Saengdhamam Vol. 36 No. 431 March 2011

1,656 views

Published on

วารสารแสงธรรม ปีที่ 36 ฉบับที่ 431 ประจำเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,656
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
65
Actions
Shares
0
Downloads
6
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Saengdhamam Vol. 36 No. 431 March 2011

  1. 1. ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้แสงธรรม วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ฉบับSaeng Dhamma เดือนมีนาคมปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๔๓๑ ประจำาเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ Vol.36 No.431 March 2011 ๒๕๕๔
  2. 2. สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ปีที่ 36 ฉบับที่ 431 ประจ�าเดือนมีนาคม พ.ศ. 2554 Vol.36 No.431 March, 2011 Objectives : �To promote Buddhist activities. สารบัญ �To foster Thai culture and tradition. �To inform the public of the temple’s activities. Contents �To promide a public relations center for Buddhists living in the United States. The Buddha’s Words.............................................. 1 Emancipation From the World By Ven. Buddhadasa.. 2 เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. About Being Careful By Ven. Ajanh Chah.................7 ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี People who have the Dhamma By Ven. Laung Ta Chi...... 12 กองบรรณาธิการ : My Life as a Buddhist Monk by Matthew Regan....17 ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี The Meditation Workshop ..........................................19 พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร สาระธรรมจาก...พระไตรปิฎก ................................... 21 พระจรินทร์ อาภสฺสโร ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนมีนาคม ................................ 22 พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ พระสุริยา เตชวโร เสียงธรรม...จากวัดไทย............................หลวงตาชี 23 พระมหาสราวุธ สราวุโธ ประมวลภาพกิจกรรมเดือนกุมภาพันธ์..................... 30 พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม เสียงธรรม...จากหลวงตาชี ...................................... 32 พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป ท่องแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ดร.พระมหาถนัด 39 พระมหาค�าตัล พุทฺธงฺกุโร อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks.......................... 41 พระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต Thai Temple’s News...............โดย ดร.แฮนดี้ 42 และอุบาสก-อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. รายนามผู้บริจาคเดือนกุมภาพันธ์ Ven.Pradoochai 45 รายนามผู้บริจาคออมบุญประจ�าปีและเจ้าภาพภัตตาหารเช้า..50 SAENG DHAMMA Magazine รายนามเจ้าภาพถวายเพล / Lunch............................51 is published monthly by ก�าหนดการท�าบุญวันสงกรานต์ ................................... 60 Wat Thai Washington, D.C. Temple กงสุลสัญจร ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ...............62 At 13440 Layhill Rd., Silver Spring, MD 20906 Tel. (301) 871-8660, 871-8661 Photos taken by Fax : 301-871-5007 Ven. Pradoochai, Ven. Khumtan E-mail : watthaidc@hotmail.com Ven. Ananphiwat, Ven.Srisuporn Homepage : www.watthaidc.org Mr. Kevin & Mr. Sam Radio Network : www.watthai.iirt.net Bank & Ms. Golf 2,500 Copies
  3. 3. ถ้อยแถลง เดือนมีนาคมอีกแล้ว ที่ใช้ค�าว่า “อีกแล้ว” ก็เพราะว่าวันเวลาที่ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็วจริงๆ ขึ้นชื่อว่าเวลาไม่เคยรอคอยใคร หมุนเวียนไปโดยไม่มีการหยุด หลายคนรู้สึกว่า “เพิ่งจะฉลองเทศกาลปีใหม่ไปเมื่อเร็วๆ นี่เอง นี่เดือนมีนาคมแล้วเหรอ” ยังไงก็ตามวันเวลาคือกาลก�าหนดของมนุษย์จากวินาที เป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี เป็นทศวรรษ เป็นศตวรรษ เพื่อนับกันเท่านั้นเอง แต่สาระของการเป็นคนอยูทการฝึกฝนตนเองให้มจตใจทีละชัว ท�าดี ท�าจิตใจให้บริสทธิ ตามหลักโอวาทปาฏิโมกข์ ซึงกวีซไรท์อย่างคุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ได้ประพันธ์ ่ ี่ ีิ ่ ่ ุ ์ ่ ีไว้ว่า ไม่ท�าชั่วในทุกกรณี ท�าความดีเป็นนิตย์ - จิตบริสุทธิ์ พระโอวาทปาฏิโมกข์มิ่งวิมุติ พระสัจธรรมสัมพุทธพิสุทธิ์ทรง “๑๐๐ ปี ๑๐๐ เรื่องหลวงพ่อเล่า(ปัญญานันทะ)” ฉบับนี้เป็นเรื่องที่หลวงพ่อได้เล่าถึงความองอาจกล้าหาญของพระเดชพระคุณพระพิมลธรรม หรือที่รู้จักกันในนาม “หลวงพ่ออาจ อาสภมหาเถระ” แห่งส�านักวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ ในชื่อตอน “สงบได้เมื่อภัยมา” เหตุการณ์เป็นยังไง เชิญอ่านกันได้ ณ บัดนี้ ...คนที่แสดงตนว่าเป็นคนประพฤติธรรม ถ้ายังไม่พบกับความล�าบาก ก็ยังไม่รู้ว่าสภาพจิตใจเป็นยังไง หรือพูดว่าเมื่อไม่มีภัยมาทดสอบ เราก็ไม่รู้ว่าก�าลังใจของเราเป็นอย่างไร แต่ถ้าเมื่อมีอันตรายเกิดขึ้นทดสอบ เราก็รู้ว่าสภาพจิตเราเป็นอย่างไร ทนได้ไหม สงบไหม ถ้าหากว่าทนไม่ได้ ไม่สงบ ก็แสดงว่าไม่เอาไหน การปฏิบัติที่ผ่านมานั้น ยังใช้ไม่ได้ ดีแต่ข้างนอก แต่ข้างในยังไม่ดีพอ จึงยังมีความทุกข์มีปัญหา มีความกระวนกระวาย นอนไม่หลับ ผุดลุกผุดนังเหมือนชะมดติดจัน อย่างนีกเป็นเครืองแสดงอยูในตัวว่า ทีผานมานัน ไม่ได้จริงจังอะไร เป็นการกระท�า ่ ่ ้็ ่ ่ ่่ ่แบบหลอกๆ พอเห็นโยมมาก็ท�าเป็นนั่งสมาธิหลับหู หลับตา แต่พอโยมไปแล้วก็ก๊อกแก๊กๆ ต่อไป ไม่ได้เรื่อง เวลามีอันตรายเกิดขึ้นก็ทนไม่ได้ ไม่สงบใจ ไม่เหมือนเจ้าคุณวัดมหาธาตุ คือพระพิมลธรรม ในคราวที่ประชุมเพื่อจะยกโทษคือจะให้คืนสมณศักดิ์ให้ท่าน ประชุมตั้งแต่เที่ยงวันถึงหนึ่งทุ่ม สมเด็จวัดสมเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม) คุยให้หลวงพ่อฟังว่า “ท่านพิมลธรรม ใจเย็นจริงๆ พูดกันตั้งหกชั่วโมง ไม่มีค�าร้าย ค�าหนัก ค�าหยาบสักค�าเดียว พูดเรียบร้อย ใจเย็นจริงๆ” ชมเชย แล้วพระสังฆราชก็สั่งว่า “เอา ท่านพิมลเขียนเองก็แล้วกัน” จ�าเลยเขียนค�าวินิจฉัยตัวเอง ท่านก็เขียน เขียนเสร็จแล้วเสนอสังฆราช ใช้ได้ สังฆราชเซ็น คืนพัดให้ได้เรียบร้อย เป็นคนผู้ใจเย็น ใจสูง ใช้ได้ นักปฏิบัติธรรมที่มีสภาพอย่างนี้ ใช้ได้ คือ เมื่อไปอยู่ในที่คับขัน ยังไม่วุ่นวาย ไม่เครียด ไม่เป็นทุกข์ เขียนจดหมายถึงญาติโยมวัดมหาธาตุว่า “ญาติโยมทั้งหลาย ไม่ต้องเป็นห่วงอาตมาภาพ อาตมามาอยู่ในกรงสันติบาลสบายมาก สบายกว่าอยู่วัดมหาธาตุ ประตูไม่ต้องเปิดเอง ปิดเอง มีคนเปิดปิดให้ อาหารเขาก็ส่งให้ตรงเวลา เป็นอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกาย ฉันได้ไม่เดือดร้อน และก็มีเวลาที่จะนั่งคิดธรรมะได้มาก เพราะไม่มีแขกรบกวน ไม่เหมือนอยู่วัดมหาธาตุ แขกมาวันยังค�่า ไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้คิดค้นธรรมะเลย มาอยู่นี่สบายมาก มีเวลาอ่านหนังสือที่ยังไม่ได้อ่าน มีเวลาค้นพระไตรปิฎกที่ยังไม่ได้ค้นคว้า ขอบใจเขาที่ได้ส่งให้มาอยู่ในที่อย่างนี้ ท�าให้อาตมามีความสุข ขอให้โยมทุกคนตั้งใจศึกษา ตั้งใจปฏิบัติธรรมะ ไม่ต้องเป็นห่วงอาตมา เพราะอาตมามีความสุขกว่าอยู่วัดมหาธาตุ” ฟังจดหมายที่เขียนไปถึงญาติโยม ไม่ได้บ่นไปว่าแย่แล้วโยม อาตมาถูกจับมาขัง ล�าบากเดือดร้อน ไม่ได้บ่นเรื่องความทุกข์เลย แต่กลับบอกว่า อาตมาภาพสบายดี สบายกว่าอยู่กุฏิวัดมหาธาตุ เพราะประตูก็ไม่ต้องเปิดเอง ปิดเอง เขาเปิดให้เรียบร้อย ต้องการอะไรเขาก็ให้ ไม่ล�าบาก สบาย คนอย่างนี้เรียกว่าอยู่ด้วยสติปัญญา มีธรรมะเป็นหลักครองใจ จึงไม่มีความทุกข์ไม่มีความเดือดร้อนใจ ไม่เครียด ไม่มีอารมณ์เครียด ไม่มีความทุกข์ คนบางคนเครียด พอเปลียนสภาพไปอยูในทีคมขัง เครียดแล้ว นอนไม่หลับแล้วลุกขึนเดินไปเดินมา วุนวาย เหมือนกับชะมดไป ไม่ใช่ ่ ่ ุ่ ้ ่เป็นคน เป็นชะมด เป็นชะมดติดกรง เรียกว่าชะมดติดจันทีเขาดัก อย่างนันก็ไม่สมภูมของผูปฏิบตธรรม ไม่สมศักดิศรีทอางตัวเองว่าเป็นผูปฏิบติ ่ ่ ้ ิ ้ ัิ ์ ี่ ้ ้ ัธรรม ใช้ไม่ได้ จิตใจไม่มั่นคง อันนี้ส�าคัญ คนเราจะรู้ก�าลังใจก็ต่อเมื่อตกอยู่ในภัยอันตราย เมื่อใดตกอยู่ในอันตราย รู้ว่าเราเข้มแข็งได้ขนาดไหน อดทนได้ขนาดไหน เย็นขนาดไหน สงบขนาดไหน สู้ได้ อันนี้ส�าคัญ... ท้ายสุด แน่นอนขอทุกท่านได้เตรียมเนื้อเตรียมตัวร่วมงานสงกรานต์วัดไทยฯ ดี.ซี. เดือนหน้าเมษายน โปรดท�าเครื่องหมายไว้บนปฏิทินและจ�ากันไว้ให้ดวนอาทิตย์ท ๑๗ เมษายน ๒๕๕๔ อย่าลืมอย่าพลาด หนึงปีมครังเดียวพบกับงานบุญปีใหม่แบบไทยๆ และการออกร้านขายข้าว ีั ี่ ่ ี ้ปลาอาหาร ขนมต่างๆ เยอะแยะมากมายเช่นเคย คณะผู้จัดท�า
