ่ สุข ทั่วหล้าด้วยบารมีภูวไนย แห่ง จอมชัยจอมปราชญ์ชาติร่มเย็น มหาชน น้อมถวายพระพรชัย ชาวสยาม ร่วมเทิดไท้ ให้ได้เห็น พระนาม เกริกเกียรติความดีที่บำาเพ็ญ “ภูมิพล” ธ ทรงเป็น พ่อแห่งแผ่นดิน นางสาวยุพา มาตยะขันธ์ ครูอาสาฯ ปี ๒๕๕๓ ประพันธ์ในนามวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.
  6. 6. แสงธรรม 3 Saeng Dhamma by Buddhadasa Bhikkhu http://www.liberationpark.org/arts/lpsm/wildmonk.htm plicitly and in truth. To say “wild monks” is a bit hard on the ears, because the word “wild” can have bad connotations. Here, however, “wild” means the opposite of cities. Town wats and T oday, I’ll speak about “Forest Wat Wild Monks.” A topic like this is easyto remember and understand. It’s straight-for- city monks are the opposite of “forest wats and wild monks.” Take the meaning of “wild monk” merely to be the opposite of “city monk.”ward and clear. Since you only have a month Consider Suan Mokkh a bit. We’ve in-left as monks, I think you ought to live as “forest tended for it to be a forest wat from the verywat wild monks,” correctly and completely, for start. Things I had studied led me to know moreat least a little while. Later, it will probably be about how the Buddha lived. Understandingbeneficial, that is, it might make you fit and ad- how he lived, I wanted to have a lifestyle likeequate after you have disrobed. Even ordinary his. So I thought of supporting the forest stylehouseholders should know something about of living. Then, we went even further using the“forest wat wild monks.” words “to promote vipassana-dhura.” We used These words may sound ugly, but the Bud- the phrase that was common then. They calleddha and the Arahants (Worthy Ones, Perfected the practice in solitary and quiet places, such asOnes) lived in this way. Please realize that origi- in forests, “vipassana-dhura.” We intended tonally all of the wats, monasteries, and ashrams promote vipassana-dhura, or the meditation-du-were outside the cities and villages. None were ty, to revive it, so we thought of having a placewithin the city walls. They were forest wats im- in the forest.
  7. 7. แสงธรรม 4 Saeng Dhamma Now, although the village is encroaching, monks” like this.we can probably maintain the condition of a for- Please take only the essential meaning ofest wat. To do so, the monks must have a disci- these words. If we take the essence of “forestpline or system of living which is most intimate wat,” it means “the most simply way of living”with nature. This means being comrades with and “wild monks” means “to live most simply.”nature, to sit and talk, to sit and watch, to sit You can blend the two together, they mean theand listen, together with nature. The meaning of same thing.“wild monk” is to live naturally. So, would all of you please live in the In the past, the elders and old teachers most simple way. So far, you’re not yet livingcalled the monks who live in the forest “na- most simply, although you may be close. Try toture monks,” while the monks in the towns and readjust things yourself, through the end of thecities, especially Bangkok, were called “science Rains. From now on, make your living even moremonks.” This is a rural way of speaking, we need easy. The more simple, the more natural it is.not judge whether it is right or wrong: “science The more natural it is, the less opportunity formonks” and “nature monks.” Here, we are na- “I” and “mine” to be born. Thus, it automati-ture monks, living in harmony with nature, close cally becomes correct and beautiful accordingto nature, studying nature, until realizing Nib- to our monks’ way.bana, which is the pinnacle of nature. Please To be continuedunderstand the words “forest wat” and “wildVen. Prodoochai during a Dhamma talk and meditation session to Sherwood High School in the Great Buddha Hall at the Wat Thai Washington, D.C. on November 18th, 2011.
  8. 8. แสงธรรม 5 Saeng Dhamma A Taste of Freedom The Peace Beyond A Dhammatalk By Ajahn Chah http://www.accesstoinsight.org/lib/thai/chah/atasteof.html ...Continued from last issue... body in the body.” Having seen the outer body S o the Buddha taught that the way leading to the end of suffering is tomake the Dhamma arise as a reality within our is not enough, we must know the body within the body. Then, having investigated the mind, we should know the mind within the mind.own minds. We become one who witnesses the Why should we investigate the body?Dhamma for himself. If someone says we are What is this “body in the body”? When we saygood we don’t get lost in it; they say we are to know the mind, what is this “mind”? If weno good we don’t get lost in it; they say we don’t know the mind then we don’t know theare no good and we don’t forget ourselves. This things within the mind. This is to be someoneway we can be free. “Good” and “evil” are just who doesn’t know suffering, doesn’t know theworldly dhammas, they are just states of mind. cause, doesn’t know the end and doesn’t knowIf we follow them our mind becomes the world, the way. The things