Your SlideShare is downloading. ×
ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้


 แสงธรรม
     วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา


 Saeng Dhamma
        ...
หลวงตาของพวกเรา
แปดสิบห้าพรรรษาหลวงตาแก้ว
ผู้แน่แน่วเผยแผ่ศาสนา
สร้างวิถีพุทธในอเมริกา
สมคุณค่าพระธรรมทูตจากเมืองไทย
     ...
All are cordially invited to participate
                  in the meditation programs and Buddhist activities at
         ...
สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ
                                                        แสงธรรม
                                   ...
ถ้อยแถลง
	 ส�าหรับชาวพุทธ	หากจะกล่าวว่าเดือนพฤษภาคม	เป็นเดือนพระพุทธเจ้าก็คงไม่มใครคัดค้าน	ทังนีเ้ พราะเดือนนีไม่มวนอืนใดจ...
แสงธรรม 1   Saeng Dhamma




             The Buddha’s Words
                   พุทธสุภาษิต
    อเนกชาติสํสารํ	           ...
แสงธรรม 2       Saeng Dhamma


                                            Grasping and
                                  ...
แสงธรรม 3       Saeng Dhamma
matter,	we	find	it	is	desire,	desire	to	get	things	of	      and	 torment.	 Spiritually	 speak...
แสงธรรม 4      Saeng Dhamma

   O      bstinate	 and	 stubborn	 opinions	 have	
          various	origins,	but	in	the	main...
แสงธรรม 5       Saeng Dhamma

   T      he	reason	we	have	to	be	free	of	such	views	
          is	that	if	we	practice	any	a...
แสงธรรม 6      Saeng Dhamma
religion	in	the	world.	The	most	efficacious	way	of	       advanced	in	spiritual	knowledge;	in	...
แสงธรรม 7       Saeng Dhamma

                                    Helping Yourself
                                    To ...
แสงธรรม 8       Saeng Dhamma
hatred	to	arise	or	for	delusion	to	arise.	If	we	have	         properly	towards	sense	impressi...
แสงธรรม 9       Saeng Dhamma
harmful	thoughts.	This	is	how	to	practice	properly	        self	is	to	perceive	sensations	wit...
แสงธรรม 10      Saeng Dhamma
look	outward	to	the	world	in	general,	must	ulti-           ture	of	sankharas	we	can	thereby	s...
แสงธรรม 11     Saeng Dhamma
				When	the	mind	rests	with	a	meditation	object	            such	 as	 branches	 and	 trees,	 ...
แสงธรรม 12      Saeng Dhamma


                                         the Path to Peace
                                ...
แสงธรรม 13          Saeng Dhamma
say	foolish	and	frivolous	things	and	engage	in	all	                       the	heart.	It	i...
แสงธรรม 14      Saeng Dhamma
action	which	takes	place	upon	experiencing	them.	          and	mind.	You	can	never	really	do	...
แสงธรรม 15      Saeng Dhamma
deepen	and	refine	the	practice,	sila,	samadhi	and	             make	any	distinction	between	t...
แสงธรรม 16       Saeng Dhamma




                                 วิสาขบูชา
                       “ปัญญา” เพื่อข้ามพ้นวิ...
แสงธรรม 17          Saeng Dhamma
ปรินิพพานว่า	 ธรรมและวินัยที่พระองค์แสดงไว้จะเป็น                          วิ ธี คิ ด ดั ...
แสงธรรม 18   Saeng Dhamma
อนุโมทนาพิเศษแด่คณะศิษย์วัดไทยฯ ดี.ซี. ทุกท่าน
แสงธรรม 19            Saeng Dhamma



                                                                        ใบสมัคร
    ...
แสงธรรม 20      Saeng Dhamma
           อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks
	 คณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดไทยกรุงวอชิงตัน,	ดี.ซี.	ขอ...
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Saeng Dhamma June, 2010
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Saeng Dhamma June, 2010

2,051

Published on

Saeng Dhamma in June, 2010
Wat Thai Washington, D.C.
(Buddhist Association)
USA

Published in: Education, Spiritual, Technology
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
2,051
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
8
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Transcript of "Saeng Dhamma June, 2010"