  4. 4. แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต ยสฺส อจฺจนฺตทุสฺสีลฺยํ มาลุวา สาลมิโวตฺถตํ กโรติ โส ตถตฺตานํ ยถา นํ อิจฺฉตี ทิโส. (๑๖๒) คนทุศล ก็เหมือนกับต้นไม้ ทีเ่ ถาวัลย์ขนจนรก เขาทําตัวให้วอดวายเอง ี ้ึ มิจาต้องรอให้ศตรูมาคอยกระทําให้ ํ ั An exceedingly corrupted man is like a Maluva creeper strangling a sal-tree. Surely, he does unto himself what his enemy would wish for him.
  5. 5. แสงธรรม 2 Saeng Dhamma EMANCIPATION FROM THE WORLD by Buddhadasa Bhikkhu http://www.buddhanet.net/budasa10.htm ...Continued from last issue... desire of his, he finds it hard to resist. He is likely to become interested to the point of becoming in-EMANCIPATION FROM THE WORLD volved, pleased to the point of forgetting himself. T he ninth fetter is Agitation (Uddhacca), that is, mental unrest, distraction, lack of peace and quiet. This is the feeling of agitation that arises If it is an undesirable object, the mind becomes depressed so that his gratification comes to an end. This is the nature of Agitation.when something interesting comes by. We all have The first three grades of Aryian still have curios-certain chronic wishes, particularly a desire to get, ity and inquisitiveness about things, but the Ara-to be, not to get, or not to be, one thing or another. hant has none at all. His mind has abolished all When something comes by, via the eye, ear, nose, desire for anything whatsoever: it has abolished tongue, or body, which fits in with one of our ten- fear and hatred, worry and anxiety, mistrust and dencies, there is likely to come about the mental doubt, and all desire to know about and see things. reaction, pro or con, which we call interest. If we His mind is free. Nothing can provoke or lure him, see something new and strange, wavering and cu- and arouse inquisitiveness or curiosity, simply be-riosity are bound to arise, because there are still cause he has abolished partiality. It should be real-things that we want and things that we fear and ized that the existence or arising of agitation in any mistrust. So the mind cannot resist, it has to be situation is a consequence of some form of desire, interested in the various things that come by- at even including the desire for knowledge. When de-least that is how it is with an ordinary person. If sire has been done away with through realizing the the object in question happens to coincide with a impermanence, worthlessness and nonselfhood of
  6. 6. แสงธรรม 3 Saeng Dhammaall things, nothing is any longer seen as worth get- compassed only what need be known. The Buddha ting or being, and so there is no curiosity about knew all that need be known. The word “omnis-anything. If a bolt of lightning were to strike right cient” or “all - knowing” means knowing just as beside an Arahant, he would not be interested, be- much as need be known: it does not include any-cause he has no fear of death, or craving for con- thing non-essential.tinued existence, or anything of that sort. Even if Ignorance causes people to misidentify suffering something dangerous came along, or if something as pleasure, to such an extent that they just swim brand new were discovered in the world, he would around in circles in a sea of suffering. It also causes know no inquisitiveness or curiosity, because such them to misidentify the cause of suffering, so that things have no significance for him. He has no wish they go blaming the wrong things, spirits, celestial to know about anything from the point of view of beings, or anything at all as the cause of their pain what it may have to offer him. Because there is and misfortune, instead of rectifying the situation nothing that he longs for, he has no curiosity of any by the right means. The making of vows to these kind, and his mind has a purity, a tranquillity such spirits and celestial beings is a manifestation of the as we ordinary folk have never attained. lowest level of ignorance regarding the complete The tenth and last defilement is Ignorance. elimination of suffering by means of eliminating This covers every kind of defilement not yet men- the craving which is its direct cause. The mistaken tioned. The word “ignorance” refers to a condition assumption that the bliss and tranquillity or una-of lack of knowledge, and in this case “knowledge” wareness brought about by deep concentration is means real knowledge, correct knowledge. Natu- the complete extinction of suffering was common rally no creature can exist without having some in the Buddha’s time, and is still promoted in the knowledge, but if that knowledge is false, it has the present day. Certain schools of thought have even same value as no knowledge. Most people suffer come to regard sensuality as an instrument for ex-from chronic ignorance or false knowledge; most of tinguishing suffering, so that sects with shameful, us are benighted. The most important questions for obscene practices have arisen right in the tem-human beings are those that ask: “What is suffering, ples. They firmly believe that sensuality is some-really?,” “What is the real cause of the arising of thing quite essential, a kind of vital nourishment. suffering?,” “What is real freedom from suffering?” Not content with just the four necessities of life, and “What is the real way to attain freedom from namely food, clothing, shelter and medicine, they suffering?” If some individual has real knowledge, add an extra one, sensuality, making five necessi-if he is free of ignorance, he is reckoned as en- ties. A person ignorant about the Path that leads to lightened. The totality of human knowledge is of the extinction of suffering is liable to act foolishly untold extent, but the Buddha classed most of it and be motivated by his own desires, for instance as not essential. The Buddha’s enlightenment en- naively relying on physical things, or on spirits and
  7. 7. แสงธรรม 4 Saeng Dhammacelestial beings, just as if he had no religion at all. about because ignorance has enveloped the mind Such a person, though he may be a Buddhist by cutting off all means of escape. At several places birth, is able to go to such foolish lengths simply in the Texts, ignorance is compared to a thick shell because the power of ignorance prevents his being covering the whole world and preventing people content with extinguishing suffering by way of the from seeing the real light.Noble Eightfold Path. Instead he goes about extin- The Buddha placed ignorance last in the list of guishing suffering by lighting incense and candles, the ten fetters. When a person becomes an Ara-and making pledges to supposedly supernatural hant, the highest grade of Aryian, he completely things. eliminates the five remaining fetters or defilements. Every normal person wishes to gain knowl- He eliminates desire for forms, desire for objects edge; but if the “knowledge” he gains is false, other than forms, status consciousness, agitation then the more he “knows,”’ the more deluded he and ignorance. The four kinds of Aryian, Stream - becomes. Thus more enterer, Once - return-kinds of knowledge can er, Never - returner and blind the eyes. We have Arahant, dwell in the to be careful with this Supra mundane plane. word “enlightenment.” The Supramundane can The “Light” may be be recognized as hav-the glare of ignorance, ing nine aspects. The which blinds and de- condition of the Stream ludes the eye and gives ..