Your SlideShare is downloading. ×
Saeng Dhamma Vol.37 No. 435 July  2011
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

Saeng Dhamma Vol.37 No. 435 July 2011

1,367
views

Published on

วารสารแสงธรรม ปีที่ 37 ฉบับที่ 435 ประจำเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 …

วารสารแสงธรรม ปีที่ 37 ฉบับที่ 435 ประจำเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554
วารสารธรรมะที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.

Published in: Education, Spiritual

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
1,367
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
8
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ ฉบับ แสงธรรม วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา วันอาสาฬหบูชา Saeng Dhamma วันเข้าพรรษาปีที่ ๓๗ ฉบับที่ ๔๓๕ ประจำาเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ Vol.37 No.435 July 2011 ๒๕๕๔
  • 2. สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปัญหำ พระพุทธศำสนำมีทำงแก้ วำรสำรธรรมะรำยเดือนที่เก่ำแก่ที่สุดในอเมริกำ ปีที่ 37 ฉบับที่ 435 ประจ�ำเดือนกรกฎำคม พ.ศ. 2554 Vol.37 No.435 July, 2011 Objectives : �To promote Buddhist activities. สำรบัญ �To foster Thai culture and tradition. �To inform the public of the temple’s activities. Contents �To promide a public relations center for Buddhists living in the United States. The Buddha’s Words.............................................. 1 Emptiness By Ven. Buddhadasa..................................... 2 เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. A taste of Freedom By Ven. Ajanh Chah.............. 7 ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี What is Samadhi? By Ven. Laung Ta Chi.................................. 11 กองบรรณาธิการ : แนะน�ำครู Summer School ปี ๒๕๕๔ ................................16 ดร.พระมหำถนัด อตฺถจำรี ปฏิบัติธรรมประจ�ำเดือนกรกฎำคม............................. 17 พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภำกโร เสียงธรรม...จากวัดไทย........................หลวงตาชี 18 พระจรินทร์ อำภสฺสโร ประมวลภาพกิจกรรมเดือนมิถุนายน....................... 30 พระมหำเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญำโณ พระสุริยำ เตชวโร เสียงธรรม...จากหลวงตาชี ...................................... 32 พระมหำสรำวุธ สรำวุโธ ท่องแดนพระพุทธศำสนำ ๒,๓๐๐ ปี ดร.พระมหำถนัด 39 พระมหำประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม สำระธรรมจำก...พระไตรปิฎก ................................... 43 พระมหำศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป อนุโมทนำพิเศษ / Special Thanks............................ 45 พระมหำค�ำตัล พุทฺธงฺกุโร Thai Temple’s News...............โดย ดร.แฮนดี้ 46 พระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต รำยนำมผู้บริจำคเดือนพฤษภำคม Ven.Pradoochai 49 และอุบำสก-อุบำสิกำวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. รำยนำมผู้บริจำคออมบุญประจ�ำปีและเจ้ำภำพภัตตำหำรเช้ำ...53 รำยนำมเจ้ำภำพถวำยเพล / Lunch.............................54 SAENG DHAMMA Magazine ก�ำหนดกำรท�ำบุญวันอำสำฬหบูชำ-วันเข้ำพรรษำ ........62 is published monthly by Wat Thai Washington, D.C. Temple Photos taken by At 13440 Layhill Rd., Ven. Pradoochai, Ven. Khumtan Silver Spring, MD 20906 Ven. Ananphiwat, Ven.Srisuporn Tel. (301) 871-8660, 871-8661 Mr. Kevin & Mr. Sam Fax : 301-871-5007 Bank & Ms. Golf E-mail : watthaidc@hotmail.com Homepage : www.watthaidc.org Radio Network : www.watthai.iirt.net 2,500 Copies
  • 3. WAT THAI WASHINGTON, D.C. NON PROFIT ORG. 13440 Layhill Rd US POSTAGE Silver Spring MD 20906-3201 PAID SILVER SPRING, MD PERMIT NO.1388 Change Service RequestedAttention: Subscriber if you are moving, please forward your new address to Wat Thai Washington,D.C. 13440 Layhill Rd. Silver Spring, MD 20906 -3201 ขอเชิญร่วม... ๗ งำนวันแม่ “๑๒ สิงหำ มหำรำชินี”ส.ค. โรงเรียนวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ภาคฤดูร้อน ๕๔ • ร่วมถวำยพระพรสมเด็จพระนำงเจ้ำสิริกิติ์ พระบรมรำชินีนำถ • ร่วมบูชำและร�ำลึกถึงพระคุณแม่ • ชมกำรแสดงของนักเรียนฯ ขอเชิญร่วมทำ�บุญ... ๑๘ก.ย. วันสารทไทย ๕๔ • ท�ำบุญตักบำตร • ออกร้ำนจ�ำหน่ำยอำหำรไทย - สินค้ำไทย • ซื้ออำหำรไทย - สินค้ำไทย • ท�ำบุญอุทิศแด่บรรพบุรุษ • ชมดนตรีไทย - นำฏศิลป์ไทย
  • 4. ถ้อยแถลง ครูผู้ให้แสงสว่างทางชีวิต แด่มวลศิษย์ด้วยวิชาหลายสาขา ให้ความรู้ให้ปัญญาให้จรรยา ด้วยเมตตาให้ศิษย์ดีมีศีลธรรม บทกลอนข้ำงต้นนี้ เป็นบทกลอนที่พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตำชี) ได้ประพันธ์ไว้ใน “วันไหว้ครูประจ�ำปี ๒๕๔๐” เป็นกำรชีให้รวำ เมือถึงฤดูรอน กิจกรรมทีสำคัญอย่ำงหนึง คือ โรงเรียนวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ภำคฤดูรอน หรือ Summer ้ ู้ ่ ่ ้ ่� ่ ้School นันเอง โดยร่วมกับคณะครุศำสตร์ จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย จัดให้ม “โครงการสอนภาษาไทยและศิลปวัฒนธรรม ่ ีไทย” ขึน และเป็นทีนำยินดีวำปีกำรศึกษำ ๒๕๕๔ นี ได้มคณะครูอำสำฯ ๔ ท่ำน คือ คุณครูเก๋, คุณครูตม, คุณครูปญ ้ ่ ่ ่ ้ ี ุ่ ัและคุณครูตก ได้เสียสละเวลำมำช่วยสอนเป็นเวลำ ๓ เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนำยน – สิงหำคม โดยเรียนอำทิตย์ละ ๔ วัน ุ๊คือ วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เริ่มตั้งแต่เวลำ ๐๘.๓๐ น. – ๑๕.๓๐ น. ซึ่งถือว่ำเป็นช่วงที่เด็ก ๆ ปิดเทอม และเป็นโอกำสดีที่เด็ก ๆ จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษาไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย มารยาทไทย นาฏศิลป์ไทย เอกลักษณ์ความเป็นไทย และวิถีพุทธแบบไทย ๆ ได้ความรู้ใหม่ มีใจเมตตา มีศีลธรรมน�าพาชีวิต ประพฤติกิจในทางที่ชอบธรรม โดยได้ปฐมนิเทศเปิดเรียนอย่ำงเป็นทำงกำรแล้ว เมื่อวันอำทิตย์ที่ ๑๙ มิถุนำยน ที่ผ่ำนมำ บรรยำกำศเป็นไปด้วยควำมคึกคัก ผู้ปกครองพำลูกหลำนมำสมัครลงทะเบียนเรียนเป็นจ�ำนวนมำก จึงขอเชิญผูปกครองน�ำบุตรหลำนมำสมัครเรียนได้ตงแต่บดนีเป็นต้นไป และ ้ ั้ ั ้ติดต่อคณะสงฆ์วัดไทยฯ ดี.ซี. เพื่อเป็นเจ้ำภำพเลี้ยงอำหำรว่ำง (Snack) แก่ลูกหลำนของเรำได้ อนึ่ง ในวันที่ ๑๐-๑๒ มิถุนำยน ที่ผ่ำนมำ เป็นวันงำนท�ำบุญธรรมสมโภชอำยุวัฒนมงคล ๘๖ ปี หลวงตำชี คณะสงฆ์และคณะกรรมกำรทุกท่ำน ขออนุโมทนำขอบคุณคณะศิษยำนุศิษย์ “กลุ่มรวมน�้าใจใฝ่ธรรม” เมืองไมอำมี่ รัฐฟลอริดำ น�ำโดยคุณยงยุทธ – คุณศิริพรรณ เนตรทองค�า ซึ่งเป็นประธำนจัดงำนในปีนี้ รวมถึงพุทธศำสนิกชนทุกท่ำนที่มำร่วมงำน ต่ำงก็ได้แสดงออกถึงควำมกตัญญูกตเวทีต่อครูบำอำจำรย์อย่ำงสุขใจ และขออนุโมทนำในกุศลจิตท่ำน นพ. อรุณ – คุณสุมนาสวนศิลป์พงศ์ ที่รับเป็น “ประธานจัดงานธรรมสมโภชอายุวัฒนมงคล ๘๗ ปี หลวงตาชี ปี ๒๕๕๕” มำ ณ โอกำสนี้ด้วย “ดอกไม้นนงามทีสี ศิษย์ดงามทีความกตัญญู” และหวังว่ำทุกท่ำนคงจะได้มำร่วมกันแสดงพลังแห่งควำมกตัญญูกตเวที ั้ ่ ี ่ถวำยมุทิตำสักกำระพระเดชพระคุณหลวงตำชีอีกครั้งในปีหน้ำ “แสงธรรม” ฉบับนี้ เป็นฉบับวันอาสาฬหบูชา - เข้าพรรษา ซึ่งพุทธศำสนิกชนโดยทั่วไปคงจะมีอะไรท�ำเป็นพิเศษในช่วงเข้ำพรรษำนี้ บำงท่ำนก็ตั้งจิตอธิษฐำนว่ำ “ท�าวัตรเช้าเย็น บ�าเพ็ญภาวนา ศึกษาพระธรรมวินัย ท�าใจให้สะอาดสว่าง สงบ พบความสุขร่มเย็น” ซึงก็แล้วแต่วำท่ำนใดจะเพิมพูนบุญกุศลในด้ำนใดให้กบตนเอง ทังพระภิกษุสงฆ์กอยูประจ�ำ ่ ่ ่ ั ้ ็ ่ที่เป็นเวลำ ๓ เดือน เป็นโอกำสดีที่จะได้ฟังธรรม สนทนำธรรม ปฏิบัติธรรม ให้เข้มงวดขึ้น ใครอยู่ใกล้วัดไหนก็ไปวัดนั้น บำงท่ำนอำจจะตังใจมำท�ำบุญตักบำตรทีวดไทยฯ ดี.ซี. ทุกวันอำทิตย์ “สวดมนต์ภาวนาเป็นนิจ ท�าบุญให้อธิษฐานจิตเป็นประจ�า ้ ่ัอโหสิกรรมแผ่เมตตา” ก็จะท�ำให้กำรเข้ำพรรษำของพุทธศำสนิกชนนั้นมีคุณค่ำและเพิ่มก�ำไรแก่ชีวิตมำกขึ้น ท้ำยสุดนี้ ขอฝำกข้อคิดบทกลอนสอนธรรมที่พระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตำชี) ประพันธ์ไว้ว่ำ จงใฝ่หาพระธรรมบ�ารุงจิต อย่ามัวคิดสงสัยไร้เหตุผล รีบลงมือปฏิบัติตัดกังวล พระธรรมดลให้สบายทั้งกายใจ ขออ�ำนวยอวยพรให้ทุกท่ำนจงเจริญรุ่งเรืองงอกงำมในพระสัทธรรมของพระสัมมำสัมพุทธเจ้ำโดยทั่วหน้ำกันเทอญ คณะผู้จัดท�า
  • 5. แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต อตฺตทตฺถํ ปรตฺเถน พหุนาปิ น หาปเย อตฺตทตฺถมภิญฺญาย สทตฺถปสุโต สิยา. (๑๖๖)ถึงจะทําประโยชน์แก่คนอื่นมากมาย ก็ไม่ควรละทิ้งจุดหมายปลายทางของตนเมื่อรู้ว่าอะไรคือจุดหมายปลายทางของตนแล้ว ก็ควรใฝ่ใจขวนขวายFall not away from one’s own purpose for the sake of another, howevergreat. When once one has seen one’s own goal, one should hold to it fastand firm.
  • 6. แสงธรรม 2 Saeng Dhamma EMPTINESS by Buddhadasa Bhikkhu http://www.what-buddha-taught.net/Books/BhikkhuBuddhadasa_Heart_Wood_from_the_Bo_Tree.htm ...Continued from last issue... P ractising Dhamma is similar - it’s just practice. It is a truth of nature that re-sults always arise in proportion to the practice tation is in line with the etymology of the word, for the word dhamma means ‘a thing which maintains itself’. Dhammas are divided into two done. If one grasps at or clings to it as being ‘I’ categories; those which flow and change and or .mine’ then one falls into more error, creates those that do not. Those that flow and change another spurious self, and experiences Dukkha due to some generative force maintain their no differently than if one were clinging to some- existence within that very flow and change i.e. thing as gross as sexual desire. they are the stream of transformation itself. Reaching the Path Realizations, their Fruits That which being devoid of the necessary causal and Nibbana; They are dhammas, parts of na- factors does not flow and change is Nibbana or ture, that are ‘such-as-they-are’. Even emptiness emptiness. It is able to maintain itself without is a part of nature. If one grasps at or clings to it change i.e. it is the state of changelessness itself. then it is a false Nibbana, a false emptiness be- But the sort of dhamma which undergoes trans-cause Nibbana, true emptiness, is ungraspable. formation and the sort that doesn’t are both Thus it may be said that on grasping at Nibbana merely dhammas, things which maintain them-or emptiness one deviates from it immediately. selves in certain states. So there is nothing more All these examples demonstrate that there is than nature, nothing more than the elements of absolutely nothing at all apart from dhammas. nature, and how can mere dhammas be ‘I’ or The word dhamma signifies nature. This interpre- ‘mine’? In this context ‘dhammas’ means na-
  • 7. แสงธรรม 3 Saeng Dhammature, the natural, or in other words, dhammas of that group of sankharas (dhammas). Thus it’s are tathata, they are as they are, they can’t be just another dhamma, a dhamma of ignorance, any other way. There are only dhammas. ‘All the grasping and clinging to an illusory self and to things’ are nothing but dhammas there are no things as belonging to self. Don’t forget that it’s dhammas apart from ‘all things’. just a dhamma. Its true essence is emptiness. True Dhamma, no matter what part, topic, A vijja is emptiness just as much as are vijja level or kind must be one with emptiness, com- or Nibbana -they are all equally dhammas. If we pletely void of self. Therefore we must look for look on them in this way we will see their emp-emptiness in all things, or as we call them for tiness of self continually. Dhammas of this level, short, in dhammas. To speak in terms of logic: even though they are one and the same thing all things = dhammas as emptiness may still result in avijja, may still all things = emptiness cause the illusion of self to arise in conscious- dhammas = emptiness ness. So we should be aware of the dhammas It can be put in a number of ways, but the of grasping and clinging and ignorance, which are important point to understand is that there is also included in the phrase ‘all things’. nothing apart from empty nature. Nothing what- If we really know all things, this ignorant grasp-soever should be grasped at or clung to as being ing and clinging won’t take place. If we don’t ‘I’ or ‘mine’. So from this it can be clearly seen know them and just blindly follow our stupid that emptiness is the nature of all things. It is and deluded animal instincts, it opens the doors only by ending every kind of delusion that it can to the dhammas of avijja over and over again. be discerned. To see emptiness there must be We who have grasping and clinging like an panna that is undeluded and undefiled. inheritance that has been passed down for an There is a further category of dhammas - the immeasurable time may see that from the mo-dhammas of avijja, of false knowing, reactions ment of birth we received training from those arising from the contact of the mind with the around us, some intentional and some uninten-world of materiality. As was said earlier, when t tional, solely in the ways of ignorance, solely he dhamma which is mind, comes into contact in the ways of grasping at self and the belong-with the dhamma which is materiality, a reac- ings of self. Never once have we trained in the tion takes place in the form of feeling. In regards ways of selflessness. Children never receive that to that feeling one may follow either the path of sort of training. They are taught only in terms of avijja or of vijja (clear knowing). Its form will de- self. Originally, at birth a child’s mind doesn’t pend on the external conditions and the nature have much sense of self, but it learns it from its
  • 8. แสงธรรม 4 Saeng Dhammaenvironment. As soon as it opens its eyes or is grasping, when we and grasping are truly just conscious of anything, it is taught to cling to it one thing, what can we do? Who can help the as being my father, my mother, my home, my mind when it is in such a state? The answer to food and even the dish that it eats from has to this question is again nothing else but mind. It’s be MINE, no one else can use it. This unplanned already been stated that there is nothing other process, the arising of ego-consciousness and its than dhammas : falseness is a dhamma, correct-continual development and growth, follows its ness is a dhamma, Dukkha is a dhamma, the own laws. As for the contrary feeling of selfless- extinguishing of Dukkha, the tool to remedy ness, it never arises. Thus by the time that the Dukkha is a dhamma, the mind is a dhamma and child has grown up and aged he is stuffed full the body, is a dhamma. Therefore, there being of grasping and clinging and the mental defile- nothing other than dhammas, the answer must ments which, are their cause, so that for him lie in the mind itself, depending on a mecha-or her ego is life, life is ego. When the instinct nism compatible to it. of clinging to self is the ordinary life, that life is Whether there is merit or demerit is up to us.inseparable from Dukkha; it is heavy and oppres- If contact with the world leads to truth –sive, entangling, constricting, smothering, pierc- discerning awareness then it is merit (punna).ing and burning, all symptoms of Dukkha. If contact with the world leads to an in- So it follows that if there is grasping and cling- crease in foolishness and delusion then it’sing, even if it’s to goodness, then that is Dukkha. demerit (papa).In this sense that which the world assumes to If we observe, we can see that everyonebe goodness is false or evil. Goodness is still is born equal¬ - each and everyone of usDukkha, it has the Dukkha appropriate to it, be- have eyes, ears, a nose, a tongue, a body andcause it’s not empty, it’s still disturbed. Only a mind and outside each one of us, therewhere there is emptiness and one is beyond are forms; sounds, smells, tastes, tactile andgoodness can there be freedom from Dukkha. mental objects; everyone of us has the op-Therefore the main principle of the Buddhist portunity to contact those things and we allTeachings, as elucidated in the phrase ‘sabbe contact them in exactly the same way. Sodhamma nalam abhinivesaya’ is nothing other why is there this division between those whothan the complete elimination of the grasping at follow the path of foolishness, of demeritor clinging to things as being self or as belonging and harm, and those who follow the path ofto self. There is nothing beyond that. wisdom, of merit and benefit? When we are completely identified with There is a good side to it in the sense that
  • 9. แสงธรรม 5 Saeng Dhammathese harmful dhammas are a real protection are seen, the mind will relax its grip. So the ques-for people, on the principle that if we experi- tion is, have we seen the painful consequences ence suffering become chastened, we remem- of grasping yet? If we haven’t, then we haven’t ber it. It’s like the child who tries to take hold relaxed our grip and if we haven’t relaxed our of fire. Once it has seen the consequences it is grip then we are not empty. On another occa-unlikely to do it again. With material things it’s sion the Buddha taught that whenever one sees easy, but as for taking hold of the fire that it is emptiness, then one finds contentment in Nib-grasping and clinging, the fires of greed, aversion bana. Only when one begins to see the non – and delusion, most of us aren’t even aware that existence of self will the mind learn to find con-we’re taking hold of fire at all. On the contra- tentment in the ayatana of Nibbana. Anything ry we misguidedly believe them to be lovable which can be known through the eyes, ears, and desirable and so we are not chastened, we nose, tongue, body or mind is called ayatana. don’t learn our lesson. Nibbana is called an ayatana here because it There is only one remedy and that is to be is merely an object of knowledge. How can we aware of the true nature of these dhammas, to be so foolish as not to see it? We will be able know that THESE DHAMMAS ARE A FIRE, that to know it from the moment that we see the they cannot be grasped at or clung to. This is state empty of self, because on the relaxation to be on the path of truth-discerning awareness, of grasping and clinging we will be content with learning one’s lesson, remembering that when- the ayatana of Nibbana. But it’s difficult, for as ever anything is grasped at as “I” or “mine’; fire I’ve said, our life is one of constant grasping and is ignited. It is not a fire that burns the hand but when there is no abatement of that grasping a fire that consumes the mind and heart. Some- there is no emptiness and so no contentment times it burns so deep that we aren’t aware that with the ayatana of Nibbana. it’s a fire at all or that it is burning, and so we We can see the truth or this point by tak-sink into the fiery mass that is Vattasamsara (the ing a look at other religions. Other religions do round of birth and death). It is the very hottest not have the word attavadupadana (grasping at life there is, hotter than an electric oven. If we and clinging to dhammas as being ‘I’ or ‘mine’). don’t look on things like a child who has tried Why is this so? It is because they teach a self to take hold of fire and refuses to do so again, it to be grasped at and clung to. Not regarding can be like that. such grasping as wrong it becomes right, in fact Thus the Buddha explained that when the it becomes the goal of the religion or sect. They painful consequences of grasping and clinging teach the attainment of self. In the Buddhist
  • 10. แสงธรรม 6 Saeng DhammaTeachings however, attavadupadana is specified empty, it is ‘disturbed’ by grasping and clinging. as a defilement, as foolishness and delusion, We will use these two words to help our memo-and the Buddhist practice lies in its complete ries: ‘empty’ meaning free of the feeling of self relinquish¬ment. Consequently the teaching of or that things belong to self; and ‘disturbed’ anatta is found only in Buddhism. Unlike the meaning confused, depressed, in turmoil with sects which teach a self to be grasped at or to be the feeling of ‘I’ and ‘mine’. attained, we teach the complete destruction of What are the characteristics of the state self - consciousness so as to perceive the state of empty of ego - consciousness ( In the scriptures anatta, the state empty of self in all things. there is a teaching of the Buddha which lists four So anatta is talked about only by Buddhists. points: Knowledge and understanding can arise only Na aham kavacini - feeling that there is noth-in those people who have been taught that all ing that is me. Na kassaci kincanam kisminci - with-things are anatta and should not be grasped at out worry or doubt that any thing might be me. or clung to. If one is taught that there is a self This makes one pair, the second pair is: Na mama that must be grasped at and clung to then there kavacini - feeling that there is nothing that is is no way that one can practise to realize truth ‘mine’. Kisminci kincanam natthi - without worry the non - existence of self. or doubt that anything might be ‘mine’. (Anenjas- Thus we must examine the point that just as appaya Sutta, Majjhima Nikaya) We are aware that it is necess¬ary to see the danger of fire in order there is nothing that is ‘me’ but sometimes there to be afraid of being burnt, so also must we see is a remainder of anxiety that there is something the dangers of those things which are the root¬ that is ‘mine’. We feel that there is nothing that is causes of all fires, the fires of greed, aversion, mine but we can’t help doubting that there may and delusion, of grasping and clinging, in order in fact be something. There must be an absolute, to become gradually bored with and averse to unshakeably clear awareness that there is noth-them, and be able to relax our grip on them ing that is self and nothing that we need to worry without thought of lighting any more fires. about as possibly being self; that there is nothing Here we reach the word ‘emptiness’ of which that belongs to self and nothing we need to keep it was said that having seen it one will find con- worrying about or doubting or waiting for as being tentment in Nibbana. We must thoroughly un- ours. derstand that on the first level emptiness is ab-sence of the feeling of ‘I’ and ‘mine’. If those To be continuedfeelings are still present then the mind is not
  • 11. A Taste of Freedom แสงธรรม 7 Saeng Dhamma ...About This Mind... A Dhammatalk By Ajahn Chah http://www.accesstoinsight.org/lib/thai/chah/atasteof.html . .About This Mind.. to those sense impressions; the mind follows them. If it doesn’t follow them, it doesn’t “flut- ter.” If we know fully the true nature of sense A bout this mind... In truth there is nothing really wrong with it. It is intrinsically pure. Within itself it’s already peaceful. That the mind impressions we will be unmoved. Our practice is simply to see the Original Mind. So we must train the mind to know those is not peaceful these days is because it follows sense impressions, and not get lost in them. To moods. The real mind doesn’t have anything to make it peaceful. Just this is the aim of all this it, it is simply (an aspect of) Nature. It becomes difficult practice we put ourselves through.peaceful or agitated because moods deceive it. “... That which “looks over” the various fac-The untrained mind is stupid. Sense impressions tors which arise in meditation is ‘sati’, mindful-come and trick it into happiness, suffering, glad- ness. Sati is life. Whenever we don’t have sati, ness and sorrow, but the mind’s true nature is when we are heedless, it’s as if we are dead... none of those things. That gladness or sadness This sati is simply presence of mind. It’s cause is not the mind, but only a mood coming to for the arising of self-awareness and wisdom... deceive us. The untrained mind gets lost and Even when we are no longer in samadhi, sati follows these things, it forgets itself. Then we should be present throughout...” think that it is we who are upset or at ease or whatever. On Meditation But really this mind of ours is already un- To calm the mind means to find the right moving and peaceful... really peaceful! Just like balance. If you try to force your mind too much a leaf which is still as long as no wind blows. If it goes too far; if you don’t try enough it doesn’t a wind comes up the leaf flutters. The flutter- get there, it misses the point of balance.ing is due to the wind — the “fluttering” is due Normally the mind isn’t still, it’s moving all the
  • 12. แสงธรรม 8 Saeng Dhammatime, it lacks strength. Making the mind strong end of the breath at the abdomen. This is the and making the body strong are not the same. path of the breath. When we breathe out, the To make the body strong we have to exercise beginning of the breath is at the abdomen, the it, to push it, in order to make it strong, but to middle at the chest and the end at the nose tip. make the mind strong means to make it peace- We simply take note of this path of the breath ful, not to go thinking of this and that. For most at the nose tip, the chest and the abdomen, of us the mind has never been peaceful, it has then at the abdomen, the chest and the tip of never had the energy of samadhi, so we estab- the nose. We take note of these three points lish it within a boundary. We sit in meditation, in order to make the mind firm, to limit mental staying with the One who knows. activity so that mindfulness and self-awareness If we force our breath to be too long or too can easily arise.short we’re not balanced, the mind won’t be- When we are adept at noting these three come peaceful. It’s like when we first start to use points we can let them go and note the in and a pedal sewing machine. At first we just practice out breathing, concentrating solely at the nose-pedaling the machine to get our co-ordination tip or the upper lip where the air passes on its right, before we actually sew anything. Follow- in and out passage. We don’t have to follow ing the breath is similar. We don’t get concerned the breath, just establish mindfulness in front of over how long or short, weak or strong it is, we us at the nose-tip, and note the breath at this just note it. We simply let it be, following the one point — entering, leaving, entering, leaving. natural breathing. There’s no need to think of anything special, just When it’s balanced, we take the breathing concentrate on this simple task for now, having as our meditation object. When we breathe in, continuous presence of mind. There’s nothing the beginning of the breath is at the nose tip, more to do, just breathing in and out.the middle of the breath at the chest and the Soon the mind becomes peaceful, the breath RUAN THAI REATAURANT น�ำโดยคุณป้ำนิด พร้อมลูกหลำน ท�ำบุญฉลองร้ำนประจ�ำปี เมื่อวันที่ ๔ มิ.ย. ๒๕๕๔
  • 13. แสงธรรม 9 Saeng Dhammarefined. The mind and body become light. This then sukha (happiness). These four things all lie is the right state for the work of meditation. together in the mind established in tranquillity. When sitting in meditation the mind be- They are as one state.comes refined, but whatever state it’s in we The fifth factor is ekaggata or one-pointed-should try to be aware of it, to know it. Mental ness. You may wonder how there can be one-activity is there together with tranquillity. There pointedness when there are all these other fac-is vitakka. Vitakka is the action of bringing the tors as well. This is because they all become mind to the theme of contemplation. If there is unified on that foundation of tranquillity. To-not much mindfulness, there will be not much gether they are called a state of samadhi. They vitakka. Then vicara, the contemplation around are not everyday states of mind, they are factors that theme, follows. Various “weak” mental im- of absorption. There are these five characteris-pressions may arise from time to time but our tics, but they do not disturb the basic tranquil-self-awareness is the important thing — whatev- lity. There is vitakka, but it does not disturb the er may be happening we know it continuously. mind; vicara, rapture and happiness arise but do As we go deeper we are constantly aware of the not disturb the mind. The mind is therefore as state of our meditation, knowing whether or not one with these factors. The first level of absorp-the mind is firmly established. Thus, both con- tion is like this.centration and awareness are present. We don’t have to call it First Jhana, Second To have a peaceful mind does not mean that Jhana, third Jhana and so on, let’s just call it “a there’s nothing happening, mental impressions peaceful mind.” As the mind becomes progres-do arise. For instance, when we talk about the sively calmer it will dispense with vitakka and first level of absorption, we say it has five fac- vicara, leaving only rapture and happiness. Why tors. Along with vitakka and vicara, piti (rapture) does the mind discard vitakka and vicara? This arises with the theme of contemplation and is because, as the mind becomes more refined, คุณณรงค์ศกดิ์ - คุณรัตนำ โชติกเวชกุล ท�ำบุญมำติกำบังสุกลอุทศให้บพกำรีชนผูลวงลับไปแล้ว เมือวันที่ ๒๙ มิ.ย. ๒๕๕๔ ั ุ ิ ุ ้่ ่
  • 14. แสงธรรม 10 Saeng Dhammathe activity of vitakka and vicara is too coarse either. This is because these five factors have to remain. At this stage, as the mind leaves off become unbalanced and weak.vitakka and vicara, feelings of great rapture can The mind tends to play tricks within these arise, tears may gush out. But as the samadhi levels of tranquillity. “Imagery” will sometimes deepens rapture, too, is discarded, leaving only arise when the mind is in this state, through any happiness and one-pointedness, until finally of the senses, and the meditator may not be able even happiness goes and the mind reaches its to tell exactly what is happening. “Am I sleep-greatest refinement. There are only equanimity ing? No. Is it a dream? No, it’s not a dream...” and one-pointedness, all else has been left be- These impressions arise from a middling sort of hind. The mind stands unmoving. tranquillity; but if the mind is truly calm and Once the mind is peaceful this can happen. clear we don’t doubt the various mental im-You don’t have to think a lot about it, it just hap- pressions or imagery which arise. Questions like, pens by itself. This is called the energy of a peace- “Did I drift off then? Was I sleeping? did I get ful mind. In this state the mind is not drowsy; the lost?...” don’t arise, for they are characteristics five hindrances, sense desire, aversion, restless- of a mind which is still doubting. “Am I asleep ness, dullness and doubt, have all fled. or awake?”... Here, it’s fuzzy! This is the mind getting lost in its moods. It’s like the moon going behind a cloud. You can still see the moon but the clouds covering it render it hazy. It’s not like the moon which has emerged from behind the clouds — clear, sharp and bright. When the mind is peaceful and estab- lished firmly in mindfulness and self- awareness, there will be no doubt con- cerning the various phenomena which we encounter. The mind will truly be beyond the hindrances. We will clearly know as it is But if mental energy is still not strong and everything which arises in the mind. We do not mindfulness weak, there will occasionally arise doubt it because the mind is clear and bright. intruding mental impressions. The mind is peace- The mind which reaches samadhi is like this.ful but it’s as if there’s a “cloudiness” within the calm. It’s not a normal sort of drowsiness To be continuedthough, some impressions will manifest — may-be we’ll hear a sound or see a dog or some-thing. It’s not really clear but it’s not a dream
  • 15. แสงธรรม 11 Saeng Dhamma What is Samadhi? Essays On The Dhamma By Luang Ta Chi Edited by Du Wayne Engelhart ...Continued from last issue... firmness of mind is a big cause for some people VI. Samādhi: The Training and the Benefits to leave their jobs unfinished, to keep restart- ing and restopping their work too often, and to What Is Samādhi? change their minds and jobs too often. It can be said, therefore, that samādhi is one of the Samādhi is the firmness and steadiness of necessities of human life. As much as food is the mind. When attaining samādhi, the mind absolutely necessary for the growth, health, and stays firm and is not moved back and forth by strength of the body, samādhi is absolutely nec-any feeling or thought that comes in touch with essary for the growth, health, and strength of it. A person’s mind shows the characteristics the mind. It is the Buddhist way of meditation of samādhi when his or her mind is attached that provides the training method needed to firmly and ceaselessly to whatever he or she is develop such strength of samādhi. doing. Ordinarily, most of us have some experi- ence with a naturally developed samādhi. For The Mind Training for Samādhiexample, we usually have some samādhi when we read, write, study, and listen. We have some Training the mind to achieve samādhi—be it samādhi in working and in paying attention to a common samādhi for everyday life’s activities, things of interest. samādhi for jhāna-samāpatti, or the most ad- Normally, we use samādhi often in our eve- vanced samādhi that leads to Buddhist nirvāna ryday living. This is usually a naturally devel- (nibbāna)—follows a similar process in each oped samādhi. If we lack this samādhi, we will case. It is the process in which one uses sati probably not be able to complete successfully (mindful observation): following and controlling any task we are doing. The lack of samādhi or one’s mind to concentrate on one single object.
