Saeng Dhamma Vol 35 No. 419 March, 2010

  • 1,002 views
Uploaded on

Saeng Dhamma Magazine …

Saeng Dhamma Magazine
Wat Thai Washington, D.C.
(Buddhist Association)
MD, USA

More in: Education , Spiritual
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
1,002
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
8
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ปีที่ 35 ฉบับที่ 419 ประจ�าเดือนมีนาคม พ.ศ. 2553 Vol.35 No.419 March, 2010 Objectives : �To promote Buddhist activities. สารบัญ �To foster Thai culture and tradition. �To inform the public of the temple’s activities. Contents �To promide a public relations center for Buddhists living in the United States. The Buddha’s Words............................................... 1 Three Universal Characteristics Ven. Buddhadasa 2 เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. Aging and Dying......................Ven. Prayudh Payutto 7 ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี Understanding Dukkha..................Ven. Ajahn Chah 12 กองบรรณาธิการ : บทความพิเศษ เรียนพุทธศาสนาใน 15 นาที...พุทธทาสภิกขุ 16 ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนมีนาคม .................................. 22 พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร เสียงธรรม...จากวัดไทย.............................หลวงตาชี 23 พระจรินทร์ อาภสฺสโร ประมวลภาพกิจกรรมต่างๆ เดือนกุมภาพันธ์............... 30 พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ เสียงธรรม... จากหลวงตาชี.......................................... 32 พระสุริยา เตชวโร อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks............................ 39 พระมหาสราวุธ สราวุโธ ท่องแดนพระพุทธศาสนา 2,300 ปี...ดร.พระมหาถนัด 40 พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม หลักชาวพุทธ......................โดย พระพรหมคุณาภรณ์ 43 พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป ข่าวสารจากวัดไทยฯ ดี.ซี...........โดย ดร.พระมหาถนัด 47 พระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต รายนามผู้บริจาคเดือนกุมภาพันธ์......Ven. Sarawut 51 รายนามผู้บริจาคออมบุญประจ�าปีและเจ้าภาพภัตตาหารเช้า... 53 และอุบาสก-อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. รายนามเจ้าภาพถวายเพล / Lunch............................. 54 SAENG DHAMMA Magazine ก�าหนดการท�าบุญวันสงกรานต์ .................................... 62 is published monthly by Wat Thai Washington, D.C. Temple At 13440 Layhill Rd., Silver Spring, MD 20906 Photos taken by Tel. (301) 871-8660, 871-8661 Mr. Sam & Bank, Ms. Golf, Fax : 301-871-5007 Ven. Pradoochai, E-mail : watthaidc@hotmail.com Mr. Yuttachat, Homepage : www.watthaidc.org Ven. Ananphiwat, Mr. Kevin, Radio Network : www.watthai.iirt.net Ven. Sanit and Ven. Somphong 2,500 Copies
  • 2. ถ้อยแถลง เดือนสามของปีใหม่ยางกรายเข้ามาแล้ว วันเวลาไม่เคยหยุดรอใครหรือผูใดเลย จะยากดีมจน เพศไหน วัยใด เวลาก็มให้เท่าเทียม ่ ้ ี ี กัน ต่างกันแต่ผใช้และได้ประโยชน์ของคนนัน เดือนนี “สาระดีๆ จากอินเตอร์เน็ต” ขอนำาเอาข้อเขียนบทนีมาให้ทกท่านได้อานกัน... ู้ ้ ้ ้ ุ ่ พระพุทธเจ้าเคยอบรมสังสอนมนุษย์ไว้วา ทรัพย์สนทีพงได้จากการประกอบ กิจการงานต่างๆ นัน ควรแบ่งออกเป็น 4 กองเท่าๆ กัน ่ ่ ิ ่ ึ ้ กองแรก เก็บสะสมไว้ใช้ยามขัดสน กองสอง ใช้จ่ายเพื่อทดแทนผู้มีพระคุณ กองสาม ใช้เพื่อความสุขส่วนตัว กองสี่ ใช้เพื่อสร้างสรรค์ความดีงามให้แก่สังคม แล้วการทำางานของมนุษย์ล่ะ หลายคนยังมัววุ่นแก่การทำางานโดยไม่ยอมแบ่งเวลาเหลียวหลังมองถึงบุคคลที่รักและห่วงใยตนเอง เลยหรือ ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน แต่ผู้ใดที่ทุ่มเวลาทั้งหมดให้กับงานโดยไม่ยอมแบ่งปันเวลาให้แก่ผู้ใด แม้กระทั่งตัว เองเป็นมนุษย์ที่เขลาเบาปัญญาที่สุด บริหารไม่ได้แม้กระทั่งเวลา 24 ชั่วโมงของตัวเองในแต่ละวันแล้ว มนุษย์ผู้นั้นจะบริหารอะไรได้ ทำาไมมนุษย์ผู้ชาญฉลาดจึงไม่แบ่งปันเวลาให้เสมือนหนึ่งการแบ่งปันกองเงินตามคำาสั่งสอนของพระพุทธเจ้าบ้างเล่า ไม่ต้องแบ่งเวลา ให้เป็นสี่กองเท่าๆ กันหรอก เพียงแต่แบ่งปันเวลาในแต่ละส่วนให้เหมาะสมเท่านั้น 8 ชั่วโมงสำาหรับการทำางานเพื่อความก้าวหน้ามั่นคงในชีวิต 8 ชั่วโมงสำาหรับการพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงไว้ต่อสู้กับหน้าที่การงานและอุปสรรคในวันพรุ่งนี้ 5 ชั่วโมงสำาหรับการเดินทางเพื่อประกอบกิจการต่างๆ 2 ชั่วโมงสำาหรับโลกส่วนตัวของตนเอง 59 นาที สำาหรับดูแลและรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัยและช่วยเหลือสังคม และ 1 นาทีของคุณที่มอบให้กับคนที่รักและห่วงใยคุณโดยไม่นำาเวลาอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเพียง 1 นาทีนี้ มันมีค่ามากเกิน กว่าคณานับได้ในความรู้สึกของเขาคนนั้น จงอย่ากล่าวว่า “ไม่มีเวลา...” เพราะเวลาเป็นสิ่งที่ยุติธรรมที่สุด ในโลกนี้ที่มีให้แก่มนุษย์ มนุษย์ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน ไม่มีใครมีเวลามากและไม่มีใครมีเวลาน้อยไปกว่านี้ 24 ชั่วโมงใน 1 วัน ที่มหาเศรษฐี หรือยาจกมีเท่าเทียมกันไม่ขาดเกินแม้แต่เศษเสี้ยวของวินาที ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ผู้ใดที่กล่าวว่า “ไม่มีเวลา” จึงเป็นผู้ล้มเหลวในการ บริหารเวลา 24 ชั่วโมงในแต่ละวันของตนเองอย่างสิ้นเชิง และใช้คำาว่า “ไม่มีเวลา” เป็นข้อแก้ตัวเพื่อปกปิดความล้มเหลวเรื่องเวลา ของตนเองอย่างขลาดเขลา มนุษย์ผู้ฉลาดและประสบความสำาเร็จในชีวิต จึงไม่ใช่ผู้ที่เก่งแต่การทำางานอย่างเดียว แต่มนุษย์ผู้ฉลาด และประสบความสำาเร็จในชีวิตต้องเป็นผู้ที่รู้จักแบ่งสัดส่วนเวลาวันละ 24 ชั่วโมงของตนเองได้อย่างลงตัว วันละ 24 ชั่วโมงของตนเอง ที่มีไว้สำาหรับการทำางาน การพักผ่อน การเดินทาง มิตรภาพ ความรัก ความอบอุ่น ความห่วงใย ความเอื้ออาทร ฯลฯ โดยไม่ขาดตก บกพร่องแม้แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิต นี่แหละคือมนุษย์ผู้ชาญฉลาดที่รู้จัก “ใช้เวลา” แล้ววันนี้..คุณจะยังอ้างเหตุผลว่า “ไม่มีเวลา” อีกหรือ? ปีนี้แถบ ดี.ซี. แมรีแลนด์ ถือว่าเจอกับพายุหิมะถี่หนัก และยาวนานที่สุดในรอบหลายๆ ปีก็ว่าได้ ปีที่แล้ว ปีนี้เกิดเหตุการณ์ความ รุนแรงทางธรรมชาติหลายที่ สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติต่างๆ หลายต่อหลายครั้ง และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง เดี๋ยวน้ำาท่วม (ธาตุน้ำา) เดี๋ยวแผ่นดินไหว (ดิน) โคลนถล่ม (ดิน น้ำา) ปรากฏการณ์ทางลม (พายุต่างๆ) และธาตุไฟ (ภูเขาไฟระเบิด ที่มีอยู่บ้างก็แค่ ไฟไหม้ ซึ่งยังไม่รุนแรงมากนัก) เมื่อไรที่ธาตุพื้นฐานอันเป็นสิ่งผสมของสิ่งต่างๆ ในโลก คือ ดิน น้ำา ไฟ ลม ก็เช่นเดียวกัน เครื่องมือ ที่สามารถทำาลายได้ก็คงไม่หนีไปจาก ดิน น้ำา ไฟ ลมเช่นเดียวกัน มีข่าวปล่อยมากมายเรื่องโลกแตกหรือวันสิ้นโลกก็ตาม อย่ามัวแต่ แสวงหาเรือหรือโลกใหม่กันอยู่เลย โลกที่เราอยู่ใบนี้นี่แหละคือคำาตอบ เพียงแต่ว่า เราจะอยู่อย่างไรบนโลกใบนี้ ถ้าเราได้เพิ่มการดูแล ด้านทาน ศีล ภาวนา ขยันหมั่นดูแลประคองใจของตนอยู่กับความดี โดยการคิดดี พูดดี ทำาดี คบเพื่อนดีๆ ไปสู่สถานที่ดีๆ โลกก็เกิด สันติสุขแล้ว ลองทำากันดูนะว่าจะเกิดจริงหรือไม่ ตรุษจีนผ่านพ้น แน่นอนพลาดไม่ได้กับปีใหม่ไทย ในนาม “สงกรานต์” วัดไทย ดี.ซี. ขอเชิญชวนญาติมิตรทุกท่านร่วมงานปีใหม่ ไทย ตรุษสงกรานต์ รับปีขาลในวันอาทิตย์ที่ ๑๑ เมษายน ศกนี้ ทำาบุญ ตักบาตร สวดมนต์ไหว้พระ ปฏิบัติธรรม ซื้อผัก ต้นไม้ อาหาร หวานคาว ของที่ระลึก ตามแบบฉบับวัดไทย ดี.ซี. ขอทุกท่านจงมีสุขทุกถ้วนหน้า พัฒนาจิตใจให้สูงส่ง ขจัดชั่วตัวกิเลสเหตุล่มจม ยกอารมณ์เข้าสู่พระนิพพาน คณะผู้จัดท�า
  • 3. แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ฯ (๑๕๑) ราชรถ อันวิจิตรงดงาม ยังเก่าได้ แม้แต่ร่างกายเราก็ไม่พ้นชราภาพ แต่ธรรมของสัตบุรุษหาแก่ไม่ สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมกล่าวสอนกันเช่นนี้แล Splendid royal chariots wear away, the body too comes to old age. But the good’s teaching knows not decay. Indeed, the good teach the good in this way.
  • 4. แสงธรรม 2 Saeng Dhamma THREE UNIVERSAL CHARACTERISTICS by Buddhadasa Bhikkhu http://www.viet.net/~anson/ebud/budasa-handbook/budasa03.htm ...Continued from last issue... THE TRUE NATURE OF THINGS edge, partial knowledge, halfway knowledge, which N ow as we have seen, Buddhism is the teaching of the Buddha, the Enlightened One, and a Buddhist is one who practices according for example clumsily mistakes bad for good, and a source of suffering for a source of happiness. Do try your utmost to look at things in terms of suf- to the teaching of the Enlightened One. With regard fering, and so come to know, gradually, step by to what was he enlightened? He simply knew the step. Knowledge so gained will be Buddhist knowl- nature of all things. Buddhism, then, is the teaching edge based on sound Buddhist principles. Studying that tells us the truth about what things are really by this method, even a woodcutter without book like or what is what. It is up to us to practice until learning will be able to penetrate to the essence of we have come to know that truth for ourselves. Buddhism, while a religious scholar with several de- We may be sure that once that perfect knowledge grees, who is completely absorbed in studying the has been attained, craving will be completely de- Tipitaka but doesn’t look at things from this point stroyed by it, because ignorance will cease to be of view, may not penetrate the teaching at all. in the very same moment that knowledge arises. Those of us who have some intelligence should be Every aspect of Buddhist practice is designed to capable of investigating and examining things and bring knowledge. Your whole purpose in setting coming to know their true nature. Each thing we your mind on the way of practice that will pen- come across we must study, in order to understand etrate to Buddha-Dhamma is simply to gain knowl- clearly its true nature. And we must understand edge. Only, do let it be right knowledge, knowledge the nature and the source of the suffering which attained through clear insight, not worldly knowl- produces, and which sets us alight and scorches
  • 5. แสงธรรม 3 Saeng Dhamma us. To establish mindfulness, to watch and wait, to we grow older, all simply because we don’t know examine in the manner described the suffering that ourselves. We still don’t know the mental life we comes to one-- this is very best way to penetrate to live. To get to know the Tipitaka and the profound Buddha-Dhamma. It is infinitely better than learning things hidden within it is most difficult. Let us rather it from the Tipitaka. Busily studying Dhamma in the set about studying Buddha-Dhamma by getting to Tipitaka from the linguistic or literary viewpoint is no know our own true nature. Let us get to know all the way to come to know the true nature of things. Of things which make up this very body and mind. Let course the Tipitaka is full of explanations as to the us learn from this life: life which is spinning on in the nature of things; but the trouble is that people listen cycle of desiring, acting on the desires, and reaping to it in the manner of parrots or talking myna birds, the results of the action, which then nourish the will repeating later what they have been able to memo- to desire again, and so on, over and over incessantly; rize. They themselves are incapable of penetrating life which is obliged to go spinning on in the circle to the true nature of things. If instead they would do of samsara, that sea of suffering, purely and simply some introspection and discover for themselves the because of ignorance as to the true nature of things facts of mental life, find out firsthand the properties or what is what. of the mental defilements, of suffering, of nature, in Summing up, Buddhism is an organized practi- other words of all the things in which they are in- cal system designed to reveal to us the “what is volved, they would then be able to penetrate to the what.” Once we have seen things as they really real Buddha- Dhamma. Though a person may never are, we no longer need anyone to teach or guide have seen or even heard of the Tipitaka, if he carries us. We can carry on practising by ourselves. One out detailed investigation every time suffering arises progresses along the Aryian Path just as rapidly as and scorches his mind he can be said to be study- one eliminates the defilements and gives up inap- ing the Tipitaka directly, and far more correctly than propriate action. Ultimately one will attain to the people actually in the process of reading it. These best thing possible for a human being, what we call may be just caressing the books of the Tipitaka eve- the Fruit of the Path, Nirvana. This one can do by ryday without having any knowledge of the immortal oneself simply by means of coming to know the Dhamma, the teaching contained within them. Like- ultimate sense of the “what is what.” wise, we have ourselves, we make use of ourselves, we train ourselves, and we do things connected with THREE UNIVERSAL CHARACTERISTICS ourselves every day, without knowing anything about ourselves, without being able to handle adequately problems concerning ourselves. We are still very def- W e shall now discuss in detail the three characteristics common to all things, namely impermanence, unsatisfactoriness (suffer- initely subject to suffering, and craving is still present ing) and non-selfhood. to produce more and more suffering every day as All things whatsoever have the property of
  • 6. แสงธรรม 4 Saeng Dhamma changing incessantly; they are unstable. All things thorough understanding of the “what is what” or whatsoever have the characteristic of unsatisfac- the true nature of things. The ways of practice de- toriness; seeing them evokes disillusionment and signed to bring about insight in these three char- disenchantment in anyone having clear insight into acteristics are numerous; but one single notewor- their nature. Nothing whatsoever is such that we thy fact is bound to be revealed once that perfect are justified in regarding it as “mine.” To our nor- insight has been attained, namely the fact that mally imperfect vision, things appear as selves; but nothing is worth grasping at or clinging to. There as soon as our vision becomes clear, unobscured is nothing that we should want to get, to have, and accurate, we realize that there is no self-entity to be. In short: nothing is worth getting; nothing is present in any of them. worth being. Only when one has come to perceive These three characteristics were the aspect of that having anything or being anything is a delu- the teaching which the Buddha stressed more than sion, a deception, a mirage, and that nothing at all any other. The entire teaching when summed up is worth getting or worth being, has one achieved amounts simply to insight into impermanence, un- true insight into impermanence, unsatisfactoriness satisfactoriness and non-selfhood. Sometimes they and non-selfhood. A man may have been reciting are mentioned explicitly, sometimes they are ex- the formula: “anicca, dukkha, anatta” morning and pressed in other terms, but fundamentally they evening hundreds and thousands of times and yet aim at demonstrating the same single truth. The not be able to perceive these characteristics. It is impermanence of all things had been taught be- just not in their nature to be perceptible through fore the time of the Buddha, but it had not been hearing or reciting. expounded as profoundly as it was by the Buddha. Now intuitive insight, or what we call “seeing Unsatisfactoriness, likewise, had been taught but Dhamma,” is not by any means the same thing not in its full depth. It had not been treated from as rational thinking. One will never come to see the point of view of causation, and no directions Dhamma by means of rational thinking. Intuitive had been given as to how it could be thoroughly insight can be gained only by means of a true in- and completely done away with. Earlier teachers ner realization. For instance, suppose we are exam- had not understood its true nature as did the Bud- ining a situation where we had thoughtlessly be- dha in his enlightenment. As for non-selfhood in come quite wrapped up in something which later the ultimate sense, this is taught only in Buddhism caused us suffering. If, on looking closely at the This doctrine tells us that a person who has com- actual course of events, we become genuinely fed plete understanding of the “what is what” or the up, disillusioned and disenchanted with that thing, nature of things will know that nothing whatsoever we can be said to have seen Dhamma, or to have is a self or belongs to a self. This was taught only gained clear insight. This clear insight may develop by the Buddha, who truly had a complete and in time until it is perfected, and has the power to
  • 7. แสงธรรม 5 Saeng Dhamma bring liberation from all things. If a person recites empty of self. As soon as any individual has come aloud: “anicca, dukkha, anatta” or examines these to perceive the emptiness of things, there arises in characteristics day and night without ever becom- him the realization that it is not worth getting or ing disenchanted with things, without ever losing being any of those things. This feeling of not desir- the desire to get things or to be something, or the ing to get or to be has the power to protect one desire to cling to things, that person has not yet from falling slave, to the defilements or to any kind attained to insight. In short, then, insight into im- of emotional involvement. Once an individual has permanence, unsatisfactoriness and non-selfhood attained this condition, he is thenceforth incapable amounts to realizing that nothing is worth getting of any unwholesome state of mind. He does be- or worth being. come carried away by or involved in anything. He There is a word in Buddhism that covers this does not become in any way attracted or seduced completely, the word sunnata, or emptiness, emp- by anything. His mind knows permanent liberty and tiness of selfhood, emptiness of any essence that independence, and is free from suffering. we might have a right to cling to with all our might The statement “Nothing is worth getting or be- as being “mine.” Observation, which leads to the ing” is to be understood in a rather special sense. insight that all things are devoid of any essence The words “get” and “be” refer here to getting that is worth clinging to is the real core of the re- and being with a deluded mind, with a mind that ligion. It is the key to Buddhist practice. When we grasps and clings wholly and entirely. It is not sug- have come to know clearly that everything of every gested that one could live without having or being kind is devoid of selfhood we can be said to know an thing at all. Normally there are certain things Buddha-Dhamma in its entirety. The single phrase one can’t do without. One needs property, chil- “empty of self” sums up the words “impermanent dren, wife, garden, field and so on. One is to be (anicca), unsatisfactory (dukkha) and not self (an- good, one can’t help being a winner or a loser, or atta).” When something is perpetually changing, having some status or other. One can’t help be- devoid of any permanent unchanging element, it ing something or other. Why then are we taught can also be said to be empty. When it is seen to be to regard things as not worth getting or being? The overflowing with the property of inducing disillu- answer is this: the concepts of getting and being are sionment, it can be described as empty of any enti- purely relative; they are worldly ideas based on ig- ty that we might have a right to cling to. And when norance. Speaking in terms of pure reality, or abso- we discover on examination that it possesses no lute truth, we cannot get or be anything at all. And stable component whatever that could be “self,” why? Simply because both the person who is to do that it is simply nature, changing and fluctuating in the getting and the thing that is to be got are im- accordance with the laws of nature, which we have permanent, unsatisfactory (suffering) and nobody’s no right to call a self, then it can be described as property. But an individual who doesn’t perceive
  • 8. แสงธรรม 6 Saeng Dhamma this will naturally think “I am getting..., I have..., I vicious circle of three events: desire; action in keep- am....” We automatically think in these terms, and ing with the desire; effect resulting from that ac- it is this very concept of getting and being that is tion; inability to stop desiring, having to desire once the source of distress and misery. more; action; once again another effect; further Getting and being represent a form of desire, augmenting of desire ... and so on endlessly. Bud- namely the desire not to let the thing that one dha called this the “Wheel” of samsara because it is in the process of getting or being disappear or is endless cycling on, a rolling on. It is because of slip away. Suffering arises from desire to have and this very circle that we are obliged to endure suf- desire to be, in short, from desire; and desire arises fering and torment. To succeed in breaking loose from failure to realize that all things are inherently from this vicious circle is to attain freedom from undesirable. The false idea that things are desirable all forms of suffering, in other words Nirvana. Re- is present as an instinct right from babyhood and gardless of whether a person is a pauper or a mil- is the cause of desire. Consequent on the desire lionaire, a king or an emperor, a celestial being or a there come about results of one sort or another, god, or anything at all, as long as he is caught up in which may or may not accord with the desire. If this vicious circle, he is obliged to experience suf- the desired result is obtained, there will arise a still fering and torment of one kind or another, in keep- greater desire. If the desired result is not obtained, ing with his desire. We can say then that this wheel there is bound to follow a struggling and striving of samsara is well and truly overloaded with suf- until one way or another it is obtained. Keeping this fering. For the rectifying of this situation morality is up results in the vicious circle: action (karma), re- quite inadequate. To resolve the problem we have sult, action, result, which is known as the Wheel of to depend on the highest principles of Dhamma. Samsara. Now this word samsara is not to be taken as referring to an endless cycle of one physical ex- To be continued istence after another. In point of fact it refers to a คุณแมน น้องบูม-แบ็งค์ นำารถมากวาดสโนว์ให้วด และคุณนก-ตาล-ตุก-วาสนา-จีด-จุก ั ๊ ๊ มาพักทีวดทำาอาหารถวายพระสงฆ์วดไทยฯ ดี.ซี. ในช่วงสโนว์ตกหนักถึง 3 ฟุต 5-11 ก.พ. 2553 ่ั ั