สุโข ปุญญสฺส อุจจโย การสังสมบุญนำาสุขมาให้.. - enterer while he is in ฺ ฺ ่rise to overconfidence. the process of cutting Blinded by the glare of out the defilements is ignorance, we are unable to think straight and so called the Path of Stream entry, and that when he are in no position to defeat suffering. We waste our has succeeded in cutting them out is called the time with trivialities, nonessential things unworthy Fruit of Stream entry. Likewise there are the fol-of our respect. We become infatuated with sensu- lowing pairs: Path and Fruit of Once returning, Path ality, taking it to be something excellent and es- and Fruit of Never returning and Path and Fruit of sential for human beings, something which every Arahantship, in all four pairs. These together with man ought to get his share of before he dies, and Nirvana make up the nine aspects of the Supra-making the excuse that we are doing it for the sake mundane. For an individual in the supramundane of some quite different ideal. The hope for rebirth plane, suffering is diminished in accordance with in heaven is founded on sensuality. Attachment to his status until ultimately he is completely free of anything whatsoever, particularly sensuality comes it. When a person once succeeds in attaining unob-
  8. 8. แสงธรรม 5 Saeng Dhammascured and perfect insight into the true nature of Hence it is the condition of freedom, of freedom things so that he is able to stop desiring anything from fetters. It is the end of torment and buffeting, whatsoever, he has attained the supramundane stabbing and chafing, from any source whatsoever. plane, his mind has transcended the worldly con- This is the nature of the Supramundane, the ulti-dition. And when he has completely and utterly mate. It is the Buddhist goal and destination. It is relinquished all the mental defilements, his mind the final fruit of Buddhist practice. In the foregoing is rendered permanently free of all those worldly pages we have explained systematically the princi-things which formerly it liked and disliked. ples of Buddhism. We have presented it as an or- Nirvana is a condition not in any way compara- ganized practical system designed to bring knowl-ble to any other. It is unlike any worldly condition. edge of the true nature of things. In reality things In fact, it is the very negation of the worldly con- are impermanent, unsatisfactory and not selves; dition. Given all the characteristics of the worldly but all creatures are attracted by things and be-condition, of phenome- come attached to them nal existence, the result simply through misun-of completely canceling derstanding. The Bud-out all those character- dhist practice, based istics is Nirvana. That is on Morality (Sila), Con-to say, Nirvana is that centration (Samadhi), which is in every re- and Insight (Panna), is spect precisely the op- a tool to be used for posite of the worldly “เวยยาวัจมัย บุญเกิดจากการช่วยเหลือในกิจกรรมต่างๆ” completely cutting out condition. Nirvana nei- grasping and clinging. ther creates nor is created, being the cessation of The objects of our clinging are the five aggregates: all creating. Speaking in terms of benefits, Nirvana is body, feeling, perception, active thinking and con-complete freedom from hellfire, scourging, torture, sciousness. When we have come to know the true bondage, subjection and thralldom, because the nature of the five aggregates, we understand all attainment of Nirvana presupposes the complete things so well that desire gives way to disenchant-elimination of the defilements, which are the cause ment, and we no longer cling to any of them.of all unsatisfactory mental states. Nirvana lies be- What we have to do is lead the kind of life de-yond the limitations of space and time. It is unique, scribed as Right Living (Samma Vihareyyum), and unlike anything in the world. Rather it is the extinc- be full day and night with the joy that arises out tion of the worldly condition. Speaking metaphori- of conduct that is consistently good, beautiful and cally, the Buddha called it the realm where all con- right. This limits aimless wandering of the thoughts ditional things cease to be (Sankhara - samatho). and makes it possible to concentrate and to have
  9. 9. แสงธรรม 6 Saeng Dhammaclear insight at all times. Then if conditions are the real essence of BuddhaDhamma. If we don’t right, the result is disenchantment, struggle to practice Buddha-Dhamma, we shall only know break loose, slipping free, or even complete Nir- about it and shall lack any true insight. It rests with vana. If we wish to hurry and gain quick results, each of us to practice introspection, observe and then there is the line of practice called Vipassana, understand his own imperfections, and then try to which begins with moral purity and mental purity root them out completely. Even if one is only half and carries right through to perfect and unobscured successful, some clear understanding will result. As intuitive insight. By this means we can complete- the defilements are progressively eliminated, their ly cut through the fetters that bind us fast to this place is taken by purity, insight and peace. So I ad-world, and attain the final Fruit of the Path. This is vise and beseech you to approach the subject in a brief account of the whole of Buddha-Dhamma this fashion. You may then succeed in penetrating from beginning to end, including both theoretical to the real Buddha- Dhamma. Don’t waste the ad-and practical principles, and covering the entire vantages of having been born a human being and subject right from the first steps to the final Fruit. having encountered the Buddha’s teaching. Don’t The whole story ends with Nirvana. As the Buddha miss this chance to be a perfect human being. said: “All Buddhas recognize Nirvana as the highest good.” So it behooves us to practice in order to re-alize and attain that which should be realized and To be continuedattained. Doing this, we shall deserve to be called Buddhists; we shall gain insight and penetrate to คุณอนันต์วัฒน์ พุทธสิริ อุปสมบท ณ วัดไทยฯ ดี.ซี. เพื่อทดแทนคุณบิดามารดาและศึกษาพระธรรมวินัย ในนามเจ้าภาพ ขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญกับญาติสนิทมิตรสหายทุกท่านที่มาร่วมงานในครั้งนี้
