Your SlideShare is downloading. ×
วารสารคณิตศาสตร์ ฉบับพิเศษ
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Introducing the official SlideShare app

Stunning, full-screen experience for iPhone and Android

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

วารสารคณิตศาสตร์ ฉบับพิเศษ

6,121
views

Published on

Published in: Education

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
6,121
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
952
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. พระบิดาแห่งการประดิษฐ์โลก His Majesty the King of Thailand: The Great Global Leader of Invention ่ ขอเดชะใต้ฝาละอองธุลพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า นายปิตเิ ขต สูรกษา รอง ี ้ัศาสตราจารย์ระดับ 9 คณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้คาสามัญในการบรรยาย เพือ ่อรรถรสแห่งการอ่าน ควรมิควรแล้วแต่จะทรงโปรดฯเพราะทรงรัก “โลก” “ความจ าเป็ น เป็ นมารดาแห่ ง การประดิ ษ ฐ์ ” เป็ น สัจ พจน์ ท่ี ร ับ รู้ ไ ด้ ด้ ว ย“ความรูสก” โดยมิตองใช้ “ความรู” ด้านการพิสจน์ เชิงคณิตศาสตร์ ด้วยสัจพจน์ขางต้น ้ ึ ้ ้ ู ้และชื่อบทความนี้ ผนวกด้วยพระอิสริยยศและพระบุญญาธิการอันเสมือน “แก้วสารพัดนึก” ย่อมไม่มความจาเป็ นใดเลยทีพระองค์จะต้องทรงประดิษฐ์เพือพระองค์เอง ี ่ ่ ทว่า ในท่ามกลางบรรยากาศโลกทีนบวันทวีความร้อนระอุเพิมขึน ทีเ่ พิงทราบ ่ ั ่ ้ ่กันภายหลังว่าเป็ นปรากฏการณ์ “เรือนกระจก” กลับเป็ นสิงทีน่าแปลกใจยิงทีในหลวง ่ ่ ่ ่ของเราได้เคยรับสังมาก่อนหน้าหลายสิบปี เมือทรงเห็นการเผาทาลายปาของมนุษย์ท่ี ่ ่ ่สร้างเงือนไขทาลายธรรมชาติ ซึงในท้ายทีสดก็ได้ยอนกลับมาทาลายตนเอง ่ ่ ุ่ ้ การต้องป้องกันความประมาทในการใช้ทรัพยากรอย่างเบียดเบียนธรรมชาติ จึงนับเป็ นต้นกาเนิดของความจาเป็ นทีตองทรงประดิษฐ์สงต่างๆ “เพือรักษาธรรมชาติ เพิม ่ ้ ิ่ ่ ่คุณภาพชีวต” และเนื่องจากการทีเ่ ราเป็ นสมาชิกของ “เซตชีวตในธรรมชาติ” นันจึงย่อม ิ ิ ่หมายถึง “เพือเรา” ปวงชนชาวไทย ่ สิงทีพระองค์ทรง “คานวณ” “คิด” และ “ทา” เพือเราซึงเป็ นพสกนิกรมี ่ ่ ่ ่“มากกว่าสีพนโครงการ” มิเพียงแต่เรา “ชาวไทย” เท่านันทีตระหนักในเรืองนี้ “ชาวโลก” ่ ั ้ ่ ่ก็เห็นพ้องต้องกัน และแล้ววันที่ ๒๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ องค์การทรัพย์สนทางปญญาโลก ิ ั(World Intellectual Property Organization — WIPO) ได้ออกแถลงข่าวเรืองการ ่ ้ ิ ัทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลผูนาโลกด้านทรัพย์สนทางปญญา (WIPO Global Leaders ก๑
  • 2. Award) แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว [1] ่ ั ณ พระตาหนักเปี่ ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรขนธ์ ในวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ี ั รางวัลนี้เป็ นรางวัลทีรเิ ริมขึนมาใหม่โดยมิได้มผใดเคยได้รบมาก่อน ด้วยพระ ่ ่ ้ ี ู้ ัราชกรณียกิจอันเป็ นทีประจักษ์ไปทัวโลกว่าทรงเป็ นนักประดิษฐ์ และทรงส่งเสริมการใช้ ่ ่ ัทรัพย์สนทางปญญาเพือการพัฒนา พระองค์จงทรงเป็ นพระมหากษัตริยองค์แรกของโลก ิ ่ ึ ์ทีได้รบการถวายรางวัลดังนี้ จึงขอนามาจัดแสดงเพือความเป็ นศิรมงคล ณ ทีน้ี ดังแสดง ่ ั ่ ิ ่ในรูปที่ 1 รูปที ่ 1 เหรียญรางวัลผู้นาโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญาเพราะทรงรัก “ดิ น” “...ต้องการน้ าสาหรับมาให้ดนทางาน ิ ดินทางานแล้วดินจะหายโกรธ อันนี้ไม่ม ีใครเชือ แล้วก็มาทาทีน้ีแล้วมันได้ผล..อันนี้ผลงานของเราทีทาทีนี ่ เป็ นงานทีสาคัญทีสด ่ ่ ่ ่ ่ ุ่ ่ ัเชือว่าชาวต่างประเทศ เขามาดูเราทาอย่างนี้แล้ว เขาก็พอใจ เขามีปญหานีแล้วก็เขา ่ไม่ได้แก้ หาตาราไม่ได้...” เป็ นรับสังของในหลวงเมือปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึงได้ทรงศึกษา ่ ่ ่การเปลียนแปลงความเป็ น “กรดของดินกามะถัน” ต่อเนื่องมาตังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๙ โดย ่ ้ปรับปรุงดินเปรียวจัดให้คนสภาพอุดมสมบูรณ์ดวยวิธี “แกล้งดิ น” อันเป็ นทฤษฎีใน ้ ื ้พระราชดาริ [2] ก๒
  • 3. รูปที ่ 2 พระองค์ทรงเป็ น “ผู้นา” การปลูกหญ้าแฝกเพือโอบ “ดิ น” อุ้ม “น้ า” ่ การแกล้งดิน ก็คอ การทาให้ดนทีเ่ ป็ นกรดหรือดินเปรียวซึงเพาะปลูกไม่ได้ให้ม ี ื ิ ้ ่ความ “เปรียวจนถึงทีสด” ด้วยการเร่งปฏิกรยาของกรดกามะถันในดินให้เร็วขึน ซึงเป็ น ้ ุ่ ิิ ้ ่วิธการ “แก้” ทีเ่ สมือน “แกล้ง” จากนันจึงควบคุมระดับน้าใต้ดนเพือป้องกันสารไพไรต์ ี ้ ิ ่(FeS2) ทีมอยูในชันดินเลน ไม่ให้ทาปฏิกรยากับออกซิเจนในอากาศเกิดกรดกามะถัน ่ ี ่ ้ ิิแล้วจึงใช้ปนล้างความเป็ นกรด ตลอดจนเลือกชนิดพืชทีเ่ หมาะสมมาปลูกเพือปรับปรุง ู ่คุณภาพดิน คาว่า “แกล้งดิน” ดูผวเผินเหมือนคา “คิดเล่น” แต่ “ทาได้จริง” ิ ด้วยทรงพระเมตตารักษาดิน พระองค์ได้ทรงเป็ นแบบอย่างในการนาหญ้าแฝกโดยรับสังเปรียบเปรยเป็ น “หญ้ามหัศจรรย์” มาใช้อนุรกษ์ดนและน้าไม่ให้ผวดินกัดเซาะ ่ ั ิ ิจนเป็ นทียอมรับระดับนานาชาติในวงกว้าง และในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ สมาคม ่ควบคุมการกัดเซาะผิวดินนานาชาติ (International Erosion Control Association:IECA) ได้ทลเกล้าฯ ถวายรางวัล The International Erosion Control Association’s ูInternational Merit Award และธนาคารโลก (World Bank) ได้ทลเกล้าทูลกระหม่อม ูถวายแผ่นเกียรติบตรเป็ นภาพรากหญ้าแฝก ชุบสาริด ในฐานะทีทรงมุงมันในการพัฒนา ั ่ ่ ่และส่งเสริมการใช้หญ้าแฝกในประเทศไทย [3] ก๓
  • 4. เพราะทรงรัก “น้า” “...เคยพูดมาหลายปี แล้ว ในวิธทจะปฏิบตเิ พือให้มทรัพยากรน้ าพอเพียงและ ี ี่ ั ่ ีเหมาะสม...” “...ถ้าไม่มพอทุกสิงทุกอย่างก็ชะงักลง แล้วทุกสิงทุกอย่างทีเ่ ราภูมใจว่า ี ่ ่ ิประเทศเราก้าวหน้าเจริญ ก็ชะงัก ไม่มทางทีจะมีความเจริญถ้าไม่มน้ า …” เป็ นพระราช ี ่ ีดารัสถึงการจัดการน้า ณ ศาลาดุสดาลัย สวนจิตรลดา วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ิพระราชกรณียกิจการอนุรกษ์และจัดการน้าสามารถดูได้จาก [4] ั ไม่เพียงการจัดการน้าเท่านัน พระองค์ทรงประดิษฐ์ "กังหันน้าชัยพัฒนา" เพือ ้ ่บาบัดน้าเสีย เป็ นสิงประดิษฐ์เครืองกลเติมอากาศทีเ่ รียบง่าย ราคาไม่แพงแก้ปญหาน้า ่ ่ ัเน่าและกลินเหม็นได้จริง พระองค์ทรงได้รบการทูลเกล้าฯถวาย “สิ ทธิ บตรในพระ ่ ั ัปรมาภิ ไธยของพระมหากษัตริ ย” ์ เป็ นพระองค์แรกในประวัตศาสตร์ชาติไทยและ ิประวัตศาสตร์โลก นอกจากนัน พระองค์ยงทรงได้รบเหรียญรางวัล Prix OMPI โดย ิ ้ ั ั ัองค์การทรัพย์สนทางปญญาโลก ในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ รวมไปถึงได้เหรียญ Gold Medal ิประกาศนียบัตร และถ้วยรางวัลจากนานาชาติอกเป็ นจานวนมาก [5] ี รูปที ่ 3 สิ ทธิ บตรในพระปรมาภิ ไธย “ครังแรกของประวัติศาสตร์ไทยและโลก” ั ้ ก๔
  • 5. เพราะทรงรัก “ลม” “…ปกติเรือใบนีมนน่ าจะไปตามลมนะ ่ ั แต่ถาหากว่าบังคับให้แล่นทวนลมได้นี ่ ้ความสามารถอยูทขานัน มันเป็ นกีฬาทีใ่ ช้ความสามารถของตัวเราเอง…” ่ ี่ ้ ในหลวงทรงเป็ นพระมหากษัตริยเพียงพระองค์เดียวในทวีปเอเชียทีได้รบรางวัล ์ ่ ัชนะเลิศการแข่งขันเรือใบนานาชาติ จนเป็ นทีจารึกในประวัตศาสตร์วงการกีฬาระดับ ่ ิโลก ทรงออกแบบและต่อเรือใบพระทีนงด้วยพระองค์เองในช่วง ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ - ๒๕๑๐ ่ ั่ทรงจดสิทธิบตรสากลประเภท International Moth Class ทีประเทศอังกฤษ เรือใบที่ ั ่พระองค์ออกแบบให้เหมาะกับขนาดรูปร่างของคนไทย เรียกว่า เรือใบมด ซูปเปอร์มด ่ ื่ ้ ั ัและไมโครมด ทรงรับสังว่า “ทีชอมดนันเพราะมันกัดเจ็บๆ คันๆ ดี” ปจจุบนได้มการนา ่ ีเรือใบทีพระองค์ทรงออกแบบไปใช้กนอย่างกว้างขวาง [6] ่ ั เรืองของพลังงานจากลม ได้ทรงสร้างและติดตังกังหันลมไว้ทพระตาหนักต่างๆ ่ ้ ่ีจานวนหลายแห่ง อาทิเช่น ทีสวนจิตรลดาฯ [7] พระองค์ทรงใช้กงหันลมสูบน้าจากคลอง ่ ัรอบพระตาหนักเข้ามาทีบ่อเลียงปลานิล และนาน้าจากคลองมาใช้ในการอุปโภคทีบริเวณ ่ ้ ่โรงเพาะเห็ด อีกทังทรงได้สาธิตตัวอย่างพลังลมเพือผลิตกระแสไฟฟ้าดังในรูปที่ 4 ้ ่ รูปที ่ 4 กังหันลมเรียงรายในโครงการ “ชังหัวมัน” ในพระราชดาริ จ.เพชรบุรี ่ ก๕
  • 6. เพราะทรงรัก “ไฟ” ในหลวงทรงตระหนักเรืองการนาพลังงานทดแทนอืนๆ มาแทนน้ามันเชือเพลิงที่ ่ ่ ้มีมลค่าสูงขึนเรือยๆ รวมทังการการนาเศษวัสดุเหลือใช้มาทาประโยชน์ให้คมค่าทีสด ู ้ ่ ้ ุ้ ุ่ทีสดพระองค์ทรงดาเนินโครงการผลิตเชื้อเพลิงแกลบอัดแท่ง ตังแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ุ่ ้พร้อมทังดาเนินโครงการผลิตน้าเย็นโดยใช้พลังงานความร้อนจากแกลบแบบดูดซึมชนิด ้ใช้น้าร้อน (Hot Water Fired Absorption Chiller) ผลิตน้าเย็นสาหรับอาคารควบคุมสภาพแวดล้อมเพือการเพาะเห็ดเขตหนาวเป็ นโครงการตัวอย่างสาธิตระบบผลิตน้าเย็น ่โดยใช้พลังงานความร้อน พระองค์ได้รบการทูลเกล้าถวายรางวัล “Brussels Eureka 2001” ในปี พ.ศ. ั๒๕๔๔ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม จากสามผลงานยอดเยียมทีได้รางวัล Gold ่ ่Medal With Mention [8] ดังรูป 5 ซึงหนึ่งในนันคือ “โครงการน้ ามันไบโอดีเซลสูตร ่ ้สกัดจากน้ามันปาล์ม” ยิงไปกว่านัน พระองค์ยงทรงมีความสนใจทีจะนาพืชน้ามันมาผลิต ่ ้ ั ่เป็ นเชือเพลิงชนิดอืนๆ โดยเฉพาะสบูดา และการนาอ้อยมาผลิตแก๊สโซฮอล์ พระองค์ ้ ่ ่ทรงได้คาดการณ์ว่าอาจเกิดวิกฤตน้ามันขาดแคลนมาก่อนหน้านี้รวมสามสิบปี และใน ่ ั ัปจจุบนเหตุการณ์กเ็ ป็ นไปดังทีพระองค์ทรงคาด ่ รูปที ่ 5 ทรงรับการทูลเกล้าถวายรางวัล “Brussels Eureka 2001” ก๖
  • 7. เพราะท่านเป็ นดัง “แสงสว่าง” ่ ั ั “นัตถิ ปญญา สมาอาภา” ไม่มแสงสว่างใดเสมอแสงแห่งปญญา หากพุทธพจน์น้ี ีเป็ นสัจจนิรนดร์ (Tautology) แล้ว ในหลวงของเราได้ทรงสร้างสิงประดิษฐ์ทกาเนิดแสง ั ่ ่ี ัแห่งปญญา “ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficient Economy)” [9] จนเป็ นทียอมรับ ่จากนักคิดทัวโลก สานักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติได้ทลเกล้าฯ รางวัลดัง ่ ูรูปที่ 6 [10] นอกจากนี้ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ สมาพันธ์นกประดิษฐ์นานาชาติ IFIA ัสาธารณรัฐฮังการี ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลพร้อมใบประกาศนียบัตรเกียรติคณ (IFIAุCup) และเหรียญรางวัล “Genius Prize” และรางวัล “Special Prize” จากสมาคมส่งเสริมการประดิษฐ์ สาธารณรัฐเกาหลีใต้ หรือ KIPA [11] ตัวอย่างการใช้คณิตศาสตร์ในการคิดอัตราส่วนการจัดสรรทีดนแบบทฤษฎีใหม่ ่ ิตามแนวพระราชดาริ เช่น อัตราส่วน 30:30:30:10 ซึงรวมเป็ น 100 เปอร์เซ็นต์ ่หมายถึง การใช้พนที่ ทานาข้าว:ปลูกต้นไม้:บ่อเก็บน้า:ทีอยู่อาศัย ในการแบ่งทัง 4 ส่วน ้ื ่ ้นี้เป็ นเพียงตัวอย่างเท่านัน มีหลักว่าการแบ่งส่วนให้เหมาะสมกับสภาพพืนที่ เพือลดการ ้ ้ ่พึงพาจากภายนอกเน้นการพึงพาตัวเองเป็ นหลักเพราะ ่ ่ “ปลูกทุกอย่างทีกนและกิน ่ ิทุกอย่างทีปลูก” ส่วนทีเ่ หลือจึงค่อยนาไปขาย ่รูปที ่ 6 ทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลจาก UNDP ณ วันที ่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๒๖ ก๗
  • 8. เพราะทรงรัก “คนไทย” “สิทธิบตรนี้....เราคิดเอง..... ั คนไทยทาเอง.....เป็ นของคนไทย..... มิใช่เพือพระเจ้าอยูหว.....ทาฝนนี้ทาสาหรับชาวบ้าน..... ่ ่ ั สาหรับประชาชน.....ไม่ใช่ทาสาหรับพระเจ้าอยูหว..... ่ ั พระเจ้าอยูหวอยากได้น้ า ก็ไปเปิ ดก๊อกเอาน้ ามาใช้ ่ ั อยากได้น้ าสาหรับการเพาะปลูก ก็ไปสูบจากน้ าคลองชลประทานได้ แต่ชาวบ้านชาวนา ทีไม่มโอกาสมีน้ าสาหรับเกษตร ่ ี ก็ตองอาศัยฝน ฝนไม่มกตองอาศัยฝนหลวง” ้ ี ็ ้ พระราชดารัสนี้แสดงถึงทีมาของการประดิษฐ์คดค้นจากพระเมตตา เมือครัง ่ ิ ่ ้ ัเสด็จเห็นปวงประชาประสบปญหา อากาศอันแห้งแล้งสุดๆ ในภาคอีสานในปี พ.ศ.๒๔๙๘ ว่า “ทาอย่างไรจะรวมเมฆให้เกิดเป็ นฝนตกลงสูพนทีแห้งแล้ง” และนี่คอ ทีมา ่ ้ื ่ ื ่ของโครงการฝนหลวงในปจจุบน ั ั ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ พระองค์ทานได้รบการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบตร ่ ั ั ิ ั"ฝนหลวง" โดยกรมทรัพย์สนทางปญญา และในต่างประเทศโดยสานักสิทธิบตรยุโรป ั(EPO) หมายเลข EP1491088 อีกทังสิทธิบตรในฮ่องกงและของประเทศอืนๆ [12-16] ้ ั ่ ตัวอย่างการยืนจดสิทธิบตรในสหรัฐอเมริกาแสดงดังรูปที่ 7 “การดัดแปรสภาพ ่ ัอากาศให้เกิดฝน” นับเป็ นสิทธิบตรทีพระองค์ทรงมอบให้คนไทย ภาพ “นางมณีเมฆขลา” ั ่และภาพอืนๆ ทีปรากฏในสิทธิบตร ล้วนแต่เป็ นภาพวาดด้วยคอมพิวเตอร์จากฝีพระหัตถ์ ่ ่ ัของพระองค์ ก๘
  • 9. รูปที ่ 7 สิ ทธิ บตร “การดัดแปรสภาพอากาศให้เกิ ดฝน” ั ก๙
  • 10. เพราะเหตุนี้ เราจึง “รักพระองค์” เพียงกลอน ๘ ร้อยเรียงใน ๔ วรรค ซ่อน “๙” คา “กลบท” ข้างล่างนี้ มิเพียงพอทีจะร้อยเรียงความรูสกซาบซึงในสิงทีพระองค์คดทาเพือให้โลกน่าอยู่ “ลูก” ทุกคน ่ ้ ึ ้ ่ ่ ิ ่ตระหนักดีว่า พ่อคิดค้น ต่อต้น จนเยือนยอด หลวงสานสอด พิรณ ุ คุณกษัตริ ย์ ของค้นคิด นฤมิต มากมายนัก เรารูรก ้ั ค่าคณิ ต พ่อคิ ดทา ลูกตระหนักรูว่า... ้ ในดิน น้า ลม ไฟ และทุกสิงทีแวดล้อม มีความรักของพ่อแทรกไปในทุกอณู ... ่ ่ เพราะพระองค์ทรงรักโลกโดยทีมเราเป็ นสับเซตในโลก ่ ี เพราะพระองค์ทรงปกป้องธรรมชาติโดยทีมเี ราเป็ นสับเซตของธรรมชาติ ่ นันคือพระองค์ทรงรักเราและพระองค์ทรงปกป้องเรา ่ ดังนันเราจึงรักพระองค์...ในหลวงของเรา.. “เรารักยิง”... ้ ่ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิงยืนนาน ่ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณา ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะปิ ติ เขต สู้รกษา รองศาสตราจารย์ระดับ 9 ัPh.D. (Electrical Engineering), University of Houston, USAสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังงานวิจยทีสนใจ IT Automation, Encrypto-Robotica, CyberBots ั ่ ก๑๐
  • 11. เอกสารอ้างอิ ง1. Source: http://www.wipo.int/pressroom/en/articles/2007/article_0004.html , World Intellectual Property Organization, Retrieved date: September, 9, 2011.2. กล้า สมตระกูล, พิมพ์ใจ สิทธิสรศักดิ ์. (2548) ดินคือสินทรัพย์ตามแนวพระราชดาริ ุ (พิมพ์ครังที่ 4) ไทยวัฒนาพานิช. ้3. Source: http://www.royalvdo.com/?p=26 Retrieved date: September, 9, 2011.4. พิมพ์ใจ สิทธิสรศักดิ,์ ธัญญาภาณ์ ภู่ทอง. (2542) น้ าคือชีวตตามแนวพระราชดาริ ุ ิ ไทยวัฒนาพานิช.5. Brussels Eureka 2000. (2000) 49th Anniversary of the World Exhibition of Innovation, Research and New Technology6. แหล่งข้อมูล:http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/เรือมด วันทีสบค้น 19 กันยายน 2554. ่ ื7. แหล่งข้อมูล: http://kanchanapisek.or.th/kp1/nonprofit/nonprofit.html วันทีสบค้น 19 กันยายน 2554. ่ ื8. Brussels Eureka 2001. (2001) 50th Anniversary of the World Exhibition of Innovation, Research and New Technology.9. UNDP (2007). Sufficient Economy and Human Development, Thailand Human Development Report 2007, United Nations Development Programme.10. UN-Secretary General Office, Source: http://www.un.org/News/Press/docs/2006/sgsm10478.doc.htm Retreived date: September, 29, 2011.11. International Recognition. Source: http://www.mfa.go.th/royalweb/7-b.html Retrieved date: September, 29, 2011.12. His Majesty King Bhumibol, Adul, Weather modification by royal rainmaking technology. IS1491088.13. His Majesty King Bhumibol, Adul, Weather modification by royal rainmaking technology. US2005056705.14. His Majesty King Bhumibol, Adul, Weather modification by royal rainmaking technology. HK1072525.15. His Majesty King Bhumibol, Adul, Weather modification by royal rainmaking technology. DK1491088.16. His Majesty King Bhumibol, Adul, Weather modification by royal rainmaking technology. EP1491088. ก๑๑
  • 12. สารบัญจากใจ..นายกสมาคมคณิตศาสตรแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภจากใจ..บรรณาธิการพระบิดาแหงการประดิษฐโลก ก๑รศ.ดร.ปติเขต สูรักษาบทสัมภาษณศาสตราจารย ดร.ยงควิมล เลณบุรี ๑“บทบาทคณิตศาสตรเพื่อการพึ่งตนเองของประเทศ”ดร.สาธิต พุทธชัยยงค ๕“คณิตศาสตรกับการศึกษาวิชาชีพ”ศาสตราจารย ดร.สุภัทท วงศวิเศษสมใจ ๙“คณิตศาสตรกับการบรรเทาอุทกภัย”ผศ.ดร.ทพ.ญ.พิมพเพ็ญ เวชชาชีวะ ๑๑“ทันตแพทยผูรกในความสวยงามของคณิตศาสตร” ับทความรับเชิญบทบาทและความสําคัญของคณิตศาสตรในวิทยาศาสตร ๑๖ศ.ดร.สุทัศน ยกสานคณิตคิดออม ๒๔รศ.ดร.ไพศาล นาคมหาชลาสินธุคณิตศาสตรกับการจัดการความเสี่ยง ๒๙พิทยา กลองกระโทกคณิตศาสตรและการจัดการการผลิต: สองศาสตรที่สัมพันธกัน ๓๕ผศ.ดร.ทิพยรัตน เลาหวิเชียรการวัดการไหลของอากาศภายใตสถานีรถไฟฟาบีทีเอส ๔๕ผศ.ดร.นพรัตน โพธิ์ชัยหยั่งรูลมฟาอากาศดวยคณิตศาสตร ๕๕ดร.ดุษฎี ศุขวัฒน
  • 13. แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา ๖๔ศ.ดร.สุภัทท วงศวิเศษสมใจระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม ๘๑ดร.วัฒนา กันบัวคณิตศาสตรกับการพยากรณโรคระบาด ๙๑ผศ.ดร.วิราวรรณ ชินวิริยสิทธิ์การประยุกตคณิตศาสตรในการสรางเครื่องกําจัดไรฝุน ๙๘ดร.วีระพล โมนยะกุลรหัสลับคณิตศาสตร ๑๐๙ผศ.ดร.กฤดากร กลอมการคณิตคิด ฟสิกสทํา ๑๑๖ดร.ณรงค สังวาระนที และ ดร.นิศากร สังวาระนทีตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับระบบการจัดตั้งลานรับซื้อผลปาลมดิบ ๑๒๓รศ.ดร.นิกร ศิริวงศไพศาล ผศ.ดร.เสกสรร สุธรรมานนท และคณะการประยุกตใชตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับการกระจายเหรียญกษาปณ ๑๓๓รศ.ดร.พัชราภรณ เนียมมณีคณิตคิดนอกกลอง ๑๓๙ผศ.ดร.มาโนชย ศรีนางแยมคํานวณไรจํานวน: การคํานวณกับการใชภาษา ๑๕๐ผศ.ดร.บูลยจีรา ชิรเวทยปกิณกะคณิต คิด ธรรม ตอน สมการชีวิต ๑๕๙ผศ.ดร.ฉัฐไชย ลีนาวงศ และ ผศ.ดร.พรฤดี เนติโสภากุลมารูจักกับ "แขกสัมภาษณ"มารูจักกับ "คณะผูเขียนรับเชิญ"
  • 14. บทสัมภาษณ ศาสตราจารย ดร.ยงควิมล เลณบุรี นักวิทยาศาสตรดีเดน สาขาคณิตศาสตร ประจําป พ.ศ. 2550 “บทบาทคณิตศาสตรเพื่อการพึ่งตนเองของประเทศ” โดย ผศ.ดร.ฉัฐไชย ลีนาวงศ และ ผศ.ดร.นพรัตน โพธิ์ชัย อาจารยมองวาความสามารถในการ เ ขี ย น เ ป น ส ม ก า ร ค ณิ ต ศ า ส ต ร แ ล ะแข ง ขั น คณิ ต ศาสตร ใ นบ า นเราหาก วิเคราะหวาจะใชเทคนิคอะไรมาแกปญหาเทียบกับตางประเทศ โดยเฉพาะกลุม ตรงนี้ที่ จ ะเป น ประชาคมอาเซี ย น มี ค วาม อาจารยเห็นวาอะไรคืออุปสรรคแตกตางอยางไรบาง คื อ ก า ร เ รี ย น ก า ร ส อ น ใ น ร ะ ดั บ ความสามารถและสมองของคนไทย โรงเรียน ยังคอนขางจะไมใหนักเรียนไดก็ ไ ม ไ ด ด อ ยกว า เพื่ อ นบ า นหรื อ ว า ใน พั ฒ นาทั ก ษะตรงนี้ ม ากนั ก และจะว าประเทศอื่ น หากเป น ระดั บ โรงเรี ย น อาจารย เ ขาไม ไ ด ครู อ าจารย มี จํ า นวนนั ก เรี ย นของเราจะทํ า ได ดี แต ใ นระดั บ น อ ย ที่ ส ามารถสอนอย า งนี้ ไ ด ทั้ งมหาวิทยาลัยยังขาดความสามารถในการ คาตอบแทนนอย ทําใหจํานวนอาจารยที่วิเคราะหอยูมาก เรายังขาดความสามารถ สามารถแนะนําใหนักเรียนคิดแบบนี้ไดยิ่งในการคิดแกปญหาและการวิเคราะห นอยลง ซึ่งเปนปญหาลูกโซไปหมดหมายถึงการประยุกตใชงานใหเปน เมื่อครูอาจารยคือปจจัยสําคัญ จะชวย สาเหตุที่เราดอยตรงนี้ เนื่องจากวา อยางไรในการศึกษาในระดับโรงเรียนไมไดฝกให รั ฐ บาลยั ง ทุ ม มาเรื่ อ งการศึ ก ษาไมสามารถจะคิ ด วิ เ คราะห ม ากพอ แต เ ป น มากพอ ทุกๆ รัฐบาลใหเพียง 0.3% ของการป อ นนิ ย ามว า นี่ คื อ อะไร แล ว จงทํ า ผลิตภัณฑมวลรวมในประเทศ (GDP)อย า งนี้ น ะ นั ก เรี ย นก็ จ ะทํ า ตาม แต อยางประเทศอื่นเขาให 3% มากกวาเราความสามารถที่เปลี่ยนปญหานั้นไปเปน เชน เกาหลีมากกวาเรา 10 กวาเทา โดยโจทย ท างคณิ ต ศาสตร จะต อ งสามารถ เขามี ก ารวางแผนกั น อย า งมี ร ะเบี ย บมีเขียนปญหาเปนภาษาคณิตศาสตรใหเปน ระบบ วาเขาจะพัฒนาไปอยางไรคื อ จากคํ า พู ด เยอะๆ นํ า เอามาวาดและ การวางแผนระยะยาวที่ดีมีสวนสําคัญ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑
  • 15. ตอนนั้น ประมาณกวา 5 ปมาแลวที่ เพราะมหาวิ ท ยาลั ย ถู ก รุ ม เร า ด ว ยเกาหลีไดกาวกระโดดขึ้นมา เพราะรัฐบาล ภาระการสอน ภาระเอกสาร จนทําใหเขามีเปาประสงคชัดเจนโดยมีเปาหมาย ขาดแรงทํางานวิจัยคือการสงดาวเทียมซึ่งขณะนั้นดูไกลความ ดานคณิตศาสตรเพื่อใหประเทศเราจริงมาก เขาวางแผนวาอีก 5 ปตองมีคน ยืนบนขาตัวเองได ก็คือตองทํางานวิจัยที่มีความรูในทางไหนบาง สํารวจวาตองมี ซึ่ ง มี อ าจารย ที่ พ ยายามทํ า งานวิ จั ย กั นกี่คนที่จะสงไป พอกลับมาเขาจะมีที่ที่ให จริงๆ แลวสถานภาพตอนนี้ถาเทียบกับคนเหลานี้ไปนั่งทําวิจัย มีงบประมาณที่จะ เมื่อสักประมาณ 10-20 ปมาแลว ตองถือจาง ไม ใ ช ต อ งไปคอยหาตํ า แหน ง อยู ใ น วาพัฒนาขึ้นมาเยอะ แตกอนนี้ทําวิจัยกันมหาวิ ท ยาลั ย ต า งๆ หรื อ ต อ งไปสอน โดยที่ไมมีทุนวิจัยอะไรเลย ถือเปนหนาที่เกาหลี เ ขาจั ด สรรไว เ รี ย บร อ ยเลย เขา หนึ่งของอาจารยคือตองทําวิจัย แตเดี๋ยวนี้วางแผนอยางจริงจังและทําไดจริง มีทุนวิจัยขึ้นมาตางจากบานเรามาก ทุนวิจัยดานคณิตศาสตรก็มีอยู บ า นเรายั ง ไม มี ก ลไก ขาดการ ทางคณิตศาสตรจะเสียเปรียบหนอยวางแผน ขาดการจั ด สรรงบประมาณที่ เพราะว า ผู ที่ ใ ห ทุ น วิ จั ย เขาก็ จ ะมองการถูกตอง ทั้งครูอาจารยเราจะไปวาเขาได ประยุ ก ต และถามเราว า ทํ า ไปทํ า ไมอย า งไร ที่ ไ ม ส ามารถที่ จ ะฝ ก เด็ ก ให มี ดั ง นั้ น คนที่ ทํ า งานวิ จั ย ทางทฤษฎี เขาทั ก ษะในการวิ เ คราะห ไ ด เพราะว า เขา มั ก จะไม ข อไปเลย เพราะไม อ ยากตอบสอนเยอะ คํ า ถามแบบนี้ แต มี สํ า นั ก งานกองทุ นและเพราะเราขาดทีมงานดวย สนั บ สนุ น การวิ จั ย (สกว.) ในอดี ต ที่ มี คือเราขาดทีมและขาดคนชวยแนะ วิสัยทัศ นกวางขวางที่สุด เปนที่เ ลื่องลื อดวย เมื่อ เรียนจบกลับมาก็เป น คนเดีย ว คือนักวิจัยดวยกันก็จะยอมรับใน สกว. ที่แต ป ระเทศอื่ น เขาส ง ไปแบบ 5 คน พอ สนั บ สนุ น งานวิ จั ย พื้ น ฐาน คณิ ต ศาสตรกลับมาจะมีคนที่จะเปนหัวหนาทีมและลูก เลยลืมตาอาปากไดที ม ที่ จ ะทํ า งานวิ จั ย ร ว มกั น แต ทํ า คน แตนักวิจัยก็ยังนอยเดี ย วทํ า เสร็ จ แล ว จะไปคุ ย กั บ ใคร เป น มีค นไม กี่ค นในขณะที่ป ระเทศไทยอยางนี้เราจะไปแขงขันกับเขาไดอยางไร คนมีตั้ง 70 ลาน แตคนที่ทําแลวไปคุยกับ เขาได มัน แคหยิ บมือ หนึ่งเอง ซึ่ง มัน ไม ๒ บทบาทคณิตศาสตรเพื่อการพึ่งตนเองของประเทศ
  • 16. พอสํ า หรั บ ที่ ป ระเทศจะก า วหน า ต อ ไป ส ว นคณิ ต ศาสตร ที่ มั น ประยุ ก ต ไ ดเ ท า ที่ ผ า น ม า ค น อื่ น จ ะ ม อ ง ไ ม เ ห็ น อย า งชั ด เจน ที่ ต ลาดต อ งการ เช น วิ จั ยคณิตศาสตร ทําวิจัยไปทําไม ทําแลวไป ทางการเงิน ทางเศรษฐศาสตร อยางไว บ นหิ้ ง นี่ คื อ คํ า พู ด ตลอดเลย มั น ทางโลจิส ติกส (Logistics) มีการใชผิ ด พลาดที่ ม องว า ขอทุ น วิ จั ย เอาไปทํ า คณิ ต ศาสตร เ ยอะมากซึ่ ง เกี่ ย วเนื่ อ งกั บอะไร ทุนก็ไมตองขอมากหรอก เพราะวา ทางอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นตองมีคนที่ใชแตปากกาดินสอ ดังนั้นคณิตศาสตรเอง หันมาใหเห็นความสําคัญของการทําวิจัยจ ะ ต อ ง พ ย า ย า ม ทํ า วิ จั ย ใ ห เ ห็ น ว า ทางคณิ ต ศาสตร ป ระยุ ก ต ม ากกว า นี้คณิตศาสตรนี่มันประยุกตได คือจับตอง เพื่อใหสังคมเห็นวามันมีประโยชน เพราะได มีความสําคัญที่จะทําใหประเทศเรายืน ขณะนี้ สั ง คมมองข า มประโยชน ข องอยูบนขาตัวเองได คณิตศาสตรออกไปมากตัวอยางเชนอะไรบาง อาจารยไดทํางานเพื่อสนับสนุน อยางเชนเครื่องตรวจทางการแพทย คณิตศาสตรในแนวทางนีอยางไรบาง ้ที่ ใ ช ค ลื่ น เอ็ ก ซเรย ร ว มกั บ คอมพิ ว เตอร เรามีสวนหนึ่งที่เปนศูนยวิจัยเฉพาะคื อ เครื่ อ งซี ที ส แกน สามารถสร า งภาพ ทางทางคณิตศาสตรศึกษา จะมีเครือขายตามแนวตัดและแนวขวาง 3 มิติของ กั บ ทางประเทศญี่ ปุ น ซึ่ ง วิ ธี ก ารสอนอวั ย วะที่ ต อ งการตรวจวิ นิ จ ฉั ย และใช คณิ ต ศาสตร ที่ ทํ า มาแล ว ก็ ไ ด ผ ล อย า งคอมพิวเตอรความละเอียดสูงในการแปลง สหรัฐอเมริกา สิงคโปร และออสเตรเลียสัญ ญาณภาพ ถ าไม มี วิช าการวิเ คราะห โดยหัดใหนักเรียนฝกวิเคราะหตั้งแตเริ่มเชิงฟงกชัน (Functional Analysis) ที่มี และมี ผ ศ.ดร.ไมตรี อิ น ทร ป ระสิ ท ธิ์ ซึ่ งการคิดคนมาเปนรอยป ทําวิจัยเก็บเอาไว ขณะนี้เปนคณบดีคณะศึกษาศาสตรอยูที่ที่ ว า ขึ้ น หิ้ ง ร ว มกั บ เ ท ค โ น โ ล ยี ท าง มหาวิ ท ยาลั ย ขอนแก น เป น หั ว หน าคอมพิ ว เตอร ที่ เ พิ่ ง พั ฒ นาขึ้ น มาทั น ซี ที ศู น ย วิ จั ย ฯ เป น 1 ใน 3 โดยได รั บ การสแกนจึงเกิด จะเห็นวาตองใชคณิตศาสตร สนับสนุนจาก สพฐ. สวนหนึ่ง โดยเขาไปซึ่งทํามากอนตั้ง นาน นี่ คือมันต องทําให ในโรงเรียนแลวฝกครูอาจารย ซึ่งคิดวาถาประจั ก ษ คิ ด ว า งานวิ จั ย ที่ เ ป น ทฤษฎี เผื่อมันทําไดทั้งประเทศ มันก็นาจะดีไมใชไมควรทําคือยังคงตองมี นี่คือวิธีขยายความรูออกไป วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๓
  • 17. เราจะฝ ก อาจารย ต น แบบ เพื่ อ ให โดยทั้งหมดมีมหาวิทยาลัยในประเทศ 19อาจารยเหลานี้ไปฝกคนอื่นตอๆ ไป การ มหาวิทยาลัยทํางานรวมกันสอนจะเปนแบบไมลุกขึ้นมาบอกวาสูตร ถ า เที ย บผลลั พ ธ ที่ ไ ด ก ลั บ มา คิ ด ว าของพื้นที่สามเหลี่ยมคืออะไร แตเปนการ เปนที่นาพอใจหรือยังบอกว า คิ ด ดู สิ ว า เราจะหาพื้ น ที่ ข อง คือยังไมพอใจนัก นาจะตองทําใหไดสามเหลี่ ย มได อ ย า งไร สู ต รควรจะเป น ม า ก ก ว า นี้ ต อ น แ ร ก ยั ง ค อ น ข า งอย า งไร แล ว ให เ ด็ ก คิ ด เอง โดยที่ มี สะเปะสะปะ เวลานโยบายรัฐบาลเขาบอกเครื่องมือเปนแบบชิ้นตัวตอ เปนสี่เหลี่ยม วาใหมุงประเด็นไปเลย ไมใชทํางานวิจัยสามเหลี่ยม แลวเอามาตอกันแลวเขาจะมี คนละทาง ตอนนี้จะมีกลุมใหญๆ ใหเห็นสูตรของเขาเองในที่สุด แตการสอนแบบนี้ อยางเชน ทฤษฎีจุดตรึง (Fixed Pointมันตองใชเวลาเยอะบาง เด็กเองจะอยาก Theory) ตั ว แบบเชิ ง คณิ ต ศาสตรแสดงว า เขาคิ ด มา อี ก คนหนึ่ ง ได อี ก วิ ธี (Mathematical Modeling) และพีชคณิตและอาจารยจะแนะนําเกงมาก คือเขาจะมี (Algebra)การประชุมกันกอนวาจะสอนยังไง จะพูด อาจารยอยากจะฝากอะไรทิ้งทายกั บ เด็ ก ยั ง ไง แล ว จะเขี ย นกระดาน ใช คิดวารัฐบาลตองจริงจัง ในการที่จะอุปกรณอยางไร ถาเด็กถามอยางนี้ เด็ก จั ด สรรงบประมาณให กั บ งานวิ จั ย และก็พูดอยางนี้ เขาจะตอบสนองอยางไร เสร็จ การศึ ก ษา โดยเฉพาะทางคณิ ต ศาสตรแลวพอหลังจากนั้นเขาจะมาประชุมอีกวา ศึ ก ษา ถ า งบประมาณคณิ ต ศาสตร ไ มทําแลวไดผลลัพธเปนอยางไร เขมแข็ง จะไปตอยอดอะไรไมได จะไปสูศูนยความเปนเลิศทางคณิตศาสตรมี ใค ร ก็ ไ ม ไ ด ทํ า อ ะ ไ ร จ ริ ง จั ง ก็ ไ ม ไ ดภาพรวมเปนอยางไรบาง เพราะวาเราไมมีพื้นฐานทางคณิตศาสตร มี 2 ศู น ย ย อ ย ศู น ย ห นึ่ ง จะเน น ที่ พ อเพี ย ง เราจะต อ งไปใช ข องเขาไปทํา งานทางดา นคณิ ตศาสตร ประยุ กต มี ตลอด รั ฐ บาลก็ จ ะต อ งมี เ ป า ประสงค ที่มหาวิ ท ยาลั ย มหิ ด ลเป น แกนนํ า เป น ชัดเจนตองมีงบประมาณผูกเอาไวเลยวาศู น ย วิ จั ย เฉพาะทางทางคณิ ต ศาสตร 10 ปคือเทานี้ แลวหามมีใครมาแตะตองประยุกต และศูนยคณิตศาสตรบูรณาการ จึ ง จะพั ฒ นาได ก็ ข อฝากไว เ พี ย งเท า นี้มี จุ ฬ าลงกรณ ม หาวิ ท ยาลั ย เป น แกนนํ า ๔ บทบาทคณิตศาสตรเพื่อการพึ่งตนเองของประเทศ
  • 18. บทสัมภาษณ ดร.สาธิต พุทธชัยยงค อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ “คณิตศาสตรกับการศึกษาวิชาชีพ” โดย ผศ.ดร.ฉัฐไชย ลีนาวงศ และ ดร.ณรงค สังวาระนทีอ า จ า ร ย ม อ ง ค ณิ ต ศ า ส ต ร สํ า คั ญ อะไรคื อ ป ญ หาของนั ก เรี ย นสายอยางไร อาชีวะกับคณิตศาสตร ถาเรามองยอนกลับไปในสมัยเด็กๆ ปญหาของนักเรียนชางเกือบทุกคนคณิ ต ศาสตร เ ป น พื้ น ฐานที่ เ ด็ ก ทุ ก คน ก็ คื อ ไม รู ว า จะนํ า คณิ ต ศาสตร ไ ปใชจะตองเรียนอยูแลว สําหรับผมเริ่มจะเห็น ประโยชน อ ะไรกั บ วิ ช าชี พ เวลาเรี ย นความสํ า คั ญ ตอนอยู ป วช. เวลาพู ด ถึ ง แคลคูลัสก็มีแตตัวอยางที่เปนคณิตศาสตรปวช. ก็ จ ะนึ ก ถึ ง วิ ช าชี พ เช น ช า ง ผมเชื่อวานักเรียน ถึงจะทําขอสอบผานไดอุ ต ส า ห ก ร ร ม พ า ณิ ช ย ก ร ร ม ห รื อ แตเปาหมายจริงๆ ไมรู ตอนที่เรียนผมก็บริหารธุรกิจ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ถามอาจารย ว า เอาไปใช อ ะไร และนี่ คื อบ ริ ก า ร ส ว น ใ ห ญ ทุ ก วิ ช า ชี พ ก็ จ ะ มี จุ ด อ อ น ผมเชื่ อ ว า เด็ ก ช า งจะมี คํ า ถามคณิตศาสตรอยูในนั้นแลว สําหรับผมที่ อยางนี้ไปตลอดชีวิตเลย เด็กอาจคิดวา ที่เปนชางอุตสาหรรมใชคณิตศาสตรเยอะ ตองเรียนเพราะวาเปนวิชาบังคับ แตไมมีมากเลย เช น การเรี ย นเรื่ อ งเฟ อ งขั บ กั น คนชี้ประเด็นวาทําไมตองเรียน สําหรับผมเฟองขับตอไปเรื่อยๆ แลวเราตองการหา ตอนผมไดไปเรียนที่อังกฤษ วิชาเกี่ยวกับความเร็ ว ของเฟ อ งตั ว สุ ด ท า ย หรื อ คณิตศาสตรสิ่งทอ ฟสิกสสิ่งทอ ผมก็เพิ่งแม ก ระทั่ ง ความเร็ ว มอเตอร ขั บ เขาใจวาคณิตศาสตรตอนเรียน ปวช. มันเครื่องยนตกลไกไปตัวสุดทายอยางไร เรา สําคั ญ ประเด็น อยู ที่ ก ารยกตั วอย า งใหอยากรูความเร็ว เหลานี้ใชคณิตศาสตร เขากับวิชาชีพที่นักเรียนเรียนในเวลานั้นทั้งนั้น พอไปเรี ย นก็ ถึ ง บางอ อ เลย ดิ ฟ เฟอเรน เชี ย ลในเส น ด า ย อิ น ทิ เ กรตในเส น ด า ย ปรากฏอยูในวิชาคณิตศาสตรสิ่งทอ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๕
  • 19. แสดงว า การไปเรี ย นในต า งประเทศ ที่ ม หาวิ ท ยาลั ย เทคโนโลยี ร าชมงคลส า ม า ร ถ ทํ า ใ ห ม อ ง ค ณิ ต ศ า ส ต ร กรุ ง เทพแห ง นี้ คณิ ต ศาสตร เ ป นประยุกตไดชัดเจนขึ้น อยางไรกันบางครับ ผมมั่น ใจวาอาจารยที่ อั งกฤษ ส ว น อาจารยที่นี่เกงกันนะครับ อาจารยใหญ ก็ เ ป น อาจารย ค ณิ ต ศาสตร บ ริ สุ ท ธิ์ ค น ห นึ่ ง ข อ ง เ ร า คื อ ร ศ . ด ร . ม นั สเวลาเราไปดู แ ต ล ะคณะ แต อ าจารย วิทยานิพนธปริญญาเอกของทานเกี่ยวกับคณิ ต ศาสตร ที่ นั่ น เขาจะคลุ ก คลี อ ยู กั บ เรื่อง การนําคณิตศาสตรไปใชในวิชาชีพสาข าที่ ตั วเอ ง สอ น ไ ม ต อ ง ไ ป สอ น ทําใหเด็กเห็นวามันไมไดยากอยางที่คิดคณิ ต ศาสตร ใ ห ส าขาอื่ น จึ ง สามารถ เพราะวามันเห็นภาพ ไดใชในวิชาชีพของยกตัวอยางคณิตศาสตรกับวิชาชีพนั้นได เขา เด็ ก จะเก ง ทั้ ง ทฤษฎี แ ละปฏิ บั ติอย า งชั ด เจน ผมว า เราต อ งอย า เปลี่ ย น ไมอยางนั้นเด็กก็จะตองกล่ํากลืนฝนเรียนสาขาวิชาชีพที่สอนบอย ถาสอนไฟฟา ก็ ถาคนเราไมมีแรงบันดาลใจและไมเขาใจสอนไฟฟาไปเลย จะไดมีเวลาคลุกคลีกับ ตอ งเริ่ ม ที่แ รงบั น ดาลใจก อ น ว ามั น เป นอาจารยในสาขาวิชานั้นๆ มีเวลาถายองค เรื่ อ งใกล ตั ว แล ว เด็ ก จะเรี ย นอย า งมีความรูใหกันระหวางอาจารยคณิตศาสตร ความสุขและอาจารยในแตละสาขาวิชาชีพ จากที่ อาจารยคิดวานําคณิตศาสตรไปใชในผมเคยเรียนคณิตศาสตรไมเกง ผมก็เพิ่ง งานสิ่งทอไดอยางไรไปเข า ใจมากขึ้ น ตอนนั้ น อย า ว า แต เชื่ อ มั้ ย ครั บ ว า เส น ใยเล็ ก ๆ เส นคณิ ต ศาสตร เ ลย ฟ สิ ก ส ก็ เ ช น เดี ย วกั น เดียวตองใชคณิตศาสตร วาตัวมันมีการเรื่ อ งแตกแรง เรื่ อ งคาน ส ว นใหญ มี แ ต โคงงอหรือบิดตัวมีการอยางไร เปนสมบัติตัวอยางทั่วไป จนเมื่อไปเรียนสิ่งทอ จึงได ทางกล และท า ยที่ สุ ด แล ว ก็ ต อ งเอาเ ห็ น ตั ว อ ย า ง จึ ง ไ ด เ ห็ น ว า ท ฤ ษ ฎี คณิตศาสตรไปแกสมการ เวลาบิดเกลียวโครงสร า งผ า กั บ ทฤษฎี ก อ สร า งตึ ก นั้ น ของเส น ด า ยก็ ต อ งใช ค ณิ ต ศาสตร แ กเหมือนกัน ตางกันแคขนาดของแรง ถา ยกตัวอยางเชนการกระโดดรมชูชีพ มีผาเราสอนให นั ก เรี ย นได รู อ ย า งนี้ ตั้ ง แต มีเชื อ กที่มาผูก ก็ ตองใช คณิ ตศาสตรแ กตอนตน ผมวาเด็กก็จะเกิดแรงบันดาลใจ กอน เพราะวามนุษยจะทดลองสุมสี่สุมหา ไมได วาแรงปะทะบนผา เกิดแรงปะทะ ๖ คณิตศาสตรกับการศึกษาวิชาชีพ
  • 20. สลิ ง ขึ ง มั น รั บ แรงได เ ท า ไร ประเทศ จากปญหาที่เขาใจกอน วาทําไมการวางอั ง กฤษสามารถสร า ง สมก ารแ ก ไ ว คานแตละจุดถึงตางกัน แลวคอยคํานวณลวงหนา เพื่อใหรูไวกอนวาโดดลงมาแลว โมเมนตทวน โมเมนตตาม เอาปฏิบัตินําจะตายหรื อ ไม เป น การพยากรณ ด ว ย กอนใหเกิดความสงสัย แลวคอยปดทายค ณิ ต ศ า ส ต ร ไ ว ก อ น ต อ น นี้ ค ว า ม ด ว ยทฤษฎี ถ า เราเริ่ ม ด ว ยทฤษฎี ก อ นผิดพลาดอยูที่บวกลบ 10% เพราะวาเอา เด็ ก ก็ จ ะใช วิ ธี จํ า เพื่ อ ไปสอบไม ไ ด ใ ชคนไปทดลองไมได มันเกี่ยวกับความเปน ประโยชนจริงๆ ในชีวิตความตายของมนุษย ตองใชคณิตศาสตร ที่ นี่ จ ะเป น คนบุ ก เบิ ก ในเรื่ อ งการนํ ามาทดสอบแรงต า นว า จะรั บ น้ํ า หนั ก ได วิ ช าปฏิ บั ติ ม าเรี ย นก อ นทฤษฎี ไ หมเทาไร ครับคิดวานักศึกษาที่เรียนทางดานวิชาชีพ ที่ นี่ ผ มก็ จ ะให นั ก ศึ ก ษาเรี ย นรู แ บบตองใชคณิตศาสตรมากนอยอยางไร Know how, Know who, Know why ควรเลื อ กคณิ ต ศาสตร ใ ห เ ขาเรี ย น ผมอยากใหเด็กเรียนรู Know why ดวยตามความเหมาะสมของวิชาชีพนั้น เลือก เพราะสิ่งที่อาจารยสอนอาจไมใชขอสรุปที่หัวขอใหตรงกับวิชาชีพ ไมอยากใหเรียน ถูกตองเสมอไป จริงๆ แลวทุกสิ่งก็เปนไปกวางไป แลวไมไดเนนในวิชาชีพของเขา ตามหลักพระพุทธศาสนา แตเด็กไทยเราอ า จ า ร ย อ ย า ก เ ห็ น ก า ร ส อ น ไมคอยถามคําถาม ไมเหมือนเด็กตางชาติค ณิ ต ศ า ส ต ร ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย มี บางที อ าจจะเกี่ ย วกั บ สั ง คม การเลี้ ย งดูแนวโนมไปในทิศทางใด ดวย ถาเปนเมืองไทย จะไดรับการสอนมา อยากใหมีทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แลว วา เด็กกวาจะรูนอยกวา พอเด็กถามก็จะควรจะเรียนอะไรกอน หลายประเทศเริ่ม ถูกดุ ดังนั้น ครูจะตองเปดใจ ใหเด็กถาม Know why อยาไปปดกั้น ไมเชนนั้นเด็กใหเรียนปฏิบัติกอน แลวสรางทฤษฎีตามผมวาไมผิดนะ เพราะโลกเราเกิดมาไมมี จะไมกลาถามทฤษฎี แล วเราก็ สร างทฤษฎีม ารองรั บ ที่ นี่ เ ป น มหาวิ ท ยาลั ย ด า นการศึ ก ษาเหมือนทํากับขาว ก็ตองเริ่มทําไปกอนจึง วิชาชีพ เด็ก ที่เขามาเรี ยนที่นี่ไมคอ ยเกิดเปนวิธี เชนพูดเรื่องโมเมนต คาน ให เกงคณิตศาสตร อาจารยจะแกปญหานักศึกษาทํากอน ใหเกิดขอสงสัย ถาเริ่ม อยางไรครับ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๗
  • 21. เด็ กที่ นี่ ไม ใ ชเ ด็ กเกรดสูง ถา เราใช เด็ ก ที่ เ รี ย นคณิ ต ศาสตร แต ล ะคนมีวิธีการสอนแบบมหาวิทยาลัยทั่วไป ก็จะ พื้ น ฐานที่ ไ ม เ ท า กั น เราจึ ง ต อ งสอนไปกันใหญเลย ผมจะยกตัวอยางใหฟง แตกต า งกั น นั ก ศึ ก ษาสายวิ ช าชี พ มั กผ ม มี ห ล า น ค น ห นึ่ ง เ รี ย น เ ก ง จ บ ไม ใ ช เ ด็ ก เก ง คณิ ต ศาสตร ถ า สอนแบบคณิตศาสตร สอนอยูที่ราชมงคลแหงหนึ่ง มหาวิทยาลัยอื่น เด็กก็คงตกกันหมด ครูที่ปรากฏวานักศึกษาสอบตกในรายวิชานั้น สอนในสายอาชี พ ต อ งทํ า งานหนั ก กว าเยอะมาก เลยโดนอธิการฯ เรียกพบ เขาก็ อาจารยมหาวิทยาลัยทั่วไป ถาเราใชไมไป เขาบอกเขามีมาตรฐานของเขา ผม มาตรฐานเดียวกัน เด็กก็จะถอย ไมกลาเลยบอกใหเขาไปพบ และบอกใหหลาน เรียนคณิ ตศาสตร เราตองพยายามคนนั้ น ไปถามพ อ -แม ข องเขาที่ ข ายเป ด ยกตั ว อย า งง า ยๆ ให ต รงสายอาชี พพะโล ว า ต ม พะโล แ ต ล ะวั น ใช เ วลาต ม เพื่อใหเด็กเขาใจ และถาอาจารยสามารถเท า กั น ไหม เป ด มี เ นื้ อ แก เ นื้ อ อ อ นไม ใช สื่ อ การสอนต างๆ มาช ว ยให เ ด็ ก เห็ นเทากัน ก็ตองใชเวลาในการตมแตกตาง ภาพไดดวย ก็จะดียิ่งขึ้นครับกัน อธิบายใหหลานฟงวา ก็เหมือนกับ ๘ คณิตศาสตรกับการศึกษาวิชาชีพ