which should help to ex-we just grope in the darkness and don’t know tinguish suffering don’t help, because we getthe way out. If it’s like this then we have not distracted by the things which aggravate it. It’syet mastered ourselves. We try to defeat others, just as if we have an itch on our head and webut in doing so we only defeat ourselves; but if scratch our leg! If it’s our head that’s itchy thenwe have mastery over ourselves then we have we’re obviously not going to get much relief. Inmastery over all — over all mental formations, the same way, when suffering arises we don’tsights, sounds, smells, tastes and bodily feelings. know how to handle it, we don’t know the prac-Now I’m talking about externals, they’re like tice leading to the end of suffering.that, but the outside is reflected inside also. For instance, take this body, this body thatSome people only know the outside, they don’t each of us has brought along to this meeting. Ifknow the inside. Like when we say to “see the we just see the form of the body there’s no way
  9. 9. แสงธรรม 6 Saeng Dhammawe can escape suffering. Why not? Because we It’s as if we visit some relatives at theirstill don’t see the inside of the body, we only house and they give us a present. We take it andsee the outside. We only see it as something put it in our bag and then leave without openingbeautiful, something substantial. The Buddha it to see what is inside. When at last we open itsaid that only this is not enough. We see the — full of poisonous snakes! Our body is like this.outside with our eyes; a child can see it, animals If we just see the shell of it we say it’s fine andcan see it, it’s not difficult. The outside of the beautiful. We forget ourselves. We forget imper-body is easily seen, but having seen it we stick manence, unsatisfactoriness and not-self. If weto it, we don’t know the truth of it. Having seen look within this body it’s really repulsive. If weit we grab onto it and it bites us! look according to reality, without trying to sugar So we should investigate the body within things over, we’ll see that it’s really pitiful andthe body. Whatever’s in the body, go ahead wearisome. Dispassion will arise. This feeling ofand look at it. If we just see the outside it’s not “disinterest” is not that we feel aversion for theclear. We see hair, nails and so on and they are world or anything; it’s simply our mind clear-just pretty things which entice us, so the Bud- ing up, our mind letting go. We see things aredha taught to see the inside of the body, to see naturally established just as they are. Howeverthe body within the body. What is in the body? we want them to be, they just go their own wayLook closely within! We will see many things in- regardless. Whether we laugh or cry, they simplyside to surprise us, because even though they are the way they are. Things which are unstableare within us, we’ve never seen them. Wherever are unstable; things which are not beautiful arewe walk we carry them with us, sitting in a car not beautiful.we carry them with us, but we still don’t know So the Buddha said that when we experi-them at all! ence sights, sounds, tastes, smells, bodily feel- คุณสาธิยา ศิลาเกษ และครอบครัว ท�าบุญอุทิศ 100 วันให้คุณแม่เพ็ญพรรณ โนแวค วันที่ 13 พ.ย. 54
  10. 10. แสงธรรม 7 Saeng Dhammaings or mental states, we should release them. in these things we say that it clings to or takesWhen the ear hears sounds, let them go. When that happiness and unhappiness to be worthy ofthe nose smells an odor, let it go... just leave it holding. That clinging is an action of mind, thatat the nose! When the bodily feelings arise, let happiness or unhappiness is feeling.go of the like or dislike that follow, let them go When we say the Buddha told us to sepa-back to their birth-place. The same for mental rate the mind from the feeling, he didn’t liter-states. All these things, just let them go their ally mean to throw them to different places. Heway. This is knowing. Whether it’s happiness meant that the mind must know happiness andor unhappiness, it’s all the same. This is called know unhappiness. When sitting in samadhi, formeditation. example, and peace fills the mind, then happi- Meditation means to make the mind ness comes but it doesn’t reach us, unhappinesspeaceful in order to let wisdom arise. This re- comes but doesn’t reach us. This is to separatequires that we practice with body and mind in the feeling from the mind. We can compare it toorder to see and know the sense impressions oil and water in a bottle. They don’t combine.of form, sound, taste, smell, touch and men- Even if you try to mix them, the oil remains oiltal formations. To put it shortly, it’s just a mat- and the water remains water. Why is this so?ter of happiness and unhappiness. Happiness Because they are of different density.is pleasant feeling in the mind, unhappiness is The natural state of the mind is neitherjust unpleasant feeling. The Buddha taught to happiness nor unhappiness. When feeling entersseparate this happiness and unhappiness from the mind then happiness or unhappiness is born.the mind. The mind is that which knows. Feeling If we have mindfulness then we know pleas-[10] is the characteristic of happiness or unhap- ant feeling as pleasant feeling. The mind whichpiness, like or dislike. When the mind indulges knows will not pick it up. Happiness is there but ครอบครัวหาญศุภิชน จัดพิธีสวดพระอภิธรรมให้คุณพ่อธ�ารง หาญศุภิชน และท�าบุญเลี้ยงพระ วันที่ 12 พ.ย. 54