  1. 1. ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ แสงธรรม วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา Saeng Dhamma ฉบับ มุทิตาสักการะ ปีที่ ๓๕ ฉบับที่ ๔๒๒ ประจำาเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ Vol.35 No.422 June 2010 ๘๕ ปี หลวงตาชี
  2. 2. หลวงตาของพวกเรา แปดสิบห้าพรรรษาหลวงตาแก้ว ผู้แน่แน่วเผยแผ่ศาสนา สร้างวิถีพุทธในอเมริกา สมคุณค่าพระธรรมทูตจากเมืองไทย “พระวิเทศธรรมรังษี” ที่ประจักษ์ เป็นที่รักและศรัทธาน่าเลื่อมใส กอร์ปคุณงามความดีทั้งกายใจ อุุทิศให้ตรัยรัตน์อย่างชัดเจน เป็นนักเทศน์ นักปราชญ์ ฉลาดล้ำา เป็นผู้นำากรรมฐานงานโดดเด่น เป็นนักเขียน นักกลอน สอนกฎเกณฑ์ ให้ละเว้นบาปชั่วสิ่งมัวเมา เป็นผู้มีเมตตาปรานีเลิศ เป็นผู้เชิดชูชาติไม่ขลาดเขลา เป็นผู้เทิดกษัตริย์ศาสน์ไม่บางเบา ขจัดเศร้าปฏิบัติอนัตตา ไม่เคยเห็นท่านเหนื่อยหรือเมื่อยล้า ไม่เคยเห็นท่านว่าอยากพักผ่อน เห็นแต่ความห่วงหาเอื้ออาทร คอยถ่ายถอนทุกข์มีให้คลี่คลาย ขอคุณพระบารมีที่ปกป้อง โปรดคุ้มครองโรคภัยให้สูญหาย สุขภาพแข็งแรงทั้งใจกาย ศิษย์ทั้งหลายกราบวันทา “หลวงตาชี” นางอุทัยวรรณ นุ่มมีศรี(ครูเจี๊ยบ) ครูอาสาสมัครฯ รุ่นที่ ๑๖
  3. 3. All are cordially invited to participate in the meditation programs and Buddhist activities at Wat Thai Washington, D.C. Temple Objectives 1. To promote Buddhist activities. 2. To foster Thai culture and traditions. 3. To inform the public of the monastery’s activities. 4. To maintain and promote brotherhood/sisterhood. 5. To provide a public relations center for Buddhists living in the United States. 6. To promote spiritual development and positive thinking. 7. to help acquire and inner peace. 8. Wat Thai Washington, D.C. temple is non political. Activity Day Time 1. Chanting Daily Morning and 6:00 - 6:45 A.M. Evening 6:00 - 6:45 P.M. 2. Dhamma Talk and Every Saturday 2:30 - 4:30 P.M. Meditation (in Thai) 3. Meditation and Dhamma Discussion (in Thai) Every Sunday 7:00 - 9:00 A.M. 4. Meditation and Dhamma Discussion (in English) Every Sunday 6:00 - 8:00 P.M. 5. Thai Language Classes Every Tuesday or Thursday 7:30 - 9:00 P.M. 6. Yoga - Meditation Every Friday 7:30 - 9:00 P.M. 7. Thai Music Class Every Saturday 10:00 - 4:00 P.M. 8. Thai Dance Class Every Saturday 2:00 - 4:00 P.M. 9. Buddhist Sunday School Every Sunday 12:45 - 3:30 P.M. All activities will be held at the upper or lower level of the main temple. For further information please contact Wat Thai Washington, D.C. Temple. Tel. (301)871-8660, (301)871-8661 Fax. (301)871-5007 E-mail: watthaidc@hotmail.com, URL. www.watthaidc.org
  4. 4. สื่อส่องทาง สว่างอ�าไพ แสงธรรม ทุกชีวิตมีปัญหา พระพุทธศาสนามีทางแก้ วารสารธรรมะรายเดือนที่เก่าแก่ที่สุดในอเมริกา ปีที่ 35 ฉบับที่ 421 ประจ�าเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2553 Vol.35 No.421 May, 2010 Objectives : �To promote Buddhist activities. สารบัญ �To foster Thai culture and tradition. �To inform the public of the temple’s activities. Contents �To promide a public relations center for Buddhists living in the United States. The Buddha’s Words................................................ 1 Grasping and Clinging ............... Ven. Buddhadasa 2 Helping Yourself To Help Others........Ven. Prayudh Payutto 7 เจ้าของ : วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ที่ปรึกษา : พระวิเทศธรรมรังษี The Path To Peace.........................Ven. Ajahn Chah 12 กองบรรณาธิการ : วิสาขบูชา “ปัญญา” เพื่อข้ามพ้นวิกฤตร่วมกัน................... 16 ดร.พระมหาถนัด อตฺถจารี ใบสมัคร กรรมการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี............. 19 พระสมุห์ณัฐิวุฒิ ปภากโร อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks............................ 20 พระจรินทร์ อาภสฺสโร ปฏิบัติธรรมประจ�าเดือนพฤษภาคม.............................. 22 พระมหาเรืองฤทธิ์ สมิทฺธิญาโณ เสียงธรรม...จากวัดไทย...........................หลวงตาชี 23 พระสุริยา เตชวโร ประมวลภาพกิจกรรมต่างๆ เดือนเมษายน................ 30 พระมหาสราวุธ สราวุโธ เสียงธรรม... จากหลวงตาชี........................................ 32 พระมหาประดู่ชัย ภทฺทธมฺโม ท่องแดนพระพุทธศาสนา 2,300 ปี...ดร.พระมหาถนัด 39 พระมหาศรีสุพรณ์ อตฺตทีโป Thai Temple’s News...........โดย ดร.พระมหาถนัด 42 พระอนันต์ภิวัฒน์ พุทฺธรกฺขิโต สรุปรายรับรายจ่ายวัดไทยฯ ดี.ซี. .............................. 46 รายนามผู้บริจาคเดือนเมษายน...........Ven. Sarawut 47 และอุบาสก-อุบาสิกาวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. รายนามผู้บริจาคออมบุญประจ�าปีและเจ้าภาพภัตตาหารเช้า... 53 SAENG DHAMMA Magazine รายนามเจ้าภาพถวายเพล / Lunch............................ 54 is published monthly by ก�าหนดการท�าบุญวันวิสาขบูชา.................................... 62 Wat Thai Washington, D.C. Temple At 13440 Layhill Rd., Silver Spring, MD 20906 Tel. (301) 871-8660, 871-8661 Photos taken by Fax : 301-871-5007 Mr. Sam & Bank, Ms. Golf, E-mail : watthaidc@hotmail.com Ven. Pradoochai, Homepage : www.watthaidc.org Mr. Yuttachat, Radio Network : www.watthai.iirt.net Ven. Ananphiwat, Mr. Kevin, 2,500 Copies Ven. Sanit and Ven. Somphong
  5. 5. ถ้อยแถลง ส�าหรับชาวพุทธ หากจะกล่าวว่าเดือนพฤษภาคม เป็นเดือนพระพุทธเจ้าก็คงไม่มใครคัดค้าน ทังนีเ้ พราะเดือนนีไม่มวนอืนใดจะยิงใหญ่เท่าวัน ี ้ ้ ีั ่ ่ วิสาขบูชาอันเป็นวันร�าลึกถึงวันประสูต ตรัสรู และปรินพพาน ของพระพุทธองค์ แต่กอนไทยเรายังนับวันเดือนตามจันทรคติ นับเป็นข้างขึน ข้างแรม ิ ้ ิ ่ ้ ตามการเว้าแหว่งหรือเต็มดวงของดวงจันทร์ และมาเปลียนเป็นการนับแบบสุรยคติ หรือแบบปฏิทนเกรกอเรียน ในรัชการที ๕ โดยมีกรมพระยา ่ ิ ิ ่ เทวะวงศ์วโรปการเป็นผูตงชือเดือน ้ ั้ ่ วันเพ็ญเดือน ๖ จึงมักจะตรงกับวันใดวันหนึงในเดือนพฤษภาคม เช่นเดียวกัน ปีนตรงกับวันที ๒๘ จึงขอเชิญชวนญาติมตรชาวพุทธทังหลาย ่ ี้ ่ ิ ้ ได้กระท�าการใดๆ อันเป็นการบูชาพระพุทธองค์กนาสนใจและน่าสนับสนุนเป็นอย่างยิง เพราะธรรมดาในวันเกิดของเราๆ ท่านๆ มักจะมีงานเลียง ็ ่ ่ ้ สังสรรค์ สนุกสนาน กินเหล้าเมายา ปาร์ต หรืออะไรกันตามใจชอบ แต่การฉลองวันประสูต วันตรัสรู วันปรินพพานของพระพุทธองค์นาจะเป็นไป ี้ ิ ้ ิ ่ เพือความสุข ความสงบ ความวิเวกกาย จิต มีสติรเู้ ท่า รูทน รูกน รูแก้ หรือฉลองกันด้วยวิธการง่ายๆ อย่างการประดับประดา บูชาพระพุทธรูปประจ�า ่ ้ ั ้ั ้ ี บ้านด้วยดอกไม้ หรืออืนๆ การสวดมนต์ ท�าสมาธิ คิดดี ท�าดี พูดดี หรือจะจัดสรรเวลาในแต่ละวันเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้ากันบ้าง ซึงอาจท�าได้ทงทีบาน ่ ่ ั้ ่ ้ ท่านเองหรือมาร่วมแสดงสามัคคีกนทีวดอันเป็นศูนย์กลางชุมชนคนไทยใกล้บาน ส�าหรับวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ก�าหนดจัดงานวิสาขบูชาขึน ั ่ั ้ ้ ในอาทิตย์ที่ ๓๐ ศกนี โดยมีทงการปฏิบตธรรม ท�าบุญตักบาตร เวียนเทียน เป็นต้น สนใจ ติดต่อได้ท (๓๐๑) ๘๗๑-๘๖๖๐-๑ ้ ั้ ัิ ี่ ในวันขึน ๑๕ ค�าเดือน ๖ เมือ ๘๐ ปี ก่อนพุทธศักราช หรือ ๒๖๓๓ ปีมาแล้ว ใต้ตนสาละ ณ ลุมพินวน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุกบกรุงเทวทหะ ้ ่ ่ ้ ีั ์ั ปัจจุบนอยูทลมมินเด ประเทศเนปาล ในวันประสูตเิ จ้าชายองค์นอยซึงได้ขนานพระนามในเวลาต่อมาว่า “สิทธัตถะ” ได้ตรัสกล่าวอาสภิวาจา ั ่ ี่ ุ ้ ่ (อัจฉริยอัพภูตธัมมสูตร อุปริ. ม. ๑๔/๒๕๑/๓๗๒-๓-๔-๕-๖-๗) ว่า “เราเป็นผูเ้ ลิศแห่งโลก เราเป็นผูเ้ จริญทีสดแห่งโลก เราเป็นผูประเสริฐสุดแห่ง ุ่ ้ โลก ชาตินเี้ ป็นชาติสดท้าย บัดนี้ ภพใหม่ยอมไม่ม” ดังนี (พุทธทาสภิกขุ ธรรมโฆษณ์ “พุทธประวัตจากพระโอษฐ์”) ุ ่ ี ้ ิ ในวันขึน ๑๕ ค�าเดือน ๖ เมือ ๔๕ ปีกอนพุทธศักราช หรือ ๒๕๙๘ ปีมาแล้ว ในวันตรัสรูธรรมเป็นพระพุทธเจ้าของนักบวชหนุมนามว่า ้ ่ ่ ่ ้ ่ “สิทธัตถะ” ณ ใต้ตนพระศรีมหาโพธิ ต�าบลอุรเุ วลาเสนานิคม แขวงเมืองพาราณสี หรือพุทธคยา ในปัจจุบน (อาการแห่งการตรัสรู โพธิกมารสูตร ้ ์ ั ้ ุ ราชวรรค ม.ม. ๑๓/๔๘๙/๕๐๕) ...เรานัน ครันเมือจิตตังมันบริสทธิผองใส ปราศจากกิเลสเป็นธรรมชาติออนโยนควรแก่การงาน ถึงความไม่ ้ ้ ่ ้ ่ ุ ์่ ่ หวันไหว ตังอยูเ่ ช่นนีแล้ว ได้นอมจิตไปเฉพาะต่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ...จุตปปาตญาณ...อาสวักขยญาณ เราย่อมรูชดตามเป็นจริงว่า “นี่ ่ ้ ้ ้ ู ้ ั ทุกข์ นีเ่ หตุแห่งทุกข์ นีความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ นีทางให้ถงความดับไม่มเี หลือแห่งทุกข์ และเหล่านีเ้ ป็นอาสวะทังหลาย นีเ้ ป็นเหตุแห่งอาสวะ ่ ่ ึ ้ ทังหลาย นีความดับไม่เหลือแห่งอาสวะทังหลาย นีเ้ ป็นทางให้ถงความดับไม่มเี หลือแห่งอาสวะทังหลาย” เมือเรารูอยูอย่างนี้ เห็นอยูอย่างนี้ ้ ้ ้ ึ ้ ่ ้ ่ ่ จิตก็พนจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ ครันจิตพ้นวิเศษแล้วก็เกิดญาณหยังรูวา จิตพ้นแล้ว เรารูชดว่าชาติสนแล้ว พรหมจรรย์จบ ้ ้ ่ ้่ ้ ั ิ้ แล้ว กิจทีตองท�าได้ทาส�าเร็จแล้ว กิจอืนทีจะต้องท�าเพือความ(หลุดพ้น) เป็นอย่างนี้ มิได้มอก ราชกุมาร นีเ่ ป็นวิชชาที่ ๓ ทีเ่ ราได้บรรลุในยาม ่้ � ่ ่ ่ ีี ปลายแห่งราตรี อวิชชาถูกท�าลายแล้ว วิชชาเกิดขึนแล้ว ความมืดถูกท�าลายแล้ว ความสว่างเกิดขึนแทนแล้ว เช่นเดียวกับทีเ่ กิดแก่บคคลผูไม่ ้ ้ ุ ้ ประมาท มีความเพียรเผาบาป มีตนส่งไปแล้ว แลอยู่ โดยควร... (พุทธทาสภิกขุ ธรรมโฆษณ์ “พุทธประวัตจากพระโอษฐ์”) ิ และในวันขึน ๑๕ ค�า เดือน ๖ อันเป็นวันเริมต้นนับ พ.