• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
 

การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน

on

  • 13,514 views

 

Statistics

Views

Total Views
13,514
Views on SlideShare
12,792
Embed Views
722

Actions

Likes
5
Downloads
290
Comments
1

2 Embeds 722

http://kalyanmitr.blogspot.com 721
http://webcache.googleusercontent.com 1

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

11 of 1 previous next

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน Document Transcript

    • 1 การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management) เพื่อรองรับการกระจายอานาจ โดย มาโนช จันทร์แจ่ม ผอ.กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษาทาไมต้องบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน การปฏิรูปการศึกษา ถือเป็นนโยบายสาคัญของรัฐบาล ที่จะพัฒนาคนและสังคมให้มีคุณภาพ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้คนไทยมีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา มีคุณธรรม จริยธรรม สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขในการดาเนินงานให้ประสบผลสาเร็จดังกล่าว ขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารและจัดการศึกษา ให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา หลังประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายสาคัญที่เป็นหลักในการปฏิรูปการศึกษา ในหมวด 1 ความมุ่งหมายและหลักการ มาตรา 9การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษา ให้ยึดหลักดังนี้ (1) มีเอกภาพด้านนโยบาย มีความหลากหลายในการปฏิบัติ (2) มีการกระจายอานาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษาสถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (3) มีการกาหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา (4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (5) ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆมาใช้ในการจัดการศึกษา (6) การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมอื่น(กระทรวงศึกษาธิการ.2542 : 6) หลักการดังกล่าว เป็นการกระจายอานาจสู่เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ตามรายละเอียดที่กาหนดไว้ตาม หมวด 5 การบริหารและจัดการศึกษา มาตรา 39 ที่ว่า ให้กระทรวงกระจายอานาจการบริหารและการจัดการศึกษา ทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการ และสานักงานการศึกษาศาสนา และ
    • 2วัฒนธรรมเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาโดยตรง และมาตรา 40กาหนดให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อทาหน้าที่กากับและส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ.2542 : 21) ซึ่งจะเห็นได้ว่าสถานศึกษามีอานาจอิสระในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของตนเอง ตามที่กฎหมายกาหนด การมีอิสระในการจัดการศึกษาของตนเองดังกล่าวข้างต้นสอดคล้องกับแนวคิดการบริหารจัดการ โดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School - Based Management : SBM) ซึ่งมุ่งให้สถานศึกษาเป็นองค์กรหลักในการจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน คืออะไร การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management :SBM) เป็นแนวคิดทางการบริหารและการจัดการศึกษา ที่มุ่งให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไป ภายใต้กฎหมายที่กาหนด การบริหารตามแนวคิดนี้สถานศึกษามีอานาจในการตัดสินใจที่จะพัฒนานโยบาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ และมีการวางแผนพัฒนางาน โดยให้บุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และสมาชิกในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษา รวมทั้งตรวจสอบงาน ในการดาเนินงานที่มุ่งเน้นผลผลิตผลลัพธ์ และผลกระทบที่เกิดแก่ผู้เรียนเป็นสาคัญ ตามแนวคิดหลักการกระจายอานาจการมีส่วนร่วม การคืนอานาจการจัดการศึกษาให้ประชาชน การบริหารตนเอง และการตรวจสอบและถ่วงดุล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. การกระจายอานาจ เป็นการกระจายอานาจ และการจัดการศึกษาให้สถานศึกษาตัดสินใจด้านวิชาการด้านงบประมาณ ด้านบุคคลากร และด้านบริหารทั่วไป 2. การมีส่วนร่วม เป็นการดาเนินงานที่สถานศึกษาเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย เช่น สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ครู ผู้ปกครอง ชุมชน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหาร และจัดการศึกษา 3. การคืนอานาจการจัดการศึกษาให้ประชาชน เป็นการคืนอานาจการจัดการศึกษาสู่ท้องถิ่น เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้มีบทบาทในการจัดการศึกษามากขึ้น
    • 3 4. การบริหารตนเอง เป็นการมอบอานาจให้โรงเรียนมีระบบการบริหารด้วยตนเอง มีอานาจ หน้าที่และความรับผิดชอบในการดาเนินงาน ซึ่งสามารถทาได้ด้วยวิธีการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความพร้อม และสถานการณ์ของโรงเรียน โดยหน่วยงานส่วนกลางทาหน้าที่เพียงกาหนดนโยบาย 5. การตรวจสอบและถ่วงดุล หลักการนี้ส่วนกลางมีหน้าที่กาหนดนโยบายและควบคุมมาตรฐาน มีองค์กรอิสระทาหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพการบริหารและการจัดการศึกษา เพื่อให้มีคุณภาพ และมาตรฐานตามที่กาหนด และเป็นไปตามนโยบายของชาติ (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.2548 : 47)บริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อรองรับการกระจายอานาจต้องบริหารเรื่องใดบ้าง ในการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน โรงเรียนจะต้องเป็นฐานในการจัดการศึกษา มีการปฏิบัติงานอย่างเป็นขั้นตอน และอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และครู ต้องมีความเข้มแข็ง มุ่งมั่นที่จะบริหารจัดการด้วยตนเองมีเป้าหมายความสาเร็จอยู่ที่คุณภาพของโรงเรียนตามมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งโรงเรียนจะประสบความสาเร็จได้มีงานที่ ต้องปฏิบัติให้ได้ผลดีทั้ง 4 ด้าน ที่มีการกระจายอานาจ คือ ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารงบประมาณด้านการบริหารบุคคล และด้านการบริหารทั่วไป ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้กฎกระทรวง กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีกากระจายอานาจการบริหารและการจัดการศึกษาพ.ศ. 2550 ไว้เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2550 โดยกาหนดกระจายอานาจไปยังคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสถานศึกษาในอานาจหน้าที่ของตนแล้วแต่กรณี ดังนี้ 1. ด้านวิชาการ รายละเอียดตามกฎกระทรวง ได้กาหนดกระจายอานาจด้านวิชาการไว้ดังนี้(1) การพัฒนาหรือดาเนินการ เกี่ยวกับการให้ความเห็นการพัฒนาสาระหลักสูตรท้องถิ่น(2) การวางแผนงานด้านวิชาการ (3) การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา (4) การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา (5) การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ (6) การวัดผล ประเมินผล และดาเนินการเทียบโอนผลการเรียน (7) การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา
    • 4(8) การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่ง เรียนรู้ (9) การนิเทศการศึกษา (10) การแนะแนว(11) การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายใน และมาตรฐานการศึกษา (12) การส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ (13)การประสาน ความร่วมมือในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและองค์กรอื่น (14) การส่งเสริมและ สนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคล ครอบครัวองค์กร หน่วยงาน สถานประกอบการ และสถาบันอื่นที่จัดการศึกษา (15) การจัดทาระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา (16) การคัดเลือกหนังสือแบบเรียนเพื่อใช้ในสถานศึกษา (14) การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา 2. ด้านงบประมาณ โรงเรียนที่จะประสบผลสาเร็จได้ ต้องมีความสามารถในการบริหารงบประมาณด้วยนเอง ซึ่งการกระจายอานาจด้านงบประมาณ มีดังนี้ (1) การจัดทาแผนงบประมาณและคาขอตั้งงบประมาณเพื่อเสนอต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วแต่กรณี (2) การจัดทาแผนปฏิบัติการใช้จ่ายเงินตามที่ได้รับรับจัดสรรงบประมาณจากสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง(3) การอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับจัดสรร (4) การขอโอนและขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณ (5) การรายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณ (6) การตรวจสอบติดตามและรายงานการใช้งบประมาณ (7) การตรวจสอบติดตามและรายงานการใช้ผลผลิตจากงบประมาณ (8) การระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา (9) การปฏิบัติงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับกองทุนเพื่อการศึกษา (10) การบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการศึกษา (11) การวางแผนวัสดุ (12) การกาหนดรูปแบบรายการ หรือคุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์ หรือสิ่งก่อสร้างที่ใช้เงินงบประมาณเพื่อเสนอต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วแต่กรณี (13) การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการจัดทาและจัดหาพัสดุ (14) การจัดหาพัสดุ (15) การควบคุมดูแล บารุงรักษาและจาหน่ายพัสดุ (15) การจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน (16) การเบิกเงินจากคลัง(17) การรับเงิน การเก็บรักษาเงิน และ การจ่ายเงิน (18) การนาเงินส่งคลัง (19) การจัดทาบัญชีการเงิน (20) การจัดทารายงานทางการเงินและงบการเงิน (19) การจัดทาหรือจัดหาแบบพิมพ์บัญชี ทะเบียนและรายงาน 3. ด้านการบริหารงานบุคคล คนเป็นทรัพยากรที่สาคัญ การดาเนินงานเพื่อรองรับการกระจายอานาจให้สาเร็จ โรงเรียนต้องบริหารงานบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ ตามที่กฎกระทรวงกาหนดไว้ดังนี้ (1) การวางแผนอัตรากาลัง (2) การจัดสรรอัตรากาลังข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (3) การสรรหา และบรรจุแต่งตั้ง (4)การเปลี่ยนตาแหน่งให้สูงขึ้น การย้าย
    • 5ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (5) การดาเนินการเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน(6) การลาทุกประเภท (7) การประเมินผลการปฏิบัติงาน (8) การดาเนินการทางวินัยและการลงโทษ (9) การสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน (10) การรายงานการดาเนินการทางวินัยและการลงโทษ (11) การอุธรณ์และการร้องทุกข์ (12) การออกจากราชการ (13) การจัดระบบและการจัดทาทะเบียนประวัติ (14) การจัดทาบัญชีรายชื่อและให้ความเห็นเกี่ยวกับการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (15) การส่งเสริมการประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (16) การส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติ (17) การส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ (18) การส่งเสริมวินัยคุณธรรมและจริยธรรมสาหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (19) การริเริ่มส่งเสริมการขอใบอนุญาต (20) การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 4. ด้านการบริหารทั่วไป ในการบริหารงานทั่วไป โรงเรียนต้องมีความพร้อมเหมือนด้านอื่นๆ โดยเฉพาะพร้อมที่จะดาเนินงานในเรื่องที่ได้รับการกระจายอานาจตามกฎหมาย ตามกฎกระทรวง ดังนี้(1) การพัฒนาระบบเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ (2) การประสานงานและพัฒนาเครือข่ายการศึกษา (3) งานวางแผนบริหารงานการศึกษา (4) งานวิจัยเพื่อพัฒนา นโยบายและแผน (5) การจัดระบบบริหารและพัฒนาองค์กร (6) การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงาน (7) งานเทคโนยีเพื่อการศึกษา (8)การดาเนินงานธุรการ (9) การดูแลอาคารสถานที่ และสภาพแวดล้อม(10) การจัดทาสามะโนผู้เรียน (11) การรับนักเรียน (12) การเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้ง ยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษา (13) การประสานการจัดการศึกษาในระบบนอกระบบ และตามอัธยาศัย (14) การระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา (15) การทัศนศึกษา(16) งานกิจการนักเรียน (17) การประชาสัมพันธ์งานการศึกษา (18) การส่งเสริมสนับสนุนประสานการจัดการศึกษาของบุคคล ชุมชน องค์กร หน่วยงาน และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษา (19)งานประสานราชการกับส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น (20) การรายงานผลการปฏิบัติงาน (21) การจัดระบบการควบคุมภายในหน่วยงาน (22) แนวทางการจัดกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลงโทษนักเรียน (กระทรวงศึกษาธิการ.2550 : 1 – 4)
