• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
A wonderful-life
 

A wonderful-life

on

  • 3,702 views

 

Statistics

Views

Total Views
3,702
Views on SlideShare
3,593
Embed Views
109

Actions

Likes
3
Downloads
178
Comments
0

2 Embeds 109

http://youcanchang.blogspot.com 108
http://www.blogger.com 1

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    A wonderful-life A wonderful-life Document Transcript

    • ชีวิตที่แสนวิเศษA Wonderful Lifeวันชัย ประชาเรืองวิทย เขียนเริ่มพิมพวนที่ 22/03/2006 พิมพเสร็จวันที่ 08/10/2006 ั
    • คํานํานับตั้งแตผมได จัดสมัมนา “A Wonderful Life” หรือ “ชีวิตที่แสนวิเศษ” ขึ้นในเดือนกุมภาพันธและพฤษภาคมที่ผานมา ผมไดรับการตอนรับที่ดีเยี่ยมและหลายทานไดโทรศัพทมาเลาวา ชีวตของพวกเขาิไดเปลี่ยนแปลงไปมากมายอยางไร พวกเขาพูดดวยน้ําเสียงที่ตื่นเตนและราเริงวา... ไดสัมผัสถึงชีวิตที่แสนวิเศษเขาแลว สิ่งนี้นับเปนแรงบันดาลใจยิ่งใหญจนผมตัดสินใจถายทอดประสบการณเหลานั้นทั้งหมดลงในหนังสือเลมนี้ นี่คือหนังสือที่เสนอเครื่องมือและเทคนิคแหงความสุขและความสําเร็จมากที่สุดเทาที่จะมีหนังสือเลมไหนนําเสนอมากอน ผมมีความเชื่อมั่นถึง 100% เต็มวา มันสามารถทําใหคุณดําเนินชีวิตแบบใหมไดจริง ๆ ซึ่งหมายถึงการทีคุณสามารถไดรับทั้งความสุขและความสําเร็จไปพรอม ๆ กัน คนหลายคนมุงเนนที่ความสุขจนขาดแคลนความสําเร็จและอีกหลายคนมุงเนนแตความสําเร็จจนขาดแคลนความสุข ไมวาจะคิดอยางไรก็ตาม ทั้งสองกรณีที่กลาวมานี้ลวนยอมรับไมได เพราะวาชีวิตตองการดุลยภาพที่สมบูรณทั้งสองสวน ดังนั้นผมไดตั้งปณิธานอันแนวแนที่จะเสนอหนทางใหม ๆแหงความเปนไปไดที่จะทําใหคุณผูอานไดรับทุกสิ่งที่ตองการใหจงได และตราบใดที่คุณไมไดในสิ่งที่คุณตองการแลวละก็... ตราบนั้นคุณจะไมรูสึกวาคุณสมความปรารถนา หนังสือเลมนี้เต็มไปดวยความรูสึก นาตื่นเตนและมีกลยุทธที่ชาญฉลาดที่สุดที่ไดเสนอไว มันเต็มเปยมไปดวยพลังที่สามารถเปลี่ยนคนเราไดอยางแทจริง คุณผูอานที่รัก หนังสือเลมนี้เขียนขึ้นดวยภาษาที่เปนกันเองและเรียบงาย ผมรูสึกราวกับผมไดพูดคุยกับคุณเปนการสวนตัวตลอดเวลา และผมจะดีใจมากหากวาคุณจะถือวาผมเปนที่ปรึกษาคนหนึ่ง... หากวาคุณจะอนุญาต และผมเชื่อวา “ไมมีวันสาย ที่จะมีควมสุขและประสบความสําเร็จ”รักยิ่งวันชัย ประชาเรืองวิทย 2
    • สารบัญภาค 1 ชีวิตที่แสนวิเศษ1 คุณตองไดในสิ่งที่คุณตองการ 62 แตวาฉันไมมีปญญาไดมันมาแน 73 ขุมพลังทั้งสามภายในตัวเรา 84 บันดาลโทสะ 105 ระหวางเหตุผล กับอารมณ 116 ขุมพลังทั้งสาม กับสิ่งที่เราตองการ 127 ผูเชี่ยวชาญดานความหดหู และความเครียด 138 กลยุทธที่ไมมีวันไดผล 149 สสารและพลังงาน 1510 มนุษยแมเหล็กไฟฟา กับกฎแหงการดึงดูดชักนําพา 1711 ซวยซับซวยซอน เพราะสงจดหมายเชิญผิดใบ 1912 บทเรียนจากกอนหิน 2113 “ก็ชีวิตคุณไมไดลําบากเทาฉันนี่ คุณก็พูดไดสิวาใหปลอยวางเสีย” 2214 กฏแหงการมุงเนน 2415 ระหวางความคิด กับความรูสึก 2516 ตลาดหุน กับตลาดอารมณ 2817 เราสรางอารมณขึ้นมาไดอยางไร 2918 อารมณถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหว 3019 อารมณถูกสรางขึ้นจากภาษาที่เราใช 3320 ผมกลายเปนสายลม 3521 คุณภาพชีวิตคือคุณภาพของการสื่อสาร 3722 องคประกอบทั้งสามของการพูดจากัน 3923 อารมณถูกสรางขึ้นจากภาพในใจและลักษณะของภาพ 4124 การสรางพลังแหงจินตนาการ (การสรางภาพในใจ) 4325 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 1 4426 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 2 4527 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 3 4628 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 4 48 3
    • 29 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 5 5030 การตื่นขึ้นครั้งใหญของผม...T x E = R 5231 อารมณเสีย...เปลี่ยนมันซะ 5532 ทําจิตใจใหผองแผว 57ภาค 2 ระบบใหญในตัวเรา1 เมื่อเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนตาม 612 สองแสนครั้งกับการถูกปฏิเสธและหามปราม 643 กรอบความคิด...ปอมปราการที่ตองฝาทะลุออกไป 664 คําถามคืออะไรกันแน? 695 ธรรมชาติของคําถาม และอานุภาพของมัน 706 ความเชื่อและกฏแหงความเชื่อ 737 แหลงที่มาของความเชื่อ 748 พวกเรามีความเชื่อแบบไหนกับตัวเราเอง 799 ความเชื่อที่ทรงพลัง 7 ประการ 8210 การทําลายความเชื่อ 9011 สรางความเชื่อใหมเขาไปแทนที่ 9312 เมื่อเราเปลี่ยนความเชื่อ เราไดเปลี่ยนการคาดหวังไปดวย 9413 พลังแหงทัศนคติ 9514 พลังแหงความรูสึก 9715 ความพึงพอใจ กับความเจ็บปวด 9916 ตายแทนลูก 10017 ลดความอวนไมได 10118 ผัดวันประกันพรุง 10219 กินแมลงสาบ 10320 กาตมน้ําแหงความเจ็บปวด 10421 การลงเอยที่ยิ่งใหญไมใชความรู แตคือการกระทํา 10622 ไรการปฏิบัติ ปฏหาที่แทจริงของคนในโลก 10823 เขาแทรกแซงระบบใหญ 110 4
    • ภาค 3 วิธีดึงดูดสิ่งที่คุณตองการ1 อํานาจที่กระตุนใหมนุษยลงมือทํา 1142 การผสมผสานของแรงขับทั้งเจ็ด 1233 วิธีดึงดูดสิ่งที่พวกเราตองการ 1254 การตั้งปณิธานกับสิ่งที่ตองการ 1315 เขียนบทใหม ใหตรงกับที่เราอยากใหมันเปน 1336 เปลี่ยนจากคิดมาเปนรูสึก 1377 จัดเตรียมสิ่งที่จะขอบคุณไวเสมอ 1398 วิธีสรางความรูสึกดีแบบอื่น ๆ 1409 พวกเราทําอยางไรแลวดีขึ้น 14110 ขั้นที่ 4 ปลอยใหมันเกิดขึ้น 142ภาค 4 อนาคตอยูในกํามือของเรา1 ภูเขาแหงความมั่งคั่งทั้งหก 1452 ชวงสมองอีกสองเรื่อง 1473 สิ่งที่ฉันตองการ? 1484 ตั้งเปาหมาย 1505 สูตรความสําเร็จ 1536 สิ่งที่หยุดเราไวคือความกลัว 1547 เรากลัวอะไรกันบาง? 1558 หมดสิทธิ์หยุดการพัฒนาตนเอง 1589 สถิติไมโกหก 16010 เปนเจาแหงการใชกลยุทธ 16111 พวกเราตองการมันไหม? 162 5
    • บทที่ 1คุณตองไดในสิ่งที่คุณตองการคุ ณ ผู อ า นที่ รั ก ตลอดเวลาหลายป ที่ ผ า นมา ผมมุ ง เน น ศึ ก ษาว า อะไรคื อ หั ว ใจแห ง ความสุ ข และความสําเร็จ และดวยจิตใจเชนนั้น ในที่สุดผมก็ไดคนพบสิ่งที่ผมตองการ ครั้งแรกเมื่อผมไดรับคําตอบนั้น ผมตกตะลึงกับความเรียบงายของมัน และตกใจวามันชางอยูใกลชิดกับพวกเราขนาดไหน ผมรูสึกตื่นเตนจนตองรีบเขียนหนังสือเลมนี้อยางเรงดวน ผมเชื่อมั่นวาจะเปนประโยชนตอพวกเราคนไทยอยางแทจริงและสักวันหนึ่ง บางทีคนตางชาติอาจไดอานมันก็เปนไปได ผมหวังวามันจะเกิดขึ้นในอีกไมกี่ปขางหนา หนทางหนึ่งที่แนนอนที่คุณจะมีความสุขและรูสึกวาประสบความสําเร็จก็คือ คุณตองไดในสิ่งที่คุณตองการ ขอย้ําอีกครั้งวา คุณจะรูสึกมีความสุขไดจริง ๆ ก็ตอเมื่อคุณไดสิ่งที่คุณตองการ ในขณะนี้ผมขอใหคุณเผิดใจกวางกับคําวา “สิ่งที่คุณตองการ” วามันอาจเปนอะไรก็ไดทั้งสิ้น ไมวาจะเปนวัตถุสิ่งของหรือนามธรรมที่จับตองไมไดก็ตาม ตราบใดที่คุณยังไมไดพวกมันแตคุณรูสึกอยูวาตองการ ผมแนใจวาคุณไมอาจกลาวไดวาคุณสมหวัง หรือกลาวอีกอยางวาคุณสุขใจเต็มที่ไมไดนั่นเอง ที่พูดอยางนี้ถือวานอยไป เพราะที่จริงนั้นคุณอาจจะถึงขั้นเซ็ง เบื่อ ทอแท หรือ ทุกขทรมานดวยซ้ําไปตราบใดที่คุณยังไมไดในสิ่งที่คุณตองการหรือไดในสิ่งที่คุณไมตองการ โชครายก็คือ บางครั้งคุณก็รูไมชัดเจนวาคุณตองการอะไร! สิ่งนี้ไมเพียงเกิดขึ้นกับคุณแตกําลังเกิดขึ้นกับคนคอนโลก จึงไมตองสงสัยเลยวาพวกเราจะสับสนกันขนาดไหนในเมื่อเราก็ไมรูชัดเจนวาเราตองการอะไร และเพื่อที่จะแกไขสิ่งนี้ ผมขอใหคุณฝกถามตนเองดวยคําถามนี้บอย ๆ ”ฉันตองการอะไร ?” หรือ “จริง ๆ แลวฉันตองการอะไร?” ผมขอแนะนําใหคุณฝกถามตนเองดวยคําถามนี้ไปตลอดหนึ่งเดือนเต็มจนเปนนิสัย ไมวาคําตอบที่ไดจะเปนอะไรก็ใหจดไวเรื่อย ๆ อยาใหลืมเปนอันขาด เมื่อไดคําตอบเพิ่มเติมอีก ก็จดลงไปอีกหากคุ ณ ลงมื อ ฝ ก ฝนตนเองเช น นี้ ผมรั บ ประกั น ว า คุ ณ จะเปลี่ ย นแปลงตนเองไปอย า งมหาศาลเพราะวาคุณไดกํากุญแจดอกเอกที่คนคอนโลกทําหลนหายไวในมือของคุณ จําไวเสมอวามันเปนหนทางเดียวที่เพิ่มโอกาสใหคุณสมหวังเพราะวาคุณจําเปนตองไดรับในสิ่งที่คุณตองการ หาไมแลวคุณก็จะไมมีทางพบกับความสุขและความสําเร็จที่คุณตองการได 6
