มนุษย์กับการสร้างสรรค์
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

มนุษย์กับการสร้างสรรค์

on

  • 846 views

พระพิฆเนศวรกับมหาวิทยาลัยศิลปากร

พระพิฆเนศวรกับมหาวิทยาลัยศิลปากร
กลุ่มที่ 139 WHITE

Statistics

Views

Total Views
846
Views on SlideShare
846
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
1
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

มนุษย์กับการสร้างสรรค์ Presentation Transcript

  • 1. รายวิชา080101 มนุษย์กบการสร้างสรรค์ ั
  • 2. พระพิฆเนศวร (ภาษาสันสกฤต : คเณศ) หรื อ พระพิฆเนศ หรื อ พระพิฆเณศหรื อ พระพิฆเณศวร หรื อ พระพิฆเณศ หรื อ พระคเณศ หรื อ คณปติ เป็ นเทพในศาสนาพราหมณ์ นับถือว่าเป็ นเทพเจ้าแห่งความรู ้ เป็ นผูมีปัญญาเป็ นเลิศ ปราดเปรื่ องใน ้ศิลปวิทยาทุกแขนง เป็ นหัวหน้านาคณะข้ามความขัดข้อง (ผูเ้ ป็ นใหญ่เหนือความขัดข้อง)
  • 3. พระพิฆเนศวรเป็ นโอรสของพระอิศวรและพระอุมาเทวีมีรูปกายเป็ นมนุษย์ มีเศียรเป็ นช้าง ทุกคนเคารพนับถือท่านในฐานะที่ท่านเป็ น "วิฆเนศ" นันคือ เจ้า (อิศ) ่แห่งอุปสรรค (วิฆณ) เพราะเจ้าแห่งอุปสรรค ที่สามารถปลดปล่อยอุปสรรคได้ และอีกความหมายถึง ท่านเป็ นเทพเจ้าแห่งความสาเร็ จในทุกศาสตร์สรรพสิ่ งหรื อเทพเจ้าแห่งการเริ่ มต้นใหม่ท้ งปวง เมื่อพิจารณาความหมายในทางสัญญะ รู ปกายที่อวนพีน้ น ั ้ ัมีความหมายว่า ความอุดมสมบูรณ์ เศียรที่เป็ นช้างมีความหมาย หมายถึงผูมีปัญญา ้มาก ตาที่เล็กคือ สามารถมอง แยกแยะสิ่ งถูกผิด หูและจมูกที่ใหญ่หมายถึง มีสัมผัส ัพิจารณา ที่ดีเลิศ พระพิฆเนศวรมีพาหนะคือ หนู ซึ่ งอาจเปรี ยบได้กบความคิด ที่พง ุ่พล่าน รวดเร็ ว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องมีปัญญากากับเป็ นดังเจ้านายในใจตน ่
  • 4. ่ ั ในคราวที่พระศิวะเทพทรงไปบาเพ็ญสมาธิ เป็ นระยะเวลานานอยูน้ น พระแม่ปารวตีเนื่องจากอยูองค์ ่เดียวเลยเกิดความเหงา และ ประสงค์ท่ีจะมีผมาคอยดูแลพระองค์และป้ องกันคนภายนอก ที่จะเข้ามาก่อ ู้ ่ความ วุนวายในพระตาหนัก ในจึงทรงเสกเด็กขึ้นมาเพื่อเป็ นพระโอรสที่จะเป็ นเพื่อนในยามที่องค์ศิวเทพ เสด็จออกไปตามพระกิจ ่ต่างๆมีอยูคราวหนึ่ง เมื่อพระนางทรงเข้าไปสรงในพระตาหนักด้านในนั้นองค์ศิวเทพได้ กลับมาและเมื่อจะเข้าไปด้านในก็ถูกเด็กหนุ่มห้ามไม่ให้เข้า เนื่องจากไม่รู้วาเป็ นใครและในลักษณะเดียวกันศิวเทพก็ไม่ ่ทราบว่าเด็กหนุ่ม นั้นเป็ นพระโอรสที่พระแม่ปารวตีได้เสกขึ้นมา เมื่อพระองค์ถูกขัดใจก็ทรงพิโรธและตวาดให้เด็กหนุ่มนั้นหลีกทางให้พลาง ถามว่ารู ้ไหมว่ากาลังห้ามใครอยู่ ฝ่ ายเด็กนั้นก็ตอบกลับว่าไม่จาเป็ นที่จะต้องรู ้วาเป็ นใครเพราะตนกาลังทาตาม บัญชาของพระแม่ ่ ้ ัปารวตี และทั้งสองก็ได้ทาการต่อสูกนอย่างรุ นแรง จนเทพทัวทั้งสวรรค์เกิดความวิตกในความหายนะที่ ่จะตามมา และในที่สุดเด็กหนุ่มนั้นก็ถกตรี ศูลของมหาเทพจนสิ้นใจ และศีรษะก็ถูกตัดหายไป ู ในขณะนั้นเองพระแม่ปารวตีเมื่อได้ยินเสี ยงดังกึกก้องไปทัวจักรวาลก็ เสด็จออกมาด้านนอกและ ่ ็ถึงกับสิ้นสติเมื่อเห็นร่ างพระโอรสที่ปราศจากศีรษะ และเมื่อได้สติกทรงมีความโศกาอาดูร และตัดพ้อพระสวามีที่มีใจโหดเหี้ ยมทา ร้ายเด็กได้ลงคอ โดยเฉพาะเมื่อเด็กนั้นเป็ นพระโอรสของพระนางเอง เมื่อได้ยินพระนางตัดพ้อต่อว่าเช่นนั้นองค์มหาเทพก็ทรงตรัสว่าจะทาให้ เด็กนั้นกลับพื้นขึ้นมาใหม่แต่กเ็ กิดปัญหา เนื่องจากหาศีรษะที่หายไปไม่ได้ และยิงใกล้เวลาเช้าแล้วต่างก็ยิ่ง กระวนกระวายใจ ่เนื่องจากหากดวงอาทิตย์ข้ ึน แล้วก็จะไม่สามารถชุบชีวิตให้เด็กหนุ่มฟื้ นขึ้นมาได้เมื่อเห็น