  11. 11. แสงธรรม 8 Saeng Dhammait’s “outside” the mind, not buried within the own minds as a poison, so they swept themmind. The mind simply knows it clearly. out. They swept out the things which caused If we separate unhappiness from the mind, them to suffer, they didn’t kill them. One whodoes that mean there is no suffering, that we doesn’t know this will see some things, such asdon’t experience it? Yes, we experience it, but happiness, as good, and then grab them, butwe know mind as mind, feeling as feeling. We the Buddha just knew them and simply brusheddon’t cling to that feeling or carry it around. The them away.Buddha separated these things through knowl- But when feeling arises for us we indulgeedge. Did he have suffering? He knew the state in it, that is, the mind carries that happiness andof suffering but he didn’t cling to it, so we say unhappiness around. In fact they are two dif-that he cut suffering off. And there was happi- ferent things. The activities of mind, pleasantness too, but he knew that happiness, if it’s not feeling, unpleasant feeling and so on, are men-known, is like a poison. He didn’t hold it to be tal impressions, they are the world. If the mindhimself. Happiness was there through knowl- knows this it can equally do work involving hap-edge, but it didn’t exist in his mind. Thus we say piness or unhappiness. Why? Because it knowsthat he separated happiness and unhappiness the truth of these things. Someone who doesn’tfrom his mind. know them sees them as equal. If you cling to When we say that the Buddha and the En- happiness it will be the birth-place of unhap-lightened Ones killed defilements, [11] it’s not piness later on, because happiness is unstable,that they really killed them. If they had killed all it changes all the time. When happiness disap-defilements then we probably wouldn’t have pears, unhappiness arises.any! They didn’t kill defilements; when theyknew them for what they are, they let them go. To be continuedSomeone who’s stupid will grab them, but theEnlightened Ones knew the defilements in their คุณถวิล อ�าพันทอง ท�าบุญเลี้ยงพระ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด วันที่ 13 พ.ย. 54 ขอให้มีสุขภาพแข็งแรงตลอดกาล
  12. 12. แสงธรรม 9 Saeng Dhamma The LADY WHO LOVES DHAMMA Essays On The Dhamma By Luang Ta Chi Edited by Du Wayne Engelhart ...Continued from last issue... Dhamma and thereby lived in peace and har- mony. After a month of rest at the million- A s for her grandfather, after seeing that Visakha had returned from welcom-ing the Master, Mendaka went to receive the aire’s home in Bhaddiya, the Lord decided it was time for him to journey on to other parts of the kingdom to spread the words of com-Buddha and listen to the sermon himself. passion to end suffering.Afterwards, with a heart filled with devotion, In the Scriptures the Buddha teaches thathe dedicated himself forever to the Buddha, everything is impermanent (anicca), nothingthe Dhamma, and the Sangha. He invited stands still, and everything keeps flowing. Ourthe Lord and his disciples to eat with him, his human lives thereby remain in this condition offamily, and the members of his household. change as well. Visakha’s story is also one ofAll welcomed the Buddha with the greatest change according to this cycle of anicca. Sherespect and served him the best food they was born in the city of Bhaddiya, which washad available. Everybody was happy to have under the rule of the Magadha state. King Bim-the opportunity to offer their food to the bisara was the supreme ruler of the Sindhu re-Lord. Most of all they were happy to listen gion (present-day India), whose land extendedto his sermons and to observe the precepts. far and wide. Governments thereby had toAll the people, including the children, were be subdivided into states with their individu-happy to have received the teaching. They al rulers in charge according to administrativecontinued to keep an attitude of loving the policies at the time. Many small towns were
