Unit 3

2,590 views
2,517 views

Published on

Published in: Economy & Finance, Business
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
2,590
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
21
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Unit 3

  1. 1. ช่องทางการชำระเงิน
  2. 2. ระบบการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ต <ul><li>ปัญหาสำคัญข้อหนึ่งในการทำพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ ในส่วนของการชำระเงินเป็นประเด็นที่ผู้ซื้อ หลายคนยังไม่มั่นใจพอในเรื่องความปลอดภัยว่าใส่ข้อมูลบัตรเครดิตไปแล้วจะถูกขโมยไปได้หรือไม่ หรือบางราย ก็ไม่ไว้ใจร้านค้าว่าจะมีการนำข้อมูลของเจ้าของบัตรไปใช้ได้หรือไม่ </li></ul>
  3. 3. <ul><li>ขั้นตอนการชำระเงิน ดังนี้ </li></ul><ul><li>1. ผู้ซื้อเมื่อตกลงใจว่าจะซื้อสินค้าแล้วก็จะทำการใส่ข้อมูลบัตรเครดิตลงไปในอินเทอร์เน็ต โดยที่ข้อมูลส่วนที่ใส่นี้ทางร้านจะไม่สามารถเห็นได้ </li></ul><ul><li>2. ข้อมูลนี้จะถูกส่งไปยังธนาคารที่ทางฝ่ายร้านค้าใช้บริการอยู่ (Acquiring Bank) </li></ul><ul><li>3. Acquiring Bank จะทำการตรวจสอบมายังธนาคารผู้ออกบัตรว่าบัตรนี้เป็นของผู้บริโภคจริง และยังสามารถซื้อของได้อยู่หรือไม่ ถ้าสามารถใช้ได้ก็จะส่งข้อมูลกลับไปยัง Acquiring Bank และส่งต่อกลับไปยังร้านค้า และแจ้งกลับมายังผู้ซื้อเพื่อยืนยันคำสั่งซื้อต่อไป </li></ul><ul><li>ขั้นตอนดังกล่าวนี้เป็นเพียงแค่การตรวจสอบว่าบัตรสามารถใช้ได้หรือไม่เท่านั้น ยังต้องมีการทำการยืนยันคำสั่งซื้ออีกครั้งต่อไป ในขั้นตอนดังกล่าวนี้ทางร้านค้าจะไม่สามารถ เก็บข้อมูลบัตรเครดิตไว้ได้เลย ดังนั้นความปลอดภัยในส่วนนี้มีแน่นอน โดยข้อมูลจะทำการส่งมายังธนาคารผู้ออกบัตรเท่านั้น โดยขั้นตอนดังกล่าวนี้จะใช้เวลาประมาณ 7 วินาที เมื่อตรวจสอบแล้วว่าบัตรนั้นสามารถใช้งานได้ และผู้ซื้อทำการยืนยันคำสั่งซื้อก็จะเข้าสู่ขั้นตอนของการชำระเงิน โดยทาง Acquiring Bank จะทำการเรียกเก็บเงินจากธนาคารผู้ออกบัตร โดยธนาคารผู้ออกบัตรจะทำการโอนเงินไปยัง Acquiring Bank สู่บัญชีของร้าน </li></ul>
  4. 4. ขั้นตอนการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต <ul><li>การซื้อ ขายในระบบ E-Commerce มีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ </li></ul><ul><li>1. การค้นหาข้อมูล </li></ul><ul><li>2. การเลือกและการต่อรอง </li></ul><ul><li>3. การซื้อสินค้า / บริการทางอินเตอร์เน็ต </li></ul><ul><li>4. การจัดส่งสินค้า / บริการ </li></ul><ul><li>5. การพัฒนาหลังการขาย </li></ul><ul><li>ขั้นตอนการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต </li></ul>ผู้ซื้อ การค้นหาข้อมูล การเลือกและการต่อรอง การซื้อ การบริการหลังการขาย การส่งสินค้า ทางอิเล็กทรอนิกส์ การส่งสินค้า แบบดั้งเดิม การส่งสินค้า / บริการ
  5. 5. การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์สามารถทำได้หลายวิธีคือ <ul><li>การจ่ายเงินแบบเดิม เช่น การใช้เงินสด , เช็ค , ธนาณัติ , และการให้หมายเลข Credit Card มีข้อจำกัดในการนำมาใช้กับระบบ E-Commerce เช่น ความปลอดภัย , ความล่าช้าและต้นทุนในการดำเนินการ ดังนั้น ระบบ E-Commerce จึงได้มีการพัฒนาการชำระแบบ Electronic เช่น เช็คอิเล็กทรอนิกส์ , เครดิตการ์ดอิเล็กทรอนิกส์ , การจ่ายเงินสดอิเล็กทรอนิกส์ , การใช้สมาร์ทการ์ด , และการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น </li></ul><ul><li>เช็คอิเล็กทรอนิกส์ (E-Check) </li></ul><ul><li>ลักษณะเหมือนกับเช็คทั่วไป เหมาะกับการชำระเงินยอดที่ไม่มากนัก มีการรักษาความปลอดภัยโดยใช้รหัส ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ </li></ul><ul><li>1) ลูกค้าเปิดบัญชีจ่ายเช็คกับธนาคารที่ใช้เช็ค </li></ul><ul><li>2) ลูกค้าติดต่อผู้ขายในการสั่งซื้อสินค้า เพื่อซื้อสินค้า / บริการ และ E-mail ส่งเช็คอิเล็กทรอนิกส์โดยการที่มีการเข้ารหัสลับ ( Encrypted E-Checks ) ทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้รหัสและมีลายเซ็นดิจิตอล (Digital Signature) </li></ul><ul><li>3) ผู้ขายนำเช็คเข้าไปฝากในบัญชีของตนเอง จากนั้นเงินจะถูกหักจากบัญชีของผู้ซื้อ และโอนไปยังบัญชีของผู้ขาย </li></ul>
  6. 6. 2. เครดิตการ์ดอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic credit cards) ผู้ขาย องค์การที่สาม ( ผู้ออก CA) ธนาคารของผู้ขาย ธนาคารของผู้ซื้อ เปิดบัญชี ขอ Credit Card สั่งสินค้า + ข้อมูลการชำระเงิน ข้อมูลการจ่ายเงินที่ใส่ รหัสพร้อม Digital Signature ถอดรหัส ส่งข้อมูล ไปยังธนาคารผู้ขาย คำสั่งซื้อของลูกค้า อนุมัติ / ปฏิเสธ การจ่ายเงิน ข้อมูลทางการเงิน ของผู้ซื้อ ยืนยันการสั่งซื้อ
  7. 7. <ul><li>2.1 จ่ายโดยบัตรเครดิตที่ไม่ได้มีการเข้ารหัสลับ ( Unencrypted Payment Credit Card) โดยส่งหมายเลขของบัตรเครดิตทางอิเล็กทรอนิกส์ </li></ul><ul><li>2.2 จ่ายโดยวิธีการเข้ารหัสลับ ( Encrypted Payment Credit Card) โดยมีขั้นตอนดังนี้ คือ </li></ul><ul><li>2.2.1 สั่งซื้อและส่งข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิตให้ผู้ขาย จากนั้นผู้ขายจะส่งข้อมูลยืนยัน การสั่งซื้อกลับมาให้ผู้ซื้อว่าถูกต้องหรือไม่ </li></ul><ul><li>2.2.2 ผู้ซื้อตรวจสอบข้อมูล เมื่อถูกต้องก็สั่งการจ่ายเงินไปยังผู้ขาย </li></ul><ul><li>2.2.3 ผู้ขายได้รับข้อมูล แต่จะมองไม่เห็นหมายเลขบัตรเครดิต เพียงแต่ผู้ขายส่งข้อมูล Encrypted Payment ไปยังเครื่องบริการด้านการจ่ายเงินทางออนไลน์ ( Cyber Cash Server) </li></ul><ul><li>2.2.4 Cyber Cash Server รับข้อมูลมาผ่านเข้าตัวป้องกันการบุกรุก ( Firewall ) เพื่อถอดรหัสข้อมูลแล้วส่งต่อไปยังธนาคารผู้ขายทางสายส่งเฉพาะ ( Dedicated Line ) </li></ul><ul><li>2.2.5 ธนาคารผู้ขาย ตรวจสอบข้อมูล แล้วส่งกลับว่าอนุมัติวงเงินหรือไม่ ไปที่ Cyber Cash Server </li></ul><ul><li>2.2.6 Cyber Cash Server รับข้อมูลแล้วส่งต่อไปยังผู้ขาย เพื่อส่งข้อมูลไปให้ผู้ซื้อต่อไป </li></ul><ul><li>บัตรเครดิตอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Credit Card ) สามารถทำได้ 2 วิธี คือ </li></ul>
  8. 8. 3. เงินสดอิเล็กทรอนิกส์ <ul><li>การจ่ายเงิน Electronic มีสองวิธี คือ </li></ul><ul><li>- การจ่ายเงินสดที่อยู่ในเครื่อง พีซี ( เป็น ซอร์ฟแวร์การเงินที่ออกให้โดยธนาคาร ) </li></ul><ul><li>- เงินสดในสมาร์ทการ์ด ( มีลักษณะเหมือนกับบัตร Debit Card) </li></ul><ul><li>ขั้นตอนสามารถทำได้โดย </li></ul><ul><li>1. ลูกค้าเปิดบัญชีกับธนาคาร </li></ul><ul><li>2. ลูกค้าซื้อเงินอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้ซอฟต์แวร์เฉพาะ ซึ่งทางธนาคารก็จะนำเงินเข้าบัญชีของลูกค้าในรูปของอิเล็กทรอนิกส์ </li></ul><ul><li>3. ธนาคารจะส่งเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไปยังลูกค้าพร้อมกับลายเซ็นชื่อรับรองการโอนเงินจากธนาคาร ที่มีการเข้ารหัสลับด้วยกุญแจส่วนตัว ( Private Key ) จากนั้นลูกค้าก็จะสอบถามไปว่าเงินเข้าบัญชียัง โดยใช้กุญแจสาธารณะ ( Public Key ) ของธนาคาร </li></ul><ul><li>4. เงินจะถูกเก็บไว้ในเครื่อง PC ของลูกค้าของธนาคาร หรือผู้ซื้อ ซึ่งจะใช้จ่ายได้แบบ E-Cash </li></ul><ul><li>5. จากนั้นซอฟต์แวร์จะโอน E-Cash ไปยังคอมพิวเตอร์ของผู้ขาย ผู้ขายก็จะใช้ Public Key ของธนาคารผู้ซื้อ เพื่อเข้าไปตรวจสอบยอดขายว่ามีจริง และสามารถใช้ชำระสินค้าได้ </li></ul><ul><li>6. ผู้ขายสามารถจะฝากเงิน E-Cash เข้าไปธนาคารในชื่อของผู้ขายได้ในบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Account) หรือใช้เป็น E-Cash เพื่อซื้อสินค้าได้ </li></ul>
  9. 9. <ul><li>4. การโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fund Transfer – EFT) </li></ul><ul><li>เป็นการโอนเงินระหว่างองค์กรโดยใช้เครือข่ายสื่อสารโทรคมนาคม โดยเฉพาะการโอนเงินระหว่างธนาคารต่อธนาคาร เช่นการโอนเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก , การโอนเงินโดยใช้เครื่อง ATM, การชำระสินค้าหรือบริการผ่าน ATM, การโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของพนักงาน , การจ่ายค่าสาธารณูปโภค และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยหักจากบัญชีธนาคาร เป็นต้น </li></ul><ul><li>วิธีการโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์สามารถทำได้โดย </li></ul><ul><li>1. ใช้ในการโอนเงินหรือการตัดบัญชีระหว่างธนาคาร </li></ul><ul><li>2. ใช้ในการจ่ายเงินค่าหน่วยกิตของนักศึกษาผ่านระบบ ATM (Automatic Teller Machine) </li></ul><ul><li>3. ใช้ในการโอนเงินเดือนหรือค่าจ้างเข้าบัญชีพนักงาน </li></ul><ul><li>4. ใช้ในการจ่ายเงินค่าบ้าน โทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ซึ่งรวมถึงการจ่ายเงินโดยการ หักบัญชีธนาคาร </li></ul>
  10. 10. <ul><li>5. การจ่ายเงินโดยใช้การ์ดอิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Payment Card) </li></ul><ul><li>ได้แก่ บัตรเครดิต (Credit Card), บัตรเดบิต (Debit Card), และบัตรเก่ง </li></ul><ul><li>(Smart Card) เป็นต้น </li></ul><ul><li>5.1 บัตรเครดิต (Credit Card) ได้แก่ บัตรที่ลูกค้าได้ทำสัญญากับธนาคาร </li></ul><ul><li>เพื่อที่จะนำบัตรนี้ไปใช้ในการชำระค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ ได้ </li></ul><ul><li>ทั้งแบบชำระตามร้านค้าทั่วไป หรือชำระผ่านอินเทอร์เน็ต </li></ul><ul><li>5.2 บัตรเดบิต (Debit Card) ได้แก่ บัตรที่มีจำนวนเงินจำกัดตามที่เจ้าของ </li></ul><ul><li>บัตรซื้อไว้กับธนาคารหรือบริษัทนั้น เพื่อใช้ในการซื้อสินค้าหรือบริการ เช่น </li></ul><ul><li>บัตรโทรศัพท์ บัตรที่ใช้ในการถ่ายเอกสาร หรือบัตรรถโดยสารหรือรถไฟ </li></ul><ul><li>5.3 บัตรเก่ง (Smart Card) สามารถใช้ในการซื้อสินค้าได้เช่นเดียวกับบัตร </li></ul><ul><li>เครดิต (Credit Card) แต่สามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าของบัตรได้มากกว่า </li></ul><ul><li>บัตรนี้สามารถเติมเงินได้เพื่อให้สามารถใช้ในการซื้อสินค้าหรือบริการได้ </li></ul><ul><li>เช่นเดียวกับบัตรเดบิต </li></ul>