  • 22. บทสัมภาษณ ศาสตราจารย ดร.สุภัทท วงศวิเศษสมใจ ผูเชี่ยวชาญดานวิศวกรรมแหลงน้ํา อดีตอาจารยสถาบันเทคโนโลยีแหงเอเชีย (AIT) “คณิตศาสตรกับการบรรเทาอุทกภัย” โดย ผศ.ดร.ฉัฐไชย ลีนาวงศ และ ผศ.ดร.นพรัตน โพธิ์ชัยคณิตศาสตรสําคัญอยางไรกับงานวิจัย ง า น ก็ อ ย า ง เ รื่ อ ง น้ํ า ท ะ เ ล ห นุ นของอาจารยครับ หนั ง สื อ เล ม แรกผมก็ เ ขี ย นเกี่ ย วกั บ คณิตศาสตรเปนรากฐานของความรู แบบจํ า ลองทางคณิ ต ศาสตร ที่ นํ า มาที่ สํ า คั ญ ที่ สุ ด ในการทํ า งานวิ จั ย ถ า เรา อธิบาย อิทธิพลของน้ําทะเลที่หนุนเขาไปเข า ใจคณิ ต ศาสตร เราจะสามารถสร า ง ในแมน้ํา น้ําเค็มรุกล้ําเขาไป เรื่องมลพิษแบบจํ า ลองเพื่ อ อธิ บ ายการไหลของน้ํ า ของลําน้ํา ทุกอยางสามารถอธิบายไดดวยอิทธิพลของน้ําทะเลหนุน ที่ยากที่สุดคือ แบบจํ า ลองทางคณิ ต ศาสตร เราเรี ย กปฏิ กิ ริ ย าของน้ํ า หลาก น้ํ า ทะเลหนุ น มา แบบจํ า ลองนี้ ว า แบบจํ า ลองการไหลกระทั น หั น ถ า คนมี ค วามรู จะสามารถ (Flow Model) สวนคุณภาพของน้ําก็มีอธิบายออกมาไดหมด Water Quality Model มาใชศึกษาอาจารยคิดวาการคณิตศาสตรในบาน สมการใน Flow Model ก็จะเปนสภาพเราตั้ ง แต ร ะดั บ ประถม มั ธ ยม ได ปู ก า ร ไ ห ล ก ร ะ แ ส น้ํ า อ ะ ไ ร พ ว ก นี้พื้นฐานไวดีมั้ยครับ ค ณิ ต ศ า ส ต ร อ ธิ บ า ย ไ ด ห ม ด ก า ร บ า น เ ร า ใ ห ค ว า ม สํ า คั ญ เ รื่ อ ง ผสมผสานระหวางของเสียกับตัวน้ําเปนการศึกษาคอนขางนอย ทํางานวิจัยก็นอย ยังไงถาเทียบกับประเทศอื่น ดูจากเงินที่รัฐบาล คื อ ใ ช ค ณิ ต ศ า ส ต ร ม า ช ว ย ดู แ ลลงใหในเรื่องการศึกษาก็นอยเชนกัน สิ่งแวดลอมนั ก ศึ ก ษ า ถ า ม ต ล อ ด เ ล ย ว า จ บ ใชครับ และก็เนื่องจากผมมีความรูคณิตศาสตรแลวไปทําอะไรได เ รื่ อ ง ค ณิ ต ศ า ส ต ร ดี ม า ก รั ฐ บ า ล เนเธอรแลนดบริจาคเงินให AIT (Asian วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๙
  • 23. Institute of Technology สถาบัน อิทธิพลของน้ําทะเล ในการเปลี่ยนระดับเทคโนโลยีแหงเอเซีย) 600 ลานบาท เพื่อ น้ํ า ใต ดิ น ตามรอบเกาะต า งๆ ส ว นตอนผลิตนักวิทยาศาสตรระดับปริญญาโท-เอก ป ริ ญ ญ า เ อ ก ผ ม ใ ช ค ว า ม รู ท า งในการใช แ บบจํ า ลองที่ เ ขาพั ฒ นาขึ้ น มา คณิ ต ศาสตร ไ ปคํ า นวณแรงของคลื่ น ที่เพื่อแกไขปญหาสิ่งแวดลอม ผมเปนคน ก ร ะ ทํ า กั บ สิ่ ง ก อ ส ร า ง ใ น ท ะ เ ล ใ ชดู แ ลโครงการนี้ 5 ป ๆ ละ 120 ล า น คณิ ต ศาสตร ห มดเลย ผมเป น คนชอบดร.อนั ญ ญา เจริ ญ พรนิ พั ท ธ ที่ เ ป น ลู ก คณิตศาสตร ตอนผมจบมาเป นอาจารยศิษยผม ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องมลพิษในอาว ตอนแรกผมก็ แ ก ไ ขป ญ หาเรื่ อ งการกั ดบ า นดอน เดี๋ ย วนี้ เ ขาก็ ทํ า โครงการใน เซาะชายฝง แกจนหมดไมมีปญหา ผมก็ภาคใตเยอะแยะเลย มาแก ป ญ หาน้ํ า ท ว ม แล ว ก็ น้ํ า เสี ย ใชนั ก ค ณิ ต ศ า ส ต ร บ า น เ ร า มี ค ว า ม คณิตศาสตรไดหมดเลย ลูกศิษยผมที่เกงเชื่อมโยงกับความรูทางวิศวกรรมมาก คณิตศาสตรอยูมหาวิทยาลัยเกษตรนี่ รศ.นอยแคไหน ดร.วินัย เลียงเจริญสิทธิ์ จริงๆ เรียนวิชา ไมวาเปนใคร นักวิทยาศาสตรหรือ คณิตศาสตรมากอน แลวก็เปลี่ยนมาเรียนวิศวกร ถามีความรูทางคณิตศาสตรดี ก็ วิศวฯจ ะ นํ า ม า ใ ช ไ ด เ ห มื อ น กั น ผ ม เ รี ย น คื อ ทุ ก ๆ อย า งมาจากคณิ ต ศาสตรคณิตศาสตรที่จุฬาฯ ตอนป 1 ป 2 ผมได ทั้งหมดค ะ แ น น 1 0 0 เ ต็ ม ทั้ ง ส อ ง ป แ ล ะ ใ ช ค รั บ ใ ค ร ที่ มี ร า ก ฐ า น ท า งวิทยานิพนธปริญญาโทของผม ผมก็เอา คณิ ต ศาสตร ดี ก็ จ ะเป น นั ก วิ จั ย ที่ ดี ใ นความรู ท างคณิ ต ศาสตร ไ ปคํ า นวณเรื่ อ ง อนาคตได ๑๐ คณิตศาสตรกับการบรรเทาอุทกภัย
  • 24. บทสัมภาษณ ผศ.ดร.ทพ.ญ.พิมพเพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยาอดีตนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ทันตแพทยผูรักในความสวยงามของคณิตศาสตร” โดย ผศ.ดร.ฉัฐไชย ลีนาวงศ และ ผศ.ดร.พรฤดี เนติโสภากุลเสนทางจากนักทันตแพทยมาเปนนัก ปกติเขาจะตองรับสาขาที่เกี่ยวของคณิตศาสตร ใชคะ กอนมาที่จุฬาฯ นี่ ไปเรียนที่ ใจจริงรักวิชาคณิตศาสตรตั้งแตเด็ก ธรรมศาสตร ม าก อ น ทางด า นสถิ ติแตเมื่อเรียนอยูมัธยมมีการแนะแนวเรื่อง ประยุ ก ต เพราะที่ จุ ฬ าฯ เขาบั ง คั บ ว าเรียนเรื่องงาน ดูที่อาชีพวาอยากเปนอะไร ตอนเรียนตรี ตองมีหนวยกิตคณิตศาสตรเราก็มองไมเห็นวาคณิตศาสตรจะไปทํา อยางนอย 18 หนวย ซึ่งสมัยนั้นเราเรียนอะไร เห็นวาอาชีพหมอฟนเปนอาชีพที่ดี แค 7 หนวย คือ แคลคูลัส 1 กับความอิส ระ และก็ส ามารถเลี้ ย งตั วเองได เริ่ ม นาจะเปน แตที่ธรรมศาสตร อะไรก็ได ก็เรียนทันตแพทยจุฬาฯ พอประมาณป 2 เลยไปสอบเขา แลวก็ไดเรียน ก็ไปเรียนเจองานที่ เ กี่ ย วกั บ การทํ า ฟ น ปลอมและ อยูปนึง พอดีตอนนั้นสามีลงเลือกตั้ง เราเจอคนไข เริ่มรูสึกวามันไมสนุก มันไมใช ต อ ง ดู แ ลลู ก ก็ เ ล ย พั ก ก า ร เ รี ยน ไ ปเรา คือเราสนใจคณิตศาสตรอยางเดียว หลั ง จากนั้ น พอลู ก คนโตเข า โรงเรี ย นแลวหลังจากเรียนจบทันตแพทย จิตรลดา ก็เลยไปขอเปนอาจารยพิเศษที่ พอดี จ บปุ บ ก็ แ ต ง งาน เลยติ ด ตาม โรงเรี ย นจิ ต รลดา ได ล องสอนอยู ป นึ งสามี (คุณอภิสิทธิ์) ไปประเทศอังกฤษ พบวาอยากเอาดี ทางนี้ และมานึก ได ว าระหวางนั้นคนถามวาจะเรียนตอมั๊ย เรา ตอนนี้เราเรียนสถิติประยุกตอยู ก็มีหนวยไม ไ ด อ ยากเรี ย นทั น ตแพทย เลยเรี ย น กิตตั้ง 20 กวาหนวย นาจะมาขอสมัครที่ภ า ษ า อ ยู 2 ป แ ต ค ว า ม ส น ใ จ ใ น จุฬาฯ ไดแลวคณิ ตศาสตร มีอ ยู ตลอด พอกลับ มามี ลู ก มาสมัครสอบตามปกติคนแรก ยังคิดจะเรียนคณิตศาสตร มาปรึกษากอน ตอนนั้นคือ รศ.ดร. อั จ ฉรา หาญชู ว งศ เป น เลขาฯ ของ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๑
  • 25. หลักสูตรปริญญาโท-เอกที่จุฬาฯ อาจารย ระหวางนั้นมีทอบางไหมครับบ อ ก ว า ไ ด แ ต ต อ ง ส อ บ เ ข า ต อ ง ช ว งแรกที่ รู สึ ก ยากเหลื อ เกิ น ก็สอบแขงขัน เราก็ยินดี แตอยากรูวาสอบ เกือบจะทอ แตก็ตั้งใจมากๆ เลยขยันอานอะไร ใชวิชาอะไร และก็ขอเขาเขาไปนั่ง หนังสือ แตพอหนึ่งปผาน รูสึกบรรลุยังไงเรียนวิชา Algebra กับ Math Analysis ไมทราบคะ ทุกอยางดูสวยงาม เพิ่งเขาใจแลวก็ Proof ซึ่งที่ผานมาทั้งชีวิตไมเคย ทุกอยางเลย ใชเวลาปหนึ่งในการเขาถึงเจอเลย มันแล ว อาจารย ม าลองนั่ ง เรี ย นอยู น าน อาจารยจบดวยเกรด 4.00 ใชไหมครับไหมคะ คะ 4.00 ทั้งโททั้งเอก ตอนไดเขามา สามเทอม เริ่มตนตอนอายุ 30 คะ มี เรียนก็สนุกแลว เพราะไดเรียนสิ่งที่ชอบลูก 2 คนแล ว เพื่อนคือน องๆ พวกนี้ค ะ และก็ ตั้ ง ใจด ว ย เรี ย นโท 2 ป จ บ แล ว ก็หางกัน 10 ป เลยมีแตเพื่อนสาวๆ หมด ไดรับบรรจุเปนอาจารยเลย เรามาแบบมีเลย (หัวเราะ) คือเปนผูใหญมาเรียนนั่ง ลูกมีครอบครัวแลว คงไปไหนไมได ลูกก็กับนองๆ ใสชุดนิสิต เราเหมือนคนทํางาน เขาโรงเรียนแลว อีกอยางสาขาที่สนใจคือยากไหมคะ Mathematical Logic คื อ คณิ ต ใหม ๆ รู สึ ก ยากมาก รู สึ ก โอเคกั บ ตรรกศาสตร ซึ่งมีคนไทยนอยมากAlgebra แตกับ Math Analysis เพิ่งเคย อาจารยที่ปรึกษาหายากเจอเปนครั้งแรก คือเรียนแคลคูลัส 1 ตอนต อ ปริ ญ ญาเอก ก็ เ ลยไปเชิ ญไมไดเรียนแคลคูลัส 2 แลวกระโดดมา Prof. John Crossley จาก Monashเรียน Math Analysis เลย ก็ตกใจวา University มาเปน Advisor (อาจารยที่ทําไมมันแนน มันยาก เทอมเดียวยังไม ปรึกษา) รวมกับ รศ.ดร.มารค ตามไท ซึ่งสอบ ขอนั่งเรียนอีกซักปหนึ่ง สวนวิชาที่ อาจารย จ บทางตรรกศาสตร กั บ ปรั ช ญาชอบมากที่สุด คือ Proof ชอบที่ใชตรรกะ และอาจารยอัจฉราเปน Advisor อีกคนพอเขี ย นพิ สู จ น ห นแรก อาจารย บ อกว า ตอนปริ ญ ญาโท Advisor คื อมาถึงก็เขียนเปนเลย สงสัยวามี Logic อาจารยอัจฉรากับอาจารย Mark Hall จะ(ตรรกะ) ในตัวเยอะ ทําใหปรับตัวได เห็นวา Advisor ชื่อมารค หมดเลย ทั้งป. โท ป.เอก (หัวเราะ) ๑๒ ทันตแพทยผูรักในความสวยงามของคณิตศาสตร
  • 26. แลวอาจารย Crossley มาอยูประจํา และเพื่อนคืออาจารยมารคมาชวยเสริม ก็หรือเปลาคะ เลยไดทํางานวิจัยชิ้นนี้ ไมคะ จะติดตอทางอีเมลลเปนหลัก เราเปนคนเลือกเองวาจะทํากับใครอาจารย จ ะมาอยู แ ค ป ล ะหน แต แ ก คืออันนี้มันเปนสาขาที่บริสุทธิ์ที่สุดเดิ น ทางบ อ ย พอไปยุ โ รปที ก็ จ ะมาแวะ ในคณิตศาสตร และก็พอมาก็รูสึกวาอะไรเปลี่ยนเครื่องบินที่นี่ ก็ไดมีโอกาสคุยกับ ที่นามธรรมหรือ Abstract จะสนุก อะไรที่ทาน 2-3 วัน ทําจน 4 ปครึ่งจบป.เอก มีรูป เขียนออกมา ยิ่งมีรูปยิ่งงง ชอบใชขั้ น ตอนไหนที่ ย ากที่ สุ ด ถ า นั บ จินตนาการ (หัวเราะ)เฉพาะป.เอก อืมม..ซึ่งคนสวนใหญจะทําไมคอยได ยากที่สุดไมใชสวนสําคัญ เพราะวา นะครับสิ่งที่ชอบไมรูสึกวายาก เพราะชอบ แตวา คือถาเราเห็นแลวจะรูสึกไมสนุก แตสิ่งที่ยากคือเราตองสอบ Qualify สาขา ถาอะไรมันมองไมเห็นเนี่ยนะ มันชวนคิดอื่ น เพราะสาขา Logic นี้ ยั ง ไม มี ใ น เวลาเราดูนิยามอะไรที่ Abstract แลว เราประเทศไทย ไมมีที่ไหนเลยมั้งคะ ก็เลย รูสึกวาเราใชความรูสึกกับมัน เราจะรูสึกตองสอบ Qualify สาขาอื่น ตอนนั้นเลือก ได ถึ ง นิ ย ามสวยๆ อย า งเช น นิ ย ามของAlgebra สายนึง เลือก Topology กับ Compact นิ ย ามอะไรอย า งเนี้ ย ในGeometry สายนึง ก็เลยตองลําบาก Topology มันรูสึกได แลวมันวาดออกมาพอสมควร เพราะเราไม ไ ด ช อบมั น เ ป น รู ป ไ ม ไ ด ห ร อ ก อ ย า ง นั้ น น ะเทาไหร แต Algebra โอเคนะคะ สวน เพราะฉะนั้นใน Metric Space จะไมคอยGeometry นี่ไมไดชอบเลย แตพอดีเลี่ยง ทําอะไรเลยคะ ไมชอบ หมายถึงใน RealAnalysis ก็เลยมาสอบ Geometry ชอบ (จํานวนจริง) จะชอบทําอะไรที่มันมองไมTopology คะ ก็เลยสอบสองสาย เห็ น สนุ ก กว า อย า งเช น Algebra ก็ จ ะสอบ Qualify มันเหมือนสอบเพื่อให ชอบ Abstract Algebra มากกวา Linearเรารูกวางดวย Algebra ใชคะ และขอสําคัญมันไมใชสาขานี้ ที่ อ าจารย ช อบคณิ ต ศาสตร ม าตั้ ง แตเพราะวานี่คือดีที่สุดที่เราจะเรียนไดทาง เด็ก มีอะไรเปนปจจัยหลักที่ขับเคลื่อนสาขานี้ ก็คือเราโชคดีที่ได Prof.Crossley ตรงนี้มั้ยครับ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๓
  • 27. มี ค ะ ก็ ช อบเพราะว า เราชอบคิ ด มี ส ว นค ะ คื อ เป น แนว Logic ที่ตอนเรียนนะคะ ไมเคยรูสึกวามันเปนงาน เกี่ยวกับการนําไปใชเบื้องหลังโปรแกรมคือไดโจทยมาเหมือนมันเปนเกมส เพราะ คอมพิ ว เตอร อย า งอั น นี้ ชื่ อ Templateมันไดคิดไดทํา ไมใชเรื่องที่จะตองมานั่ง and Program Extraction from Proofs ก็ทองจําอะไรเหมือนบางวิชา เปนคนชอบ คือเอา Proof มาทําเปนโปรแกรม จะแนวนี้ สารภาพอีกอยางวา นี่ก็ยังไมใชเทาไหรแตพอระดับสูงขึ้นโจทยมันก็เปลี่ยน แตคือเราก็ยังโอเค จริงๆ ชอบ Set คะ Set Theory แตพอดีไมมีโอกาส เพิ่งไดมา ระดั บ สู ง ขึ้ น ยิ่ ง สวยใหญ เ ลย ตอนแรกตอนเด็กคํานวณเกง เพราะวานั่นคือ เรียนทีหลัง เปนวิชาสุดทายตอนปริญญาคณิ ต ศาสตร ส มั ย นั้ น พอมาเจอเขี ย น โท แลวไมมีใครทําตรงนี้จริงๆ ไมมีใครที่Proof เลยไมชอบคํานวณไปเลย วิชาไหน จะมาเปน Advisor ไดที่ คํ า นวณจะหนี เ ลย ชอบอะไรที่ Proof จากที่ ฟ ง หั ว ข อ วิ ท ยานิ พ นธ นี้ ไ ม ไ ดสวยๆ เกิดจาก Advisor แตเกิดจากความเพราะมาเจออะไรที่ชอบมากกวา สนใจของตัวอาจารยเอง? ใชคะ เพิ่งรูวามันเปนเรื่องของการใช ตอนนั้ น อาจารย สุ วิ ม ลสอนวิ ช า Math Logic ซึ่งเรียนแลวชอบ แลวสามีตรรกะและเรื่องของความคิด ใช Conceptไมใชเรื่องของการคํานวณแลว อยางวิชา อ า จ า ร ย คื อ อ า จ า ร ย Mark Hall ก็ที่ชอบที่สุดคือ Set Theory ก็คือการ คอนขางสนใจทางนี้ ก็เลยทํา Thesis กับเขาถึงของความเปนอนันต หรือ Concept อาจารย Mark Hall รวมกับอาจารยของ Infinity อะไรอยางนี้ มันเปนสิ่งที่ อั จ ฉรา อาจารย อั จ ฉราท า นก็ จ บ Logicน า สนใจ มี ค วามสวยงาม ไม ใ ช ก าร ปริญญาโทกับอาจารยมารค ตามไท พอคํานวณ คํานวณเปนเรื่องที่เราไมนาเขา ทําไปเทอมสุดทายจะจบแลว ถึงไดเรียน Set ก็รูสึกวาเรื่องนี้ชอบมาก แตพอมาป.ไปยุ ง กั บ มั น ด ว ยซ้ํ า เพราะมั น ใช เ ครื่ อ งอะไรทําก็ได เอก ก็หาใครทําดานนี้ไมไดเลยก็เลยทํา Logic ตอ ซึ่งก็ยังชอบมากกวาดานอื่น ก็Thesis (วิ ท ยานิ พ นธ ) ตอนป.โท ชอบทั้งคูนะคะ คือจริงๆ มันเกี่ยวของกันแ ล ะ ป . เ อ ก เ กี่ ย ว เ นื่ อ ง ห รื อตอเนื่องกันมั้ย ๑๔ ทันตแพทยผูรักในความสวยงามของคณิตศาสตร
  • 28. จะไปเรียนขั้นสูงทาง Set ก็ตองรู Logic เหมือนที่นักศึกษา Com. Sci. จะตองคือมันเปนสาขาเดียวกัน แตมันแยกยอย เรียน Discrete Math เปนตัวเริ่มตน คราวนี้ ง านวิ จั ย ที่ ทํ า เนื่ อ งจาก ใชคะ มันจะคลายๆ คอมพิวเตอรProf.Crossley จบ Logic จาก Oxford แนวๆ นั้นเขาเป น คนอั ง กฤษนะคะ แต ว า ไปอยู ตอนนี้สอนวิชา Proof ดวยออสเตรเลี ย ที่ Department of สอนวิชา Principles of Math (หลักComputer Science คือเขาบอกวา คณิตศาสตร) ซึ่งมี Proof ดวย เปนวิชาLogician ทุ ก คนจะเปลี่ ย นเป น บังคับของที่นี่Computer Scientist เพราะมันมี นักศึกษารับไดทุกคนมั้ยครับApplication งานก็เลยจะเปนแนวนี้ ตอน จะมีระดั บแตกตางกัน คือ ที่ไดก็ไ ดนั้น Prof.Crossley ก็คิดวาจะเปลี่ยนเรา ไปเลย การเขี ย นพิ สู จ น เ ป น เรื่ อ งที่ ส อนได ใหมาทางคอมพิวเตอร เพราะมันจะมี ยากมาก เพราะเปนกาวแรกของเด็กที่จะApplication เยอะ มันจะเปนประโยชน สัมผัส Pure Math เปนกาวสําคัญถาเกิดเอา Logic ไปใชในคอมพิวเตอร อาจารยมีวิธีที่จะใหเด็กมองเห็นความแตพอเราลองแลว มันไมสนุกเทา Pure ส ว ย ง า ม ข อ ง ค ณิ ต ศ า ส ต ร อ ย า งคือไมไดสนใจมาก เพราะชอบ Pure อาจารยไดอยางไรจริ ง ๆ เพราะฉะนั้ น Set มั น จะ เ ป น พยายามอยู เด็กลอกันหมดแลว ลูกลักษณะมันจะเปน Foundation ของ ศิษยจะรูดี อาจารยพิมพเพ็ญเดี๋ยวก็สวยคณิตศาสตร เปนรากฐาน ชอบอธิบายวา พูดไปก็อันนี้สวยนะ Proof อันไหนสวยก็ตัวเลขมันเกิดยังไง ทําไม 1+1 ได 2 คิด จะบอกเด็ก ใหเด็กฟงไปเรื่อยๆ พอเด็กวามันเปนความสวยงามของคณิตศาสตร เขาเข า ใจลึ ก ซึ้ ง วั น นึ ง เขาจะเห็ น เองคือชอบอะไรอยางนั้นมากกวา วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๕
  • 29. บทบาทและความสําคัญของคณิตศาสตรในวิทยาศาสตร Role and Importance of Mathematics in Science ศ.ดร.สุทัศน ยกสาน ในป ค.ศ.1910 มหาวิทยาลัย Princeton ในสหรัฐอเมริกาไดจัดใหมีการปรับปรุงหลักสูตรคณิตศาสตรจึงไดเชิญนักคณิตศาสตรที่มีชื่อเสียงโดงดังชื่อ Oswald Veblenกับนักฟสิกสชื่อ Sir James Jeans มาพิจารณาใหขอเสนอแนะมากมายในการปรับเปลี่ยนและ Jeans ก็ไดเอยบอก Veblen วา เราคงไมใหนิสิตเรียนวิชา Group Theory เพราะวิชานี้ไมมีประโยชนอันใดตอฟสิกสเลย โชคดีที่ Veblen ไมฟงและไมเชื่อ Jeans ถึงจะไมเห็นคุณคาใดๆ ของ Group Theory ในเวลานั้น นอกจากจะเห็นแตความสวยงาม แตนิสิตที่ Princeton ก็ยังเรียน Group Theory ตอไป จนอีก 15 ปตอมา Hermann Weylกับ Eugene Wigner ผูเปนศาสตราจารยแหงมหาวิทยาลัย Princeton ก็ไดนําวิชาGroup Theory มาพัฒนาจนเปนรากฐานของทฤษฎีควอนตัมและทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งเปนเสาหลักของฟสิกสมาจนทุกวันนี้ บทเรียนที่ไดจากเรื่องเลาขางตนคือ เราควรรูวาอนาคตของวิทยาศาสตรนั้นเปนเรื่องที่ไมมีใครสามารถทํานายไดถูกตอง และในทํานองเดียวกันก็ไมมีใครที่สามารถระบุไดวา คณิตศาสตรเรื่องใดจะมีบทบาทและความสําคัญเพียงใดในวิทยาศาสตรเรื่องนั้นหรือเรื่องนี้ เพราะทั้งวิทยาศาสตรและคณิตศาสตรตางก็กําลังเจริญเติบโตตลอดเวลาดังนั้น ความสัมพันธและความผูกพันระหวางกันจึงมีมากและจะมีเพิ่มตอไปอยางไมมีที่สิ้นสุด ตามปรกตินักวิทยาศาสตรทํางานวิจัยเพื่อจะเขาใจธรรมชาติ (ทั้งกายภาพและชีวภาพ) โดยไดรับการชี้นําจากการสังเกต แลวเสริมดวยสัญชาตญาณเชิงคณิตศาสตรเพื่ อ สร า งทฤษฎี สํ า หรั บ เรื่ อ งที่ ต นสนใจขึ้ น มา ในมุ ม มองของนั ก วิ ท ยาศาสตร วิ ช าคณิตศาสตรจึงเปนอะไรที่มากกวาอุปกรณและเทคนิคการคํานวณผลที่เกิดขึ้น แตยังเปนแหลงใหหลักการ และแนวคิดในการสรางทฤษฎีใหมทางวิทยาศาสตรที่ดีกวาและวิเศษกวาเกาดวย ๑๖ บทบาทและความสําคัญของคณิตศาสตรในวิทยาศาสตร
  • 30. ดังจะเห็นไดจากปราชญตั้งแตสมัยกรีกโบราณซึ่งตางก็ตระหนักในความจริงขอนี้ เชน Pythagoras ไดเคยกลาววา “คณิตศาสตรเปนวิธีงายๆ ที่จะทําใหเราเขาใจเอกภพ” Johannes Kepler เปนปราชญอีกทานหนึ่งที่เชื่ออยางปกใจวา “มนุษยจะเขาใจธรรมชาติที่พระเจาสรางโดยใชคณิตศาสตรเทานั้น” และหลังจากที่ไดเพียรพยายามคํานวณหารูปแบบวงโคจรของดาวอังคารเปนเวลา 20 ป Kepler ก็ไดพบกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะหรอบดวงอาทิตย ซึ่งแถลงวา (1) วงโคจรของดาวเคราะหทุกดวงโคจรรอบดวงอาทิตยเปนวงรี (2) เสนรัศมีที่ลากจากดาวเคราะหถึงดวงอาทิตยจะกวาดพื้นที่ของสามเหลี่ยมฐานโคงไดเทากัน ภายในเวลาที่เทากันเสมอ และ (3) เวลาที่ดาวเคราะหใชในการโคจรรอบดวงอาทิตยยกกําลัง 2 แปรผันโดยตรงกับระยะทางที่ดาวเคราะหอยูหางจากดวงอาทิตยยกกําลัง 3 กฎทั้งสามนี้อธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะหในระบบสุริยะไดดีพอสมควร สวน Galileo ก็เชื่อวากฎตางๆ ในธรรมชาติจะสามารถเขียนไดในรูปของสมการคณิตศาสตร เพราะ “พระเจาเปนนักคณิตศาสตร” ทั้ ง ๆ ที่ เ หตุ ก ารณ ต า งๆ รอบตั ว เรามี ม ากมายและหลากหลาย และบางปรากฏการณก็ลึกลับซับซอนมาก แตนักวิทยาศาสตรก็ยังพบวา ในทามกลางความวุนวายนั้น เขาอาจพบเห็นความเปนระเบียบได เชน Galileo ไดพบวา กอนหินสองกอนที่มีมวลไมเทากัน เวลาถูกปลอยใหตกจากระดับสูงเดียวกัน และพรอมกัน จะตกถึงพื้นพรอมกันทุกครั้งไป ความเปนระเบียบในกรณีนี้ปรากฏใหเห็นชัด เมื่อกฎนี้เปนจริงเสมอไมใชเฉพาะที่หอเอนแหงเมือง Pisa สมัยของ Galileo เทานั้น แตเปนจริงในทุกหนแหงทั้งบนโลกและบนดาวนอกระบบสุริยะ ไมวาฝนจะตกหรือแดดจะออก ไมวาคนที่ปลอยก อ นหิ น จะเป น ผู ห ญิ ง หรื อ ผู ช าย ไม ว า จะมี ก ารปล อ ยก อ นหิ น ในเวลากลางวั น หรื อกลางคืน ในวันขางขึ้นหรือขางแรม ฯลฯ ถาปลอยพรอมกัน จากระดับสูงเดียวกัน โดยคนกี่คนก็ตาม กอนหิน 2 กอนนั้นก็จะตกถึงพื้นพรอมกันทุกครั้งไป กฎการตกของวัตถุที่ Galileo พบนี้ เกิดจากการที่ระบบมีสมบัติความเปนระเบียบ ซึ่งเรียกวา invariance แต Galileo จะไมพบกฎนี้ถาเขาปลอยขนนก และกอนหินพรอมกันจากระดับเดียวกัน ดังนั้น เราจึงเห็นไดวา กฎตางๆ ในธรรมชาติ ตามปกติจะมีขอบเขตของการใชได ซึ่งถาเรากําหนดเงื่อนไขงายๆ ใหนักทดลองสามารถทําการทดลองได และทําซ้ําๆ ไดไมยาก เราก็จะพบกฎวิทยาศาสตร ซึ่งในระยะแรกจะเปนกฎที่ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๗
  • 31. มีรูปแบบงายๆ กอน แตเมื่อนักวิทยาศาสตรพิจารณาตัวแปรมากขึ้น (เพราะธรรมชาติที่แทจริงมีความซับซอนมาก) กฎใหมของธรรมชาติก็ควรอธิบายปรากฏการณตางๆ ไดครอบคลุ ม มากขึ้ น รวมถึ ง อธิ บ ายปรากฏการณ เ ก า ได ด ว ย ซึ่ ง นั่ น ก็ ห มายความว านักวิทยาศาสตรกําลังเขาใจธรรมชาติไดมากขึ้น และลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้น เมื่อ Newton ตั้งกฎการเคลื่อนที่ของสสารขึ้นมา 3 ขอ และพบกฎแรงโนมถวง เขาก็พบวา เขาสามารถอธิบายผลการทดลองของ Galileo และอธิบายที่มาของกฎของ Kepler ไดหมด ยิ่งไปกวานั้น กฎของ Newton ยังแสดงใหเราเขาใจลึกซึ้งขึ้นวาแรงโนมถวงที่โลกกระทําตอวัตถุเปนปฏิภาคโดยตรงกับมวลของวัตถุนั้น แตไมขึ้นกับขนาด ชนิด และรูปทรงของวัตถุเลย รวมถึงชวยใหเราสามารถรูอีกวา การที่ยูเรนัสมีวงโคจรที่ “ผิดปกติ” นั้น เพราะสุริยจักรวาลมีเนปจูนอีกหนึ่งดวง ที่นักดาราศาสตรยังไมเห็น และปรากฏการณน้ําขึ้น-น้ําลงเกิดขึ้นไดอยางไร และเมื่อไร เหลานี้คือตัวอยางที่แสดงใหเห็นวา คณิตศาสตรมีบทบาทในการทําใหวิทยาศาสตรกาวหนา ดวยการใชกฎอันเปนถอยแถลงที่เปนจริงภายใตเงื่อนไขตางๆ เพื่อพยากรณเหตุการณในอนาคต โดยพึ่งพาอาศัยขอมูลปจจุบันของเหตุการณนั้น สําหรับกรณีทฤษฎีแมเหล็กไฟฟาของ James Clerk Maxwell ซึ่งเกิดจากการรวบรวมกฎของ Faraday, Ampere, Gauss และสมบัติการไรขั้วแมเหล็กเดี่ยวในธรรมชาติมาสังเคราะหโดยใชเทคนิคทางคณิตศาสตร สมการที่เกิดขึ้นในทฤษฎีนี้ แสดงใหเห็นวา สนามไฟฟา และสนามแมเหล็กมีสมบัติของความเปนคลื่น ครั้นเมื่อ Heinrich Hertz นักฟสิกสชาวเยอรมันตรวจสอบความถูกตองของทฤษฎีนี้โดยการทดลอง เขาก็พบวาคลื่นที่วานี้มีความเร็วเทาความเร็วแสง และนั่นก็หมายความวา แสงเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟา สมการของ Maxwell จึงทําใหนักฟสิกสเขาใจธรรมชาติของแสงวา ประกอบดวยสนามไฟฟา และสนามแมเหล็กที่ตางก็เคลื่อนที่ดวยความเร็วเทากันคือ 3x108 เมตร/วินาที และเวกเตอรของสนามทั้งสองตั้งฉากกัน อีกทั้งตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่นดวย ความจริงนี้จึงทําใหนักวิทยาศาสตรอดคิดไมไดวา สมการคณิตศาสตรคงมีเชาวปญญาและ IQ ของมันเอง และถาเราเขาใจสมการอยางถองแท เราก็จะไดอะไรจากสมการมากกวาที่เราใสเขาไป ๑๘ บทบาทและความสําคัญของคณิตศาสตรในวิทยาศาสตร
  • 32. ความอัศจรรยอีกประการหนึ่งที่นาสนใจ คือ รูปแบบของคณิตศาสตรที่ Keplerกับ Maxwell ใชนั้น แทบไมมีอะไรเหมือนกันเลย เพราะ Kepler ใชเรขาคณิตแบบEuclid เพื่อสรางกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะหรอบดวงอาทิตย สวน Maxwell ใชสมการอนุพันธแบบแยกสวน ซึ่งคณิตศาสตรทั้งสองรูปแบบแตกตางกันเหมือนอยูกันคนละโลก แตก็สามารถอธิบายธรรมชาติไดดี หรือในกรณี กลศาสตรควอนตัมซึ่ง John von Neumann ไดตั้งสัจพจนเกี่ยวกับสถานะ (State) และสิ่งที่สังเกตได (Observable) วา สถานะควอนตัม คือ เวกเตอรในปริภูมิ Hilbert และสิ่งที่สังเกตได คือ ตัวดําเนินการแบบผูกพันในตัว (Self-AdjointOperator) ที่จะกระทําบนเวกเตอร ซึ่งใหคาเฉพาะที่เปนไปไดตางๆ มากมาย และเมื่อเรารูวา ปริภูมิ Hilbert ในวิชากลศาสตรควอนตัมเปนปริภูมิเชิงซอน ที่มีผลคูณสเกลารเปนคาจริง คนทั่วไปก็คงงงวา จํานวนเชิงซอน เชน a + ib เมื่อ i = − 1 และ a, b เปนจํานวนจริง ไมนาจะมีใหเห็นในธรรมชาติ แต Neumann และ Dirac ก็ไดแสดงใหเห็นวาในการสรางกฎของวิชากลศาสตรควอนตัม เราไมเพียงแตใชจํานวนเชิงซอนเทานั้น เราจําตองใชคณิตศาสตรแขนง Matrices, Analytic Function, Group Theory, FourierTransform ฯลฯ ดวย ซึ่งลวนเปนคณิตศาสตรที่มีรูปแบบแตกตางกันมาก แมกระทั่งวันนี้ก็ยังไมมีใครเขาใจความอัศจรรยนี้ไดอยางสมบูรณวา เหตุใดนักฟสิกสจึงใชคณิตศาสตรมาก และหลากหลายรูปแบบเชนนี้ ในการสรางกฎธรรมชาติ คําตอบหนึ่งที่อาจจะเปนไปไดคือ นักฟสิกสอาจเปนคนที่ไมรับผิดชอบมาก เชนเวลาเห็ น ความสั ม พั น ธ ร ะหว า งปริ ม าณ 2 ปริ ม าณ ว า มี ลั ก ษณะคล า ยความสั ม พั น ธระหวางตัวแปร 2 ตัวแปรในคณิตศาสตร เขาจะคิดวาปริมาณนั้นเชื่อมโยงกับตัวแปรทันที เชน เมื่อ Max Born สังเกตเห็นวา วิธีคํานวณที่ Werner Heisenberg ใชในกลศาสตรควอนตัมเปนเทคนิคที่นักคณิตศาสตรทั่วไปใชในการศึกษาเมทริกซ (Matrix)ดังนั้น Born, Pascal Jordan และ Heisenberg จึงเสนอใหมีการแทนตําแหนง และโมเมนตัมซึ่งเปนปริมาณที่รูจักกันดีในกลศาสตรนิวตัน ดวยเมทริกซที่คลองจองกัน แลวใชเมทริกซที่ไดนี้ ศึกษาอะตอมของไฮโดรเจน ซึ่งเปนอะตอมที่งายที่สุด ผลการคํานวณที่ไดก็สอดคลองกับผลการทดลองอยางนาประหลาดใจ และที่นาอัศจรรยใจยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ เมื่อหลักการนี้ถูกนําไปใชกับอะตอมที่มีอิเล็กตรอนตั้งแต 2 ตัวขึ้นไป ซึ่งซับซอนยิ่งกวา อะตอมไฮโดรเจน การคํานวณ (ที่ Heisenberg ไมเคยทํา) ก็ใหคําตอบที่สอดคลอง วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๙
  • 33. กับการทดลองถึงทศนิยมตําแหนงที่ 7 และนี่ก็คือผลที่ไดโดยไมไดคาดฝนจากการแกสมการ นักฟสิกสมิไดใชเทคนิคเมทริกซเทานั้นในการศึกษาอะตอม เขายังใชเทคนิคของการแกสมการอนุพันธลําดับที่ 2 ดวย ดังที่ Erwin Schroedinger ไดพบวา เวลาจะหาวา อิเล็กตรอนในอะตอมอยูที่ใด มีพลังงานเทาไร และมีโมเมนตัมอะไร ฯลฯ เขาพบวาเขาสามารถจะรูไดโดยการไมพิจารณาสมบัติความเปนอนุภาคของอิเล็กตรอน แตสนใจสมบัติความเปนคลื่นของอิเล็กตรอนแทน แลวแกสมการคลื่น ซึ่งจะใหคําตอบที่คลองจองกับเทคนิคเมทริกซที่ Heisenberg ใชทุกประการ นั่นหมายความวา นักฟสิกสมีเทคนิคคณิตศาสตรสองรูปแบบที่ตาง ก็สามารถอธิบายปรากฏการณในอะตอมเดียวกันไดดีเทาๆ กัน ซึ่งก็เปนเรื่องที่นาอัศจรรยเสมือนเรามีกุญแจ 2 ดอกที่ไมเหมือนกัน แตสามารถใชไขประตูบานบานเดียวกันไดทั้งสองดอกและใครจะใชเทคนิคใดก็ขึ้นกับรสนิยม และความถนัดของผูศึกษา แตถาเรารูเพิ่มเติมวาก็ใ นเมื่ อ อิ เ ล็ ก ตรอนสามารถมี พ ฤติ ก รรมแบบอนุ ภ าคก็ ไ ด หรื อ แบบคลื่ น ก็ ไ ด ดั ง นั้ นเทคนิคแบบ Matrix Mechanics กับเทคนิคแบบ Wave Mechanics ก็นาจะทําใหเราไมรูสึกประหลาดใจนัก เพราะวิชาฟสิกสไดประสบความสําเร็จในการอธิบายปรากฏการณธรรมชาติเปนอยางดียิ่ง ดังจะเห็นไดจากทฤษฎี Quantum Electrodynamics (QED) ซึ่งใหผลการคํานวณที่สอดคลองกับผลการทดลองอยางละเอียดถึงทศนิยมตําแหนงที่ 12 ฟสิกสจึงเปนวิทยาศาสตรเชิงปริมาณที่นอกจากจะสามารถอธิบายสาเหตุและที่มาของเหตุการณตางๆ แลว ฟสิกสยังสามารถพยากรณสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตดวย และความสามารถเชนนี้ เกิดจากการที่นักฟสิกสใชเทคนิคคณิตศาสตรตางๆ มากมายในการศึกษานั่นเอง มาบัดนี้นักวิทยาศาสตรสาขาอื่น เชน นักชีววิทยา และนักเคมีก็มีความฝนจะทําใหชีววิทยา และเคมีเปนวิทยาศาสตรเชิงปริมาณ และวิทยาศาสตรเชิงพยากรณเชนกัน สําหรับนักเคมีนั้นไมมีปญหาในการใชคณิตศาสตรอธิบายปรากฏการณเคมีเพราะปฏิกิริยาเคมีเกิดจากอันตรกริยา (Interaction) ระหวางอิเล็กตรอนของอะตอมคูกรณี และเมื่อเรามีวิชากลศาสตรควอนตัมของอะตอมและโมเลกุลเรียบรอยแลว ดังนั้นโดยหลักการเราสามารถอางไดวาวิชาฟสิกสควอนตัมสามารถอธิบายปฏิกิริยาเคมีไดหมด ๒๐ บทบาทและความสําคัญของคณิตศาสตรในวิทยาศาสตร
  • 34. แตสําหรับวิชาชีววิทยา ซึ่งเปนวิทยาศาสตรชีวภาพที่มีความยุงยากซับซอนมาก เพราะตัวแปรมีจํานวนมากมหาศาล ขั้นตอนในการทําชีววิทยาใหเปนวิทยาศาสตรเชิงปริมาณ และวิทยาศาสตรเชิงพยากรณปจจุบันจึงยังอยูในขั้น “เริ่มตน” แตในอดีต นักชีววิทยาก็ไดเคยใชคณิตศาสตรบางประปรายเวลาศึกษาสิ่งมีชีวิตเชน Sewell Wright ผูเปนนักพันธุศาสตรชาวอเมริกันที่ไดใชหนูตะเภาในการศึกษาพันธุศาสตรประชากร (Population Genetics) เพื่อหาวิธีที่ดีที่สุดในการรวมวิธีผสมพันธุในสายพันธุ (Inbreeding) กับวิธีผสมพันธุขามสายพันธุ (Cross Breeding) เพื่อจะไดหนูตะเภาที่มีคุณภาพดีขึ้น และในการศึกษานี้ Wright จึงไดพัฒนาทฤษฎีวิวัฒนาการที่เปนคณิตศาสตรขึ้น แตการคนพบที่สําคัญที่สุดของ Wright คือการไดพบปรากฏการณSewell Wright Effect ที่เกิดขึ้นเมื่อ ยีน (Gene) บางตัวไมถูกสงตอในขั้นตอนการผสมพันธุ ทําใหเกิดสปชีสใหม โดยไมตองอาศัยกระบวนการเลือกเฟนโดยธรรมชาติของDarwin สวน Ronald Fisher นักพันธุศาสตรอังกฤษก็เปนนักชีววิทยาอีกผูหนึ่งที่สนใจสถิติมาก และไดประสบความสําเร็จในการสรางวิชาพันธุศาสตรเชิงชีวมิติ (BiometricGenetics) ซึ่งประกอบดวยการปรับเทคนิค significant test ใหสามารถสรุปผลไดอยางมั่นใจยิ่งขึ้น ในกรณีที่กลุมตัวอยางมีจํานวนสมาชิกนอย โดยการใชเทคนิค Analysis OfVariance และ Random Experimental Design ตําราของ Fisher เรื่อง StatisticalMethods for Research Workers ที่ตีพิมพในป 1925 ถือเปนตําราคลาสสิกระดับคัมภีรไบเบิลของวิชานี้ หากเรายอนกลับไปในอดีตมากๆ เราก็อาจจะแบงขั้นตอนของวิวัฒนาการดานชี ว วิ ท ยาออกเป น 5 ช ว ง คื อ เริ่ ม ด ว ยการประดิ ษ ฐ ก ล อ งจุ ล ทรรศน โ ดย HansLippershey ชาวเนเธอรแลนดที่ชวยใหมนุษยพบโลกจุลินทรียที่ตามองไมเห็น แลวตามมาดวยการจัดระบบอนุกรมวิฐาน (Taxonomy) โดย Carolus Linnaeus ชาวสวีเดนจากนั้นก็ถึงยุคของ Charles Darwin กับ Alfred Russel Wallace ชาวอังกฤษที่ไดเสนอทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต และเมื่อ Gregor Mandel นักพฤกษศาสตรชาวออสเตรียเสนอทฤษฎีพันธุศาสตรวิชาชีววิทยาก็เริ่มมีความเปนระเบียบมากขึ้น จนในที่สุด James Watson ชาวอเมริกันและ Francis Crick ก็ไดพบโครงสรางของ DNA วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๒๑
  • 35. ตลอดเวลาที่ยาวนาน นักชีววิทยาก็ไดพยายามอธิบายปรากฏการณตางๆ ในเชิงปริมาณโดยใชคณิตศาสตรมากขึ้น เชน ใชอนุกรม Fibonacci อธิบายลักษณะการแตกใบของพืช และการจัดเรียงเกสรของดอกทานตะวัน ตลอดจนใช Game Theoryอธิบายพฤติกรรมของสัตว และใช Computational Biology เวลาจะอธิบายความเปนไปในระบบสิ่งแวดลอม สวนทฤษฎีพันธุศาสตรเชิงวิวัฒนาการที่เริ่มโดย Wright, Fisherและ J.B.S. Haldane นั้น ทุกวันนี้ก็ไดรับการพัฒนาตอใหมีสูตรและสมการคณิตศาสตรมากขึ้น ณ วันนี้นักพันธุศาสตรประชากรใช Stochastic Process และ NonlinearDynamics ในการวิ จั ย ด า นระบาดวิ ท ยา ( Epidemiology) ซึ่ ง เป น งานที่ ต อ งใชคณิตศาสตรมาก โดยในป 1927 William Kermack และ Anderson McKendrick ไดบุกเบิกงานวิจัยเรื่องนี้และปจจุบันนักวิจัยดานระบาดวิทยาก็ยังดําเนินการอยู และมีสวนชวยมากในการปองกันและควบคุมโรคระบาดตางๆ ไมวาจะเปนโรค AIDS วัณโรคอหิวาตกโรค หรือไขหวัดใหญ ฯลฯ สวนนักชีววิทยาที่สนใจ Macromolecule เชน DNA, Hemoglobin ฯลฯ ก็กําลังนํา Topological Knot Theory มาอธิบายสมบัติของโมเลกุลเหลานี้ เพราะระบบชีววิทยามีความหลากหลายมาก ตั้งแตสัตวเซลลเดียวจนถึงระบบสิ่งแวดลอม และเทคนิคคณิตศาสตรที่ใชศึกษาระบบแตละระบบก็แตกตางกันมาก ดังนั้นเปาหมายขางหนาที่นักชีววิทยาคาดหวังจะมีทฤษฎีหนึ่งทฤษฎีเดียวที่สามารถอธิบายปรากฏการณทางชีววิทยาไดหมดยังอยูอีกไกล พูดงายๆ คือ เรายังไมเห็น Theory ofEverything ในชีววิทยาเหมือน Theory of Everything ในฟสิกส ซึ่งก็ยังไมมีเชนกัน แตมีแนวโนมวา นักฟสิกสจะไปถึงหลักชัยกอน แตจะถึงเมื่อใด ไมมีใครรู นับตั้งแตวิทยาศาสตรยุคใหมถือกําเนิดในสมัยของ Galileo เมื่อ 400 ปกอนวิชาคณิตศาสตรไดเขามาพัฒนาวิทยาศาสตรอยางตอเนื่องจนทําใหโลกเปลี่ยนแปลงและชีวิตไดรับการพัฒนาไปมาก ในขณะเดียวกันความกาวหนาทางวิทยาศาสตรก็ไดผลักดันใหนักคณิตศาสตรตองพัฒนาคณิตศาสตรเองใหมีประสิทธิภาพ และคุณภาพยิ่งขึ้นดวย เพื่อจะไดสามารถอธิบายและพยากรณปรากฏการณธรรมชาติเหลานั้นได โลกตองการบุคคลทั้งนักคณิตศาสตรและนักวิทยาศาสตร เพื่อสรางองคความรูที่จะเปลี่ยนแปลงโลกในเชิงสรางสรรคครับ ๒๒ บทบาทและความสําคัญของคณิตศาสตรในวิทยาศาสตร
  • 36. เอกสารอางอิง1. Omnes R. (2005) Coverging Realities: Toward a Common Philosophy of Physics and Mathematics. Princeton University Press.2. Arianrhod R. (2005) Einstein’s Heroes: Imaging the World Through the Language of Mathematics. Oxford University Press. วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๒๓
  • 37. คณิตคิดออม Math for Savings รศ.ดร.ไพศาล นาคมหาชลาสินธุ บ อ ยครั้ ง ที่ ผู ค นมั ก จะตั้ ง คํ า ถามว า คณิ ต ศาสตร มี ป ระโยชน อ ย า งไรนอกเหนือไปจากการคํานวณพื้นฐานอยางการบวก ลบ คูณ หรือ หาร ซึ่งเพียงเทานี้ก็นาจะเพียงพอตอการดํารงชีวิตประจําวันอยูแลว การจะเสาะแสวงหาคําตอบของคําถามขางตน เพื่อใหเปนที่พึงพอใจของทุกฝายนั้นยอมขึ้นกับปจจัยหลายประการ และปจจัยเหล านี้ ยอ มจะแตกต างกั น ไปตามบุ ค คลเสี ย ด วย แต เอาเป น วา เรารู จั ก คณิต ศาสตรเพียงพอตอการแกปญหาพื้นฐานในชีวิตประจําวันแลวหรือยัง ลองตั้งคําถามกับตัวเองงายๆ วา การที่เราทํางานหาเลี้ยงชีพกันนั้น สวนหนึ่งก็เพื่อใหดํารงชีวิตอยูไดในวันนี้ และยังตองมีเหลือออมไวเลี้ยงตนในยามชราดวย ฉะนั้นแลว ถาเรามีจุดมุงหมายที่จะออมเงินใหไดสัก 10 ลานยามเกษียณ เราควรจะเริ่มตนอยางไร ฟงดูเหมือนเปนคําถามกวางๆ ที่ตอบไมงาย ไมเหมือนกับโจทยคณิตศาสตรที่เห็นกันในตําราเรียนที่กําหนดขอมูลใหอยางเพียบพรอม ถาเลือกสูตรที่เหมาะสมแลวแทนคาลงไปได ก็จะไดคําตอบอยางไมยากเย็น ทายสุดแลว ก็กลับกลายเปนวาเรียนคณิตศาสตรกันมาหลายป แตพอจะใชงานกันที ก็นึกไมออกวาจะใชความรูอะไร หรือพอจะรูวาตองใชอะไร แตก็ไมรูจะใชอยางไรดี เขาทํานอง ความรูทวมหัวเอาตัวไมรอดหรือไมก็ไมทราบได เรามาลองตั้งคําถามใหเปนคณิตศาสตรกันอีกสักนิดดีกวา สมมติวานําเงินกอนหนึ่งไปลงทุน เอาเปนวาฝากธนาคารกินดอกเบี้ยก็ได ซึ่งถาเปดบัญชีออมทรัพยทั่วไป ก็อาจจะไดดอกเบี้ยสัก 2% ตอป ถาปลอยใหทบตนไปเรื่อยๆ ถามวาตองฝากนานเทาใดถึงจะทําใหเงินงอกเงยเทาตัว ฟงอยางนี้ไมยากกันแลวใชไหม สมมติวาเงินตนเทากับ A ฝากไปสัก n ปอยากจะใหมีเงินรวมเทากับ 2A เราก็ใชสูตรดอกเบี้ยทบตน ก็จะไดสมการ A(1 + 0.02) n = 2 Aสังเกตวามี A ทั้งสองขางของสมการ ซึ่งเมื่อหารตลอดดวย A จะไดสมการ (1 + 0.02) n = 2 ๒๔ คณิตคิดออม
  • 38. แสดงวาระยะเวลาในการทบตนดวยดอกเบี้ย 2% จนไดเงินรวมเปน 2 เทานั้นไมไดขึ้นกับจํานวนเงินตั้งตนเลยดวยซ้ํา การจะคํานวณคา n ก็เพียงแคอาศัยความรูเรื่องลอการิทึม และกดเครื่องคิดเลขแบบวิทยาศาสตรอีกสักหนอย ก็จะพบวา n = log1.02 2 ≈ 35 หมายความวาตองลงทุนทิ้งไวสัก 35 ปเลยทีเดียว เงินถึงจะงอกเงยเพิ่มในปริ ม าณเท า กั บ ที่ ล งทุ น ไว ซึ่ ง ก็ ไ ม ไ ด เ ป น เรื่ อ งเหนื อ ความคาดหมายใด เพราะไดผลตอบแทนเพียงแค 2% เทานั้น แตถารอ 35 ปจากดอกเบี้ยออมทรัพยไมไหว ก็อาจเบนเข็มไปสูการลงทุนที่คุมคากวา ถาจะฝากประจําที่ไดดอกเบี้ยสัก 3% แลวปลอยใหทบตนไปเรื่อยๆ เหมือนเดิม คราวนี้จะตองรอนานเทาใด โดยใชวิธีการคํานวณแบบเดิมเรายังตองรอนานถึง log1.03 2 ≈ 23.4 ป ฟงดูก็ยังนานเกินรออยูดี งั้นเรามาสรางตารางแสดงระยะเวลาในการรอคอยคูกับอัตราดอกเบี้ยทบตนกันเลยดีกวา จะไดตัดสินใจไดงายขึ้น ตารางที่ 1 ความสัมพันธระหวางอัตราดอกเบี้ยกับระยะเวลาในการลงทุน อัตราดอกเบี้ย 1% 2% 3% 4% 5% 6% ระยะเวลา (ป) 69.7 35.0 23.4 17.7 14.2 11.9 เลนเอาเหงื่อตกกับการคํานวณคาลอการิทึมกันเลย แถมยังเปนการคํานวณคาในลักษณะเดิมๆ อีก แตเปลียนตัวเลขไปเรื่อยๆ อันที่จริงแลว การคํานวณแบบนี้ นัก ่ลงทุนเขามีสูตรลับใชกัน ซึงเขาเรียกกันงายๆ วา “สูตร 72” นั่นคือ ถาอยากได ่ระยะเวลาในการลงทุนเพื่อใหเงินรวมเปน 2 เทา กําหนดดอกเบี้ยเปนกี่เปอรเซ็นต ก็ใหเอาดอกเบี้ยไปหาร 72 ไดผลลัพธเปนเทาใด ก็คือระยะเวลาที่ตองรอโดยประมาณ 72 เชน ถาดอกเบี้ย 6% ก็ตองรอประมาณ = 12 ป ซึ่งใกลเคียงกับ 11.9 ป ที่ 6 72แสดงในตาราง หรือถาดอกเบี้ย 4% ก็ตองใชเวลาประมาณ = 18 ป เทียบกับ 17.7 4ป ในตาราง ถือวาใกลเคียงทีเดียว นักคณิตศาสตรตั้งหนาตั้งตาคํานวณคาลอการิทึม เจอสูตรลับเขาไป ถึงกับหงายหลังไปเลย แตอยากกระซิบบอกวา สูตรลับอยางนี้นะ นัก วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๒๕
  • 39. คณิตศาสตรตัวจริงสรางเองไดไมยาก และยังอาจดีกวาเสียดวยซ้ํา เรามาแอบดูเบื้องหลังการสรางกันหนอยดีไหม สมมติ ว า นํ า เงิ น ไปลงทุ น ได ด อกเบี้ ย ทบต น r % โดยหลั ก การตามที่ เ ราไดคํานวณไวแลว ตองใชระยะเวลาเทากับ log (1+ r /100) 2 เพื่อใหไดเงินรวมเปน 2 เทา แต 72จากสู ต รลั บ บอกง า ยๆ ว า ใช เ วลาประมาณ เมื่ อ พิ นิ จ ดู แ ล ว จะให เ ชื่ อ ว า r 72log (1+ r /100) 2 ≈ ก็คงทําใจเชื่อไมคอยไดเทาไรนัก แตถาเราอาศัยการเปลี่ยนฐาน rของลอการิทึมเปลี่ยนใหเปนลอการิทึมฐานธรรมชาติ จะไดวา ln 2 log (1+ r /100) 2 = ln(1 + r /100)ถาจิ้มเครื่องคิดเลขสักหนอย จะพบวา ln 2 ≈ 0.693 จึงไดวา 0.693 log (1+ r /100) 2 ≈ ln(1 + r /100)หากเปลี่ยน 0.693 ใหเปน 0.72 ไดคงจะเขาเคาเลยทีเดียว แตไมเปนไร เรามาดูพจนln(1 + r /100) กันกอนดีกวา ถาจะใหเชื่อกันเลยวา ln(1 + r /100) ≈ r /100 ก็คงจะไมเชื่อกันงายๆ งั้นเอาเปนวาถากางตําราแคลคูลัสที่เขียนกันในระดับมหาวิทยาลัยชั้นปที่หนึ่ง ก็จะพบวา t 1 ln t = ∫ dx 1 x 1นั่นคือ คาลอการิทึมฐานธรรมชาติมีความสัมพันธกับพื้นที่ใตกราฟ y = x รูปที่ 1 พื้นที่ใตกราฟมีคาเทากับ ln 2 ๒๖ คณิตคิดออม
  • 40. 1ลองพิจารณาตัวอยาง ln 2 ก็จะมีคาเทากับพื้นที่ใตกราฟ y = ในชวง 1 ≤ x ≤ 2 ดัง xแสดงในรูปที่ 1 ในกรณี ที่ t = 1+ ε เมื่ อ ε มี ค า น อ ยๆ ดั ง แสดงในรู ป ที่ 2 เราทราบว า 1ln(1 + ε ) มี ค า เท า กั บ พื้ น ที่ ใ ต ก ราฟ y = ตั้ ง แต 1 ถึ ง 1+ ε ซึ่ ง ประมาณค า ได xเทากับพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมมุมฉากที่สูง 1 หนวยและกวาง ε หนวย นั่นคือ ln(1 + ε ) ≈ ε เมื่อ ε มีคานอยๆ   รูปที่ 2 การประมาณคาพื้นที่ใตกราฟดังนั้น สิ่งที่เราตองการประมาณคาก็คือ ⎛ r ⎞ r ln ⎜ 1 + ⎟≈ เมื่อ r มีคานอย ⎝ 100 ⎠ 100รวมความแลว จึงสรุปไดวา 0.693 69.3 72 ln (1+ r /100) 2 ≈ = ≈ r /100 r rการเลือกประมาณคา 69.3 ดวย 72 พอจะมีเหตุผลอยูสองประการ ประการแรกคือ การประมาณคา ln(1 + r /100) ≈ r /100 นั้น เปนการประมาณที่ใหคามากกวาคาที่แทจริงไปเล็กนอย เพื่อใหประมาณคาผลหารใหใกลเคียงสักหนอย จึงควรเพิ่มคาของตัวเศษอีกเล็กนอยเชนกัน และเหตุผลประการที่สองคือ 72 เปนจํานวนที่ทําใหเราคํานวณผลหารไดงาย แทจริงแลว ยังมีเหตุผลสนับสนุนในเชิงลึกมากกวานี้ แตมิใชประเด็นสําคัญในที่นี้ เราไดเห็นกันแลววา สูตรลับที่ใชกันนั้นมีที่มาจากความรูทางคณิตศาสตรนั่นแหละ แตปรับใหอยูในรูปแบบที่งายตอการใชงานเทานั้น ซึ่งถาเรามีความรูคณิตศาสตร วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๒๗