  • 5. เช่นนั้นพระศิวะเลยโยนตรี ศูลอาวุธของพระองค์ออกไปหาศีรษะสิ่ งที่มีชีวิตแรกที่พบมาและปรากฏว่าเหล่าเทพได้นาเอาศีรษะช้างมาซึ่ งพระศิวะทรงนาศีรษะมาต่อให้และชุบชีวิตให้ใหม่พร้อมยกย่อง ให้เป็ นเทพที่สูงที่สุด และขนานนามว่า พระพิฆเนศวร ซึ่ งแปลว่าเทพผูขจัดปั ดเป่ าอุปสรรคและยังทรงให้พรว่าในการประกอบ ้พิธีการต่างๆทั้งหมดนั้นจะต้องทาพิธีบูชาพระพิฆเนศวรก่อนเพือความสาเร็ จของพิธี ่นั้น เนื่องจากพระพิฆเนศวรมีพระวรกายที่ไม่เหมือนเทพอื่นๆนั้น ได้มีการอธิบายถึงพระวรกายของพระองค์ท่านดังนี้1. พระเศียรของท่านหมายถึงวิญญาณซึ่ งเป็ นส่ วนสาคัญของการมีชีวต ิ ่2. พระวรกายแสดงถึงการที่เป็ นมนุษย์ที่อยูบนพื้นปฐพี3. ศีรษะช้างแสดงถึงความเฉลียวฉลาด4. เสี ยงดังที่เปล่งออกมาจากงวงหมายถึงคาว่า โอม ซึ่งเป็ นเสี ยงแสดงถึงความเป็ นสัจจะของสุริยจักรวาล
  • 6. 5. พระหัตถ์บนด้านขวาทรงเชือกบ่วงบาศน์ที่ทรงใช้ในการนาพามนุษย์ไปสู่เส้นทางแห่งธรรมะและหลุดพ้นพร้อมทรงขจัดอุปสรรคในระหว่างทาง6. พระหัตถ์บนซ้ายทรงเชือกขอสับที่ใช้ในการป้ องกันและพันฝ่ าความยากลาบาก7. มือขวาล่างทรงงาที่หกครึ่ งซึ่ งพระองค์ทรงใช้เป็ นปากกาในการเขียนมหากาพย์มหาภารตะให้ ัมหาฤษีเวทวยาสมุนีและเป็ นสัญลักษณ์แห่ งความเสี ยสละ8. อีกมือทรงลูกประคาที่แสดงว่าการแสวงหาความรู้ จะต้องเป็ นไปอย่างต่อเนื่ องตลอดเวลา9.ขนมโมณฑกะหรื อขนมหวานลัดดูในงวงเป็ นการชี้ นาว่ามนุษย์จะต้องแสวงหาความ หวานชื่ น ัในจิตวิญญาณของตนเองเพื่อที่จะได้มีจิตเอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่ให้กบคน อื่นๆ10. หูที่กว้างใหญ่เหมือนใบพัดหมายความว่าท่านพร้ อมที่รับฟั งสิ่ งที่เราร้องเรี ยนและเรี ยกหา ั ่ ่11. งูที่พนอยูรอบท้องท่านแสดงถึงพลังที่มีอยูโดยรอบ12. หนูที่ทรงใช้เป็ นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่ งมีชีวิตที่เล็กและเป็ นที่รังเกียจของมนุษย์ส่วนมาก
  • 7.  ปางที่ 1 : พระบาล คณปติ (Bala Ganapati) อวตารภาคเด็ก : ปางอันเป็ นทีรักของทุกคนและ ่ เด็กๆ "โอม ศรี บาลา คณปติ ยะนะมะฮา" ่ ั เป็ นพระพิฆเนศในวัยเด็ก คลานอยูกบพื้น หรื อ อิริยาบทอื่นๆ เมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนลักษณะ มี วรรณะสี แดงเข้มมี 4 กร บาลคณปติ หมายถึง สี ทองของพระเจ้าทรงถือ อ้อย มะม่วง กล้วย ขนุนและทรงกินมะขวิด แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ และภาวะการ เจริ ญเติบโต นิยมบูชาในบ้านเรื อน หรื อโรงเรี ยนที่มีเด็กเล็ก เด็กนักเรี ยน เช่น โรงเรี ยนอนุบาลและชั้น ประถม สถานรับเลี้ยงเด็ก สนามเด็กเล่น ฯลฯ
  • 8.  ปางที่ 2 : พระตรุ ณ คณปติ (Taruna Ganapati) อวตารภาควัยหนุ่ม : ปางทีให้ คุณประโยชน์ ใน ่ กิจการงาน "โอม ศรี ตรุ ณะ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดงอมส้มเหมือนอาทิตย์ยามแรกอรุ ณ มี 8ทรงข้าว ต้นอ้อย ตะบอง บ่วงบาศ งาหัก ผลฝรั่ง ขนมโมทกะ และขนมอื่นๆ ปางนี้เป็ น ตัวแทนการเจริ ญเติบโต ความเป็ นหนุ่มสาว นิยมตั้งบูชาไว้ตามสถานศึกษา มหาวิทยาลัย หรื อสถานที่ทางานที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาววัย กระตือรื อร้น