  10. 10. แสงธรรม 7 Saeng Dhamma About Being CAREFUL A Dhammatalk By Ajahn Chah http://www.ajahnchah.org/book/About_Being_Careful.phpJUST DO IT! Sometimes you may break out in a sweat. Big W hen you do sitting meditation, sit straight; don’t lean your head too far back or too far forwards. Keep a balanced ‘just- beads, as large as corn kernels rolling down your chest. But when you’ve passed through painful feeling once, then you will know all about it. right’ posture like a Buddha image. Then your Keep doing it. Don’t push yourself too much. mind will be bright and clear. Just keep steadily practising. Endure for as long as you can before chang- Be aware while you’re eating. You chew and ing your posture. If it hurts, let it hurt. Don’t be swallow. Where does the food go to? Know in a hurry to change your position. Don’t think what foods agree with you and what foods disa-to yourself, ‘’Oh! It’s too much. Take a rest.’’ gree. Try gauging the amount of food. As you Patiently endure until the pain has reached a eat keep looking and when you think that after peak, then endure some more. another five mouthfuls you’ll be full, then stop Endure, endure until you can’t keep up the and drink some water and you will have eaten mantra ‘Buddho’. Then take the point where just the right amount. it hurts as your object. ‘’Oh! Pain. Pain. Real Try it. See whether or not you can do it. But pain.’’ You can make the pain your meditation that’s not the way we usually do it. When we object rather than Buddho. Focus on it continu- feel full we take another five mouthfuls. That’s ously. Keep sitting. When the pain has reached what the mind tells us. It doesn’t know how to it’s limit, see what happens. teach itself. The Buddha said that pain arises by itself The Buddha told us to keep watching as we and disappears by itself. Let it die; don’t give up. eat. Stop five mouthfuls before you’re full and
  11. 11. แสงธรรม 8 Saeng Dhammadrink some water and it will be just right. If you stance, as soon as you sit, do you think of your sit or walk afterwards, then you don’t feel heavy. home? Some people think of eating Chinese Your meditation will improve. But we don’t noodles. When you’re first ordained you feel want to do it. We’re full up and we take another hungry, don’t you? You want to eat and drink. five mouthfuls. That’s the way that craving and You think about all kinds of food. Your mind is defilement is, it goes a different way from the going crazy. If that’s what’s going to happen, teachings of the Buddha. Someone who lacks a then let it. But as soon as you overcome it, then genuine wish to train their minds will be unable it will disappear. to do it. Keep watching your mind. Do it! Have you ever walked cankama? What Be vigilant with sleep. Your success will de- was it like as you walked? Did your mind wan-pend on being aware of the skilful means. Some- der? If it did, then stop and let it come back. If it times the time you go to sleep may vary some wanders off a lot, then don’t breathe. Hold your nights you have an early night and other times breath until your lungs are about to burst. It will a late night. But try practising like this: whatever come back by itself. No matter how bad it is, if time you go to sleep, just sleep at one stretch. it’s racing around all over the place, then hold As soon as you wake up, then get up immedi- your breath. As your lungs are about to burst, ately. Don’t go back to sleep. Whether you sleep your mind will return. You must energize the a lot or a little, just sleep at one stretch. Make a mind. Training the mind isn’t like training ani-resolution that as soon as you wake up, even if mals. The mind is truly hard to train. Don’t be you haven’t had enough sleep, you will get up, easily discouraged. If you hold your breath, you wash your face, and then start to walk cankama or will be unable to think of anything and the mind sit meditation. Know how to train yourself in this will run back to you of its own accord. way. It’s not something you can know through It’s like the water in this bottle. When we listening to someone else. You will know through tip it out slowly then the water drips out...drip...training yourself, through practice, through doing drip...drip. But when we tip the bottle up farther it. And so I tell you to practice. the water runs out in a continuous stream, not This practice of the heart is difficult. When in separate drops as before. Our mindfulness is you are doing sitting meditation, then let your similar. If we accelerate our efforts, practice in mind have only one object. Let it stay with the an even, continuous way, the mindfulness will in-breath and the out-breath and your mind be uninterrupted like a stream of water. No mat-will gradually become calm. If your mind is in ter whether we are standing, walking, sitting or turmoil, then it will have many objects. For in- lying down, that knowledge is uninterrupted,
  12. 12. แสงธรรม 9 Saeng Dhammaflowing like a stream of water. come with it. We know the fruit is all there, so Our practice of the heart is like this. After a we don’t have to count it again. moment, it’s thinking of this and thinking of that. Having meditated on the thirty-two parts of It is agitated and mindfulness is not continuous. the body, and recognized them as something But whatever it thinks about, never mind, just not stable or permanent, we no longer need to keep putting forth effort. It will be like the drops weary ourselves separating them like this and of water that become more frequent until they meditating in such detail. Just as with the bas-join up and become a stream. Then our knowl- ket of fruit - we don’t have to dump all the edge will be encompassing. Standing, sitting, fruit out and count it again and again. But we do walking or laying down, whatever you are doing, carry the basket along to our destination, walk-this knowing will look after you. ing mindfully and carefully, taking care not to Start right now. Give it a try. But don’t hurry. stumble and fall. If you just sit there watching to see what will When we see the body in the body, which happen, then you’ll be wasting your time. So be means we see the Dhamma in the body, know-careful. If you try too hard then you won’t be ing our own and others’ bodies as impermanent successful, but if you don’t try at all then you phenomena, then we don’t need detailed ex-won’t be successful either. planations. Sitting here, we have mindfulness constantly in control, knowing things as they ABOUT BEING CAREFUL are, and meditation then becomes quite sim- T he Buddha taught to see the body in the body. What does this mean? We are all familiar with the parts of the body such as ple. It’s the same if we meditate on Buddho - if we understand what Buddho really is, then we don’t need to repeat the word ‘Buddho.’ It hair, nails, teeth and skin. So how do we see means having full knowledge and firm aware-the body in the body? If we recognize all these ness. This is meditation. things as being impermanent, unsatisfactory and Still, meditation is generally not well un-not-self, that’s what is called ‘seeing the body derstood. We practice in a group, but we often in the body.’ Then it isn’t necessary to go into don’t know what it’s all about. Some people detail and meditate on the separate parts. It’s think meditation is really hard to do. ‘’I come to like having fruit in a basket. If we have already the monastery, but I can’t sit. I don’t have much counted the pieces of fruit, then we know what’s endurance. My legs hurt, my back aches, I’m in there, and when we need to, we can pick up pain all over.’’ So they give up on it and don’t the basket and take it away, and all the pieces come anymore, thinking they can’t do it.