  • 41. เหลานี้ สูตรลับก็จะไมลับอีกตอไป และเรายังสามารถพัฒนาสูตรใหมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไดดวย ยิ่งไปกวานั้น การจะตอบคําถามวา ตองทําอยางไรใหมีเงินออมสักสิบลานยามเกษียณ จะไมใชเรื่องที่ยากเย็นอีกตอไป ถาสามารถลงทุนใหไดผลตอบแทน 6% ตอป 72เราจะไดเงินอีกเทาตัวทุกๆ = 12 ปโดยประมาณ ดังนั้นถาขณะนี้อายุสัก 24 ป เหลือ 6เวลาอีก 36 ปจึงจะอายุ 60 แถมยังลงทุนใหเงินเพิ่มเปน 2 เทาไดทุก 12 ป แสดงวาใน 10ระยะเวลา 36 ป จะไดเงินเพิ่มเปน 2× 2× 2 = 8 เทา ดังนั้น เราตองลงทุน = 1.25 8ลาน ในขณะที่มีอายุ 24 ป ก็จะบรรลุจุดมุงหมายที่ปรารถนา แตหากสามารถลงทุนได 72ผลตอบแทนถึง 8% ก็จะใชเวลาประมาณ =9 ป เพื่อใหเงินรวมเทากับ 2 เทา ใน 8 10เวลา 36 ป และจะไดเงินเพิ่มเปน 2 × 2 × 2 × 2 = 16 ฉะนั้นลงทุนเพียง = 0.625 16ลาน หรือเทากับ 625, 000 บาท ก็จะงอกเงยเปน 10 ลานเมื่อเกษียณที่อายุ 60 ป ๒๘ คณิตคิดออม
  • 42. คณิตศาสตรกับการจัดการความเสี่ยง Mathematics and Risk Management พิทยา กลองกระโทก  เชื่อวาหลายๆ คน โดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาเกิดคําถามขึ้นขณะที่นั่งเรียนบางบทเรียนในวิชาคณิตศาสตร เชนวา “เรียนแลวจะเอาไปใชในชีวิตจริงไดหรือเนี่ย” “ทําไมตองเรียนเรื่องพวกนี้ดวย เวลาทํางานไมเห็นตองใชเรื่องพวกนี้เลย” “คนที่เรียนคณิตศาสตรในระดับสูงๆ นั้นเคาทํางานอะไรกันไดบางนะ” ในความเปนจริงแลวคณิตศาสตรถือเปนศาสตรที่เปนพื้นฐานสําคัญซึ่งสามารถนําไปประยุกตใชในศาสตรดานอื่นๆ และในบางเรื่องที่หลายๆ คนอาจนึกไมถึงได ในบทความฉบับนี้จะกลาวถึงการนําคณิตศาสตรพื้นฐาน ที่เคยเรียนในระดับมัธยมตอนปลาย มาใชในเรื่องการจัดการความเสี่ยงโดยเนนทางดานการเงินความเสี่ยง Niels Bohr (1885-1962) “Prediction is very difficult, especially about the future” ตามที่นักวิชาการหลายๆ ทานไดนิยามไววา ความเสี่ยง (Risk) คือ ความไมแนนอนของเหตุการณซึ่งไมสามารถคาดเดาไดวาจะเกิดเมื่อใด แตทั้งนี้ความเสี่ยงกับความไมแนนอนนั้นมีเสนบางๆ คั่นกลางอยู ตัวอยางเชน ในการแขงขันกีฬา ถามีการแจงกฎกติกาการแขงขันแกผูแขงขันกอน ซึ่งทําใหผูแขงขันสามารถคิดแผนหรือกลยุทธในการที่จะเอาชนะคูตอสูภายใตกติกาได เชน ถาคูตอสูเลนแผนนี้ เราควรที่จะรับมืออยางไร หรือถาคูตอสูเลนอีกแผนหนึ่ง เราควรที่จะแกเกมอยางไร ในกรณีนี้ เรามีความเสี่ยงที่จะชนะหรือแพ ในทางกลับกัน ถาการแขงขันไมมีกฎกติกา ผูแขงขันสามารถเลนอยางไรก็ไดเพื่อเอาชนะอีกฝาย และการตัดสินวามีการผิดกฎ หรือไมจะมาจากการสุมโดยกรรมการ ลักษณะนี้จึงเรียกวาความไมแนนอน พูดใหเขาใจงายๆ ก็คือ ความเสี่ยงสามารถวัดไดแตความไมแนนอนไมสามารถวัดได ความเสี่ยงทางดานการเงินแบงเปน 3 ประเภทใหญๆ คือ ความเสี่ยงดานตลาด(Market Risk) เปนความเสี่ยงซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของราคา โดยเปนผลมาจาก วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๒๙
  • 43. การเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยในตลาด อัตราการแลกเปลี่ยน หรืออุปสงคและอุปทานการลงทุนในตลาดการเงิน ความเสี่ยงดานเครดิต (Credit Risk) คือ ความเสี่ยงจากการไมกระทําตามสัญญาของคูสัญญา เชน การไมชําระหนี้ตามที่ตกลงกันไว และความเสี่ยงดานการปฏิบัติการ (Operational Risk) ซึ่งเกิดการปฏิบัติการที่ผิดพลาด ในบทความนี้จะขอกลาวถึงเฉพาะความเสี่ยงดานตลาด ความเสี่ ย งทางด า นการเงิ น ถื อ เป น ความเสี่ ย งที่ มี ค วามสํ า คั ญ ประเภทหนึ่ งเนื่องจากเปนความเสี่ยงที่มีผลกระทบตอเงินของเราโดยเฉพาะเรื่องการลงทุน ถาเปนการลงทุนที่ตนทุนอยูที่ระดับไมสูงอาจจะมีผลกระทบนอย แตในกรณีที่เปนการลงทุนของบริษัทใหญที่มีตนทุนอยูในระดับสิบลานหรือพันลานนั้น ความเสี่ยงถือเปนหนึ่งในเรื่องที่ผูลงทุนยอมใหความสําคัญมากทีเดียว การจัดการความเสี่ยงจึงเขามามีบทบาทในบริษัทหรือองคกรตางๆ โดยเครื่องมือสําคัญที่ใชพิจารณาคือ คา VaR (Value-at-Risk) หรือคาระดับความเสี่ยง ซึ่งวัดความเสียหายที่คาดวาจะเกิดขึ้นกับพอรทการลงทุนภายในชวงระยะเวลาหนึ่งขางหนา เชน 10 วัน ภายใตระดับความเชื่อมั่นหนึ่งเชน 95% หรือ 99% สูตรทั่วไปในการคํานวณคา VaR คือ VaR = N × σ ×CI × Tโดย N คือ คาเงินลงทุน (บาท) σ คือ คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการลงทุน CI คือ คาสัมประสิทธตามระดับความเชื่อมั่นที่กําหนด เชน ถากําหนดระดับความเชื่อมั่นที่ 95% คา CI จะเทากับ 1.65 ถากําหนดระดับความเชื่อมั่นที่ 99% คา CI จะเทากับ 2.33 T คือ ระยะเวลาตามที่พิจารณาคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานการลงทุน (วัน) สูตรขางตนเปนการวัดคา VaR ในกรณีที่หลักทรัพยในครอบครองมีเพียงชนิดเดียว ทั้งนี้หลักทรัพยในครอบครอง (Portfolio) คือ หลักทรัพยทั้งหมดในความครอบครองของผู ล งทุ น รายใดรายหนึ่ ง สาเหตุ สํ า คั ญ ที่ ก ารลงทุ น มั ก ประกอบด ว ยหลักทรัพย 2 ชนิดขึ้นไปคือ เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุน หรือเพื่อกระจายความเสี่ยงแตยังชวยใหผลตอบแทนที่แนนอนขึ้นนั่นเอง เพราะถาลงทุนดวยหลักทรัพยเพียงชนิดเดียวแลวเกิดขอผิดพลาด หรือความเสียหายขึ้นก็คือจบ แตถามีหลักทรัพย 2 ชนิด หรือ ๓๐ คณิตศาสตรกับการจัดการความเสี่ยง
  • 44. มากกวา ถึงจะเกิดความเสียหายที่หลักทรัพยตัวเดียว ก็ยังมีหลักทรัพยชนิดอื่นที่ยังสามารถชวยพยุงการลงทุน หรือคงไมโชครายขนาดที่หลักทรัพยทุกชนิดในครอบครองขาดทุนทั้งหมด กลาวถึงเรื่องความเสี่ยงมาตั้งนาน หลายทานอาจสงสัยวา แลวคณิตศาสตรเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ ไมแนใจวาผูอานยังจําสถิติพื้นฐานเรื่องความนาจะเปนที่เรียนในระดั บ มั ธ ยมศึ ก ษาได อ ยู ห รื อ ไม ทั้ ง นี้ ผู เ ขี ย นขออนุ ญ าตดั ด แปลงตั ว อย า งเรื่ อ งการกระจายความเสี่ยงจากคุณวิบุล วงศภูวรักษ ซึ่งตั้งกรณีศึกษาที่สามารถทําความเขาใจไดงาย ดังตอไปนี้ ในการปลูกสวนผลไม ถาเปรียบเทียบการปลูกผลไมเพียงชนิดเดียว กับการปลูกผลไม 2 ชนิดหรือที่เรียกวาสวนผสมเพื่อจําหนาย ดังตาราง ตารางที่ 1 การปลูกและจําหนายผลไมเพียงชนิดเดียว ตารางที่ 2 การปลูกและจําหนายผลไม 2 ชนิดหรือสวนผสม จะเห็ น ได ว า ถึ ง แม ก ารปลู ก ผลไม เ พี ย งชนิ ด เดี ย วจะมี โ อกาสที่ ข ายได ร าคาดีเท ากั บ 1/3 แต โ อกาสที่ จ ะขายได ร าคาแยก็ เ ท ากั บ 1/3 เท ากั น ถ าคิ ด อี ก แง ห นึ่ ง ว าแทนที่เราจะปลูกผลไมเพียงชนิดเดียว เราลองปลูก 2 ชนิดคือผลไม ก และ ข จะเห็นวาถึงแมโอกาสที่จะขายไดราคาดีขึ้นมีเพียง 1/9 แตโอกาสที่จะขายไดราคาแยก็มี เพียง 1/9 วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๓๑
  • 45. ถาพิจารณาโอกาสที่จะขายไดราคาปานกลางคือไมแยหรือไมดีมาก จะเห็นวาในการปลูกผลไมชนิดเดียวมีเพียง 1/3 แตในการปลูกสวนผสมมีถึง 7/9 ซึ่งมีคามากกวา เราสามารถเปรียบเทียบตัวอยางนี้กับการลงทุนดานการเงินไดเชนกัน นั่นคือ การลงทุนที่มีหลักทรัพยในครอบครองเพียงชนิดเดียวหรือมากกวา ถึงแมการลงทุนที่มีหลักทรัพยในครอบครอบมากกวาหนึ่งชนิดหรือ 1-Share Portfolio จะทําใหโอกาสที่จะไดกําไรสูงนอยลง แตถาคิดในทางกลับกัน การลงทุนเชนนี้ทําใหผลตอบแทนที่เราไดรับมีความมั่นคงมากขึ้นดวย คราวนี้จะขอยอนกลับไปเรื่องการหาคา VaR ของเรา สูตรขางตนนั้นเปนการหาคา VaR ในกรณี 2-Share Portfolio นั้น เราไมสามารถนําคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการลงทุน 2 ชนิดมาบวกกันเฉยๆ ได เนืองจากคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานมี ่คุณสมบัติเปน Vector ซึ่งการบวกกันของ 2 Vector นัน ถายังจํากันได คือเราใชกฎ ้ของ Cosine มาชวยในการบวกกัน ดังแสดงในตาราง ตารางที่ 3 การคํานวณคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน σ สําหรับ 2-Share Portfolio ๓๒ คณิตศาสตรกับการจัดการความเสี่ยง
  • 46. ในกรณีที่เปน 3-Share Portfolio ก็เชนกัน ที่เราไมสามารถนําคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการลงทุนมารวมกันตามปกติได เรายังคงตองอาศัยกฎของ Cosine เชนเคยนั่นคือ d 2 = a 2 + b 2 + c 2 + 2ab ⋅ cos θab + 2bc ⋅ cos θbc + 2ac ⋅ cos θac แลวจึงนําคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานในการลงทุนที่ไดจากการคํานวณ ดังกลาวไปใชในการหาคา VaR ในลําดับตอไป ทั้งนี้การคํานวณโดยใชกฎของ Cosine นั้น ถากรณีที่จํานวนหลักทรัพยในครอบครองมีมากอาจจะใหเกิดความยุงยากมากขึ้นในเรื่องสูตรที่ใชในการคํานวณ เราสามารถใชเรื่องของ Matrix มาใชแทนไดดังตาราง ตารางที่ 4 การคํานวณคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน σ สําหรับโดยใชวิธี Matrix โดย คา Wi ; i = 1,2,... คือคาสัดสวนในการลงทุนในหลักทรัพยแตละชนิดคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของการลงทุนที่ไดจากการใชวิธี Matrix จะมีคาเทากับคาที่ไดจากวิธีกฎ Cosine คือ 2-Share Portfolio c 2 = (w1σ 1 )2 + (w2σ 2 )2 + 2(w1σ 1 )(w2σ 2 )ρ12 3-Share Portfolio d 2 = (w1σ1 )2 + (w2σ2 )2 + (w3σ3 )2 + 2(w1σ1 )(w2σ2 )ρ12 + 2(w2σ2 )(w 3σ3 )ρ23 + 2(w1σ1 )(w 3σ3 )ρ13 วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๓๓
  • 47. ซึ่งถาในการลงทุนที่มีจํานวนหลักทรัพยในการลงทุนมากกวาสามชนิดก็ยังสามารถใชวิธีการคูณแบบ Matrix เขามาใชไดอยู เพียงแตอาจจะตองใชเรื่องของโปรแกรมคอมพิวเตอรเขามาชวยในการคํานวณ แลวทําการกําหนดวาใหใชวิธี Matrix จะเห็นไดวาเราสามารถนําคณิตศาสตรมาประยุกตใชไดในชีวิตจริง แมกระทั่งในเรื่องความนาจะเปนเรื่องกฎของ Cosine เรื่อง Vector และเรื่องการคูณกันของMatrix ซึ่งเปนเรื่องที่หลายๆ คนมีคําถามวาทําไมจึงตองเรียนเรื่องเหลานี้ ยังมีอีกหลายๆ เรื่องของคณิตศาสตรที่เราอาจมองขามวาไมสําคัญ แตความจริงแลวสําคัญมากๆ อีกดวย เพราะฉะนั้นเรามาตั้งใจเรียนคณิตศาสตรกันเถอะ เอกสารอางอิง1. กิตติพันธ คงสวัสดิ์เกียรติ. (2548-2550) บทความจากหนังสือบิสิเนสไทย คอลัมน สองธุรกิจ2. แหลงขอมูล: http://www.bot.or.th/THAI/FINANCIALMARKETS/ RESERVEMANAGEMENT/Pages/ReservesManagement.aspx วันที่สืบคน 27 กันยายน 2554.3. แหลงขอมูล: http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=308.0 วันที่สืบคน 24 กันยายน 2554.4. แหลงขอมูล: http://www.gotoknow.org/blog/drkittiphun/408505 วันที่สืบคน 4 ตุลาคม 2554.5. แหลงขอมูล: http://www.gotoknow.org/blog/intertwined/118623 วันที่สืบคน 2 ตุลาคม 2554.6. แหลงขอมูล: http://www.thaibma.or.th/bond_tutor/pdf/VaR.pdf วันที่สืบคน 29 กันยายน 2554.7. Crouhy, M., Galai, D. and Mark R. (2001) Risk Management. USA. McGrawHill Companies8. Hull, J.C. (2009) Options, Futures, and Other Derivatives (7th Edition). USA. Pearson Education Inc.9. Hillson, D. and Murray-Webster, R. (2007). Understanding and Managing Risk Attitude (2nd Edition). Gower Publishing Limited.10. Vuuren, G. V. (2009) Risk and Regulations. Held at: Brunel University, Uxbridge, UK, January, 2009. ๓๔ คณิตศาสตรกับการจัดการความเสี่ยง
  • 48. คณิตศาสตรและการจัดการการผลิต: สองศาสตรที่สัมพันธกัน Math and Operations Management: The Two Interrelated Disciplines   ผศ.ดร.ทิพยรตน เลาหวิเชียร  ั การจัดการการผลิตหรือการบริหารปฏิบัติการ (Operations Management) เปนการบริหารระบบขององคกรทีรับผิดชอบดานการผลิตสินคา (Goods) และ/หรือ บริการ ่(Services) โดยระบบนี้มีองคประกอบตางๆ ที่สําคัญดังตอไปนี้ 1. ปจจัยปอนเขา (Inputs) อาจเปนแรงงาน ที่ดิน เงินทุน ขอมูล เครื่องจักร อุปกรณ ซึ่งเปนสิ่งที่จําเปนตองใชในการผลิตสินคาและบริการ 2. การแปรรูป (Transformation/Conversion Process) เปนขบวนการที่ใชในการ เปลี่ยนปจจัยปอนเขาเปนผลผลิต อาทิเชน การตัด การหลอม การติดฉลาก การตรวจรักษา การใหคําปรึกษา เปนตน 3. ผลยอนกลับ (Feedback) เปนการประเมินผลการปฏิบัติการของขบวนการแปร รู ป เพื่ อ ให เ กิ ด ความมั่ น ใจว า ผลผลิ ต ของสิ น ค า และบริ ก ารที่ ไ ด เ ป น ไปตามที่ ตองการ 4. ผลผลิต (Outputs) เปนสิ่งที่เกิดขึ้นจากการแปรรูปปจจัยปอนเขาโดยแบงได เปน 2 ประเภทคือ สินคา (จับตองได) และ บริการ (จับตองไมได) 5. การควบคุม (Control) เปนขบวนการที่ใชในระบบการผลิตโดยทําการตรวจสอบ ผลผลิตที่เกิดขึ้นจริงเปรียบเทียบกับแผนการที่ไดกําหนดไวกอนการผลิตเพื่อ เปนการประกันวาสินคาและบริการเปนไปตามแผนที่ไดกําหนดไวแลว ทั้งนี้ องคประกอบทั้ง 5 กอใหเกิดระบบ ดังแสดงในรูปที่ 1 วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๓๕
  • 49. มูลคาเพิ่ม ผลผลิต ปจจัยปอนเขา การแปรรูป - สินคา - บริการ การยอนกลับ การยอนกลับ การยอนกลับ การควบคุม รูปที่ 1 องคประกอบของระบบการจัดการการผลิตสินคาและบริการ จากรูปที่ 1 พบวาสิ่งหนึ่งที่อาจจะเกิดขึ้นไดในระบบการจัดการการผลิตสินคาและบริการคือการเพิ่มมูลคา (Value-Added) ซึ่งในการบริหารธุรกิจ คําวาการเพิ่มมูลคาใชอธิบายถึงความแตกตางระหวางตนทุนของปจจัยปอนเขาทั้งหมดและราคาของสินคาและบริการที่ลกคายินดีที่จะจาย แตหากมองในแงขององคกรไมหวังกําไร (Non Profit ูOrganization) แลว การเพิ่มมูลคาเปนการมองที่ผลกระทบของผลผลิตทีเกิดขึ้นวามีผลดี ่ตอสังคมในสวนรวมมากนอยเพียงใด ดังนันสําหรับหนวยงานภาครัฐหรือองคกรไมหวัง ้กําไรแลว อาจกลาวไดวา ระบบที่ยิ่งกอใหเกิดมูลคาเพิ่มมาก ระบบนั้นก็ยิ่งมีประสิทธิผล(Effectiveness) มาก อยางไรก็ตาม ในแงของการบริหารธุรกิจ องคกรยังตองคํานึงถึง ประสิทธิภาพ(Efficiency) ดวย ซึ่งหมายถึงการใชปจจัยปอนเขาที่มีอยูอยางคุมคา เพื่อใหไดมาซึ่งผลผลิตที่ตองการ สําหรับการจัดการการผลิตก็เชนเดียวกัน เพือใหการบริหารจัดการมี ่ประสิทธิภาพ ผูบริหารการผลิตจําเปนตองเปนทั้งผูวางแผน (Planner) และผูทําการตัดสินใจ (Decision Maker) โดยการจะเปนผูวางแผนที่ดี และผูทําการตัดสินใจไดอยางถูกตอง ขอมูลตางๆ มีความสําคัญมาก ซึ่งในการบริหารการผลิตพบวา ขอมูลที่จําเปนหลายอยางตองอาศัยวิธีการเชิงปริมาณ (Quantitative Method) และโมเดลทางคณิตศาสตร (Mathematical Models) มาเกี่ยวของอยางหลีกเลี่ยงไมได คณิตศาสตรถูก ๓๖ คณิตศาสตรและการจัดการการผลิต
  • 50. นํามาใชเปนสวนของการจัดการการผลิตในหลายกิจกรรม อาทิเชน การวางแผนกําลังการผลิต การบริหารสินคาคงคลัง และการจัดตารางการผลิต เปนตน ซึ่งจะแสดงตัวอยางใหเห็นในสวนตอไปของบทความนี้คณิตศาสตรกับการวางแผนกําลังการผลิต (Capacity Planning) กําลังการผลิตในที่นี้ เจาะจงวาเปนกําลังการผลิตจากเครื่องจักร ดังนั้นจึงหมายถึง จํานวนเครื่องจักรทีตองมีไวสําหรับการผลิต ตัวอยางเชน บริษัทแหงหนึ่งผลิต ่สินคา 3 ประเภทคือ สินคา ก ข ค และเครื่องจักรที่ใชในการผลิต 1 เครื่องตองผลิตงานวันละ 8 ชั่วโมง และ เดินเครื่องผลิต 250 วัน ตอป ขอมูลความตองการสินคาตอปและเวลาที่ใชในการผลิตสินคาแตละประเภท แสดงดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 ขอมูลพื้นฐานสําหรับใชในการวางแผนกําลังการผลิต สินคา ความตองการสินคา เวลาที่ใชในการผลิตสินคา ตอป (ชั่วโมง) ก 500 8 ข 900 2 ค 600 6 จากตารางที่ 1 ทําใหทราบเวลาผลิตทั้งหมดตอปของสินคาทั้ง 3 ประเภท คือ(500 x 8) + (900 x 2) + (600 x 6) = 9,400 ชั่วโมง และจากขอมูลเบื้องตนทําใหทราบวาเครื่องจักร 1 เครื่อง สามารถผลิตสินคาไดตอป = 8 x 250 = 2,000 ชั่วโมง ดังนั้นบริษัทนี้จําเปนตองมีเครื่องจักรทั้งหมด = 9,400/2,000 = 4.7 เครื่อง ~ 5 เครื่อง ตัวอยางการวางแผนกําลังการผลิตขางตน ไมไดคํานึงถึงตนทุนการผลิตและรายไดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถาหากผูผลิตตองการนําขอมูลตนทุนรวมและรายไดรวมมาพิจารณารวมกันจะสามารถหาความสัมพันธตางๆ ไดดังตอไปนี้ ตนทุนรวม = ตนทุนคงที่ + ตนทุนผันแปรรวม ตนทุนผันแปรรวม = ปริมาณสินคาทั้งหมด (Q) x ตนทุนผันแปรตอหนวย รายไดรวม = รายไดตอชิ้น x ปริมาณสินคาทั้งหมด (Q) วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๓๗
  • 51. โดยที่จุดคุมทุน (Break- Even Point) พบวาตนทุนรวมเทากับรายไดรวม ดังนั้นจึงสามารถเขียนเปนสมการไดดังตอไปนี้ ตนทุนรวม = รายไดรวม ตนทุนคงที่ + ตนทุนผันแปรรวม = รายไดตอชิ้น x ปริมาณสินคาทั้งหมดตนทุนคงที่ + (Q x ตนทุนผันแปรตอหนวย) = รายไดตอชิ้น x Q ตนทุนคงที่ …………สมการที่ 1 Q = รายไดตอชิ้น – ตนทุนผันแปรตอหนวย สมการที่ 1 เปนสมการที่ใชหาปริมาณการผลิตสินคาทั้งหมดที่จุดคุมทุน โดยถาองคกรผลิตสินคาที่ปริมาณ Q นี้ องคกรจะยังไมสามารถทํากําไรได แตองคกรก็ยงไม ัขาดทุน ดังนั้นในการบริหารการผลิตเชิงธุรกิจแลว องคกรตองผลิตใหไดมากกวาปริมาณQ เพื่อกอใหเกิดกําไร ตัวอยางตอไปนี้แสดงใหเห็นถึงการนําสมการที่ 1 มาใชในการวางแผนกําลังการผลิต บริษัทแหงหนึงกําลังทําการตัดสินใจวาควรมีเครื่องจักรที่ใชในการผลิตกี่เครื่อง ่โดยการตัดสินใจใหพิจารณาจากขอมูลในตารางที่ 2 ประกอบ ตารางที่ 2 ขอมูลตนทุนสําหรับใชในการวางแผนกําลังการผลิต จํานวนเครื่องจักรที่ซื้อ ตนทุนคงที่ จํานวนผลผลิตสูงสุดที่ผลิต (บาท) ไดตอป (ชิ้น) 1 25,000 600 2 45,000 1,200 3 70,000 1,800 ตนทุนผันแปรตอชิ้น 100 บาท รายไดตอชิ้น 140 บาท ยอดขายตอป 950 – 1,250 ชิน ้ นําขอมูลในตารางที่ 2 มาคํานวณหาจุดคุมทุนของเครืองจักรแยกตามจํานวน ่เครื่องโดยใชสมการที่ 1 ดังนี้ ๓๘ คณิตศาสตรและการจัดการการผลิต
  • 52. 25,000ทางเลือกที่ 1 ซื้อเครืองจักร 1 เครื่อง ่ Q= = 625 ชิ้น 140 − 100 45,000ทางเลือกที่ 2 ซื้อเครืองจักร 2 เครื่อง ่ Q= = 1,125 ชิ้น 140 − 100 70,000ทางเลือกที่ 3 ซื้อเครืองจักร 3 เครื่อง ่ Q= = 1,750 ชิ้น 140 − 100 จากขอมูลยอดขายตอปซึ่งอยูระหวาง 950 – 1,250 ชิ้น พบวาการมีเครื่องจักร1 เครื่องไมสามารถตอบสนองตอความตองการของลูกคาไดเนื่องจาก เครื่องจักร 1เครื่อง ผลิตไดสูงสุดเพียงปละ 600 ชิ้นเทานั้นและจุดคุมทุนอยูที่ 625 ชิ้น ซึ่งเกินกําลังการผลิตของเครื่องจักรเครื่องเดียว ในขณะที่ทางเลือกการซื้อเครืองจักร 3 เครื่องก็ ่เปนไปไมไดในทางธุรกิจ เนื่องจากการมีเครื่องจักร 3 เครืองนั้น หากตองการที่จะใหคุม ่ทุนการผลิตตองผลิตใหขายไดอยางนอยปละ 1,750 ชิน ซึ่งเกินยอดขายตอปสูงสุด ้1,250 ชิ้น สําหรับทางเลือกการซื้อเครืองจักร 2 เครื่องพบวาจุดคุมทุนคือ 1,125 ชิ้นซึ่ง ่ตกอยูในชวงยอดขายตอประหวาง 950 – 1,250 ชิ้น ดังนันบริษัทแหงนีจึงควรมีกําลังการ ้ ้ผลิตโดยใชเครืองจักรจํานวน 2 เครื่อง ่คณิตศาสตรกับเทคนิคการบริหารสินคาคงคลังแบบ ABC สินคาคงคลังในแตละองคกรมีมากมายหลายชนิด การทีองคกรตองใหความใส ่ใจควบคุมดูแลสินคาคงคลังทังหมดอยางเทาเทียมกันนั้น สงผลใหองคกรเกิดคาใชจายที่ ้สูงและใชเวลามาก ดังนั้นเทคนิคการบริหารสินคาคงคลังแบบ ABC จึงมีวัตถุประสงคเพื่อจําแนกประเภทของสินคาคงคลังออกเปนกลุมตางๆ ที่มีความสําคัญมากนอยตางกันทั้งนี้ ก็เพื่อชวยใหองคกรสามารถบริหารจัดการในเรื่องของการควบคุมดูแลสินคาแตละประเภทใหแตกตางกันออกไปตามระดับความสําคัญได หลักเกณฑในการแบงกลุมสินคา มักใชมูลคารวมของสินคาเปนเกณฑ โดยการบริหารสินคาคงคลังแบบ ABC มีหลักคือ สินคาคงคลังปริมาณนอย มีมูลคารวมมากที่สุด กลุมนี้ถอวามีความสําคัญมากที่สุด เรียกวากลุม A และ สินคาคงคลังปริมาณมาก ื วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๓๙
  • 53. มีมูลคารวมนอยที่สุด กลุมนี้ถือวามีความสําคัญนอยที่สุด คือกลุม C สวนกลุม B เปนสินคาที่มีทั้งปริมาณและมูลคารวมปานกลาง โดยปกติสินคากลุม A มีปริมาณสินคาประมาณ 10-20% ของปริมาณรายการสินคาทั้งหมด แตมีมูลคารวมประมาณ 60-70% ของมูลคารวมสินคาทั้งหมด สวนสินคากลุม C มีปริมาณสินคาประมาณ 50-60% ของปริมาณรายการสินคาทั้งหมด แตมีมูลคาประมาณ 10-15% ของมูลคาสินคารวมทั้งหมด ตัวอยางของการนําหลักการบริหารสินคาคงคลังแบบ ABC ไปใช แสดงดังตอไปนี้ องคกรแหงหนึงมีสินคาคงคลังทั้งหมด 10 ประเภท โดยมีรายละเอียดดังตารางที่ ่3 หากบริษัทนีตองการนําระบบการบริหารสินคาคงคลังแบบ ABC มาใชจะสามารถแบง ้สินคาคงคลังทังหมดจาก 10 ประเภทเปน 3 กลุมแสดงผลดังตารางที่ 4 ้ ตารางที่ 3 ขอมูลสําหรับใชในการบริหารสินคาคงคลังแบบ ABC ความตองการสินคาตอป ตนทุนสินคาตอชิ้น ประเภทสินคา (ชิ้น) (บาท) 1 920 250 2 400 100 3 335 120 4 500 135 5 600 70 6 555 80 7 750 390 8 885 850 9 600 3050 10 550 460 ๔๐ คณิตศาสตรและการจัดการการผลิต
  • 54. ตารางที่ 4 ผลการจัดกลุมสินคาคงคลังแบบ ABC ความ ตนทุน มูลคารวม ตองการ สินคา มูลคารวมแต (%) มูลคารวม ประเภท สินคาตอ ตอชิ้น ละประเภท จากมาก สะสม สินคา ป (ชิ้น) (บาท) (บาท) ไปนอย (%) กลุม 9 600 3050 1,830,000 49.16% 49.16% A 8 950 866 822,700 22.10% 71.26% A 7 590 385 227,150 6.10% 77.36% B 10 620 390 241,800 6.50% 83.85% B 1 900 367 330,300 8.87% 92.72% B 4 720 85 61,200 1.64% 94.37% C 6 600 80 48,000 1.29% 95.66% C 5 606 70 42,420 1.14% 96.80% C 3 1550 55 85,250 2.29% 99.09% C 2 400 85 34,000 0.91% 100.00% C มูลคารวมทุกประเภท 3,722,820 ตารางที่ 4 แสดงใหเห็นวาสินคากลุม A มี 2 ประเภทคือสินคาที่ 9 และ 8 จากสินคาทั้งหมด 10 ประเภท คิดเปน 20% ของประเภทสินคาทั้งหมด แตมูลคาของ A มีมากถึงประมาณ 71% ของมูลคาสินคารวม ในขณะที่สินคากลุม C มี 5 ประเภทคือสินคาที่ 4 6 5 3 และ 2 คิดเปน 50% ของประเภทสินคาทั้งหมด แตมูลคาของ C มีเพียงแคประมาณ 7% ของมูลคาสินคารวม สําหรับสินคากลุม B มี 3 ประเภทคือสินคาเบอร 710 และ 1 คิดเปน 30% ของประเภทสินคาทั้งหมดและมูลคาของ B เปน 22% ของมูลคาสินคารวม จะเห็นไดวาประเภทของสินคาในกลุม B มีมากกวาในกลุม A แตนอยกวาในกลุม C สวนมูลคารวมของสินคาในกลุม B มีมากกวาในกลุม C แตนอยกวาในกลุม A วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๔๑
  • 55. การบริหารสินคาคงคลังแบบ ABC สามารถชวยใหผูบริหารทราบไดวา ควรใหความใสใจในสินคาแตละกลุมตางกันอยางไร อาทิเชน การตรวจสอบคลังสินคาในเรื่องความเปนปจจุบัน ซึงหมายถึงความแตกตางระหวางปริมาณสินคาที่มีอยูจริงในคลังกับ ่ปริมาณสินคาตามบันทึกในเอกสาร การตรวจสอบกลุม A ควรมีความคลาดเคลื่อนนอยกวาในกลุม B และ C เปนตนคณิตศาสตรกับการจัดตารางการผลิต (Scheduling) การจัดตารางการผลิตเปนเรื่องของการจัดลําดับ (Sequencing) วางานชิ้นใดควรถูกผลิตกอนหรือหลัง ยกตัวอยางเชนบริษัทแหงหนึ่งผลิตสินคา 3 ชนิด คือ สินคา กข และ ค โดยสินคาทั้ง 3 ชนิดนี้ตองผานการผลิตขั้นตอนสุดทายที่เครื่องบรรจุภัณฑเหมือนกัน ผูผลิตจําเปนตองทําการตัดสินใจวา ควรใหสินคาใดถูกเขาไปบรรจุหีบหอใน เครื่องบรรจุภณฑกอน ซึ่งในแงของการจัดตารางการผลิตแลว การจัดลําดับสินคาเขา ัเครื่องจักร จําเปนตองพิจารณาปจจัยเรื่องเวลาในการเตรียมเครื่องจักร (Setup Time)ดวย เนื่องจากเครื่องจักรตองผลิตชิ้นงานทีมีความแตกตางกันหลายประเภท นั่นคือถา ่ผูผลิตใหสินคา ก เขาเครื่องบรรจุภัณฑกอน แลวตามดวย ข และ ค ผูผลิตตองมีเวลาในการเตรียมเครืองใหพรอมสําหรับการผลิต ก และเมื่อเครื่องผลิต ก เสร็จแลว ผูผลิต ่ จําเปนตองใชเวลาในการเตรียมเครื่องจักรใหพรอมสําหรับงาน ข และ ค ซึ่งมีความแตกตางจากงาน ก เราเรียกเวลาตางๆ เหลานี้ที่เกิดขึ้นวา Setup Time นั่นเอง ตัวอยางตอไปนี้ แสดงการจัดตารางการผลิต โดยใชเวลาในการเตรียมเครื่องจักรเปนตัวกําหนดลําดับงาน ตารางที่ 5 แสดงถึงเวลาเตรียมเครื่องจักรในกรณีลําดับงานตางกัน ๔๒ คณิตศาสตรและการจัดการการผลิต
  • 56. ตารางที่ 5 เวลาเตรียมเครื่องจักร งานที่ตามมา เวลาเตรียมเครื่องจักร (ชั่วโมง) งานเริ่มตน งาน เวลาเตรียมเครื่องจักร ก ข ค (ชั่วโมง) ก 2 - 3 1 ข 1 4 - 2 ค 1 2 1 - เนื่องจากมี 3 งาน ดังนั้นการจัดลําดับงานจึงทําไดทั้งหมด 3! วิธี ซึ่งมีคาเทากับ3 x 2 x 1 = 6 วิธี ตารางที่ 6 แสดงถึง การจัดลําดับงานของทั้ง 6 วิธีโดยยึดเวลาเตรียมเครื่องจักรเปนเกณฑในการตัดสิน ตารางที่ 6 ทางเลือกการจัดลําดับงาน ลําดับงาน เวลาเตรียมเครื่องจักรรวม (ชั่วโมง) ก-ข-ค 2+3+2 = 7 ก-ค-ข 2+1+1 = 4 *** ต่ําสุด ข-ก-ค 1+4+1 = 6 ข -ค -ก 1+2+2 = 5 ค-ก-ข 1+2+3 = 6 ค -ข -ก 1+1+4 = 6 จากตารางที่ 6 พบวาการจัดตารางการผลิตโดยใหงาน ก เขาเปนลําดับแรกแลวตามดวยงาน ค เปนลําดับที่ 2 และใหงาน ข เขาเปนลําดับสุดทาย เปนวิธีการจัดลําดับงานที่ดีที่สุด เนื่องจากในภาพรวมแลว วิธีนี้ใชเวลาเตรียมเครื่องจักรนอยที่สุด เนื่องจาก วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๔๓
  • 57. เวลาที่ใชในการเตรียมเครื่องจักรเปนเวลาที่ไมไดกอใหเกิดผลผลิต ดังนั้นเวลาตรงนียิ่ง ้นอยยิ่งดี ในทางปฏิบัติงานจริงแลว คณิตศาสตรยังถูกนํามาใชในกิจกรรมตางๆ ของการจัดการการผลิตอีกมากมาย อาทิเชน การพยากรณยอดการผลิต การวางแผนผังการผลิตการวางแผนทําเลที่ตั้ง การวางแผนความตองการวัสดุ การบริหารโครงการ เปนตนดังนั้น อาจกลาวไดวา คณิตศาสตรและการจัดการการผลิต เปนสองศาสตรที่สัมพันธกันเพียงแตยังไมมีผูใดคํานวณหาคาสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ (Correlation Coefficient) ของสองศาสตรนี้ เอกสารอางอิง 1. Heizer, Jay and Render, Barry. (2010), Operations Management. 10th Edition, Prentice Hall.2. Reid, Dan R. and Sander, Nada R. (2005), Operations Management: An Integrated Approach, 2 nd Edition, Wiley.3. Stevenson, William J. (2007). Operations Management. 9th Edition, McGraw-Hill/Irwin. ๔๔ คณิตศาสตรและการจัดการการผลิต
  • 58. การวัดการไหลของอากาศภายใตสถานีรถไฟฟาบีทีเอส A Measurement of Air Flow in the Area Under BTS Sky Train Platforms ผศ.ดร.นพรัตน โพธิ์ชัย สวั ส ดี ท า นผู อ า นผู มี ใ จรั ก ในคณิ ต ศาสตร ทุ ก ท า น บางท า นอาจสงสั ย ว า ชื่ อบทความนี้ มาปรากฏอยูในหนังสือเลมนี้ไดอยางไร ทั้งๆ ที่ควรจะเปนหนังสือที่รวมเรื่องราวเกี่ยวกับคณิตศาสตรเอาไวมิใชหรือ แลวเรื่องราวที่นาจะเกี่ยวของกับสิ่งแวดลอมจะมาปรากฏอยูในที่นี้ไดอยางไร หากทานมีขอสงสัยเชนนั้น นับวาถูกตองแลวที่ทานไดใหความกรุณาอานบทความมาจนถึงบรรทัดนี้และผูเขียนใครขอรบกวนเวลาทานสักเล็กนอย เพื่อใหทานไดอานบทความนี้ตอไปจนจบ ผูเขียนเองทํางานอยูในสถาบันการศึกษาที่นับวาอยูในยานชานเมือง ไมบอยนักที่ จ ะได มี โ อกาสเข า ไปในเขตชั้ น ในของกรุ ง เทพมหานคร หากวั น ใดต อ งมี ธุ ร ะปะป งจําเปนตองเขาไปเมื่อใด มักจะพยายามหลบๆ เลี่ยงๆ การขับรถยนตสวนตัวเขาไปเสมอแตบางครั้งก็หลีกเลี่ยงไมไดเอาเสียเลย เมื่อประมาณสองปกอน ผูเขียนไดพาตัวเองและพาหนะคันนอยของผูเขียนไปจอดแนนิ่งอยูบนถนนในยานจราจรเหมือนจลาจลแหงหนึ่ง มองไปทางใดก็มีแตรถติดทอดสายตามองออกไปไกลหนอยก็พบทางซายเปนอาคารพาณิชย ลองมองไปทางขวาก็เห็นแตรถติดเรียงรายอยูถนนฝงตรงกันขาม เหลือบมองขึ้นไปทางดานบนหวังจะเห็นทองฟาสีคราม กลับพบแตใตถุนชานชาลาสถานีรถไฟฟาบีทีเอส ทั้งอากาศกลับยิ่งเพิ่มอุณหภูมิเปนเทาทวี เครื่องปรับอากาศภายในพาหนะของผูเขียนเอง ที่มีอายุมากกวานักเรียนชั้นมัธยมตน ก็ไมใครขมีขมันสรางความเย็นมากเทาใดนัก ทันใดนั้นผูเขียนเหลือบไปเห็นอุปกรณพนละอองน้ําที่ทางบริษัทรถไฟฟาบีทีเอสซึ่งทานไดติดตั้งเอาไวเพื่อพนละอองน้ําลงมาจากดานบน ผูเขียนอนุมานเองเองวาทานคงติดตั้งไวเพื่อสรางความชุมฉ่ําแกผูคนดานลาง ผูเขียนรูสึกเบาใจขึ้นมาเล็กนอย เพราะความหวังแหงการคลายรอนอยูเหนือศีรษะของผูเขียนเทานั้นเอง แตหลังจากผูเขียนนั่งรอความเย็นอยูนานสองนาน ก็หาไดพนละอองน้ําลงมาไม จึงตั้งขอสงสัยวาถาหากวา วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๔๕
  • 59. อุปกรณพนละอองน้ําดังกลาวสามารถแกปญหาบางสิ่งบางอยางได ทางบริษัทฯทานคงไมตระหนี่ปดการใชงานเอาไวนิ่งๆ เปนแน รูปที่ 1 สถานีชิดลม (www.thaitransport-photo.net) ผูเขียนเก็บความสงสัยเอาไวแตเพียงผูเดียวและอีกไมกี่เดือนตอมาผูเขียนไดมีเหตุจําเปนตองสัญจรผานไปในบริเวณนั้นอีกครั้ง แตคราวนี้เดินทางไปดวยรถประจําทางและจําตองลงเดินบนบาทวิถี พบวาขณะที่ผูเขียนเดินอยูภายนอกนั้น จะรูสึกวาอากาศไมรอนจนเกินไปนัก อาจเนื่องดวยมีลมพัดออนๆ พอใหคลายรอนไดบาง แตเมื่อเดินเขาไปบริเวณใตชานชาลากลับพบวา แมจะไมมีแดดสองเขามา แตลมเย็นๆ นั้นกลับพัดออนลงมากๆ จนถึงไมมีลมเอาเสียเลย อุณหภูมิที่คาดวาพนแดดแล ว คงจะสบายกลั บ กลายเป น ตรงกั น ข า ม อากาศที่ รู สึ ก ได อ บอ า วยิ่ ง กว า ภายนอกเหลี ย วมองดู ร า นรวงในบริ เ วณนั้ น ก็ ต า งป ด กระจกมิ ด ชิ ด และภายในติ ด ตั้ งเครื่องปรับอากาศกันหมด คาดวาหากไมมีเครื่องปรับอากาศเหลานั้นคงจะรอนไมตางอะไรกับผูเขียน ผูเขียนจึงไดถายรูปรอบๆ บริเวณนั้นเก็บเอาไวและตั้งขอสังเกตไววา ๔๖ การวัดการไหลของอากาศภายใตสถานีรถไฟฟาบีทีเอส
  • 60. การไหลเวียนของอากาศบริเวณถนนใตชานชาลาสถานีรถไฟฟาที่ลดลงหากเปรียบเทียบกับบริเวณภายนอกนั้น นาจะมีสาเหตุมาจากสิ่งใดกัน รูปที่ 2 อุปกรณพนละอองน้าสถานีราชดําริ ํ เดิ ม ที ผู เ ขี ย นนั้ น มี พื้ น ฐานการทํ าวิ จั ย ทางด า นการวิ เ คราะห ก ารไหลของน้ํ า(Water Flow Analysis) เพื่อตอบขอสงสัยดังกลาว ผูเขียนจึงเริ่มศึกษาปญหาการไหลของอากาศดวยตนเอง ผูเขียนศึกษาจากตําราและงานวิจัยหลายชิ้น และวางแผนวาผู เ ขี ย นควรจะเริ่ ม ศึ ก ษาโดยการจํ า ลองแบบทางคณิ ต ศาสตร (MathematicalSimulation) งายๆ ขึ้นมากอน โดยเลือกใชสมการงายๆ ที่สามารถอธิบายการไหลของอากาศได ตัวแบบที่ผูเขียนเลือกที่จะเริ่มตนศึกษาคือ ตัวแบบการไหลแบบศักย (PotentialFlow Model) ซึ่งเปนตัวแบบที่มีผลเฉลยคือ ความเร็ว (Velocity) ของอากาศ โดยเมื่อใดที่เราทราบความเร็วของของไหล จะทําใหเราทราบปริมาณ 2 ปริมาณไปพรอมๆกันไดแก อัตราเร็ว (Speed) ซึ่งเปนปริมาณสเกลาร (Scalar Quantity) และทิศทางตามแนวแกน X (X-Direction) และทิศทางตามแนวแกน Y (Y-Direction) ซึ่งเปน วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๔๗
  • 61. ปริมาณเวกเตอร (Vector Quantity) โดยสมการการไหลแบบศักยมีหนาตาที่เขาใจไดงายๆ คือ ∂ 2φ ∂ 2φ + =0 ∂x 2 ∂y 2 ∂φ ∂φ เมื่อ u= และ v = ∂x ∂y โดยที่ u คือความเร็วตามแนวแกน X มีหนวยเปน เมตร/วินาที v คือความเร็วตามแนวแกน Y มีหนวยเปน เมตร/วินาที และ φ เรียกวา ความเร็วศักย (Velocity Potential) จากนั้นผูเขียนทดลองตามที่ตําราแนะนํา ซึ่งคือการคํานวณโดยใหลองเพิ่มสิ่งกีดขวางงายๆ เขามาในระบบ โดยผูเขียนเลือกที่จะสมมติเสาของสถานีรถไฟฟาเขามากีดขวางในระบบ เพื่ อ การทดลองว า หากมี สิ่ ง กี ด ขวางเพิ่ ม เข า มาแล ว จะมี ผ ลต อ การไหลเวี ย นของอากาศมากน อ ยเพียงใด โดยผูเ ขี ยนพิ จ ารณาพื้ น ที่ใ ต ช านชาลาสถานีรถไฟฟ า ด ว ยมุ ม มองที่ เ ป น มุ ม มองจากทางด า นบน หากท า นนึ ก ภาพไม อ อก ใหจินตนาการเหมือนเรายืนและกมลงมองลงบนกลองใสรองเทาสักใบที่วางอยูบนพื้นนั่นเองจากนั้นเราจะไดลักษณะของพื้นที่ๆ จะศึกษาดังรูป รูปที่ 3 โดเมนของปญหา จากนั้นผูเขียนไดเลือกใชวิธีเชิงตัวเลขมาชวยในการหาผลเฉลยโดยประมาณของสมการ โดยผูเขียนเลือกวิธีไฟไนตเอลิเมนต (Finite Element Method) มาใช เนื่องดวยเปนวิธีที่สามารถพัฒนาตอไดไมยากนักหากมีการพิจารณาลักษณะทางกายภาพที่มี ๔๘ การวัดการไหลของอากาศภายใตสถานีรถไฟฟาบีทีเอส
  • 62. ความซั บ ซ อ นมากยิ่ ง ขึ้ น ต อ ไปในอนาคต โดยกรรมวิ ธี ก ารคํ า นวณของวิ ธี ไ ฟไนตเอลิเมนตอาจดูซับซอนอยูบาง แตไดผลลัพธออกมาเปนที่นาพอใจดังรูป รูปที่ 4 ขั้นตอนของการ Meshing โดเมน จากผลการคํานวณพบวาเมื่อใหอากาศความเร็วระดับหนึ่ง ไหลเขาทางดานหนาของชานชาลา เมื่ออากาศถูกกีดขวางทางเดินโดยเสาของสถานี ทําใหอากาศตองพยายามเคลื่อนที่ผานสิ่งกีดขวาง ซึ่งจําตองไหลเบียดเขาไปในชองทางที่แคบลง ทําใหอากาศในบริเวณนั้นมีความเร็วสูงขึ้นเล็กนอย แตเมื่อพนผานสิ่งกีดขวางเขาสูชองทางที่กวางกวา กลับพบวาดวยความเร็วของอากาศขาเขาที่มีไมมากนักอยูแลว กลับทําใหความเร็วของอากาศในบริเวณนั้นและภายในลดลงไปอีกพอสมควร ดังนั้นอาจเปนไปไดวาหากมีสิ่งกีดขวางทางไหลของอากาศในบริเวณ เชน สิ่งปลูกสราง ปายโฆษณา รถยนตที่จอดแอดอัดอยูในบริเวณ ฯลฯ ปจจัยเหลานี้อาจเปนเหตุใหการไหลเวียนของอากาศภายในบริเวณใตสถานีลดลงตามไปดวย แนนอนวาทานผูอานที่ไมรูจักมักคุนกับสาขาวิชาคณิตศาสตรประยุกต อาจตั้งขอสงสัยขึ้นมาในใจวา การคํานวณทางคณิตศาสตรจะไปประมาณคาปริมาณตางๆ ในธรรมชาติไดอยางไรและหากคํานวณไดแลวจะแมนยําจริงหรือ การคํานวณเหลานี้ไมนาจะเชื่อถือได ฯลฯ ผูเขียนเองก็เห็นดวยกับทานผูอานเชนกัน นักคณิตศาสตรจึงมีกระบวนการที่สําคัญประการหนึ่งคือ การปรับปรุงตัวแบบเชิงคณิตศาสตร โดยการที่นักคณิตศาสตรตองกลับไปแกไขการจําลองแบบอีกครั้ง โดยตองมีการเก็บขอมูลภาคสนาม วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๔๙
  • 63. เพื่อเปรียบเทียบและอาจมีการเพิ่มปจจัยภายนอกอื่นๆ เขามาปรับปรุงสมการที่นํามาสร า งการจํ า ลองแบบปรากฏการณ ท างธรรมชาติ เ หล านี้ โดยกระบวนการในการปรับปรุงมักจะกระทําในรูปแบบของการแกไขตัวแปรหรือพารามิเตอรตางๆ เขามาอีกซึ่งผูเขียนตองปฏิบัติเชนกัน โดยกรณีนี้ผูเขียนเลือกวิธีการเปลี่ยนตัวแบบเชิงคณิตศาสตรใหมีความเหมาะสมกับปญหามากยิ่งขึ้น คือสมการการเคลื่อนที่ในรูปแบบของสมการนาเวียร-สโตกส (Navier-Stokes Equations) ∂ 2ψ ∂ 2ψ + = −ω ∂x 2 ∂y 2 ∂ω ∂ω ⎛ ∂ 2 ω ∂ 2ω ⎞ u +v = ν ⎜ 2 + 2 ⎟. ∂x ∂y ⎜ ∂x ⎝ ∂y ⎟ ⎠ ∂ψ ∂ψ ∂u ∂v โดยที่ u = ,v = − และ + =0 ∂y ∂x ∂x ∂y เมื่อ ν คือ ความหนืดจลนศาสตร (Kinematic Viscosity) ของอากาศ ω คือ ความวน (Vorticity) นอกจากนั้นผูเขียนไดเพิ่มรายละเอียดของสิ่งกีดขวางในบริเวณเขาไปอีกจํานวนหนึ่ง โดยสมมติเหตุการณใหเปนเชนเดียวกับที่ผูเขียนประสบมาคือ รถยนตจํานวนหนึ่งจอดติดอยูภายในบริเวณ Platform 7.5 Ω 150 m รูปที่ 5 โดเมนของตัวแบบทีไดพัฒนาขึ้นใหม ่ ๕๐ การวัดการไหลของอากาศภายใตสถานีรถไฟฟาบีทีเอส
  • 64. y=7.5 m ψ=-7.5 ω=0 u=--1 m/s ∂ω =0 ∂n Ω ψ=-y ψ=0, ∂ψ ∂ω =0 ω=ωcar =0 ∂n 1.5 m ∂n y=0 ∂ω 4m ψ=0 =0 ∂n 150 m   รูปที่ 6 เงื่อนไขขอบของตัวแบบที่ไดพัฒนาขึ้นใหม จากนั้นหาผลเฉลย โดยประมาณอีกครั้งโดยวิธีไฟไนตเอลิเมนต ไดผลลัพธดังกราฟ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๕๑
  • 65. รูปที่ 7 การ Meshing โดเมนและผลการคํานวณของตัวแบบที่ 2 จากผลการคํานวณในครั้งนี้พบวา อากาศไหลเขาในตําแหนงที่อยูสูงขึ้นไปใกลกับเพดานของชานชาลาจะมีการไหลที่ดี และความเร็วของการไหลจะลดลงตามระดับความสูงที่ลดลงมา อีกทั้งความเร็วของการไหลของอากาศในตําแหนงที่ลึกเขาไปในสถานีจะชาลงตามลําดับ ที่นาสนใจยิ่งไปกวานั้นคือความเร็วของอากาศจะลดลงอยางมากในตําแหนงที่ใกลกับตัวถังและหลังคาของรถยนต ดังนั้นเปนไปไดวารถยนตที่จอดติดเรียงรายเหลานี้นาจะเปนปจจัยหนึ่งที่กีดขวางการไหลของอากาศ แนนอนวาหลังจากไดผลการคํานวณในขั้นนี้แลวผูเขียนยังตองกลับไปแกไขปรับปรุงตัวแบบใหมีความแมนยําขึ้นอีก ตองมีการทดสอบและเปรียบเทียบกับขอมูลภาคสนาม โดยเฉพาะอยางยิ่งการคํานึงถึงลักษณะทางโครงสรางที่แทจริงของสถานีรถไฟฟาของบริเวณที่ศึกษาซึ่งยังมีรายละเอียดอีกมาก ปจจัยที่ตองคํานึงถึงเหลานี้มีจุดประสงคเพื่อเพิ่มความแมนยําในการคํานวณใหมากยิ่งขึ้น มาถึงตรงนี้ทานผูอานคงมีความคิดเชนเดียวกันกับผูเขียนวา หากมีความจําเปนเชนนี้ เหตุใดจึงไมไปขอขอมูลจากบริษัทรถไฟฟาบีทีเอส แนนอนวาผูเขียนไมไดนิ่งนอนใจ จึงไดทําหนังสือเพื่อขอขอมูลดังกลาวโดยทําหนังสือถึงทานผูอํานวยการใหญบริษัทระบบขนสงมวลชนกรุงเทพจํากัด (มหาชน) ๕๒ การวัดการไหลของอากาศภายใตสถานีรถไฟฟาบีทีเอส
