Your SlideShare is downloading. ×
บทที่ 9
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Saving this for later?

Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime - even offline.

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

บทที่ 9

400
views

Published on


0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
400
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
11
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 138การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้
  • 2. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 139 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการ บทที่ 9เรียนรู้โครงร่างเนื้อหาของบท คาสาคัญ 1. การเตรียมสาหรับจัดประสบการเรียนรู้  การเตรียมสื่อการเรียนรู้ 2. การใช้สื่อประเภทเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์  การเตรียมสิ่งแวดล้อม 3. การใช้สื่อประเภทวิธีการ ทางการเรียนรู้  การเตรียมผู้เรียนวัตถุประสงค์การเรียนรู้  การเรียนแบบร่วมมือ 1. อธิบายความหมาย หลักการเตรียมสาหรับจัดประสบการ  การเรียนรู้แบบ เรียนรู้ การใช้สื่อประเภทเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ และ โครงงาน การใช้สื่อประเภทวิธีการ  การเรียนรู้แบบใช้ปัญหา 2. วางแผนการใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ เป็นฐาน เนื้อหาวิชาในสาระการเรียนรู้ทตนเองรับผิดชอบได้ ี่  การเรียนรู้แบบสร้างองค์กิจกรรมการเรียนรู้ ความรู้ 1. ผู้สอนให้มโนทัศน์เชิงทฤษฎี หลักการ เรื่อง การเลือกใช้สื่อ  การเรียนรู้แบบสืบเสาะ และวิธีการจัดการเรียนรู้ 2. นักศึกษาแบ่งเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 3 คน ศึกษา สถานการณ์ปัญหา วิเคราะห์ทาความเข้าใจค้นหาคาตอบ จากเอกสารประกอบการสอนและแหล่งเรียนรู้บนเครือข่าย และร่วมกันสรุปคาตอบ 3. นักศึกษาร่วมกันวางแผนการออกแบบสื่อวัสดุกราฟิก ที่ สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาในสาระการเรียนรู้ที่ตนเอง รับผิดชอบ 4. นักศึกษานาเสนอผลงาน ร่วมกันสรุปองค์ความรู้และ แลกเปลียนความคิดเห็น โดยผู้สอนตั้งประเด็น และอธิบาย ่ เพิ่มเติมสถานการณ์ปัญหา(Problem-based learning) ครูพลกิต เป็นครูที่พึ่งมาบรรจุใหม่หลังจากที่รายการตัวต่อสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประจาจังหวัดที่สังกัดแล้วก็ไปรายงานตัวต่อโรงเรียนซึ่งเป็นโรงเรียนประจาจังหวัด ผู้อานวยการโรงเรียนมอบหมายให้ครูพลกิตสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเป็นห้องเด็กเก่งด้วย ยิ่งทาให้
  • 3. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 140ครูพลกิตรู้สึกไม่มั่นใจในการสอนว่าตนเองจะสามารถทาได้ดีหรือไม่และนั กเรียนจะสนุกหรือสนใจในวิ ธีก ารสอนของตนเองหรือ ไม่ ที่ สาคัญ คือ นัก เรี ยนห้อ งนี้ มีลั กษณะที่ชอบค้น คว้ า หาความรู้กิจกรรมที่เน้นให้ปฏิบัติได้ลงมือกระทา ฝึกคิดหรือที่ท้ายทายการทางานนักเรียนจะชอบมาก อีกทั้งยังเรียนพิเศษแบบเข้มข้นเนื้อหาในหนังสือเรียนส่วนใหญ่นักเรียนจะรู้และทาความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมาก่อนแล้ว แต่ที่สังเกตได้ชัดคือนักเรียนจะแข่งกันเรียน ทางานกลุ่มไม่ค่อยประสบความสาเร็จเท่าที่ควร ซึ่งผู้อานวยการโรงเรียนฝากความหวังไว้ที่ครูพลกิตเพื่อช่วยพัฒนาและแก้ปัยหาการเรียนรู้ของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้องนี้ให้ได้ภารกิจ 1. ครู พ ลกิ ต จะมี ห ลั ก ในการเตรี ย มความพร้ อ มเพื่ อ ให้ ส ามารถจั ด การเรี ย นรู้ ใ ห้ มีประสิทธิภาพได้อย่างไร 2. ให้วิเคราะห์ว่าจะเลื อกใช้สื่อหรือวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใดจึงจะสอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสถานการณ์ที่กาหนดให้ การเตรียมสาหรับจัดประสบ การใช้สื่อประเภทเครื่องมือ การเรียนรู้ และวัสดุอุปกรณ์ สาระสาคัญ ในบทที่ 9
  • 4. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 141 การใช้สื่อประเภทวิธีการ นอกจากการผลิตสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ผู้สอนควรเข้าใจถึงหลักการใช้สื่อประเภทต่างๆ เพื่อให้สามารถดาเนินการจัดการเรียนรู้ได้อย่างราบรื่น สื่อแต่ละประเภทนั้นมีคุณลักษณะและวิธีการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังเช่น วีดิทัศน์ ต้องใช้ ในสถานที่สามารถควบคุมแสงเสียงและมีที่นั่งที่ให้ผู้เรียนชมรายการต่างๆได้อย่างทั่วถึง นอกจากสภาพแวดล้อมของการใช้สื่อแล้วการเลือกใช้สื่อประเภทวิธีการจัดการเรียนรู้ก็เป็นสิ่งที่สาคัญ โดยเฉพาะในปัจจุบัน การศึกษาไทยที่มุ่งเน้นไท่เพียงแต่องค์ความรู้เท่านั้น