  • 16. แสงธรรม 12 Saeng DhammaIf the mind moves back and forth, twists and ānāpāna-sati. To follow this method, one uses turns, or wanders away from the object, one sati to observe one’s own breathing. Inhaling-must hold or pull it back to the object. If the exhaling (ānāpāna), is the object of observation mind moves away again, one must hold it back (sati) used in this method of meditation. again and again. With such an unceasing effort over a rather great length of time, the mind will The Process of ānāpāna-sati Meditationbecome less and less agitated. Finally it will be-come less active and rest on the object at which During the time of training, you should sit one wants it to stay. cross-legged on a mat on the floor, with the A famous Buddhist meditation teacher once body straight up and the eyes closed. Men-compared training a stubborn calf to the mind- tally locate a point on your midsection about training process. To train a wild or stubborn calf, two inches above the navel. When you inhale, the trainer has to tie one end of a rope around your midsection is rising, and it is falling when the calf’s neck and the other end around a stake you exhale. The process of meditation is sim-in the ground. If the calf pulls the stake out of ply to keep one’s mind at all times mentally the ground, the trainer will have to tie it down observing the rising and falling of one’s midsec-again. The calf will struggle again and again. If, no tion. Every time you inhale, mentally observe matter how hard it struggles, the rope does not the rising of your midsection and take notice of break and the stake is not pulled up, the calf will “r-i-s-i-n-g.” Every time you exhale, mentally become weaker and weaker. Finally, it will rest at observe the falling of the midsection and take the stake. After repeating this training often, the notice of “f-a-l-l-i-n-g.” Mentally taking notice stubborn calf will become ready to teach and no of “ris-ing/fall-ing” must be at the same time longer be agitated. It is then tame and can be as, not before or after, the actual rise and fall of used to do useful things. It is a trained calf. the midsection (i.e., the inhaling and exhaling). From this comparison, one should perceive Throughout the time of this sitting meditation the following: the stake represents the object, you must try as much as you can to keep your the calf the mind, and the rope sati (mindful- sati (mental observation) on the object (the ris-ness or mindful observation). The Buddhist ing/falling) at all times to prevent your breathing training of the mind is, therefore, the process in from going unobserved. This is just as when the which one uses one’s sati to “tie” one’s mind rope breaks: you must try to tie it back again. By to a certain object. repeating this practice regularly—every morning There are many objects one may choose for and evening—you will gain more and more ex-training the mind to attain samādhi. The ob- perience in putting a rope on your mind. The ject suggested here is used in the method called mind will not wander without purpose as it used
  • 17. แสงธรรม 13 Saeng Dhammato do. It will rest and stay with the object, the in other positions. This is best learned by prac-“ris-ing/fall-ing,” for a long period of time with- ticing under the supervision of a teacher whose out much struggle. The more you practice, the special study is mind-training. The teacher more calmness of the mind you attain. An im- should be an expert in both theory and practice portant point to be kept in mind here is that if he or she is going to lead his or her students once the mind becomes peaceful and calm, safely to the desired destination. once samādhi is achieved, one should not feel self-satisfied. One must try to preserve samādhi The Benefits of Samādhiand not allow it to be lost. This is done by keep-ing up the practice every day without exception. Some of the benefits of samādhi have been Such an effort is needed until the samādhi is so described earlier. All kinds of works, worldly strong that you are able to bring your mind to or spiritual, to be successfully completed need samādhi at any time in whatever the position of samādhi as an absolutely necessary part. If your body. those who are studying in schools or colleges train their minds well to achieve samādhi, they will have much more success in their studies. With such a trained mind, they will concentrate well in any subject they study. With samādhi they will learn faster, understand better, memo- rize more correctly, and enjoy their study. Samādhi can be considered as a foundation for success. In the case of persons of equal in- telligence, the one who has samādhi will work much better than the one who has not. For A student of meditation must be able to very exact work, such as the spiritual develop-train his or her mind to reach samādhi in any ment process of vipassanā, samādhi is required position of the body, not only in the sitting po- as a foundation without which one will never sition. Whether he or she is standing, walking, attain the final goal of nirvāna (nibbāna). While sitting, lying, working, talking, or thinking, he or the benefits of samādhi can be told endlessly, she must have sati covering all his/her activities. the Buddha summarized them into four kinds:That is the right way of the mind-training. While 1. Samādhi that one has well developedthe mind-training considered in the previous and which one has well practiced will bringparagraph describes mostly the sitting-position happiness in everyday life.meditation, one should know how to meditate 2. Samādhi that one has well developed
  • 18. แสงธรรม 14 Saeng Dhammaand which one has well practiced will pro- VII. Dhamma Gloryvide the right knowledge and understandingof the true nature of things. The Importance of Magha Puja 3. Samādhi that one has well developed and which one has well practiced will help The Magha Puja ceremony is an important to strengthen and perfect one’s mindfulness part of Buddhist culture because it honors the and ability to understand. memory of the holy event when, on one partic- 4. Samādhi that one has well developed ular day, without prior announcement or sched-and which one has well practiced will root uling, 1,250 monks traveled from near and far to out the impurities (that produce evil thoughts visit the Buddha and be taught the Dhamma. It and actions) added up deep in the mind, is the custom for Buddhists around the world to leaving only purity, like purified water, clear visit their temples or other holy places on the and clean, free of anything unclean. full-moon day of the third lunar month to ob- serve the Magha Puja ceremony and give honor to the Buddha and his 1,250 followers, all of whom were arahants (enlightened beings) and had been ordained by the Buddha. In the Pāli language, magha means third month, and puja is worship ceremony. Buddhist Activities to Honor the Memory of Magha Puja Day All of us who seek happiness in our everyday Magha Puja Day is a very good day for the lives, therefore, should be occupied with train- whole family to go to the temple to learn about ing our minds to attain samādhi in the right way. and contemplate Buddhist beliefs, and to pay Let us develop samādhi to be a refuge of our respect to the Buddha, the Dhamma, and the minds. After attaining happiness in everyday life Sangha. Individuals and families bring food to of-with samādhi, we can then pursue true knowl- fer to the monks and make offerings of flowers, edge and understanding, perfect our mindful- candles, and incense to the monks and to the ness together with clear comprehension and, Buddha. Magha Puja is a happy and joyful day finally, clear our mind of all impurities and evils. for Buddhists, and taking part in the ceremony is Such a pure mind will lead us to Enlightenment important for Buddhists al all ages. Both children and everlasting peace and happiness. and adults can learn about the wonderful results
  • 19. แสงธรรม 15 Saeng Dhammathat can come from studying and practicing the and other entertainment, and do not sleep in Dhamma. Even knowledgeable and reverent Bud- a high place or one of luxury. The ones taking dhists have the opportunity to learn more about the Eight Precepts stay overnight at the temple the Dhamma and practice their meditation. Like to listen to Dhamma talks, meditate, learn from all Buddhist ceremonies, Magha Puja teaches the the monks, and join in the evening and morn-importance of having respect and compassion for ing chanting. According to custom, much of the all living beings. It is important for all people, night is spent in meditation, with the person especially children, to learn these beliefs handed sleeping very little.down to us, for it is these ideas of perfection that help form the basis for Buddhism. The Story of Magha Puja There are several religious rituals that will according to custom take place in the temple About nine months after the Lord Buddha during the Magha Puja ceremony. Usually per- became enlightened, he was staying in the city of sons attending the ceremony pay homage to Rajagaha, the capital of the country of Magadha. the Triple Gem by taking refuge in the Buddha, The Lord Buddha spent most of his time talking the Dhamma, and the Sangha. After this they with people and teaching the Dhamma. One strengthen their promise to keep the Five Pre- afternoon during the Magha month the Buddha cepts: not to take life, not to steal, not to take was giving a discourse to Kanaakha Achiveskota-part in sexual misconduct, not to lie, and not to va in the cave of Sugara Khata on the Gijjhakuta take intoxicants. The whole group gathered to- Mountain. While the Buddha gave his discourse, gether listens to the monks chant their respect Sāriputta, a monk who had been ordained only and praise for the Buddha, the Dhamma, and fifteen days earlier, sat behind the Buddha, fan-the Sangha. The people then offer food to the ning him to offer him comfort from the heat. monks. Sometime during the day, the people Sāriputta was held spellbound by the discourse, circumambulate the temple, which means they and while listening became enlightened and at-walk around the temple or the main Buddha im- tained arahantship. At the end of the same dis-age three times in a respectful way with flower course, Kanakha Pariphachok attained the state and incense offerings. Usually there will be a of full knowledge of the Dhamma, and having no special Dhamma talk in the temple after the more doubt about the teachings of the Buddha, walk. Many of the people ask in a special way he voluntarily took the Triple Gem as his refuge. to undertake the Eight Precepts. When observ-ing the Eight Precepts, persons hold closely to To be continuedthe Five Precepts, but in addition they do not eat after the noon hour, refrain from dancing
  • 20. แสงธรรม 16 Saeng Dhamma แนะนำ�ครู SUMMER SCHOOl ปี ๒๕๕๔ นางสาวณัฐธิดา เชื้อทอง นางรัชญา ติยะวงศ์ ชื่อเล่น ครูเก๋ ชื่อเล่น ครูตุ่ม MISS NUTTHIDA CHUATHONG MRS. RATCHAYA TIYAWONG เกิดวันที่ ๙ มิถนายน ๒๕๒๔ ุ เกิดวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๐๑ อายุ ๓๐ ปี อายุ ๕๒ ปี การศึกษา ครุศาสตรบัณฑิต (สาขา การศึกษา ครุศาสตรบัณฑิต วิชาเอกวิทยาศาสตร์ทั่วไปและเคมี) (สาขาวิชานาฏศิลป์) สหวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศรีอยุธยาเทพสตรี ประกาศนียบัตรสถานที่ทำางาน โรงเรียนกวดวิชาเอี่ยมจิตร์ ๒๙ บัณฑิต (สาขาวิชาบริหารการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรีซอยลาดพร้าว ๗๘ ถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง สถานที่ทำางาน โรงเรียนอนุบาลสิงห์บุรี อำาเภอเมือง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ๑๐๓๑๐ สิงห์บุรี ๑๖๐๐๐ตำาแหน่ง ครู ตำาแหน่ง ครู (ชำานาญการพิเศษ)ภูมิลำาเนา อำาเภอปราณบุรี ภูมิลำาเนา อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โทรศัพท์ ๐๘๑-๘๕๒-๔๐๓๘โทรศัพท์ ๐๘๑-๒๘๕-๖๘๖๓ ๐๘๖-๓๐๑-๔๕๙๓ E-mail : nutthida_506@hotmail.com E-mail : ratchaya_1958@hotmail.com นางพิสมัย สุวรรณานนท์ นางสาวปัญจรัศมิ์ ลาภชูรัต ชื่อเล่น ครูตุ๊ก ชื่อเล่น ครูปัญ MRS. PISAMAI SUWANNANON MISS PANJARAT LAPCHURAT เกิดวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๐๘ อายุ ๔๕ ปี เกิดวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๐ อายุ ๔๓ ปี การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชานิเทศ การศึกษา ศึกษาศาสตรบัณฑิต การศึกษาและพัฒนาหลักสูตร) (สาขาวิชาประถมศึกษา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาศาสตรบัณฑิต (สาขาวิชาบริหาร สถานที่ทำางาน โรงเรียนบ้าน การศึกษา) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมา- ธิราช ประกาศนียบัตรนาฏศิลป์ชั้น ก.ม. ๓๕ อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ สูง (ละคร - พระ) วิทยาลัยนาฏศิลป์ ๖๗๑๔๐ นครศรีธรรมราช ตำาแหน่ง ครู (ชำานาญการพิเศษ) สถานที่ทำางาน วิทยาลัยนาฏศิลป์ ภูมิลำาเนา อ.เมือง จ.อุดรธานี จันทบุร ถนนชวนะอุทศ อำาเภอเมืองจันทบุรี ี ิ ที่อยู่ ๓๗๗/๔ ต.หนองไผ่ จังหวัดจันทบุร ๒๒๐๐๐ ี ตำาแหน่ง ครู (ชำานาญการพิเศษ) อ.หนองไผ่ จ.เพชรบูรณ์ ๖๗๑๔๐ ภูมิลำาเนา อำาเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานีโทรศัพท์ ๐๘๑-๖๗๐-๐๕๖๑ โทรศัพท์ ๐๘๖-๘๒๖-๘๒๕๒ E-mail : tukta.dolly464@gmail.com E-mail : panjarat_19@hotmail.com
  • 21. แสงธรรม 17 Saeng Dhamma ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีรกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี. ิ Those who are interested in Thai Theravada Buddhism and mem- bers of the general public are cordially invited to Wat Thai, D.C., Temple to pay their respect to or simply view the Buddha relics on display in the chanting hall.ปฏิบัติธรรมประจ�ำเดือน กรกฎำคมณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. 16 กรกฎาคม 2554 ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวพระไตรปิฎก � สาธยายพระไตรปิฎก ภาษาบาลี � ฟังบรรยายธรรม - ธรรมสากัจฉา � เจริญจิตตภาวนา - แผ่เมตตา พร้อมกันบนอุโบสถศาลา เวลา 9.00 A.M.
  • 22. แสงธรรม 18 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากวัดไทย พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) อิ่ม ไม่เป็น ตณฺหาย นียติ โลโก ตณฺหาย ปริกสฺสติ กิสฺสสฺส เอกธมฺมสฺส สพฺเพว วสมนฺวคู. โลกถูกตัณหาน�าไป ถูกตัณหาซัดไปรอบ บุคคลทั้งปวง ตกอยู่ในอ�านาจแห่งธรรมอันเดียวคือตัณหาเท่านั้น กาเมหิ โลกมฺหิ น อตฺถิ ติตฺติ. ก็เขยิบต่อไปอีกว่า ขอให้เรามี ให้เราได้และให้เราเป็น ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย ไม่มีในโลก มากกว่านี้สักหน่อยก็จะดี เท่าที่มี เท่าที่ได้ และเท่าที่ นตฺถิ ตณฺหาสมา นที. เป็นอยู่ในเวลานี้มันน้อยไป แต่พอมีมากกว่าเก่า ได้ แม่น�้าเสมอด้วยตัณหา ไม่มี มากกว่าเก่า และเป็นสูงกว่าเก่าสมความตังใจแล้ว ความ ้ ค นเรานี้ดู ๆ ก็แปลก แปลกจริง ๆ ..... แปลกเอา มาก ๆ เสียด้วย แปลกอย่างไรหรือท่าน ? อ๋อ! แปลกอย่างนี้ คือเมื่อคนเรายังไม่มีอะไร ยังไม่ได้อะไร คิดของคนเราก็เลื่อนจากสิ่งเดิมหรือจากภาวะเดิม ไขว่ คว้าหาสิ่งใหม่ หาความเป็นใหม่ต่อไปอีก ไม่มีที่สิ้นสุด โดยมีความรู้สึกว่า ถ้ามีอย่างโน้น ได้อย่างโน้น และเป็นและยังไม่เป็นอะไร คนเราก็มักจะคิดกันว่า แหม! ถ้าเรา อย่างโน้นแล้ว คราวนีคงพอแน่ และคงมีความสุขทุกอย่าง ้ มีอย่างนั้น ได้อย่างนั้น และเป็นอย่างนั้น เราก็คงมีความ อนิจจา ! ความคิดของคนเรา วิ่งจากสิ่งนี้ไปหาสิ่งนั้น วิ่งสุขและสบายใจกับเขาบ้าง ครั้นมีดังที่คิดไว้ ได้ตามที่คิด จากสิ่งนั้นไปหาสิ่งโน้น วิ่งจากสิ่งโน้นไปหาสิ่งนู้น ตีแผ่ไว้ และเป็นตามที่คิดไว้แต่แรกแล้ว ความคิดของคนเรา วงกว้างขยายออกไปเรื่อย ๆ จากขนาดนี้ไปหาขนาดนั้น
