บทที่ 2

35,403
-1

Published on

ตัวอย่างการเขียนบทที่ 2

Published in: Education
4 Comments
23 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total Views
35,403
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
328
Comments
4
Likes
23
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทที่ 2

  1. 1. บทที่ 2 เอกสารที่เกียวของ ่ การทําโครงงานในครั้งนี้ ผูศึกษาตองการสํารวจเรื่องความเขาใจในเรื่องการอานคําของนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม ผูศึกษาจึงไดศึกษาเอกสารตาง ๆ เพื่อเปนแนวทางในการศึกษา ดังนี้ 1. เอกสารเกียวของกับการอานคํา ่ 1.1 หลักการอานคํา 1.2 สาเหตุที่ทําใหอานคําผิดพลาด 2. เอกสารเกียวของกับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม ่ 2.1 ประวัติโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม 2.2 คติพจนของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม 2.3 คําขวัญ 2.4 ตราโรงเรียน 2.5 สีประจําโรงเรียน 2.6 ปรัชญาของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม 2.7 ปณิธานของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม 2.8 วัตถุประสงคของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม 2.9 ภารกิจของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม 2.10 แผนของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหมเอกสารเกี่ยวของกับการการอานคํา หลักการอานคํา อาจารยปทุมวดี ศิริสวัสดิ์ (2548, หนา 9) ไดกลาวถึงหลักการอานคําไวดังนี้ 1. หลักการอานอักษรนํา ถาคําใดมีอักษรสูง หรือมีอักษรกลางนําอักษรเดี่ยว (อักษรต่ําที่ไมมีเสียงคูกับอักษรสูงไดแก ง ญ น ณ ม ย ร ล ฬ ว) ใหอานผันเสียงตามตัวนํา เชน
  2. 2. 5 ฉลาด อานวา ฉะ – หลาด ขนด อานวา ขะ – หนด ปรัก อานวา ปะ – หรัก ตงิด อานวา ตะ – หงิด สมัย อานวา สะ – หมัย คําที่ไมอานแบบอักษรนําของไทย เชน สมรรถภาพ อานวา สะ – มัด – ถะ – พาบ สมานคติ อานวา สะ – มา – นะ – คะ – ติ สมานฉันท อานวา สะ – มา – นะ – ฉัน สมาธิ อานวา สะ – มา – ทิ 2. หลักการอานคําแผลง 2.1 ถาคําเดิมเปนพยางคเดียวและมีพยัญชนะตนเปนตัวควบกล้ํา เมื่อแผลงเปนสองพยางค พยางคหลังมักผันหลังตามตัวนําเดิม เชน ตริ แผลงเปน ดําริ อานวา ดํา – หริ ตรัส แผลงเปน ดํารัส อานวา ดํา – หรัด ปราบ แผลงเปน บําราบ อานวา บํา – หราบ กลด แผลงเปน กระลด อานวา กระ – หลด กราบ แผลงเปน กําราบ อานวา กํา – หราบ กลับ แผลงเปน กระลับ อานวา กระ – หลับ กลบ แผลงเปน กระลบ อานวา กระ – หลบ ถาคําเติมพยัญชนะตนเปนอักษรเดียว เมื่อแผลงแลวอานตามรูปที่ปรากฏ เชน เกิด แผลงเปน กําเนิด อานวา กํา – เนิด แจก แผลงเปน จําแนก อานวา จํา – แนก เจียม แผลงเปน จําเนียม อานวา จํา – เนียม เตียน แผลงเปน ตําเนียน อานวา ตํา – เนียน จาย แผลงเปน จําหนาย อานวา จํา – หนาย แตง แผลงเปน ตําแหนง อานวา ตํา – แหนง
