ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจนำเทคโนโลยี Rfid มาใช้ในคลังสินค้า

11,072 views

Published on

Published in: Business, Technology
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
11,072
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
14
Actions
Shares
0
Downloads
99
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจนำเทคโนโลยี Rfid มาใช้ในคลังสินค้า

  1. 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า<br />นายอนุรุทธ์ เมฆพะโยม<br />บทคัดย่อ<br />ในปัจจุบันระบบจัดการคลังสินค้าใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ดในการอ่านข้อมูลของสินค้าและมักจะมีปัญหาแถบรหัสบาร์โค้ดเลือนทำให้การอ่านข้อมูลทำได้ยาก ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้ทำการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคโนโลยี RFID และเพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้และผ่านการอบรมด้านเทคโนโลยี RFID จำนวน 65 คน แล้วนำมาวิเคราะห์และประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ <br />จากการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านรูปแบบของ Tag และปัจจัยด้านการนำกลับมาใช้ใหม่มีผลต่อการตัดสินใจในการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า ทั้งนี้เนื่องจาก Tag ที่ใช้จะมีขนาดเล็กทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ เพิ่มสภาพคล่องในการทำงานมากขึ้น ลดความผิดพลาดโดยรวมและยังสามารถแยกความแตกต่างของสินค้าแต่ละชิ้นได้ อีกทั้งการที่ Tag เขียนข้อมูลซ้ำได้มากและยังสามารถอ่าน-เขียนข้อมูลได้ทันที ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนแล้วยังส่งผลให้ลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพด้านการบริการที่ถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งไม่สามารถตีค่าเป็นจำนวนเงินได้ <br />1.บทนำ<br />การดำเนินธุรกิจในภาวะปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการบริหารงานขององค์กร กระบวนการทางธุรกิจแบบใหม่ถูกสร้างและควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงสารสนเทศระหว่างหน่วยงาน ภายในและภายนอกองค์กร เช่นคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถในการสื่อสาร ควบคุม ตลอดจนการประมวลผลเพื่อการตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้อง และรวดเร็วพร้อมเผชิญหน้ากับการแข่งขันในยุคพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า การควบคุมการผลิต การสั่งซื้อ การวางแผนการผลิต การบริหารสินค้าคงคลัง เป็นต้น <br />ในปัจจุบันระบบจัดการคลังสินค้าใช้เทคโนโลยีบาร์โค้ดในการอ่านข้อมูลของสินค้าซึ่งจะได้ข้อมูลสินค้านั้นๆ และมักจะมีปัญหาแถบรหัสบาร์โค้ด (Barcode) เลือนทำให้การอ่านข้อมูลทำได้ยาก การนำเทคโนโลยี Radio Frequency Identification (RFID) มาแทนระบบเก่า เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่รวดเร็วและจัดการได้ง่ายขึ้น ทั้งข้อมูลที่สามารถเก็บได้ มากขึ้นตามขนาดของหน่วยความจำการอ่านด้วยคลื่นวิทยุทำให้อ่านข้อมูลจากแทกซ์ (Tag)ได้ง่าย และสามารถอ่านได้ในระยะไกล และตัวอ่านบางชนิดยังสามารถอ่านข้อมูลได้ ทีละหลายสินค้าพร้อมกันโดยเราไม่ต้องนำตัวอ่านข้อมูลยิงลำแสง เพื่ออ่านค่าบนแถบรหัส แต่เราสามารถนำสินค้าเคลื่อนที่ผ่านตัวอ่านแทน