  13. 13. แสงธรรม 10 Saeng Dhamma But in fact samādhi is not sitting. Samādhi wrong, so you stop and refrain. Is there harm isn’t walking. It isn’t lying down or standing. Sit- in this? What do you think? Or if you have a ting, walking, closing the eyes, opening the eyes, thought about stealing something and that is these are all mere actions. Having your eyes followed by a stronger recollection that to do closed doesn’t necessarily mean you’re prac- so is wrong, and so you refrain from acting on ticing samādhi. It could just mean that you’re it - is that bad kamma? It’s not that every time drowsy and dull. If you’re sitting with your eyes you have an impulse you instantly accumu-closed but you’re falling asleep, your head bob- late bad kamma. Otherwise, how could there bing all over and your mouth hanging open, be any way to liberation? Impulses are merely that’s not sitting in samādhi. It’s sitting with your impulses. Thoughts are merely thoughts. In the eyes closed. Samādhi and closed eyes are two first instance, you haven’t created anything yet. separate matters. Real samādhi can be prac- In the second instance, if you act on it with body, ticed with eyes open or eyes closed. You can be speech or mind, then you are creating something. sitting, walking, standing or lying down. Avijjā (ignorance) has taken control. If you have Samādhi means the mind is firmly focused, the impulse to steal and then you are aware of with all-encompassing mindfulness, restraint, yourself and aware that this would be wrong, this and caution. You are constantly aware of right is wisdom, and there is vijjā (knowledge) instead. and wrong, constantly watching all conditions The mental impulse is not consummated. arising in the mind. When it shoots off to think This is timely awareness, of wisdom arising of something, having a mood of aversion or and informing our experience. If there is the first longing, you are aware of that. Some people get discouraged: ‘’I just can’t do it. As soon as I sit, my mind starts thinking of home. That’s evil (Thai: bahp).’’ Hey! If just that much is evil, the Buddha never would have become Buddha. He spent five years struggling with his mind, thinking of his home and his family. It was only after six years that he awakened. Some people feel that these sudden arisings of thought are wrong or evil. You may have an impulse to kill someone. But you are aware of คุณปุก จิราภรณ์ สิรวชา พร้อมครอบครัว ๊ ิิit in the next instant, you realize that killing is ทำาบุญวันเกิด ถวายเพลแด่พระสงฆ์วดไทยฯ ดี.ซี. ั
  14. 14. แสงธรรม 11 Saeng Dhammamind-moment of wanting to steal something and jhāna, and attaining various kinds of powers like then we act on it, that is the dhamma of delusion; clairvoyance. But if you get that far, it’s hard to the actions of body, speech and mind that follow undo. Some places teach this deep tranquility, the impulse will bring negative results. to sit with delight in quietude. The meditators This is how it is. Merely having the thoughts then get intoxicated by their samādhi. If they is not negative kamma. If we don’t have any have sīla, they get intoxicated by their sıla. If thoughts, how will wisdom develop? Some peo- they walk the path, they become intoxicated by ple simply want to sit with a blank mind. That’s the path, dazzled by the beauty and wonders wrong understanding. they experience, and they don’t reach the real I’m talking about samādhi that is accompa- destination. nied by wisdom. In fact, the Buddha didn’t wish The Buddha said that this is a subtle error. for a lot of samādhi. He didn’t want jhāna and Still, it’s something correct for those on a coarse samāpatti. He saw samādhi as one component level. But actually what the Buddha wanted factor of the path. Sīla, samādhi and paññā are was for us to have an appropriate measure of components or ingredients, like ingredients used samādhi, without getting stuck there. After we in cooking. We use spices in cooking to make train in and develop samādhi, then samādhi food tasty. The point isn’t the spices them- should develop wisdom. selves, but the food we eat. Practicing samādhi is the same. The Buddha’s teachers, Uddaka and To be continuedĀlāra, put heavy emphasis on practicing the คุณชูชย-คุณพวงทิพย์ อิถรัชต์ และครอบครัว พร้อมญาติมตร ทำาบุญสัตตมวาร นิมนต์พระสงฆ์ ั ิ สวดมาติกาบังสุกล ถวายเครืองไทยธรรม อุทศส่วนกุศลให้แด่คณพ่อเปลือง ชุมพล ๕ ก.พ. ๒๕๕๔ ุ ่ ิ ุ ้
  15. 15. แสงธรรม 12 Saeng Dhamma People whoHave the Dhamma Essays On The Dhamma By Luang Ta Chi Edited by Du Wayne Engelhart troversies are certainly a cause of suffering. 10. Dukkhakandha. Suffering due to attach-II. Blind-Minded Man ment and possessiveness. This is the supreme suf- fering—we get attached to our bodies and minds 8. Sahagatadukkha. Suffering that comes with (the five aggregates), believing that they actually the attainment of wealth, status, and praise. This belong to us, that we can control their nature. means that all these things cause suffering, for This is a delusion. If we can accept the nature of when there is wealth, there can be loss of wealth. things, all suffering mentioned above will cease.When there is high rank or position, there can be Most of us do not understand suffering be-loss of position. When there is praise, there can be cause ignorance blinds our hearts so that there gossip or criticism. And when there is happiness, is no wisdom and we cannot recognize suffering there can be depression. These opposites exist to- around us. When we do not recognize suffering, gether. Rich people can lose their fortunes, being we let ourselves be deluded by the illusions of unable to sleep or eat, and some even end up happiness and pleasure, just as a moth flies into losing their minds as well. The Buddha taught us a very bright flame. Very few people can escape not to be attached to fame, fortune, and praise be- the trap of this illusion of happiness. cause they are usually unsubstantial. But for most people this is a very difficult thing to do. Andhabhūto ayam loko 9. Vivādamūlakadukkha. Suffering due to con- Tanukettha vipassatitroversies. Having to live with others who have dif- Sakuno jālamuttovaferent opinions and tastes can create controversies. Appo saggāya gacchati.Controversies can lead to anger and hatred, which cause suffering. There can be strong arguments Most living things have the wrong view; very and revenge that lead to fights or even killing. Con- few have the right view that leads to the state
  16. 16. แสงธรรม 13 Saeng Dhammaof true happiness. Like birds trapped in a as an illusion.hunter’s net, very few can escape. Thus, those with wisdom practice meditation Most people these days are trapped in igno- and are not foolishly affected by illusion. There is rance, their view unclear because of defilements, nothing left but wisdom, peace, purity, and clar-seeing only illusions. Although they call them- ity, which lead to a stable condition in life.selves Buddhists, they ignore the Buddha’s teach- ing. People at all levels of society can be harmed III. People Who Have the Dhammaby belief in magical powers to protect and sup-port them, but these beliefs lead only to more People in the time of high technology with ignorance. These people are blind to the truth. computers are not interested in the Dhamma or Most people with wrong view end up in the in speaking about someone who has the Dham-dark. Ignorance creates delusion and foolishness, ma. Most are more interested in honoring with as described by the Buddha: praise and showing reverence to people who have power, a high place in society, money, big Etha passathimam lokam houses, boats, cars, businesses, and degrees in Cittam rājarathūpamam education. These are the immoderate things that Yattha bālā visīdanti people value. Natthi sanggo vijānatam. One thing that is important and should be said is that when people talk about the Dhamma Listen, all of you. The world seems like a among good friends, the friends say, “Why are shining and very bright carriage which attracts you speaking about this thing? That is useless those who are still clinging to wrong view, while in our lives. The Dhamma is something for old those with right view see it for what it is and people who go to the temple to be interested are not attracted to it. in. We have so much of our own business and work to do. Why should we pay attention to the According to this saying, most of us on the Dhamma? It is a waste of time for us.” This is a earth are like the blind, living like a person who mistaken belief of these “modern” people. That is lost, unable to find the way. Sometimes we is why people do not talk about someone who fall into the fire, and we are happy living in our has the Dhamma as much as they should. defilements. This ignorance causes physical and The one who has the Dhamma—what kind of mental suffering. person is this? What good is the person who has This is the price people have to pay who are the Dhamma? The one who has the Dhamma is attached to the world—beaten by the world like the one who acts out the Dhamma as a habit, who slaves on a plantation. So the Buddha said to practices the Dhamma regularly, continuously, with-look at the world, know it for what it is, and see it out a break. This is the one who has the Dhamma.