  • 66. ตอมาทางบริษัทฯ ไดโทรศัพทมาเชิญชวนใหผูเขียนไดมีโอกาสเขาพบกับ ทานผู อํ า นวยการใหญ ฝ า ยปฏิ บั ติ ก ารและท า นผู จั ด การแผนกประสานงานและควบคุ มโครงการ ผูเขียนจึงรีบตระเตรียมขอมูลและงานวิจัยที่ไดทําไปทั้งหมด พรอมทั้งนําคณะนักศึกษาปริญญาโทที่กําลังทําวิทยานิพนธอยูกับผูเขียนและผูรวมวิจัย เดินทางเขาพบทางบริษัทฯ ซึ่งไดใหการตอนรับเปนอยางดี อีกทั้งซักถามขอมูลตางๆ ดวยความสนใจโดยให ค วามกรุ ณ าแลกเปลี่ ย นและให ข อ เสนอแนะสํ า คั ญ ๆ สํ า หรั บ งานวิ จั ย การปฏิบัติการตางๆ รวมถึงปญหาที่ทางบริษัทฯประสบ และที่สําคัญคือทางบริษัทไดกรุณามอบแบบแปลนของตัวสถานีรถไฟฟาทุกสถานีที่ผูเขียนไดรองขอไปใหทั้งหมด แตผูเขียนขอเรียนทานผูอานวาในฐานะนักวิจัยไมอาจนํามาเผยแพรในขณะนี้ได ซึ่งขอมูลเหลานี้นับเปนความกรุณาเปนอยางยิ่งที่ทางบริษัทฯ มีใหผูเขียนและคณะ ขณะนี้ ข อ มู ล ดั ง กล า วทํ า ให ง านวิ จั ย นี้ ส ามารถพั ฒ นาได ม ากยิ่ ง ขึ้ น อย า งก า วกระโดด โดยเฉพาะแงของการพัฒนาการจําลองแบบใหมีความแมนยํามากยิ่งขึ้นไปอีกและผูเขียนหวังไววาหลังจากที่งานวิจัยเหลานี้ไดปรับปรุงแกไขจนไดผลลัพธเปนที่นาพอใจแลว ผลจากงานวิจัยนี้จะถูกนําไปชวยหาวิธีการที่จะหาหนทางในการปรับปรุงอุปกรณที่มีอยูเดิมหรืออื่นใด โดยมีจุดมุงหมายเพื่อการปรับปรุงการไหลเวียนของ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๕๓
  • 67. อากาศใหดียิ่งขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผูคนที่ตองอาศัย ปฏิบัติงาน หรือสัญจรในยานเหลานั้นตอไป ท า นผู อ า นผู มี ใ จรั ก ในคณิ ต ศาสตร ทุ ก ท า น ท า นคงสั ม ผั ส ได แ ล ว ว าคณิตศาสตรนั้นมิไดมุงสนใจแตในศาสตรของตนเอง โดยมิไดคํานึงถึงการแกไขปญหาของบานเมืองหรือโลกภายนอกแตอยางใด และบอยครั้งที่คณิตศาสตรกลับทําหนาที่ประดุจดั่งผูเลนกองหลังของศาสตรตางๆ และไมบอยนักที่จะปรากฏกายใหเห็น แตหากพิจารณาใหถองแทแลวคณิตศาสตรนั้นกลับประจักษชัดอยูทุกแหงหน เพียงแตเราจะมองเห็นความมีอยูของคณิตศาสตรหรือไมเทานั้นเอง เมื่อไดอานมาจนถึงบรรทัดนี้ผูเขียนหวังวานักเรียนนักศึกษาและทานผูอานผูมีใจรักในคณิตศาสตรทั้งหลาย ขณะนี้ทานคงมีคําตอบในใจแลววา เรียนคณิตศาสตร...แลวนําไปทําอะไร? เอกสารอางอิง 1. Pochai, N, (2010). A Numerical Treatment of Air Flow Model in the Area under the Station Platform of Thailand BTS Sky Train. American Journal of Applied Science 7(11): 1500-1503. กิตติกรรมประกาศ  ผูเขียนขอกราบขอบพระคุณ1. กองทุนสนับสนุนการวิจัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง2. บริษัท ระบบขนสงมวลชนกรุงเทพ จํากัด (มหาชน)3. ศูนยความเปนเลิศดานคณิตศาสตร สํานักพัฒนาบัณฑิตศึกษา และวิจัยดาน วิทยาศาสตร และเทคโนโลยี (สบว.) ๕๔ การวัดการไหลของอากาศภายใตสถานีรถไฟฟาบีทีเอส
  • 68. หยั่งรูลมฟาอากาศดวยคณิตศาสตร Apprehending the Weather using Mathematics ดร.ดุษฎี ศุขวัฒน องคประกอบที่สําคัญอยางยิ่งในการพยากรณอากาศ คือการหาผลเฉลยของระบบสมการทางคณิตศาสตร ซึ่งอธิบายการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ดวยการใชคอมพิ ว เตอร ส มรรถนะสู ง วิ ธี ก ารนี้ เ รี ย กว า การพยากรณ ล มฟ า อากาศเชิ ง ตั ว เลข(Numerical Weather Prediction – NWP) นักอุตุนิยมวิทยาจะใชผลจากแบบจําลองทางคณิตศาสตรนี้ เปนแนวทางเริ่มตนสําหรับการพยากรณอากาศ โดยนําผลการตรวจอากาศลาสุดจากสถานีตรวจอากาศ ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา และเรดารตรวจอากาศ มาประกอบในการออกคําพยากรณอากาศตอไป ประเทศไทยโดยกรมอุตุนิยมวิทยาไดใชการพยากรณ อ ากาศเชิง ตั ว เลขมาตั้ ง แต ป พ.ศ. 2540 และตอ เนื่ อ งมาจนถึ ง ป จ จุ บั นรูปที่ 1 แสดงตัวอยางผลการพยากรณอากาศเชิงตัวเลขบริเวณเอเชียอาคเนย และรูปที่ 2แสดงระบบพยากรณอากาศเชิงตัวเลขของไทย การพยากรณอากาศไมไดเปนศาสตร (หรือศิลป) ใหมแตอยางใด การพยากรณอากาศมีประวัติศาสตรอันยาวนาน เพราะลมฟาอากาศมีผลกระทบอยางมากตอมนุษยแตมนุษยไมสามารถควบคุมลมฟาอากาศใหเปนไปตามความตองการได จึงมีความจําเปนที่จะตองทราบสภาพลมฟาอากาศลวงหนา อยางไรก็ตามการพยากรณอากาศในยุคแรกไมไดใชวิธีการทางวิทยาศาสตรมากนัก สวนมากเปนการคาดหมายเชิงจิตพิสัยโดยอาศั ย ประสบการณ ข องนั ก พยากรณ เ ปน หลั ก ทั้ งนี้ เ นื่ อ งจากความรู ความเข า ใจเกี่ยวกับบรรยากาศยังมีนอยมาก ในป พ.ศ. 2447 ไดมีการเสนอแนวคิดวาการพยากรณอากาศเปนปญหาคาเริ่มตน (Initial Value) ทางคณิตศาสตร โดยการเปลี่ยนแปลงของลมฟาอากาศ สามารถเขียนไดเปนระบบสมการเชิงอนุพันธยอยที่ไมเชิงเสนอยางมาก(Highly Non-Linear Differential Equation) แตระบบสมการนี้ไมสามารถหาผลเฉลยเชิงวิเคราะห (Analytical Solution) ได และในขณะนั้นการตรวจอากาศยังมีนอยจนไมเพียงพอที่จะใชเปนคาเริ่มตนของระบบสมการ ในป พ.ศ. 2465 ไดมีการใชวิธีการเชิงตัวเลข (Numerical Method) เพื่อประมาณคาผลเฉลยของระบบสมการสําหรับการพยากรณอากาศดวยวิธีผลตางอันตะ (Finite Difference) โดยการคํานวณดวยมือ ซึ่ง วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๕๕
  • 69. ใช เ วลาคํ า นวณนานกว า การเปลี่ ย นแปลงที่ เ กิ ด ขึ้ น จริ ง มาก อี ก ทั้ ง ผลการพยากรณผิดพลาดเกินกวาจะใชไดจริง ทําใหการพยากรณอากาศเชิงตัวเลขถูกหลงลืมไปเปนเวลากวา 20 ป รูปที่ 1 ผลการพยากรณอากาศบริเวณเอเชียอาคเนยจากแบบจําลองเชิงตัวเลข แสดงทิศลมผิวพื้น (เสนมีลูกศร) ความกดอากาศ (สีสมแทนความกดสูง สีน้ําเงินแทนความกดต่ํา) และบริเวณที่มีฝน (สีชมพู) รูปที่ 2 ระบบพยากรณอากาศเชิงตัวเลขของไทย แบบจําลองสําหรับพื้นทีเล็กจะใช ่ เงื่อนไขขอบ (Boundary Condition) จากแบบจําลองสําหรับพื้นที่ใหญกวาตามลําดับ ๕๖ หยั่งรูลมฟาอากาศดวยคณิตศาสตร
  • 70. เมื่อมีการประดิษฐคอมพิวเตอรเครื่องแรกขึ้นในป พ.ศ. 2493 ไดมีการทดลองพยากรณอากาศเชิงตัวเลข โดยใชคอมพิวเตอรนี้กับแบบจําลองที่ไดดัดแปลงใหซับซอนนอยกวาแบบจําลองที่ใชในป พ.ศ. 2465 และใชวิธีการเชิงตัวเลขซึ่งไดพัฒนาขึ้นเพื่อแกปญหาเสถียรภาพเชิงตัวเลข (Numerical Stability) ที่ทําใหการพยากรณครั้งแรกมีความผิดพลาดอยางมาก การทดลองครั้งใหมนี้ใหผลการพยากรณที่มีความแมนยํา ไมแพการพยากรณโดยนักพยากรณอากาศที่มีความชํานาญ หลังจากนั้นการพยากรณอากาศเชิงตัวเลขไดมีการพัฒนาอยางรวดเร็วและตอเนื่อง ปจจุบันสามารถใชวิธีการนี้ในการคาดหมายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกไดนับรอยปในอนาคต การพยากรณอากาศเชิงตัวเลขประกอบดวยขั้นตอนที่สําคัญ 3 ขั้นตอนคือ การกําหนดสภาวะเริ่มตนของบรรยากาศในลักษณะเชิงตัวเลขซึ่งคอมพิวเตอรนําไปคํานวณได การหาผลเฉลยของระบบสมการซึ่งอธิบายการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ และการแสดงผลการพยากรณในลักษณะของแผนที่อากาศและแผนภูมิอุตุนิยมวิทยา การแทนบรรยากาศในแบบจําลองแบงไดออกเปน 2 วิธีหลักคือ วิธีจุดพิกัด(Grid Point) และวิธีเชิงสเปกตรัม (Spectral Method) ในวิธีจุดพิกัดบรรยากาศจะถูกแบงออกเปนหลายชั้นตามระดับความสูง และในแตละชั้นจะแบงออกเปนพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดเล็ก นั่นคือแทนบรรยากาศดวยปริมาตรรูปทรงสี่เหลี่ยมจํานวนมาก แลวจึงทําการคํานวณตัวแปรที่เกี่ยวของกับการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ ณ จุดพิกัดที่กึ่งกลางของปริมาตรนี้ ถากําหนดปริมาตรใหมีขนาดเล็กจะมีผลการพยากรณที่ถูกตองมากกวาปริมาตรขนาดใหญ แตตองใชหนวยความจําของคอมพิวเตอรเพิ่มขึ้นอีกทั้งใชเวลาในการคํานวณนานขึ้น โดยสวนมากมักกําหนดจุดพิกัดดวยละติจูดและลองจิจูด ทําใหระยะหางระหวางจุดพิกัดลดลงเมื่อเขาใกลขั้วโลก และเกิดปญหาจุดเอกฐาน (Singular Point) ที่ขั้วโลกทั้งสอง ตัวอยางของจุดพิกัดไดแสดงไวในรูปที่ 3 สํา หรั บ แบบจํ า ลองที่ ใ ช ใ นการพยากรณ ล มฟ า อากาศของประเทศไทย แบ งบรรยากาศออกเปน 31 ระดับ โดยในแตระดับจะแบงออกเปนรูปสี่เหลี่ยมขนาด 17 × 17ตารางกิโลเมตรจํานวน 13,924 รูป วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๕๗
  • 71. รูปที่ 3 ตัวอยางการกําหนดจุดพิกัดของบรรยากาศในแบบจําลอง (Japan Meteorological Agency, 2011) ปรากฏการณ ข นาดเล็ ก ที่ สุ ด ซึ่ ง แบบจํ า ลองสามารถพยากรณ ไ ด ห รื อ ความละเอียดยังผล (Effective Resolution) ตองมีขนาดอยางนอย 4 เทาของความละเอียดของแบบจําลอง (Model Resolution) ซึ่งเปนระยะหางระหวางจุดพิกัด เชน ถาระยะหางตามแนวราบของจุดพิกัดเทากับ 60 กิโลเมตร ปรากฏการณขนาดเล็กที่สุดที่แบบจําลองนี้พยากรณได จะตองมีขนาด 240 กิโลเมตร รูปที่ 4 แสดงตัวอยางแสดงผลของความละเอียดของแบบจําลอง รูปที่ 4 ผลของความละเอียดของแบบจําลอง (a) 500km, (b) 300km, (c) 150km, (d) 75km (Washington, et al, 2009) ๕๘ หยั่งรูลมฟาอากาศดวยคณิตศาสตร
  • 72. สําหรับการแทนบรรยากาศดวยวิธีเชิงสเปกตรัม มีแนวคิดจากการที่ตัวแปรตางๆ ของบรรยากาศ มักจะมีการกระจายตัวเชิงพื้นที่ในแบบรูปที่มีลักษณะของคลื่นหากแทนตัวแปรดวยฟงกชันฮารมอนิกบนทรงกลม (Spherical Harmonic Function)จะใกลเคียงความจริงมากกวาวิธีจุดพิกัด วิธีนี้แทนการกระจายเชิงพื้นที่ของตัวแปรดวยการซอนทับของคลื่นจํานวนมากที่มีความยาวคลื่นและแอมพลิจูดตางกัน ปรากฏการณขนาดเล็กที่สุดซึ่งแบบจําลองสามารถพยากรณได จะมีขนาดเทากับความยาวคลื่นของที่สั้นที่สุดที่ใชในสเปกตรัม วิธีนี้มีความซับซอนทางคณิตศาสตรกวาวิธีจุดพิกัดมาก และจากการที่คลื่นมีลักษณะของฟงกชันเปนคาบ (Periodic Function) ทําใหวิธีนี้เหมาะกับแบบจําลองที่ครอบคลุมทั่วโลก (Global Model) ซึ่งไมมีเงื่อนไขขอบดานขาง (LateralBoundary Condition) มากกวาแบบจําลองจํากัดพื้นที่ (Limited Area Mode-LAM) ที่เงื่อนไขขอบดานขางไมใชฟงกชันเปนคาบ ในความเปนจริง บรรยากาศมีการเปลี่ยนแปลงตอเนื่อง แตในแบบจําลองตองคํานวณการเปลี่ยนแปลงแบบไมตอเนื่องตามขั้นเวลา (Time Step) ที่ไดกําหนดไว ถาการเคลื่อนที่ของอากาศใน 1 ขั้นเวลา มากกวาระยะหางระหวางจุดพิกัด จะเกิดความความไมเสถียรเชิงตัวเลข (Numerical Unstable) เนื่องจากการเกิดคาคลาดเคลื่อนแฝง(Aliasing Error) ซึ่งสงผลใหคาคลาดเคลื่อนในขอมูลเริ่มแรกของแบบจําลองขยายตัวอยางรวดเร็ว จนทําใหการพยากรณผิดพลาดมาก ดังนั้นแบบจําลองความละเอียดสูงจึงต อ งใช ขั้ น เวลาที่ สั้ น กว า แบบจํ า ลองความละเอี ย ดต่ํ า การเพิ่ ม ความละเอี ย ดของแบบจําลอง ไมเพียงแตตองเพิ่มจํานวนจุดพิกัดเทานั้น แตยังตองเพิ่มเวลาที่ใชในการคํานวณดวยเชนกัน นี่เปนเหตุผลที่การพยากรณอากาศเชิงตัวเลขตองใชคอมพิวเตอรสมรรถนะสูง ที่มีหนวยความจําขนาดใหญและมีความเร็วในการคํานวณมาก ซึ่งคอมพิวเตอรที่มีคุณสมบัติเชนนี้มีราคาสูง จึงเปนอุปสรรคที่สําคัญในการพยากรณอากาศเชิงตัวเลขสําหรับประเทศสวนมากรวมทั้งประเทศไทย ระบบสมการที่ ใ ช ใ นแบบจํ า ลองเชิ ง ตั ว เลขสํ า หรั บ การพยากรณ อ ากาศคื อสมการปฐมฐาน (Primitive Equations) ซึ่งประกอบดวย กฎของแกส กฎขอที่หนึ่งของเทอรโมไดนามิกส กฎขอที่สองของนิวตัน สมการอุทกสถิต (Hydrostatics) กฎการอนุรักษมวล และกฎการอนุรักษความชื้น โดยแบงสมการที่ใชในแบบจําลองออกเปนสองสวนคือ พลศาสตร (Dynamics) และฟสิกส (Physics) โดยสมการเชิงพลศาสตรจะ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๕๙
  • 73. เกี่ยวของกระบวนการตางๆ ที่มีขนาดไมเล็กกวาความละเอียดยังผลของแบบจําลองแบบจําลองจึงพยากรณกระบวนการเหลานี้ได ตัวแปรที่เกี่ยวของคือ ความกดอากาศความหนาแนน อุณภูมิ และลม สมการเชิงพลศาสตรจะเปนฟงกชันของเวลา นั่นคือสามารถประมาณคาผลเฉลยเพื่อพยากรณคาของตัวแปรในอนาคตไดโดยตรง ในสวนของสมการเชิงกายภาพ จะเกี่ยวของกับกระบวนการที่มีขนาดเล็กกวาความละเอี ย ดยั ง ผลของแบบจํ า ลอง ทํ า ให แ บบจํ า ลองไม อ าจพยากรณ ก ระบวนการเหลานี้ไดโดยตรง แตกระบวนการขนาดเล็กเหลานี้บางกระบวนการมีผลอยางมากตอบรรยากาศ เช น แหล ง ต น ทางและแหล ง ปลายทางของความร อ นและโมเมนตั ม จึ งจําเปน ตองรวมกระบวนการเหลานี้ ไว ในแบบจําลองดวยวิธี การกํ าหนดตั วแปรเสริ ม(Parameterization) ซึ่งเปนวิธีกําหนดความสัมพันธระหวางกระบวนการขนาดเล็กนี้ กับกระบวนการขนาดใหญในสวนของสมการเชิงพลศาสตร ตัวอยางของกระบวนการเหลานี้ไดแก การแลกเปลี่ยนโมเมนตัมระหวางพื้นโลกกับบรรยากาศ การปนปวนในบรรยากาศการเกิดเมฆและฝน และการแผรังสี การเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศมีความสลับซับซอนอยางยิ่ง การพยากรณลมฟาอากาศในรายละเอีย ดอยางถู กต อ งสมบู รณ โ ดยไมมี คาคลาดเคลื่ อ นเลย ไม ใช แ คเป น ไปได ย ากแต เ ป น สิ่ ง ที่ เ ป น ไปไม ไ ด เ ลย การวิ เ คราะห ท างคณิ ต ศาสตร พ บว า จะสามารถพยากรณลมฟาอากาศอยางละเอียดใหแมนยําไดไมเกินสองสัปดาห ทั้งนี้เพราะคาคลาดเคลื่อนแมเพียงเล็กนอยอันเกิดจากเครื่องมือตรวจอากาศ และจากระบบสมการและวิธี การเชิ งตัวเลขในแบบจําลอง จะทําใหเกิด คาคลาดเคลื่อ นอยางมากของการพยากรณลมฟาอากาศในระยะเวลาตอมา จนไมอาจใชประโยชนจากการพยากรณนั้นได การที่คาคลาดเคลื่อนขนาดเล็กในขอมูลเริ่มตนทําใหเกิดคาคลาดเคลื่อนขนาดใหญมากในเวลาตอมานี้ เปนคุณลักษณะของปรากฏการณในธรรมชาติซึ่งเรียกวาระบบอลวน (Chaotic System) โดยมีการกลาวไววา เพียงการกระพือปกของผีเสื้อตัวหนึ่งอาจทําใหเกิดพายุทอรนาโดในอีกซีกโลกไดในเวลาตอมา เพื่อใหการพยากรณไดรับผลกระทบจากความอลวนนอยลง ในปจจุบันจึงมีการพยากรณโดยใชขอมูลเริ่มตนหลายชุด แตละชุดจะมีความแตกตางกันเพียงเล็กนอย แลวใชขอมูลเริ่มตนเหลานี้ทําการการพยากรณ หลายๆ ครั้งทําใหไดผลการพยากรณที่แตกตางกันแตมีโอกาสเปนไปไดพอกั น แล ว ทํ า การวิ เ คราะห ผ ลการพยากรณ เ หล านี้ ว า ลมฟ า อากาศจะมี โ อกาสเป น ๖๐ หยั่งรูลมฟาอากาศดวยคณิตศาสตร
  • 74. อยางไรไดบาง วิธีการนี้เรียกวาการพยากรณรวมชุด (Ensemble Forecast) ดังตัวอยางในรูปที่ 5 60 Map A2 CTL 50 +BV -BV 40 30 Latitude 20 10 0 -10 -20 60 70 80 90 100 110 120 130 140 Longitude รูปที่ 5 ผลการพยากรณรวมชุด แสดงเสนอุณหภูมิเทา (Isotherm) 0°C ที่ไดจากการพยากรณดวยขอมูลเริ่มตนที่ตางกันเล็กนอย จํานวน 50 ชุด ในปจจุบันความถูกตองของการพยากรณอากาศอยางละเอียด จะไมเกิน 5 วันสําหรับเขตอบอุนและเขตหนาว และไมเกิน 3 วันสําหรับเขตรอน การพยากรณอากาศในเขตรอนเชนประเทศไทย จะยากกวาการพยากรณอากาศในเขตอบอุนและเขตหนาวเพราะระบบลมฟาอากาศในเขตอบอุนและเขตหนาว จะมีขนาดใหญกวาความละเอียดยังผลของแบบจํ า ลอง มี ทิ ศ ทางและอั ต ราเร็ ว ของการเคลื่ อ นตั ว ค อ นข า งคงที่ และเป นปรากฏการณที่อยูนานเปนสัปดาห ทําใหสามารถตรวจพบและคาดหมายตําแหนงไดงายตรงกันขามกับระบบลมฟาอากาศในเขตรอน ซึ่งมักมีขนาดเล็กกวาความละเอียดยังผลของแบบจําลอง เกิดขึ้นและสลายตัวไปในชวงเวลาไมนาน เชนพายุฟาคะนองซึ่งมักมี วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๖๑
  • 75. ขนาดไมเกิน 10x10 ตารางกิโลเมตร เกิดขึ้นและสลายไปในเวลาไมเกิน 1 ชั่วโมง ทําใหตรวจพบและพยากรณไดยาก แมวาในปจจุบันการพยากรณลมฟาอากาศอยางละเอียดใหถูกตอง จะทําไดเพียงชวงเวลาไมเกิน 5 วัน แตการคาดหมายการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศสําหรับชวงเวลานับรอยปนั้นสามารถทําได เพราะเปนการพยากรณแนวโนมสําหรับพื้นที่กวางไมใชการพยากรณแบบเจาะจงพื้นที่และเวลาดังเชนการพยากรณลมฟาอากาศ แตการคาดหมายการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศตองใชแบบจําลองทางคณิตศาสตรที่ซับซอนกวาการพยากรณลมฟาอากาศ เพราะตองจําลองทุกสวนของโลกทั้งบรรยากาศ พื้นดินมหาสมุทร และสิ่งมีชีวิต ในขณะที่การพยากรณลมฟาอากาศจะมุงไปที่การเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศเทานั้น ดังนั้นระบบคอมพิวเตอรสําหรับคาดหมายการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ตองมีประสิทธิภาพสูงกวาคอมพิวเตอรเพื่อการพยากรณลมฟาอากาศ จึงมีเพียงไมกี่ประเทศเทานั้นที่สามารถจะคาดหมายการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได สํ า หรั บ ประเทศที่ ไ ม มี ค อมพิ ว เตอร ส มรรถนะสู ง ดั ง กล า ว จะต อ งใช ผ ลการคาดหมายจากแบบจําลองภูมิอากาศโลกจากประเทศที่ไดดําเนินการแลว มาเปนเงื่อนไขเริ่มตนและเงื่อนไขขอบ สําหรับการคาดหมายการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศในบริเวณประเทศของตนเอง โดยใชแบบจําลองที่มีความซับซอนนอยลงแตมีความละเอียดสูงขึ้นเพื่อใหสามารถดําเนินการได โดยใชระบบคอมพิวเตอรที่มีราคาไมสูงมากนัก วิธีการนี้เรียกวาการลดมาตราสวน (Downscale) การพยากรณอากาศเชิงตัวเลขที่ตองใชคอมพิวเตอรสมรรถนะสูง และตองใชบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญสูงทั้งดานอุตุนิยมวิทยา คณิตศาสตร และเทคโนโลยีสารสนเทศ สงผลใหเกิดความแตกตางอยางมากในขีดความสามารถของการพยากรณอากาศเชิงตัวเลข ระหวางประเทศที่พัฒนาแลวและประเทศที่กําลังพัฒนา ในบางประเทศเชนสหรัฐอเมริกา ญี่ปุน และสหภาพยุโรป จะใชคอมพิวเตอรที่มีสมรรถนะสูงสุดสําหรับการพยากรณอากาศ ประเทศเหลานี้มีขีดความสามารถในการพยากรณอากาศเชิงตัวเลขไดทุกพื้นที่ในโลก โดยมีความถูกตองไมต่ํากวาผลการพยากรณเชิงตัวเลขของประเทศที่เปนเจาของพื้นที่นั้นเอง อยางไรก็ตาม เนื่องจากการพยากรณลมฟาอากาศขั้นสุดทาย ยังคงตองอาศัยความรูและทักษะของนักพยากรณอากาศรวมดวย ผลการพยากรณที่ออกสูสาธารณชน ๖๒ หยั่งรูลมฟาอากาศดวยคณิตศาสตร
  • 76. ซึ่งดําเนินการโดยประเทศเจาของพื้นที่เอง จึงยังคงมีความถูกตองสูงกวาการพยากรณจากตางประเทศ แตหากในอนาคตไดมีการปรับปรุงแบบจําลองสําหรับการพยากรณ ใหแมนยําและมีความละเอียดกวาในปจจุบัน ประเทศที่กําลังพัฒนาทั้งหลายรวมทั้งประเทศไทย อาจสามารถพยากรณอากาศไดดี เทากับประเทศที่มีระบบพยากรณอากาศเชิงตัวเลขที่มีประสิทธิภาพสูงก็เปนได มีความจําเปนอยางเรงดวนสําหรับประเทศไทย ที่จะตองพัฒนาคณิตศาสตรและวิทยาการที่เกี่ยวของ สําหรับการพยากรณอากาศเชิงตัวเลข เพื่อประโยชนทั้งในการพยากรณอากาศและการคาดหมายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของประเทศ เอกสารอางอิง1. Japan Meteorological Agency (2011). Numerical Weather Prediction of JMA. Available at http://www.jma.go.jp/jma/jma-eng/jma-center/nwp/nwp- top.htm.2. Washington W.M., Buja L. and Graig A. (2009). The computational future for climate and Earth system models: on the path to petaflop and beyond. Philosophical Transactions of the Royal Society, March 13, 2009 (1890). วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๖๓
  • 77.     แบบจําลองทางคณิตศาสตร เพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา ศ.ดร.สุภัทท วงศวิเศษสมใจ1. บทนํา ลุมน้ําเจาพระยานับเปนอูขาวอูน้ําของประเทศ เมื่อป พ.ศ. 2491 ในขณะที่ทั่วโลกกําลังประสบปญหาขาดแคลนอาหารหลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง องคการอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO) ไดเสนอแนะใหประเทศไทยเสริมความแข็งแกรงทางเศรษฐกิจดวยการสงออกขาว ตอมาในป พ.ศ. 2493 ประเทศไทยไดรับอนุมัติวงเงินกูจากธนาคารโลก หลังจากนั้นสองป โครงการพัฒนาระบบชลประทานเจาพระยาใหญไดเริ่มดําเนินการอยางเปนรูปธรรมจนแลวเสร็จระยะที่ 1 ในป พ.ศ. 2500ถือเปนโครงการพัฒนาระบบชลประทานที่ใหญที่สุดในภูมิภาคเอเชียในขณะนั้น ในปพ.ศ. 2504 โครงการย อ ย อาทิ เขื่ อ นภู มิพ ล และระบบคลองชลประทาน ได รั บ การกอสราง และเปดใชงานไดในป พ.ศ. 2507สวนโครงการสรางเขื่อนสิริกิติ์ตามแผนพัฒนาระบบชลประทาน 25 ปนั้น แลวเสร็จในป พ.ศ. 2520 เหลานี้เปนปจจัยสําคัญที่ผลักดันให ป ระเทศไทยกลายเป น ประเทศผู ส ง ออกข า วอัน ดั บ หนึ่ง ของโลกด ว ยยอดรวมการสงออก 2 ลานตันในป พ.ศ. 2520 และ เพิ่มเปน 7 ลานตันในป พ.ศ. 2545 บรรลุผลตามขอเสนอแนะขององคการอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติ ในป พ.ศ. 2523 และ พ.ศ. 2526 เกิ ด อุ ท กภั ย ครั้ ง ใหญ ใ นบริ เ วณลุ ม น้ํ าเจาพระยา ทําใหมีการสรางแบบจําลองโครงขายแมน้ําของเอไอที (AIT River NetworkModel) โดย ดร.สุภัทท วงศวิเศษสมใจ และ ดร.พรศักดิ์ ศุภธราธาร เมื่อ พ.ศ. 2541 ซึ่งไดจําลองสถานการณน้ําทวมทั้งสองครั้งเพื่อทําการทดสอบประสิทธิภาพของมาตรการบรรเทาอุทกภัย โดยมีสถาบันเทคโนโลยีแหงเอเชีย สถาบันชลศาสตรเดนมารก และบริษัท เอเคอรส อินเตอรเนชันแนล จํากัด รวมพิจารณาทบทวนมาตรการการบริหารจัดการน้ําทวมในทุงเจาพระยา แบบจําลองนี้ไดถูกนํามาใชพยากรณการเกิดน้ําทวมบริเวณลุมน้ําเจาพระยาหลายครั้ง โดยเฉพาะเมื่อป พ.ศ. 2549 ๖๔ แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา 
  • 78.  2. ทบทวนวรรณกรรม2.1 แผนแมบทฉบับแรกของกรุงเทพฯ หลังจากอุทกภัยครั้งใหญในป พ.ศ. 2526 ที่ทําใหเกิดน้ําทวมขังทางตะวันออกของกรุงเทพฯนานถึงสี่เดือน อันเนื่องมาจากน้ําฝนปริมาณมากที่ไหลมาจากทุงรังสิตพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวไดพระราชทานแนวพระราชดําริในการสรางคันกั้นน้ําทางเหนือและทางตะวันออก เพื่อปองกันมิใหน้ําไหลเขาทวมเมือง องคการความรวมมือระหวางประเทศของญี่ปุน (ไจกา) ไดใชแนวพระราชดําริดังกลาวเพื่อศึกษารายละเอียดการปองกันน้ําทวมกรุงเทพฯ ดังแสดงไวในรูปที่ 12.2 แผนแมบทฉบับที่ 2 สําหรับลุมน้ําเจาพระยา อุทกภัยในป พ.ศ. 2538 สรางความเสียหายอยางใหญหลวงรวมมูลคาถึง 7หมื่น 2 พั น ลานบาท ธนาคารโลกจึง ได ม อบหมายให เอไอที ดี เอชไอ และเอเคอร สอินเตอรเนชันแนล รวมทบทวนมาตรการบริหารจัดการน้ําทวมในทุงเจาพระยา เพื่อชวยรัฐบาลไทยในการจัดลําดับความสําคัญของโครงการตางๆ สําหรับบริหารจัดการน้ําทวมรวมทั้งจัดทําแผนเบื้องตนสําหรับโครงการบริหารจัดการน้ําทวมทั่วที่ราบลุม ผลการทบทวนถู ก นํ า มาบรรจุ ไ ว ใ นแผนยุ ท ธศาสตร บ ริ ห ารจั ด การที่ ร าบลุ ม โดยรวมภายใตโครงการศึกษาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในแมน้ําเจาพระยา โดยทําการศึกษาตั้ ง แต วั น ที่ 12 สิ ง หาคม พ.ศ. 2539 ถึ ง 30 พฤศจิ ก ายน พ.ศ. 2539 รวมเวลา 16สัปดาห การทบทวนดังกลาวสงผลใหเกิด (1) การศึกษาอุทกภัยระดับมหภาค เพื่อใหเขาใจพื้นที่ ขอบเขต สาเหตุ ตลอดจน ความเสียหายที่เกิดจากน้ําทวมใหญในทุงเจาพระยาอยางถองแท (2) แผนปฏิ บั ติ ก ารระยะสั้ น ช ว ยลํ า ดั บ ความสํ า คั ญ และกํ า หนดโครงการบริ ห าร จัดการน้ําทวม เพื่อแกปญหาเฉพาะหนา ตามแผนงานของหนวยงานราชการที่ กําหนดไวเปนหลัก (3) แผนเบื้ อ งต น ระยะยาว เพื่ อ ปรั บ ปรุ ง ระบบการบริ ห ารจั ด การน้ํ า ท ว มในทุ ง เจาพระยา วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๖๕ 
  • 79.     รูปที่ 1 ระบบปดลอมที่ลุมบริเวณกรุงเทพฯฝงตะวันออก (ไจกา พ.ศ. 2529)  ๖๖ แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา 
  • 80.   การศึกษานี้ครอบคลุมพื้นที่ลุมเจาพระยาทั้งหมด รวมทั้งพื้นที่รับน้ําที่สําคัญตางๆ ขอบเขตการศึกษาประกอบดวย (1) การศึกษาอุทกภัยระดับมหภาค (2) การระบุโครงการหรือแผนตางๆ ที่มีอยู (3) การกําหนดนโยบายปองกันและรับมือน้ําทวม (4) การประเมินผลมาตรการตางๆ ที่ใชบริหารจัดการ (5) โครงการบริหารจัดการน้ําทวม ในเดื อ นธั น วาคม พ.ศ. 2539 ไจก า ได ใ ห ค วามช ว ยเหลื อ รั ฐ บาลไทยในการพัฒนาแผนบรรเทาน้ํา ทวมทุ งเจาพระยาแบบบูรณาการ โดยอิ งแผนการทํางานจากรายงานของธนาคารโลกดังกลาวขางตน มีกําหนดเวลาในการพัฒนาแผนแบบบูรณาการรวม 30 เดือน ในป พ.ศ. 2543 สํ า นั ก ทรั พ ย สิ น ส ว นพระมหากษั ต ริ ย ไ ด ร ายงานกรอบการบริ หารจั ด การทรัพ ยากรน้ํ า ซึ่ ง เสนอ 3 มาตรการในการแก ปญ หาการขาดแคลนน้ํ าปญหาน้ําทวม และปญหาน้ําเสีย โดยใชหลักการบริการจัดการทั้งในระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว แผนแมบทในการบรรเทาอุทกภัยบริเวณลุมน้ําเจาพระยาระยะสั้น 5 ประยะกลาง 15 ป และระยะยาว 25 ป ดังแสดงในรูปที่ 23. วิธีการศึกษา แผนแม บ ทในการบรรเทาอุ ท กภั ย บริ เ วณลุ ม น้ํ า เจ า พระยาพั ฒ นาจากข อ มู ลอุทกภัย พ.ศ. 2549 และแบบจําลองโครงขายแมน้ําของเอไอที3.1 ขอมูลสําคัญเกี่ยวกับอุทกภัย พ.ศ. 2549(1) บริเวณลุมน้ําเจาพระยามักเกิดอุทกภัยใหญอยูบอยครั้ง ดังเชนในป พ.ศ. 2538 พ.ศ. 2545 และพ.ศ. 2549 ทั้งนี้ เนื่องมาจากการบุกรุกพื้นที่กักเก็บน้ําทางตอนบน โดยเฉพาะในบริเ วณลุม แมน้ํา นาน ประกอบกับระบบระบายน้ําทวมขังในลุมน้ํ า เจ า พระยาเองยั ง ไม เ พี ย งพอ ก อ ให เ กิ ด น้ํ า ท ว ม สร า งความเสี ย หายในวงกว า ง นับตั้งแตจังหวัดสิงหบุรี อางทอง พระนครศรีอยุธยา และอําเภอบางไทรซึ่งแมน้ําเจา เจาพระยาในชวงนี้มีลักษณะเปนคอขวด ทําใหน้ําไหลผานไดเพียงไมเกิน 3,500 ลูกบาศกเมตรตอวินาที วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๖๗ 
  • 81.    (2) กราฟแสดงระดับกระแสน้ําหลากในแมน้ําเจาพระยาในป พ.ศ. 2549 ตั้งแตเขื่อน เจาพระยาลงมาจนถึงอําเภอบางไทร ดังปรากฏในรูปที่ 3 แสดงใหเห็นวาระดับน้ํา หลากในจังหวัดชัยนาทมีความสูงคลื่น 7 เมตร และยอดน้ําหลากสูงสุดที่ 17.5 เมตร เมื่อไหลมาถึงจังหวัดสิงหบุรีความสูงคลื่นไดลดลงเหลือ 6 เมตร ขณะที่มียอดน้ํา หลากสูงสุดที่ 13.14 เมตร และเมื่อมาถึงจังหวัดอางทองความสูงคลื่นลดลงเปน 5 เมตร สวนยอดน้ําหลากสูงสุดอยูที่ 8.19 เมตร ซึ่งสูงกวาเมื่อป พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2545 จึงทําใหเกิดความเสียหายในวงกวาง เพื่อเปนการบรรเทาอุทกภัยในปนี้ กรม ชลประทานจึงไดผันน้ําเขาสูพื้นที่กักเก็บในเขตชลประทานมหาราช และนครหลวง ดังแสดงในรูปที่ 4 เมื่อกระแสน้ําหลากไหลมาถึงพระนครศรีอยุธยา มีคลื่นความสูง 2 เมตรและยอดน้ําหลากสูงสุด 4.70 เมตร ระดับน้ําลดลงเหลือ 1.5 เมตร และยอด น้ําหลากสูงสุด 3.60 เมตรเมื่อมาถึงเขตอําเภอบางไทร(3) จากรูปที่ 5 และรูปที่ 6 ซึ่งแสดงภาพถายจากดาวเทียมในป พ.ศ. 2538 และ พ.ศ. 2549 ตามลํ า ดั บ จะเห็ น ว า พื้ น ที่ ลุ ม แม น้ํ า เจ า พระยาที่ ป ระสบอุ ท กภั ย อย า ง กวางขวาง ไดแก จังหวัดชัยนาท สิงหบุรี อางทอง และพระนครศรีอยุธยา สวนน้ํา ทวมขังในอําเภอบางไทรไดหลากเขาทวมตําบลเจาเจ็ด ผักไห และเสนา กอนจะไหล ลงสู แม น้ํ าท า จีน ในอํ า เภอบางเลน จัง หวัด นครปฐม ไหลออกปากแมนํ้ าทาจี น ที่ อํ า เภอกระทุ ม แบนและอํ า เภอเมื อ ง จั ง หวั ด สมุ ท รสาคร อั น เป น พื้ น ที่ ที่ มี ป ญ หา แผนดินทรุดขั้นวิกฤต ซึ่งเปนผลมาจากการสูบน้ําบาดาลไปใชทั้งในครัวเรือนและใน อุตสาหกรรม จึงทําใหเกิดน้ําทวมรุนแรง3.2 แผนแมบทที่เสนอ(1) มาตรการบรรเทาอุทกภัยที่ยังไมไดดําเนินการจากแผนแมบทฉบับที่ 2 ไดแก การ ผันน้ําไปตามลําคลองพระองคไชยานุชิต เขาสูพื้นที่ดานตะวันออกของกรุงเทพฯ ซึ่ง ตองลงทุนสูง เพราะที่ดินบริเวณรอบทาอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิมีราคาแพง รวมทั้งยังมีคาใชจายสูงในการสูบน้ํา เนื่องจากระดับตนน้ําที่บางไทรมีระดับสูงเพียง 2-3 เมตรเหนือระดับน้ําทะเลปานกลาง โดยใชแบบจําลองโครงขายแมน้ําของเอไอที ดังแสดงในรูปที่ 3 จะเห็นวาการผันน้ําจากอําเภอบางไทรดวยอัตราการไหล 500 ลูกบาศกเมตรตอวินาที และ 1,000 ลูกบาศกเมตรตอวินาทีสามารถลดระดับน้ําทวม ๖๘ แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา 
  • 82.   ในบางไทรและอําเภอตางๆในพระนครศรีอยุธยา แตยังไมสามารถลดระดับน้ําที่อยู เหนือขึ้นไปได(2) การผันน้ําจากแมน้ําเปนปจจัยสําคัญในการบรรเทาอุทกภัยบริเวณลุมน้ําเจาพระยา เพื่อชวยลดความเสียหายรุนแรงใหนอยลง(3) จากรูปที่ 4 แมน้ําทาจีนไหลจากเขื่อนเจาพระยาขนานกับแมน้ําเจาพระยา แตรองรับ น้ํ า ได เ พี ย ง 10 เปอร เ ซ็ น ต (350 ลู ก บาศก เ มตรต อ วิ น าที ) ของแม น้ํ า เจ า พระยา (3,500 ลูกบาศกเมตรตอวินาที) เพราะมีประตูระบายน้ํา 4 แหง คือ ประตูระบายน้ํา พลเทพ ทาโบสถ สามชุก และโพธิพระยา ซึ่งสรางขึ้นเพื่อการชลประทาน แตลําน้ํา ชวงลางตั้งแตโพธิพระยาลงมาจนถึงปากแมน้ํากวางพอที่จะรองรับน้ําไดถึง 1,500 ลูกบาศกเมตรตอวินาที ใกลเคียงกับลําน้ําเจาพระยาตอนลาง (ดูรูปที่ 7) และแมน้ํา แมกลอง (สุภัทท วงศวิเศษสมใจ, 2549)(4) ดวยเหตุนี้ การขุดคลองผันน้ําจากแมน้ําทาจีนตอนบนชวงจากเขื่อนเจาพระยาถึง อําเภอสองพี่นองชวงใตโพธิพระยาจะชวยบรรเทาอุทกภัยในบริเวณลุมน้ําเจาพระยา ได โดยการขุดคลองมาตามแนวคลองมะขามเฒา-อูทองเปนแนวที่เหมาะสมที่สุด(5) แบบจําลองโครงขายแมน้ําของเอไอทีที่สุภัทท วงศวิเศษสมใจ และพรศักดิ์ ศุภธรา- ธาร ไดพัฒนาขึ้นในป พ.ศ. 2538 นั้นถูก นํามาใชทดสอบประสิทธิภาพของแผน บรรเทาอุทกภัย โดยมีผังแบบจําลองดังปรากฏในรูปที่ 8 ก. และ 8 ข. ตามลําดับ ดวยแบบจําลองนี้ การผันน้ําไปยังแมน้ําทาจีนดวยอัตราการไหล 500 ลูกบาศก เมตรตอวินาที และ 1,000 เมตรตอวินาที (รูปที่ 9) พบวาระดับน้ําลดลง 2 เมตรที่ จังหวัดชัยนาทและสิงหบุรี ลดลง 1.5 เมตรที่จังหวัดอางทอง ลดลง 1 เมตรที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยา และลดลง 0.5 เมตรที่อําเภอบางไทร เมื่อปริมาณน้ําจากเขื่อน เจาพระยา (4,500 ลูกบาศกเมตรตอวินาที) ถูกผันไปยังแมน้ําทาจีนดวยอัตราการ ไหล 1,000 ลูกบาศกเมตรตอวินาที รวมทั้งผันไปยังแมน้ํานอยและคลองชลประทาน ดวยอัตราการไหล 500 ลูกบาศกเมตรตอวินาที แมน้ําเจาพระยายอมสามารถรองรับ น้ํา 3,000 ลูกบาศกเมตรตอวินาทีจากเขื่อนได หมายความวาน้ําจะไมทวมในบริเวณ ลุมน้ําเจาพระยาอีก การผันน้ําจากเขื่อนเจาพระยามาที่ตนคลองที่อยูในระดับ 15-16 เมตรเหนือระดับน้ําทะเลปานกลางนี้ชวยใหน้ําไหลผานอําเภอบางเลนลงสูอาวไทย วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๖๙ 
  • 83.     ไดโดยไมตองใชเครื่องสูบน้ํา เพียงแคดําเนินการยกระดับตลิ่งขึ้น 2 เมตรในพื้นที่ บางเลน และ 1 เมตรในพื้นที่อําเภอกระทุมแบนเทานั้นบทสรุป(1) อุทกภัยในบริเวณลุมน้ําเจาพระยาเกิดจากการขาดระบบระบายน้ําลงสูทะเลไดทัน ทําใหน้ําทวมขังในพื้นที่ปลูกขาวของประเทศ รวมทั้งในเขตเมือง สรางความเสียหาย อยางใหญหลวง การผันน้ําไปทางตะวันออกไมอาจทําไดเนื่องจากที่ดินมีราคาแพง และตองเสียคาใชจายจํานวนมากในการติดตั้งระบบสูบน้ํา(2) คลองผันน้ําลงสูแมน้ําทาจีนตอนบนชวยบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยาไดอยาง มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ ช ว ยลดป ญ หาน้ํ า ท ว มในจั ง หวั ด ชั ย นาท สิ ง ห บุ รี อ า งทอง พระนครศรีอยุธยา และในเขตอําเภอบางไทร ซึ่งลวนอยูในลุมเจาพระยา นอกจากนี้ ยังชวยลดระดับน้ําหลากในแมน้ําทาจีนชวงจากอําเภอบางเลนถึงปากแมน้ําซึ่งมัก ได รั บ ผลกระทบจากปริ ม าณน้ํ า ที่ เ อ อ ล น จากแม น้ํ า เจ า พระยาและยั ง เป น พื้ น ที่ ที่ ประสบปญหาดินทรุดตัวขั้นวิกฤต(3) การผั น น้ํ า ตามแนวคลองผั น น้ํ า ใหม นี้ เ สี ย ค า ใช จ า ยน อ ยกว า การผั น น้ํ า ไปทาง ตะวันออก และมีผลกระทบตอประชาชนนอยกวาดวย เนื่องจากอาศัยแนวแมน้ําที่มี อยูแลว ทําใหไมตองขุดลอกมาก รวมทั้งสามารถใชประโยชนจากระดับตนน้ําสูงใกล เขื่อนเจาพระยา โดยไมตองใชเครื่องสูบน้ําชวย ๗๐ แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา 
  • 84.     วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   รูปที่ 2 มาตรการบรรเทาอุทกภัยระยะสั้น 5 ป ระยะกลาง 15 ป และระยะยาว 25 ป ตามลําดับ ๗๑ (สํานักงานทรัพยสินสวนพระมหากษัตริย พ.ศ. 2543)
  • 85.     เขื่อ นเจาพระยา(ปจจุบัน) เขื่อ นเจาพระยา(ผัน500cms) เขื่อ นเจาพระยา(ผัน1000cms) สิงหบุร(ปจจุบัน) ี สิงหบุร(ผัน500cms) ี สิงหบุร(ผัน1000cms) ี อ างทอง(ปจจุบัน) อ างทอง(ผัน500cms) อ างทอง(ผัน1000cms) อยุธยา(ปจจุบัน) อยุธยา(ผัน500cms) อยุธยา(ผัน1000cms) บางไทร(ปจจุบัน) บางไทร(ผัน500cms) บางไทร(ผัน1000cms) 18.00 16.00 14.00 12.00 ระดับน้ําสูงสุดรายวัน (ม.รทก.) 10.00 8.00 6.00 4.00 2.00 0.00 16 ก.ย. 21 ก.ย. 26 ก.ย. 1 ต.ค. 6 ต.ค. 11 ต.ค. 16 ต.ค. 21 ต.ค. 26 ต.ค. 31 ต.ค. 5 พ.ย. 10 พ.ย. 15 พ.ย. วันที่ รูปที่ 3 กราฟอุทกศาสตรแสดงปริมาณน้ําหลาก (Flood Hydrograph) ในแมน้ําเจาพระยา จากเขื่อนเจาพระยาถึงอําเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และระดับน้ําลดอันเนื่องจาก การผันน้ําจากบางไทร ๗๒ แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา 
  • 86.   รูปที่ 4 พื้นที่กกเก็บน้ําของไจกาและมาตรการบรรเทาอุทกภัย ั วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๗๓ 
  • 87.     รูปที่ 5 พื้นที่ประสบอุทกภัยและระดับน้ําสูงสุดในป พ.ศ.2538 ๗๔ แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา 
  • 88.   รูปที่ 6 ภาพถายดาวเทียมแสดงพื้นที่ประสบอุทกภัยลุมแมน้ําเจาพระยาในป พ.ศ. 2549 วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๗๕ 
  • 89.     ๗๖   แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา รูปที่ 7 เคาโครงสามมิติแบบจําลองงิเคราะหความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ําในดานเวลาและระยะทาง (สุภัทท วงศวิเศษสมใจ และไพโรจน ฉัตรอนันทเวช,2549
  • 90.   รูปที่ 8ก. แผนที่กายภาพแบบจําลองโครงขายแมน้ํา  (สุภัทท วงศวิเศษสมใจ และพรศักดิ์ ศุภธราธาร,2541) วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๗๗ 
  • 91.     รูปที่ 8ข. แบบจําลองทางคณิตศาสตรสําหรับโครงขายแมน้ํา  (สุภัทท วงศวิเศษสมใจ และพรศักดิ์ ศุภธราธาร,2541) ๗๘ แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา 
  • 92.   เขื่อ นเจาพระยา(ปจจุบัน) เขื่อ นเจาพระยา(ผัน500cms) เขื่อ นเจาพระยา(ผัน 1000cms) สิงหบุรี(ปจจุบัน) สิงหบุรี(ผัน500cms) สิงหบุรี(ผัน1000cms) อางทอง(ปจจุบัน) อางทอง(ผัน500cms) อางทอง(ผัน 1000cms) อยุธยา(ปจจุบัน) อยุธยา(ผัน 500cms) อยุธยา(ผัน1000cms) บางไทร(ปจจุบัน) บางไทร(ผัน500cms) บางไทร(ผัน1000cms) 18.00 16.00 14.00 12.00 ระดับน้ําสูงสุดรายวัน (ม.รทก.) 10.00 8.00 6.00 4.00 2.00 0.00 16 ก.ย. 21 ก.ย. 26 ก.ย. 1 ต.ค. 6 ต.ค. 11 ต.ค. 16 ต.ค. 21 ต.ค. 26 ต.ค. 31 ต.ค. 5 พ.ย. 10 พ.ย. 15 พ.ย. วันที่รูปที่ 9 กราฟอุทกศาสตรแสดงปริมาณน้ําหลาก (flood hydrograph) ในแมน้ําเจาพระยาจากเขื่อนเจาพระยาถึงอําเภอบางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา และระดับน้ําลดอันเนื่องจาก การผันน้ําลงสูแมน้ําทาจีนในอัตราการไหล 500 ลบ.ม./วินาที และ 1,000 ลบ.ม./วินาที วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๗๙ 
  • 93.     เอกสารอางอิง 1. AIT, DHI and ACRES Int.Ltd. “Chao Phraya Flood Management Review”, Water Resources Journal of Economic and Social Commission for Asia and Pacific ST/ESCAP/SER.C/195, December 1997, pp.82-89. 2. Crown Property Bureau “Framework of Water Resources Management of the Chao Phraya River Basin”, 2000. 3. JICA “Feasibility Study of Flood Protection/Drainage Project in Eastern Suburban-Bangkok”, Final Report Conducted for Bangkok Metropolitan Administration, Thailand, 1986. 4. JICA “Integrated Plan for Flood Mitigation in the Chao Phraya River Basin”, Final Report Conducted for the Royal Thai Government, 1999. 5. Vongvisessomjai, S. and Suppataratarn, P. “Numerical Simulation of Delta Flooding in Thailand”, Water Resources of Economic and Social Commission for Asia and Pacific, ST/ESCAP/SER.C/197, June 1998, pp.13-25. 6. Vongvisessomjai, S. “Chao Phraya Delta: Paddy Field Irrigation Area in Tidal Deposit”, Seminar on Irrigation Technologies for Sustainable Agricultural Development by Thai National Committee on Irrigation and Drainage, THAICID and RID, Thailand on August 7, 2006, pp.1-54. 7. Vongvisessomjai, S. and Chatanantavet, P. “Analytical Model of Interactions of Tide and River Flow”, Songklanakarin J. Sci. Technol., 2006, 28(6): 1149- 1160. ๘๐ แบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อบรรเทาอุทกภัยในลุมน้ําเจาพระยา 