ศ. ๑ ณ ใต้ตนสาละ สาลวโนทยาน ของมัลลกษัตริย เมืองกุสนารา แคว้นมัลละ ก่อน ้ ่ ่ ้ ์ ิ ที่พระพุทธเจ้าจะดับขันธปรินิพพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสพระธรรมที่ชาวพุทธรู้จักกันว่าเป็นปัจฉิมโอวาท ในมหาปรินิพพานสูตร (มหา.ที ๑๐/๑๕๙/๑๒๘) “...อานนท์ ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนีวา ธรรมวินยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปเสียแล้ว พวกเราไม่มพระ ้่ ั ี ศาสดา ดังนี้ อานนท์ พวกเธออย่าคิดดังนัน อานนท์ ธรรมก็ดี วินยก็ดี ทีเ่ ราแสดงแล้ว บัญญัตแล้วแก่พวกเธอทังหลาย ธรรมวินยนันจักเป็น ้ ั ิ ้ ั ้ องค์ศาสดาของพวกเธอทังหลายโดยกาลทีเ่ ราล่วงไปแล้ว... ้ ภิกษุทงหลาย บัดนี้ เราจักเตือนพวกเธอทังหลายว่า สังขารทังหลายมีความเสือมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทังหลายจงยังประโยชน์ตนและ ั้ ้ ้ ่ ้ ท่านให้ถงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด” ดังนี (พุทธทาสภิกขุ ธรรมโฆษณ์ “พุทธประวัตจากพระโอษฐ์”) ึ ้ ิ เหล่านีเ้ ป็นเพียงแค่เล็กๆ น้อยๆ ในบรรดาค�าสอนทังหมดของพระพุทธองค์ หากผูคนได้ศกษา แล้วน�ามาปฏิบตในชีวตประจ�าวัน ก็จะมีชวตที่ ้ ้ ึ ัิ ิ ีิ รอดพ้นจากความทุกข์ พบกับความสุข ความสงบเย็น อยูรอดปลอดภัยในโลกเหมือนลินงูทไม่ถกเขียวทีเ่ ต็มไปด้วยพิษร้ายกัดเอาได้ ขอทุกท่านจง ่ ้ ี่ ู ้ อยูโลกนีอย่างปลอดภัยไม่ถกเขียวของโลกกัดเอาทุกท่านเถิด ่ ้ ู ้ คณะผู้จัดท�า
  6. 6. แสงธรรม 1 Saeng Dhamma The Buddha’s Words พุทธสุภาษิต อเนกชาติสํสารํ สนฺธาวิสฺสํ อนิพฺพิสํ คหการํ คเวสนฺโต ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ ฯ (๑๕๓) เมื่อตามหานายช่างผู้สร้างเรือนไม่พบ เราได้เวียนว่ายตายเกิดในสงสาร นับชาติไม่ถ้วน การเกิดแล้วเกิดอีกเป็นทุกข์ Seeking but not finding the House Builder, I hurried through the rounds of many births. Painful is birth ever again and again.
  7. 7. แสงธรรม 2 Saeng Dhamma Grasping and Clinging by Buddhadasa Bhikkhu http://www.viet.net/~anson/ebud/budasa-handbook/budasa03.htm H ow can we get away from and become completely independent of things, all of which are transient, unsatisfactory and devoid of A s soon as an individual is born, he comes to know the taste of these six sense ob- jects, and clings to them; and as time passes he selfhood? The answer is that we have to find out becomes more and more firmly attached to them. what is the cause of our desiring those things and Ordinary people are incapable of withdrawing clinging to them. Knowing that cause, we shall be from them again, so they present a major prob- in a position to eliminate clinging completely. Bud- lem. It is necessary to have a proper knowledge dhists recognize four different kinds of clinging or and understanding of these sense objects and to attachment. 1) Sensual attachment (Kamupanana) act appropriately with respect to them, otherwise is clinging to attractive and desirable sense ob- clinging to them may lead to complete and utter jects. It is the attachment that we naturally de- dereliction. If we examine the case history of any velop for things we like and find satisfaction in: person who has sunk into dereliction, we always colors and shapes, sounds, odors, tastes, tactile find that it has come about through his clinging objects, or mental images, objects past, present, fast to some desirable sense object. Actually every or future that arise in the mind, and either corre- single thing a human being does has its origin in spond to material objects in the world outside or sensuality. Whether we love, become angry, hate, within. the body, or are just imaginings. We instinc- feel envious, murder, or commit suicide, the ul- tively find pleasure, enchantment, delight in these timate cause must be some sense object. If we six kinds of sense objects. They induce delight and investigate what is it that drives human beings to enchantment in the mind perceiving them. work energetically, or to do anything at all for that
  8. 8. แสงธรรม 3 Saeng Dhamma matter, we find it is desire, desire to get things of and torment. Spiritually speaking, attachment to one kind or another. People strive, study, and earn sensuality is something to be kept under control. what money they can, and then go off in search of And if all suffering is to be eliminated, sensual at- pleasure-in the form of colors and shapes, sounds, tachment has to be done away with completely. odors, tastes, and tactile objects-which is what 2) Attachment to opinions (Ditthupadana). Cling- keeps them going. Even merit making in order to ing to views and opinions is not difficult to detect go to heaven has its origins simply in a wish based and identify once we do a little introspection. Ever on sensuality. Taken together, all the trouble and since we were born into the world, we have been chaos in the world has its origin in sensuality. The receiving instruction and training, which has given danger of sensuality lies in the power of sensual rise to ideas and opinions. In speaking here of opin- attachment. For this reason the Buddha reckoned ions, what we have in mind is the kind of ideas one clinging to sensuality as the primary form of at- hangs on to and refuses to let go of. To cling to tachment. It is a real world problem. Whether the one’s own ideas and opinions is quite natural and world is to be completely destroyed, or whatever is not normally condemned or disapproved of. But is to happen, is bound to depend on this very sen- it is no less grave a danger than attachment to at- sual clinging. It behooves us to examine ourselves tractive and desirable objects. It can happen that to find out in what ways we are attached to sensu- preconceived ideas and opinions to which we had ality and how firmly, and whether it is not perhaps always clung obstinately come to be destroyed. within our power to give it up. Speaking in worldly For this reason it is necessary that we continually terms, attachment to sensuality is a very good amend our views, making them progressively more thing. It conduces to family love, to diligence and correct, better, higher, changing false views into energy in the search for wealth and fame, and so views that are closer and closer to the truth, and on. But if looked at from the spiritual point of view, ultimately into the kind of views that incorporate it is seen to be the secret en trance for suffering the Four Noble Truths. อนุโมทนาขอบคุณทุกท่านผูมจตอาสามาร่วมด้วยช่วยกิจกรรมวัดไทยฯ ดี.ซี. 11 เมษายน 2553 ้ ีิ
  9. 9. แสงธรรม 4 Saeng Dhamma O bstinate and stubborn opinions have various origins, but in the main they are bound up with customs, traditions, ceremonies ment to opinions is to be considered a dangerous defilement, a major danger, which, if we are to bet- ter ourselves at all, we ought to make all efforts to and religious doctrines. Stubborn personal convic- eliminate. 3) Attachment to rites and rituals (Silab- tions are not a matter of great importance. They batupadana). This refers to clinging to meaningless are far less numerous than convictions stemming traditional practices that have been thoughtlessly from long held popular traditions and ceremo- handed down, practices which people choose to nies. Adherence to views is based on ignorance. regard as sacred and not to be changed under any Lacking knowledge, we develop our own personal circumstances. In Thailand there is no less of this views on things, based on our own original stupid- sort of thing than in other places. There are beliefs ity. For instance, we are convinced that things are involving amulets, magical artifacts and all manner desirable and worth clinging to, that they really of secret procedures. There exist, for instance, the endure, are worthwhile and are selves, instead of beliefs that on rising from sleep one must pro- perceiving that they are just a delusion and a de- nounce a mystical formula over water and then ception, transient, worthless and devoid of self- wash one’s face in it, that before relieving nature hood. Once we have come to have certain ideas one must turn and face this and that point of the about something, we naturally don’t like to admit compass, and that before one partakes of food later on that we were mistaken. Even though we or goes to sleep there have to be other rituals. may occasionally see that we are wrong, we sim- There are beliefs in spirits and celestial beings, in ply refuse to admit it. Obstinacy of this sort is to be sacred trees and all manner of magical objects. considered a major obstacle to progress, rendering This sort of thing is completely irrational. People us incapable of changing for the better, incapable just don’t think rationally; they simply cling to the of modifying false religious convictions and other established pattern. They have always done it that longstanding beliefs. This is likely to be a prob- way and they just refuse to change. Many people lem for people who hold to naive doctrines. Even professing to be Buddhists cling to these beliefs though they may later come to see them as naive, as well and so have it both ways; and this even they refuse to change on the grounds that their includes some who call themselves bhikkhus, dis- parents, grandparents and ancestors all held those ciples of the Buddha. Religious doctrines based on same views. Or if they are not really interested belief in God, angels and sacred objects are par- in correcting and improving themselves, they may ticularly prone to these kinds of views; there is simply brush away any arguments against their old no reason why we Buddhists should not be com- ideas with the remark that this is what they have pletely free of this sort of thing. always believed. For these very reasons, attach-
  10. 10. แสงธรรม 5 Saeng Dhamma T he reason we have to be free of such views is that if we practice any aspect of Dham- ma unaware of its original purpose, unconscious ly well concealed. Any living creature is always bound to have the wrong idea of “me and mine.” This is the primal instinct of living things and is the of the rationale of it, the result is bound to be basis of all other instincts. For example, the in- the foolish, naive assumption that it is something stinct to seek food and eat it, the instinct to avoid magical. Thus we find people taking upon them- danger, the instinct to procreate, and many others selves the moral precepts or practicing Dhamma, consist simply in the creature’s instinctive aware- purely and simply to conform with the accepted ness of a belief in its own selfhood. Convinced first pattern, the traditional ceremonial, just to follow of all of its own selfhood, it will naturally desire the example that has been handed down. They to avoid death, to search for food and nourish its know nothing of the rationale of these things, do- body, to seek safety, and to propagate the species. ing them just out of force of habit. Such firmly A belief in selfhood is, then, universally present in established clinging is hard to correct. This is what all living things. If it were not so, they could not is meant by thoughtless attachment to traditional continue to survive. At the same time, however, practices. Insight meditation or tranquillity medita- it is what causes suffering in the search for food tion as practiced nowadays, if carried out without and shelter, in the propagation of the species, or any knowledge of rhyme and reason and the real in any activity whatsoever. This is one reason why objectives of it, is bound to motivated by grasping the Buddha taught that attachment to the self- and clinging, misdirected, and just some kind of idea is the root cause of all suffering. He summed foolishness. And even the taking of the Precepts, it up very briefly by saying: “Things, if clung to, are five, eight, or ten, or however many, if done in suffering, or are a source of suffering.” This attach- the belief that one will thereby become a magical, ment is the source and basis of life; at the same supernatural, holy individual possessing psychic or time it is the source and basis of suffering in all its other powers, becomes just misdirected routine, forms. It was this very fact that the Buddha was motivated simply by attachment to rite and ritual. referring to when he said that life is suffering; suf- I t is necessary, then, that we be very cautious. Buddhist practice must have a sound founda- tion in thought and understanding and desire to fering is life. This means the body and mind (five aggregates) which are clung to are suffering. Knowl- edge of the source and basis of life and of suffer- destroy the defilements. Otherwise it will be just ing is to be considered the most profound and foolishness; it will be misdirected, irrational a just most penetrating knowledge, since it puts us in a waste of time. 4) Attachment to the idea of self- a position to eliminate suffering completely. This hood (Attavadupadana). The belief in selfhood is piece of knowledge can be claimed to be unique something important and also something extreme- to Buddhism. It is not to be found in any other
  11. 11. แสงธรรม 6 Saeng Dhamma religion in the world. The most efficacious way of advanced in spiritual knowledge; in other words, dealing with attachment is to recognize it when- to employ Buddhist principles until this instinct ever it is present. This applies most particularly to has been overcome and completely eliminated. attachment to the idea of selfhood, which is the As long as one is still an ordinary person, a world- very basis of life. It is something that comes into ling, this instinct remains unconquered. Only the existence of its own accord, establishing itself in us highest of the Aryians, the Arahant, has succeeded without our needing to be taught it. It is present in defeating it. We must recognize this as a mat- as an instinct in children and the small offspring of ter of no small importance; it is a major problem animals right from birth. Baby animals such as kit- common to all living creatures. If we are to be real tens know how to assume a defensive attitude, as Buddhists, if we are to derive the full benefits from we can see when we try to approach them. There the teaching, it is up to us to set about overcoming is always that something, the “self” present in the this misconception. The suffering to which we are mind, and consequently this attachment is bound subject will diminish accordingly. to manifest. The only thing to do is to rein it in as much as possible until such time as one is well To be continued คณะญาติโยมวัดไทยฯ ดี.ซี. ร่วมแรงแข็งขันช่วยกันขายอาหารหลากหลายเมนู ในวันสงกรานต์ 11 เมษายน 2553 รายได้ทงหมดถวายวัด ขออนุโมทนาสาธุในกุศลจิตทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ ้ั