  17. 17. แสงธรรม 14 Saeng DhammaDhamma is goodness, correctness, the truth. Who- and worry, happiness, and be better in every way ever has goodness, correctness, and truth in his heart in our lives, we should walk along the path the can be called the one who has the Dhamma. Buddha has laid down for us; that is, follow the When we talk about the Dhamma, we remem- Dhamma. The Dhamma is holy; it has the power ber the words of Buddhadāsa Bhikkhu: to make one who practices it better. Practicing “Nowadays all we do is ‘wai’ (show respect), the Dhamma can, for example, make the com-but when we are told to practice the Dhamma, we mon person become more learned, or rise to a close our ears.” This is rather strange. Every hu- higher spiritual place of “deva,” “indra,” or “brah-man being; nation; religion; and special group with ma.” The practice of the Dhamma can even lead a common culture, religion, or language wants to to eventually becoming an enlightened one who have happiness and have a better life. However, has entered the right path, and finally, nibbāna. the main thing that brings happiness and progress We should not be mistaken and just pay re-so that it is a blessing in our lives is the Dhamma. spect and, when asked to practice the Dhamma But then why don’t we like the Dhamma? We like and follow the teaching, act is if we don’t hear to just pay respect; we like to make offerings for and become disinterested. It is like the saying, magical protection and happiness. “When asked to practice the Dhamma, you cover Big trees or spirit houses, where this or that your ears.” You don’t want to hear; you don’t spirit lives, are thought to be holy. The area over- want to listen. When it comes to magical offer-flows with offerings. People think that paying re- ings, putting a spell on someone, fortune telling, spect and making offerings will bring benefits that no matter how far away, you try to get there. How-will cause them to be happy and have a better ever, when it comes to practicing the Dhamma, life, including freedom from danger and worry in even if it is right next door, you will say that you life, and safety. In this way they think as one don’t have time. Just think about it. Is there re-who is blind, who is in darkness, who does not ally no time to practice the Dhamma? Then what understand the truth. But the thing that causes safety, happiness, and makes everything better in do you do with all your time? That is the excuse all ways has to be according to the Dhamma. for people who are afraid of the Dhamma. Don’t The monks teach us: be afraid of the Dhamma; the Dhamma is some- Dhamma is what will protect one who prac- thing that will bring you happiness. Doesn’t eve-tices. Dhamma that is done well will bring hap- rybody want happiness? If that is so, we should piness. This is the result of practicing Dhamma. all practice the Dhamma. The happiness from One who practices Dhamma regularly will not practicing the Dhamma is a happiness free from wander toward evil or disaster. everything not pure. It is something experienced All of you will probably be able to see by deeply and not comparable to anything else. It now that if we wish to have freedom from danger is happiness that will last forever, that does not
  18. 18. แสงธรรม 15 Saeng Dhammachange like worldly happiness. Worldly happi- cine. The Buddha gives us medicine, which is the ness is happiness mixed with misery. Therefore, Dhamma for people’s hearts, with the hope that true happiness is that which is from the heart, we will all live together in peace, no matter what that is peaceful, without defilement (kilesa)—that the period of time in which we live. When peo-which comes from practicing the Dhamma. ple are practicing the Dhamma, in that period of When the Buddha gave an example of prac- time the world will be filled with happiness and ticing the Dhamma for all us humans to follow, peace. There will be development and progress many people misunderstood that practicing the in every way. Our house could be heaven, with Dhamma is old-fashioned, not up to date with people living together filled with happiness. The the changes and developments in present soci- Dhamma is always in fashion and always practi-ety. But the Buddha still encouraged everyone to cal. We should be practicing the Dhamma, my practice as much as they are able because without dear friends.practicing the Dhamma, we are no different from The Dhamma is deep and wide, but to better animals; we have no values. The worth of each understand our practice of the Dhamma, we can human depends on the result of his practicing express it in brief form easily as goodness, correct-the Dhamma. The Buddha encouraged people to ness, and truth. When a person practices these practice the Dhamma because he was concerned three things, it is like armor that protects you. It that all humans will become wild and like barbar- is the best refuge and keeps us safe. We should ians, and will not be able to improve or better be more interested in studying and practicing the their lives. This is similar to parents encourag- Dhamma; don’t say you don’t have time or the ing their children to take medicine, even though Dhamma doesn’t concern you, or else you will they may hate taking medicine. The parents try be sorry later. Now that we have been born and as well as they can to get the medicine in, and if are living on this earth, we should do good, do the children will not take the medicine by them- correct things, and live in truth so that we will selves, the parents have to force the medicine in. be able to say that we are the ones who “have No matter how hard this is to do, it is done with the Dhamma.” This is like building an inheritance love because the parents wish their children will that is so valuable for the generation that follows be in better health. Every child hates medicine, us so that it can be an example for the next gen-but every child has had to take it and has be- eration. It is like the saying, “Do good for your come better for having done so. children. Do the correct things for your children’s If the Dhamma makes people civilized, why children.” is there a misunderstanding that practicing the Dhamma is old-fashioned? In the end, all of us To be continuedact like children who do not want to take medi-
  19. 19. แสงธรรม 16 Saeng Dhamma MY (VERY BRIEF) LIFE AS A BUDDHIST MONK Part IV: Tudong By Matthew R.G. Regan I t was mid-morning when Steve’s van pulled into the parking lot in front of our destination in Charlottesville, VA. Just a few tle sightseeing, wandering the grounds of the University of Virginia. As we walked through the Rotunda, I wondered what Thomas Jef-hours ago, we had awoken in the secluded ferson, architect of the building and founder peace of Wat Pa Santidhamma and now we of the university, would have thought had were 150 miles away, preparing to receive he been able to see us in our saffron robes lunch and give blessings to the owner and and shaven heads, but somehow, I came to staff of a local Thai restaurant. But even as the conclusion he would have been pleased we rested from our early morning drive, there and intrigued—the tourists and students who was a quiet sense of worry in the air. Early came up and spoke with us certainly were.that morning, we had learned that the abbot But as I would learn throughout my tem-of the temple in Long Island, New York, had porary ordination, the life of a monk is one taken seriously ill, and Ajahn Thanat and the of comings and goings, hellos and goodbyes. abbot of Wat Pa, who were originally going to Not long after we had finished our little tour accompany us for our the rest of our journey, of the campus, Ajahn Thanat and the abbot would have to travel to New York that after- of Wat Pa were on their way to New York, and noon. Luckily, however, there was still some the remainder of us—Ajahn Ampol, Luang P time for us to visit the people and places of Piya, Luang P Joe, Steve, and myself—were Charlottesville before they had to leave. headed off to big our day of practicing in the After lunch and sharing blessing stanzas style of forest monks (tudong): sleeping, walk-with the restaurant staff, we set off for a lit- ing, and sitting in the midst of nature. Our first