แต่ยังเน้นที่วิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนการการได้มาซึ่งองค์ความรู้ของตนเอง สามารถนามาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่มีความซับซ้อน ปัญหาที่แปลกใหม่ ที่ต้องอาศัยทักษะขั้นสูงในการคิดหาวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสมในแต่บริบท รวมทั้งสามารถประยุกต์องค์ความรู้ไปใช้ในชีวิตประจาวันของตนเองได้ ดังนั้นในบทนี้จะนาเสนอให้เห็นถึงว่าผู้สอนควรจะมีหลักในการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร และนาเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญรุปแบบต่างๆที่สามารถประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนจริงได้การเตรียมสาหรับจัดประสบการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพนั้นผู้สอนควรดาเนินการจัดเตรียมความพร้อมและสิ่งที่จะสนั บ สนุ น การจั ด ประสบการณ์ เ รี ย นรู้ ข องผู้ เ รี ย นให้ บ รรลุ เ ป้ า หมายและเกิ ด การเรี ย นรู้ ที่ ดีซึ่ ง ผู้ ส อนจะต้ อ งจั ด เตรี ย มความพร้ อ มของสื่ อ และวั ส ดุ อุ ป กรณ์ สิ่ ง แวดล้ อ มทางการเรี ย นรู้ความพร้อมของผู้เรียน และกระบวนการตามบทเรียนที่วางไว้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้การเตรียมสื่อการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องเตรียมความพร้อมของสื่อให้มีความสอดคล้องกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแผนที่ได้ออกแบบไว้ ในขั้นตอนการเตรียมความพร้ อมของสื่อจะเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสื่อที่ตอบสนองวิธีการเรียนรู้เพื่อใช้ในการนาเสนอความรู้ การพัฒนาหรือปรับปรุงสื่อเพื่อให้สามารถใช้งานได้ ตลอดจนการออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ที่มีความสอดคล้องกับการเสาะแสวงหาความรู้และเป้าหมายของรายวิชา ในการใช้ สื่อนั้นผู้สอนอาจแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ก่อนการจัดการเรียนรู้ ระหว่างการจัดการเรียนรู้และหลังการจัดการเรียนรู้ ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ก่อนการจัดการเรียนรู้
  • 5. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 142 1.1 ผู้สอนและผู้เรียนควรมีการศึกษาวิธีการใช้งานสื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ให้ เกิดความชานาญ 1.2 ตรวจสอบความพร้อมของสื่อว่าสามารถใช้งานได้จริง 1.3 เก็บสื่อและวัสดุการเรียนให้ง่ายและสะดวกต่อการใช้งาน 1.4 กรณีใช้สื่อที่มีเสียงประกอบหรือวีดิทัศน์ ควรทดสอบว่าสามารถแสดงผลได้ ตามที่ต้องการหรือไม่ 1.5 ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสื่อต่างๆนั้นผู้เรียนสามารถมองเห็นหรือได้ยินอย่างทั่วถึง ในชั้นเรียน 2. ระหว่างการจัดการเรียนรู้ 2.1 มีการเน้นสาระสาคัญ ความคิดยอดที่ต้องการให้ผู้เรียนใส่ใจด้วยการเขียนบน กระดานหรือเน้นลงในสื่อ 3. หลังการจัดการเรียนรู้ 3.1 ปฏิบัติตามที่กาหนดในบทเรียนด้วยการอภิปราย การทาโครงงานหรือกิจกรรม อื่นๆที่ให้ผู้เรียนได้นาความรู้ไปใช้การเตรียมสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ผู้สอนแบบมืออาชีพ จะต้องกาหนดหรือจัด เตรียมสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสามารถสร้างประสบการณ์เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าการจัดการเรียนรู้นั้นจะเกิดในห้องเรียนก็ต้องเตรียมความพร้อมของห้องเรียนในน่าเรียน เอื้อต่อการจัดกิ จกรรมกลุ่มหรือกิจกรรมการเรียนรู้อื่นๆ บางวิชาอาจต้องใช้ห้องปฏิบัติการดังเช่น วิทยาศาสตร์และภาษา ครูจะต้องเตรียมความพร้อมของห้องปฏิบัติการเหล่านั้นให้สามารถใช้การได้ทั้งสิ่งดานวยความสะดวกต่างๆ ดังเช่น แสงไฟ เครื่องเสียง ปลั๊กไฟ หรืออุปกรณ์ทดลองเฉพาะ เป็นต้น ให้อุปกรณ์เหล่านั้นมีสภาพที่พร้อมใช้งานได้จริงการเตรียมผู้เรียน เมื่อผู้สอนเริ่มจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมของผู้เรียน ซึ่งจากผลการวิจัยเกี่ยวกับจัดการเรียนรู้ยืนยันถึงความชัดเจนที่ว่าผู้เรียนจะเรียนรู้อะไรได้ดีนั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้ เ รี ย นนั้ น เตรี ย มตั ว และเตรี ย มความพร้ อ มในการเรี ย นอย่ า งไร ดั งนั้ น การเตรี ย มผู้ เ รี ย นจึ ง มีความสาคัญมากเมื่อผู้สอนจะดาเนินการจัดการเรียนรู้ตามที่วางแผนไว้เพราะผู้เรียนจะต้องเป็นผู้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเตรี ย มผู้ เ รี ย นอาจเริ่ ม ด้ ว ยการให้ ม โนมิ ติ ท างการเรี ย น (Advance organizer)ล่วงหน้าก่อนเรียน โดยการจัดทาโครงเรื่องเนื้อหาให้ผู้เรียนศึกษาล่วงหน้า การแนะนากิจกรรมการเรียน หรือการให้สารสนเทศที่สาคัญก่อนการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะ ความรู้และทัศนคติที่ดีต่อการเรียน โดยมีเป้าหมายที่สาคัญคือการทาให้ ผู้เรียนใส่ใจ และสร้างความต้องการที่จะเรียนรู้จากสื่อหรือวิธีการที่ครูจัดไว้ในบทเรียน (Ausubel, 1968) ความเข้าใจของผู้เรียนเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ การสร้างแรงจูงใจ และการปฐมนิเทศก่อนเรียนเป็นสิ่งที่มีความสาคัญมากที่ผู้สอนจะต้องจัดในช่วงแรกของการเรียนการสอนในแต่ละครั้งเทคนิ ค ที่ ส าคั ญ ที่ ผู้ ส อนสามารถน าไปใช้ ไ ด้ ดั ง เช่ น การเตรี ย มความพร้ อ มเพื่ อ การเรี ย นรู้ ที่ ดี