โดยจะใช้การส่งข้อมูลเป็นสัญญาณวิทยุเพื่ออ่านข้อมูลจากแทกซ์ ทำหน้าที่เหมือนแถบรหัสบนบาร์โค้ด แต่เก็บข้อมูลได้มากกว่า ซึ่งจากเดิมแถบบาร์โค้ดสามารถเก็บข้อมูลได้เพียงรหัสสินค้าและทำการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลแต่แทกซ์ จะเก็บข้อมูลในหน่วยความจำของมันเองซึ่งสามารถเก็บข้อมูลที่สำคัญได้มากขึ้น เช่น ที่มาของสินค้า ตำแหน่งจัดวางสินค้า วันหมดอายุของสินค้าฯลฯ และในกรณีที่สินค้าเกิดการเสียหายหรือชำรุดสามารถดูข้อมูลจากแทกซ์ซึ่งเราสามารถรู้ ถึงที่มาได้ทันทีหรือเมื่อสินค้าเข้า-ออกจากคลังสินค้าเราสามารถตรวจสอบสินค้าจากแทกซ์ได้ว่าสินค้าแต่ ละชิ้นนั้นได้ถูกนำมาจากที่ใด ส่งออกไปยังสถานที่ใดและยังทำให้ง่ายต่อการอ่านจำนวนสินค้าที่ขนออกมาในปริมาณมาก ซึ่งจะเห็นว่าการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการจัดการระบบคลังสินค้าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีบาร์โค้ดได้มากขึ้นผู้วิจัยจึงเห็นว่าควรศึกษาถึงการนำเอาเทคโนโลยีระบบ RFID (Radio Frequency Identification) มาประยุกต์ใช้แทนระบบบาร์โค้ด เพื่อใช้ในการจัดการสินค้าทั้งส่วน สินค้าเข้า สินค้าส่งออก การค้นหาสินค้า ซึ่งระบบ RFID (Radio Frequency Identification) จะให้ความถูกต้องและแม่นยำของข้อมูล ทำให้องค์กรสามารถจัดการบริหารทรัพยากรได้อย่างถูกต้องและสามารถนำไปใช้ในการวางแผนงานได้มากขึ้น<br />2.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง<br />แนวคิดเกี่ยว RFID<br />RFID ย่อมาจาก Radio Frequency Identification เป็นระบบระบุลักษณะของวัตถุด้วยคลื่นความถี่วิทยุที่ได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อนำไปใช้งานแทนระบบบาร์โค้ด (Bar Code) โดยจุดเด่นของ RFID อยู่ที่การอ่านข้อมูลจาก Tag ได้หลายๆ Tag แบบไร้สัมผัสและสามารถอ่านค่าได้แม้ในสภาพที่ทัศนวิสัยไม่ดี ทนต่อความเปียกชื้นแรงสั่นสะเทือน การกระทบกระแทก สามารถอ่านข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง โดยข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในไมโครชิปที่อยู่ใน Tag ในปัจจุบันได้มีการนำ RFID ไปประยุกต์ใช้งานในด้านอื่นๆนอกเหนือจากนำมาใช้แทนระบบบาร์โค้ดแบบเดิม เช่น ใช้ในบัตรชนิดต่างๆ เช่น บัตรสำหรับใช้ผ่านเข้าออกสถานที่ต่างๆ บัตรที่จอดรถ ตามศูนย์การค้าต่างๆ ที่เราอาจพบเห็นอยู่ในรูปของ Tag สินค้า มีขนาดเล็กจนสามารถแทรกลงระหว่างชั้นของเนื้อกระดาษได้ หรือเป็นแคปซูลขนาดเล็กฝังเอาไว้ในตัวสัตว์เพื่อบันทึกประวัติต่างๆ เป็นต้น<br />การประยุกต์ใช้งาน RFID จะมีลักษณะการใช้งานที่คล้ายกับบาร์โค้ด (Bar Code) และยังสามารถรองรับความต้องการอีกหลายอย่างที่บาร์โค้ดไม่สามารถตอบสนองได้ เนื่องจากบาร์โค้ดจะเป็นระบบที่อ่านได้อย่างเดียว (Read Only) ไม่สามารถทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อยู่บนบาร์โค้ดได้ แต่ Tag ของระบบ RFID จะสามารถเลือกใช้ Tag ที่อ่านได้อย่างเดียวหรือทั้งอ่านและบันทึกข้อมูลก็ได้ ดังนั้นจึงสามารถเปลี่ยนแปลงหรือทำการบันทึกข้อมูลที่อยู่ใน Tag ได้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ระบบ RFID ยังสามารถใช้งานได้แม้ขณะที่วัตถุกำลังเคลื่อนที่ เช่นในขณะสินค้ากำลังเคลื่อนที่อยู่บนสายพานการผลิต (Conveyor) หรือในบางประเทศก็มีการใช้ระบบ RFID ในการเก็บค่าผ่านทางด่วนโดยที่ผู้ใช้บริการทางด่วนไม่ต้องหยุดรถเพื่อจ่ายค่าบริการผู้ใช้ทางด่วนจะมี