    • บทที่ 2แตวาฉันไมมีปญญาไดมันมาแนหลาย ๆ คนสับสนระหวาง “สิ่งที่ฉันตองการ” กับ “แตวาฉันไมมีปญญาไดมันมาแน” คุณผูอานครับเมื่อคุณถามตนเองวา “ฉันตองการอะไร?” นั้น คุณถามเพียงแคมันคืออะไรบางที่คุณตองการ คุณไมไดถามวา “ฉันมีปญญาไดมันมาหรือไม?” สิ่งนี้เตือนใจคุณวา... ตอใหคุณไมมีปญญาไดมันมาก็ตามเถอะ แตไมไดแปลวาคุณไมอยากไดมัน ผูคนมากมายในโลกนี้ติดกับดักอยางนี้กันมาก พวกเขาคิดไปวา... ถาเพียงเพราะวาฉันยังไมรูวิธีวาจะไดมันไดอยางไร ฉันก็ไมควรจะไปเพอเจอ บางทีพวกเขาถึงกับแปลผิดโดยเขาใจไปวา “ฉันไมตองการมันหรอก” แมแตขอทานที่รูสึกแนใจวาจะไมมีวันไดเงินลานก็ตาม แตมันไมไดแปลวาเขาไมอยากไดเงินลาน นี่จึงเปนคนละเรื่องกัน ที่คนทั่วไปจับเอาสองประเด็นนี้มัดเขาดวยกันโดยคิดวามันเปนเรื่องเดียวกัน ยิ่งไปกวานั้น สิ่งที่เราคิดวาไมมีปญญาจะไดมันมาในตอนนี้อาจเปนเรื่องชั่วคราว สักวันหนึ่งเราอาจมีปญญาก็ได ฉะนั้นไมพนที่เราตองกลับมาถามตนเองอีกครั้งวา “ฉันตองการมันไหม?” อยูดี คุณผูอานที่รัก ในตอนนี้ผมอยากขอรองใหคุณคิดเฉพาะสิ่งที่คุณตองการโดยไมตองสนใจวาคุณจะมีปญญาหามันมาไดหรือไม ขอใหคุณเก็บความของใจวาคุณจะไดมันมาไดอยางไรไวกอน และมุงเนนถามตนเองอยูเสมอ ๆ วา “ฉันตองการอะไร?” มันเปนคําถามอันดับแรกที่จะไขเขาไปสูชีวิตที่เปยมสุขและประสบความสําเร็จที่จริงแลว เราควรจะเรียกคําถามนี้วาเปน “กุญแจแหงชีวิต” ดวยซ้ําไปสวนคําถามที่วา “ฉันจะไดมันมาไดอยางไร?” นั้น สิ่งนี้เปนคําถามที่สอง คุณตองจําใหขึ้นใจวา... คุณจะตองถามคําถามที่หนึ่งกอนเสมอ กอนที่คุณจะถามคําถามที่สองและแนนอนวาคุณจะไดคําตอบแนเมื่อคุณอานหนังสือเลมนี้จบลง แลวคุณจะพบเองวามันเรียบงายกวาที่คุณคิดไวเยอะ 7
    • บทที่ 3 ขุมพลังทั้งสามภายในตัวเราเมื่อพูดถึงขุมพลังทั้งสามภายในตัวเรา มันจําเปนที่พวกเราจะตองรูวา พวกมันไดแก 1. พลังกาย หรือเรี่ยวแรงของเรา สิ่งนี้ยอมตองหมายถึงพลังที่ผลิตขึ้นจากรางกายของเราอยางแนนอน และเพราะวาเราตองกิน ขาวดื่มน้ําทุกวัน เราจึงมีพลังกายในระดับหนึ่งอยูเสมอ รางกายของเรานั้นเปรียบไดกับรถสัก คันหนึ่ง ยิ่งมันมีพลังมาก ทนทาน และสมรรถนะที่ดีมากเทาไหร มันก็ยิ่งรับใชเราไดยืนยาว และคงทนเทานั้น นี่ก็คือคนที่อายุยืนและแข็งแรงหรือสุขภาพดีนั่นเอง 2. พลังสมอง หรือพลังแหงความคิด สมองของเราถูกฝกฝนมาโดยตลอดตั้งแตเรายังเปนเด็กแบเบาะ ครั้นโตขึ้นหนอย เราก็ถูก สงไปเรียนหนังสือนานแสนนาน วันแลววันเลา ที่สมองถูกฝกใหคิด จดจํา หาเหตุผล ไตรตรอง ประเมินผล และออกคําสั่งกับระบบประสาทตาง ๆ มากมาย ดังนั้น หากใครก็ตามที่ไมได พิการทางสมอง ผมกลาวไดวาพวกเขาหรือเราลวนแตมีพลังสมองหรือพลังแหงการคิดกันทุก คน มันเปนพลังที่สําคัญอยางยิ่งยวด เปนเครื่องมือที่ยิ่งใหญเหลือเกิด แตถึงกระนั้นก็ตาม สมองก็ยังไมใชชีวิตของเรา กลาวอีกอยางก็คือ เราไมใชความคิดของเรา แตเราสรางหรือผลิต ความคิดไดโดยใชสมองสรางมันขึ้นมา สมองจึงเปนแคอวัยวะหนุงของเราที่สําคัญมาก ๆ แต มันไมอาจยิ่งใหญไปกวา... 3. พลังแหงสภาวะจิต หรือพลังแหงอารมณ หรือพลังแหงความรูสึก เพราะวาเราไมใชเครื่องจักรกล เราไมไดเปนแควัตถุธรรมดา ๆ แตเราเปนสิ่งมีชีวิตที่มีจิต วิญญาณ ดังนั้นแมวารางกายของเราไมอาจะแยกออกจากจิตวิญญาณไดโดยเด็ดขาด แตเรา ก็รูสักวาจิตวิญญาณเปนสิ่งที่แสดงถึงตัวชีวิตมากกวารางกายดั่งที่เรามักถูกสอนวา “ใจเปน นาย กายเปนบาว” และสิ่งที่คุณอาจไมเคยพิจารณาใหถองแทก็คือ พลังแหงสภาวะจิต (หรือ พลังแหงอารมณ) เปนพลังที่มีอานุภาพเหนือพลังทั้งปวง ถาใหเปรียบเทียบระหวาง “พลัง สมอง (พลังแหงความคิด) กับ “พลังแหงสภาวะจิต (หรือพลังแหงอารมณ)” ละก็ ... ผมบอกได เลยวา พลังแหงสภาวะจิต (หรือพลังแหงอารมณ) จะมีพลังเหนือกวาพลังสมองมากมายนัก 8
    • อาจพูดอีกอยางไดวา เมื่อคุณอยูในสภาวะจิตที่มีพลังที่สุด คุณจะใชเครื่องมือที่เรียกวา “พลังสมอง” ไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น แตถาคุณอยูในสภาพวะจิตที่ออนแอที่สุดแลว ไมวาคุณจะมีสมองที่ดีเลิศปานใดฏตาม คุณจะพบวามันไรประโยชนสิ้นดี แลวผมจะคอย ๆ แสดงใหคุณเห็นวาพลังแหงสภาวะจิตที่เลอเลิศนั้น เปนพลังที่ยิ่งใหญที่สุดใหคุณทราบตอไป 9
    • บทที่ 4บันดาลโทสะในบรรดานิทานสอนใจนั้น นิทานเรื่อง “กลองขาวนอยฆาแม” ถือวาเปนตัวอยางชั้นเยี่ยมที่เราจะตองเขาใจมัน ผมขอสรุปวา เด็กคนนั้นไมไดบาและไมมีความจําเปนใด ๆ ที่จะตองไปพบหมอเพื่อผาตัดสมอง เด็กคนนั้นแค “บันดาลโทสะและพลั้งมือฆาแม” เทานั้นเอง เห็นชัดไดวาจะไปหาพลังแหงการทําลายลางใดที่ยิ่งใหญกวาพลังแหงอารมณโกรธ (สภาวะจิตโกรธ) เปนไมมี ครั้นเมื่อเด็กคนนั้นหายโกรธแลว เขาจะทําอะไรไดนอกจากเสียใจตอการกระทําสิ่งที่เลวรายที่สุดลงไป คนโบราณจึงสอนวา“จะทําอะไรก็ขอใหอยาใชอารมณ” ในที่นี้ละไวในฐานที่เขาใจวา... อยาใชอารมณโกรธ โลภ และหลง ถึงกระนั้นก็ดี มันนาเสียดายที่คําสอนนี้สอนไวเพียงครึ่งเดียว โดยไดละความจริงที่ยิ่งใหญพอๆ กันของอารมณในเชิงบวกไวจนหมดสิ้น คําสอนที่หายไปก็คือ “จะทําอะไรก็ใหใชอารมณเชิงบวกไวมาก ๆ” อารมณประเภทนี้ไดแก ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดี ความเบิกบาน ความปติยินดีความราเริง ความสนุกสนาน ความกระปรี้กระเปรา ความมีชีวิตชีวา ความสงบสุข ความหรรษา ความเกษมแหงจิต ความกลาหาญ ความมีวินัย ความเพียร ความมุงมั่น และความปรารถนาอยางแรงกลาฯลฯ เราได เ รี ย นรู อ ะไรบ า งจากหั ว ข อ นี้ หนึ่ ง น า สลดใจกั บสิ่ ง ที่ เ ด็ ก คนนั้ น ได ทํ า ลงไป และเราจําเปนตองเรียนรูที่จะเปนนายเหนืออารมณเชิงลบใหได และสอง เราตองเรียนรูที่จะสรางและเลือกใชอารมณในเชิงบวกใหเหมาะสมกับแตละเหตุการณที่เราเผชิญอยู อีกไมนานนัก เราจะไดเรียนรูวา...เราสรางอารมณขึ้นมาไดอยางไร? 10