  13. 13. แสงธรรม 10 Saeng Dhammasubject to the rule of larger states. King Bim-Doing the right things in terms of the Buddhistbisara was the ruler of the Magadha state. KingScriptures does not require a big investment,Pasenadi was the ruler of the Kosala state. and doing good deeds is enough to maintainKing Bimbisara married the younger sister of the practice of the good. So keep on do-King Pasenadi, and the latter married the sister ing good things. People who do good thingsof King Bimbisara, so the kings were brothers-in- will not likely be harmed by anything danger-law. Since the brothers were so related, their ous. This is like having an umbrella in yourstates, ruled in a brotherly way, brought them hand that protects you from the sun or rain.peace of mind. If any problems arose, the People who do good, no matter where theykings could consult one another . . . . are and no matter what they do, will be free from danger. It is, therefore, correct to say Dhammo Havay Rakkati Dhammacari that the good is like a great amulet, a power Shuttang Mahantang Viyay Vassakalay. that can make things happen . . . . Only the Dhamma will protect thosewho do good, like a protective shelter dur- Pharya Parama Sakhaing a monsoon rain. Phatta Panyana Mitthiya. The Dhamma is the good, the right, and A wife is a best friend.the true. For those who show these three A husband is a woman’s pride.qualities in their actions, they are likely to The life of married people can behave a shield, a protective and safe refuge. filled with problems because spouses canSo people should be interested in learning come upon many obstacles after the wed-the Dhamma and should practice the Dham- ding. The husband becomes the head ofma and not reject it. Since we are human be- the household. The wife becomes the oneings, we should seek to do good, to do right, responsible for maintaining the householdand to speak what is true, for this is the way and is involved with many members of theto leave an invaluable inheritance for our family. The husband has to love and re-children. By doing good things for the sake spect his wife. The wife, likewise, must showof our children and doing right things for the respect to the husband and to his family.sake our grandchildren, we leave what young- Neither can carry on any more as before.er generations will look up to and carry on. Whatever actions are taken, they must be
  14. 14. แสงธรรม 11 Saeng Dhammadone with care and consideration. In the Dhamma in Buddhist Discoursesdays of old people who loved their children All sensuous desires, whether sweet orwould train and advise them to hold firmly bitter, will likely harm the heart in differentto their responsibilities. Once the children ways. Those who see the results of sensualset up households of their own, they would desires and then let them go are travelingunderstand that a strong family founda- alone like a rhinoceros.tion is as important as a strong foundation Those who detach themselves fromfor a house. The family’s well-being and anger and give up pride are those who stepprosperity depend upon the heads of the away from all attachment. All determininghousehold (husband and wife). Those who conditions and resulting suffering will not fol-are strong in their beliefs, have a good un- low those who are free from these attach-derstanding of what is moral, and live by ments and worries.the Dhamma will be rewarded with a life of Those who do not worry about thingspeace and happiness. It is therefore impor- that have not yet happened will not be sadtant that the heads of a household maintain about things that have already passed. Thosethe greatest discipline in carrying out their who see peace whenever they deal with peo-tasks. They must always remember that, as ple will not judge others in terms of their ownheads of a household and parents of chil- opinions.dren, they should do their very best to per- Strength of mind and heart in facing dif-form their duties....... ficulties is the quality of scholars, the perse-คุณลองรัก-คุณไก่ วราลี ภูศรี และญาติพนอง ร่วมกันท�าบุญเนืองในวันคล้ายวันเกิด เพือเสริมสิรมงคลให้ชวต 27 พ.ย. 54 ี่ ้ ่ ่ ิ ีิ
  15. 15. แสงธรรม 12 Saeng Dhammaverance of truth seekers, and the strength of peace by letting go of all earthly attachments.those who are holy. Strength of mind and Those who are calm, avoid bad deeds,heart in facing difficulties will bring happiness. and focus their thoughts on what is right can Those who do not give up and do not be rid of all evils, just as the wind rids thedespair but continue to practice the Dhamma branches of a tree of all leaves.through ascetic peacefulness will reach En- People who practice generosity, wholightenment, thereby ending all worldly at- behave justly, who remain humble, and whotachments. lead their lives as examples to others will live Those who do not feel sad about things in happiness, for they will reap the benefits ofthat have passed and do not long for things their good deeds.that have not yet arrived but focus on things Those who have inner peace, intelli-in the present are those with the right point gence as a protection, a good understandingof view. of what is moral, insight, and unattachment Life is short, as old age gradually ap- to desires will rightfully see the Dhamma.proaches. When any living being reaches this The Endstate, nothing can prevent life from coming toan end. Those who see this truth will seek to find Students from River High School มาศึกษาพระพุทธศาสนาที่วัดไทยฯ ดี.ซี. 18 พ.ย. 54 ธรรมบรรยาย โดย...พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ
  16. 16. แสงธรรม 13 Saeng Dhammaประธานกฐินสามัคคี ประจ�าปี 2554 ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่มาร่วมทอดกฐินในปีนี้ ขอให้มีความสุขทุกท่านนพ.อรุณ-คุณสุมนา สวนศิลป์พงศ์ รับเป็นประธานทอดผ้ากฐินพระราชทาน ปี 2555 ขอเชิญทุกท่านมาร่วมบุญด้วยกัน
  17. 17. แสงธรรม 14 Saeng Dhammaรัตติกาล “เจ็ดกันยา” ฟ้ามืดมิด ดวงดาวปิดเงียบเหงาเศร้าโศกศัลย์ อาลักรักพระดีสุดจาบัลย์ “พระเทพกิตติโสภณ” ท่านนั้นจากไปสินเสาหลักพระผูนาพระธรรมทูต ท่านพิสจน์ดวยผลงานอันยิงใหญ่ องค์ประธานสมัชชาพระสงฆ์ไทย อยูแดนไกลอเมริกาคุณค่างาม ้ ้ ำ ู ้ ่ ่ท่านดั่งแสง “วชิรธรรมปทีป” ส่อง ตามครรลองใช้ปัญญาพาก้าวข้าม นิวยอร์กคือแหล่งเรียนรู้อยู่ติดตาม ศิษย์ล้นหลามด้วยศรัทธาพระสงฆ์ดี
  18. 18. แสงธรรม 15 Saeng Dhammaท่ า นทำ า งานด้ ว ยใจไม่ เ คยท้ อ สื บ สานต่ อ พุ ท ธศาสน์ ส มศั ก ดิ์ ศ รี เป็ น ผู้ นำา ทำ า ให้ เ ห็ น เป็ น วิ ธี ยี่ สิ บ สี่ ปี บ ริ ห ารงานสมั ช ชากลิ่นความดีที่หอมหล่อหลอมรัก แจ้งประจักษ์ฝากไว้ให้ศึกษา ด้วยผลงานเจ็ดสิบเก้าปีที่ผ่านมา อนัตตาคำาสอนก่อนสิ้นใจอาลัยรักด้วยศรัทธาพระสินแล้ว ร่มไทรแก้วของปวงศิษย์เคยชิดใกล้ จิตสะอาดสว่างสงบจบโรคภัย ดวงวิญญาณสูสวรรคาลัยนิรนดร์เทอญ ้ ่ ั
  19. 19. แสงธรรม 16 Saeng Dhamma บทความพิเศษ ... เพื่อทดแทนพระคุณพ่อ กตัญญูกตเวที คือ ความดีที่คนดีทำาตอบแทน จ ากอดีตจนมาสู่ปัจจุบัน พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ทรงปฏิบัติภาระกิจเพื่อราษฎร ทรงสละ ดังนั้น เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีต่อพ่อแห่งแผ่น ดินหรือผู้มีพระคุณต่อชาวไทยทุกท่าน จึงได้น�าวิธีการ แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีที่จะพึงกระท�าตอบแทนสุขส่วนพระองค์เสด็จทรงเยี่ยมเยียนราษฎรทั่วทุกภาค จึงได้น�าเอาลักษณะแห่งการกระท�าที่ถูกต้อง เหมาะสมทุกจังหวัด แม้ในถิ่นทุรกันดาร บ�าบัดทุกข์บ�ารุงสุขแก่ ตามหลักธรรมแห่งกตัญญูกตเวทีในพระพุทธศาสนามาราษฎรของพระองค์ แสดงให้ท่านทั้งหลายได้ทราบดังนี้ แม้วันนี้พระราชกิจเสด็จฯ ทรงเยี่ยมเยียนราษฎรจะไม่มีมากเหมือนก่อน ด้วยพระชนมายุและด้วยพระ ลั ก ษณะของความกตั ญ ญู ก ตเวที ที่ ป รากฏในคั ม ภี ร์พลานามัย ด้วยพระราชกิจต่าง ๆ ที่เพิ่มมากขึ้นแต่ พระพุทธศาสนาหากดูว่าการเสด็จฯ ทุกจังหวัดเมื่อครั้น ๔๐-๕๐ กว่าปี ตั ว อย่ า งเรื่ อ งราวเกี่ ย วกั บ ความกตั ญ ญู ก ตเวที ที่ก่อน ทรงพบความยากล�าบากในการเดินทางมากกว่า ยกมาศึกษาจะเน้นเฉพาะที่ส�าคัญๆ ได้แก่ ความกตัญญูสมัยนี้ กระนั้นมิทรงย่อท้อ แม้เป็นการเดินทางไปในถิ่น กตเวทีระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ มนุษย์กับเทวดา มนุษย์ทุรกันดารก็ตามแต่ ทรงบากบั่นเสด็จฯ ให้พสกนิกรไทย กับอมนุษย์ มนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานกับได้ชื่นชมพระบารมีโดยทั่วกัน สร้างขวัญและก�าลังใจแก่ สัตว์เดรัจฉาน การแสดงความกตัญญูกตเวทีของมนุษย์ปวงชน ที่ส�าคัญทรงวางพื้นฐานอาชีพแก่ราษฎรผู้ยากไร้ ต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และจะศึกษาวิเคราะห์ในท้องถิ่นห่างไกลความเจริญ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอ ว่าการแสดงความกตัญญูกตเวที ว่ามีลักษณะอย่างไร ในเพียงที่พระองค์ท่านทรงด�าริ ที่นี้จะได้เฉพาะประเด็นความกตัญญูต่อมนุษย์ ดังนี้ “น้ำ � พระทั ย อั น ดี ข องพระองค์ ท� า ให้ พ สกนิ ก รไทยทั่วทุกหนทุกแห่งถวายความจงรักพักดีแด่พระองค์ ความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ท่าน อย่างหมดใจ” ในหัวข้อว่าด้วยความกตัญญูกตเวทีระหว่างมนุษย์
  20. 20. แสงธรรม 17 Saeng Dhammaกับมนุษย์นี้ จะได้กล่าวถึงลักษณะของความกตัญญู พระองค์ ค�าสอนที่พระโพธิสัตว์แสดงแก่ยักษ์ความว่ากตเวทีระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ลักษณะของความกตัญญู บุ ค คลใดยอมตายเพื่ อ ปลดเปลื้ อ งบิ ด าของตนระหว่ า งมนุ ษ ย์ กั บ มนุ ษ ย์ ที่ ป รากฏในคั ม ภี ร์ พ ระพุ ท ธ หรือเพราะเหตุแห่งมารดาบุคคลนั้นไปสู่ปรโลกแล้วศาสนาพอประมวลกล่าวเป็นตัวอย่าง ดังนี้ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความสุขและอารมณ์อันเลิศ ชาดกนี้แสดงให้เห็นว่า บุตรธิดาผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมความกตัญญูกตเวทีที่บุตรมีต่อมารดาบิดา คือความกตัญญูกตเวที ด้วยการยอมสละชีวิตของตน ในตักกลชาดก ซึ่งกล่าวถึงพระโพธิสัตว์เสวย เพื่อปกป้องคุ้มครองมารดาบิดาของตนไว้ ย่อมประสบพระชาติเป็นบัณฑิตกุมาร ได้ยินเรื่องที่มารดาบอกให้ แต่ ค วามสุ ข ความเจริ ญ ทั้ ง ในขณะที่ มี ชี วิ ต อยู่ แ ละหลั งบิดาฆ่าปู่ จึงช่วยปู่ให้รอดตายและออกอุบายให้บิดาขับ จากล่ ว งลั บ จากโลกนี้ ไ ปแล้ ว ลั ก ษณะการแสดงความไล่มารดาออกจากบ้านเพื่อให้ได้ส�านึก และพระโพธิสัตว์ กตัญญูกตเวทีของพระโพธิสัตว์ต่อบุพการีในชาดกเรื่องนี้ได้ปรารภธรรมว่า ผูใดมีความชัวช้า เบียดเบียนพ่อแม่ ก็คือการยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องชีวิตบิดาให้ ้ ่ผูไม่ประทุษร้ายตน เมือตายไปชาติหน้า ผูนนจะตกนรก รอดพ้นจากการถูกยักษ์กิน ้ ่ ้ ้ัอย่างไม่ตองสงสัย ส่วนผูใดบ�ารุงพ่อแม่ดวยข้าวและน้� ้ ้ ้ ำ ในสุตนชาดก ซึ่งกล่าวถึงพระโพธิสัตว์สมัยเสวยพเมือตายไปชาติหน้า ผูนนจะขึนสวรรค์อย่างไม่ตองสงสัย ระชาติเป็นคนยากจน เลี้ยงดูมารดา รับอาสาพระเจ้ากรุง ่ ้ ้ั ้ ้ จากการศึกษาชาดกเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า พระ พาราณสีน�าอาหารไปให้ยักษ์กินได้ทรมานยักษ์ให้เลิกโพธิสัตว์ได้แสดงความกตัญญูกตเวทีทั้งต่อปู่ มารดาและ พยศร้ายและให้ตั้งอยู่ในศีลตลอดไป เนื้อความแห่งชาดกบิดา กล่าวคือ การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อปู่โดยใช้ สรุปได้ว่าปัญญาออกกุสโลบายช่วยให้ปู่ไม่ถูกบิดาฆ่าตาย และได้ ในอดีตกาล