  • 9.  ปางที่ 3 : พระภักติ คณปติ (Bhakti Ganapati) ปางบูชาขอพระเวท เพื่อความสมบูรณ์เติม เต็มของชีวิต "โอม ศรี ภัคดี คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ขาวบริ สุทธิ์ดงพระจันทร์ เต็มดวง ั่ ในฤดูเก็บเกี่ยว มี 4ทรงมะม่วง กล้วย ลูก มะพร้าว และถ้วยข้าวปาส(ปรุ งด้วยนมสด และ ข้าวสาร มีรสหวาน) พระภัคติ คณปติ หมายถึงผูภกดีอย่างแท้จริ ง ้ ั บูชาเพือความสุ ขสมหวังในชีวต หรื อเพือ ่ ิ ่ หลุดพ้น
  • 10.  ปางที่ 4 : พระวีระ คณปติ (Veera Ganapati) อวตารแห่ งนักรบ ปางออกศึก และปราบ มาร ให้ อานาจในการบริหารปกครอง และ ความเป็ นผู้นา "โอม ศรี วีระ คณปติ ยะนะมะฮา วรรณะสี แดงโลหิต มี 16 กร ทรงอาวุธ และสิ่ งมงคลต่างๆคือ โล่ หอก ค้อน คทา ธงชัย จักรตรา พญางู ขวาน คันศร ลูกศร ตรี เพชร ขอสับช้าง อสูร กระบี่ ตะบอง และบ่วงบาศ พระกรเหล่านั้นกางออก ประดุจรัศมีอานาจแห่งดวงอาทิตย์ ั อานวยผลให้กบองค์กรบริ หารราชการ แผ่นดิน ทหาร ตารวจ พลเรื อน ฝ่ าย ปกครอง ผูนา ผูบริ หาร หัวหน้าหน่วยงาน ้ ้ ทุกประเภท
  • 11.  ปางที่ 5 : พระศักติ คณปติ (Shakti Ganapati) ปางทรงอานาจเหนือการงาน การเงิน และความรัก "โอม ศรี ศักติ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แป้ งจันทร์ มี 4 กร ประทานพร ทรงมาลัย บ่าวบาศ และกรหนึ่งโอบพระ ่ ชายาที่ประทับอยูหน้าตักด้านซ้าย รัศมีสีแดงส้ม สื่ อถึงพลังอานาจที่อยู่ เหนือสรรพสิ่ ง อานวยผลให้ชีวิตครอบครัวมีความสุ ข และประสบความสาเร็ จในหน้าที่การ งาน
  • 12.  ปางที่ 6 : พระทวิชา คณปติ (Dwija Ganapati) ปางของการบุกเบิก เริ่มต้นชีวิตใหม่ เปิ ด กิจการใหม่ "โอม ศรี ทวิชา คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ขาวมี 4 เศียร 4ทรงลูกปะคา ไม้ ครู (หรื อพลอง) กาน้ า และคัมภีร์ เป็ นสัญลักษณ์แห่งการเกิดใหม่ ความ พากเพียร และแสวงหาวิชาความรู ้ ั ้ อานวยผลให้กบผูประกอบกิจการต่างๆ นักธุรกิจ นักลงทุน นักสารวจ นักบุกเบิก คนทางานต่างแดน เป็ นต้น
  • 13.  ปางที่ 7 : พระสิ ทธิ คณปติ (Siddhi Ganapati) ปางประทานความสมบูรณ์ และทรัพย์ สมบัติ "โอม ศรี สิ ทธิ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ทองคา มี 4ทรงช่อดอกไม้ มะม่วง ต้นอ้อย และขวาน ส่ วนงวงนั้นชู ขนม คอยประทานความร่ ารวย และความอุดม ั สมบูรณ์ให้กบโลก อานวยผลด้านทรัพย์สินเงินทอง และ ความอุดมสมบูรณ์
  • 14.  ปางที่ 8 : พระอุจฉิษฏะ คณปติ (Uchhishta Ganapati) ปางเสน่ หา และความสาเร็จสม ปรารถนา "โอม ศรี อุจฉิษฏะ คณปติ ยะนะมะ ฮา" วรรณะสี ฟ้าเทาดุจเมฆา มี 6 กร ประทับนังโดยพระกรหนึ่งโอบอุม ่ ้ ่ ั ศักติชายาอยูที่ตกด้านซ้าย ส่ วนพระกรอื่นถือลูกประคา ลูกทับทิม พิณ รวงข้าว และดอกบัว อานวยผลให้เกิดเสน่ห์ และ ความสาเร็ จในด้านต่างๆตามแต่จะขอ พร
  • 15.  ปางที่ 9 : พระวิฆณา คณปติ (Vighna Ganapati) ปางขจัดอุปสรรค และแก้ไขปัญหา "โอม ศรี วิฆนา คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ทองคา มี 8 กร ทรงมาลัย ขวาน ดอกไม้ จักรตรา หอยสังข์ ต้นอ้อย(เป็ น คันศร) บ่วงบาศ และตะบอง อานวยผลให้ประสบความสาเร็ จทัวไป่ ตามแต่จะอธิษฐาน