    • บทที่ 5ระหวางเหตุผล กับอารมณผมถามชายคนหนึ่งที่ติดบุหรี่วา “คุณรูไหมวาการสูบบุหรี่ไมดีตอสุขภาพ” “คุณรูไหมวามันสิ้นเปลืองเงินทองที่ตองไปซื้อมา” “คุณรูไหมวาควันบุหรี่รบกวนและอาจเปนอันตรายตอสุขภาพของคนที่อยูใกลตัวคุณ” “คุณรูไหมวาคุณมีความเสี่ยงที่อาจจะเปนมะเร็งปอด” “คุณรูไหมวาคุณอาจเปนโรคอื่น ๆ ไดงายขึ้น หรือคุณอาจอายุสั้นลงก็เปนได” คุณผูอานที่รัก เขาตอบวา “รู” กับคําถามทุกขอที่ผมถามครั้นเมื่อผมถามคําถามสุดทายวา“แลวคุณตัดสินใจวาจะทําอยางไรตอไป?” เขาบอกวา “สูบตอไป” จะว า ไปแล ว ผมไม แ ปลกใจกั บ คํ า ตอบนั้ น นัก เพราะว า ... เขาสู บ แล ว อารมณ ดี กุ ญ แจที่สามารถไขเขาไ เขาใจเรื่องนี้ไดก็คืออารมณ เหตุดผลจะไมมีวันชนะตราบใดที่ชายคนนี้สูบบุหรี่แลวอารมณดี หรือสูบบุหรี่แลวเขารูสึกดีเชนลดความเครียดได สวนคนที่ไมสูบบุหรี่ก็เชนกัน ที่เขาไมสูบก็เพราะวามันทําใหเขารูสึกไมดี เพื่อความกระจาง ผมอยากใหพิจารณาเรื่องการกินผักดูบาง เมื่อคุณแมคนหนึ่งบอกเหตุผลสาระพัดวาผักดีตอลูกของเธออยางไรแตเด็กนอยคนนั้นยังทําหนาเบและไมยอมกินผักอยูดี เพราะอะไรละ? มันไมใชเรื่องของเหตุผลวาเด็กฟงคุณแมไมรูเรื่อง แตมันเปนเรื่องของความรูสึกที่เด็กไมอยากกินตางหาก ลองคิดถึงอาหารชนิดใดก็ตามที่คุณไมกินดูสิ ประเด็นมักไมไดอยูที่มันมีคุณคาทางโภชนาการหรือไม แตเปนเพราะวาคุณไมชอบตางหาก มันจึงเกี่ยวกับสภาวะจิต เกี่ยวกับอารมณความรูสึกนั่นเอง ไมไดเกี่ยวกับเหตุผลแมแตนิดเดียว สมมติวามีชายคนหนึ่งทั้งหลอ รวย โสด จริงใจ และนิสัยดี หากอาศัยเหตุผลเพียงอยางเดียวแลวสาวที่ไหนจะปฏิเสธละ แตมันก็เปนความจริงอยางนั้นหรือ ผมเกรงวาจะมีสุภาพสตรีนับไมถวนที่ปฏิเสธชายคนนี้ดวยเหตุผลงาย ๆ วา “แตฉันไมไดรักไมไดรูสึกชอบผูชายคนนี้นี่” มันเปนเรื่องของอารมณความรูสึก ไมใชเหตุผล ผมถึงบอกวา พลังแหงอารมณอยูเหนือพลังสมองที่ชอบใชเหตุผลมากมายนัก ดังนั้น หนทางเดียวที่ดีที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงจึงไมใชการใหเหตุผล แตตองเขาไปเปลี่ยนที่ความรูสึกใหไดเสียกอน แลวคนเราจะเปลี่ยนการกระทําไปตามความรูสึกที่เปลี่ยนไปเองอยางเปนธรรมชาติ 11
    • บทที่ 6ขุมพลังทั้งสาม กับสิ่งที่เราตองการหลาย ๆ ครั้งที่เราไมไดสิ่งที่เราตองการ เราอาจสับสนวาทําไมละ เพื่อใหเขาใจมัน เราจําเปนตองรูวาขุมพลังทั้งสามของเราทัดเทียมกับสิ่งที่เราตองการหรือไม เชน ถาคุณตองการที่จะวิ่งใหได 2 กิโลเมตรภายใน 5 นาทีสิ่งแรกที่คุณจะตองถามก็คือ ฉันมีพลังกายที่ทัดเทียมกับการทําสิ่งนี้หรือไม? เห็นไดชัดวาคุณจําเปนที่จะตองพัฒนาสมรรรถนะทางดานรางกายใหดีเลิศ เพราะตราบใดที่คุณยังแข็งแรงไมพอที่จะทําสิ่งนี้ละก็ ก็ไมตองสงสัยเลยวาคุณคงจะไมสมหวังเปนแน เอาละ บางทีคุณอาจมีขุมพลังทางรางกายที่ดีพอ แตวาคุณไดพัฒนาทักษะการวิ่งที่ถูกตองหรือยัง คุณไดเรียนรูจากผูเชี่ยวชาญในดานนี้หรือยัง เทคนิคของคุณฉลาดหรือไม สิ่งเหลานี้ยิ่มตองใชพลังสมองในการเรียนรูทฤษฏีที่ถูกตองพรอมกับการฝกฝนจนบรรลุถึงขีดความสามารถที่คุณตองการเพื่อพิชิตสิ่งที่คุณตองการ และทายที่สุด คุณมีกํา ลังใจที่ มากพอหรือไม สภาวะจิตหรืออารมณของคุณแข็งแกรงพอหรือไม ผมเคยพบคนใจเสาะที่หยุดกลางคัน ทั้ง ๆ ที่รางกายก็แข็งแรงและสมองก็เฉลียวฉลาด แตอาจยอมแพเอางาย ๆ เพราะขุมพลังตัวที่สามไมแกรงพอ ฉะนั้น คุณจําเปนตองพัฒนาสภาวะจิตใหเข็มแข็งใหมาก ๆ เมื่อขุมพลังทั้งสามของคุณซึ่งไดแก กําลักาย กําลังสมอง และกําลังใจ ไดพัฒนาจนทัดเทียมกับสิ่งที่คุณตองการแลว มันยอมงายที่คุณจะสมหวังในสิ่งที่คุณตองการ คุณก็แคลงมือทําสิ่งนั้นก็แคนั้นเอง คุณผูอานที่รัก คําถามที่วา “ฉันตองการอะไร?” เปนคําถามที่ยิ่งใหญ และหลังจากนั้นใหถามตอไปวา “ฉันตองพัฒนาขุมพลังตัวไหนเพิ่มเติม แลวศักยภาพของฉันจะทัดเทียมกับสิ่งที่ฉันตองการ”ผมแนใจวาคุณจะคิดอะไรดี ๆ ออกมาไดอีกมากมาย ยิ่งไปกวานั้น คุณจะหายสงสัยวา...ทําไมนะ...ฉันถึงไมไดสิ่งที่ฉันตองการ 12
    • บทที่ 7ผูเชี่ยวชาญดานความหดหูและความเครียดเพราะวาเราไมไดสิ่งที่เราตองการพวกเราจึงเซ็ง เบื่อ หงุดหงิด คับของใจ วิตกกังวล สิ้นหวัง กลุมใจ หดหูและไรความสุข สิ่งนี้แมดูเหมือนวามีเหตุผลในตัวมันเองที่เราจะมีอาการเหลานั้นเมื่อเราไมไดสิ่งที่เราตองการ แตเนื่องจากวาเราตกอยูในอาการเหลานั้นบอยครั้งเกินไป ในที่สุดมันกลายเปนนิสัยและรูปแบบของการดําเนินชีวิตไปเลย เมื่อเนิ่นนานไป เราเขาใจไปวา “การที่เราไรสุขเปนเรื่องปกติ และนั่นแหละคือชีวิต” แตผมขอปฏิเสธอยางรุนแรงวาชิวิตไมใชแบบนั้นแน นาเศราใจที่พวกเราไดกลายเปน“ผูเชี่ยวชาญดานความหดหูและความเครียด” พวกเราสามารถเขาถึงสภาวะไรสุขไดอยางงายดายในชั่วพริบตา บางทีสิ่งที่เราเชื่ออาจมีปญหาในตัวมันเอง เชนพวกเราเชื่อวา...มันยุติธรรมดีไมใชหรือที่เราควรหมดความสุขเมื่อเราไมไดสิ่งที่เราตองการ ผมไมรูวาถูกปลูกฝงความเชื่อนี้เขาไปในจิตใจของเราตั้งแตเมื่อไหร แตสิ่งที่เกิดขึ้นลวนชี้ไปในลักษณะที่ผมอธิบาย เราพูดวา “ก็มันไมแฟร เลยนี่ที่ฉันตองเจอกับเรื่องแบบนี้” แลวเราก็อยูในอารมณที่เนามาก ทุกวันนี้ ไมวาเราจะเผชิญกับเรื่องอะไรก็ตามลวนนําเราไปสูสภาพวะ “ไมสบอารมณ” ไดอยางงายดาย เรากลายเปนคนที่ใชอยูเพียงกลยุทธเดียวนั่นคื “เซ็งไดงายในแทบทุกกรณี” แตขาวรายก็คือ...นอกจากโงเขลาแลว...มันยังเปนกลยุทธที่ไมมีวันไดผลอีกดวย 13
    • บทที่ 8กลยุทธที่ไมมีวันไดผลคนเยอะมากทั่ ว โลกกํ า ลั ง หดหู เซ็ ง และดํา เนิ น ชี วิ ต ประจํ า วั น แบบคนไร สุข ทวา นั่ น คื อ กลยุ ท ธ ที่ผิดพลาดมากที่สุดเทาที่จะมากได มันเปนกลยุทธที่แยที่สุดที่เรามักเลือกเสียดาย และที่สําคัญก็คือ มันเปนกลยุทธที่ใชแลวไมไดผล หากวาอาการเซ็ง เบื่อ บน คร่ําครวญ ตําหนิ และหดหู สามารถทําใหเราไดมาซึ่งสิ่งที่เราตองการ คุณผูอานที่รัก ผานนี้ คนหกพันลานคนทั่วโลกคงสมความปรารถนากันไปหมดแลว แตเราไมมีทางไดอะไรมาดวยการกระทําเชนนั้นแน เรามามารถที่จะนั่งลงพื้น กระทืบเทารองไหแบบเด็กสองสามขวบ แลวโลกนี้ก็จะหันมาสนใจเราพรอมกับหยิบยื่นสิ่งที่เราตองการมาให ไมเลย มันไมเปนเชนนั้นเลย ยิ่งไปกวานั้น ในฐานะที่เราเปนผูใหญกันแลว ควรหรือที่เราจะนั่งลง กระทืบเทา แลวก็รองไห โดยหวังวาเราจะไดในสิ่งที่เราตองการ และสมมติวาบังเอิญเราไดในสิ่งที่เราตองการดวยวิธีนั้น งั้น ชาตินี้เรามิตองนั่งลง กระทืบเทา และรองไหไปชั่วชีวิตนับพันนับหมื่นครั้งเพื่อรองขอในสิ่งที่เราตองการอยางนั้นหรือ! ในโลกแหงความเปนจริงเราทําเชนนั้นไมไดแน แตแลวมันตางกันสักแคไหนที่เรามักจะเซ็ง เบื่อ บน ตําหนิ คร่ําครวญ กลุมใจ และหดหู ในยามที่เราไมไดในสิ่งที่เราตองการรูปแบบของอาการเหลานี้ สภาวะจิตที่ไรพลังเหลานี้ อารมณความรูสึกที่แย ๆ เหลานี้ ผมขอถามหนอยวามันดีกวาเด็กเล็กที่รองไหนอนดิ้นอยูกับพื้น และกระทืบเทาเพื่อรองขอในสิ่งที่เขาตองการตรงไหน เราทําไดดีกวาเด็กเล็กแคไหนกัน จะวาไปแลวผมวาเราแยกวาเด็กเล็กดวยซ้ําไป เพราะวาเราอยูในสภาวะเซ็ง กันทั้งปทั้งชาติ เราไรสุขไดทุกเมื่อเชื่อวัน ราวกับวาวิธีการเชนนี้จะนําเราไปสูสิ่งที่เราตองการไดสําเร็จ แตคุณก็รูวามันไมจริงเลย มันไมไดผล มันเปนโทษมาก แตเราก็ยังคงหลับหูหลับตาใชกลยุทธที่ไมเคยไดผลกันตอไป ราวกับวาความหดหูชางเปนเปาหมายที่ใหญโตเหลือเกินในการเกิดมาเปนมนุษย จนพวกเราพิชิตเปาหมายแหงความหดหูไดสําเร็จอยางสมบูรณแบบ...กลาวคือ...พวกเราเซ็งมันไดทุกวันและในทุกโอกาสพวกเราเซ็งแบบไมมีวันหยุด เว็งจนกวาเราจะตายไปจากโลกนี้ แตนี่นะหรือชีวิต ชางนาเสียดายอะไรเชนนั้น! หนทางแกไขหนทางเดียวคือการเขาไปรูจักความนากลัว ที่แทจริงของความหดหูวามันไมจบแคตัวมันเอง แตมันจะดึงดูดชักนําพาเรื่องเลวรายสารพัดเขามาสูชีวิตของเราไดอยางไร นี่คือหนทางเดียวที่จะจะโบกมือลา “ความหดหู” ไดสําเร็จ แตกอนที่จะพูดถึงเรื่องนั้นตอไป เราตองไปรูจักกับเรื่องของ “สสารและพลังงาน” กอน 14