พระเจ้าพาราณสีได้เสด็จไปล่าเนื้อในแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อมารดาบิดาด้วยการป้องกัน ป่ากับพวกทหาร ขณะที่ก�าลังล้อมจับเนื้ออยู่นั้น เนื้อได้ไม่ให้มารดาบิดาท�าปิตุฆาต ซึ่งเป็นอนันตริยกรรมโดย วิ่งหนีไปทางพระเจ้าพาราณสี พระองค์จึงทรงวิ่งไล่ตามการแสดงธรรมเตือนสติท่านทั้งสองว่า การเบียดเบียน เนื้อไปและฟันจนขาดเป็นสองท่อนแล้วเอาเนื้อนั้นกลับมารดาบิดาเป็นความอกตัญญูมีผลเป็นความชั่วร้าย ต้อง มา ระหว่างทางพระองค์ได้ทรงแวะพักและเผลอหลับไปเดือดร้อนประสบแต่ความทุกข์ แต่การประพฤติเป็นคน ที่ใต้ต้นไทรแห่งหนึ่ง เมื่อตื่นบรรทมแล้วจะเสด็จกลับได้กตัญญูกตเวทีคือบ�ารุงเลี้ยงดูมารดาบิดาด้วยวัตถุสิ่งของ มียักษ์ที่อาศัยอยู่ที่ต้นไทรนั้นลงมาจับข้อพระหัตถ์ของแม้เป็นเพียงข้าวและน้ำ� มีผลเป็นความดีงามกตัญญู พระองค์ไว้พร้อมกับขู่ว่า ผู้ที่มาอยู่ใต้ต้นไทรนี้ จะต้องกตเวทีชนจะพบแต่ความสุขความเจริญทั้งในโลกนี้และ ถูกกินเป็นอาหาร พระเจ้าพาราณสี ได้ขอให้ยักษ์กินเนื้อโลกหน้า แทนพระองค์พร้อมกับสัญญาว่า ถ้าปล่อยกลับไป จะส่ง ในชยัททิสชาดก ซึ่งกล่าวถึงพระโพธิสัตว์สมัย คนพร้อมกับอาหารมาให้กินทุกวัน เมื่อพระเจ้าพาราณสีเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระโอรสของพระเจ้าชัยทิศทรง เสด็จกลับไปถึงพระนคร ก็ทรงให้เบิกนักโทษจากเรือนจ�าพระนามว่า อลีนสัตตุกุมาร ทรงแสดงความกตัญญูยอม ให้แบกภาชนะอาหารไปให้ยักษ์กินวันละคน ต่อมาเมื่อสละพระชนม์ชีพของพระองค์ให้ยักษ์กินแทนบิดา แต่ นักโทษในเรือนจ�าหมด พระเจ้าพาราณสี จึงได้ให้คนน�ายักษ์เกิดเลื่อมใสจึงยอมปล่อยไปและตั้งอยู่ในโอวาทของ ถุงทรัพย์พันต�าลึงขึ้นวางบนหลังช้าง ให้ตีกลองประกาศ
  21. 21. แสงธรรม 18 Saeng Dhammaว่า ถ้าคนใดสามารถน�าภาชนะอาหารไปให้ยักษ์ได้พระ สมัยเสวยพระชาติเป็นโสณบัณฑิต เมื่อเจริญวัยและเรียนราชาจะพระราชทานทรัพย์ให้หนึ่งพันต�าลึง ขณะนั้น จบพระเวทแล้วได้ออกบวชเป็นดาบสพร้อมด้วยมารดาสุตมาณพได้ยินการประกาศ จึงคิดว่า เรายากจนเลี้ยงดู บิดาและน้องชายอยู่ที่ป่าหิมพานต์ ต่อมา โสณบัณฑิตได้มารดาต้องล�าบากเป็นอย่างมาก เราจะไปรับเอาถุงทอง ห้ามนันทบัณฑิตผู้เป็นน้องชายมิให้ปรนนิบัติมารดาบิดานั้นมาให้มารดาและจะอาสาน�าอาหารไปให้ยักษ์แม้จะ เพราะมักจะแสวงหาผลไม้ดิบมาให้มารดาบิดาบริโภคอยู่ตายก็ยอม จากนั้นจึงได้ไปบอกให้ราชบุรุษทราบ รับเอา เสมอ ๆ แต่นันทบัณฑิตไม่เชื่อฟัง จึงถูกขับไล่กลับไปอยูท่ี ่ถุงทรัพย์ไปให้มารดาเข้าไปรับอาสาจากพระเจ้าพาราณสี บรรณศาลาของตน และได้เจริญกสิณจนได้อภิญญาห้า และเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ได้ทูลขอฉลองพระบาท เศวตฉัตร สมาบัตแปด จากนัน จึงเหาะไปเฝ้าพระเจ้ามโนชะแห่งกรุง ิ ้และพระขรรค์รวมถึงภาชนะทองค�าไปด้วย เมื่อเดินทาง พรหมวัฒนะ พร้อมทั้งรับอาสาน�ากองทัพไปยึดหัวเมืองไปถึงใกล้ที่อยู่ของยักษ์ สุตมาณพได้สวมฉลองพระบาท ทั่วชมพูทวีปมาเป็นเมืองขึ้นได้เป็นผลส�าเร็จแล้วพาพระทองค�า กั้นเศวตฉัตร ถือพระขรรค์ด้วยมือข้างขวา แบก ราชาเหล่านั้นมาขอขมาโทษโสณบัณฑิตผู้เป็นพี่ชาย โสณภาชนะอาหารด้ ว ยมื อ ข้ า งซ้ า ยเดิ น เข้ า ไปใกล้ ต้ น ไทร บั ณ ฑิ ต ได้ แ สดงกตั ญ ญู ก ตเวทิ ต าธรรมแก่ นั น ทบั ณ ฑิ ตจากนั้ น ยื่ น ภาชนะอาหารให้ ยั ก ษ์ ด้ ว ยปลายพระขรรค์ และพระราชาเหล่านั้น และอนุญาตให้นันทบัณฑิตผู้เป็นและเรียกให้ยักษ์ลงมากิน ฝ่ายยักษ์คิดว่า บุรุษคนนี้น�า น้องชายได้ปรนนิบัติมารดาบิดาต่อไป ในเรื่องนี้มีเนื้อหาอาหารมาให้ด้วยอาการแปลก ๆ จึงเชื้อเชิญมาณพกิน แสดงความกตัญญูกตเวทีไว้ความว่าอาหารด้วยกัน สุตมาณพตอบปฏิเสธ ยักษ์จึงกล่าวว่า ผู้ บัณฑิต พึงนอบน้อมและพึงสักการะมารดาและที่น�าอาหารมาให้จะต้องถูกจับกินเป็นอาหาร สุตมาณพ บิดาทั้งสองนั้นด้วยข้าวและน้�าด้วยผ้านุ่งผ้าห่มและไม่แสดงอาการกลัวแต่อย่างใด และกล่าวกับยักษ์ว่า เวลา ที่นอนด้วยการอบตัวและอาบน้ำ�ให้และด้วยการล้างนี้เราไม่ได้เหยียบพื้นดินของท่าน เราเหยียบรองเท้าของ เท้าทั้งสองให้ท่านเพราะการบ�ารุงมารดาและบิดาทั้งเรา เราไม่ได้อยู่ใต้ร่มไม้ของท่าน เราอยู่ใต้ร่มเศวตฉัตร สองนั้นบัณฑิตทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ทีเดียวของเรา เรามีพระขรรค์อยู่ในมืออาจฟันท่านได้ทันทีดัง เขาตายไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์นั้นท่านจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะจับเรากินเป็นอาหาร เมื่อยักษ์ได้ ชาดกนี้ชี้ให้เห็นว่า บุคคลที่ยึดมั่นและประพฤติฟังดังนั้นแล้วก็มีความเห็นด้วย จึงยอมนับถือ สุตมาณพ คุณธรรมคือความกตัญญูกตเวทีต่อมารดาบิดาด้วยการกจึงสอนยักษ์ให้รับศีลห้าและให้ตามกลับไปที่กรุงพาราณสี ระท�าที่เป็นกุศลกรรม ตอบแทนบุญคุณด้วยมุ่งหมายให้เมือพระเจ้าพาราณสี ทรงทราบก็ทรงโปรดปรานตังให้สต ่ ้ ุ เกิดความสุขสบายด้วยปัจจัยสี่ คือด้านอาหาร บ�ารุงด้วยมาณพเป็นเสนาบดี ข้าวและน้ำ� ด้านเครื่องนุ่งห่มบ�ารุงด้วยผ้านุ่งห่มเครื่อง ชาดกเรืองนี้ เป็นอีกเรืองหนึงทีแสดงถึงลักษณะการ ่ ่ ่ ่ ใช้สอยต่าง ๆ ด้านที่อยู่อาศัย บ�ารุงด้วยผ้าห่ม ที่นอนแสดงความกตัญญูกตเวทีของพระโพธิสัตว์ท่ีมีต่อมารดา วัตถุสิ่งของอื่น ๆ และด้านสุขภาพอนามัย บ�ารุงด้วยการอย่างแรงกล้า ด้วยการสละชีวตตนเองเพือให้มารดาได้อยู่ ิ ่ ปรนนิบัติ พัดวีล้างเท้าให้ท่านทั้งสอง เป็นการกตัญญูอย่างสุขสบาย ด้วยผลแห่งความตังมันในกตัญญูกตเวทิตา ้ ่ ในด้านมุ่งหมายให้เกิดความสุขทางกายภาพ การกระธรรมจึงส่งผลให้เกิดสิงทีดแก่ชวตในทีสด ่ ่ี ีิ ุ่ ท�าดังที่กล่าวข้างต้นจัดเป็นสิ่งที่น่าสรรเสริญ บุตรธิดา ในโสณนันทชาดก ซึ่งกล่าวถึงพระโพธิสัตว์เมื่อ ที่ประพฤติเช่นนี้ย่อมประสบแต่สิ่งที่ดีงามทั้งในปัจจุบัน
  22. 22. แสงธรรม 19 Saeng Dhammaและในโลกหน้า นิบตเิ ลียงดูดวยปัจจัยสี่ ดังตัวอย่างเรือง โสณันทชาดก ั ้ ้ ่ ในสุวัณณสามชาดก ซึ่งกล่าวถึงพระโพธิสัตว์ ๒. การแสดงความกตัญญูกตเวทีด้วยการยอมเสวยพระชาติเป็นสุวรรณสามดาบสเลี้ยงดูมารดาบิดา สละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องชีวิตมารดาบิดา ดังตัวอย่างผู้เป็นดาบสตาบอดอยู่ในป่า ต่อมาวันหนึ่งสุวรรณสาม เรื่อง ชยัททิสชาดก และสุตนชาดกดาบสไปตักน้�าและถูกพระเจ้าปิลยักษ์ยิงด้วยลูกศร ด้วย ๓. การแสดงความกตัญญูกตเวทีด้วยการให้ตั้งความเข้าใจผิดคิดว่าสุวรรณสามเป็นคนไล่เนื้อให้หนีไป มั่นในธรรม ดังตัวอย่างเรื่องตักกลชาดก และสุวรรณก่อนจะสลบล้มลงไป สุวรรณสามได้ทูลขอร้องว่า ให้พระ สามชาดกเจ้ากปิลยักษ์ช่วยเลี้ยงดูมารดาบิดาแทนท่าน พระเจ้าปิล อนึ่ง พระบรมศาสดาได้แสดงหลักการตอบแทนยักษ์เข้าพระทัยว่าสุวรรณสามดาบสตายแล้วจึงเสด็จไป คุณของมารดาบิดาที่แท้จริงกับการที่ท่านให้ก�าเนิดเราน�ามารดาบิดาของสุวรรณสามดาบสมาดูศพ เมื่อดาบส มาและอุปการะเลี้ยงดูเราให้เติบใหญ่ดังนี้ทั้งสองสัมผัสร่างของบุตรจึงพากันร้องไห้คร่�าครวญอย่าง “...พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถึงแม้ว่าลูกจะรักพ่อแม่น่าเวทนา จากนั้นจึงได้ท�าสัจกิริยาขอให้พิษร้ายออก มาก ตั้งใจทะนุถนอมเลี้ยงท่านด้วยทรัพย์สินเงินทองวัตถุจากร่างกายของสุวรรณสาม นอกจากนี้ เทพธิดาซึ่งเคย บ�ารุงบ�าเรอให้พรั่งพร้อมสะดวกสบายอย่างบริบูรณ์ที่สุดเป็นมารดาของสุวรรณสามก็มาช่วยท�าสัจกิริยาด้วย เมื่อ ไม่ให้ท่านต้องล�าบากเหน็ดเหนื่อยกระทบกระเทือนเลยสุวรรณสามฟื้นขึ้นจึงแสดงธรรมแก่พระเจ้าปิลยักษ์และ แม้แต่นิดเดียว ก็ยังไม่ชื่อว่าตอบแทนคุณพ่อแม่ได้จริงให้ตั้งอยู่ในศีลห้า และแสดงหลักความกตัญญูกตเวที แต่เมื่อใดลูกหาทางท�าให้พ่อแม่ที่ไม่มีศรัทธา ให้มีศรัทธาความว่า ท�าให้พ่อแม่ที่ไม่มีศีล ให้มีศีล ท�าให้พ่อแม่ที่ไม่มีจาคะ ให้ บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม แม้ มีจาคะ ท�าให้พ่อแม่ที่ไม่มีปัญญา ให้มีปัญญาได้ เมื่อนั้นเทวดาก็เยียวยารักษาบุคคลผู้เลี้ยงดูมารดาและบิดา แหละ ลูกจึงจะชื่อว่าตอบแทนคุณพ่อแม่ได้แท้จริงนั้น บุคคลใดเลี้ยงดูมารดาและบิดาโดยธรรม แม้นัก เพราะฉะนัน ้ ลูกจึงควรหาทางช่วยให้พอแม่ได้ ่ปราชญ์ ทั้ ง หลายย่ อ มสรรเสริ ญ บุ ค คลนั้ น ในโลกนี้ เจริญพัฒนาชีวตจิตใจของท่านมาก ๆ ขึน ช่วยจัดแจง ิ ้บุคคลนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ขวนขวายเพือให้ทานเจริญด้วยศรัทธา ด้วยศีล ด้วยสุตะ ่ ่ เนื้อความแห่งชาดกนี้ชี้ให้เห็นว่าบุคคลที่ประพฤติ คือความรู้ ด้วยจาคะคือความเสียสละท�าประโยชน์ และคุณธรรมคือความกตัญญูกตเวที ดูแลเลี้ยงดูมารดาบิดา ด้วยปัญญา พูดง่าย ๆ ว่าเจริญด้วยบุญกุศล ช่วยท�าโดยธรรม ด้วยวิธีการต่าง ๆ ย่อมแสดงให้เห็นว่าลูกที่ ทางข้างหน้าของท่านให้เป็นทางแห่งสวรรค์ และอมฤตปรนนิบัติมารดาบิดา ย่อมพ้นจากความทุกข์ได้รับความ นิพพาน ให้ท่านมีจิตใจดีงาม ไม่ขุ่นมัว เศร้าหมอง มีแต่สุข แม้แต่เทวดาทั้งหลายก็ยังให้การนิยมยกย่องและ ความสดชื่น ร่าเริง เบิกบาน ผ่องใส ถ้าลูกท�าได้ถึงขั้นนี้สรรเสริญทั้งในขณะที่มีชีวิตอยู่และหลังจากที่ละโลกนี้ไป ก็เรียกว่าเป็นบุตรธิดาที่ประเสริฐเลิศล้ำ� เพราะได้ช่วยให้ จากการศึกษาวิจัยพบว่า การแสดงความกตัญญู พ่อแม่ได้สิ่งที่มีคุณค่าแท้จริงแก่ชีวิตของท่าน…”กตเวที ที่ ลู ก กระท� า ต่ อ มารดาบิ ด าที่ ป รากฏในคั ม ภี ร์พระพุทธศาสนา สรุปแล้วจะมีอยู่ ๓ ลักษณะ คือ ๑.การแสดงความกตั ญ ญู ก ตเวที ด้ว ยการปรน
  23. 23. แสงธรรม 20 Saeng Dhamma โดย ธมฺมธโรภิกฺขุ (วิชัย หานศุภิชน) ก ารที่ผมคิดจะบวชนั้นเพราะอยากพักจากงานซัก ระยะ และเป็นการตอบแทนบุญคุณของคุณพ่อและคุณแม่ ผมเคยได้ยินคนเขาบอกว่า คนที่จะบวช ย่อมจะมี ศีลให้มั่น เราจะมี สมาธิ และ สติ จึงท�าให้ใจเราสงบ ซึ่ง จะน�าไปสู่ข้อที่ ๓ ๓. อธิปัญญาสิกขา คือการศึกษาทางปัญญา คือการมารมาผจญ เหมือนดั่งคืนที่เจ้าชายสิทธัตถะจะออกบวช รอบรู้ในกองสังขาร ซึ่งจะท�าให้เราไม่เครียดต่อเรื่องที่เกิดการบวชของผมก็มีอุปสรรคเช่นเดียวกัน นั่นคือการที่คุณ ในชีวิตพ่อธ�ารง หานศุภชน ซึงเป็นพ่อผม ได้เสียชีวตลงก่อนวันงาน ิ ่ ิ ค. อริยสัจ ๔ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ เป็นเพียงแค่ ๑๑ วัน ผมเสียใจและเสียดายมากทีทานไม่มโอกาส ่ ่ ี หลักค�าสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งมีดังนี้ได้อยูรวมงานในครังนี แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็หวังว่าผลบุญ ่่ ้ ้ ๑. ทุกข์ คือ ค�าที่ทุกคนน่าจะรู้จักเป็นอย่างดี หลายในการบวชครังนีจะส่งไปถึงท่านเพือให้ทานได้ไปสูสคติ ้ ้ ่ ่ ่ ุ อย่างในชีวิตประจ�าวันท�าให้เราทุกข์ได้ ถึงแม้ผมจะมีโอกาสบวชเป็นระยะเวลาแค่ ๗ วัน แต่ ๒. ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุที่ท�าให้เกิดทุกข์ก็ได้ศึกษาและเรียนรู้ในหลาย ๆ เรื่องเกี่ยวกับพระธรรมค�า ๓. ทุกขนิโรธ คือ การดับทุกข์สอนของพระพุทธเจ้า ทีสามารถเอามาปฏิบตในชีวตประจ�า ่ ั ิ ิ ๔. ทุกขนิโรธคามินปฏิปทา คือ แนวปฎิบตทนาไปถึง ี ั ิ ี่ �วันได้หลังจากลาสิกขาแล้ว ดังนั้นผมจะขอน�าเอาธรรมะที่ ความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ คือ ๑. สัมมาทิฎฐิ-ความได้เรียนมาพอเป็นตัวอย่าง ๔ เรื่อง ที่จะสามารถเอาไปใช้ เห็นชอบ ๒. สัมมาสังกัปปะ-ความด�าริชอบ ๓. สัมมาวาจา-ให้เกิดประโยชน์ในการด�ารงชีวิตได้ เจรจาชอบ ๔. สัมมากัมมันตะ-ท�าการงานชอบ ๕. สัมมา ก. ฆราวาสธรรม ที่หมายความว่า คุณสมบัติของผู้ อาชีวะ-เลียงชีพชอบ ๖. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ ๗. สัมมา ้ครองเรือน หรือของชาวบ้านทั่วไป มีอยู่ทั้งหมด ๔ ข้อ สติ-ระลึกชอบ ๘. สัมมาสมาธิ-ตังใจชอบ ซึงเรียกอีกชือหนึง ้ ่ ่ ่ ๑. สัจจะ แปลว่า ซือตรง สุจริต มีความจริงใจต่อกัน ่ ว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ ทางสายกลาง นันเอง ่ ๒. ทมะ แปลว่า ข่มจิต รักษาใจ พัฒนาคุณธรรม อริยสัจ ๔ สามารถใช้ได้โดยง่ายในทุกสถานการณ์ เมือ ่ให้เข้าหากันได้ เรามีทุกข์เราควรจะหาสาเหตุที่ท�าให้เกิดความทุกข์นั้น จึง ๓. ขันติ แปลว่า อดทน อดกลั้น ต่อความล�าบาก จะสามารถหาทางปฏิบัติในสิ่งที่จะน�ามาซึ่งการดับความความเจ็บทั้งกายและใจ ทุกข์ได้ ๔. จาคะ แปลว่า เสียสละ แบ่งปัน ให้กบคนรอบกาย ั ง. การท�าบุญ – ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนคงรู้ว่า บุญ ข. ไตรสิกขา ที่ความหมายว่า สิ่งที่ต้องศึกษา ๓ นั้นคืออะไร แล้วท�ากันยังไง ส่วนใหญ่คงตอบง่าย ๆ คือประการ การให้ทาน ให้สงของ บริจาคเงิน แล้วมีทางอืนทีจะท�าแล้ว ิ่ ่ ่ ๑. อธิสีลสิกขา คือการศึกษาเรื่องศีล ให้ใช้ในการ ได้บุญหรือเปล่าถ้าเราไม่มีก�าลังทรัพย์? จริง ๆ แล้วบุญนั้นรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย แต่การรักษาใจนั้น ต้องใช้ ท�าได้หลายทาง ท�าได้บอย และท�าได้ทกทีทกเวลา แค่ปฏิบติ ่ ุ ่ ุ ัข้อที่ ๒ เป็นหลัก อยู่ในศีลธรรมนั้นก็ได้บุญแล้ว หรือถ้าท่านใดที่อ่านเรียง ๒. อธิจตตสิกขา คือการศึกษาเรืองสมาธิ ถ้าเรารักษา ิ ่ ความนี้ ท่านและผมก็ได้บุญเช่นเดียวกัน เป็นเพราะว่าบุญ