  • 23. แสงธรรม 19 Saeng Dhammaจากขนาดนั้นไปหาขนาดโน้น จากขนาดโน้นไปหาขนาด วิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก” นู้น เป็นอยู่อย่างนี้ไม่มีวันสิ้นสุดลงได้ นี้แหละคือความ เป็นต้น ได้แพร่สะพัดไปในหมู่ประชาชนชาวกุรุรัฐอย่างอยากของคนเรา แปลกไหมละท่าน รวดเร็ว อันเป็นเหตุจูงใจให้ประชาชนที่มีความเลื่อมใส ท่านผู้อ่านผู้ฟังทั้งหลาย โปรดส�ารวจตัวของท่านให้ และไม่เลื่อมใสในพระองค์ ต่างก็อยากพบอยากเห็น ดีแล้วตอบค�าถามว่า ความคิดของท่านเล่า เป็นดังทีกล่าว ่ อยากรู ้ จั ก และอยากเข้ า ใกล้ ข่ า วการเสด็ จ มาของมานี้บ้างหรือเปล่า ? แน่นอนธรรมดาปุถุชนคนทั่วไปต้อง พระพุทธเจ้าได้แผ่กระจายไปตลอดทังถุลละโกฏฐิตะนิคม ้มีความคิดดังกล่าวมานั้นเหมือน ๆ กัน ต่างกันอยู่ก็แต่ ชาวแคว้นกุรทงหลาย ทังพราหมณ์ คฤหบดี เศรษฐี และ ุ ั้ ้เพียงว่าใครจะมีมากหรือมีน้อยกว่ากันเท่านั้น จริงดังที่ ชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ซึ่งเคยได้ยินเกียรติคุณของพระองค์อยู่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความคิดของคนเรานี้ เหมือนกับ ก่อนแล้ว ต่างก็พากันตื่นเต้นดีอกดีใจ ทุกคนคิดว่าการอาการเคลื่อนไหวของลิงในป่า” บรรดาลิงทั้งหลายที่ ได้เห็นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ซึ่งเป็นพระอรหันต์อาศัยอยู่ตามป่านั้น มันพากันกระโดดโลดเต้นไปตามกิ่ง หมดจดจากกิเลสนั้น เป็นมงคลแก่ชีวิตและเป็นสิ่งที่หาไม้ จากกิ่งนี้ไปหากิ่งนั้น จากกิ่งนั้นไปหากิ่งโน้น จากกิ่ง ได้ยาก ด้วยเหตุนี้ จึงพากันหลั่งไหลไปเฝ้าพระองค์จนถึงโน้นไปหากิ่งนู้น ไม่เคยหยุดนิ่งเลย เพื่อความเข้าใจอัน ที่ประทับ บรรดาฝูงชนที่ไปเฝ้าพระพุทธเจ้านั้น มีทั้งผู้ที่แจ่มแจ้งในเรื่องนี้ ขอพาท่านทั้งหลายไปศึกษาหาความรู้ มีความเลือมใสอยูกอนแล้ว และพวกทียงไม่ถงกับเลือมใส ่ ่่ ่ั ึ ่ จากข้อความในรัฐปาลสูตร ซึ่งมีข้อความและคติธรรมที่ เพราะฉะนั้ น เวลาเข้ า เฝ้ า จึ ง มี กิ ริ ย าอาการภายนอกที่น่าสนใจมาก โปรดติดตามได้ ณ บัดนี้ แสดงออกต่าง ๆ กัน พวกที่เลื่อมใสอยู่ก่อนแล้ว ก็ถวาย สมัยหนึง สมเด็จพระผูมพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุ ่ ้ี ความเคารพด้วยอาการกิริยาอันนอบน้อม ส่วนพวกที่ยังสงฆ์หมู่ใหญ่ได้เสด็จจาริกรอนแรมไปโปรดหมู่เวไนยนิกร ไม่เคยเลื่อมใสมาก่อน บางพวกก็ได้แต่กล่าวปราศัย บางตามชนบทราชธานีน้อยใหญ่ วันหนึ่ง พระองค์ได้เสด็จ พวกก็ประคองอัญชลี บางพวกก็ประกาศชือและโคตรของ ่ไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีชื่อว่า “ถุลละโกฏฐิตะนิคม” ใน ตน บางพวกก็ได้แต่นิ่งเฉยอยู่ ในบรรดาพวกที่เข้าเฝ้าแคว้นกุรุ เกียรติคณอันดีงามของพระองค์ทวา “พระองค์ ุ ี่ ่ ครั้งนี้ มีชายหนุ่มคนหนึ่งรวมอยู่ด้วย ชายหนุ่มคนนี้เขาเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย เป็ น บุ ต รสุ ด ที่ รั ก คนเดี ย วของคฤหบดี ต ระกู ล สู ง ฐานะ
  • 24. แสงธรรม 20 Saeng Dhammaร�่ารวย อยู่ในหมู่บ้านถุลละโกฏฐิตะนิคมนั้นเอง เขาชื่อ พระพุทธเจ้าตรงไปยังบ้านของตนทันที พอไปถึงได้เล่า“รัฐบาล” เมื่อได้เวลาอันสมควรแล้ว สมเด็จพระสัมมา เรืองให้มารดาบิดาฟัง พร้อมกับกล่าวขออนุญาตออกบวช ่ สัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลกทรงเริ่มแสดงธรรมีกถา มารดาบิดาของเขาตกตะลึงอ�าอึงพูดอะไรไม่ออกเพราะไม่ ้ ้พรรณนาหลั ก ธรรมอั น จะน� า ไปสู ่ ค วามพ้ น ทุ ก ข์ ใ ห้ เคยนึกมาก่อนเลยว่าบุตรสุดทีรกของตนจะคิดเช่นนี้ และ ่ัประชาชนทั้งหลายฟัง พระธรรมเทศนาของพระองค์เป็น แล้วมารดาบิดาของเขาก็ไม่ยอมให้เขาบวช พร้อมกับกล่าวที่ ดึ ง ดู ด โน้ ม น้ า วจิ ต ใจของประชาชนให้ ดื่ ม ด�่ า ในพระ ออกมาด้วยความอาลัยอาวรณ์ว่าสั ท ธรรมยิ่ ง นั ก ทุ ก คนแสดงออกซึ่ ง ความปราโมทย์ “พ่อรัฐบาล เจ้าเป็นบุตรสุดที่รักคนเดียวของพ่ออาจหาญร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด และพร้อมแล้วที่จะยึดเอา ของแม่ เป็นที่ปลื้มใจของพ่อของแม่ ลูกอยู่กับพ่อกับพระธรรมเป็นเครืองน�าทางแห่งชีวตตลอดไป เมือจบพระ ่ ิ ่ แม่กมแต่ความสุข ได้รบการเลียงดูอย่างทะนุถนอม เจ้า ็ ี ั ้ธรรมเทศนาแล้ว ประชาชนทั้งหลายต่างก็ทูลลาสมเด็จ ต้องการอะไร พ่อ - แม่ก็จัดการหาให้ พ่อ - แม่ตามใจพระผู้มีพระภาคเจ้ากลับไปสู่ที่อยู่ของตนด้วยใบหน้าอัน เจ้าทุกอย่าง เจ้าไม่เคยทุกข์ร้อนอะไรเลย ท�าไมลูกจึงแจ่มใสและเบิกบาน ปานประหนึ่งได้ยาทิพย์ชะโลมใจ จะหนีพ่อหนีแม่ไปบวชเสียเล่า อย่าเลยลูกรัก ! เชื่อพ่อฉะนั้น เชื่อแม่เถอะ อีกประการหนึ่ง เจ้ายังหนุ่มแน่น ยังอยู่ เมื่อฝูงชนทั้งหลายกลับกันหมดแล้ว คงเหลืออยู่แต่ ในวัยก�าลังเล่นก�าลังกิน ก�าลังสนุกสนานเพลิดเพลินชายหนุม “รัฐบาล” คนเดียว เขาไม่ยอมกลับบ้านเหมือน ่ จงยินดีในกามสุขอันเป็นยอดปรารถนาของชาวโลกเถิดคนอืน ๆ พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าได้เข้าไปพัฒนา ่ เจ้าจะต้องการอะไร พ่อ - แม่ก็ท�าให้ได้ทุกอย่าง ขอเปลียนแปลงจิตใจของเขาเสียแล้ว เพราะในขณะทีเขานัง ่ ่ ่ อย่างเดียว ลูกอย่าบวชเท่านั้น ทรัพย์สมบัติของเราก็มีฟังเทศน์อยู่นั้น เขาครุ่นคิดอยู่ว่า ท�าอย่างไรหนอเราจึง พร้อมทุกอย่าง จงท�าบุญไปพลางก่อน พ่อ-แม่ไม่จะรู้ทั่วถึงซึ่งพุทธธรรมได้ และแล้วเขาก็คิดต่อไปอีกว่า ต้องการให้เจ้าจากไป ถึงเจ้าจะตาย พ่อ - แม่ก็ไม่การครองชีวตอยูในเพศของฆราวาสไม่มโอกาสทีจะรูทวถึง ิ ่ ี ่ ้ ั่ ปรารถนาจะพลัดพรากจากเจ้าส�ามะหาอะไรจักยอมให้ซึ่งพุทธรรม และประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ เจ้าซึงยังมีชวตอยูออกบวชเล่าเห็นใจพ่อกับแม่เถิดลูกรัก” ่ ีิ ่สิ้นเชิงได้ ชีวิตของนักบวชเท่านั้นเป็นชีวิตที่เหมาะสมกับ ถึงแม้ว่า พ่อ - แม่จะพูดขอร้องต่าง ๆ อ้างเหตุผลมาการประพฤติธรรมชั้นสูง ด้วยความเชื่อความเลื่อมใสอัน ประกอบด้วยประการใด ๆ ก็ตาม เจ้าหนุ่มรัฐบาลก็ยืนแรงกล้าต่อพระศาสดาของเขา เมือประชาชนกลับบ้านกัน ่ กรานที่จะต้องออกบวชให้ได้ เหตุผลของมารดาบิดาไม่หมดแล้ว เขาจึงรีบเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าทันที ครั้นแล้วก็ สามารถจะเปลี่ยนแปลงและกลับความตั้งใจของเขาได้ กราบทู ล ขอบวชในส� า นั ก ของพระผู ้ มี พ ระภาคเจ้ า ฝ่ายพ่อ - แม่ทงสองก็ยนยันไม่ยอมอนุญาตให้บวชท่าเดียว ั้ ื พระพุ ท ธองค์ ไ ด้ตรัสถามเขาว่า มารดาบิดาของเธอ เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ยืนยันในความตั้งใจของตนอย่างเหนียวอนุญาตให้บวชแล้วหรือ ? เขากราบทูลว่า เรื่องนี้ยังไม่ แน่นเช่นนั้น ด้วยความตั้งใจที่จะออกบวชอย่างแน่แน่ว ได้แจ้งให้มารดาบิดาทราบเลย พระศาสดารับสั่งว่า ประกอบกั บ ความน้ อ ยใจเสี ย ใจที่ ม ารดาบิ ด าไม่ ย อมพระองค์ไม่ยอมบวชผู้ที่มารดาบิดายังไม่ได้อนุญาต เมื่อ อนุญาตให้บวช รัฐบาลเจ้าหนุ่มผู้มีจิตศรัทธาอันแรงกล้าเขาได้ทราบเช่นนั้น จึงรับพระด�ารัสของพระศาสดาไปขอ ในการบวช จึงตัดสินใจใช้ไม้ตายประท้วงมารดาบิดา ด้วยอนุ ญ าตมารดาบิ ด าเพื่ อ การบวช เขารี บ กราบทู ล ลา การนอนลงพื้นดิน ไม่ยอมกินข้าวกินน�้าและปริปากพูด
  • 25. แสงธรรม 21 Saeng Dhammaอะไรกับใครทั้งนั้น เขาตั้งใจไว้อย่างเด็ดเดี่ยวว่า ถ้าไม่ได้ ศาสนา สมตามปรารถนาที่เขาตั้งไว้แบบพลีชีวิตทีเดียวออกบวชก็จะยอมตายเสียดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เวลา เมือสมเด็จพระผูมพระภาคเจ้าประทับอยูทหมูบานถุล ่ ้ี ่ ี่ ่ ้ล่วงไปได้ ๗ วัน ทางฝ่ายมารดาบิดาเห็นว่า ถ้าขืนปล่อย ละโกฏฐิตะนิคมเป็นเวลาประมาณครึ่งเดือนแล้ว ก็เสด็จให้เหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้ลูกต้องตายแน่นอน จึงได้ จาริกรอนแรมโปรดเวไนยสัตว์ไปตามคามนิคมชนบทโดยพร้อมใจกันเข้าประเล้าประโลมด้วยวิธีต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่ ล�าดับ จนบรรลุถงนครสาวัตถีประทับอยูในวัดเชตวันมหา ึ ่ยอมอนุญาตให้บวชอยูนนเอง ข่าวการอดอาหารประท้วง ่ ั้ วิหารอันท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย ส่วนพระมารดาบิดาของรัฐบาลได้แพร่สะพัดออกไปในหมูเพือนฝูง ่ ่ รัฐบาลก็ได้ตามเสด็จไปด้วยและในระหว่างนีเอง ท่านได้ ้ของเขา บรรดาเพื่อนฝูงพอได้ทราบข่าว ต่างก็พากันมา หลีกออกจากหมู่ไปสู่ที่วิเวก ตั้งใจเจริญสมณธรรมคือปลอบใจและอ้อนวอน ด้วยการพรรณนาถึงความสุขความ วิปสสนากรรมฐาน ไม่นานนักท่านก็ได้บรรลุธรรมสูงสุดใน ัสบาย ความเพลิดเพลินเจริญใจในโลกียะวิสัย จารไนกัน พระพุทธศาสนา กล่าวคือความเป็นพระอรหันต์ อันถือว่าไปร้อยแปดพันเก้า เพื่อเร้าใจให้รัฐบาลเลิกล้มความตั้งใจ เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการบวชในพระพุทธศาสนาในการบวชเสีย แต่แล้วก็ไร้ผลไม่มีอ�านาจศักดิ์สิทธิ์อะไรจะมาเปลี่ยนจิตใจของเขาได้เสียแล้ว ในที่สุดเพื่อนของเขาเหล่านั้นมีความคิดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น จึงพากันเข้าไปหามารดาบิดาของรัฐบาล แล้วพูดให้เหตุผลว่า รัฐบาลนัน ้ต้องบวชแน่ ถ้าไม่ยอมให้บวชก็ต้องตายแน่อีกเหมือนกัน ในระหว่างรัฐบาลบวชแต่เขายังมีชีวิตอยู่ และถ้าบวชอยู่ไม่ได้ เขาก็ต้องลาเพศออกมาอยู่บ้านตามเดิม กันเขาไม่ได้บวชแต่ไม่มชวตอยูคอตาย ควรจะเลือกเอาข้างไหน ีีิ ่ืดี มารดาบิดาของรัฐบาลตัดสินใจเลือกเอาข้างอนุญาตให้บวชและมีชวตอยู่ เพราะถ้าเขาอยูตอไปไม่ได้กตองสึก ีิ ่่ ็้ออกมา ดีกว่าไม่อนุญาตให้บวชแต่เขาตาย แต่ได้พูด ต่อมาภายหลัง ท่านเห็นว่าได้ประสบผลส�าเร็จในทางขอร้องว่าเมือบวชแล้วขอให้กลับมาเยียมบ้านเป็นครังเป็น ่ ่ ้ พระศาสนาแล้ว จึงได้เข้าไปกราบทูลลาพระศาสดา เพื่อคราว พวกเพื่อน ๆ เมื่อได้รับค�ายินยอมจากมารดาบิดา กลับไปเยี่ยมมารดาบิดาตามที่ท่านทั้งสองขอร้องเอาไว้ ของเขาเช่นนั้นแล้ว จึงน�าข่าวนั้นไปแจ้งให้รัฐบาลทราบ พระศาสดาทรงใช้วิจารณญาณตรวจดูวาระจิตของพระพอเขาได้ทราบข่าวว่ามารดาบิดาอนุญาตให้บวชเท่านั้น รัฐบาลแล้ว ทรงทราบชัดด้วยพระญาณของพระองค์ว่า เขารู้สึกเสมือนหนึ่งได้ยาทิพย์ชะโลมใจ ฉะนั้น เขาดีใจ พระรัฐบาลได้บรรลุพระอรหัตผลเป็นพระอริยบุคคลชั้นสุ ด ประมาณแล้ ว ค่ อ ยพยุ ง กายลุ ก ขึ้ น เขาตั้ ง ใจบ� า รุ ง สูงสุดแล้ว ไม่อาจละเพศแห่งบรรพชิตกลับไปสูความเป็น ่ร่างกายให้มกาลังพอสมควรแล้วก็รบไปเฝ้าสมเด็จพระผูมี ี� ี ้ คฤหัสถ์อย่างแน่นอน จึงทรงประทานอนุญาตให้กลับไปพระภาคเจ้า กราบทูลเรืองราวให้ทรงทราบโดยตลอด เมือ ่ ่ เยี่ยมมารดาบิดาได้ตามประสงค์ พระรัฐบาลซึ่งบัดนี้ได้พระพุทธองค์ทรงทราบเช่นนั้นแล้ว ก็ทรงประทานการ บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วได้จาริกรอนแรมไปโดยล�าดับอุปสมบทให้เขาได้เข้าสู่ภาวะความเป็นภิกษุในพระพุทธ จนลุถึงหมู่บ้านถุลละโกฏฐิตะนิคมอันเป็นดินแดนแห่ง
  • 26. แสงธรรม 22 Saeng Dhammaมาตุภูมิของตน ครั้นไปถึงบ้านเกิดเมืองนอนของตนแล้ว ที่จะมาท�าให้พ่อ - แม่พี่น้องขายหน้าเช่นนี้”แทนที่ท่านจะไปพักแรมที่บ้านของมารดาบิดา ท่านกลับ พระรัฐบาลท่านได้ตอบบิดาของท่านอย่างคมคาย ไปพักที่ “มิคาจีระ” อันเป็นพระราชอุทยานของพระเจ้า ตามแบบอย่างของผู้ได้บรรลุธรรมชั้นสูงแล้วว่า “อาตมาโกรัพยะ และในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นแทนที่ท่านจะไปฉันที่ ภาพออกบ้านเรือน บวชเป็นพระเป็นสงฆ์แล้วจะมีเรือนบ้านมารดาบิดา ท่านกลับไปเทียวบิณฑบาตฉัน อันนีเ้ ป็น ่ มาแต่ไหน เมื่อสักครู่นี้เอง อาตมาได้ไปถึงเรือนของท่านอริยประเพณีในวงศ์ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ในตอนเช้า แล้ว แต่ไม่ได้รับการต้อนรับอะไรจากท่าน ได้รับแต่การวันหนึ่งพระรัฐบาลได้ออกบิณฑบาตในหมู่บ้านนั้นโดย ตัดพ้อต่อว่าแถมยังด่าด้วยวาจาหยาบคายเสียอีก” บิดาล�าดับ จนกระทั่งถึงบ้านมารดาบิดาของท่าน บิดาของ ของท่านเมื่อได้ฟังเช่นนั้นแล้ว ถึงกับตกตะลึงนั่งนิ่งพูดท่านมองเห็นท่านเดินมาแต่ไกลจ�าไม่ได้วาเป็นบุตรของตน ่ อะไรไม่ออก ในที่สุดเมื่อได้สติดีแล้ว จึงออกปากนิมนต์นึกว่าเป็นพระทั่ว ๆ ไปที่ออกบิณฑบาตในตอนเช้าเป็น ให้ท่านไปฉันที่เรือนของตน แต่ท่านก็ปฏิเสธค�านิมนต์อีก ประจ�า และโดยเหตุที่บิดาของท่านยังมีความขุ่นเคืองอยู่ โดยบอกว่าวันนี้อาตมาฉันเรียบร้อยแล้ว สมณะพระสงฆ์ในใจไม่หาย เพราะคิดว่าพระเป็นเหตุให้บุตรสุดที่รักคน ในพระพุทธศาสนานี้ ฉันอาหารแต่เพียงมื้อเดี่ยวเพียงเดียวของตนต้องออกบวช พอเห็นพระเดินมาบิณฑบาต เพือยังอัตภาพให้ทรงอยูได้เท่านัน บิดาของท่านจึงเปลียน ่ ่ ้ ่จึงพูดตัดพ้อต่อว่าต่าง ๆ นานา ตามประสาของคนเสียใจ นิมนต์ให้ไปฉันในวันรุ่งขึ้น ท่านจึงรับนิมนต์โดยอาการและไม่ให้การต้อนรับอะไรทังสิน ขณะนันพระรัฐบาลเดิน ้ ้ ้ ดุษณีภาพ คือรับโดยอาการนิ่งผ่านบ้านท่านไปด้วยอาการอันส�ารวม พอดีเห็นสาวใช้ ความหวัง... คนเราส่วนใหญ่อยูกนได้เพราะความหวัง ่ัของญาติคนหนึงก�าลังน�าขนมบูดไปเททิง เมือท่านเห็นเช่น ่ ้ ่ เช่น คนจนหวังว่าจะรวย คนป่วยหวังว่าจะหาย พวกเจ้านั้นจึงพูดกับสาวใช้คนนั้นว่า เมื่อขนมนี้จ�าเป็นต้องเททิ้ง พวกนายหวังครองอ�านาจ พวกทาสหวังความเป็นไท พวกโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ก็ขอให้นามาใส่บาตรของท่านเถิด � โจรจัญไรหวังการปล้นจี้ พวกเจ้าหนีหวังดอกหวังผล ฯลฯ ้ สาวใช้กได้ปฏิบตตามอย่างว่าง่าย ในขณะทีเทขนมบูดลง ็ ัิ ่ และมีหวังอะไรกันอีกมากมายบรรยายไม่หมด นีแหละคือ ้ในบาตรนั้นเอง สาวใช้ก็จ�านิมิตที่มือ ที่เท้า และจ�าเสียง ความหวังของคนเรา อยู่กันเพราะความหวังแท้ แต่แล้วของท่านได้ เธอจึงรีบกระวีกระวาดไปบอกมารดาบิดาของ มีใครบ้างเล่าทีสมหวัง เห็นมีแต่คนผิดหวังกันทังนัน บาง ่ ้ ้ท่านให้ทราบ สองสามีภรรยาฟังแล้วไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ คนผิดหวังถึงกับร้องไห้ขมกโป่งอยูคนเดียวก็มี ขอให้ทกคน ี้ ู ่ ุอดดีใจไม่ได้ ถึงกับให้สญญากับสาวใช้คนนันว่า ถ้าค�าพูด ั ้ โปรดจ�ากันไว้วา “เมือมีความหวัง ความผิดหวังก็ยอมมี ่ ่ ่ของเธอเป็นความจริง ท่านทังสองจะปลดเปลืองจากความ ้ ้ เป็นของคูกน ความหวังมีในทีใด ความผิดหวังก็มในที่ ่ั ่ ีเป็นคนใช้ให้ บิดาของท่านรีบไปตามค�าบอกของสาวใช้ นัน” ในท�านองเดียวกัน “เมือไม่มความหวัง ความผิด ้ ่ ีก็ได้พบกับพระรัฐบาลก�าลังนั่งฉันขนมบูดอยู่ใกล้ ๆ ฝา หวังก็ไม่มี ทีใดไม่มความหวัง ทีนนก็ไม่มความผิดหวัง” ่ ี ่ ั้ ีเรือนแห่งหนึ่ง เมื่อไปพบบุตรในสภาพเช่นนั้น บิดาของ มารดาบิดาของพระรัฐบาลก็เช่นเดียวกับคนทั้งหลาย ท่านรู้สึกเศร้าใจและเสียใจยิ่งนัก จึงพูดขึ้นกับท่านด้วย เมื่อเห็นบุตรของตนกลับมาเยี่ยมบ้าน ความหวังของเสียงอันดังว่า “พ่อรัฐบาล ! เป็นการสมควรแล้วหรือ ที่ มารดาบิดาก็กลับมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง คือหวังว่าจะให้พ่อต้องมานังกินขนมบูดข้างฝาเรือนแห่งคนอืนเช่นนี้ บ้าน ่ ่ พระลูกชายสึกออกมาสู่ความเป็นคฤหัสถ์อีก ด้วยความของตนมี ท�าไมพ่อจึงไม่ไปกินที่บ้านเล่า ไม่น่าเลยลูกรัก หวังที่จะให้พระลูกชายสึกออกมานี้เอง มารดาบิดาของ
  • 27. แสงธรรม 23 Saeng Dhammaพระรัฐบาล เมื่อพระลูกชายจะมาฉันที่บ้านในวันรุ่งขึ้น นั้น บรรดาภรรยาเก่า ๆ สวย ๆ ของท่าน ต่างก็พากันจึงพากันจัดงานเตรียมการชนิดต่าง ๆ ด้วยคิดว่าจะล่อใจ แสดงบทบาทยัวยุกามารมณ์ โดยการพร�าร�าพันค่อนขอด ่ ่พระรัฐบาลให้สึกออกมาจนได้ จัดการตกแต่งประดับ ด้วยอาการต่าง ๆ เช่น พูดว่า นางฟ้าองค์ไหนหนอ ที่ประดาบ้านเรือนให้สวยงามเป็นพิเศษ ขนเอาเงินเอาทอง เป็นเหตุให้ท่านต้องออกบวชประพฤติพรหมจรรย์ ท่านมากองไว้เป็นจ�านวนมาก และสั่งให้ภรรยาเก่า ๆ ที่มีรูป คงจะหลงใหลในเสน่ห์ของนางฟ้าเหล่านั้น จนท�าให้ลืมร่างสวยงามสะคราญตาของพระรัฐบาล ให้แต่งตัวประดับ บรรดาภรรยาเก่า ๆ ที่เคยทะนุถนอมมาแต่หนหลัง แต่ประดาร่างกายด้วยชุดอันเคยเป็นที่โปรดปรานของพระ แล้วทุกคนก็ต้องผิดหวังไปตาม ๆ กัน เพราะการประเล้ารัฐบาลในสมัยก่อน และให้จัดการปรุงอาหารให้มีรสอัน ประโลมของบรรดาหญิงภรรยาเก่าเหล่านั้น มันไม่ได้มีประณีต เมื่อได้เวลาฉันแล้ว จึงให้คนใช้ไปเรียนนิมนต์ให้ ความหมายอะไรต่อท่านเลยแม้แต่น้อย มันเหมือนกับพระรัฐบาลทราบ อาการของคนก�าลังบ้า และท่านก็บอกแก่บรรดาภรรยา เก่าเหล่านั้นว่า ท่านไม่ได้ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อ นางฟ้าคนไหนดอก แต่หากประพฤติพรหมจรรย์เพือ ่ เหตุผลในทางธรรม อันคนอย่างพวกเธอยากที่จะ เข้าใจกันได้ พระรัฐบาลเห็นว่าเรื่องอันไร้สาระเช่นนี้ คงจะยืดเยื้อไปอีกนาน ท่านจึงพูดตัดบทกับบิดาว่า “ถ้านิมนต์มาเพื่อให้ฉันก็จงให้ฉันเถิด อย่าต้องให้ ล�าบากเพราะเรื่องอันไร้สาระเหล่านี้เลย” บิดาของ ท่านจึงจ�ายอมถวายภัตตาหารแด่ทานด้วยมือของตน ่ ครันพระรัฐบาลฉันเสร็จแล้ว ท่านได้กล่าวอนุโมทนา ้ กถาตามแบบอย่างของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพื่อ เมื่อพระรัฐบาลไปถึงบ้านก่อนที่จะลงมือฉันอาหาร เป็นการเปิดเผยให้เห็นจิตใจของบุคคลผู้เป็นพระอริยเจ้าบิดาของท่านได้พูดจูงใจเพื่อให้ท่านสึกออกมาโดยอุบาย แล้ว ซึ่งเป็นจิตใจทีอยูเ่ หนือโลกยากต่อความคิดนึกของ ่และวิธีการต่าง ๆ เช่น พูดว่า “เงินทองที่กองอยู่เฉพาะ สามัญชน มีใจความว่าหน้า พร้อมทั้งทรัพย์สมบัติเหล่าอื่นอีกจ�านวนมากมาย “จงมาดูอัตภาพอันวิจิตร มีกายเป็นแผลคุ้มกันอยู่บิดาขอมอบหมายให้ลูกปกครองแต่ผู้เดียว ขอให้ลูกสึก กระสับกระส่าย เป็นทีกระหายของชนเป็นอันมาก ไม่มี ่ออกมาเพือครอบครองทรัพย์สมบัตเหล่านี้ และท�าบุญไป ่ ิ ความมั่นคงและยั่งยืนพลางเถิด” พระรัฐบาลได้ตอบปฏิเสธความหวังของบิดา “จงมาดูรูปอันวิจิตรด้วยเครื่องประดับ มีแต่โครงโดยสิ้นเชิง โดยพูดออกมาเป็นหลักธรรมเพื่อเตือนใจของ กระดูกที่มีซ้อนอยู่ภายใน อันมีหนังห่อหุ้มไว้ งามอยู่บิดาว่า “ ถ้าโยมพ่อจะท�าตามค�าของอาตมาได้ ขอให้ขน ด้วยชุดเสือผ้า เท้าทียอมทาด้วยสีแดงสด หน้าทีไล้ดวย ้ ่้ ่ ้เอากองเงินกองทองเหล่านี้ไปเททิ้งเสียในแม่น�้ าคงคา แป้ง ผมที่แต่งด้วยครีม ตาที่เยิ้มด้วยยาหยอด เหล่าเพราะทรัพย์สมบัติทั้งหลายเหล่านี้ จะเป็นเหตุให้เกิด นีพอจะหลอกคนโง่ให้หลงได้ แต่จะหลอกคนผูแสวงหา ้ ้ความเศร้าโศกและโทมนัสใจในภายหลัง” ในขณะเดียวกัน นิพพานไม่ได้เลย”