  3. 3. 6 3. หลักการอานคําสมาส คําสมาส เปนคําจากภาษาบาลี – สันสกฤต เวลาอานตองอานมีเสียงสระตอเนื่อง เชน ศิลปศาสตร อานวา สิน – ละ – ปะ – สาด ประวัติศาสตร อานวา ประ – หวัด – ติ – สาด นอกจากนี้ อาจารย น ราพรรณ พั น ธ จั น ทร ( http://ubon.obec.go.th/school/kharmpea/title%20thai.htm, วันที่คนขอมูล 17 มีนาคม 2551) ยังไดกลาวถึงหลักการอานคําไววา 1. หลักการอานคําไทย มี 4 วิธี 1.1 อานตามหลักภาษาไทย 1.2 อานตามหลักภาษาอื่นที่ไทยรับมาใช 1.3 อานตามความนิยม 1.4 อานตามลักษณะบังคับของแตละคําประพันธ 2. หลักการอานอักษรนํา อักษรนํา หมายถึง คําที่พยัญชนะ 2 ตัวรวมกันและอยูในสระเดียวกัน เมื่ออานจะออกเสียงพยัญชนะทั้งสองตัวประสมกัน พยัญชนะตัวหนาจะออกเสียงสระอะ แตไมประรูปสระอะลงไป สวนพยัญชนะตัวหนาจะเปนอักษรสูง กลาง หรือต่ําก็ได เพราะพยัญชนะตัวหนาทําหนาที่บังคับเสียง มีหลักการอานตอไปนี้ 1) อักษรสูงนําอักษรต่ําเดี่ยว อักษรต่ําเดี่ยว มี 10 ตัว คือ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ เวลาอานเราตองออกเสียงพยัญชนะตัวหลังนั้นใหเปนเสียงสูงตามเสียงของอักษรนําตัวนั้น ๆ ดวย เชน สมาน อานวา สะ – หมาน ผนวช อานวา ผะ – หนวด สนอง อานวา สะ – หนอง ผนวก อานวา ผะ – หนวก ถนอม อานวา ถะ – หนอม ผนึก อานวา ผะ – หนึก จมูก อานวา จะ – หมูก จรัส อานวา จะ – หรัด ถวาย อานวา ถะ – หวาย สงวน อานวา สะ – หงวน ตลาด อานวา ตะ – หลาด
  4. 4. 7 ผยอง อานวา ผะ – หยอง 2) อักษรสูงนําอักษรต่ําคู อักษรต่ําคู มี 14 ตัว ค ต ฆ ช ฌ ซ ฑ ฒ ท ธ พ ภ ฟ ฮ เวลาอานไมตองออกเสียงพยัญชนะตัวหลังใหสูงตามอักษรสูงเหลานั้น เชน ผทม อานวา ผะ – ทม สภาพ อานวา สะ – พาบ ไผท อานวา ผะ – ไท 3) อักษรกลางนําอักษรต่ําเดี่ยว เวลาอานตองออกเสียงพยัญชนะตัวหลังนั้น ตามเสียงอักษรกลาง ที่นํา เชน องุน อานวา อะ – หงุน ตลาด อานวา ตะ – หลาด ตลก อานวา ตะ – หลก ตลิ่ง อานวา ตะ – หลิ่ง กนก อานวา กะ – หนก ตลอด อานวา ตะ – หลอด อนาถ อานวา อะ – หนาด กฤษณา อานวา กริด – สะ – หนา 4) อักษร ห นําอักษรเดี่ยว เวลาอานไมตองออกสียงสระ อะ อยางอักษรนํา แตจะตองออกเสียงสูงตามเสียงของ ห เชน หลัง หลง หนัก ไหน หนอ หมอ หมี หนา หวาน หวาม หยามหญิง ใหญ เหงา หมา ไหม หยัก หลา หลีก หรูหรา ฯลฯ 5) อักษร อ นํา ย เวลาอานไมตองออกเสียง สระ อะ เปนอักษรนํา แตจะตองออกเสียงตัว ย นั้นใหเปนเสียงกลางตามเสียงตัว อ มี 4 คํา คือ อยา อยู อยาง อยาก 3. หลักการอานอักษรควบ อักษรควบ คือ คําที่มีพยัญชนะ 2 ตัว มารวมกันในรูปสระเดียวกัน พยัญชนะที่นําหนาที่เปนอักษรควบ คือ ร ล ว มีหลักการอานดังนี้ 1) อานแบบอักษรควบแท จะอานออกเสียงพยัญชนะ 2 ตัวพรอม ๆ กัน และเปนเสียงเดียวกันเชน เกรียงไกร โปรด เปรี้ยว ขรุขระ กวางขวาง ครั้งคราว กลับกลาย พราวแพรว ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง กวางขวาง ควาย กวาด เปนตน 2) อานแบบอักษรควบไมแท เวลาอานจะอานออกเสียงเฉพาะพยัญชนะตัวหนาตัวเดียว สวนพยัญชนะตัวหลังไมตองออกเสียง เชน จริง อานวา จิง
  5. 5. 8 ศรี อานวา สี สรอย อานวา สอย เศรา อานวา เสา 3) อานแบบอักษรควบแทและควบไมแท คืออานออกเสียงพยัญชนะ ท ควบ ร เวลาอานตองเปนไดทั้งอักษรควบแทและไมแท 3.1 อานแบบอักษรควบแท นิทรา อานวา นิด – ทรา จันทรา อานวา จัน – ทรา จันทรคติ อานวา จัน – ทระ – คะ – ติ อินทรา อานวา อิน – ทรา เอ็มทรี อานวา เอ็ม – ทรี 3.2 อานแบบอักษรควบไมแท ทรวด อานวา ซวด ทรง อานวา ซง ทราย อานวา ซาย โทรม อานวา โซม ทรุด อานวา ซุด แทรก อานวา แซก อินทรี อานวา อิน – ซี ไทร อานวา ไซ ทรวง อานวา ซวง ทราบ อานวา ซาบ พุทรา อานวา พุ ด – ซา นนทรี อานวา นน – ซี มัทรี อานวา มัด – ซี อินทรีย อานวา อิน – ซี 4. หลักการอานคําแผลง คําแผลงคือคําที่ดัดแปลงพยางคเดียวใหเปนคําสองพยางคแตความหมายยังคงเดิมทั้งนี้ก็เพื่อใหเกิดความไพเราะสละสลวยทางภาษาและทําใหมีคําใชมากยิ่งขึ้น หลักการอานมีดังนี้