    • 6 นอกจากการกาหนดให้กระจายอานาจการบริหารงานทั้ง 4 ด้าน ดังกล่าวแล้ว กฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอานาจการบริหาร และการจัดการศึกษา พ.ศ. 2550 กาหนดให้คานึงถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา ดังนี้ - ความพร้อมและความเหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ของสถานศึกษาที่สามารถ รับผิดชอบดาเนินการตามขีดความสามารถได้อย่างมีประสิทธิภาพ - ความสอดคล้องกับกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ หรือมติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กระจายอานาจ - ความเป็นเอกภาพด้านมาตรฐานและนโยบายด้านการศึกษา - ความเป็นอิสระและความคล่องตัวในการบริหารและจัดการศึกษา - มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ - มุ่งให้เกิดผลสาเร็จแก่สถานศึกษา โดยเน้นการกระจายอานาจให้แก่สถานศึกษาให้มากที่สุด เพื่อให้สถานศึกษานั้นมีความเข้มแข็งและความคล่องตัว - เพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพให้แก่สถานศึกษา เพื่อให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดาเนินการเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนั้นๆ โดยตรงกฎกระทรวงฉบับที่อ้างถึงนี้ยังระบุว่า ในการกระจายอานาจทั้ง 4 ด้าน นั้น เรื่องใดจะกาหนดให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา สานักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือสถานศึกษา เป็นผู้รับมอบการกระจายอานาจ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วแต่กรณี เป็นผู้ออกประกาศกาหนด โดยประกาศดังกล่าวในระยะแรกอาจจะมีการกระจายอานาจบางเรื่อง หรือตามความพร้อมและความเหมาะสม แต่จะต้องมีการปรับปรุงการกระจายอานาจเพิ่มมากขึ้นตามช่วงเวลาที่เหมาะสม สาหรับการกระจายอานาจให้แก่สถานศึกษา อาจกาหนดให้การดาเนินการในเรื่องใดต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาด้วยก็ได้(กระทรวงศึกษาธิการ.2550 : 4) ครูในโรงเรียนที่บริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานควรปฏิบัติอย่างไร ครูเป็นบุคลากรหลักของโรงเรียน ที่มีส่วนสาคัญในการช่วยให้การบริหารและการจัด การศึกษาประสบความสาเร็จ ทุกคนต้องช่วยกันนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยหน้าสาคัญที่ต้อง ร่วมกันปฏิบัตมี ดังนี้ ิ 1. ดาเนินการพัฒนาด้านวิชาการ การพัฒนาด้านวิชาการถือเป็นหน้าที่โดยตรงของครู ทุกคน ดังนั้นจึงถือเป็นงาน สาคัญต้องปฏิบัติ ดังนี้
    • 7 1.1 พัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 1.1.1 ศึกษาบริบทการจัดการศึกษาของชุมชน เพื่อให้เกิดความรู้ความ เข้าใจถึงประเด็นหลักที่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของชุมชน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ค่านิยม ประเพณี และสิ่งแวดล้อม เพื่อนาประเด็นเหล่านั้นมาเป็นข้อมูลในการพัฒนา หลักสูตรสถานศึกษา 1.1.2 พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา โดยร่วมกันระหว่างเพือนครู ผู้บริหาร ่ และชุมชน เพื่อจัดทาสาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและเป็นไปตาม หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.1.3 นาหลักสูตรสถานศึกษาไปใช้อย่างเป็นรูปธรรม ดาเนินการได้โดย จัดทาหน่วยการเรียนรู้และแผนการจัดการเรียนรู้และนาไปใช้จัดการเรียนการสอนมีการประยุกต์ เนื้อหาสาระ สื่อและเทคนิควิธีการจากท้องถิ่น และเทคนิคใหม่ๆ มาใช้ อย่างเหมาะสม 1.1.4 จัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและเหมาะสม เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ และพัฒนาการของผู้เรียน