  • 28. แสงธรรม 24 Saeng Dhamma “ร่างกายที่เปื่อยเน่า หากแต่ประดับไว้ด้วยเครื่อง ร�่ารวย เงินทองไหลมาเทมา จะท�าอะไรก็ได้ตามใจอลังการประดุจดังหีบศพ ดูภายนอกก็งามดี แต่ผีตาย ปรารถนา ครั้นต่อมาฐานะทางการเงินทรุดหนักท�าอะไรนอนอยู่ข้างใน พอจะหลอกคนโง่ให้หลงใหลได้ แต่ไม่ มีแต่ขาดทุน กลับเป็นคนยากจน เข้าในหลักเศรษฐีตกยาก สามารถหลอกคนผูแสวงหานิพพานได้เลย เจ้าทังหลาย ้ ้ จะท�าอะไรก็มีแต่ความเสื่อม เกิดความเอือมระอาในการเหมือนพรานเนื้อที่วางบ่วงดักเนื้อไว้ แต่เนื้อคือเราไม่ ทีจะปรับปรุงพยุงฐานะของตนให้ดขนดังแต่กอน อ่อนอก ่ ี ึ้ ่หลงติดบ่วง กินแต่เหยื่อแล้วก็ไป ท่ามกลางความ อ่อนใจในการอยู่ครองเรือน เลยต้องออกบวชคร�่าครวญและเสียใจของพรานเนื้อ” ที่ว่าเสื่อมเพราะญาตินั้น คนบางคนเคยมีญาติพี่น้อง จบธรรมิกถาอนุโมทนาแล้ว พระรัฐบาลก็กลับไปสู่มิ มิตรสหายพร้อมทังบริวารชนมากมาย จะย่างกรายไปทาง ้คาจีระ พระราชอุทยานของพระเจ้าโกรัพยะตามเคย ทิ้ง ไหน จะท�าอะไร ก็มีคนเสนอหน้ามารับใช้เหมือนกับความอาลัยอาวรณ์และความงุนงงสงสัยอัศจรรย์ใจไว้ให้แก่ เทพเจ้า ครั้นเวลาต่อมา คนเหล่านั้นก็ค่อยหายหน้ากันมารดาบิดาและภรรยาเก่าของท่าน อาศัยโคนไม้แห่งหนึง ่ ไปทีละคนสองคน จนในที่สุดก็อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย ในมิคาจีระพระราชอุทยานเพื่อพักผ่อนในเวลากลางวัน คล้ายกับคนไร้ญาติขาดมิตร ท�าให้รสกหงุดหงิดและว้าเหว่ ู้ ึในขณะทีพระรัฐบาลพักอยูทมคาจีระพระราชอุทยานนีเ้ อง ่ ่ ี่ ิ หดหู่ใจ มองไปทางไหนก็ไม่เห็นที่พึ่งได้ เลยหมดก�าลังใจพระเจ้าโกรัพยะได้ทราบข่าวการมาของท่านจากพนักงาน ในการสร้างหลักฐานต่อไป จึงตัดสินใจออกบวชรักษาพระราชอุทยาน พระองค์ทรงมีความสนพระทัยใน ครั้นแล้วพระเจ้าโกรัพยะได้ตรัสถามพระรัฐบาลว่า ก็เรื่องราวของพระรัฐบาลอยู่ก่อนแล้ว พอได้ทราบข่าวจึง พระคุณเจ้าไม่ได้ตกอยูในสภาพแห่งความเสือม ๔ ประการ ่ ่พร้อมด้วยราชบริพารเสด็จไปหาพระรัฐบาลถึงที่พัก เมื่อ นั้นเลย เพราะพระคุณเจ้ายังหนุ่มแน่น มีผมด�าสนิท เสด็จไปถึงทรงมีพระราชปฏิสันถารพอสมควรแล้ว โดยที่ ร่างกายก็สมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน พระองค์ทรงประหลาดพระทัยในการบวชของพระรัฐบาล เป็นบุตรของคฤหบดีผมงคัง พรังพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติ ู้ ั่ ่ ่เพราะว่าตามทีพระองค์ทรงเข้าพระทัยมาแต่กอนนัน คน ่ ่ ้ มีญาติมตรบริวารปานประหนึงเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ แต่ ิ ่บางจ�าพวกทีออกบวชนัน ก็เพราะความเสือม ๔ ประการ ่ ้ ่ ท�าไมพระคุณเจ้าจึงออกบวชเล่า ท่านได้รู้ได้เห็น หรือได้คือ ความเสื่อมเพราะชรา ๑ ความเสื่อมเพราะความ ฟังธรรมะอะไรจากใคร โปรดแจ้งให้โยมหายข้อข้องใจด้วยเจ็บไข้ ๑ ความเสือมจากโภคทรัพย์ ๑ ความเสือมจาก ่ ่ เถิดพระคุณเจ้าญาติ ๑ แล้วทรงอธิบายต่อไปว่า พระรั ฐ บาลได้ ถ วายพระพรถึ ง สาเหตุ ที่ ต นต้ อ ง ทีวาเสือมเพราะชรานัน คือคนบางคนแก่เฒ่าชราแล้ว ่่ ่ ้ ออกบวชในพระพุ ท ธศาสนา แด่ พ ระเจ้ า โกรั พ ยะว่ า ก�าลังวังชาก็ลดน้อยถอยลงตามล�าดับ คิดว่าจะท�ามาหา มหาบพิตร การที่อาตมาต้องออกบวชนั้น ไม่ใช่เพราะเลี้ยงชีพต่อไปก็ไม่ไหว จึงตัดสินใจออกบวช ความแก่ชรา ไม่ใช่เพราะโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน และ ที่ว่าเสื่อมเพราะความเจ็บไข้นั้น คือคนบางคนก็เป็น ไม่ใช่เพราะความยากจน ทั้งมิใช่เพราะความสิ้นญาติขาดคนขี้โรค ๓ วันดี ๔ วันไข้ โรคภัยเบียดเบียนเป็นประจ�า มิตร แต่อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งสิ้น แต่เหตุที่อาตมาต้องขืนอยูในฆราวาสก็ไม่สามารถประกอบการงานหาเลียงชีวต ่ ้ ิ ออกบวชนั้น เพราะอาตมาได้ฟังหัวข้อธรรมะ ๔ ประการ ให้เป็นสุขต่อไปไม่ได้ เมื่อคิดเช่นนี้แล้วก็ออกบวช จากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อฟังหัวข้อธรรมะนั้น ทีวาเสือมจากโภคทรัพย์นน คือคนบางคนเคยมีฐานะ ่่ ่ ั้ แล้ว ท�าให้มองเห็นความไม่แน่นอนในโลก เห็นโลกเต็ม
  • 29. แสงธรรม 25 Saeng Dhammaไปด้วยความทุกข์อนน่าสะพรึงกลัว ไตร่ตรองดูแล้วไม่เห็น ั อาวุ ธ อยู ่ บ นคอคชสารเป็ น เวลาหลายชั่ ว โมงก็ มิ ท รงมีอะไรแม้แต่นิดเดียวที่เป็นตัวของตัวเอง โลกนี้คือทะเล เหน็ดเหนื่อย แต่มาบัดนี้พระองค์มีพระชนมายุ ๘๐ พระแห่งความทุกข์ โลกนี้เต็มไปด้วยมายาแห่งความหลอก พรรษาแล้ว ไม่สามารถจะทรงมีพละก�าลังเช่นแต่กอนเลย ่ หลอน ซึงคนเขลาหลงใหลกันอยู่ เมือรูเห็นเช่นนี้ อาตมา ่ ่ ้ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเจริญสู่ความเสื่อมพระก�าลังจึงต้องออกบวชในพระธรรมวินัยของสมเด็จพระผู้มีพระ ลดน้อยถอยลงเป็นล�าดับ จะลุกจะด�าเนินก็งก ๆ เงิ่น ๆ ภาคเจ้า เพื่อหนีความทุกข์ในวัฏสงสาร หลักธรรมที่ เสด็จพระราชด�าเนินไปไหนมาไหนแทบไม่ไหว อวัยวะ ผิวอาตมาฟังนั้น ท่านเรียกว่าธรรมุเทศมี ๔ ประการ คือ พรรณ สีสรรทุกส่วน ล้วนเปลี่ยนแปลงไปหมดสิ้น พระ ๑.โลกคือหมู่สัตว์ ถูกชราน�าเข้าไปไม่มีความยั่งยืน เกษาเคยด�าสนิทก็เปลี่ยนมาเป็นสีขาว ผิวพรรณเคย ๒.โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นสิ่งต้านทาน ไม่มี เปล่งปลั่งเต่งตึง ก็กลับหย่อนยานเหี่ยวย่นปนตกกระ อ�านาจยิ่งใหญ่ในตัวเอง พระเนตรทังคูเ่ คยแจ่มใสมองได้ไกลเหมือนตามิคะ ก็กลาย ้ ๓.โลกคือหมู่สัตว์ ไม่มีอะไรเป็นของ ๆ ตน จ�าต้อง เป็นขุ่นมัวฝ้าฟาง พระทนต์เคยแน่นหนากลับโยกคลอนละสิ่งทั้งปวงไป ร่วงหลุด ต้องใช้ฟนสมมติฟนปลอมแทน นีแหละคือความ ั ั ้ ๔.โลกคือหมู่สัตว์ พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่มเป็น หมายของค�าว่า “โลกคือหมู่สัตว์ ถูกชราน�าเข้าไปไม่ทาสแห่งตัณหา ยั่งยืน” แล้วท่านได้อรรถาธิบายถวายแด่พระราชา โดยยกเอา ดูกรมหาบพิตร บางครั้งบางสมัยพระองค์เคยทรงองค์พระราชาเป็นตัวอย่าง มีใจความว่า ประชวรหนัก บรรดาพระมเหสีสนมก�านัลใน พระราช ดูกรมหาบพิตร ในสมัยที่มหาบพิตรมีพระชนมายุ ปิโยรส และเหล่าข้าราชบริพาร พากันแวดล้อมพระองค์๒๐-๒๕ พระพรรษา พระองค์ทรงสามารถในเพลงอาวุธ อย่างพร้อมพรัง และพร้อมแล้วทีจะยอมเสียสละทุกอย่าง ่ ่ต่าง ๆ เช่น เพลงช้าง เพลงม้า เพลงรถ เพลงธนู ทรง เพื่อพระองค์ในเมื่อพระองค์รับสั่ง แต่ไม่มีใครเลยสักคนกระท�าได้คล่องแคล่วว่องไว ทรงมีกาลังทางพระเพลาและ � เดียวที่พระองค์จะขอร้องให้เขาเหล่านั้นมาช่วยแบ่งเบาพระพาหา มีพระก�าลังทางกายอันสามารถ เคยผ่าน ความเจ็บปวดแทนพระองค์ได้เลย พระองค์ต้องทนเสวยสงครามมาแล้วอย่างโชกโชน บางครังทรงประทับท�าเพลง ้ ความเจ็บปวดทุกขเวทนานั้นด้วยพระองค์เอง พระราช คณะผูปกครองจัดงานวันเกิดให้นองโอม นักเรียนตัวเก่งวัดไทยฯ เพือเสริมสร้างก�าลังใจแด่หนูนอย วันที ๒๕ มิ.ย. ๕๔ ้ ้ ่ ้ ่
  • 30. แสงธรรม 26 Saeng Dhammaสมบัติของพระองค์จ�านวนมากมายนับไม่ถ้วน แต่จะน�า มี และอยากเป็นของมนุษย์ไม่มวนสินสุด หาเวลาพอ หา ีั ้เอามาถ่ายถอนซือเอาความเจ็บปวดทุกขเวทนาก็ปวยการ ้ ่ เวลาเต็ม และหาเวลาอิ่มไม่ได้เลย อยากจนกระทั่งถึงวันอีกทั้งก�าลังทัพของพระองค์ทุกเหล่า พลช้าง พลม้า พล ตาย ก่อนตายยังสังคนภายหลังให้เขาท�าศพอย่างนันอย่าง ่ ้รถ พลบทจรเดินเท้า ซึ่งพระองค์ทรงฝึกมาแล้วอย่าง นี้อีก นี้แหละคือความจริงในข้อที่ว่า “โลกพร่องอยู่เป็นช�่ า ชอง แต่ จ ะน� า มาประลองยุ ท ธกั บ กองทั พ พระยา นิตย์ ไม่รู้จักอิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา”มัจจุราชอันมีความแก่และความตายเป็นนายทัพ ย่อมไม่มี พระรัฐบาลได้จบการสนทนากับพระเจ้าโกรัพยะลงทางจะต้านทานได้ มีแต่จะปราชัยพ่ายแพ้ในที่สุด นี้แล ด้วยการเน้นหนัก ในหลักธรรมุเทศเป็นใจความอันมีสาระคือความจริงในข้อที่กล่าวว่า “โลกไม่มีผู้ต้านทาน ไม่มี น่าศึกษาว่าอ�านาจอันยิ่งใหญ่ในตัวเอง” มนุษย์ส่วนมากในโลก มีจิตใจเต็มอัดไปด้วยความ ดูกรมหาบพิตร ในชีวิตปัจจุบันนี้ พระองค์ทรง อยากมากไปด้วยความลุ่มหลงมัวเมา เมื่อมีทรัพย์แล้วก็บริบรณ์ไปด้วยทรัพย์ศฤงคารทังทีเ่ ป็นสวิญญาณกะทรัพย์ ู ้ หลงไหลติดในทรัพย์ ไม่ยอมให้ไม่ยอมเสียสละ เหมือนและอวิญญาณกะทรัพย์นบจ�านวนไม่ถวนทีเดียว พระองค์ ั ้ กับมดแดงหวงรัง บางคนบางพวกซ�้ายังแสวงหาและจะทรงปรารถนาอะไรในพื้นพิภพนี้ ก็คงเป็นไปตามพระ สะสมทรัพย์ด้วยความโลภจัด ได้เท่าไรก็ไม่พอ มีเท่าไรราชประสงค์นนทุกประการ แต่พระองค์จะทรงปรารถนา ั้ ก็ไม่อิ่ม เป็นเท่าไรก็ไม่สมอยาก เหมือนกับเปรตจ�าพวกให้พระมเหสี พระราชโอรส–ธิดา ตลอดจนสนมก�านัลใน ท้องเท่าภูเขาปากเท่ารูเข็ม แม้จะกินอะไรเข้าไปมันก็ไม่ทน ัข้าราชบริพาร และพระราชสมบัติ ให้เป็นของพระองค์ กับความต้องการ น่าสงสาร อนิจจา! ความอยากของต่อไปในโลกเบื้องหน้านั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้ สิ่งทั้งหลาย มนุษย์ จะอยากกันไปถึงไหนเล่า? บางคนได้เป็นใหญ่เป็นเหล่านั้น ต่อไปก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของคนอื่น โตขนาดผู้ปกครองรัฐปกครองประเทศ แต่ก็ยังปรารถนาส่วนพระองค์เองก็คงเป็นไปตามยถากรรมตามธรรมะข้อที่ ความยิ่งใหญ่เหนือความยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้ว่า “โลกไม่มีอะไรเป็นของตน จ�าต้องละสิ่งทั้งปวงไป” จักเต็ม คนทุกระดับชั้นยกเว้นพระอรหันต์ แม้เขาจะเข้า ดูกรมหาบพิตร ปัจจุบันนี้ พระองค์ครอบครองราช ถึงความตาย ก็ไม่หายจากความทะยานอยาก ตายไปทั้ง สมบัติในแว่นแคว้นกุรุรัฐอันเจริญรุ่งเรืองอยู่แล้ว เมื่อมี ๆ ที่มีความอยากความหิว และความไม่อิ่มในสิ่งทั้งหลายราชบุรษอันควรเชือถือได้เข้ามาเสนอแนะให้พระองค์ขยาย ุ ่ นั้นเอง สมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ความอิ่มในกามอาณาเขตดินแดน เพื่อเถลิงอ�านาจในดินแดนอื่น ๆ ทั่ว ทั้งหลาย ไม่มีในโลก”ทิศานุทิศ และราชบุรุษก็กราบทูลว่า พระองค์สามารถ มนุษย์ทกรูปทุกนามไม่เลือกหน้า ไม่วาพระราชา มหา ุ ่ชนะและครอบครองดินแดนนั้น ๆ โดยไม่ยาก พระองค์ก็ อ�ามาตย์ เศรษฐี คฤหบดี หนุ่มแก่ ยากจน คนพาล และทรงปรารถนาเช่นนั้นทั้ง ๆ ที่พระองค์ก็ทรงมีกุรุรัฐครอบ บัณฑิต ล้วนแล้วแต่ต้องตายไปจากโลกนี้ด้วยกันทั้งนั้น ครองอยู่แล้ว แต่ก็ทรงปรารถนาขยายอาณาเขตออกไป ไม่มีใครมีอภิสิทธิ์กว่ากันเลย และทั้งไม่มีอ�านาจศักดิ์สิทธิ์เรื่อย ๆ จากรัฐหนึ่งสู่อีกรัฐหนึ่ง จากรัฐนี้ไปสู่รัฐนั้น จาก อะไรจะมาต้านทานได้ดวย จ�าต้องจากสิงทังปวงไป เหลือ ้ ่ ้รัฐนันไปสูรฐโน้น จากรัฐโน้นไปสูรฐนูน จากหนึงเป็นสอง ้ ่ั ่ั ้ ่ อยูกแต่ความโศกเศร้าเสียใจอาลัยอาวรณ์และเสียงร้องไห้ ่็จากสองเป็นสาม จากสามเป็นสี่ จากสี่เป็นห้า จากห้า คร�่าครวญของมวลญาติผู้อยู่ข้างหลังเท่านั้น ที่เป็นเป็นหก เรื่อยไปไม่จ�ากัดขอบเขต ความอยากได้ อยาก สัญลักษณ์ของความตาย และก็ตายไปในลักษณะที่เหลือ
  • 31. แสงธรรม 27 Saeng Dhammaอยูแต่ผาพันกาย ไม่มสมบัตอะไรติดตัวไปเลย แม้ญาติจะ ่ ้ ี ิ เห็นโทษของกามคุณอันเต็มไปด้วยมายาแห่งความหลอกจัดให้บ้างด้วยความรักก็เอาไปใช้ไม่ได้ นอกจากจะเป็น หลอนชวนให้พิศวาส พวกคนพาลพากันติดอยู่ในรสชาติเหยือแห่งไฟบนเชิงตะกอนเท่านัน ทุกคนต้องละทิงทรัพย์ ่ ้ ้ อย่างถอนตัวไม่ขึ้น คนมีปัญญาเท่านั้นจึงจะมองเห็นโทษสมบัติและความยิ่งใหญ่ไว้ เป็นสมบัติที่คนอื่นจะต้องแย่ง ของกามคุณ และด�าเนินชีวิตอยู่ในโลกด้วยความรู้เท่าทัน ชิงกันครอบครองต่อไป ส่วนตัวเองก็ไปตามยถากรรม ละความยินดีและความยินร้ายในกามคุณนั้นเสีย จิตใจก็ปราศจากผู้ติดตามใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นอิสระเหนือโลกียะอารมณ์ทั้งปวง นั้นแลคือจุดหมาย ภายใต้อ�านาจแห่งชราและมรณะนั้น ทรัพย์สมบัติ อันสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนาและอ�านาจความยิ่งใหญ่ย่อมไม่มีความหมายอะไร เวลาแห่งชีวิตมีน้อย ไม่มีนิมิตเครื่องหมายอะไรบอกเวลาแห่งชีวิตไว้ว่า ใครจะตายในเวลาไหน วัน เดือน ปีอะไร และทีไหน ด้วยโรคอะไร คนทุกคนทังโง่และฉลาด นักปราชญ์ ่ ้และคนพาล ร�่ารวยและยากจน เกิดในตระกูลสูงตระกูลต�่า ล้วนแล้วแต่จะต้องเผชิญหน้าต่อชราและมรณะเช่นเดียวกัน ต่างกันอยู่ก็เฉพาะในด้านจิตใจเท่านั้น คือคนโง่เผชิญหน้ากับชราและมรณะด้วยความขยาดหวาดกลัว บางคนถึงกับร้องไห้ไม่อยากแก่ไม่อยากตายก็มีถมไป แต่อย่าลืมว่าพระยามัจจุราชไม่เคยใจอ่อนและคิดสงสารผูใด ้ แม้ผนนจะร้องไห้น�้าตาแทบเป็นสายเลือดก็ตาม พระองค์ ู้ ั้ พระเจ้าโกรัพยะทรงสดับธรรมเทศนาของพระเถระปฏิบัติหน้าที่อันเที่ยงตรงและยุติธรรมที่สุด ค�าสั่งของ ด้วยความพอพระทัย และทรงอัศจรรย์ยิ่งนัก เพราะพระองค์เป็นประกาศิตอันใคร ๆ จะคัดค้านมิได้ ส่วนคน ข้อความอันประกอบด้วยอรรถด้วยธรรมเช่นนี้ พระองค์ฉลาดปราชญ์ผู้รอบรู้ มีภูมิปัญญาสูงรู้เท่าทันความเป็นไป ไม่เคยสดับมาจากใครแต่ก่อนเลย พระองค์ทรงน้อมรับแห่งชีวต ย่อมไม่คดหวาดหวันพรันพรึงต่ออ�านาจของชรา ิ ิ ่ ่ หลักธรรมุเทศของพระพุทธเจ้า ซึงพระรัฐบาลน�ามาแสดง ่และมรณะ ย่อมเผชิญหน้ากับพระยามัจจุราชด้วยความ ครั้งนี้ว่า เป็นสัจธรรมซึ่งไม่เคยมีปรากฏในลัทธิค�าสอนองอาจและกล้าหาญ ทั้งนี้ก็เพราะคนฉลาดมีปัญญา คน ของศาสดาองค์ใดมาก่อนเลย พระเจ้าโกรัพยะเมือได้ทรง่โง่ขาดปัญญา ดังนั้น ปัญญาจึงประเสริฐกว่าทรัพย์ สดับธรรมีกถาจบลงแล้ว พระองค์ก็ทรงหายข้อข้องใจในเพราะท�าให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้ การออกบวชโดยประการทั้งปวง พระองค์ได้ทรงกล่าว เพราะขาดปัญญาอันรูเ้ ท่าทันความเป็นจริงของสังขาร รับรองธรรมเทศนาของพระเถระว่า เหมือนหงายของที่มนุษย์สวนมากจึงพากันเวียนว่ายตายเกิดอยูในวัฏฏสงสาร ่ ่ คว�่า เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง ชูดวงภพแล้วภพเล่า โดยที่ไม่รู้จักเบื้องต้นเบื้องปลายของชีวิต ประทีปในที่มืด เพื่อให้คนตาดีมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้แล้วก็พากันมัวเมาลุ่มหลงท�าบาปท�ากรรมนานาชนิด ซึ่ง ฉะนั้น จากนั้นพระองค์ก็ทรงลาพระเถระ เสด็จนิวัตสู่ก็ต้องเดือดร้อนเพราะกรรมของตนทั้งในปัจจุบันและ พระราชนิเวศน์ของพระองค์พร้อมทั้งราชบริพารอนาคต เพราะคนขาดปัญญาอีกเช่นกัน จึงท�าให้มองไม่ ข้อที่ควรสนใจ เรื่องการบวช พระเจ้าโกรัพยะทรง
  • 32. แสงธรรม 28 Saeng Dhammaเข้าพระทัยว่า การบวชของคนส่วนมากเนืองมาจากสาเหตุ ่ ตามวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ มวลมนุษย์ทั้งแห่งความพลาดหวังในทางโลก ฉะนั้น การบวชจึงไม่มี หลายในโลกได้ดิ้นรนต่อสู้เพื่ออิสระภาพ เพื่อความเป็นความหมายอะไร เพราะเป็นที่รวมของคนผิดหวัง แต่ใน ไทให้หลุดพ้นจากความเป็นทาส เรื่อยมาทุกยุคทุกสมัย กรณีการบวชของพระรัฐบาลนัน เท่าทีพระองค์ทรงทราบ ้ ่ และก็ได้ผลส�าเร็จบ้างตามสมควร จนในปัจจุบันทุกวันนี้ พระรัฐบาลไม่เคยมีความพลาดหวังและผิดหวังในเรื่อง เรื่องความเป็นทาสของมนุษย์ยังมีเหลืออยู่น้อยมาก แต่อะไรมาก่อนเลย มิหน�าซ�ายังสมบูรณ์ดวยกามสุขทุกอย่าง ้ ้ นันก็เป็นเพียงความหลุดพ้นจากความเป็นทาสทางร่างกาย ่แต่ถึงกระนั้นพระรัฐบาลก็ยังละทิ้งสมบัติออกบวช โดยที่ และความเป็นทาสของคนอื่นเท่านั้น ส่วนความเป็นทาสไม่มีความอาลัยในสมบัติเหล่านั้นเลย ด้วยเหตุนี้จึงท�าให้ ทางจิตใจของตนเอง หรือความเป็นทาสแห่งกิเลสตัณหาพระองค์สนพระทัยในการบวช พระรัฐบาลได้ชแจงเหตุผล ี้ นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะปรากฏนักในประวัติศาสตร์ทางในการบวชถวายพระเจ้าโกรัพยะในลักษณะที่ถูกต้องว่า โลก มีปรากฏชัดอยู่ก็แต่ในประวัติศาสตร์ทางพระพุทธการบวชนันเป็นไปในลักษณะทีมความหมายอันสูงส่ง คือ ้ ่ี ศาสนาเท่านันทีระบุวาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ้ ่ ่บวชเพราะมองเห็นโทษทุกข์ภัยในวัฏสงสาร บวชเพื่อ ทรงดิ้นรนต่อสู้เพื่อความหลุดพ้นจากความเป็นทาสของแสวงหาทางรอดพ้นจากทุกข์ทงปวง บวชเพือก�าจัดความ ั้ ่ กิเลส และก็ทรงประสบผลส�าเร็จอันใหญ่หลวง ดังที่เมาบรรเทาความหิวกระหาย ท�าลายความอาลัยใน ปรากฏเป็นผลงานของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวกามคุณ ตัดความวิ่งวุ่นในวัฏสงสาร เผาผลาญตัณหามิ โลกอยู่ในปัจจุบันนี้ ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงตรัสว่า “โลกให้เหลือ อันไม่มีเชื้อแห่งความทะยานอยาก นี่คือเหตุผล พร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสแห่งตัณหา” อันทีพระรัฐบาลต้องออกบวช เรืองนีนาจะเป็นข้อสังเกตของ ่ ่ ้ ่ มีความหมายว่า บรรดามนุษย์ทงหลายยกเว้นพระอริยเจ้า ั้พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย คือควรจะพากันมองการบวชใน เสียแล้ว ล้วนตกเป็นทาสแห่งความอยากอันเป็นกิเลสทัศนะที่ถูกต้อง และในความหมายที่สูง ไม่ใช่มองการ ภายในจิตใจของตนเองทั้งนั้น ข้อนี้เป็นความจริงทีเดียว บวชในความหมายที่เหยียบย�่า การบวชเป็นวิธีซักฟอก มนุ ษ ย์ เรานี้ ทุ ก คนเป็ น นั ก วิ่ ง มาราธอนด้ ว ยกั น ทั้ ง นั้ น จิตใจให้บริสทธิสะอาด มิใช่เป็นถังขยะส�าหรับรวบรวมสิง ุ ์ ่ หมายความว่า ทุกคนวิงไล่กวดความอยากของตนเองอย่าง ่สกปรกโสโครก คนที่มองการบวชในแง่ดี เมื่อบวชเข้ามา น่าสงสาร ความอยากมันเป็นนายที่โหดร้ายทารุณที่สุด ก็มีคุณค่าควรแก่การสักการะบูชา ถ้ายังไม่ได้บวชก็เป็น มันใช้ให้เราไล่กวดมันอย่างไม่เลือกเวลาสถานที่ สิงทีอยาก่ ่คนมีความเห็นอันถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ ส่วนคนที่มอง นั้นมันก็มีมากมายก่ายกอง อยากมีนั่น อยากมีนี่ อยากการบวชในแง่ร้าย เมื่อบวชเข้ามาก็ท�าให้พระศาสนามัว เป็นนั่น อยากเป็นนี่ มีนั่นมีนี่ เป็นนั่น เป็นนี่แล้ว ก็หมอง ถ้ายังไม่ได้บวชก็เป็นคนมิจฉาทิฏฐิมีความเห็นผิด อยากมีอยากเป็นยิ่ง ๆ ขึ้นไป เมื่ออยากอะไรขึ้นมาเราก็จากครองธรรม เป็นกรรมอันหนัก โปรดพากันสังวรให้ดี ต้องรับใช้มนอย่างหัวซุกหัวซุน รับใช้มนเสร็จแล้วคิดว่าจะ ั ั บ่อที่ถมไม่เต็ม ในหลักธรรมุเทศ ๔ ประการ ข้อ พอก็เปล่า พอสมอยากอย่างนั้นแล้ว ก็เปลี่ยนไปอยากสุดท้ายที่ว่า “โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาส อย่างอืนอีก เป็นอยูอย่างนีแหละจนกว่าจะตาย ตายแล้ว ่ ่ ้แห่งตัณหา” ธรรมะข้อนี้สูงเกือบจะสุดเอื้อมทีเดียว แต่ จะหมดความอยากหรือเปล่าก็ไม่รู้ เห็นหรือยังว่า กิเลสก็ขอให้ทุกคนเอื้อมกันดู อย่างน้อยที่สุดก็เป็นการถ่วง มันบังคับใช้เราขนาดไหน ถ้ายังมองไม่เห็นก็โปรดติดตามความอยากของตนไว้ อย่าให้มนวิงออกหน้าจนมองไม่เห็น ั ่ ต่อไป กิเลสทางตามันใช้ให้เราดู ดูแล้วไม่ดูเปล่า มันใช้
  • 33. แสงธรรม 29 Saeng Dhammaให้เรารักให้เราเกลียด พอความรักมันเกิดขึ้นความรักนั้น ไม่เป็นระเบียบเสียด้วย คือวิ่งอย่างไม่มีกติกาสัญญา วิ่งมันใช้ให้เราวิ่งตามมัน ไม่ว่าเวลาไหน พอความรักมันใช้ เปะปะออกนอกลู่นอกทางไปตามความอยาก ดูแล้วมันแล้ว เจ้าตัวจะต้องวิ่งรับใช้มัน ค�่าคืนดึกดื่น บุกป่าผ่าดง สับสนกันไปหมด บางทีก็วิ่งเป็นเส้นขนานกันไป คือมันลงความรักมันใช้แล้วต้องสนองมันทันที ไม่เคยหวาดหวัน ่ อยากคนละอย่าง แล้วต่างคนต่างก็วิ่งไปตามความอยากต่ออุปสรรคอันตรายใด ๆ ทั้งสิ้น บางครั้งความรักมันชัก ของตน แต่บางทีความอยากมันก็ใช้ให้คนเราวิ่งเป็นเส้นให้วิ่งเข้าไปหาความตาย บางรายวิ่งหนีพ่อหนีแม่แหวก บรรจบ คือคนหลายคนเกิดความอยากในสิงเดียวกัน ต่าง ่ประเพณีอันดีงามของบรรพบุรุษ นี้แหละคืออ�านาจของ ก็วิ่งไขว่คว้าในสิ่งนั้น ในที่สุดก็วิ่งไปชนกันเข้า ดังในกรณีความรักละ มันเป็นนายที่ร้ายกาจสามารถบังคับคนที่ ที่มีเรื่องพิพากแย่งชิงคนรักหรือทรัพย์สมบัติของกันเป็นหลงใหลในมันให้รบใช้มนเสมือนทาสในเรือนเบีย นอกจาก ั ั ้ เหตุให้เกิดความเดือดร้อนวุนวายต่าง ๆ บางรายถึงกับฆ่า ่นี ความรักยังบังคับให้มนุษย์รบราฆ่าฟันแย่งชิงกันเหมือน ้ กันตาย นี้แลคือเดชแห่ง “ความอยาก” โปรดจ�ากันไว้ทีสุนัขในฤดูผสมพันธุ์ เช่นนิยายรามเกียรติตอนชิงนางสีดา หน้าที่หลังระวังอย่าวิ่งไปชนกันเข้า เพราะเหตุแห่งความเป็นตัวอย่าง ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นความรักที่ อยากปราศจากคุณธรรม ถ้าความรักที่มีคุณธรรมแฝงอยู่ก็พอ ท่านผูอานผูฟงทังหลาย แล้วพวกเราจะท�าอย่างไรกัน ้่ ้ ั ้ท�าเนา แต่ก็ท�าเอาคนที่รักให้เซ่ออยู่ตลอดเวลา ดีละ เพราะทุกคนต่างก็ยงมีความอยากอยู่ ทุกคนยังต้อง ั แสวงหาทรัพย์สมบัติมาเลี้ยงตนและครอบครัว ไม่มีใคร แม้แต่คนเดียวที่จะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ต้องท�าอะไร หากใคร ท�าตนเช่นนันก็จะถูกหาว่าเอาเปรียบสังคม แล้วจะท�ากัน ้ อย่างไรดีเรื่องนี้ขอเสนอแนะว่า ท่านทั้งหลายพยายาม ท�างานกันไปเถอะ ท�าเท่าไรไม่ว่า ขยันเท่าไรยิ่งดี ขอ อย่างเดียวอย่าให้ความอยากมันวิ่งออกหน้าก็แล้วกัน จง ท�างานให้เป็นงาน ให้ถืองานเป็นหน้าที่ที่เราจะต้องท�า การท�างานตามหน้าที่นั้นแล คือการปฏิบัติธรรมะไปใน ตัว การท�างานเพื่อให้งานส�าเร็จ และท�างานตามหน้าที่ นั้น กิเลสตัณหามันวิ่งออกหน้าไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ส่วนกิเลสทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทาง ปัญญาก็เป็นผู้น�าทาง เมื่อปัญญาออกหน้าหรือปัญญาใจ ก็เป็นไปในท�านองเดียวกันกับทางตา มนุษย์ปถชนทุก ุุ น�าทางแล้ว ท�างานไปเถอะ เจ้าความอยากไม่มีโอกาสคนพยายามดินรนแสวงหาสิงทังหลายมาสนองความอยาก ้ ่ ้ โผล่หวแล้วเราก็ไม่ตองกลัว เจ้าความอยากอันเคยเป็นนาย ั ้ของตน แต่แล้วมันก็ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักเต็มสักที แผ่นดินที่ ที่ทารุณโหดร้ายนั้น มันจะต้องสิ้นลงในโอกาสใดโอกาสเป็นหลุมเป็นบ่อ แม้จะลึกและกว้างขนาดไหน ก็ไม่พ้น หนึ่งอย่างแน่นอน นี้แลคือที่สุดแห่งทุกข์ตามหลักของจากความพยายามของมนุษย์ที่จะถมให้มันเต็มได้ แต่มัน พระพุทธศาสนาน่าอนาถใจที่ความอยากของคน ถมเท่าไร ๆ ก็ไม่รู้จักค�าว่า “เต็ม” อนึ่ง ความอยากนั้นมันใช้ให้คนเราวิ่งอย่าง
  • 34. แสงธรรม 30 Saeng Dhamma“กลุมรวมน้�ใจใฝ่ธรรม” ประธ�นจัดง�น เข้�แสดงมุทต�สักก�ระแด่พระวิเทศธรรมรังษี ่ ำ ิ
  • 35. แสงธรรม 31 Saeng Dhammaวันทำ�บุญธรรมสมโภชอ�ยุวฒนมงคล ๘๖ ปี พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงต�ชี) ๑๒ มิ.ย. ๒๕๕๔ ั
  • 36. แสงธรรม 32 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากหลวงตาชี พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ครูสี-หลวงตาสอน คลายสงสัย “ นรชนเหล่าใด อันเทวทูตเตือนแล้ว ยังประมาทอยู่ นรชนเหล่านั้น ต้องเข้าสู่สภาพอันเลว และเศร้าโศกสิ้นกาลนาน ” ถ าม : คุณพ่อคุณแม่ ครูบาอาจารย์ สมัยโบราณ ท่านมักจะเตือนลูกเตือนหลาน เตือนลูกศิษย์ลูกหา ให้พากันพิจารณาเทวทูตทั้ง ๔ คือ ความเกิด ประกอบด้วย เพือช่วยให้เข้าใจในการน�าไปปฏิบตตาม? ่ ัิ ตอบ : โจทิตา เทวทูเตหิ เย ปมชฺชนฺติ มาณวา เต ทีฆรตฺต� โสจนฺติ หีนกายูปคา นรา.ความแก่ ความเจ็บ และความตาย หรือ คนแก่ คนเจ็บ นรชนเหล่าใด อันเทวทูตเตือนแล้ว ยังประมาทคนตาย และสมณะ การทีทานเตือนให้พจารณาเช่นนัน ่ ่ ิ ้ อยู่ นรชนเหล่านั้น ต้องเข้าสู่สภาพอันเลว และเศร้าเพือวัตถุประสงค์อะไรโปรดวินจฉัยพร้อมกับยกตัวอย่าง ่ ิ โศกสิ้นกาลนาน
  • 37. แสงธรรม 33 Saeng Dhamma โลกมนุษย์ นี้เทียบ เปรียบเคหา มนุษย์” หรือศาลา พักผ่อน นอนอาศัย ถ้าคนเราทุกคนเห็นว่า โลกทีเ่ ราอุบตขนมาอาศัยกัน ั ิ ึ้ ใครมาก่อน ไปก่อน ผ่อนกันไป อยู่นี้ มันเป็นเพียง “ศาลาพักร้อน” ก็จักผ่อนคลาย อย่าเสียใจ ต่อจุด สุดชีวัน ความเห็นแก่ตัว ไม่มัวเมาในความประมาท ฉลาดใน ถึงวันสิ้น ดินทับ ลงทับร่าง การด�าเนินชีวิตให้เกิดประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและ สิ้นทุกอย่าง เที่ยงแท้ ไม่แปรผัน บุคคลอื่น คิดอยู่เสมอว่า เราจะอาศัยอยู่ในโลกนี้ตลอด จงหมั่นท�า ความดี ทุกวี่วัน ไปไม่ได้ อีกไม่นานนักเราจักต้องจากไป ตามเกณฑ์แห่ง จิตเรานั้น สบสุข ทุกเวลา อายุขัยของแต่ละคน ฉะนั้น ขณะที่เรามีชีวิตอาศัยอยู่ มนุษย์ทั้งหลายชายหญิงทุกถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ในโลกนี้ เราจึงควรท�าแต่ความดีทุกอย่าง อันเป็นทางมนุษย์ชาติไหน ภาษาไหน นับถือลัทธิศาสนาอะไร ก่อให้เกิดความสุขในชีวตประจ�าวัน อย่าไปส�าคัญผิดคิด ิบรรดาที่เกิดขึ้นมาอาศัยอยู่บนโลก อันเปรียบเสมือน ว่าจะอยู่ในโลกนี้ตลอดไป โลกนี้มันไม่ใช่ของเรา เราไม่หนึ่งศาลาพักร้อนนี ส่วนใหญ่มักจะพากันเข้าใจผิดคิด ้ ได้เป็นเจ้าของโลกนี้ โลกนี้มันเป็นของกลาง ๆ ตั้งอยู่ว่า ศาลาหลังนี้เป็นสมบัติของตนแต่คนเดียว ไม่เฉลียว ระหว่างทางเหมือนศาลาพักร้อนใครมาก่อนพักก่อน ใครใจสักนิดว่าทีแท้มนไม่ได้เป็นสมบัตของใครคนใดคนหนึง ่ ั ิ ่ มาทีหลังพักทีหลัง ว่ากันไปตามล�าดับ อย่างนี้ยุติธรรมมันเป็นเพียง “ศาลาพักร้อน” เท่านั้นเอง พวกนี้เข้าใจ ที่สุดผิดคิดว่าโลกนี้เป็นของ ๆ ตน ก็สาละวนแต่ในความยึด มนุษย์เรามีสิ่งเตือนใจไม่ให้เกิดความประมาทเรียกมั่นถือมั่น อันนี้ของฉัน อันนั้นของกู ฉันเป็นนี่ นี่เป็น ว่า “เทวทูต” แปลกันว่า ทูตของเทวดา ส่งลงมาจากของฉัน นั่นเป็นของกู ตู่เอาอะไรอีกร้อยแปดอย่าง ช่าง เบืองบนเพือเตือนคนไม่ให้เกิดความประมาท เทวทูตนัน ้ ่ ้ตู่เก่งจริง ๆ อีกไม่นานนักจักรู้ดอกว่า มันไม่ใช้สมบัติ มี ๔ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ของใคร มันเป็นสมบัติของสาธารณชน ทุกคนมีสิทธิ อีกบรรยายหนึ่ง เทวทูต ๔ ได้แก่ คนแก่ คนเจ็บ คนเท่าเทียมกัน ในอันที่จะอยู่อาศัยในศาลาพักร้อนนี้ ดัง ตาย และสมณะ (พระ) ทูตของเทวดาเหล่านี้ มีปรากฏนั้น จงอย่าเป็นคนขี้ตู่กันนักเลย พวกขี้ตู่นี่แหละ สร้าง อยูเ่ ป็นประจ�าในชีวตประจ�าวันของคนเรา เทวดาบนฟ้า ิความทุกข์ความเดือดร้อนให้แก่เพื่อนร่วมโลกทุกยุคทุก บนสวรรค์ท่านเป็นห่วงกลัวว่ามนุษย์ทั้งปวงในเมืองคนสมัย อาศัยอยู่ในโลกอย่างเดียวไม่พอ ชอบก่อเรื่อง จะพากันประมาทท่านก็เลยประสาทส่งทูตสวรรค์มาหาเหตุ ตู่เอาที่นั่นแย่งเอาที่นี่ อันนี้ของฉัน อันนั่นของ เตือนทุกวันเวลากู ตู่เอาสารพัดไม่รู้จักค�าว่า “พอ” ไม่รู้จะเอาไปท�าไม ข้อความในหนังสือพุทธประวัติ ตอนที่พระพุทธเจ้ามากมายนัก อีกไม่นานนักก็จักจากโลกนี้ไปเหมือนกัน จะเสด็จออกทรงผนวชบวชเป็นพระนั้น พระอาจารย์ผู้ทุก ๆ คน ยากดีมีจน มีล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ก็น�าเอาติดตัว แต่งคัมภีรได้กล่าวท้าวความถึงมูลเหตุแห่งการเสด็จออก ์ไปไม่ได้สักชิ้นเวลาจากโลกนี้ไป หรือเห็นใครเอาอะไร บรรพชาของพระมหาบุรุษว่า เพราะพระองค์ได้ทอดติดตัวไปบ้าง แม้แต่รางเขาก็ยงเผาให้เป็นเถ้าถ่านละลาย ่ ั พระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง ๔ ขณะที่เสด็จประพาสพระหายไปหมด นี่คือกฎความจริงของสิ่งที่เรียกว่า “โลก ราชอุทยาน ๔ วาระด้วยกัน คือ
  • 38. แสงธรรม 34 Saeng Dhamma วาระแรก ทรงราชรถประพาสพระราชอุทยานโดย กาลเวลาที่ถูกโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียนเท่านั่นเอง”มีนายฉันนะเป็นสารถี ในระหว่างทางได้ทอดพระเนตร “เออ! ฉันนะ ตัวฉันเองก็จะต้องเป็นเช่นนั้นเหมือนเห็นคนแก่คนหนึง ซึงอยูในสภาพทีนาสมเพทเวทนาทีสด ่ ่ ่ ่่ ุ่ กันหรือ...?”พระองค์รับสั่งในหยุดรถ แล้วตรัสถามนายฉันนะสารถี “ไม่มการยกเว้นแก่ใคร ๆ พ่ะย่ะค่ะ ฉันนะทูล ตราบ ีว่า “ฉันนะ! นั่นคืออะไร” ฉันนะทูลว่า นั่นคือคนแก่ ใดที่ยังเกิดมาเป็นรูปเป็นร่าง ก็เป็นช่องทางให้เกิดโรคพ่ะย่ะค่ะ “คนเราทุกคนบนแผ่นปฐพีนี้ จะมีสภาพเช่น ภัยไข้เจ็บได้ทงนัน ควรพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความ ั้ ้นี้เหมือนกันทุกคนหรือ ฉันนะ” เหมือนกันทุกคน พ่ะ เจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้”ย่ะค่ะ ฉันนะทูล ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครหลีก วาระที่สาม ได้ทอดพระเนตรเห็นคนตาย ในเลียงความแก่ไปได้ “แม้เราก็จะต้องเป็นเช่นนัน เหมือน ่ ้ ระหว่างเสด็จประพาสพระราชอุทยานอีกเช่นเคย ขบวนกันด้วยหรือ ฉันนะ” แน่นอน พ่ะย่ะค่ะ วันหนึ่งข้าง แห่ศพไปตามถนน มีคนล้อมหน้าล้อมหลังหลั่งน�้าตาหน้าพระองค์กจะต้องแก่ชราเช่นนันเหมือนกัน ไม่มใคร ็ ้ ี ร้องไห้คร�่าครวญชวนให้น่าเวทนายิ่งนัก พระมหาบุรุษล่วงพ้นความแก่ไปได้ พ่ะย่ะค่ะ กษัตริย์ เศรษฐี สมณะ จึงทรงซักถามฉันนะสารถีคนโปรดว่า นันเขาท�าอะไรกัน ่ชีพราหมณ์ ยากจน อนาถา ย่อมแก่ย่อมชราเหมือนกัน ฉันนะ คนจ�านวนมากมาย ไม่มีใครสบายใจ มีแต่คนหมด ร้องไห้คร�่าครวญ ชวนให้เกิดความสงสัยในอาการเช่น พระมหาบุ รุ ษ ทรงสลดพระทั ย ในเมื่ อ ได้ ท อด นั้น...?พระเนตรเห็นคนแก่ โอ! สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ “นั่นแหละ คือคนตาย พ่ะย่ะค่ะ คนตายกลายเป็นมีเกิดแล้วก็มีแก่เป็นของธรรมดา ชราน�าทุกข์มาให้... ศพ ขบวนนั่นคือขบวนแห่ศพไปสู่ที่เผา ความตายเป็น วาระที่สอง ทรงพบเห็นคนเจ็บในระหว่างเสด็จ เหตุให้คนโศกเศร้าเสียใจ ดังนั้น ทุกคนที่เดินไปตามประพาสพระราชอุทยาน ทรงอุทานออกมาเป็นค�าถาม ขบวนแห่ศพ จึงมีใบหน้านองไปด้วยน�้าตา น่าสมเพทว่า นั่นเขาเป็นอะไร ฉันนะ? เวทนายิ่งนัก...” นั่นคือคนเจ็บหนัก พ่ะย่ะค่ะ ฉันนะทูล คนเรา “ทุกคนทีเ่ กิดมา จะต้องประสบพบกับความตายเช่นเกิดมาย่อมมีโรคโรคาเบียดเบียนเป็นธรรมดา ร่างกาย นี้เหมือนกันหมดหรือ ฉันนะ...?”เป็นรังของโรค โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากสาเหตุและ “เป็นความจริงเช่นนั้น พ่ะย่ะค่ะ ความตายเป็นกฎสมุฏฐานต่าง ๆ กัน ทุกคนไม่มใครต้องการเป็นโรคและ ี ของธรรมชาติ ไม่มใครสามารถหลีกเลียงได้ ตายชัว ตาย ี ่ ่ทุกคนเกลียดความเจ็บไข้ได้ปวยด้วยกันทังนัน แต่แล้ว ่ ้ ้ ดี ตายมี ตายจน เกิดมาเป็นคนแล้วจะต้องตาย นี่คือทุกคนก็หนีไม่พนจากความเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ นานา ้ กฎความจริง...” “ฉันนะ เธอว่าอย่างไรนะ ทุกคนจะต้องเจ็บ ทุก “ตัวฉันเองก็จะต้องตายโดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ เลยคนจะต้องป่วยด้วยกันทั้งนั้นหรือ?” หรือ ฉันนะ....?” “ถูกแล้ว พ่ะย่ะค่ะ นั่นคือความจริงที่สุดมนุษย์ทุก “กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร์ จัณฑาล คนพาล รูปทุกนามห้ามความเจ็บป่วยไม่ได้ ไม่มีใครมีอ�านาจ และบัณฑิต ย่อมจบชีวิตลงด้วยกันทั้งนั้น พ่ะย่ะค่ะ เหนือความเจ็บป่วย เพียงแต่ช่วยกันรักษาพยาบาลใน พระยามัจจุราชคือความตาย บ่ายหน้าไปหาใครไม่มทาง ี
  • 39. แสงธรรม 35 Saeng Dhammaปฏิเสธได้ กษัตริย์ก็ต้องสยบ นักรบก็ต้องจ�านน ทุกคน เจ็บ และความตายได้ ทางอื่นไม่อีกแล้ว”ตกอยู่ภายใต้อ�านาจของมัจจุราชคือความตาย สังขาร ภายหลังที่พระมหาบุรุษทรงเห็นเทวทูตทั้ง ๔ แล้วก็ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเป็นธรรมดา” ทรงสลดพระทัยในการเห็นเทวทูต ๓ ข้างต้น คือคนแก่ วาระที่สี่ ทรงเห็นสมณะ พระทรงศีล ในระหว่าง คนเจ็บ และคนตาย แต่ทรงพอพระทัยในการได้ทอดเสด็จประพาสพระราชอุทยาน พระมหาบุรุษทรงพอ พระเนตรเทวทูตอันดับที่ ๔ คือสมณะ พระองค์ทรงคิดพระทัยในสมณะนั้นมาก อยากทราบความเป็นมาจึง หนักในปัญหาเรื่องความแก่ ความเจ็บ ความตาย ที่ลันพระวาจาถามฉันนะว่า “ฉันนะ ก็บคคลผูนงอยูใต้รม ่ ุ ้ ั่ ่ ่ ครอบง�ามหาชน ทุกคนจะต้องประสบด้วยกันทังนันแล้ว ้ ้ไม้ด้วยอาการอันสงบเสงี่ยมเทียมดังรูปปั้นนั่นเป็นใคร พระองค์ก็ทรงใคร่ครวญถึงหลักความจริงทั่ว ๆ ไปว่า ท�าไมจึงมานั่งอยู่คนเดียวเปล่าเปลี่ยวเหลือทน คนอะไร ธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก ย่อมมีของที่เป็นมีอาการเช่นนั้น...?” ปฏิปักษ์ต่อกัน เช่น มีร้อนแล้วก็ต้องมีเย็น มีมืดแล้วก็ “นันคือสมณะพระทรงศีลผูออกบวชแสวงหาคุณธรรม ่ ้ ต้องมีสว่าง บางที่อาจจะมีอุบายแก้ความเกิด ความแก่ อันยิงใหญ่ ยังไงเล่า พระเจ้าข้า ผูเ้ ห็นภัยในความเวียน ่ ความเจ็บ และความตาย ได้บ้างกระมัง ก็แต่ว่าอันการว่ายตายเกิด หรือเห็นภัยในความเกิด ความแก่ ความเจ็บ จะแสวงหาอุบายแก้ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และและความตาย ก็แสวงหาอุบายฝึกฝนอบรมตนเองในรูป ความตายนั้น เป็นการยากอย่างยิ่ง ถ้ายังใช้ชีวิตอยู่ในแบบอย่างนัน นันคือหนทางอันประเสริฐ เกิด แก่ เจ็บ ้ ่ ฆราวาสวิสย ก็สงสัยจะแสวงหาอุบายเช่นนันไม่ได้อย่าง ั ้ตาย จึงจะเอือมไม่ถง พ่ะย่ะค่ะ....” ้ ึ แน่นอน เพราะชีวิตของฆราวาสเป็นที่คับแคบนัก เป็น “ถ้าหากฉันเองจะปฏิบัติอย่างนั้นบ้าง จะมีทางเป็น ทีตงแห่งอารมณ์อนท�าให้เกิดความเศร้าหมองดุจเป็นทาง ่ ั้ ัไปได้หรือไม่ ฉันนะ...?” ไหลมาแห่งธุล บรรพชาคือการบวชเป็นโอกาสสว่าง พอ ี “ใครก็ตามทีเห็นภัยในความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ่ มีทางแสวงหาอุบายท�าลายความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย ก็ปฏิบัติได้ทั้งนั้นแหละ พ่ะย่ะค่ะ ทาง และความตายได้ เมื่อพระมหาบุรุษทรงใคร่ครวญเช่นเดียวเท่านั้นที่จะหนีให้พ้นจากความเกิด ความแก่ ความ นั้นแล้ว ก็ทรงมีพระทัยน้อมไปในบรรพชาคือการบวช
  • 40. แสงธรรม 36 Saeng Dhammaไม่ทรงยินดีในฆราวาสสมบัติ ตกอยู่ในอ�านาจแห่งความประมาทมัวเมา แม้เทวดจะ พระมหาบุรุษทรงพิจารณาเห็นมหาชนที่เกิดมาแล้ว ส่งเทวทูตมาเตือนวันแล้ววันเล่า ก็ไม่เคยเอามาคิดแก่ เจ็บ แล้วก็ตายกันไปเปล่า ๆ หาได้ท�าชีวิตให้มี เปรียบเทียบชีวิตของตนให้เห็นเป็นเหมือน “ศาลาพักประโยชน์อะไรไม่ พากันหลงใหลมัวเมาอยู่ในโลกนึกว่า ร้อน” กลับนอนหลับทับสิทธิ์คิดมัวเมาหลงใหลในความเป็นของเทียงแท้ถาวร ทีไหนได้มนเป็นเพียง “ศาลาพัก ่ ่ ั เมา ๓ ประการ คือร้อน” ชั่วคราวเท่านั้น อีกไม่นานนักก็จักต้องจากกันไป เมาในวัย หลงใหลในความเป็นหนุ่มเป็นสาวนึกว่ายิ่งในพระราชส�านักมัวเมาอยู่ในหมู่สตรีบ�าเรอทั้งกลาง ตัวเองจะเป็นอยู่เช่นนั้นตลอดไป ไม่เฉลียวใจในเทวทูตวันและกลางคืน ยิงท�าให้ชวตเป็นหมันหนักเข้า พระองค์ ่ ีิ คือความแก่มนเตือนทุกวันเวลา อีกไม่กปขางหน้าความ ั ี่ ี ้ทรงเบื่อหน่ายต่อความเป็นอยู่ของพระองค์ด้วยอาการ ชราก็จะเข้าครอบง�า แล้วก็จะแก่หง�าเหงือกไม่เลือกหน้าเช่นนัน ทีคนทังหลายส�าคัญเห็นเป็นความสุขอย่างยิงใน ้ ่ ้ ่ อินทร์หน้าพรหม นี่คือกฎความจริงของสรรพสิ่งทั้งทางโลกีย์ สมกับค�าว่าห้องปราสาทเกลื่อนกราดไปด้วย หลาย แต่พวกที่เมาในวัยก็ไม่สนใจรับฟังความจริงข้อนี้ นางบ� า เรอผู ้ น อนหลั บ สว่ า งไสวไปด้ ว ยแสงประที ป พวกเขาก็ยังพากันเมาในวัยของตน วันหนึ่ง ๆ ส่องปรากฏแก่พระองค์ดจซากศพในป่าช้า ทรงเห็นบรรพชา ุ กระจกตั้งหลายหน ยิ้มกับตนตั้งหลายครั้ง ฉันยังสาว คื อ การบวชเป็ น ที่ ห ่ า งไกลจากอารมณ์ อั น ล่ อ ให้ ห ลง ฉันยังสวย ฉันยังหนุ่ม ฉันยังแน่น แล้วก็ไม่สนใจในการมัวเมา เป็นช่องทางที่จะได้บ�าเพ็ญศีลปฏิบัติธรรม เพื่อ ประพฤติธรรม รอไว้ให้แก่เสียก่อน แล้วค่อยเข้าวัดฟังท�าประโยชน์แก่ตนเองและบุคคลอื่น ท�าชีวิตนี้ให้มีผล ธรรมจ�าศีล ผัดแล้วผัดเล่าจนเข้าโลงไปเลย นีแหละฤทธิ์ ่ไม่เป็นหมัน เมือทรงสันนิษฐานลงเช่นนีแล้ว จึงได้เสด็จ ่ ้ ของพวกเมาในวัย มันท�าให้เกิดความประมาท ผัดวันออกบรรพชาแสวงหาธรรมเป็นเครื่องพ้นจากเกิด แก่ ประกันพรุ่งในการท�าความดี จนตายเป็นผีไปก็ไม่ได้เจ็บ ตาย ภายหลังต่อมาอีก ๖ ปี ก็ได้ตรัสรูอริยสัจธรรม ้ ประพฤติธรรม ชีวิตของคนพวกนี้ จึงตกต�่าอยู่ในสภาพท� า ให้ พ ระองค์ มี พ ระนามอี ก พระนามหนึ่ ง ว่ า อันเลว และเศร้าโศกสิ้นกาลนาน“พระพุทธเจ้า” อันพวกเราชาวพุทธทังหลายใช้เรียกกัน ้ บางคนบางพวกก็พากันมัวเมาหลงใหลในความจนทุกวันนี นีแหละคือผลแห่งความไม่ประมาทหลงใหล ้ ้ ไม่มีโรค ขณะที่ร่างกายก�าลังแข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้ในเมื่อเทวทูตเตือนแล้ว ก็เป็นเหตุให้พระมหาบุรุษหลุด เจ็บเบียดเบียน ก็นกกระหยิมยิมย่องมองตัวเองว่าไม่เป็น ึ ่ ้พ้นจากความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตาย โดย อะไร ประมาทหลงใหลไม่เอาใจใส่ในการรักษาเนือรักษา ้การบรรลุมรรคผลนิพพาน ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิด ตัว พอถึงคราวเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ก็หวาดผวานอนตาในวัฏสงสารอีกต่อไป ไม่หลับกลับกลัวพระยามัจจุราชจะมาฉุดกระชากลากตัว ส่วนข้อความตามพุทธภาษิตข้างต้นว่า “นรชนทั้ง ไปอยู่เมืองผี ตอนอยู่ดี ๆ ไม่มีโรคภัย ไม่เอาใจใส่ในการหลายเหล่าใด อันเทวทูตเตือนแล้ว ยังประมาทมัวเมา บ�าเพ็ญความดีพอเข้าตาจนก็บนบานสารกล่าว ขอให้หลงใหลอยู่ นรชนเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงสภาพอันเลว หายโรคหายภัยต่อไปจะท�าแต่ความดี พวกนี้เรียกว่า และเศร้าโศกสิ้นกาลนานนั้น” หมายความว่า มนุษย์ เมาในความไม่มโรค พวกทีเมาในความไม่มโรคนีแหละ ี ่ ี ้ ปุถุชนคนธรรมดาทั่ว ๆ ไป ส่วนใหญ่แล้วมักจะพากัน ก็มักจะปล่อยชีวิตของตนให้เป็นไปตามบุญตามกรรม