  • 9. แสงธรรม 7 Saeng Dhamma Aging and Dying by Ven. Prayudh Payutto [A talk delivered on April 22, 2539/1996, to an international medical symposium on Death and Dying.] http://www.what-buddha-taught.net/ Distinguished participants: the good and worthwhile life of the old, and can T oday I have been expected to speak on death and dying, but I would like instead to speak on aging and dying rather than on death then die unconfused or even die an enlightened death. A human's life span is traditionally divided into and dying. three stages, the first, the middle and the last stage. Old age and death are natural phenomena. In Of course, with attention to what is good and right, accordance with the law of nature all conditioned one should live a good life through all the three things are impermanent and liable to change, being stages of life. However if, through negligence, one subject to causes and conditions. Everything that fails to fulfill the good life in the first and middle has a beginning must at last come to an end. The stages of life, there is still room left for one to fulfill lives of all beings, after being born, must decay and it in the last one, that is, in one's old age. die. Aging is just the decline of life and the decay Not only when still a young black-haired man in of the faculties; and death is the passing-away, the the prime of youth, but also when he became old, termination of the time of life, the break-up of the the Buddha was still perfect in his lucid wisdom. aggregates and the casting off of the body. This means a happy and fruitful life in old age is Although, by nature, aging and death are merely a possibility. Moreover, as mentioned earlier, one facts of life, psychologically they often mean to can even make progress in the good life and attain the worldlings a loss of hope, the frustration of all to perfection in this last stage of life. aspirations, a leap into a great darkness, and thus So many people spend the whole time of their the feelings of fear and anguish. early and middle years in search of fame and for- In spite of degeneration and loss inherent in tune, in seeking after wealth and power, and in aging and dying, old age can be turned into an op- pursuit of material pleasures. They might say that portunity for development, and death into that for their lives have been worthwhile. Really, they are a sublime attainment. At the least, one should live not. It is not enough. They have not got the best of
  • 10. แสงธรรม 8 Saeng Dhamma their lives. They have not realized the full potential of other people and, therefore, people in old age of being human. To live longer into old age gives should be more self-reliant. In these situations, them an advantage over other people as they are they should devote themselves more to an in- in a position to make advances towards fulfilling timate relationship with the natural environment. these potentials. They should enjoy physical movements and activi- What are these potentials? There are a lot of ties amidst nature. them. Examples are the various kinds of inner and As far as personal relationships are concerned, independent happiness through inner develop- love of sons and daughters leads to concerns about ment. In short, there are a lot of the good that their weal and woe which are satisfied by parental people in search of wealth, power and pleasures care. However, when children have grown up and will never experience and enjoy except that they can take care of themselves, they take responsi- survive to develop them in their old age. bility for themselves. At this point, the concerns As long life up to an old age is an advantage if of the old parents over their grown-up sons and one learns how to utilize it, we should look after our- daughters, or of the grandparents over their grand- selves well so that we will have long lives. Of course, children, often lead to vexation on the part of the good care of life is needed. We should look after our- latter and an upset on the part of the former. It is selves well, physically and behaviorally, emotionally not good to the mental health of both sides. and volitionally, and intellectually and intuitionally. There is a principle in the Buddha's teaching The interdependence and interrelationship among that when children grow up and are able to take re- these aspects of life should be rightly steered so that sponsibility for their own lives, parents are expect- they become intercontributary. ed to develop equanimity. This means love must First, physical care should not be separated be balanced by equanimity. In other words, love from behavioral development in relationship with that grows into attachment, whether to persons the social and natural environment. In addition or things, must be replaced by equanimity. Love to sufficient nutritious food and physical exercise, must be maintained at the level of loving-kindness right attitudes and behavior such as beneficial hab- or friendly love. In Thailand, aged people find the its should be developed in connection with eating, balance of loving-kindness with equanimity in join- general material consumption and recreations. ing their peers in the Buddhist observances at a As all know well, the present-day society func- village monastery and even stay there overnight tions as a system of competition and consumption every seven or eight days. where people fall into the state of time-scarcity To go further in emotional care and volition- because of competitive individualism and person- al encouragement, the elderly should develop in al pursuit of material pleasures. In the context of themselves the will to do something. This means such a society, people find it difficult to take care that one should have something in mind that one
  • 11. แสงธรรม 9 Saeng Dhamma values highly and has a loving interest in, which one heart and the head, where the emotion will be re- wants very strongly to do, for example, the writing fined, made wholesome and strengthened by the of some book on one's cherished experiences, the intellectual faculty. However, in passing, I would carrying out of a gardening program, or the search like to mention another two points. for knowledge of a spiritual matter. Let one's will to Elderly people usually have bodies that are action be so strong as to make one say to oneself: frail and easily afflicted with diseases. This tends "I cannot die if I have not completed this task." to make them worried and dejected. Here they are Many of us can think of elderly people, espe- encouraged by the Buddha to train themselves: cially those after retirement, who, not long after "Although my body is ill, my mind shall not be ill," retiring from work, became subject to loneliness, or "Even though my body becomes frail, my mind dejected, down-hearted and gloomy. They quickly shall not be weakened." withered away and died. Some suffer from depres- Another point is concerned with happiness. sion and even commit suicide. But the elderly who Many or most people think of happiness in terms develop the will to action will not be so. Their will- of sensual or material pleasures. If happiness con- power and strong spirit will only develop. They have sists in satisfying the senses, life in old age will be something to commit themselves to and there, a great torment, forever deprived of happiness, be- also, they will apply reasoning and intellectual in- cause aging means, among other things, the degen- vestigation. They will become strong and healthy, eration and decay of the sense-faculties. both in mind and in body. The Buddha says that In reality, there are roughly two kinds of hap- one who has the four qualities of the desire to act, piness. One is sensual happiness, dependent on strong willpower, the sense of commitment, and external material pleasures. As this kind of happi- the spirit of investigation or experimentation, can ness is dependent on material objects outside our- live long throughout the whole life span. selves, those who are devoted to its enjoyment Now we come to the boundary between the become pleasure-seekers or the seekers after hap-
  • 12. แสงธรรม 10 Saeng Dhamma piness. In the pursuit of this kind of happiness, the the external happiness intensifies these negative pleasure-seekers learn and spend a lot of energy emotions even more. This seems to be a very un- to develop the ability to look for and recognize the happy life in old age. goods to gratify their senses. This has even been Wise people not only develop the ability to unconsciously taken by these people to be the seek for external objects to satisfy sensual desires, meaning of education. they develop the potential for creativity to cre- But it is the gift of human beings that they are ate in themselves various positive mental qualities possessed of the potential for creativity. Through and inner happiness. We are usually advised by this potential, they have created, using their crea- the Buddha to develop five skillful qualities as the tive thinking and constructive ideas, the human constant factors of the mind, namely joy, delight, world of inventions and technologies. Directed in- relaxing calm, happiness and concentration. These side, this potential can be developed for the crea- five qualities will keep away all negative emotions tion of inner happiness and the various kinds of and unhappiness. It is the development of the abil- skillful mental qualities. ity to create happiness or to be happy. As this sec- Unfortunately, the pleasure-seekers or happi- ond kind of happiness is an internal mental quality ness-pursuers, being engrossed in the search for ex- independent of material objects outside, the per- ternal objects to gratify their senses, fail to develop son who has developed it becomes, in contrast to this potential for the inner creativity. This crea- the pleasure-seeker, the possessor of happiness. In tive or formative potential left undeveloped then their old age, the elderly should learn to develop works out for their inner lack of happiness and for more and more inner happiness so that they will various negative mental states. Thus in this way the enjoy lives of peace, freedom and happiness. pleasure-seekers, while seeking external happiness There is still a higher level of happiness. It is through the gratification of the senses with materi- happiness beyond all formations. This is the high- al objects, create or form inside themselves stress, est kind of happiness, to be realized through the anxiety, worry, depression, fear, insomnia and all liberating wisdom or insight into the true nature of kinds of negative mental states, and even clinical things. mental disorders. In the way of liberating the mind through wis- To be sure, these pleasure-seekers in their old dom and insight, we are advised by the Buddha age will suffer double anguish. Externally, because to free and learn the truth of things at every step. of the degeneration of their sense-faculties, they Aging and death are among the facts of life that experience the frustration of the sensual happi- should be constantly reviewed. In the words of the ness. Internally, they are subject to the formation Buddha: and arising of unskillful feelings such as fear, anxi- "These five facts of life should be again and ety, stress, and depression, and the frustration of again contemplated by everyone, whether female
  • 13. แสงธรรม 11 Saeng Dhamma or male, whether layperson or monk: that liberates the mind. The mind of the wise who "I am subject to old age: I am not freed from it. realize the truth, being freed, is set to equilibrium "I am subject to disease: I am not freed from it. and stands in equanimity. The person who is in this "I am subject to death: I am not freed from it. state of being is in the position to enjoy the highest "There will be division and separation from all happiness. that is dear to me. Some of the disciples of the Buddha attained "I am the owner of my actions: whatever I do, to enlightenment and final freedom even at the whether good or bad, I become heir to it." moment of death. For those who have not realized Death, in particular, which is the central point the final goal of perfect freedom, at the moment or culmination of these facts, is a special focus of of death they are advised to die with a clear and contemplation. Buddhists are advised to practice peaceful mind, unconfused. mindfulness or contemplation of death (marana- In short, three points should be observed con- sati). This mindfulness or contemplation is far dif- cerning aging and death. First, aging and death are ferent from imagination or fanciful thinking, which plain facts of life, the contemplation of which may often leads to fear, sorrow and downheartedness. lead to insight into the truth of all things. Second, That is called unwise attention. The right and wise aging and death can be an opportunity for the devel- contemplation of death leads to the acceptance of opment of a good life, we should make the best out the fact of the impermanence of life, and further of them. Third, relying on aging and death, even the to leading a life of diligence or earnestness to get ageless and the deathless can be attained to. the best of life before it comes to an end. Further- With these remarks, I bring my talk to a close. more, it leads to the realization of the truth of the Thank you. impermanence of all things. The insight into the true nature of all things will bring about wisdom สนง. ผูชวยทูตฝ่ายทหารบก และ สนง. เศรษฐกิจการคลัง, สนง. ก.พ. สนง. เกษตร ้ ่ มาทำาบุญถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์วดไทยฯ ดี.ซี. เป็นประจำาทุกเดือน ขออนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ ั
  • 14. แสงธรรม 12 Saeng Dhamma Understanding Dukkha By Ajahn Chah http://www.what-buddha-taught.net/ I t sticks on the skin and goes into the flesh; from the flesh, it gets into the bones. It's like an insect on a tree that eats through the bark, into sound entering the ears. It doesn't get inside and affect us. It's like we're boxing, and we keep hitting the other guy but he doesn't go down. We remain the wood, and then into the core, until finally the stuck in our self-conceit. The wise have said that tree dies. moving a mountain from one place to another is We've grown up like that. It gets buried deep easier than moving the self-conceit of people. inside. Our parents taught us grasping and attach- We can use explosives to level a mountain and ment, giving meaning to things, believing firmly that then move the earth. But the tight grasping of our we exist as a self-entity and that things belong to us. self-conceit--oh man! The wise can teach us to our From our birth that's what we are taught. We hear dying day, but they can't get rid of it. It remains hard this over and over again, and it penetrates our hearts and fast. Our wrong ideas and bad tendencies remain and stays there as our habitual feeling. We're taught so solid and unbudging, and we're not aware of it. to get things, to accumulate and hold on to them, So the wise have said that removing this self-conceit to see them as important and as ours. This is what and turning wrong understanding into right under- our parents know, and this is what they teach us. So standing is about the hardest thing to do. it gets into our minds, into our bones. For us who are worldly beings (putthujana) to When we take an interest in meditation and hear progress on to being virtuous beings (kalyanajana) the teaching of a spiritual guide, it's not easy to un- is so hard. Putthujana means people who are thick- derstand. It doesn't really grab us. We're taught not ly obscured, who are dark, who are stuck deep in to see and do things the old way, but when we hear this darkness and obscuration. The kalyanajana has it, it doesn't penetrate the mind; we only hear it with made things lighter. We teach people to lighten, our ears. People just don't know themselves. but they don't want to do that, because they don't So we sit and listen to teachings, but it's just understand their situation, their condition of ob-
  • 15. แสงธรรม 13 Saeng Dhamma scuration. So they keep on wandering in their con- they just go. Wrong view is like that. It delights in fused state. that kind of thing. The stinking and rotten is what If we come across a pile of buffalo dung, we smells good to it. It's bogged down and immersed won't think it's ours and we won't want to pick it in that. up. We will just leave it where it is, because we What's sweet-smelling to a bee is not sweet to know what it is. a fly. The fly doesn't see anything good or valuable It's like that. That's what's good in the way in it and has no craving for it. There is difficulty in of the impure. That which is evil is the food of practice, but in anything we undertake, we have bad people. If you teach them about doing good, to pass through difficulty to reach ease. In Dhar- they're not interested, but prefer to stay as they ma practice, we begin with the truth of dukkha, are, because they don't see the harm in it. With- the pervasive unsatisfactoriness of existence. But out seeing the harm, there's no way things can be as soon as we experience this, we lose heart. We rectified. If you recognize it, then you think, "Oh! don't want to look at it. Dukkha is really the truth, My whole pile of shit doesn't have the value of a but we want to get around it somehow. It's similar small piece of gold!" and then you will want gold to the way we don't like to look at old people, but instead; you won't want the dung anymore. If you prefer to look at those who are young. don't recognize this, you remain the owner of a pile If we don't want to look at dukkha, we will nev- of dung. If you are offered a diamond or a ruby, you er understand dukkha, no matter how many births won't be interested. we go through. Dukkha is noble truth. If we allow That's the "good" of the impure. Gold, jewels, ourselves to face it, then we will start to seek a and diamonds are considered something good in way out of it. If we are trying to go somewhere the realm of humans. The foul and rotten is good and the road is blocked, we will think about how for flies and other insects. If you put perfume on to make a pathway. Working at it day after day, we it, they would all flee. What those with wrong view can get through. When we encounter problems, we consider good is like that. That's the "good" for develop wisdom like this. Without seeing dukkha, those with wrong view, for the defiled. It doesn't we don't really look into and resolve our problems; smell good, but if we tell them it stinks, they'll say we just pass them by indifferently. it's fragrant. They can't reverse this view very easily. My way of training people involves some suf- So it's not easy to teach them. fering, because suffering is the Buddha's path to If you gather fresh flowers, the flies won't be enlightenment. He wanted us to see suffering, and interested in them. Even if you tried to pay them, to see origination, cessation, and the path. This is they wouldn't come. But wherever there's a dead the way out for all the aryas, the awakened ones. animal, wherever there's something rotten, that's If you don't go this way, there is no way out. The where they'll go. You don't need to call them-- only way is knowing suffering, knowing the cause
  • 16. แสงธรรม 14 Saeng Dhamma of suffering, knowing the cessation of suffering, and fering is bad. It's not like that. Suffering is saccad- knowing the path of practice leading to the ces- hamma, truth. If there is suffering in the heart, it sation of suffering. This is the way that the aryas, becomes the cause that makes you think about beginning with stream entry, were able to escape. escaping. It leads you to contemplate. You won't It's necessary to know suffering. sleep so soundly, because you will be intent on investigating to find out what is really going on, try- ing to see causes and their results. Happy people don't develop wisdom. They are asleep. It's like a dog that eats its fill. After that it doesn't want to do anything. It can sleep all day. It won't bark if a burglar comes-- it's too full, too tired. But if you only give it a little food, it will be alert and awake. If someone tries to come sneak- ing around, it will jump up and start barking. Have you seen that? We humans are trapped and imprisoned in this world and have troubles in such abundance, and If we know, we will see it in everything we ex- we are always full of doubts, confusion, and worry. perience. Some people feel that they don't really This is no game. It's really something difficult and suffer much. But practice in Buddhism is for the troublesome. So there's something we need to get purpose of freeing ourselves from suffering. What rid of. According to the way of spiritual cultivation, should we do not to suffer anymore? When dukkha we should give up our bodies, give up ourselves. arises, we should investigate to see the causes of We have to resolve to give our lives. We can see its arising. Then once we know that, we can prac- the example of great renunciants, such as the Bud- tice to remove those causes. Suffering, origination, dha. He was a noble of the warrior caste, but he cessation--in order to bring it to cessation, we have was able to leave it all behind and not turn back. to understand the path of practice. Then once we He was the heir to riches and power, but he could travel the path to fulfillment, dukkha will no longer renounce them. arise. In Buddhism, this is the way out. If we speak the subtle Dharma, most people Opposing our habits creates some suffering. But will be frightened by it. They won't dare to enter generally we are afraid of suffering, and if some- it. Even saying, "Don't do evil," most people can't thing will make us suffer, we don't want to do it. follow this. That's how it is. So I've sought all kinds We are interested in what appears to be good and of means to get this across, and one thing I often beautiful, but we feel that anything involving suf- say is, no matter we are delighted or upset, happy