  • 94. ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม Decision Support System for Flood Warning ดร.วัฒนา กันบัว ปจจุบันภัยธรรมชาติเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นโดยเฉพาะการเกิดอุทกภัย ซึ่งเปนอุปสรรคตอการพัฒนาประเทศ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยูในเขตรอนชื้น มีลมมรสุมพัดปกคลุมทั้งสองดาน ไดแก มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และมรสุมตะวันตกเฉียงใตและในบางครั้งไดรับอิทธิพลจากการเคลื่อนตัวเขามาของพายุหมุนเขตรอนทําใหเกิดฝนตกหนักและน้ําทวม นับตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน ปญหาที่เกิดขึ้นจากอุทกภัยเปนปญหาที่สําคัญและรายแรงมากยิ่งขึ้น อุทกภัยเกิดขึ้นอยางตอเนื่องทุกป และเกิดขึ้นเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ การเกิดอุทกภัยในแตละครั้ง นํามาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิต และทรัพยสินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยจํานวนมาก มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง “ภาฯ” ยามยาก สภากาชาดไทย ไดเล็งเห็นถึงปญหาอุท กภั ย ที่เ กิ ด ขึ้ น ในหลายพื้ น ที่ จึ ง เรี ย กประชุ มหน ว ยงานที่ เ กี่ย วข อ ง เพื่ อ หาวิ ธี ก ารแกปญหาดังกลาว โดยการสรางระบบการเฝาระวังทองถิ่น การเตือนภัยน้ําทวม และการอพยพหลบภัย ในลักษณะโครงการนํารอง โดยเผยแพรขอมูลชวงเวลาน้ําจะทวมจนถึงระดับน้ําลนตลิ่งวาอาจเกิดในบริเวณใดบาง และอาจมีระดับน้ําทวมสูงเทาไร โดยใชโปรแกรมเวอรชวลฟลัดสามมิติ (VirtualFlood3D) แสดงผลใหแกประชาชนในพื้นที่เสี่ย งภัย ไดท ราบ เพื่ อ เปน การเฝาระวัง แจง เตือ นภัย และอพยพหลบภั ย เพื่อความปลอดภัยของประชาชน หรือลดผลกระทบตอความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพยสินของประชาชน ซึ่งอยูในวิสัยทัศนที่สามารถดําเนินการได โดยการรวมมือของนักวิชาการในสาขาอาชีพที่เกี่ยวของ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง “ภาฯ” ยามยาก สภากาชาดไทยจึงไดใหทุนสนับสนุนทุนวิจัยโครงการระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวมใหแกศูนยอุตุนิยมวิทยาทะเลสํานักตรวจและเฝาระวังสภาวะอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจะมีการดําเนินการเปน 2ส ว น ได แ ก ส ว นที่ ห นึ่ ง คื อ การสํ า รวจพื้ น ที่ ประดิ ษ ฐ และติ ด ตั้ ง สถานี ต รวจอากาศอัตโนมัติในบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัย ไดแกบริเวณเทศบาลตําบลชอแฮ ต.ชอแฮ อ.เมืองจ.แพร บริเวณโรงเรียนบานหวยใต ต.แมพูล อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ และบริเวณโรงเรียน วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๘๑
  • 95. บานแมคุ ต.บานตึก อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย และสวนที่สองคือการจัดทําโปรแกรมระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม (Decision Support System for FloodWarning) ซึ่งเปนการสรางโปรแกรมบนคอมพิวเตอรเพื่อใชในการคาดการณการเกิดน้ําทวมจากเหตุการณฝนตกหนัก โดยประยุกตใชคณิตศาสตรเปนเครื่องมือในการวิเคราะหใชพารามิเตอรตางๆ ที่เกี่ยวของกับการเกิดน้ําทวมเขามาพิจารณา เชน ปริมาณฝนจากสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติในพื้นที่เสี่ยงภัยที่ไดไปติดตั้ง ผลลัพธที่ไดจากแบบจําลองเชิงตัวเลขยังอาจมีความผิดพลาด เนื่องจากขาดข อ มู ล ผลการตรวจสอบสภาพอากาศในพื้ น ที่ เ สี่ ย งภั ย เพื่ อ ป อ นเข า ไปให กั บ ระบบประมวลผล ประกอบกับแบบจําลองอากาศเชิงตัวเลขเหลานี้ สวนใหญถูกสรางมาจากประเทศที่พัฒนาแลวซึ่งตั้งอยูในทวีปอเมริกาและยุโรปซึ่งมีอากาศหนาวเย็น ระบบการตรวจอากาศที่หนาแนนมากกวาในกลุมประเทศในแถบบานเรา ผลการตรวจอากาศมีการผานระบบการตรวจสอบความถูกตองของขอมูลอุตุนิยมวิทยา ตางจากระบบการตรวจอากาศของประเทศกํ า ลั ง พั ฒ นา ซึ่ ง มั ก จะมี ผ ลการตรวจอากาศที่ มี ค วามผิ ด พลาดมากกวาการตรวจอากาศของประเทศที่พัฒนาแลว เนื่องจากขาดงบประมาณสนับสนุนทั้งทางดานการบํารุงรักษาเครื่องมือตรวจอากาศ และการฝกอบรมบุคลากรใหมีความรูแบบจํ า ลองอากาศเชิ ง ตั ว เลขเหล า นั้ น มี ค า พารามิ เ ตอร เ ชิ ง กายภาพ (PhysicalParameterization) ซึ่งถูกกําหนดขึ้นจากการวิจัย เมื่อนําแบบจําลองอากาศเชิงตัวเลขเหลานั้นมาใชในบริเวณพื้นที่รอนชื้นอยางเชนประเทศไทย ก็มักจะไดผลลัพธจากการพยากรณอากาศไมสอดคลองกับความเปนจริงที่เกิดขึ้น ปจจุบันไดมีการแบงประเภทของการคํานวณประมวลผลแบบจําลองเชิงตัวเลขออกเป น 2 ประเภท ได แ ก การคํ า นวณประมวลผลแบบจํ า ลองเชิ ง ตั ว เลขที่ ใ ชความสัมพันธทางกายภาพของระบบในการคิดคํานวณ (Hard Computing Approach)และการคํานวณประมวลผลแบบจําลองที่สรางขึ้นจากการเรียนรูเหตุการณโดยสรางชุดสมการจากขอมูลหลายพารามิเตอร ซึ่งมีปริมาณขอมูลมากเพียงพอ (Soft ComputingApproach) วิ ธี ก ารที่ ใ ช ใ นโครงการนี้ คื อ การใช วิ ธี ก ารโครงข า ยประสาทเที ย ม ซึ่ ง จะนําเอาขอมูลจากแหลงขอมูลตางๆ มาบูรณาการกัน ไดแก ขอมูลจากสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ ขอมูลจากภาพถายดาวเทียม รวมไปถึงขอมูลจากผลการพยากรณอากาศเชิงตัวเลข (Hard Computing Approach) ๘๒ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม
  • 96. โครงขายประสาทเทียม โครงขายประสาทเทียม (Artificial Neural Networks, ANNs) เปนแขนงหนึ่งของสาขาปญญาประดิษฐ (Artificial Intelligence, AI) โดยเลียนแบบการทํางานคลายคุณสมบัติเซลลสมองหรือระบบประสาทของมนุษย เมื่อโครงขายประสาทเทียมผนวกกับความสามารถของวิทยาการคอมพิวเตอรในปจจุบัน เชน หนวยความจํา การประมวลผลที่รวดเร็ว แมนยํา และคาใชจายที่ไมสูงนัก ทําใหไดระบบที่มีศักยภาพในการทํางานมีคุณลักษณะและคุณสมบัติที่นาสนใจ เชน สามารถจําลองปญหาไดโดยไมจําเปนตองทราบรูปแบบการกระจายของขอมูล (Distribution Free) มีขอผิดพลาดไดบาง (FaultTolerance) เรียนรูดวยตนเองได (Self-organization) ทํางานแบบขนาน (MassivelyParallel Process) รวดเร็ว (Fast Processing) ระบบทํางานโดยใชเพียงฟงกชันทางคณิตศาสตรอยางงายแทนที่จะใชกลไกทางชีวเคมี ดวยเหตุผลดังกลาวโครงขายประสาทเที ย มจึ ง สามารถแก ป ญ หาใกล เ คี ย งกั บ เซลล ส มองหรื อ ระบบประสาทของสิ่ ง มี ชี วิ ตโดยเฉพาะมนุษย ระบบเรียนรูหรือรูจําจากตัวอยางที่มีจํานวนและความหลากหลายแหล ง ที่ ม าของตั ว อย า งอาจได จ ากข อ มู ล การตรวจวั ด แบบป จ จุ บั น ข อ มู ล ในอดี ต(Historical Record) หรือกระบวนการการจําลอง (Simulation) โครงขายประสาทเทียมประกอบดวย ชั้นขอมูลนําเขา ชั้นแสดงผล และชั้นแฝงซึ่งอยูระหวางชั้นรับขอมูลและชั้นแสดงผล จํานวนหนวยแฝงไดจากการลองผิดลองถูก(Trial & Error) ทําใหโครงขายมีประสิทธิภาพในการรูจําสูงขึ้น แตหากมีมากเกินไป ก็จะตองใชตัวอยางและเสียเวลาในการเรียนรูมากขึ้น ปริมาณขอมูลที่จะปอนใหแกระบบจะตองมีมากเพียงพอในสภาวะอากาศที่สงบไมมีฝนจนถึงสภาวะอากาศที่มีฝนตกหนักมากๆ เพื่อใหคอมพิวเตอรไดเรียนรูแบบรอบดานในทุกสภาวะ จากการวิจัยนี้ไดปอนคา เขาไปในชั้นขอมูลนําเขา จะประกอบไปดวยขอมูลผลการตรวจอากาศที่ไดจากสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ ซึ่งไดแก อุณหภูมิอากาศ (Air Temperature) ความชื้นสัมพัทธ(Relative Humidity) ลม (Wind) ปริมาณแสงอาทิตย (Solar Radiation) ฝน(Rainfall) ขอมูลที่ไดจากดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา (Meteorology Satellite) และขอมูลที่ไดจากพารามิเตอรจากการคํานวณจากแบบจําลองอากาศเชิงตัวเลขจากประเทศญี่ปุน วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๘๓
  • 97. ซึ่งไดแกคารีเลทีฟเวอรทิซิตี้ทระดับ 500 เฮกโตปาสคาล หรือประมาณ 5.574 กิโลเมตร ี่ซึ่งจะใหคาดัชนีการไหลวน และการพัดสอบของอากาศจนทําใหเกิดกลุมเมฆฝน รูปที่ 1 โครงขายประสาทเทียม (ANN)สถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ สถานีตรวจอากาศอัตโนมัติคืออุปกรณทางวิทยาศาสตรที่ไดมีการประดิษฐขึ้นเองในสวนของกลองควบคุมตามหลักการทางวิชาการ เพื่อทําการตรวจอากาศที่ไมใชมนุษยในการตรวจอากาศ แตเปนการตรวจอากาศแบบอัตโนมัติ และมีการสงสัญญาณขอมูลอยางรวดเร็วผานระบบระบบจีพีอาเอส (GPRS) และสามารถปรับปรุงใหทันสมัยขึ้ น โดยใช ร ะบบเอพี อ าเอส (APGS) ซึ่ ง ใช สั ญ ญาณคลื่ น วิ ท ยุ กล อ งควบคุ ม หรื อดาต าล็ อ กเกอร เ ปรี ย บเสมื อ นเป น คอมพิ ว เตอร ที่ ค วบคุ มการทํ า งานของสถานี ต รวจอากาศอัตโนมัติโดยทําการรวบรวมและรับสงขอมูลผลการตรวจอากาศจากเซ็นเซอรตางๆ ไดแก เครื่องวัดลม เครื่องวัดฝน เครื่องวัดความชื้นสัมพัทธ เครื่องวัดแสงแดดเครื่องวัดอุณหภูมิ และเครื่องวัดความกดอากาศ ซึ่งไดทําการจัดหาจากบริษัทผูผลิตเครื่องตรวจวัดทางอุตุนิยมวิทยาที่ไดมาตรฐาน เนื่องจากอุปกรณที่ติดตั้งบนสถานีตรวจอากาศอัตโนมั ติจะตองไดม าตรฐานตามที่ องคการอุตุนิ ยมวิทยาโลกยอมรับ สําหรั บต น ทุ น ในการจั ด ทํ า การสถานี ต รวจอากาศอั ต โนมั ติ ต่ํ า มาก เนื่ อ งจากในส ว นของ ๘๔ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม
  • 98. ดาตาล็อกเกอร และซอฟตแวร คณะวิจัยสามารถจัดทําขึ้นเองไดเกือบทั้งหมด จึงเปนการประหยัดงบประมาณในการสรางสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ รูปที่ 2 สถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ รูปที่ 3 ดาตาล็อกเกอรภาพถายดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา เปนดาวเทียมซึ่งใชสําหรับการตรวจวัดขอมูลทางอุตุนิยมวิทยาที่มีประโยชนอยางยิ่ง เนื่องจากสามารถตรวจวัดขอมูลเมฆ เพราะขอมูลเหลานี้อยูในทีซึ่งมนุษยไมสามารถเขาถึง หรือตรวจวัดดวยตาเปลาได โดยดาวเทียม ่อุตุนิยมวิทยาที่ใช จัดเปนประเภทวงโคจรคางฟา (Geostationary MeteorologicalSatellite) โคจรรอบโลกใชเวลา 24 ชั่วโมง เทากับโลกหมุนรอบตัวเอง โดยวงโคจรอยูในตําแหนงเสนศูนยสูตรของโลกมีความสูงจากพื้นโลกประมาณ 35,800 กิโลเมตร และโคจรไปในทางเดียวกับการหมุนของโลก ทําใหตําแหนงดาวเทียมจะสัมพันธกับตําแหนงบนพื้นโลกในบริเวณเดิมเสมอ ไดแกดาวเทียมเอ็มทีแซท (MTSAT) เปนของประเทศญี่ปุน ภาพถายดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาที่ใชอยูในชวงคลื่นอินฟราเรด (IR) คือตรวจวัดปริมาณการแผรังสีในชวงคลืน IR ที่ถูกปลอยออกมาจากพื้นผิวโลกและบรรยากาศ ่ปริมาณพลังงานการปลอยรังสีขึ้นอยูกับอุณหภูมิของผิวพืน ภาพที่ไดแสดงใหเห็นเปน ้โทนสีดํา สีขาว หรือ ระดับความเขมของสีเทา (Gray Shades) ตรวจสอบคุณสมบัติทางความรอนของพื้นดิน และบรรยากาศ บริเวณที่มีอุณหภูมิต่ํากวาจะมีเมฆมากเห็นเปนสีขาว บริเวณที่มีอุณหภูมิอุนกวามีเมฆนอยมากๆ หรือไมมีเลยจะเห็นเปนสีดําหรือเทาเขม วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๘๕
  • 99. เวอรทิซิตี้ที่ระดับ 500 เฮกโตปาสคาล เวอรทิซิตี้ที่ระดับ 500 เฮกโตปาสคาลเปนผลลัพธที่ไดมาจากผลการคํานวณอากาศเชิงตัวเลข และคานี้เปนเครื่องมือที่ใชชี้วัดการหมุนเวียนในของไหลในอากาศในการลอยตัวของกระแสอากาศ พารามิเตอรตัวนี้จะคาดหมายการยกตัวของอากาศจนกลายเปนเมฆ แบบจําลองอากาศเชิงตัวเลขจะใหคาของพารามิเตอรตัวนี้ และคาดหมายลักษณะการลอยตัวของอากาศในชวงเวลา 2 วันขางหนา คาของเวอรทิซิตี้ที่เปนบวกแสดงวามีการยกตัวของอากาศแลวจะทําใหเกิดเมฆ ถาคาเวอรทิซิตี้มีคาเปนศูนยแสดงวาอากาศจะคงตัว และถาเวอรทิซิตี้มีคาเปนลบแสดงวามีการจมตัวของอากาศทําใหเห็นทองฟาแจมใสหรือทองฟาโปรงโครงสรางของระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวมจะมีขั้นตอนการตรวจอากาศเพื่อใหทราบสภาวะอากาศปจจุบันวามีสาเหตุมาจากตัวการอะไร เชน ฝนตกหนักเนื่องจากแนวลมพัดสอบ ฝนตกหนักเนื่องจากการพาดผานของรองความกดอากาศต่ํา หรือฝนตกหนักเนื่องจากอิทธิพลของพายุหมุนเขตรอน ตอจากนั้นก็เปนขั้นตอนการรวบรวมขอมูลผลการตรวจอากาศจากสถานีตรวจอากาศอัตโนมัติ และขั้นตอนการวิเคราะหขอมูลเพื่อการคาดหมายพื้นที่ฝนตกหนัก ในสวนของขั้นตอนการวิเคราะหขอมูลนั้น มีการกําหนดคาวิ ก ฤตของพารามิ เ ตอร ท างอุ ตุ นิ ย มวิ ท ยาแต ล ะตั ว เพื่ อ แสดงการเปลี่ ย นแปลงของพารามิเตอรทางอุตุนิยมวิทยา และแสดงเสถียรภาพของบรรยากาศ ซึ่งเปนปจจัยสําคัญในการเกิดฝนตกหนัก ขั้นตอนตอไปคือการคาดหมายการเกิดฝนตกหนัก และการเคลื่อนที่ของระบบลมฟาอากาศที่วิเคราะหไดในขั้นตอนที่ผานมา โดยการวิเคราะหนี้จะทําการปอนขอมูลใหคอมพิวเตอรเรียนรู โดยใชวิธีโครงขายประสาทเทียมเปนเครื่องมือในการสอนและเรียนรูลักษณะอากาศในสภาพตางๆ จนถึงสภาพอากาศแปรปรวนเกิดเมฆฝนขนาดใหญจนกลายเปนสาเหตุของการเกิดฝนตกหนักในอนาคต ขั้นตอนตอไปคือการออกคําเตือน ณ ชวงเวลาตางๆ และบริเวณที่ตองการจะทําการเตือนภัย โดยพิจารณาจากตําแหนงและความรุนแรงของระบบลมฟาอากาศที่ไดดําเนินการไวแลวในขั้นตอนที่ผานมา สวนขั้นตอนสุดทายคือการสงคําเตือนภัยฝนตกหนักไปยังผูนําชุมชน ผูที่เกี่ยวของกับการอพยพหลบภัย หรือสื่อมวลชนเพื่อเผยแพรตอไปสูประชาชนในพื้นที่ ๘๖ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม
  • 100. เสี่ยงภัย และสงไปยังหนวยงานที่เกี่ยวของ เพื่อดําเนินการตามภารกิจและหนาที่รับผิดชอบของหนวยงานนั้นๆ รูปที่ 4 โปรมแกรมระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม การตั้งคาวิกฤตในพารามิเตอรตางๆ จะตองใชประสบการณ และความรูจากผูเชี่ยวชาญโดยที่คาวิกฤตของเวอรทิซิตี้ระดับ 500 เฮกโตปาสคาล ซึ่งเปนผลลัพธของการคํานวณจากแบบจําลองอากาศเชิงตัวเลข (NWP) คาที่ตั้งไวประมาณ +2 ขึ้นไป คาวิกฤตของชวงสีเทาของภาพเมฆดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาตั้งไวที่ประมาณ 190 ขึ้นไป คาวิกฤตของความชื้นสัมพัทธตั้งไวที่ประมาณ 90% ขึ้นไป คาวิกฤตของปริมาณฝนตั้งไวที่ประมาณ 50 มิลลิเมตรใน 1 ชั่วโมงจะทําใหเกิดฝนหนัก กระบวนการตางๆ เหลานี้จะถูกนํามาบูรณาการใหเปนระบบเตือนภัย โดยใชวิ ธี ก ารโครงข า ยประสาทเที ย มเป น เครื่ อ งมื อ ที่ ใ ช ใ นการสอนคอมพิ ว เตอร ใ ห เ ข า ใจสถานการณตางๆ และสรางความสัมพันธจนกลายเปนชุดสมการทางคณิตศาสตร และใชคาดหมายการเกิ ด ฝนหนั ก จนทํ า ให เ กิ ด อุ ท กภั ย การสอนให ค อมพิ ว เตอร เ รี ย นรูความสัมพันธของพารามิเตอรตางๆ ทางอุตุนิยมวิทยา ประกอบไปดวย ผลการตรวจอากาศในทุกๆ 5 นาที ภาพถายเมฆจากดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา และคาเวอรทิซิตี้ที่ระดับ 500 เฮกโตปาสคาล ซึ่งเปนผลลัพธจากการคํานวณอากาศเชิงตัวเลข วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๘๗
  • 101. แบบจําลองการไหลของน้ํา (VirtualFlood3D) เพื่อทํางานในเชิงรุกจําเปนจะตองมีการจําลองรูปแบบทิศทางการไหลของน้ํากรณีที่เกิดวิกฤตในพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อจะไดเปนขอมูลพื้นฐานในการเตรียมการปองกันอุทกภัย เมื่อสามารถคาดการณปริมาณน้ําฝนจากขอมูลในระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม ก็สามารถนําขอมูลและพื้นที่เหลานั้นมาจําลองการไหลของน้ําในพื้นที่บริ เ วณรอบๆ สถานี ต รวจอากาศอั ต โนมั ติ ซึ่ ง โปรแกรมเวอร ช วลฟลั ด สามมิ ติ(VirtualFlood3D) จะอธิบายและแสดงผลใหเห็นชัดเจนวา เสนทางน้ําจะไหลไปทางไหนได ด ว ยปริ ม าณเท า ไร และจะส ง ผลต อ การเกิ ด อุ ท กภั ย ระดั บ ต า งๆ อย า งไรบ า งรูปที่ 5 แสดงภาพจําลองพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ และเสนทางน้ําไหลกรณีเกิดฝนตกหนัก รูปที่ 5 ภาพจําลองน้ําทวมบริเวณพื้นที่ อ.น้ําปาด จ.อุตรดิตถ จากโปรแกรม เวอรชวลฟลัดสามมิติ นํามาแสดงบนแผนที่กูลเกิลเอิรธ (Google Earth)บทสรุปและขอเสนอแนะ โปรแกรมระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม (DSS) เปนเครื่องมือที่ชวยในการเตือนภัยน้ําทวม ไมใชโปรแกรมแกรมหลักที่ใชในการเตือนภัย แตจะชวยผูปฏิบัติงานดานเตือนภัยน้ําทวม ในการคาดหมายบริเวณพื้นที่ฝนตกหนักใหมีความสอดคล อ งกั บ สภาพตามความเป น จริ ง มากที่ สุ ด โดยใช ส ถานี ต รวจอากาศอั ต โนมั ติตรวจสอบและยืนยันความถูกตองในชวงเวลา 24 ชั่วโมงขางหนา ผูที่ใชโปรแกรมนี้ ควรมีความรูดานอุตุนิยมวิทยาหรืออุทกวิทยามาบาง เพื่อจะชวยในการเขาใจกายภาพของสภาพลมฟาอากาศ ๘๘ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม
  • 102. โปรแกรมระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม ทํานายฝนตกหนักในชวงเวลา 24 ชั่วโมงขางหนา โดยใชวิธีโครงขายประสาทเทียมสอนใหคอมพิวเตอรเรียนรูถึงสภาพอากาศตางๆ บนความสัมพันธของพารามิเตอรทางอุตุนิยมวิทยา ที่แตกตางกันจากสภาพอากาศปกติ จ นไปถึ ง สภาพอากาศร า ยจนทํ า ให เ กิ ด ฝนตกหนั ก ซึ่ ง ในที่ นี้คณะวิจัยใชพารามิเตอรทางอุตุนิยมวิทยา ไดแก ปริมาณฝน ความเขมของแสงแดดความเร็วและทิศทางลม อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ ภาพดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา คาเวอรทิซิตี้ที่ระดับ 500 เฮกโตปาสคาล (ผลลัพธที่ไดจากการคํานวณแบบจําลองอากาศเชิงตัวเลข) พารามิเตอรเหลานี้จะเปนปจจัยในการเกิดฝนตกหนัก การฝกสอนคอมพิวเตอรใหเรียนรูเปนสิ่งสําคัญมาก ซึ่งขอมูลที่จะปอนใหกับคอมพิ ว เตอร จ ะต อ งมี ม ากเพี ย งพอ และข อ มู ล ที่ จ ะป อ นนั้ น จะต อ งผ า นการควบคุ มมาตรฐานตามหลักวิชาการ นั่นก็หมายความวาจะตองมีขอมูลอากาศครบทุกลักษณะสภาวะอากาศไมวาจะเปนสภาวะอากาศแหงแลง จนถึงสภาวะที่จะทําใหเกิดฝนตกหนักจนทําใหเกิดน้ําทวม การเรียนรูของคอมพิวเตอรใหเขาใจความสัมพันธของพารามิเตอรตางๆ และสามารถสรางชุดสมการทางคณิตศาสตรที่เหมาะสม การแบงประเภทตามชวงเวลาก็จะเปนการอธิบายวา อิทธิพลหรือสาเหตุที่ทําใหเกิดฝนตกหนักมาจากสาเหตุอะไร อยางเชนเนื่องมาจากอิทธิพลของรองมรสุม อิทธิพลของการเคลื่อนตัวขึ้นฝงของพายุหมุนเขตรอน และอิทธิพลของลมมรสุมที่พัดปกคลุม ซึ่งจะทําใหผลลัพธที่ไดออกมามีความถูกตอง ขอเสนอแนะในการปรับปรุงโปรแกรมระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําท ว มให มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพดี ขึ้ น โดยการเพิ่ ม พารามิ เ ตอร ใ นชั้ น ของข อ มู ล นํ า เข า (InputLayer) อย า งเช น ภาพเรดาร ต รวจอากาศ หรื อ อาจจะใช ก ารปรั บ ปรุ ง ทฤษฎี ท างคณิตศาสตรใหมๆในการคํานวณใหมีความหลากหลาย และสอดคลองกับฝนตกหนักในเชิงฤดูกาล จะชวยใหผลการคาดหมายฝนตกหนักมีความแมนยํามากยิ่งขึ้น ปจจุบันคณะวิ จั ย ได มี ก ารใช ค ณิ ต ศาสตร ใ นการนํ า เอาผลการคาดหมายฝนตกหนั ก จากแบบจําลองอากาศเชิงตัวเลขรายละเอียดสูงหลายแบบจําลองฯ และผลการตรวจอากาศในพื้นที่เสี่ยงภัย มาสรางเปนชุดสมการเพื่อใชในการหาความสัมพันธและคาดหมายฝนตกหนักในอนาคต วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๘๙
  • 103. กิตติกรรมประกาศ ผูเ ขีย นขอขอบคุณ นายอนุรั ก ษ บูส ะมัญ และดร .สมพร ชว ยอารีย อาจารยประจําภาควิชาคณิตศาสตรและวิทยาการคอมพิวเตอร คณะวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร วิทยาเขตปตตานี และ รศ.สุชาดา ศิริพันธุ อาจารยประจําภาควิชาคณิตศาสตร คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยที่ไดรวมกันพัฒนาโปรแกรมเวอรชวลฟลัดสามมิติ (VirtualFlood3D) ซึ่งใชในการจําลองการไหลของน้ําและผูอํานวยการสํานักตรวจและเฝาระวังสภาวะอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา ที่ใหการสนับสนุนการเขียนบทความนี้ เอกสารอางอิง 1. Busaman, A., Chuai-Aree, S. and Kanbua, W. (2010), VirtualFlood3D : An Algorithm for Modeling, Simulation and Visualization of Flooding, Second Asian Head of Research Councils (ASIAHORCs) Joint Symposium, 1-2 November, 2010, Kuala Lumpur, Malaysia.2. Chuai-Aree, S., Bock, H.G., Jäger, W., Kanbua, W., Krömker, S. and Siripant, S. 3D Cloud and Storm Reconstruction from Satellite Image, Proc. of Intern. Conf. on High Performance Scientific Computing (HPSCHanoi 2006), March 6-10, Hanoi, Vietnam, 2006.3. Kanbua,W. ,Supharatid,S. and Tang, I. (2005): Ocean wave forecasting in the Gulf of Thailand during typhoon Linda 1997: Hard and soft computing approaches, Journal of Atmospheric and Ocean Science Vol. 10, No. 3, September 2005, 145–161.4. Mittra, S.S., Decision support systems: Tools and techniques. John Wiley & Sons, New York, USA, 1986. ๙๐ ระบบสนับสนุนการตัดสินใจเตือนภัยน้ําทวม
  • 104. คณิตศาสตรกับการพยากรณโรคระบาด Mathematics to Forecast Disease Outbreaks ผศ.ดร.วิราวรรณ ชินวิริยสิทธิ์ คณิตศาสตรเปนศาสตรหนึ่งที่มีความสําคัญตอการพัฒนาเทคโนโลยีใหกาวล้ําไปขางหนา ปจจุบันนานาประเทศทั่วโลกมีนโยบายที่จะพัฒนาชาติดวยวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี โดยเฉพาะอยางยิ่งการนําความรูวิทยาศาสตรทางดานเทคโนโลยีชีวภาพเทคโนโลยี วั ส ดุ ศ าสตร และเทคโนโลยี อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส แ ละคอมพิ ว เตอร ไ ปใช อ ย า งเหมาะสม การพัฒนาเหลานี้ลวนอาศัยพื้นฐานความรูทางคณิตศาสตร ไมเพียงแตการพัฒนาทางดานเทคโนโลยีเทานั้น คณิตศาสตรยังมีบทบาทตอการพัฒนาดานสาธารณสุขในสวนของการพยากรณการระบาดของโรคในอนาคต ทําใหสามารถคาดการณจํานวนผูติดเชื้อและพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เพื่อชวยในการประเมินประสิทธิผลของมาตรการปองกันควบคุมการระบาด การเตรียมการณลวงหนาเพื่อรับมือ หรือปรับเปลี่ยนมาตรการใหเหมาะสมแก ห น ว ยงานที่ เ กี่ ย วข อ ง เพื่ อ ลดความรุ น แรงของการแพร ร ะบาดของโรคบทความนี้ขอเปนตัวกลางเชื่อมโยงคณิตศาสตรสูการพยากรณสถานการณการระบาด ที่เรียกวาแบบจําลองโรคระบาด (Epidemic Model) แบบจําลองโรคระบาดมีหลายแบบในที่นี้จะนําเสนอแบบจําลองที่แสดงความสัมพันธของปญหาการเกิดโรคระบาดภายใตปจจัยที่เกี่ยวของกับการเกิดโรค ในรูปสมการทางคณิตศาสตรที่เรียกวา สมการเชิงอนุพันธ (Differential Equations) หลักการสรางแบบจําลองโรคระบาดจะเริ่มจากการแบงกลุมประชากรที่ศึกษาออกเปนกลุมยอยๆ ตามสถานะของโรค เพื่อจําลองโครงสรางของปญหาการระบาดโดยอาศัยความรูเรื่องธรรมชาติการเกิดโรคและปจจัยที่เกี่ยวของกับการเกิดโรค แบบจําลองที่จะกลาวอยูบนพื้นฐานของแบบจําลอง SIR ที่นําเสนอครั้งแรกโดย Kermack และMcKendrick ใน ป ค.ศ. 1927 แบบจําลองนี้แบงกลุมประชากรที่ศึกษาออกเปน 3 กลุมยอย และกําหนดบทบาทของแตละกลุมประชากรยอย ดังนี้ กลุมเสี่ยงตอการติดเชื้อ(S) เปนกลุมที่ยังไมไดรับเชื้อและมีโอกาสที่จะติดเชื้อได กลุมที่ติดเชื้อ (I) เปนกลุมที่รับเชื้อและสามารถแพรเชื้อไปสูผูอื่นได และกลุมที่หายจากการติดเชื้อ (R) เปนกลุมที่ไดรับการรักษาหรือมีภูมิคุมกัน ดังแสดงในรูปที่ 1 วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๙๑
  • 105. รูปที่ 1  แผนภาพการแบงประชากรที่ศึกษาเปนสามกลุมยอย  แบบจําลอง SIR ไดนํามาประยุกตใชกับโรคหลายชนิด เชน โรคไขหวัดใหญโรคมาลาเรีย โรคไขเลือดออก เปนตน รวมถึงโรคที่มีปจจัยที่ซับซอนขึน เชน การศึกษา ้การเสียชีวิตเนื่องจากโรคเอดส จะแบงประชากรกลุมที่ติดเชื้อ ออกเปน 2 กลุมยอย คือกลุมที่ติดเชื้อและเสียชีวิตเพราะโรคเอดส (X) และกลุมที่ติดเชื้อเอดสแตไมแสดงอาการและเสียชีวิตดวยสาเหตุอื่น (Y) การจําลองโครงสรางของปญหา แสดงไดดังในรูปที่ 2 รูปที่ 2  แผนภาพการแบงประชากรทีศกษาเปนสี่กลุมยอย ่ ึ  นอกจากนี้แบบจําลอง SIR ยังสามารถขยายเปนแบบจําลองที่มีปจจัยของเพศเขามาเกี่ยวของ ปจจัยนี้มีผลทําใหประชากรที่ศึกษาเปลี่ยนจากหนึ่งกลุมเปนสองกลุมใหญแตละกลุมมีการแบงกลุมยอย เชนแบงกลุมเสี่ยงตอการติดเชื้อเปนเพศชายและเพศหญิง เมื่อกลุมเหลานี้มีปฏิสัมพันธกับผูที่ติดเชื้อจะเกิดการติดเชื้อ ทําใหเกิดการเคลื่อนยายระหวางกลุมประชากร ดังแสดงในรูปที่ 3 ๙๒ คณิตศาสตรกับการพยากรณโรคระบาด
  • 106. รูปที่ 3  การแบงกลุมประชากรที่ศึกษาเปนสองกลุมใหญและการเคลื่อนยายระหวางกลุม แผนภาพที่ แ สดงในรู ป ที่ 1 ถึ ง รู ป ที่ 3 จะมี ลู ก ศรแสดงการเคลื่ อ นย า ยของประชากรแตละกลุม ทําใหตองมีตัวแปรอื่นๆ เพิ่มขึ้นมา และมีบทบาทในดานการเพิ่มหรือลดจํานวนประชากรในแตละกลุม ตัวแปรอื่นๆ ที่กลาวถึงนี้ เปนตัวแปรที่เกี่ยวของการระบาดของโรคที่ศึกษา ดังนั้นจําเปนตองทราบขอมูลการระบาดในครั้งอดีต เพื่อเลือกคาพารามิเตอรที่สําคัญ ไดแก Basic Reproductive Number หรือ R0 ซึ่งหมายถึงจํานวนเฉลี่ยของผูติดเชื้อรายใหมในประชากรที่ไมมีภูมิคุมกัน ที่เกิดขึ้นจากผูปวยรายแรกแพรเชื้อให ตัวอยางเชน R0 = 1.8 หมายถึง ผูปวยรายแรกสามารถแพรเชื้อตอทําใหมีผูติดเชื้ออีก 1.8 รายโดยเฉลี่ย (ดูรูปที่ 4) รูปที่ 4  การแพรเชื้อจากผูปวยรายแรกทําใหมีผูติดเชื้อเพิมจํานวนขึ้น  ่ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๙๓
  • 107. แบบจําลองทางคณิตศาสตรกับการพยากรณการระบาดของโรคมือ เทา และปากเปอย เพื่อชี้ใหเห็นวาคณิตศาสตรเขามาเกี่ยวของกับการระบาดของโรคไดอยางไร จึงขอยกตัวอยางการสรางแบบจําลองสําหรับการระบาดของโรคมือ เทา และปากเปอย(Hand, Foot and Mouth Disease) ที่เมืองซาราวัค ประเทศมาเลเซีย ในป พ.ศ. 2549พบวาโรคนี้มีการระบาดอยางหนักทําใหมีผูติดเชื้อจํานวน 14,423 คน และเสียชีวิตจํานวน 13 คน ซึ่งสงผลกระทบใหมีการปดโรงเรียนถึงสองอาทิตยเพื่อปองกันการแพรกระจายของโรคนี้ในวงกวาง เนื่องจาก โรคมือ เทา และปากเปอย เปนโรคที่เกิดขึ้นในเด็ กที่สามารถรั กษาได แตเป น โรคที่ร างกายไม สามารถสรางภูมิคุ มกัน แบบถาวรดังนั้น จึงปรับปรุงแบบจําลอง SIR เปนแบบจําลอง SIRS ดังแสดงในรูปที่ 4 รูปที่ 5 แผนภูมิการจําลองกลุมประชากรของโรคมือ เทา และปากเปอย รูปที่ 5 แสดงใหเห็นวาประชากรที่ศึกษาแบงเปน 3 กลุมยอย คือ กลุมเสี่ยง (S)กลุ ม ติ ด เชื้ อ (I) และกลุ ม หายจากการติ ด เชื้ อ (R) ลู ก ศรแสดงการเคลื่ อ นย า ยของประชากรแต ล ะกลุ ม ย อ ย ตั ว แปรอื่ น ๆ ที่ ป รากฏในรู ป ที่ 5 คื อ ป จ จั ย ที่ มี ผ ลต อ การเคลื่อนยายประชากรในแตละกลุมยอย ไดแก α คือ จํานวนประชากรนอกพื้นที่ที่ศึกษาเมื่อเดินทางเขามาจะถูกนําไปไวในกลุมเสี่ยง β คือ อัตราการติดเชื้อ γ คืออัตราที่กลุมI ยายไปกลุม R เมื่อประชากรกลุม I ไดรับการรักษาหรือหายเนื่องจากภูมิคุมกันของตนเอง δ คือ อัตราที่กลุม R ยายไปกลุม S เมื่อกลุม R สูญเสียภูมิคุมกันโรค μ คือ 0อั ต ราการเสี ย ชี วิ ต กรณี อื่ น ๆ ที่ ไ ม เ กี่ ย วข อ งกั บ โรค และ μ คื อ อั ต ราการเสี ย ชี วิ ต 1เนื่องจากโรค นอกจากนี้สมมุติฐานการสรางแบบจําลองโรคมือ ปาก และเทาเปอย มีดังนี้ ๙๔ คณิตศาสตรกับการพยากรณโรคระบาด
  • 108. • ประชากรที่ศึกษาไมติดเชื้อตั้งแตแรกเกิด • ประชากรที่ติดเชื้อแลวสามารถแพรเชื้อไปสูผูอื่นไดทันที  • ไมมีมาตรการการควบคุมโรค • ประชากรที่เสี่ยงตอการติดเชื้อคือเด็กอายุต่ํากวา 10 ป • อายุและเพศไมไดเปนปจจัยที่สําคัญตอการแพรระบาดของโรค เมื่อไดจําลองแผนภูมิของปญหาภายใตสมมุติฐานที่ตั้งไว จะแปลงแผนภูมิของปญหา (ดูรูปที่ 4) ในรูประบบสมการเชิงอนุพันธ ดังนี้ dS = α − β IS− μ0 S+ δ R dt dI = β IS− γ I− ( μ0 + μ1 ) I (1) dt dR = γ I− (δ + μ0 ) R dt dS dI dR โดยที่ , , หมายถึงอัตราการเปลี่ยนแปลงของประชากรกลุม S กลุม I dt dt dtและกลุม R เทียบกับเวลา t และเรียกระบบสมการ (1) วา แบบจําลองทางคณิตศาสตรของการแพรระบาดโรคมือ เทา และปากเปอย คํานวณหาผลลัพธเชิงตัวเลข (NumericalSolution) ของแบบจําลองโดยใช Matlab Solver ODE 45 รวมดวยคาพารามิเตอรตางๆที่ไดจากปจจัยที่ทําใหเกิดโรคดังนี้ α = 5, δ = 0.07, γ = 0.8235, μ = 1.077 × 10 , μ = 1.731× 10 และ β = 1.5 × 10 0 −4 1 −5 −4 เมื่อนําผลเชิงตัวเลขของกลุมที่ติดเชื้อ I มาเปรียบเทียบกับขอมูลการระบาดที่ไดเกิดขึ้นจริงในเมืองซาราวัค ประเทศมาเลเซีย ชวงป พ.ศ. 2549 ผลการทดลองพบวาแบบจําลองพยากรณจํานวนผูติดเชื้อไดคอนขางใกลเคียงในชวง 10 สัปดาหแรก สังเกตไดจากเสนกราฟที่มีลักษณะที่ใกลเคียงกัน (ดูรูปที่ 6) หลังจากสัปดาหที่ 10 พบวาแบบจําลองพยากรณจํานวนผูติดเชื้อคลาดเคลื่อนจากขอมูลจริง แตเสนกราฟมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเดียวกับขอมูลจริง แสดงวาแบบจํ า ลองสามารถพยากรณ ช ว งเวลาของการระบาด ได ใ กล เ คี ย งกั บ ข อ มู ล จริ งนอกจากนี้ประมาณสัปดาหที่ 35 พบวา แบบจําลองพยากรณจํานวนผูติดเชื้อมากกวาที่เกิดขึ้นจริง และจํานวนผูติดเชื้อที่เกิดขึ้นจริงมีจํานวนลดลงจนเกือบเทากับศูนย วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๙๕
  • 109. รูปที่ 6 การเปรียบเทียบจํานวนประชากรทีติดเชื้อที่ไดจากแบบจําลอง ่ (ดูเสนประ --- ) กับจํานวนประชากรที่ติดเชื้อจริง (ดูเสนทึบ — ) ทั้งนี้อาจมีสาเหตุมาจากจํานวนผูติดเชื้อที่ไดจากแบบจําลอง เปนการจําลองสถานการณ ภ ายใต ข อ จํ า กั ด ของการศึ ก ษา โดยไม ร วมถึ ง มาตรการการป อ งกั น โรคในขณะที่เมื่อมีการระบาดของโรค จะมีหนวยงานที่เกี่ยวของเขามาดูแลจึงทําใหประชากรที่ติดเชื้อลดลง รวมถึงประชากรที่ติดเชื้อที่เกิดขึ้นจริงอาจไมใชขอมูลผูติดเชื้อทั้งหมดเพราะมีผูปวยบางรายอาจไมไดมีการเก็บขอมูลไว ดังนั้น ความแมนยําของแบบจําลองทางคณิตศาสตรจะขึ้นอยูกับขอมูลทางระบาดวิทยาที่เปนปจจุบันและมีความถูกตองสูง แบบจํ า ลองที่ แ สดงเป น เพี ย งแบบจํ า ลองหนึ่ ง จากหลายๆ แบบจํ า ลองที่ นํ าคณิตศาสตรเขามามีบทบาท และแสดงการวิเคราะหผลลัพธของสมการทางคณิตศาสตรว า สามารถพยากรณ สิ่ ง ที่ ศึ ก ษาได จ ริ ง ป จ จุ บั น การคมนาคมทํ า ให โ รคสามารถแพรกระจายไดอยางรวดเร็ ว รวมถึงมีโ รคอุบัติขึ้ นใหมห ลายโรค การคาดการณการระบาดของโรคลวงหนาไดจึงเปนสิ่งจําเปน ดังนั้น การพัฒนาแบบจําลองทางคณิตศาสตรเพื่อทํานายการระบาดของโรคแตละชนิด จึงเปนเครื่องมือสําคัญที่ชวยผูบริหารของประเทศตัด สินใจใชม าตรการควบคุ มและปองกั น โรคที่เหมาะสมตอสถานการณข องประเทศ ๙๖ คณิตศาสตรกับการพยากรณโรคระบาด
  • 110. เอกสารอางอิง 1. Murray, J.D. (1989). Mathematical Biology. Springer-Verlag Berlin Heidelberg.2. Kermack, W., McKendrick, A. (1927). A contribution to the mathematical theory of epidemics. Proc. R. Soc. London A, 115, 700-721.3. Daley, D. J., Gani, J. (2005). Epidemic Modeling: An Introduction. NY: Cambridge University Press.4. อดิศักดิ์ เด็นเพ็ชรหนอง, วิราวรรณ ชินวิริยสิทธิ์. (2552). การวิเคราะหทาง คณิตศาสตรของแบบจําลองโรคมือ เทา และปากเปอย. นเรศวรวิจัย ครั้งที่ 5, 28- 29 กรกฎาคม 2552, พิษณุโลก.5. สํานักระบาดวิทยา. (2554). การประยุกตใชแบบจําลองคณิตศาสตรในการ ควบคุมการระบาดของไขหวัดใหญ ในประเทศไทย. แหลงขอมูล: http://www.kmddc.go.th/online-market/epid.html วันที่สืบคน 15 กันยายน 2554. วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๙๗
  • 111. การประยุกตคณิตศาสตรในการสรางเครื่องกําจัดไรฝุน (สําหรับผูปวยโรคภูมิแพ ดวยเทคโนโลยีใหมของการควบคุมความชื้นสัมพัทธ) Mathematical Application in Developing a Dust Mites Terminating Machine ดร.วีระพล โมนยะกุล ปจจุบัน เปนที่ยอมรับกันทั่วโลกวา ไรฝุนเปนตัวการของการเกิดสารกอภูมิแพในบานที่สําคัญ และเปนสาเหตุหลักในการกอโรคภูมิแพ อันไดแก โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ หรือที่เราเรียกกันวา โรคแพอากาศ (Allergic Rhinitis) และโรคหืด (Asthma) มีรายงานจํานวนมากจากประเทศตางๆ ทั่วโลกวา โรคภูมิแพที่มีสาเหตุมาจากไรฝุนมีความชุกของโรคเพิ่มขึ้นทุกป จนเปนปญหาสาธารณสุขที่สําคัญ ตัวไรฝุนเปนสัตวที่มี 8 ขา ตัวไรฝุนมีขนาดเล็ก 0.3 ม.ม. ซึ่งมองดวยตาเปลาไมเห็น ชอบอากาศรอนชื้น อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 20-35°C ความชื้นสัมพัทธ 70-80%RHไรฝุนมีชีวิตอยูประมาณ 30 วันสําหรับตัวผู และประมาณ 70 วันสําหรับตัวเมีย และจะปลอยมูลได 10-20 กอนตอวัน ไรฝุนตัวเมียจะวางไขไดครั้งละ 25-30 ฟอง ตัวไรฝุนดํารงชีพอยูไดโดยกินสะเก็ดผิวหนัง และขี้รังแคของคนและสัตว และดูดน้ําจากอากาศได มันจะอาศัยอยูในพรม เตียงนอน เฟอรนิเจอร ตูเสื้อผา ประมาณการมีผูปวยโรคภูมิแพที่มาจากไรฝุนในประเทศไทยประมาณ 10 ลานคนตารางที่ 1 สถิติความชื้นสัมพัทธเฉลี่ย %RH ของประเทศไทยในชวงฤดูกาลตางๆ ภาค ฤดูหนาว ฤดูรอน ฤดูฝน ตลอดป เหนือ 73 62 81 74 ตะวันออกเฉียงเหนือ 69 65 80 72 กลาง 71 69 79 73 ตะวันออก 71 74 81 76 ใตฝงตะวันออก 81 77 78 79 ใตฝงตะวันตก 77 76 84 80 ๙๘ การประยุกตคณิตศาสตรในการสรางเครื่องกําจัดไรฝุน
  • 112. จากตารางที่ 1 สถิติความชื้นสัมพัทธเฉลี่ย %RH ของประเทศไทยในชวงฤดูกาลตางๆ แสดงใหเห็นวาภูมิอากาศของประเทศไทยทั่วทุกภาคเหมาะกับการอยูอาศัยและแพรพันธของไรฝุนเปนอยางมาก วิธีการในการกําจัดไรฝุนที่มีงานวิจัยรองรับวาสามารถลดปริมาณไรฝุนไดคือการซักผาปูที่นอน ปลอกหมอน และผาหม ที่อุณหภูมิมากกวา 60°C เปนเวลานานอยางนอย 30 นาที การคลุมเครื่องนอนดวยผาทอแนน การดูดฝุนดวยเครื่อง HEPA filterการใชสารเคมี แตยังไมมีวิธีการใดที่กลาวมาที่มีประสิทธิภาพในการปองกันไรฝุนและสารกอภูมิแพไดอยางแทจริง เปนแตเพียงลดปริมาณไรฝุนลงไดบางเทานั้น เทคโนโลยีการกําจัดไรฝุนที่ประดิษฐและคิดคนโดยผูเขียนและไดยื่นขอจดเปนสิทธิบัตรแลว ใชวิธีการควบคุมความชื้นสัมพัทธใหมีคาคงที่อยูที่ 50%RH ตลอดเวลาและมีคาความเที่ยงตรงสูง ซึ่งจะทําใหไรฝุนไมสามารถดึงน้ําจากอากาศทางตอมบนผิวหนังมาเพื่อดํารงชีวิตได จากงานวิจัยที่ทําโดย Prof.Dr.Spieksma พบวาหากความชื้นสัมพัทธมีคานอยกวา 60%RH ไรฝุนจะไมสามารถขยายพันธและจะตายในที่สุดนอกจากนี้ Prof.Dr.Arlian รายงานในงานวิจัยอีกวาหากความชื้นสัมพัทธมีคานอยกวา50%RH ไรฝุนจะตายภายใน 4–11 วัน และโดยคาของ Critical Equilibrium Humidity(CEH) อยูที่ 58%RH ที่เปนคาวิกฤติที่หากความชื้นสัมพัทธเกินคานี้มากกวา 2 ชั่วโมงตอวันจะทําใหไรฝุนสามารถดํารงชีวิตอยูได ดวยเทคโนโลยีของเครืองควบคุมความชื้นสัมพัทธที่นําเสนอใหมนี้ ไดนําไปทํา ่การทดสอบกับไรฝุน โดยศูนยบริการและวิจัยไรฝุนศิรราชพยาบาล ดวยการติดตั้งเครื่อง  ิควบคุมความชื้นสัมพัทธที่เสนอใหมนี้ กับหองขนาด 15 ตารางเมตร และใชไรฝุนบรรจุภาชนะใส ฝาปด แตอากาศจะสามารถผานได 2 ใบ ใหอยูในตูควบคุมที่มีถาดน้ําเกลือเขมขน 1 ใบ และอยูนอกตู 1 ใบ โดยการทดสอบการตายของไรฝุนที่ความชื้นสัมพัทธ50 %RH ที่อุณหภูมิ 25 องศา พบวาจะตายหมดภายใน 7 วัน ทดสอบเปรียบเทียบกับการมีชีวิตอยูและการขยายพันธของไรฝุนในตูควบคุมที่ความชื้นสัมพัทธ 75%RH ที่อุณหภูมิ 25 องศา ในสภาวะแวดลอมความเขมแสงเดียวกัน วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๙๙
  • 113. รูปที่ 1 การทดสอบกับไรฝุนที่ความชื้นสัมพัทธในหองทดสอบที่ 50%RH และในตูควบคุมที่ 75%RH ในสภาวะอุณหภูมิและความเขมแสงที่เทากัน รูปที่ 2 ผลการเจริญเติบโตของเชื้อโรคและไรฝุนกับความชืนสัมพัทธ ้๑๐๐ การประยุกตคณิตศาสตรในการสรางเครื่องกําจัดไรฝุน
  • 114. ในรายงานวิจัยของตางประเทศยังพบวาการควบคุมความชื้นสัมพัทธที่ 50%RHสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสที่อยูในอากาศไดอีกดวยนอกเหนือจากการกําจัดไรฝุนดังแสดงในรูปที่ 2 โดยปกติแลว เชื้อโรคสามารถลอยอยูในอากาศไดนาน 3–4 วันหรืออาจอยูไดนานเปนเดือน เมื่อหองมีสภาพอากาศที่เหมาะสม นอกจากนี้ที่ความชื้นสัมพัทธ 50%RH และที่อุณหภูมิ 25 องศาอันเปนสภาวะที่เราใชกําจัดเชื้อโรคในอากาศและไรฝุน ยังเปนสภาวะที่ใหความสบายสูงสุดแกคนทั่วไปอีกดวย ดังแสดงในแผนภูมิความสบายของ ASHRAE (สมาคมวิศวกรรมการปรับอากาศ สหรัฐอเมริกา) ตารางที่ 2 เชื้อโรคในอากาศกับการเกิดโรคในคนชนิดของเชือโรค ้ การเกิดโรคในคน ไวรัส ไขหวัด ไขหวัดใหญ ไขหวัดนก SARS แบคทีเรีย เกิดการติดเชื้อที่ปอด ปอดบวม วัณโรค โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ เชื้อรา หลอดลมอักเสบ โรคหืด หอบ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลัน ไรฝุน  โรคภูมิแพ (ปอดอักเสบภูมิไวเกิน) ดวยระบบควบคุมแบบอัจฉริยะของเครื่องควบคุมความชื้นสัมพัทธ การทํางานของเครื่องจะแบงเปนสองโหมดคือ แบบ Full Control Mode ระบบจะทําการควบคุมทั้งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธดังแสดงในรูปที่ 3 และแบบ Standby Mode จะเปนการควบคุมเฉพาะความชื้นสัมพัทธเพียงอยางเดียวสวนอุณหภูมิจะไมถูกควบคุม ดังแสดงในรูปที่ 4 ดังนั้นอุณหภูมิในหองจะเปนอุณหภูมิเทากับนอกหอง (ในกรณีที่ไมมีคนอยูในหองเพื่อการประหยัดพลังงานไฟฟา) ในการเติมอากาศจากภายนอกเพื่อถายเทอากาศภายในหอง ระบบควบคุมจะทําการดึง อากาศจากภายนอกดวยพั ดลมดูดอากาศที่จ ะถูกคํานวณปริมาณอากาศที่เหมาะสมและกําหนดใหทํางานอัตโนมัติโดยสมองกลฝงตัว (Embedded System) ที่เปนหัวใจของระบบควบคุมทั้งหมด วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๐๑