ให้สามารถเรียนรู้ได้เต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยแปลงหลักสูตรไปสู่การออกแบบและจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ โดยมุ่งเน้นที่ จะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น 1.1.5 จัดทาจัดหาสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย สื่อและแหล่งเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ส่งเสริมการเรียนรู้ โดยดาเนินการดังนี้ 1) จัดรวบรวมสื่อ แหล่งเรียนรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่น และวางแผน การใช้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน 2) จัดทาเอกสารแบบเรียน และสื่ออื่นๆ เพื่อประกอบการสอน 3) ประสานความร่วมมือกับชุมชนและท้องถิ่น ให้ช่วยในการจัดการศึกษา โดยนาบุคคล ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรมาช่วยจัดการศึกษา 1.2 การวิจัย ครูต้องวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนได้ และเป็นวิจัยปฏิบัติการระหว่างการเรียนการสอน รวมทั้งมีการวิจัยทางการบริหารเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางาน 1.3 การพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารและครู ในการพัฒนางานจะต้องพัฒนาตนเองควบคู่ไปด้วย สถานศึกษาควรมีการประเมินสมรรถนะผู้บริหารและครูและจัดทแผนพัฒนาสมรรถนะของตนเอง รวมทั้งทาการพัฒนาตนเองตามแผนไปพร้อมๆกับการปฏิบัติงาน 1.4 คุณธรรมนาความรู้ ควรพัฒนาคุณธรรมควบคู่ไปกับวิชาการประเด็นสาคัญที่ต้องดาเนินการคือ นาหลักปรัซญาเศรษฐกิจพอเพียง มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน การจัดการเรียนรู้ และการดาเนินชีวิต
    • 8 1.5 การประกันคุณภาพการศึกษา สถานศึกษาควรพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในให้เข้มแข็ง ทุกองค์ประกอบของงานจะต้องดาเนินการตามวงจรคุณภาพ( PDCA)ครูต้องมีส่วนในการพัฒนางานและระบบประกันคุณภาพการศึกษาและมีความรู้พอที่จะช่วยผู้บริหารได้ 1.6 การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มบทบาท ครูต้องรู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ในการจัดการเรียนการสอนได้ 2. สนับสนุนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เนื่องจากครูเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ปกครองและชุมชน จึงมีบทบาทสาคัญในการ ประสานงานกับชุมชนให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยปฏิบัติได้ดังนี้ 2.1 เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ให้ชุมชนได้เข้าใจบทบาทของตนเองในการมี ส่วนร่วมจัดการศึกษา โดยร่วมดาเนินการด้วยวิธีต่างๆ เช่น ประชุมเชิงปฏิบัติการ ประชุมชี้แจง เผยแพร่ข่าวสารด้วยสื่อต่างๆ เป็นต้น 2.2 ส่งเสริมให้ชุมชน และผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และเป็นคณะกรรมการต่างๆ ของโรงเรียน ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารและจัดการศึกษาได้อย่างไรบ้าง ในการจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน เพื่อรองรับการกระจายอานาจจะต้องให้ ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษามากขึ้น ทั้งด้านการบริหาร การส่งเสริมสนับสนุน การเรียนการสอน และการจัดการศึกษา รวมทั้งการเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบติดตาม ผลการดาเนินงานของโรงเรียน ซึ่งมีวิธีที่ชุมชนสามารถมีส่วนร่วมได้ ดังนี้ 1. มีส่วนร่วมร่วมในการบริหารการศึกษา ผู้ปกครองและชุมชนสามารถมีส่วนร่วมในการบริหารการศึกษาได้ดังนี้ 1.1 กาหนดความต้องการในการจัดการศึกษาให้แก่โรงเรียน โดยมี ส่วนร่วมในการกาหนดวัตถุประสงค์ และเป้าหมายในการจัดการศึกษาและการจัดทาแผน พัฒนาโรงเรียน 1.2 ร่วมเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 1.3 ร่วมในการพัฒนาโรงเรียนในรูปแบบของคณะกรรมการ เช่น คณะกรรมการพัฒนาหลักสูตร คณะกรรมการสร้างความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชน สมาคมครูและผู้ปกครองของโรงเรียน คณะกรรมการเครือข่ายผู้ปกครองของโรงเรียน เป็นต้น