    • บทที่ 9สสารและพลังงานในจักรวาลอันไพศาลนี้ คุณคิดวามันมีอะไร ก็ดวงดาวกับที่วางไง นั่นอาจเปนคําตอบหนึ่งที่ถูกตอง อีกคําตอบหนึ่งที่ยิ่งถูกตองใหญก็คือ สสารกับพลังงาน แมแตตัวเราที่เปนมนุษยก็อาจอธิบายไดวา อันตัวเรานั้นไมไดเปนอะไรมากไปกวา “สสารและพลังงาน” โดยปกติแลวพวกเราเขาใจวัตถุในฐานะที่มันเปนสสารกันดีอยูแลว เพราะวาวัตถุมีรูปราง ขนาด มองเห็นได จับตองได สัมผัสได ฯลฯ เราจึงเขาใจมันไดงายชัดเจน อยางไรก็ตามเมื่อพูดถึงคําวา “พลังงาน” มันเขาใจยากกวามากเพราะวามันมองไมเห็นดวยตา ไมมีรูปราง บอกขนาดไมได ยิ่งไปกวานั้น พลังงานยังมีหลายแบบอีกดวย เพื่อใหงายพอที่จะเขาใจได เราจึงตองหันไปสนใจในคุณสมบัติของพลังงานจะดีกวา เชน ผมไมเขาใจหรอกวา“พลังงานความรอน” คืออะไร แตผมรูวามันมีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงวัตถุได เชน ถาผมใหพลังงานความรอนที่มากพอกับกระดาษในที่สุดกระดาษก็จะไมสามารถดํารงความเปนกระดาษได เพราะวามันจะถูกเปาไหม เชนเดียวกับน้ําที่ไดรับพลังงานความรอนที่มากพอ ในที่สุดน้ําก็จะเปลี่ยนแปลงกลายไปเปน “ไอ” เห็นไดชัดวาผมรูจักพลังงานความารอนในลักษณะคุณสมบัติของมัน แตผมบอกคุณไมไดวาพลังงานความรอนมีหนาตาอยางไร เพราะวาผมมองเห็นมันดวยตาไมได ในทํานองเดียวกัน ผมบอกไมไดวาพลังานเสียงมีรูปรางหนาตาอยางไร แตมันก็มีคุณสมบัติเฉพาะตัวของมัน โชคดีมากที่หูของเราสามารถรับเคลื่นเสียงจนทําใหเราไดยินเสียงสารพัดที่แตกตางกันได เราจึงรูวามันมีพลังงานนี้ แมวาพลั ง งานเสี ย งไม มี คุ ณ สมบั ติ ใ นการเปากระดาษก็ ต าม แต มั น ก็ ส ามารถเปลี่ ย นแปลงวั ต ถุ ไ ดเชนเดียวกัน เชน เสียงที่สูงมาก ๆ สามารถที่จะทําใหกระจกแตกได และเมื่อพูดถึงพลังงานไฟฟาทีไรโอ..งใหตายเถอะโรบิ้น ผมยิ่งไมเขาใจมันเลย เพราะวาคุณสมบัติของมันดูจะมากลนแผไพศาลราวกับไมมีที่สิ้นสุด หากขาดมัน เราคงไดสัมผัสโลกยามค่ําคืนดวยไฟจากตะเกียงดั่งเชนอดีตที่ผานมาเปนแนแตเมื่อมีมัน โลกของเราก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ดังนั้นพลังงานไฟฟาจึงเปฯการคนพบที่ยิ่งใหญมาก จะวาไปแลวสิ่งหนึ่งที่ผมยังไมเขาใจก็คือทําไมมนุษยตองตายดวยเมื่อผานกระแสไฟฟาที่มากพอเขาไปในตัวเรา แตผมไมเดือดรอนหรอกที่ไมเขาใจ ผมเพียงรูวา... คุณสมบัติของมันสามารถฆาผมได ... การรูเทานี้ก็นับวาเพียงพอแลวที่เราจะตองใชมันดวยความระมัดระวัง และผมยอมสรุปไดวา พลังงานไฟฟาก็เชนกัน เปนพลังงานที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวของมันและสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงวัตถุได (การจับปลาที่ช็อตใหตายดวยไฟฟาคือตัวอยางที่โหดสักหนอยที่มนุษยเปลี่ยนแปลงปลาเปน ๆ ใหตายอยางฉับพลันโดยอาศัยคุณสมบัติประการหนึ่งของพลังงานไฟฟา) ก็แลวมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องความสุขและความสําเร็จละ...ผมถึงตองไปรายยาวถึงเรื่องสสารและพลั ง งาน มั น เกี่ ย วตรงที่ ตั ว เรานั่ น แหละที่ เ ป น สสาร และจิ ต วิ ญ ญาณของเรานั่ น แหละที่ เ ป น 15
    • พลังงาน เพียงแตวาพวกเรายังรูนอยมากวาจิตวิญญาณของเราเปนพลังงานที่มีคุณสมบัติอะไรบางเมื่อผมยัง เป น เด็ ก กว า นี้ ผมกลัว ผี ก็เ พราะวา วิญญาณหรื อที่ เ ด็กอย างผมเรีย ก “ผี ” นั้น สามารถมีคุณสมบัติพิเศษที่ลองลอยไปหลอกหลอนคนและปรากฏตนในรางที่โปรงแสงที่แสนจะนาเกลียดนากลัวได เด็กและผูใหญลวนเหมือนกัน พวกเรากลัวในสิ่งที่อธิบายไมได พอ ๆ กับที่คนโบราณกลัวฟารองฟาผา เรากลัวเพราะไมรูจะจัดการหรือรับมือกับมันอยางไร และเมื่อใดก็ตามที่เรามีสติปญญามากขึ้น จนเราพอจะเขาใจปรากฏการณนั้น ๆ หรือคุณสมบัติของพลังงานตาง ๆ ไดแลวเราก็จะไมกลัว ยิ่งไปกวานั้น เราจะคิดนําคุณสมบัติของพลังงานที่เราเขาใจแลวมาใชใหเปนประโยชนไดอีกดวย สิ่งหนุงที่ยากตอการพิสูจนก็คือ เปนไปไดหรือไมวา คุณสมบัติประการหนึ่งของจิตวิญญาณก็คือ มันสามารถเก็บกักกรรม (ซึ่งอาจเปนทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว) ที่ยังไมสงผลไวไดอยางละเอียดแมนยํา และดวยคุณสมบัติของมัน มันจะนําสิ่งที่เหมาะสมกับกรรมีที่ยังไมไดสงผลใหมาบังเกิดในชาติถัด ๆ ไป สวนกรรม (ดีและชั่ว) ที่สงผลแลวในชาตินี้ ยอมจบลงอยางสมบูรณ ไปแลวดวยตัวมันเอง ในฐานะชาวพุทธคําสอนที่วา “ทําดีไดดี และทําชั่วไดชั่วนั้น” จึงเปนคําสอนที่ปลอดภัยที่สุด เพราะวาสิ่งที่ยังไมสงผลนั้นอาจเก็บกักไวในคุณสมบัติของจิตวิญญาณเพื่อรอที่จะสงผลตอไปในกาลเวลาขางหนาอันเหมาสมก็ไดสิ่งที่ผมไดกลาวนี้เปนความลี้ลับที่นักวิทยาศาสตรยังพิสูจนไมได แตผมรูสึกวามันปลอดภัยดีถาหากวากรรมที่ยังไมไดสงผลนั้น...ลวนแตเปนกรรมดี เอาละ ผมจะเขาเรื่องเสียทีในบรรรดาสิ่งหนึ่งที่ทําใหเราไมวางไดมากที่สุดก็คือ “ความคิดของเรา” ผูเชี่ยวชาญดานสมองบอกเราวา มนุษยคิดกันอยูเรื่อยราววันละหาหมื่นเรื่องเห็นจะได อืมมมม...อะไรมันจะมากขนาดนั้น! แตผมเห็นดวยเพราะวามันแคแวบเดียวอยูเรื่อย แลวเราก็กระโดดไปคิดอีกเรื่องหนึ่งแลวก็อีกเรื่องหนึ่งไปเรื่อย ๆ เราหยุดคิดไดที่ไหนกันเลา เอาละ... เพื่อใหตลก ใครที่หยุดคิดไดยกมือขึ้น มันไมมีปุมเปดปดความคิดนี่คุณ แลวคุณจะหยุดคิดไดอยางไร คุณอาจคานวา “เฮ... แลวพระที่จิตวางละ ทานตองหยุดคิดไดสิ” ถูกตองแลวครับวาพระที่ฝกเจริญสติจนอยูกับปจจุบันอยางเต็มรอยยอมอยูเหนือความคิดได แตวาผมไมนับครับ ผมนับเฉพาะคนอยางคุณกับผมและคนทั่วไปทั่วโลกตางหาก พวกเราจํานวนนับไมถวนลวนแตหยุดคิดกันไมไดทั้งนั้นแหละเชื่อผมเถอะ และผมก็ไมไดขอรองใหพวกเราหยุดคิดดวย แตสิ่งที่ผมสนใจจริง ๆ ก็คือ... เจาความคิดนั่นแหละ...มันคืออะไรละ?คําตอบก็คือ... มันเปนพลังงานชนิดหนึ่งเชนกัน! คุณคงไมตกใจเทาไหรสินะ... ผมคาดเดา แตผมสิ ผมทั้งตกใจและตื่นเตนเมื่อผมเริ่มเขาใจมันในฐานะที่เปนพลังานชนิดหนึ่ง เมื่อกรอบความคิดของผมที่มีต อ คํ า ว า “ความคิ ด คื อ อะไร?” ได รั บ ความกระจ า งมากขึ้ น ชี วิ ต ของผมก็ เ ปลี่ ย นแปลงไปจนไมเหมือนเดิมอีกเลย เรามาดูกันสิวาความคิดเปนพลังงานในลักษณะใด 16
    • บทที่ 10มนุษยแมเหล็กไฟฟา กับกฏแหงการดึงดูดชักนําพาเมื่อราว 75 ปกอนนักวิทยาศาสตรชาวเอเชียสองทานไดทําการทดลองอันนาทึ่ง เขาทั้งสองไดตอสายไฟผานกําแพงเหล็กเขากับสมองมนุษย เมื่อชายคนที่ถูกทดลองเริ่มคิด สิบหกวินาทีตอมาพวกเขาทั้งสองจับภาพคลื่นแมเหล็กไฟฟาไดแตไมชัดเจน ในตอนนั้นเขาทั้งสองดีใจมากเพราะวามันทําใหพวกเขารูวา...อยางนอยความคิดก็ไมใชสิ่งวางเปลาแตที่จริงมันคือพลังงานรูปหนึ่ง พวกเขาทั้งสองไดปรับปรุงการทดลองไปเล็กนอยโดยไมเฉลียวใจเลยวากําลังจะคนพบปรากฏการณที่ยิ่งใหญซึ่งไดกลายเปนตนแบบใหนักวิทยาศาสตรทดลองซ้ํานับครั้งไมถวนเพื่อยืนยันการคนพบในครั้งนั้น พวกเขาทั้งสองขอใหชายที่เขาทดลองคิดถึงอะไรก็ไดโดยที่เพิ่มความเซ็ง ความเบื่อ ความสลดใจ ความกลัดกลุมใจ ความวิตกกังวล ความหดหูใจ ความรูสึกวาทนแทบไมไหว และอะไรก็ไดที่ร็สึกแยมาก ๆ เขาไปในความคิดที่เขากําลังคิด พวกเขาสามารถที่จะจับภาพพลังงานของคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ที่ต่ํามากได! ขอใหผมขัดจังหวะสักหนอยเถอะครับคุณรูไหมวานี่มันแปลวาอะไร มันแปลวา...