  • 6. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 143(Warmup) ให้ กับผู้ เรี ย น ด้ว ยการน าเสนอให้ ผู้เ รียนทราบถึงสาระสาคัญ ของการสอน การจั ดกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนสามารถสร้างความเกี่ยวข้องกับบทเรียนกับประสบการณ์เดิมและหัวข้อหรือเนื้อหาที่จะเรียนรู้ในอนาคตการดาเนินการตามบทเรียน หลังจากที่ผู้สอนได้เตรียมการทั้งสื่อ สิ่งแวดล้อมทางการเรียน และผู้เรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อให้การดาเนินการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเป็นไปอย่างราบรื่นบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ควรดาเนินการตามขั้นตอนดังนี้  การให้กิจกรรมการเรียนรู้ที่ชัดเจน ผู้สอนควรอธิบายภารกิจการเรียนรู้หรือสถานการณ์ให้ผู้เรียนทราบถึงแนวทางปฏิบัติในการเรียน และจะต้องตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนเกี่ยวกับขั้นตอนในการปฏิบัติกิจกรรม  การกาหนดขั้นตอนในการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องวางขั้นตอนของกิจกรรมให้ง่ายและขับเคลื่อนให้ผู้เรียนสามารถดาเนินการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมายของกิจกรรม  การสร้างแรงจูงใจในการเรียน ในการเรียนผู้เรียนจะต้องใส่ใจกับภารกิจที่ได้รับผู้สอนสามารถสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความตระหนักและตื่นตัวในการเรียน ด้วยการชี้นาให้ผู้เรียนเห็นถึงมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับภารกิจทั้งประเด็นและแนวทางแก้ปัญหา การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างที่อยู่รอบตัวเพื่อค้นหาแนวทางแก้ปัญหา  การตั้งคาถามในระหว่างเรียน การตั้งคาถาม เป็นเทคนิคที่ผู้สอนสามารถใช้ในการกระตุ้นความสนใจเกี่ย วกับการเรียน การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิด ทั้งยังเป็นการประเมินเพื่อพัฒนาความเข้าใจของผู้เรียนในขณะเรียนได้เป็นอย่างดี การใช้สื่อประเภทเครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ ในการจัดการเรียนรู้แต่ละครั้งนั้น ผู้สอนจะใช้สื่อประกอบเพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจบทเรียน นาเสนอบทเรียน กระตุนความสนใจในการเรียน และสามารถให้ผู้เรียนมีปฏิสมพันธ์กับสื่อ ้ ัเพื่อสร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงมีความจาเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนควรรู้หลักการในการใช้สื่อเพื่อให้การดาเนินการจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพการใช้สื่อมัลติมีเดียและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ประยุกต์ สื่อประเภทมัลติมีเดียและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ถูกนามาใช้อย่างแพร่หลายในชั้นเรียนปั จ จุ บั น เนื่ อ งจากสามารถกระตุ้ น ความสนใจของผู้ เ รี ย นได้ เ ป็ น อย่ า งดี ฝึ ก ให้ ผู้ เ รี ย นได้ ใ ช้คอมพิ ว เตอร์ ใ นการโต้ต อบและมี ปฏิ สัม พั นธ์ กับ ผู้ เรี ย นใ น ข ณ ะ เ รี ย น รู้ ทั้ ง ยั ง ส า ม า ร ถ น า เ ส น อ ไ ด้ ทั้ งภาพเคลื่อนไหว เสียง และการแสดงภาพจาลองเหตุการณ์เพื่ อ ให้ ผู้ เรี ย นสร้ างความเข้ า ใจได้ง่า ย แนวทางส าหรั บผู้ ส อนในการสื่ อ ประเภทมั ล ติ มี เ ดี ย และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีดังต่อไปนี้
  • 7. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 144  ใช้จอหน้าเสนอที่มีความเหมาะสมสาหรับจานวนนักเรียนในชั้น จะต้องมั่นใจว่าผู้เรียนทุกคนสามารถมองเห็นภาพผ่านจอคอมพิวเตอร์หรือจอฉายภาพที่เห็นได้ทั่วทั้งชั้น  ติ ด ตั้ ง และทดสอบทุ ก โปรแกรมคอมพิ ว เตอร์ เ กี่ ย วกั บ การน าเสนอเนื้ อ หาบทเรียน  เปิดใช้งานมัลติมีเดียและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผ่านฮาร์ดดิส ค์มากกว่าเล่นจากแผ่น เนื่องจากจะมีความไวในการนาเสนอเนื้อหาบทเรียนสูงกว่า  กระตุ้นผู้เรียนในมีส่วนร่วมด้วยการใช้คาถามการใช้สื่อวีดิทัศน์ สื่อวีดิทัศน์ สามารถแสดงให้ผู้เรียนได้สัมผัสถึงความเหมือนจริง และบริบทต่างๆของเนื้อหา ทั้งรูปแบบ สีสันที่สร้างแรงจูงใจ ผ่านทางจอโทรทัศน์ที่ผู้เรียนเป็นผู้รับสารที่นาเสนอ ดังนั้นเพื่ อ ให้ผู้ เ รี ยนตื่ น ตัว ในการเรีย นรู้ จากสื่ อวี ดิ ทั ศ น์ผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนชมวีดิทัศน์ด้วยกิจกรรมที่ตื่นตัวในชั้นเรียน แนวทางสาหรับผู้สอนในการสื่อวีดิทัศน์ มีดังต่อไปนี้  ตรวจสอบความสว่างของแสงที่นั่ง และควบคุมความดังก่อนเปิดให้ผู้เรียนได้ชมวีดิทัศน์  เตรียมผู้เรียนด้วยการทบทวนความรู้เดิมที่ได้เรียนรู้มาแล้วและถามถึงปัญหาใหม่ที่ให้ผู้เรียนคิดเพื่อหาคาตอบจากการชมวีดิทัศน์  หยุดวีดิทัศน์เมื่อถึงประเด็นสาคัญเพื่อให้ผู้เรียนได้ร่วมอภิปราย  เน้นหลักการที่สาคัญด้วยการเขียนสาระต่างๆบนกระดานหรือเครื่องฉายการใช้สื่อกราฟิก สื่อกราฟิก ประด้วย รูปภาพ ภาพลายเส้น แผนภูมิ แผนภาพ และสื่ออื่นๆที่ช่วยให้ผู้เรียนมองเห็ น เห็ น สาระที่ ผู้ ส อนต้ องการน าเสนอ ซึ่ งสื่ อ ประเภทนี้จ ะใช้ ค วบคู่ กั บเนื้ อหาที่มี ใ นต าราประกอบสอน ที่ ผู้ ส อนต้ อ งให้ ผู้ เ รี ย นมองเห็ น ภาพได้ ง่ า ยและชัดเจนกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียว แนวทางสาหรับผู้สอนในการสื่อกราฟิก มีดังต่อไปนี้  ใช้วัสดุที่ง่ายซึ่งผู้เรียนทุกคนสามารถมองเห็นเช่น กระดาษชาร์ต แผ่นกระดาน เป็นต้น  ใช้การเขียนหรือคัดข้อความที่สาคัญเพื่อเน้นสาระสาคัญที่ต้องการให้ผู้เรียนมองอย่างใส่ใจ
  • 8. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 145 การใช้สื่อประเภทวิธีการ ปัจจุบันแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้เปลี่ยนมามุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้มีบทบาทในการลงมือกระทา คิดและสร้างความรู้ขึ้นด้วยตนเอง ดังนั้นผู้สอนจึงควรเลือกใช้สื่อประเภทวิธีการที่สอดคล้องกับแนวคิดการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ดังตัวอย่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังต่อไปนี้การเรียนแบบร่วมมือ การเรียนแบบร่วมมือ เป็นกลยุทธ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดให้นักเรียนเรียนด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กแบบคละความสามารถ ให้ทางานร่วมกัน ช่วยเหลือกันในการผสมผสานความรู้ที่มีอยู่เดิมกับความรู้ใหม่ และค้นพบความหมายของสิ่งที่ศึกษาด้วยกลุ่ม โดยทากิจกรรมในการสืบค้น (Explore) อภิปราย (Discuss) อธิบาย (Explain) สอบสวนแนวความคิดและแก้ปัญหาร่วมกันในกลุ่ม เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน เป็นวิธีเรียนวิธีหนึ่งที่กาลังได้รับความสนใจและนาไปประยุกต์ในการเรียนการสอนทุกวิชาและทุกระดับชั้น รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือที่เป็นที่ยอมรับกันแพร่หลาย มีดังต่อไปนี้ 1. STAD (Student Teams -Achievement Division) เป็นรูปแบบการเรียนรู้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการสัมฤทธิ์พลของการเรียนและทักษะทางสังคมเป็นสาคัญ 2. TGT (Team Games Tournament) เป็นรูปแบบที่คล้ายกับ STAD แต่เป็นการจูงใจในการเรียนเพิ่มขึ้น โดยการใช้การแข่งขันเกมแทนการทดสอบย่อย 3. TAI (Team Assisted Individualization) เป็นรูปแบบการเรียนที่ผสมผสานแนวคิดระหว่างการร่วมมือในการเรียนรู้กับการสอนเป็นรายบุคคล (Individualized Instruction) รูปแบบของ TAI เป็นการประยุกต์ใช้กับการสอนคณิตศาสตร์ 4. CIRC (Cooperative Integrated Reading and Composition) เป็นรูปแบบการเรียนแบบร่ ว มมื อ แบบผสมผสาน ที่มุ่ งพัฒ นาขึ้ น เพื่ อ สอนการอ่ า นและการเขี ยนส าหรั บนั ก เรี ย นประถมศึกษาตอนปลายโดยเฉพาะ 5. Jigsaw ผู้ที่คิดค้นการเรียนการสอนแบบ Jigsaw เริ่มแรกคือ Elliot – Aronson และคณะ (1978) หลังจากนั้น สลาวินได้นาแนวคิดดังกล่าวมาปรับขยายเพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือมากยิ่งขึ้น เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับวิชาที่เกี่ยวข้องกับการบรรยาย เช่นสังคมศึกษาวรรณคดี วิทยาศาสตร์ในบางเรื่อง รวมทั้งวิชาอื่นๆ ที่เน้นการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจมากกว่าพัฒนาทักษะ 6. Co – op Co – op เป็นรูปแบบที่พัฒนาโดย Shlomo และ Yael Shsran ที่ใช้ในงานเฉพาะอย่าง ลักษณะสาคัญคือ สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มย่อยจะได้รบมอบหมายให้ศึกษาเนื้อหา หรือ ัทากิจกรรมที่ต่างกัน ทาเสร็จแล้วนาผลงานมารวมกันเป็นกลุ่มร่วมกันแก้ไขทบทวนแล้วนามาเสนอต่อชั้นเรียน 7. การเล่าเรื่องรอบวง (Round robin) เป็นเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือที่เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้เล่าประสบการณ์ ความรู้ สิ่งที่ตนก าลังศึกษา สิ่งที่ตนประทับใจให้เพื่อนๆในกลุ่มฟัง