  6. 6. 9 1) คําแผลงที่เปนอักษรควบ คือคําแผลงคําเดิมที่มีพยัญชนะควบดวย ร ลประสมอยูและเมื่อแผลงเปน 2 พยางคจะตองออกเสียงพยางคหลังใหมีเสียงระดับเดียวกับคําเดิมที่ไมไดแผลง ตรวจ แผลงเปน ตํารวจ อานวา ตํา – หรวด กราบ แผลงเปน กําราบ อานวา กํา – หราบ เสร็จ แผลงเปน สําเร็จ อานวา สํา – เหร็ด คํายกเวน ปราศ แผลงเปน บําราศ อานวา บํา – ราด 2) คําแผลงที่ไม ไดเ ปนอักษรควบ คือคําแผลงคําเดิมที่ไมมีพยัญชนะควบดวยตัวร ล ว ประสมอยูเมื่อแผลงเปน 2 พยางค ไมตองออกเสียงพยางคหลังใหมีเสียงระดับเทาคําเดิมกอนแผลงใหม คือ ถาเขียนแบบไหนก็จะอานแบบที่เขียน เชน แจก แผลงเปน จําแนก อานวา จํา – แนก อาจ แผลงเปน อํานาจ อานวา อํา – นาด จง แผลงเปน จํานง อานวา จํา – นง เกิด แผลงเปน กําเนิด อานวา กํา – เหนิด 5. หลักการอานคําพอง คําพอง หมายถึง คําที่มีรูปหรือเสียงเหมือนกันแตจะมีความหมายตางกันซึ่งเวลาอานตองอาศัยการสังเกตพิจารณาเนื้อความของคําที่เกี่ยวของประกอบดวยคําพองแบงเปน 3 ชนิด คือ 1) คําพองรูป คือ คําพองที่เขียนเหมือนกันแตออกเสียงตางกัน กรี อานวา กรี เปนอักษรควบ แปลวา กระดูกแหลมที่หัวกุง อานวา กะ – รี เปนอักษรนํา แปลวา ชาง ครุ อานวา ครุ เปนอักษรควบ แปลวา ภาชนะสานชนิดหนึ่ง อานวา คะ – รุ เปนอักษรนํา แปลวา ครู หนัก เพลา อานวา เพลา เปนอักษรควบ แปลวา ตัก เขา แกนลอหมุน อานวา เพ – ลา อานเรียงพยางค แปลวา เวลา เสลา อานวา สะ – เหลา เปนอักษรนํา แปลวา ตนไมชนิดหนึ่ง อานวา เส – ลา อานเรียงพยางค แปลวา หิน ปรัก อานวา ปรัก เปนอักษรควบ แปลวา เงิน อานวา ปะ – หรัก เปนอักษรนํา แปลวา หัก แขม อานวา แขม แปลวา ชื่อตนไมลมลุกชนิดหนึ่ง อานวา ขะ – แม แปลวา คนเขมร
  7. 7. 10 2) คําพองเสียง คือ คําที่เขียนตางกันแตจะออกเสียงเหมือนกัน กาล หมายถึง เวลา กาฬ หมายถึง ดํา กานต หมายถึง นารัก จัน หมายถึง ตนไมชนิดหนึ่ง จันทน หมายถึง ไมหอม จันทร หมายถึง ดวงเดือน ศาสตร หมายถึง ระบบความรู ศาสน หมายถึง คําสั่ง, คําสั่งสอน สาด หมายถึง ซัด , ซัดนําไป สารท หมายถึง เทศกาลทําบุญเดือนสิบ ดาด หมายถึง ลาด ปู ดาดฟา ดาษ หมายถึง มากมาย เกลื่อนกลาด ฝชนิดหนึ่ง มาศ หมายถึง ทอง มาตร , เครื่องวัด มาส หมายถึง เดือน พรรณ หมายถึง ชนิด , สี พันธุ หมายถึง เหลากอ , วงศวาน พัน หมายถึง สิบรอย, ผูก, มัด ภัณฑ หมายถึง สิ่งของ 3) คําพองทั้งรูปและเสียง คือคําพองที่เขียนเหมือนกัน อานออกเสียงเหมือนกัน แตจะตางกันในดานความหมาย ซึ่งขึ้นอยูที่ใจความของคําขางเคียง เชนกัน หมายถึง โกนใหเสมอกัน กัน หมายถึง ฉัน , ขาพเจา กัน หมายถึง หาม , ปด ขัน หมายถึง ทําใหตึง ขัน หมายถึง นาหัวเราะ ขัน หมายถึง ภาชนะใสตักน้ํา