  • 17. แสงธรรม 15 Saeng Dhamma or suffering, shedding tears or singing songs, never spiders come to stay in it. Lizards come to stay in mind--living in this world, we are living in a cage. it. All sorts of insects and crawling things come to We don't get beyond this condition of being in a stay in it. Snakes may come to live in it. Anything cage. Even if you are rich, you are living in a cage. may come to live in it. It's not only our hall; it's If you are poor, you are living in a cage. If you sing everything's hall. and dance, you're singing and dancing in a cage. If These bodies are the same. They aren't ours. you watch a movie, you're watching it in a cage. People come to stay in and depend on them. Ill- What is this cage? It is the cage of birth, the cage ness, pain, and aging come to reside in them, and of aging, the cage of illness, the cage of death. In we are merely residing along with them. When this way, we are imprisoned in the world. "This is these bodies reach the end of pain and illness mine." "That belongs to me." We don't know what and finally break up and die, that is not us dying. we really are or what we're doing. Actually all we So don't hold on to any of this. Instead you have are doing is accumulating suffering for ourselves. to contemplate the matter, and your grasping will It's not something far away that causes our suffer- gradually be exhausted. When you see correctly, ing, but we don't look at ourselves. However much wrong understanding will stop. happiness and comfort we may have, having been It is birth that has created this burden for us. born we cannot avoid aging, we must fall ill, and But generally, we people can't accept this. We we must die. This is dukkha itself, here and now. think that not being born would be the greatest The time we can be afflicted with pain or illness evil. Dying and not being born would be the worst is always. It can happen at any time. It's like we've thing of all. That's how we view things. We usually stolen something. They could come to arrest us at only think about how much we want in the future. any time because we've done that. That's our situ- And then we desire further, "In the next life, may ation. There is danger and trouble. We exist among I be born among the gods, or may I be born as a harmful things; birth, aging, and illness reign over wealthy person." our lives. We can't go elsewhere and escape them. We're asking for an even heavier burden! But we They can come catch us at any time--it's always a think that will bring happiness. good opportunity for them. So we have to cede this to them and accept the situation. We have To be continued to plead guilty. If we do, the sentence won't be so heavy. If we don't, we suffer enormously. If we plead guilty, they'll go easy on us--we won't be in- carcerated too long. When the body is born, it doesn't belong to anyone. It's like our meditation hall. After it's built,
  • 18. แสงธรรม 16 Saeng Dhamma เรียนพุทธศาสนา ใน ๑๕ นาที บทความพิเศษ โดย.. พุทธทาสภิกขุ นั บตั้งแต่กาลที่โลกว่างเปล่า เริ่มกลายเป็น มนุษย์โลกขึ้น เมื่อหลายแสนปีมาแล้ว มนุษย์ได้ใช้มันสมองแสวงหาความสุขใส่ตน เป็นลำา อัลเลาะห์ ของอิสลาม ต่างสอนให้มอบความเชื่อใน พระเจ้าเหล่านั้นแต่ผู้เดียว ว่าเป็นผู้มีอำานาจเหนือสิ่ง ใดทั้งหมด ทั้งๆ ที่ไม่ต้องรู้ว่า ตัวพระเจ้านั้นเป็นอะไร ดับๆ มาทุกๆ ยุค จนในที่สุดเกิดมีผู้สั่งสอนลัทธิแห่ง กันแน่ และผิดจากหลักธรรมดาโดยประการต่างๆ ความสุขนั้นต่างๆ กัน ตัวผู้สอนเรียกว่า ศาสดา, คำา ต่อมาเมือสองพันปีเศษมาแล้ว ภายหลังแต่พระเจ้า ่ สอนที่สอนเรียกว่า ศาสนา, ผู้ที่ทำาตามคำาสอน เรียก ของศาสนาพราหมณ์ ก่อนแต่พระคริสต์ และพระมูหะมัด ว่า ศาสนิก, ทุกอย่างค่อยแปรมาสู่ความดียิ่งขึ้นทุกที ของชาวยุโรปและอาหรับ พระพุทธเจ้าได้อบตบงเกิดขึน ุ ัิ ั ้ สำาหรับคำาสอนขั้นโลกิยะหรือจรรยา ย่อมสอนมีหลัก ทรงสอนการพึงตนเอง และ ทรงสอนหลักธรรมทางใจใน ่ ตรงกันหมดทุกศาสนา หลักอันนั้นว่า จงอย่าทำาชั่ว จง ขันสูง ผิดกับศาสนาอืนทังหมด คือ ้ ่ ้ ทำาดี ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น ดังที่ทราบกันได้อยู่ทั่วไป หลักกรรม แล้ว แต่ส่วนคำาสอนขั้นสูงสุดที่เกี่ยวกับความสุขทาง ใจอันยิ่งขึ้นไปนั้น สอนไว้ต่างกัน ศาสนาทั้งหลายมีจุด หมายอย่างเดียวกัน เป็นแต่สูงต่ำากว่ากันเท่านั้น ท รงสอนเป็นใจความว่า สุขทุกข์ เป็นผลเกิด มาจากเหตุของมันเอง ได้แก่ การกระทำา ของผู้นั้น ผลเกิดจากการกระทำาของผู้ใด ผู้นั้นต้อง ทุกองค์ศาสดาเว้นจากพระพุทธเจ้า สอนให้ยึด ได้รับอย่างแน่นอน และยุติธรรม ไม่มีใครอาจสับ เอาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งสาวกไม่มีความรู้พิสูจน์ว่าเป็น เปลี่ยน ตัวผู้ทำา กับตัวผู้รับ หรือมีอำานาจเหนือกฎอัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เป็นผู้สร้างโลกและอำานวยสุขแก่ นี้ได้ นี่เรียกว่า ลัทธิกรรม มีเป็นหลักสั้นๆ ว่า สัตว์ สัตว์โลก เป็นที่พึ่งของตน ให้นับถือบูชาสิ่งนั้นโดย ทั้งหลาย มีกรรมเป็นของตน หมุนไปตามอำานาจเก่า ซึ่งในระหว่างนั้นก็ทำากรรมใหม่เพิ่มเข้า อันจะกลาย แน่นแฟ้น ปราศจากการพิสูจน์ ทดลอง แต่อย่าง เป็นกรรมเก่าต่อไปตามลำาดับ เป็นเหตุและผลของกัน ใด เริ่มต้นแต่ยุคที่ถือผี ถือไฟ ถือดวงอาทิตย์ ดวง และกันไม่รู้จักสิ้นสุด คาบเกี่ยวเนื่องกันเหมือนลูกโซ่ จันทร์ และดวงดาวต่างๆ มาจนถึงยุคถือพระเป็นเจ้า ไม่ขาดสาย เช่น พระนารายณ์ และพระพรหม ของศาสนาฮินดู เราเรียกความเกี่ยวพันอันนี้กันว่า สังสารวัฏ หรือ พระยะโฮวา ของศาสนาคริสเตียนและยิว และพระ สายกรรม มันคาบเกี่ยวระหว่างนาทีนี้กับนาทีหน้า
  • 19. แสงธรรม 17 Saeng Dhamma หรือชั่วโมงนี้กับชั่วโมงหน้า วันนี้กับวันหน้า เดือนนี้ ในเมล็ดของมันเอง งอกงามกลายเป็นต้นไม้ใหญ่โต กับเดือนหน้า ปีนี้กับปีหน้า จนถึงชาตินี้กับชาติหน้า ขึ้นได้ รูปธาตุ และนามธาตุนั้น แต่ละอย่างก็ล้วนเกิด สับสน แทรกแซงกันจนรู้ได้ยากว่า อันไหนเป็นเหตุ มาจากการรวมพร้อมของพืชอื่นอีกต่อหนึ่ง เกิดสืบต่อ ของอันไหนแน่ ดูเผินๆ จึงคล้ายกับว่า มีใครคอย กันมาเป็นลำาดับ จนกว่าจะเหมาะสำาหรับผสมกันเข้า บันดาล สายกรรมประจำาบุคคลหนึ่งๆ ย่อมผิดจาก ในรูปใหม่เมื่อใดรูปธาตุในกายนี้ เช่น พืชและเนื้อสัตว์ ของอีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น ต่างคนจึงต่างเป็นไป ซึ่งอาศัยสิ่งอื่นเกิดมาแล้วหลายต่อหลายทอด จนมา ตามแนวกรรมของตน ไม่เหมือนกัน กรรมเป็นเหตุ เป็นเชื้อบำารุงร่างกายนี้ โดยเป็นเชื้อให้เกิดและบำารุง สุขและทุกข์เป็นผลเกิดมาแต่กรรมนั้นๆ ส่วนเล็กที่สุดของร่างกาย (Cell) ที่สำาหรับจะเป็นเนื้อ หนัง กระดูก ผม ขน เล็บ ฟัน โลหิต และอื่นๆ ใน หลักอนัตตา ท ร่างกายเรา ธาตุลมอันเกิดขึ้นจากธรรมชาติส่วนอื่นๆ รงสอนอีกว่า ไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง ไม่มีสิ่งอัน ก็ได้ใช้เป็นลมหายใจเข้าไปบำารุงโลหิต และ สิ่งต่างๆ ควรเรียกได้ว่า ตัวตน สรรพสิ่งไม่มีผู้ใดสร้าง โลหิตเป็นเหตุให้เกิดความอบอุ่นและความร้อนขึ้นได้ เกิดขึ้นแปลกๆ ก็เพราะปัจจัยตามธรรมชาติที่จะต้อง ค่อยๆ แปรไปตามลำาดับ ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เท่านี้ก็พอจะมองเห็นได้ว่า มันอาศัยกัน เกิดขึ้นเป็น โดยไม่อยู่ในอำานาจของใคร เรียกว่า มันเป็นอนัตตา ลำาดับๆ มามากมาย นี้เป็นการเกิดการผสม การแปร หลักอนัตตานี้จึงมีแต่ในพุทธศาสนา ไม่มีในศาสนา ของธรรมชาติฝ่ายรูปธาตุ อื่น อันสอนว่าทุกสิ่งพระเจ้าสร้างขึ้นเป็นตัวตน และ ส่วนนามธาตุนั้น ยิ่งละเอียดมาก นามธาตุอาศัย อยู่ใต้อำานาจพระเจ้า ผู้เป็นเจ้าแห่งตัวตนทั้งหลาย อยู่ได้เฉพาะในรูปธาตุที่ได้ปรับปรุงกันไว้เหมาะเจาะ ทรงสอนว่า ไม่มีตัวตน ซึ่งเที่ยงและยั่งยืน สิ่ง แล้ว และมีหน้าที่บังคับรูปธาตุพร้อมทั้งตนเอง ให้ตั้ง หนึ่งย่อมเกี่ยวเนื่องมาแต่อีกสิ่งหนึ่ง และสิ่งนั้นก็เกิด อยู่หรือเป็นไปต่างๆ ตลอดเวลาที่เข้ามาเนื่องเป็นอัน ทยอยมาแต่สิ่งอื่น แม้สิ่งอื่นนั้นก็เกิดทยอยมาแต่สิ่ง เดียวกัน ควรเปรียบเรื่องนี้ด้วยเครื่องไดนาโมไฟฟ้า อื่นอีก ตั้งต้นมานานซึ่งไม่มีใครกำาหนดได้ และจะ ชิ้นโลหะต่างๆ กว่าจะมาคุมกันเข้าจนเป็นอย่างนี้ได้ เกิดสืบต่อกันไปข้างหน้าอีกเท่าไรแน่ก็กำาหนดมิได้ นั้น ล้วนแต่เกิดจากอุตุนิยมสืบมา ไม่รู้กี่หมื่นกี่แสน เหมือนกัน กฎข้อนี้เป็นไปทำานองเดียวกัน ทั้งสิ่ง ปี จนมนุษย์นำามาปรับปรุงให้เป็นรูปต่างๆ ก็ยังหา ที่มีวิญญาณและที่หาวิญญาณมิได้ สำาหรับสิ่งที่หา มีไฟฟ้าเกิดขึ้นไม่ แต่เมื่อได้ยักย้ายประกอบกันเข้า วิญญาณมิได้ จักยกไว้ เพราะไม่เกี่ยวกับสุขทุกข์ ส่วน จนถูกส่วน พร้อมด้วยอาการหมุน มันจึงปรากฏแรง สิ่งที่มีวิญญาณ เช่น มนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน ทั่วไป ไฟฟ้าอย่างแรงขึ้นได้ ไฟฟ้าบางส่วนนั้นปรากฏขึ้นมา เป็นสิ่งควรเรียนรู้ เพราะเกี่ยวกับสุขทุกข์ในชีวิต จากการหมุนของเครื่อง การหมุนของเครื่องกลับได้ มนุษย์เราเกิดจากการรวมพร้อมแห่งรูปธาตุ (Physi- แรงไฟนั้นเองมาช่วยสนับสนุนในการหมุนบางส่วนก็ cal Element) และนามธาตุ (Mental Element) อัน มี ถ้ามีแต่ชิ้นโลหะก็ดี มีแต่อาการหมุนอย่างเดียวก็ดี มีประจำาอยู่ตามธรรมดาในโลกนี้ เมื่อสองอย่างนี้ ยัง หรือมีแต่กระแสไฟฟ้า อันเป็นธรรมชาติประจำาอยู่ใน ประชุมกันเข้าได้อย่างเหมาะส่วน ก็เป็นมนุษย์ขึ้น เช่น สิ่งต่างๆ ในโลกก็ดี ยังไม่ประชุมกันเข้าได้แล้ว กระแส เดียวกับพืชพรรณไม้ ที่อาศัยดินฟ้าอากาศ และเชื้อ ไฟฟ้าใหม่ จะไม่ปรากฏขึนมาได้เลย ฉันใดก็ฉนนัน รูป ้ ั ้
  • 20. แสงธรรม 18 Saeng Dhamma ธาตุ หรือ ร่างกายนี เปรียบเหมือนเครืองไดนาโม นาม ้ ่ ภายในและภายนอกตนก็ดีว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นไปตาม ธาตุเปรียบเหมือนกระแสไฟฟ้า ได้อาศัยกันกลับไป ความประสงค์ของตนทุกเมือแล้ว จะเกิดเป็นปัญหายุง ่ ่ กลับมา จึงเป็นไปได้ ทังแต่ละอย่างๆ ล้วนต้องอาศัย ้ ยากขึนในใจของผูนน มืดมิดเกินกว่าทีเขาจะสะสางได้ ้ ้ ้ั ่ ความประจวบพร้อมแห่งเครืองประกอบ ซึงเกิดมาแต่ ่ ่ พระองค์จงทรงสอนให้หน่ายและละวางสิงต่างๆ ด้วย ึ ่ สิงอืนหลายทอดด้วยกัน นามธาตุกเกิดสืบมาโดยตรง ่ ่ ็ การไม่ยดถือทางใจ แม้วาตามธรรมดาคนเราจะต้องอิง ึ ่ จากพวกนามธาตุ อิงอาศัยอยูกบรูปธาตุ เมือรวมกันเข้า ่ ั ่ อาศัยสิงนันๆ เพือมีชวตอยู หมายความว่าเราปฏิบติ ่ ้ ่ ีิ ่ ั แล้ว เราสมมติเรียกคนหรือสัตว์ ชือนันชือนี เพือสะดวก ่ ้ ่ ้ ่ ต่อมันให้ถกต้องก็แล้วกัน ู แก่การพูดจา เช่นเดียวกับสมมติเรียกชินโลหะและวัตถุ ้ เมื่อเราไม่เข้าไปผูกใจในสิ่งใด สิ่งนั้นก็ไม่เป็นนาย ต่างๆ ว่าเครืองไดนาโม ยีหอนันยีหอนีเหมือนกัน หลัก ่ ่ ้ ้ ่ ้ ้ บังคับใจเราให้อยาก ให้โกรธ ให้เกลียด ให้กลัว ให้ ของการทีสงต่างๆ เป็นเหตุผลของกันและให้เกิดสืบ ่ ่ิ เหี่ยวแห้ง หรือให้อาลัยถึงมันได้ เราจะอยู่เป็นสุข สาวกันไปนี เป็นปัญหาทีละเอียด ลึกซึง ซึงพระองค์ได้ ้ ่ ้ ่ เมื่อใจหลุดพ้นแล้ว ก็เป็นอันว่าไม่มีอะไรมาทำาให้เรา ทรงตีแตกอย่างทะลุปรุโปร่งในตอนหัวค่าแห่งคืนตรัสรู้ ำ กลับเป็นทุกข์ได้อีกจนตลอดชีวิต การคิดแล้วคิดอีก ทีใต้ตนมหาโพธิทพทธคยาเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท ่ ้ ์ ่ี ุ เพื่อตีปัญหานี้ให้แตกจนใจหลุดพ้นเรียกว่า วิปัสสนา ความรูอนนี ทำาให้พระองค์ทรงรูจกโลกดีพอทีจะตี ้ั ้ ้ั ่ กัมมัฏฐาน และเมื่อใจเราไม่ค่อยยอมคิดให้จริงจัง ลึก ปัญหาทีสองออกได้สบไปว่า มนุษย์เราควรทำาอย่างไร ่ ื ซื้ง เพราะอาจฟุ้งซ่าน ด้วยความรัก ความโกรธ ความ กัน จึงเหมาะแก่โลกซึงมีธรรมชาติเป็นอย่างนี หรือจะ ่ ้ กลัว ความขี้เกียจ หรืออะไรก็ตาม จะต้องทำาการข่ม อยูเป็นสุขในโลกอันมีสภาวะเช่นนีได้? การตีปญหา ่ ้ ั ใจให้ปลอดจากอุปสรรคนั้นๆ เสียก่อน การข่มใจนั้น ข้อสองออกได้สาเร็จผล เกิดเป็นหลักธรรมต่างๆ ที่ ำ เราเรียกกันว่า สมถกัมมัฏฐาน ถ้าไม่มีอุปสรรคเหล่า พระองค์ใช้สอนบริษทในสมัยต่อมานันเอง อันรวมใจ ั ่ นี้ สมถกัมมัฏฐานก็ไม่เป็นของจำาเป็นนัก นอกจาก จะ ความได้สนๆ ว่า สิงซึงเกิดมาจากสิงอืน ซึงไม่เทียง ้ั ่ ่ ่ ่ ่ ่ เข้าฌาน เพื่อความสุขของพระอริยเจ้า เช่นเดียวกับ ถาวร และทังอาการทีสบต่อกันมาก็ไม่ถาวรแล้ว สิงนัน ้ ่ื ่ ้ การหลับนอน เป็นการพักผ่อนอย่างแสนสุขของพวก จะเทียงถาวรอย่างไรได้ ย่อมกระสับกระส่าย โยกโคลง ่ เราๆ เหมือนกัน คำาสั่งสอนส่วนมากของพระองค์ เรา แปรปรวนไปตามกัน สิงทีแปรปรวน ไม่คงที ย่อมก่อให้่ ่ ่ จึงพบแต่วิปัสสนากัมมัฏฐานเป็นส่วนใหญ่ เกิดภาวะชนิดทีทนได้ยาก คือทำาให้เจ้าของได้รบความ ่ ั ไม่พอใจ เสียใจ และเป็นทุกข์ เมือมันแปรปรวนและ ่ ความยึดถือ หรืออุปาทาน เป็นทุกข์อยูอย่างนีแล้ว ่ ้ มนุษย์จึงไม่ควรฝืนธรรมดา สะเออะเข้าไปรับ เอาความทุกข์นั้น โดยเข้าใจอ้างตัวเอง เป็นเจ้าของ เ ราจะมองเห็นอย่างแจ่มแจ้งได้แล้วว่า สภาพ แห่งทุกข์มีอยู่ในโลกนี้จริง แต่บุคคลผู้จะรับ ทุกข์นั้นหามีไม่ ถ้าหากเขาจะไม่หลงเข้าไปรับเอา ร่างกายนี้และร่างกายอื่น มันไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ ด้วยความเข้าใจผิดว่า สิ่งนั้นเป็นสุขและอยากได้ หรือ กรรมสิทธิ์ของเรา เห็นได้ตรงที่ไม่อยู่ในอำานาจเรา หวงแหนจนเกิดการยึดมั่น หรือเข้าใจไปว่า ทั้งมัน เราไม่ได้ทามันขึน นอกจากอำานาจธรรมชาติแห่งนาม ำ ้ ทั้งเขาเป็นตัวตนที่จะอยู่ในอำานาจของตนได้ทุกอย่าง และรูปเท่านัน ผูทเข้าไปผูกใจในสิงต่างๆ ทังทีเป็นของ ้ ้ ่ี ่ ้ ่ ตามแต่จะปรารถนา คิดดูกเป็นการน่าขันและน่าสลดใจ ็
  • 21. แสงธรรม 19 Saeng Dhamma อย่างไม่มทเปรียบ ทีเราพากันสมมติเอาสิงทีพระพุทธ ี ่ี ่ ่ ่ อันมีพร้อมทั้งสัญญาและใจ ฉันได้บัญญัติ โลก องค์ทรงตรัสว่า "ว่างเปล่า" ให้เป็นตัวเป็นตนขึน แล้ว ้ (คือความทุกข์), ได้บัญญัติโลกสมุทัย (คือ เหตุ ทำาใจตัวเองให้ดนรน ก่อความยุงยากให้เกิดขึนในใจ ้ิ ่ ้ ให้เกิดทุกข์), ได้บัญญัติโลกนิโรธ (คือความดับ รัก โกรธ เกลียด กลัว ไปตามฉากแห่งความแปรปรวน ไม่เหลือแห่งทุกข์), และได้บัญญัติโลกนิโรธคามิ ของสิงนันๆ ซึงทีแท้มนเป็นของ "ว่างเปล่า" อยูตลอด ่ ้ ่ ่ ั ่ นีปฏิปทา (คือการทำาเพื่อให้ถึงความดับไม่เหลือ เวลา ตามทีพระองค์ตรัสไว้นนเอง ่ ่ั แห่งทุกข์นั้น) ไว้" คำาว่า "ว่างเปล่า" ในที่นี้ คือ ไม่มีแก่นสาร ตัว ในที่นี้ตรัสเรียก สภาพธรรมดา อันเต็มไปด้วย ตน ที่จะมายืนยันกับเราว่า เอาอย่างนั้น อย่าง ทุกข์ว่า โลก, เรียก ความอยาก ทะเยอทะยาน นี้กันได้ เพราะของทุกอย่างล้วนแต่มีสิ่งอื่นปรุงแต่ง ของสัตว์โลก เพราะความยึดมั่น เข้าใจผิดว่า เหตุ ค้ำาจุนกันมาเป็นทอดๆ จึงตั้งอยู่ได้พร้อมกับการ ให้เกิดโลก, เรียก การดับความอยากเสียแล้ว อยู่ ค่อยๆ แปรไป สิ่งที่สิ่งอื่นปรุงแต่งจึงเป็นของว่างเปล่า สงบเป็นสุขใจ เพราะไม่ยึดมั่น และเข้าใจถูก ใน ไม่มีน้ำาหนัก ไม่มีอิสระแก่ตน ใครจะเอาสัญญามั่น สิ่งต่างๆ ว่า เป็นที่ดับของโลก, และทรงเรียก เหมาะกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรได้ ในเมื่อทั้งผู้ถือสัญญา มรรคมีองค์แปดประการว่า เป็นวิธีให้ถึงความ และผู้ ใ ห้ สั ญ ญาก็ ล้ ว นแต่ ไ ม่ มี ค วามเป็ น ใหญ่ แ ก่ ต น ดับของโลกนั้น อันเป็นสิ่งที่สัตว์ทุกคนควรกระทำา หรือมีความเป็นตัวเป็นตนไปตามๆ กันทั้งนั้น ผู้ที่ขืน เป็นหน้าที่ประจำาชีวิตของตนๆ ตามนัยนี้ เป็นอันว่า เข้าไปสัญญาหรือยึดมั่นในสัญญา ก็เท่ากับเอาความ หลั ก ใหญ่ ข องพุ ท ธศาสนาคื อ การสอนให้ ดั บ ทุ ก ข์ ว่างเปล่าไปผูกพันกับความว่าง จะได้ผลอันพึงใจจาก ภายในใจ ด้วยการศึกษาหาความจริงในกายตน และ อะไรเล่า ทั้งนี้ ก็เพราะการหลงยึดมั่นของว่างขึ้นเป็น หยั่งรู้ไปถึงสิ่งและบุคคลที่แวดล้อมตนอยู่ตามเป็นจริง ตัวตน เราเรียกกันว่า อุปาทาน วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่ง ไม่ติดมั่น จนเกิดทุกข์ เพราะเห็นกฎแห่งอนัตตา แล้ว ความยึดมั่นนั้น เรียกว่า อุปาทานขันธ์ มีห้าอย่าง คือ มีใจปลอดโปร่งสบาย การไม่ยึดมั่นว่า เป็นตัวตน อัน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เพราะฉะนั้น จะก่อให้เกิดการเห็นแก่ตนนั้น เป็นประโยชน์ทั้งแก่ จึงตรัสรู้ว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น อัน ตนและผู้อื่นหรือแก่โลกทั้งสิ้น เป็นทุกข์ คือตนเองจะเป็นผู้มีความสุขสงบ เยือกเย็นแสนจะ เย็น ส่วนผู้อื่นนั้น นอกจากไม่ถูกผู้นั้นมาเบียดเบียน หลักอริยสัจ แล้ว ยังอาจประพฤติตามเขา จนได้รับความสุขอย่าง เ ราจะเรี ย นรู้ ห ลั ก ความจริ ง เหล่ า นี้ ไ ด้ จ าก โรงเรียนคือร่างกายเรานี้เท่านั้น ของใครก็ของ มัน ต้องอาศัยร่างกายเป็นที่ค้นหาความจริง เป็นครู เดียว ไฟทุกข์ของโลกจะดับสนิท หลักธรรมทั้งหลาย แม้จะมีชื่อเรียกต่างๆ กันหมดนั้น รวมลงได้ในหลัก คือ ความดับทุกข์ทั้งสิ้น ความรู้ชนิดนี้ ย่อมนำาให้ สอนความจริง เพราะในร่างกายนี้ มีลักษณะพร้อม ทั้ง เกิดความเมตตาสงสารเพื่อนที่กำาลังอยู่ในทะเลแห่ง เหตุและผล พอเพียงที่จะให้เราศึกษาหาความรู้ และ สังสารวัฏด้วยกันอย่างแรงกล้า เพราะฉะนั้น เป็นอัน ทำาความมั่นใจให้แก่เราได้ พระองค์จึงตรัสไว้ว่า ไม่ต้องกล่าวก็ได้ว่า เมตตาเป็นหลักอันสำาคัญในพุทธ "...แน่ะเธอ! ในร่างกาย ที่ยาววาหนึ่งนี้นั่นเอง ศาสนานี้ด้วยอีกประการหนึ่ง
  • 22. แสงธรรม 20 Saeng Dhamma หลักโลกิยะและโลกุตตระ มาแล้ว ตลอดสังสารวัฏอันยาวยืด ซ้ำาซาก ไม่มีที่สิ้น ผู้ สำาคัญในสิงว่างเปล่า ว่าเป็นแก่นสาร ก็คอผูหลง ่ หรือเรียกตรงๆ อีกอย่างหนึงว่า ผูปลูกสร้าง ่ ฉางบรรจุความทุกข์ไว้สาหรับตน และนันคือปกติหรือ ำ ่ ้ ื ้ สุดลงได้ จนกว่าเราจะรู้เท่าทันมัน ดวงใจอันข้ามขึ้น อยู่เหนือโลกเช่นนี้เรียกว่า โลกุตตรจิต ภาวะที่เป็น เช่นนั้น เรียกว่า โลกุตตรธรรม โลกุตตรวิสัย, หรือ ธรรมดาของมนุษย์ทงโลก ทีเรียกว่ายังอยูในวิสยโลกิยะ ้ั ่ ่ ั โลกุตตรภูมิ ไม่ใช่โลกุตตระ คือ ผูพนจากโลก ด้วยน้าใจ บางสมัย ้ ้ ำ ในวงแห่งศาสนาอื่นๆ เมื่อศาสนิกใกล้จะตาย ย่อม หรือบางเรือง ผูแสวงหาทุกข์มาใส่ตน ได้มาก กลับได้รบ ่ ้ ั ร้องว่า “สวรรค์! พระเจ้า!” แต่สำาหรับพุทธศาสนิก ความยกย่องนับถือ ทังนี เพราะพากันหลงในสิงทียงไม่รู้ ้ ้ ่ ่ั ที่แท้จริงจะร้องว่า “ความดับสนิท อย่างไม่มีเหลือ จักมันดีและนับถือโลกิยะ คนยากจน ซึงมีอยูเป็นส่วนมาก ่ ่ เป็นเชื้ออีกต่อไป!” นี้แสดงว่า เขาเหล่าโน้น ยัง ทะเยอทะยานในเงินทองของมหาเศรษฐีอย่างแรงกล้า อยากอยู่ในโลก - โลกสวรรค์ หรือ โลกพระเจ้า ส่วน แต่มหาเศรษฐีนน ไม่ได้ทะเยอทะยานหรือรูสกอะไรกีมาก ้ั ้ึ ่ พุทธศาสนิก มีจุดหมายปลายทาง คือ ความดับไม่มี น้อยในเงินทอง ของตนเองเลย เป็นแต่ทะเยอทะยานต่อ เหลือ, โลกุตตระ จึงมีแต่ในพุทธศาสนาเท่านั้น ส่วนทีมากขึน ไปกว่านันอีก ส่วนความหนักใจ ความหวัน ่ ้ ้ ่ เมื่อมนุษย์ยังเป็นป่าเถื่อน, รู้จักและปรารถนา ใจ เมือคิด เทียบส่วนแล้ว ย่อมมีเสมอกันไปหมด มันมี ่ ความสุขอย่างสูงสุด เพียงการได้กิน ได้เสพของ ส่วนมากน้อยเท่ากับทีตนสมมติเอาความว่างเปล่าขึนเป็น ่ ้ อร่อยๆ พออิ่มไปขณะหนึ่งๆ เท่านั้น แต่ความคิด ตัว เป็นตน ตามมากและน้อยเพียงไร ใครสมมติขนมาก ้ึ ของมนุษย์ ในอันแสวงหาความสุขที่ยิ่งขึ้นไป ไม่ได้ ก็ตองแบกไว้มาก และหนักกว่า! พระพุทธเจ้าเอง ก็เคย ้ หยุดเฉยอยู่ นานเข้าค่อยมีความเห็นแปรไปสู่ภาวะ ทรงแบกก้อนหินอันหนักนี แต่แล้วกลับทรงสลัดทิงเสีย!! ้ ้ ที่สูงขึ้นจนรู้จักและปรารถนาทรัพย์สมบัติแว่นแคว้น เพราะพระองค์ทรงค้นพบว่า มันคือความทุกข์ ปรารถนากามสุขจนถึงสวรรค์ อันเป็นที่สุดยอดของ ทรมานของผู้เข้าใจผิด หลงเข้าไปยึดถือ เป็นของน่า กาม นานต่อมามีพวกหัวคิดสูงเห็นว่า สุขในกาม ก็ยัง สะอิดสะเอียน และตรงกันข้ามกลับเป็นของเบาสบาย เป็นของเสียดแทงหัวใจ เท่าๆ กับความหวานอร่อย สำาหรับผู้ไม่หลงยึดถือ หรือสลัดทิ้งเสียได้แล้ว นี้เรียก ของมัน เลยนึกหาความสุขอันสูงขึ้นไป และได้ยึดเอา ว่า ทรงค้นพบโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้น พุทธศาสนา ว่า ความมีความเป็นแห่งชีวิตที่ปราศจากกาม เป็น ก็คือคำาสอนให้สลัดความทุกข์ออกทิ้งเสีย ให้พ้น ยอดสุด คือ ความเป็นพรหมนั่นเอง และบัญญัติขึ้น จากความทุกข์ อันเป็นของมีประจำาอยู่ในโลกแต่ ในยุคนั้นว่า ความเป็นพรหมนั่นแหละเป็นนิพพาน คำา อย่างเดียว ไม่หลงประกอบทุกข์ขึ้นแบกไว้ ไม่ใช่ ว่า นิพพาน ที่แปลตามศัพท์ว่า ปราศจากการเสียด ให้อ่อนแอร้องขอแต่ความสุข ทั้งที่ไม่รู้จักทุกข์ แทง ได้เกิดมีขึ้นแต่ครั้งนั้น และสลัดมันออกไปเสีย โดยรู้ว่า ภาวะที่หมดทุกข์ ต่อมาอีกนาน พระพุทธเจ้าอุบตขนและทรงค้นพบ ั ิ ้ึ นั่นแล เป็นความสุขที่แท้, มันเป็นการกระทำาชีวิต ว่า ภาวะแห่งพรหมก็จกไม่เทียง แปรปรวน และแตกดับ ั ่ ให้กลับกลายมาเป็นอิสระจากสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ตาม เช่นเดียวกับสิงทีตากว่าอืนๆ จะเรียกว่านิพพานหา ่ ่ ำ่ ่ ธรรมชาติอันยั่วยวนใจในโลก ภายหลังจากที่เราเอง ได้ไม่ ยังเสียดแทงอยูอย่างละเอียด เพราะยังมีความ ่ ได้ยอมตนเข้าไปเป็นทาสด้วยความโง่อย่างยิ่งของเรา สำาคัญว่าตัวตนอยู จะต้องเสียดแทงใจ ในเมือมัน ่ ่
  • 23. แสงธรรม 21 Saeng Dhamma แตกดับเพราะยังมีความอยาก ความปรารถนาในทางที่ พิสูจน์ และต้องเชื่อ สัจจะย่อมไม่ตาย! แม้ไม่ใช่กามก็จริง ตัณหายังมีอยู จึงทรงบัญญัต ความ ่ ิ คำาว่า วิทยาศาสตร์ ในที่นี้หมายถึง วิชา ดับไม่เหลือเป็นตัวตนสำาหรับยึดถืออีกต่อไปว่า เป็นตัว (Science) ที่แท้จริงทุกๆ อย่าง ไม่เฉพาะแต่การ นิพพาน อันแท้จริง อันจะไม่มใครมาบัญญัต ความสุข ี ิ แยกธาตุ (Chemistry) เท่านั้น แม้คณิตศาสตร์ ให้สงกว่านีขนไปได้อก โลกุตตรธรรม หรือ นิพพาน ู ้ ้ึ ี (Mathematics) ก็เป็นวิทยาศาสตร์ในที่นี้ด้วย ถ้า ทีแท้จริง จะมีแต่ในพุทธศาสนา นอกนัน ยังอยูในวิสย ่ ้ ่ ั ท่านสงสัยว่า วิชาเลข หรือ คณิตศาสตร์ จะทนต่อ โลกทังสิน ต่างกันสักว่าชือ เป็นมนุษย์โลกบ้าง เทวโลก ้ ้ ่ พิสูจน์ได้เหมือนพุทธศาสนาอย่างไร ก็จงลองคิด บ้าง พรหมโลกบ้าง ดูอย่างง่ายๆ ที่สุดว่า ๒+๓=๕ เป็นต้นนี้ มันเป็น ความจริงเพียงไร มีใครบ้างที่อาจพิสูจน์ให้เห็นได้ พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ห ว่า ๒ บวก ๓ ได้ผลเป็นอย่างอื่นนอกจาก ๕ ใครจะ ลักแห่งพุทธศาสนา แปลกจากศาสนาอื่น พิสูจน์โดยวิธีไร กี่ร้อยกี่พันเท่าก็ตาม มันยังคงเป็น ทั้งหลาย โดยเป็นศาสนาแห่งวิชาความรู้ ๒+๓=๕ อยู่เสมอ เป็นหลักที่แข็งแรง ยิ่งกว่าภูเขา ที่ทนต่อการพิสูจน์ของใครๆ ได้ทั้งสิ้น ดังที่ตรัสไว้ หินแท่งทึบอันอาจหวั่นไหวได้โดยธรรมชาติ หรือ ว่า ธรรมในพุทธศาสนา ย่อมทนต่อการพิสูจน์ อุตุนิยมแปรปรวน หลักความจริงแห่งวิทยาศาสตร์ ได้ คือท้าให้ใครพิสูจน์ได้ทุกอย่าง จนผู้พิสูจน์ เหล่านี้มั่นคง มีอุปมาฉันใด พุทธศาสนาก็มีหลัก พ่ายแพ้ภัยตัวเอง หมดมานะ กลับใจ ยอมนับถือ แห่งความจริงหนักแน่นมั่นคง ฉันนั้น พุทธศาสนา คำาที่กล่าวกันว่า พุทธศาสนาเหมือนกัน แม้จะขนเอาการแยกธาตุ และตรวจค้นพิสูจน์ หรือเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์นั้น มีผู้ตีความกันว่า อย่างที่เรียกว่า วิทยาศาสตร์แผนใหม่ทั้งหมดมาเป็น เพราะพุทธศาสนาแยกสังขารร่างกายออกวิเคราะห์ เครื่องมือพิสูจน์ ก็ไม่อาจพิสูจน์พุทธศาสนาให้เศร้า หาความจริง เช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์แผนปัจจุบัน หมองไปได้ เช่น พิธีต่างๆ เป็นต้น มาพิสูจน์ในนามว่า แยกธาตุต่างๆ ออกหาคุณสมบัติชั้นละเอียด พุทธศาสนาก็แล้วกัน ความจริงหรือพุทธศาสนา จะ ข้าพเจ้าเห็นว่า คำากล่าวนั้น ยังไม่เพียงพอกับ ยังคงอยู่ชั่วโลก ไม่มีสมัยหรือขีดขั้นกำาหนดเวลาอายุ คุณค่าอันสูงสุดแท้จริงของพุทธศาสนา เพราะถ้ากล่าว เพราะเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติ เพื่อชำานะธรรมชาติ เช่นนันแล้ว วิชาสรีรศาสตร์ หรือ แพทย์ศาสตร์ อันเกียว ้ ่ ด้วยความจริง เช่นนี้ยังมิเป็นเครื่องชี้อันเด่นชัดว่า กับการแยกตรวจร่างกาย ก็จะกลายเป็นพุทธศาสนาไป พุทธศาสนาเข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์ ซึ่งโลกปัจจุบัน ส่วนหนึงด้วย ที่แท้ควรกล่าวว่า เหมือนกันโดยที่ ่ ย่อมบูชาอย่างสนิททั่วหน้า โดยลักษณาการอย่างไร หลักวิทยาศาสตร์ ก็ทนต่อการพิสูจน์ อาจ เจียวหรือ? และข้อสำาคัญที่สุดก็คือ เมื่อมีแต่พุทธ ทำาการพิสูจน์ให้ดูเองหรือยอมให้ใครพิสูจน์ได้ ศาสนาเท่ า นั้ น ที่ เข้ า กั น ได้ กั บ วิ ท ยาศาสตร์ ข องโลก ทุกท่า ทุกทาง จนเขาหมดท่าจะพิสูจน์ เพื่อ แล้ว จะยังมีศาสนาไหนอีกเล่า ที่จะเป็นศาสนาแห่ง โต้แย้งอีกต่อไป และหมดความสงสัย เช่น สากลโลก นอกจากพุทธศาสนา? เดียวกับพุทธศาสนา ยอมให้ใครเพ่งพิสูจน์ซัก ไซร้อย่างไรก็ได้ ยอมทนอยู่ได้ จนเขาหมดวิธี
  • 24. แสงธรรม 22 Saeng Dhamma ขอเชิญทุกท่านร่วมนมัสการพระสารีรกธาตุ ณ อุโบสถ วัดไทยฯ ดี.ซี. ิ Those who are interested in Thai Theravada Buddhism and mem- bers of the general public are cordially invited to Wat Thai, D.C., Temple to pay their respect to or simply view the Buddha relics on display in the chanting hall. ปฏิบัติธรรมเดือนมีนาคม ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน,ดี.ซี. วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม 2553 น�าปฏิบัติโดย...หลวงตาชี พระมหาถนัด อตฺถจารี และคณะ All are welcome to participate in the next retreat which will be held on March 13th, 2010.