  • 9. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 146 8. มุมสนทนา (Corners) เริ่มต้นจากการให้ผู้เรียนกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มเข้าไปนั่งตามมุมหรือจุดต่าง ๆของห้องเรียน และช่วยกันหาคาตอบสาหรับโจทย์ปัญหาต่างๆ ที่ครูยกขึ้นมา และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนอธิบายเรื่องราวที่ตนศึกษาให้เพื่อนกลุ่มอื่นฟัง 9. คู่ตรวจสอบ (Pairs Check) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มละ 4 หรือ 6 คน ให้นักเรียนจับคู่กันทางาน คนหนึ่งทาหน้าที่เสนอแนะวิธีแก้ปัญหา อีกคนทาหน้าที่แก้โจทย์ เสร็จข้อที่ 1 แล้วให้สลับหน้าที่กัน เมื่อเสร็จครบ 2 ข้อ ให้นาคาตอบมาตรวจสอบกับคาตอบของคู่อื่นในกลุ่ม 10. คู่คิด (Think-Pair Share) ครูตั้งคาถามให้นักเรียนตอบ นักเรียนแต่ละคนจะต้องคิดคาตอบของตนเอง นาคาตอบมาอภิปรายกับเพื่อนที่นั่งติดกับตน นาคาตอบมาเล่าให้เพื่อนทั้งชั้นฟัง 11. ร่วมกันคิด (Numbered Heads Together) เริ่มจากครูถามคาถาม เปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันคิดหาคาตอบ จากนั้นครูจึงเรียกให้นักเรียนคนใดคนหนึ่งจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือทุกๆกลุ่มตอบคาถาม เป็นวิธีการที่นิยมใช้ในการทบทวนหรือตรวจสอบความเข้าใจ 12. การเรียนแบบร่วมมือกับการสอนคณิตศาสตร์ จอห์นสันและจอห์นสัน (Johmson andJohmson, 1989) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือสามารถใช้ได้เป็นอย่างดีในการเรียนคณิตศาสตร์เพื่อให้นักเรียนคิดทางคณิตศาสตร์เข้าใจการเชื่อมโยงระหว่างมโนมติและกระบวนการ และสามารถที่จะประยุกต์ใช้ความรู้อย่างคล่องแคล่วการเรียนรู้แบบโครงงาน การเรี ย นรู้ แ บบโครงงานเป็ น การเรี ย นรู้ ที่ เ ชื่ อ มโยงหลั ก การพั ฒ นาการคิ ด ของบลู ม(Bloom) ทั้ง 6 ขั้น กล่าวคือ ความรู้ความจา (Knowledge) ความเข้าใจ (Comprehension) การนาไปใช้ (Application) การวิ เคราะห์ (Analysis) การสังเคราะห์ (Synthesis) การประเมินค่ า(Evaluation) และยังเป็นการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญในทุกขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ตั้งแต่การวางแผนการเรียนรู้ การออกแบบการเรียนรู้ การสร้างสรรค์ประยุกต์ใช้ผลผลิต และการประเมินผลงาน โดยผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้จัดการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนรู้แบบโครงงานมีดังต่อไปนี้(สกศ., 2550) ระยะที่ 1 การเริ่มโครงงาน เป็นระยะที่ผู้สอนต้องสังเกต/สร้างความสนใจให้เกิดขึ้นในตัวผู้เรียน โดยอาจศึกษาเรื่องจากการบอกเล่าของผู้ใหญ่หรือผู้รู้ จากประสบการณ์ของผู้เรียน/ผู้สอน จากเอกสารสิ่งพิมพ์หรือสื่อต่างๆ จากการเล่นของผู้เรียน จากความคิดที่เกิดขึ้น จากวัตถุสิ่งของที่ผู้สอนนามาในห้องเรียน หรือจากตัวอย่างโครงงานที่ผู้อื่นทาไว้แล้ว เป็นต้น จากนั้นตกลงร่วมกันในการเลือกเรื่องที่ต้องการศึกษาอย่างละเอียด ระยะที่ 2 ขั้นพัฒนาโครงงาน เป็ น ขั้ น ที่ ผู้ เ รี ย นก าหนดหั ว ข้ อ ค าถามหรื อ ประเด็ น ปั ญ หาที่ ผู้ เ รี ย นสนใจอยากรู้ แล้ วตั้งสมมติฐานเพื่ อตอบคาถามเหล่านั้น มีการทดสอบสมมติฐ านด้ วยการลงมื อปฏิ บัติจนค้นพบคาตอบด้วยตนเอง ตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ผู้เรียนกาหนดปัญหาที่จะศึกษา
  • 10. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 147 2. ผู้เรียนตั้งสมมติฐานเบื้องต้น 3. ผู้เรียนตรวจสอบสมมติฐานเบื้องต้น 4. ผู้เรียนสรุปข้อความรู้จากผลการตรวจสอบสมมติฐาน หากการตรวจสอบไม่เป็นไปตามสมมติฐาน ผู้สอนควรให้กาลังผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้เพิ่มเติม หากผลการตรวจสอบเป็นไปตามสมมติฐาน ให้ผู้เรียนสรุปองค์ความรู้จากการค้นพบด้วยการลงมือปฏิบัติของผู้เรียนเอง เมื่อได้องค์ความรู้ใหม่แล้ว ผู้เรียนจะนาองค์ความรู้นั้นไปใช้ในการทากิจกรรมตามความสนใจต่อไป ผู้เรียนอาจใช้ความรู้ที่ค้นพบเป็นพื้นฐานของการกาหนดประเด็นปัญหาขึ้นมาใหม่เพื่อกาหนดเป็นโครงงานย่อยและศึกษารายละเอียดในเรื่องนั้นต่อไปอีก ระยะที่ 3 ขั้นสรุป เป็นระยะสุดท้ายของโครงงานที่ผู้เรียนค้นพบคาตอบของปัญหาแล้ว และได้แสดงให้ผู้สอนเห็นว่าได้สิ้นสุดความสนใจในหัวข้อโครงงานเดิม และเริ่มหันเหความสนใจไปสู่เรื่องใหม่ ระยะนี้เป็นระยะที่ผู้สอนและผู้เรียนจะได้แบ่งปันประสบการณ์การทางานและแสดงให้เห็นถึงความสาเร็จของการทางานตลอดโครงงานแก่คนอื่น ๆ มีกิจกรรมที่ผู้เรียนดาเนินการในขั้นตอนนี้ ดังนี้ 1. ผู้เรียนเขียนรายงานเป็นรูปแบบงานวิจัยเล็ก ๆ 2. ผู้เรียนนาเสนอผลงาน โดยอาจแสดงเป็นแผงโครงงานให้ผู้ที่สนใจรับรู้สรุปและนาไปใช้ในชีวิตประจาวันการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน สิ่งสาคัญในการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานคือ ปัญหา เพราะปัญหาที่ดีจะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจใฝ่แสวงหาความรู้ในการเลือกศึกษาปัญหาที่มีประสิทธิภาพ ผู้สอนจะต้องคานึงถึงพื้นฐานความรู้ความสามารถของผู้เรียน ประสบการณ์ ความสนใจและภูมิหลังของผู้เรียน เพราะคนเรามีแนวโน้มที่จะสนใจเรื่องใกล้ตัวมากกว่าเรื่องไกลตัว สนใจสิ่งที่มีความมายและมีความสาคัญต่อตนเองและเป็นเรื่องที่ตนเองใส่ใจใคร่รู้ ดังนั้น การกาหนดปัญหาจึงต้องคานึงถึงตัวผู้เรียนเป็นหลัก นอกจากนั้น ปัญหาที่ดียังต้องคานึงสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกโรงเรียนที่เอื้ออานวยต่อการแสวงหาความรู้ของผู้เรียนอีกด้วย การนาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ผู้สอนควรมีขั้นตอนพิจารณาประเด็นต่างๆ เพื่อประกอบการเลือกใช้แนวทางการจัดการเรียนรู้ในแนวทางนี้ ซึ่งมีประเด็นสาคัญทีควรดาเนินการ ดังนี้ (สกศ., 2550) 1) พิจารณาหลักสูตรของสถานศึกษา โดยดูจากผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้เหมาะสมกับวิธีการการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ทั้งทางด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ จากนั้น จึงเลือกเนื้อหาสาระมากาหนดการสอน เช่น พิจารณาว่า ผู้การเรียนรู้ที่คาดหวังต้องการให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการค้นหาและแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง เป็นต้น 2) กาหนดแหล่งข้อมูล เมื่อผู้สอนพิจารณาจากผลการเรียนรู้ที่คาดหวังและกาหนดเนื้อหาสาระแล้ว ผู้สอนต้องกาหนดแหล่งข้อมูลต่างๆ ให้เพียงพอเพื่อให้ผู้เรียนนามาแก้ปัญหาหรือค้นหาคาตอบได้ ซึ่งแหล่งข้อมูลเหล่านี้ ได้แก่ ตัวผู้สอน ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต วิดิทัศน์ บุคลากรต่างๆและแหล่งการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน
  • 11. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 148 3) กาหนดและเขียนขอบข่ายปัญหาที่เป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนต้องศึกษา ค้นหาคาตอบ 4) กาหนดกิจกรรมการจัดกระบวนการเรียนรู้ กิจกรรมการสอนที่ผู้สอนเลือกหรือสร้างขึ้นมาจะต้องทาให้ผู้เรียนสามารถเห็นแนวทางในการค้นพบความรู้หรือคาตอบได้ด้วยตนเอง 5) สร้างคาถาม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถดาเนินกิจกรรมได้ ควรสร้างคาถามที่มีลักษณะกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจงานที่กาลังทาอยู่และมองเห็นทิศทางในการทางานต่อไป 6) กาหนดวิธีการประเมินผล ควรเป็นการประเมิ นผลตามสภาพจริงโดยประเมินทั้งทางด้านเนื้อหา ทักษะกระบวนการและการทางานกลุ่มการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ การจัดการเรียนรู้แบบสร้างองค์ความรู้ (Constructivist) จัดเป็นทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพุทธิปัญญา (Cognitive Psychology) ที่เรียกว่าทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) ที่เชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการสร้างมากกว่าการรับความรู้ ดังนั้นเป้าหมายของการจัดการเรียนการสอน จะสนับสนุนการสร้างมากกว่าความพยายามในการถ่ายทอดความรู้ ดังนั้น คอนสตรัคติวิสต์(Constructivism) จะมุ่งเน้นการสร้างความรู้ใหม่อย่างเหมาะสมของแต่ละบุคคล และสิ่งแวดล้อมมีความสาคัญในการสร้างความหมายตามความเป็นจริง แนวทางในการจัดการเรียนรู้ แบบสร้างองค์ความรู้มีรายละเอียดดังนี้  การเชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ นาสนทนาเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่เรื่องที่จะศึกษาโดยกระตุ้นให้ผู้เรียนคิดถึงประสบการณ์เดิม ชี้แจงวัตถุประสงค์ และอธิบายขั้นตอนการดาเนินกิจกรรมการเรียนรู้ให้ ผู้เรียนทราบ  การกระตุ้นให้เกิดความสงสัยและท้าทายการเรียนรู้ ผู้สอนกาหนดปัญหาที่ก่อให้ผู้เรียนเกิดความสงสัยและค้นหาคาตอบด้วยตนเอง และคอยกระตุ้นให้ผู้เรียนศึกษาภารกิจและท้าทายให้ผู้เรียนคิดหาคาตอบตามภารกิจแต่ละข้อ  การส่ ง เสริ ม การเรี ย นรู้ ผ่ า นการสร้ า งประสบการณ์ ที่ ห ลากหลายและมีความหมาย เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่หลาย และส่งเสริมให้ผู้เรียนวิเคราะห์ประเด็ นปัญหาหรือ คาถามและแสวงหาคาตอบด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ ที่หลากหลาย เช่ นสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ภูมิปัญญาท้องถิ่น  การส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์เชิงสังคม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนระดมสมองเพื่อแก้ปัญหา