    • 9 2 . มีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน ชุมชนจะมีบทบาทสาคัญในการส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนโดยทาได้ ดังนี้ 2.1 เป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับโรงเรียน ในรูปแบบของสถานที่ศึกษาดูงานแหล่งฝึกงาน 2.2 เป็นวิทยากร หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเข้าร่วมในการสอน หรือเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่นักเรียน 2.3 การให้ความช่วยเหลือทั้งด้านกาลังกาย กาลังสติปัญญา ทรัพยากรและการช่วยเหลือด้านอื่นๆ และเป็นแหล่งเรียนรู้ของนักเรียน 2.4 การให้ความร่วมมือกับสถานศึกษาในการส่งเสริมการเรียนรู้ ของบุตรหลานตนเอง เช่น การสอนเสริม กวดขันดูแลความประพฤติ การอบรมสั่งสอน เป็นต้น 3. มีส่วนร่วมสนับสนุนการจัดการศึกษาของโรงเรียน ชุมชนสามารถสนับสนุนการจัดการศึกษา ได้ดังนี้ 3.1 การให้ทุนสนับสนุน เป็นการให้ หรือจัดหาเงินเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา องค์กรหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถจัดงบประมาณเพื่อช่วยสนับสนุนก็สามารถทาได้ 3.2 การจัดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ โดยมีการสื่อสารข้อมูลระหว่างชุมชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ ซึ่งอาจจะมีการดาเนินงาน เวทีประชาคม หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น รายการวิทยุ หอกระจายข่าวเป็นต้น 4. มีส่วนร่วมตรวจสอบและติดตามผลการจัดการศึกษาของโรงเรียน การจัดการศึกษาตามแนวการปฏิรูปการศึกษา ได้มีการกาหนดให้หน่วยงานส่วนกลางเป็นผู้กาหนดนโยบายและมาตรฐานการศึกษา โดยให้อิสระแก่สถานศึกษาชุมชน ท้องถิ่นดาเนินการจัดการศึกษา และให้ท้องถิ่น และหน่วยงานด้านมาตรฐาน ทาหน้าที่กากับ ตรวจสอบคุณภาพการจัดการศึกษา ดังนั้นชุมชนจึงมีบทบาทในการตรวจสอบและติดตามผลการจัดการศึกษาของโรงเรียน ดังนี้ 4.1 ร่วมเป็นคณะกรรมการตรวจสอบ 4.2 ร่วมติดตามความเคลื่อนไหวของสถานศึกษา 4.3 ร่วมวิพากษ์ วิจารณ์ ให้ความคิดเห็นในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
    • 10การบริหารจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานให้ประสบความสาเร็จควรปฏิบัติตามปัจจัยและเงื่อนไขใดบ้าง 1. ปัจจัยที่ช่วยให้ประสบความสาเร็จ ในการนารูปแบบการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานไปใช้ในโรงเรียนให้ประสบผลสาเร็จ ขึ้นอยู่กับปัจจัยสาคัญที่ต้องดาเนินการ ดังนี้ 1.1 ได้รับการถ่ายโอนอานาจอย่างแท้จริง หน่วยงานส่วนกลางต้องถ่ายโอนอานาจหน้าที่ และการบริหารและจัดการศึกษา ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากรด้านงบประมาณ และด้านการบริหารทั่วไป ให้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะกรรมการสถานศึกษาอย่างแท้จริง และผู้บริหารสถานศึกษาต้องใช้อานาจที่ได้รับร่วมกับครู ผู้ปกครองและผู้แทนจากชุมชน 1.2 มีการกาหนดและมอบอานาจหน้าที่ ผู้บริหารจะต้องกาหนดอานาจหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรในสถานศึกษาอย่างชัดเจน และมอบอานาจและหน้าที่แก่บุคลากรอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจพิจารณาถึงภาระงาน บทบาท ความรับผิดชอบของบุคลากร 1.3 ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียน ต้องรู้และเข้าใจวิสัยทัศน์พันธกิจ ความรับผิดชอบ ของตนเอง 1.4 ครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งผู้มีส่วนได้เสีย ในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ควรได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง และสม่าเสมอ 1.5 ผู้บริหารสถานศึกษาควรมีลักษณะของผู้นาการเปลี่ยนแปลง 1.6 การบริหารงานควรดาเนินการในรูปขององค์คณะบุคคล 1.7 สถานศึกษาต้องมีระบบข้อมูลสารสนเทศที่ดี และนามาใช้ประโยชน์ได้โดยสะดวก 1.8 สถานศึกษามีการวางแผนและดาเนินงานอย่างเป็นระบบ 1.9 มีการบริหารแบบมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในการจัดการศึกษาทั้งระดับเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษา 1.10 มีระบบการตัดสินใจดาเนินการ และวิธีการที่ต้องแจ้งผลการตัดสินใจให้กับบุคลากรทุกคนในโรงเรียน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ สามารถดาเนินการได้ ซึ่งโรงเรียนต้องพัฒนาระบบการตัดสินใจ การสื่อสารข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ 1.11 จัดให้มีระบบการนิเทศ ติดตาม กากับ ประเมินผล และรายงานต่อหน่วยงานต้นสังกัดและชุมชน