  • 25. แสงธรรม 23 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากวัดไทย พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) คนดีมีธรรม–คนระยำ�มีกิเลส (ธรรม) ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ภวนฺติ ติทิเว สมา. กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล คนงานชั้นต่ํา ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว ย่อมเสมอกันในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ (กิเลส) โลโภ โทโส จ โมโห จ ปุริสํ ปาปเจตสํ หึสนฺติ อตฺตสมฺภูตา ตจสารํว สมฺผลํ. โลภะ โทสะ โมหะ เกิดจากตัวเอง ย่อมเบียดเบียนผู้มีใจชั่ว ดุจขุยไผ่ฆ่าต้นไผ่ ฉะนั้น ประเด็นแรก เรามาทำาความเข้าใจในเรื่องของ นี้แสดงให้เห็นว่า โครงสร้างอันสำาคัญของชีวิตคือ คำาว่า “ธรรม” กันเสียก่อน ธรรมะมีนัยและความ “ความดี” ชีวิตที่ปราศจาก “ความดี” ก็เหมือน หมายอันกว้างขวาง แต่เพื่อความเข้าใจง่ายสำาหรับ กับโครงกระดูก ไม่มีประโยชน์อะไร คนทั่วไป และสะดวกต่อการจดจำาและนำาไปปฏิบัติ มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษา ต่างก็ปรารถนาอยาก ขอสรุปเอาง่ายๆ ว่า ธรรมะนั้นได้แก่ “ความดี, เป็นคนดีดวยกันทังนัน คำาสอนของพระศาสดาแต่ละ ้ ้ ้ ความถูกต้อง, และความสัตย์จริง” เราจะได้ยิน ศาสนา ต่างก็มุ่งสอนคนให้เป็นคนดีด้วยกันทั้งนั้น ได้ฟงผูหลักผูใหญ่สอนลูกสอนหลาน ครูบาอาจารย์ ั ้ ้ ดังนั้น ความดีจึงเป็นของสากล สำาหรับมนุษย์ทุก สอนลูกศิษย์ว่า ขอให้ทุกคนพากันบำาเพ็ญแต่ความ รูปทุกนาม ความดีก็คือธรรมะ ธรรมะก็คือความดี ดี มีความถูกต้อง และความจริง คนที่ทำาดี ความ คนดีมีธรรมก็คือคนมีความดี คนสนใจใฝ่หาความดี ถูกต้อง และความจริง ตกน้ำาไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ มาเป็นสมบัติของคน คนสนใจใฝ่หาความดี ได้ชื่อ
  • 26. แสงธรรม 24 Saeng Dhamma ว่า “คนดีมีธรรม” เมื่อมีธรรม มีความดี ก็ดำาเนิน ฝนและแดด ฝนจะตกแดดจะออก คนมีรมก็สบายใจ ่ ชีวิตไปตามครรลองของพระธรรมและความดีนั้น คลายกังวล ไม่ทรนทุรายเพราะสายฝนและแสงแดด ุ โดยสม่ำาเสมอไม่ขาดสาย ผลสุดท้าย ก็จะประสบ จะแผดเผา ฝนตกยกร่มขึนกาง แดดออกถ่างร่มออก ้ กับความเจริญ และความปลอดภัยในชีวิตสมกับคำา กั้น เท่านั้นแหละตนเองก็ปลอดภัยไปไหนมาไหน ว่า “คนดี มีธรรม” ได้สะดวกสบาย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนที่ทำา ธรรมะ คือความดี ความ แต่ความดีก็เหมือนกัน ไม่ว่า ถูกต้อง ความจริง สิ่งทั้งสาม เขาจะอยู่ที่ไหน บ่ายหน้าไป นี้ เมื่อบุคคลประพฤติปฏิบัติ ทางทิศไหน ประกอบกิจการ ดี แ ล้ ว ก็ เ หมื อ นหนึ่ง ว่ า เป็ น งานอะไร ก็มีความปลอดภัย เกราะ (ธมฺมทีปํ) ป้องกันตัว ทุกอย่าง ดังนัน ความดีจงเป็น ้ ึ ได้เป็นอย่างดี เป็นทีพงทีอาศัย ่ ่ึ ่ เสน่ห์มหานิยมเป็นทั้งอำานาจ อันประเสริฐ และปลอดภัย คน วาสนา สามารถบั น ดาลทุ ก เราน่าจะพากันสนใจ เอาใจใส่ สิ่งทุกอย่าง ที่เราต้องการให้ ใฝ่ใจในการศึกษาธรรม ปฏิบติ ั สำ า เร็ จ ได้ ดั ง ใจปรารถนาทุ ก ธรรมกันบ้าง อย่าอ้างว่าธรรมะ ประการ ไม่เกียว เดียวจะเสียใจในภาย ่ ๋ ประเด็นต่อไป เข้าสู่หัวข้อ หลัง เกิดมากับเขาทั้งที ต้อง “คนดีมีธรรม” คนดีมีธรรม พากันทำาความดี ความถูกต้อง นั้ น หมายความว่ า อย่ า งไร และความจริงเอาไว้ จะได้ชอว่า ่ื ทำาไมคนดีจงต้องมีธรรม คนดี ึ เป็นคนสมบูรณ์ดวยธรรมและเป็นการสร้างความดีอน ้ ั ตามหลักของพระพุทธศาสนานัน ต้องเป็นคนมีธรรม ้ ล้าค่าฝากไว้ให้อนุชนรุนหลังเอาอย่างกันต่อไป เข้า ำ ่ ถ้าไม่มีธรรมก็เป็นคนดีไม่ได้ คำาว่า “มีธรรม” ในที่ หลัก “ทำาดีไว้ให้ลก ทำาถูกไว้ให้หลาน” ู นี้ ได้แก่มีธรรมประจำาใจ เป็นผู้ประพฤติธรรมเป็น การทำาความดีตามหลักของพระพุทธศาสนานัน ้ ปกติสม่าเสมอไม่ขาดสายเรียกว่า “ธรรมวิหารี” มี ำ ไม่จาเป็นจะต้องไปลงทุนลงรอนอะไรกัน เพียงแต่มี ำ ธรรมเป็นที่อยู่อาศัย เป็น “ธรรมจารี” ผู้ประพฤติ จิตใจรักในความดีเท่านันแหละ ก็ทาความดีได้ทนที ้ ำ ั ธรรมเป็นปกติ มีชีวิตอยู่คู่ธรรม มีธรรมคู่ชีวิต เข้า ในที่ทุกสถานและในกาลทุกเมื่อ จงพากันทำาแต่ หลัก:- ความดีกันเถิด คนทำาดีตกน้ำาไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ มีพระธรรม คู่ชีวิต พิชิตโลก ชีวิตจะมีความปลอดภัย ต้องอาศัยการทำาความดี ไม่ทุกข์โศก อยู่เหนือโลก ไร้ปัญหา เป็นหลักประกัน เหมือนคนมีร่มคันใหญ่อยู่ในมือ ครองชีวิต อยู่ในโลก ด้วยปัญญา ถือไปไหนมาไหน เพือความปลอดภัยในการป้องกัน ่ ไร้ปัญหา สงบเย็น เห็นนิพพาน
  • 27. แสงธรรม 25 Saeng Dhamma ขอทำาความเข้าใจในเรื่อง “คนดี” อีกสักเล็ก เรืองนี พระพุทธเจ้าตรัสสอนภิกษุทงหลายว่า “ภิกษุ ่ ้ ั้ น้อย คือคนในสังคมทุกวันนี้ มีความเข้าใจในเรื่อง ทังหลาย ใบไม้ในป่านีมมากมาย แต่จะนำามาใช้ ้ ้ ี “คนดี” ผิดไปจากความหมายเดิม ความหมายเดิม ให้เกิดประโยชน์นั้นมีเพียงกำามือเดียว” เท่านั้น “คนดี” ต้องมีธรรม แต่ในปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ ตามพระดำารัสนี้ชี้ให้เห็นว่าธรรมะนั้นมีมากมาย แต่ เข้าใจว่า “คนดี” คือคนมีอำานาจเงินและอำานาจ ควรนำามาใช้เฉพาะที่ดับทุกข์ได้เท่านั้น รัฐ จึงจะจัดว่าเป็นคนดี คนยากคนจน คนไม่มีเงิน ขอยกตัวอย่างให้เห็นเป็นเรืองๆ ดังต่อไปนี คนดี ่ ้ ปราศจากอำานาจเป็นใหญ่ในบ้านเมือง จะเป็นคนดี มี “อุปการะมาก ๒ อย่าง” คือ สติ ความระลึกได้ ได้อย่างไร ต้องเป็นคนระดับคฤหบดี เศรษฐี มหา คือระลึกก่อนจะทำา ก่อนจะพูด ก่อนจะคิด ก่อนจะ เศรษฐี และมีตำาแหน่งหน้าที่, บริหารประเทศชาติ ประกอบกิจอะไรลงไป ก็ให้มสติ คนโบราณกล่าวว่า ี บ้านเมืองเท่านั้นจึงจะเข้าขั้นเป็น “คนดี” ได้ ความ “ให้คดหน้าคิดหลัง” หยังถึงผลได้ผลเสียก่อนแล้ว ิ ่ เข้าใจเช่นนี้ เป็นความเข้าใจที่ผิดไปจากความจริง จึงทำา จึงพูด จึงคิด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด ความจริงแล้วคนดีต้องมีธรรมประจำาใจ ถ้าคนใดมี ในการทำา การพูด การคิดนั้น ในการปฏิบัติธรรม แต่อำานาจเงินและอำานาจรัฐ แต่จิตใจเต็มอัดไปด้วย ขั้นสูง สตินั้น ได้แก่การรู้ทัน รู้ทันอะไร รู้ทันกิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลงแล้ว จะเป็นคนดี ประเภทต่างๆ รู้ทันความโลภ รู้ทันความโกรธ รู้ทัน ไม่ได้ตามหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา แต่ถ้า ความหลง เมื่อรู้เท่าทัน ก็ป้องกันกิเลสตัณหา ไม่ให้ คนมีอำานาจและอำานาจรัฐนั้น เขามีจิตใจประกอบ เข้ามาครอบครองจิตใจเราได้ ส่วนสัมปชัญญะนั้น ด้วยธรรม พฤติกรรมที่แสดงออกมาทางกาย ทาง ได้แก่ความรู้ตัวที่พร้อมตลอดเวลาว่า ขณะนี้ วาจา และทางใจ เป็นไปในทางสุจริต เขาก็เป็นคน เรากำาลังทำา กำาลังพูด กำาลังคิดอะไรอยู่ เมื่อรู้ตัว ดีได้ ไม่มีปัญหาอะไร ก็ขอให้ชาวประชาทั้งหลาย อยู่เช่นนี้ การทำา การพูด การคิด ก็จะไม่ผิดพลาด เข้าใจ “คนดี มีธรรม” ดังที่กล่าวนี้ เสียหาย คนดีมธรรมทังสองนีแล้วจะเป็นคนมีความ ี ้ ้ ประเด็นต่อไป “คนดีมีธรรม” นั้น ได้แก่มี เจริญก้าวหน้าในชีวิต ธรรมอะไร มีธรรมประเภทไหน เพราะว่าธรรมนั้น ตัวอย่างที่สอง คนดีมีธรรม คือมี “โลกปาล มีมากมายหลายอย่าง มีประเภทต่างๆ เหลือที่จะ ธรรม” คือธรรมคุ้มครองโลก คือ “หิริ” ความ พรรณนา กล่าวกันว่ามีถึงแปดหมื่นสี่พันพระธรรม ละอายแก่ใจ คือละอายบาป ละอายความชั่ว ขันธ์ แล้วอย่างนี้จะให้มีธรรมทั้งหมดอย่างนั้นหรือ “โอตตัปปะ” ความเกรงกลัวต่อบาป ต่ออกุศล จึงจะถือว่าคนมีธรรม ในประเด็นนี เราไม่จาเป็นต้อง ้ ำ เกรงกลัวต่อผลของบาป ของความชั่ว กลัวว่า มีทั้งหมดหรอก ขอบอกให้เข้าใจว่า เราจะมีธรรม เมื่อทำาชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว ผลชั่วจะตามมาแผดเผาให้ หมวดไหน ประเภทไหนก็ได้ เพราะธรรมที่จะนำา เร่าร้อนในภายหลัง ระวังอย่าให้เกิดความประมาท มาใช้ให้เกิดประโยชน์นั้นมีเพียงกำามือเดียวเท่านั้น พลั้งพลาดปราชญ์ท่านเตือนว่า เวลาทำาชั่วก็ให้มี ดังทีทานผูรกล่าวว่า “ธรรมกำามือเดียว” เกียวกับ ่ ่ ้ ู้ ่ ความละอายระงับกายไว้ได้ไม่ให้ทำาความชั่ว เวลา
  • 28. แสงธรรม 26 Saeng Dhamma จะพูดชั่ว ก็ให้ละอายระงับปากไว้ได้ไม่ให้พูดชั่ว สังคมหาความสงบสุขมิได้ ละอายกันหน่อยซิ กลัว เวลาจะคิดชัว ก็ให้ละอายระงับใจไว้ได้ไม่ให้คดชัว นี่ ่ ิ ่ ความชั่วกันบ้างเถิดท่านทั้งหลาย สังคมจะได้ผ่อน คือลักษณะของ “หิร” ความละอายแก่ใจ คือมันเกิด ิ คลายจากความทุกข์ ความเดือดร้อนกันได้บ้าง ขึนในใจจริงๆ ส่วน “โอตตัปปะ” ความเกรงกลัวนัน ้ ้ อีกประการหนึง หิร ความละอายแก่ใจ โอตตัปปะ ่ ิ ก็คอเกรงกลัวบาป เกรงกลัวความชัว เวลาจะทำาชัวก็ ื ่ ่ ความกลัวต่อความชัวท่านเรียกว่า “เทวธรรม” คือ ่ เกิดความกลัวขึนมาในใจ ระงับกายไม่ให้ทาความชัว ้ ำ ่ ธรรมที่ทำาให้คนเป็น “เทวดา” คนไหนมีหิริ ความ เวลาจะพูดชัวก็กลัวขึนมาในใจ ระงับปากไว้ไม่ให้พด ่ ้ ู ละอายต่อบาป มีโอตตัปปะ ความกลัวต่อความชั่ว ชั่ว เวลาจะคิดชั่ว ก็กลัวขึ้นมาในใจ ไม่กล้าทำาชั่ว ไม่กล้าพูดชั่ว ไม่กล้า ระงับใจไว้ไม่ให้คิดชั่ว คนใดมีธรรม คิดชัว ทังในทีลบทังในทีแจ้ง ต่อหน้า ่ ้ ่ั ้ ่ คือ หิริ-โอตตัปปะ คนนั้นก็มีธรรม ลับหลัง คนนั้นแหละคือ “เทวดา” คุ้มครองป้องกัน ภยันตรายต่างๆ ร่างกายเราเป็นคน แต่จิตใจเราเป็น นานา นำามาซึ่งความปลอดภัยใน เทวดา เรียกว่าเป็นเทวดาในร่างของ ชีวิต คน ดังนั้น ใครต้องการเป็นเทวดาก็ หมูใด คณะใด สังคมใด ประเทศ ่ ต้องพากันมีเทวธรรม คือ หิริ และ ชาติใด ถ้าคนในหมู่นั้น คณะนั้น โอตตัปปะ เขาคนนันก็จะเป็นเทวดา ้ สังคมนั้น ประเทศชาตินั้น เป็นคน ทันที ในขณะนี้ เดี๋ยวนี้ และในโลก มี หิริ ความละอายต่อบาป ละอาย นี้ ไม่ต้องตายไปเกิดเป็นเทวดาใน ต่อความชั่ว มีโอตตัปปะ ความกลัว โลกหน้า เป็นเทวดาในโลกนี้กันดี ต่อบาป กลัวต่อความชั่ว ละอายต่อ กว่า (รอโลกหน้า มันช้าเกินไป) อกุศล อาศัยอยู่กันมาก ย่อมปราศจากความเอารัด ตัวอย่างทีสาม “คนดี มีธรรม” คือ “พรหมวิหาร ่ เอาเปรียบ เหยียบย่ำาทำาร้ายกัน เพราะต่างคนต่าง ธรรม” ๔ คือ “เมตตา” ความรักใคร่ปรารถนาให้ ก็มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อความชัว ไม่ ่ คนอื่น สัตว์อื่น มีความสุข “กรุณา” ความสงสาร กล้าทำาชัว ไม่กล้าพูดชัว ไม่กล้าคิดชัว เพราะผลของ ่ ่ ่ ต้องการช่วยคนอื่น สัตว์อื่นให้พ้นทุกข์ “มุทิตา” การทำาชั่ว การพูดชั่ว การคิดชั่ว จะตามมาแผดเผา ความพลอยดีใจในเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีมีความสุข ให้เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อนในภายหลัง แต่ ขอให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป “อุเบกขา” วางใจ ในสังคมปัจจุบันทุกวันนี้ มีคนบางพวกบางเหล่า ให้เป็นกลางไม่เข้าข้างใดข้างหนึ่ง วางตัวอยู่ใน ไม่มีหิริ ความละอายแก่ใจ คือไม่มียางละอาย และ ความยุตธรรม ความเป็นธรรม ความเสมอภาค ใคร ิ ปราศจากโอตตัปปะ ไม่กลัวบาปกลัวกรรม พากันทำา ก็ตามที่มีธรรมทั้ง ๔ นี้ประจำาใจ คนนั้นแหละเป็น ชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว มั่วกันไปหมดในสังคมแห่งการอยู่ “พรหม” เป็นพรหมในร่างมนุษย์ ร่างกายเป็นร่าง ร่วมกัน จึงเกิดโทษมหันต์นานาประการ บ้านเมือง มนุษย์แต่จตใจเป็น “พรหม” ใครต้องการเป็นพรหม ิ
  • 29. แสงธรรม 27 Saeng Dhamma ก็ตองมีพรหมวิหารธรรม ๔ คือ มีเมตตา มีกรุณา มี ้ รู้ถูกต้องให้รู้ตน จะเกิดผลให้รู้จักประมาณ มุทตา มีอเบกขาประจำาใจให้สมบูรณ์บริบรณ์ แล้วก็จะ ิ ุ ู จะชำานาญรู้กาลเวลา ใช้ปัญญารู้จักชุมชน กลายเป็นพรหมทันที ในขณะนี เดียวนี และในโลกนี้ ้ ๋ ้ ไม่หลงกลต้องรู้คนทุกประเภท ไม่ตองไปเกิดเป็นพรหมในโลกหน้า มันช้าเกินไป ้ นี่ คื อ เหตุ ปั จ จั ย ทำ า ให้ เ ป็ น “คนดี มี ธ รรม” ตัวอย่างทีส “คนดี มีธรรม” คือมี “สัปปุรสธรรม” ่ ่ี ิ ตัวอย่าง คนดีมีธรรมนำามาสาธกให้เห็นโดยย่อ ก็ ธรรมของสัตบุรุษ คือคนดี ๗ ประการคือ:- ขอยุติเพียงเท่านี้ ๑. ธัมมัญญุตา รูจกเหตุ เช่น รูจกว่า นีเป็นเหตุ ้ั ้ั ่ ต่อไป เข้าสู่ประเด็น “คนระยำามีกิเลส” พวก แห่งความสุข (ทำาดี พูดดี คิดดี เป็นเหตุแห่งความ คนระยำานี้ พวกเขามักจะมีกิเลสประเภทต่างๆ เช่น สุข) นี่เป็นเหตุแห่งทุกข์ (ทำาชั่ว พูดชั่ว คิดชั่ว เป็น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ทิฏฐิมานะ อิจฉา เหตุแห่งทุกข์) ริษยา นินทาว่าร้าย เหล่านี มีมากบ้าง น้อยบ้าง ตาม ้ ๒. อัตถัญญุตา รู้จักผล เช่นรู้ว่าสุขเป็นผลแห่ง เหตุปัจจัยของแต่ละบุคคล เช่นคนบางคนก็มีความ เหตุน (สุข เป็นผลมาจากคิดดี พูดดี ทำาดี) ทุกข์เป็น ี้ โลภมากอยากได้ในทางทุจริต ผิดศีล ผิดธรรม ผิด ผลแห่งเหตุอนนี (ทุกข์ เป็นผลมาจาก คิดชัว พูดชัว ั ้ ่ ่ กฎหมาย ผิดวัฒนธรรมประเพณีอนดีงามของสังคม ั ทำาชั่ว) มีค่านิยมในการคดโกง คอรัปชั่น เอามันทุกอย่าง ๓. อัตตัญญุตา รูจกตนว่า เราอยูในฐานะ ภาวะ ้ั ่ ขอให้ได้มาสนองความอยากของตน คนประเภทนี้ อย่างไร ควรประพฤติตนให้เหมาะสมกับฐานะ ภาวะ มีมากขึ้นในสังคมปัจจุบันอย่างผิดสังเกต เป็นเหตุ ของตน ให้เกิดปัญหานานาประการ ในสังคมการอยู่ร่วมกัน ๔. มัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการทำามาหา มีโทษมหันต์เหลือที่จะพรรณนา ความปลอดภัยใน เลี้ยงชีพในทางที่ชอบ และรู้จักประมาณในการใช้ ทรัพย์สิน ทั้งในส่วนบุคคล และส่วนรวมประเทศ จ่าย แต่พอควรแก่รายรับ ชาติ พวกที่ลุอำานาจแก่ความโลภ ความเห็นแก่ตัว ๕. กาลัญญุตา รู้จักกาลเวลาในการประกอบ ประพฤติชวในทางทุจริต ชนิดจับไม่ได้ไล่ไม่ทน มัน ั่ ั การงานอันสมควร มีกลเม็ดเด็ดพรายร้ายนักหนา พากันโกงเป็นคณะ ๖. ปริสัญญุตา รู้จักชุมชนบริษัท ปฏิบัติตนให้ เป็นทีม ถ้าชาวบ้านทั่วๆ ไปโกงกันมันก็ไม่เท่าไร สมควรแก่ชุมชน และสังคมนั้นๆ แต่ถาหากผูหลักผูใหญ่มหน้าทีบริหารบ้านเมืองโกง ้ ้ ้ ี ่ ๗. ปุคคลัญญุตา รู้จักบุคคลว่าคนนี้เป็นคนดี ชาวบ้านนี่ซิ มันอันตรายมาก ควรคบ คนนีเป็นคนไม่ด ไม่ควรคบ เป็นต้น (ธรรมะ ้ ี คนระยำามีกิเลส ประเภทโกธะ โทสะ ความ ของสัตบุรุษ รู้เหตุ, รู้ผล, รู้ตน, รู้ประมาณ, รู้กาล โกรธ ความเกลียด ความชัง ความประทุษร้าย คน เวลา, รู้ชุมชน, รู้บุคคลดี ควรคบ คนไม่ดีไม่ควรคบ พวกนี้ก็มีมากในปัจจุบัน โกรธอย่างเดียวไม่พอก่อ เป็นต้น) ให้เกิดการผูกโกรธไว้นี่ซิ มันอันตรายมากยากที่จะ รู้เหตุให้แยบยล รู้ผลให้สอดคล้อง ละมันได้ เพราะมันฝังแน่นอยู่ภายในจิตใจเสียแล้ว
  • 30. แสงธรรม 28 Saeng Dhamma โกธะและโทสะนี เกิดมาจากจุดเล็กๆ ก่อน แล้วค่อย ้ ทีจะพรรณนา เช่น ปัญหาผูกอการร้ายใน ๓ จังหวัด ่ ้ ่ ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ แต่เนื่องจากการขยาย ภาคใต้ ตายกันไม่เว้นแต่ละวัน ข้อสำาคัญมันก็เกิด ตัวของโกธะและโทสะนี้ มันขยายตัวเร็วมาก ยากที่ จาก “โกธะ” ความโกรธ ความเกลียด ความชัง จะสังเกตเห็นได้ดวย “มังสจักขุ” คือตาเนือ ต้องใช้ ้ ้ และ “โทสะ” ความประทุษร้าย ทำาลายล้างผลาญ “ปัญญาจักขุ” จึงจะสังเกตเห็นได้ เพราะมันเร็วมาก นันเอง ความโกรธ ความเกลียด ความชัง และความ ้ ยิ่งกว่าสายฟ้าแลบ ซึ่งเราเรียกว่า “ชั่วอารมณ์วูบ ประทุษร้ายนี้ ถ้ามันอยู่ในหมู่ประชาชนคนธรรมดา เดียว” นันแหละ จุดเกิดของ “โกธะ โทสะ” นัน เกิด ่ ้ ปัญหามันก็ไม่รุนแรงมากนัก ผลกระทบมันก็จำากัด จาก “อรติ” ความไม่พอใจ พอไม่พอใจมากๆ เข้าก็ อยูในวงแคบ แต่ถาหาก “คนระยำามีกเลส” ประเภท ่ ้ ิ เร้าให้เกิด “ปฏิฆะ” ความหงุดหงิดกระวนกระวาย ความโกรธ ความเกลียด ความชัง ความประทุษร้าย กลายเป็น “โกธะ” โกรธ เกลียดชัง กลายเป็นพลัง ขยายไปสูผหลักผูใหญ่มอานาจเงินอำานาจรัฐ บริหาร ่ ู้ ้ ีำ ให้เกิด “โทสะ” ความประทุษร้าย ทำาลายล้างผลาญ ประเทศชาติบานเมือง แล้วละก็อนตรายทีสด เพราะ ้ ั ุ่ คนที่ตนมีความโกรธ ความเกลียด และความชังต่อ จะให้ผลกระทบในวงกว้าง บุคคลต่างๆ ที่พวกเขา ไป นี่แหละคือจุดเกิดของ “โกธะ โทสะ” โปรดพา โกรธ เขาเกลียด เขาชัง เขาประทุษร้าย จะถูกพวก กันจำาไว้ให้ดี เขาทำาลายล้างผลาญ ถูกประหารให้สิ้นซากไปจาก สังคมแห่งการอยู่ร่วมกันเหลือที่จะพรรณนา ดังที่ เราท่านทั้งหลายเห็นในปัจจุบันทุกวันนี้ คนระยำามีกิเลสประเภท “โมหะ” พวกนี้ละ เป็นอันตรายนักยิ่งกว่ายักษ์ยิ่งกว่าผี มีความเห็น วิปริต เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชั่วเป็นดี เห็นผีเป็น พระ เห็นธรรมะเป็นของล้าสมัย ไม่ทันกับความ เจริญก้าวหน้า เป็นคนป่า คนเถื่อน เป็นไดโนเสาร์ เต่าล้านปี ถ้าใครมีธรรมประจำาใจเห็นไหมละ “คน ระยำามีกิเลสประเภท “โมหะ” รู้ผิด เข้าใจผิด มันมี ฤทธิมอานาจ สามารถทำาคนดีๆ ให้กลายเป็นผี เป็น ์ ีำ เปรต ประเภทเทียวหลอกหลอนให้โง่เขลางมงาย ให้ ่ ปัจจุบนทุกวันนี “คนระยำามีกเลส” ประเภทโกธะ ั ้ ิ เชื่อสิ่งลมๆ แล้งๆ เชื่อเจ้าเชื่อผี คนดีๆ มีศีล มีธรรม ความโกรธ ความเกลียด-ความชัง และโทสะ ความ ทำาความดีแก่สังคมประเทศชาติบ้านเมืองก็หาเรื่อง ประทุษร้าย ทำาลายล้างผลาญ ระบาดทัวไปในสังคม ่ ไปหลอกไปหลอนไปสอนคนให้เขาเชื่อว่า เป็นคน อย่างผิดสังเกต เป็นเหตุให้เกิดปัญหานานาประการ ชั่ว คนไม่ดี คนเลวคนอันตราย จะทำาลายประเทศ ในสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน เป็นภัยอันมหันต์เหลือ ชาติบานเมือง เรืองเหล่านีมให้เห็นกันทัวไปในสังคม ้ ่ ้ ี ่
  • 31. แสงธรรม 29 Saeng Dhamma ปัจจุบันทุกวันนี้ นี่แหละพิษสงของคนระยำามีกิเลส ท่านทังหลายโดยย่อ ก็ขอสมมติยตลงเพียงเท่านี้ ้ ุ ิ ประเภท “โมหะ” พระท่านสอนว่า “คนที่มีความ เป็นคนดี ต้องมีธรรม โปรดจำาไว้ โลภ ความโกรธ ความหลง ครอบงำาจิตใจแล้ว เขา นำาไปใช้ ในชีวิต เป็นนิจสิน ย่อมไม่รู้อรรถ ย่อมไม่เห็นธรรม ความโลภ ความ ถ้าทุกคน มีธรรม เป็นอาจิณ โกรธ ความหลง ครอบงำาจิตเมือไร ความมืดมิดทาง ่ จะหมดสิ้น ปัญหา สารพัน จิตใจย่อมมีเมื่อนั้น” ดังนี้ อันคนดี มีธรรม ประจำาจิต คนระยำามีกิเลสประเภท “ริษยา อคติ” อิจฉา จะทำากิจ สิ่งใด ได้ฉับพลัน ริษยาตาไฟ เห็นใครเขาทำาดีได้ด มีคนยกย่องทัวไป ี ่ ประสบสุข สดชื่น ทุกคืนวัน ในสังคมนิยม ชมชอบทัวบ้านทัวเมือง เรืองเช่นนี คน ่ ่ ่ ้ จงพากัน มีธรรม นำาวิญญาณ ระยำามีกิเลสประเภท “อิจฉา ริษยา” ไม่พอใจ ไม่ ถ้าทุกคน มีพระธรรม นำาชีวิต ชอบใจ เอาเสียเลย อยู่เฉยไม่ได้ หาอุบายทำาลาย จะพิชิต ทุกอย่าง ล้างหมู่มาร ความดีของเขาต่างๆ นานาสาระพัด ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ไม่ให้มี กำาลัง อันกล้าหาญ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ดวยมนต์เอาด้วยคาถา ไม่ได้ดวย ้ ้ มาล้างผลาญ คนดี มีพระธรรม คาถาก็จางคนด่า คนทำาลาย ร้ายนักพวกอิจฉาตาไฟ ้ ด้วยเหตุนี้ ขอคนดี จงหมายมั่น เกิดขึ้นที่ไหนมีในสังคมใด ก็บรรลัยที่นั้น เข้าขั้นไฟ พร้อมใจกัน ทำาดี มีประจำา ประลัยกัลป์ลางโลกทีเดียว ดังธรรมภาษิตว่า “อรติ ้ อย่าปล่อยให้ ความชั่ว เข้าครอบงำา โลกนาสิกา” ความริษยายังโลกให้ฉิบหาย มีพระธรรม นั่นแหละดี มีมงคล ประเภท “อคติ” ความลำาเอียง ไม่เที่ยง, ไม่ คนระยำา มีกิเลส เศษมนุษย์ ตรง, ไม่คงเส้นไม่คงวา เอียงซ้าย เอียงขวา เอียง เลวที่สุด ดุจสัตว์ป่า น่าฉงน ข้างหน้า เอียงข้างหลัง ลำาเอียงเพราะชอบ ลำาเอียง เกิดเป็นคน ทำาไม ไม่รักตน เพราะชัง ลำาเอียงเพราะขลาด ลำาเอียงเพราะเขลา ดันเป็นคน มีกิเลส ทุเรศจริง (ฉันทา โทสา ภยา โมหาคติ) ถ้าชอบคนไหน พวก คนระยำา มีกิเลส ทุเรศมาก ไหน แม้พวกนั้นจะทำาผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย จึงขอฝาก ให้ระวัง ตั้งใจจริง ร้ายแรงอย่างไร ก็เห็นดีเห็นชอบ ประกอบความชั่ว อย่าปล่อยให้ กิเลส เข้าแย่งชิง อย่างไรก็ไม่มีความผิด นี่คือลำาเอียงเพราะชอบ ถ้า อย่าประวิง ไล่มันไป ให้เร็วพลัน โกรธ ถ้าเกลียด ถ้าชังคนไหน พวกไหน จะทำาดี ขอเชิญชวน มวลประชา พากันคิด อย่างไร ก็ยังเกลียดยังชังยังว่าไม่ดี บางทีไม่ได้ทำา เพื่อพิชิต กิเลสหนา สารพัน ผิดอะไรเลย ก็หาเรื่องว่าผิด นี่คือฤทธิ์ของคนระยำา ถอนรากเหง้า เค้ามูล ให้สูญพันธุ์ มีกิเลสประเภท “อคติ” นำามาให้เห็นเป็นตัวอย่าง แล้วทุกคน จะพากัน สงบเย็น ฯ เรือง “คนดีมธรรม – คนระยำามีกเลส” นำามาเสนอ ่ ี ิ