ความคิดที่ผสมดวยอารมณเชิงลบหรือสภาวะจิตยอดแยเขาไปก็คือ พลังงานแมเห็กไฟฟาชนิดความถี่ต่ํานั่นเอง ในทางตรงกันขามเมื่อพวกเขาทั้งสองใหชายคนเดิมคิดถึงอะไรก็ไดโดยเติมความรูสึกที่ปติยินดี ตื่นเตนเราใจ ความราเริง ความสุขใจ และอะไรก็ตามที่รูสึกดีลงไปในความคิดที่กําลังคิดอยู พวกเขาทั้ ง สองจั บ ภาพพลั ง งานแม เ หล็ ก ไฟฟ า ที่มี ค วามถี่สู ง มากได และเช น กั น นี่มั น หมายความว าความคิดที่ผสมดวยอารมณเชิงบวกหรือสภาพวะจิตยอดเยี่ยมเขาไปก็คือ พลังงานแมเหล็กไฟฟาชนิดความถี่สูงนั่นเอง และเพราะวาเรานั้นเปนคนที่คิดอยูตลอดเวลาและมีความแปรปรวนทางอารมณสูง เราไดสงพลังงานแมเหล็กไฟฟาความถี่สูงบางต่ําบางออกไปสูอวกาศอยูตลอดเวลาโดยไมรูตัวเลย เรานี่แหละคือตัวผลิตพลังงานแมเหล็กไฟฟาชั้นเยี่ยมที่สงพลังงานรูปแบบนี้ออกไปอยูตลอดเวลาไมวาเราจะรูตัวหรือไมก็ตามในแงนี้เราไดกลายเปนมนุษยแมเหล็กไฟฟาไปโดยปริยาย เพราะวาเราคือตนกําเนิดในการผลิตพลังงานแมเหล็กไฟฟาที่ถูกผลิตขึ้นจากความคิดที่ผสมอารมณและความรูสึกของเรา แลวสงออกไปสูหวงอวกาศตลอดเวลา ทวา พลังงานแมเหล็กไฟฟานั้น มีคุณสมบัติที่นาสนใจมากอีกประการหนึ่ง กลาวคือ คลื่นแม เ หล็ ก ไฟฟ า ความถี่ เ ดี ย วกั น จะดึ ง ดู ด กั น รวมตั ว กั น และเสริ ม แรงกั น นี่ ห มายความว า คลื่ นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่สูง ๆ จะดึงดูดคลื่นความถี่สูงอื่น ๆ เขาหากัน มันแปลความหมายไดอีกอยางหนึ่งวา คนที่กําลังสงคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูง ๆ ซึ่งแนนอนวามันผลิตขึ้นมาไดก็เพราะวาเขากําลังคิดถึงอะไรบางอยางที่ผสมดวยความรูสึกที่ดี ยอมดึงดูดคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูงของคนอื่น ๆ ที่กําลังสงออกไปในอวกาศเชนเดียวกันขอใหผมสรุปใหงายขึ้นโดยไมตองกลาวถึงคลื่นแมเหล็กไฟฟาวา 17
    • ...เมื่อเราอารมณดี ราเริง ยิ้มแยมแจมใส ปติยินดี ตื่นเตนเราใจ และสุขใจอยางเหลือลน เรากําลังดึงดูดชักนําพาใหคนดี ๆ สถานการณดี ๆ ความโชคดี และสิ่งดีสารพัด เขามาหาเราอยางมากมายมหาศาลนั่นเอง ในทางตรงกันขาม เมื่อเราเซ็ง บน ตําหนิ เบื่อหนาย ถอนหายใจมาก ๆ กลัดกลุมใจสลดใจ สมเพชตนเอง หดหูใจ และอะไรก็ตามที่รูสึกแยมาก ๆ เรากําลังดึงดูดชักนําพาใหคนเลว ๆสถานการณเลว ๆ โชคราย และสิ่งเลวรายสารพัดเขามาหาเราอยางมากมายมหาศาลเชนกัน จะวาไปแลว คนโบราณเกงกวาที่ผมคิดไวมาก พวกเขาไดคนพบ “กฏแหงการดึงดูดชักนําพา”มากวาสองพันปแลว อยางไรก็ตาม ในสมัยนั้น (ซึ่งสมัยนี้ก็ยังใชกันอยู) กฏนี้ไดกลาวไวสั้น ๆ อยางทรงพลังวา “ของที่เหมือนกันดึงดูดกัน” แตในฐานะที่ผมไดศึกษาเรื่องนี้มามาก ผมไดขยายกฏนี้ใหยาวขึ้นและตอไปนี้คือกฏแหงการดึงดูดชักนําพาฉบับใหมลาสุดของผม กฏนี้กลาววา “ของที่เหมือนกันดึงดูดกัน เราไดดึงดูดชักนําพา ผูคน สถานการณ ความประจวบเหมาะ ตลอดจนเงื่อนไขและสภาวะการณตาง ๆ ที่ตรงกับความถี่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟของเราที่สรางขึ้นจากความคิดจิตใจของเราที่สงออกไปในอวกาศทุกขณะอยางหลีกเลี่ยงไมได” คุณผูอานที่รัก ดั่งที่ผมไดกลาวตั้งแตแรกแลววา พวกเราจํานวนมาไดทําตัวเปน “ผูเชี่ยวชาญดานความหดหูและความเครียด” พวกเราลวนแลวแตดําเนินกลยุทธที่ผิดพลาด นอกจากจะไมไดผลและไมไดสิ่งที่เราตองการแลว กลยุทธ เชนนั้นกลับกลายเปนสาเหตุที่แทจริงที่ชักนําแตเรื่องที่เราไมตองการเขามาหาเราเปนขบวนพาเหรด เราตองหยุดมันโดยการฝกฝนตนเองใหเปนผูเชี่ยวชาญดานความราเริงและผองใสกันเสียที สมัยกอน ผมไดยินคนบางคนสบถวา “ถึงผมจะเซ็ง จะเครียด จะหดหูมันก็เรื่องของผม แลวมันหนักหัวใคร!” ขอประทานโทษ ผมทราบดีวามันไมหนักหัวผม แตวาคนเลว ๆและสถานการณเลวรายอีกมากที่คนคนนี้กําลังไปดึงดูดเขามาหาตัวเขานั้น พวกมันไมสนใจหรอกวาหนักหัวใคร เพราะวาพวกมันมาตามคําเชิญ แหงพลังดึงดูดชักนําพาที่สบัตรเชิญไปตามพวกมันดวยคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํา ๆ ชนิดเดียวกัน ใหเขามาสรางปญหาอยางไมมีทางหลีกเลี่ยงได ขอใหผมย้ําอีกครั้งเถอะวา...มันไปหนักหัวคนเลวและสถานการณเลว ๆ ที่เขาไปเชื้อเชิญดึงดูดเขามานั่นเอง 18
    • บทที่ 11ซวยซับซวยซอน เพราะสงจดหมายเชิญผิดใบอันที่จริงผมไมสนุกเลยที่จะรื้อฟนอดีตที่วา ผมโงขนาดไหนที่มักดําเนินชีวิตดวยการตอตานโลก ตําหนิติ เ ตี ย น บ น เบื่ อ หน า ย เซ็ ง ขี้ ก ลั ว วิ ต กกั ง วล สมเพชตนเอง สั บ สน ว า วุ น ใจ หดหู แ ละอาการไรความสุขออีกสารพัดรูปแบบ คุณคงประหลาดวาปมเปนอยางนั้นไดอยางไร แตเชื่อผมเถอะวา พวกเราจํานวนมากเหลือเกินลวนตกอยูในวังวนเชนนั้น แมวาความเปนไปของชีวิตหลาย ๆ แงมุมเปนเรื่องลี้ลับและซับซอนจนยากที่จะเขาใจไดกระจางก็ตาม แตเมื่อหวนคิดถึงเหตุการณของผม ของสังคม ของประเทศ หรือแมกระทั่งของโลก ผมพบวาพวกเราทั้งโลกไดชวยกันเซ็ง วาวุน สับสน วิตกกังวลและหวาดกลัวกันมากขนาดไหน คุณเคยไดยินภาษาแบบนี้บางไหม...โอนี่ไงสังคมแหงความราเริงกันทั้งบาง โอนี่ไง...ประเทศที่ไรความวิตกกังวล โอนี่ไง ดาวนพเคราะหโลกที่มนุษยรักใครกันเหลือเกิด แตความจริงก็คือ เรากําลังดําเนินชีวิตอยูทามกลางคลื่นความคิดของอารมณที่เต็มเปยมไปดวยความกลัวไมใชหรือ! ไม ต อ งสงสั ย เลยว า ผมได ดึ ง ดู ด เรื่ อ งไม ดี เ ข า หาตนเองมากมายเพี ย งใด กั บ ความรูเทาไมถึงการณของผม ผมเคยสูญเสียเงินทองกวาสิบลานบาท ลมเหลวว้ําซาก หวาดกลัว ตกอยูภายใตสภาวะไรความสุขที่เกิดจากความทอแทสิ้นหวัง ผมมักคร่ําครวญ โกรธตนเอง บางครั้งผมตองน้ําตาไหลตามลําพังเงียบ ๆ และแวบหนึ่งแหงความคิดก็คือ...ผมอยากตายใหพนไปจากสิ่งที่ผมเผชิญอยู อีกเนิ่นนานใหหลัง ผมถึงไดคนพบความรูที่วา อาการซวยซ้ําซวยซอนเหลานี้ลวนเกิดขึ้นจากการสงจดหมายเชิญผิดใบของผมเอง ผมไดลงมือทําใหตนเองกลายเปนเหยื่อเสียเองโดยไมรูตัว คุณผูอานที่รักยิ่ง วันแลววันเลาที่ผมตกอยูในสภาพอันหดหูนั้น มันเปรียบไดกับวาผมไดสงจนหมายเชิญผิดใบที่แนบติดไปกับคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํา ๆ ของผม ในจดหมายเชิญใบนั้นมีขอความวา “ฉันคือความโศกเศรา ขอใหโลกนี้สงความทุกขทรมานเขามาหาฉันมาก ๆ ไดเลย” เมื่อคุณไดอานมาไกลถึงเพียงนี้ คุณคงพอเขาใจแลววา กฏแหงการดึงดูดชักนําพา ไดทํางานของมันอยางแข็งขัน และชักนําแตเรื่องเลว ๆ ที่ผมไมตองการเขามาเปนขบวนพาเหรด ขาวดีก็คือ หลายปมานี้ ผมไดใชกลยุทธใหมผมฝกฝนตนเองจนกลายเปนคนที่ราเริงอยูเสมอเพื่อใหสอดคลองกับสิ่งที่ผมไดรูแลววาอะไรเปนอะไร ผมเริ่มสงจดหมายเชิญถูกใบที่กลาววา “ฉันคือความสุข ขอใหโลกนี้สงสิ่งดีงามเขามาหาฉันมาก ๆ ไดเลย” แมบางครั้งผมอาจกลับไปกังวล แตผมก็มักมีอนุสติที่วองไวจนสามารถกลับมาราเริงไดโดยงายและรวดเร็ว และแลวชีวิตใหมของผมก็ดําเนินไปในลักษณะที่ไดรับพร อยางนี้สิถึงจะสมกับการไดเกิดมาเปนคน เพื่อใหคุณเกิดอนุสติเชนกัน คุณจําตอนตน ๆ ของหนังสือเลมนี้ไดไหม ผมขอรองใหคุณถามตนเองเสมอวา “ฉันตองการอะไร?” ผมเชื่อแนวาคุณตองการความสุข แลวมันไมบาหรอกหรือหากเราดํารงชีวิตสวนใหญของเราโดยพากันไปอยูในสภาวะที่แสนเซ็ง ทําไมเราไมเฉลียวใจ 19
    • กันเลยวา...นั่นมันผิดทางแลว มันไมใชสิ่งที่เราตองการสักหนอย แลวทําไมเรามักปลอยปละละเลยมันละ บางทีเปนเพราะเราไมรูฤทธิ์เดชของการสงคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํามาก ๆ นั่นเอง และแนนอนวาเราตองหยุดสงจดหมายเชิญผิดใบ และหันมาสงจดหมายเชิญถูกใบแบบเรงดวน บางที มันอาจชวยเราไดมากขึ้น เมื่อเราไดรับบทเรียนจากกอนหินซะบาง 20