  24. 24. แสงธรรม 21 Saeng Dhammaนี เกิดมาจากทีผมแสดงความรูในธรรม และท่านได้บญจาก ้ ่ ้ ุ ในวัดหรือต่อหน้าเพือนฝูง สมาคม เท่านันเลย ท่านไม่ตอง ่ ้ ้ที่ท่านได้อ่านความรู้นี้เอง บางท่านอาจจะคิดว่ารอให้ถึง รอถึงชาติหน้าหรอกทีจะได้เสวยสุขในผลบุญทีทาไว้ ผลบุญ ่ ่ �วันพระหรือวันส�าคัญถึงจะท�าบุญ บางท่านอาจจะคิดว่าต้อง นั้นสามารถเห็นผลเร็ว อาทิ ถ้าท่านมีใจท�าบุญเต็มที่ไม่ว่าท�าแบบใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้วเราควรที่จะสะสม จะเป็นสิ่งของหรือให้ธรรม ผลบุญจะท�าให้ท่านมีความสุข บุญทุกโอกาส ถึงแม้จะน้อยนิดก็ตาม เปรียบเสมือนการสะ มีจิตใจงาม ท่านก็จะปฏิบัติดีงามกับคนรอบข้าง และจะสมเงินใว้ใช้ในอนาคต ถึงแม้เราจะเก็บได้นอยแต่ถาท�าบ่อย ๆ ้ ้ ท�าให้พวกเขาท�าดีต่อท่านกลับ ผลบุญนั้นก็จะส่งต่อ ๆ กันเข้า ผลที่จะได้รับก็คือเงินสะสมจะงอกงามมาได้เหมือนกัน ไป หรือถ้าเราท�าบุญด้วยการออกแรง ผลบุญทีได้รบก็คอการ ่ ั ืตามหลักธรรมแล้วเราสามารถสร้างบุญได้ ๑๐ ทาง ทีรางกายของเราได้ออกก�าลังกายและจะมีสขภาพทีแข็งแรง ่่ ุ ่ ๑. ทานมัย คือ การให้ บริจาค ทรัพย์ สิงของ อาหาร ่ หัวข้อที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนั้น เป็นแค่บางส่วนที่ผมได้ให้แก่ผู้ควรให้ เรียนมาและทียงไม่ได้เรียนอีกมากมาย ในความเห็นของผม ่ ั ๒. ศีลมัย คือ การอยู่ในศีล และ ไม่สร้างความเดือด นัน ทุกชีวตทีเกิดมาบนโลกอันแสนจะวุนวายนี้ ย่อมมีความ ้ ิ ่ ่ร้อนให้กับผู้อื่น ทุกข์มากกกว่าสุขทีตดตามตัวมาอยูตลอดเวลา บางคนอาจ ่ ิ ่ ๓. ภาวนามัย คือ การท�าสมาธิ สวดมนต์ ฟังธรรม จะเกิดมาในความร�่ารวยและมีพร้อม แต่ถ้าไม่มีความรู้ในอ่านหนังสือธรรมะ การดับทุกข์ หรือความรู้ที่จะท�าให้เราปล่อยให้ความทุกข์ที่ ๔. อปจายนมั ย คื อ การเคารพอ่ อ นน้ อ มต่ อ ผู ้ มี เข้ามานั้นออกไป จิตใจเราก็จะมีแต่ความทุกข์ เศร้าหมอง คุณธรรม และเครียด ผลที่ได้รับก็จะขยายไปถึงคนใกล้ชิดและสภาพ ๕. เวยยาวัจจมัย คือ การช่วยเหลือในกิจที่ชอบ เช่น แวดล้อมของเราเองด้วยท�าความสะอาดวัด ช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก สุดท้ายนี ผมหวังว่าข้อความในเรียงความของผมนี้ อาจ ้ ๖. ปัตติทานมัย คือ การให้ส่วนบุญ จะเพิมความรูเปลียนความคิดของท่านให้ปรับพฤติกรรมใน ่ ้ ่ ๗. ปัตตานุโมทนามัย คือ การอนุโมทนาในบุญที่ผู้ กาย วาจา และ ใจ ให้ดียิ่งขึ้น บางท่านอาจจะรู้อยู่แล้วก็อื่นท�า สามารถเอาข้อความในเรียงความนี้ไปบอกต่อกับคนรอบ ๘. ธัมมัสสวนมัย คือ การฟังธรรม ข้าง เพื่อที่จะท�าให้สังคมเรานี้มีความน่าอยู่มากขึ้น ท่าน ๙. ธัมมเทสนามัย คือ การแสดงธรรม เองก็ได้บุญด้วยเช่นกัน ขอให้ท่านอยู่ในศีล ๕ ข้อ ชีวิตท่าน ๑๐. ทิฏฐุชกมม์ คือ การปรับปรุงชีวตของตนเองให้ถกต้อง ุ ั ิ ู ก็จะไม่รู้สึกล�าบาก อย่างทีผมกล่าวมาข้างต้นแล้ว บุญนันสามารถท�าได้ทก ่ ้ ุ ผมขอขอบคุณพระทุกรูปในวัดไทยกรุงวอชิงตัน ดีซี ที่เมื่อทุกเวลา ถึงแม้ท่านจะไม่มีเงิน ปัจจัย หรือ สิ่งของ แต่ ให้โอกาส ความรู้ และประสบการณ์ใหม่ในชีวิตของผม ผมถ้าท่านออกแรงช่วยแบบอืน ผมคิดว่าท่านจะได้บญมากกว่า ่ ุ จะใช้ความรูนให้เกิดประโยชแก่ตวผมและคนทีเข้ามาในชีวต ้ ี้ ั ่ ิที่มาถวายแต่ทรัพย์เสียอีก อย่าจ้องแต่จะท�าบุญเมื่ออยู่แต่ ของผมทั้งปัจจุบันและในอนาคต พระวิชัย ธมฺมธโร และครอบครัวท�าบุญวัดไทยฯ ดี.ซี. $499 พระอดิศร และคณะ Pittsburgh ท�าบุญบูชาผ้าไตร วัดไทยฯ ดี.ซ.ี $1,339
  25. 25. แสงธรรม 22 Saeng Dhamma ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีรกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี. ิ Those who are interested in Thai Theravada Buddhism and members of the general public are cordially invited to Wat Thai, D.C., Temple to pay their respect to or simply view the Buddha relics on display in the chanting hall.ปฏิบัติธรรมประจำาเดือนธันวาคมณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. 24 ธันวาคม 2554ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวพระไตรปิฎก � สาธยายพระไตรปิฎก ภาษาบาลี � ฟังบรรยายธรรม - ธรรมสากัจฉา � เจริญจิตภาวนา - แผ่เมตตา พร้อมกันบนอุโบสถศาลา เวลา 9.00 A.M.
  26. 26. แสงธรรม 23 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากวัดไทย พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) อธนสฺสุ รสํ ขาทา อพลสฺสุ หตา นรา อปญฺญสฺสุ วากฺยา กถา อุมฺมตฺตกสมา อิเม. คนจนกินของดี คนไม่มีแรงเล่นมวยปลํ้า คนโง่ ชอบคุยอวด เหล่านี้เท่ากับคนบ้า อนวทายํ คมยนฺโต อปุจฺฉา พหุภาสโก อตฺตคุณํ ปกาเสนฺโต ติวิธํ ถีนลกฺขณํ. เขาไม่เรียกขึ้นเรือนท่าน เขาไม่ถามพูดมาก ยกย่องตัวเอง สามอย่างนี้เป็นลักษณะของคนเลว “คนบ้า” ตามธรรมภาษิตนี้ ที่ท่านกล่าวไว้ข้างบนนี้ มันมีไว้ส�าหรับพวกคนที่มีเงินมีทอง ที่เราเรียกกันว่ามีลักษณะ ๓ อย่าง คือ คนรวยเขากินกัน คนจน ๆ จะไปกินของดีกันได้อย่างไร ๑. คนจนกินของดี เพราะไม่มีปัจจัยที่จะไปจ่ายเป็นค่าแลกเปลี่ยน ไม่ใช่กิน ๒. คนไม่มีเรี่ยวแรงเล่นมวยปล�้า กันฟรี ๆ ยิ่งของดีมากราคา"uр

×