  • 115. รูปที่ 3 กราฟแสดงอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธของนอกหองและในหองของ การควบคุมแบบ Full Control Mode ในเวลา 12 ชม. รูปที่ 4 กราฟแสดงอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธของนอกหองและในหอง ของการควบคุมแบบ Standby Mode ในเวลา 12 ชม. ในการออกแบบการทํางานของเครื่องควบคุมความชื้นสัมพัทธ จําเปนที่จะตองใช ก ารประยุ ก ต ท างคณิ ต ศาสตร ใ นการกํ า หนดค า ตั ว แปรควบคุ ม เนื่ อ งจากตั ว แปรความชื้นสัมพัทธเปนตัวแปรที่เปน Cross Coupling กับอุณหภูมิ ที่อาจจะกลาวไดวาเรา ๑๐๒ การประยุกตคณิตศาสตรในการสรางเครื่องกําจัดไรฝุน
  • 116. ไมสามารถจะควบคุมความชื้นสัมพัทธไดโดยตรง เราจําเปนตองทําการควบคุมผานตัวแปรอุณหภูมิ โดยทําการ Decoupling ตัวแปรทั้งสองออกจากกันเสียกอนแลวจึงทําการควบคุม ในที่นี้จะไมไดกลาวถึงรายละเอียดในการควบคุมเนื่องจากเปนการควบคุมที่ซั บ ซ อ นที่ ต อ งใช ก ารทฤษฎี ร ะบบควบคุ ม ชั้ น สู ง เพราะเนื้ อ ที่ ก ระดาษจํ า กั ด แต จ ะยกตั ว อย า งบางส ว นของระบบ เพื่ อ แสดงการประยุ ก ต ข องคณิ ต ศาสตร ที่ ใ ช ใ นการออกแบบ โดยการจําลองการทํางานของมอเตอรที่เปนตัวขับคอมเพรสเซอรเพื่อควบคุมอัตราไหลของสารทําความเย็นในการลดความชื้นสัมพัทธ (การเพิ่มความชื้นสัมพัทธจะทําโดยระบบ Ultrasonic Transducer ที่แยกเปนอีกสวนหนึ่ง) ดวยการแปลงคุณสมบัติทางกายภาพของมอเตอรใหเปนแบบจําลองทางคณิตศาสตร ทําใหเราสามารถออกแบบระบบเพื่อควบคุมการลดความชื้นสัมพัทธไดอยางถูกตองและแมนยําการจําลองทางคณิตศาสตรของมอเตอรไฟฟากระแสสลับสามเฟส ปริมาณเวกเตอรในแกน D (Direct-axis) และแกน Q (Quadrature-axis) และปริมาณสามเฟสมีความสัมพันธกันดังรูปที่ 5 วิธีการแปลงปริมาณเวกเตอรไปเปนปริมาณสามเฟสสามารถทําไดโดยการแตกแรง (Projection) ไปบนแกนอางอิง ABC ซึ่งสามารถเขียนสมการไดเปน ⎡va ⎤ ⎡ cos 0 sin 0 1⎤ ⎡vd ⎤ ⎢ v ⎥ = ⎢cos 2π / 3 sin 2π / 3 1⎥ ⎢ v ⎥ (1) ⎢ b⎥ ⎢ ⎥ ⎢ q⎥ ⎢ vc ⎥ ⎢cos 4π / 3 sin 4π / 3 1⎥ ⎢ vo ⎥ ⎣ ⎦ ⎣ ⎦⎣ ⎦ โดยที่ vd , vq คือ แรงดันในแนวแกน D (Direct-axis) และแกน Q(Quadrature-axis) vo คือ องคประกอบลําดับศูนย (Zero sequence component) ของแรงดันไฟฟาสามเฟส va , vb , vc คือ แรงดันบนแกนอางอิงสามเฟส และจากสมการที่ (1) เราสามารถหาสมการในการแปลงปริมาณสามเฟสไปเปนปริมาณเวกเตอรไดเปน ⎡vd ⎤ ⎡cos 0 cos 2π / 3 cos 4π / 3⎤ ⎡va ⎤ ⎢ v ⎥ = 2 ⎢ sin 0 sin 2π / 3 sin 4π / 3 ⎥ ⎢ v ⎥ (2) ⎢ q⎥ 3⎢ ⎥ ⎢ b⎥ ⎢ vo ⎥ ⎣ ⎦ ⎢ 1/ 2 ⎣ 1/ 2 1 / 2 ⎥ ⎢ vc ⎥ ⎦⎣ ⎦ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๐๓
  • 117. รูปที่ 5 ความสัมพันธระหวางปริมาณเวกเตอรและปริมาณสามเฟส จากสมการที่ (2) ถาเราแปลงปริมาณสามเฟสสมดุลไปเปนปริมาณเวกเตอรเราจะได vo มี ค า เป น ศู น ย หรื อ จุ ด ศู น ย ข องแกนอ า งอิ ง แบบเวกเตอร ก็ คื อ จุ ด กลาง(Neutral point) นั่นเองจากสมการที่ (1) เราสามารถหากําลังไฟฟาในรูปของปริมาณเวกเตอรไดดังนี้ ps = vaia + vbib + vcic 3 ( = vd id + vqiq + 2voio 2 ) (3) i s Rs Lsl Lrl Rr ir + vs φs Lm φr jω r φ r - รูปที่ 6 วงจรสมมูลของมอเตอรไฟฟาเหนี่ยวนําไฟฟากระแสสลับ วงจรสมมูลตอเฟสของมอเตอรเหนี่ยวนําไฟฟากระแสสลับสามเฟสประกอบดวยความตานทานทางสเตเตอร Rs และโรเตอร Rr ตัวเหนี่ยวนําทางแมเหล็ก Lm และ ๑๐๔ การประยุกตคณิตศาสตรในการสรางเครื่องกําจัดไรฝุน
  • 118. ตัวเหนี่ยวนํารั่วไหลทางสเตเตอร Lsl และโรเตอร Lrl ดังรูปที่ 6 โดยที่ vs คือแรงดันไฟฟาที่ปอนใหทางสเตเตอร, is และ ir คือกระแสสเตเตอรและโรเตอรตามลําดับφs และ φ r คือฟลักซรวมทางสเตเตอรและโรเตอรตามลําดับ และ ωr คือความเร็วของโรเตอร จากวงจรสมมูลเราสามารถเขียนสมการแรงดันไดเปน dφ s vs = Rs is + (4a) dt dφ r 0 = Rr ir + − j ωr φ r (4b) dtและสมการฟลักซสามารถเขียนไดเปน φs = Ls is + Lm ir (5a) φr = Lm is + Lr ir (5b)จากชุดสมการที่ (4) และ (5) เราสามารถหาแบบจําลองของมอเตอรเหนี่ยวนําไฟฟากระแสสลับได ในรูปของตัวแปรสถานะ (State Variable) โดยที่มีกระแสสเตเตอรและฟลักซสเตเตอรเปนตัวแปรสถานะไดเปน dis ⎛ Rs Rr ⎞ 1 ⎛ Rr ⎞ 1 = ⎜− ⎜ σL − σL + jωr ⎟ is + σL ⎜ L − jωr ⎟ φs + σL vs ⎟ ⎜ ⎟ (6a) dt ⎝ s r ⎠ s⎝ r ⎠ s dφ s = − Rs is + vs (6b) dt Lm 2โดยที่ σ =1− เปนคาตัวประกอบการรั่วไหล (Leakage Factor) Ls Lrจากสมการแรงดันและฟลักซของมอเตอรในสมการที่ (4) และ (5) เราสามารถเขียนใหอยูในรูปเมทริกซไดเปน ⎡vs ⎤ ⎡ Rs 0 ⎤ ⎡is ⎤ ⎡ Ls Lm ⎤ d ⎡is ⎤ ⎡0 0 ⎤ ⎡is ⎤ ⎢0⎥ =⎢ 0 ⎢ ⎥+ Rr ⎥ ⎣ir ⎦ ⎢ Lm ⎥ dt ⎢ ⎥ − jωr ⎢ L ⎢ ⎥ Lr ⎥ ⎣ir ⎦ (7) ⎣ ⎦ ⎣ ⎦ ⎣ Lr ⎦ ⎣ir ⎦ ⎣ m ⎦จากสมการที่ (7) จะเห็นวา พจนที่สามเปนพจนที่เชื่อมโยงระหวางปริมาณไฟฟาและปริมาณกล ดังนั้นเราสามารถหากําลังไฟฟาที่จะเปลี่ยนไปเชิงกลไดเปน วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๐๕
  • 119. pm = 3 * 2 [ is ir * ⎢ ⎡ ] 0 0 ⎤ ⎡is ⎤ ⎥⎢ ⎥ ⎣− jωr Lm − jωr Lr ⎦ ⎣ir ⎦ (8) 3P = ωrm Lm (iqs idr − ids iqr ) 22โดยที่ ωrm คือความเร็วโรเตอรเชิงกล P คือจํานวนขั้วของมอเตอร และ pm คือกําลังไฟฟาที่จะเปลี่ยนไปเชิงกล ดังนั้นแรงบิดที่ไดจากมอเตอรจะสามารถหาไดเปน 3P td = Lm (iqs idr − ids iqr ) (9) 22โดยที่ t d คือแรงบิดที่ไดจากมอเตอร (Developed Torque) และจากสมการที่ (5) เราสามารถหาแรงบิดในรูปของกระแสสเตเตอรและฟลักซสเตเตอรไดเปน 3P td = (iqs φds − ids φqs ) (10) 22สวนแบบจําลองทางกลจะมีสมการเปน dωr = P ( td − tl ) (11) dt 2Jโดยที่ J คือโมเมนตความเฉื่อยของมอเตอร และ tl คือแรงบิดของโหลด จากแบบจําลองทางคณิตศาสตรในสมการที่ (6) แรงบิดที่ไดจากมอเตอรสมการที่ (10) และแบบจําลองทางกลในสมการที่ (11) เราสามารถจําลองการทํางานของมอเตอรไฟฟาเหนี่ยวนํากระแสสลับสามเฟสไดดังรูปที่ 7 และไดผลของความสัมพันธของแรงบิดเทียบกับความเร็วดังรูปที่ 8 เมื่อพิจารณารูปที่ 7 จะเห็นไดวาขณะที่มอเตอรเริ่มหมุนกระแสสเตเตอรจะมีคาสู ง กว า กระแสปกติ ม าก ดั ง นั้ น การเป ด /ป ด คอมเพรสเซอร ห รื อ มอเตอร เ หนี่ ย วนํ ากระแสสลับสามเฟสบอยๆ นอกจากจะทําใหอายุการทํางานของคอมเพรสเซอรสั้นลงแลวยังทําใหสิ้นเปลืองพลังงานอีกดวย จากรูปที่ 8 แสดงผลของแรงบิดตั้งแตการเริ่มเดินเครื่องจนกระทั่งถึงจุดทํางาน ซึ่งเราสามารถแบงออกไดเปน 2 ชวงคือ ชวงที่ไมมีเสถียรภาพซึ่งอยูทางดานซาย และชวงที่มีเสถียรภาพซึ่งเปนชวงที่เปนดานขวา ดังนั้นเมื่อมีโหลดเพิ่มขึ้นความเร็วของมอเตอรก็จะตก แตถามีการเพิ่มโหลดมากเกินไปก็จะทําใหมอเตอรขาดเสถียรภาพ และไมสามารถหมุนออกตัวได เนื่องจากแรงบิดที่ไดจากมอเตอรไมพอที่จะจายใหโหลด ๑๐๖ การประยุกตคณิตศาสตรในการสรางเครื่องกําจัดไรฝุน
  • 120. ในการลดความชื้นสัมพัทธ มอเตอรที่เปนตัวขับคอมเพรสเซอรจะถูกควบคุมความเร็วรอบใหปรับเปลี่ยน เพื่อปรับอัตราการไหลของสารทําความเย็นไปตามสภาวะความชื้นสัมพัทธภายในหอง รูปที่ 7 ผลการทํางานของมอเตอรไฟฟาเหนียวนํากระแสสลับสามเฟส ่ ที่ไดจากการจําลองทางคณิตศาสตร รูปที่ 8 ผลของแรงบิดเมื่อเทียบกับความเร็วของมอเตอรไฟฟาเหนี่ยวนํากระแสสลับ ที่ไดจากการจําลองทางคณิตศาสตร วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๐๗
  • 121. สรุ ป ด ว ยการประยุ ก ต ท าง คณิตศาสตรทําใหเกิดเปนนวัตกรรมใหม ที่ ไ ด ผ ลิ ต เพื่ อ จํ า หน า ยในเชิ ง พาณิ ช ย แลวของเครื่องควบคุมความชื้นสัมพัทธ ในการกํ า จั ด ไรฝุ น ที่ เ ป น การกํ า จั ด ที่ ต น เหตุ ข องโรคภู มิ แ พ เพื่ อ ให ผู ป ว ย สามารถหายจากโรค โดยเปนทางเลือก นอกจากการรักษาทางยาที่เปนการแกที่ ปลายเหตุ นอกจากนี้หองที่ติดตั้งเครื่อง ควบคุมความชื้นสัมพัทธนี้ ยังจะควบคุม สภาพห อ งให เ ป น ห อ งปลอดเชื้ อ โรคที่ สามารถกําจัดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และ เชื้อราได รวมทั้งเพิ่มความสบายใหกับ คนที่อยูในหองนั้นอีกดวย เอกสารอางอิง 1. Anthony V. Arundel, Elia M. Sterling, Judith H. Biggin, and Theodor D. Sterling, Indirect Health Effects of Relative Humidity in Indoor Environments, Environmental Health Perspectives, Vol.65, pp.351-361, 1986.2. Larry G. Arlian, Jacqueline S. Neal, Marjoria S. Morgan, Diann L. Vyszenski-Moher, Christine M. Rapp, Andrea K. Alexander, Reducing relative humidity is a practical way to control dust mites and their allergens in homes in temperate climates, J ALLERGY CLIN IMMUNOL, Vol. 107, No.1, 2000.3. Bose, Bimal K., Modern power electronics and AC drive, Prentice Hall PTR, 2002.4. Matthew J. Colloff, DUST MITES,CSIRO PUBLISHING, 2009. http://www.tmd.go.th ๑๐๘ การประยุกตคณิตศาสตรในการสรางเครื่องกําจัดไรฝุน
  • 122. รหัสลับคณิตศาสตร The MATHEMATICS Codes ผศ.ดร.กฤดากร กลอมการ ในชีวิตของเราคงไมใครที่ไมไดสัมผัส หนังสือ บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต สมุดบั ญ ชี ธ นาคาร บั ต รประชาชน รวมทั้ ง การจั บ จ า ยสิ น ค า ตามร า นสะดวกซื้ อ หรื อหางสรรพสินคาเปนแน ซึ่งในตัวสินคาหรือบัตรเหลานี้จะมีหมายเลขพรอมกับเลขหมายตรวจสอบ 1 หลัก ซึ่งเกิดจากการมอดูโล (Modulo) ของหลักหมายเลขขางหนา ซึ่งการกระทําดังกลาวนั้ นเราพบในชีวิตประจําวันทั่วไป แตถาจะกลาวถึ งทฤษฏีจํานวนที่ มีผลกระทบกับยุคไอที IT อยางจริงจังแลว ขอนําประโยคของ Paul Erdos นักคณิตศาสตรเอกทานหนึ่งของโลกไดกลาวถึงตัวเลขจํานวนเฉพาะ (Prime Numbers) ไววา "God may not play dice with the universe, but something strange is going on with the prime numbers." แปลตรงตั ว ได ว า “พระเจ า ไม ไ ด เ ล น โยนลู ก เต า กั บ จั ก รวาล แต บ างสิ่ ง ที่ประหลาดก็เกิดขึ้นกับจํานวนเฉพาะ” ซึ่งหมายความวา ถึงแมพระเจาจะไมไดสรางจักรวาลขึ้นมาแบบสุมหรือมั่ว แตก็ยังเกิดสิ่งที่แปลกประหลาด คาดไมถึงไดกับจํานวนเฉพาะที่มีคุณสมบัติพิเศษตางๆ มากมาย ความมหัศจรรยของจํานวนเฉพาะนี้ สําหรับมนุษยบนโลกออนไลนแทบจะสัมผัสผานกับสิ่งนี้โดยไมรูตัว โดยในการสงรหัสผานหรือการติดตอที่ตองการความปลอดภัยเช น การทํ า ธุ ร กรรมอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส จะต อ งมี ก ารเข า รหั ส เสมอ จากรายงานของComScore บริษัทวิจัยทางดานสินคา IT เปดเผยวา การทําธุรกรรมอิเล็กทรอนิกสบนอินเตอรเนตในป คศ.2009 มีมูลคาการตลาดมากกวา 130,000 พันลานเหรียญสหรัฐโดยในการติดตอจากผูใชงานผานบราวเซอรไปสูผูใหบริการนั้น ถาเราสังเกตอักษรที่นําหนาชื่อเว็บไซดจะเปลี่ยนจาก http://www. เปน https://www. ซึ่งหมายถึงวาขณะนี้บราวเซอรกําลังติดตอกับผูใหบริการแบบปลอดภัย ถาหากมีผูดักจับขอมูลแลวจะไมสามารถถอดรหัสขอมูลได การกระทําดังกลาวนี้เปนการกระทําบนโปรโตคอลหรือพิธีสื่อสารที่เรียกวา Secure Socket Layer: SSL วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๐๙
  • 123. รูปที่ 1 การติดตอผานบราวเซอรที่มี https://www.การสื่อสารแบบสวนตัว สําหรับพิธีสื่อสารแบบ SSL ของการติดตอ https://www.นอกจากใชสําหรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกสแลว ในปจจุบันผูใหบริการคนหาขอมูลและเครือขายสังคมอยาง Google ไดปรับบราวเซอรของตนใหรองรับการบริการโดยใช SSLดวย ซึ่งการทํางานของ SSL สามารถอธิบายไดยอๆ ดังนี้ [1] 1. บราวเซอรผูรับบริการแจงไปยังเซิรฟเวอรผใหบริการ วาตองการสื่อสารแบบ ู ปลอดภัย 2. ผูใหบริการแจงใหผูรับบริการทราบวา ตนเองมีใบรับถูกตองพรอมสงกุญแจลับ แบบสาธารณะ (Public Key ของเซิรฟเวอร) ใหผูรับบริการ 3. ผูรับบริการทําการสงกุญแจลับที่ใชติดตอ (Session Key) กลับสูผูใหบริการ โดย ผานการเขารหัสลับดวยกุญแจสาธารณะของเซิรฟเวอร และเซิรฟเวอรสามารถ ถอดรหัสเอากุญแจลับที่ใชตดตอโดยใชกุญแจสวนตัว (Private Key) ิ 4. ทั้งผูรับบริการและผูใหบริการสงขาวสาร ดวยการเขารหัสแบบธรรมดาโดยใช กุญแจลับที่ใชติดตอตลอดการติดตอสื่อสาร โดยกระบวนการในขอที่ 4 คือการเขารหัสลับแบบธรรมดา ที่ใชกุญแจดอกเดียวกันในการเขารหัสลับ เรียกวาการเขารหัสแบบสมมาตร และกระบวนการเขารหัสในขอที่ 2 และ 3 นี้เมื่อผูสงขาวสาร (ตอไปจะเรียกวา Alice) ตองการเขารหัสลับตองใชกุญแจสาธารณะของผูรับขาวสาร (เรียกวา Bob) และที่ Bob สามารถถอดรหัสลับไดโดยใชกุญแจสวนตัวของ Bob เอง เรียกวาการเขารหัสลับแบบอสมมาตร หรือการเขารหัสลับแบบสาธารณะ ๑๑๐ รหัสลับคณิตศาสตร
  • 124. นักคณิตศาสตรคิด นักวิทยาการคอมพิวเตอรทํา เมื่อยอนกลับไปเกือบ 40 ป ในชวงป ค.ศ.1977 หลังจากเกิดโครงการเชื่อมโยงคอมพิ ว เตอร เ ข า ด ว ยกั น ของกระทรวงกลาโหมประเทศสหรั ฐ อเมริ ก า (ARPANet)สําหรับการเชื่อมตอที่ตองการความปลอดภัยแลว ในขณะนั้นมีแตเพียงการเขารหัสลับแบบสมมาตรหรือแบบกุญแจเดียว โดยปญหาของการเขารหัสลับแบบนี้คือ 1. การสงมอบกุญแจกระทําไดยากและไมสะดวกเพราะตองใชชองสัญญาณลับใน การเริ่มตนการติดตอ 2. การเก็บกุญแจในการติดตอกันเปนความลับสําหรับกลุมคนจํานวน n คน จํานวนกุญแจที่ตองใชมีจํานวน (n-1)/2 ซึ่งถาหากมีกลุมคนมากๆ แลวจะทําให เกิดความยุงยากในการจัดเก็บ สําหรับปญหาการสงมอบกุญแจหรือการแจกจายกุญแจ (Key Distribution) นี้ไดรับความสนใจจาก Whifield Diffie นักคณิตศาสตรที่ทํางานเกี่ยวกับความปลอดภัยของคอมพิวเตอร วันหนึ่งในเดือนกันยายนป ค.ศ.1974 ขณะที่ไดรับเชิญไปเยี่ยมชมศูนยวิจัยของบริษัท IBM T. J. Watson เมื่อ Diffie ไดทราบขาววา Martin Hellmanศาตราจารยทางวิทยาการคอมพิวเตอรแหงมหาวิทยาลัย Stanford ไดใหความสนใจในปญหาการแจกจายกุญแจเชนเดียวกัน จากนักวิจัยของ IBM หลังจากทราบขาว Diffieไดขอนัดพบกับ Hellman จากนั้นไดเดินทางขับรถกวา 5,000 กิโลเมตรจาก New Yorkสู Stanford ในทันที เพื่อพบกับ Hellman ตอมาหลังจากทั้งสองพบปะกันแลว Diffie ไดตัดสินใจลงทะเบียนเปนนักศึกษาของ Stanford หลังจากจบปริญญาตรีทางคณิตศาสตรจาก MIT ตั้งแตป ค.ศ. 1965 และจากนั้นทั้งสองไดทําการวิจัยรวมกันจนกระทั่งในป ค.ศ.1976 ไดเผยแพรงานวิจัยลงใน[2] แสดงวิธีการตกลงสรางกุญแจรวมกันสําหรับการเขารหัสลับแบบสมมาตรดวยการแลกเปลี่ยนพารามิเตอรที่สามารถเปดเผยในที่สาธารณะของคอมพิวเตอรสองเครื่อง วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๑๑
  • 125. การสรางกุญแจของ Diffie-Hellman เปนการสรางกุญแจ (Session Key) สําหรับทําการเขารหัสลับมีขั้นตอนดังนี้ 1. Alice และ Bob ตกลงคาตัวแปรสาธารณะ g และ P โดย g เปนคาราก Primitive ของ P โดย P เปนจํานวนเฉพาะที่มีคาใหญมากๆ 2. ที่ฝง Alice และ Bob เลือกตัวแปรลับ x และ y ตามลําดับและ Alice คํานวณ X = g x mod P Bob คํานวณ Y = g y mod P 3. Alice และ Bob แลกเปลี่ยนตัวแปรกันโดย Alice สงคา X ใหกับ Bob และ ฝาย Bob สงคา Y ใหกับ Alice โดยทั้ง Alice และ Bob จะคํานวณ กุญแจของ Alice = Y x = g yx mod P กุญแจของ Bob = X y = g xy mod P จากกระบวนการที่ 3 ทั้ง Alice และ Bob จะไดกุญแจที่ใชตดตอคือ ิ K AB = g xy mod P สําหรับการเขารหัสแบบสมมาตร ซึ่งสามารถใชในพิธีสื่อสาร SSLไดเชนกัน ในชองสัญญาณสาธารณะผูที่ดักขอมูลจะไดคา g x mod P และ g y mod P ดังนันถาหากผูดักขอมูลตองการทราบคา x และ y ที่เปนความลับแลว ้จะตองแกปญหา log g X , log g Y ซึ่งเปนปญหายาก (Hard Problem) สําหรับการตกลงสรางกุญแจของ Diffie –Hellman นี้สามารถแกไขปญหาการสง มอบกุ ญ แจและการเก็บ กุญ แจได แต ยั งมี ปญ หาคื อ คอมพิว เตอรทั้ ง สองฝ งจะต อ งแลกเปลี่ยนพารามิเตอรในเวลาที่พรอมๆ กัน ซึ่งยังไมตรงกับความคิดที่ Diffie และHellman ต อ งการ คื อ ทั้ ง ภาครั บ และภาคส ง ต อ งใช กุ ญ แจกั น คนละดอก โดยสามารถเขารหัสและถอดรหัสในเวลาใดๆ ก็ได โดยบทความเดียวกันนี้ [2] ไดเสนอการสรางกุญแจทั้งสองโดยใชฟงกชันทางเดียวแบบมีประตูกล (One Way Trap Door Function)นิยาม ถาให f (x ) เปนฟงกชันทางเดียวประตูกลแลว การหา f −1 ( x ) เปนไปไดยากถาหากขาดพารามิเตอรบางตัว ๑๑๒ รหัสลับคณิตศาสตร
  • 126. นักวิทยาการคอมพิวเตอรคิด นักคณิตศาสตรคน จากความคิดที่เสนอโดย Diffie และ Hellman ไดจุดประกายให 3 นักวิจัยแหงMIT คือ Ron Rivest, Adi Shamir และ Leonard Aleman สองคนแรกเปนนักคอมพิวเตอรทําหนาที่หาวิธีการตางๆ ที่จะเปนไปได และคนที่สาม Aleman เปนนักคณิตศาสตรทําการหาชองโหวของวิธีการ หลังจากใชเวลาปกวา ทั้งสามไดพบความมหัศจรรยของจํานวนเฉพาะ โดยสามารถสรางวิธีการเขารหัสลับแบบสาธารณะอันแรกของโลกขึ้นมาไดสําเร็จ จากแนวทางการใชฟงกชันทางเดียวประตูกล และตีพิมพใน [3]ซึ่งวิธีการนี้ใชไดจนถึงปจจุบัน รวมทั้งในพิธีสื่อสารแบบ SSL ดวย ขณะเดียวกัน Hellman ไดรวมกับ Ralph Markle แสดงการเขารหัสลับแบบสาธารณะ [4] ดวยเชนกัน โดยอาศัยพื้นฐานปญหาถุงเป (Knapsack Problem) ซึ่งเปนปญหา NP สมบูรณ แตตอมาภายหลัง Shamir[5] ไดแสดงใหเห็นวาวิธีการของ Markelและ Hellman นี้ไมปลอดภัย และไมสามารถใชไดในทางปฏิบัติ ขั้นตอนการเขารหัสลับแบบกุญแจสาธารณะ ดวยวิธีการของ RSA แสดงไดโดยสมมติให Alice ตองการสงขอมูลที่มีการเขารหัสลับไปยัง Bob ขั้นแรก Bob จะตองทําการสรางกุญแจสาธารณะและกุญแจสวนตัวขึ้น โดยมีขั้นตอนดังตอไปนี้ 1. Bob เลือกจํานวนเฉพาะ p และ q ขนาดใหญมาก 2. คํานวณ N = pq 3. คํานวณ φ (N ) = ( p − 1)(q − 1) 4. Bob เลือกคากุญแจสาธารณะคือ e โดย gcd(e, φ ( N ) ) = 1 5. Bob คํานวณคากุญแจสวนตัวคือ d โดย d = e −1 mod φ ( N ) เก็บคา d คา φ (N ) และ p , q ไวในที่ลับ เปดเผยคากุญแจสาธารณะคือ (e, N )การเขารหัสลับ Alice ใชกุญแจสาธารณะของผูรับคือ Bob ในการเขารหัสขาวสาร M แสดงไดดวยสมการ C = M e mod N วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๑๓
  • 127. การถอดรหัสลับ Bob ทําการถอดรหัสลับโดยใชกุญแจสวนตัวของ Bob ดวยสมการ M = C d mod N = M ed mod N จากขั้นตอนวิธีการคํานวณการเขารหัสลับ M e เปนการคํานวณที่งาย แตการคํานวณหาคา M กลับจาก M e เปนไปไดยาก ยกเวนวามีคา d คือกุญแจสวนตัวที่เป น พารามิ เ ตอร ป ระตู ก ล และถ า หากผู ดั ก ข อ มู ล ต อ งการทราบค า d แล ว สิ่ ง ที่ ต อ งกระทําคือการแยกตัวประกอบ N ซึ่งเปนปญหาที่ยากโดยเฉพาะ N มีคามากๆจากความแข็งแกรงของรหัสลับ RSA ขึ้นอยูกับขนาดของ N ที่เกิดจากจํานวนเฉพาะคูณกัน ป ค.ศ.1977 ในการเผยแพรงานสูสาธารณะชนครั้งแรก N มีขนาดเทากับ 129หลักและหลังจากทีมวิจัยออกมาตั้งบริษัท RSA security แลวไดทาทายนักคณิตศาสตรและนั ก คอมพิ ว เตอร ทั่ ว โลกให แ ยกตั ว ประกอบของ N ขนาดต า งๆ โดยขนาดRSAxxx(yyy) แทนจํานวนหลักและ(จํานวนบิต)ของ N และ MIPS-Y (MillionInstructions Per Second-Year) คือขนาดจํานวนคําสั่งของคอมพิวเตอรที่สามารถทํางาน 1 MIPS ไดในเวลา 1 ป โดยขนาดคอมพิวเตอรในป ค.ศ.1980 คือ Intel CPU286 มีสมรรถภาพการคํานวณขนาด 2 MIPS และคอมพิวเตอรในป ค.ศ.2011 IntelCore I7 มีสมรรถภาพการคํานวณขนาด 150,000 MIPS ตารางที่ 2 แสดงตัวประกอบ N ขนาดๆ และขนาดของ MIPS-Y ๑๑๔ รหัสลับคณิตศาสตร
  • 128. จากตาราง RSA100-RSA155 ถูกแยกตัวประกอบดวยวิธี Quadratic Sieveและวิธี Number Field Sieve โดยใชการกระจายการทํางานของเครื่องคอมพิวเตอรที่มีอยูในเวลานั้นๆ สําหรับ RSA309-RSA617 ยังไมมีการประกาศวาทีมวิจัยเปนผูแยกตัวประกอบได โดยคาในตารางแสดงการทํานายคา MIPS-Y ของการแยกตัวประกอบดวยวิธี Special Number Field Sieve โดยในทางปฏิบัติการเขารหัสลับของ RSA ไดแนะนําใหใช N ขนาด 512 บิตตั้งแต ค.ศ.1990 และเปลี่ยนเปนขนาด 1024 บิตในป ค.ศ.2010และคาดวาถาหากคอมพิวเตอรมีสมรรถภาพมากขึ้น N จะมีขนาดเทากับ 2048 บิตในปค.ศ.2030 สงทาย จากแนวความคิดของ Diffie นักคณิตศาสตรที่ตองการแกปญหาการสงกุญแจของการเขารหัสลับในยุค 40 ปกอน รวมทั้งการใชพื้นฐานทฤษฏีจํานวนในการสรางรหัสลับแบบสาธารณะของ Rivest, Shamir และ Adelman ซึ่งชวยทําใหเรามั่นใจในความปลอดภัยของขอมูล เมื่อสื่อสารบนโลกออนไลนในทุกวันนี้ และสุดทายเกิดคําถามหนึ่งขึ้นมาวา หากไมมีผูนําความมหัศจรรยของจํานวนเฉพาะ มาใชในการเขารหัสลับแลว อะไรจะเกิดขึ้นฤา ปจจุบันโลกออนไลนกอาจเปนเพียงการใชเพื่อสนทนา ็หรือสื่อสารที่ไรสาระเทานั้น ไมอาจพัฒนาไปเปนการพาณิชยเชิงอิเล็กทรอนิกสได เอกสารอางอิง1. Sherif, M.S. (2000), Protocols for Secure Electronic Commerce, Second Edition, CRC Press, (New York).2. Diffie, W. and Hellman M.E. (1976), New direction in cryptography,IEEE Trans on Inform. Theory, Vol 22 pp 644-654.3. Rivest, R.L., Shamir, A and Adleman, L. (1978), A Method for Obtaining Digital signatures and public cryptosystem,Communication of ACM, Vol.21, No.2, pp.120-126.4. Merkle, R. and Hellman, M. (1978), Hiding information and signatures in trapdoor knapsacks,Information Theory, IEEE Transactions on , vol.24, no.5, pp. 525- 530.5. Shamir, A. (1984), A polynomial-time algorithm for breaking the basic Merkle - Hellman cryptosystem, Information Theory, IEEE Transactions on , vol.30, no.5, pp. 699- 704.6. Silverman, R.D. (1999), Exposing the mythical MIPS year, Computer , vol.32, no.8, pp.22-26.7. Yan, S.Y. (2009), Primality Testing and Integer Factorization in Public-Key Cryptography, 2nd Edition, Springer-Verlag (New York).8. Singh, S.(2000), The Code Book: The Science of Secrecy from Ancient Egypt to Quantum Cryptography, Anchor Book (New York). วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๑๕
  • 129. คณิตคิด ฟสิกสทํา Math Thinks, Physics Does ดร.ณรงค สังวาระนที และ ดร.นิศากร สังวาระนที คณิตศาสตรเปนภาษาของธรรมชาติ ดังนั้นถาเราตองการศึกษาธรรมชาติตองพู ด ภาษาเดี ย วกั บ ธรรมชาติ นั่ น คื อ คณิ ต ศาสตร เพราะคณิ ต ศาสตร ส ามารถอธิ บ ายปรากฏการณตางๆ ที่เกิดขึ้นในธรรมชาติได การอธิบายเชิงคุณภาพมากเกินกวาเชิงปริมาณ อาจจะทําใหการเขาใจเปนไปไดยาก เพื่อใหคําอธิบายชัดเจนขึ้น จําเปนตองใชการอธิบายเชิงปริมาณดวย เชน การหลนของผลแอปเปลจากตนทําใหเกิดคําถามอยูในใจของนิวตันวา แรงของโลกที่ทําใหผลแอปเปลหลนนาจะเปนแรงเดียวกันกับแรงที่ดึงดวงจันทรเอาไวไมใหไปที่อื่น จุดนี้เองจึงเปนจุดเริ่มตนของกลศาสตรดั้งเดิม (ClassicalMechanics) ซึ่งบางครั้งเรียกวา กลศาสตรแบบนิวตัน (Newtonian Mechanics) หรือฟสิกสคลาสสิก (Classical Physics) กลศาสตรคลาสสิกถูกพัฒนาขึ้นโดย เซอร ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton,1642-1727) นักฟสิกสและคณิตศาสตร ชาวอังกฤษ ประกาศกฎการเคลื่อนที่สามขอในป ค ริ ส ตศั ก ราช 1687 เป น ผลงานอั น ลื อ เลื่ อ ง ในหนั ง สื อ พริ น สิ เ ป ย (PhilosophiaeNatruralis Principia Mathematica หรือ The Mathematical Principles of NaturalPhilosophy) นิ ว ตั น เป น ทั้ ง นั ก คณิ ต ศาสตร แ ละนั ก ฟ สิ ก ส ซึ่ ง ได พั ฒ นาเครื่ อ งมื อ ที่ เ ป นคณิ ต ศาสตร ขั้ น สู ง ที่ เ รี ย กว า สมการเชิ ง อนุ พั น ธ บ วกกั บ เรขาคณิ ต วิ เ คราะห ทํ า ใหกลศาสตร ข องนิ ว ตั น ประสบความสํ า เร็ จ ในการอธิ บ ายการเคลื่ อ นที่ ข องดวงดาว(Celestial Motion) วัตถุบนผิวโลก (Terrestrial Motion) ไดอยางแมนยํา และกฎแหงความโนมถวงสากล (Universal Law of Gravitation) เปนหลักการที่ยังถูกพูดถึงและนํามาใชประโยชนไดจนถึงปจจุบัน ไมวาจะเปนการใชงานทางดานวิศวกรรมเครื่องกลวิศวกรรมโยธาหรือการขนสงทางอากาศ รวมไปถึงการสงดาวเทียมขึ้นไปโคจรรอบโลก ๑๑๖ คณิตคิด ฟสิกสทํา ๖
  • 130. รูปที่ 1 การตีพิมพ Philosophiae Natruralis Principia Mathematicaหลักการสงดาวเทียม การสงดาวเทียมออกนอกโลก อาศัยกฎเกณฑธรรมชาติที่มนุษยไดศึกษาจนพบความจริง โดยอาศัยกฎของนิวตัน เชน กฎเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ (Law of Motion) และกฎแหงการโนมถวง (Law of Gravitation) กฎเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ เปนกฎที่อธิบายธรรมชาติของการเคลื่อนที่ของวัตถุตางๆ ในเอกภพ การเคลื่อนที่ของนิวตัน มีดวยกัน 3 ขอ กฎของที่ 1 ของนิวตัน (Newton’s First Law) “วัตถุทุกชนิดจะคงสภาพหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่เปนเสนตรงดวยความเร็วคงที่ ถาไมมีแรงจากภายนอกมากระทํา”หรือเรียกอีกชื่อวา “กฎความเฉื่อย” (Law of Innertia) ∑ F = F1 + F2 + F3 + ... = 0 กฎขอที่ 2 ของนิวตัน (Newton’s Second Law) “เมื่อมีแรงลัพธซึ่งมีคาไมเปนศูนยมากระทําวัตถุ วัตถุจะเคลื่อนที่ดวยความเรงในทิศเดียวกับแรงลัพธที่มากระทํานั้น ขนาดของความเรงนี้จะแปรผันโดยตรงกับขนาดของแรงลัพธและแปรผกผันกับมวลของวัตถุนั้น” วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๑๗
  • 131. ∑ F = ma กฎขอที่ 3 ของนิวตัน (Newton’s Third Law) “แรงที่วัตถุหนึ่งกระทําตอวัตถุอันที่สองเรียกวากิริยา (Action) จะมีขนาดเทากับแรงที่วัตถุอันที่สองกระทําตอวัตถุอันที่หนึ่ง แตมีทิศทางตรงกันขาม และเรียกแรงที่วัตถุที่สองกระทําตอวัตถุอันที่หนึ่งวาแรงปฏิกิริยา (Reaction)” FA = − FBกฎแหงความโนมถวง คือ จุดมวลในเอกภพจะดึงดูดจุดมวลอื่นๆ ดวยแรงที่มีขนาดเปนสัดสวนโดยตรงกับผลคูณของมวลทั้งสอง และเปนสัดสวนผกผันกับคากําลังสองของระยะหางระหวางกัน Gm1 m 2 F= r2 โดยที่ r คือระยะหางระหวางจุดศูนยกลางมวล และโดยที่ m1 m 2 คือ มวลที่ 1 และ 2 รูปที่ 2 กฎแหงความโนมถวง ๑๑๘ คณิตคิด ฟสิกสทํา ๘
  • 132. การศึกษาวงโคจรของดาวเทียมจําเปนตองทราบความแตกตางเบื้องตนของแนววิถีกับวงโคจร เพราะทั้งสองมีความเกี่ยวโยงกัน เมื่อจรวดที่พาดาวเทียมเขาสูวงโคจรพาดาวเทียมเขาสูความสูงและทิศทางที่กําหนดแลว จรวดจะดีดดาวเทียมออกใหดาวเทียมเคลื่อนที่ตอไป ดาวเทียมจะโคจรตอไปตามแนวเสนทางเรียกวา แนววิถีจนกระทั่งดาวเทียมมีแนวการเคลื่อนที่สม่ําเสมอจึงจะเรียกแนวทางการเคลื่อนที่นั้นวาวงโคจรดาวเทียมเปนสิ่งที่มนุษยสรางขึ้นแลวสงขึ้นไปโคจรรอบโลกที่ความสูงตางๆ กัน และมีระนาบของการโคจรหลายแบบตามวัตถุประสงคของการใชงาน ดาวเทียมจะโคจรอยูสูงเหนือพื้นโลกตั้งแตหลายรอยกิโลเมตรขึ้นไปจนถึงหลายหมื่นกิโลเมตร ดาวเทียมโคจรรอบโลกอยูไดโดยการอาศัยความสมดุลของแรงสองแรง คือแรงดึงดูดของโลกและแรงเหวี่ยง แรงดึงดูดเปนแรงทางฟสิกสที่เกิดระหวางวัตถุสองชิ้น แรงนี้จะมีคามากหรือนอยขึ้นกับมวลของวัตถุทั้งสองและระยะหางระหวางกัน Gm p m s Fg = r2 Fg แทนแรงดึงดูดระหวางดาวเทียมกับโลก G แทนคาคงที่ mP แทนมวลของโลก mS แทนมวลของดาวเทียม r แทนระยะหางวัดจากกึ่งกลางของโลกถึงดาวเทียม คา GmP = µ = 3.98605x1014 m3/s2 รูปที่ 3 ความสัมพันธของแรง วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๑๙
  • 133. ถามีเพียงแรงดึงดูด ดาวเทียมจะถูกโลกดึงใหดาวเทียมตกลงมายังโลก แตเนื่องจากการสงดาวเทียมโดยจรวดนั้น เมื่อดาวเทียมถูกปลอยออกจะมีความเร็วคงที่เทาเดิม เนื่องจากที่ความสูงตั้งแตรอยกิโลเมตรขึ้นไปมีอากาศเบาบางมาก แรงตานที่จะทําใหความเร็วของดาวเทียมลดลงมีนอยมาก ความเร็วที่ดาวเทียมมีอยูนี้ทําใหเกิดแรงเหวี่ยงดาวเทียมในทิศทางพุงออกจากโลก ซึ่งตรงขามกับทิศทางของแรงดึงดูด แรงเหวี่ยงนี้มีขนาดดังนี้ 2 m s ωs Fν = r Fv แทนแรงเหวี่ยง mS แทนมวลของดาวเทียม ωS แทนความเร็วของดาวเทียม r แทนระยะหางวัดจากกึ่งกลางของโลกถึงดาวเทียม เมื่อแรงดึงดูดระหวางมวลเทากับแรงเหวี่ยง คือแรงอยูในสภาวะสมดุลดาวเทียมจะไมตกลงมาและไมหลุดออกไป 2 μ ms m s ωs = r2 r 2π r ωs = T μT2 r = 3 (2 π) 2 การหาความสูงเฉลี่ยของดาวเทียมเหนือพื้นโลกจะเทากับคา r ที่คํานวณมาไดลบดวยรัศมีของโลก ซึ่งมีคาเทากับ 6378.137 กิโลเมตร ซึ่งจะเห็นวาความสูงของดาวเทียมเหนือพื้นโลกขึ้นกับคาบเวลาในการที่ดาวเทียมโคจรครบ 1 รอบ ถาคาบเวลายิ่งมากดาวเทียมก็จะยิ่งอยูสูงมาก การที่จะสงดาวเทียมขึ้นไปไดจะตองมีความเร็วที่พอเหมาะคือ ความเร็ว 5 ไมลตอวินาที หรือ 18,000 ไมลตอชั่วโมง วัตถุก็จะเคลื่อนที่เปนวงกลมและวัตถุจะไมมีโอกาสตกถึงพืนดินอีกเลย และจะเคลื่อนที่อยูในความสูงประมาณ 200-300 กิโลเมตร ้๑๒๐ คณิตคิด ฟสิกสทํา ๒
  • 134. หรือ 124-186 ไมลจากพื้นผิวโลก ถาวัตถุเริ่มเคลื่อนทีมีความเร็วมากกวา 5 ไมลตอ ่วินาที จะไดวงโคจรแบบวงรี ซึ่งใชสําหรับสงยานอวกาศไปสํารวจดวงจันทร ถาหากมีความเร็วตน เพิ่มขึ้นถึง 7 ไมลตอวินาที จะไดวงโคจรที่เรียกวาพาราโบลา ถามีความเร็วมากกวา 7 ไมลตอวินาที วงโคจรจะเปนแบบ ไฮเพอรโบลา ความเร็ว 7 ไมลตอวินาที ที่ทําใหวัตถุหลุดออกไปจากโลกเรียกวา ความเร็วหลุดพน (Escape Velocity) รูปที่ 4 ความเร็วหลุดพน (Escape velocity) ดาวเทียมโคจรรอบโลกไดเพราะมีแ รง 2 แรงที่สมดุ ลกัน พอดี คือ ในขณะที่ดาวเทียมเคลื่อนที่เปนทางโคง จะมีแรงสูศูนยกลาง (Centripetal Force) และมีแรงหนีศูนยกลาง (Centrifugal Force) เกิดขึ้นแรงสูศูนยกลาง เปนแรงดึงดูดที่เกิดขึ้นระหวางโลกกับดาวเทียมตามกฎแหงความโนมถวงของกฎนิวตันที่กลาวไววา “แรงดึงดูดระหวางวัตถุที่มีมวลสาร 2 ชิ้นจะเปนปฏิภาคโดยตรงกั บ ผลคู ณ ของมวลทั้ ง สอง และเป น ปฏิ ภ าคกลั บ กั บ กํ า ลั ง สองของระยะทางระหวางวัตถุทั้งสอง” วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๒๑
  • 135. แรงหนีศูนยกลาง เกิดจากวัตถุเคลื่อนที่เปนทางโคงหรือเปนวงกลม ถาหากดาวเทียมโคจรอยูหางจากโลกมากๆ ความเร็วของดาวเทียมก็จะลดลงดวย ความเร็วที่ตองการเพื่อใหดาวเทียมขึ้นไปโคจรตามระยะหางที่ตองการนั้นเรียกวาความเร็วตามวงทางโคจร(Orbital velocity) ในการนําดาวเทียมขึ้นไปโคจรรอบโลกนั้น มีหลักอยู 2 ประการ คือ 1. จรวดที่ ใ ช ดั น ขึ้ น จะต อ งนํ า เอาดาวเที ย มไปถึ ง ความสู ง ที่ ต อ งการ ถ า จะส ง ดาวเทียมใหมีวงทางโคจรเกือบจะเปนวงกลม จรวดจะตองนอนราบขนานกับ พื้นโลกถาจะใหวงทางโคจร เปนรูปวงรีมากๆ จรวดจะตองตั้งฉากกับผิวโลก 2. ความเร็ ว ของดาวเที ย มในขณะที่ ถู ก ปล อ ยออกจากจรวดท อ นสุ ด ท า ยต อ ง พอเหมาะกับระดับความสูงนั้น ความเร็วของดาวเทียมจะตองถูกตองตามที่ ตองการพอดีหากมากหรือนอยไปเพียง 2-3 ฟุต วิถีโคจรก็จะเปลี่ยนไป จะเห็นไดวาคณิตศาสตรจึงเปนศาสตรที่มีความสําคัญกับศาสตรอื่นๆ เปนอยางมาก รวมทั้งฟสิกส เพราะถาเราคํานวณรัศมีของวงโคจรของดาวเทียมที่จะสงขึ้นไปสูวงโคจรผิดพลาด หรือคํานวณความเร็วในการสงดาวเทียมผิดพลาด เปนตน ก็อาจจะทําใหดาวเทียมเกิดขอผิดพลาดในการสงสัญญาณมายังโลกได เอกสารอางอิง 1. http://www.library.usyd.edu.au/libraries/rare/modernity/newton3.html2. http://physics.uoregon.edu/~jimbrau/astr121-2005/Notes/Intro.html3. http://theory.uwinnipeg.ca/physics/circ/node7.html4. http://www.jimloy.com/physics/gravity.htm5. วิชิต กฤษณะภูติ ฟสิกสเบื้องตนและพื้นฐาน กรุงเทพ:สํานักพิมพโอเดียนสโตร พิมพครั้งที่ 1, 25386. สุปราณี สิทธิไพโรจนสกุล ยงยุทธ บัลลพวานิช อาภาภรณ บุญยรัตพันธุ เทคโนโลยี อวกาศ สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติพิมพครั้งที่ 1, 25527. ปยพงษ สิทธิคง ฟสิกสพื้นฐาน กรุงเทพ:สํานักแมคกรอ-ฮิล อินเตอรเนชันแนล, ่ 25448. Raymond A.(2006) Physics, Fourth Edition, Sauders College Publishing (New York). ๑๒๒ คณิตคิด ฟสิกสทํา ๒๒
  • 136. ตัวแบบทางคณิตศาสตร สําหรับระบบการจัดตั้งลานรับซื้อผลปาลมดิบ Mathematical Model for Palm Oil Inbound Collection Systems รศ.ดร.นิกร ศิริวงศไพศาล ผศ.ดร.เสกสรร สุธรรมานนท ณัฐพร เพชรพันธ และพัลลภัช เพ็ญจํารัสบทนํา ปาลมน้ํามันเปนพืชเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ภาคใตซึ่งเปนแหลงเพาะปลูกที่สําคัญ ปาลมน้ํามันใหผลผลิตน้ํามันสูง มีตนทุนการผลิตต่ํากวาพืชน้ํามันชนิดอื่นๆ สามารถนําไปใชประโยชนไดหลากหลาย ทั้งสินคาอุปโภคและบริโภคโดยเฉพาะการสกัดเปนไบโอดีเซล จากความสามารถในการนําปาลมน้ํามันไปใชไดอยางกวางขวางในหลายอุตสาหกรรมเปนผลใหแนวโนมความตองการใชน้ํามันปาลมเพิ่มสูงขึ้นอยางตอเนื่อง สงผลใหการปลูกปาลมน้ํามันมีการขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นทุกป จากขอมูลของศูนยสารสนเทศการเกษตร สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร [1]พบว า จั ง หวั ด ที่ มี พื้ น ที่ ใ ห ผ ลผลิ ต มากที่ สุ ด คื อ จั ง หวั ด กระบี่ รองลงมาคื อ จั ง หวั ดสุราษฎรธานี และจังหวัดชุมพรตามลําดับ ปจจุบันอุตสาหกรรมน้ํามันปาลมประสบปญหาการขาดแคลนวัตถุดิบ เนื่องจากปริมาณผลปาลมน้ํามันซึ่งเปนวัตถุดิบเริ่มตนของอุตสาหกรรมน้ํามันปาลมมีปริมาณนอยกวาความตองการในตลาด โดยเฉพาะในชวงฤดูที่ผลปาลมน้ํามันใหผลผลิตนอย จากปญ หาดัง กล าวสง ผลให เกิ ด การแขง ขัน อย างรุน แรงในการจั ดหาผลปาล มน้ํ ามั น เพื่ อปอนเขาสูโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ โรงงานสกัดน้ํามันปาลมจึงไดมีการนํากลยุทธดานราคา หรือนโยบายดานราคา (Step–Price Policy) มาใชเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแขงขันดังแสดงในรูปที่ 1 นโยบายดานราคาเปนความสัมพันธร ะหวางราคาและปริมาณ กลาวคือเมื่ อปริมาณวัตถุดิบที่สงเขาโรงงานมีมากขึ้น ราคาจะสูงขึ้น จากรูปที่ 1 ถาปริมาณวัตถุดิบอยูที่ระดับ Q1 ราคาจะอยูที่ระดับ P1 แตถาปริมาณวัตถุดิบเพิ่มเปนระดับ Q2 ราคาจะเพิ่ม วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๒๓
  • 137. เปนระดับ P2 และในทํานองเดียวกันราคาจะเพิ่มเปนระดับที่ P3 เมื่อปริมาณของวัตถุดิบ เพิ่มขึ้นเปนระดับที่ Q3 โดยที่ P = ราคาผลผลิต (บาท/กิโลกรัม)รายได (บาท) Q = ปริมาณผลผลิตที่รวบรวมได (กิโลกรัม) P3 P2 P1 ปริมาณผลผลิต (กิโลกรัม) Q1 Q2 Q3 รูปที่ 1 ความสัมพันธของราคาและปริมาณในการใชนโยบายดานราคา การประยุกตใชตัวแบบทางคณิตศาสตรภายใตเงื่อนไขนโยบายดานราคา เพื่อ การวิเคราะหหาผลกําไรสูงสุดและตนทุนต่ําสุดของระบบ ไดมีการนํามาใชในหลาย งานวิจัยเชน Auckara-aree Kanya et al [2] ไดนําเสนอหลักคิดในการรวบรวมสินคา จากผูผลิตวัตถุดิบไปยังโรงงาน โดยมีการตัดสินใจเกี่ยวกับการหาตําแหนงที่ตั้งที่ เหมาะสมของสถานีรวบรวม (Collection System) และโรงงาน (Factory) รวมทั้งการ จัดสรรจุดรวบรวมวัตถุดิบ และจุดกระจายสินคา ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของ Daskin S.Mark [3] ที่ศึกษาการเคลื่อนยายสินคาจากเกษตรกรไปโรงงานผลิต และการสง สินคาสําเร็จรูปถึงมือผูบริโภค โดยสรางสมการทางคณิตศาสตรเพื่อการตัดสินใจดาน ทําเลที่ตั้งโรงงาน ปริมาณการผลิต ปริมาณสินคาในคลัง การจัดการดานการไหลของ ขอมูล และที่ตั้งที่เหมาะสมของศูนยกระจายสินคา นอกจากนี้ Didier Vila et al [4] ได ศึกษาวิธีการออกแบบเครือขายการกระจายผลิตภัณฑ โดยการออกแบบโมเดลทาง คณิตศาสตร ในการทําใหแตละกระบวนการของอุตสาหกรรมโรงเลื่อยไมมีตนทุนต่ําที่สุด ในป 2005 Shahab Sokhansanj et al [5] ศึกษาการไหลของชีวมวลตั้งแตวัตถุดิบจาก พื้นที่เกษตรกรรมจนถึงโรงกลันน้ํามัน โดยการสรางแบบจําลองการไหลและแบบจําลอง ่ ๑๒๔ ตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับระบบการจัดตั้งลานรับซื้อผลปาลมดิบ