    • บทที่ 12บทเรียนจากกอนหินใหเราจินตนาการวา ทั้งคุณและผมกําลังกํากอนหินกอนหนึ่งไวในมือซาย หนึ่งชั่วโมงผานไปแตเราก็ยังกําอยู เราคงเจ็บมือนาดูเลยในตอนนี้ แตขอใหเรากํามันตอไป จินตนาการวาขณะนี้รกําลังกินขาวอยูเราใชมือขวาจับชอนตักอาหารเขาปาก แตมือซายของเราก็ยังคงกํากอนหินนั้นไว นี่มันลําบากไหมแนนอนวาลําบาก นี่มันทรมานไหม แนนอนวามันทรมาน เอาละใหจินตนาการวาเราแตละคนกําลังอาบน้ําอยู แตเราก็ยังคงกํากอนหินไวในมือซายตอไป กระทั่งเราออกไปพบใครหรือพูดคุยกับใคร...ก็ขอใหเรากํากอนหินนั้นไว นี่มันบาชัด ๆ ในโลกแหงความเปนจริง เราจะกํากอนหินโดยไมวางมันลงไดสักกี่ชั่วโมงกัน! เอาละ... พพอกันที สิ่งที่เราจะทําก็คือ...แควางมันลง ความจริงงาย ๆ ก็คือ...กอนหินจะไมมีวันวางเรา เรานั่นแหละที่ตองวางมันลง ก็แคนั้นเอง และเราจะไดรับอิสรภาพ ก็แลวจิตใจของเราที่กําความทุกข ความเซ็ง ความเบื่อหนาย ความกลัดกลุมใจ ความนอยอกนอยใจ ความทอแท ความโกรธ ความอาฆาต ความหดหู ความรูสึกวาแบกรับไมไหวหรืออะไรก็ตามที่แย ๆ ละ สภาวะจิตหรืออารมณเชิงลบเชนนั้นมิยิ่งยาวนานกวาและเลวรายกวาการกํากอนหินดวยมือของเราหรอกหรือ? คุณเคยโกรธใครนานกวาหนึ่งวันไหมละ แนนอนวามันเปนไปได แตเคยไหมที่คุณกํากอนหินโดยไมปลอย นานถึงหนึ่งวัน ไมมีทาง! พวกเราไมยอมตื่นขึ้นมาจริง ๆ เพื่อรับรูวาอารมณลบจะไมยอมปลอยเรา มีแตเรานั่นแหละที่ตองปลอยวางพวกมันลงเสีย ดังนั้น เราจําเปนตองปลอยกอนหินออกจามือของเราพอ ๆ กับที่เราตองปลอยวางเรื่องไมดีออกจากจิตใจของเราถาไมอยากทุกขทรมาน แมวาผมจะไดอธิบายถึงขนาดนี้แลวก็ตาม หลาย ๆ คน ที่โทรศัพทถึงผมยังยืนยันที่จะจมอยูในกองทุกข พวกเขามักพูดในทํานองเดียวกันวา “ก็ชีวิตคุณไมไดลําบากเทาฉันนี่ คุณก็พูดไดสิวาใหปลอยวางเสีย” เห็นทีผมตองอธิบายตอดังนี้... 21
    • บทที่ 13“ก็ชีวิตคุณไมไดลําบากเทาฉันนี่ คุณก็พูดไดสิวาใหปลอยวางเสีย”หญิงสาวคนหนึ่งโทรศัพทถึงผม เธอปรับทุกขมากมายวาชีวิตของเธอชางลําบากเหลือเกินและไมมีความสุขแมแตนิดเดียว ผมอธิบายหลายหัวขอที่ผมไดเขียนผานมาแลวใหเธอฟง แตเธอคานวา “ก็ตอนนี้ฉันไมมีเงิน แลวฉันจะมีความสุขไดอยางไร” ผมจึงเผยเคล็ดลับที่จะไขเขาสูชีวิตที่แสนวิเศษใหเธอทราบโดยบอกเธอวา “ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้คุณไมมีเงิน ใหตัดสินใจเสียที่จะมีความสุขในวันนี้และทุกวันใหไดแลวสิ่งที่ดูเหมือนวาเปลี่ยนแปลงไมไดจะเปลี่ยนแปลงไปเอง” ผมรูดีวาสิ่งที่ผมบอกไปอาจปฏิบัติได ย ากหน อ ยในตอนแรก แต ใ นเรื่ อ งแบบนี้ ผ มไม ไ ด ห มายถึ ง ความสมบู ร ณ แ บบ แต ห มายถึ ง ใหพยายามหนอย แมนิดหนึ่งก็ถือวามีความกาวหนาแลว มันหมายถึงการฝกตนเองแบบใหมที่จะไมยอมตกอยูในสภาพเดิมที่เราโคตรคุนเคย (ขออภัยในความไมสุภาพเล็กนอย) เราไมเบื่อกันหรือไงกับความแหงแลงแหงชีวิตเชนนั้น ทําไมละ การฝนยิ้มสักเดี๋ยวจะตองใชจายหรือไง! การกระโดดโลดเตนที่ราเริงสักนิดหนอยจะทําใหเธอคนนั้นเสียเงินเพิ่มหรือไง! เอาละ สมมติวาทั้งความหดหูและความราเริงไมสามารถทําใหการเงินของเธอดีขึ้นมาได ก็แลวอยางไหนดีกวากันละระหวางความหดหูกับความราเริง ดั่งที่ผมไดเลาแลว ในตอนที่เธอกลาววา “ก็ชีวิตคุณไมไดลําบากเทาฉันนี่ คุณก็พูดไดสิวาใหปลอยวางเสีย” สมมติวาผมแนะนําเธอวา “คุณตองรองไหใหมาก ๆ ใหพยายามทุกขทรมานใหมากที่สุดเทาที่คุณจะทําไหว เอาเลย คุณชินแลวนี่กับพฤติกรรมเหลานั้น ประชดชีวิตมันเขาไปใหเต็มที่ ใหสมกับที่โลกนี้มันหวยแตกสิ้นดี เอาเลยลุยเขาไปเลย” คุณผูอานที่รัก เรารูดีวาคําแนะนําที่บาบอคอแตกเชนนั้นชวยหญิงสาวคนนี้ไมได ในเมื่อวิธีเกาที่มุงเนนความหดหูแลวมันไมเวิรค มันไมไดผล มันไมไดสิ่งที่เธอตองการ งั้นทําไมไมลองวิธีตรงกันขามละ มันจะทําใหเธอเสียหายอะไรหรือถาเธอหันมาใชกลยุทธใหมที่ราเริงสุดขีด พฤติกรรมนี้จะทําใหเธอเสียหายมากกวาเดิมไดอีกหรือไง! แนนอนวาเธอไมมีอะไรจะตองสูญเสีย แลวทําไมไมลองละ แตขาวดีก็คือ เมื่อเธอคนนั้นตั้งหนาตั้งตาราเริงกันทั้งวัน มันเวิรค!!! ใชแลววามันจะไดผล มันจะคอย ๆ คลี่คลายปญหาในทุกรูปแบบใหเธอได แนนอนวาผมไมไดบอกวาเธอไมตองทําอะไรเลย แตผมหมายความวาใหทําทุกอยางที่ตองทําตอไปแตเพิ่มอีกนิดตรงที่ใหราเริงเขาไว ปติยินดีเขาไว ยิ้มแยมแจมใสเขาไว แลวพลังงานคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูงที่เธอสงออกไปในอวกาศทุกวันซึ่งเปรียบได กั บ การส ง บั ต รเชิ ญ ถู ก ใบของเธอ ตลอดจนกฏแห ง การดึ ง ดู ด ชั ก นํ า พาก็ จ ะเริ่ ม ไปตามผู ค นสถานการณและความประจวบเหมาะอันดีงามที่ถูกที่ถูกเวลา เขามาหาเธออยางนาพิศวง เธอกําลังกวักมือเรียกสิ่งดี ๆ ที่มีพลังงานความถี่สูงแบบเดียวกับคลื่นของเธอเขามาพัวพันในวงจรชีวิตของเธอนั่นเอง แลวชีวิตของเธอก็คอย ๆ ดีขึ้นและเปลี่ยนแปลงไป 22
    • ฉะนั้นถาตอนนี้คุณยังไมมีแฟน แตคุณอยากมีแฟน แลวคุณจะมีความสุขไดอยางไร? คําตอบก็คื อ “ทั้ ง ๆ ที่ คุ ณยั ง ไม มี แฟน ให ตั ดสิ น ใจเสี ย ที่ จ ะทํา ตัว ให มีค วามสุข แลวคุณ จะดึ ง ดู ดสิ่ ง ที่ คุ ณตองการ” ถาตอนนี้คุณสุขภาพไมดีนักจนคุณลําบากลําบน แลวคุณจะมีความสุขไดอยางไร? คําตอบก็คือ “ทั้ง ๆ ที่คุณสุขภาพไมดีนักจนคุณลําบากลําบน ใหตัดสินใจเสียทีจะทําตัวใหมีความสุข แลวคุณจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น อาจกล า วสรุ ป ได ว า ไม ว า เราจะอยู ใ นสภาวะเงื่ อ นไขใด ๆ ก็ ต าม ให ตั ด สิ น ใจเสี ย ที่ จ ะมีความสุขโดยทําตัวใหราเริงและมีควมสุขแลวเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะเงื่อนไขที่เราไมชอบใจไดโดยไมยากเย็น ถามจริง การตัดสินใจที่จะมีความสุขนะ...มันนารังเกียจนักหรือไง พวกเราถึงไดลังเลกันนัก!!! 23
    • บทที่ 14กฏแหงการมุงเนนเทาที่ผานมา ผมไดอธิบายวาความคิดที่เจืออารมณของเรานั้น เปนพลังงานรูปหนึ่งในรูปของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่แปรปรวนไปตามอารมณหรือสภาวะจิตของเรา นอกจากนี้ผมยังไดกลาวถึงกฏแหงการดึงดูดชักนําพา และแนะนําใหพวกเราราเริงเขาไวเพราะนั่นคือการสงจดหมายเชิญถูกใบและยังเปนการกวักมือเรียกสิ่งที่ดแสนดีตาง ๆ นานาเขามาพัวพันในชีวิตของเราเปนชุดชุด มากมายกายกองจนเปนขบวนพาเหรด อยางไรก็ตาม ผมทราบดีวาเรื่องที่ผมบอกไปนี้เปนเรื่องที่ใหมมากสําหรับคนจํานวนมาก หลายคนจึงทําใจไมไดวาจะเชื่อดีหรือไม สวนผมนั้นแนนอนวาเชื่อมั่นใจสิ่งทีผม ่กลาวไวทุกประการ ผมคิดวาถาเราไดพิจารณาเรื่องนี้ในอีกหนทางหนึ่ง บางทีเราอาจจะไดคําตอบที่ชัดเจนและสอดคลองตองกันไดโดยงาย สิ่งที่ผม จะกลาวถึงก็คือ กฏแหงการมุงเนน กฏแหงการมุงเนนกลาววา “อะไรก็ตามที่ความคิดจิตใจของมนุษยมุงเนนหรือมุงมอง ก็มีแนวโนมวาเขาหรือเธอคนนั้นจะไดสิ่งนั้นมาครองมาก ๆ” เพื่อที่จะใหงายในการพิสูจนกฏนี้ ผมจึงขอใหพวกเราหงายฝามือขวาขึ้นมาตรงหนา จากนั้นก็ใหล็อกสายตาไวที่ฝามือนี้ตลอดไปหนึ่งชั่วโมง เดาสิวาเราเห็นอะไร... ก็ลายมือของเรานะสิ! แลวทําไมเราถึงจะไดเห็นสิ่งอื่นบางละ งายจะตาย...ก็เลิกมองฝามือแลวหันหนาไปมองอยางอื่นเสียทีสิ สิ่งนี้จะแตกตางอะไรกับจิตใจของเรา เมื่อจิตใจของเรามุงเนนหรือมุงมองแตความเซ็ง ความหดหู และความกลัดกลุมใจอยูเกือบตลอดเวลา เดาสิวาเราจะไดครอบครองอะไรไวมาก ๆ ก็ความทุกขทรมานไงละแลวเราจะทําไงดี ก็หันไปคิดไปจินตนาการเรื่องดี ๆ บางสิพวกเรา คราวนี้พวกเราจะไดครอบครองอะไรไวมาก ๆ ก็ความสุขไง คุณผูอานที่รัก อันวากฏแหงการมุงเนนนั้น ไมวาผมจะพิจารณามันอยางไร ผมรูสึกวามันชางเหมือนกับกฏแหงการดึงดูดชักนําพาเหลือเกิน ผมคิดวาเจาสองกฏนี้ตองเปนพี่นองฝาแฝดกันอยางแนนอน ผมเชื่อวาคุณคงไดไอเดียพอสมควรแลว ฉะนั้นมันถึงเวลาแลวที่เราจะตองหันมาใชกลยุทธใหมดวยการสรางอารมณที่มันราเริงมาก ๆ ยิ้มแยมแจมใสมาก ๆ ณ บัดนี้ มันถึงเวลาแลวที่เราจะตองรูกันอยางจริงจังกันเสียทีวา พลังแหงความรูสึก หรือพลังแหงอารมณ หรือพลังแหงสภาวะจิต เปนพลังที่ยิ่งใหญกวาพลังแหงความคิดมากมายนัก 24