  8. 8. 11 6. การอานคําบาลี - สันสกฤต การอานคําบาลีและสันสกฤตนั้นมีหลักเกณฑในการอานที่มีระเบียบแนนอน แตไทยเราจะนําหลักเกณฑตาง ๆ ของบาลีสันสกฤตมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อใหเหมาะสมกับความนิยมของไทย ซึ่งมีหลักในการอานดังนี้ 1) การอานแบบเรียงพยางค คําบาลีสันสกฤตที่ไมเปนตัวสะกดนั้นจะตองมีสระกํากับอยูดวยเสมอ แตถาไมมีสระใดกํากับอยู จะตองอานออกเสียง อะ ทุกคํา เชน นคร อานวา นะ – คะ – ระ ภรต อานวา พะ – ระ – ตะ วิชิร อานวา วะ – ชิ – ระ คีตกวี อานวา คี – ตะ – กะ – วี ตาลปตร อานวา ตา – ละ – ปด 2) การอ า นแบบพยั ญ ชนะสั ง โยค พยั ญ ชนะสั ง โยค หมายถึ ง พยั ญ ชนะ 2 ตั วประกอบรวมกันตัวหนึ่งจะเปนตัวสะกด อีกตัวหนึ่งจะเปนตัวตาม เชน คําวา สปต ตัว ป และ ต คือพยัญชนะสังโยค ป เปนตัวสะกด ต เปนตัวตาม การอานพยัญชนะสังโยคนี้ ถาพยัญชนะตัวใดเปนตัวสะกด ไมตองออกเสียง เชน สมรส อานวา สม – รด วิตถาร อานวา วิต – ถาน สัปดาห อานวา สับ – ดา อุตสาหกรรม อานวา อุด – สา – หะ – กํา แตจะมีขอยกเวนหลายประการดังนี้ 1. เมื่อพยัญชนะตัวหลังของตัวสะกดเปนพยัญชนะอัฒสระ ไดแก ย ร ล ว ซึ่งเมื่อเวลาอานออกเสียง อะ ที่ตัวสะกดไดครึ่งเสียง เชน วิทยุ อานวา วิด – ทะ – ยุ วิทยา อานวา วิด – ทะ – ยา อุทยาน อานวา อุด – ทะ – ยาน จัตวา อานวา จัด – ตะ –วา วัชรา อานวา วัด – ชะ – รา กัลยา อานวา กัน – ละ – ยา 2. เมื่ อ พยั ญ ชนะตั ว สะกดของพยางค ห น า เป น ล จะต อ งอ า นออกเสี ย ง ล มีเสียงอะไดครึ่งหนึ่ง เชน
  9. 9. 12 ศิลปะ อานวา สิน – ละ – ปะ วัลภา อานวา วัน – ละ – พา กลบท อานวา กน – ละ – บด 3. เมื่อพยัญชนะตัวสะกดของพยางคหนา เปนพยัญชะอุสุ หมายถึง พยัญชะที่มีเสียงสอดแทรกออกทางไรฟน ซึ่งไดแกพยัญชนะ ศ ษ ส และมีพยัญชะตัวอื่นตามมาตองอานออกเสียงสะ ติดตอกับพยางคหลัง เชน โฆษณา อานวา โคด – สะ – นา พัสดุ อานวา พัด – สะ – ดุ รัศมี อานวา รัด – สะ – หมี กฤษณา อานวา กริด – สะ – หนา ยกเวน คํา 3 คํา ตอไปนี้ไมตองอานออกเสียงเปนพยัญชนะอุสุม คือ อธิษฐาน อานวา อะ – ทิด – ถาน สันนิษฐาน อานวา สัน – นิด – ถาน สวัสดี อานวา สะ – หวัด – ดี 3) คําที่มาจากภาษาบาลี – สันสกฤต มีสระติดกับตัวสะกด เราไมตองออกเสียงเชน เหตุ อานวา เหด ญาติ อานวา ยาด ชาติ อานวา ชาด ประวัติ อานวา ประ – หวัด สมบัติ อานวา สม – บัด ปฏิวัติ อานวา ปะ – ติ – วัด 7. หลักการอานตัว ฤ ตัว ฤ จะอานออกเสียง ริ ในภาษาสันสกฤต แตเมื่อไทยเรารับมาใชในภาษาไทยจะออกเสียงในการอานได 3 วิธีดังนี้ 1) อานออกเสียง ริ เมื่อประสมกับพยัญชนะ 6 ตัว คือ ก ต ป ท ศ ส เชน ทฤษฎี ฤทธิ์กฤษณาศฤงคาร ฯลฯ 2) อานออกเสียง รึ เมื่อประสมพยัญชนะ 5 ตัว คือ ค น พ ม ห เชน หฤทัย คฤหาสนพฤษภามฤคา ฯลฯ หรือเมื่อเปนพยัญชนะตนอยูหนาคําอื่น ๆ เชน ฤดู ฤดี ฤคเวท ฤทัย ฯลฯ 3) อานออกเสียง เปน เรอ มีคําเดียว คือ ฤกษ
  10. 10. 13 8. การอานคําสมาส คําสมาส หมายถึง การนําคําภาษาสันสกฤต ตั้งแต 2 คําขึ้นไปประสมกัน เพื่อตองการใหเปนคําเดียวกัน มีหลักการอานดังนี้ 1) ถาคําสมาสที่พยางคทายคําหนาไมมีรูปสระใดกํากับอยู ตองอานออกเสียงพยางคทายคําหนาเปนเสียง อะ ตอเนื่อง กันกับพยางคหลัง เชน วรรณคดี อานวา วัน – นะ – คะ – ดี จิตเวช อานวา จิด – ตะ – เวด รัฐบาล อานวา รัด – ถะ – บาน ราชการ อานวา ราด – ชะ – กาน กิจกรรม อานวา กิด – จะ – กํา ธรรมคุณ อานวา ทํา – มะ – คุน 2) ถาพยางคทายของคําสมาสที่คําหนามีสระ อิ กํากับอยู ตองอานออกเสียงเปน อิ ใหตอเนื่องกับคําหลัง เชน ภูมิศาสตร อานวา พูม – มิ – สาด ฤทธิเดช อานวา ริด – ทิ – เดด ยุติธรรม อานวา ยุด – ติ – ทํา 3) ถาพยางคทายของคําสมาสที่คําหนาที่คําหนามีสระ อุ กํากับอยู ตองอานออกเสียงเปนเสียง อุ ตอเนื่องกับพยางคหลัง เชน เกตุมาลา อานวา เกด – มา – ลา เมรุมาศ อานวา เม – รุ – มาด พันธุกรรม อานวา พัน – ทุ – กํา 4) ถาตัวสะกดพยางคหนาของคําสมาสเปนอักษรควบ ตองออกเสียงเปน ตระ ทายคําใหตอเนื่องจากคําหลัง เชน เกษตรกรรม อานวา กะ – เสด – ตระ – กํา ฉัตรมงคล อานวา ฉัด – ตระ – มง – คน มิตรภาพ อานวา มิด – ตระ – พาบ 9. การอานตามความนิยม การอานตามความนิยม คือ การอานที่ไมไดอานตามกฎเกณฑของภาษา คืออานตามความนิยมมาตั้งแตบรรพบุรุษ และยอมรับกันทั่วไป ไมถือวาอานผิด การอานตามความนิยมมี 2ประการ คือ อานออกเสียงไดสะดวกปากและฟงไพเราะ และยังแบงไดหลายกรณี ดังนี้
  11. 11. 14 1) อานเพื่อตองการใหเกิดความไพเราะ คําบางคําถาอานตามรูปการเขียนหรือกฎเกณฑืของภาษาจะไมไพเราะ จึงตองอานออกเสียงแบบใหมใหไพเราะยิ่งขึ้น เชน ดิลก อานวา ดิ – หลก อาขยาน อานวา อา – ขะ –หยาน ดําริ อานวา ดํา – หริ 2) อานตามรูปแบบคําสมาสในภาษาบาลีและสันสกฤตคือไมใชคําสมาสแตอานตามแบบคําสมาสของบาลีสันสกฤต มาจนเคยชิน เพราะเห็นวาไพเราะ เชน ผลไม อานวา ผน – ละ – ไม กรมทา อานวา กรม – มะ – ทา ชุกชี อานวา ชุก – กะ –ชี พลเมือง อานวา พน – ละ – เมือง 3) ไมอานตามรูปแบบของคําสมาสของบาลีและสันสกฤตคือเปนคําสมาสแตไมอานตามแบบสมาสอาจแพราะไมไพเราะออกเสียงไมสะดวก เชน ภาคทัณฑ อานวา พาก – ทัน ชาตินิยม อานวา ชาด – นิ – ยม สุภาพสตรี อานวา สุ – พาบ – สัด – ตรี อุดมคติ อานวา อุ – ดม – คะ – ติ 4) การอานชื่อจังหวัดของประเทศไทย ชื่อจังหวัดในประเทศไทย บางคําเปนคําสมาสและอ า นตามวิ ธี ก ารของคํ า สมาส แต บ างคํ า ก็ ไ ม อ า น เพราะถื อ ว า เป น ชื่ อ เฉพาะ ไม คํ า นึ ง ถึ งหลักเกณฑ ใหจําหรืออาศัยความเคยชิน เชน 4.1 อานแบบสมาส อยุธยา อานวา อะ – ยุด – ทะ – ยา ราชบุรี อานวา ราด – ชะ – บุ- รี อุตรดิตถ อานวา อุด –ตะ – ระ – ดิด นครราชสีมา อานวา นะ – คอน – ราด – ชะ – สี – มา 4.2 ไมอานแบบสมาส ชัยนาท อานวา ไช – นาด อุดรธานี อานวา อุ – ดอน –ทา – นี สมุทรสงคราม อานวา สะ – หมุด – สง – คราม สุพรรณบุรี อานวา สุ – พัน – บุ – รี
  12. 12. 15 10. การอานคําประพันธ การอานคําประพันธนั้น ตองอานใหเปนไปตามหลักเกณฑของคําประพันธแตละชนิดเพื่อรักษาคุณคาของคําประพันธเอาไว เชน จังหวะ คําสัมผัส คําครุ ลหุ คําเอก โท ความหมายและทํานองในการอาน ดังนี้ 1) การอานเนนสัมผัสนอก เพื่อตองการใหเห็นความสัมพันธของคําประพันธชนิดนั้น ๆ เชน เรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง นกบินเฉียงไปทั้งหมู ตัวเดียวมาพลัดคู เหมือนพี่อยูผูเดียวดาย 2) การอานเอื้อสัมผัสใน เพื่อตองการเพิ่มความไพเราะมากยิ่งขึ้น เชน ขาขอเคารพอภิวาท ในพระบาทบพิตรอดิศร อานวา ขา – ขอ – เคา – รบ – อบ– พิ –วาด – ใน – พระ – บาด – บอ – พิด – อะ – ดิด – สอน พระสมุทรสุดลึกลน คณนา อานวา พระ – สะ – หมุด – สุด– ลึก – ลน – คน – นะ – นา ขอสมหวังตั้งประโยชนโพธิญาณ อานวา ขอ – สม – หวัง – ตั้ง– ประ – โหยด –โพด – ทิ – ยาน 3) การอานตามสัมผัส ของคําประพันธ เชน ฝายนครกาญจน จัดขุนพลพวกดาน ผานไปเอาเหตุ 4) การอานจํานวนคําครุ ลหุ หมายถึงการอานออกเสียงของฉันท เชน ปางศิวะเจา เนาณพิมาน อานวา ปาง – สิ – ว ะ – เจา – เนา – นะ – พิ – มาน บรรพตสานต โสภณไกร อานวา บัน – พะ – ตะ – สาน – โส – พะ – นะ – ไกร 11. การอานคําที่มีตัวการันต 1) คําที่ใชตัวการันตสวนมากมาจากภาษาบาลี สันสกฤต เพื่อรักษารูปศัพทนั้นไว เชน ศิษย อานวา สิด วิจารณ อานวา วิ – จาน อุทาหรณ อานวา อุ – ทา – หอน อาวรณ อานวา อา – วอน จันทรเพ็ญ อานวา จัน – เพ็น อาทิตย อานวา อา – ทิด 2) คําที่ไมมีเครื่องหมาย ทัณฑฆาตกํากับอยูบน พยัญชนะตัวสุดทาย แตไมอานออกเสียงตัวสุดทาย เชน จักร อานวา จัก
  13. 13. 16 สมัคร อานวา สะ – หมัก เพชร อานวา เพด มิตร อานวา มิด 3) คําที่มาจากภาษาอังกฤษ ที่ใสเครื่องหมายทัณฑฆาตกลางคํา เวลาอานไมตองออกเสียงตัวนั้น ฟลม อานวา ฟม ชารป อานวา ชาบ นิวยอรก อานวา นิว – ยอก กอลฟ อานวา กอบ สาเหตุที่ทําใหอานคําผิดพลาด อ า จ า ร ย ป ว ง พ ร อ รุ ณ ทั ต ก ล า ว ถึ ง ส า เ ห ตุ ที่ ทํ า ใ ห อ า ร คํ า ผิ ด พ ล า ด ไ ว ว า( http://www.karndaschool.com/index.aspx?ContentID=ContentID-070207105305641,วั น ที่ ค นขอมูล 17 มีนาคม 2551) ภาษาไทยนับวาเปนเอกลักษณที่แสดงถึงความเปนไทย และเปนมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ําคาของชาติ ซึ่งคนไทยทุกคนควรชวยอนุรักษมรดกชิ้นนี้ไวใหอยูคูแผนดินไทยตลอดไป โดยศึกษาเรียนรูวิธีการอาน การเขียนที่ถูกตอง และใชภาษาไทยใหถูกตองสมกับที่เปนภาษาประจําชาติของเรา ภาษาไทยมีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน คําตาง ๆ ที่มีอยูในภาษาไทยมีทั้งที่เปน คําไทยแทและคําที่มาจากภาษาตางประเทศ ปะปนอยูในภาษาไทย ทั้งภาษาบาลี สันสกฤต เขมร ซึ่งทั้ง 3 ภาษานี้ มีความสําคัญตอหลักไวยากรณไทยอยางมาก นอกจากนี้ยังมีคําที่มาจากภาษาของชาติตาง ๆ ในเอเชีย เชน จีน ญี่ปุน ชวา (อินโดนีเซีย) มาเลเซีย (มลายู) ฯลฯ และภาษาจากชาติตาง ๆทางตะวันตกไดแก อังกฤษ ฝรั่งเศส โปรตุเกส ฯลฯ เขามาปะปนอยูในภาษาไทยมากมาย การอานคําที่มาจากภาษาตางประเทศ บางคําก็อานออกเสียงตามสําเนียงของคนไทย บางคําก็อานออกเสียงตามสําเนียงเดิมในภาษานั้น ๆ บางคําก็อานตามหลักเกณฑทางไวยากรณ บางคําก็อานตามความนิยม และบางคําก็อานทั้งตามหลักเกณฑ และตามความนิยม แตโดยทั่วไปควรยึดวิธีการอานตามหลักเกณฑไวกอนเพื่อใหเกิดความเขาใจ และความถูกตองตรงกันในการอาน นอกจากนี้ยังมีขอสังเกตวา การที่เยาวชนไทยในปจจุบันออกเสียงคําตาง ๆ ในภาษาไทยไมถูกตอง ไมชัดเจน มีที่มาจากสาเหตุหลายประการ เชน
  14. 14. 17 1. เกิดจากการพูดตามกัน คือ เวลาเด็ก ๆ อยูในหมูเพื่อน ๆ ก็จะพูดจาในลักษณะเดียวกันคือ พู ด ไม ชั ด ก็ ไ ม ชั ด เหมื อ นกั น ไปหมด ถ า ใครคนใดคนหนึ่ ง พูด ชั ด เจนถูก ต อ ง ก็ จ ะถู ก เพื่ อ นคอนขอดวา ดัดจริต และกลัววาจะเขากับเพื่อน ๆ ไมได และเพื่อน ๆ ไมยอมรับ 2. เกิดจากการเลียนแบบ พูดตามดารานักรองที่ชื่นชอบ พยายามเลียนใหเหมือนทั้งคําพูดการออกเสียงของดารา นักรองเหลานั้น ตามคานิยมที่คิดวาทันสมัย โกเก 3. สมาชิกในครอบครัวอันประกอบดวย พอ แม