  • 138. ของจํานวนทรัพยากรที่กําหนด เชน คนงาน เครื่องมือและระบบโครงสรางตางๆ เปนตนตัวแบบคณิตศาสตรใชคํานวณตนทุนการขนสงชีวมวลจากการสรางเครือขายการขนสงสามารถทําใหแนใจไดวาตนทุนรวมของชีวมวลที่ศึกษามีตนทุนที่ต่ําที่สุด งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อศึกษารูปแบบของระบบการรวบรวมปาลมน้ํามันจากเกษตรกรไปสูโรงงานสกัดปาลมน้ํามันดิบเพื่อใหเกิดผลกําไรสูงสุดในโซอุปทานโดยใชหลักการนโยบายดานราคา (Step–Price Policy) มาสรางตัวแบบทางคณิตศาสตรเพื่อวิเคราะหหาตําแหนงและจํานวนในการจัดตั้งลานรับซื้อผลปาลมน้ํามันที่เหมาะสมสําหรับสหกรณจังหวัดกระบี่วิธีการวิจัย การศึกษาระบบการจัดตั้งลานรับซื้อปาลมน้ํามันเพื่อการรวบรวมวัตถุดิบของสหกรณ จั ง หวั ด กระบี่ มี 3 ขั้ น ตอนหลั ก คื อ การสํ า รวจข อ มู ล การสร า งตั ว แบบทางคณิตศาสตร และการวิเคราะหความไว 1) การสํารวจขอมูลและศึกษาสภาพปจจุบันของระบบการรวบรวมผลปาลมน้ํามันในจังหวัดกระบี่ โดยการลงพื้นที่สํารวจขอมูลและใชวิธีการสัมภาษณผูเกี่ยวของรวมกับการใชแบบสัมภาษณในการศึกษาขอมูลดานตนทุนและรายได 2) สรางตัวแบบทางคณิตศาสตร (Mathematical Model) เพื่อศึกษาสภาวะของระบบการรวบรวมผลปาลมน้ํามันที่ทําใหเกิดผลกําไรสูงสุด (Maximum Profit) ในระบบสมการประกอบดวย 2 สวน คือ สมการเปาหมาย (Objective Function) และสมการขอบขาย (Constraint) โดยมีการกําหนดตัวแปร (Variable) ดังตอไปนี้ ดัชนี i= จํานวนสวนปาลมน้ํามัน (i = 1,2,3,…,m) j = จํานวนลานรับซือผลปาลมน้ํามัน (j = 1,2,3,…,n) ้ k = จํานวนโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ (k = 1,2,3,…,v) g = เงื่อนไขราคาที่สัมพันธกับปริมาณหรือราคากลยุทธ (g = 1,2,3,…,h) ตัวแปรตัดสินใจ X ij = ปริมาณการขนสงปาลมน้ํามันจากสวนปาลมน้ํามัน i ไปยังลานรับซือปาลมน้ํามัน j (ตัน) ้ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๒๕
  • 139. X jk = ปริมาณการขนสงปาลมน้ํามันจากลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j ไปยังโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ k (ตัน) X jkg = ปริมาณปาลมน้ํามันที่ลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j รวบรวมได เพื่อใหสอดคลองกับเงื่อนไข g ของโรงงาน k (ตัน) W j = 1 ถาลานรับซือผลปาลมน้ํามันมีการเปดดําเนินการ และ ้ 0 ถาลานรับซือปาลมน้ํามันไมมีการเปดดําเนินการ ้ คาสัมประสิทธิ์ Si = ความสามารถในการจัดสงปาลมน้ํามันของสวนปาลมน้ํามัน i (ตัน/เดือน) Z j = ขนาดของลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j (ตัน/เดือน) D k = ความตองการในการรับซือผลปาลมน้ํามันของโรงงานสกัด ้ น้ํามันปาลมดิบ k (ตัน/เดือน) Pjkg = ราคารับซื้อปาลมน้ํามันของโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ k ตามเงื่อนไข g ที่ลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j จะไดรับ (บาท / ตัน) Fj = ตนทุนคงที่ในการเปดลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j (บาท) C ij = ตนทุนรวมที่เกิดขึ้นจากการขนสงปาลมน้ํามันจากสวนปาลมน้ํามัน i ไปยังลานรับซือผลปาลมน้ํามัน j (บาท / ตัน) ้ C jk = ตนทุนรวมที่เกิดขึ้นจากการขนสงปาลมน้ํามันจากลานรับซือ ้ ผลปาลมน้ํามัน j ไปยังโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ k (บาท / ตัน) สมการเปาหมายเปนการศึกษาผลกําไรรวมที่สูงสุดของระบบการรวบรวมผลปาลมน้ํามันสามารถอธิบายไดดังตอไปนี้ กําไรรวมทั้งระบบ = [รายไดจากการขายปาลมน้ํามัน] – [ตนทุนคงที่ของการเปดลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน + ตนทุนการขนสงปาลมน้ํามันจากแหลงวัตถุดิบไปยังลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน + ตนทุนการขนสงปาลมน้ํามันจากลานรับซื้อผลปาลมน้ํามันไปโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ] เครือขายโซอุปทานของระบบการรวบรวมผลปาลมน้ํามันและตัวแปรตัดสินใจของตัวแบบคณิตศาสตร สามารถแสดงดังในรูปที่ 2 ๑๒๖ ตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับระบบการจัดตั้งลานรับซื้อผลปาลมดิบ
  • 140. สวนปาลม (i) ลานรับซื้อ (j) โรงงาน (k) Si Zj Dk CijX CjkXj 1 1 1 2 2 2  m n v รูปที่ 2 โซอุปทานของอุตสาหกรรมการผลิตน้ํามันปาลมดิบ จากรูปที่ 2 กําหนดให i แทนตําบลที่มีสวนปาลมน้ํามัน ซึ่งในที่นี้มี 53 ตําบลให j แทนตําบลที่พิจารณาตั้งลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน ซึ่งในที่นี้มี 53 ตําบลเชนกันหมายถึงแตละตําบลสามารถถูกเลือกเปนลานรับซื้อได ให k แทนตําแหนงโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ ซึ่งในที่นี้มีจํานวน 17 โรงงาน ตนทุนที่เกี่ยวของไดแก ตนทุนการขนสงปาลมน้ํามันจากสวนปาลมไปยังลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน (Cij) ตนทุนรวมการขนสงปาลมน้ํามัน จากลานรับซื้อผลปาลมไปยังโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ (Cjk) นอกจากนี้การตั ด สิ น ใจรวบรวมปาล ม น้ํ า มั น ของลานรั บ ซื้ อ ผลปาล ม น้ํ ามั น จะพิ จ ารณาภายใตเงื่อนไขนโยบายดานราคาของแตละโรงงาน โดยกําหนดให g แทนกลยุทธดานราคาของโรงงาน ซึ่งราคารับซื้อจะแตกตางกันไปตามปริมาณปาลมน้ํามันที่ลานรับซื้อสงไปยังโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ ราคารับซื้อภายใตเงื่อนไขของราคาแทนดวยสัญลักษณ Pjkgในงานวิจัยนี้กําหนดชวงราคา 3 ชวงคือ ราคา 4.33 บาท/กิโลกรัม สําหรับปริมาณนอยกวา 150,000 กิโลกรัม ราคา 4.75 บาท/กิโลกรัม สําหรับปริมาณระหวาง 150,000 –200,000 กิโลกรั ม และราคา 5.25 บาท/กิโลกรัม สําหรับปริมาณมากกวา 200,000กิโลกรัม สําหรับการพิจารณาหาตําแหนงที่ตั้งที่เหมาะสมจะมีการพิจารณาตนทุนคงที่ในการเปดลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j ซึ่งกําหนดเปน Fj สมการเป า หมายของตั ว แบบคณิ ตศาสตร ข องระบบรวบรวมปาล ม น้ํ ามั น ในจังหวัดกระบี่แสดงไดดังสมการที่ (1) วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๒๗
  • 141. สมการเปาหมาย ⎧n v h ⎪ ⎡⎛ n ⎞ ⎛m n ⎞ ⎛n v ⎞⎤⎫ ⎪ ⎜ ⎟ ⎜ ⎟ ⎜ ⎟⎪ ⎪ ⎨ ∑ ∑ ∑ PjkgX jkg − ⎢⎢⎜ ∑ FjWj⎟ + ⎜ ∑ ∑ CijXij⎟ + ⎜ ∑ ∑ C jkX jk ⎟⎥⎥⎬ (1)Maximize ⎪ ⎜ ⎟ ⎜ ⎟ ⎝i=1 j=1 ⎟ ⎜ ⎟ ⎝ j=1k=1 ⎟⎪ ⎟⎥ ⎪ j=1k=1g=1 ⎜ j=1 ⎢⎣⎝ ⎠ ⎜ ⎠ ⎜ ⎠⎦⎪ ⎪ ⎩ ⎪ ⎭ ขอจํากัดของตัวแบบคณิตศาสตรแสดงไดดังสมการ (2) – (8) สมการขอบขาย n ∑ X ij ≤ S for i = 1 , 2 , 3 , …. , m (2) j=1 i ปริมาณการขนสงปาลมน้ํามันจากสวนปาลม i ไปยังลานรับซื้อ j ทุกแหง ตองไมเกินความสามารถของสวนปาลม i m ∑ X ≤ Z jW j for j = 1,2,…, n (3) i =1 ij ปริมาณการขนสงปาลมน้ํามันจากสวนปาลม i ทุกแหงไปยังลานรับซื้อ j ตองไมเกินความสามารถของลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j v ∑ X jk ≤ Z j W j for j = 1,2,…, n (4) k =1 ปริมาณการขนสงปาลมน้ํามันจากลานรับซื้อ j ไปยังโรงงาน k ทุกแหง ตองไมเกินความสามารถของลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j m v ∑ X − ∑ X jk = 0 for j = 1,2,…,n (5) ij i =1 k =1 ปริมาณการขนสงปาลมน้ํามันจากลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j ไปยังโรงงาน kตองเทากับปริมาณปาลมน้ํามันที่ไดรับจากสวนปาลม i n ∑ X jk ≤ D k for k = 1,2,…,v (6) j=1 ปริมาณการขนสงผลปาลมน้ํามันจากลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j ไปยังโรงงานk ทุกแหง ตองไมเกินความตองการในการรับซื้อผลปาลมน้ํามันของโรงงาน k n h n ∑ ∑ X jkg − ∑ X jk = 0 for k = 1,2,…,n (7) j=1 g =1 j=1 ปริมาณการขนสงปาลมน้ํามันจากลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j ไปยังโรงงาน kตองเทากับปริมาณผลปาลมน้ํามันตามกลยุทธ g ที่ลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน j สงไปยังโรงงาน k๑๒๘ ตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับระบบการจัดตั้งลานรับซื้อผลปาลมดิบ
  • 142. W j ∈ {0,1} (8) ถาเปดลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน Wj = 1 ถาไมเปดลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน Wj = 0 X ,X ,X ≥ 0 ij jkg jk 3) การวิเคราะหความไว (Sensitivity Analysis) การวิเคราะหความไวเปนการพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของคําตอบที่ดีที่สุดเมื่อคาคงที่ ตัวแปร และขอจํากัดของตัวแบบคณิตศาสตรเปลี่ยนไป การวิเคราะหความไวในงานวิจัยนี้แบงออกเปน 2 กรณี คือการวิเคราะหความไวดานราคาปาลมน้ํามัน และการวิเคราะหความไวดานปริมาณปาลมน้ํามันผลการวิจัย ในบทความฉบับนี้นําเสนอผลการวิจัยในสวนของ การศึกษารูปแบบระบบการรวบรวมที่ควรจะเปนของสหกรณจังหวัดกระบี่ ซึ่งการศึกษาในสวนนี้จะทําการวิเคราะหหาตําแหนงลานรับซื้อผลปาลมน้ํามันที่ควรจะเปนภายในจังหวัดกระบี่เพื่อใหเกิดผลกําไรสูงสุด ภายใตแนวคิดเบื้องตน คือจํานวนลานรับซื้อผลปาลมน้ํามันที่มากหรือนอยเกินความจําเปนจะสงผลใหกําไรรวมของระบบลดลง นอกจากนี้ตําแหนงที่ตั้งและปริมาณการเคลื่อนยายก็เปนปจจัยสําคัญที่สงผลกระทบตอกําไรที่เกิดขึ้นในระบบ ตารางที่ 1 ตนทุนในการรวบรวมผลปาลมน้ํามัน (บาท/เดือน) ลานรับซื้อผล ตนทุนการ ตนทุนการ ตนทุนคงที่ เคลื่อนยาย เคลื่อนยาย รวม ปาลมดิบ สินคาขาเขา สินคาขาออก ต.อาวลึกใต 59,925 286,750,789 1,842,565 288,653,281 ต.อาวลึกเหนือ 59,197 257,610,406 1,662,934 259,332,538 ต.ลําทับ 54,009 168,564,725 800,120 169,418,855 ต.ทุงไทรทอง 54,509 242,143,590 1,149,599 243,347,698 รวม 227,641 955,069,512 5,455,220 960,752,373 สําหรับการศึกษาระบบการรวบรวมทั้งจังหวัดไมสามารถวิเคราะห ตนทุนและกําไรในสภาวะปจจุบันได เนื่องจากไมมีขอมูลที่เพียงพอสําหรับการคํานวณ ดังนั้น  วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๒๙
  • 143. ผลการวิจัยจะเปนการคํานวณผลการดําเนินการที่ควรจะเปนจากตัวแบบคณิตศาสตร ซึ่งพบวาตําแหนงที่เหมาะสมของลานรับซื้อผลปาลมน้ํามัน ตั้งอยูในพื้นที่ 4 ตําบล ไดแกตําบลอาวลึกใต ตําบลอาวลึกเหนือ ตําบลลําทับ และ ตําบลทุงไทรทอง โดยรายรับตนทุน และกําไรที่ลานรับซือผลปาลมน้ํามันไดรับแสดงในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 ้ ตารางที่ 2 รายได ตนทุน และกําไรที่เกิดขึ้น (บาท/เดือน) ลานรับซื้อผลปาลมดิบ รายได ตนทุนรวม กําไร ต. อาวลึกใต 311,745,735 288,653,281 23,092,453 ต.อาวลึกเหนือ 281,353,800 259,332,538 22,021,261 ต. ลําทับ 183,034,162 169,418,855 13,615,307 ต. ทุงไทรทอง 262,980,165 243,347,698 19,632,466 รวม 1,039,113,862 960,752,373 78,361,488 จากการวิเคราะหดวยตัวแบบคณิตศาสตร เพือพิจารณาการเคลื่อนยาย  ่ ปาลมน้ํามันจากเกษตรกรในแตละตําบล ไปยังลานรับซื้อผลปาลมน้ามันที่มีการ ํ จัดตั้งขึ้นจากคําตอบของตัวแบบคณิตศาสตร สามารถแสดงดังตารางที่ 3 จากการวิเคราะหตนทุนในการรวบรวมผลปาลมน้ํามันผานลานรับซื้อทั้ง 4 แหงพบวา รูปแบบที่เหมาะสมในการรวบรวมปาลมน้ํามันในจังหวัดกระบี่ มีตนทุนรวมทั้งระบบเปน 960,752,000 บาท มีกําไรรวมประมาณ 78 ลานบาทตอเดือน เมื่อพิจารณาการดําเนินงานของแตละสาขาพบวาสาขาตําบลอาวลึกใตมีกําไรสูงสุด 29.47% ของกําไรรวมทั้งระบบ รองลงมาคือตําบลอาวลึกเหนือ ตําบลทุงไทรทองและตําบลลําทับ คิดเปน 28.10%, 25.05% และ 17.37% ตามลําดับสรุปผลการดําเนินงานวิจัย งานวิจัยนี้เปนการสรางตัวแบบทางคณิตศาสตรภายใตเงื่อนไขนโยบายราคาเพื่อพิจารณาตําแหนงที่ตั้งที่ควรจะเปนของลานรับซื้อผลปาลมน้ํามันในจังหวัดกระบี่ที่ทําให ผ ลกํ า ไรรวมทั้ ง ระบบมี ค า มากที่ สุ ด งานวิ จั ย นี้ แ สดงให เ ห็ น ถึ ง การนํ า ความรู ท างคณิ ต ศาสตร ม าประยุ ก ต ใ ช กั บ การทํ า งานจริ ง ตั ว แบบคณิ ต ศาสตร ที่ พั ฒ นาขึ้ น เป นประโยชนตอผูที่เกี่ยวของในการรวบรวมผลปาลมน้ํามัน โดยเฉพาะลานรับซื้อปาลม ๑๓๐ ตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับระบบการจัดตั้งลานรับซื้อผลปาลมดิบ
  • 144. น้ํามัน เนื่องจากลานรับซื้อปาลมน้ํามันทําหนาที่เปนคนกลางในการรวบรวมปาลมน้ํามันระหวางสวนปาลมน้ํามันและโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ โดยลานรับซื้อปาลมน้ํามันตองทําการตัดสินใจเกี่ยวกับรูปแบบการรวบรวมและกระจายปาลมน้ํามันที่เหมาะสมเพื่อใหเกิดผลกําไรสูงสุดในระบบการรวบรวม ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการรวบรวมและกระจายผลปาล ม น้ํ า มั น ของลานรั บ ซื้ อ ปาล ม น้ํ า มั น เพื่ อ ให เ กิ ด ผลกํ า ไรสู ง สุ ด จะต อ งคํ า นึ ง ถึ งปริมาณปาลมน้ํามันของแตละสวนปาลม ตนทุนการขนสงปาลมน้ํามันจากสวนปาลมน้ํามันไปยังลานรับซื้อปาลมน้ํามัน ตนทุนการขนสงปาลมน้ํามันจากลานรับซื้อปาลมน้ํามันไปยังโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ และราคาขายผลปาลมน้ํามันภายใตขอกําหนดราคากลยุทธซึ่งกําหนดโดยโรงงานสกัดน้ํามันปาลมดิบ ตารางที่ 3 ผลตําแหนงที่ตั้งทีไดจากตัวแบบคณิตศาสตร ่ลานรับซื้อผล โรงงานสกัดน้ํามัน แหลงวัตถุดิบ / สวนปาลมน้ํามัน ปาลมดิบ ปาลมดิบ ต.ปากน้ํา ต.กระบี่ใหญ ต.เขาครามต.อาวลึกใต บริษัท เอเซี่ยนน้ํามัน ต.เขาทอง ต.ทับปริก ต.ไสไทย ปาลม จํากัด ต.อาวนาง ต.หนองทะเล ต.คลองประสงค ต.เขาดิน ต.หนาเขา ต.แหลมสัก ต.คลองหิน ต.อาวลึกนอย ต.อาวลึกใต ต.บานกลาง ต.เขาตอ ต.อาวลึกเหนือ ต.นาเหนือ ต.เขาใหญต.อาวลึกเหนือ บริ ษั ท กระบี่ น้ํ า มั น ต.คลองยา ต.ปลายพระยา ต.เขาเขน พืช จํากัด ต.คีรีวง บริษัท ไทยอินโด ต.เขาพนม ต.สินปุน ต.พรุเตียวต.ลําทับ ปาลมออยล แฟคทอ ต.โคกหาร ต.ดินอุดม ต.ลําทับ รี่ จํากัด ต.ดินแดง ต.กระบี่นอย ต.คลองทอมใต ต.คลองทอมเหนือ ต.คลองพน ต.ทรายขาว ต.หวยน้ําขาวต.ทุงไทรทอง บริษัท ยูนิวานิช ต.พรุดินนา ต.เพหลา ต.เกาะลันตาใหญ น้ํามันปาลม จํากัด ต.เกาะลันตานอย ต.เกาะกลาง ต.คลองยาง (มหาชน) ต.ศาลาดาน ต.เหนือคลอง ต.คลองขนาน ต.คลองเขมา ต.โคกยาง ต.ตลิ่งชัน ต.ปกาสัย ต.หวยยูง ต.ทุงไทรทอง วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๓๑
  • 145. การศึกษาครั้งนี้เปนเครื่องมือชวยประกอบในการตัดสินใจของผูที่เกี่ยวของการนําไปประยุกตใชใหเกิดผลอยางมีประสิทธิผลนั้นจําเปนตองไดรับความรวมมือจากหนวยงานที่เกี่ยวของทุกภาคสวน และควรมีหนวยงานเขามาดําเนินการอยางจริงจัง เพื่อประสานงานกับลานรับซื้อผลปาลมน้ํามันที่มีอยูในปจจุบันใหสามารถดําเนินงานรวมกันได อ ย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ แนวคิ ด ในการรวมกลุ ม ลานรั บ ซื้ อ หรื อ การสร า งสมาคมผูรวบรวมผลปาลมน้ํามัน เปนอีกทางหนึ่งที่สามารถนํามาประยุกตใชได สําหรับวิธีการดําเนินงาน หรือการกําหนดผูรับผิดชอบ เปนรายละเอียดที่จําเปนตองมีการศึกษาในเชิงลึกตอไป กิตติกรรมประกาศ งานวิ จั ย นี้ ไ ด รั บ ทุ นอุ ด หนุ น จากสํ า นั ก งานกองทุ น สนั บ สนุ น การวิ จั ย (สกว.)สัญญาเลขที่ MLSC535003 เอกสารอางอิง 1. สํ า นั ก งานเศรษฐกิ จ การเกษตร. สถิ ติ ก ารเกษตร. สื บ ค น จาก(ออนไลน ) : http://www.oae.go.th/statistic/ yearbook50/ [2 มีนาคม 2551]2. Kanya, A. and Rein, B. (2007), “Location Selection for Inbound Collection System,” Proceeding of 2007 the IE Network Conference, Phuket, Thailand.3. Daskin, M. S., Snyder, L. V., and Berger, R. T. (2003), “Facility location in supply chain design,” Working paper No. 03-010, Northwestern University, Illinois, USA.4. Didier, V., Alain, M., and Robert B., (2006). Designing logistics networks in divergent process industries: A methodology and its application to the lumber industry, Int.J.Production Economics.5. Shahab, S., Amit, K., and Anthony, F.T. (2006). Development and implementation of integrated biomass supply analysis and logistics model (IBSAL). Biomass and Bioenergy. ๑๓๒ ตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับระบบการจัดตั้งลานรับซื้อผลปาลมดิบ
  • 146. การประยุกตใชตัวแบบทางคณิตศาสตร สําหรับการกระจายเหรียญกษาปณ Application of Mathematical Models for Coin Distribution รศ.ดร.พัชราภรณ เนียมมณี เครือขายการกระจายเหรียญที่สํานักบริหารเงินตรา (บต.) ไดมีนโยบายยกเลิกการทําหนาที่รับแลกและจายแลกเหรียญกษาปณของคลังจังหวัดทุกจังหวัด โดยเพิ่มจํานวนศูนยกระจายเหรียญเพิ่มขึ้นเปน 7 แหง ซึ่งตั้งอยูในจังหวัดกรุงเทพฯ เชียงใหมนครสรรค ขอนแก น อุ บลราชธานี สุ ร าษฎร ธานี และสงขลา ซึ่ ง ผลกระทบจากการดําเนินตามนโยบายนี้ ทําใหประชาชนและหนวยงานที่ไปขอรับแลกและ/หรือจายแลกเหรียญกษาปณจากคลังจังหวัดในปจจุบัน จะตองเดินทางไปแลกยังศูนยกระจายเหรียญแหงใดแหงหนึ่ง ซึ่งจะตองเดินทางดวยระยะทางที่ไกลขึ้น เชน จังหวัดตราด หากตองเดิ น ทางเข ามาที่ศูน ยก ระจายเหรีย ญกรุ ง เทพนั้ น จะตอ งเดิ น ทางเป น ระยะประมาณ308.17 กิโลเมตร หรือรวมระยะทางไป-กลับ 616.34 กิโลเมตร ซึ่งถือวาเปนระยะที่ทางไกลมากเมื่อเทียบกับปจจุบัน ที่สามารถแลกเหรียญไดจากคลังจังหวัดตราด เปนตน เนื่องจากเหรียญกษาปณนั้นมีน้ําหนักมากเมื่อเปรียบเทียบกับธนบัตร แต มีมูลคานอยกวาธนบัตรมาก ดังนั้นการขนสงเหรียญกษาปณก็ยอมมีคาใชจายสูงมากเปรียบเทียบกับมูลคาเหรียญ ซึ่งหนวยงานธุรกิจ เชน ธนาคาร หางสรรพสินคา รานคาทั่วไป เปนตน นั้นไมตองการรับภาระในสวนนี้ หากพิจารณาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายนี้ตอพื้นที่บริการในตางจังหวัด มีดวยกัน 2 ลักษณะ (1) มีการไหลเวียนหรือการแลกเปลี่ยนของเหรียญในพื้นที่ ระหวางหนวยธุรกิจและประชาชน หรือระหวางหนวยธุรกิจดวยกันไดดี ทําใหไมเกิดการขาดแคลนหรือไมมีเหรียญเกินความตองการในพื้นที่จํานวนมาก (2) มีการไหลเวียนหรือการแลกเปลี่ยนของเหรียญในพื้นที่ ระหวางหนวยธุรกิจและประชาชน หรือระหวางหนวยธุรกิจดวยกัน แตบางพื้นที่มีเหรียญไมเพียงพอซึ่งอาจจะขาดแคลนเหรียญบางชนิดราคา หรือขาดแคลนเหรียญทุกชนิดราคา นอกจากนี้อาจทําใหปริมาณเหรียญชํารุดที่อยูในแตละพื้นที่นั้นมีโอกาสนอยลง ที่จะนํากลับมายังศูนยกระจายเหรียญเพื่อทําลาย วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๓๓
  • 147. แนวคิดในการสราง Window จากป ญ หาข า งต น ทํ า ให มี แ นวคิ ด ในการมี ศู น ย รั บ แลก หรื อ ให แ ลกในพื้ น ที่หางไกลหรือที่เรียกกันสั้นๆ ในแวดวงวิชาการวา Window รวมทั้งการรับเหรียญดําเพื่อมาทําลายที่ศูนยกระจายเหรียญ ซึ่งรูปแบบการกระจายเหรียญแสดงดังรูปที่ 1 รูปที่ 1 รูปแบบการกระจายเหรียญ โดย Window จะดูแลทั้งประชาชนทั่วไป หนวยธุรกิจ และธนาคารพาณิชยในพื้นที่บริการ เมื่อพิจารณาระยะทางระหวางศูนยกระจายเหรียญของ บต. กับพื้นที่บริการในอําเภอตางๆ ควรจะไมเกิน 200 กิโลเมตร ซึ่งจะใชเวลาเดินทางไป-กลับประมาณ 5-6ชั่วโมง และเวลารับแลกหรือจายแลกเหรียญอีกประมาณ 1-2 ชั่วโมง ทําใหรถขนเหรียญสามารถวิ่งไป-กลับไดภายใน 1 วัน สวนระยะทางระหวาง Window กับพื้นที่บริการในอําเภอตางๆ ไมควรเกิน 80 กิโลเมตร ซึ่งจะใชเวลาในการเดินทางไป-กลับประมาณ 1.5- การประยุกตใชตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับการกระจายเหรียญกษาปณ ๑๓๔
  • 148. 2 ชั่วโมง และเวลาในการรับแลกและจายแลกเหรียญอีกประมาณ 0.5-1 ชั่วโมง ซึ่งรถขนเงินสามารถดําเนินการไดภายในครึ่งวัน จากที่กลาวไวขางตน ซึ่งพบวาระยะหางจากศู น ย ก ระจายเหรี ย ญ 7 แห ง ของ บต. ถึ ง อํ า เภอที่ เ ป น พื้ น ที่ บ ริ ก ารซึ่ ง เกิ น กว า 200กิโลเมตรนั้นมีมากถึง 205 อําเภอ ดังนั้นจึงจะใชตัวแบบทางคณิตศาสตรในการศึกษาจํานวนและที่ตั้งของ Window สําหรับพื้นที่บริการใน 205 อําเภอเหลานี้ตัวแบบคณิตศาสตร ในที่นี้มีการใชตัวแบบคณิตศาสตร ซึ่งแบงเปน 2 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เปนการสรางตัวแบบคณิตศาสตรและประมวลผลเพื่อหามีจํานวน Window ที่เหมาะสม ขั้นตอนที่ 2 เปนการสรางตัวแบบคณิตศาสตรเพื่อระบุที่ตั้งของ Window และ อําเภอที่เปนพื้นที่บริการของแตละ Window ตั ว แบบคณิ ต ศาสตร ที่ ใ ช เ พื่ อ ระบุ จํ า นวน Window คื อ ตั ว แบบป ญ หาการครอบคลุมเซต (Set-covering Problem Model) [1-2] ซึ่งเปนตัวแบบการโปรแกรมเชิงเสนจํานวนเต็ม (Integer Linear Programming) ใหไดคําตอบวาควรจะมี Windowอยางนอยที่สุดเทาใด ตัวแบบปญหาการครอบคลุมเซตมีดังนี้ กําหนดให • i แทนดัชนีของ Window i = 1,2,…,205 • j แทนดัชนีของอําเภอ j = 1,2,…,205 • aij ∈ {0,1} โดยที่ aij = 1 เมื่ออําเภอที่ i เปน Window ที่สามารถใหบริการ กับลูกคาในอําเภอที่ j มิฉะนัน aij = 0 ้ เชน a12 = 1 หมายความวาลูกคาที่อยูในพื้นที่ที่ 2 สามารถเดินทางไปยัง Window ที่ 1 ไดดวยระยะทางไมเกิน 80 กิโลเมตร • ตัวแปรตัดสินใจ xi ∈ {0,1} โดย xi = 1 เมื่อ Window ตั้งอยูที่อําเภอที่ i มิฉะนั้น xi = 0 วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๓๕
  • 149. ฟงกชันวัตถุประสงค เพื่อใหจํานวน Window (Z) นอยที่สุดแตยังคงสามารถใหบริการอําเภอตางๆโดยระยะทางระหวาง Window ถึงอําเภอเหลานั้นไมเกิน 80 กิโลเมตร 205 คาต่ําสุด Z = x1 + x2 + x3 + ... + x204 + x205 = ∑x i =1 i (1)ขอจํากัด (1) แตละอําเภอที่ j ไดรับบริการจาก Window ที่ i อยางนอย 1 แหง 205 ∑ aij xi ≥ 1 ทุกคาของ j (2) i =1 (2) ตัวแปรตัดสินใจ xij มีคาเปน 0 หรือ 1 xi ∈ {0,1} ทุกคาของ i (3) ผลลัพธที่ไดจากการประมวลผลตัวแบบนี้ พบวามีจํานวน Window ทั้งหมด 40แหงที่สามารถครอบคลุมลูกคาทั้งหมดในอําเภอตางๆ ได อยางไรก็ตาม ระยะทางรวมที่ไดจากตัวแบบขางตนนี้ยังไมใชระยะทางรวมที่นอยที่สุด เนื่องจากวัตถุประสงคของตัวแบบขางตนนี้ มุงเนนที่จะทําใหจํานวน Window มีคาที่ต่ําที่สุด แตไมคํานึงถึงเรื่องระยะทางรวมในการเดินทางระหวาง Window กับอําเภอใหมีคาต่ําที่สุดเปนเปาหมายที่สําคัญ ดังนั้น เพื่อที่จะระบุที่ตั้งที่เหมาะสมของ Window พรอมกับระบุพื้นที่บริการที่ทําใหระยะทางรวมดังกลาวต่ําที่สุด จึงตองสรางตัวแบบ p-median [3] โดยกําหนดให • d ij แทน ระยะทางจาก Window ที่ i ไปยังลูกคาในอําเภอหมายที่ j • ตัวแปรตัดสินใจ xij ∈ {0,1} โดย xij = 1 ถา Window ที่ i จะใหบริการกับ ลูกคาในอําเภอหมายที่ j มิฉะนั้น xij = 0 สําหรับตัวแบบเปนดังนี้ฟงกชันวัตถุประสงค เพื่อใหระยะทางรวมระหวาง Window และอําเภอตางๆ มีคาต่ําที่สุด 205 205 คาต่ําสุด Z = ∑∑ d i =1 j =1 ij xij (4) การประยุกตใชตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับการกระจายเหรียญกษาปณ ๑๓๖
  • 150. ขอจํากัด (1) เพื่อใหแตละอําเภอไดรับบริการจาก Window เพียง 1 แหง 205 ∑x = 1 i =1 ij ทุกคาของ j (5) (2) เพื่อใหจํานวน Window รวมเทากับ 40 แหง 205 ∑x i =1 ii = 40 (6) (3) เพื่อใหมั่นใจวาเมื่อมีการเดินทางจาก Window ที่ i ไปยังอําเภอที่เปนพื้นที่ บริการแลว Window ที่ i ตองเปดใหบริการ xij ≤ xii ทุกคาของ i และ ทุกคาของ j (7) (4) ตัวแปรตัดสินใจ xij มีคาเปน 0 หรือ 1 xij ∈ {0,1} ทุกคาของ i และ ทุกคาของ j (8) เมื่อประมวลผลตัวแบบ ก็จะไดที่ตั้งของ Window ทั้ง 40 แหง โดยผลรวมของระยะทางระหวางอําเภอที่เปนพื้นที่ของแตละ Window ที่ไดมีระยะทางรวมสั้นที่สุดสรุป การศึกษานี้มีขอตกลงเบื้องตนวาแตละอําเภอหรือพื้นที่บริการจะเดินทางไปยังWindow 1 ครั้งตอชวงระยะเวลาที่พิจารณา ในทํานองเดียวกัน Window ก็จะเดินทางไปยังศูนยกระจายเหรียญ 1 ครั้งตอชวงระยะเวลาที่พิจารณาเชนเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากไม มี ข อ มู ล ที่ ส มบู ร ณ เ กี่ ย วกั บ ความถี่ ใ นการขนย า ย และปริ ม าณที่ ข นย า ยแต ล ะครั้ งอยางไรก็ตาม ตัวแบบคณิตศาสตรสามารถนํามาประยุกตใช ทําใหเราไดคําตอบเบื้องตนวาควรมี Window อยูที่ใด และแตละ Window ควรใหบริการประชาชนในอําเภอใดบางเราอาจปรับคําตอบเบื้องตนจากตัวแบบ โดยใชสภาพเศรษฐกิจของพื้นที่ รวมถึงพื้นที่มีวัดสําคัญและโรงเรียนขนาดใหญและสภาพภูมิศาสตร เชน พื้นที่เปนภูเขาทําใหการเดินทางไมสะดวก หรือมีเสนทางการคมนาคมไมสะดวกในพื้นที่นี้ ทําใหเปนการยากแกประชาชนที่จะเดินทางมาใชบริการ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๓๗
  • 151. เอกสารอางอิง 1. Eiselt, H.A., and Marianov, V., (2009). Gradual location set covering with service quality. Socio-Economic Planning Sciences, Volume 43, Issue 2, Pages 121-130.2. Won, Y., and Currie, K. R., (2006). An effective p-median model considering production factors in machine cell/part family formation. Journal of Manufacturing Systems, Volume 25, Issue 1, Pages 58-64.3. Mladenović, N., Brimberg,J., and Moreno-Pérez,P.A. (2007). The p-median problem: A survey of metaheuristic approaches. European Journal of Operational Research, Volume 179, Issue 3, Pages 927-939 การประยุกตใชตัวแบบทางคณิตศาสตรสําหรับการกระจายเหรียญกษาปณ๑๓๘
  • 152.   คณิตคิดนอกกลอง Making a Box, I Think out of the Box! ผศ.ดร.มาโนชย ศรีนางแยมบทนํา การพัฒนาวิทยาการดานตางๆ กับคณิตศาสตรดูจะเปนสิ่งที่ไมสามารถแยกจากกั น ได ตั้ ง แต อ ดี ต ถึ ง ป จ จุ บั น มนุ ษ ย อ าศั ย ความรู ค วามเข า ใจทางคณิ ต ศาสตร เป นเครื่องมือสําคัญในการสรางความเจริญทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี วิชาบรรจุภัณฑ (Packaging) ก็นับวาเปนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีสาขาหนึ่ง ที่มีคณิตศาสตรเขามาเกี่ยวของอยูไมนอย บทความนี้ นําเสนอสวนหนึ่งของแนวคิดพื้นฐานดานการบรรจุภัณฑ ที่มีความสัมพันธอยางใกลชิดกับคณิตศาสตร โดยจะกลาวถึงบรรจุภัณฑประเภทกลองกระดาษลูกฟูก (corrugated board box) และการคํานวณหาคาการตานทานแรงกดทับ (compression strength) ของกลองกระดาษลูกฟูกกอนการผลิตและการนํ า กล อ งกระดาษลู ก ฟู ก มาใช ใ นทางอุ ต สาหกรรม ทั้ ง นี้ เพื่ อ ให ผู อ า นได เ ห็ น ว าคณิตศาสตรมีบทบาทตอศาสตรแหงบรรจุภัณฑอยางไรวิชาบรรจุภณฑ (Packaging) ั วิชาบรรจุภัณฑจัดเปนสาขาที่พัฒนาขึ้นมาไมนานนัก เมื่อเทียบกับวิทยาศาสตรสาขาอื่นๆ อันที่จริง มนุษยชาติไดเรียนรูและสั่งสมองคความรู เกี่ยวกับวิชาบรรจุภัณฑกันมานานแลวนับตั้งแตโบราณกาล แตไมไดมีการเรียนการสอนอยางเปนระบบ วิชาบรรจุ ภั ณ ฑ ไ ด ก อ กํ า เนิ ด และมี ก ารเรี ย นการสอนอย า งจริ ง จั ง เป น ครั้ ง แรก ในระดั บมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา ในชวงทศวรรษที่ 1950 จุดมุงหมายของการศึกษาดานบรรจุภัณฑก็คือ การคิดคนและพัฒนาบรรจุภัณฑเพื่อการปกปองสินคาที่อยูภายในใหปลอดภัย เนื้อหาของวิชาบรรจุภัณฑครอบคลุมหลายดานดวยกัน อาทิเชน เรียนรูสมบัติและพัฒนาวัสดุบรรจุภัณฑชนิดใหมๆ คนควาหาเทคโนโลยีการบรรจุภัณฑเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาของสินคา การออกแบบและศึกษาถึงพฤติกรรมของบรรจุภัณฑในระหวางการเก็บรักษาและการขนสงสินคา ซึ่งรวมถึงการสรางและออกแบบกลองกระดาษลูกฟูก ดังจะกลาวถึงในหัวขอถัดไป วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๓๙ 
  • 153.    กลองกระดาษลูกฟูก (Corrugated board box) หากจะกลาวถึงกลองกระดาษลูกฟูก ก็คงตองเริ่มจากการผลิตกระดาษลูกฟูก(corrugated board) กระดาษลูกฟูกมีประวัติความเปนมายอนหลังไปกวาศตวรรษ ตามที่ไดมีการบันทึกไว กระดาษลูกฟูกถือกําเนิดขึ้นในป ค.ศ.1856 โดยชาวอังกฤษชื่อHealey และ Allen ไดรับสิทธิบัตรในการผลิตกระดาษลูกฟูกเปนครั้งแรก จากนั้น ในราวอีก 15 ปตอมา ในประเทศสหรัฐอเมริกา กระดาษลูกฟูกไดถูกนํามาใชในการหอสินคาประเภทขวดแกวและหลอดไฟ โดยมี Albert L. Jones เปนคนแรกที่ไดรับสิทธิบัตรการใชงานดังกลาว จุดเดนของกระดาษลูกฟูกก็คือโครงสราง ที่ทําใหกระดาษลูกฟูกมีความแข็งแรงทนทานกวากระดาษอีกหลายๆ ชนิด โดยทั่วไปกระดาษลูกฟูกประกอบไปดวยกระดาษที่เรียกวา paperboard จํานวน 3 ชิ้น ไดแก fluting medium (หรือ“ลอน”) inner linerและ outer liner กระดาษทั้ง 3 ชิ้นนี้ถูกประกบติดกันโดยใชกาวซึ่งมักทํามาจากแปงขาวโพดและแปงมันสําปะหลัง (ดังแสดงในรูปที่ 1) รูปที่ 1 โครงสรางของกระดาษลูกฟูก ที่มา: http://www.a40packaging.co.uk/images/Board.jpg กระดาษลูกฟูกสามารถรับน้ําหนักหรือแรงกดทับในทิศทางที่ตั้งฉากกับลอนรวมทั้งทนตอแรงดันและแรงกระแทกดานขางของกระดาษไดเปนอยางดี ทั้งนี้เนื่องจากกระดาษ fluting medium ที่อยูตรงกลางมีลักษณะเปนลอนคดโคงไปมาและสามารถยืดหยุนตัวไดเล็กหนอย ทําใหมีคุณสมบัติใกลเคียงกับสปริง นอกจากนี้ อากาศที่อยูใน ๑๔๐ คณิตคิดนอกกลอง 
  • 154.  คอลัมนระหวางกระดาษ fluting medium และกระดาษ liner ยังทําหนาที่เสมือนโฟมกันกระแทกและฉนวนกันความรอนในเวลาเดียวกัน กระดาษลูกฟูกมีหลายรูปแบบดวยกัน โดยแตละรูปแบบจะแตกตางกันที่ความสูงของลอนของกระดาษ fluting medium และมีชื่อเรียกตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ เชน“A” flute, “B” flute (ดังแสดงในรูปที่ 2) รูปแบบที่นิยมนํามาใชงานมากที่สุดคือ “C”flute หรือ ลอนซี รูปที่ 2 ลอนแบบตางๆ ของกระดาษลูกฟูก ที่มา: http://www.packaging-gateway.com/projects/ smurfit_mbi/images/smurfit-1.jpg นอกจากรูปแบบที่กลาวขางตน เรายังสามารถนํากระดาษ fluting mediumมากกวาหนึ่งชิ้นที่มีความสูงของลอนที่แตกตางกันมาประกบกันใหเปนกระดาษลูกฟูกที่มีความหนาและความแข็งแรงมากขึ้นกวาเดิมไดอีกดวย (ดังแสดงในรูปที่ 3) เทาที่ผานมากระดาษลูกฟูกที่ประกบแบบ single wall board ถูกนํามาใชงานมากที่สุด วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๔๑ 
  • 155.     รูปที่ 3 ชนิดตางๆ ของกระดาษลูกฟูก ที่มา: http://www.duropack.eu/uploads/pics/production_programm_01.jpg ดวยเหตุที่กระดาษลูกฟูกมีความแข็งแรงดังกลาว ประกอบกับมีราคาถูกและสามารถรีไซเคิลหรือนํากลับมาใชใหมได การนํากระดาษลูกฟูกมาเปนวัสดุในการทํากลองจึงไดรับความนิยมอยางกวางขวาง ตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน มีการนํากระดาษลูกฟูกมาสรางกลองเพื่อการขนสงสินคาอยางแพรหลาย จนกลองกระดาษลูกฟูกไดรับการขนานนามวาเปน “บรรจุภัณฑเพื่อการขนสง” นักบรรจุภัณฑกระดาษในยุคแรกๆ ใหความสนใจในกระบวนการผลิตและการใชประโยชน จ ากกล อ งกระดาษลู ก ฟู ก เป น อย า งมาก ขั้ น ตอนที่ สํ าคั ญ ในการผลิ ต กล อ งกระดาษลูกฟูกในโรงงานอุตสาหกรรมประกอบไปดวย 3 ขั้นตอนหลัก คือ การพิมพสีลงบนแผนกระดาษลูกฟูก การตัดแผนกระดาษลูกฟูกตามแบบที่ตองการโดยวิธี slottingหรือ die-cutting และสุดทายคือการประกอบแผนกระดาษลูกฟูกดวยเทปกาว กาวหรือลวดเย็บกระดาษ โรงานกล องกระดาษลูก ฟูกสามารถผลิตกล องได มากมายหลายรู ปแบบ แตรูปแบบกลองที่นิยมผลิตและนํามาใชงานกันมากที่สุดคือแบบที่เรียกวา regular slottedcontainer (RSC) (ดังแสดงในรูปที่ 4) ทั้งนี้เนื่องจาก ในการผลิตกลองดังกลาวจะเกิด ๑๔๒ คณิตคิดนอกกลอง 
  • 156.  การสูญเสียเศษกระดาษนอย อีกทั้งกลองที่ไดก็มีความเหมาะสมตอการบรรจุสินคาทั่วไปเรียกไดวามีความคลองตัวในการใชงานสูง รูปที่ 4 กลองกระดาษลูกฟูกแบบ regular slotted container (RSC) ที่มา: http://www.safewaypkg.com/images/Design_Catalog/RSC.bmp อยางไรก็ตาม ในการผลิตและใชงานกลองกระดาษลูกฟูก ผูผลิตและผูใชงานควรรูถึงความสามารถในการตานทานแรงกดทับของกลองกระดาษลูกฟูกดวย การผลิตและการใชงานจึงจะเปนไปอยางเหมาะสม ในหัวขอถัดไปเราจะไดเห็นถึงความสําคัญของคณิตศาสตรตอการหาคาการตานทานแรงกดทับของกลองกระดาษลูกฟูกการตานทานแรงกดทับของกลองกระดาษลูกฟูก ความสามารถในการต า นทานแรงกดทั บ หรื อ ค า การต า นทานแรงกดทั บ(compression strength) หมายถึง คาของน้ําหนักกดทับดานบนที่มากที่สุดที่กลองกระดาษลูกฟูกจะสามารถทนไดกอนที่กลองจะพังลงมา คาการตานทานแรงกดทับของกลองมีหนวยเปนปอนดหรือกิโลกรัม กลองที่มีคาการตานทานสูงยอมจะทนแรงกดทับดานบนไดดีกวากลองที่มีคาการตานทานต่ํา นั ก บรรจุ ภั ณ ฑ ส ามารถหาค า การต า นทานแรงกดทั บ จากการทดสอบในหองปฏิบัติการโดยใชเครื่องมือที่เรียกวา compression tester (ดังแสดงในรูปที่ 5) ซึ่งเปนไปตามมาตรฐานการทดสอบ ASTM D-642 (Standard Method of Determining วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๔๓ 
  • 157.    Compressive Resistance of Shipping Container, Components, and Unit Loads)หรือ TAPPI T-804 (Compressive Test of Fibreboard Shipping Containers) รูปที่ 5 เครื่อง Compression Tester (Lansmont model 152-30TTC) การทดสอบเพื่อหาคาแรงกดทับของกลองกระดาษลูกฟูกตามมาตรฐานการทดสอบนั้น ตองอาศัยเครื่อง compression tester โดยเริ่มจากการนํากลองกระดาษลูกฟูกมาวางบนพื้นโตะเหล็กที่วางอยูใตเครื่อง compression tester จากนั้นแผนเหล็กดานบนของเครื่อง compression tester จะถูกบังคับใหเคลื่อนที่ลงมาอยางชาๆ โดยโปรแกรมที่ควบคุมดวยคอมพิวเตอร ดวยความเร็ว 0.5 นิ้วตอนาที เพื่อกดดานบนของกลองกระดาษลูกฟูก เครื่อง compression tester จะบันทึกคาความสัมพันธระหวางแรงที่ใชกดกลอง (force) อยูในแนวแกนตั้งกับระยะทางที่กลองยุบตัวลง (deflection) อยูในแนวแกนนอน (ดังแสดงในรูปที่ 6) โดยที่คาของแรงที่มากที่สุดที่ใชในการกดกลองจนพังพอดีก็คือคาการตานทานแรงกดทับของกลองกระดาษลูกฟูก ซึ่งคาแรงที่ใชกดกลองจนพังนี้จะเกิดขึ้นพรอมๆ กันกับระยะทางที่กลองยุบตัวลงมากที่สุด ซึ่งก็คือจุดบนสุดของกราฟในรูปที่ 6 นั่นเอง ๑๔๔ คณิตคิดนอกกลอง 
  • 158.   รูปที่ 6 ความสัมพันธระหวางแรงที่ใชกดกลอง (force) กับระยะทางที่กลองยุบตัวลง (deflection) ที่มา: http://www.lansmont.com/CompressionTest/TTC3/Default.htm การหาคาการตานทานแรงกดทับของกลองเปนประเด็นที่ไดรับความสนใจจากนัก บรรจุ ภัณ ฑ เป น อยา งยิ่ง ในช วงทศวรรษที่ 1960 นัก บรรจุภั ณฑ ชาวอเมริ กัน ชื่ อMcKee และคณะไดเสนอแนวคิดที่บุกเบิกในการหาคาการตานทานแรงกดทับของกลองกระดาษลูกฟูก เขาไดทําการรวบรวมขอมูลที่ไดจากการวัดคาการตานทานแรงกดทับของกลองกระดาษลูกฟูกหลายรอยกลองแลวใชวิธีการทางคณิตศาสตรที่เรียกวาการสรางแบบจําลองทางคณิตศาสตร (mathematical modeling) มาชวยในการหาคาการตานทานแรงกดทับของกลองกระดาษลูกฟูก แบบจําลองหรือสมการเพื่อการทํานายคาการตานทานแรงกดทับ ของกลองกระดาษลูกฟูกที่ McKee ไดเสนอไวในครั้งแรก มีตัวแปร 4 ตัวคือ คา edge crush test(ECT) คา flexural stiffness ทั้งในทิศทางของ machine direction (MD) และ crossdirection (CD) และขนาดของกลองกระดาษลูกฟูกที่ตองการ ดังปรากฏในสมการที่ 1 P = 2.028 × P0.746 × (D D )0.254 × Z0.492 m x y สมการที่ 1โดยที่ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๔๕ 
  • 159.     P = คาการตานทานแรงกดทับของกลอง (ปอนด) Pm = Edge crush test (ปอนดตอนิ้ว) Dx = Flexural stiffness in machine direction (ปอนด.นิ้ว) Dy = Flexural Stiffness in cross direction (ปอนด.นิ้ว) Z = เสนรอบกลอง (2 เทาความกวางกลอง + 2 เทาความยาวกลอง, นิ้ว) คา edge crush test และคา flexural stiffness ของกระดาษลูกฟูก ในสมการที่1 สามารถหาไดจากการทดสอบในหองปฏิบัติการตามมาตรฐานการทดสอบ ASTM D-2808 (Test Method for Compressive Strength of Corrugated Fibreboard (ShortColumn Test)) และ TAPPI T-820 (Flexural Stiffness of Corrugated Board)ตามลําดับ อยางไรก็ตาม ตอมา McKee พบวา วิธีการหาคา flexural stiffness เปนวิธีการที่ยุงยากซับซอน ประกอบกับไดพบความสัมพันธระหวาง flexural stiffness กับคาedge crush test และคาความหนาของกระดาษลูกฟูก เขาจึงไดปรับเปลี่ยนสมการขางตนใหเหมาะสมมากขึ้น โดยใชคา edge crush test และคาความหนาของกระดาษลูกฟูกแทนตัวแปร flexural stiffness ดังปรากฏในสมการที่ 2 P = 5.87 × Pm × h0.508 Z 0.492 สมการที่ 2โดยที่ P = คาการตานทานแรงกดทับของกลอง (ปอนด) Pm = Edge crush test (ปอนดตอนิ้ว) h = ความหนาของกระดาษลูกฟูก (นิ้ว) Z = เสนรอบกลอง (2 เทาความกวางกลอง + 2 เทาความยาวกลอง, นิ้ว)การปรับเปลี่ยนสมการที่ 1 เปนสมการที่ 2 นี้จัดวาเปนการลดความซับซอนในการหาคาของตัวแปรจากหองปฏิบัติการและทําใหการคํานวณสมการเปนไปไดงายขึ้น ถึงแมสมการที่ 2 จะมีความเหมาะสมมากกวาสมการที่ 1 สมการที่ 2 ก็ยังถูกปรับเปลี่ยนอีกครั้ง กลาวคือ ตัวเลขยกกําลัง 0.508 และ 0.492 ในสมการที่ 2 มีคาใกลเคียงกับ 0.5 ดังนั้นเพื่อความสะดวกในการใชงานมากยิ่งขึ้นตัวเลข 0.508 และ ๑๔๖ คณิตคิดนอกกลอง 