  12. 12. แสงธรรม 7 Saeng Dhamma Helping Yourself To Help Others by Ven. Prayudh Payutto http://www.what-buddha-taught.net/ ...Continued from last issue... body and mind. Sensations that arise through the Becoming aware of sense contact eye are called sights; those entering through the W e must find a way to treat these dis- eases by not allowing the defilements to arise. But how do we prevent the defilements ear are called sounds; those entering through the nose are called smells; those entering through the tongue are called tastes; those entering through from arising? First we must look on a broader scale. the body are called tactile sensations; those enter- Just now we looked at things in terms of ourselves, ing through the mind are thoughts and feelings. We seeing the disease as something that arises in our experience our selves through these sensations. own minds, in our own lives. We saw defilements Whenever we experience no sensations, such as arising in our own minds, while conditions, which when we are in deep sleep or unconscious, we are are impermanent and imperfect, we saw as our- not aware. When we are aware it is through these selves. But if we look on a broader scale we will sensations. see clearly that the disease (roga) is based on con- From where do these sensations arise? They tact with the world (loka). come from the world, our environment. Our en- The spiritual disease and the world are con- vironment manifests itself to us through the eyes, nected. What is the connection? Why do greed, ears, nose, tongue, body and mind, which in Bud- hatred and delusion arise within us, how do these dhism we call the six sense bases. Any experience things come about? Generally speaking, defile- that appears to us must appear to us through these ments arise from contact with the world. The entrances, as sights, sounds, smells, tastes, bodily world makes contact with us and we make con- feelings and thoughts. tact with the world. How do we make contact Now these sensations, or experiences, appear with the world? We do so through our everyday to us and there is contact, after which follows an experience, in sense contact, from receiving sense immediate response. All these experiences can impressions through the eye, ear, nose, tongue, therefore be seen as bases for greed to arise, for
  13. 13. แสงธรรม 8 Saeng Dhamma hatred to arise or for delusion to arise. If we have properly towards sense impressions. In this regard no Dhamma medicine, we will fall under the pow- the Buddha taught the initial practice of sense re- er of sensations and the corresponding reactions straint, indriyasamvara: restraining the eyes, ears, will take place: when a sensation that is a base for nose, tongue, body and mind, so as to prevent greed arises, we want to possess it; if a sensation sense impressions from overwhelming us and that is a base for hatred arises, instead of seducing causing greed and hatred to arise. This means to us into desire, it upsets us and taunts us into anger. use sati -- to know things as they are, as they arise. This is how defilements arise in response to sense Whenever a sensation arises, vedana, the feeling impressions. of pleasure, displeasure or indifference, is there. In the case of the ordinary, untrained person When a pleasant feeling arises, the unmindful per- (puthujjana), whenever a sense impression arises son delights in it. When unpleasant feeling arises, there will initially follow a feeling of pleasure or the mind untrained in sati flows down the stream displeasure, depending on whether the sensation of proliferations to disapproval, anger, displeasure, is agreeable or not. If it is agreeable to us there is hatred and so on. a feeling of pleasure and there follows a reaction The mind of the average person will be in this of liking or approval. Seeing a pleasant sight, or state all the time, constantly flitting from delight hearing a pleasant sound, we feel approval. If it’s a to aversion, and in the Tipitaka these two words sight that offends our eyes or a sound that grates “delight” and “aversion” crop up frequently. our ears, one that we perceive to be unpleasant, Whenever we experience a sense impression there is a reaction of disapproval. there is a resulting reaction from the mind. So I say From these initial reactions of approval and we experience life through the awareness of sen- disapproval arise mental proliferations, thoughts sations. Thus the experience of sensation is a very about sense objects which become problems in important aspect of our everyday lives. If we don’t our mind and cause it to become stained and dull. practice correctly in relation to our experience of The disease arises. So this disease arises within the sense contact, defilements will arise, resulting in mind, it’s true, but it comes as a result of experi- problems. encing sensations, or the world as it appears to us The first defilements to arise will be “delight” and through our senses. “aversion.” Therefore it is said to cut the stream at its beginning with sati, restraining the senses. Restraining the senses to see more clearly In the beginning, we recollect whenever a sensa- W e must know how to function correctly in this world. If we know how to func- tion properly, the disease won’t arise. To func- tion has arisen. Whether it is to our liking or not we should not allow that sensation to overwhelm us, leading us to proliferate under the influence tion properly in regard to the world is to function of delight and aversion, and from there to further
  14. 14. แสงธรรม 9 Saeng Dhamma harmful thoughts. This is how to practice properly self is to perceive sensations with clinging. Seeing in relation to sense impressions, which is also the sensations as ourselves or belonging to us, we ex- proper relationship toward the world. When we pect them to obey our commands. When we cling practice like this, the diseases won’t arise. to the world in this way, wanting everything, espe- This is one aspect of the matter, the disease cially our possessions, to conform to our desires, which arises within through sense contact. How- to belong to us, then when those things change ac- ever, if we look more deeply we see that this inter- cording to the natural laws of cause and effect, our action between ourselves and the world, what we minds manifest a state of turmoil and distress. Suf- call life, is all sankhara, conditioned phenomena. fering arises. Thus, in the final analysis, the world The world consists of sankhara, which all come un- causes disease to arise within us because it is sub- der the domain of the Three Characteristics: they ject to the Three Characteristics. are all impermanent, stressful and not self. The Summarizing, we can say that there are two whole world is therefore just the same as our indi- distinct factors which cause the disease of suffer- vidual lives, all changing and ephemeral. It is not ing. First, kilesa, the unskillful interactions with the within our power to force it to be any other way world through the influence of delight and aver- than as conditioning factors direct it (it is anatta). sion, as well as the many kinds of defilements. Even though the world is anatta, people still The second way is by the very nature of the world attach to it. “World” here refers to everything we itself, being impermanent, stressful and not self, come into contact with, not only our bodies but all which causes conflict to arise in the mind of any- our possessions, both living and non-living. They one who clings to it. are all impermanent, stressful and not self, just as However, the arising of problems, regardless of are our very lives. The wrong way to conduct one- whether we look on the level of our own lives, or กลุมเยาวชนไทย Work and Travel จำานวนหลายกลุม เดินทางมาพักทีวดและเทียวชมวอชิงตันดีซ, ่ ่ ่ั ่ ี กลุมนักเรียน นักศึกษา จากหลายสถาบันการศึกษา สนใจเข้ามาศึกษาพุทธศาสนาทีวดไทยฯ ดี.ซี. เมษา 2553 ่ ่ั
  15. 15. แสงธรรม 10 Saeng Dhamma look outward to the world in general, must ulti- ture of sankharas we can thereby simultaneously mately stem from one and the same source. The cut defilements in all their forms, because we see arising of problems in the most elementary sense that they are not worthy of holding onto. When occurs on a moment-to-moment basis, as the mind we don’t cling to things, they no longer cause us interacts with the various sensations and becomes, to whirl around, because we’ve seen their ultimate as a result, spoiled, agitated and tricked by greed, nature. hatred and delusion. If one has mindfulness and can cut the flow The development of the mind of defilements, by not allowing the mind to in- dulge in delight and aversion, then one can main- tain the mind in a clear, calm state. The disease S o on the higher levels of Buddhist prac- tice we talk about bhavana, cultivation, the training of the mind. This training also has various won’t arise. However, on a deeper level, one must levels. Initially one may train the mind simply to also understand the true nature of this world and be calm by the practice of samadhi. The aim of our lives in their entirety, as impermanent, stress- samadhi is to focus the mind at one sensation, or ful and not self. One can thus relax the grip of at- object of awareness. The everyday mind is rarely at tachment. Once the grip of attachment has been rest, it’s like a monkey, jumping from one impres- relaxed, one’s mind is no longer swayed or over- sion to another. One moment it has one object whelmed by the world. No matter how things go, of awareness, then in an instant it flies off some- they can no longer rule over the mind. Not fol- where else, then somewhere else again. The more lowing those conditions, the mind detaches itself it jumps around following sensations, the less it freely from them. is its own master, and the more it is enslaved by This is an important point. In the end, we must those sensations and caught up in greed, hatred, be able to free our mind, to make it liberated, clear and delusion. and calm at all times. If we are able to bring our mind to rest on one What I’ve been talking about here is the practice object, not jumping around after countless sensa- of Dhamma on various levels. Firstly, I explained tions, the mind will become manageable. So we the practice of Dhamma as a medicine for spe- must take one particular impression, anything will cific illnesses. This includes the various techniques do that is wholesome and not outright harmful, for counteracting such defilements as maccha- such as a meditation theme. For example, one ob- riya, selfishness or stinginess. When this arises we ject that is quite neutral and doesn’t cause the would use one particular technique. If anger or mind to proliferate in unskillful ways is the in and envy arise we can use other techniques. On the out breathing. Another is the qualities of the Bud- deeper level, eventually we must know the true dha, which is a very good theme for keeping the nature of sankharas. Just by knowing the true na- mind from wandering around.
  16. 16. แสงธรรม 11 Saeng Dhamma When the mind rests with a meditation object such as branches and trees, from its path. Yet we don’t have to bother with sensations arising again, the calm mind can be compared to still, from the outside world. Defilements resulting from limpid water, which is completely free of ripples, value judgments about externals do not arise. perfectly smooth. If one were to look in the water This is the most elementary level of medita- one would clearly see a true reflection of one’s tion practice: concentrating the mind on a harm- features. In the same way, the calm mind sees less object. With the mind coming to rest on that things undistortedly. object, we can be said to have accomplished our To put it even clearer, when water is still and aim, the mind is in samadhi, being firmly fixed on calm, any dust or impurities in the water tend to one object. When talking of samadhi the word ek- sink into a sediment, leaving the water above clean aggata (one-pointedness) is used, meaning that the and clear. Anything in the water, such as fish, snails, mind rests with one particular object. When it rests rocks and so on, is readily visible. Similarly, in calm- on that object it is calm and undistracted. This is ing the mind by practicing concentration (samadhi), samadhi. there is a further benefit to be derived, apart from Samadhi has just this much as its initial require- making the mind unperturbed and unmolested by ment: bringing the mind to a focus at one particular defilements, and that is the arising of wisdom. sensation. The defilements are subdued and un- Usually, with a restless mind, whatever we look able to arise. If the mind goes on to more refined at we see unclearly. It is like trying to look at an ob- levels of concentration, it may enter the jhanas ject while it is swinging back and forth. No matter (absorptions), but no matter how refined the con- how hard we look we won’t be able see it clearly. centration becomes it still retains the same basic In fact, the more closely we try to inspect the ob- qualities -- having one sensation for its object and ject, the more blurred it becomes. If we want to fixing onto that. see that object more clearly we must hold it as Qualities of Samadhi still as possible. W hen the mind is one-pointed, it is said to be like a magnifying glass which is used to concentrate the sun’s rays. Using a magnifying To be continued glass, a concentration of energy occurs which can even ignite an object in its path. Again, the mind can be compared to water which is released from a great height, such as a mountain. If the water has no channel it dissipates, but if a pipe is used to channel the water it flows down in a torrent, sometimes so strong as to sweep all obstacles,
  17. 17. แสงธรรม 12 Saeng Dhamma the Path to Peace By Ajahn Chah http://www.ajahnchah.org/book/_Path_Peace.php S ila, samadhi and pañña are the names giv- en to the different aspects of the practice. When you practise sila, samadhi and pañña, it short, keeping sila means watching over yourself, watching over your actions and speech. So who will do the watching over? Who will take means you practise with yourselves. Right sila ex- responsibility for your actions? Who is the one who ists here, right samadhi exists here. Why? Because knows before you lie, swear or say something frivo- your body is right here! You have hands, you have lous? Contemplate this: whoever it is who knows is legs right here. This is where you practise sila. It’s the one who has to take responsibility for your sila. easy to reel off the list of wrong kinds of behav- Bring that awareness to watch over your actions iour as found in the books, but the important thing and speech. That knowing, that awareness is what to understand is that the potential for them all you use to watch over your practice. To keep sila, lies within us. Your body and speech are with you you use that part of the mind which directs your right here and now. You practise moral restraint, actions and which leads you to do good and bad. which means taking care to avoid the unskilful ac- You catch the villain and transform him into a sher- tions of killing, stealing and sexual misconduct. For iff or a mayor. Take hold of the wayward mind and instance, in the past you may have killed animals bring it to serve and take responsibility for all your or insects by smashing them with an axe or a fist, actions and speech. Look at this and contemplate or perhaps you didn’t take much care with your it. The Buddha taught us to take care with our ac- speech: false speech means lying or exaggerating tions. Who is it who does the taking care? the truth; coarse speech means you are constantly The practice involves establishing sati, mindful- being abusive or rude to others -’you scum,’ ‘you ness, within this ‘one who knows.’ The ‘one who idiot,’ and so on; frivolous speech means aimless knows’ is that intention of mind which previously chatter, foolishly rambling on without purpose or motivated us to kill living beings, steal other peo- substance. We’ve indulged in it all. No restraint! In ple’s property, indulge in illicit sex, lie, slander,