  20. 20. แสงธรรม 17 Saeng Dhammastop, perhaps to ease the transition from the spend the majority of the day. Our gracious streets of Charlottesville to the mountains of host was thoughtful enough to offer us some the Shenandoah, was the house of the owner lunch to take with us before we left, and as of the restaurant we had visited that morning. we drove away, I was again struck by the gen-She had graciously offered to give us a place erosity she and her family had shown to us. to stay before we headed to the mountains Although I had always intellectually under-the next day, but instead of sleeping inside, stood the dependency of the Community for my first time as of Monks (bhikkhu sangha) on the generos-a monk, we would ity of lay disciples, sleep outside un- it wasn’t until I der the stars. Af- was in robes that ter setting up our I truly understood tents, we practiced it on a personal walking meditation level. Without the until the sun went generosity of the down, and then many lay people joined our host who help us, there and her grandchild was no way any of in her house for us could have un-some evening chanting. As with all the places dertaken our retreat—from the food in our I visited as a monk, I was amazed by the hos- stomachs to the robes on our back. In an odd pitality and generosity of our host and her way, being a monk has made more a more family, and my appreciation for their hospital- appreciative and conscientious layperson as ity were among my last thoughts as I drifted well, now that I have returned to the lay life. off to sleep to the song of the frogs in the Now, when I take part in offerings to the sang-nearby pond. ha, I reflect back on the importance of those We awoke before dawn the next morn- offerings when I had received them myself. ing, eager to begin our full day of tudong By mid-morning, we had arrived in the practices. After morning chanting and break- mountains and our tudong retreat continued fast, we loaded Steve’s van and prepared with the activity I had been both looking for-to journey to Skyline Drive, where we would ward to and fearing the most: walking bare-
  21. 21. แสงธรรม 18 Saeng Dhammafoot along the mountain trails. Arriving at the to concentrate much better. In the relative-start of the trail, we arranged our robes, put ly cool mountain air (it had been a very hot some extra water into our bags, and prepared July), I noticed my breath and movements for our long hike. I hesitated slightly before becoming in sync. It was not an easy task, and taking of my sandals, but seeing that every- I—regretfully—was the most out of shape in one else, including Steve, had already enthu- our group, but the combination of the natu-siastically removed their footwear, I gave a ral environment, my increased concentration, small sigh and removed my own—the great and the silent camaraderie of walking quietly barefoot hike had begun. in line, like the tudong monks I had seen in Unfortunately, my career as a tudong pictures, filled me with a wonderful feeling. monk was not very long lived. Although it For that brief period, I was fully present in seemed like an eternity, I was only able to walk barefoot for about 20 minutes, only about a quarter of the way into our hike. De-spite all the mindfulness techniques I em-ployed, from focusing on the pain to focus-ing on my breath, each step became more and more painful—each tiny pebble felt like a blazing shard of molten lead. Finally, dis-couraged, I asked Ajahn Ampol if it was okay to put my sandals back on. (For the record, walking mountain trails in sandals is not ex-actly an easy feat either, but it is a thousand what I was doing—there was no time for the times better than walking barefoot.) At first, past or the future, all that mattered were my I was slightly ashamed by my failure, but steps, my breath, and the beautiful environ-my spirits were lifted by Luang P Joe during ment around me. It is little wonder the Lord one of our sitting breaks. “Don’t worry,” he Buddha told his monks to take their practice to the forest.said, “when I was a kid in Thailand, I always ran around without shoes. It just takes some To be continued next month time to toughen up your feet.” With my san-dals on and my pain diminished, I was able
  22. 22. แสงธรรม 19 Saeng Dhamma WELCOME TO JOIN THE INTERNATIONAL VESAK 2011 THE MEDITATION WORKSHOP On February 12, members of the International 1st and 3rd Saturday of Buddhist Committee of the Washington, DC area, every month. representing over 10 different nations and all�Based on 2,500-year-old tradition lineages of Buddhism, met at Wat Buddhikarama�Starts April 9 (Wat Khmer) in Silver Spring, MD. USA, to dis-�Taught by Thai monk with decades of experience cuss plans for the upcoming International Vesak event, which will be held there on May 8.�FREE! We never charge for lessons�All levels welcome This celebration will commemorate the 2600th Wat Thai Buddhist Temple anniversary of the Birth of the Lord Buddha, as 13440 Layhill Rd. Silver Spring, MD 20906 well as the 25th anniversary of the International Tel: 301-871-8661, 301-871-8660 www.watthaidc.org, www.t-dhamma.org Buddhist Committee’s local celebrate of the E-mail: handy@t-dhamma.org Buddha’s birth, enlightenment, and Parinibbana.Contact Alistair Bell 202 527 1050 /aa_bell@hotmail.com ขอเชิญร่วมงานธรรมสมโภชอายุวัฒนมงคล ๘๖ ปี หลวงตาชี พระวิเทศธรรมรังษี (สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท) ๑๐ - ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๔ ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ประธานจัดงานโดย กลุ่มรวมน้ำาใจใฝ่ธรรม เมืองไมอามี่ รัฐฟลอริดา จึงขอเชิญศิษยานุศิษย์ที่เคารพรัก ร่วมแสดงมุทิตาสักการะโดยพร้อมเพรียงกัน
  23. 23. แสงธรรม 20 Saeng Dhammaคุณประพจน์ คุณวงศ์ พร้อมด้วยน้องๆ นักเรียน คณะคุณนก และเพือนๆ คือ คุณตาล-คุณแมน- ่ ศิษย์วดไทยฯ ดี.ซี ช่วยกันเตรียมอาหารใส่บาตร ั คุณจีด-คุณหลี-คุณหน่อย-คุณทรวง-คุณวาสนา ๊ กลุ่มพลังบุญ สมาคมไทยชาวปักษ์ใต้ / นำ้า-เครื่องดื่ม ขนมจีน นำ้ายา โดย EASTLAND กลุ่มพลังศรัทธา
  24. 24. แสงธรรม 21 Saeng Dhamma สาระธรรมจาก...พระไตรปิฎก พระไตรปิฎก สำาหรับผูเ้ ริมศึกษา เล่มที่ ๑๕ หน้า ๑๔๘, ๑๗๕ พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐกนิบาต ่ธรรมป้องกันมารท�าอันตราย เหนียว(สาลียวก�) ไว้มาก, ตติยฌาน เปรียบเหมือนปัจจันตนคร (๖๔) นครสูตร ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายเรื่องอริยสาวกผู้มี ทีมการสะสมงา ถัวเขียว ถัวทอง และอปรัณณชาติไว้มาก, ี ่ ่ สัทธรรม ๗ ประการ และพร้อมที่จะเข้าฌาน ๔ ได้ทุกเมื่อ จตุตถฌาน เปรียบเหมือนปัจจันตนครทีมการสะสมเภสัชคือ ่ีมารไม่อาจท�าอันตรายได้ โดยเปรียบกับปัจจันตนคร (เมือง เนยใส เนยข้น น�ามัน น�าผึง น�าอ้อย เกลือ ไว้มาก ้ ้ ้ ้ชายแดน) ที่มีเครื่องป้องกันและอาหารพรั่งพร้อม ตรัสว่า เมื่ออริยสาวกมีสัทธรรม ๗ ประการนี้ และเข้า สัทธรรม ๗ ประการ ของอริยสาวกนั้นคือ ฌานได้ทุกเมื่อที่ต้องการ ส�าหรับอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน มาร ๑. มีศรัทธา–เชือในปัญญาตรัสรูของ พระพุทธเจ้า เปรียบ ่ ้ ใจบาปย่อมท�าอันตรายไม่ได้เหมือนปัจจันตนครมีเสาระเนียด (เอสิกา) ที่ฝังลึกไม่ไหวสะเทือนได้ อุบาสกคือบุคคลเช่นไร ๒. มีหิริ –ละอายต่อทุจริตทางกายวาจาใจ ละอายต่อ (๑๑๕) มหานามสูตร นิโครธาราม (กรุงกบิลพัสดุ์) : เจ้าการเข้าถึงอกุศลธรรม เปรียบเหมือน ปัจจันตนครที่มีคู (ปริก ศากยะพระนามว่า มหานามะ ทูลถามว่า คนเช่นไรได้ชื่อว่าขา-สนามเพลาะ) ทั้งลึกทั้งกว้าง อุบาสก? พระพุทธองค์มีพระด�ารัสตอบว่า เมื่อใดบุคคลถึง ๓. มีโอตตัปปะ สะดุงกลัวต่อทุจริตทางกายวาจาใจ สะดุง ้ ้ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นสรณะ เมื่อนั้นก็ได้กลัวต่อการเข้าถึงอกุศลธรรม เปรียบเสมือนปัจจันตนครที่มี ชื่อว่า อุบาสกทางเดินตามคูได้รอบ (อนุปริยายปโถ) ทั้งสูงทั้งกว้าง มหานามะ : ท�าอย่างไร อุบาสกจึงได้ชื่อว่าผู้มีศีล? ๔. เป็นพหูสูต - มีการศึกษาเล่าเรียนไว้มาก ทรงจ�าไว้ พระพุทธองค์ : เมื่ออุบาสกงดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ มาก มีความเข้าใจแจ่มแจ้งในธรรม เปรียบเสมือนปัจจันตนคร งดเว้นจากการดื่มน�้าเมา...(มีศีล ๕) ก็ได้ชื่อว่าผู้มีศีลที่มีการสะสมอาวุธเอาไว้มาก มหานามะ : แค่ไหนเพียงไร อุบาสกจึงได้ชื่อว่า เป็นผู้ ๕. ระดมความเพียร – เพื่อละอกุศล เพื่อมีกุศลธรรม ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น?พรั่งพร้อม มีความบากบั่นมั่นคง ไม่ย้อท้อ เปรียบเหมือนปัจ พระพุทธองค์ : ตนเองมีศรัทธา...มีศีล...มีการเสียสละจันตนครที่พรั่งพร้อมด้วยด้วยกองทัพต่างๆ แบ่งปัน (จาคะ) ... สนใจฟังธรรม...เป็นผู้จดจ�าธรรมที่ได้ฟัง ๖. มีสติ – มีสติรักษาตนอย่างดียิ่ง ระลึกได้ถึงสิ่งที่ได้ท�า แล้ว...เป็นผูพจารณาอรรถแห่งธรรมทีได้ฟงแล้ว...รูทวถึงอรรถ ้ ิ ่ ั ้ ั่และค�าที่ได้พูดแล้วแม้นานได้ เปรียบเหมือนปัจจันตนครที่มี รูทวถึงธรรมแล้ว ปฏิบตถกหลักธรรม แต่ไม่มการชักชวนผูอน ้ ั่ ัิู ี ้ ื่ทหารยามผู้ฉลาดสามารถ รู้ว่าใครเข้าได้ – เข้าไม่ได้ ให้เป็นคนมีศรัทธา เป็นต้น (อย่างที่ตัวเองเป็น) อุบาสกเช่นนี้ ๗. มีปัญญา -มีปัญญาพิจารณาเห็นความเกิดความดับ จัดว่า เป็นผูปฏิบตเพือประโยชน์ตน ไม่ปฏิบตเพือประโยชน์ผู้ ้ ัิ ่ ัิ ่ท�าลายกิเลสสินทุกข์ได้ เปรียบเหมือน ปัจจันตนครทีมกาแพง ้ ่ี� อื่น (อุบาสก ผู้มีศรัทธา ฯลฯ และมีการชักชวนผู้อื่นให้เป็นทั้งสูงทั้งกว้าง มีป้อมก่ออิฐถือปูนอย่างดี เหมือนตน จัดว่าเป็นผูปฏิบตเิ พือประโยชน์ตนและปฏิบตเพือ ้ ั ่ ัิ ่ ฌาน ๔ ของอริยสาวกนั้น ปฐมฌาน เปรียบเหมือน ประโยชน์ผู้อื่น)ปัจจันตนครที่มีการสะสมหญ้า ไม้ และน�้าไว้มาก, ทุติยฌาน เปรียบเหมือนปัจจันตนครที่มีการสะสมข้าวสาลีและข้าว
  25. 25. แสงธรรม 22 Saeng Dhamma ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีรกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี. ิ Those who are interested in Thai Theravada Buddhism and mem- bers of the general public are cordially invited to Wat Thai, D.C., Temple to pay their respect to or simply view the Buddha relics on display in the chanting hall.ปฏิบัติธรรมประจ�ำเดือนมีนำคมณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. 19 มีนาคม 2554ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวพระไตรปิฎก � สาธยายพระไตรปิฎก ภาษาบาลี � ฟังบรรยายธรรม - ธรรมสากัจฉา � เจริญจิตตภาวนา - แผ่เมตตา ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมดับร้อนผ่อนคลายทุกข์ด้วยธรรมโอสถ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพร้อมกัน เวลา 9.00 A.M.