  • 32. แสงธรรม 30 Saeng Dhamma พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) พร้อมคณะสงฆ์ ต้อนรับปฏิสันถารกับพุทธศาสนิกชนชาวเวียดนาม 5 คันรถทัวร์ ซึ่งเดินทางมาไหว้พระที่วัดไทยฯ ดี.ซี. เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตเนื่องในเทศกาลตรุษจีน เมื่อวันที่ 21 ก.พ. 2553
  • 33. แสงธรรม 31 Saeng Dhamma พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) พร้อมคณะสงฆ์ 4 รูป เดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจที่เพนซิลวาเนีย โดยการนิมนต์ของคุณโยมหน่อย และ ดร.วินน์ เพื่อทำาบุญร้านอาหารมิกซ์ เมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2553 นักศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กราบนมัสการหลวงตาชี และสนทนาธรรมกับพระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ
  • 34. แสงธรรม 32 Saeng Dhamma เสียงธรรม.. จากหลวงตาชี พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ครูสี-หลวงตาสอน “บุคคลพึงประคองภาชนะอันเต็ม เปี่ย มด้ ว ยน้ำา มั น ฉั น ใด บั ณ ฑิ ต ผู้ ปรารถนาจะไปสูทศทียงไม่เคย ก็พง ่ ิ ่ ั ึ รักษาจิตของตนไว้ดวยสติ ฉันนัน” ้ ้ พระศาสดา เมือทรงอาศัยนิคมชือเสตะ ่ ่ ในสุมภรัฐ ประทับอยู ณ ไพสณฑ์ตาบล ่ ำ หนึ่ง ทรงปรารภชนบทกัลยาณีสูตร ตรัสพระธรรมเทศนานี มีคำาเริ่มต้นว่า ้ “สมติตฺติกำ อนวเสสกำ” ดังนี้ แท้จริง ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาค เจ้าตรัสชนบทกัลยาณีสูตร พร้อมด้วย อรรถ พร้อมด้วยพยัญชนะนี้ว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเสมือนว่า พอได้ ครูส: หลวงตา ขอรับ! คราวทีผานมาหลวงตาได้ ี ่ ่ ยินว่า นางงามในชนบท นางงามใน เสนอการเอาชนะกิเลสประเภท โลภะ โทสะ โมหะ ชนบท ดังนี้ หมู่มหาชนพึงประชุมกัน ยิ่งได้ยินว่า จบแล้ว และผมก็เข้าใจในทุกแง่ทกมุมทุกประเด็นแล้ว ุ ก็นางงามในชนบทนี้นั้น เป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างยอด คราวนีหลวงตาจะเสนอธรรมะเรืองอะไรต่อไป ขอรับ ้ ่ เยี่ยมในการฟ้อน เป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างยอดเยี่ยม หลวงตา: คราวนี้! คราวนี้ หลวงตาจะเสนอ ในการขับร้อง นางงามในชนบทจะฟ้อน จะขับร้อง “เตลปัตตชาดก” ว่าด้วยการรักษาจิต ดังธรรม หมู่มหาชนจะประชุมกันอย่างแออัด ที่นั้นบุรุษผู้ ภาษิตว่า -: ดำารงชีพใฝ่หาความสำาราญ รังเกียจความทุกข์ก็
  • 35. แสงธรรม 33 Saeng Dhamma พึงมา พระราชาพึงรับสั่งกะเขาอย่างนี้ว่า ดูก่อน กรกมากรองน้าสำาหรับดืม ล้างเท้า ทาน้ามัน ในเวลา ำ ่ ำ บุรุษผู้เจริญ โถน้ำามันอันเต็มเปี่ยมนี้ เจ้าจงนำาไปใน ทีพระปัจเจกพุทธเจ้านันฉันของเคียวในระหว่าง พึง ่ ้ ้ ระหว่างหมู่มหาชนและนางงามชนบท และจักมีคน บังคมแล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง มีพระดำารัส เงื้อดาบ จ้องติดตามไปข้างหลัง เจ้าทำาน้ำามันนั้นให้ ถามความข้อนั้น หกแม้หน่อยเดียว ณ ที่ใด เราจักสั่งให้เขาตัดศีรษะ ที่นั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นได้บอกกะ เจ้า ณ ที่นั้นนั่นแหละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ท่านว่า ดูก่อนกุมาร พระองค์จักไม่ได้ราชสมบัติใน จักสำาคัญความข้อนีเป็นไฉน บุรษนันจะไม่พงเอาใจ ้ ุ ้ ึ พระนครนี้ แต่จากพระนครนี้ไปในที่สุด ๑๒๐ โยชน์ ใส่โถน้ำามันโน้น แล้วมามัวประมาทเสียในอารมณ์ ในคันธารรัฐมีพระนครชื่อว่า ตักกสิลา เธอจะไปใน ภายนอก? ข้อนันจะไม่พงเป็นอย่างนันเลย พระเจ้าข้า ้ ึ ้ พระนครนั้น จักต้องได้ราชสมบัติ ในวันที่ ๗ นับ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปมานี้ เรากล่าวเพื่อให้เธอ จากวันนี้ แต่ในระหว่างทางในดงดิบใหญ่มอนตราย ีั ทราบความนี ดูกอนภิกษุทงหลาย ความข้อนีในเรือง ้ ่ ั้ ้ ่ อยู่ เมื่อจะอ้อมดงไปจะเป็นทางไกลถึง ๑๒๐ โยชน์ นี้มีว่า โถน้ำามันเต็มเปี่ยมเสมอขอบ เป็นชื่อของสติ เมื่อไปตรงก็เป็นทาง ๕๐ โยชน์ ข้อสำาคัญทางนั้น อันเป็นไปในกายแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุนั้น ชื่อว่าอมนุสสกันดารในย่านนั้น ฝูงยักษิณีพากัน พวกเธอพึงศึกษาในข้อนีอย่างนีวา สติไปแล้วในกาย ้ ้่ เนรมิตบ้านและศาลาไว้ในระหว่างทางตกแต่งที่นั่ง จักเป็นข้อที่พวกเราทั้งหลายจักต้องทำาให้มีให้เป็น ที่นอนอันมีค่า บนเพดานแพรวพราวไปด้วยดาว จงได้ เริ่มด้วยดีให้จงได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวก ทอง แวดวงม่านย้อมด้วยสีต่างๆ ตบแต่งอัตภาพ เธอพึงศึกษาอย่างนีแล ในพระสูตรนัน มีความกล่าว ้ ้ ด้วยอลังการอันเป็นทิพย์ พากันนังในศาลาทังหลาย ่ ้ ถึงอดีตว่า:- หน่วงเหนียวเหล่าบุรษผูเดินทางไปด้วยถ้อยคำาอ่อน ่ ุ ้ ในอดี ต กาล ครั้ ง พระเจ้ า พรหมทั ต ครองราช หวาน พากันเชื้อเชิญว่า ท่านทั้งหลายปรากฏดุจดัง สมบัตในกรุงพาราณสี พระโพธิสตว์บงเกิดเป็นพระ ิ ั ั คนเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า เชิญมานั่งบนศาลานี้ดื่ม โอรสองค์เล็กที่สุด ของพระโอรส ๑๐๐ องค์แห่ง เครื่องดื่มแล้วค่อยไปเถิด พระราชา ทรงบรรลุความเป็นผู้รู้เดียงสาโดยลำาดับ แล้ ว ให้ ที่ นั่ ง แก่ ค นที่ ม า พากั น เล้ า โลม ด้ ว ย และในครั้งนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าหลายพระองค์ ท่าทีอันยียวนของตน ทำาให้ตกอยู่ในอำานาจกิเลส ฉันในพระราชวัง พระโพธิสัตว์ทรงกระทำาหน้าที่ จนได้ เมื่อได้ทำาอัชฌาจารร่วมกับตนแล้ว ก็พากัน ไวยาวัจกรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น เคี้ยวกินคนนั้นเสียในที่นั้นนั่นแล้ว ทำาให้ถึงสิ้นชี วันหนึ่งทรงพระดำาริว่า พี่ชายของเรามีมาก เรา วิตทั้งๆที่โลหิตยังหลั่งไหลอยู่ พวกนางยักษิณีคอย จักได้ราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ในพระนครนี้หรือไม่ จับสัตว์ผู้มีรูปเป็นอารมณ์ด้วยรูปนั่นแหละ (ชอบ หนอ? ครั้นแล้วพระองค์มีพระปริวิตกว่า ต้องถาม รูป) ผู้มีเสียงเป็นอารมณ์ (ชอบเสียง) ด้วยเสียงขับ พระปัจเจกพุทธเจ้าดู จึงจะรู้แน่ ในวันที่ ๒ เมื่อพระ ร้องบรรเลงอันหวานเจื้อยแจ้ว ผู้มีกลิ่นเป็นอารมณ์ ปัจเจกพุทธเจ้าทังหลายมากันแล้ว ท่านถือเอาธรรม ้ (ชอบกลิ่น) ด้วยกลิ่นเป็นทิพย์ ผู้มีรสเป็นอารมณ์
  • 36. แสงธรรม 34 Saeng Dhamma (ชอบรส) ด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ดุจรสทิพย์ ผู้ แล้วในคนเหล่านั้น คนที่ชอบรูป แลดูนางยักษิณี มีสัมผัสเป็นอารมณ์ (ชอบนิ่มนวล) ด้วยที่นั่งที่นอน เหล่านั้นแล้วมีจิตผูกพันในรูปารมณ์ ชักจะเดินล้า ดุจทีนงทีนอนทิพย์เป็นเครืองลาดมีสแดงทังสองข้าง ่ ั่ ่ ่ ี ้ หลังหน่อยหนึ่ง พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าพระองค์จักไม่ทำาลายอินทรีย์ทั้ง ๕ แลดูพวกมัน ทำ า ไมจึ ง เดิ น ล้ า หลั ง ลงไปเล่ า ? กราบทู ล ว่ า ข้ า เลย (จักสำารวมอินทรีย์ ๕ ตา หู จมูก ลิ้น กาย) คุม แต่สมมติเทพ เท้าของข้าพระบาทเจ็บ ขอนั่งพัก สติมั่นคงไว้เดินไป จักได้ราชสมบัติในพระนครนั้น ในศาลาสักหน่อย แล้วจักเดินตามมา พระเจ้าข้า ในวันที่ ๗ แน่นอน ตรัสว่า ท่านผู้เจริญ! นั่นมันฝูงยักษิณี เจ้าอย่าไป พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ! ปรารถนามันเลย กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ จะ เรืองนันยกไว้ ข้าพเจ้าขอน้อมรับโอวาทของพระคุณ ่ ้ เป็นอย่างไรก็เป็นเถิด ข้าพระบาททนไม่ไหวจริงๆ เจ้าทั้งหลายแล้ว จักแลดูพวกมันทำาไม? ดังนี้แล้ว ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าจักรู้เอง ทรงพาอีก ๔ คนเดิน ขอให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายทำาพระปริตร รับ ทางต่อไป คนที่ชอบดูรูปได้ไปสำานักของพวกมัน ทรายเสกด้วยพระปริตร และด้ายเสกด้วยพระปริตร เมื่อได้ทำาอัชฌาจารกับตนแล้ว พวกมันก็ทำาให้เขา บังคมลาพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระราชมารดา สินชีวตในทีนนนันเอง แล้วไปดักอยูขางหน้า เนรมิต ้ ิ ่ ั้ ่ ่้ พระราชบิดา เสด็จไปสู่พระราชวัง ตรัสกะคนของ ศาลาหลังอื่นไว้ นั่งถือดนตรีต่างๆ ขับร้องอยู่ ในคน พระองค์ว่า เราจักไปครองราชสมบัติในพระนคร เหล่านั้น คนที่ชอบเสียงก็ชักล้าหลัง พวกมันก็พา ตักกสิลา พวกเจ้าจงอยู่กันในที่นี้เถิด ครั้งนั้นคนทั้ง กันกินคนนั้นเสีย แล้วพากันไปดักข้างหน้า เนรมิต ๕ กราบทูลพระโพธิสัตว์ว่า แม้พวกข้าพระองค์ก็ ศาลาหลังหนึงไว้ มือถือดอกไม้นานาพันธุ น้าหอม ่ ์ ำ จักตามเสด็จไป ตรัสว่า พวกเจ้าไม่อาจตามเราไป คันธรสนานาชนิด ในคนเหล่านัน คนทีชอบกลินก็ชก ้ ่ ่ ั ได้ดอก ได้ยินว่า ในระหว่างทางพวกยักษิณีคอย ล้าหลัง พวกมันก็พากันกินคนเหล่านันเสีย แล้วพากัน ้ เล้าโลมพวกมนุษย์ผู้มีรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ ด้วย ไปดักข้างหน้า จัดโภชนาหารดุจของทิพย์ มีรสเลิศ กามารมณ์มรปเป็นต้น หลายอย่างต่างกระบวนแล้ว ีู นานาชนิดไว้เต็มภาชนะ นังเปิดร้านขายข้าวแกง ถึง ่ จับกินเป็นอาหาร อันตรายมีอยูอย่างใหญ่หลวง เรา ่ ตรงนัน คนทีชอบรสก็ชกล้าหลัง พวกยักษิณพากัน ้ ่ ั ี เตรียมตัวไว้แล้วจึงไปได้ พวกราชบุรุษกราบทูลว่า กินคนนันเสีย แล้วพากันไปดักข้างหน้า ตกแต่งทีนง ้ ่ ่ั ข้าแต่สมมติเทพ เมื่อพวกข้าพระบาทนั้นตามเสด็จ ทีนอนดุจของทิพย์ จึงนังคอยอยูถงตรงนัน คนทีชอบ ่ ่ ่ ึ ้ ่ ไปกับพระองค์ จักแลดูรูปเป็นต้นที่น่ารักเพื่อตน สัมผัสก็ชกช้าลง พวกยักษิณกพากันกินเขาเสีย ั ี็ ทำาไม แม้พวกข้าพระบาทก็จักไปในที่นั้นได้เหมือน เหลือแต่พระโพธิสัตว์พระองค์เดียวเท่านั้น ครั้ง กัน พระโพธิสตว์ตรัสว่า ถ้าเช่นนัน พวกท่านจงเป็น ั ้ นัน นางยักษิณตนหนึงคิดว่า มนุษย์คนนีมมนต์ขลัง ้ ี ่ ้ ี ผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วพาพวกคนทั้ง ๕ เหล่านั้น นัก เราจักกินให้ได้แล้วจึงจะกลับ แล้วเดินตามหลัง เสด็จไป พระโพธิสัตว์ไปเรื่อยๆ ถึงปากดงฟากโน้น พวกที่ ฝูงยักษิณีพากันเนรมิตบ้าน เป็นต้น นั่งคอยอยู่ ทำางานอยู่ในป่าเป็นต้น ก็ถามนางยักษิณีว่า ชาย
  • 37. แสงธรรม 35 Saeng Dhamma คนที่เดินไปข้างหน้านางนี้เป็นอะไรกัน? นางตอบ แล้ว ประทับนั่ง ณ ศาลาหลังหนึ่ง แม้ว่านางยักษิณี ว่า เป็นสามีหนุมของดิฉน เจ้าค่ะ พวกคนเหล่านันจึง ่ ั ้ นันเล่า ไม่อาจเข้าไปได้ดวยเดชของพระโพธิสตว์ ก็ ้ ้ ั กล่าวว่า พ่อมหาจำาเริญ! กุมาริกานีออนโยนถึงอย่าง ้่ เนรมิตรูปเป็นนางฟ้ายืนอยู่ที่ประตูศาลา นี น่าถนอมเหมือนพวงดอกไม้ ผิวก็งามเหมือนทอง ้ สมัยนั้น พระราชากำาลังเสด็จออกจากพระนคร ทอดทิงตระกูลของตนออกมาเพราะรักคิดถึงพ่อมหา ้ ตักกสิลาไปสู่พระอุทยาน ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ ตรัส จำาเริญ จึงยอมติดตามมา พ่อมหาจำาเริญเหตุไฉนจึง ใช้บุรุษว่าไปถามดูซิว่า นางคนนี้มีสามีแล้วหรือยัง ปล่อยให้นางลำาบาก ไม่จูงนางไปเล่า? ไม่ม? พวกราชบุรษเข้าไปหานางยักษิณถามว่า เธอ ี ุ ี มีสามีแล้วหรือ? นางตอบว่า เจ้าค่ะ ผู้ที่นั่งอยู่ บนศาลาคนนี้เป็นสามีของดิฉัน พระโพธิสัตว์ ตรัสว่า นั่นไม่ใช่เมียของข้าพเจ้าดอก มันเป็น นางยักษิณี คนของข้าพเจ้า ๕ คน ถูกมันกิน หมดเสียแล้ว ฝ่ายนางยักษิณีก็กล่าวว่า ท่าน เจ้าค่ะ ธรรมดาผู้ชายในยามโกรธก็พูดตามที่ เขาปรารถนา ราชบุรษนันก็กราบทูลคำาของคน ุ ้ ทั้งสองแด่พระราชา พระราชารั บ สั่ ง ว่ า ธรรมดาภั ณ ฑะไม่ มี เจ้าของ ย่อมตกเป็นของหลวง แล้วตรัสเรียก นางยักษิณีมาให้นั่งเหนือพระคชาธารร่วมกับ พระโพธิสัตว์ตรัสว่า พ่อคุณทั้งหลาย นั่นมัน พระองค์ ทรงกระทำาทักษิณพระนครแล้วเสด็จขึ้น ไม่ใช่เมียของเราดอก นั่นมันนางยักษิณี คนของ ปราสาท ทรงสถาปนามันไว้ในตำาแหน่งอัครมเหสี เรา ๕ คน ถูกมันกินไปหมดแล้ว นางยักษิณีกล่าว เสด็จสรงสนานแต่งพระองค์เรียบร้อย เสวยพระ ว่า พ่อเจ้าประคุณทั้งหลาย ธรรมดาผู้ชายในยาม กระยาหารในเวลาเย็นแล้วก็เสด็จขึ้นพระแท่นที่สิริ โกรธก็กระทำาให้เปรตเป็นผี ทำาเมียของตนให้เป็น ไสยาสน์ นางยักษิณีนั้นเล่ากินอาหารที่สมควรแก่ นางยักษิณกได้ ให้เป็นนางภูตผีกได้ นางยักษิณเดิน ี ็ ็ ี ตนแล้ว ตกแต่งประดับประดาตนนอนร่วมกับพระ ตามมาแสดงเพศของหญิงมีครรภ์ แล้วทำาให้เป็น ราชา เหนือพระแท่นบรรทมอันมีสิริ ในเวลาที่พระ หญิงคลอดลูกแล้วครั้งหนึ่ง อุ้มลูกใส่สะเอวติดตาม ราชาทรงเปี่ยมไปด้วยความสุขด้วยอำานาจความ พระโพธิสัตว์ไป คนที่เห็นแล้วเห็นเล่าก็พากันถาม รื่นรมย์ ทรงบรรทมแล้ว ก็พลิกไปทางหนึ่งทำาเป็น ตามนัยก่อนทั้งนั้น แม้พระโพธิสัตว์ก็ตอบอย่างนั้น ร้องไห้ ครั้นพระราชาตรัสถามมันว่า ดูก่อนนางผู้ ตลอดทางจนถึงตักกสิลานคร มันทำาให้ลูกหายไป เจริญ เจ้าร้องไห้ทำาไม? ติดตามไปแต่คนเดียว พระโพธิสัตว์เสด็จถึงนคร นางจึงทูลว่า ทูลกระหม่อม เพคะ กระหม่อม
  • 38. แสงธรรม 36 Saeng Dhamma ฉันเป็นผู้ที่พระองค์ทรงพบที่หนทาง แล้วทรงพา เคี้ยวกินคนและสัตว์ ตั้งต้นแต่ไก่ และสุนัข ภายใน มา อนึ่งเล่า ในพระราชวังของพระองค์ก็มีผู้หญิงอยู่ วังตั้งแต่ประตูใหญ่จนหมด เหลือไว้แต่กระดูก รุ่ง เป็นอันมาก กระหม่อมฉันเมื่ออยู่ในหมู่หญิงที่ร่วม เช้าพวกคนทั้งหลาย เห็นประตูวังยังปิดไว้ตามเดิม บำาเรอพระบาท เมือเกิดพูดกันขึนว่า ใครรูจกมารดา ่ ้ ้ั ก็พากันพังบานประตูด้วยขวาน แล้วชวนกันเข้าไป บิดา โคตรหรือชาติของเธอเล่า เธอน่ะ พระราชา ภายใน เห็นพระราชวังทุกแห่งหน เกลื่อนกล่นไป พบในระหว่างทางแล้วทรงนำามาดังนี้ จะเหมือน ด้วยกระดูก จึงพูดกันว่า บุรษคนนัน พูดไว้เป็นความ ุ ้ ถูกจับศีรษะบีบ ต้องเก้อเขินเป็นแน่ ถ้าพระองค์จะ จริงหนอว่า นางนีมใช่เมียของเรา มันเป็นยักษิณ แต่ ้ ิ ี พระราชทานความเป็นใหญ่และการบังคับในแว่น พระราชาไม่ทรงทราบอะไร ทรงพามันมาแต่งตั้งให้ แคว้นทังสินแก่หม่อมฉัน ใครๆ ก็จกไม่อาจกำาเริบจิต ้ ้ ั เป็นมเหสีของพระองค์ พอค่ามันก็ชวนพวกยักษ์มา ำ กล่าวแก่หม่อมฉันได้เลย ทรงรับสั่งว่า นางผู้เจริญ กินคนเสียหมดไปเสียแล้ว เป็นแน่ ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้น มิได้เป็นสมบัติบางส่วนของ ในวันนัน แม้พระโพธิสตว์ ก็ทรงใส่ทรายเสกพระ ้ ั ฉัน ฉันไม่ได้เป็นเจ้าของของพวกนั้น แต่ชนเหล่า ปริตรทีศรษะ วงด้ายเสกพระปริตร ทรงถือพระขรรค์ ่ ี ใดจะละเมิดพระราชกำาหนดกฎหมายกระทำาสิ่งไม่ ประทับยืนอยู่ในศาลานั้นจนรุ่งอรุณ พวกมนุษย์ สมควรทำา เราเป็นเจ้าของของคนพวกนั้นเท่านั้น พากันทำาความสะอาดพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้น ฉาบสี ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อาจให้ความเป็นใหญ่และการ เหลืองประพรมข้างบนด้วยของหอม โปรยดอกไม้ บังคับในแว่นแคว้นทั้งสิ้นแก่เธอได้ นางก็กราบทูล ห้อยพวงดอกไม้ อบควัน ผูกพวงดอกไม้ใหม่แล้ว ว่า ทูลกระหม่อมเพค่ะ ถ้าพระองค์ไม่สามารถจะ ปรึกษาหารือกัน เมือวานนีบรษคนนัน ไม่ได้กระทำา ่ ้ ุุ ้ พระราชทานการบังคับในแว่นแคว้นหรือในพระนคร แม้เพียงแต่จะทำาลายอินทรีย์ มองดูนางยักษิณีอัน ก็ขอได้โปรดพระราชทานอำานาจเหนือปวงชนผู้รับ จำาแลงรูปดุจรูปทิพย์เดินมาข้างหลังเลย เขาเป็นสัตว์ ใช้ขางใน ภายในพระราชวัง เพือให้เป็นไปในอำานาจ ้ ่ ประเสริฐยิ่งล้น หนักแน่น สมบูรณ์ด้วยญาณ เมื่อ ของหม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า บุรุษเช่นนั้นปกครองแว่นแคว้นรัฐสีมา มณฑลจักมี พระราชาทรงติดพระทัยในสัมผัสดุจทิพย์เสีย แต่สุขสันต์ พวกเราจงทำาให้เขาเป็นพระราชาเถิด แล้ว ไม่สามารถจะละเลยคำาของนางได้ ตรัสว่า ครังนัน พวกอำามาตย์และชาวเมืองทุกคน ร่วมกัน ้ ้ ตกลงนางผู้เจริญ เราขอมอบอำานาจในหมู่ผู้รับใช้ เป็นเอกฉันท์ เข้าไปเฝ้าพระโพธิสตว์ กราบทูลว่า ข้า ั ภายในแก่เธอ เธอจงควบคุมคนเหล่านั้นให้เป็น แต่สมมติเทพ เชิญพระองค์ทรงครองราชสมบัตนเถิด ิ ้ี ไปในอำานาจของตนเถิด นางยักษิณีรับคำาดีแล้ว พระเจ้าข้า เชิญเสด็จเข้าสูพระนครแล้ว เชิญขึนประทับ ่ ้ พระเจ้าข้า พอพระราชาบรรทมหลับสนิท ก็ไปเมือง เหนือกองแก้วอภิเษก กระทำาให้เป็นพระราชาแห่งตัก ยักษ์ชวนพวกยักษ์ทงหลายมา ยังพระราชาของตน ั้ กสิลานคร ท้าวเธอทรงเว้นการลุอานาจอคติ ๔ มิให้ ำ ให้ถึงชีพิตักษัย เคี้ยวกินหนังเนื้อและเลือดจนหมด ราชธรรม ๑๐ กำาเริบ ครองราชสมบัตโดยธรรม ทรง ิ เหลือไว้แต่เพียงกระดูก พวกยักษ์ที่เหลือก็พากัน บำาเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น แล้วเสด็จสูสวรรคาลัย ่