  11. 11. ระบบการชำระเงิน <ul><li>วิธีการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ตนั้นต่างจากการซื้อของจากร้านโดยทั่วไป เนื่องจากมีการตัดการชำระเงินโดยการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสด บัตรเครดิต หรือเช็ค โดยมีขั้นตอนคือ ในปัจจุบัน ระบบการชำระเงินผ่านอินเทอร์เน็ตมี 4 ระบบ คือ </li></ul><ul><li>1. บัตรเครดิต ลูกค้าสามารถชำระเงินผ่านบัตรเครดิตได้ 2 แบบ คือ </li></ul><ul><li>1.1 ลูกค้าส่งข้อมูลบัตรเครดิตให้กับร้านค้าโดยตรงโดยไม่มีการเข้ารหัสใน การส่งข้อมูล </li></ul><ul><li>1.2 ต้องมีการเข้ารหัสก่อนจึงส่งข้อมูลไปให้ร้านค้า + </li></ul><ul><li>2. เช็คอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเช็คอิเล็กทรอนิกส์จะมีลักษณะเดียวกันกับเช็คกระดาษเพียงแต่เอกสารบนกระดาษจะถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์แทน </li></ul><ul><li>3. เงินสดดิจิตอล เงินสดดิจิตอล หรือ Digital Cash </li></ul><ul><li>4. ระบบ EDI การใช้ระบบ EDI มักจะใช้ในการติดต่อระหว่างคู่ค้า </li></ul>
  12. 12. กลยุทธ์การพัฒนาด้านการเงิน <ul><li>ระบบชำระเงิน ศึกษาทบทวนระบบการชำระเงินที่ใช้อยู่ปัจจุบัน เช่น เงินสด เช็ค บัตรเครดิต ( Credit Card) บัตรเดบิต ( Debit Card) เครื่องรับและชำระเงินอัตโนมัติ ( Automated Teller Machine) การโอนเงินผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic Fund Transfer) เพื่อพัฒนาเครื่องมือในการชำระเงินใหม่ๆ ในรูปของผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Financial Products and Services) ที่จะมีประโยชน์ต่อประสิทธิภาพและความมั่นคงทางการเงินของประเทศ เช่น การชำระเงินผ่านธนาคารและสถาบันการเงินทางไกล (Remote Banking and Financial Services) การชำระเงินผ่านอิน - เทอร์เน็ต ( Internet Value Transfer Systems) เงินสะสมมูลค่าและเงินอิเล็กทรอนิกส์ ( Stored Value/ Electronic Money) โดยคำนึงถึงค่าใช้จ่าย ความสะดวก และความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการกำกับดูแลกลไกของการรักษาความลับ (Confidentiality) ของข้อมูล การปกป้องความเป็นส่วนตัว ( Privacy) ของผู้บริโภค และการรักษาความปลอดภัย ( Security) ของระบบการชำระเงิน </li></ul>
  13. 13. <ul><li>ระบบภาษีอากร ยึดถือโครงสร้างระบบภาษีประเภทต่างๆ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมกับศึกษาแนวโน้มของระบบการค้าและผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐ ทั้งนี้โครงสร้างภาษีในอนาคตอันเกี่ยวเนื่องกับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์จะยืนอยู่บนพื้นฐานของความสม่ำเสมอ (Consistency) ความเป็นธรรม ( Non-discrimination ) และความเป็นกลาง ( Neutrality) โดยรักษาสมดุลระหว่างรายได้ที่รัฐพึงจัดเก็บเพื่อทำนุบำรุงบ้านเมืองและประชาชน กับการส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบ ศึกษา และมีจุดยืนที่ชัดเจนในเวทีเจรจาทางด้านภาษีพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างประเทศเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มความสามารถ </li></ul>