    • บทที่ 15ระหวางความคิด กับความรูสึกนานมาแลวที่ผมมักหลงใหลวาพลังแหงความคิดคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดจะวาไปแลวก็ไมผิดนัก แตวา...ความจริงที่นาตกใจสําหรับผมก็คือ ชีวิตผมไดเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลเมื่อวันที่ผมไดตระหนักวาพลังแหงอารมณ (หรือพลังแหงสภาวะจิต หรือพลังแหงความรูสึก) เปนพลังที่มีอานุภาพและทรงพลังเหนือพลังทั้งมวล พลังนี้อธิบายพฤติกรรมของเรา สิ่งที่กําลังเกิดขึ้นกับตัวเรา และพฤติกรรมของคนในโลกนี้ไดดีเอามาก ๆ การเปลี่ยนกรอบความคิดในเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวไดกระทบตอการดําเนินชีวิตประจําวันของผมเปนอยางมาก ซึ่งผมจะคอย ๆ อธิบายตอไป เพื่อที่จะชี้ใหเห็นถึงความแตกตางใหจงได ผมจําเปนตองลดความสําคัญของสมองลงมาเสียหนอย เชน ถาผมบอกวากระเพราะอาหารก็เปนแคอวัยวะชิ้นหนึ่งที่มีหนาที่ยอยอาหารเทานั้น มันยอมงายมากที่ผมจะพูดวา “เราทุกคนไมใชกระเพาะอาหาร” ในทํานองเดียวกัน สมองก็เปนแคอวัยวะชิ้นหนึ่งเหมือนกัน ผมยอมพูดไดวา “เราทุกคนไมใชสมอง” ยอมแนนอนอยูแลววาเราตองเปนอะไรที่มันมากกวาการเปนแคสมอง แตวาสมองมีความสามารถในการคิด วิเคราะห ประเมินผล ตั้งคําถาม ตอบคําถาม แปลความหมาย และควบคุมการทํางานของอวัยวะอื่น ๆ อีกเปนจํานวนมาก ความสําคัญของสมองจึงโดดเดนเหนือสิ่งอื่นใด ถึงกระนั้นก็ตาม เพียงเพราะวาสมองของเราคิดได ผมไมสามารถพูดไดวา “เราคือความคิดของเรา” ก็เราจะกลายเปนสิ่งที่เราผลิตมันออกมาไดอยางไร ก็เรานั่นแหละที่สรางหรือผลิตความคิดออกมาจากสมอง เรายอมเปนเรา เราที่ยิ่งใหญกวาความคิด และสมมติวาเราไมไดสรางความคิดใด ๆ ขึ้นมา เราก็ยังคงเปนเราอยูดี เราไมไดกลายเปนศูนย ณ ขณะที่สมองของเราไมไดคิดอะไรเลย ผมอยากใหเรามองวาสมองเปนแคเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่มีประโยชนของเรา ดวยวิธีนี้เทานั้นที่เราจะตระหนักรูไดวา เราเปนอะไรที่เหนือชั้นกวาความคิด (สมอง) ของเรามาก คําวาสภาวะจิตหรือสภาวะอารมณ หรือความรูสึก เปนคําสามคําที่แมไมเหมือนกันเปะ แตมีบทบาทที่สําคัญกวาพลังความคิดหรือพลังสมองมาก เมื่อผมพูดวา “ตอนนี้พวกเรารูสึกกลาหาญ”ความกลาหาญเปนนามธรรม เปนสภาวจิตหรืออารมณความรูสึกอยางหนึ่ง เปนคุณสมบัติชนิดหนึ่งผมบอกไมไดวาตรงไหนของตัวพวกเราบางที่กลาหาญ ตรงที่ขอศอกขวารึ ไมใชแน ตรงที่หัวเขารึที่กลาหาญ ไมใชอีกนั่นแหละ เมื่อพวกเรารูสึกกลาหาญตั้งแตหัวจรดเทาตลอดจนทั้งภายในและภายนอกของเรานั่นแหละที่อยูในสภาวะกลาหาญ ยามที่เราอยูในสภาวะจิตที่หวาดกลัว ตรงไหนของเราละที่กลัว ก็ตั้งแตหัวจรดเทาตลอดจนทั้งภายในและภายนอกของเรานั่นแหละที่อยูในสภาวะหวาดกลัว เมื่อเราขนลุกซู...มันไมเลือกที่เกิดหรอก มันก็ขนลุกไปทั้งรางนั่นแหละ ผมมักชอบพูดวา “ความคิดอยูที่สมองที่บรรจุอยูในกะโหลกของเรา แตความรูสึกอยูในรางของเรา” เมื่อเราเหยียบตะปูเราคิดที่สมองแต 25
    • เราเจ็บที่ไหน ของกลวย ๆ ... ก็ที่ฝาเทานะสิ ยามที่เรากินอาหารเปนพิษแลวจะเปนไง อีกครั้งที่เราคิดที่สมองแตเราปวดที่ทอง ผมถึงพยายามพูดอยูเสมอวา...ความรูสึกอยูในรางของเรา เราจึงตองสนใจความรูสึกใหมาก ๆ เมื่อผมถามวา “ตอนนี้พวกเราคิดอะไรอยู?” มันตอบยากเพราะวาเรามักไมคิดเรื่องไหนนานเมื่อผมถามวา “ตอนนี้พวกเรารูสึกอยางไร?” คราวนี้พอบอกไดเพราะวาความรูสึกมักคางอยูในตัวเราไดนานพอสมควรจนเรารูวาเราอยูในอารมณไหน ณ ตอนนี้ มาดูตัวอยางใกลตัวอีกเพียบ เชน จิตรกรคนไหนก็ไดอาจเลือกไมวาดภาพในวันนี้ถาเขารูสึกวาไมมีอารมณ สมองของเขาไมไดเสีย ความสามารถในการวาดภาพของเขาไมไดหมดไป แตมันไมมีอารมณ เขารูสึกวาแมฝนทําก็คงไดผลงานออกมาไมดี นักเขียนบทประพันธ คนเขียนดนตรีหรือบทเพลง คนที่ชอบเขียนบทกลอน คนเหลานี้แมนปราศจากซึ่งอารมณแลวไซร โอกาสก็คือ พวกเขาจะไมทํากิจกรรมเหลานั้น และเชนกัน คนเหลานี้ลวนไมไดสมองเสีย ไมตองไปผาตัดสมอง พวกเขาแคไมอยากทําในตอนนี้เราพบวามันไมมีอารมณ นักกอลฟอาชีพและมือสมัครเลน ในบางคราวที่เลนไดแยเอามาก ๆ ไมมีใครพูดแบบนั้นแนพวกเขามักอธิบายวา “วันนี้จับความรูสึกไมไดเลย” แลวความรูสึกคืออะไรละ ก็คือสภาวะจิตหรืออารมณนั่นเอง นักกีฬาในวงการอื่นก็เชนกัน ปจจัยสําคัญอยูที่ความรูสึกมากกวาปจจัยอื่น ที่เปนตัวกําหนดวาพวกเขาจะทําไดดีมากหรือดีนอยแคไหน “ไปดูหนังกันมั้ย?” ผมโทรศัพทไปชวนเพื่อน “ไมมีอารมณเลยวะ” เพื่อนบอก เดาสิวาเขาตัดสินใจวาไง “มึงไปเถอะ กูไมมีอารมณวะ” ฉะนั้น ในกรณีอื่นก็เชนกัน ไมวาจะเปนการไปกินขาว ไปภูเขา ไปทะเล ไปขับรถเลน ไปโยนโบวลิ่ง ไปวายน้ํา ฯลฯ มันตองดูกอนวามีอารมณไหม ถาไมมีแมแตนิดเดียว ขอใหเชื่อเถอะวา มันยากเอามาก ๆ ที่มนุษยจะยอมทําอะไรก็ตามในขณะที่ไมมีอารมณเลยและตอใหทําตาม มันจะเปนการกระทําที่ไมคอยไดเรื่องเสมอ โปรดจําไววา อารมณคือตัวชี้หลักวาพวกเราเต็มใจแคไหนที่จะทําหรือไมทําอะไร เพื่อที่จะปูทางใหเราเขาใจวา สภาวะจิต หรืออารมณความรูสึกของเรานั้นสําคัญอยางยิ่งยวดผมอยากใหเรามองมันในลักษณะคุณสมบัติ ตอไปนี้เรามาพิจารณานามธรรมตอไปนี้ดู ความรักความอบอุน ความกลา ความเชื่อมั่น ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟอเผื่อแผ ความเปนผูให ความเพียรความพยายาม ความมุงมั่น ความยุติธรรม ความซื่อสัตย ความอดทน ความมีวินัย ฯลฯ สิ่งเหลานี้คืออะไรกันแน พวกมันลวนจับตองไมได ไมมีรูปรางที่พวกมันมีลักษณะเปนคุณสมบัติ เปนสภาวะจิต เปนสภาวะอารมณหรือความรูสึก เชน ความเชื่อมันเปนความรูสึกอยางหนึ่ง ผมไมบาพอที่จะพูดวา “ความเชื่อมั่นเปนความคิด” อยางแนนอน เห็นไดชัดวาสิ่งเหลานี้ลวนเปนสิ่งที่นักปราชญสอนเราวา เราตองมีสิ่งเหลานั้นเพื่อชีวิตที่เปยมสุขและประสบความสําเร็จ สรุปงาย ๆ ก็คือ คุณสมบัติเหลานั้นหรือสภาวะ 26
    • จิตเหลานั้น เปนอีกชื่อหนึ่งของอารมณในเชิงบวกทุกชนิด และเราตองหันมาใสใจวาเราสามารถสรางอารมณเชิงบวกขึ้นมาไดอยางไร ในทางตรงกันขาม อารมณเชิงลบทั้งหลายแหลก็เชนกัน เปนคุณสมบัติที่มีพลังในการทําลายลางสูงสุด พวกมันจึงเปนสิ่งที่เราไมตองการอยางแนนอน สวนขาวดีก็คือ ในขณะที่อารมณเชิงลบทรงพลังที่สุดในการทําลายลาง แตอารมณเชิงบวกก็ทรงพลังที่สุดเชนกันในการสรางสรรคทุกสิ่งที่ใหบังเกิดขึ้น ไมมีพลังอะไรหมัดหนักเทากับพลังแหงอารมณ และตอนนี้เราไดรูแลวดวยวา เราตองเลือกพลังฝงไหน ถูกตอง...พลังแหงอารมณเชิงบวกเทานั้น อนึ่ง การฝกสติถือวาเปนหลักปฏิบัติที่สําคัญยิ่งที่ในพุทธศาสนาของเราและสําคัญยิ่งตอทุกศาสนาทั่วโลก (ของดีขนาดนี้มันตองเปนสากล) พวกเราลวนยอมรับวาการมีสตินั้นเปนสิ่งที่ดียิ่ง ก็แลวการมีสติคืออะไรเลา? การมีสติก็คือการที่เราฝกตนใหรูสึกตัวมาก ๆ นั่นเอง การมีสติเปนเรื่องของความรูสึก การมีสติคือการที่เราอยูกับที่นี่และปจจุบันไดอยางมีประสิทธิภาพและไดรับประสบการณอะไรก็ตามที่กําลังเกิดขึ้นอยางเต็มสวนหรือเต็มที่ การรูสึกตัวนี้ไมใช “ความคิด”อยางแนนอน แตมันเปนสภาวะแหงอารมณที่รูสึกตัวหรือคุณภาพของจิตที่ฝกไวดีแลวจนไวมากในการรับรูถึงขนาดนี้แลวเรายังจะไมเชื่ออีกหรือวา “ความรูสึก” ชางสําคัญยิ่งตอชีวิตของเรา 27