และแลกเปลี่ยนมุมองจากผู้เรียนอื่นๆ ผู้สอนคอยให้คาแนะนาชี้แนะ และการเชิญวิทยากรภายนอก  การส่งเสริมการสร้างความเข้าใจของตนเองและกลุ่มโดยการสะท้อนความคิดและสรุปองค์ความรู้ ผู้สอนใช้กิจกรรมเพื่อให้ผู้เรียนได้สะท้อนความคิดภายในตนเองของผู้เรียน(Individual reflection) กิจกรรมนี้เน้นให้ผู้เรียนแต่ละคนได้ตรวจสอบผลงานหรือการแก้ปัญหาที่ตนเองคิดไว้ ซึ่งผู้สอนอาจใช้เทคนิค การทา Mind mapping โดยให้ผู้เรียนสร้างแผนที่ความคิดเพื่อสะท้อ นสิ่ งที่ต นเองสร้า งความเข้า ใจเกี่ ย วกั บเนื้ อหาที่ เ รีย นรู้ การใช้ค าถามที่ ก ระตุ้น ให้ผู้ เรี ย นตรวจสอบความคิดของตนเอง เพื่อประเมินความเข้าใจของตนเองเกี่ยวกับงานที่ทา โดยผู้สอนอาจเตรี ย มประเด็ น ค าถามเพื่ อ ให้ ผู้ เ รี ย นสะท้ อ นความคิ ด เช่ น จุ ด อ่ อ น จุ ด แข็ ง ของงานและอาจมอบหมายให้ผู้เรียนปฏิบัติในช่วงท้ายชั่วโมง และการสะท้อนความคิดด้วยผู้อื่น (Peer mentoring)
  • 12. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 149กิจกรรมนี้เน้นให้ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้อื่น เช่น ครูผู้สอน และคณะ หรือเพื่อนต่างกลุ่ม เป็นผู้ประเมินผลงานหรือผลการแก้ปัญหาของผู้เรียน เช่น การนาเสนอผลกลุ่ม และร่วมกันสะท้อนผล เทคนิค TPSการจัดกิจกรรมประกอบด้วย T-Think เพื่อให้นักเรียนได้ใคร่ครวญตรวจสอบแนวคิดของตนเอง P-Pair เพื่อให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับผู้เรียนอื่นเป็นคู่ และ S-Share เพื่อให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดร่วมกับคู่มาแลกเปลี่ยนกับกลุ่มการเรียนรู้แบบสืบเสาะ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ มุ่งเน้นกิจกรรมที่หลากหลายเกี่ยวกับการสังเกต การถามคาถาม การสารวจตรวจสอบจากเอกสารและแหล่งความรู้อื่น ๆ การวางแผนการสารวจตรวจสอบการทดสอบตรวจสอบหลักฐานเพื่อเป็นการยืนยันความรู้ที่ได้ค้นพบมาแล้ว การใช้เครื่องมือในการรวบรวม การวิเคราะห์ และการแปลความหมายข้อมูล การนาเสนอผลงาน การอธิบายและการคาดคะเน และการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับผลงานที่ได้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะนี้กระตุ้นผู้เรียนให้ตื่นเต้นสงสัยใคร่รู้ให้ ผู้ เรียนตั้งใจรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ผู้สอนเตรียมข้อมูลเอกสารความรู้ต่างๆ ที่มีคนศึกษาค้นคว้ามาแล้ว เพื่อให้ผู้เรียนเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่หรือเพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนลึกซึ้งขึ้นให้ผู้เรียนอธิบายให้ชัดเจน ไม่เน้นความจาเนื้อหา และใช้กระบวนการกลุ่มในการแสวงหาคาตอบ นักการศึกษาจากกลุ่ม BSCS (Biological ScienceCurriculum Society) ได้เสนอกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่โดยเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับประสบการณ์หรือความรู้เดิม เป็นความรู้หรือแนวคิดของผู้เรียนเองเรียกรูปแบบการสอนนี้ว่า Inquiry cycle หรือ 5Es มีขั้นตอนดังนี้ (BSCS. 1997) 1) การสร้างความสนใจ (Engage) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการเรียนรู้ที่จะนาเข้าสู่บทเรียน จุดประสงค์ที่สาคัญของขั้นตอนนี้ คือ ทาให้ผู้เรียนสนใจ ใคร่รู้ในกิจกรรมที่จะนาเข้าสู่บทเรียน ควรจะเชื่อมโยงประสบการณ์การเรียนรู้เดิมกับปัจจุบัน และควรเป็นกิจกรรมที่คาดว่ากาลังจะเกิดขึ้น ซึ่งทาให้ผู้เรียนสนใจจดจ่อที่จะศึกษาความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะ และเริ่มคิดเชื่อมโยงความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะกับประสบการณ์เดิม 2) การสารวจและค้นหา (Explore) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ทาให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ร่วมกันในการสร้างและ พัฒนาความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ โดยการให้เวลาและโอกาสแก่ผู้เรียนในการทากิจกรรมการสารวจและค้นหาสิงที่ผู้ เรียนต้องการเรียนรู้ตามความคิดเห็น ่ผู้เรียนแต่ละคน หลังจากนั้นผู้เรียนแต่ละคนได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะในระหว่างที่ผู้เรียนทากิจกรรมสารวจและค้นหา เป็นโอกาสที่ผู้เรียนจะได้ตรวจสอบหรือเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความคิดรวบ ยอดของผู้เรียนที่ยังไม่ถูกต้องและยังไม่สมบูรณ์ โดยการให้ผู้เรียนอธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้เรียน ครูควรระลึกอยู่เสมอเกี่ยวกับความสามารถของผู้เรียนตามประเด็นปัญหา ผลจากการที่ผู้เรียนมีใจจดจ่อในการทากิจกรรม ผู้เรียนควรจะสามารถเชื่อมโยงการสังเกต การจาแนกตัวแปร และคาถามเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นได้ 3) การอธิบาย (Explain) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความ สามารถในการอธิบายความคิดรวบยอดที่ได้จากการสารวจและค้นหา ครูควรให้โอกาสแก่ผู้เรียนได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับ ทักษะหรือพฤติกรรมการเรียนรู้ การอธิบายนั้นต้องการให้ผู้เรียนได้ใช้ข้อสรุปร่วมกันในการเชื่อมโยงสิ่งที่ เรียนรู้ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้ครูควรชี้แนะผู้เรียน