  • 160.  0.492 จึงถูกประมาณใหมีคาเทากับ 0.5 สมการที่ 2 จึงถูกปรับเปลี่ยนเปนสมการที่ 3ดังนี้ P = 5.87 × Pm × hZ สมการที่ 3 จะเห็ น ได ว า สมการที่ 3 นี้ มี รู ป ร า งหน า ตาที่ ไ ม ส ลั บ ซั บ ซ อ น มี ค วามถู ก ต อ งเที่ยงตรงสูง และสะดวกตอการใชงานอยางแทจริง สมการนี้จึงเปนสมการที่นักบรรจุภัณฑตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบันใชกันอยางแพรหลาย โดยเปนที่รูจักกันในนาม “McKeeEquation” อยางไรก็ตาม “McKee Equation” มีขอจํากัดบางประการ กลาวคือ McKeeEquation จะใหความถูกตองสูงหากกลองทําจากกระดาษ “C” flute ชนิด single wallboard และเปนกลองแบบ RSC ที่มีความสูงของกลองมากกวาหรือเทากับ 1/7 ของเสนรอบกลอง และจัดเก็บในหองที่มีอุณหภูมิ 73°F (23°C) ความชื้นสัมพัทธ 50% ตั ว อย า งต อ ไปนี้ แ สดงการคํ า นวณหาค า การต า นทานแรงกดทั บ ของกล อ งกระดาษลู ก ฟู ก จากการใช McKee Equation โดยเปรี ย บเที ยบกั บ การใช เ ครื่ อ งcompression tester ในหองปฏิบัติการตามมาตรฐานการทดสอบ ASTM D-642 จากการนํากระดาษลูกฟูกที่มีความหนา 0.125 นิ้ว ไปทําการหาคา edge crushtest ในหองปฏิบัติการตามมาตรฐานการทดสอบ ASTM D-2808 พบวามีคา เทากับ 45ปอนดตอนิ้ว ถาตองการนํากระดาษลูกฟูกชนิดนี้ไปทําเปนกลองกระดาษลูกฟูกโดยใหมีขนาดของกลอง กวาง 15 นิ้ว x ยาว 19.5 นิ้ว x สูง 12 นิ้ว จากขอมูลขางตนทําใหทราบวา Pm = edge crush test = 45 ปอนดตอนิ้ว, h = ความหนาของกระดาษลูกฟูก = 0.125นิ้ว, Z = เสนรอบกลอง = (2x15 + 2x19.5) นิ้ว = 69 นิ้ว โดยที่ยังไมไดสรางกลองกระดาษลูกฟูกขึ้นจริง McKee Equation สามารถคํานวณไดวา กลองกระดาษลูกฟูกที่ไดจะมีคาการตานทานแรงกดทับของกลอง P = 5.87 x 45 x (0.125)(69) = 775ปอนด หรือประมาณเทากับ 352 กิโลกรัม และจากการนํากระดาษลูกฟูกขางตนไปขึ้นรูปเปนกลองกระดาษลูกฟูกใหมีขนาดดังกลาวแลวไปทดสอบหาคาการตานทานแรงกดทับโดยใชเครื่อง Compression Tester ในหองปฏิบัติการตามมาตรฐานการทดสอบ ASTMD-642 พบวามีคาการตานทานแรงกดทับเทากับ 730 ปอนดหรือประมาณเทากับ 332กิโลกรัม วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๔๗ 
  • 161.     เมื่อเปรียบเทียบคาการตานทานแรงกดทับของกลองที่ไดจากการคํานวณโดยใชMcKee Equation กับการใชเครื่อง compression tester พบวาคาการตานทานแรงกดทับของกลองที่ไดจาก McKee Equation มีความผิดพลาดมากกวาความเปนจริง (775-730)/730 x 100 ≈ 6% ซึ่งในสาขาวิชาบรรจุภัณฑกระดาษ ถือวามีคาเปอรเซ็นตความคลาดเคลื่อนอยูในระดับที่นอยและยอมรับได ขอเสนอของ McKee ในการใชแบบจําลอง หรือสมการทางคณิตศาสตรในการทํา นายคา การตา นทานแรงกดทั บ ของกล อ งกระดาษลู ก ฟู ก นั บ เป น การก าวพ น จากแนวทางเดิมๆ และเปดแนวทางใหมในการพัฒนาบรรจุภัณฑ กลาวไดวา หากปราศจากซึ่งแนวคิดอันบุกเบิกของ McKee ดังกลาว การพัฒนาบรรจุภัณฑอาจไมไดกาวมาไกลถึงทุกวันนี้บทสงทาย จากความพยายามของนักบรรจุภัณฑกระดาษในยุคเริ่มแรกที่จะนําคณิตศาสตรเขามาชวยในการออกแบบและทํ านายคาการตานทานแรงกดทับของกลอ งกระดาษลูกฟูก ทําใหเราไดเห็นถึงความสําคัญของคณิตศาสตรตอการศึกษาวิจัยดานบรรจุภัณฑอยา งไรก็ตาม ในหลายๆ กรณี การศึก ษาวิจัยทางดา นบรรจุ ภัณ ฑไม เพี ยงแตอ าศั ยความรูความเขาใจทางคณิตศาสตรเทานั้น แตตองอาศัยความคิดในเชิงสรางสรรคที่แตกต า งจากความคิ ด แบบเดิ ม ๆ บ า งไม ม ากก็ น อ ย คงไม ผิ ด หากจะกล า วว า“คณิตศาสตรอาจชวยนักบรรจุภัณฑในการคิดทํากลอง แตบางครั้งนักบรรจุภัณฑอาจตองคิดนอกกลอง” หรือ “Math helps me make a box. I can’t help thinking out ofthe box!” ๑๔๘ คณิตคิดนอกกลอง 
  • 162.   เอกสารอางอิง1. ASTM Committee D-10. (2003). Selected ASTM Standards on Packaging. 6th Edition.2. Fibre Box Association. (1999). Fibre Box Handbook. Rolling Meadows. IL.3. McKee, R.C, Gander, J.W. and Wachuta, J.R. (1963). Compression Strength Formula for Corrugated Boxes. Paperboard Packaging. Vol.48, No. 8, August 1963.4. Source: http://packaging.msu.edu/packaging/home Retrieved date: October 6, 2011.5. Source: http://www.a40packaging.co.uk/images/Board.jpg Retrieved date: October 6, 2011.6. Source: http://www.packaginggateway.com/projects/smurfit_mbi/images/ smurfit-1.jpg Retrieved date: October 6, 2011.7. Source: http://www.duropack.eu/uploads/pics/production_programm_01.jpg Retrieved date: October 6, 2011.8. Source: http://www.safewaypkg.com/images/Design_Catalog/RSC.bmp Retrieved date: October 6, 2011.9. Source: http://www.lansmont.com/CompressionTest/TTC3/Default.htm Retrieved date: October 6, 2011. วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๔๙ 
  • 163.     คํานวณไรจํานวน: การคํานวณกับการใชภาษา Calculation without Numbers: Calculation and Language Usage ผศ.ดร.บูลยจีรา ชิรเวทยบทนํา แม ใ นชี วิ ต ประจํ า วั น ของคนเรา จะมี ก ารติ ด ต อ กั บ บุ ค คลหรื อ กลุ ม บุ ค คลในรูปแบบตางๆ ตลอดเวลา แตเราอาจมิไดตระหนักวากระบวนการที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เราใชภาษาในการติดตอสื่อสารกับผูอื่นก็คือ การเลือกใชรูปภาษาใหเหมาะสมกับสถานการณการใชภาษาและความสัมพันธระหวางผูใชภาษา หรือที่เรียกวา การใชกลวิธีความสุภาพเพื่อใหการมีปฏิสัมพันธกันเปนไปอยางราบรื่น และบรรลุผลตามแนวปฏิบัติอันเปนที่ยอมรับในสังคม บทความนี้ นําเสนอแนวคิดเกี่ยวกับกลวิธีความสุภาพ (politenessstrategies) โดยชี้ใหเห็นวา ทฤษฎีความสุภาพ (politeness theory) ของบราวนและเลวินสัน (Brown & Levinson, 1987) ซึ่งถูกใชเปนกรอบแนวคิดในการศึกษาดานความสุภ าพอยา งแพรห ลาย แฝงไวด ว ยแนวคิ ดด า นการคํ านวณที่ เสมื อ นสมการทางคณิตศาสตรอยางไรความสําคัญของความสุภาพ ความสุภาพเปนสิ่งที่ปรากฏอยูในการสนทนาเสมอ ไมวาจะเปนการสนทนาดวยภาษาใด คูสนทนามักใชกลวิธีความสุภาพเพื่อใหการมีปฏิสัมพันธกันเปนไปอยางราบรื่นกฤษดาวรรณ หงศลดารมภ และ ธีรนุช โชคสุวณิช (2551) ไดกลาวถึงความสําคัญของความสุภาพโดยอางถึงขอความตอไปนี้ “It is reported that a dinner guest once suggested to the French MarshalFerdinand Foch that there was nothing but wind in French politeness. Foch issaid to have retorted, “Neither is there anything but wind in a pneumatic tire, yetit eases wonderfully the jolts along life’s highway.” (Fraser, 1990 หนา 219) ขอความนี้แปลเปนภาษาไทยไดวา ๑๕๐ คํานวณไรจํานวน: การคํานวณกับการใชภาษา 
  • 164.   “มี ค นเล า ว า ครั้ ง หนึ่ ง แขกที่ ม าร ว มรั บ ประทานอาหารเย็ น กล า วแก น ายพลเฟอรดิ นัน ด ฟอช ของฝรั่ งเศสวา ความสุภาพของชาวฝรั่ง เศสไมมีอ ะไรมากไปกว าลมปาก นายพลฟอชจึงกลาวแกแขกผูนั้นวา ก็คงไมมีอะไรมากไปกวาลมในยางรถยนตเหมือนกันที่ทําใหลอหมุนไปบนทางหลวงของชีวิตไดอยางไมติดขัด” ดวยเหตุที่ความสุภาพมีบทบาทสําคัญดังกลาว ความสุภาพจึงเปนประเด็นที่นักภาษาศาสตรใหความสนใจและศึกษาวิจัยกันอยางตอเนื่อง อยางไรก็ตาม การจะอภิ ป รายความสุ ภ าพในทั ศ นะของนั ก ภาษาศาสตร ตลอดจนทฤษฎี ค วามสุ ภ าพที่เชื่อมโยงกับแนวคิดดานการคํานวณไดนั้น เราจําเปนตองรูถึงแนวทางการศึกษาความสุภาพโดยรวมกอน ดังจะกลาวถึงในหัวขอถัดไปแนวทางการศึกษาความสุภาพ ตามแนวคิดของแพน (Pan, 2000) การศึกษาความสุภาพสามารถทําได 2แนวทางดวยกัน คือ การศึกษากลวิธีความสุภาพโดยเนนการศึกษาระบบความสัมพันธทางสังคม (society-based approach) กับการศึกษากลวิธีความสุภาพโดยเนนการศึกษาตัวภาษา (language-based approach) การศึกษาความสุภาพแบบ society-basedapproach มุงอภิปรายรายละเอียดของความสุภาพโดยเนนที่บรรทัดฐานของสังคม สวนการศึกษาความสุภาพแบบ language-based approach มุงศึกษาความสุภาพในฐานะเปนสวนหนึ่งของความรูทางวัจนปฏิบัติศาสตร หรือความรูดานการเลือกใชรูปภาษาใหเหมาะสมกับสถานการณการใชภาษาและความสัมพันธระหวางผูใชภาษา แนวคิดของแพน ในการแบงการศึกษาความสุภาพออกเปน 2 แนวทางขางตนสอดคลองกับแนวคิดของวัตสและคณะ (Watts et al., 1992) ที่ไดเสนอไวกอนหนานี้วาการพิจารณาความสุภาพสามารถทําได 2 ลักษณะ คือ การพิจารณาความสุภาพโดยมุงบรรยายทัศนคติของบุคคลทั่วไปที่มีตอความสุภาพ กับการพิจารณาความสุภาพในฐานะเป น ปรากฏการณ ท างการใช ภ าษาอย า งหนึ่ ง พร อ มกั บ พั ฒ นาทฤษฎี เ พื่ อ อธิ บ ายปรากฏการณนั้น การพิจารณาความสุภาพในแนวทางแรกเรียกวาเปนการพิจารณาความสุภาพขั้นที่ 1 (first-order politeness) สวนการพิจารณาความสุภาพในแนวทางหลังเรียกวาเปนการพิจารณาความสุภาพขั้นที่ 2 (second-order politeness) ซึ่ง วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๕๑ 
  • 165.    สอดคลองกับการศึกษาความสุภาพแบบ society-based approach และ language-based approach ตามลําดับ สํ า หรั บ บทความนี้ ผู เ ขี ย นมุ ง นํ า เสนอการศึ ก ษากลวิ ธี ค วามสุ ภ าพแบบlanguage-based approach และความสุภาพที่เปน second-order politeness โดยจะกลาวถึงทฤษฎีความสุภาพ (politeness theory) ของบราวนและเลวินสันและชี้ใหเห็นวาทฤษฎีดังกลาวสามารถเชื่อมโยงกับการคํานวณไดอยางไรทฤษฎีความสุภาพของบราวนและเลวินสัน เพเนโลพี บราวน (Penelope Brown) และสตีเฟน เลวิสัน (Stephen C.Levinson) ไดเสนอแนวคิดเรื่องความสุภาพไวในหนังสือ Politeness: Some Universalsin Language Usage (1987; เผยแพรครั้งแรกในป 1978 ในรูปบทความ) ตามแนวคิดของทั้งสอง ความสุภาพเปนปรากฏการณทางการใชภาษาที่สามารถอธิบายไดโดยอาศัยมโนทัศนเรื่อง “ความมีหนามีตา” (ทรงธรรม อินทจักร, 2550) หรือที่เรียกโดยยอวา“หนา” (face) เปนพื้นฐาน บราวนและเลวินสันอางถึงแนวคิดทางสังคมวิทยาของก็อฟแมน (Goffman,1955) ที่วา หนาเปนภาพลักษณของบุคคลที่เปนที่ประจักษตอสาธารณะ (public self-image) คนทุกคนมีความตองการพื้นฐานที่จะรักษาหนาไว โดยการคงไวซึ่งความเคารพและความภูมิใจในตัวเองเมื่อมีปฏิสัมพันธกับผูอื่น บราวนและเลวินสันมีความเห็นวามนุษยใชก ลวิธีความสุภาพในการปฏิสัมพั นธ เพื่อรั กษาหนาของกันและกันและเพื่ อสัมพันธภาพที่ดี ตามแนวคิดของบราวนและเลวินสัน หนาประกอบดวย 2 สวน คือ หนาเชิงบวกและหนาเชิงลบ ซึ่งเกี่ยวพันกับความตองการหนาเชิงบวก (positive face want) และความตองการหนาเชิงลบ (negative face want) ตามลําดับ ความตองการหนาเชิงบวกและความตองการหนาเชิงลบนี้ มิไดหมายถึงความตองการที่ดีหรือไมดีแตอยางใด ความตองการหนาเชิงบวก หมายถึงความประสงคที่จะไดรับการชื่นชอบจากผูอื่น หรือไดรับการยอมรับวาเปนสมาชิกคนหนึ่งในกลุม สวนความตองการหนาเชิงลบ หมายถึงความประสงคที่จะไมใหผูอื่นขัดขวางเสรีภาพ จํากัดทางเลือก หรือรบกวน ๑๕๒ คํานวณไรจํานวน: การคํานวณกับการใชภาษา 
  • 166.   บราวนและเลวินสันเสนอวา ในการสื่อสารในชีวิตประจําวัน อาจมีสถานการณที่มีการคุกคามหนา (face-threatening act หรือ FTA) เกิดขึ้นได โดยการคุกคามหนาแบงไดเปน 2 ลักษณะคือ การคุกคามหนาเชิงบวกของผูฟง/ผูพูด และการคุกคามหนาเชิงลบของผูฟง/ผูพูด การขอรอง การขอบคุณ การแสดงการไมเห็นดวย การขอโทษลวนเปนสถานการณที่มีการคุกคามหนาทั้งสิ้น ดังรายละเอียดตอไปนี้ - การขอรอ ง (requesting) เปน การคุ ก คามหน าเชิ ง ลบของผู ฟง เพราะผู พู ดประสงคใหผูฟงทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอาจไมตรงกับความประสงคของผูฟง - การขอบคุณ (thanking) เปนการคุกคามหนาเชิงลบของผูพูด เพราะผูพูดตองถอมตนโดยยอมรับวาเปนหนี้บุญคุณผูฟง - การแสดงการไมเห็นดวย (expressing disagreement) เปนการคุกคามหนาเชิงบวกของผูฟง เพราะผูฟงอาจรูสึกวาตนไมไดรับการชื่นชอบจากผูพูด - การขอโทษ (apologizing) เปนการคุกคามหนาเชิงบวกของผูพูด เพราะเปนการแสดงวาผูพูดไดทําผิดซึ่งอาจทําใหผูพูดไมไดรับการชื่นชอบจากผูฟง บราวนและเลวินสันมีความเห็นวา ในสถานการณที่มีการคุกคามหนา มนุษยจะคํานวณน้ําหนักของการคุกคามหนาและทําการรักษาหนา (face-saving act หรือ FSA)โดยใชกลวิธีความสุภาพในการปฏิสัมพันธ ซึ่งมีอยูหลายกลวิธีดวยกัน ดังจะกลาวในหัวขอถัดไปกลวิธีความสุภาพ บราวนและเลวินสันไดจําแนกกลวิธีความสุภาพออกเปนประเภทตางๆ ดังแสดงในรูปที่ 1 วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๕๓ 
  • 167.                              strategies        say something          say nothing     on record        off record             face‐saving act                  bald on record   positive politeness             negative politeness รูปที่ 1: กลวิธีความสุภาพตามแนวคิดของบราวนและเลวินสัน (ดัดแปลงจาก Yule 1996, หนา 66) จากรูปที่ 1 จะเห็นไดวา กลวิธีความสุภาพแบงเปน 2 ประเภทใหญๆ ไดแกกลวิธีทางวัจนภาษา (say something) และกลวิธีทางอวัจนภาษา (say nothing) โดยกลวิธีทางวัจนภาษาแบงเปน กลวิธีแบบไมตรงประเด็น (off record) และแบบตรงประเด็น (on record) ซึ่งกลวิธีแบบตรงประเด็นก็ยังแบงเปน 2 ประเภท คือ การตรงประเด็นแบบไมมีการตกแตงคําพูด (bald on record) และการตรงประเด็นแบบมีการตกแตงคําพูดเพื่อรักษาหนา (face-saving act) โดยการตกแตงคําพูดเพื่อรักษาหนานี้ ก็ยังแบงออกเปนอีก 2 ประเภท คือ กลวิธีความสุภาพเชิงบวก (positive politeness) และกลวิธีความสุภาพเชิงลบ (negative politeness) กลวิธีความสุภาพเชิงบวกและลบ มิไดหมายถึงกลวิธีความสุภาพที่ดีหรือไมดีแตอยางใด กลวิธีความสุภาพเชิงบวกและลบ ตอบรับกับความตองการหนาเชิงบวกและลบที่ไดกลาวถึงขางตน กลวิธีความสุภาพเชิงบวก ก็คือการใชรูปภาษาที่แสดงถึงความเปนมิตร ความเปนพวกพอง สวนกลวิธีความสุภาพเชิงลบ ก็คือการใชรูปภาษาที่แสดงถึงการยกยอง การนับถือ ยูล (Yule, 1996) แสดงการใชกลวิธีความสุภาพประเภทตางๆ โดยยกตัวอยางสถานการณการขอยืมปากกาจากผูอื่น (How to get a pen from someone else) ซึ่งถือเปนสถานการณการขอรอง ที่มีการคุกคามหนาเชิงลบของผูฟง ยูลชี้ใหเห็นวา การแสดงการขอรองทําไดหลายวิธีดวยกัน การใชอวัจนภาษา (say nothing) ก็คือการแสดงทาทางใหอีกฝายหนึ่งรับรูไดวาตนตองการอะไร โดยไมตองพูดออกมา เชน การทําทา ๑๕๔ คํานวณไรจํานวน: การคํานวณกับการใชภาษา 
  • 168.  ค น หาของในกระเป า เพื่ อ แสดงว า ต อ งการปากกา ส ว นการใช วั จ นภาษา (saysomething) ก็คือการใชภาษาพูด ซึ่งผูพูดจะตองเลือกวาจะใชกลวิธีความสุภาพใด การไมกลาวขอรองตรงๆ แตพูดออมๆ เชนพูดวา “I forgot my pen.” จัดวาเปนกลวิธีความสุภาพประเภทไมตรงประเด็น (off record) ในขณะที่การใชรูปประโยคคําสั่งหรือรูปประโยคคําถาม จัดวาเปนกลวิธีความสุภาพประเภทตรงประเด็น (on record) อยางไรก็ตาม การใชรูปประโยคคําสั่งกับรูปประโยคคําถามในการแสดงการขอรอง มีความแตกตางกันบางประการ กลาวคือ รูปประโยคคําสั่ง เชน “Give me apen.” ถือเปนการพูดแบบตรงประเด็นที่ไมมีการตกแตงคําพูด (bald on Record) ซึ่งฟงดูไมสุภาพเทากับการที่ผูพูดพยายามรักษาหนาของผูฟง (face-saving act) โดยการตกแตงคําพูดใหอยูในรูปของประโยคคําถาม อนึ่งการจะใชรูปประโยคคําถามใดในการขอรอง ขึ้นอยูกับวาคูสนทนากําลังมีปฏิสัมพันธกันอยูในลักษณะใด หากผูพูดตองการแสดงถึงความเปนมิตร ความเปนพวกพองเดียวกันกับผูฟง ก็ใชกลวิธีความสุภาพเชิงบวก (positive politeness) เชน กลาววา“How about letting me use your pen?” แตถาผูพูดตองการแสดงถึงการยกยอง การนับถือผูฟง ก็ใชกลวิธีความสุภาพเชิงลบ (negative politeness) เชน กลาววา “Couldyou lend me a pen?” เปนตน ดังนั้น กลวิธีความสุภาพก็คือกลวิธีการรักษาหนา ที่ชวยใหการมีปฏิสัมพันธกันเปนไปอยางราบรื่น และบรรลุผลตามแนวปฏิบัติของคนในสังคม อยางไรก็ตาม การจะเลือกใชกลวิธความสุภาพไดอยางเหมาะสม ผูใชตองประเมินน้ําหนักของการคุกคามหนา ีกอน การประเมินนี้เกี่ยวของกับแนวคิดดานการคํานวณและสมการ ดังจะกลาวถึงในหัวขอถัดไปการเลือกใชกลวิธีความสุภาพ ตามแนวคิดของบราวนและเลวินสัน การจะเลือกใชกลวิธีความสุภาพไดอยางเหมาะสมนั้น ผูใชตองประเมินน้ําหนักของการคุกคามหนา ที่อาจเกิดขึ้นในสถานการณตางๆ ทั้งในสวนของตนเองและผูอื่น การประเมินน้ําหนักนี้ เกี่ยวของกับตัวแปรอยางนอย 3 ตัว ไดแก ระยะหางทางสังคมระหวางผูพูดและผูฟง (Distance) อํานาจของผูฟงที่มีตอผูพูด (Power) และอัตราการลวงละเมิด (Ranking of imposition) คาของตัวแปร วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๕๕ 
  • 169.    ทั้ง 3 นี้ขึ้นอยูกับวัฒนธรรมของผูพูดภาษานั้นๆ เรียกไดวามีลักษณะเปน culturally-sensitive variables บราวนและเลวินสันไดแสดงการประเมินน้ําหนักของการคุกคามหนาเปนสมการ ดังนี้ Wx = D (S, H) + P (H, S) + Rxโดยที่ W = Weightiness หรือ น้ําหนัก x = การคุกคามหนา S = Speaker หรือ ผูพูด H = Hearer หรือ ผูฟง D (S, H) = Distance หรือ ระยะหางทางสังคมระหวางผูพูดและผูฟง P (H, S) = Power หรือ อํานาจของผูฟงที่มีตอผูพูด R = Ranking of imposition หรือ อัตราการลวงละเมิด สูตรการคํานวณดังกลาวนี้ ตางจากสูตรการคํานวณทางคณิตศาสตรทั่วๆไปกลาวคือ คาของระยะหาง (D) อํานาจ (P) อัตราการลวงละเมิด (R) ตลอดจนน้ําหนัก(W) ไมสามารถระบุเปนตัวเลขได โดยทั่วไปการระบุคาของ D P และ R จะใชลักษณะ +(บวก) หรือ - (ลบ) หรือ = (เทากับ) สวนน้ําหนักที่ไดจากการคํานวณ หรือ W ก็คือกลวิธีความสุภาพที่เหมาะสมกับสถานการณการใชภาษาและความสัมพันธระหวางผูใชภาษานั่นเอง การกําหนดคา D P และ R ของสถานการณตางๆ ปรากฏในการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสุภาพจํานวนไมนอย เชน ในงานของทากูชิ (Taguchi, 2007) ที่กําหนดใหสถานการณที่นักเรียนขอใหครูเลื่อนวันสอบ หรือ ลูกนองขออนุญาตเจานายหยุดงานเปนสถานการณที่ D P และ R มีคาเปน “บวก” เพราะผูพูดกับผูฟงมีความตางในเรื่องอํานาจ มีระยะหางทางสังคม และการขอรองดังกลาวมีความรุนแรง ในทางตรงกันขามในสถานการณการขอยืมปากกาจากเพื่อน หรือพี่ขอใหนองสงรีโมทโทรทัศนให จัดวาเปนสถานการณที่ P มีคาเปน “เทากับ” สวน D และ I มีคาเปน “ลบ” เพราะ ผูพูดกับผูฟงไมมีความตางในเรื่องอํานาจหรือระยะหางทางสังคม และการขอรองดังกลาวไมมี ๑๕๖ คํานวณไรจํานวน: การคํานวณกับการใชภาษา 
  • 170.  ความรุนแรง ซึ่งตามการกําหนดคาดังกลาวนี้ ทากูชิจัดใหสถานการณประเภทแรกเปนสถานการณแบบ “DPR-high” และสถานการณประเภทหลังเปนสถานการณแบบ“DPR-low” โดยทั่วไป สถานการณแบบ PDR-high จะเกี่ยวพันกับกลวิธีความสุภาพเชิงลบและสถานการณแบบ PDR-low จะเกี่ยวพันกับกลวิธีความสุภาพเชิงบวก ดังนั้น สําหรับกรณีขางตน ผูพูดมักใชกลวิธีความสุภาพเชิงลบ เชน กลาววา I would appreciate it ifyou could reschedule the exam. และ Could you possibly give me a day off? ในสถานการณแบบ PDR-high และมักใชกลวิธีความสุภาพเชิงบวก เชน กลาววา Lendme a pen, will you? หรือ Why don’t you pass me the remote? ในสถานการณแบบPDR-low แม ว า การคํ า นวณโดยใช ส มการข า งต น จะแตกต า งจากการคํ า นวณทางคณิ ต ศาสตร โ ดยทั่ ว ๆ ไป แต ก ารกํ า หนดสู ต รการคํ า นวณดั ง กล า ว นั บ ว า เป น ความพยายามของนักภาษาศาสตร ที่จะทําใหการอธิบายลักษณะและองคประกอบของความสุ ภ าพเป น ไปอย า งชั ด เจนและรั ด กุ ม เรี ย กได ว า เป น การเชื่ อ มโยงแนวคิ ด ด า นการคํานวณที่เสมือนสมการทางคณิตศาสตรกับการอธิบายปรากฏการณทางภาษาไดอยางลงตัวบทสงทาย ภาษาเปนสิ่งอัศจรรยที่มนุษยเฝาศึกษามาเปนเวลานาน นักภาษาศาสตรตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน ศึกษาภาษาในแงมุมตางๆ สําหรับเรื่องความสุภาพ บราวนและเลวินสันไดเสนอทฤษฎีความสุภาพ ซึ่งไมเพียงแตอธิบายลักษณะและองคประกอบของความสุภาพไดอยางชัดเจนและรัดกุม แตยังแสดงใหเห็นดวยวา การคํานวณที่เสมือนสมการทางคณิตศาสตร ก็สามารถนํามาใชในการอธิบายปรากฏการณบางอยางในภาษาไดเชนกัน แมจะเปนการ “คํานวณไรจํานวน” ก็ตาม วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๕๗ 
  • 171.     เอกสารอางอิง1. กฤษดาวรรณ หงศลดารมภ และ ธีรนุช โชคสุวณิช. (2551). วัจนปฏิบัติศาสตร. กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพรผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย ลําดับที่ 1292. ทรงธรรม อินทจักร. (2550). แนวคิดพื้นฐานดานวัจนปฏิบัติศาสตร. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร3. Brown, P. & Levinson, S. (1978). Universals in language usage: Politeness phenomena. In E. Goody (ed.), Question and politeness: Strategies in social interaction (pp.56-311). Cambridge: Cambridge University Press.4. Brown P. & Levinson, S. (1987). Politeness: Some universals in language usage. Cambridge: Cambridge University Press.5. Goffman, E. (1955). On face-work: an analysis of ritual elements in social interaction. Psychiatry 18: 213-231.6. Pan, Y. (2000). Politeness in Chinese face-to-face interaction. Stamford: Albex Publishing.7. Taguchi, N. (2007). Task difficulty in oral speech act production. Applied Linguistics, 28 (1): 113-135.8. Watts, R., Ide, S., and Ehlich, K. (eds.) (1992). Politeness in language: Studies in history, theory and practice. Berlin: Mouton de Gruyter.9. Yule, G. (1996). Pragmatics. Oxford: Oxford University Press. ๑๕๘ คํานวณไรจํานวน: การคํานวณกับการใชภาษา 
  • 172. คณิต คิด ธรรม ปกิณกะ  ตอน สมการชีวิต “สองดอกเตอร” ผศ.ดร.ฉัฐไชย ลีนาวงศ และ ผศ.ดร.พรฤดี เนติโสภากุล “Science is a differential equation. Religion is a boundary condition.” “วิทยาศาสตรเปรียบไดกบสมการเชิงอนุพันธ ั ขณะที่ศาสนาเปนดั่งเงื่อนไขขอบ” โดย Alan Mathison Turing นักคณิตศาสตรชาวอังกฤษ บิดาแหงวิทยาการคอมพิวเตอร เปนอยางไรกันบาง กับบทความคณิตศาสตรเชิงประยุกตที่หลากหลายในธีม“คณิต คิด ทํา” อาจมีทั้งที่เนื้อหาหนักบาง เบาบาง คละเคลากันไป แตทั้งหมดก็ลวนแสดงถึง “พลัง” และ “ศักยภาพ” ของคณิตศาสตร ที่สามารถนําไปใชใหเกิดประโยชน ในสวนของปกิณกะนี้ จะขอนําเสนอคณิตศาสตรในมุมที่เบา เบา ชิว ชิว ขึ้น แตเชื่อวายังคงไวซึ่งประโยชนตอสังคมและโลก ไมดอยไปกวาบทความตางๆ กอนหนานอกจากการนําคณิตศาสตรไปใช “ทํา” แลว โดยธรรมชาติของคณิตศาสตรที่เปนภาษาสากล เรายังอาจใช “คณิต” ไป “คิด” ใหเกิด “ธรรม” ขึ้นไดอีกดวย กอนอื่น ขอใหเรามาทําความรูจักศัพทคณิตศาสตรงายๆ คําหนึ่งกันใหดีขึ้นกอนนั่น คือ คําวา “สมการ ” หรือ “อี เ ควชัน (Equation)” ในภาษาอัง กฤษ ซึ่ง หมายถึ งขอความสัญลักษณทางคณิตศาสตร ที่ประกอบดวยของสองฝง คั่นกลางดวยเครื่องหมาย“เทากับ (Equality Sign)” เพื่อแสดง “ภาวะเทากัน (Equality)” มีขอสังเกตเล็กๆ ที่นาสนใจเกี่ยวกับศัพทตัวนี้ เรารูกันดีวา “อสมการ” หรือ“Inequality” เปนคําตรงขามของคําวา “สมการ” ในภาษาไทย แตแลวเพราะเหตุอันใดไฉนใยเมื่อตัดตัว “In” หรือ “อ” ออก ใหเหลือเพียงคําวา “equality” กลับไมไดคําแปลไทยวา “สมการ” แตแปลไดเปนวา “ภาวะเทากัน” แทน สวน “สมการ” กลับเปนคําแปลของคําวา “Equation” แทน ทําไมมันไมสอดคลองกัน (Consistent) ใครเคยสงสัยอยางเราบางมั้ยนอ... วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๕๙
  • 173. “สมการ” มีความสําคัญมาก ไมใชเฉพาะแคในคณิตศาสตร แตเราสามารถพบ“สมการ” ไดแทบจะในทุกเรื่อง อลัน ทัวริง (Alan Turing) นักคณิตศาสตรผูเปนเหมือนบิดาของศาสตรทางดาน Computer Science เจาของ Turing Machine ที่มีบทบาทสําคัญตอทฤษฎีความซับซอนในการคํานวณ (Computational Complexity Theory)ถึงกับกลาวเปรียบเปรยไววา ศาสตรความรูตางๆ เปนเหมือนกับสมการความสมดุลที่หลากหลาย หากแตศาสตร ต างๆ เหลา นี้ จ ะต อ งปฏิ บัติ ตนให อ ยูภายใต ข อบ ภายใตกฎเกณฑ และหลักคําสอนของศาสนา เนื่องจากความสําคัญอันยิ่งยวดของการใชหลักสมการในสาขาวิชาตางๆ แทบทุกเรื่องนี้เอง สมการจึงเปนพื้นฐานคณิตศาสตรที่เราๆ ทานๆ ตางตอง (ถูกบังคับ) เรียนผานกันมาแลวทั้งสิ้น ตั้งแตสมัยขาสั้นคอซอง (อาจจะนานเกินจําสําหรับบางทานแลว) ชางนาแปลกที่นักเรียนไทยบางคนเกลียดสมการหนักหนา ถึงกับสายหนาเกิดอาการปวดหัวเมื่อตองพบเจอ แถมเผลอๆ อาจนึกประชดประชันครูผูสอนวาจะเรียนกันไปทําไมหรือ ไมเห็นจะไดใชประโยชนอะไรในชีวิตสักหนอย ก็ขอสารภาพวา ขาพเจาเองก็เคยเปนหนึ่งในนักเรียนเหลานั้น ที่แมวาจะเรียนไดคะแนนดี แตก็มิไดเห็นคุณคาของสมการเอาซะเลย ดวยวาโจทยหลอกๆ ที่ใหมาเปนแบบฝกหัดแกสมการ มันไมเห็นจะนาพิสมัยที่ตรงไหน จนกระทั่งเติบโตมาและคอยๆ มองเห็นวา สมการเปนพื้นฐานนําไปใชประโยชนไดอยางมหาศาลในทุกๆ ศาสตรสาขา ตั้งแตสาขาการแพทย เชน การวินิจฉัยโรคที่นําเอาสมการมาสรางแบบจําลองคณิตศาสตร เพื่อใชวิเคราะหวินิจฉัยโรคตางๆ ไดแมนยํามากขึ้น วิศวกรรมสาขาตางๆ ที่ตองนําเอาสมการมาชวยคํานวณการกอสรางตึกใหญตึกนอย หรือการทํางานของเครื่องจักร เครื่องกล เครื่องยนตสารพัดแบบ สมการเปนสวนหนึ่งของวิทยาศาสตรทุกสาขา แมแตดานสิ่งแวดลอมที่ใชชวยคํานวณวาน้ําจะทวมกรุงเทพฯ เมื่อไร แตเอ...สุดทายก็ทวมจนไดเนอะ แถมสาหัสสากรรจซะทีเดียว สวนใครที่ไมชอบเรียนวิทยาศาสตร วิศวกรรมศาสตรหรือทุกๆ ศาสตรที่ของเกี่ยวกับสายการแพทย ก็ลองดูเรื่องทางสังคมหรือการคาขายบางเปนไร อยาคิดวาจะหลีกหนีสมการพนไปได เชน ศาสตรวาดวยการตายและการเกิด คือการประกันภัยหรือประกันชีวิต วาจะคิดเบี้ยประกันสักเทาไรดีหนอ บริษัทจึงจะไมขาดทุน เชน ๑๖๐ คณิต คิด ธรรม ตอน สมการชีวิต
  • 174. คาเบี้ยประกัน x จํานวนคนที่ไมตาย = เงินจายสินไหมคนตาย 1 คน จะเห็นวาบริษัทประกันเหลานี้ตางตองวาจางนักคณิตศาสตรประกันภัยราคาคาตัวแพงๆ ไปนั่งคํานวณสมการเหลานี้ใหทั้งสิ้น เพราะคนเกงจริงๆ ที่รักการแกสมการเปนอาชีพชางหาทํายายากมากๆ ใกลเขามาอีกนิดก็เหลาพอคาวาณิชที่ทําการคาขาย บัญชีรายรับ-รายจายนั่นแหละไซร คือหัวใจของกระแสเงินไหลเวียน อันเปนประดุจดังเสนเลือดหลอเลี้ยงชีวิตธุรกิจทุกวี่วัน อีกทั้งบัญชีงบดุลที่ตอง “ดุล” สองขางใหเทากันเปะทุกๆ งวด ก็ตองอาศัยคุณนักบัญชีใสแวนตาเฉียบคมนั่นแหละ ดวยวาหากไมดุลกันใหดี คุณพี่อาจถึงขั้นทําผิดกฎหมายได คราวนี้คุณๆ ทั้งหลายเริ่มจะเห็นคุณคาของเจาสมการเขาบางแลวหรือยัง ยิ่งพออายุมากขึ้น ขาพเจาก็ยิ่งเห็นหลักสัจธรรมอันสวยงามของสมการ อันเริ่มมาจากคําวาอีคัว (Equal) ที่แปลวา สองขางเทากัน หรือสองฝงที่เทาเทียมกันนั่นเอง นั่นก็คือ อะไรที่มีเขาก็ตองมีออก มีหนี้ก็ตองใช แฮะๆ อยากไดอะไรมาก็ตองจายออกไป นั่นคือ ปริมาณใหไป = ปริมาณรับมา อยางที่ฝรั่งบอกวา Give = Take กีฟตองเทากับเทค รับตองเทากับให สังคมจึงจะเดินหนาตอไปได จงใหบาง อยาคิดแตจะเอา โลกเรามันรอนขึ้นทุกวัน เพราะคนเอาแตได จนธรรมชาติทนไมไหว เลยคืนมาใหบาง ทั้งฝนฟาพายุผิดฤดูกาล แผนดินไหว น้ําทวม ก็เพราะโลกเราถูกเอาจนเอียงหลักแหงการเทากันมันมีอยู เอียงมันมากๆ เขา เวลามันเอากลับ จะจายคืนไมไหวนะ อยากไดเงินทองสิ่งของทรัพยสินก็ตองใชแรงงานแรงสมองและเวลาทํางานแลกมา มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นก็ตองมีสิ่งหนึ่งหายไป สัจธรรมอันสูงสงนี้คือหลักสมดุล หรือภาษาฝรั่งมังคาเรียกวา อีควิลิเบี่ยม (Equilibrium) อันเปนรากศัพทเดียวกับคําวาเทากัน(Equal) และสมการ (Equation) นั่นเอง ยิ่งพินิจพิจารณาหลักธรรมคําสอนขององคพระสัมมาสัมพุทธเจา ก็ยิ่งเห็นจริงในหลักสัจธรรมแหงสมการชีวิต วาชางลึกล้ําและเปนความจริงแทแนนอนนัก แตหากเริ่มตนกลอมทานดวยศีลธรรมขอแรก มันชางนาแปลกที่คนยุคไฮเทคกลับไมเชื่อ ทั้งๆมันเห็นกันอยูจะๆ ชัดๆ โจงแจงเพียงนี้ ขอเริ่มตนที่ศีลขอหาวาดวยการงดเวนสุรายาเสพติดทั้งหลาย ดวยวาใครๆ คงเห็นโทษอันโหดรายของมันกันอยูแลว วาถาเสพสองเขาไป มันทําลายสติสัมปชัญญะของ วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๖๑
  • 175. คนผูนั้นไดชะงัดนัก ศีลขอนี้จึงวาดวยการรักษาดูแลรางกายตนเอง วาอยาเอาสิ่งอันเปนโทษมาเสพเขา ร างกายเรานี้ เลย เพราะมัน จะทํ าลายสมดุ ล ทางเคมีข องร า งกาย ผิ ดสมการชีวิตอันธรรมชาติสรางมาใหดีอยูแลว ธรรมชาติ เ ดิ ม มนุ ษ ย สุ ด ประเสริ ฐ ควรคู กั บ ธรรมะข อ ห า ว า ด ว ยการเจริ ญสติสัมปชัญญะในทุกที่ทุกสถาน ดังนั้น จึงควรรักษาหลักสมดุลนี้ไวใหดี ทุกวันนี้คนเมืองที่วาเจริญนักหนามีปญหาบริโภคเกินพอดี เพราะไมมีสติในการบริโภค เปนที่มาของโรคภัยอันไมเคยมีมาแตเกากอน เชน โรคมะเร็ง เบาหวาน หัวใจ ความดัน เกาส อะไรๆเหลานี้ คุณหมอแสนดีก็วา อยาไปกินของอรอยถูกปาก รสชาติถูกใจ แตมันจะไมถูกกับสมดุลรางกาย รับไมไหวจริงๆ อันนี้ขอสรุปเอางายๆ วา Garbage In = Garbage Outหมายถึง ขยะเขา = ขยะออก ใครขืนเอาขยะอาหาร (Junk Food) เขารางกาย ก็เตรียมใจรับขยะโรคภัยกันเอาเทอญ ศีลธรรมขอตอมาวาดวยอยามุสาวาจา จงใจโกหกพกลม หรือพูดจาเพอเจอไมเปนแกนสาร รวมถึงคําสอเสียดแสลงใจผูอื่น โดยควรประพฤติธรรมขอปยวาจาอยางสม่ําเสมอ แตถาพูดดีๆ ไมเปน อาปากทีไร อะไรๆ ที่ไมใชดอกพิกุลทองก็หลุดออกมาแบบจริงใจแตไมเจตนา มีผลลัพธแตจะทํารายจิตใจ ทําลายประสาทผูอื่นอยูเรื่อย ก็หุบปากไวมากๆ พูดนอยๆ หนอยก็ได จะไดไมผิดศีลมากนัก โลกทุกวันนี้ มันรอนกันจะฆากันตายก็เพราะคําพูดนี่แหละ ดังนั้น ขอแนะนําสมการ Kind Words = Good Worldวาจาที่ออนโยนสรางโลกที่โสภา กํากับมาใหโลกสวยงาม ตอนอยูตางประเทศ เห็นคนบานเมืองเขาแตงเนื้อแตงตัวกันงายๆ สวนใหญยืดกับยีนสเปนหลัก บางทีก็นุงสั้น โนบรา หรือใสเปดเผยเกินไปสําหรับวัฒนธรรมไทย แตก็เข า ใจว าวั ฒ นธรรมฝรั่ ง มั น มาอี ก แบบ คื อ ไม เ ห็ น เนื้ อ หนัง มั ง สาเป น เรื่อ งสํ าคั ญ ตามชายหาดยังเห็นนุงหมนอยมากมานอนอาบแดด ตอนนั้นนึกดีใจ วาสาวไทยมียางอาย คงไมเปนอยางนั้น แฮะๆ คิดผิดถนัด สมัยนี้สาวไทยไมนอยหนา กลากันจนไมเหลือใหจินตนาการตอ แลวศีลขอสามอยามั่วกามารมณจะเหลือหรือ กิ๊กใครแฟนใครไมตองหวงเปลี่ยนคูกันจนลืมไปแลววา มีใหมก็ตองมีเกา ของใหมวันนี้ก็คือของเกาในวันหนามีคนไดก็ตองมีคนเสีย ตามหลักสมการสองขางตองเทากัน เหมือนดั่งเกมที่มีผลรวมเปนศูนย หรือ Zero-Sum Games ในคณิตศาสตรสาขาทฤษฎีเกม (Game Theory) ๑๖๒ คณิต คิด ธรรม ตอน สมการชีวิต
  • 176. ใครแยงแฟนเขามา หรือทําครอบครัวเขาแตกแยก โปรดรูไว คนเสียหายอาจไมใชมีเพียงแคหนึ่งชีวิต เจาสมาชิกตัวนอยๆ ที่ยังไรเดียงสาของครอบครัวนั้น อาจสูญเสียยิ่งกวาพอหรือแมซะอีก โดยเฉพาะศรัทราในธรรมชาติดั้งเดิมคือความดีงามของมนุษย เคยอานเจอวาเด็กที่โตมาในครอบครัวที่แตกแยก ก็มักจะมีชีวิตครอบครัวที่ไมคอยราบรื่นดวย ขอนี้ขอสรุปวา ใจงาย = ทําลายอนาคต หรือ Easy Come = Easy Go อะไรที่ไดมางาย ก็มักสูญสิ้นไปงายๆ ดวย ดังนั้น จึงควรกํากับตนเองดวยหลักธรรม สํารวมตาหู กาย และใจตนไวใหดี อยาใหไปสรางหนี้กรรมกับใคร แลวตองไปใชคืน ไมชาตินี้ก็ชาติหนา นึกถึงตอนเวลาตัวเราอกหัก คิดดูสิวาพิษรักมันเจ็บปวดเจียนตายแคไหน เมื่อ “ไดคิด” และ “คิดได” แลว ก็อยาใจเร็วใจงาย ไปเที่ยวทํารายใครคนอื่นเขา ศีลขอสองคือของเขาอยาไปเอามาโดยทุจริต อยาประกอบมิจฉาอาชีพลักขโมยหรือปลนชิง สมัยนี้มันมีวิธีการเอาของคนอื่นมาที่ซับซอนอยางสุดพรรณาเหลือเชื่อ เชนสมัยหนึ่ง มีการหลอกลวงแบบแชรลูกโซ สมัยนี้ก็มีการหลอกลวงทางโทรศัพท ปนเรื่องโกหกใหไปกดตูเอทีเอ็มโอนเงินให หรือที่เรียกวาทุรกรรมทางการเงิน ไหนจะเรื่องการขโมยของสาธารณะที่สรางไวเพื่อประโยชนสวนรวม ก็ไปเอามาใชสวนตัวอยางเห็นแกตัวเพียงฝายเดียว ตรงนี้ก็ขอเตือนวา Debt = Pay + Interestหรือก็คือ หนี้ = ตน + ดอก นะจะ เหมือนดังในเรื่องดอกเบี้ยของคณิตศาสตรการเงิน(Financial Mathematics) อยาคิดวาเอาไปแลวไมตองใชคืนนะ ทางเดียวที่จะแกไขไดก็คือ ตองมีหลักธรรมขอ พอเพียง = เพียงพอ มีนอยใชนอยคอยบรรจง อยาจายลงหนามืดจะวืดนาน คือถาใชจายมากกวารายรับเมื่อไร โอกาสหนทางทุจริตมิจฉาชีพก็มารออยูที่ปากทางชีวิต ตองหมั่นคิดไวเชนนี้วา Less = Moreมีของ “นอยลง” อาจกลับรูสึก มีสุข “มากขึ้น” ชีวิตไมยืนยาว เปน “บาหอบฟาง”กันไปใย เดี๋ยวนองน้ําก็มาเอาไป มาเปน “บาหอบบุญ” กันดีกวา นองน้ําเอาไปไมไดแน ส ว นผู ที่ ต อ งการประพฤติ ธ รรมข อ การให ท านอย า งสม่ํ า เสมอ จะต อ งปฏิ บั ติดังนี้คือ ใชจายใหตนเองนอยกวาที่หาได สวนที่เกินมาก็ใหคืนสังคมคนรอบขางไปดวยเก็บไวบางสวนสําหรับเลี้ยงตนยามแกเฒาไปดวย ตอนแกจะไดไมเปนภาระใคร แลวถามีสมบัติมาก อยาลืมทําพินัยกรรมยกสมบัติใหสาธารณะกุศลใหหมด แลวบอกลูกหลานไว วารสารคณิตศาสตร ฉบับเฉลิมพระเกียรติ ๘๔ พรรษาฯ ๕ ธ.ค. ๒๕๕๔   ๑๖๓
  • 177. ดวย ลูกหลานจะไดไมตองมาตีกันแยงสมบัติแ บบในหนังไทยน้ําเนา ดังนี้ จึงถือวามีศีลธรรมขอนี้ครบถวนสมบูรณดี สุดทายทายสุด ชีวิตใคร ใครก็รัก ทําไมจัก ไปผลาญ ราญของเขา เมื่อปลิด ชีวิตหนึ่ง พึงรูเอา กรรมหนักเบา เลี่ยงไมพน ทุกขทนเอย ศีลและธรรมขอแรกวาดวย การไมไปเบียดเบียนเอาชีวิตอื่น และใหมีเมตตากรุณาตอชีวิตอื่นๆ เสียบาง ดวยวาหากเราเองก็ยังรักตัวกลัวตาย แลวชีวิตอื่นๆ ไหนเลาเขาจะไมรักษาปกปองตัวเอง หากเริ่มตนสมการดวยการสรางหนี้แคน ไปเอาชีวิตอื่นอยางไมชอบธรรมแลว วันใดวันหนึ่งเจาหนี้คงตองตามมาทวงคืน ชีวิตคนรักญาติสนิทหรือแมแตชีวิตเราเองก็เถอะ คงถูกเรียกรองไปชดใชหนี้อยางแนนอน สมการชีวิต เมื่อลบหนึ่งออกจากขางหนึ่ง แลวจะคืนสมดุลอยางไร ถาไมบวกหนึ่งคืนใหเขาไป ก็ตองแลกกับการลบหนึ่งออกจากอีกขาง มันก็เทานั้นเอง งายๆ ใชมั้ย ทําไมไมเขาใจ พินิจความลึกซึ้งแหงหลักศีล-ธรรม ก็คือหลักสมการชีวิตอันสมดุลสวยงามเริ่มจากการไมเห็นแกตัว ไมทํารายเบียดเบียนผูอื่น ทั้งทางกายรวมถึงทรัพยสิน และทางใจ (ศีลขอ 1–3) ทางวาจา (ศีลขอ 4) มาจนถึงการรักตัวเองดูแลสุขภาพตนเอง (ศีลขอ 5) จนสามารถรักผูอื่นอยางมีเมตตากรุณา (สัมมาสังกัปปะ) พรอมดวยทานซึ่งมีที่ไปที่ ม าอั น บริ สุ ท ธ (สั ม มาอาชี ว ะ ) สํ า รวมกาย (สั ม มากั ม มั น ตะ ) และวาจา(สัมมาวาจา) รวมเปนธรรมขอ 1 - 4 จนกระทั่งสงบใจเจริญสติพิจารณาสิ่งตางๆ ตามความเปนจริง (สัมมาทิฏฐิ) อันเปนธรรมขอ 5 แหงมนุษยเรา ผูใดเห็นงามตามความเปนจริง ก็คงเห็นไดดวยตาใจของทานเองวา สมการชีวิต ใช “คณิต” “คิด” ใหเกิด“ธรรม” ไวกํากับชีวิตทานใหงดงาม ดังไดกลาวแลวโดยองคพระพุทธศาสดา สาธุ ๑๖๔ คณิต คิด ธรรม ตอน สมการชีวิต
  • 178. รายนามคณะกรรมการบริหารสมาคมคณิตศาสตรฯ (พ.ศ. 2553-2555)1. ผศ.รจิต วัฒนสินธุ นายกสมาคม2. ดร.ฉวีวรรณ กีรติกร อุปนายก3. รศ.ดร.อุทุมพร พลาวงศ เลขาธิการ4. รศ.ศรีเสงี่ยม จักรใจ รองเลขาธิการ5. ผศ.สุพพัดดา ปวนะฤทธิ์ เหรัญญิก6. รศ.สุรวิทย ตันเตงผล ผูชวยเหรัญญิก7. รศ.ภรณี เจริญภักตร ปฏิคม8. ผศ.ปนิดา ศิริกุลวิเชฐ ประชาสัมพันธ9. อ.สุรัชน อินทสังข ผูชวยประชาสัมพันธ10. รศ.ดร.อมร วาสนาวิจิตร บรรณาธิการวารสารคณิตศาสตร11. ศ.ดร.ยงควิมล เลณบุรี ผอ.ศูนยสงเสริมการวิจัยทางคณิตศาสตร12. รศ.ดร.สิริพร ทิพยคง กรรมการ13. รศ.ดร.สมวงษ แปลงประสพโชค กรรมการ14. รศ.ดร.พัฒนี อุดมกะวานิช กรรมการ15. รศ.ดร.วิชาญ ลิ่วกีรติยุตกุล กรรมการ16. รศ.ดร.อัจฉรา หาญชูวงศ กรรมการ17. รศ.ดร.นพพร แหยมแสง กรรมการ18. รศ.ดร.ปรีชา เนาวเย็นผล กรรมการ19. ผศ.ดร.วิราวรรณ ชินวิริยสิทธิ์ กรรมการ20. ผศ.ดร.ณัฐพันธ กิติสิน กรรมการ21. ผศ.ดร.ศจี เพียรสกุล กรรมการ22. ผศ.สุรชัย สมบัติบริบูรณ กรรมการ23. ดร.ปานทอง กุลนาถศิริ กรรมการ24. ดร.รุงฟา จันทจารุภรณ กรรมการ25. ดร.เกง วิบูลยธัญญ กรรมการ26. อ.นวลนอย เจริญผล กรรมการ27. อ.ชมัยพร ตั้งตน กรรมการ (ผูแทน สสวท) 
  • 179. วารสารคณิตศาสตร ปริมา 56 ฉบับที่ 638-640 พฤศจิกายน 2554 – มกราคม 2555 โดย สมาคมคณิตศาสตรแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ ฉบับเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ “MATH in Action” “คณิต คิด ทํา”   ที่ปรึกษา ผศ.รจิต วัฒนสินธุ นายกสมาคมคณิตศาสตรแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ บรรณาธิการ ผศ.ดร.ฉัฐไชย ลีนาวงศ ผูชวยบรรณาธิการ ผศ.ดร.พรฤดี เนติโสภากุล และ อ.จินดา ไชยชวย กองบรรณาธิการ รศ.ดร.อุทุมพร พลาวงศ รศ.ดร.ปติเขต สูรักษา ผศ.ดร.มาโนชย ศรีนางแยม ผศ.ดร.บูลยจรา ชิรเวทย ี ผศ.ดร.นพรัตน โพธิ์ชัย ดร.ณรงค สังวาระนที ดร.นิศากร สังวาระนที นายชัชวาลย เปนสุข สถานที่ติดตอ สมาคมคณิตศาสตรแหงประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ ตึกคณิตศาสตร คณะวิทยาศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ถ.พญาไท ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โทรศัพท 0-2252-7980 โทรสาร 0-2252-7980 พิมพที่ โรงพิมพพิทักษการพิมพ 527/77 ปากซอยจรัญ 39 ถนนจรัญสนิทวงศ แขวงบางขุนศรี เขตบางกอกนอย กรุงเทพฯ 10700 โทรศัพท 0-2411-2765 โทรสาร 0-2864-6071 นายสุรกิจ กิจจะปุณณะ ผูพิมพผูโฆษณา