    • 11 2. เงื่อนไขสู่ความสาเร็จ ในการนาสถานศึกษาสู่ความสาเร็จ นอกจากดาเนินการให้ครบถ้วนตามปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว ควรดาเนินการตามเงื่อนไขต่างๆ ที่สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติกล่าวไว้ ดังนี้ 2.1 มีความเป็นอิสระ ในการทางานจะต้องมีอิสระที่จะคิด มีอิสระที่จะลองได้ 2.2 มีเวลายาวนานพอ การทางานใช้เวลาสั้นๆเพียงครึ่งปีหรือ 1 ปีคงไม่พอจะต้องใช้เวลานาน เมื่อมีเวลานานจะเกิดความรู้ที่มีความหมายพัฒนาขึ้นได้ 2.3 ต้องทุ่มเท การทางานต้องทุ่มเทกับเรื่องที่ทาตลอดเวลา เมื่อทุ่มเทหรือหมกมุ่นอยู่กับการทาเรื่องดีๆ ชีวิตจะมีค่า 2.4 กลุ่มต้องใหญ่พอ กลุ่มคนเป็นเรื่องที่สาคัญ การทางานถ้าทาไม่กี่คนคงไม่เพียงพอ ควรทางานหลายคนเป็นกลุ่มใหญ่ เพราะจะช่วยให้ความคิด และประสบการณ์มีความหลากหลาย และเกิดพลังที่จะสร้างสรรค์ 2.5 สร้างความรู้ เมื่อทางานแล้วถ้าพบความรู้ หรือข้อสรุปใดข้อสรุปหนึ่งควรนาไปตรวจสอบกับประสบการณ์ของผู้อื่นหรือกลุ่มอื่น จะทาให้เข้าใจลึกซึ้ง และเชื่อมโยงกัน ทาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น(สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.2545 : 30-31)บทสรุป การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานที่กล่าวไว้ สรุปได้ว่า สิ่งสาคัญคือเป็นการบริหารจัดการโดยมีเป้าหมาที่ผู้เรียน ลดขั้นตอนการควบคุมและสั่งการเพื่อเพิ่มผลงานที่แท้จริง และเพิ่มประสิทธิภาพ กล่าวคือใช้ทรัพยากรน้อยแต่ได้ผลงานมาก มองการมีส่วนร่วมของโรงเรียนในมุมกว้าง คือมีส่วนร่วมทั้งครู ผู้ปกครอง ผู้นาชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการจัดการศึกษา นอกจากนี้เป็นการบริหารที่เปิดโอกาสให้โรงเรียนมีความเป็นอิสระในการคิด การวางแผน ทดลองสร้างสรรค์ และสร้างนวัตกรรมในงานที่ทา พร้อมทั้งมีการตรวจสอบและประเมินผลควบคู่กันไป ความเป็นอิสระในการทางานที่กล่าวไว้ เป็นอิสระที่มีกติกา มีเงื่อนไข หรือข้อตกลงไม่ใช่อิสระเสรีแบบไม่มีขีดจากัด และที่สาคัญคือ มีเป้าหมาย หรือปณิธานที่ชัดเจน มีหลักการทางานที่ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาร่วมกันทางาน มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นใช้ความคิดริเริ่ม และตัดสินใจในงานที่เขารับผิดชอบ ไม่ควบคุมสั่งการ แต่ต้องมีการตรวจสอบ
    • 12จากภายนอก นอกจากนี้ควรมีการสร้างเครือข่าย หรือทีมงาน มีการเชื่อมโยง ดึงดูดสิ่งดีๆจากบุคคลและองค์กรต่างๆเข้ามาสร้างความเจริญให้แก่โรงเรียน ในลักษณะการทางานแบบเครือข่าย เมื่อมีการดาเนินงานตามที่กล่าวไว้อย่างต่อเนื่อง จริงจัง ผลผลิตที่ได้คือ การบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานจะดาเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมสูงในการรองรับการกระจายอานาจจากส่วนราชการ เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ นักเรียนที่จบไปแต่ละรุ่นจะมีคุณภาพ ครูในโรงเรียนที่ร่วมในกระบวนการทางาน จะเก่งและงอกงามขึ้นมีปัญญามากขึ้น เป็นคนดีมากขึ้น และจะได้สร้างนวัตกรรมที่เป็นเทคนิค วิธีการ หรือกระบวนการทางานใหม่ๆ มาใช้ในการทางานเพื่อพัฒนาให้เด็กรุ่นต่อๆไป เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ อย่างต่อเนื่อง ไม่สิ้นสุด เอกสารอ้างอิงคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,สานักงาน .(2548) การบริหารแบบยึดโรงเรียนเป็นฐาน. กรุงเทพฯ : โครงการหนึ่งอาเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน.คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,สานักงาน .(2545) การสร้างศาสตร์ SBM บนแผ่นดินแม่. กรุงเทพฯ : ห้างหันส่วนจากัด วี.ที.ซี. คอมมิวนิเคชั่น.ศึกษาธิการ,กระทรวง .(2550) กฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอานาจ การบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ. 2550 . กรุงเทพฯ : สานักนิติการ.ศึกษาธิการ,กระทรวง . (2542) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว.