Saeng Dhamma Vol. 37 No. 441 January 2012

1,041 views

Published on

วารสารแสงธรรม ปีที่ 37 ฉบับที่ 441 ประจำเดือนมกราคม พ.ศ. 2555
วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,041
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
3
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Saeng Dhamma Vol. 37 No. 441 January 2012

  1. 1. สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ปีที่ 37 ฉบับที่ 441 ประจ�าเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 Vol.37 No.441 January, 2012Objectives :�To promote Buddhist activities. สารบัญ�To foster Thai culture and tradition.�To inform the public of the temple’s activities. Contents�To provide a public relations center for The Buddha’s Words............................................. 1 Buddhists living in the United States. ส.ค.ส. ปี ๒๕๕๕ หลวงตาชี .................................. 2เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. สารอวยพรปีใหม่ ประธานอ�านวยการวัดไทยฯดีซี.. 4ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี Forest Wat, Wild Monks by Ven. Buddhadasa......... 5กองบรรณาธิการ : The Peace Beyond By Ven. Ajanh Chah........... 9ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี The Three Characteristics of Existence By Ven. Laung Ta Chi 12พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร บทความพิเศษ : สวัสดีปใหม่ ๒๕๕๕ “ท�าดีให้ถงดี...” ............ 15 ี ึพระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณพระสุริยา เตชวโร อนุโมทนาพิเศษแด่ผอปถัมภ์กจกรรมวัดไทยฯ ดี.ซี. .............. 19 ู้ ุ ิพระมหาสราวุธ สราวุโธ ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนธันวาคม.............................. 20พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม เสียงธรรม...จากวัดไทย........................หลวงตาชี 21พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป ประมวลภาพกิจกรรมประจ�าปี ๒๕๕๔ .................. 28พระมหาค�าตัล พุทฺธงฺกุโร เสียงธรรม...จากหลวงตาชี ...................................... 32พระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต ท่องแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ดร.พระมหาถนัด 39และอุบาสก-อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. สารธรรมจาก...พระไตรปิฎก ..................................... 43SAENG DHAMMA Magazine อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks............................ 44is published monthly by Thai Temple’s News...............โดย ดร.แฮนดี้ 45Wat Thai Washington, D.C. Temple รายนามผูบริจาคเดือนธันวาคม Ven.Pradoochai 49 ้At 13440 Layhill Rd.,Silver Spring, MD 20906 รายนามผู้บริจาคออมบุญประจ�าปีและเจ้าภาพภัตตาหารเช้า...53Tel. (301) 871-8660, 871-8661 รายนามเจ้าภาพถวายเพล / Lunch.............................54Fax : 301-871-5007 ก�าหนดการวันมาฆบูชา ..................................................... 62E-mail : watthaidc@hotmail.comHomepage : www.watthaidc.org Photos taken byRadio Network : www.watthai.iirt.net Ven. Khumtan, Ven. Ananphiwat, Mr. Kevin & Mr. Sam2,500 Copies Bank & Ms. Golf
  2. 2. ถ้อยแถลง เวียนบรรจบครบศักราชตั้งปีใหม่ ขออวยชัยอวยพรอักษรศรี ขอทุกท่านพบพานแต่สิ่งดี มีชีวีสุขสดใสชีพชื่นบาน ให้สุขภาพสมบูรณ์ทั้งกายใจ ให้ปลอดภัยแคล้วคลาดฉลาดประสาน งานรุ่งเรืองเงินรุ่งโรจน์โชติชัชวาล สนุกสนานอภิรมย์สมใจปอง ปีผ่านไปให้ผ่านพ้นตั้งต้นเริ่ม ที่ดีเพิ่มที่ร้ายลืมไม่มัวหมอง ปรุงแต่งจิตพิชิตใจไร้ขุ่นข้อง เปิดสมองรับสิ่งใหม่สดใสพลัน คิดสิ่งใดลุล่วงส�าเร็จได้ ขอเทพไท้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นมิ่งขวัญ เกิดปัญหาได้ปัญญาเป็นที่มั่น ให้สร้างสรรค์รับสิ่งดีปีใหม่เอย.. “แสงธรรม” ที่ท่านถือในมือฉบับนี้ เป็นฉบับ “ลาทีปีเก่า ๒๕๕๔ ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๕” คติข้อคิดในวันขึ้นปีใหม่ท่านผู้รู้กล่าวไว้ว่า เมื่อวันเวลาผันเปลี่ยนเวียนไปครบ ๑ ปี เราได้อยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงวันขึ้นปีใหม่ ขอให้ลองมองย้อนหลังกลับไปคิดดูว่า วันเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าหรือเปล่า และได้กระท�าคุณงามความดีอันใดไว้บ้าง และควรหาโอกาสกระท�าให้ดยง ๆ ขึนทุกปี ในขณะเดียวกันเราได้กระท�าความผิดหรือสิงใดทีไม่ถกต้องไว้หรือไม่ หากมีตองรีบปรับปรุงแก้ไข ี ิ่ ้ ่ ่ ู ้ตัวเองทันที เพราะความชัวคือผี ความดีคอพระ ความชัวต้องรีบละ ส่วนความดีละต้องรีบท�า ตามต�าราพระพุทธเจ้าว่า “ท�าดี ่ ื ่เวลาไหน มันก็ดเี วลานันแหละ ท�าชัวเวลาไหน มันก็ชวเวลานันแหละ เวลามันไม่ดไม่ชว ดีชวมันอยูทการกระท�า” ้ ่ ั่ ้ ี ั่ ั่ ่ ี่ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ก�าหนดจัดงานท�าบุญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๔– ๑ มกราคม ๒๕๕๕ โดยวันเสาร์ที่ ๓๑ ธันวาคม เริ่มเวลา ๐๙.๐๐ น. เชิญร่วมปฏิบัติธรรม จ�าศีล เจริญจิตภาวนา สนทนาธรรม ท�าวัตรสวดมนต์เย็นแปล หลังจากนั้นพระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมรังษี น�าเจริญพระพุทธมนต์ ๑๒ ต�านาน เพื่อท�าน�้าพระพุทธมนต์ปีใหม่ และฟังธรรมบรรยายต�านานพระปริตรตามแนวพระไตรปิฎก จนถึงเวลาเที่ยงคืน (๒๔.๐๐ น.) พระสงฆ์เจริญชยมงคลคาถาต้อนรับปีใหม่ รับน�้าพระพุทธมนต์ และฟังโอวาทธรรมจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อเพื่อความเป็นสิรมงคลแก่ชวต ส่วนในวันอาทิตย์ที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๕ เริมพิธเวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ท�าบุญตักบาตร ิ ีิ ่ ีแด่พระสงฆ์จ�านวน ๙ รูป ถวายภัตตาหารเพล ฟังพระธรรมเทศนาจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อ และรับพรปีใหม่จากพระสงฆ์ ก็เป็นอันเสร็จ พิธีจึงขอเชิญท่านสาธุชนทั้งหลายร่วมท�าบุญส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ๒๕๕๕ ตามวันเวลาดังกล่าวโดยพร้อมเพรียงกัน ขอฝากบทกลอนสอนธรรมที่พระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ได้ประพันธ์ไว้ เพื่อเป็น “พรธรรมปีใหม่ ๒๕๕๕” ว่า ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ขอชาวไทยทั่วประเทศเขตสยาม จงพากันประพฤติธรรมอันดีงาม เพื่อก�าจัดความเลวทรามจากจิตใจ.... ขอทุกคนจงมีธรรมประจ�าจิต ใช้ชีวิตตามหลักธรรมน�าวิถี จะประสบสุขสันต์อันเปรมปรีด์ เกษมศรีในปีใหม่สมใจเทอญ ขอให้ปีใหม่นี้ จงคิดดี พูดดี ท�าดี และพบเจอแต่สิ่งดี ๆ ตลอดปี และตลอดไป ขออวยชัยให้มีสุขสมหวัง มีพลังในการต่อสู้ ครองชีวิตอยู่ในโลกด้วยปัญญาผาสุกทุกทิพาราตรีกาลเทอญ คณะผู้จัดท�า
  3. 3. แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโต ว จนฺทิมา. (๑๗๒) ผูทเี่ คยประมาทในกาลก่อน แต่ภายหลังไม่ประมาท เขาย่อมส่องโลกนีให้สว่าง ้ ้ เหมือนพระจันทร์ที่พ้นจากเมฆ ฉะนั้น Whoso was previously negligent but afterwards practises vigillance he illumines the world here and now like the moon emerging from the cloud.