  18. 18. แสงธรรม 13 Saeng Dhamma say foolish and frivolous things and engage in all the heart. It is with the ‘one who knows’ that you the kinds of unrestrained behavior. The ‘one who look after yourself, because all your actions spring knows’ led us to speak. It exists within the mind. from here. By guarding your speech and actions Focus your mindfulness (sati) - that constant rec- they become graceful and pleasing to the eye and ollectedness - on this ‘one who knows.’ Let the ear, while you yourself remain comfortable and at knowing look after your practice. Use sati or aware- ease within the restraint. If you practise mindful- ness to keep the mind recollecting in the present ness and restraint until it becomes comfortable moment and maintain mental composure in this and natural to you, the mind will become firm and way. Make the mind look after itself. Do it well. resolute in the practise of sila and restraint. It will be consistently paying attention to the practice ----------------------------------------------------------------------- and thus become concentrated. The characteristic To keep sila, you use that part of the mind of being unwavering in the practice of mindfulness which directs your actions and which leads you and restraint is called ‘samadhi.’ The mind is firmly to do good and bad. You catch the villain and concentrated in this practice of sila and restraint. transform him into a sheriff or a mayor. Being firmly concentrated in the practice of sila ----------------------------------------------------------------------- means that there is an evenness and consistency to the practice of mindfulness and restraint. These I f the mind is really able to look after itself, it is not so difficult to guard speech and actions, since they are all supervised by the mind. Keeping are the characteristics of samadhi as an external factor in the practice. However, it also has an inner, deeper side to it. sila - in other words taking care of your actions and Once the mind has an intentness in the prac- speech - is not such a difficult thing. You sustain tice and sila and samadhi are firmly established, awareness at every moment and in every posture, you will be able to investigate and reflect on that whether standing, walking, sitting or lying down. Be- which is wholesome and unwholesome - asking fore you perform any action, speak or engage in yourself “Is this right?...” “Is that wrong?” as you conversation, establish awareness first. You must experience different mind-objects. When the mind have sati, be recollecting, before you do anything. makes contact with different sights, sounds, smells, It doesn’t matter what you are going to say, you tastes, tactile sensations or ideas, the ‘one who must first be recollecting in the mind. Practise like knows’ will arise and establish awareness of liking this until you are fluent. Practise so that you can and disliking, happiness and suffering and the dif- keep abreast of what’s going on in the mind; to the ferent kinds of mind-objects that you experience. point where mindfulness becomes effortless and You will come to see clearly, and see many differ- you are mindful before you act, mindful before you ent things. If you are mindful, you will see the dif- speak. This is the way you establish mindfulness in ferent objects which pass into the mind and the re-
  19. 19. แสงธรรม 14 Saeng Dhamma action which takes place upon experiencing them. and mind. You can never really do too much of The ‘one who knows’ will automatically take them this. The practice of mindfulness and restraint with up as objects for contemplation. Once the mind is body, speech and mind and the consistent distin- vigilant and mindfulness is firmly established, you guishing between right and wrong is what you hold will note all the reactions displayed through either as the object of mind. You become concentrated body, speech or mind, as mind-objects are expe- in this way and by firmly and unshakably attaching rienced. That aspect of the mind which identifies to this way of practice, it means the mind actually and selects the good from the bad, the right from becomes sila, samadhi and pañña - the character- the wrong, from amongst all the mind-objects with- istics of the practice as described in the conven- in your field of awareness, is pañña. This is pañña tional teachings. in its initial stages and it matures as a result of the As you continue to develop and maintain the practice. All these different aspects of the practice practice, these different characteristics and quali- arise from within the mind. The Buddha referred to ties are perfected together in the mind. However, these characteristics as sila, samadhi and pañña. As practising sila, samadhi and pañña at this level is you continue the practice, fresh attachments and still not enough to produce the factors of jhana new kinds of delusion begin to arise in the mind. (meditative absorption) - the practice is still too This means you start clinging to that which is coarse. Still, the mind is already quite refined - on good or wholesome. You become fearful of any the refined side of coarse! For an ordinary unen- blemishes or faults in the mind - anxious that your lightened person who has not been looking after samadhi will be harmed by them. At the same the mind or practiced much meditation and mind- time you begin to be diligent and hard working, fulness, just this much is already something quite and to love and nurture the practice. You continue refined. At this level, you can feel a sense of satis- to practise like this as much as possible, until you faction with being able to practise to the full extent might even reach the point where you are con- of your ability. This is something you will see for stantly judging and picking fault with everyone you yourself; it’s something that has to be experienced meet, wherever you go. You are constantly reacting within the mind of the practitioner. with attraction and aversion to the world around If this is so, it means that you are already on you, becoming full of all kinds of uncertainty and the path, i.e. practising sila, samadhi and pañña. continually attaching to views of the right and These must be practised together, for if any are wrong way to practise. It’s as if you have become lacking, the practice will not develop correctly. The obsessed with the practice. But you don’t have to more your sila improves, the firmer the mind be- worry about this yet - at that point it’s better to comes. The firmer the mind is, the bolder pañña practise too much than too little. Practise a lot and becomes and so on ... each part of the practice dedicate yourself to looking after body, speech supporting and enhancing all the others. As you
  20. 20. แสงธรรม 15 Saeng Dhamma deepen and refine the practice, sila, samadhi and make any distinction between the mind, body or pañña will mature together from the same place speech. As you continue to turn attention inwards - they are refined down from the same raw mate- and reflect on the Dhamma, the wisdom faculty rial. In other words the Path has coarse beginnings, gradually matures, and eventually you are left but, as a result of training and refining the mind contemplating the mind and mind-objects - which through meditation and reflection, it becomes in- means that you start to experience the body as creasingly subtle. As the mind becomes more re- immaterial. Through your insight, you are no longer fined, the practice of mindfulness becomes more groping at or uncertain in your understanding of focussed, being concentrated on a more and more the body and the way it is. The mind experiences narrow area. The practice actually becomes easier the body’s physical characteristics as formless ob- as the mind turns more and more inwards to focus jects which come into contact with the mind. Ulti- on itself. You no longer make big mistakes or go mately, you are contemplating just the mind and wildly wrong. Now, whenever the mind is affected mind-objects - those objects which come into your by a particular matter, doubts will arise - such as consciousness. Now, examining the true nature of whether acting or speaking in a certain way is right or the mind, you can observe that in its natural state, wrong - you simply keep halting the mental prolifera- it has no preoccupations or issues prevailing upon tion and, through intensifying effort in the practice, it. It’s like a piece of cloth or a flag that has been continue turning your attention deeper and deeper tied to the end of a pole. As long as it’s on its own inside. The practice of samadhi will become progres- and undisturbed, nothing will happen to it. sively firmer and more concentrated. The practice of pañña is enhanced so that you can see things more clearly and with increasing ease. To be continued The end result is that you are clearly able to see the mind and its objects, without having to กิจกรรมทีนาสนใจในวันสงกรานต์ ฝรังรำามวยไทยโชว์ ฝึกสอนโดยคุณแซม, ่ ่ ่ การแสดงลิเกโดยคณะผูปกครองนักเรียนวัดไทยฯ ดี.ซี. โดยการฝึกสอนของคุณครูแต็ก กัญญภัทร ้