  • 16.  ปางที่ 10 : พระกษิประ คณปติ (Kshipra Ganapati) ปางประทานพรให้ สาเร็จรวดเร็ว "โอม ศรี กษิประ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดงเข้มดุจกุหลาบ มี 4 กร เป็ น ผูให้ศีลให้พร ประทานพรให้เกิด ้ ผลสาเร็ จอย่างรวดเร็ ว ทรงตะบอง งาหัก บ่วงบาศ และช่อ ดอกไม้ อานวยผลให้ประสบความสาเร็ จทัวไป่ ตามแต่จะอธิษฐาน
  • 17.  ปางที่ 11 : พระเหรัมภะ คณปติ (Heramba Ganapati) ปางปกปองคุ้มครอง ้ "โอม ศรี เหรัมภะ คณปติ ยะนะมะฮา วรรณะสี ขาว มี 5 เศียร 10 กร ประทับนังบน ่ หลังสิ งโต หมายถึง พลังอานาจในการ ปกครองบริ วาร กางพระกรประดุจรัศมีคมกัน ุ้ สรรพภัย พระหัตถ์ซายประทานพร พระหัตถ์ ้ ขวาอานวยพรทรงมะม่วง ลูกประคา ขนม โมทกะ งาหัก บ่วงบาศ ค้อน ขวาน และพวงมาลัย บูชาเพือขจัดความอ่อนแอ ไร้ ่ พลัง เป็ นปางหนึ่งที่พระราชาในอินเดียนิยมบูชา กันมาก อานวยผลด้านการปกป้ องคุมครอง ้ บริ วาร การบริ หาร ปกครองของผูนา้
  • 18.  ปางที่ 12 : พระมหา คณปติ (Maha Ganapati) ปางประทานความสุ ขอันยิงใหญ่ ให้ ่ ครอบครัว "โอม ศรี มหา คณปติ ยะนะมะฮา วรรณะสี แดง มี 10 กร 3 เนตร ประดับ จันทร์ เสี้ ยวบนมงกุฎปางนี้ทรงอุมชายา คือ ้ พระนางพุทธิ และพระนางสิ ทธิไว้บนตัก ทั้งสองข้าง (บางตาราว่าอุมองค์เดียว)ทรงโถใส่ อญมณี ้ ั รวงข้าว จักรตรา บ่วงบาศ ดอกลิลลี่ ต้น อ้อย (เป็ นคันศร) ดอกบัว และลูกทับทิม แดง อานวยผลให้ครอบครัวเกิดความสมบูรณ์ พูนสุ ข มีทรัพย์สิน และบริ วารมาก
  • 19.  ปางที่ 13 : พระวิชัย คณปติ (Vijaya Ganapati) ปางกาจัดอุปสรรค และความมืดมิด "โอม ศรี วิชะยา คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดง มี 4 กร ประทับบนตัวหนู หมายถึงการทาลาย ความมืดมิด และอุปสรรคทั้งหลายให้หมดไป ทรงกระบอง ผลมะม่วง และบ่วงบาศ ั อานวยผลทางปั ญญาให้กบครู บาอาจารย์ ปั ญญาชน ศิลปิ น นักคิด นักเขียน และ ช่างฝี มือทุกแขนง
  • 20.  ปางที่ 14 : พระลักษมี คณปติ (Lakshmi Ganapati) ปางแห่ งความมั่งมีศรีสุข และปรีชาญาณ "โอม ศรี ลักษมี คณปติ ยะนะมะฮา วรรณะสี ขาว มี 8 กร เป็ นเทพแห่งการให้ที่ บริ สุทธิ์ สี ขาวหมายถึงการมีสติปัญญาสูงส่ ง พระหัตถ์ท้ งสองข้างโอบอุมพระชายา 1 หรื อ ั ้ 2 พระองค์ คือพระนางพุทธิ และพระนาง สิ ทธิ (บางตาราว่าหนึ่งในนั้นคือพระลักษมี จึงเรี ยกว่า ลักษมี คณปติ) ทรงผลทับทิมแดง ช่อกัลปพฤกษ์ นกแก้ว ตะบอง บ่วงบาศ โถใส่ อญมณี และกระบี่ ั อานวยผลทางด้านสติปัญญา และความมังมี ่ ศรี สุข
  • 21.  ปางที่ 15 : พระนฤตยะ คณปติ (Nritya Gannapati) ปางนาฏศิลป์ เจ้ าแห่ งลีลาการร่ ายรา และ ศิลปะการแสดง "โอม ศรี นฤตยะ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี เหลืองทอง มี ๔ กร เป็ นนักเต้น ร่ ายราระบาฟ้ อน และเป็ นนักแสดงที่สร้าง ความบันเทิง และความสุ ขให้ชาวโลก ประทับยืนเข่าขวาเหยียบบนดอกบัวทรงะ บอง บ่วงบาศ และขวาน ควรตั้งบูชาในวิทยาลัยนาฏศิลป์ โรงเรี ยน สอนเต้นรา บัลเล่ต์ โยคะดัดตน โรงเรี ยน สอนการแสดง โรงละคร โรงถ่ายทา ภาพยนตร์ และสถานบันเทิงต่างๆตามความ เหมาะสม
  • 22.  ปางที่ 16 : พระอุทวะ คณปติ (Urdhva Ganapati) ปางช่ วยให้ สมปรารถนาในทุกสิ่ ง "โอม ศรี อุทวะ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ทอง มี 6 กร พระกรข้างหนึ่ง โอบพระชายาไว้บนตัก ด้านซ้ายทรงถือ ดอกบัว คบเพลิง ช่อดอกไม้ งาหัก ลูกศร คันศร ทาจากต้นอ้อย และรวงข้าว ในนิกายตันตระ นิยมบูชาปางนี้เพือ่ ประโยชน์ในการทาพิธีดานเสน่ห์ ้ อานวยผลให้สมปรารถนาทุกประการ