  4. 4. แสงธรรม 2 Saeng Dhamma สวัสดีปีใหม่...คนใกล้พระ ******************** “พระวิเทศธรรมรังษี หลวงตาชี” คือผู้นำ� ธรรมล้ำ�ค่� จ�กไทยแลนด์ สู่แดน อเมริก� พระพุทธศ�สน� ก้�วไกล ให้ยืนยง ส�มสิบเจ็ดปี ที่น้อมนำ� คำ�สั่งสอน ละนิวรณ์ จิตงดง�ม ต�มประสงค์ เดินต�มรอย ด้วยศรัทธ� พระพุทธองค์ อย่�งมั่นคง ยึดหลักธรรม นำ�สอนตน มีภูมิรู้ ภูมิธรรม นำ�ส�นุศิษย์ มีหลักคิด มีหลักก�ร ด้�นเหตุผล เดินส�ยกล�ง เป็นแบบอย่�ง ส�ธุชน เกิดเป็นคน “คิด พูด ดี” มีปัญญ� ด้วยบ�รมี หลวงต�ชี ชี้ธรรมให้ รับปีใหม่ให้ธรรมนำ�รักษ� สุขสวัสดิ์จิตเกษมเปรมปรีด� ศิษย์วัดไทยฯ ดีซี ทั่วหล้� ผ�สุกทอญ
  5. 5. แสงธรรม 3 Saeng Dhamma ในปีใหม่ สองห้า ห้าห้านี้ หลวงตาชี มีความรัก ด้วยเมตตา จึงขอให้ ทุกคน ใช้ปัญญา แก้ปัญหา ในชีวิต ประจำาวัน ถ้าทุกคน ใช้ปัญญา พาชีวิต จะพิชิต ปัญหา สาระพัน ส.ค.ส. ปี ๒๕๕๕ “หลวงตาชี” เกิดปัญหา ขึ้นมา แก้ทันควัน ไม่ต้องหวั่น รับรอง ต้องเป็นจริง ปีสองห้า ห้าห้า อย่าประมาท ขอเชิญชวน มวลประชา พากันคิด อย่าให้ขาด ศีลธรรม นำาวิถี ใช้ชีวิต ด้วยปัญญา อย่าประวิง ให้ทุกคน ประพฤติธรรม นำาชีวี เพราะปัญญา นำาพา สู่ความจริง เพื่อปราบผี คือความชั่ว ตัวจัญไร จะพบสิ่ง ที่ต้องการ บันดาลดล เมื่อทุกคน มีพระธรรม นำาชีวิต ปัญญาเกิด เมื่อไร ใจเป็นพระ ก็พิชิต มารร้าย ให้พ่ายไป เอาชนะ ซาตาน มารหัวขน เอาชนะ ซาตาน มารจัญไร ทำาลายล้าง ความชั่ว ทั่วสากล ให้ปราชัย ตลอดไป นิรันดร สุขเกิดล้น เพราะปัญญา พานำาทาง ปีงูใหญ่ สองห้า ห้าห้านี้ ในวาระ ดิถี ขึ้นปีใหม่ ต้องระวัง กันให้ดี มีสังวร ขอพี่น้อง ชาวไทย ใจสว่าง อย่าประมาท พลาดท่า ทุกขั้นตอน ใช้สติ และปัญญา พานำาทาง ต้องสังวร ให้ดี จะมีชัย เพื่อก่อสร้าง บุญกุศล ไว้เป็นทุน จะงูเล็ก งูใหญ่ ไม่สำาคัญ คนมีบุญ สิ้นวุ่นวาย หายเดือดร้อน ถ้าเราหมั่น ประพฤติธรรม นำาหลักชัย เวลานอน หลับสบาย ใจอบอุ่น ก็ชนะ งูเล็ก งูใหญ่ได้ เพราะความดี ที่เราทำา เข้าค้ำ�จุน เพราะเราใช้ พระธรรม นำาวิญญาณ สุขอบอุ่น สงบเย็น เป็นนิรันดร์ คนที่มี พระธรรม นำาชีวิต ขออวยชัย ให้พร ในตอบจบ จะพิชิต มารร้าย ไอ้ซาตาน ขอทุกคน จงประสบ ความสมหวัง พวกกิเลส ตัณหา นานัปการ มีความสุข สมบูรณ์ พูนจีรัง ถูกประหาร ให้สิ้นไป ด้วยปัญญา ให้สมดัง คำาอวยพร ทุกตอนเทอญฯ
  6. 6. แสงธรรม 4 Saeng Dhamma ส�รอวยพรปีใหม่ ๒๕๕๕ ประธ�นอำ�นวยก�รวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ในวาระดิถีขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๕ นี้ ในนามของคณะ กรรมการอำานวยการ ขออวยพรให้ทุกท่านที่เป็นสมาชิก ของวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. และพุทธศาสนิกชนทุกหมู่ เหล่า จงประสบแต่ความสุขความเจริญ มีความมุ่งมาด ปรารถนาสิ่งใด ๆ ที่ไม่ขัดต่อศีลธรรมประเพณีอันดีงาม ขอให้ความปรารถนานั้น ๆ จงสำาเร็จดังมโนปณิธานทุก ประการ ขออนุโมทนาขอบคุณทุก ๆ ท่าน ที่เสียสละกำาลังกาย กำาลังทรัพย์ และกำาลังสติปัญญา ในการช่วยเหลืองานพระศาสนา ดูแลเอาใจใส่พระสงฆ์ที่ปฏิบัติศาสนกิจในวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ในรอบปีที่ผ่านมา งานทุกส่วนกำาลังดำาเนินไปด้วยดี ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา และปฏิบัติธรรม ในปีที่ผ่านมา มีผู้สนใจเข้าปฏิบัติธรรมเป็นจำานวนมาก มีญาติโยมมาร่วมสวดมนต์นั่งสมาธิ-สนทนาธรรมบ่ายวันเสาร์มากขึน ซึงมีการสาธยายพระไตรปิฎก เป็นการส่งเสริมศรัทธาและช่วยให้ผศกษามีความมันใจยิง ้ ่ ู้ ึ ่ ่ขึ้น การทำาบุญตักบาตรทุกเช้าวันอาทิตย์ เป็นการเพิ่มพูนบุญกุศลตลอดปีทั้งในพรรษาและนอกพรรษา การถวายภัตตาหารเช้า – เพล มีความอุดมสมบูรณ์พรั่งพร้อมด้วยสายธารศรัทธาของญาติโยมไม่ขาดสาย ในด้านการก่อสร้าง หลังจากขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๕ แล้ว คงจะได้รับข่าวดีในการอนุญาตก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ ๘๐ ปี หลวงตาชี ซึงอยูในขันตอนขอใบอนุญาตจากทางเคาน์ต จึงขอแจ้งข่าวบอกบุญญาติโยมล่วง ่ ่ ้ ี้หน้า ขอให้รวมแรงร่วมใจในการบริจาคทรัพย์สมทบทุนในการก่อสร้างในครังนี ให้สาเร็จลุลวงไปตามวัตถุประสงค์ ่ ้ ้ ำ ่เพื่อเป็นการบูชาคุณของพระเดชพระคุณพระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ผู้ซึ่งเสียสละทุ่มเทกำาลังกาย กำาลังใจ มาเป็นเสาหลักในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนส่วนนี้นานกว่า ๓๕ ปี ในนามของคณะสงฆ์พระธรรมทูต ขออำานวยพรให้ทุก ๆ ท่าน ที่เป็นสมาชิกหนังสือ “แสงธรรม” และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ท่านผู้ใดมีทุกข์ จงสิ้นทุกข์ ท่านผู้ใดมีโศก จงสร่างโศก ท่านผู้ใดมีโรค โรคจงหาย ท่านผู้ใดมีภัย จงปลอดภัย แล้วบรรลุถึงความสุขเกษมสําราญในบวรพระพุทธศาสนา ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ ด้วยเมตตาธรรม (ดร. พระมหาถนัด อตฺถจารี) ประธานอํานวยการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี.