  • 39. แสงธรรม 37 Saeng Dhamma พระศาสดาทรงนำาเอาเรื่องในอดีตนี้มาสาธยาย ตรงได้ เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรง ฉะนัน ้ ครั้นตรัสรู้สัมโพธิญาณแล้ว ตรัสพระคาถานี้ความ เมื่อพระโยคาวจรผู้ประกอบความเพียร ทำาจิต ว่า :- ให้ตรงอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าตามรักษาจิตของตน “ผู้ปรารถนาทิศที่ยังไม่เคยไป พึงรักษาจิต พระบรมศาสดาทรงถือเอายอดแห่งเทศนาด้วย ของตนไว้ เหมือนคนประคองไปซึงโถน้ำามันอัน ่ พระนิพพาน ด้วยประการฉะนี แล้วทรงประชุมชาดก ้ เต็มเปี่ยมเสมอขอบมิให้มีส่วนพร่องเลย ดังนี้” ว่า ราชบริษทในครังนัน ได้มาเป็นพุทธบริษทในครัง ั ้ ้ ั ้ พระโยคาวจรผู้เป็นบัณฑิต พึงประคองจิตของ นี ส่วนพระราชกุมารผูครองราชสมบัตในครังนัน ได้ ้ ้ ิ ้ ้ ตนอั น เป็ น ดุ จ ดั ง โถที่ เ ต็ ม เปี่ ย มด้ ว ยน้ำา มั น นั้ น ไว้ มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล ในระหว่างธรรมทั้งสองคือในกามารมณ์กับสติ ที่ เนื้อความตาม “เตลปัตตชาดก” ว่าด้วยการ ประกอบไว้เป็นอันดีแล้วพึงรักษาไว้ พึงควบคุมไว้ รักษาจิตก็จบลงเพียงเท่านี้ ครูสีฟังชาดกเรื่องนี้ ด้วยกายคตาสติ โดยจิตไม่ซัดส่ายไปในอารมณ์ แล้วเข้าใจในการรักษาจิตได้หรือไม่ หรือสงสัยใน ภายนอก แม้เพียงครู่เดียวฉันนั้น เพราะเหตุไร? ประเด็นไหน ลองตอบคำาถามของหลวงตามาให้ เพราะเหตุ ว่ า การฝึ ก จิ ต ที่ ข่ ม ได้ ย าก ที่ ฟังได้ไหม ครูสี เบา มักตกไปในอารมณ์ที่น่าปรารถนานั้น ยัง ครูสี: เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดลออมาก ขอรับ ประโยชน์ให้สำาเร็จ จิตที่ฝึกดีแล้ว เป็นเหตุนำา หลวงตา ปัญญาที่ผมมีอยู่ไม่เพียงพอต่อการที่จะ ความสุขมาให้ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา พึง เข้าใจให้ลึกซึ้งในเรื่องการรักษาจิตให้ถูกต้องตาม รักษาจิตทีเห็นได้ยากแท้ ละเอียดลออ มักตกไป ่ เป็นจริงได้ ต้องอาศัยความเมตตาจากหลวงตา ในอารมณ์ที่น่าปรารถนาที่คุ้มครองไว้ได้ดีแล้ว กรุ ณ าให้ แ สงสว่ า งทางปั ญ ญาแก่ ผ มอี ก ตามเคย ย่อมนำาความสุขมาให้ ขอรับ หลวงตา ด้วยว่า ชนเหล่าใดจักสำารวมจิตนี้ซ่งไปไกล ึ หลวงตา: สารภาพเอาง่ายๆ เลยนะ ครูส แบบ ี เทียวไปโดดเดียว ไม่มรปร่าง อาศัยถ้าคือร่างกาย ่ ่ ีู ำ นี้เรียกว่ายอมแพ้ก่อนออกสนามตามสัญชาตญาณ ไว้ได้ ชนเหล่านันจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร ้ ของพวกทหารขี้ ข ลาด นั ก ปราชญ์ ท่ า นไม่ ส่วนคนนอกจากนีคอ ผูมจตไม่มนคง ไม่รพระ ้ ื ้ ี ิ ั่ ู้ สรรเสริญ.....เอาละ! ครูสี! หลวงตามีหน้าที่ในการ สัทธรรม มีความเลื่อมใสรวนเร ย่อมมีปัญญา เฉลยไขก็ต้องทำาหน้าที่ของตนต่อไป การรักษา บริบูรณ์ไม่ได้ จิตให้ดีนั้น ข้อสำาคัญก็ต้องมีสติควบคุมจิตในทุก ส่วนผูทคนเคยปฏิบตกรรมฐานมานาน มีจตอัน ้ ่ี ุ้ ั ิ ิ อิริยาบถ กำาหนดสำารวมอินทรีย์ ๕ คือ ตา หู จมูก ราคะไม่รวรดแล้ว มีใจอันโทสะตามกำาจัดไม่ได้ ่ั ลิ้น กาย อย่าให้ซัดส่ายไปตามอารมณ์ที่มากระทบ ละบุญและบาปเสียได้แล้ว เป็นผู้มีสติอยู่ ย่อม เห็นก็สักว่าเห็น ได้ยินก็สักว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักว่า ไม่มภยเลย เพราะฉะนัน ผูมปญญาย่อมกระทำาจิต ี ั ้ ้ ี ั ได้กลิ่น ได้รสก็สักว่าได้รส ถูกต้องสัมผัสก็สักว่าถูก อันดินรนกวัดแกว่ง รักษาได้ยาก ห้ามได้ยาก ให้ ้ ต้องสัมผัส อย่าให้เกิดความยินดียินร้าย พอใจไม่
  • 40. แสงธรรม 38 Saeng Dhamma พอใจ ในอารมณ์นั้นๆ มีสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ให้ จะได้ช่วย รักษา ถ้าพลาดพลั้ง เหมือนกับคนถือโถน้ำามันเต็มเปี่ยมเสมอขอบ เดิน ให้สติ ตามไปด้วย ช่วยพลัง ผ่านนางงามชนบทที่กำาลังร่ายรำาขับร้อง ท่ามกลาง จะสมหวัง ตั้งใจไว้ ทุกประการ มหาชนคนดูคนชม ไม่ให้น้ำามันกระเพื่อมแม้แต่นิด ถ้าคนใด รักษาจิต ไปไกลได้ เดียว ถ้าทำาได้เช่นนี นีแหละคือการรักษาจิตให้ด ครู ้ ่ ี ไม่ปล่อยให้ จิตไป ทุกสถาน สี เข้าใจไหม ถ้าทำาไม่ดี ก็จะถูกนางยักษิณีกินหมด ให้จิตอยู่ ในที่ ที่ต้องการ ผ่านหนทางทุรกันดารไปไม่พน เพราะทนต่ออารมณ์ ้ เขาคนนั้น ย่อมพ้นผ่าน บ่วงแห่งมาร ยัวยวนไม่ไหว ยังมีความพอใจ ไม่พอใจ หวันไหวไป ่ ่ บ่วงแห่งมาร ทั้งห้า ไม่สามารถ ตามอารมณ์ที่มากระทบ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ผูกนักปราชญ์ มีปัญญา และกล้าหาญ รูปสวย เสียงไพเราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสนิ่ม บ่วงทั้งห้า ของมาร ทุกประการ นวล ชวนให้หลงไหล คลั่งไคล้ในอารมณ์นั้นๆ พลัน ถูกประหาร ด้วยอาวุธ คือปัญญา ก็ถูกนางยักษิณีขยี้กินเป็นเหยื่อ แล้วจะเหลืออะไร ปัญญาแล คืออาวุธ อันประเสริฐ เป็นสมบัติของตนเล่า ครูสี จิตเตลิด ใช้ปัญญา แก้ปัญหา ต้องมีสติรู้เท่ารู้ทันกิเลส ทุกลมหายใจเข้าออก จิตไปไกล ใช้ปัญญา นำากลับมา ฟอกจิตให้สงบ สะอาด สว่าง อันเป็นทางให้เกิด เป็นวิธี รักษา อันแยบยล ปัญญา นำาไปทำาลายกิเลสตัณหาให้สนซาก จากนัน ิ้ ้ ด้วยเหตุนี้ รักษาจิต ให้ดีนั้น ก็จะเหลือแต่จตทีเป็นอิสรเสรี ไม่มพนธะอะไรผูกพัน ิ ่ ี ั ตั้งสติ ให้มั่น ย่อมได้ผล โดยประการทั้งปวง “ผู้ใดจักสำารวมจิตที่ไปไกล ให้ทุกคน ควบคุม จิตของตน เที่ยวไปดวงเดียวโดดเดี่ยว ไม่มีรูปร่าง อาศัย จะได้ผล ดีเลิศ ประเสริฐแล ฯ อยู่ในถ้ำาคือร่างกายได้ ผู้นั้นจักพ้นจากเครื่อง ผูกของมาร” ดังนี้ การรักษา จิตที่ดี ต้องมีสติ หมั่นดำาริ ควบคุมจิต ทุกนาที ให้ตามรู้ ตามดู จิตให้ดี นี่วิธี รักษาจิต ที่ปลอดภัย ธรรมชาติ ของจิต คนเรานี้ มันชอบหนี เที่ยวไป ในที่ไกล เราต้องมี สติ ตามมันไป อย่าปล่อยให้ จิตเที่ยวไป โดยลำาพัง จิตคิดไป ใช้สติ ตามไปด้วย
  • 41. แสงธรรม 39 Saeng Dhamma อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks คณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ขออนุโมทนาแด่สาธุชนทุกๆ ท่าน ที่มีจิต ศรัทธาถวายภัตตาหารเช้า-เพล บริจาคสิ่งของ เสียสละแรงกาย แรงใจ กำาลังสติปัญญา และความ สามารถเท่าที่โอกาสจะอำานวย ช่วยเหลือกิจกรรมของวัดด้วยดีเสมอมา ทำาให้วัดของเรามีความเจริญ รุ่งเรืองก้าวหน้ามาโดยลำาดับ จึงประกาศอนุโมทนากับทุกๆ ท่านมา ณ โอกาสนี้ เจ้าภาพวันมาฆบูชา วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553 � วณี ฤทธิ์ถาวร และเพื่อนๆ เป็นเจ้าภาพโรงทานก๋วยเตี๋ยว คุณ � ไก่ วราลี ภูศรี เจ้าภาพข้าวเหนียวสังขยา คุณ � คุณแซม-ตู่ น้องกีต้าร์-แอนนา, คุณมิ่ง-รุ่งฤดี-น้องเฟย์-มุนี, คุณชม, คุณตุ่น เจ้าภาพไก่ทอด, ข้าวเหนียว, เต้าส่วน � กัญญา สว่างโรจน์ เจ้าภาพหมี่กรอบ, วุ้นเส้น คุณ � คุณยายสุดจิต เจ้าภาพไส้กรอก, ปลาส้ม � ร้านทะเลไทย โดยคุณพยุง-จินตนา งามสอาด � ร้านเรือนไทย โดยคุณแต๋ว สุโชตินันท์ � ร้านนาวาไทย โดยคุณตุ่ม � ร้านไทยเดิม โดยคุณสุทนต์ คุณสิริกันย์ ธรรมประเสริฐ � ร้านไทยทานิค โดยคุณสุริยันต์ - คุณรัตนา Scorsat � กลุ่มพลังบุญ โดยคุณปราณี เทพธาราคุณ และคณะ � คุณนก-คุณตาล คุณแมน-คุณจี๊ด-คุณทรวง-คุณหลี-คุณวาสนา และคณะ เจ้าภาพข้าวยำาปักษ์ใต้ � คุณบรรจง พวงใหญ่ ถวายเขียง 2 อัน โอวัลติน 1 ขวดใหญ่ เจ้าภาพน้ำาดื่มถังใหญ่ ถวายประจำาทุกเดือน คุณแม่สงวน เกิดมี คุณจารุณี พิทโยทัย คุณทัฬห์ อัตวุฒิ คุณบุณณ์ภัสสร คุณศรสวรรค์ พงศ์วรินทร์ คุณละม้าย คุณประมวล ทวีโชติ คุณณัฐกานต์ จารุกาญจน์ คุณยายเสริมศรี เชื้อวงศ์ น.พ. อรุณ คุณสุมนา สวนศิลป์พงศ์
  • 42. แสงธรรม 40 Saeng Dhamma ท่องแดนพระพุทธศาสนา ๒,๓๐๐ ปี ณ ประเทศศรีลังกา เรื่องและภาพ โดย.. ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี Ph.D. t_inthisan@hotmail.com ต่อจากฉบับที่แล้ว พ ระเจ้าวาสภะ เป็นปฐมกษัตริยของราชวงศ์ ได้ ช่วงนีประเทศชาติ เป็นช่วงระยะเวลายาวนานทีได้รบ ้ ์ ครองราชย์สบกันมาเป็นเวลาถึง ๓๕๐ ปี ใน ื ่ ั โคตภัยได้ประกาศตัวเป็นกบฏ พระองค์กทรงไม่ขดข้อง ็ ประการใด และทรงยกราชสมบัตให้ขนครองราชย์ เพือ ิ ้ึ ไม่ให้เกิดการล้มตายของผูคน และได้เสด็จออกบวช ้ ั ่ ความสุขสงบร่มเย็น ความมันคง มีบนทึกหลายแห่ง ่ ั เป็นฤาษี เมือมีการตังค่าหัวของพระองค์ พระองค์ทรง ่ ้ ทีกล่าวถึง ความเจริญทางศาสนาและด้านเศรษฐกิจ ่ ตัดศรีษะของพระองค์ให้เพื่อทรงให้ผู้ท่ีต้องการนำาไป คุณธรรมบนเส้นขนานของอำานาจ แลกกับค่าหัว เมือทุกคนต้องการอะไรจากพระองค์ ่ พระเจ้าโวหริกะติสสะ ถูกขนานพระนามว่า เป็นพระ พระองค์กทรงยกให้หมดทุกอย่าง ปัจจุบน พระองค์ได้ ็ ั ราชาผูทรงไว้ซงกฎมณเทียรบาล พระองค์ทรงงดเว้น ้ ่ึ รับการบูชาในฐานะเป็นนักบุญผูคนเคารพสักการะมาก ้ จากการลงโทษอันรุนแรงในศรีลงกา ในคริสต์ศตวรรษ ั ดุจเวสสันดรโพธิสตว์ ั ที่ ๓ เป็นสมัยทีพระพุทธศาสนาแยกออกเป็น ๒ นิกาย ่ ในสมัยพระเจ้าโกธาภัย (คริสตศักราช ๒๕๓-๒๖๖) โดยพุทธศาสนาแบบมหายานตังอยูทวดอภัยคีรี ้ ่ ่ี ั สัทธรรมปฏิรูปได้เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในภิกษุฝ่าย ต่อมาในสมัยพระเจ้าสิรสงฆโพธิ ิั (คริสตศักราช อภัยคีรี เป็นเหตุทำาให้คณะสงฆ์อีกกลุ่มหนึ่งได้ตั้ง ๒๕๑-๒๕๓) ผูซงครองราชย์ในระยะเวลาเพียงสันๆ ้ ่ึ ้ คณะทักขิณาวิหารขึ้น (คณะสงฆ์ฝ่ายใต้) พระองค์ พระองค์ทรงแสดงให้เห็นว่า ได้ดาเนินชีวตแบบนักบวช ำ ิ เป็นพระราชบิดา ของพระเจ้ามหาเสนะราชวงศ์ผู้สืบ ในทางพระพุทธศาสนา ตังแต่ทพระองค์ได้กลายเป็น ้ ่ี ราชสมบัติ (ที่จะได้อธิบายต่อไป ในเรื่องของการสร้าง พุทธมากะทีดี แทนทีพระองค์จะลงโทษประหารชีวต ่ ่ ิ พระสถูปเชตวัน) นักโทษ พระองค์ทรงทำาการเผาศพประชาชนทีตาย ่ กษัตริย์บางพระองค์ของศรีลังกา ทรงมีพระปรีชา แล้วในทีสาธารณะ และทรงปล่อยนักโทษ เมือพระเจ้า ่ ่ สามารถในหลายด้าน เช่น พระเจ้าเจตตติสสะที่ ๒
  • 43. แสงธรรม 41 Saeng Dhamma (คริสตศักราช ๓๓๑-๓๔๐) ทรงมีชื่อเสียงในการเป็น จาริกบุญจากจีนผ่านเอเซียกลาง และอินเดีย เพื่อ ช่างแกะสลักงาช้าง และภาพแกะสลักของพระองค์ อั ญ เชิ ญ พระไตรปิ ฎ กไปประดิ ษ ฐานที่ ป ระเทศจี น ทรงได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานอันสำาคัญในสมัย หลังจากเดินทางมาเป็นระยะเวลา ๑๒ ปี หลวงจีน ต่อมา อีกประการหนึ่ง พระเจ้าพุทธทาสมีความ ฟาเหียน ก็ได้นำาพระไตรปิฎกจากเมืองอนุราธปุระไป สามารถในด้านการผ่าตัด พระองค์ทรงก่อตั้งโรง ที่ประเทศจีน ซึ่งที่อนุราธปุระนี้ได้ค้นพบการบันทึก พยาบาลขึ้นหลายแห่ง รวมทั้งโรงพยาบาลสัตว์ด้วย ของท่าน และที่สำาคัญท่านได้พบกับเพื่อนร่วมชาติ และแต่งตั้งให้มีแพทย์ประจำาทุกๆ ๑๐ หมู่บ้าน และ ผู้ ซึ่ ง ได้ เ ขี ย นบรรยายอั น ทรงคุ ณ ค่ า เกี่ ย วกั บ ความ แพทย์เหล่านี้เป็นทั้งนักบวช และจิตแพทย์ในการ ผาสุก และความรุ่งเรืองของเมืองอนุราธปุระไว้ จาก บำาบัดโรคให้ประชาชน ยาสมุนไพรนั้นก็ได้รับการ เรื่องราวการบันทึกของท่านฟาเหียน ได้แสดงไว้ พัฒนาอย่างสูง ซึ่งผู้เขียนในยุคหลัง ๆ ได้ให้ความ อย่างชัดเจนว่า ในช่วงนั้นพระพุทธศาสนากำาลังเสื่อม เห็นว่าเป็นยาอายุวัฒนะสำาหรับชาวศรีลังกา ถอยจากอินเดียอย่างเรื่อยๆ และศรีลังกาก็ได้กลาย เป็นศูนย์กลางที่สำาคัญของพระพุทธศาสนาโลก ซึ่ง ประเพณี คำาสอนต่างๆ และศรัทธายังคงตั้งมั่น และ นั่นไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ที่ท่านฟาเหียนพบกับพ่อค้า คนจีนที่อนุราธปุระ ในขณะทีศรีลงกาได้สงราชทูตไปจีนจำานวน ๔ คน ่ ั ่ และทำาให้ศรีลงกาได้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่าง ั ตะวันออกและตะวันตก หลังจากนันอีก ๑ พุทธศตวรรษ ้ ต่อมา นักเดินเรือชาวไปแซนไทน์คนหนึง ได้เขียน ่ หนังสือเล่มหนึงชือว่า Casmas Indicopleustes กล่าวว่า ่ ่ เกาะแห่งนีได้ตงอยูในฐานะทีเป็นศูนย์กลาง และเต็มไป ้ ้ั ่ ่ ในสมัยของพระเจ้ามหานามะ (คริสตศักราช ๔๑๐- ด้วยเรือทีเดินทางมาจากอินเดีย เปอร์เซีย และเอธิโอเปีย ่ ๔๓๒) มีพระภิกษุนักปราชญ์ชาวอินเดีย นามว่าพระ และดูเหมือนว่าจะเป็นแหล่งส่งออกสินค้าต่างๆ มากมาย พุทธโฆสาจารย์ ได้แปลอรรถกถาจากภาษาสิงหล รวมทังสินค้าจากประเทศทีหางไกล ซึงหมายถึงประเทศ ้ ่ ่ ่ เป็นภาษาบาลี และได้พิมพ์เผยแพร่ ทำาให้คำาสอนใน จีน และแหล่งการค้าอืนๆ โดยรับผ้าไหม ว่านหางจระเข้ ่ ทางพระพุทธศาสนาสืบทอดมาจนทุกวันนี้ พระท่าน กานพลู ไม้จนทน์ และผลิตภัณฑ์อนๆ และสินค้าเหล่านี้ ั ่ื ก็ได้เข้าร่วมเป็นประธาน ในการฉลองอรรถกถาใน ได้ถกส่งไปขายต่อทีประเทศแถบตะวันตก ู ่ ครั้งนั้นด้วย พระเจ้าธาตุเสน (คริสตศักราช ๔๕๙-๔๗๗) เป็น ในตอนต้นของพุทธศตวรรษที่ ๕ เป็นช่วงทีหลวงจีน ่ กษัตริย์พระองค์หนึ่ง ที่มีพระราชศรัทธาในการบูรณะ ฟาเหียน ได้เดินทางมายังอนุราธปุระ ในขณะนันบ้าน ้ วัด พระองค์ทรงสร้างสระน้ำา ๑๘ แห่ง ซึ่ง ๔ ใน ๑๘ เมืองกำาลังเต็มไปด้วยความสงบเรียบร้อย และปราศจาก นั้น เป็นสระกว้างใหญ่ไพศาล พระองค์ถูกลอบปลง การรุกรานจากต่างชาติ ท่านหลวงจีนฟาเหียน ได้ออก พระชนม์ โดยพระราชโอรสของพระองค์พระนาม
  • 44. แสงธรรม 42 Saeng Dhamma ว่า พระเจ้ากัสสปะ ซึ่งถือว่าเป็นอีกเหตุการณ์หนึงใน ่ พระเจ้าพันยันของอินเดียใต้ ประกาศชัยชนะในการ ประวัตศาสตร์ของศรีลงกาทีนากล่าวขานถึง ซึงในขณะ ิ ั ่ ่ ่ เข้าแทรกแซงทางการเมือง การทหารทรงเอาชนะชาว ที่พระองค์กำาลังใช้ทรัพยากรทั้งหมดในการสร้างเมือง สิงหลอย่างเด็ดขาด และปล้นสะดมเมืองอนุราธปุระ จน ใหม่ คือ เมืองสีครยา พระองค์กทรงหาวิธในการบริหาร ิิ ็ ี กลายเป็นเมืองร้างถูกลืมเลือนไปหลายร้อยปี เงิน และเวลาในการบูรณะวัดทีเมืองอนุราธปุระ (ดูท่ี ่ เมืองอนุราธปุระ เป็นเมืองร้างทีถกทิงไว้มาเป็นเวลา ่ ู ้ เวสสะคีร) ในทีสด พระองค์กได้พายแพ้พระอนุชาใน ี ุ่ ็ ่ หลายร้อยปี ซากปรักหักพังทังหลายนัน ถูกฝังอยูในป่า ้ ้ ่ สนามรบ และได้รบสืบทอดอำานาจโดยชอบธรรม และ ั ทีแห้งแล้งของศรีลงกา นักท่องเทียวอาจจะจินตนาการ ่ ั ่ พระเจ้ากัสสปะได้สาเร็จโทษด้วยพระองค์เองในปี ค ำ ไปว่านักสำารวจนัน ไม่สามารถทีจะกูซากปรักหักพัง ้ ่ ้ ริสตศักราช ๔๙๕ ออกมาแสดงได้ แต่เมืองอนุราธปุระซึงถือว่าเป็นเมือง ่ ในยุคปลายของอนุราธปุระ ลัทธิคำาสอนตามแนว ทีมกษัตริยครองราชย์ถง ๑๑๓ พระองค์นน เป็นเมือง ่ ี ์ ึ ้ั มหายาน ได้มีอิทธิพลต่อพระมหากษัตริย์หลาย ทีไม่เคยลืมเลือนสำาหรับชาวศรีลงกา ความทรงจำาใน ่ ั พระองค์ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนทรงเลื่อมใสในพุทธ ประวัตศาสตร์กษัตริยของศรีลงกา ยังคงไม่เลือนหาย ิ ์ ั ศาสนานิกายมหายานด้วย เมืองรุหุนะทางตะวันออก ไปจากตำานานและประวัตศาสตร์ของประเทศ อย่างไร ิ เฉียงใต้เรืองอำานาจ ประกาศตัวเป็นข้าศึกต่อเมือง ก็ตาม จากบันทึกทางประวัตศาสตร์ ก็ยงคงสืบทอด ิ ั ราชรตะ (เมืองหลวงทางตอนเหนือ) ในช่วงกลางของ เรืองราวอันยิงใหญ่ของเมืองอนุราธปุระ และตำานานต้น ่ ่ พุทธศตวรรษที่ ๗ ได้เกิดสงครามกลางเมือง และเกิด พระศรีมหาโพธิอนศักดิสทธิ์ ทีพระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ์ั ์ิ ่ การเสื่อมอำานาจลงในส่วนกลาง ชาวทมิฬได้มีอำานาจ ยังคงมีอยู่ โดยได้รับการรักษาไว้เป็นมรดกสืบทอด ในแผ่นดิน และในช่วงปลายศตวรรษที่ ๗ มีพระมหา กันมา นอกเหนือจากศาสนาอื่น ๆ คำาสอนขององค์ กษัตริย์พระองค์หนึ่ง มีเจ้าเมืองและนายกรัฐมนตรี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ วัดต่าง ๆ ใน เป็นชาวทมิฬ ในช่วงนี้เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีแต่ความ ทางพระพุทธศาสนา ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่เป็นมรดกอัน สงบสุข ตลอดรัชสมัยของพระเจ้ามนวังสะ ซึ่งพระองค์ เก่าแก่ของโลก ในนามตัวแทนของกองทัพของราชวงศ์พัลละวะตอน อ่านต่อฉบับหน้า ใต้ของอินเดีย ซึ่งเป็นที่ที่พระองค์ถูกเนรเทศ ผลการ เป็นพันธมิตรกับเมืองพัลละวะนั้น ทำาให้ศรีลังกาเกิด สันติสุขได้เป็นเวลานับศตวรรษ รวมทั้งการติดต่อและ การค้าขายกับอินเดีย ได้เพิ่มมากขึ้น พระเจ้ามหินท์ที่ ๒ พระองค์ได้ขึ้นครองราชย์ในปี คริสตศักราช ๗๗๗ ทรงปราบปรามกบฏหลายกลุ่ม และได้สร้างรัตนะ ปราสาทขึ้นที่อภัยคีรี ตลอดทั้งได้ทรงสร้างที่อยู่อาศัย แก่สัตว์บก และสัตว์น้ำาในรัชสมัยของพระองค์ ในสมัยพระเจ้าเสนะที่ ๑ ประมาณคริสตศักราช คณะแม่ครัว มีคุณนก-หลี-จี๊ด-ทรวง-วาสนา-ตาล-แมน-จุก พร้อมครอบครัว ๘๔๐ ประเทศศรีลังกา ประสบกับภาวะถดถอย มีจิตศรัทธามาทำาอาหารถวายพระเช้า-เพล ตลอดช่วงหิมะตกหนัก กุมภาพันธ์ 2553
  • 45. แสงธรรม 43 Saeng Dhamma หลักชาวพุทธ ภูมิธรรมขั้นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาการแห่งชีวิตและสังคม โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต) http://www.chaobuddha.com/profile03.php ปั จจุบันนี้ ปัญหาสำาคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ซึ่ง ปรากฏชัดในสังคม คือการที่คนมากมาย เป็นชาวพุทธกันเพียงในนาม โดยไม่มีทั้งความรู้ และ ดังต่อไปนี้ เป็นภูมธรรมขันพืนฐานของชาวพุทธ (๑.) หลักการ ิ ้ ้ ๑. ฝึกแล้วคือเลิศมนุษย์: ข้าฯ มั่นใจว่า มนุษย์จะ การปฏิบัติของชาวพุทธ สภาพเช่นนี้เป็นเหมือนเมฆ ประเสริฐเลิศสุด แม้กระทั่งเป็นพุทธะได้ เพราะฝึกตน หมอกที่ บ ดบั ง แสงสว่ า งและความงามแห่ ง คุ ณ ค่ า ด้วยสิกขา คือการศึกษา ของพระพุทธศาสนา นอกจากตัวบุคคลนั้นจะไม่ ๒. ใฝ่พทธคุณเป็นสรณะ: ข้าฯ จะฝึกตนให้มปญญา ุ ีั เจริญงอกงามในธรรมแล้ว สังคมก็สูญเสียประโยชน์ มีความบริสุทธิ์ และมีเมตตากรุณา ตามอย่างองค์พระ มากมายที่พึงได้จากพระพุทธศาสนา จึงเป็นปัญหา สัมมาสัมพุทธเจ้า ร้ายแรงที่ควรตื่นตัวขึ้นมาเร่งแก้ไข ๓. ถือธรรมะเป็นใหญ่: ข้าฯ ถือธรรม คือความ คำาว่า “ชาวพุทธ” มิใช่เป็นถ้อยคำาที่พึงเรียกขาน จริง ความถูกต้องดีงาม เป็นใหญ่ เป็นเกณฑ์ตัดสิน กันอย่างเลื่อนลอย บุคคลที่จะเรียกได้ว่าเป็น “ชาว ๔. สร้างสังคมให้เยี่ยงสังฆะ: ข้าฯ จะสร้างสังคม พุทธ” จะต้องมีหลักการ มีคุณสมบัติประจำาตัว และ ตั้งแต่ในบ้าน ให้มีสามัคคี เป็นที่มาเกื้อกูลร่วมกัน มีมาตรฐานความประพฤติ ที่รองรับ ยืนยัน และ สร้างสรรค์ แสดงออกถึงความเป็นชาวพุทธนั้น หลักการและ ๕. สำาเร็จด้วยกระทำากรรมดี: ข้าฯ จะสร้างความ ปฏิบัติการ ที่เรียกว่า “หลักชาวพุทธ” ดังต่อไปนี้ สำาเร็จด้วยการกระทำาที่ดีงามของตน โดยพากเพียร เป็นภูมิธรรมขั้นพื้นฐานของชาวพุทธ ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ใน อย่างไม่ประมาท หลักการและดำาเนินตามปฏิบัติการนี้ นอกจากเป็น (๒.) ปฏิบัติการ ชาวพุทธสมแก่นามแล้ว จะมีชีวิตที่พัฒนาก้าวหน้า งอกงาม และช่วยให้สังคมเจริญมั่นคงดำารงอยู่ใน ข้าฯ จะนำาชีวิต และร่วมนำาสังคมประเทศชาติ ไป สันติสุข เป็นผู้สืบต่อวิถีชาวพุทธไว้ พร้อมทั้งรักษา สู่ความดีงาม และความสุขความเจริญ ด้วยการปฏิบัติ ธรรมและความเกษมศานต์ให้แก่โลก “หลักชาวพุทธ” ดังต่อไปนี้ อันพึงถือเป็นบรรทัดฐาน มีดังต่อไปนี้ ก).มีศีลวัตรประจำาตน หลักการและปฏิบตการ ทีเรียกว่า “หลักชาวพุทธ” ั ิ ่ ๑.บูชาบูชนีย์: มีปกติกราบไหว้ แสดงความเคารพ
  • 46. แสงธรรม 44 Saeng Dhamma ต่อพระรัตนตรัย บิดามารดา ครูอาจารย์ และบุคคลที่ ของตนเอง และทำางานของชีวิต ด้วยตนเอง ทำาได้ ทำา ควรเคารพ เป็น อย่างงดงามน่าภูมิใจ ๒. มีศลห่างอบาย: สมาทานเบญจศีลให้เป็นนิจศีล ี ๑๑. ไม่ตามใจจนหลง: ชมรายการบันเทิงวัน คื อ หลั ก ความประพฤติ ป ระจำ า ตั ว ไม่ ม ื ด มั ว ด้ ว ย ละไม่เกินกำาหนดทีตกลงกันในบ้าน ไม่มวสำาเริงสำาราญ ่ ั อบายมุ ข ปล่อยตัวให้เหลิงหลงไหลไปตามกระแสสิ่งล่อเร้าชวน ๓. สาธยายพุทธมนต์: สวดสาธยายพุทธวจนะ ละเลิงและมีวนปลอดการบันเทิง อย่างน้อยเดือนละ ๑ วัน ั หรือบทสวดมนต์ โดยเข้าใจความหมายอย่างน้อย ๑๒. มีองค์พระครองใจ: มีสงทีบชาไว้สกการะประจำา ่ิ ่ ู ั ก่อนนอนทุกวัน ตัวเป็นเครืองเตือนใจให้ระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย ่ ๔. ฝึกฝนจิตด้วยภาวนา: ทำาจิตใจให้สงบ ผ่องใส และตังมันอยูในหลักชาวพุทธ ้ ่ ่ เจริญสมาธิ อันค้ำาจุนสติที่ตื่นตัว หนุนปัญญาที่รู้ทั่วชัด ด้วยการปฏิบัติ ๓ หมวด ๑๒ ข้อนี้ ข้าพเจ้าเป็น เท่าทัน และอธิษฐาน จิตเพื่อจุดหมายที่เป็นกุศล วัน ชาวพุทธแท้จริง ที่มั่นใจว่า จะสามารถรักษาธรรมไว้ ละ ๕–๑๐ นาที และร่วมนำาโลกไปสู่สันติสุข บุคคลที่ถือปฏิบัติตาม “หลักชาวพุทธ” ดังกล่าวมานี้ เป็นผู้มีภูมิธรรมพื้น ข).เจริญกุศลเนืองนิตย์ ฐานของชาวพุทธ จึงเป็นชาวพุทธที่แท้จริง สมกับ ๕. ทำากิจวัตรวันพระ: บำาเพ็ญกิจวัตรวันพระ ด้วย ชื่อที่เรียกขาน การตักบาตรหรือแผ่เมตตา ฟังธรรม หรืออ่านหนังสือ แรกที่สุด พอเด็กเกิดมา ลืมตาดูโลก การศึกษา ธรรม โดยบุคคลที่บ้าน ที่วัด ที่โรงเรียน หรือที่ทำางาน ก็เริ่ม ลูกจะเห็นโลกและมองโลกอย่างไรก็อยู่ที่พระ ร่วมกัน ประมาณ ๑๕ นาที พรหม คือพ่อแม่ จะชี้แสดงชักนำาให้ การศึกษาเดิน ๖. พร้อมสละแบ่งปัน: เก็บออมเงิน และแบ่งมา หน้าไป ดังนั้น ถ้าจะให้แน่จริงและมั่นใจที่สุด การ บำาเพ็ญทาน เพือบรรเทาทุกข์ เพือบูชาคุณ เพือสนับสนุน ่ ่ ่ ปฏิบัติตามหลักชาวพุทธจึงต้องเริ่มต้นตั้งแต่ที่บ้าน กรรมดี อย่างน้อยสัปดาห์ละ ๑ ครัง้ โดยการนำาของบูรพาจารย์ คือคุณพ่อคุณแม่ ที่แน่แท้ ๗. หมันทำาคุณประโยชน์: เพิมพูนบุญกรรม บำาเพ็ญ ่ ่ ว่าเป็นครูคนแรกของลูก เมื่อเด็กมาเข้าโรงเรียน คือ ประโยชน์ อุทศแด่พระรัตนตรัย มารดาบิดา ครูอาจารย์ ิ เริ่มเข้าสู่ระบบการศึกษา ถือว่าเป็นจุดกำาหนดใน และท่านผูเป็นบุพการีของสังคมแต่อดีตสืบมา อย่างน้อย ้ การแสดงความเป็ น ผู้ ศึ ก ษาให้ ป รากฏชั ด เจนออก สัปดาห์ละ ๑ ครัง ้ มา เท่ากับบอกแจ้งว่าจะตั้งต้นเล่าเรียนศึกษาอย่าง ๘. ได้ปราโมทย์ดวยไปวัด: ไปวัดชมอารามทีรนรมย์ ้ ่ ่ื จริงจัง ให้สมนามที่เรียกว่าเป็น “นักเรียน” ในขณะ และไปร่วมกิจกรรม ทุกวันสำาคัญทางพระพุทธศาสนา ที่เริ่มแสดงความเป็นนักเรียนนั้น เด็กก็ควรได้โอกาส และวันสำาคัญของครอบครัว ที่จะเริ่มแสดงความเป็นชาวพุทธของตนให้ปรากฏ ค).ทำาชีวิตให้งามประณีต ชัดออกมาด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อให้กระบวนการของ ๙. กินอยูพอดี: ฝึกความรูจกประมาณในการบริโภค ่ ้ั การศึ ก ษาทุ ก ส่ ว นประสานเกื้ อ กู ล และกลมกลื น กั น ด้วยปัญญา ให้กนอยูพอดี ิ ่ ดำาเนินไปอย่างครบองค์ สมที่จะเรียกว่าเป็นไตรสิกขา ๑๐. มีชีวิตงดงาม: ปฏิบัติกิจส่วนตน ดูแลของใช้ เมื่อเด็กมีภูมิธรรมพื้นฐานของชาวพุทธ ด้วยการถือ