  • 23.  ปางที่ 17 : พระเอกอักษรา คณปติ (Ekaakshara Ganapati) ปางทรงอานาจด้ านพระเวท "โอม ศรี เอกา อักษรา คณปติ ยะนะมะ ฮา" วรรณะสี แดง มี 4 กร มีดวงตาที่สาม ประดับจันทร์เสี้ ยวอยูเ่ หนือเศียร กรหนึ่งประทานพรทรงะบอง บ่วงบาศ และผลทับทิม ประทับเหนือพาหนะคือ หนู อานวยผลด้านป้ องกันอาถรรพณ์ และ คุณไสยสาหรับบุคคลทัวไป และผูร่ า ่ ้ เรี ยนด้านพระเวท หรื อสรรพศาสตร์ดาน ้ ต่างๆ
  • 24.  ปางที่ 18 : พระวระ คณปติ (Vara Ganapati) ปางแห่ งความรักที่สุขสมหวัง "โอม ศรี วะระ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดง มี 4 กร 3 เนตร มีดวงตาที่ สาม อันเป็ นดวงตาแห่งสติปัญญา และมี จันทร์เสี้ ยวประดับเหนือเศียร กรหนึ่ง โอบกอดชายาบนตักทรงชามขนม ตะบอง และบ่วงบาศ ที่งวงชูโถใส่น้ าผึ้ง อานวยผลให้สมหวังในความรัก ควรตั้ง บูชาไว้ในร้านเสื้ อผ้า ร้านค้าที่เกี่ยวกับ การสมรส การแต่งงาน และความรัก ฯลฯ
  • 25.  ปางที่ 19 : พระตรีอกษรา คณปติ ั (Tryakshara Ganapati) ปางกาเนิดอักขระโอม "โอม ศรี ตรีอกษรา คณปติ ยะนะมะฮา" ั วรรณะสี ทอง มี 4ทรงะบอง บ่วงบาศ ่ มะม่วง และมีขนมโมทกะอยูที่งวง อานวยผลด้านการเรี ยนพระเวท และ อักษรศาสตร์
  • 26.  ปางที่ 20 : พระกศิปะ ปรสั ท คณปติ (Kshipra-Prasada Ganapati) ปางประทานทรัพย์ และความรอบรู้ "โอม ศรี กศิปะ ปรสั ท คณปติ ยะนะมะ ฮา" วรรณะสี แดง มี 6 กร ท้องที่ใหญ่น้ นเป็ น ั สัญลักษณ์ของจักรวาล หมายถึงความอุดม สมบูรณ์แห่งโภคทรัพย์ และความรอบรู ้อน ั กว้างไกลทรง้นทับทิม ตะบอง บ่วงบาศ ดอกบัว และผลทับทิม เหมาะสาหรับตั้งบูชาในสถานศึกษา มหาวิทยาลัย สถานอบรมวิชาชีพต่างๆ หรื อบริ ษทห้างร้านทัวไป ั ่
  • 27.  ปางที่ 21 : พระหริทรา คณปติ (Haridra Ganapati) ปางรวยเสน่ ห์ และรวยทรัพย์ "โอม ศรี หริทรา คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี เนื้อ หรื อสี เหลืองอ่อน มี 3 เนตร 4ทรงกระบอง บ่วงบาศ และขนมโมทกะ ใช้อานาจของบ่วงเพือร้อยรัดศรัทธาของ ่ ้ ผูเ้ ลื่อมใส และตะบองผลักดันให้กาวเดิน ไปข้างหน้า อานวยผลให้ทุกคนที่อยากมีเสน่ห์ และ ร่ ารวย เช่น ดารานักแสดง นักดนตรี นักร้อง ดีเจ พิธีกร หรื อผูให้ความบันเทิง ้ แก่ผชม ซึ่งต้องใช้พรสวรรค์ และเสน่ห์ ู้ ส่ วนตัว
  • 28.  ปางที่ 22 : พระเอกทันตะ คณปติ (Ekadanta Ganapati) ปางสาเร็จทุกสิ่ ง "โอม ศรี เอกทันตะ ปะระสั ท คณปติ ยะนะ มะฮา" วรรณะสี ฟ้า มี 4ทรงขวาน (เพือใช้กาจัดอ ่ วิชา) ทรงลูกประคา (เพืออธิษฐาน) ผลไม้ ่ และงาข้างที่หกั เอกทันตะหมายถึงเทพเจ้าผูมีงาข้างเดียว ้ อานวยผลให้ประสบความสาเร็ จทุกสิ่ ง ตามแต่จะอธิษฐาน
  • 29.  ปางที่ 23 : พระสะริสติ คณปติ (Shrishti Ganapati) ปางออกเดินทาง และสร้ างสรรค์ สิ่งใหม่ "โอม ศรี สะริสติ ปะระสั ท คณปติ ยะนะ มะฮา" วรรณะสี แดงส้ม มี 4 กร ขี่หนูเป็ น พาหนะทรงะบอง มะม่วง และบ่วงบาศ ั ้ อานวยผลให้กบผูประกอบอาชีพด้านการ เดินทางที่ไม่หยุดนิ่ง เช่น นักบิน สจ๊วต แอร์โฮสเตส กัปตันเรื อ มัคคุเทศก์ ผู ้ ทางานด้านสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆไม่หยุดนิ่ง เช่น นักคิด นักเขียน นักโฆษณา นัก ออกแบบ เป็ นต้น