  • 41. แสงธรรม 37 Saeng Dhammaสนุกสนานเสเพลเฮฮาไปตามประสาของคนประมาท แม้ ประมาทอยู่ ย่อมเข้าสู่สภาพอันเลว และเศร้าโศกสิ้นเทวดาจะส่งความเจ็บไข้มาเตือนก็ยงเป็นคนประมาทขาด ั กาลนานการพิจารณาทุก ๆ วันว่า เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา การที่คุณพ่อคุณแม่ ครูบาอาจารย์ ในสมัยโบราณไม่ลวงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ผลสุดท้าย พวกเมาในความ ่ ท่านเตือนลูกเตือนหลาน เตือนลูกศิษย์ลูกหาให้พากันไม่มีโรค ก็พากันทุกข์โศกสิ้นกาลนาน พิจารณาเทวทูตทั้ง ๔ คือ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ อีกพวกหนึ่งพากันเมาในชีวิต คิดว่าตัวเองจะอยู่ และความตาย ก็เพื่อเป็นอุบายเตือนใจไม่ให้เกิดความค�้าฟ้า ไม่คิดว่าชีวิตนี้น้อยนัก จักอยู่อย่างนานไม่เกิน ประมาท เพราะความประมาทเป็นหนทางแห่งความตายร้อยปี ชีวิตของคนเรานี้ย่อมหมดไปสิ้นไปทุกเวลานาทีไม่มีอะไรยั่งยืนถาวร พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า อจฺเจนฺติ อโหรตฺตา ชีวิต� อุปรุชฺฌติ อายุ ขียติ มจฺจาน� กุนฺนทีน�ว โอทก�. วันคืนย่อมล่วงไป ชีวตย่อมหมดไป อายุของสัตว์ ิทังหลายย่อมสินไป ดุจน�าในล�าธารย่อมแห้งไป ฉะนัน ้ ้ ้ ้ พวกที่มัวเมาในชีวิต ไม่พากันคิดถึงค�าสอนข้อนี้จึงปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปเสียเปล่า ๆ โดยที่ไม่ได้ท�าประโยชน์อะไร สนใจแต่ในเรื่องเหลวไหลไร้สาระ ส่วน ให้ใช้ความแก่ ความเจ็บ และความตายมาเป็นอุบาย เตือนตน จะได้เป็นคนไม่ประมาทในการบ�าเพ็ญความดี ดังพุทธานุสาสนีว่า อปฺปมาทรโต ภิกฺขุ ปมาเท ภยทสฺสี วา อภพฺโพ ปริหานาย นิพฺพานสฺเสว สนฺติเก. ภิกษุยนดีในความไม่ประมาท หรือเห็นภัยในความ ิ ประมาท เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะเสื่อม ชื่อว่าอยู่ใกล้พระ นิพพานทีเดียว ขอเราท่านทังหลายหญิงชายทุกถ้วนหน้า อย่าได้พา ้ค�าสอนของพระไม่มีเวลาที่จะศึกษาและปฏิบัติตามศีล กันเป็นคนประมาท ชาตินี้ทั้งชาติ ขอให้พากันสร้างแต่ทาน ภาวนา หาได้เอาใจใส่ไม่ ปล่อยจิตใจให้ตกอยูภาย กุ ศ ลคุ ณ งามความดี จะได้ มี ค วามสุ ข สมดั ง ความ ่ใต้อ�านาจของกิเลสตัณหา แม้เทวดาจะส่งทูตคือความ ปรารถนาทุกประการ ตายมาเตือน ก็เสมือนคนตาบอดตาใสมองอะไรไม่เห็นแม้แต่เงา ก็เลยเข้าหลักที่ว่า แม้เทวทูตเตือนแล้ว ก็ยัง
  • 42. แสงธรรม 38 Saeng Dhammaร.ร.วัดไทยฯ ดี.ซี. ภาคฤดูร้อน ปี 2011 เปิดปฐมนิเทศแล้ว เชิญนำาบุตรหลานมาเรียนรู้วัฒนธรรมไทยได้ตั้งแต่บัดนี้ไป
  • 43. แสงธรรม 39 Saeng Dhamma ท่องแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ณ ประเทศศรีลังกา ตอน : พระพุทธเจ้าเสด็จลังกา เรื่องและภาพ โดย.. ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี t_inthisan@hotmail.com ต่อจากฉบับที่แล้ว� พระพุทธเจ้าเสด็จลังกา ชายจุโฬทรราชโอรสของพระขนิษฐา อ้างว่าบัลลังก์เป็น พระเจดีย์สีขาว ๆ เคียงคู่อยู่กับวิหารทรงลอมข้าว ของพระองค์ ต่างไม่ยอมแก่กัน จนเกิดรบพุ่งเพื่อแย่งชิงเปลือก สูง ๙๐ ฟุต ตามคัมภีร์มหาวงศ์สถูปวงศ์ แต่งโดย ราชสมบัติ รบกันตามล�าพังไม่พอยังเที่ยวเสาะแสวงหาพระวาจิสสเถระชาวลังกา สมัยพระเจ้าปรักกมพาหุท ๑ ี่ สัมพันธมิตรมาช่วยรบกันใหญ่ ทังสองฝ่ายจึงมีผสนับสนุน ้ ู้กล่าวว่าเป็นทีบรรจุรตนบัลลังก์ ทีประทับของพระพุทธเจ้า ่ ั ่ มากมาย รวมทั้งกษัตริย์แห่งกัลยาณีด้วย การรบไม่มีใครเจดีย์มีลักษณะรูปโอคว�่า แบบเดียวกับพระสถูปสาญจิใน แพ้ใครชนะ มีผเสนอว่าให้ไปอัญเชิญเสด็จพระพุทธเจ้ามา ู้อินเดีย ตัดสินดีกว่า พระพุทธองค์จงเสด็จมาตามค�าเชิญ แล้วตรัส ึ ตามต�านานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าเสด็จเกาะลังกา หลัง เทศน์โปรดชีแนะให้เห็นด้วยโทษของการแตกสามัคคี และ ้จากตรัสรู้แล้วได้ ๙ เดือน เสด็จไปยังคณเจดีย์ เมืองมหิยัง คุณธรรมของความพร้อมเพรียง พวกนาคฟังแล้วซาบซึงใจ ้เกน่า เพือโปรดพญายักษ์ซงขนาดนันก�าลังประชุมกันตาม ่ ึ่ ้ น้าและหลานได้ดวงตาเห็นธรรม หลานก็ยกบัลลังก์ให้น้า ลัทธิเก่าของตนที่สวนมหานาค พอเห็นพระพุทธเจ้า พวก น้าก็ยกบัลลังก์ให้หลาน ท�าไปท�ามาไม่มีใครยอมรับ จึงยักษ์กตกใจแตกตืนวิงหนีกนหมด พระพุทธเจ้าจึงประทาน ็ ่ ่ ั พร้อมใจกันถวายบัลลังก์ทองอันมีค่านั้น พระพุทธเจ้ารับพระเกศาปอยหนึ่งให้สมันเทวา ซึ่งถือว่าเป็นเทพารักษ์ ไว้ แต่ก็มิได้น�ากลับไปชมพูทวีปด้วย คงวางไว้ที่กัลยาณีปกป้องคุมครองเมืองลังกา สมันเทวาจึงเก็บเกศาไว้ในผอบ ้ แห่งนี้เองแก้วมรกต และบรรจุไว้ในมหิยังวรเจดีย์ เมืองมหิยังเกน่า ครังทีสาม เสด็จในพรรษาที ๘ หลังจากการตรัสรู คราว ้ ่ ่ ้ ครังทีสอง เสด็จหลังจากตรัสรูแล้ว ๕ พรรษา เนืองจาก ้ ่ ้ ่ นี้เสด็จลังกา พร้อมด้วยหมูพระภิกษุสงฆ์จานวน ๕๐๐ รูป ่ �พวกนาค เมืองนาคทีปะ ซึ่งอยู่ทางเหนือสุดของลังกา เกิด มุ่งมาที่เมืองเกลานี ตามค�าอัญเชิญของกษัตริย์ชื่อมาไนชิวิวาทแย่งชิงบัลลังก์กันระหว่างนาคลุงกับหลาน โดยที่เจ้า กะ ซึงเคยร่วมรบในการท�าสงครามชิงราชบัลลังก์ระหว่าง ่
  • 44. แสงธรรม 40 Saeng Dhammaลุงกับหลาน คราวนี้จัดอาสนะถวายอย่างสวยงาม ตรงที่ ๔. ในเมืองโยนกมหานคร (โยนกปุเร)พระองค์ ป ระทั บ คื อ จุ ด ที่ ส ร้ า งพระเจดี ย ์ สี ข าวนั้ น เป็ น ๕. หาดทรายมหานทีสีทันดร (นมฺมทานทิยา)อนุสรณ์ เมือพระพุทธองค์เสด็จจากกัลยาณี กษัตริยจงทรง ่ ์ึ ในประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดสระบุรี ต�านานกล่าวไว้ว่า มีพระบัญชาให้สร้างพระเจดีย์ครอบพลับพลาที่ประทับ พบรอยพระพุทธบาทในสมัยพระเจ้าบรมโกศ คือสมัยทีสง ่่และบรรจุอาสนะบัลลังก์ทองไว้ในพระเจดีย์ด้วย สมณทูตไปตั้งสยามนิกายที่ลังกา ครั้งเมืองลังกาสงบจาก จากนันพระองค์เสด็จไปต�าบลฑีฆระบี เมืองอนุราธปุระ ้ การรุกรานของพวกนอกศาสนา พอพระสงฆ์ไทยกลับมา บริเวณที่ปลูกต้นพระศรีมหาโพธิ พระเจดีย์สุวรรณมาลิก ์ กราบทูลให้พระเจ้าทรงธรรมทรงทราบถึงต�านานรอยเจดีย์ (รุวันเวลี) เจดีย์ถูปารามซึ่งภายหลัง ณ สถานที่นั้น พระบาทว่าทีเ่ มืองไทยเราก็ม พระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับ ีได้ ส ร้ า งมหาเจดี ย ์ ใช้ เ ป็ น สื่ อ ถึ ง พุ ท ธานุ ส สติ ทั้ ง สิ้ น ใน รอยพระบาทไว้บนยอดเขาสุวรรณคีรีบรรพต จึงทรงประเทศศรีลังกา นับว่าศาสนวัตถุทางพระพุทธศาสนายัง ประกาศให้ค้นหา แล้วพรานบุญก็บุกบั่นไปจนได้พบหลังคงเป็นมิงขวัญของประเทศ โดยเฉพาะพระบรมสารีรกธาตุ ่ ิ จากทรงรับค�ากราบบังคมทูลแล้ว พระเจ้าทรงธรรมเสด็จและพระอรหันตธาตุ เช่น ไปตรวจดูพบว่าเป็นรอยพุทธบาทจริง จึงสร้างมณฑป ๑. พระรากขวัญ (กระดูกไหปลาร้า) บรรจุไว้ที่ถูปา ครอบรอยไว้ราม ๒. พระบรมสารีริกธาตุที่ สุวรรณมาลิกเจดีย์ ๓. พระเกศธาตุ ที่มหิยังคณเจดีย์ ๔. พระนลาฏธาตุ (กระดูกหน้าผาก) ที่เสรุวาวิละเจดีย์และเจติยบรรพต ที่มหินตเล ๕. พระอัฐบริขาร ที่ลังการามเจดีย์ ๖. พระทันตธาตุ ที่วัดพระเขี้ยวแก้ว นครแคนดี้� ตามรอยพระพุทธบาท ได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่พูดกันบ่อย ๆ ว่า “ถ้าใครได้ไหว้ ในศรีลงกา ได้มผพบรอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่ ั ี ู้พระพุทธบาทถึงเจ็ดครั้งจะไม่ตกนรก” ค�าพูดนี้ออกมา ยอดเขา สุวรรณโกฏสิงขร ซึ่งสูงถึง ๗,๕๐๐ ฟุต ใช้เวลาจากหัวใจทีศรัทธาในพระรัตนตรัย ซึงมีมานานในจิตใจคน ่ ่ เดินขึ้น ๖ ชั่วโมง ปัจจุบันนี้เรียกว่ายอดเขา สุมนกูฏ ชาวไทยสมัยก่อนโน้น กว่าจะไปถึงสระบุรไหว้พระพุทธบาทได้ ี ลังกาเรียกยอดเขานี้ว่า ศิริปาทะนั้น ต้องเดินทางกันทรหดมาก ใช้เวลาเป็นเดือน ๆ พุทธศาสนิกชน เรียกภูเขานี้ว่า ศรีปาทะ (Sri Pada) ต�าราโบราณกล่าวไว้ว่า พระพุทธบาทมีอยู่ในมนุษย์ หรือ พระพุทธบาทศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งได้มีต�านานสืบต่อกันโลก ๕ แห่งด้วยกัน คือ มาว่า พระพุทธองค์ได้เคยเสด็จมายังยอดเขาแห่งนี้ ๑. ยอดเขาสุวรรณคีรีบรรพต (สุวณฺณปพฺพเต) ชาวฮินดู เรียกยอดเขาแห่งนี้ว่า ศิวันอถิปถัม (Shivan ๒. ยอดเขาสุวรรณมาลีครเรืองโรจน์ (สุวณฺณมาลิเก) ีี Adipatham) ซึ่งแปลว่า การฟ้อนร�าแห่งการสร้างสรรค์ ๓. ยอดเขาสุวรรณโกฏสิงขร (สุมนกูเฏ) ของพระศิวะ จึงเชื่อว่ายังคงปรากฏรอยพระบาทของพระ
  • 45. แสงธรรม 41 Saeng Dhammaศิวะอยู่บนยอดเขานี้ วันหนึ่งนางแสร้งร้องไห้ท�ามายา ไปฟ้องสามีว่าพี่ชาย ชาวมุสลิม ได้ยนยันว่ายอดเขาแห่งนีคอ สถานทีทอดัม ื ้ื ่ ี่ ของเขาปลุกปล�้านาง น้องชายได้ฟังเกิดโทสะโมโหหึง จึง(Adam) ได้ประทับรอยเท้าไว้เป็นครั้งแรกในพื้นโลก ไปหาและพบพี่ชายก�าลังดูพระคัมภีร์สุทธิปัตนะอยู่ใกล้ ๆ ผู้นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (Roman บ้าน น้องชายตรงเข้าทุบตี แล้วตัดมือตัดเท้าให้นอนกลิ้งCatholic) ได้กล่าวว่า รอยเท้าที่ได้ประทับไว้บนยอดเขา อยู่ตรงนั้นแห่งนี้ คือ รอยเท้าของเซนต์โทมัส (St. Thomas) ตาม ฝ่ายพีชายถูกท�าร้ายถึงเพียงนียงอุตส่าห์บอกน้องชาย ่ ้ัความเชื่อที่กล่าวกันว่า ท่านเป็นผู้หนึ่งในจ�านวน ๑๒ คน ว่า “พี่ไม่โกรธน้องหรอก แต่ขอให้หยิบพระคัมภีร์เล่มนั้นของผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์เป็นครั้งแรก รวมทั้งเป็นผู้ที่ได้ วางบนอกให้ด้วย” น้องชายตอบว่า “หยิบเอาเองสิ” แล้วเทศนาสั่งสอนประชาชนในอินเดียภาคใต้ด้วย ก็วิ่งกลับไปหาสิ่งของ ๆ ตน มีหญิงแก่คนหนึ่งออกไปหา แต่เดิมนั้นยอดเขาแห่งนี้มีชื่อว่า สมนะละ กันทะ ตัดฟืน ไปพบพี่ชายนอนกลิ้งเลือดไหลนองอยู่ จึงเข้าช่วย(Samanala Kanda) ซึ่งแปลว่า ภูเขาของสมัน เพราะ เหลือจนเลือดหยุดไหล แล้วพาไปรักษาที่บ้านจนกระทั่งเชื่อว่าก่อนที่พระพุทธศาสนาจะเผยแผ่เข้ามายังเกาะ แผลหาย ด้วยความเมตตาศรีลังกานั้น ได้มีเทวดาองค์หนึ่งชื่อว่า สมัน ประทับเป็นเทพผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดบนภูเขาแห่งนี้ อย่างน้อยนับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นต้นมา ยอดเขาแห่งนี้ได้กลายเป็ น สถานที่ ที่ เ ป็ น จุ ด หมายปลายทางของการจาริกแสวงบุญของศาสนิกชนทั้งมวล กษัตริย์ศรีลังกาหลายพระองค์ได้เคยเสด็จมาแสวงบุญที่ยอดเขานี้ และคัมภีร์มหาวงศ์ของศรีลังกาได้กล่าวถึงพระพุทธบาทที่ยอดเขาแห่งนี้ไว้ด้วย เมื่อพระพุทธองค์เสด็จมาลังกาครั้งที่ ๓ เมื่อทรงเขานิโรธสมาบัตทถปารามแล้วเสด็จมาเยือนสมันเทวาผูนวาส ิ ี่ ู ้ ิ วันหนึ่งมีคนตีกลองร้องประกาศว่า “ดอกไม้ในสวนสถานอยู่ ณ เขาสุมนกูฏ ตามค�าทูลเชิญ และได้ประทับ ของพระเจ้าปัตติยาหายไปทุกคืน ใครจับขโมยได้จะให้รอยพระพุทธบาทไว้บนยอดเขานั้น รางวัลอย่างงาม” คนตีกลองเล่าว่า “คนสวน ทหาร ข้า ราชบริ พ ารต่ า งพยายามจั บ มาแล้ ว แต่ ไ ม่ ส� า เร็ จ � ต�านาน ศิริปาทะ พระเจ้าอยูหวทรงเสียพระทัยมาก เพราะดอกไม้ทพระองค์ ่ ั ี่ ต�านานลังกา เล่าเรื่องพระพุทธบาทเอาไว้สนุกกว่า ทรงโปรดหายไปทุกคืน ต้องมีใครคนหนึ่งแน่ ๆ เลย ที่ฉบับไทยแลนด์มาก ความว่านานมาแล้วมีชายสองคนพี่ บังอาจเข้าไปขโมย”น้องพี่ชายเป็นผู้สนใจศึกษาปฏิบัติธรรมทางพระพุทธ นายด้วนฟังความในกระท่อมของยายเจ้าของบ้านที่ศาสนา ฝ่ายน้องชายแต่งงานกับหญิงที่ไม่ค่อยจะดีนัก เอื้อเฟื้อ จึงบอกคนตีกลองไปว่า “ช่วยพาเราไปเฝ้าพระโดยทีหญิงนีได้พยายามท�าลายความบริสทธิของพีสามีตน ่ ้ ุ ์ ่ ราชาด้วยเถิด” ทุกคนได้ฟังนายด้วนก็พากันหัวเราะ แต่ไม่ส�าเร็จ เพราะคนดี ๆ มีมือมีเท้า ถืออาวุธยังไม่สามารถจับขโมย
  • 46. แสงธรรม 42 Saeng Dhammaได้ นีคนมือกุดเท้ากุดจะเอาอะไรไปจับขโมย แต่ถงกระนัน ่ ึ ้ พระพุทธบาทคนตีกลองก็ลองพาเข้าเฝ้าตามประสงค์ รุงเช้าก็ไปกราบทูลพระเจ้าแผ่นดิน เสด็จตามทางรอย ่ นายด้วนกราบทูลว่า “ขอเดชะ หากใต้ฝ่าพระบาท ดอกไม้พร้อมด้วยพระราชมารดา อ�ามาตย์ ข้าราชบริพารโปรดเกล้าให้สร้างกระท่อมอยูใกล้ ๆ กับดอกไม้ทหอมทีสด ่ ี่ ุ่ และประชาชน การเดินทางต้องผ่านทุ่งนา และขึ้นเขาสูงในอุทยาน เกล้าฯ จะพยายามจับขโมยให้จงได้” ชันถึง ๗,๕๐๐ ฟุต แต่ก็ไม่ล�าบากเพราะมีดอกมะลิโปรย ความประสงค์ของนายด้วนส�าเร็จทุกประการ คือได้ ไว้ จวนสว่างก็ถงยอดเขา และได้พบรอยพระพุทธบาทตาม ึกระท่อมอยู่ข้างต้นมะลิหอมสีขาว และได้อ่านพระคัมภีร์ ที่เทพธิดาบอกไว้ทุกประการ ที่รอยพระพุทธบาทนั้น มีสุทธิปัตนะท�านองเสนาะในเวลากลางคืนด้วย อ่านไปจน ก้อนหินใหญ่บงไว้เพือป้องกันฝนชะ เนืองด้วยในเขตมรสุม ั ่ ่กระทั่งดึกดื่นเที่ยงคืนก็ไม่ยอมหยุดนอนกระทั่งเวลาจวน ฝนตกหนัก ทุกคนก้มศีรษะแตะรอยพระพุทธบาทและชายสว่าง เขาได้ยินเสียงหัวเราะกังวานดังเสียงระฆังเงิน แม้ คนนั้นก็ได้รับพระราชทานทรัพย์สมบัติมากมายกระนันยังไม่หยุดอ่าน กระทังเขาได้ยนเสียงดังมาจากข้าง ้ ่ ินอกว่า “อ่านให้ดังพวกเราจะได้ยินด้วย และช่วยเปิดประตูเพื่อพวกเราจะได้เข้าไปข้างใน” นายด้วนก็ตอบว่า “เปิดไม่ได้ เพราะเราไม่มีมือไม่มีเท้า” เสียงแว่วหวานข้างนอกตอบว่า “นีชายผ้าสไบของฉัน ่น�าไปแตะทีตัวท่านสิ” นายด้วน เห็นชายผ้าลอดเข้าทางรู ่กุญแจ จึงเขยิบกายเข้าไปแตะชายผ้า และดีใจเป็นที่สุด เมือแขนขาของเขางอกออกมาได้เหมือนเดิมแล้ว จึงลุกขึน ่ ้ไปเปิ ด ประตู แต่ยังไม่ปล่อยชายผ้าออกจากมือ หมู่เทพธิดาก็ลอยเข้ามาในกระท่อมของเขา ทุกองค์ถือถาดดอกมะลิขาวจากอุทยานพระเจ้าปัตติยา แต่เทพธิดาที่ถูก ชาวศรีลังกาถือว่าการเดินทางไปไหว้พระพุทธบาท ยึดชายผ้าไว้เคลื่อนองค์ไม่ได้ จึงกล่าวอย่างสุภาพว่า เป็นเรื่องส�าคัญ และมีอานิสงส์มาก มีความเชื่อว่าทุกคน“โปรดได้ปล่อยชายผ้าของฉันเถอะ” ต้องเดินทางไปถึงทีนน อย่างน้อยก็ครังหนึงในชีวต ใครไม่ ่ ั่ ้ ่ ิ ชายตอบว่า “ไม่...จนกว่าจะรู้ว่าท�าไมจึงมาขโมย ได้ไปดูจะน้อยหน้าเพือนฝูงเหลือเกิน และเขาก็มกจะออก ่ ัดอกไม้ ข องพระเจ้ า แผ่ น ดิ น ทุ ก วั น ” เทพธิ ด าตอบว่ า เดินทางกันกลางคืนฤดูกาลขึ้นไปไหว้ เริ่มตั้งแต่เดือน“ดอกไม้บนสรวงสวรรค์เหียวแห้งหมด จึงลงมาเก็บยังโลก ่ ธันวาคมจนถึงวันวิสาขบูชา คือ กลางเดือนหก พยายามมนุษย์ เพื่อน�าไปบูชารอยพระพุทธบาทบนภูเขาสมัน” เดินให้ถงยอดเขานันก่อนเช้าตรู ไปรับอรุณเห็นพระอาทิตย์ ึ ้ ่ ฝ่ า ยชายถามว่ า “รอยพระพุ ท ธบาทอยู ่ ที่ ไ หน” ขึนบนนัน และกลับไปคุยอวดให้ลกหลานเพือนฝูงฟังอย่าง ้ ้ ู ่เทพธิดาตอบว่า “อยู่ตรงที่พวกผีเสื้อบินไป แล้วตายกัน ภูมิใจหมด” ชายขอให้พาไปดู เทพธิดาบอกว่าไม่มีเวลาแล้ว อ่านต่อฉบับหน้าเพราะต้องไปก่อนสว่าง แต่จะช่วยบอกทางไปด้วยการโปรยดอกไม้ ใ ห้ เ ดิ น ตามทางนั้ น แล้ ว จะพบรอย
  • 47. แสงธรรม 43 Saeng Dhamma สาระธรรมจาก...พระไตรปิฎก พระไตรปิฎก สำาหรับผูเ้ ริมศึกษา เล่มที่ ๑๒ หน้า ๑๖๙ พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค กัสสปสังยุตต์ ่ ปรัมมรณสูตร ระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อการตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฉะนั้น พระ ค�ำตอบเรื่องตำยแล้วเกิดหรือไม่ ผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงตอบ (๕๒๘-๕๓๐) คราวหนึ่ง พระมหากัสสปะและพระ พระสารีบตร : ถ้าอย่างนัน พระผูมพระภาคเจ้าทรง ุ ้ ้ีสารีบุตรพ�านักอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เย็นวันหนึ่ง ตอบไว้อย่างไร ?พระสารีบตรออกจากทีหลีกเร้นเข้าไปหาพระมหากัสสปะได้ ุ ่ พระมหากัสสปะ : พระผู้พระภาคเจ้าทรงตอบเรื่องมีการสนทนาธรรมกัน ดังนี้ ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้วิธีให้ถึง พระสารีบุตร : สัตว์ (ตถาคโต) เมื่อตายไปแล้ว ความดับทุกข์ เกิดอีกหรือไม่? พระสารีบุตร : เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้า พระมหากัสสปะ : เรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ จึงทรงตอบไว้อย่างนั้น ทรงตอบ พระมหากัสสปะ : เพราะเรื่องนั้นมีประโยชน์ เป็น พระสารีบุตร : สัตว์ตายแล้วไม่เกิดอีกหรือ? เบืองต้นแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ เป็นไปเพือหายติด ้ ่ พระมหากัสสปะ : เรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ เพื่อหมดใคร่ เพื่อดับทุกข์ เพื่อสงบระงับ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อ ทรงตอบ การตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง พระสารีบุตร : สัตว์ตายแล้ว เกิดก็มี ไม่เกิด ทรงตอบไว้อย่างนั้น ก็มีหรือ? พระมหากัสสปะ : เรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ สัทธัมมปฏิรูปกสูตร ทรงตอบ จ�ำนวนสิกขำบทและอรหัตตผลสวนทำงกัน พระสารีบุตร : สัตว์ตายแล้ว จะว่าเกิดก็ไม่ใช่ (๕๓๑-๕๓๒) คราวหนึง ขณะพระพุทธองค์ประทับอยู่ ่ ไม่เกิดก็ไม่ใช่หรือ? ทีวดเชตวัน พระมหากัสสปะเข้าไปเฝ้าถึงทีประทับ ได้ทล ่ั ่ ู พระมหากัสสปะ : เรื่องนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ ถามว่า เมือก่อนสิกขาบทมีนอย ภิกษุได้สาเร็จอรหันต์มี ่ ้ � ทรงตอบ มาก แต่เวลานี (เอตรหิ) สิกขาบทมีมาก ภิกษุได้สาเร็จ ้ � พระสารีบุตร : เหตุใด เรืองทีถามนัน พระผูม-ี ่ ่ ้ ้ อรหันต์กลับมีนอย อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เป็นอย่างนัน? ้ ้ พระภาคเจ้าจึงไม่ทรงตอบ มีพระด�ารัสตอบว่า พระมหากัสสปะ : เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีประโยชน์ “กัสสปะ! เรื่องนี้เป็นอย่างนี้คือ เมื่อเหล่าสัตว์ ไม่นาไปสูการประพฤติพรหมจรรย์ � ่ เสื่อมทรามลง สัทธรรมเสื่อมถอย สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ไม่เป็นไปเพือหายติด เพือหมดใคร่ เพือดับทุกข์ เพือสงบ ่ ่ ่ ่ ภิกษุส�าเร็จอรหันต์จึงมีน้อยลง สัทธรรมปฏิรูป (ค�าสอน