  14. 14. การชำระเงินบน E-Commerce <ul><ul><li>จากผลการวิจัยพบว่า วิธีการชำระเงินที่สำคัญสำหรับกรณีธุรกิจกับธุรกิจ ร้อยละ 70 ใช้วิธีหักบัญชีธนาคาร ขณะที่ ธุรกิจกับผู้บริโภคร้อยละ 65 ชำระด้วยบัตรเครดิต          สำหรับในประเทศไทย ... ผลการสำรวจพบว่าผู้สั่งสินค้าบนอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 40-60 ใช้บัตรเครดิต อีกร้อยละ 40 ใช้วิธีโอนเงินในบัญชี ซึ่งหมายความรวมถึง Direct Debit , Debit Card และ Fund Transfer เพื่อ ... สร้างความเชื่อมั่นแก่ระบบการชำระเงินบนอินเทอร์เน็ต มีแนวทางการพัฒนาเพื่อบริการชำระเงินดังนี้          1. บริการ internet banking และ / หรือธุรกิจประเภท Payment Gateway จะเป็น Hyperlink ระหว่าง website ของร้านค้ากับระบบของธนาคาร และธนาคารสามารถดำเนินการตามข้อมูลที่ได้รับเพื่อตัดโอนเงินในบัญชีของลูกค้า หรือส่งเป็นคำสั่งโอนเข้าระบบการชำระเงินระหว่างธนาคารที่มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน          2. สำหรับการชำระเงินที่เป็น Micro Payment การใช้เงินดิจิตอลซึ่งบันทึกบนบัตรสมาร์ตการ์ด หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถสร้างเสริมระบบความปลอดภัยให้มั่นใจได้เหนือกว่าระบบบัตรเดบิตและบัตรเครดิตทั่วไป จึงเป็นแนวโน้มเทคโนโลยีที่น่าสนใจและเหมาะสม </li></ul></ul>
  15. 15. ระบบการชำระเงินที่เป็นมาตรฐานสากล <ul><li>หลักการสำหรับระบบการชำระเงินที่สำคัญที่เป็นมาตรฐานสากลตามที่ BANK FOR INTERNATIONAL SETTLEMENTS (BIS) ระบุไว้ มีดังนี้ </li></ul><ul><li>ระบบการชำระเงิน ควรมีกรอบโครงสร้างกฎหมายรองรับ และโครงสร้างสถาบันที่เอื้อต่อการจัดการและบริหารระบบการชำระเงินของประเทศได้อย่างเหมาะสม </li></ul><ul><li>ควรมีกฎเกณฑ์และขั้นตอนการปฏิบัติ ที่ชัดเจนสำหรับผู้มีส่วนร่วม และให้ทราบถึงผลกระทบ ความเสี่ยงทางการเงินที่ทุกฝ่ายต้องร่วมรับภาระ </li></ul><ul><li>ระบบการชำระเงินควรมีวิธีปฏิบัติที่ชัดเจนในการบริหารความเสี่ยงจากการไม่ ได้รับชำระเงิน ( credit risk) และความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง ( liquidity risk) ซึ่งควรระบุความ รับผิดชอบของผู้มีส่วนร่วมแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน และให้มีแรงจูงใจที่จะควบคุมความเสี่ยงเหล่านั้น </li></ul>
  16. 16. <ul><li>ระบบควรจัดการชำระดุลให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด หรืออย่างช้าภายในวันทำการนั้น </li></ul><ul><li>ระบบซึ่งมีการชำระดุลแบบหักบัญชีหลายฝ่าย ( multilateral netting) อย่างน้อยที่สุดระบบต้องสามารถให้ความมั่นใจว่าการชำระดุลจะเสร็จสมบูรณ์ได้ทันภายในวันนั้น หากมีสมาชิกรายหนึ่งที่มียอดขาดดุลสุทธิสูง ไม่สามารถชำระดุลได้ </li></ul><ul><li>สินทรัพย์ที่ใช้สำหรับชำระดุลควรเป็นเงินฝากในบัญชีที่ธนาคารกลาง หากเป็นสินทรัพย์อื่นควรมีความเสี่ยงประเภท credit risk น้อยหรือไม่มีความเสี่ยงเลย </li></ul><ul><li>ระบบการชำระเงินจะต้องมีความปลอดภัยสูง มีการปฏิบัติงานที่เชื่อถือได้และควรมีแผนฉุกเฉิน ให้การชำระดุลประจำวันเสร็จสมบูรณ์ตามเวลา </li></ul><ul><li>ระบบควรจะมีสื่อการชำระเงินที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้ และมีประสิทธิภาพสำหรับเศรษฐกิจโดยรวม </li></ul><ul><li>มีหลักเกณฑ์ชัดเจนเปิดเผยโดยทั่วไปสำหรับผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในระบบ </li></ul><ul><li>ระบบควรจะมีการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้และโปร่งใส </li></ul>

×