  • 30.  ปางที่ 24 : พระอุททันตะ คณปติ (Uddanda Ganapati) ปางกาจัดภูตผี และคุณไสย "โอม ศรี อุททันตะ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดง มี 10ทรงโถใส่ขนม หรื อ น้ าผึ้ง ดอกบัว ดอกลิลลี่สีฟ้า คทา ต้นอ้อย กิ่งไม้ บ่วงบาศ พวงมาลัย และผลทับทิม โดยใช้กรซ้ายโอบพระชายาอยูที่ตก ่ ั ด้านซ้าย อานวยผลด้านขจัดทุกข์ภย และอาถรรพณ์ ั ต่างๆ บันดาลให้ครอบครัวมีความสุ ข
  • 31.  ปางที่ 25 : พระรีนาโมจัน คณปติ (Runamochana Ganapati) ปางแก้กรรม และขจัดหนีสิน้ "โอม ศรีโอมจัน คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ขาว มี 4 กร มีหน้าที่ปลดปล่อย มนุษย์ออกจากพันธนาการ คาสาป และความผิดพลาดทั้งหลายทรงะบอง บ่วงบาศ และขนมโมทกะ เหมาะบูชาสาหรับผูตองการเปลี่ยนแปลง ้้ ชีวิตใหม่ให้ดีข้ ึน (พลิกดวงชะตา) แก้ไข กรรมเก่า ปลดหนี้สิน ล้างมลทินทั้งปวง
  • 32.  ปางที่ 26 : พระตันติ คณปติ (Dhundhi Ganapati) ปางขุมทรัพย์ ทางปัญญา "โอม ศรี ตันติ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดง มี ๔ทรงูกประคา ขวาน โถใส่อญมณี ที่แสดงขุมทรัพย์ของผูมี ั ้ พุทธิปัญญา ั ้ อานวยผลให้กบผูทางานด้านใช้ ความคิด ใช้ปัญญาสร้างสรรค์ทุกแขนง
  • 33.  ปางที่ 27 : พระทวิมุข คณปติ (Dwimukha Ganapati) ปาง 2 เศียร "โอม ศรี ทวิมุข คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี เนื้อ มี 2 เศียร 4ทรงะบอง บ่วงบาศ และโถอัญมณี เป็ นปางที่เป็ นคน ั ที่ปรับตัวได้กบทุกคนให้ทรัพย์มาก และ ขจัดอวิชา ั ้ อานวยผลให้กบผูทางานด้าน ประชาสัมพันธ์ ด้านติดต่อเจรจา ประสานงาน เป็ นสื่ อกลางต่างๆ นักการ ทูต นักจิตวิทยาที่ตองใช้มนุษย์สัมพันธ์ ้ สู ง
  • 34.  ปางที่ 28 : พระตรีมุข คณปติ (Trimukha Ganapati) ปาง 3 เศียร "โอม ศรี ตรีมุข คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดง หรื อสี ชมพูสด มี 3 เศียร 6 กร สามเศียรหมายถึง ภพทั้งสาม (สวรรค์,โอ มนุษย์, บาดาล) ปางหนึ่งประทับนังบนดอกบัว ทรงประทาน ่ พร พระหัตถ์ขวาประทานอภัย พระหัตถ์ซายอานวยพร กรอื่นๆทรงถือ ้ ตะบอง ลูกปะคา บ่วงบาศ และโถใส่น้ าผึ้ง อานวยผลทางด้านโภคทรัพย์ มีอานาจ และ แคล้วคลาดปลอดภัย
  • 35.  ปางที่ 29 : พระสิ งหะ คณปติ (Sinha Ganapati) ปางประทับราชสี ห์ "โอม ศรี สิ งหะ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ขาว มี 8 กร พระหัตถ์ขวาประทาน อภัย พระหัตถ์ซายอานวยพรทรงช่อดอกไม้ ้ ราชสี ห์ พิณ ดอกบัว โถอัญมณี ประทับบน สิ งโต (คล้ายพระเหรัมภะคณปติ) หมายถึง พลังอานาจในการปกครองบริ วาร ผิววรกาย ขาวเป็ นสัญลักษณ์ของพลังบริ สุทธิ์ หรื อการ หลุดพ้น การอานวยผลและสถานที่สาหรับตั้งบูชา เป็ น ดุจเดียวกับ พระเหรัมภะคณปติ และพระ ั วีรคณปติ คืออานวยผลให้กบองค์กรบริ หาร ราชการแผ่นดิน ทหาร ตารวจ พลเรื อน ฝ่ าย ปกครอง ผูนา ผูบริ หาร หัวหน้าหน่วยงานทุก ้ ้ ประเภท
  • 36.  ปางที่ 30 : พระโยคะ คณปติ (Yoga Ganapati) ปางแห่ งพระเวท หรือปางสมาธิกรรมฐาน "โอม ศรี โยคะ คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ทองคา มี 4ทรงูกประคา ต้นอ้อย บ่วงบาศ และขอสับช้าง เป็ นปางแห่งพระ เวท และการรักษาโรคภัยต่างๆ ั อานวยผลให้กบผูเ้ ป็ นอาจารย์ และ นักศึกษาโยคะสมาธิแบบต่างๆ เหมาะ สาหรับตั้งบูชาไว้ในสถานศึกษา หรื อบูชาไว้ใน เทวสถาน เทวาลัย โรงเรี ยน สอนศาสนาฮินดู ห้องพระ ห้องปฏิบติ ั ธรรมภายในบ้าน เป็ นต้น