พี่ นอง ถาพูดไมชัดออกเสียงไมถูก พูดไมมีตัวควบกล้ํา เด็ก ๆ ก็จะพูดไมชัด ออกเสียงไมถูกตามไปดวย ฉะนั้นถาทุกคนในครอบครัว พูดใหชัดเจน เด็กที่กําลังหัดพูดหรือเริ่มพูดเกง ก็จะพูดชัดเจนถูกตอง ตั้งแตยังเยาววัย 4. การอานออกเสียง มีขอสังเกตวานักเรียนยุคปจจุบันมักชอบอานหนังสือในใจ ไมอานออกเสียง ซึ่งการอานในใจ เปนการอานเพื่อทําความเขาใจจากเนื้อเรื่อง แตถาอานออกเสียงไปดวยก็จะไดประโยชน 2 ตอควบคูกันไป คือ จะไดทั้งความเขาใจในเนื้อความ และไดฝกการออกเสียงใหถูกตองชัดเจน 5. สาเหตุสําคัญอีกประการหนึ่ง คือ การพูดภาษาไทยของแรงงานตางดาวที่เขามาทํามาหากินในประเทศไทย และของชาวไทยภูเขาที่ลงมาติดตอคาขายกั บคนไทยที่อาศัยอยูในเมืองบุคคลเหลานี้พูดภาษาไทยไมคอยชัดเจนนัก และมักจะ ไมสามารถออกเสียงตัวสะกดของคําตาง ๆในภาษาไทยได แตก็สามารถสื่อความหมายเขาใจกันได นักแสดงตลกตาง ๆ ก็มักนําเอาลักษณะการพูดของชาวไทยภูเขาและแรงงานตางดาวเหลานี้ มาลอเลียนในการแสดงของรายการตาง ๆเด็ก ๆ ก็มักสนุกสนานกับการพูดออกเสียงในลักษณะดังกลาวตามไปดวย ซึ่งกอใหเกิดผลเสียตอการอาน พูด และเขียนภาษาไทย ของเยาวชนไทยไมนอยเอกสารที่เกี่ยวของกับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม ประวัติโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม เปนหนวยสงเสริมและบริหารงานดานวิชาการ อยูในความควบคุมและอํานวยการสอน ของคณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม ป พ.ศ. 2511 เริ่มเปดดําเนินการสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 สายสามัญ เมื่อวันที่1 มิถุนายน 2511 มีนักเรียนทั้งหมดจํานวน 70 คน เปนชาย 33 คน เปนหญิง 37 คน ทําการสอนโดยอาจารย และครูในคณะศึกษาศาสตร จํานวน 14 คน อาจารยพิเศษ 5 คน อาจารยชาวตางประเทศ2 คน ในปแรกไดอาศัยวิทยาลัยที่ 1 อาคาร 1 (ว.1 อ.1) เปนอาคารเรียนชั่วคราว
  15. 15. 18 ป พ.ศ.2512 ไดรับงบประมาณในการกอสรางอาคารเรียน ขณะกอสรางไดยายสถานที่เรียนเดิม มาใชอาคารคณะศึกษาศาสตรเปนการชั่วคราว ในปการศึกษานี้ มีนักเรียนทั้งหมด 158 คน เปนชาย 66 คน เปนหญิง 92 คน ป พ.ศ.2513 อาคารเรียนยังสรางไมเสร็จ จึงตองอาศัยเรียนที่อาคารเรียนคณะศึกษาศาสตรตอ โดยมีจํานวนนักเรียนเพิ่มเปนทั้งหมด 245 คน ป พ.ศ.2514 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม ไดยายมาใชอาคารเรียนของโรงเรียนและไดขยายชั้นเรียนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเปดชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 แยกเปน 3แผนก ไดแก แผนกวิทยาศาสตร แผนกศิลป และแผนกทั่วไป แผนกละ 1 หอง ป พ.ศ.2515 เปนปแรกที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม ไดเปดชั้นเรียนสายสามัญครบตามหลักสูตร 5 ป คือ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปที่ 5 ป พ.ศ.2521 ไดปรับหลักสูตร ตามกระทรวงศึกษาธิการ โดยใหเรียนในชั้น มัธยมศึกษาตอนตน 3 ป และเรียนในชั้น มัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ป ป พ.