Tag ติดอยู่กับรถและ Tag จะทำการสื่อสารกับตัวอ่านข้อมูลผ่านสายอากาศขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นทางด่วน ในขณะที่รถแล่นผ่านสายอากาศ ตัวอ่านข้อมูลก็จะคิดค่าบริการและบันทึกจำนวนเงินที่เหลือลงใน Tag โดยอัตโนมัติหรือแม้กระทั้งการใช้งานในปศุสัตว์เพื่อบันทึกประวัติ หรือระบุความแตกต่างของสัตว์แต่ละตัวที่อยู่ในฟาร์ม ข้อดีของระบบ RFID อีกอย่างก็คือ Tag และตัวอ่านข้อมูลสามารถสื่อสารผ่านตัวกลางได้หลายอย่างเช่น น้ำ, พลาสติก, กระจก, หรือวัสดุทึบแสงอื่นๆ (เฉลิมพล เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา 2547:19) <br />แนวคิดเกี่ยวกระบวนการตัดสินใจ<br />กระบวนการตัดสินใจ (Process of decision making) หมายถึง การกำหนดขั้นตอนของการตัดสินใจตั้งแต่ขั้นตอนแรกไปจนถึงขั้นตอนสุดท้าย การตัดสินใจโดยมีลำดับขั้นของกระบวนการ ดังกล่าว เป็นการตัดสินใจโดยใช้หลักเหตุผลและมีกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นการตัดสินใจโดยใช้ระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือช่วยในการหาข้อสรุปเพื่อการตัดสินใจ ขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจมีอยู่หลายรูปแบบ แล้วแต่ความคิดเห็นของนักวิชาการ พลันเกต และแอ็ตเนอร์ (Plunkett and Attner, 1994:162) ได้เสนอลำดับขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจเป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้ (กุลชลี ไชยนันตา 2539:135-139)<br />ขั้นที่ 1 การระบุปัญหา (Define the problem) เป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะการระบุปัญหาได้ถูกต้องหรือไม่ ย่อมมีผลต่อการดำเนินการในขั้นต่อ ๆ ไปของกระบวนการตัดสินใจ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการตัดสินใจด้วย ดังนั้น ผู้บริหารจึงควรระมัดระวังมิให้เกิดความผิดพลาดในการระบุปัญหาขององค์การ ทั้งนี้ ผู้บริหารควรแยกแยะความแตกต่างระหว่างอาการแสดง (symptom) ที่เกิดขึ้นกับตัวปัญหาที่แท้จริงเสียก่อน <br />ขั้นที่ 2 การระบุข้อจำกัดของปัจจัย (Indentify limiting factors) เมื่อสามารถระบุปัญหาได้ถูกต้องแล้ว ผู้บริหารควรพิจารณาถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ขององค์การ โดยพิจารณาจากทรัพยากรซึ่งเป็นองค์ประกอบของกระบวนการผลิต ได้แก่ กำลังคน เงินทุน เครื่องจักร สิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ รวมทั้งเวลาซึ่งมักเป็นปัจจัยจำกัดที่พบอยู่เสมอ ๆ การรู้ถึงข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จะช่วยให้ผู้บริหารกำหนดขอบเขตในการพัฒนาทางเลือกให้แคบลงได้ <br />ขั้นที่ 3 การพัฒนาทางเลือก (Develop potential alternatives) ขั้นตอนต่อไป ผู้บริหารควรทำการพัฒนาทางเลือกต่าง ๆ ขึ้นมา ซึ่งทางเลือกเหล่านั้นควรเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพและมีความเป็นไปได้ ในการแก้ปัญหาให้น้อยลงหรือให้ประโยชน์สูงสุด ตัวอย่างเช่น กรณีที่องค์การประสบปัญหาเวลาการผลิตไม่เพียงพอ ผู้บริหารอาจพิจารณาทางเลือกดังนี้ 1) เพิ่มการทำงานกะพิเศษ 2) เพิ่มการทำงานล่วงเวลาโดยใช้ตารางปกติ 3) เพิ่มจำนวนพนักงาน หรือ 4) ไม่ทำอะไรเลย ในการพัฒนาทางเลือกผู้บริหารอาจขอความคิดเห็นจากนักบริหารอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จทั้งภายในและภายนอกขององค์การ ซึ่งอาจใช้วิธีการปรึกษาหารือเป็นรายบุคคล หรือจัดการประชุมกลุ่มย่อยขึ้น <br />ขั้นที่ 4 การวิเคราะห์ทางเลือก (Analyze the alternatives) เมื่อผู้บริหารได้ทำการพัฒนาทางเลือกต่าง ๆ โดยจะนำเอาข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือกมาเปรียบเทียบกันอย่างรอบคอบ และควรวิเคราะห์ทางเลือกในสองแนวทาง อย่างไรก็ตามทางเลือกบางทางเลือกที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดขององค์การก็อาจทำให้เกิดผลต่อเนื่องที่ไม่พึงประสงค์ตามมา เช่น ทางเลือกหนึ่ง ของการเพิ่มผลผลิต ได้แก่การลงทุนติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยให้แก้ปัญหาได้ แต่อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการลดลงของขวัญกำลังใจของพนักงานในระยะต่อมา เป็นต้น <br />ขั้นที่ 5 การเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (Select the best alternative) เมื่อผู้บริหารได้ทำการ วิเคราะห์และประเมินทางเลือกต่าง ๆ แล้ว ผู้บริหารควรเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของแต่ละทางเลือกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาทางเลือกที่ดีที่สุดเพียงทางเดียว ทางเลือกที่ดีที่สุดควรมีผลเสียต่อเนื่องในภายหลังน้อยที่สุด และให้ผลประโยชน์มากที่สุด แต่บางครั้งผู้บริหารอาจตัดสินใจเลือกทางเลือกแบบประนีประนอม โดยพิจารณาองค์ประกอบที่ดีที่สุดของแต่ละทางเลือกนำมาผสมผสานกัน <br />ขั้นที่ 6 การนำผลการตัดสินใจไปปฏิบัติ (Implement the decision) เมื่อผู้บริหารได้ทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว ก็ควรมีการนำผลการตัดสินใจนั้นไปปฏิบัติ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารควรกำหนดโปรแกรมของการตัดสินใจ โดยระบุถึงตารางเวลาการดำเนินงาน งบประมาณ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ควรมีการมอบหมายอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน และจัดให้มีระบบการติดต่อสื่อสารที่จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ผู้บริหารควรกำหนดระเบียบวิธี กฎ และนโยบาย ซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ <br />ขั้นที่ 7 การสร้างระบบควบคุมและประเมินผล (Establish a control and evaluation system) ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการตัดสินใจ ได้แก่ การสร้างระบบการควบคุมและการประเมินผล ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริหารได้รับข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ข้อมูลย้อนกลับจะช่วยให้ผู้บริหารแก้ปัญหาหรือทำการตัดสินใจใหม่ได้โดยได้ผลลัพธ์ของการปฏิบัติที่ดีที่สุด<br />3.ระเบียบวิธีวิจัยและสมมติฐานการวิจัย<br />ตัวแปรต้น<br />ปัจจัยพื้นฐานด้านผู้ปฏิบัติงาน- เพศ - อายุ - รายได้- การศึกษา -ประสบการณ์การทำงาน <br />ตัวแปรตาม<br />ระดับขั้นตอนการตัดสินใจ1 การระบุปัญหา2 การระบุข้อจำกัด3 การพัฒนาทางเลือก<br />ปัจจัยพื้นฐานด้าน RFID- ระยะของสัญญาณ- รูปแบบของ Tag- วัตถุที่จะนำ Tag ไปติดตั้ง- ราคาต้นทุนของ Tag- ความคงทน- ความถูกต้องน่าเชื่อถือ- ความง่ายและความยืดหยุ่นในการใช้- การนำกลับมาใช้ใหม่<br />รูปที่1.กรอบแนวความคิด<br />ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปฏิบัติงานระดับสูง, ผู้ปฏิบัติงานระดับกลาง และ ผู้ปฏิบัติงานระดับปฏิบัติการ สายงานระบบปฏิบัติการ บริษัท มินอิก เทคโนโลยี (ประเทศไทย)และบริษัท ไทยเจแปนแก็ซ จำกัด การกำหนดกลุ่มตัวอย่างใช้เต็มประชากรทั้งหมด จำนวน 65 คน <br />เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้จัดทำได้ดำเนินการวิจัยโดยใช้แบบสอบถามเพื่อตรวจสอบปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ นำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า<br />การเก็บรวบรวมข้อมูล หลังจากที่ผู้วิจัยได้รวบรวมแนวความคิด ทฤษฏีและผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาเป็นแนวทางในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาตามกรอบแนวความคิดในการวิจัย โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลการศึกษาครั้งนี้อย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้<br />1.นำหนังสือขออนุญาตจากสำนักงานโครงการบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ถึง บริษัทที่ทำการสุ่มตัวอย่าง เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและสนับสนุนการวิจัย<br />2. การเก็บรวบรวมข้อมูลจะใช้เวลาทั้งสิ้น 4 เดือนจาก เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2551 ถึง เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 <br />3. ผู้วิจัยจะดำเนินการจัดส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์และติดตามทางโทรศัพท์ ภายใน 30 วัน<br />4. เก็บรวมรวมแบบสอบถามที่ได้จากการกรอกข้อมูลที่สมบูรณ์มาจนครบ<br />5. ตรวจสอบความสมบูรณ์ของคำถามในแบบสอบถาม<br />6. จัดหมวดหมู่ข้อมูลในแบบสอบถาม เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป<br />การวิเคราะห์ข้อมูล<br />1.แบบสอบถามที่เป็นข้อมูลทั่วไป วิเคราะห์โดยหาค่าร้อยละ (Percentage)<br />2.แบบสอบถามเกี่ยวกับคุณสมบัติพื้นฐานด้านเทคโนโลยีRFIDใช้แบบมาตรวัดแบบประมาณค่า5ระดับ <br />เกณฑ์การประเมินค่าวัดแบ่งเป็น 5 ระดับ การแปลความหมายค่าเฉลี่ย โดยผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการของเบส (Best,John W .Best.) (สุทธิชัย เลิศเจริญวงศา. 2548 : 35) ดังนี้<br />ระดับคะแนน4.51 - 5.00 คะแนนมีระดับของการตัดสินใจอยู่ในระดับมากที่สุดระดับคะแนน3.51 - 4.50 คะแนนมีระดับของการตัดสินใจอยู่ในระดับมากระดับคะแนน2.51- 3.50 คะแนนมีระดับของการตัดสินใจอยู่ในระดับปานกลางระดับคะแนน1.51 - 2.50 คะแนนมีระดับของการตัดสินใจอยู่ในระดับน้อยระดับคะแนน1.00 - 1.50 คะแนนมีระดับของการตัดสินใจอยู่ในระดับน้อยที่สุด<br />และใช้การวิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)<br />3. แบบสอบถามเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจในการเลือกใช้ RFID มาใช้ในคลังสินค้า วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย (Mean) และหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)<br />สถิติที่ใช้ในการวิจัย<br />กกกกผู้วิจัยนำข้อมูลมาประมวลผลและวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้<br />1. ค่าร้อยละ (Percentage) ใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านผู้ปฏิบัติงาน<br />2. ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ใช้ในการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้าน RFID และข้อมูลแบบสอบถามมาตราส่วน 5 ช่วง<br />3. t-test ใช้ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยไม่เกิน 2 กลุ่ม<br />4. Anova ใช้ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเกิน 2 กลุ่ม<br />5. Multiple regression ใช้ในการวิเคราะห์ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยพื้นฐานด้าน RFID ที่มีผลต่อการตัดสินใจนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า <br />4.ผลการวิจัยและอภิปรายผล<br />1. พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (ร้อยละ 53.8) ที่เหลือเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 46.2) เมื่อจำแนกตามอายุส่วนใหญ่ มี 25-35 ปี (ร้อยละ 36.9) รองลงมาอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 36-40 ปี (ร้อยละ 26.2) และอยู่ในช่วงอายุ 41-45 ปี (ร้อยละ 15.4) ที่เหลืออยู่ในกลุ่มอายุน้อยกว่า 25 ปี (ร้อยละ 13.8) ระหว่างอายุ 46-50 (ร้อยละ 6.2) และมากกว่า 50 ปี (ร้อยละ 1.5) ตามลำดับ เมื่อจำแนกตามรายได้ พบว่าส่วนใหญ่มีรายได้ 10,001 – 20,000 บาท (ร้อยละ 35.4) รองลงมามีรายได้ 20,001-30,000 บาท (ร้อยละ 20.0) มีรายได้ 30,001-40,000 บาท (ร้อยละ 13.8) มีรายได้ 40,001-50,000 บาท (ร้อยละ 13.8) ที่เหลือมีรายได้ ต่ำกว่า 10,000 บาท (ร้อยละ 12.3) และรายได้มากกว่า 50,000 บาท (ร้อยละ 4.6) ตามลำดับ เมื่อจำแนกตามวุฒิทางการศึกษาสูงสุด พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 61.5) รองลงมาอยู่ในระดับสูงกว่าปริญญาตรี (ร้อยละ 21.5) ระดับอนุปริญญา/ปวส. (ร้อยละ 13.8) และระดับมัธยมศึกษา (ร้อยละ 3.1) ตามลำดับ เมื่อจำแนกตามประสบการณ์การทำงานพบว่าส่วนใหญ่อยู่ช่วงประสบการณ์การทำงาน 6-10 ปี (ร้อยละ 35.4) รองลงมาคือช่วงประสบการณ์การทำงาน 1-5 ปี, 10-15 ปี (ร้อยละ21.5) และประสบการณ์การทำงานมากกว่า 20 ปีขึ้นไป (ร้อยละ 9.2) ที่เหลือมีประสบการณ์การทำงานมาก 15-20 ปี (ร้อยละ 7.7) และประสบการณ์ทำงานน้อยกว่า 1 ปี (ร้อยละ 4.6) ตามลำดับ<br />2. ผลการศึกษาปัจจัยพื้นฐานด้านผู้ปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อระดับขั้นตอนการตัดสินใจนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า พบว่า ปัจจัยพื้นฐานด้านผู้ปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ระดับมาก <br />3. ผลการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้าน RFID ที่ส่งผลต่อระดับขั้นตอนการตัดสินใจนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า ทั้ง 8 ด้าน คือ ด้านระยะของสัญญาณ, ด้านรูปแบบของ Tag, ด้านวัตถุที่จะนำ Tag ไปติดตั้ง, ด้านราคาต้นทุนของ Tag, ด้านความคงทน, ด้านความถูกต้องน่าเชื่อถือ, ด้านความง่ายและยืดหยุ่นในการใช้งาน และด้านการนำกลับมาใช้ใหม่ พบว่า ทั้งในภาพรวม อยู่ในระดับมาก<br />อภิปรายผลการวิจัย <br />1. ปัจจัยด้านรูปแบบของ Tag ซึ่งได้แก่ มีขนาดเล็ก, สามารถอ่าน-เขียนข้อมูลได้แม้ขณะวัตถุเคลื่อนที่, Tag มีหลากหลายรูปแบบทำให้สามารถประยุกต์ใช้งานได้ง่าย มีผลต่อการตัดสินใจในการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เนื่องจาก Tag มีขนาดเล็กทำให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบทำให้เพิ่มสภาพคล่องในการทำงานมากขึ้น ลดความผิดพลาดโดยรวมและยังสามารถแยกความแตกต่างของสินค้าแต่ละชิ้นได้ ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ วชิราภรณ์ คลังธนบูรณ์ (2549) ได้ทำการศึกษาและประยุกต์ใช้ RFID ในห้องสมุดแนวคิดที่จะทำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในกระบวนการยืมคืนหนังสือและสื่อโสตทัศน์ด้วยตนเอง การยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศที่ใช้เทคโนโลยี Barcode ผู้ใช้ต้องติดต่อขอความช่วยเหลือ จากบรรณารักษ์/เจ้าหน้าที่ จะนำเอาแถบ Barcode ที่ติดกับทรัพยากรสารสนเทศนั้นไปไว้ในบริเวณที่เครื่องอ่านรหัส Barcode โดยสามารถอ่านได้ทีละเล่มแต่สำหรับเทคโนโลยี RFID นั้นมีลักษณะคล้ายกับ Barcode และยังสามารถรองรับความต้องการอีกหลายๆ อย่างที่ Barcode ไม่สามารถตอบสนองได้ กล่าวคือ เทคโนโลยี Barcode เป็นระบบที่อ่านได้อย่างเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่อยู่บน Barcode ได้ แต่ป้าย RFID สามาระอ่านและบันทึกข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากตัวเลขและเพิ่มเติมข้อมูลภายหลังได้ นอกจากนี้ระบบเทคโนโลยี RFID เป็นเทคโนโลยีที่สามารถส่งข้อมูลทุกอย่างผ่านคลื่นความถี่วิทยุ ดังนั้นการอ่านข้อมูลจากป้าย RFID จึงไม่ต้องป้ายข้อมูลอยู่ในบริเวณที่เครื่องอ่าน อ่านได้และผู้ใช้สามารถยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้เมื่อมีการยืมคืนผ่านเทคโนโลยี RFID ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศจะถูกปรับปรุงข้อมูลเป็นปัจจุบันทันที กระบวนการยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศด้วยระบบเทคโนโลยี RFID <br />2. ปัจจัยด้านการนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งได้แก่ อ่านและเขียนซ้ำได้มากกว่า 100,000 ครั้งและสามารถนำกลับมาใช้กับวัตถุชิ้นอื่นต่อไปได้ มีผลต่อการตัดสินใจในการนำเทคโนโลยี RFID มาใช้ในคลังสินค้า อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้เป็นเพราะ การที่ Tag เขียนข้อมูลซ้ำได้มากอีกทั้งยังสามารถเขียนข้อมูลได้ทันที ทำให้สามารถประหยัดต้นทุนแล้วยังส่งผลให้ลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพด้านการบริการที่ถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งไม่สามารถตีค่าเป็นจำนวนเงินได้ ผลการวิจัยครั้งนี้สอดคล้องกับผลการวิจัยของ Seagate (2548) ที่พบว่า การติด RFID ที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัท เช่น ดิกส์ไดรฟ์, แมกเนติกดิสก์ และหัวอ่าน/เขียนระบบของเทปไดรฟ์ สามารถติดตามผลิตภัณฑ์ที่กำลังผลิตอยู่ในห้องสะอาดได้ แต่ระบบ Barcode ไม่สามารถใช้ได้ เพราะต้องมีการคำนึงถึงสารที่ปนเปื้อนในห้องสะอาดและยิ่งกว่านั้นการได้ติดตามตรวจสอบความถูกต้องของผลิตภัณฑ์ในขณะทำงานจริง จะช่วยให้ Seagate สามารถเพิ่มคุณภาพสินค้าและประสิทธิภาพการผลิต โดยการหาจุดที่ผิดพลาดว่ามาจากตรงไหนของแต่ละปัญหา ระบบ Barcode ที่มีอยู่ไม่สามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องได้เกิน 98% สำหรับงานที่กำลังอยู่ในช่วงการผลิต ปัญหาด้านการผลิตจะยากและใช้เวลานานในการแยกปัญหามาจากตรงไหนของแต่ละปัญหา <br />5.สรุป<br />ระบบ RFID ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ทำให้ยังไม่มีบริษัทที่ใช้ระบบ RFID มากเท่าที่ควร ควรจะมีการศึกษาระบบ RFID และนำมาใช้ให้มากขึ้นเนื่องจากจะสามารถลดต้นทุนในการดูแลรักษาสินค้า ความถูกต้องของข้อมูล อีกทั้งยังสามารถให้ความเชื่อมั่นจากลูกค้าได้ ซึ่งจะทำให้บริษัทสามารถอยู่รอดในปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูงและรุนแรงได้<br /> HYPERLINK "ที่มา http://www.thailog.org/wikilog/" ที่มา http://www.thailog.org/wikilog/<br />

×