  26. 26. แสงธรรม 23 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากวัดไทย พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) มนุษย์ - เทวดา เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง “เทวธรรม” เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา ถ้าใจต�่า เป็นได้ แต่เพียงคน สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร. ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา สัปบุรุษทั้งหลายผู้สงบระงับ ผู้สมบูรณ์ด้วยหิริ ใจสะอาด ใจสว่าง ใจสงบ โอตัปปะ ผู้ตั้งมั่น อยู่ในธรรมอันขาวเรียกว่า ใครมีครบ ควรเรียก มนุสสา เทวธรรม แปลว่า ธรรมของเทวดา เพราะพูดถูก ท�าถูก ทุกเวลา เปรมปรีดา คืนวัน สุขสันต์จริง มนุ ษ ย์ แ ปลว่ า ผู ้ มี ใจสู ง สู ง ด้ ว ยอะไร สู ง ด้ ว ย ใจสกปรก มืดมัว หรือร้อนเร่า คุณธรรม คือศีลธรรม จริยธรรม สรุปลงที่สูงด้วยศีล ใครมีเข้า ควรเรียก ว่าผีสิง สมาธิ และปัญญา นี่แหละคือ “มนุษย์” ที่แปลว่า ผู้ เพราะพูดผิด ท�าผิด จิตประวิง มีจิตใจสูง สูงด้วยคุณธรรมดังที่กล่าวมานี้ ใครก็ตาม แต่ในสิ่ง น�าตัว กลั้วอบาย ที่มีคุณธรรมดังที่กล่าวมานี้ประจ�าใจ มีคุณธรรมเป็น คิดดูเถิด ถ้าใคร ไม่อยากตก เรือนใจ คนนันก็เป็น “มนุษย์” ผูมจตใจสูง ถ้าใครก็ตาม ้ ้ีิ จงรีบยก ใจตน รีบขวนขวาย มีจตใจปราศจากคุณธรรมดังกล่าวมา เขาเหล่านันก็เป็น ิ ้ ให้ใจสูง เสียได้ ก่อนตนตาย ได้แต่เพียงคนซึ่งแปลกันว่า “วุ่น” ดังค�ากลอนสอนใจ ก็สมหมาย ที่เกิดมา อย่าเชือนเอย ของท่านเจ้าพุทธทาสปราชญ์แห่งกรุงสยามและบุคคล
  27. 27. แสงธรรม 24 Saeng Dhammaส�าคัญของโลก ซึ่งได้น�ามากล่าวไว้ ข้างต้นนั้นว่า “ถ้า ร่วมเพศกันเมื่อไร คนก็ไหลออกมาเต็มบ้านเต็มเมือง ใจต�่าก็เป็นได้ แต่เพียงคน” ท�าไมค�าว่า “คน” จึงแปล จนเกิดเรืองให้รฐบาลแต่ละประเทศต้องใช้งบประมาณ ่ ัว่า “วุ่น” ที่มันวุ่นนั้นเพราะใจมันต�่า มันต�่าด้วยอะไร ในการประกาศให้ ป ระชาชนในประเทศของตนคุมอะไรท�าให้จิตใจมันต�่า จิตใจมันต�่าเพราะถูกครอบง�า ก�าเนิดไม่ให้คนเกิดมาเป็นลูกปูลูกปลา.... เห็นไหมละ ด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิมานะ อิจฉา ไหนว่าการเกิดมาเป็นมนุษย์เป็นการยาก นี่คือความริษยา นินทา ว่าร้าย ความชั่ว กิเลสตัณหา ทั้งหลาย เห็นของคนในยุควิทยาศาสตร์ก้าวหน้า เทคโนโลยีเหล่านี้แหละ ที่ท�าให้จิตใจของคนต�่าลงจมลงสู่ความ น�าสมัย พวกเขาพากันกล่าวคัดค้านค�าสอนในทางมืดบอด ไม่รู้จักอรรถและไม่เห็นธรรม จ�ากันไว้ให้ดี พระพุทธศาสนา...น่าอนาถจริง ๆ อนิจจา!อย่าปล่อยให้ผีคือความชั่ว กิเลสตัณหาครอบง�าจิตใจ ความจริ ง ค� า กล่ า วคั ด ค้ า นของพวกคลั่ ง ในอย่าประมาทขาดสติ ประมาทขาดสติเมือไร กลายเป็น ่ วิทยาศาสตร์กาวหน้าเทคโนโลยีน�าสมัยข้างต้นนัน มัน ้ ้คนจิตใจต�่าทันที ก็เป็นค�ากล่าวที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัวแล้ว เพราะหลัก ธรรมในทางพระพุทธศาสนากล่าวว่า “การเกิดมาเป็น มนุษย์” นั้นยากแต่พวกเขากลับพูดถึงการเกิดของ “คน” มันเป็นคนละประเด็นกัน คนกับมนุษย์นั้น มัน ไม่เหมือนกัน กลับไปอ่านค�ากลอนสอนใจของท่านเจ้า คุณพุทธทาสอีกครั้งดูซิ จะได้รู้ความแตกต่างของ “คน” กับ “มนุษย์” ว่าต่างกันอย่างไร เป็นมนุษย์ เป็นได้ เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูง มีดี ที่แววขน ถ้าใจต�่า เป็นได้ แต่เพียงคน ย่อมเสียที ที่ตน ได้เกิดมา “กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ” การได้เกิดมาเป็น หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ท่านพูดถึงความมนุษย์นั้นแสนยาก ล�าบากยากเข็ญต้องบ�าเพ็ญความ เป็น “มนุษย์” ว่ามันยาก ท่านไม่ได้พูดถึง “คน” ดังดี ตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ ทีพวกคลังเทคโนโลยียคใหม่เข้าใจกันอย่าพากันดันทุรง ่ ่ ุ ัอย่างยิ่งคือ “มนุษยธรรม” ธรรมอันท�าให้เป็นมนุษย์ คัดค้านอย่างไร้เหตุผล เพราะคนมันเกิดกันนั้นแหละ แต่ในยุคปัจจุบันอันเป็นยุคแห่งวิทยาศาสตร์ก้าวหน้า ปัญหาในสังคมโลกมันจึงเกิดขึ้นระบาดไปทุกหนทุกเทคโนโลยีน�าสมัย คนในยุคปัจจุบันมักจะพากันมอง แห่ง เพราะคนมันแย่งกันสร้างปัญหา เพราะเหตุไรข้าม และแถมเยาะเย้ยหลั฀

×