  • 37.  ปางที่ 31 : พระทุรคา คณปติ (Durga Ganapati) ปางมหาอานาจ "โอม ศรี ทุรคา คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี ทอง มี 8ทรงกระบอง คันศร ลูกศร บ่วงบาศ ธงชัย ลูกประคา และขนมโมทกะ เป็ นปางที่พระราชาในชมพูทวีปนิยม สักการบูชามากปางหนึ่ง ่ ้ อานวยผลดีตอผูมีหน้าที่ราชการ ทหาร ตารวจ ข้าราชการ ฝ่ ายปกครอง ผูบริ หาร ้ หัวหน้าหน่วยงานทุกระดับ
  • 38.  ปางที่ 32 : พระสั งกตะหะรา คณปติ (Sankatahara Ganapati) ปางทาลายอุปสรรค และความเศร้ าหมอง "โอม ศรี สั งกตะ หะรา คณปติ ยะนะมะฮา" วรรณะสี แดงส้ม มี 4 กร ประทับนังบน ่ ดอกบัวสี แดง พระหัตถ์ขวาอานวยพร พระหัตถ์ซายโอบชายาบนตักซ้าย ส่ วนกร ้ อื่นทรงถือชามขนม ตะบอง และบ่วงบาศ อานวยผลให้ครอบครัวมีความสุ ข หรื อ ประสบความสาเร็ จ ตามแต่จะอธิษฐานขอ พระพิฆเณศ
  • 39. มหาวิทยาลัยศิลปากรเป็ นสถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษาของรัฐในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย เดิมคือโรงเรี ยนประณี ตศิลปกรรมสังกัดกรมศิลปากร เปิ ดสอนวิชาจิตรกรรมและประติมากรรมให้แก่ขาราชการและนักเรี ยนในสมัยนั้นโดยไม่เก็บ ้ค่าเล่าเรี ยน ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี (เดิมชื่อ Corrado Feroci) ชาวอิตาเลียนซึ่ งเดินทางมารับราชการในประเทศ ไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยูหว รัชกาลที่ ๖ เป็ นผูก่อตั้งโรงเรี ยน แห่งนี้ข้ ึน และได้เจริ ญเติบโตเป็ นลาดับ ่ ั ้เรื่ อยมา จนกระทังได้รับการยกฐานะขึ้นเป็ น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ ๑๒ ่ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ คณะจิตรกรรมและประติมากรรม ได้รับการจัดตั้งขึ้นเป็ นคณะวิชาแรก (ปั จจุบนคือคณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์) ในปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ัจัดตั้งคณะสถาปั ตยกรรมไทย (ซึ่ งต่อมาได้ปรับหลักสู ตรและเปลี่ยน ชื่อเป็ นคณะสถาปั ตยกรรมศาสตร์ ) และคณะโบราณคดี หลังจากนั้นได้จดตั้งคณะมัณฑนศิลป์ ขึ้น ัในปี ต่อมา
  • 40.  ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ มหาวิทยาลัยศิลปากร มีนโยบายที่จะเปิ ดคณะวิชาและสาขาวิชาที่ หลากหลายขึ้น แต่เนื่องจากบริ เวณพื้นที่ในวังท่าพระคับแคบมาก ไม่สามารถจะขยาย พื้นที่ออกไปได้ จึงได้ขยายเขตการศึกษาไปยังพระราชวังสนามจันทร์ จังหวัด นครปฐม โดยจัดตั้งคณะ อักษรศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๑ คณะศึกษาศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๓ และคณะวิทยาศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ตามลาดับ หลังจากนั้น จัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๒๙ คณะ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๓๕ และจัดตั้งคณะดุริยางคศาสตร์ข้ ึน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ เพือให้เป็ น มหาวิทยาลัยที่มีความสมบูรณ์ ทางด้านศิลปะมากยิงขึ้น ่ ่