  21. 21. แสงธรรม 16 Saeng Dhamma วิสาขบูชา “ปัญญา” เพื่อข้ามพ้นวิกฤตร่วมกัน โดย สุรพศ ทวีศักดิ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ศูนย์หัวหิน วันวิสาขบูชาเป็นวันระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ งาม (มรรค) และปรินิพพานของพระพุทธเจ้าบรมครูของโลก วิถชวตทีดงามตามมรรคนีเองคือวิถชวตของชาวพุทธ ีีิ ่ี ้ ีีิ ก ารระลึกถึง “การตรัสรู้” ถือเป็นสิ่งส�าคัญสูงสุด เพราะการตรัสรู้ท�าให้เกิดพระพุทธเจ้า และเมื่อ พระพุทธเจ้าสอนสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้จึงท� าให้เกิดพุทธ ซึงเป็นวิถชวตทียดโยงอยูกบสัจธรรมทีพระพุทธองค์ตรัสรู้ ่ ีีิ ่ึ ่ั ่ “พุทธบริษัท” หรือชุมชน/สังคมชาวพุทธ จึงเป็น “พุทธ ศาสนาเชิงสถาบัน” ทีพระพุทธองค์สถาปนาขึนเพือสร้าง ่ ้ ่ ศาสนา การเป็นผูนบถือพุทธศาสนาหรือเป็น “ชาวพุทธ” ้ ั สังคมแห่งการเรียนรู้และด�าเนินตามมรรควิถีที่ดีงามเพื่อ ก็คือการเป็นผู้มีวิถีชีวิตยึดโยงอยู่กับสัจธรรมที่พระพุทธ ความพ้นทุกข์ของปัจเจกบุคคล และสันติภาพทีแท้จริงของ ่ องค์ตรัสรู้ คือ อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ซึ่งเป็น สังคม สัจธรรมหรือความจริงทีเป็นไปตามกฎธรรมชาติ คือ “กฎ ่ มรรคหรือไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา คือวิถชวตทีดี ีีิ ่ ปฏิจจสมุปบาท” ทีกาหนดว่าสิงต่างๆ เกิดขึนเพราะมีเหตุ ่� ่ ้ งามของชาวพุทธ เป็นวิถทเชือมโยงเป็นหนึงเดียวระหว่าง ี ี่ ่ ่ ปัจจัยให้เกิดและดับไปเพราะเหตุปัจจัยนั้นดับ ชีวตทีดงามของพุทธ เป็นวิถทเี่ ชือมโยงเป็นหนึงเดียวระหว่าง ิ ่ี ี ่ ่ ตามกฎธรรมชาติดังกล่า ว ความทุ กข์ต่างๆ เป็น ชีวตทีดงามของปัจเจกบุคคลและสันติภาพของสังคม พึงตรา ิ ่ี ปรากฏการณ์ด้านหนึ่งของชีวิตที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีเหตุ ไว้เป็นพิเศษว่าพุทธศาสนาไม่ได้แยกส่วนระหว่างการส่ง ปัจจัยให้เกิด (สมุทย) ความพ้นทุกข์กเป็นปรากฏการณ์อก ั ็ ี เสริม “คนดี” กับ “ระบบที่ดี” ด้านหนึงของชีวตทีปรากฏขึนเมือเหตุปจจัยให้เกิดทุกข์ดบ ่ ิ ่ ้ ่ ั ั หลักคิดเรืองการส่งเสริมคนดีควบคูกบระบบทีดนกคอ ่ ่ั ่ ี ี้ ็ ื ไป (นิโรธ) และเหตุปัจจัยแห่งทุกข์ในชีวิต (และสังคม) จะ หลักความเป็นเนื้อเดียวกันระหว่าง “ธรรม” กับ “วินัย” ถูกขจัดไปได้ก็ต่อเมื่อมีวิธีปฏิบัติหรือมีวิถีชีวิตที่ถูกต้องดี เป็นหลักคิดส�าคัญถึงขนาดที่พระพุทธองค์ตรัสไว้ก่อนจะ
  22. 22. แสงธรรม 17 Saeng Dhamma ปรินิพพานว่า ธรรมและวินัยที่พระองค์แสดงไว้จะเป็น วิ ธี คิ ด ดั ง กล่ า วนี้ เ หมื อ นจงใจที่ จ ะบอกว่ า การทุ จ ริ ต ศาสดาของชาวพุทธแทนพระพุทธองค์ “ธรรม” คือสิ่งที่ คอร์รัปชันในทางการเมืองไม่เกียวกับการเป็นคนเลว และ ่ ่ ส่งเสริมให้ปจเจกแต่ละคนเป็นคนดี “วินย” คือกฎกติกา ั ั ผูนาทีมประสิทธิภาพก็ไม่จาเป็นต้องเป็นคนดี นีคอปัญหา ้ � ่ี � ่ื หรือระบบที่สร้างความยุติธรรม ประสิทธิภาพ และ ของการมองไม่เห็นความเชื่อมโยงเป็นเหตุปัจจัยแก่กัน ประโยชน์สุขของสังคม ระหว่างคนดีกับระบบที่ดีตาม “กฎอิทัปปัจจยตา” จึง การเป็นคนดีตองมีทงธรรมและวินย คือมีทงคุณธรรม ้ ั้ ั ั้ ท�าให้เรามองเห็นความจริงเป็นเสียงๆ และสังคมก็แตกเป็น ่ ทีทาให้เป็นคนดี (เช่น สัปปุรสธรรม) หรือคุณธรรมทีทาให้ ่ � ิ ่ � เสี่ยงๆ บรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวต และต้องมีวนยคือการเคารพ ิ ิ ั ฝ่ายที่มองเห็นแต่ “คนดี” ก็ติดยึดอยู่ในวิธีคิดแบบ กฎกติกาหรือระบบที่ดีของสังคมด้วย และสังคมที่ดีก็คือ แยกขาว-ด�า เทพ-มาร ฝ่ายทียดระบบทีดกแยกคนดีให้อยู่ ่ึ ่ี็ สังคมที่มีระบบที่ดีและส่งเสริมปัจเจกบุคคลให้มีคุณธรรม ในปริมณฑล “ส่วนบุคคล” ไม่เกียวกับสาธารณะหรือส่วน ่ ของคนดีด้วย รวมซึ่งเป็นปริมณฑลของระบบที่ดีเท่านั้น วิถีชีวิตหรือวิถีสังคมพุทธคือไตรสิกขา ศีล สมาธิ พุทธศาสนาถือว่าความทุกข์ในชีวิตของปัจเจกบุคคล ปัญญานั้น ศีลคือส่วน (หนึ่ง) ของวินัย สมาธิ และปัญญา และทุกข์ทางสังคมและถูกแก้ไขไปได้ เริ่มจากการเกิด คือส่วนของธรรม ซึ่งธรรมและวินัยดังกล่าวนี้หลอมรวม “สัมมาทิฐิ” คือเกิดปัญญามองเห็นความจริงที่แท้จริง เป็นเนื้อเดียวกัน ในความเจริญงอกงามแห่งชีวิตของ ความจริงทีแท้จริง ไม่ใช่ความจริงทีสดโต่งไปในทางใดทาง ่ ุ่ ปัจเจกบุคคลและสันติภาพของสังคม หนึ่ง หากแต่เป็นความจริงที่ครบถ้วนรอบด้านที่แสดงให้ ค�าว่า “วินัย” นั้นกินความกว้างไปถึงกฎ กติกา เห็นความสัมพันธ์เชือมโยงขององค์ประกอบหรือเหตุปจจัย ่ ั โครงสร้าง หรือระบบของสังคม ส่วน “ศีล” คือความเข้ม ที่หลากหลายซับซ้อน งวดหรือการควบคุมความประพฤติของตนเองของปัจเจก วิกฤตทางตันทางการเมืองขณะนี้สังคมไทยต้องการ แต่ละคนซึ่งเชื่อมโยงกับวินัย คือ คนมีศีลย่อมควบคุม ปัญญาที่มองเห็นความจริงรอบด้าน แต่ละฝ่ายที่มีวิธีคิด ตนเองให้ประพฤติอยูในครรลองของกฎกติกาหรือระบบที่ ่ สุดโต่งไปคนละทางจ�าเป็นต้องตั้งสติทบทวนวิธีคิดของ ดีของสังคมได้ ตนเองอย่างซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะองค์กรพุทธ หลักคิดของพุทธศาสนาดังกล่าวมานี้ตรงกันข้ามกับ ศาสนาอาจต้องทบทวนตนเองให้มากขึ้นว่า ในภาวะที่ หลักคิดในปัจจุบันที่แยกส่วนระหว่างคนดีกับระบบที่ดี สังคมวิกฤตองค์กรพุทธต่างๆ นั้นควรเตือนสติและชี้ทาง โดยถือว่า “คนดี” เป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละคน ส่วน ให้สังคมเกิดปัญญามองเห็นความจริงรอบด้าน หรือควร “ระบบที่ดี” เป็นเรื่องในทางสังคมและการเมือง ถล�าตัวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตนั้นเสียเอง ดังนั้น เรื่องผู้น�าที่เป็น “คนดี” หรือ “คนชั่ว” จึงเอา วิ ส าขบู ช าปี นี้ เราควรระลึ ก ถึ ง ปั ญ ญาตรั ส รู ้ ข อง มาพูดกันไม่ได้ในระบบสังคมการเมือง โดยเฉพาะการเมือง พระพุทธองค์ และใช้กรอบความหมายของปัญญานันมอง ้ แ บ บ ป ร ะ ช า ธิ ป ไ ต ย ต ้ อ ง พู ด กั น เ ฉ พ า ะ ผู ้ น� า ที่ มี ให้เห็นความจริงรอบด้านเพื่อข้ามพ้นวิกฤตร่วมกัน “ประสิทธิภาพ” และ “ระบบที่ดี” ที่มีกระบวนการ check and balance ในการใช้อ�านาจและการจัดสรร ผลประโยชน์เพือให้เกิดความยุตธรรมในทางสังคมเท่านัน ่ ิ ้
  23. 23. แสงธรรม 18 Saeng Dhamma อนุโมทนาพิเศษแด่คณะศิษย์วัดไทยฯ ดี.ซี. ทุกท่าน
  24. 24. แสงธรรม 19 Saeng Dhamma ใบสมัคร กรรมการอ�านวยการ, กรรมการทั่วไป วัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ๑๓๔๔๐ ถนนเลย์ฮิลล์ เมืองซิลเวอร์สปริง มลรัฐแมรี่แลนด์ สหรัฐอเมริกา ๒๐๙๐๖ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๓-๒๕๕๕ ���������� � ชื่อ-นามสกุล (ภาษาไทย) .................................................................................................................... � NAME ................................................................................................................................................. � ที่ท�างาน .............................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. � ต�าแหน่ง .............................................................................................................................................. � ที่อยู่ปัจจุบัน ........................................................................................................................................ .................................................................................................................................................................. .................................................................................................................................................................. � โทรศัพท์ ที่บ้าน ...................................................... ที่ท�างาน ............................................................ ข้าพเจ้ามีความประสงค์ ที่จะสมัครเป็น � กรรมการอ�านวยการ � กรรมการทั่วไป ของวัด ไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ปีพุทธศักราช ๒๕๕๓-๒๕๕๕ เพื่อท�างานให้แก่พระพุทธศาสนาและสังคมไทยใน สหรัฐอเมริกาให้เจริญยิ่งขึ้นไป ลงชื่อ ..................................................................... ................... / ....................... / ...................... หมายเหตุ กรุณาส่งใบสมัครที่ WAT THAI WASHINGTON, D.C. 13440 LAYHILL RD, SILVER SPRING, MD 20906 ภายในวันที่ ๓๐ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓
  25. 25. แสงธรรม 20 Saeng Dhamma อนุโมทนาพิเศษ / Special Thanks คณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดไทยกรุงวอชิงตัน, ดี.ซี. ขออนุโมทนาแด่สาธุชนทุกๆ ท่าน ทีมจตศรัทธาถวาย ่ีิ ภัตตาหารเช้า-เพล บริจาคสิงของ เสียสละแรงกาย แรงใจ ก�าลังสติปญญา และความสามารถเท่าทีโอกาสจะอ�านวย ่ ั ่ ช่วยเหลือกิจกรรมของวัดด้วยดีเสมอมา ท�าให้วดของเรามีความเจริญรุงเรืองก้าวหน้ามาโดยล�าดับ โดยเฉพาะอย่าง ั ่ ยิงท่านเจ้าภาพทีชวยวัดในวันสงกรานต์ทผานมา จึงประกาศอนุโมทนากับทุกๆ ท่านมา ณ โอกาสนี้ ่ ่่ ี่ ่ 1. อุทิศแด่คุณพ่อประเวศ สุกชะดา ถวายข้าวสาร น�้า น�้าตาล กะทิ กระดาษช�าระ อาหาร 2. คุณพิณทอง เกาฏีระ คุณชูศรี กอร์ ธนบดี คุณสุภา เป็ด ถวาย Foil 2 กล่อ฀

×