ศ.2533 ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอนมาใชฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 ซึ่งเปลี่ยนมาจากหลักสูตร มัธยมศึกษาตอนตน ป 2521 และหลักสูตร มัธยมศึกษาตอนปลาย ป 2524โดยระดั บ ชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาตอนปลายนั้ น เป ด สอน 3 แผนการเรี ย น ได แ ก แผนวิ ท ย -คณิ ตแผนศิลป-คณิต กข. และแผนศิลป-ภาษาฝรั่งเศส ป พ.ศ.2537 ไดเปดหองเรียนเพิ่มในชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 จาก 3 หองเรียน เปน 5 หองเรียนจนกระทั่งปจจุบันทุกระดับชั้นมีจํานวนครบชั้นละ 5 หองเรียน ป พ.ศ.2543 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 1,157 คน โดยเปนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนตน 602 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 555 คน มีครู-อาจารยประมาณ 90 คน ปการศึกษา 2549 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม มีนักเรียน รวมทั้งสิ้น 1,188 คนโดยเปนนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนตนจํานวน 621 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจํานวน 567 คน มีบุคลากร ประมาณ 88 คน คติพจนของโรงเรียน "วิชาเปนครูของมวลชน" (วิชชา นรานํ ครุ) คําขวัญ การเรียนดี กีฬาเดน เนนวินัย ใฝคุณธรรม ตราโรงเรียน ใชตราประจํามหาวิทยาลัยเชียงใหมคือ ชางชูคบเพลิง
  16. 16. 19 สีประจําโรงเรียน ใชสีประจํามหาวิทยาลัยเชียงใหมคือ สีมวง ปรัชญาของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม การพัฒนาบุคคลใหเจริญงอกงามทั้งดานรางกาย อารมณ สังคม และสติปญญา สามารถอยูรวมกันในสังคม อยางมีความสุข จะเกิดขึ้นไดโดยจัดการศึกษาระดับพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพแกเยาวชน เพื่อสงเสริมใหผูเรียนพัฒนาตนเอง เต็มตามศักยภาพ มีความรู ความสามารถ และทักษะเบื้องตน ในการประกอบอาชีพ และแสวงหาความรูอยางตอเนื่อง ไมมีที่สิ้นสุด ตลอดจนมีจิตสํานึกในการเปนสมาชิกที่ดีของสังคมไทย และสังคมโลก ปณิธานของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลั ยเชีย งใหม มี ความมุงมั่นในการใหการศึกษาขั้น พื้นฐานแกเยาวชน โดยผานกระบวนการ เรียนรูที่มีผูเรียนเปนศูนยกลาง ใหเปนผูที่มีความรูคูคุณธรรม โดยใชความรูที่มีอยู แสวงหาองคความรูใหมไดอยาง เหมาะสม และเปนที่ปฏิบัติการทดลอง คนควาทางดานศึกษาศาสตร วัตถุประสงคของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม 1. เพื่อสงเสริมการเรียนรูและพัฒนาการทุกดานแกเยาวชน 2. เพื่อเปนแหลงสาธิตแกบุคคลทั่วไปในดานศึกษาศาสตร 3. เพื่อเปนแหลงแสวงหาองคความรูใหม และเปนที่ปฏิบัติการทางดานศึกษาศาสตร 4. เพื่อสงเสริมทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมและสิ่งแวดลอมของสังคมโดยรวม 5. เพื่อสนับสนุนการผลิตบัณฑิต มหาบัณฑิต และดุษฎีบัณฑิตทางการศึกษา ภารกิจของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม 1. เปนสถานที่สงเสริมการเรียนรูและพัฒนาการทุกดานแกเยาวชน 2. เปนสถานที่สนับสนุนการคนควาทดลองและปฏิบัติการดานศึกษาศาสตร 3. เปนสถานที่สาธิตแกบุคคลทั่วไปในศาสตรของศึกษาศาสตร แผนของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม โรงเรียนจัดแผนการดําเนินงานใหสอดคลองกับนโยบายของคณะศึกษาศาสตรและจัดการเรียนการสอนใหสอดคลอง กับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ

×