  • 47. แสงธรรม 45 Saeng Dhamma ปฏิบัติตามหลักชาวพุทธข้างต้นนี้ ความเป็น “ชาว ทุกประการ พุทธ” ของเด็กก็จะเริ่มปรากฏชัดเจนออกมา เป็น อุทัยแห่งชีวิตการศึกษาของเด็ก ก็หมายถึงอุทัย นิมิตหมายว่าชีวิตของเธอจะงอกงามก้าวหน้าไปใน แห่งปวงความหวังของครอบครัว ของสังคม และของ พัฒนาการแห่งการศึกษา ดุจดวงอาทิตย์ที่อุทัยแล้ว มนุษยชาติทั้งมวล อันเป็นหลัก ประกันให้มั่นใจว่า ก็จะขึ้นสูงเด่นงามสง่าทอแสงเจิดจ้าให้ความสว่างและ มนุษย์ที่ได้พัฒนาดีแล้วนี้ จะสามารถรักษาธรรมไว้ พลังอันอำานวยความสัมฤทธิ์สมหวังและความรุ่งเรือง และนำาโลกไปสู่สันติสุขได้ อย่างแน่นอน BANgkok DElIghT RESTAURANT ถวายเพลที่ร้านทุกเดือน คณะอุบาสกอุบาสิกาผู้ถวายภัตตาหารเช้า ทุกวันอาทิตย์ NSC RESTAURANT ถวายเพลที่ร้านทุกเดือน คณะพยาบาลบัลติมอร์ ถวายเพลทุกวันพุธสุดท้ายของเดือน คณะผู้ถวายภัตตาหารเช้า ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี-ศุกร์ ร้านไทยฟาร์มทำาบุญถวายภัตตาหารเพลที่ร้าน / 14 ก.พ. 2553
  • 48. แสงธรรม 46 Saeng Dhamma อนุโมทนาพิเศษ คุณวิโรจน์ บาลี ช่วยเปลียนเครืองมอเตอร์ฮดทีหองครัว ่ ่ ู ่ ้ Mr.Du Wayne Engelhart and Edward Gresser who teach Mr. Gary Henderson ช่วยซ่อมฮีทด้วยดีเสมอมา the English langauge to monks and students at Wat Thai,DC คุณเวียงนิต คุณคำากอง และน้องบุญเพียร บำาเพ็ญบุญบารมีด้วยแรงกาย คุณยายสุดจิตร พร้อมคณะมาถวายภัตตาหารเพล ใน ช่วยทำาความสะอาดห้องครัว และนำาดอกไม้มาบูชาหลวงพ่อดำาเป็นประจำา วันที่ไม่มีเจ้าภาพ ขออนุโมทนาบุญมา ณ โอกาสนี้ด้วย คุณพวงทอง-คุณแหม่ม มะลิกุล คุณดุษฎี หล่อรุ่งโรจน์ คุณณัฐฐา-น้องน้ำาหวาน พงษ์รูป มีจิตศรัทธามาช่วยจัดดอกไม้ในกิจกรรมสำาคัญต่างๆ ของวัดไทยฯ ดี.ซี. ด้วยดีเสมอมา
  • 49. แสงธรรม 47 Saeng Dhamma สรุปข่าววัดไทยฯ ดี.ซี. โดย.. ดร.แฮนดี้ � สรุปข่าว ในรอบเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ � จัดปฏิบัติธรรมประจำาเดือน ก่อนอื่นก็ต้องทักทายท่านผู้อ่านคอลัมน์ข่าวรอบวัด วันเสาร์ที่ ๑๖ มกราคม การจัดปฏิบัติธรรมประจำา ก่อนด้วยคำาว่า “ธรรมะสวัสดี” เพราะว่าผูเขียนห่างหาย ้ เดือนมกราคมที่ผ่านมา มีผู้ปฎิบัติเป็นจำานวนมากสนใจ ไปนานหลายฉบับไม่ได้เขียนข่าวให้อานเลย เพราะต้องพัก ่ เข้าร่วมกันปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ เดินจงกรม และสนทนา ฟืนร่างกายจากการประสบอุบตเหตุทางรถยนต์ และตอน ้ ั ิ ธรรมด้วย ในครั้งนี้มีเยาวชนจากชิคาโกได้มาร่วมปฏิบัติ นีกหายดีเกือบปกติแล้ว ก็ขอฝากข่าวถึงญาติโยมหลายๆ ้ ็ ธรรมด้วย และบอกว่าประทับใจที่มีการสนทนาธรรมแก้ ท่านทีเป็นห่วงโทรศัพท์ และเขียนการ์ดมาเยียม ก็ตองขอ ่ ่ ้ ปัญหาข้อสงสัยต่างๆ ได้ดี อนุโมทนาบุญด้วยทีแสดงความห่วงใย ่ � หลวงตาชี ปฏิบัติศาสนกิจต่างรัฐ ขอพาท่านผู้อ่านไปพบกับเหตุการณ์ทั่วๆ ไปของวัด เช่นเคยเหมือนทุกปีประมาณสัปดาห์ที่ ๓ ของเดือน ไทยกรุงวอชิงตัน,ดี.ซี. ในรอบเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ มกราคม (๑๘-๒๘ม.ค.) หลวงตาชี พร้อมด้วยพระมหา ที่ผ่านมา หลังจากทำาบุญขึ้นปีใหม่ต้อนรับปีเสือแล้ว ทุก เรืองฤทธิ์ ได้รับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมที่ไมอามี คุณ คนก็มีความสุข ตั้งใจทำางานตามหน้าที่ต่อไป แต่ก็ติด ยงยุทธ คุณศิริพรรณ เนตรทองคำา นิมนต์ไปทำาบุญร้าน อยู่นิดหนึ่งคือปีนี้มีพายุหิมะถล่มรัฐแมรี่แลนด์ เวอร์จีเนีย อาหาร ๗ ร้าน และปีนี้มีทำาบุญขึ้นบ้านใหม่ด้วย นอกจาก และ ดี.ซี. มากเป็นประวัติการณ์ ทำาบุญตามประเพณีแล้วยังได้ฟังธรรม ปฏิบัติธรรมกับ
  • 50. แสงธรรม 48 Saeng Dhamma หลวงตาชีอีกซึ่งเคยปฏิบัติกันมาเป็นประจำา � ข่าวคืบหน้าเรื่องการก่อสร้าง ส่วนงานคณะสงฆ์สมัชชาสงฆ์ไทยฯ ได้จัดประชุม อีกเรื่องหนึ่งที่กำ าลังอยู่ในความสนใจของญาติโยม สมัยวิสามัญครั้งที่ ๑๘ ที่วัดมงคลรัตนาราม เมือง หลายๆ ท่าน คือเรื่องการดำาเนินการก่อสร้างอาคาร ๘๐ แทมป้า รัฐฟลอริดา ระหว่างวันที่ ๒๒-๒๔ มกราคม ปีหลวงตาชี ซึ่งตอนนี้กำาลังดำาเนินการขออนุญาตทางเคา ในโอกาสนี้ได้มอบหมายให้พระมหาเรืองฤทธิ์ ไปประชุม น์ตี้อยู่ เหตุที่ต้องใช้เวลานานหลายปี ก็เพราะพื้นที่ตั้งวัด แทนพระธรรมทูตวัดไทยฯ ดี.ซี. และหลวงตาได้รับนิมนต์ ของเราอยู่ในเขตพื้นที่ Wetland, Floodplains, Ease- ไปเทศน์ในงานคล้ายวันเกิดของท่านพระครูวิเทศสุตคุณ ments area คือเป็นข้อจำากัดในการใช้พื้นที่หวงห้ามของ เจ้าอาวาส ครบ ๖๐ ปี ด้วย ทางการ เช่นทำาให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย และพื้นที่ในเขต � สงเคราะห์ญาติโยม น้ำาท่วมถึง ตลอดถึงการที่เราเอากาซีโบร์และห้องเก็บ เมื่อปลายเดือนมกราคมมีทำาบุญเปิดร้านอาหารใหม่ ของไปตั้งในเขตพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งตอนนี้เราได้ย้ายสิ่งของ เช่นทีเมืองฟิลลาเดลเฟีย โดย ดร.วินน์และคุณหน่อย ได้ ่ เหล่านั้นออกหมดแล้ว มานิมนต์หลวงตาชี พร้อมด้วยคณะสงฆ์วดไทยฯดี.ซี. วัดั การขออนุญาตการก่อสร้างก็กำาลังดำาเนินไปโดยเมื่อ มงคลเทพมุนี ไปเจริญพระพุทธมนต์ เปิดร้านใหม่ชอ Mix ่ื วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๕๓ นี้ คณะกรรมการพิจารณาการ เป็นร้านอาหารที่ใหญ่และหรูหรามากร้านหนึ่งในฟิลล่า ก่อสร้างได้พจารณาสัญญา และได้เลือกบริษท Mhg ิ ั และนอกจากนันก็มทาบุญขึนบ้านใหม่กมบาง ทุกอย่าง ้ ี ำ ้ ็ ี ้ (Macris, hendricks and glascock, P.A.) ให้ดาเนิน ำ ก็ดาเนินไปตามปกติ ไม่มอะไรมากนอกจากมีญาติโยม ำ ี การทำา Civil Engineer (Environmental Sciences, มาร่วมทำาบุญถวายเช้า ถวายเพล และมีใส่บาตรเช้าวัน Forest Conservation & Related Work Services) คือ อาทิตย์แรกและสุดท้ายของเดือน ฟังเทศน์นทานชาดก ได้ ิ การทำาพื้นที่ท่จะขออนุญาตสร้างตึกกับทางเคาน์ต้จนกว่า ี ี ทังบุญความสุขใจ และได้กศล คือความฉลาดในธรรมด้วย ้ ุ จะได้ใบอนุญาต โดยได้เซ็นต์สญญาไปแล้วตังแต่วนที่ ๒๖ ั ้ ั กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ นีกเป็นความพยายามของทางคณะ ่็ � งานบริการสังคมและชุมชนทำา TAX กรรมการก่อสร้างทีจะต้องทำาให้สาเร็จ แต่ทลาช้าไปเพราะ ่ ำ ่ี ่ ส่วนงานด้านบริการสังคม ชุมชนชาวไทย และชาว เหตุผลพืนทีของเรามีขอจำากัดดังทีกล่าวแล้ว ้ ่ ้ ่ อเมริกน ได้มาร่วมกันทำา TAX ทีใต้อโบสถศาลาพระพุทธ ั ่ ุ มงคลวิมลดีซี โดยเปิดโอกาสให้ผทมรายได้นอย ได้มาใช้ ู้ ่ี ี ้ � ประชุมเตรียมงานสงกรานต์ บริการ และวัดไทยฯ ดีซ.ี ได้อานวยความสะดวกเรืองสถาน ำ ่ งานประเพณี ส งกรานต์ ป ระจำ า ปี ก็ ใ กล้ เข้ า มาทุ ก ที ทีฟรีทก ๆ วันเสาร์ ตังแต่เก้าโมงเช้าถึงบ่ายโมง ่ ุ ้ ทางคณะกรรมการบริ ห ารวั ด ไทยฯดี . ซี . ก็ ไ ด้ ป ระชุ ม � โรงเรียนวันอาทิตย์-นาฏศิลป์- ดนตรีไทย ปรึกษาหารือกันเตรียมความพร้อม เมื่อวันที่อาทิตย์ที่ น้องๆ เด็กๆ นักเรียนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ๒๑ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่ก็ใช้ข้อมูลเดิมคือ และนักเรียนนาฏศิลป์ ดนตรีไทย ก็ดำาเนินไปตามปกติ เรื่องร้านค้า เป็นประเด็นหลักที่ได้ปรึกษากันแล้วคงไว้ ถึงแม้จะมีหิมะตกลงมาอย่างหนัก ครูแต๊ก ก็อุตส่าห์มา เหมือนเดิมทั้งจำานวนที่จะเช่าโต๊ะมาให้บริการแม่ค้า แม่ สอนดนตรีไทยทุก ๆวันเสาร์ และคุณครูเมธินี ก็ขยัน ขายทั้งหลาย และเรื่องสถานที่จอดรถ ซึ่งกำาหนดให้จอด ซ้อมรำาให้เด็กๆ นี่ก็ใกล้จะได้แสดงวันมาฆบูชา และวัน ทั้งในโรงเรียนแบร์รี่ และมีรถบริการไปรับ-ส่งที่สถานี สงกรานต์งานใหญ่ประจำาปีแล้วก็เลยต้องรีบเร่งกันหน่อย รถไฟ glenmont ในนามคณะสงฆ์ ก็ ต้ อ งขออนุ โ มทนาบุ ญ ด้ ว ยในความ ส่วนพิธีกรรมทางศาสนา มีทำาบุญตักบาตรพระสงฆ์ ตั้งใจจริงของคุณครูอาสาสมัครทั้งหลาย ถวายภัตตาหารเพล ฟังธรรมเทศนา บังสุกุลรวมญาติ
  • 51. แสงธรรม 49 Saeng Dhamma นอกจากนี้ก็มีสรงน้ำาพระ ปิดทองหลวงพ่อดำาที่ศักดิ์สิทธิ์ โชติกเวชกุล $500 คุณพิณทอง เกาฏีระ $200 คุณ และถวายสังฆทาน และวัฒนธรรมไทย ก็เหมือนเดิม มี มาลินี วังศเมธีกูร และร้านอาหารบางกอกการ์เด้น ขบวนแห่นางสงกรานต์ทั้ง ๗ นาง รดน้ำาดำาหัวแขกผู้ใหญ่ ขอให้ผู้มีส่วนร่วมอื่นๆ ได้บุญร่วมกัน บนเวทีการแสดง การแสดงนาฏศิลป์ ดนตรีไทย และการ ๓. วันเสาร์ท่ี ๒๗ กุมภาพันธ์ เป็นวันจัดปฏิบัติธรรม ละเล่นแบบไทยๆ มากมาย อย่าลืมรีบจองร้านแต่เนิ่นๆ ประจำาเดือนของวัดไทยฯดี.ซี. มีญาติธรรมทั้งหลาย ทั้ง เพราะจะปิดรับประมาณวันที่ ๓๑ มีนาคม ศกนี้ หญิงและชาย หนุ่มสาว เฒ่าแก่ มาร่วมประพฤติปฏิบัติ ธรรมกันโดยถวายเป็นพุทธบูชา (เพราะวันรุ่งขึ้นเป็นวัน มาฆบูชา) งานนี้นำาโดย ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี ได้ ร่วมกันบรรยายธรรมในเรื่อง “จิตตานุภาพ” การสร้าง พลังจิตให้เข้มแข็ง พร้อมด้วยพระวิปัสสนาจารย์ พระ สุริยา เตชวโร พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป สนทนา ธรรม ตอบปัญหาธรรม แบบเจาะลึก ถึงใจท่านผู้ฟัง ๔. วันอาทิตย์ท่ี ๒๘ กุมภาพันธ์ เป็นวันพระใหญ่ ขึน ้ ๑๕ ค่าเดือน ๓ ซึงเป็นวันมาฆบูชา ชาวประชาพุทธบริษท ำ ่ ั มารำาลึกถึงการประกาศอุดมการณ์ของพระพุทธศาสนา � ข่าวสุดท้าย ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เป็นโอกาสดีได้ ประกาศหัวใจพระพุทธศาสนาในวันนี้ ซึงมีกจกรรมทีนา ่ ิ ่ ่ ทำาบุญทำากุศลของชาวพุทธบริษัททั่วหน้า สนใจมากมาย มีบรรยาย(เทศน์)ทังภาคภาษาไทย และ ้ ๑. วันทีเสาร์ ๑๓ กุมภาพันธ์ ตรงกับวันพระใหญ่ พระ ่ ภาษาอังกฤษ เพราะมีนกศึกษาชาวอเมริกน จาก george ั ั สงฆ์ทาสังฆกรรมสวดปาติโมกข์ และเป็นวันสำาคัญของ ำ Washington University and St. Marry College MD. พีนองชาวจีน หรือไทย-จีน ทีเป็นวันไหว้บรรพบุรษใน ่ ้ ่ ุ ได้ จองเข้ามาร่วมงานนีประมาณ ๕๐ กว่าคน ้ โอกาสเทศกาลตรุษจีน และในโอกาสนีพนองชาวพุทธ ้ ่ี ้ ฉะนั้นจึงขออนุโมทนาบุญกับท่านทั้งหลายที่ได้ มา เวียดนาม ได้มาไหว้พระทีวดไทยฯ ดี.ซี. หลายคณะ ่ั ร่วมกันบำาเพ็ญความดี ด้วยการให้ทาน รักษาศีล เจริญ จำานวนมากกว่า ๕๐๐ คน ขออนุโมทนาบุญด้วย จิตภาวนา ทำาบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเพล สวด ๒. วันวาเลนไทน์ ตรงกับวันอาทิตย์ท่ี ๑๔ กุมภาพันธ์ มนต์ เวียนเทียน โดยพร้อมเพรียงกัน ซึ่งทุกคนทราบดีของวัฒนธรรมของชาวตะวันตก แต่ � ปฏิทินข่าว เดือนมีนาคม เราชาวพุทธสามารถปรับสภาวธรรมเป็นความรักความ ๖-๘ มี.ค. หลวงตาชี พม.ถนัด ไปปฏิบตศาสนกิจที่ ั ิ เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ตามหลักธรรมในทางพระพุทธ วัดรัตนปัญญา แคลิฟอร์เนีย ศาสนาได้ บังเอิญปีนี้มีหิมะตกลงมาอย่างหนัก ทำาให้ชาว ๙-๑๔ มี.ค. พ.ม. ถนัด อตฺถจารี ไปประชุมกรรมการ พุทธมีโอกาสได้มาทำาบุญพิเศษทำาอาหารถวายเช้า ถวาย จัดงานทีวดวชริธรรมปทีป นิวยอร์ค ่ั เพลพระ ขออนุโมทนาคณะผู้ปกครองผู้ใจบุญ นำาโดย ๑๓ มี.ค. จัดปฏิบตธรรมประจำาเดือน ั ิ คุณนก คุณตาล- แมน และลูกๆ บูม แบ๊งค์ คุณจี๊ด ๑๙-๒๒ มี.ค. พม.ถนัด อตฺถจารี จัดปฏิบตธรรมสัญจร ั ิ คุณหลี คุณวาสนา คุณจุก คุณตุ๊ก (กุหลาบ) ที่มา ทีวดมงคลรัตนาราม ฟอร์ด วัลตันบีช ่ั นอนวัดทำาอาหารถวายพระในช่วงหิมะตก และมีผู้ซื้อ ๒๘ มี.ค. ประชุมคณะกรรมการวัดไทยฯดี.ซี. ของ, ถวายทุนในการทำาอาหาร คือ คุณณรงค์-รัตนา
  • 52. แสงธรรม 50 Saeng Dhamma
  • 53. แสงธรรม 51 Saeng Dhamma
  • 54. แสงธรรม 52 Saeng Dhamma รายนามผู้บริจาคประจำาเดือนกุมภาพันธ์ (FEBRUARY 10) รายนามผู้บริจาคทั่วไป Apa limpakan 20.00 Sushi Siam group llC 1,000.00 keo Jeans 15.00 Thai Farm, Inc. 500.00 คุณบอล 10.00 ชาวพุทธเวียดนามทำาบุญปีใหม่ 2/21/10 467.00 ชาวพุทธเวียดนามทำาบุญปีใหม่ 2/20/10 410.00 คณะนิ๊ตติ้ง 475.00 รายนามผู้บริจาควันมาฆบูชา ขายอาหารวันเสาร์ 2/19/10 304.00 Ann Puntudit 200.00 Win Somboonsong, Ph.D. P.E. 200.00 คุณเมธินี ศรีบุญเรือง 100.00 SgT, Inc. 200.00 Usa Trimas 100.00 Panya Thai Inc. 200.00 Somchit Ryan 100.00 กลุ่มพลังบุญ 166.00 Sasiton hills 100.00 กัณฑ์เทศน์ 1/31/10 (พระจรินทร์ อาภสฺสโร) 153.00 Sarawoot Punksungka 100.00 Nirutisai graff 150.00 kamonrat Monsalud 100.00 Sukanda Jetabut 129.92 Bangthamai Family 100.00 คุณสนั่น เมฆมงคล 105.00 คุณชูศรี ธนบดี กอร์ 79.00 Wantana Wallace 100.00 William Chinda 64.00 Piangchai Matz 90.00 ครอบครัวเบอร์เก็ต,น.ส.อลิสา,คุณสกุลรัตน์ โทนชัย 50.00 Yaowared Uangtarkul 50.00 Mingkwan letzring 50.00 Russamee Suwannachairob 50.00 Chananporn Weller 50.00 Malee Barlee 50.00 Songsri Nirapathama 45.00 นางสาวสุจิตต์ จิตบุญทวีสุข,นายจิตพิสิฐ ไชยอารีกุล 48.00 Sean Currie 45.00 คุณสนั่น เมฆมงคล 40.00 ouen Ratana Pongdee 45.00 Puangtip Itharat 40.00 Robin A. Ukrit 40.00 นางพรพรรณ มะโนชัย 35.00 Rattana Vongpukkeaw 40.00 Pranee Teptarakun 25.00 Adisak Siripornsawan 35.00 คุณสุดารัตน์ ตั้งตรงวานิช 20.00 Tongjit ketkludyoo 30.00 คุณดวงพร เทียบทอง 20.00 Srivichar, Inc. 30.00 คุณอุรสา ธีระวุฒิ 20.00 Sapan howell 30.00 คุณสาธิต-ศุภวรรณ วิศวชัยวัฒน์ 20.00 Phimlada Sutthirueangrat 30.00 คุณกัมปนาท-ปิยดา พนาเศรษฐเนตร 20.00 kingkeaw C. May 30.00 คุณ พาขวัญ ปานอุทัย 20.00 kesorn Adams 30.00 hien Bich Vu 20.00 Carlton Clark 30.00
  • 55. แสงธรรม 53 Saeng Dhamma Yen P. Peltz 25.00 Phakkajira hickey 15.00 Wasima Jiratanakoon 25.00 Chuanpit Y. Schirmer 15.00 Utaivan Poonsapaya 25.00 Alan N. Boyle 15.00 Tassane Iadonisi 25.00 A. Manekul 15.00 Tasanee kidd 25.00 คุณศรีสุดา 10.00 Samarn outsa 25.00 คุณพัชรีย์ 10.00 Ratree B. Morrison 25.00 คุณบังอร คิง 10.00 Pranee Cutno 25.00 คุณดารณี ทองพูล 10.00 Penchan klopfenstein 25.00 Somjai Bank 10.00 ormsin S. gardiner 25.00 Nuanchan Carpenter 10.00 Nid Craighton 25.00 N. Mcfadden 10.00 John J. levenson 25.00 kittisak kunvatanagarn 10.00 คุณกฤศ ธนัทรัชต์ 20.00 Dick Suchart Eng 10.00 Thongwan Setsuwan 20.00 Darika Chanachote 10.00 Tassanee Tankanitlert 20.00 Chavivan Tucker 10.00 Surachanee B. Murray 20.00 Bounnhon khamhoung 10.00 Sriwan Stankovitz 20.00 Anusaya Areevong 10.00 Somwung Isaacson 20.00 Aksorn logemann 10.00 Sawatvimol Charusathien 20.00 Robert E. Zeigler 9.00 Santhana B. Webb 20.00 Paul Pitakanon 20.00 รายนามผู้บริจาคบำารุงแสงธรรม Pam Permsuvan 20.00 คุณสุปราณี คาร์สัน 575.00 oanh k.N. huynh Truong 20.00 Pinthong ghaffarian 200.00 Narin Punngam 20.00 Worachart Punksungka 60.00 Mancharee Junk 20.00 คุณจริยา ศรีอุทารวงศ์ 50.00 kanya Seidelwan 20.00 Niti Crupiti 50.00 John Williman 20.00 BoonPC.com 50.00 Douang P. Thirakul 20.00 Panpilai Soontornwesn 30.00 David k. Bowden 20.00 Chutamas Attaset 20.00 Chainarong Soponpong 20.00 Bencha & Ratree Pongpeauk 20.00 รายนามผู้บริจาคสร้างอาคาร 80 ปี Aree Chaisanit 20.00 Sukanya Eiamaroonsiri 15.00 Rama Enterprises Inc. 100.00 Prapaporn Rojsiriruch 15.00
  • 56. แสงธรรม 54 Saeng Dhamma รายนามผู้บริจาคออมบุญประจำาปี 2553 Richard-Narttaya-Thomas-Sudthed Tinker 200 พระวีระ - คุณอังคณา ทวีโชติ 120 DUWYNE - ชูนินทร์ ENGELHART 50 คุณชัยรัตน์-คุณจารุพันธ์-คุณชัชวาล ทรัพย์เกษม 120 คุณวัันชัย - คุณนิพรรณ พริ้งประยูร 120 คุณจินดารัตน์ รัตนกุล 120 คุณสุพรรณี สัตตวัตรกุล 120 คุณโกษา-คุณสุนิภา-คุณปวริศา-คุณปวริศ เกาฏีระ 120 คุณประภาศรี ดุราศวิน 30 Sasima - Songsri Nirapathama 120 คุณสมิต-ศรัณยา กุลวัฒโน 40 Kingkeaw C. May 120 ครอบครัวเกษมพันธัย 150 Worachart Punksungka 240 คุณละม้าย - คุณประมวล ทวีโชติ 120 Anya Kanon 306 ครอบครัวรพีพันธ์ 120 Russamee Suwannachairob 120 ครอบครัว “เทพขวัญ” - ยังสังข์ 120 ครอบครัวอมรกิจวาณิช 20 คุณสงวน - คุณจำาปี โสภารัตน์ 120 ขอเรียนเชิญทุกท่านร่วมท�าบุญ ออมบุญประจ�าปี ปีละ 120 เหรียญ หรือตามแต่ศรัทธา ขออนุโมทนาบุญแด่ทุกๆ ท่าน มา ณ โอกาสนี้ด้วย รายนามเจ้าภาพถวายภัตตาหารเช้าประจำา วันจันทร์ คุณจิรา นาวินทรานนท์, คุณวณี ฤทธิ์ถาวร, คุณเมธินี แย้มเพกา, คุณวนิดา สุนทรพิทักษ์ คุณดวงพร เทียบทอง, คุณวัชรี, คุณวราลี-คุณลองรัก ภูศรี วันอังคาร วันอังคารที่ ๑ ของเดือน คุณนุสรา คุณนาคินทร์ พึ่งพร / คุณจิตรา จันทร์แดง วันอังคารที่ ๒ ของเดือน คุณพวงทิพย์ อิถรัชต์, คุณรัตนา วิริยะ, คุณปรียา พัวตระกูล, คุณบุญดี มานะดี, คุณอุทิศ เภกะนันท์ วันอังคารที่ ๓ ของเดือน คุณกุลชลี คุณป้านันท์ โตตามวัย, คุณพีระรัตน์ พร้อมคณะ วันอังคารที่ ๔ ของเดือน คุณกุลชาติ คุณกัญญา สว่างโรจน์ / คุณจิตรา จันทร์แดง คุณสมหมาย มีประเสริฐ วันพุธ คุณเพชร, คุณพัชรา, คุณเมย์, David, คุณบุญเลิง, คุณวนิดา, คุณยุพิน คุณพยุง-คุณจินตนา งามสอาด, คุณป้าเสริม งามสอาด, คุณอัน ร้าน Thai Market พร้อมคณะ วันพฤหัสบดี คุณยุพิน เลาหพันธ์ุ ร้าน BANgkok gARDEN : 301-951-0670 วันศุกร์ คุณป้านิด มาแตง ป้าน้อย Ruan Thai Rest. 301-942-0075 ป้าบุญเสริม วันเสาร์ คุณมาลิน(เต้น) คุณลิลลี,่ คุณธิตวฒน์, คุณเชอรี,่ คุณสุกานดา บุพพานนท์ คุณบรรจง พวงใหญ่ ี ิั วันอาทิตย์ คุณนก, คุณกุหลาบ, คุณชูนนทร์-Mr.Duwyne Engelhart, ครอบครัววิรยะ, ครอบครัวตังตรงวานิช ิ ิ ้ ครอบครัวสิทธิอ่วม, คุณนุกูล คุณบรรจง, คุณวาสนา น้อยวัน, คุณกษิมา, คุณหลี หมายเหตุ: ขออนุโมทนาพิเศษแด่ คุณผกา คุณวณี, คุณเมธิน,ี คุณจิรา, คุณวนิดา, คุณเล็ก, คุณแต๋ว ป้านิด ป้าน้อย คุณไก่ คุณพนมรัตน์ มุขกัง และท่านอื่นๆ ที่มาทำาอาหารถวายพระภิกษุสงฆ์ ในวันที่เจ้าภาพหลักมาถวายไม่ได้ หากชื่อ - สกุล ไม่ถูกต้อง กรุณาแจ้งได้ที่พระสงฆ์วัดไทยฯ ดี.ซี. ทุกเวลา