  • 41. พ.ศ. ๒๕๔๐ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายเขตการศึกษาไปจัดตั้ง วิทยาเขตแห่งใหม่ ที่จงหวัดเพชรบุรี เพื่อกระจายการศึกษาไปสู่ภูมิภาค ใช้ชื่อว่า "วิทยาเขต ัสารสนเทศเพชรบุรี" จัดตั้งคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร ในปี พ.ศ.๒๕๔๔ คณะวิทยาการจัดการ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสาร ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ และวิทยาลัยนานาชาติ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขยายงานในระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยการจัดตั้ง บัณฑิตวิทยาลัยขึ้น เพือรับผิดชอบในการดาเนินการ ่
  • 42. พระพิฆเนศรเทพเจ้าแห่งศิลปวิทยาการและการประพันธ์ประทับบนเมฆพระหัตถ์ขวาบนถือตรี ศล พระหัตถ์ขวาล่าง ูถืองาช้าง พระหัตถ์ซายบนถือปาศะ (เชือก) ้พระหัตถ์ซายล่างถือครอบน้ า ประทับบน ้ลวดลายกนก ภายใต้มีอกษรว่า ั"มหาวิทยาลัยศิลปากร" ประกาศใช้เมื่อ 21สิ งหาคม พ.ศ.2494ซึ่ งคล้ายคลึงกับกรมศิลปากร
  • 43. คนไทยถือว่าองค์พระพิฆเนศวรเป็ นที่เคารพสักการะในฐานะองค์บรมครู แห่งศิลปะวิทยาการ 18 ประการ โดยคนไทยยอมรับในองค์พระพิฆเนศวรให้เป็ นเทพแห่งศิลปะทั้งมวล และเป็ นเทพองค์สาคัญในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ซึ่ งทางศาสนาพราหมณ์ได้สถาปนาพระพิฆเนศวร เป็ นเทพพระองค์แรกที่ตองบูชาก่อนเริ่ มพิธีใดๆ ้เป็ นการคารวะในฐานะบรมครู ผประสาทปั ญญาและความสาเร็ จ สามารถขจัด ู้ ่อุปสรรคทั้งปวงให้หมดสิ้นไป กิจการทุกอย่างจึงสาเร็ จลุลวงได้ดวยดี หน่วยงาน ้ราชการกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงได้ถือเอาพระพิฆเนศวรเป็ นสัญลักษณ์
  • 44. จากข้อมูลที่รวบรวมได้ท้ งหมดแสดงให้เห็นถึงความสาคัญของพระพิฆเนศวรที่มี ั ความสาคัญต่อประชาชนทัวไป โดยมีความเชื่อที่เกี่ยวกับพระพิฆเนศวรว่า ท่านคือเทพเจ้า ่ แห่งศิลปะวิทยาการ เทพเจ้าแห่งความสาเร็ จ ขจัดความขัดข้องทั้งปวง และยังมีความสาคัญ อย่างยิงต่อมหาวิทยาลัยศิลปากรเนื่องจากเป็ นตราสัญลักษณ์ประจามหาวิทยาลัยจึงเป็ นที่เคารพ ่ นับถือของนักศึกษาในรั้วศิลปากรทุกคนข้ อค้นพบทีได้ ่ ◦ เนื่องจากมหาวิทยาลัยศิลปากรอยูในความดูแลของกรมศิลปากรซึ่งใช้ตราสัญลักษณ์พระ ่ พิฆเนศวรดังนั้นมหาวิทยาลัยศิลปากรจึงใช้ตราสัญลักษณ์พระพิฆเนศวรด้วย พระ พิฆเนศวรคือเทพเจ้าแห่งศิลปะวิทยาการ เทพเจ้าแห่งความสาเร็ จ ขจัดความขัดข้องทั้งปวงข้ อคิดทีได้ ่ ◦ คนส่ วนใหญ่มกจะชอบขอพรจากพระพิฆเนศวรเพือที่จะประสบความสาเร็ จในเรื่ องต่างๆ ั ่ แต่จริ งๆ แล้วการขอพรจากพระพิฆเนศวรเป็ นได้แค่ที่พ่งทางใจเท่านั้น การที่เราจะ ึ ่ ั ประสบความสาเร็ จได้ข้ ึนอยูกบการกระทาของเราเท่านั้นการทางานครั้งนี้ยงได้ทราบอีกว่า ั ่ องค์พระพิฆเนศวรมีอยูทุกที่ในมหาวิยาลัยศิลปากร รวมทั้งในหัวใจของเด็กศิลปากรด้วย
  • 45.  www.thepjamlang.com/articles/233904/พระพิฆเนศ_32 ปาง.html th.wikipedia.org/wiki/พระพิฆเนศวร www.su.ac.th
  • 46.  นาย ถิรวุฒิ กลิ่นลออ รหัส 07530418 คณะวิทยาศาสตร์ นาย ธีรไนย ศรี ธรรมรงค์ รหัส 07530423 คณะวิทยาศาสตร์ นางสาว ปรางค์วลัย เพ็งมาก รหัส 07530432 คณะวิทยาศาสตร์ นางสาว วิไลรัตน์ บุษบาบาล รหัส 07530447 คณะวิทยาศาสตร์ นางสาว ศศิมาพร ขันทองดี รหัส 07530452 คณะวิทยาศาสตร์ นางสาว อรทัย บุญฤทธิ์ รหัส 07530469 คณะวิทยาศาสตร์ นางสาว สุ มินตรา พามา รหัส 07530603 คณะวิทยาศาสตร์ นางสาว นลินทิพย์ สุรโชติเวศย์ รหัส 09530669 คณะวิศวกรรมศาสตร์ นางสาว นันทนัช นันทอารี รหัส 09530671 คณะวิศวกรรมศาสตร์ นางสาว ปาลวจี บุณยบุตร รหัส 09530701 คณะวิศวกรรมศาสตร์