  • 48. แสงธรรม 44 Saeng Dhammaแปลกปลอม) ยังไม่เกิดขึ้นในโลกอยู่ตราบใด ตราบนั้น เหตุฝายเสือม ๕ อย่างเหล่านีแล ยอมเป็นไปเพือความ ่ ่ ้ ่สัทธรรมก็ยงไม่เลือนหายไป ต่อเมือใดสัทธรรมปฏิรปเกิด ั ่ ู เลอะเลือน เพื่อความเลือนหายแห่งสัทธรรม” ขึ้นในโลก เมื่อนั้นสัทธรรมก็จะเลือนหายไป” แล้วตรัสถึงเหตุทพระสัทธรรมจะไม่เลอะเลือนไม่เลือน ี่ ่ “กัสสปะ เหมือนหนึงว่า ทองเทียม (ชาตรูปปฏิรปก�) ยัง ่ ู หายโดยนัยตรงกันข้ามไม่เกิดขึนในโลกตราบใด ตราบนัน ทองค�าแท้ (ชาตรูป)ํ ก็ยัง ้ ้ (ค�าว่า “ไม่เคารพ (อคารวะ)” เช่น กั้มร่ม สวมรองเท้าไม่หายไป ต่อเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น ทองค�าแท้จึงหายไป ในลานเจดี ย ์ นั่ ง หลั บ เวลาฟั ง ธรรม ไม่ แ สดงความสัทธรรมก็เช่นกัน ตราบใดที่สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้น นอบน้ อ มต่ อ พระเถระเป็ น ต้ น “ไม่ ย� า เกรง (อปติในโลก ตราบนั้นสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป เมื่อใดที่ สสะ)” หมายถึงไม่ประพฤติถ่อมตน “ไม่เคารพย�าเกรงสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้น เมื่อนั้นสัทธรรมจึงเลือนหายไป” ในสิกขา” หมายถึงไม่ทาให้ศลสมาธิปญญาบริบรณ์ในตน � ี ั ู โมฆบุรุษท�าให้สัทธรรมเลือนหาย (อันตรธาน) “ไม่เคารพย�าเกรงในสมาธิ” หมายถึงไม่ท�าความเพียรให้ (๕๓๔-๕๓๕) ตรัสอีกว่า เกิดสมาบัติ) “กัสสปะ! เหตุฝ่ายเสื่อม ๕ อย่างต่อไปนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเลอะเลือน เพื่อความเลือนหายแห่งสัทธรรม งานท�าบุญวันคล้ายวันเกิดหลวงตาชีนั่นคือ การที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรม *************************วินัยนี้ โรงทานข้าวหมูแดง - ขนมโตเกียว ๑. ไม่เคารพย�าเกรงในพระศาสดา โดย..คุณนก และเพื่อน ๆ ๒. ไม่เคารพย�าเกรงในธรรม ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมบริจาคปัจจัยสมทบทุน ๓. ไม่เคารพย�าเกรงในสงฆ์ เพือตังโรงทาน ขอให้ทกท่านร่วมอนุโมทนาบุญด้วยกัน ่ ้ ุ ๔. ไม่เคารพย�าเกรงในสิกขา นะคะ และหวังว่าโอกาสหน้าจะได้ร่วมบุญกันอีกครั้ง สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ !!! ๕. ไม่เคารพย�าเกรงในสมาธิ งานท�าบุญธรรมสมโภชอายุวัฒนมงคล ๘๖ ปี หลวงตาชี “พระวิเทศธรรมรังษี (สุรศักดิ์ ชีวานนฺโท)” คณะสงฆ์วดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. พร้อมประธานจัดงาน และคณะกรรมการวัดไทยฯ ดี.ซี. ั ขอขอบคุณ ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน สมาคม ร้านอาหาร ที่ช่วยกันบริจาคสิ่งของต่าง ๆ ตลอดจนคณะกรรมการทุก ๆ แผนก ทีทางานเต็มความสามารถ ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนือยเมือยล้า ่ � ่ ่ เสียสละเวลา แรงกาย แรงทรัพย์ มาช่วย ท�าให้งานนี้ส�าเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทางวัดและคณะกรรม การฯ ไม่มีสิ่งอื่นใดปฏิการะตอบแทนน�้าใจและคุณงามความดีที่ทุกท่านร่วมกันบ�าเพ็ญ จึงขออ้างอิงอ�านาจคุณพระศรีรัตนตรัย พระพุทธมงคลวิมลดีซี ได้อ�านวยอวยพรชัยให้ทุก ท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง เพรียบพร้อมด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ
  • 49. แสงธรรม 45 Saeng Dhamma อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks คณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ขออนุโมทนาแด่สาธุชนทุก ๆ ท่าน ทีมจตศรัทธาถวาย ่ีิ ภัตตาหารเช้า-เพล บริจาคสิงของ เสียสละแรงกาย แรงใจ ก�าลังสติปญญา และความสามารถเท่าทีโอกาสจะอ�านวย ่ ั ่ ช่วยเหลือกิจกรรมของวัดด้วยดีเสมอมา ท�าให้วดของเรามีความเจริญรุงเรืองก้าวหน้ามาโดยล�าดับ โดยเฉพาะทุก ั ่ ท่านทีมสวนร่วมในงานวันส�าคัญต่าง ๆ ของทางวัด จึงประกาศอนุโมทนากับทุก ๆ ท่านมา ณ โอกาสนี้ ่ี่� ณสุพรรณี สัตตวัตรกุล ทำ�บุญถว�ยสังฆท�น มีแน็ปกิ้น และน้ำ� 1 เคส คุ� ณอังสน� - มลรัฐ ศรีภิญโญ (แขก-ดำ�) ถว�ย แน็ปกิ้น 1 กล่องใหญ่, Labels 2 กล่อง, DVD-R 200 แผ่น, ซอง CD 200 คุ ซอง, น้ำ�ดื่ม 2 เคส� คุณสุภ�ภรณ์ ว�ฤทธิ์ ถว�ยกระติกทำ�น้ำ�ร้อน 1 เครื่อง� ครอบครัว GRESSER ถว�ยช้อน 1 กล่อง, ส้อม 1 กล่อง, น้ำ�มันพืช 1 แกลลอน, จ�นโฟม 500 ใบ, ถ้วยโฟม 300 ใบ, แก้ว โฟม 350 ใบ, แน็ปกิ้น 1 กล่อง� ณชูนินทร์ - DU WAYNE ENGELHART ทำ�บุญวันเกิด ถว�ย Colox 1 ลัง, ข้�วส�ร 1 ถุง, น้ำ�ดื่ม 1 เคส, ก�แฟ 1 กล่อง, น้ำ�ย� คุ ซักผ้� 3 ขวด� ณสมศักดิ์ - คุณสุด�รัตน์ -แมทธิว -น้องเมย์ ตั้งตรงว�นิช ทำ�บุญวันเกิด ถว�ยกระด�ษแน็ปกิ้น, น้ำ�ย� Dusters 6 ขวด, แผ่น คุ CD, ถุงขยะ และน้ำ�ดื่ม� คุณจุฑ�ชิณี จันทร�งกูร พร้อมครอบครัว และญ�ติมิตร ถว�ยข้�วส�ร 100 KG, และดอกไม้ประดิษฐ์ 2 แจกัน� ครอบครัว สมเข�ใหญ่ ถว�ยน้ำ�ดื่ม 4 เคส, เปเป้อท�วน์ 1 แพ็ค, ทิซซู่ 1 แพ็ค� คุณชวลิต - คุณพรทิพย์ ใช้ญ�ณ ถว�ยจ�นโฟม-ช้อน ถุงขยะใหญ่ (ทำ�บุญพระทักษิณ�นุประท�น 1 รูป 200 เหรียญ)� คุณพัชร� ตวงเศรษฐวุฒิ - คุณสุก�นด� เจตบุตร ถว�ยผลไม้บลูเบอรี่ 2 กล่อง, สตอร์เบอรี่ 1 กล่อง, ช�เขียว 2 กล่อง� คุณย�ยเสริมศรี เชื้อวงศ์ - คุณนงเย�ว์ เดช� ถว�ยน้ำ�ดื่ม 8 แพ็ค� คุณพวงทอง - คุณวิชัย มะลิกุล ถว�ยค่�ดอกไม้บูช�พระประธ�น 241 เหรียญ� คุณดลวรรณ เหวียน, คุณย�ยเสริมศรี เชื้อวงศ์ ถว�ย Soymilk 2 กล่อง, Apricot 2 ขวด, Blueberry 1 ขวด� คุณอรพรรณ ประสพโชคชัย ถว�ยเปเป้อท�วน์, น้ำ�ดื่ม, แก้ว-ช้อน-จ�น โฟม และน้ำ�มันพืช� คุณอุ้ย - ด.ช. ศิริชัย (น้องโอม) แสงน�ค ถว�ย CD 3 กล่อง, แก้วพล�สติก 1 ถุงใหญ่� คุณพิณทอง เก�ฏีระ ถว�ย BOUNCE 2 กล่อง � คุณพรพิศ น้องแจ๊สมิน น้องก�นต์ ถว�ยน้ำ�ดื่ม 1 เคส� คุณนกและเพื่อนๆ ถว�ยน้ำ�ดื่มให้หลวงต� 3 ลังใหญ่ � คุณสมยงค์ กึกก้อง ถว�ยสังฆท�นอ�ห�รกระป๋อง� คณะพย�บ�ลบัลติมอร์ ถว�ยแบตเตอเรี่ยนตัดผม 10 เครื่อง เจ้าภาพน้�าดื่มถังใหญ่ ถวายประจ�าทุกเดือน คุณแม่สงวน เกิดมี คุณจารุณี พิทโยทัย คุณประยูรศรี วรเลิศ คุณชัยยุทธ-คุณยุพา สมเขาใหญ่ คุณทัฬห์ อัตวุฒิ คุณบุณณ์ภัสสร คุณศรสวรรค์ พงศ์วรินทร์ คุณสุพรรณี สัตตวัตรกุล คุณละม้าย คุณประมวล ทวีโชติ คุณทองพูน คุณสุนันทา เฮนเซ้น น.พ. อรุณ คุณสุมนา สวนศิลป์พงศ์ คุณยายเสริมศรี เชื้อวงศ์ คุณยายป้อม สุวรรณเตมีย์ คุณบุญเลิง วิสีปัตย์
  • 50. แสงธรรม 46 Saeng Dhamma � สรุปข่าวเดือนมิถุนายน วัดไทยฯ ดี.ซี. โดย.. ดร. แฮนดี้ “ ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การบูชาคนที่ควรบูชาเป็นมงคลอันสูงสุด “� ๔ มิ.ย. : ร้านเรือนไทยท�าบุญรวมญาติประจ�าปี พระสงฆ์วดไทยฯ ดี.ซี. เป็นธรรมะภาคภาษาอังกฤษ ทุกวันศุกร์ ั คณะสงฆ์วดไทย ฯ ดี.ซี. ๙ รูป น�าโดย พระครูปริยตธรรมาภิราม ั ัิ นอกจากนียงได้แปลบทความของพระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ้ั(ดร.พระมหาทวีพงษ์ ทฺวิว�โส) ได้รับกิจนิมนต์ไปฉลองศรัทธา ภาคภาษาไทย เป็นภาษาอังกฤษ เช่น Essay on the Dhamma, เจ้าของร้านเรือนไทย โดยการน�าของคุณป้านิด ป้าน้อย มาแตง The Lady Who Loves Dhamma เป็นต้น และยังได้ตวเข้ม ิและครอบครัว พร้อมบุตรธิดาหลาน ๆ ญาติสนิทมิตรสหาย ซึ่ง ความรูหลายแขนงให้แก่เด็ก ๆ โดยไม่เสียค่าเล่าเรียน เช่น วิชา ้เป็นการท�าบุญรวมญาติประจ�าปี ขออนุโมทนาในกุศลจิตและ คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ เป็นต้น จึงขอชืนชมอนุโมทนาบุญ ่อวยพรให้กิจการร้านเรือนไทย จงเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้ายิ่ง ๆ และขอให้ทานมีสขภาพแข็งแรง เจริญรุงเรืองในหน้าทีการงานเป็น ่ ุ ่ ่ขึ้นไปเทอญ นิจเทอญ สาธุ !� ๕ มิ.ย. : ท�าบุญวันคล้ายวันเกิด Mr. Du Wayne � ๑๐-๑๒ มิ.ย. : วันท�าบุญธรรมสมโภชอายุวัฒนมงคล Engelhart ๘๖ ปี หลวงตาชี พระดีศรีอเมริกา คุณชูนนทร์ Engelhart พร้อมคณะเพือน ๆ ร่วมใจท�าบุญ ิ ่ วันที ่ ๑๐-๑๑ มิถนายน คณะศิษยานุศษย์วดไทยฯ ดี.ซี. ร่วม ุ ิ ัวันเกิดให้ Mr. Du Wayne Engelhart ผู้เป็นสามี โดยการ กันปฏิบตธรรมตลอดทังวัน เพือเป็นอาจริยบูชาน้อมมุทตาสักการะ ัิ ้ ่ ิถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ทวดไทยฯ ดี.ซี. Mr. Du Wayne ี่ ั ในโอกาสทีพระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) มีอายุ ่Engelhart เป็นผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ได้ศึกษาค้นคว้า ครบ ๘๖ ปี ในวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๔ เกี่ยวกับค�าสอนทางพระพุทธศาสนา และได้น�าธรรมะมาสอน วันที่ ๑๒ มิถุนายน เวลา ๐๘.๓๐ น. ประธานจัดงาน
  • 51. แสงธรรม 47 Saeng Dhammaคือ “กลุมรวมน�าใจใฝ่ธรรม” เมืองไมอามี มลรัฐฟลอริดา น�า ่ ้ ่ � ๑๑,๒๕ มิ.ย. : MEDITATION WORKSHOPโดยคุณยงยุทธ – คุณศิริพรรณ เนตรทองค�า พร้อมด้วย วัดไทยฯ ดี.ซี. ได้จัดให้มีการปฏิบัติธรรมแก่ชาวไทยและพุทธศาสนิกชนทุกภาคส่วนทั้งชาวไทยในเขตวอชิงตันดีซี และ ชาวต่างชาติ ทุกวันเสาร์ที่ ๒ และเสาร์ที่ ๔ ของเดือน เวลา ต่างรัฐ ข้าราชการสถานทูตไทย ได้พร้อมกันทีอโบสถศาลา พระ ุ่ ๐๙.๐๐ น. - ๑๑.๐๐ น. น�าปฏิบัติโดย พระอาจารย์ ดร. พระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมรังษี จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย มหาถนัด อตฺถจารี ได้มีผู้สนใจมาร่วมปฏิบัติเป็นจ�านวนมาก จุดธูปเทียนเครืองทองน้อย พิธทกษิณานุประทาน เสร็จแล้วพระ ่ ี ั ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งส�าหรับผู้สนใจในการค้นหาตนเอง เพื่อสงฆ์ทรงสมณศักดิ ๑๐ รูป เจริญพระพุทธมนต์ และฉันภัตตาหาร ์ เรียนรู้สัจธรรมที่แท้จริงของชีวิต อันเป็นทางสายเอก สายเดียว เพล พร้อมกันนั้นก็มีโรงทานหลายสิบโรงแจกจ่ายอาหารไทย เพื่อดับทุกข์ทางใจของสัตว์โลกทั้งปวง � ๑๗-๑๙ มิ . ย. : ประชุ ม สั ม มนาสมั ช ชาสงฆ์ ไ ทยในขนมไทย ผลไม้ไทย น�้าดื่มหลากหลายชนิด ให้สาธุชนได้เลือก สหรัฐอเมริกา - การพัทธสีมาฝังลูกนิมต วัดพุทธออเรกอน ิรับประทานอย่างอิ่มหน�าส�าราญ เวลา ๑๒.๔๐ น. พิธสานุศษย์ ี ิ คณะสงฆ์วดไทยฯ ดี.ซี. ประกอบด้วย ดร. พระมหาถนัด ัน้อมจิตคารวะ ๘๖ ปี หลวงตาชี โดย กลุ่มรวมน�้าใจใฝ่ธรรม อตฺถจารี เลขาธิ ก ารสมั ช ชาสงฆ์ ไ ทยในสหรั ฐ อเมริ ก า เมืองไมอามี่ ซึ่งสร้างความประทับใจเป็นอย่างมาก จากนั้น พระสมุหณฐวฒิ ปภากโร พระมหาศรีสพรณ์ อตฺตทีโป พร้อม ์ ัิุ ุฯพณฯ กิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน คณะญาติโยมตัวแทนวัดไทยฯ ดี.ซี. ได้เดินทางไปร่วมงานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย คุณณรงค์ศกดิ–คุณรัตนา โชติกเวชกุล ั ์ ประชุมสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา สมัยสามัญ ครั้งที่ เจ้าภาพกัณฑ์เทศน์จดเทียนบูชาธรรม พระสุนทรพุทธิวเิ ทศ รอง ุ ๓๕/๒๕๕๔ ณ วัดพุทธออเรกอน เมืองเทอร์เนอร์ มลรัฐออเรกอน ประธานสมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา รูปที่ ๑ เจ้าอาวาสวัด โดยวันที่ ๑๗ – ๑๘ มิถุนายน เป็นการประชุมสัมมนาประจ�าพุทธาวาส ฮิวส์ตัน แสดงพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ ต่อจากนั้น ปีและเป็นงานช้างของสมัชชาฯ เพื่อปรึกษาหารือถึงอุปสรรคเป็นพิธีถวายมุทิตาสักการะแด่พระวิเทศธรรมรังษี ในการนี้ ปัญหาและแนวทางในการแก้ไขร่วมกัน พร้อมทั้งมอบนโยบายม.จ. หญิง วุฒิเฉลิม วุฒิชัย ได้เสด็จด�าเนินมาร่วมถวายมุทิตา ในการเผยแผ่พุทธธรรมที่มีประสิทธิภาพ แก่พระธรรมทูตสายสักการะแด่พระเดชพระคุณหลวงตาชีเป็นการพิเศษ จึงถือว่า ต่างประเทศ ซึ่งมีพระเถรานุเถระและพระธรรมทูต ทั้งที่เดินงานถวายมุทิตาสักการะในครั้งนี้ได้ส�าเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทุก ทางมาจากประเทศไทยและประจ�าอยูทสหรัฐอเมริกา เข้าร่วม ่ ี่ท่านได้แสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ ซึ่งเป็น ประชุมจ�านวน ๒๐๐ รูป โดยมีพระพรหมวชิรญาณ กรรมการพระสุปฏิปันโน และเป็นที่เคารพบูชาของคณะสงฆ์ไทยใน มหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานเปิดสหรัฐอเมริกาตลอดระยะเวลา ๓๕ ปีที่ผ่านมา จึงสมกับค�าพูด ประชุม และพระสุนทรพุทธิวิเทศ รองประธานสมัชชาสงฆ์ที่ว่า “หลวงตาชี พระดีศรีอเมริกา” อย่างแท้จริง ไทยในสหรัฐอเมริกา รูปที่ ๑ ปฏิบตหน้าทีแทนประธานสมัชชาฯ ัิ ่
  • 52. แสงธรรม 48 Saeng Dhammaด�าเนินการประชุม ส่วนวันที่ ๑๙ มิถุนายน ได้ประกอบพิธี พระธรรมทูตวัดไทย ฯ ดี.ซี. ๒ รูป คือ พระมหาประดูชย ่ัสังฆกรรมผูกพัทธสีมาฝังลูกนิมิต โดยมีพระธรรมโกศาจารย์ ภทฺทธมฺโม และพระมหาค�าตัล พุทฺธงฺกุโร ได้เดินทางไปช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็น งานและเป็นวิทยากรอบรมสามเณร ณ วัดอัมพวันอเมริกา องค์ปาฐกถา เป็นประหนึงว่าพระพุทธศาสนาได้หยังรากฝังลึก ่ ่ เมืองเมอร์ฟรีสโบโร่ รัฐเทนเนสซี โดยมีพระครูสมุห์ปรีดาลง ณ แผ่นดินตรงนีเ้ ป็นทีเ่ รียบร้อยแล้ว ก็ขออนุโมทนาในความกล้า สุมงฺคลคุโณ เป็นเจ้าอาวาส มีน้อง ๆ เยาวชนเข้าบรรพชาหาญและเด็ดเดียวของท่านพระอาจารย์ปลัดสุบน วชิรปญฺโญ ่ ิ ทั้งสิ้น ๒๖ คน โดยมีพระสุนทรพุทธิวิเทศ รองประธานเจ้าอาวาสวัดพุทธออเรกอน และคณะกรรมการวัดที่ช่วยกัน สมัชชาสงฆ์ไทยในสหรัฐอเมริกา รูปที่ ๑ วัดพุทธาวาส เท็กซัส เผยแผ่พุทธธรรมให้ซึมซาบเข้าสู่จิตสู่ใจของชาวอเมริกัน และ เป็นพระอุปชฌาย์ มีจดมุงหมายเพือ “บวชเล่าบวชเรียน บวช ั ุ ่ ่เป็นมรดกตกทอดแก่ลูกหลานสืบต่อไป เขียนบวชอ่าน ท่องเจ็ดต�านาน จ�าให้ขึ้นใจ พระสูตรพระ� ๑๙ มิ.ย. : เปิดเรียน Summer School 2011 วินัย จ�าไว้ให้ดี บวชได้ดังนี้ ได้บุญดีนักแล แทนคุณพ่อแม่ วัดไทย ฯ ดี.ซี. ปู่ย่าตายาย ปิดทางอบาย ได้ดีนักแล” พ่อแม่ญาติพี่น้อง โรงเรียนวัดไทยกรุงวอชิงตัน. ดี.ซี. ภาคฤดูร้อน ได้ ปลื้มใจนักหนา ถึงกับกลั้นน�้าตาไว้ไม่อยู่ จึงขออนุโมทนาบุญปฐมนิเทศเปิดเรียนอย่างเป็นทางการแล้ว เมือวันอาทิตย์ท ๑๙ ่ ี่ มา ณ โอกาสนี้ มิถุนายน ที่ผ่านมา บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีพีธี � ๒๕ มิ.ย. : GRADUATION HIGH SCHOOL 2011กล่าวต้อนรับและบายศรีสู่ขวัญให้ครูอาสาฯ ทั้ง ๔ ท่าน คือ วัดไทยฯ ดี.ซี. ขอแสดงความชื่นชมและดีใจกับน้อง ๆ คุณครูเก๋, คุณครูตุ่ม, คุณครูปัญ และคุณครูตุ๊ก อย่างชื่นมื่น ศิษย์วัดไทยฯ ดี.ซี. ทุกคนที่เรียนจบ High School ปี 2011 ซึ่งหลังจากนั้น ก็ได้มีการเลือกตั้ง PTA คนใหม่ ผลการเลือกตั้ง มีน้องกอล์ฟ น้องธัญญา น้องเมธี น้องกิ๊ฟ และน้องน�้าหวาน ปรากฏว่า คุณพนมรัตน์รัตน์ มุขกัง (คุณตู่) ได้รับเลือกตั้ง ขอให้ทุกคนใช้ความรู้คู่คุณธรรมและเป็นเด็กเชื่อฟังพ่อแม่ตั้งใจเป็น PTA ด้วยคะแนนเสียงเป็นเอกฉันท์ ๒๔ เสียง และจะ เรียนต่อมหาวิทยาลัยนะครับได้ท�างานประสานงานระหว่างคุณครูกบผูปกครองนักเรียนให้มี ั ้ � ปฏิทินข่าวประจ�าเดือนกรกฎาคมประสิทธิภาพต่อไป “ภาษาไทยดี ดนตรีเด่น นาฏศิลป์ยอด ๑๖ กรกฎาคม : ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนเยี่ยม เปี่ยมด้วยคุณธรรม” ขอเชิญผู้ปกครองน�าบุตรหลานมา ๑๗ กรกฎาคม : ท�าบุญวันอาสาฬหบูชา - วันเข้าพรรษาสมัครเรียนได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป และติดต่อเป็นเจ้าภาพ ๓๑ กรกฎาคม : บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนอาหารว่าง (Snack) ได้ที่คณะสงฆ์วัดไทยฯ ดี.ซี. : ประชุมคณะกรรมการอ�านวยการ� ๒๖ มิ.ย. – ๓ ก.ค. : บรรพชาสามเณรวัดอัมพวัน อเมริกา รัฐเทนเนสซี
  • 53. แสงธรรม 49 Saeng Dhamma รายนามผู้บริจาคประจ�าเดือนมิถุนายน (June 2011) รายนามผูทาบุญอายุวฒนมงคล 86 ปี หลวงตาชี ้ � ั Thavil Amphanthong 200.00 Suvarin-Tanad Sithi-Oum 200.00 คุณยงยุทธ-ศิริพรรณ-Charchris เนตรทองค�า 8,000.00 Sutonta Thumprasert 200.00 คุณเกลี้ยง ชูเต 3,500.00 Sutida Worawutputipong 200.00 Sea Siam, INC คุณริน 2,000.00 Supaporn Therdsateenakak 200.00 นพ.อรุณ - คุณสุมนา สวนศิลป์พงศ์ 1,000.00 Sukanda Booppanon 200.00คุณพิณทอง - Mr.Kamal S. Ghaffarian 1,000.00 Somsong Phoolsombat SommaiMeeprasert 200.00 คุณพยุง คุณจินตนา งามสอาด 1,000.00 Somsak-Sudarat Tangtrongwanit 200.00 คุณกุลชาติ - คุณกัญญา สว่างโรจน์ 1,000.00 Ruan Thai Restaurant 200.00 คณะผู้ปฏิบัติธรรมเดือนมิถุนายน 445.00 Pornthip-Shawarich Shaiyl 200.00คุณบุญฤทธิ์ - คุณมุทิตา งามสอาด 400.00 Pirote Kongpat 200.00 Thai Isaan Assoc. of Washington, D.C. 400.00 Pachara Tuangsethavut 200.00Prasarn - Puangtip Manakul 400.00 Molrat-Angsana Sripinyo 200.00 Central Car Repair LLC 400.00 Malinee Vangsameteekul 200.00 Vichai-Phuangthong Malikul 241.00 Lee Kulprasertrat 200.00น.ส.อิศรา ศารทะประภา 200.00 Krongkarn-Thanit Tharnpipitchai 200.00 คุณสุทัศน์ - คุณสุภาพ เสาว์มั่น 200.00 Kasima Prungthunyapluek 200.00 คุณสิทธิศักดิ์ - คุณพรพรรณ ปรางข�า 200.00 Edward-Siriporn Gresser 200.00คุณสานิต - คุณพนมรัตน์ มุขกัง 200.00 Darat Sangaroon 200.00 คุณวาสนา - คุณมงคล - คุณเพียงอัมพร น้อยวัน 200.00 Chongdee Wright and Family 200.00 คุณวนิดา สุนทรพิทักษ์ 200.00 Chaveewan Nualsri 200.00 คุณประภา จันทร - คุณอานนท์ แสนวิเศษ 200.00 Bunluesak Mekastainskul 200.00 คุณบุญเสริม งามสอาด 200.00 Banchong Poangyai 200.00 คุณธงชัย - คุณพิมพ์ Katuthat 200.00 คุณบังอร - คุณกิตติพงษ์ - คุณยุ้ย งามสง่า 200.00คุณทวี - คุณยุทธชัย กรังสูงเนิน 200.00 Suwapee Dejtisakdi 150.00 คุณชัยรัตน์ - คุณสุกานดา เจตบุตร 200.00 ดร.เอ็ดเวิร์ด - คุณเนาวรัตน์ แบรนนากัน 100.00 คุณชัยยุทธ - คุณยุพา สมเขาใหญ่ 200.00 Vinit Dadasin 100.00 คุณกฤช - พรรณี - พอล - ไซม่อน เกษมพันธัย 200.00 Surasawadee-Vuthy Iem 100.00 คุณสุภาพ ดูบัวร์ 200.00 Saengchand Robinson 100.00คุณแม่ซู่เฮียง รุสิตานนท์ พร้อมลูกหลาน 200.00 S. Siaskun 100.00 ครอบครัวฤทธิ์ถาวร 200.00 Pricha Kwunyen Dr. 100.00 คุณแม่บัวไหล สมประสิทธิ์ - คุณผ่องศรี Calfee 200.00 Preda-Kanya Kumbalasiri 100.00 Youvapa Maida 200.00 Chaweewan Pananon 100.00 Wilaiwan Sundara 200.00 Boonpassorn Phongwarinr 100.00Vorachai Kluengpho 200.00 Velai Songwong 75.00 Viroj-Malee Barlee 200.00 นพ.นิพนธ์ - คุณพิมลมาศ - คุณแจ๊ค ไชยูปถัมภ์ 50.00 Tun-Boonpassorn Phongwarinr 200.00 คุณอุไรวรรณ มะลิหอม และครอบครัว 50.00 Tippawan D. Hodyes 200.00 คุณอุไร สืบสิทธิ และครอบครัว 50.00