  • 13. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 150เกี่ยวกับการสรุปและการอธิบาย รายละเอียด แต่อย่างไรก็ตามครูควรระลึกอยู่เสมอว่ากิจกรรมเหล่านี้ยังคงเน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง นั่นคือ ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการอธิบายด้วยตัวผู้เรียนเอง บทบาทของครูเพียงแต่ชี้แนะผ่านทางกิจกรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในความคิด รวบยอดให้ชัดเจน ในที่สุดผู้เรียนควรจะสามารถอธิบายความคิดรวบยอดได้อย่างเข้าใจ โดยเชื่อมโยงประสบการณ์ ความรู้เดิมและสิ่งที่เรียนรู้เข้าด้วยกัน 4) การขยายความรู้ (Elaborate) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ยืนยันและขยายหรือเพิ่มเติมความรู้ ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะและปฏิบัติตามที่ผู้เรียนต้องการ ในกรณีที่ผู้เรียนไม่เข้าใจหรือยังสับสนอยู่หรืออาจจะเข้าใจเฉพาะข้อสรุปที่ ได้จากการปฏิบัติการสารวจและค้นหาเท่านั้น ควรให้ประสบการณ์ใหม่ ผู้ เรี ย นจะได้ พั ฒนาความรู้ ความเข้า ใจในความคิ ด รวบยอด ให้ กว้ า งขวางและลึ ก ซึ้งยิ่ งขึ้ นเป้าหมายที่สาคัญของขั้นนี้ คือ ครูควรชี้แนะให้ผู้เรียนได้นาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน จะทาให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะเพิ่มขึ้น 5) การประเมิ นผล (Evaluate) ขั้นตอนนี้ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับการอธิบายความรู้ความ เข้าใจของตนเอง ระหว่างการเรียนการสอนในขั้นนี้ของรูปแบบการสอน ครูต้องกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินความรู้ความเข้าใจและความ สามารถของตนเอง และยังเปิดโอกาสให้ครูได้ประเมินความรู้ความเข้าใจและพัฒนาทักษะของผู้เรียนด้วยคาถามสะท้อนความคิด  นั ก ศึ ก ษาคิ ด ว่ า หลั ก ส าคั ญ ในการเตรี ย มความพร้ อ มก่ อ นการ จัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมีอะไรบ้าง  นักศึกษาจะมีแนวทางในการใช้สื่อประเภทเครื่องมือและวัสดุ อุปกรณ์อย่างไรบ้าง  นักศึกษาจะมีแนวทางในการใช้สื่อประเภทวิธีการอย่างไรบ้าง  นักศึกษาคิดว่าสื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใดที่เหมาะสมกับลักษณะเนื้อหาวิชาเอก ของนักศึกษา เพราะเหตุใดกิจกรรมแนะนาให้นักศึกษาวางแผนการใช้สื่อและวิธีการเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ในสาระวิชาเอกของท่านมา 1 เนื้อหาบรรณานุกรมส านั ก งานเลขาธิ การสภาการศึ ก ษา. (2550). การจั ดการเรี ย นรู้ แบบกระบวนการแก้ ปั ญหา. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
  • 14. บทที่ 9 การเลือกใช้สื่อและวิธีการจัดการเรียนรู้ 151______.(2550). การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่ง ประเทศไทย.สุมาลี ชัยเจริญ. (2551). เทคโนโลยีการศึกษา หลักการ ทฤษฎี สู่การปฏิบัติ.ขอนแก่น:คลังนานาวิทยา.Aronson, E., Blaney, N., Stephin, C., Sikes, J., & Snapp, M. (1978). The jigsaw classroom. Beverly Hills, CA: Sage Publishing Company.Asubel,D.P.(1968).Educational Psychology. A Cognitive View. Newyork : Holt, Rinehart & Winston.BSCS. (1997). BSCS biology: A human approach (first edition). Dubuque, IA: Kendall/Hunt Publishing Company.Johnson , David W. and Johnson, Roger T. (1987). “Research Shows the Benefits of Adult Cooperation,” Educational Leadership. 45 ( 3 ) 27 - 29 ; November______.(1991). Learning Together and Alone : Cooperative and Individualistic Learning. 5th ed. Englewood Cliffs , New Jersey: Prentice HallSharan, Yael; Sharan, Shlomo . Expanding Cooperative Learning Through Group Investigation New York Teachers .193 pp. Edgewear.Slavin , Robert E. (1987). “Cooperative Learning and Cooperative School,” Educational Leadership. November._____. (1991). Cooperative Learning Theory, Research , and Practice. New Jersey: Prentice Hall .Strachan , Kevin Winton. (1999). Cooperative Learning in A Secondary School Physical Education Program. February.