  7. 7. แสงธรรม 5 Saeng Dhamma by Buddhadasa Bhikkhu http://www.liberationpark.org/arts/lpsm/wildmonk.htm Now, don’t have regrets about anything. There isn’t much time left, so you won’t be missing much. Just sacrifice your pleasures and comforts. Try out this natural living which auto- T his is an extremely important and genuine fact. Live naturally and it willbe Dhamma (Natural Truth) and Vinaya (Natu- matically has lots of cleanness, clarity, and calm. You’ve had enough time to read, hear talks, and study the basics of being a monk. Henceforth,ral Discipline), or Nature, in and of itself. Living know especially the things which will have thenaturally is near to Nibbana, more so than liv- most benefit. Then your time as a monk will being scientifically, because Nibbana is already the over, you will have beneficial knowledge whichhighest nature: naturally clean, clear, and calm. is complete, that is, you know in general andLive naturally, it helps make us clean, clear, and in specifics, you know loosely and strictly, untilcalm more easily. you know how the Buddha lived. Now, I want you to hold the general prin- When we speak of the Lord Buddha, neverciple that Nature, the Law of Nature, Duty in forget that he was born outdoors, awakenedline with the Law of Nature, and the Fruit re- outdoors, realized Nibbana outdoors, taughtceived from doing Duty according to the Law of outdoors, lived outdoors, had a hut with anNature, are the most important matter. This is earthen floor, and so on. We give it as much ofBuddhism, it’s the essence of religion without a try as we can. Even now, we see that we’reneeding to call it religion. It’s better to call it sitting on the ground, which is much different“Truth of Nature” or “Natural Truth.” than in the city wats. There they sit on wooden
  8. 8. แสงธรรม 6 Saeng Dhammafloors, on mats, on carpets, depending on the more ability, more strength, more of everything.status of each wat. Some wats spread expensive One can do anything beyond expectations andcarpeting in the temple building for all eternity. personal limitations. Whether writing a book,So they sit in their chapels on carpets. Here, we reading, or thinking, much more can be done.sit on the seat of the Buddha -- the ground. This One lives in the lowest way materially andis one example for you to understand what na- physically, but the mind goes its own separateture is like, and how different it is from the cities, way. It takes a higher course, because when weand how different are the hearts of those who live simply the mind isn’t pulled in. The heartcome sit and interact with Nature. is released so that it lifts up high. If we sleep I’ve tried my best in this matter. When comfortably, like wealthy householders, thatSuan Mokkh was first started, I slept on the comfort grabs the heart. It traps the heart, whichground. I slept next to the grasses in order to can’t go anywhere, can’t escape, is stuck there.know their flavor. I used to sleep on the beach, So live and sleep more lowly, since humbletoo. Then, when I first slept in the “middle hut” things won’t trap the heart. Live humbly andafter it was newly built, I would stretch my hand the mind will rise high, will think lofty things.out the window to fondle the plants next to the Living in a humble condition, in one thatwindow. This completely different feeling is the can’t fall lower, the mind can only proceed in ameaning of “forest wat wild monk.” higher way. It’s easy because we needn’t carry Everything changes. Feelings, sensitiv- or load down the mind with anything. The mindity, standards, what have you, they change by can be “normal” and free. It is free in its move-themselves. Matters of food, shelter, clothing, ments, reflections, and actions. Thus, we canrest, sleep, aches and illness: they changed freely do anything of the sort which is not likecompletely. They caused us to understand Na- anyone else. Through the power of nature, thereture more than when we hadn’t tried yet, un- isn’t any carelessness, we don’t make mistakes.til finally there were no problems at all. Things Since the mind is heedful there are no mistakes.which I had feared all disappeared. Fear of lone- That the heart can find a way out like this mustliness in deserted places, fear of spirits, fear of be considered freedom. Know the mind that isanything, they didn’t last more than seven days. independent, that isn’t caught and held by deli-They gradually disappeared themselves. This led ciousness and pleasure, by the happiness and com-to mental comfort, ease, and other fruits. The fort of eyes, ears, nose tongue, body, and mind.mind became strong, agile, subtle, and refined. Here I want to make a distinction. If some-Those were its fruits. Thus, whatever I thought thing is in line with original nature, and there’sof doing, I could do it better than before I came no indulgence in new pleasures, we’ll call itto the forest, better than in the city. There’s no “natural.” If it goes after new pleasures, if newlycomparison between living in Bangkok and living concocted for more tasty pleasures than nature,here. They’re totally different. I can say there’s we’ll call it “unnatural.” They’re truly different.
  9. 9. แสงธรรม 7 Saeng DhammaIf going naturally, the defilements arise with dif- and all that exceed nature. It’s better not to.ficulty, they can’t arise. If acting in an unnatural And please look, it doesn’t make humanity anyway, it’s easy for the defilements to be born, or better. It doesn’t create peace in the world. Ifelse it’s defilement from the very start. Thus, mental matters don’t progress, if there’s only de-living as nature’s comrade makes it hard for the filement -- delusion and all -- there’ll be no end.defilements. It automatically controls and pre- In summary, make things humble so that theyvents against the defilements (kilesa). don’t trap the mind. Then this heart of ours is free to think, consider, decide, and choose. Please use the mindfulness and wisdom that you receive from this style of living to choose and decide what you must in the future. If you were born in Bangkok, you were surrounded by man-made things and raised far from the forest, much more than people born in the forest. Those born in towns and cities hardly know the meaning of “forest” or “wild.” Those born in the sticks know some- thing, but don’t pay any attention. They This is the spirit of Suan Mokkh, of setting must work, must always be doing something ac-up a place like this. When you want this enough cording to their moods, so they hardly noticeto come here, then you ought to get it. Besides how calm and clean it is. Sometimes they arethis, there isn’t anything. We’ve tried to prevent even dissatisfied with it, although born in theother things from happening, so that there are country. Our hearts don’t like it and always aimonly these things: how to eat, how to live, and to get into “developed and beautiful” areas inhow to sleep. We’ve spoken many times of the the cities and capital. Thus, we don’t know thespecific details of each. taste of the forest and of Nature, even if born I’ve said it before, but nobody believes me in the forest, even when splattered with mud,that to take exactly what nature provides is suf- because the mind is occupied in another way.ficient, is good enough. When we must die, then Now you’re in robes and needn’t workdie. Don’t postpone and make it difficult. It’s like lay folk. The heart has a chance to knowlike the medical care that has progressed to the the peaceful flavors and quiet nooks of Nature,point that people are unable to die, they can’t which is the cause of the mind’s freedom in thedrop. They live inhumanly, but not dead. That’s first place. You ought to use this final chancetoo much. Heart transplants, liver transplants, here to keep walking until knowing the heart
  10. 10. แสงธรรม 8 Saeng Dhammathat is naturally pure, which is something like the grasped, known, or seen it at all.heart of the Arahant. The Arahant’s heart is just The academics only memorize and recite,like that -- natural -- except it’s that way totally. then take examinations, then memorize andNow, we may have a heart like that, but only recite some more. They think only accordingmomentarily, temporarily. The next moment itchanges off in another direction, and we can’t pull it to what they’re told. Their minds don’t reachback. Try to penetrate this heart of nature. cleanness, clarity, and calm at all. From the the- In clear and simple terms, we call it pure oretical studies or scriptures, one just gets storiesnature, nature which isn’t concocted (“cooked and information. To phrase it more politely, oneand seasoned”) by anything. And we don’t con- gets only a map. Actually, they don’t even getcoct that nature either. It exists simply, humbly, the map. I know this well because I’ve tried thatfreshly, peacefully, coolly, however you want to way myself. I’ve taken the full Dhamma Course,describe it. If you know this flavor, you know the studied the Pali language (in which the Thera-flavor of Dhamma, in its aspect of the only fruitworth having, because Dhamma’s reality (liter- vada scriptures are written), and researchedally, “body”) has been captured. Those who continuously. It seems I got only complicatedjust study and take exams never receive Dham- stories -- mostly mixed up and confused to bootma’s reality. All they can do is holler about it. -- without getting even a map. Those who talk ofIf somehow you can catch Dhamma itself, it’s scholarship, of being Pali experts and Dhammalike catching a crab or fish, it’s something tangi- Masters, of having a map, they make it up, imag-ble. Here we can catch the substance of clean- ine, and arrange it themselves.ness, clarity, and calm -- the body of Dhamma.Even temporarily is worth it. To have grasped itand seen it just once is better than never having To be continued ร้าน THAI DERM ถวายเพลทุกวันจันทร์ต้นเดือน ร้าน BANGKOK GARDEN ถวายเพลประจ�าเดือน ฺ
  11. 11. แสงธรรม 9 Saeng Dhamma A Taste of Freedom The Peace Beyond A Dhammatalk By Ajahn Chah http://www.accesstoinsight.org/lib/thai/chah/atasteof.html ...Continued from last issue... When the Buddha was newly enlightened T he Buddha knew that because both happiness and unhappiness are unsat-isfactory, they have the same value. When hap- he gave a sermon about indulgence in Pleasure and Indulgence in Pain. “Monks! Indulgence in Pleasure is the loose way, Indulgence in Painpiness arose he let it go. He had right practice, is the tense way.” These were the two thingsseeing that both these things have equal values that disturbed his practice until the day he wasand drawbacks. They come under the Law of enlightened, because at first he didn’t let go ofDhamma, that is, they are unstable and unsatis- them. When he knew them, he let them go, andfactory. Once born, they die. When he saw this, so was able to give his first sermon.right view arose, the right way of practice be- So we say that a meditator should not walkcame clear. No matter what sort of feeling or the way of happiness or unhappiness, rather hethinking arose in his mind, he knew it as simply should know them. Knowing the truth of suffer-the continuous play of happiness and unhappi- ing, he will know the cause of suffering, the endness. He didn’t cling to them. of suffering and the way leading to the end of suffering. And the way out of suffering is medita- tion itself. To put it simply, we must be mindful. Mindfulness is knowing, or presence of mind. Right now what are we thinking, what are we doing? What do we have with us right now? We observe like this, we are aware of how we are living. When we practice like this wisdom can คณะแม่บานยุคใหม่ ท�าบุญประจ�าเดือน สาธุ สาธุ!! ้ arise. We consider and investigate at all times,
  12. 12. แสงธรรม 10 Saeng Dhammain all postures. When a mental impression arises As long as we are still unenlightened allthat we like to know it as such, we don’t hold this may sound strange but it doesn’t matter,it to be anything substantial. It’s just happiness. we just set our goal in this direction. The mindWhen unhappiness arises we know that it’s Indul- is the mind. It meets happiness and unhappi-gence in Pain, it’s not the path of a meditator. ness and we see them as merely that, there’s This is what we call separating the mind nothing more to it. They are divided, not mixed.from the feeling. If we are clever we don’t at- If they are all mixed up then we don’t knowtach, we leave things be. We become the ‘one them. It’s like living in a house; the house andwho knows’. The mind and feeling are just like its occupant are related, but separate. If there isoil and water; they are in the same bottle but danger in our house we are distressed becausethey don’t mix. Even if we are sick or in pain, we must protect it, but if the house catches firewe still know the feeling as feeling, the mind we get out of it. If painful feeling arises we getas mind. We know the painful or comfortable out of it, just like that house. When it’s full ofstates but we don’t identify with them. We stay fire and we know it, we come running out of it.only with peace: the peace beyond both com- They are separate things; the house is one thing,fort and pain. the occupant is the other. You should understand it like this, because We say that we separate mind and feelingif there is no permanent self then there is no ref- in this way but in fact they are by nature alreadyuge. You must live like this, that is, without happi- separate. Our realization is simply to know thisness and without unhappiness. You stay only with natural separateness according to reality. Whenthe knowing, you don’t carry things around. we say they are not separated it’s because we’re คณะผู้ปกครอง “09” ถวายเพลทุกเดือน คุณแต่ว-ดอน และคณะถวายเพลทุกเดือน
  13. 13. แสงธรรม 11 Saeng Dhammaclinging to them through ignorance of the truth. this then things are difficult. The Buddha didn’t So the Buddha told us to meditate. This teach like that. He said that right here is the placepractice of meditation is very important. Merely to meditate. When we’re sick or almost dyingto know with the intellect is not enough. The that’s when we can really know and see reality.knowledge which arises from practice with a Other people say they don’t have thepeaceful mind and the knowledge which comes chance to meditate because they’re too busy.from study are really far apart. The knowledge Sometimes school teachers come to see me.which comes from study is not real knowledge They say they have many responsibilities soof our mind. The mind tries to hold onto and there’s no time to meditate. I ask them, “Whenkeep this knowledge. Why do we try to keep it? you’re teaching do you have time to breathe?”Just lose it! And then when it’s lost we cry! They answer, “Yes.” “So how can you have time If we really know, then there’s letting go, to breathe if the work is so hectic and confus-leaving things be. We know how things are and ing? Here you are far from Dhamma.”don’t forget ourselves. If it happens that we Actually this practice is just about the mindare sick we don’t get lost in that. Some people and its feelings. It’s not something that you havethink, “This year I was sick the whole time, I to run after or struggle for. Breathing continuescouldn’t meditate at all.” These are the words while working. Nature takes care of the natu-of a really foolish person. Someone who’s sick ral processes — all we have to do is try to beand dying should really be diligent in his prac- aware. Just to keep trying, going inwards to seetice. One may say he doesn’t trust his body, and clearly. Meditation is like this.so he feels that he can’t meditate. If we think like To be continued คณะผู้ถวายเช้าทุกวันจันทร์ คุณกุญชลี-คุณแแม่ และคณะถวายเช้าวันอังคารต้นเดือน
  14. 14. แสงธรรม 12 Saeng DhammaThe Three Characteristics of Existence By Du Wayne EngelhartThe Three Characteristics of Existence the sound, form the opinion that this particular A s we contemplate in our insight medi- tation the way the world works, wesee certain fundamental characteristics emerge. song is lovelier than a different one we heard last week, etc. Hearing a sense impression leads to having a feeling, having a feeling leads toNature, the totality of the world of human expe- remembering another sound, remembering arience, exhibits three main features that gradu- sound leads to a thought process, and a thoughtally become clear to us: impermanence (anic- process leads to forming an opinion. This kindca); suffering, or unsatisfactoriness (dukkha); and of conditioned activity happens countless timesno-self, lack of a self (anattā). a day as we experience the world. It goes on First of all, we realize the impermanence and on. This is the way our world is; it is a place(anicca) of everything in our world. Nothing where nothing stands still.within the world lasts. Our experience is char- The conditionality of nature does not justacterized by the constant flow of sense impres- mean that one thing leads to another in a con-sions, thoughts, memories, feelings, emotions, stant flow. Conditionality is not merely causal-and so on, that we can call a stream of con- ity in terms of linear progression over a period ofsciousness. All the elements in this flow are time. Things in nature follow one another in aconnected causally, that is, one thing leads to causal connection, but they also condition oneanother. For example, we hear the sound of a another in the sense that they depend uponbird’s song, have a feeling of delight, remem- one another at any given time for their very ex-ber a similar sound we heard yesterday, think istence. Conditionality is the mutual interde-about the species of bird that might be making pendence of all things within nature. For exam-
  15. 15. แสงธรรม 13 Saeng Dhammaple, we read an article in a newspaper because Secondly, we see the suffering, the unsat-there is newsprint, because we have money isfactoriness (dukkha), which exists in our lives.to buy a newspaper, because newspapers are The world of experience being impermanent asnot forbidden by the government, because our it is, we are bound to get frustrated if we try tooptic nerves are functioning properly, because hold on to something within this flow. Nothingwe know how to read, because we believe it is in the world really stays around long enoughimportant to keep up with current events, etc. for it to truly belong to a self. If we try to hangAll these conditions exist simultaneously. Then, on to the world, we are putting ourselves atperhaps, because we have read the article, we odds with the way nature is, so dissatisfaction isremember certain events related to it, we form bound to result. We are asking for trouble.an opinion about what we should do, we decide Anytime we people our world with “I” andto take certain action, and so forth. “mine,” anytime we let selfishness in any form We also get a real sense of the imper- get the better of us, we bring suffering upon our-manence of the world when we contemplate selves. If we get angry and blame an employeeour everyday experience of time. We say that for not following instructions, we suffer. If we“time flies,” and there is a reason for that. Try get upset with a spouse because she is makingas we will, we cannot hold on to it; it keeps us wait, we suffer. If we extend ill will toward agetting away from us. Lazy summer vacation fellow human being rather than the loving-kind-days quickly pass by, and we find ourselves ness we would expect for ourselves, we suffer.back at our jobs or at school wondering what If we spend all our time and energy pursuingbecame of our days off. The carefree days of the accumulation of our material things, weyouth soon enough give way to the responsi- suffer. Until we see that we should cling tobilities of a first job, then, before we know what nothing at all, we will continue to cause suf-happened, to the challenges of retirement. fering in our lives.The strength and agility of our younger years Thirdly, we come to the realization that inchange to the feebleness and unsteadiness of nature there is no self (anattā). The world as isold age. The lady we have seen occasionally shows itself is real enough, but there is no per-at the temple shows up one day looking gaunt during self evident within it. There is no self inand weak; shortly thereafter we hear that she nature; there is conditionality in nature. In thehas died. Our whole life, in fact, is one of be- totality of the world of human experience, thereing constantly on the way to death, the final, are indications that it is not a self that “callsinevitable destination for all of us. the shots,” but it is nature as a whole that does
  16. 16. แสงธรรม 14 Saeng Dhammaso. The ego, the self, the “I,” is not in control “we” impose upon a selfless nature. We comehere: one might say that nature is. The “self,” to realize that nature, the totality of the worldfor example, cannot hold its breath as long as it of human experience, is bereft of any self, ofwants; sooner or later nature starts the breath- any “I” or “mine.” We see that we suffer, ining again whether the self wants to or not. The our selfishness, because we refuse to simply letself cannot jump off a cliff, change its mind, and nature be.go back to the top of the cliff. The dictates We cannot find the self anywhere, for thereof nature say it is too late for that. The self, is only the flux of conditioned phenomena thatfurthermore, try as it will, is never able to find comprises nature as a whole. If we look hardsatisfaction and happiness in the things of the enough at the world of human experience, nophysical world. Nature will always make sure of self is evident. There are discrete sense impres-that. Whether the self likes it or not, nature willsions (e.g., red, salty, hot, etc.), discrete feelingstake away the self’s possessions, loved ones, (pleasure, displeasure, sadness, delight, etc.),and even ultimately the very life of the self’s discrete thoughts (the Buddha lived about 2,500body. However firmly the self tries to keep a years ago, George Washington was the first Pres-grip on things, nature ensures that nothing lasts, ident, E = mc2, etc.), discrete memories (e.g.,that everything is impermanent. The self can do a summer vacation, the day we got married,nothing about this. what we were doing when President Kennedy was assassinated, etc.), and discrete opinions (e.g., Coca Cola is better than Pepsi, Big Foot is a hoax, a low-carb diet is good for you, etc). Where is the enduring self, ego, person, indi- vidual, or soul? We see only nature, the sum total of the “inner” and “outer” dimensions of human experience, unfolding itself in all its con- ditioned complexity. The “inner” dimension is traditionally called “mind”; the “outer” dimen- sion is traditionally called “world.” “Within” Why is the self unable to do anything in this mind-world, which is really one and thethese cases? Because there really is no endur- same world of the totality of nature, there ising self; there is only nature unfolding according no self.to its laws. The self is a fiction, a contrivance THe END
  17. 17. แสงธรรม 15 Saeng Dhamma บทความพิเศษ : โดย พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) สวัสดีปีใหม่ ๒๕๕๕ “ทำ�ดีให้ถึงดี ให้ถูกดี ให้พอดี ชีวีจะมีสุข” ใ นโอกาสที่ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่เข้ามา คนไทยเรา ก็มักจะทักทายกันด้วยค�าว่า สวัสดีปีใหม่ ค�าว่า สวัสดี เป็นค�าที่บัญญัติขึ้นโดย พระยาอุปกิต ประสบความส�าเร็จ ในปีใหม่นี้ ถ้าหากเรามัวแต่รอโอกาส และไม่ท�า อะไรเลยโอกาสมาถึงก็ยังงอมืองอเท้าอยู่ ความโชคดีก็ไม่ศิลปสารน�ามาจากภาษาสันสกฤต ที่แปลว่า ขอให้มีความ เกิด บางคนตัดสินใจแล้วแต่ผิดจังหวะ ก็ท�าให้ชีวิตของดีงามในชีวิต เวลาที่เราทักทายกันว่า สวัสดีนี้ ก็คือขอให้ คนนั้นไม่ประสบความส�าเร็จ ดังนั้น หากมองว่า ความความดีงาม จงมีแก่ท่าน สวัสดีปีใหม่ก็คือว่า ปีใหม่นี้ ขอ โชคดีในปีใหม่นี้จะมีองค์ประกอบอะไรบ้างก็ดูที่ค�าสอนให้มีแต่เรื่องดีๆ มีโชคดี มีความส�าเร็จ ของพระพุทธเจ้าได้ พระพุทธเจ้าสอนว่า มาจากองค์ คน ที่จะประสบความส�าเร็จ ความดีงามในชีวิต มา ประกอบ ๓ ประการ ดังนี้จากความเก่งและบวกกับความโชคดี คือ ความเฮง เก่ง ประการ ที่ ๑ ก็คือความเก่ง ความรู้ ความหมายถึง ความรู้ ความสามารถที่เรามี มีความพร้อมที่ สามารถ เรียกว่า อัตตสัมมาปณิธิ วางตัวไว้ชอบ เมื่อจะท�างานตามที่คิดหรือได้รับมอบหมาย บางคนมีความรู้ เราวางตัวไว้ชอบก็คือ พัฒนาตัวเองตลอดเวลา เราก็จะมีความสามารถและพร้อมที่จะท�าแต่ขาดโอกาสเมื่อไม่มี กลายเป็นคนที่มีความเก่งและความดีอยู่ในตัวเองและโอกาสก็ไม่ได้ใช้ความเก่ง ให้เปล่งประกายสมกับที่มี ก็ เมื่อเรามีความเก่ง และความดีอยากจะให้เปล่งประกายเหมือนดาบที่อยู่ในฝักไม่ได้ชักออกมาใช้ จึงต้องรอโอกาส เราก็ต้องแสวงหาประการที่ ๒บางคนมีโอกาสดีเหลือเกิน แต่ก็ปล่อยให้โอกาสผ่านเลย ประการที่ ๒ ต้องท�าบุญ เรียกว่า ปุพเพกตปุญญไป ในที่สุดก็กลายเป็นคนที่เสียโอกาสเพราะไม่ตัดสินใจ ตา มีบุญที่ท�าไว้แต่ก่อนมา อาจจะไม่ต้องเรียกว่าถึงชาติเขาจึงบอกว่าสถานการณ์สร้างวีรบุรุษหรือวีรสตรี เพราะ ก่อนชาตินี้ก็ท�าได้ แต่ท�าในอดีตที่ผ่านมา ท�าความดีไว้ให้เมื่ อ มี ส ถานการณ์ มี โ อกาสก็ ก ล้ า จั ด ท� า และในที่ สุ ด ก็ มาก ความดีที่เราท�าที่เรียกว่าบุญจะถูกเก็บไว้ในใจของ
  18. 18. แสงธรรม 16 Saeng Dhammaเรา เราจะจดจ�าจารึกความดีที่เราท�าเอาไว้ นึกขึ้นมาทีไร สะสมไว้เรื่อยๆเก็บคะแนนเก็บแต้มเอาไว้ วันหนึ่งโอกาสก็มีความสุข บุญจึงเป็นชื่อของความสุข ความเบา ความ ก็จะมาถึง คือ เมื่อน้�าแต่ละหยดๆ ที่หยดลงไปในตุ่ม ตุ่มสบายใจ แต่ถ้าเราไปท�าบาปไว้ที่ไหน นึกทีไรก็มีแต่เรื่อง ก็เต็มด้วยน้�าเหล่านั้น ฉันใด ชีวิตที่ท�าความดีเอาไว้ วันขุ่นข้องหมองใจ จิตก็ขุ่นมัว บาปเป็นเรื่องที่หนัก บาป หนึ่งบุญจะให้ผล เช่น ผู้ใหญ่อาจจะเห็นความดีของเราแปลว่าท�าให้จิตตกไปสู่อบาย สู่ความเสื่อม คนที่มีบุญก็ หรือคนอื่นคนใด ก็จะเห็นความดีของเรา เรียกว่า เทวดาคือจิตเบา นึกถึงเรื่องใด ก็ตามที่เราท�าความดีแล้วเบาใจ คุ้มครองก็ได้ นี้เป็นการท�าความดี ต้อนรับปีใหม่แต่ถ้าหากหนักใจ เครียด ทุกข์ กังวล อาจเป็นเพราะ ประการที่ ๓ ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในที่ที่เหมาะบาปกรรมที่เราท�า สมกับความรู้ความสามารถของเรา เรื่องนี้เราก็เลือกได้ ฉะนั้นจงท�าบุญให้มาก จิตเราจะได้เบา ไม่กังวล บางคนเก่งในเรื่องนั้นๆ แต่เกิดผิดยุคก็มี ก็เลยไม่เป็นที่และบุญที่ท�านั้นสะสมไว้ในจิตของเรา จะน�าแต่ความดีมา ต้อนรับไม่เป็นที่สนใจ เราคงเคยอ่านประวัติเจอ คนเก่งสู่ชีวิตเขา เรียกว่าบุญจัดสรร คนที่ท�าไม่ดีก็จะเจอคนไม่ดี บางคนเกิดก่อนยุคของตัวเองเป็นร้อยปี กว่าคนรุ่นต่อมามาหา เรื่องร้ายๆ ก็มาหา แต่ถ้าคนไหนเป็นคนดี คนดีก็ จะซาบซึ้ง ในความเก่งเขาก็ตายไปแล้วมาสู่ เรื่องดีๆ ก็มาหา บางคนมีความรู้ความสามารถ ท�าอะไรไว้เยอะ แต่ ยามบุญมา วาสนาช่วย ที่ป่วยก็หาย ที่หน่ายก็รัก ไม่ได้รับการยอมรับในสมัยของตัวเอง เขาเรียกว่าอยู่ผิด บุญไม่มา วาสนาไม่ชวย ทีปวยก็หนัก ทีรกก็หน่าย ่ ่ ่ ่ั ยุค ผิดที่ผิดจังหวะ กับบางคนอีกเหมือนกัน เกิดมาช้า เพราะ ฉะนั้นปีใหม่นี้ท�าบุญให้มากเข้าไว้ บางคนไป ไปหน่อยที่จริงต้องไปอยู่เมื่อร้อยปีที่แล้วน่าจะเหมาะรอบุญเก่าอย่างเดียวบุญเก่าก็หมดไปได้ เหมือนเงินที่เรา เป็นความคิด โบราณ เขาว่าพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปี นี่ฝากไว้ที่ธนาคารพอได้ดอกเบี้ย เราถอนต้นออกมาเงินก็ เห็นไหมว่าการที่เราจะประสบความส�าเร็จเป็นที่ยอมรับหมด ชีวิตเราที่เจริญก้าวหน้ามาจนปีที่แล้วเป็นเพราะบุญ ขึ้นอยู่กับสถานที่ ที่เราไปพูดที่เราไปท�าหรือหน่วยงานที่ที่เราท�าไว้แล้วในอดีต เมื่อบุญนั้นได้ให้ผลไปแล้ว เรียก เราสังกัด ถามว่าเราเลือกได้ไหมคนหนุ่มสาวยังมีโอกาสว่า ไม่มีต้นทุนเหลือ คนที่ประสบความส�าเร็จจึงต้องคิดว่า เลือกงานท�างานนี้ไม่เหมาะกับความ รู้ความสามารถของเราได้ดีด้วยบุญกุศลจึงต้องท�าบุญเพิ่มอีก เพื่อรักษาสิ่งดีๆ เรา เขาไม่ต้อนรับคนอย่างเรา เราก็ไปที่อื่นไปที่อื่นแล้วก็ที่เราได้มาในปีที่ผ่านมาบุญอาจจะหมดสต็อกไปแล้ว ก็ไป พัฒนาตัวเองให้สอดคล้องกับที่ซึ่งเป็นปฏิรูป เทสนั้นจึงท�าเพิ่ม เช่น ไปถวายทาน รักษาศีล เจริญจิตภาวนา ไหว้ ต้องเลือกปฏิรูปเทสพระ สวดมนต์ ถวายสังฆทานท�าแล้วก็จะน�ามาซึ่งบารมี ฉะนั้น เราต้องดูตัวเองว่าถ้าอยู่ตรงนี้อยู่ที่นี่ เราคือ ท�าให้เรามีบารมี สามารถพัฒนาตัวเองได้ไหม ท�าอะไรให้ถูกต้องและเป็น ค�าว่า บารมี หมายถึง ความเต็มด้วยคุณงามความ ที่ยอมรับปรับตัวได้ไหม ถ้าเราปรับตัวได้ก็ท�า ก็พัฒนาตัวดีที่ว่าพระพุทธเจ้าบ�าเพ็ญบารมี ก็คือพระองค์เต็มด้วย เอง การพัฒนาตัวเอง เรียกว่า อัตตสัมมาปณิธิ แปลว่าความดีที่จะเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อความดีเต็มเปี่ยมใน ตั้งตนไว้ชอบ บุญก็ท�าไว้เสมอตามหลักปุพเพกตปุญญตาใจ เขาเรียกว่าบารมีครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ก็บรรลุเป็น บุญที่ท�าตั้งแต่ปีที่แล้วและปีก่อนๆ นั้นจะท�าให้ชีวิตของพระพุทธเจ้า เราเองอยากจะประสบความส�าเร็จในเรื่อง เรา มีแต่ความดีงามมีแต่ความเจริญในปีนี้ และปีต่อๆอะไร ก็ต้องบ�าเพ็ญบารมี คือ ท�าความดีในด้านนั้นเอาไว้ ไปเราจะเปล่งประกายไปเป็นที่ยอมรับ ก็เมื่ออยู่ในที่ที่
  19. 19. แสงธรรม 17 Saeng Dhammaเหมาะสม ได้แก่ ปฏิรูปเทสและเราก็ต้องท�าบุญต่อไปอีก ตั้งใจท�าแล้วต้องท�าให้ส�าเร็จ อย่าเป็นเหมือนกับผู้เรียน สรุปแล้วคนเราจะได้ดี ต้องมาจากต้นทุน ๓ ตามหลักสูตรปริญญาตรี ๔ ปี บางคนเรียน ๓ ปี ออกประการ คือ กลางคัน ไม่ได้รับปริญญาบัตร แล้วยังบอกว่าการศึกษา ๑. วางตัวไว้ดี ประวัติดี มีความรู้ความสามารถ ไม่เห็นได้อะไรเลยท�างานก็ไม่ได้ ตกงาน เพราะเรียนไม่ ๒. ท�าบุญไว้เยอะ ท�าความดีไว้มาก และ จบ ท�าดีไม่ถึงจุดที่ความดีจะให้ผล ดังนั้น ท�าอะไรก็ตาม ๓. อยู่ในที่ที่เขาชอบคนอย่างเราหรือส่งเสริมคน ต้องท�าให้เต็มที่ ร�าให้สุดแขน แพนให้สุดปีกอย่างเรา ปีใหม่นี้ ถ้าอยากประสบความส�าเร็จในชีวิต ต้อง ถ้ามีต้นทุนทั้ง ๓ อย่างนี้ สวัสดีปีใหม่แน่นอน คือ ท�าดีให้ถึงดี เหมือนกับเราจะขึ้นบ้านโดยอาศัยบันได ๗ปีใหม่จะมีแต่ความโชคดี มีความสุข มีความเจริญ แต่ยัง ขั้น เราต้องขึ้นให้ครบ ๗ ขั้น จึงจะถึงชั้นบน แต่เราไปขึ้นไม่พอต้องพยายามให้ได้ดี หมายความว่า ท�าดีให้ถูกดี ท�า แค่ ๒ ขั้น ๓ ขั้น มันก็ไม่ถึงชั้นเป้าหมาย เพราะท�าไม่ถึงดีให้ถึงดีและท�าดีให้พอดี แม้เราจะมีทุนดีก็เหมือนกัน แต่ จุดที่ความดีจะให้ผลบางคนอยากจะท�างานสักชิ้น แต่มันทุนที่มีอยู่ เช่น เป็นคนเก่ง เป็นคนมีความรู้ความสามารถ ยากล�าบาก มีอุปสรรค เขาถูกด่า ถูกว่า ถูกบ่น ใจไม่สู้แต่ท�าไม่ถูกจังหวะ หรือไม่ถูกดีและท�าไปแล้วเป็นกิ้งก่า หนาวนัก ร้อนนัก ก็ถอย อย่างนี้เรียกว่า หนักไม่เอา เบาวิ่งๆ หยุดๆ แล้วแต่อารมณ์ท�าบ้างไม่ท�าบ้าง มันก็ไม่เจริญ ไม่สู้ ท�าดีไม่ถึงดีเรียกว่าท�าไม่ถึงดี และบางคนท�าแล้วก็เกินดีอีกนะ ขยัน เพราะฉะนั้น นักปราชญ์ท่านหนึ่งจึงบอกว่า ให้เกิน พูดมากเกิน ท�ามากเกิน คนรับไม่ได้ ท�าอะไรต้องท�าให้ดีที่สุด ให้เลี้ยงม้า ม้าจะต้องอ้วบ ให้ เพราะ ฉะนั้น ถ้าหากว่าจะให้มีความสวัสดี คือมี เป็นเสนาบดีกระทรวงการคลัง เงินจะต้องเต็มคลัง คนแต่เรื่องดีๆ ท�าดีได้ดีในปีใหม่ ต้องท�าดีให้ถูกดี ให้ถึงดี ที่พูดประโยคนี้ก็คือขงจื้อ ตอนที่เขาให้รับต�าแหน่งเล็กๆและให้พอดีที่ว่าให้ถูกดี คืออย่างไร ก็ท�าไปก่อน พิสูจน์ฝีมือต่อเมื่อเขาไว้วางใจ เขาก็เลื่อน ที่ว่าท�าดีให้ถูกดี คือ เรามีหน้าที่อะไร ท�าให้ที่สุด ต�าแหน่ง แต่บางคนต�าแหน่งมีแต่ไม่ท�า เหมือนอย่างที่ว่าเป็นอะไรเป็นให้จริง-เป็นพ่อ-เป็นแม่-เป็นพระ-เป็นโยม- ท�าดีไม่ถูกดี เขาจึงสอนว่าอย่าห่วงว่าเขาไม่รู้ว่าเก่งหรือท�าหน้าที่ของตัวเอง ให้ดีที่สุด นี้เรียกว่าท�าดีให้ถูกดี บาง มีความสามารถหรือไม่ ห่วงแต่ว่าสักวันหนึ่ง เมื่อคนเขาคนมีหน้าที่แล้วไม่ท�า ไปท�าสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ เป็นฆราวาส ยกย่องเรา ให้ต�าแหน่งเรา เราเก่งจริง หรือเปล่ามีความรู้อยากสวด เป็นนักบวชอยากร้องเพลง ถึงจะร้องเพลงดี มีความสามารถหรือเปล่า เราต้องท�าดีให้มันถึงดีแต่ไม่ใช่หน้าที่ เขาเรียกว่าท�าดี ไม่ถูกดี คือ ไม่ถูกบทบาท ข้อสุดท้าย ที่ว่าท�าดีให้พอดี ได้แก่ บางคนท�าดีของตัวเอง เกินธงมากเกินไปหากจะเทียบก็เหมือนเอาน้�าใส่แก้วมัน เพราะฉะนั้น เรามีหน้าที่อะไรท�าให้สุดความ ล้นถ้วย เจิ่งนองไปหมด นอกจากจะเสียของแล้ว ยังเปียกสามารถ ท�าให้ตรงหน้าที่นั้น แล้วเมื่อท�าหน้าที่ตัวเอง ปอนไปทั่ว พื้นตรงนั้น เพราะฉะนั้น คนที่ท�าความดีต้องสมบูรณ์แล้วค่อยไปท�าหน้าที่เพิ่มเติมอื่นๆ งานหลวงอย่า ให้พอดีเราเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางเห็นได้ให้ขาด งานราษฎร์อย่าให้บกพร่อง อย่างนี้เรียกว่า ท�าดี จากการใช้จ่าย จ่ายมากสุรุ่ยสุร่ายก็เสียเงินไปโดยใช่เหตุให้ถูกดี คือ ตรงหน้าที่ อย่าให้บกพร่อง จ่ายน้อยเกินไป อดอยาก ล�าบากตน ความพอดีนี้ ก็คือ ที่ว่าท�าดีให้ถึงดี หมายความว่า อย่าเป็นคนจับจด เศรษฐกิจพอเพียง
  20. 20. แสงธรรม 18 Saeng Dhamma ปีใหม่นี้ น�าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ ไว้ดีแต่ก่อน ข้อที่สามอยู่ในที่ที่ดี อย่าพาตัวเองไปที่ที่ไม่พระเจ้าอยู่หัวมาเป็นเป้าหมายชีวิตเรา เพื่อความสุข เรา เหมาะไม่ควร และท�าดีได้ดีเพื่อความดีงามของชีวิตก็ต้องจ่ายเงิน เพื่อให้เกิดความสุข อย่าให้เป็นทุกข์เพราะเป็น ข้อหนึ่ง ท�าดีให้ถูกดี ถามตัวเองว่าชีวิตเราเหมาะหนี้สิน บางคนติดการพนันเข้าไปอีก บางคนเล่นหวยทั้ง กับเรื่องอะไรท�าเรื่องนั้นแหละ และเราก็จะโชคดีมีชัยบนดินใต้ดินมากมายปีใหม่นี้ไม่มีพวกอบายมุขทั้งหลาย ประสบความส�าเร็จเราจะ ต้องด�ารงชีวิตให้พอดีอย่าให้สิ่งไม่ดีเข้ามาแผ้วพาน ข้อสอง เวลาท�าแล้วต้องท�าให้เต็มที่ อย่าเยาะแยะหลวงพ่อปัญญานันทะ ท่านสอนว่าเผาศพทั้งทีให้เผาผี ท�าให้ถึงเป้าหมายให้ส�าเร็จให้ได้ ไม่ลงทุนเปล่า เหนื่อยเสียด้วย บางคนเผาแต่ศพ คือ ร่างที่ไร้วิญญาณ แต่ไม่เผา เปล่า ท�าดีให้ถึงดี และผี ผีเลยสิงกลับบ้าน ปีใหม่นี้ไล่ผี อย่าให้สิงเรา มีผี ๖ ตัว ข้อสาม เมื่อท�าดีถึงดีแล้ว รู้จักหยุดรู้จักพอด้วยกัน เศรษฐกิจพอเพียง อย่าไปฟุ้งเฟ้อสุรุ่ยสุร่ายไม่ท�าให้ชีวิต พระท่านว่าเป็นค�าประพันอย่างนี้ ลองดูว่าผีตัว ของเราออกนอกลู่นอกทางไม่ติด อบายมุขทั้ง ๖ ประการไหนชอบมาสิงเรา ตั้งแต่ปีที่แล้วปีนี้ไล่ไปเลยนะ อย่าให้ ก็คือ ผี ๖ ตัว เพราะเกินธง เครียดไป มากไปตามมารังควานอีก ฉะนั้น ปีใหม่นี้ จากการท�าดีให้ถูกดีท�าดีให้ถึง ผีหนึ่ง ชอบดื่มสุราเป็นอาจิณ ไม่ชอบกินข้าว ดี และท�าดีให้พอดี ชีวิตก็จะมีแต่ความสวัสดี มีชัย ขอปลาเป็นอาหาร อ�านาจคุณพระศรีรัตนตรัยและความดีที่เราบ�า เพ็ญมา ผีสอง ชอบท่องเที่ยวยามวิกาล ไม่รักลูกรักบ้าน จงมาอ�านวยอวยพรให้ทุกท่าน มีแต่ความสวัสดีมีชัย ในของตน โอกาสต้อนรับปีใหม่นี้ เพื่อท�าดีให้ถูกดี ให้ถึงดี ให้พอดี ผีสาม ชอบเที่ยวดูการละเล่น ไม่ละเว้นบาคลับ และชีวิตก็จะได้ มีความสวัสดีมีชัย ตลอดไปทุกท่าน ทุกละครโขน คนเทอญ ผีสี่ ชอบคบคนชั่วมั่วกับโจร หนีไม่พ้นอาญาตราแผ่นดิน ผีที่ห้า ชอบเล่นไพ่ เล่นม้า กีฬาบัตร สารพัดถั่วโปไฮโลสิ้น ผีที่หก ชอบเกียจคร้านการหากิน มีทั้งสิ้น ๖ ผีอัปรีย์ เอย ถ้า เราท�าดีให้ถูกดี ให้ถึงดี ให้พอดี ผีทั้ง ๖ ก็จะไม่เข้ามาสิงเรา ชีวิตเราก็จะมีแต่ความดี ประสบความสุขความเจริญงอกงามไพบูลย์ แล้วก็เป็นชีวิตที่มีแต่สวัสดี ก็คือ มีแต่ความดีงามเท่านั้น ฉะนั้น ถ้าเราประสงค์จะต้อนรับปีใหม่ด้วยความสวัสดีมีชัยก็คือมีแต่เรื่องดีๆ เราก็จะต้องด�าเนินตามธรรมะที่ได้กล่าวมาก็คือ ข้อแรก วางตัวดี ข้อสองท�าบุญ คณะจัดดอกไม้ประดับทุกกิจกรรมของวัดไทยฯ ดี.ซี.
  21. 21. แสงธรรม 19 Saeng Dhamma อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanksคุณประพจน์ คุณวงศ์ - คุณมนชยา เจตบุตร พิธกรประจำาวัดไทยฯ ดี.ซี. ี ร้าน TALAY THAI โดยคุณพยุง-คุณจินตนา ถวายภัตตาหารเช้าวันพุธคณะพยาบาลบั ล ติ ม อร์ ถวายเพลวั น พุ ธ สุ ด ท้ า ยทุ ก เดื อ น สนง.เศรษฐกิจการคลัง, สนง. ก.พ., สนง.เกษตร ถวายเพลทุกเดือนBANGKOK DELIGHT RESTAURANT ถวายเพลทุกเดือน ร้าน NSC คุณเสริมศักดิ์-คุณวันทนีย์ ถวายเพลทุกเดือน
  22. 22. แสงธรรม 20 Saeng Dhamma ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีรกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี. ิ Those who are interested in Thai Theravada Buddhism and members of the general public are cordially invited to Wat Thai, D.C., Temple to pay their respect to or simply view the Buddha relics on display in the chanting hall.ปฏิบัติธรรมประจำ�เดือนมกร�คม ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. 21 มกราคม 2555ศึกษาและปฏิบัติธรรมตามแนวพระไตรปิฎก � สาธยายพระไตรปิฎก ภาษาบาลี � ฟังบรรยายธรรม - ธรรมสากัจฉา � เจริญจิตภาวนา - แผ่เมตตา พร้อมกันบนอุโบสถศาลา เวลา 9.00 A.M.
  23. 23. แสงธรรม 21 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากวัดไทย พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ทานญฺจ เปยฺยวชฺชญฺจ อตฺถจริยา จ ยา อิธ สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสฺสาณีว ยายโต. แบ่งให้เพื่อเจือจาน, กล่าวขานคําไพเราะเสนาะโสต ประพฤติประโยชน์แก่ตนและสังคม,วางตัวให้เหมาะสมกับฐานะ ธรรมะทั้ง ๔ ข้อนี้ ยึดเหนียวจิตใจของคนในสังคมให้กลมเกลียวเป็นนํ้าหนึ่งใจเดียวกัน ถ้าท�าดี ท�าดี แต่ กลายเป็นเรื่อง เพื่อดี นั้นดีแน่ ท�าเพื่อ “กู” ดูเฉงโฉง ฉ้อฉล ของคนโกง เ รืองรีบด่วน ทีคนเราทุกคนผูหวังอยูซงความสุข ่ ่ ้ ่ ึ่ ความเจริญก้าวหน้า และความปลอดภัยในชีวต ประจ�าวัน นันก็คอเรือง “ความดี” เรืองความดีนแหละ ่ ื ่ ่ ี้ ิ ท�าลายตน สุดโต่ง ดูให้ดี ที่คนทุกคนควรรีบท�าควรพยายามประกอบไว้ในตน ท�าเช่นนั้น มันยิ่ง เห็นแก่ตัว เพราะถ้าเราท�าความดีชา ๆ อยู จิตใจของเราก็จะน้อม ้ ่ ได้เปรียบฝ่าย ความชั่ว คือฝ่ายผี ไปในความชั่ว ความชั่วเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะท�าจิตใจ ข้างฝ่ายถูก เสียเปรียบ ลงทุกที ของเราให้เศร้าหมอง ดังนั้น ความชั่วจึงไม่ท�าเสียเลย ไม่กี่ปี ลืมตัว ไม่กลัวเลว จึงท�าดี เพื่อดี สุดดีเถิด นั่นแหละดี ความดีรีบท�าในขณะนี้และเดี๋ยวนี้ อย่า เกียรติจะเกิด หรือไม่เกิด ก็ไม่เหลว มัวผัดวันประกันเวลาในการท�าความดี การท�าความดี มันยิ่งดี โดยนิสัย ได้โดยเร็ว นั้นเป็นเรื่องที่ส�าคัญส�าหรับทุกคนควรสนใจและเอาใจ พ้นจากเหว แห่งบาป ลาภมาเอง ใส่ ไม่ควรเพิกเฉยละเลยในการท�าความดี เมือท�าความ ่ (พุทธทาสภิกฺขุ) ดีก็ควรท�าความดีบ่อย ๆ ท�าสม�่าเสมอ ท�าไม่ขาดสาย
  24. 24. แสงธรรม 22 Saeng Dhammaแล้วก็ให้ท�าความพอใจในการท�าความดีนั้น ประดัง มุ่งหมายของการท�าความดี แล้วก็พากันท�าความดี ประพันธ์พุทธภาษิตว่า ตามความคิดความเห็นและจุดมุงหมายของตนเป็นทีตง ่ ่ ั้ ปุญฺญญฺเจ ปุริโส กยิรา กยิราเถน� ปุนปฺปุน� หวังให้ได้รบผลตามทีตนตังใจ ด้วยเหตุผลดังทีกล่าวมา ั ่ ้ ่ ตมฺหิ ฉนฺท� กยิราถ สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย. นี้แหละ จึงตั้งค�าถามว่า “ท�าดี เพื่ออะไร” ถ้าบุรษจะท�าบุญ ก็ให้ทาบุญนันบ่อย ๆ ให้ทาความ ุ � ้ � ก่อนทีจะเข้าสูประเด็นค�าถามนี เราก็มาพูดถึงเรือง ่ ่ ้ ่พอใจในบุญนัน เพราะการท�าบุญน�าสุขมาให้ ้ ของการท�าดีกนเสียก่อน ท�าดีนนคือท�าอะไร ท�าอย่างไร ั ั้ ในเรืองการท�าบุญหรือท�าความดีนน หลักธรรมใน ่ ั้ จึงได้ชื่อว่า “ท�าดี” การท�าดีนั้นมีหลายอย่าง มีหลายพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทาบุญ ให้ � ประเภท มีหลายวิธหรือไม่! เรืองทีจะต้องท�าความเข้าใจ ี ่ ่ท�าความดีนั้นบ่อย ๆ ท�าความดีสม�่าเสมอ ท�าให้ต่อ กันอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ค�าว่า “ดี – ดี” นี้ หมายถึงอะไร เนื่องอย่าให้ขาดสาย แล้วก็ย�้าให้ท�าความพอใจในการ อะไรคือดี ดีคือ฀

×