  • 54. แสงธรรม 50 Saeng Dhammaคุณสมพร - คุณสัมฤทธิ์ ภิรมย์รื่น และครอบครัว 50.00 รายนามผู้ร่วมบริจาคสร้างอาคาร 80 ปี หลวงตาชีคุณรัศมี - คุณหนึ่ง สุวรรณชัยรบ 50.00 คุณมัทนา ชบาฤกษ์ 50.00 คุณวรชัย-คุณกัญญภัทร กลึงโพธิ์ 1,125.00คุณการุณรัตน์ สุขยาและครอบครัว 50.00 คุณแอน-Ben-ElsaSumalee 50.00 Vunchai-Nipan Pringphayune 1,009.00 คุณเพิ่มสุข วรรณดิษฐ์ 50.00 Prabhassara Ruamsiri Agkrasa 1,000.00 Valapha-Narong Rujiraganonta 50.00 พระครูสุตกิจบริหาร รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา มจร. 333.00 Tomas-Satitiya Chaiyakul พระวัลลภ 50.00 เกตุธมฺโม 321.00 Supannee Sattawatrakul คณะสงฆ์ 50.00 วัดไทยฯ ดีซี 282.00 Oum-Tuanjai Panya พระมหาประสบ 50.00 เตชธมฺโม 200.00 Mrs. V. มังกะนิษ ฐ์ พระธรรมวัฑฒ์ 50.00 ธมฺมวฑฺฒโน 150.00 Phetasmone-Samrong Maha 20.00 Vilai Chobchean 100.00 คุณสมชาย เทียบบุญประเสริฐ 100.00 รายนามผูบริจาคท�าบุญวันวิสาขบูชา ้ Anant Donnok 100.00 Mai Thai LLC ค่าดอกไม้วันวิสาขะ 393.24 Supapun Tantakul 50.00 มจ.หญิง วุฒิเฉลิม วุฒิชัย 100.00 Sirilak Bhanichavit 35.00 รายนามผู้บริจาคบ�ารุงวารสารแสงธรรมDungruethai Yomdit 30.00 Niti Crupiti, Attorney at Law แสงธรรม April, May, June 150.00Sangar Brown 20.00 Lanna Shipping Corp. 100.00 David-Tassane Iadonisi 20.00 Vichien-Kanya Jitpaisarnkook 10.00 Boon PC.Com 50.00Robert-Sureeaha Zeigler 9.00 Jariya Sriautharawong 50.00 Amporn Cuff 5.00 Warunee Sarasas 30.00 Chudapa Phomtun 15.00 รายนามผูบริจาคท�าบุญวันเข้าพรรษา ้Ubol-Nalinee Darmrong 100.00 รายนามผู้บริจาคท�าบุญทั่วไปPri Pramudita 40.00 Supachak Chotikajan 30.00 ยอดร่วมบริจาคศิษย์วดไทยฯ ดีซ ลูกนิมตวัดพุทธออเรกอน 2,186.00 ั ี ิA.Manakul S.McDonald 29.00 ตู้บริจาคห้องหลวงพ่อด�า 1,514.00 Sunil-Indira Weerakkodi 25.00 คุณมาลินี วังศเมธีกูร ไปวัดพุทธออเรกอน 1,200.00 Aric-Mingkwan Letzring 25.00 กลุ่มนิตติ้งและโครเซ 870.00 Hirunya Niyomphol 20.00 Micki-Ehsan Khademi 600.00Hien Bich Vu 20.00 Sakoontra Restaurant 500.00 Jantana Benjaoran 20.00 ตู้บริจาคบนอุโบสถ์ 416.00 Jatana Jackson 20.00 พระปลัดปราโมช 6/5/2011 กัณฑ์เทศน์วันอาทิตย์ 312.00David-Lamai Bowden 20.00 คุณสุธีรา หอมเกษร 300.00 คุณทรงศักดิ์ นิยมคุณ 300.00 รายนามผู้ร่วมท�าบุญกฐินสามัคคี ปี 2554 Thai Institute of Healing Art โดยคุณเดวิท 210.00 พม.สราวุธ สราวุโธ กัณฑ์เทศน์วันอาทิตย์ 181.00Siwsin Chuatrakul 250.00 คณะถวายน�าดืมถังใหญ่ประจ�าเดือน คุณจารุณและเพือนๆ 150.00 ้ ่ ี ่
  • 55. แสงธรรม 51 Saeng DhammaSavangjit McGuire 120.00 รายนามผู้ร่วมบริจาคท�าเสื้อหลวงตาชี 200 ตัวพม.สราวุธ สราวุโธ กัณฑ์เทศน์วันอาทิตย์ 100.00 Prasid-Urai Vongsnakorn 100.00 คุณป้านิด มาแตงLarry E. Paulick 100.00 คุณนุกูล ยังมีสุขคุณแจง-Kathy-เกษร แสงสว่าง 100.00 คุณวนิดา สุนทรพิทักษ์Roberson Family 100.00 คุณป้าด�า จิรา นาวินทรานนท์Keith McDaniel 100.00 คุณวัชรี Sternerคุณแนนซี่ -เสาวรส อโรรา 90.00 คุณดวงพร เทียบทองกลุ่มพลังบุญ 71.00 คุณสงบ สมขุนทดLa Ong - Gary Thomas 60.00 คุณธวัช วีระเผ่าพนักงานร้านทะเลไทยใน ดีซี 50.00 ครอบครัวเครือประดิษฐ์Jasmine Houle 50.00 คุณรัตนา วิริยะDuwayne-Choonin Engelhart 50.00 คุณบุญดี มานะดีSripen-Pona Komsatayapougvudhi 50.00 คุณสันติ มงคลPridipongse-Saichol Vithespongse 35.00 คุณอรพรรณ ดีวอยKeriang Chauteh 35.00 คุณธนิดา พงษ์กิจการุณPri Pramudita 30.00 คุณปรีดี - คุณปรารถนา สุดรัก คุณกัญญา - คุณกุลชาติ สว่างโรจน์Carlton L. Clark 30.00 คุณพยุง - คุณจินตนา งามสอาดคุณกัมปนาท ปิยดา กุลจิตรา พนาเศรษฐเนตร 30.00 คุณชัยยุทธ - คุณยุพา สมเขาใหญ่พนักงานร้านทะเลไทย ในดีซี 29.00 ครอบครัว เจตบุตรคุณไพศาล พัชรี ซารีนา ศรีรัตนาภิรมย์ 25.00 คุณฉวีวรรณ ปาณานนท์คุณอ�าไพ เร็ดดิ้ง 25.00 คุณณรงค์ชัย - คุณปราณี รุ่งเศรษฐีSumalee Cholvijarn 25.00 คุณสุกรี - คุณวิไลลักษณ์ อักขราสาPranee Teptarakun 25.00 คุณปรีดา - คุณกันยา - คุณจาเลียน กัมพลาศิริN.Praisaengpetch 25.00 คุณปราณี เทพธาราคุณผู้ไม่ประสงค์ออกนาม Silver Spring, MD 20.00 คุณนิศากร พรายแสงเพชรคุณมัณฑนา จันต๊ะสา คุณนลินี เสนะเปรม 20.00 คุณป้าป้อม สุวรรณเตมีย์Sirichai Saengnak 20.00 คุณประมวล ทวีโชติPensiri Kruapradit 20.00 คุณเกลี้ยง ชูเตPam-Thanomsak Permsuvan 20.00 คุณพวงทอง มะลิกุลChamnian 20.00 คุณเฉลา กาญจนวตีJanjit McGuire 20.00 Panehart KanchanavaleeSarinrat-Cuong Ngugen 20.00 คุณมาลี กาญจนวตีRattanawalee Surasorn 20.00 คุณประยูรศรี วรเลิศPam-Thanomsak Permsuvan 20.00 คุณเมธินี แย้มเพกาครอบครัววัฒนรังษีขจร 20.00 คุณเสริมศรี เชื้อวงศ์Sanee Maphungphong 15.00 คุณไพบูลย์ อู่ทิฆัมพรคุณแม่ร�าไพ ราชพงษ์ 10.00 คุณบันลือศักดิ์ เมฆาเสถียรกุลคุณแซม CA 1.00 คุณสมพอดี ดาว
  • 56. แสงธรรม 52 Saeng Dhammaคุณบุญเสริม งามสอาด Savangyong Sause คุณสาคร จินดาลัทธ ๑๙. สมาคมไทยชาวปักษ์ใต้ โดยคุณไพโรจน์ คงเพชร, คุณรัชนี คุณสุจิตร แมคคลอมิค คุณกลวิทย์ รพีพันธ์ น�้าดื่ม ๒๐. คุณถวิล อ�าพันทอง และเพื่อน ๆ สปริงโรลล์ ๒๑. คุณวุฒิ – คุณสุรัสวดี เอี่ยม คัพเค้ก รายนามเจ้าภาพโรงทานวันเกิดหลวงตาชี ๒๒. คุณดาว – คุณภา และเพื่อน ๆ ขนมจีนน�้าเงียว๑. คุณทัฬห์ อัตวุฒิ - คุณบุณณ์ภัสสร - คุณศรสวรรค์ พงศ์วรินทร์ ๒๓. คุณแอ๊ว และเพื่อน ๆ รวมมิตร ๔ ถั่ว คุณศิริลักษณ์ นิ่งเจริญ ก๋วยจั๊บ ๒๔. ร้านไทยเฮาส์ ขนม และน�้าดื่ม๒. คุณนก และเพื่อน ๆ ข้าวหมูแดง , ขนมโตเกียว ๒๕. ร้านบางกอกเดไลท์ แกงเลียง๓. ป้านิด ป้าน้อย ร้านเรือนไทย และหลานธราธร พูนสมบัต ิ ขนมจีนน�ายา ๒๖. คุณอีฟ คะน้าหมูกรอบ, หอยจ้อ, ส้มต�า ้๔. ร้านบางกอกการ์เด้น โดยคุณยายยุพิน เลาหพันธ์ ผัดไทย ๒๗. คุณกุลชลี กุ้ยช่าย, ลูกท้อ ขนมเค้ก และอื่น ๆ ๒๘. Mr. Edward – คุณฐิติมา Lee๕. คุณสุภาพ ดูบวร์, คุณบุญเสริม งามสอาด, คุณมาลา แกงเขียวหวาน ๒๙. คุณนกน้อย – Mr. Doug – Mr. Atom Zerfas ั๖. ร้านทะเลไทย, ร้านโพธิ์สยาม ก๋วยเตี๋ยว โดยคุณกัญญา สว่างโรจน์ ๓๐. คุณสุธีรา หอมเกสร๗. คุณกุหลาบ - คุณสุรพล คลังทอง ลอดช่องไทย, ลอดช่องสิงคโปร์ ๓๑. คุณปอรวัลย์ ขันธวิชัย๘. คุณวิชัย – คุณพวงทอง มะลิกุล หมี่กรอบ, ขาหมูต้มเค็ม ๓๒. คณะศิษย์วัดไทย ฯ ดีซี๙. คุณดารัตน์ แสงอรุณ น�้าปานะ รายนามผูบริจาคขนม/ผลไม้วนเกิดหลวงตาชี ้ ั๑๐. กลุ่มพลังศรัทธา ซุปหน่อไม้, ข้าวเหนียว, แหนมคลุก๑๑. สมาคมไทยอีสาน ข้าวเหนียว, ส้มต�า, ไก่ย่าง, แตงโม พระครูสังฆรักษ์อ�าพล สุธีโร๑๒. ร้านอมรา ข้าวเหนียวมะม่วง คุณประพจน์ - คุณศิริพร คุณวงศ์๑๓. ร้านไทยทานิค โจ๊ก คุณจิตรา จันทร์แดง๑๔. ร้านบุบผาชาววัง ขนมครก คุณจิรา นาวินทรานนท์๑๕. คุณยายสุจตร แม็คคอมิค ผัดไทย, ปลาส้ม, ปลาย่าง, ลาบหอย คุณสมศรี ิ มาแตง๑๖. คุณหมออรุณ - คุณสุมนา สวนศิลป์พงศ์ ข้าวเหนียวมะม่วง คุณปุ๊ Bangkok Garden๑๗. คุณแขก – กระต่าย – กระแต ครอบครัวน้องแจ็ค ข้าวซอย คุณจารุณี พิทโยทัย๑๘. ร้านซีรีเซฟ ซีเครท ย�าวุ้นเส้น, ขนมม้วน, Mixed bary with คุณวนิดา สุนทรพิทักษ์ GRADUATION HIGH SCHOOL 2011 วัดไทยฯ ดี.ซี. ขอแสดงความชืนชมและน่าภาคภูมใจกับน้อง ๆ ทีเ่ รียนจบ High School ่ ิ ในปีนมนองกอล์ฟ น้องธัญญา น้องเมธี น้องกิฟ และน้องน�าหวาน.. ยังไงก็ขอให้ตงใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยนะครับ ี้ ี ้ ๊ ้ ั้
  • 57. แสงธรรม 53 Saeng Dhamma รายนามผู้บริจาคออมบุญประจำาปี 2554Vunchai-Nipan Pringphayune 400.00 Rachanee-Kolavit Rapeepun 120.00Anya Kanon 310.00 Boondee Marnadee 120.00คุณแม่ประจวบ ภังคสังข์ 300.00 Sasima-Songsri Nirapathama 120.00Chaweewan Pananon 300.00 Pramuan Dhaveechot 120.00Jindarat Rattanakul 240.00 William-Kingkeaw May DL 120.00Supannee Sattawatrakul 211.00 Peter Gosak , Thai Market 120.00Saranya-Smit Kulwatno 160.00 Peerarat Amornkitwanit 100.00ครอบครัวเกษมพันธัย 150.00 Prabhasri Durasavin 60.00Angkhana Thaweechot 140.00 Alyssa Pouvarunumkoah 40.00คุณชัยรัตน์ จารุพนธุ์ ชัชวาลย์ ทรัพย์เกษม ั 140.00 Patchara Thoviboon 10.00 ขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมท�าบุญ ออมบุญประจ�าปี ปีละ 120 เหรียญ หรือตามแต่ศรัทธา ขออนุโมทนาบุญแด่ทุกๆ ท่าน มา ณ โอกาสนี้ด้วย รายนามเจ้าภาพถวายภัตตาหารเช้าประจำาวันจันทร์ คุณจิรา นาวินทรานนท์, คุณวณี ฤทธิ์ถาวร, คุณเมธินี แย้มเพกา, คุณวนิดา สุนทรพิทักษ์ คุณดวงพร เทียบทอง, คุณวัชรี, คุณวราลี-คุณลองรัก ภูศรีวันอังคาร วันอังคารที่ ๑ ของเดือน คุณนุสรา คุณนาคินทร์ พึ่งพร/คุณจิตรา จันทร์แดง/คุณชินซิว วันอังคารที่ ๒ ของเดือน ครอบครัว รุสตานนท์ โดยคุณยายซูเฮียง, ครอบครัว อมรกิจวานิช ิ ่ โดยคุณจินดา,คุณน้อย-อิว-พีท-กอล์ฟ-พงษ์,คุณป้อม-คุณประพจน์ คุณวงศ์ ๋ วันอังคารที่ ๓ ของเดือน คุณกุลชลี คุณป้านันท์ โตตามวัย วันอังคารที่ ๔ ของเดือน คุณกุลชาติ คุณกัญญา สว่างโรจน์ / คุณจิตรา จันทร์แดง / ครอบครัวเอี่ยมเหล็กวันพุธ คุณเพชร, คุณพัชรา, คุณเมย์, David, คุณบุญเลิง, คุณวนิดา, คุณยุพิน,คุณพยุง-คุณจินตนา งามสอาด, คุณป้าเสริม งามสอาด, คุณอัน ร้าน Thai Market พร้อมคณะวันพฤหัสบดี คุณยุพิน เลาหพันธ์ุ ร้าน BANGKOK GARDEN : 301-951-0670วันศุกร์ คุณป้านิด มาแตง ป้าน้อย Ruan Thai Rest. 301-942-0075 ป้าบุญเสริมวันเสาร์ คุณมาลิน(เต้น) คุณลิลลี,่ คุณธิตวฒน์, คุณเชอรี,่ คุณสุกานดา บุพพานนท์ คุณบรรจง พวงใหญ่ ี ิัวันอาทิตย์ คุณนก, คุณกุหลาบ, คุณชูนนทร์-Mr.Duwayne Engelhart, ครอบครัววิรยะ, ครอบครัวตังตรงวานิช ิ ิ ้ ครอบครัวสิทธิอ่วม, คุณนุกูล คุณบรรจง, คุณวาสนา น้อยวัน, คุณกษิมา, คุณหลีหมายเหตุ: ขออนุโมทนาพิเศษแด่ คุณผกา คุณวณี, คุณเมธิน,ี คุณจิรา, คุณวนิดา, คุณเล็ก, คุณแต๋ว ป้านิด ป้าน้อย คุณไก่ คุณพนมรัตน์ มุขกัง คุณวิทย์-คุณณัฐ และท่านอื่นๆ ที่มาทำาอาหารถวายพระ ภิกษุสงฆ์ ในวันที่เจ้าภาพหลักมาถวายไม่ได้ หากชื่อ - สกุล ไม่ถูกต้อง กรุณาแจ้งได้ที่พระสงฆ์วัดไทยฯ ดี.ซี. ทุกเวลา
  • 58. แสงธรรม 54 Saeng Dhamma รายนามเจ้าภาพถวายภัตตาหารเพล / Lunch ประจ�าเดือนกรกฎาคม (July, 2011)1 (Fri) TONO SUSHI โดยคุณเอก และพนักงาน ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ่้2 (Sat) คุณตุก (แม่แอนนา) ท�ำบุญบ้ำน นิมนต์พระ 5 รูป / คุณกอล์ฟ (แม่น้องเมเก้น) ท�ำบุญบ้ำน นิมนต์พระ 5 รูป ๊3 (Sun) THAI DERM RESTAURANT ท�ำบุญขึนบ้ำนใหม่ นิมนต์พระ 7 รูป ถวำยภัตตำหำรเพลทีบำน ้ ่้4 (Mon) คุณชวลิต - คุณพรทิพย์ ใช้ญาณ ท�ำบุญร้ำน ถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ่้5 (Tue) ว่าง6 (Wed) ชมรม “รวมน�้าใจ” โดย ม.ล. เพียงทอง ท. เมฆมงคล ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั7 (Thu) คุณแม่สจิตร แมคคอร์มิค คุณสมร-คุณทิพย์ พุทธวงศ์ พร้อมคณะ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ุ ่ั8 (Fri) คุณแม่ราไพ คุณแม่แปง คุณแม่จมศรี คุณสุภา คุณชูศรี คุณแสงทอง คุณศรสมใจ ถวำยเพลทีวด � ู ่ั9 (Sat) นพ. อรุณ - คุณสุมนา - คุณอนงค์ สวนศิลป์ พงศ์ ท�าบุญ 100 วัน อุทิศให้คณพ่อ ถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ุ ่ั10 (Sun) คุณนาตยา - Mr.Richard - Sudkhet - Thomas Tinker ท�าบุญครบรอบ 100 วัน อุทิศให้แม่แสงจันทร์ อุดทา ที่วด ั คุณประสาร มานะกุล ท�าบุญวันเกิด/ท�าบุญบ้าน นิมนต์พระ 5 รูป ถวำยภัตตำหำรเพลทีบำน ่้11 (Mon) BANGKOK DELIGHT RESTAURANT ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ่้12 (Tue) คุณแม่อ้ย บัวไหล - คุณน�้าอ้อย - คุณน�้าหวาน สมประสิทธ์ ิ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ุ ่ั13 (Wed) BANGKOK GARDEN RESTAURANT โดยคุณยุพิน เลาหพันธุ์ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ่้14 (Thu) THAI DERM RESTAURANT ท�าบุญวันเกิดคุณไก่ สิริกนย์ ธรรมประเสริฐ ถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ั ่้15 (Fri) ว่าง16 (Sat) ว่าง17 (Sun) ขอเชิญพุทธศาสนิกชนร่วมท�าบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา เนื่ องในวันเข้าพรรษา โดยพร้อมเพรียงกัน18 (Mon) คุณแต๋ว-ดอน คุณอุไร คุณติ๋ว ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั19 (Tue) ว่าง20 (Wed) สนง.เศรษฐกิจการคลัง, สนง. ก.พ., สนง. เกษตร ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั21 (Thu) ว่าง22 (Fri) สนง. ผูช่วยทูตฝ่ ายทหารเรือ / ทหารอากาศ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ้ ่ั23 (Sat) กลุ่มพลังบุญ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั24 (Sun) คุณวิทย์ - คุณนัท ท�าบุญครบรอบ 60 ปี คุณบูน ชลามัย นิมนต์พระ 5 รูป ถวำยภัตตำหำรเพลทีบำน ่้25 (Mon) คุณเสริมศักด์ ิ - คุณวันทนี ย์ รุจิเรข NSC CAFETERIA ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีรำน ่้26 (Tue) คณะผูปกครองนักเรียน 2552 โดยคุณแขก-กระแต-ดาว-ภา-น้อย-ถา-จูมศรี-แสงทอง-อุย และคณะ ถวำยเพลทีวด ้ ้ ่ั27 (Wed) คุณอุไร และคุณจุฑามาศ พร้อมด้วยคณะพยาบาลบัลติมอร์ ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ่ั28 (Thu) สนง.ผูช่วยทูตฝ่ ายพาณิชย์ สนง. ฝ่ ายวิทยาศาสตร์ฯ สนง.ฝ่ ายการเมือง ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ้ ่ั29 (Fri) สนง.ผูช่วยทูตฝ่ ายทหารบก ท�ำบุญถวำยภัตตำหำรเพลทีวด ้ ่ั30 (Sat) ว่าง31 (Sun) ว่าง ท่านที่ต้องการเป็นเจ้าภาพ หรือถ้ามีปัญหาขัดข้อง กรุณาแจ้งให้ทางวัดทราบด้วย โทร. 301-871-8660-1 อันนะโท พะละโท โหติ วัตถะโท โหติ วัณณะโท ยานะโท สุขะโท โหติ ทีปะโท โหติ จักขุโท ผู้ให้ข้าวชื่อว่าให้ก�าลัง ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปชื่อว่าให้จักษุ
  • 59. แสงธรรม 62 Saeng Dhamma ขอเชิญพุทธศำสนิกชนร่วมท�ำบุญ™ วันอาสาฬหบูชา - วันเข้าพรรษา ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ๑๖ - ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ***************************** วันอาสาฬหบูชา เป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเป็นครั้งแรกกับกลุ่มปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ชือว่า “ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร” จนมีพระสงฆ์รปแรกในทางพระพุทธศาสนา คือ พระโกณฑัญญะ ในวันขึน ๑๕ ค�า เดือน ๘ ่ ู ้ ่(๔๕ ปีก่อนพุทธศักราช) ซึ่งถือว่าพระองค์ได้เริ่มประกาศศาสนาเพื่อความสุขแก่มหาชนด้วยพระมหากรุณาคุณ เมื่อถึงฤดูกาลฝน พระสงฆ์ยังหาได้หยุดการจาริกไม่ จนเหยียบย�่าข้าวกล้าเสียหาย พระพุทธองค์จึงประกาศให้พระสงฆ์หยุดจาริกจ�าพรรษาในที่ใดที่หนึ่งตามแบบปฏิบัติเช่นนักบวชทั่วไป โดยถือเอาวันแรม ๑ ค�่า เดือน ๘ เป็นวันเริ่มต้น ในแต่ละปี เมื่อวันส�าคัญเช่นนี้เวียนมาถึง ชาวไทยทั้งหลายนิยมเข้าวัดท�าบุญเป็นกรณีพิเศษถวายทาน แห่เทียนพรรษา ผ้าอาบน�้าฝน ร่วมจ�าศีล ภาวนา เจริญปัญญา วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. จึงได้จัดงานท�าบุญ “วันอาสาฬหบูชา - วันเข้าพรรษา” โดยมีก�าหนดการดังนี้ กำ�หนดก�รวันเสาร์ที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ตรงกับวันแรม ๑ ค�่า เดือน ๘ เวลา ๐๙.๐๐ น. สวดมนต์ท�าวัตรเช้า, สมาทานศีล, ปฏิบัติธรรมเจริญจิตตภาวนาตลอดวัน เวลา ๑๘.๐๐ น. สวดมนต์ท�าวัตรเย็น, ฟังธรรม, สนทนาธรรม, ลาศีลวันอาทิตย์ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ตรงกับวันแรม ๒ ค�่า เดือน ๘ เวลา ๐๖.๐๐ น. ท�าวัตรสวดมนต์เช้า เวลา ๐๙.๐๐ น. พิธีแห่เทียนพรรษา ผ้าอาบน�้าฝน เวลา ๑๐.๐๐ น. ไหว้พระ สมาทานศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เวลา ๑๐.๓๐ น. พุทธศาสนิกชนร่วมกันตักบาตรพระสงฆ์ ๙ รูป เวลา ๑๑.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ เวลา ๑๑.๓๐ น. พุทธศาสนิกชนรับประทานอาหารร่วมกัน เวลา ๑๒.๓๐ น. ประกอบพิธีบูชาพระรัตนตรัย, ฟังพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์, พระสงฆ์อนุโมทนา, กล่าวค�าถวายดอกไม้ธูปเทียน เวียนเทียน เป็นเสร็จพิธี จึงขอเชิญชวนท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ไปร่วมท�าบุญตักบาตร ถือศีล ฟังธรรม เวียนเทียน เพื่อเป็นพุทธบูชา ตามวัน เวลา ดังกล่าว โดยพร้อมเพรียงกัน ขออนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. โทร. 301-871-8660-1
  • 60. ศีลธรรมกลับมาเถิด ¾Ø·¸·ÒÊÀÔ¡¢Ø  กลับมาเถิด ศีลธรรมกลับมาเถิด กำลังเกิด ภัยร้าย อันใหญ่หลวง แก่สตว์โลก ทั่วถิ่น จักรวาลปวง ั น่าเป็นห่วง ความพินาศ ฉกาจเกิน กลับมาเถิด ศีลธรรมกลับมาเถิดในโลกเกิด กลียค อย่างฉุกเฉิน ุหลงวัตถุ บ้าคลัง เกินบังเอิญ ่มัวเพลิดเพลิน สิงกาลี มีกำลัง ่  กลับมาเถิด ศีลธรรม กลับมาเถิด ความเลวร้าย ลามเตลิด จวนหมดหวัง รีบกลับมา ทันเวลา พาพลัง มายับยัง ้ โลกไว้ ให้ทนกาลฯ ั  บทกลอนอันนี้ เป็นอุดมการณ์ในการเผยแพร่ธรรมของหลวงพ่อชีวานันทะ
  • 61. All are cordially invited to participate in the meditation programs and Buddhist activities at Wat Thai Washington, D.C. Temple Objectives 1. To promote Buddhist activities. 2. To foster Thai culture and traditions. 3. To inform the public of the monastery’s activities. 4. To maintain and promote brotherhood/sisterhood. 5. To provide a public relations center for Buddhists living in the United States. 6. To promote spiritual development and positive thinking. 7. to help acquire and inner peace. 8. Wat Thai Washington, D.C. temple is non political. Activity Day Time1. Chanting Daily Morning and 6:00 - 6:45 A.M. Evening 6:00 - 6:45 P.M.2. Dhamma Talk and Every Saturday 2:30 - 4:30 P.M. Meditation (in Thai)3. Meditation and Dhamma Discussion (in Thai) Every Sunday 7:00 - 9:00 A.M.4. Meditation and Dhamma Discussion (in English) Every Sunday 6:00 - 8:00 P.M.5. Thai Language Classes Every Tuesday or Thursday 7:30 - 9:00 P.M.6. Yoga - Meditation Every Friday 7:30 - 9:00 P.M.7. Thai Music Class Every Saturday 10:00 - 4:00 P.M.8. Thai Dance Class Every Saturday 2:00 - 4:00 P.M.9. Buddhist Sunday School Every Sunday 12:45 - 3:30 P.M. All activities will be held at the upper or lower level of the main temple. For further information please contact Wat Thai Washington, D.C. Temple. Tel. (301)871-8660, (301)871-8661 Fax. (301)871-5007 E-mail: watthaidc@hotmail.com, URL. www.watthaidc.org