  • 57. แสงธรรม 55 Saeng Dhamma รายนามเจ้าภาพถวายภัตตาหารเพล / Lunch ประจ�าเดือนมีนาคม (March, 2010) 1 (Mon) คุณณัฐฐา พงษ์รป ท�าบุญวันเกิ ดให้น้องไพลิ น (น�้าหวาน) ถวายภัตตาหารเพลทีวด ู ่ั 2 (Tue) BANGKOK DELIGHT RESTAURANT ถวายเพลพระสงฆ์ 5 รูป ทีราน คุณตาล-แมน-จี๊ด ถวายเพลทีวด ่้ ่ั 3 (Wed) แม่อ้ยบัวไหล คุณน�้าอ้อย น�้าหวาน และคุณอัญญา พร้อมคณะ ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีวด ุ ่ั 4 (Thu) BANGKOK GARDEN RESTAURANT ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีราน ่้ 5 (Fri) คุณแม่สจิตร แมคคอร์มิค คุณสมร คุณทิ พย์ พร้อมคณะ ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีวด ุ ่ั 6 (Sat) คุณฝน ท�าบุญ 100 วันอุทิศแด่ผวายชนม์ นิ มนต์พระ 5 รูป อยูวด 2 รูป ถวายภัตตาหารเพลทีบาน ู้ ่ั ่ ้ 7 (Sun) ท�าบุญขึนบ้านใหม่/วันเกิด นิ มนต์พระ 3 รูป ถวายเพลทีบาน / คุณอุย (แม่น้องโอม) ท�าบุญวันเกิดทีวด พระ 2 รูป ้ ่ ้ ้ ่ ั 8 (Mon) สนง.เศรษฐกิ จการคลัง, สนง. ก.พ., สนง. เกษตร ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีวด ่ั 9 (Tue) ร้าน SIRI’S CHEF SECRET ท�าบุญร้านถวายภัตตาหารเพลที่ร้าน 10 (Wed) คุณแม่ราไพ คุณสมศรี คุณสุภา คุณชูศรี คุณแสงทอง คุณศรสมใจ คุณแม่ประทุมมา ถวายภัตตาหารเพลทีวด � ่ั 11 (Thu) สมาคมไหหล�า ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีราน ่้ 12 (Fri) คุณนาตยา - Mr. Richard คุณประพิ ณ คุณจ�าเนี ยร พร้อมคณะ ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีวด ่ั 13 (Sat) ร้าน กัลยาไทยคูซีน ดีซี ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีราน่้ 14 (Sun) คุณ SIRINYA - GORDON ท�าบุญวันวิวาห์ ถวายภัตตาหารเพลทีวด ่ั 15 (Mon) ร้านสบายสบาย ถวายภัตตาหารเพลทีราน ่้ 16 (Tue) คณะผูปกครองนักเรียน ปี 2552 น�าโดยคุณแขก ดุลย์แสง ถวายภัตตาหารเพลทีวด ้ ่ั 17 (Wed) สนง. ผูดแลนักเรียน น�านักเรียนทุน 40 คน ถวายภัตตาหารเพลทีวด และสนทนาธรรมบนโบสถ์ ้ ู ่ั 18 (Thu) สนง.ผูช่วยทูตฝ่ ายพาณิ ชย์ สนง. ฝ่ ายวิ ทยาศาสตร์ฯ สนง.ฝ่ ายการเมือง ท�าบุญถวายเพลทีวด ้ ่ั 19 (Fri) สนง. ผูช่วยทูตฝ่ ายทหารเรือ / ทหารอากาศ ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีวด ้ ่ั 20 (Sat) คุณวัชนิ ชย์ เจริ ญพิ ทกษ์ คุณทิ พวรรณ เพชรกรม ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีวด ั ่ั 21 (Sun) คุณดลวรรณ เหวียน พร้อมครอบครัว และคณะ ท�าบุญ 100 วันอุทิศให้คณพ่อ ถวายภัตตาหารเพลทีวด ุ ่ั 22 (Mon) คุณแต๋ว-ดอน คุณแม่วไลพร - คุณลุงทอม คุณอุไร คุณวิ ไลวรรณ ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีวด ่ั 23 (Tue) ว่าง 24 (Wed) ร้าน THAI DERM RESTAURANT ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีราน ่้ 25 (Thu) ว่าง 26 (Fri) สนง.ผูช่วยทูตฝ่ ายทหารบก ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีวด ้ ่ั 27 (Sat) คุณแหม่ม (แม่น้องซุป) และคุณตุก - มน - จุม ท�าบุญวันเกิ ด ถวายภัตตาหารเพลทีวด ๊ ๋ ่ั 28 (Sun) คุณเสริมศักดิ์-คุณวันทนี ย์ รุจิเลข และคุณดวงเดือน วุฒิศิลป์ และครอบครัว ท�าบุญ 100 วัน ให้คณพ่อเสรี รุจิเลข ที่วด ุ ั 29 (Mon) คุณวนิ ดา สุนทรพิ ทกษ์ และญาติ ๆ ท�าบุญอุทิศให้คณพ่อบุญจันทร์ สุนทรพิ ทกษ์ ถวายภัตตาหารเพลทีวด ั ุ ั ่ั 30 (Tue) ว่าง 31 (Wed) คุณสมพร คุณบังอร และคณะพยาบาลบัลติ มอร์ ท�าบุญถวายภัตตาหารเพลทีวด ่ั ท่านที่ต้องการเป็นเจ้าภาพ หรือถ้ามีปัญหาขัดข้อง กรุณาแจ้งให้ทางวัดทราบด้วย โทร. 301-871-8660-1 อันนะโท พะละโท โหติ วัตถะโท โหติ วัณณะโท ยานะโท สุขะโท โหติ ทีปะโท โหติ จักขุโท ผู้ให้ข้าวชื่อว่าให้ก�าลัง ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้ผิวพรรณ ผู้ให้ยานพาหนะ ชื่อว่าให้ความสุข ผู้ให้ประทีปชื่อว่าให้จักษุ
  • 58. แสงธรรม 56 Saeng Dhamma LAW OFFICE OF MORRIS TOPF สนใจผ้ า ไหมไทย ชอบผ้ ้ า ไหมไทย 3 Bethesda Metro CenterSuite 530, Bethesda, MD 20814 � รับออกแบบ-ตัดเย็บชุดผ้าไหมไทย Tel. 301-654-6285 Fax. 301-654-6794 � รับปรับแบบ, ขนาด, และ Alteration ิ ศศธร รจนาวิจตร (จิม) ิ ๋ � รับจำาหน่ายผ้าไหมไทย Legal Assistant Tel : 301-871-5240 ติดต่อได้ที่.. Cell : 301-910-2355 กฎหมายครอบครัวและคดีหย่าร้าง SEPARATION คุณพันพิไล (แต๋ม) AGREEMENT, CUSTODY, CHILD SUPPORT, WILLS โทรนัดล่วงหน้าที่ 240-273-5563 อุบัติเหตุรถยนต์, DWI/DUI (DRUNK DRIVER), TRAFFIC VIOLATIONS, MVA HEARINGS ก่อตั้งธุรกิจ BUSINESS, CORPORATE LAW, BUY & SELL AGREEMENTS, CONTRACTS และคดีอาญา E-mail. Tampanpilai@hotmail.com พิิเศษ!!! รับปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับ กฎหมายต่างๆ 10423 Fawcett Street, Kensington, MD 20895 ต้องการของราคาถูก...ต้อง ส�านักงานทนายความนิติ ครุปิติ United CKKLLC FAR East Law office Niti Crupiti 1325 5th Street, N.E., Washington, D.C. 20002 11501 Georgia Ave. Suite 404, Tel : 202-546-8033. Fax : 202-546-8335 Silver Spring, MD 20902 กฎหมายอิมมิเกรชั่น, กฎหมายทั่วไป, กฎหมาย ครอบครัว, ก๋วยเตี๋ยวสด ก๋วยเตี๋ยวหลอด ขอเปลี่ยนสัญชาติ, ขอต่อวีซ่า, กรีนการ์ด ฯลฯ Single Pack, Plain Ricc Crepe, Car Accident / อุบัติเหตุรถยนต์ Fresh Ground Rice Powder, Bankruptcy / Forcclosume - ปัญหาล้มละลาย Fresh Ground Sweet Rice Powder, คุ้มครองทรัพย์สินส่วนตัว / Business transactions Moo Shi pancake, Wanton Skin, - กฎหมายธุรกิจ เปิดบริษัทหรือขายกิจการบริษัท / Wonton Egg Noodle, Will & Estates - พินัยกรรม / Criminal - คดีอาญา / Lo Mein Noodle, Red Beancurd, All clients matters strictly confidential. Soft Beancurd, Beansprout Tel: (301) 949-1622 Fax. (301) 949-8559
  • 59. แสงธรรม 57 Saeng Dhamma ส่งของกลับเมืองไทยเรียกใช้ ลานนา 1(800) 22-LANNA (225-2662) เปิดบริการ 9:00-5:30 จันทร์-ศุกร์ ลานนาเป็ น ตั ว แทนจ� า หน่ า ยเครื่ อ งใช้ LannaShippingNY.com ไฟฟ้า ระบบ 220v-50Hz ที่มีคุณภาพ รับส่งของไปเมืองไทยและทั่วโลก ทั้งทางเรือและ ราคาย่อมเยาของยี่ห้อชั้นน� าในอเมริกา ทางเครื่องบิน ไม่ว่าจะเป็นของใช้ส่วนตัว เครื่องใช้ เช่น ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ หรือ รถยนต์ บรรจุในลังไม้ ที่ได้ เครื่ อ งล้ า งจาน เตาแก๊ ส ที วี วิ ดี โ อ มาตรฐาน ถึงจุดหมายปลายทางปลอดภัย และตรงต่อ สเตอริโอ โฮมเธียเตอร์ ฯลฯ เวลา จัดทำาเอกสารที่ถูกต้อง ยินดีให้คำาปรึกษาเกี่ยว กับศุลกากร เรามีบริการ ส่งถึงบ้านทังในกรุงเทพฯและ ้ ต่างจังหวัด ลานนาเป็นร้านแรกทีดาเนินกิจการด้านนี้ ่ำ LANNA SHIPPING CORP. 69-40 Garfield Avenue, Woodside, N.Y. 11377 และบริการด้วยความเชื่อถือจากลูกค้า ตั้งแต่ปี ค.ศ. Tel. (718) 507-1400 Fax (718) 899-6099 Bangkok Thailand 1980 92/230 ซอย สายไหม Tel. (02) 991-9591 แขวงสายไหม เขตสายไหม Fax (02) 994-3106 มี Storage Room ให้เช่าเป็นรายเดือน กรุงเทพฯ 10220 Cell (01) 456-9331
  • 60. แสงธรรม 58 Saeng Dhamma Thai Derm ข่าวดี...ข่าวด่วน ! ต้นตำารับอาหารไทย ที่รสชาติไม่เคยเปลี่ยน งานเล็ก - ใหญ่ ไม่ส�าคัญ สุดยอดของความอร่อย...ต้องไทยเดิม ร้านอาหารที่ ปรึกษาฟรี ! ประสบการณ์กว่า 20 ปี เก่าแก่และยาวนานที่สุดใน Silver Spring. Carpets, Hardwood Floors, Tile, Vinyl, Installations บริหารงานโดย... and Repairs ปรึกษาได้ไม่แพงอย่างที่คิด! คุณสุทนต์ - คุณสิริกันย์ ธรรมประเสริฐ Ofc : Tel: 703-913-5590 939 Bonifant St. Cell. 703-402-5212, Fax. 703-913-5590 Silver Spring, MD 20910. Tel. 301-589-5341 ไก่ อภัยวงศ์ / Kai Apaiwong Ruan Thai Restaurant S & S Construction อาหารไทยรสเยี่ยม ที่คุณสามารถพิสูจน์ มีอาหารตามสั่ง Samorn Namsawat มากมาย อร่อยแบบไทยๆ ราคาแบบไทยๆ รับจัดอาหารตาม 13006 Pacific Ave. งานต่างๆ ในราคาพิเศษ เป็นกันเอง Rockville, MD 20853 เปิดบริการ Roofing, Siding, Drywall plastering, Door, จันทร์ - เสาร์ 11:30 am - 10:00 pm Carpeentry, Finished, Basement, Deck, วันอาทิตย์และวันหยุด 4:00 pm - 10.00 pm Blumbing, Painting (Insige & Outside) Jajor บริหารโดย ป้านิด มาแตง Remodeling Additions. ไทยช่วยไทย ให้เรือนไทยช่วยบริการคุณ 11407 Amhrest Ave. Home : 301-933-1208, Cell : 301-518-2714 Wheaton, MD 20902 E-mail : ss_remodeling@hotmail.com Tel. 301-942-0075 มีปัญหา Immigration ปรึกษา IIRT NETWORK สุกานดา บุพพานนท์ Your Service Provider P.O.BOX. 1487 Law Office of Harte P. Stafford Ellicott City, MD 21041-1487 4720 MONTGOMERY LANE, SUITE แวะเข้าไปชมที่ http://Advancein.com 410 Bethesda, MD 20814 http://www.iirt.com Tel. (301) 907-8792, Fax.(301) 907-8813 E-mail: sales@advancein.com Tel. (202) 422-1018 หากคุณมีปัญหาเหล่านี้...izennet.net ช่วยคุณได้ **************************** 1. Website จะช่วยหาลูกค้าเพิ่มได้อย่างไร 2. ยังไม่มี Website เหมือนร้านอื่น 3. มี Website แล้ว แต่ไม่รู้จะดูแลอย่างไร 4. Website ไม่สวยงาม ไม่ทันสมัย 5. ไม่มีใครดูและปรับปรุง Website ให้ 6. ต้องการมี Website แต่ราคาแพง 7. คนที่ทำา Website ให้ไม่สนใจ ไม่ดูแล ไม่บริการ 8. ไม่มีใครให้คำาปรึกษาในการทำา Website และ Computer เราช่วยคุณได้... โทรหาเราสิคะ ไม่คิดราคาเป็นชั่วโมง ไม่แพงอย่างที่คิด ติดต่อ: Sam : 757-332-0883 Jee Jeey : 703-433-9552 www.izennet.net, Email: sam@izennet.com, Samanya@izennet.com
  • 61. แสงธรรม 59 Saeng Dhamma ถ้าคุณกลุ้มใจกับปัญหาต่างๆ เรื่อง สิว ฝ้า ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า ผิวด่างด�าไม่เรียบเนียน มือและเท้าหยาบกร้าน หรือปัญหาอื่นๆ เกี่ยวกับผิวพรรณของคุณ...เราช่วยคุณได้ ผู้ชำานาญและเชี่ยวชาญในเรื่องของความสวยความงามซึ่งได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงรับรองจาก ประเทศไทย และสหรัฐอเมริกา (Certified Maryland Cosmetologist License and Virginia Master Esthetician License) ยินดีให้คำาปรึกษาและบริการบำาบัดรักษา ฟื้นฟูเสริมสร้างสุขภาพผิวพรรณของคุณด้วย Advance Skin Care Treatment ในราคาเป็นกันเอง สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 301-527-0528 บริการครบวงจร : รักษาสิว ฝ้า ริ้วรอยเหี่ยวย่นและเสริมสร้างสุขภาพใบหน้าด้วยวิธี Advance Skin Care Technigue รวมทั้งนวดหน้า ขัดผิว นวดตัว อบตัว ลูกประคบ อบกระโจม นวดมือ นวดเท้า (Facial Treatment, Body Spa Treatment, Hand Treatment, Reflexology, Hot and Cold Stone Therapy, Aromatherapy Treatment) พิเศษส�าหรับเจ้าสาว : รับบริการให้คำาปรึกษาและช่วยดูแลทั้งใบหน้าและผิวกาย รวมทั้งแต่งหน้า ทำา ผมเจ้าสาวอย่างครบสูตร ครบคอร์ส เพื่อให้เจ้าสาวได้สวยสมใจในวันสำาคัญที่จะมาถึง BANGKOK DELIGHT RESTAURANT เปิดบริการแล้ว... ************** ตัดผมชาย - หญิง O บริการประทับใจ O อาหารอร่อย O ราคาเป็นกันเอง นวดหน้า - ขัดหน้า Waxing mon-thu 11:30 am - 09:00 pm... (closed 3-5 pm) Fri-Sat 11:30 am - 10.00 pm... (Closed 3-5 pm) โดย... Sun 5:00 pm - 9:00 pm โดย...คุณกัญญา 8825 CENTRE PARK DR. จริยา ศรีอุทารวงศ์ Tel. 410-730-0032 COLUMBIA, MD 21045 12423 Connecticut Ave. Fax 410-964-8255 www.Bangkokdelight.com Silver Spring, MD 20906 WWW.BoonPC.com/thai Home : 301-933-5405 ศูนย์รวม Web Links เพื่อข่าวสารและความรู้ Cell : 301-915-7614 หากท่านมีปัญหาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ By an appointment ติดต่อ Mr. Boon Licenced Cosmetologist Tel. 301-654-2116
  • 62. แสงธรรม 60 Saeng Dhamma ตลาดไทยที่ได้รับใช้ท่านมากกว่า 20 ปี มีอาหารไทยหลายประเภท ATECH Heating and อาหารผลไม้กระป๋อง เครื่องแกง น�้าพริกทุกชนิด เครื่องสังฆภัณฑ์ Air Conditioning,Inc. ของช�าร่วย ศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารและบันเทิง หนังสือพิมพ์ นิตยสารต่างๆ CD VCD ทุกชนิด และรับแปลงระบบ วีดีโอ License In MD,VA,DC ต้องไปที่ รับบริการติดตั้ง ตรวจเช็คและ Thai Market ซ่อม เครื่องท�าความร้อน เครื่อง 902 Thayer Ave, Silver Spring, MD 20910 ท�าความเย็น ไฟฟ้า ประปา Tel. 301-495-2779 Fax. 301-565-8038 DANNY’S AUTO BODY AND REPAIR CENTER Free Estimate Your satisfaction is our guarantee รับซ่อมงาน Insurance ทุกชนิด สนใจติดต่อ 703-849-1882, 703-300-4590 ALL Foreign and Dometic ราคากันเอง รับประกันคุณภาพ General Mechanical Repairs 4068 S.Four Mile Run Dr. “Bay F” Suwan Photography Arlington, VA 22206 Tel. 703-379-7002, 703-243-7843 บริการรับท�าการ์ด - รับถ่ายภาพ Fax. 703-379-7018 งานแต่งงาน งานพิธีการต่างๆ และงานทั่วไป แนะน�าดื่ม นำ้าผลไม้เพื่อสุขภาพ Tahitian Noni Juice ติดต่อได้ที่ โทร. 301-515-8994 (H) และต้องการเพื่อนร่วมทีมงานสร้างธุรกิจ ทุกรัฐในอเมริกา 301-672-0774 (C) และกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ติดต่อ...คุณสวรรค์ คงเพชร www.suwanphotography.com โทรฟรี... 1-800-337-0259- หรือ 410-298-0855, 410-265-5118 ต ัวแทนจ�าหน่าย Fax. 410-265-1455 E-mail: sawan@tahiannoni.com และติดตงเครืองร ับทีวไทย ั้ ่ ี ASIAN SATELLITE Suporn’s Thai Cuisine 2303 PRICE Dr. Wheaton, MD 20902 ครบชุดราคา $250 - $350 Tel. 301-9467613 ติดต่อสอบถามรายละเอียดที่ Nava Thai Restaurant O คุณมิมี่ (301) 417-9630 11301 Fern St. Wheaton, MD 20902 O คุณนิตยา (301) 683-5882 Tel. 240-430-0495
  • 63. แสงธรรม 61 Saeng Dhamma ถ้าท่านมีห้องว่าง ภายในบ้าน ทาวเฮาส์ หรือคอนโด ต้องการแบ่งให้เช่า เพื่อหารายได้เพิ่ม Jumpee’s Draperies หรือจะให้เช่าทั้งหลัง อาจยังตัดสินใจไม่ได้ หรือ Prefessional Custom Made Draperies Designer จัดสรรไม่ถูก เราช่วยท่านได้ โดย... Valances Swage and Balloon Shade � ไปดูสถานที่ที่จะให้เช่า รับเย็บ ติดตั้งผ้าม่านตามบ้านและที่ท�างานต่างๆ � ช่วยให้คำาปรึกษาและแนะนำาในการจัดบ้าน ราคายุติธรรม ติดต่อได้ที่... หรือห้องเช่าให้ดูดี น่าเช่า และ น่าอยู่ � ถ่ายรูป ห้อง หรือบ้านที่จะให้เช่า และลง Jumpee Stafford 9804 Piscaytaway Road, โฆษณา หาลูกค้าให้ Clinton, MD 20735 � ช่วยจัดหาคนที่สามารถ Affordable Tel. 301-856-1444 (Office) � เราสามารถช่วย Interview, Back ground check ถ้าท่านต้องการ � ช่วยพาผู้สนใจ ไปดูสถานที่ที่จะให้เช่า มีปญหาเรืองภาษี โปรดเรียกใช ้ ั ่ � ให้คำาปรึกษา ถ้าท่านต้องการทำาสัญญาเช่า สุวิมล รามโกมุท Suvimol Ramakomud, EA เราคิดค่าบริการไม่แพง และช่วยหาคนเช่าที่ดี จากประสบการณ์ด้านบริการบ้าน (Enrolled to practice before the internal revenue service) และห้องเช่ามากกว่า 25 ปี เป็นกันเอง ราคายุติธรรม ติดต่อเราซิคะ ... ท่านจะมีรายได้เพิ่มทันที... ที่ตัดสินใจ รับประกันความถูกต้อง โทร...คุณตุ้ม (Sue) 301-675-7128 11205 Gainsborough Rd. Potomac, MD 20854 Tel. (301) 299-2137 Fax. (301) 299-0877 ไก่ไทย & อาหารไทยหลากหลาย ต้องไป Rooster Thai Chickend dไม่ไกลจากวัดไทยฯ ดี.ซี. 2223 Bel Pre Road Silver Spring, MD 20906 (หลังร้าน Mc ใน Mercado Plaza) เปิดบริการทุกวัน 11:00 AM - 9:00 PM ไก่ย่าง, ข้าวเหนียว, ส้มต�า, ย�าเนื้อ, ผัดไทย, ราดหน้า, ผัดขี้เมา, ข้าวเหนียว มะม่วง, หม้อแกง, กล้วยทอด, มันทอด, และอื่นๆ อีกมากมาย Dine - in, Carry Out, Delivery Tel. 301-460-4040 All the Thai food you’ve been craving for
  • 64. แสงธรรม 62 Saeng Dhamma ขอเชิญร่วมทำ�บุญ ประเพณีวันสงกร�นต์ ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ๑๑ เมษายน ๒๕๕๓ สมัยโบราณ ชาวไทยถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ และปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็น ประเพณี เมื่อถึงวันนี้ ลูกหลานที่ไปทำางานในที่ต่างๆ จะกลับมารดน้ำาดำาหัว ขอพรจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย บุพการีผู้ยังมีชีวิตอยู่ (วันครอบครัว) อีกด้านหนึ่ง เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต จึงนิยมเข้าวัดทำาบุญ ตักบาตร รับศีลฟังธรรม ปล่อยนกปล่อยปลา และทำาบุญพิเศษคือการสรงน้ำาพระพุทธรูป และพระสงฆ์ที่ตน เคารพนับถือ นอกจากนี้ยังมีการสรงน้ำาอัฐิ หรือโกศ และทำาพิธีบังสุกุลอุทิศบุญกุศลไปยังบรรพบุรุษผู้ล่วงลับ อีกด้วย (วันกตัญญูกตเวที) เพื่อเป็นการสืบทอดประเพณีอันดีงามดังกล่าว วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. จึงได้จัดงานทำาบุญวัน สงกรานต์ประจำาปี ๒๕๕๓ ขึ้น โดยมีกำาหนดการดังนี้ กำ�หนดก�ร วันอาทิตย์ ที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๓ (แรม ๑๒ ค่ำา เดือน ๕) เวลา ๐๗.๐๐ น. ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ เวลา ๐๘.๓๐ น. เปิดงาน สาธุชนเริ่มสรงน้ำา ปิดทองหลวงพ่อดำา ชมและซื้อสินค้า เวลา ๑๐.๐๐ น. ไหว้พระรับศีล พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เวลา ๑๐.๓๐ น. พุทธศาสนิกชนร่วมกันทำาบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ เวลา ๑๑.๓๐ น. สาธุชนรับประทานอาหารร่วมกัน เวลา ๑๒.๓๐ น. ฟังพระธรรมเทศนา ๑ กัณฑ์ โดย พระวิเทศธรรมรังษี (หลวงตาชี) ทำาพิธีบังสุกุลรวมญาติ เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว พระสงฆ์อนุโมทนา เวลา ๑๓.๓๐ น. พิธีสรงน้ำาพระสงฆ์, ชมการแสดงนาฏศิลป์, ดนตรีไทย และมวยไทย เวลา ๑๕.๐๐ น. ปิดงาน ดังนั้น จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทุกท่านมาร่วมงานทำาบุญในวันสงกรานต์ โดยพร้อมเพรียงกัน (ท่านที่มีความประสงค์จะบังสุกุลอุทิศส่วนบุญกุศลให้ญาติพี่น้องบุพการีชนที่ล่วงลับไปแล้ว กรุณานำารูปภาพ อัฐิ หรือเขียนรายชื่อมาด้วย)