    • บทที่ 16ตลาดหุน กับตลาดอารมณในวงการคาหุนนั้น ผมขอใหสังเกตวามันเกี่ยวของกับอารมณของมหาชน มีกี่ครั้งที่เราทําตามเหตุผล...เชื่อเถอะวานอยมาก เราไดยินแตคําศัพททางอารมณกันบอยมาก “โอ ตอนนี้ตลาดเกิดการแพนิค(ตื่นตกใจ) ผูคนกําลังเทขายแลวหนีออกจากตลาด” “ตอนนี้มูด (อารมณ) ตลาดไมดี ขอให wait and see(รอและเฝาดูไปกอน)” เห็นไดชัดวาแทบไมมีใครออกมาตะโกนเลยวา “เฮ ทุกคน มีเหตุผลกันหนอยพวกเราตองใชพลังสมองกันใหมาก ๆ เพราะวาเรามีสมองที่ฉลาดเหนือสิ่งใด เฮ วิเคราะหซิ อยาใชอารมณสิ” แตคุณผูอานครับ ความกลัวของมนุษยเปนพลังแหงอารมณที่หมัดหนักมาก มันทําใหสมองเปนอัมพาต ฉะนั้น ถาหวังจะใชสมองละก็ เราตองหันมาคุมอารมณใหอยูเสียกอน คนจํานวนมากที่หมดตัวเพราะหุน...หมดตัวเพราะคุมอารมณไมได พวกเขาทุกคนลวนแตสมอง ไมไดเสีย ผมเคยเสียหายกับวงการหุนมาแลว ทุกวันนี้ ผมไมเลนหุนแตผมไมรังเกียจหรือเกลียดหุน ผมรูสึกขอบคุณมันดวยซ้ําที่สอนผมหลายอยาง ในสมัยนั้นผมเสียหายเพราะวาผมเปนนายเหนืออารมณไมได ผมจึงตัดสินใจผิดพลาดหลายครั้ง ผมตัดสินใจผิดทั้ง ๆ ที่ผมเปนบุคคลหนึ่งที่มีพลังสมองดีเยี่ยม ผมบอกแลว มันไมเกี่ยวเทาไหรกับสมอง แตมันเกี่ยวกับสภาวะจิต สภาวะอารมณ และสภาวะความรูสึก ถาเราอยากชนะตลาดหุน...ผมขอแนะนําใหฝกฝนสภาวะอารมณใหหนักแนนเยือกเย็น แลวเราจะยืนโดดเดนเหนือตลาดแหงอารมณของคนทั้งปวงโอกาสที่เราจะตัดสินใจทําสิ่งที่ถูกตองจะเพิ่มสูงขึ้นมาก พูดแลวจะตกใจ กองทุนใหญ ๆ ในตางประเทศนั้น แมพวกเขาจะวิเคราะหกันมากก็ตาม ใชเหตุผลกันมากก็ตาม แตคนที่เกงที่สุดนั้นจะติดสภานการณจากลางสังหรณแหงความรูสึกที่แรงกลามาก ๆ (ซึ่งไมสามารถคนหาไดจากพลังสมอง) ที่ผุดออกมาจากสภาวะจิตที่ฝกฝนสัญชาติญาณหยั่งรูมาอยางดี มันเปนคุณสมบัติที่เหนือกวาการคิดทางเหตุผลมาก สวนขอมูลวิเคราะหที่เปนหลักฐานบนกระดาษนั้นเปนปจจัยรอง ตราบใดที่มนุษยมีจิตใจ ตราบนั้น มนุษยตองมีอารมณมนุษยจึงตองใชอารมณใหเกง ๆ หนอย สุดยอดแหงการใชอารมณก็คือ “คนตาย” ถาดาวนพเคราะหโลกไมมีผูคนราวหกพันกวาลานคนอาศัยอยูละก็ โลกใบนี้จะเปนโลกที่ไรอารมณแตเพราะวาโลกนี้มันเต็มเปยมไปดวยอารมณ จะสูกับตลาดหุนมันก็ตองสูดวยการเขาใจอารมณตลาด เขาใจอารมณตนเอง แลวเราจะตัดสินใจไดถูกตองเพิ่มขึ้นอีกเปนอันมาก 28
    • บทที่ 17เราสรางอารมณขึ้นมาไดอยางไรพวกเราลวนมีอารมณอยูตลอดเวลาตราบใดที่เรายังตื่นอยู คําถามคือ เราสรางหรือผลิตอารมณขึ้นมาไดอยางไร คําตอบคือ เราประกอบหรือสรางหรือผลิตอารมณขึ้นมาจากแหลงที่สรางอารมณทั้งสามแหลงภายในตัวเราไดแก 1. การเคลื่อนไหว 2. ภาษาที่เราใช 3. ภาพในใจที่เรามุงมองอยูคุณผูอานที่รัก ผมกําลังจะพูดถึงเรื่องที่สําคัญเหลือเกินเปนความรูที่ทําใหชีวิตของผมไมเหมือนเดิมไปตลอดกาล ผมหวังและเชื่อวา มันจะสรางผลลัพธที่ยิ่งใหญใหกับคุณผูอานเชนกัน เราไปสํารวจเรื่องนี้กันเลยเถอะ 29
    • บทที่ 18อารมณถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหวอารมณถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหวของเรา ยิ่งเคลื่อนไหวมาและรวดเร็วมาก เราก็ยิ่งสรางอารมณที่เรียกวา “รูสึกดี” ไดมาก ถาเราเคลื่อนไหวนอยและชาเอามาก ๆ เราก็จะมีอารมณนอยตามไปดวย ในกรณีนี้เรามักจะอยูในสภาวะที่เรียกวา “รูสึกแย” นั่นเอง ยกตัวอยางเชน ตอนนี้ผมขอใหพวกเราปรบมืออยางชา ๆ เรารูสึกอยางไร อืมมมม... ก็สุดแสนจะธรรมดา เอาละ ไหนลองปรบมือเขาหากันแรงขึ้นแลวกระชากออกจากกันอยางเร็วที่สุดซิ ทําสักสี่หาครั้งดูคราวนี้พวกเรารูสึกอยางไร รูสึกดี ใชไหม? คราวนี้ลองแบบใหม ใหเอาหลังมือซายปะทะเขากับฝามือขวาอยางรวดเร็วแลวกระชากออกจากกันอยางรวดเร็วที่สุดโดยใหมือทั้งสองแยกออกจากกันใหกวางถึงหัวไหล ลองทําดูสักสี่หาครั้ง เปนอยางไรบาง พวกเรารูสึกวาไดอารมณและรูสึกดีไหม? สําหรับผมแลว...การทําแบบนี้มันทําใหผมรูสึกวาเยี่ยมมาก ใหลองจิตนตนาการวาพวกเรากําลังอยูในสนามเพื่อเชียรฟุตบอลนัดโปรดของเรา เอาละ มองไปเชียรลีดเดอรหนอย สมมติวาเธอกําลังสั่นขอมือดวยลีลาที่ชาเอามาก ๆ นั่นจะเปนยังไง...โอ.อะไรจะไรอารมณถึงเพียงนั้น ผมบอกไดเลยวาควรเอาเธอคนนี้ไปเก็บซะ ในโลกแหงการเชียรที่แทจริงนั้นเปนอยางไรกันแน บรรดาเชียรลีดเดอรทั้งหลายลวนเคลื่อนไหวคลองแคลววองไว สั่นมือไวถึงไวมาก แลวเกิดผลอยางไรละ โอ... ชางไดอารมณเสียจริง สมมติวาตอนนี้พวกเรากําลังเพลงชนิดเราใจและดิ้นกันอยูการดิ้นคือการเคลื่อนไหวที่คอนขางเร็วในตัวมันเอง ฉะนั้นไมตองสงสัยเลยวามันไดอารมณ ปจจุบันนี้ผมไมพูดวา “อารมณจา ลอยมาหาผมหนอย” ชางไรสาระสิ้นดี แทนที่จะเปนเชนนั้น ผมจะเปดเพลงสนุก ๆ และดิ้นไปสักพัก ทันใดนั้นเองผมไดผลิตอารมณเชิงบวกขึ้นมาแลว ยิ่งไปกวานั้น ผมนิยมเตนแอโรบิคทีตอเนื่องยาวนานถึงวันละ 45นาที โอสวรรค! มันไดอารมณอยางแทจริง นอกจากนี้ถาใครก็ตามชอบออกไปวิ่ง...เอาเลย..งนั่นแหละวิธีผลิตอารมณอันยอดเยี่ยมอยางนึ่ง เห็นไดชัดวา การออกกําลังกายทุกชนิดสรางอารมณ (ดี) เพราะวาการออกกําลังกายตองเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นเราตองออกกําลังกายกันบอย ๆ หนอย ถาเราอยากสรางอารมณ ผมมีเรื่องตลกจะเลาใหคุณฟง คุณเคยเห็นผีจีนเคลื่อนไหวไหม มันยกมือสองขางออกไปขางหนา และกระโดดดวยขาสองขางพรอมกันไปขางหนา คุณเห็นภาพที่ผมอธิบายไหม ผมบอกไดเลยวา พวกผีจีนชางเคลื่อนไหวไดไรอารมณเหลือเกิน พวกมันเคลื่อนไหวดวยทาทางที่เชื่องชามาก ฉะนั้นในคราวหนาถาพวกเราเจอกับพวกมัน (ผมพูดยังกับวามีผีไดจริง ๆ งั้นแหละ) ผมขอแนะใหพวกเราแคผละออกจากเสนทางการเคลื่อนที่ของพวกมันสักเล็กนอย เจาผีหนาโงพวกนั้นไมมีทางตามเราพบหรอก ตราบใดที่พวกมันยังเคลื่อนไหวดวยอาการที่โง ๆ เชนนั้น! และที่ตลกไมแพกันก็คือพวกซอมบี้หรือกซากศพเดิน 30
    • ไดของหนังฝรั่งก็โงพอกัน บรรดากองทัพซอมบี้จะเคลื่อนไหวแบบเดินโงนเงนไปมา แถมมันยังเชื่องชาแบบชนิดที่วา ตอใหเด็กสามขวบที่ยังอมมือวิ่งหนีพวกมันพวกมันก็ไมมีวันตามทันไดหรอก ถึงกระนั้นก็ตาม พวกฝรั่งกลับสรางหนังชนิดนี้ออกมาตั้งหลายเรื่อง ชางสมจริงสมจังอะไรขนาดนั้น... ที่พวกมันเหลาซอมบี้สามารถทํารายผูคนในหนังไดสําเร็จ (ผมประชดนะ) ใหสังเกตคนซึมเศราที่เรารูจัก พวกเขาอยูในสภาวะเบื่อหนาย เซ็ง และหดหู ผูคนที่ตกอยูในสภาวะไรอารมณเชิงบวกนั้นมีอะไรที่เมือนกันมากประการหนึ่งละ คําตอบคือการใชกายที่เคลื่อนไหวนอย ๆ และเชื่องชาเสมอ เราเคยพบใครบางที่สลดหดหูแลวกระโดดโลดเตน...ไมมีทาง ที่เราพบอยูเสมอคืออาการที่เคลื่อนไหวชาดุจรางที่ไรชีวิตจิตใจ เซื่องซึม นัยนตาตก สีหนาหมนหมอง ชอบกมหนากมตา นั่งกอดหัวเขา เอาหนาซบฝามื ไหลงุม คอตก ฯลฯ สิ่งเหลานี้ลวนบงชี้วาไมไดอยูในสภาวะที่จะเคลื่อนไหวไดวองไวและรวดเร็ว หากเราเจอใครในลักษณะที่กลาวมา โดยที่เราไมตองไปเรียนเรื่องโหงวเฮงใหเสียเวลา เราสามารถอานคนนั้นออกไดเลยวา เขาไรอารมณ (บวก) ซึ่งมีโอกาสที่เราจะมองออกไดอยางถูกตองมากกวาดูผิด ดวยเหตุนี้เอง ผมมักชอบอานคนโดยดูวาพวกเขาเคลื่อนไหวอยางไร พวกเขาใชรางกายอยางไร ยิ่งไปกวานั้น เพราะวาผมไดรูแลววา อารมณถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหวยามใดก็ตามที่ผมจับไดวาตนเองกําลังอารมณไมดี ผมจะรีบแกไขดวยการออกกําลังกายทันทีถามีโอกาสอํานวย ผมเปลี่ยนอารมณไดเร็วมาก เมื่อผมเปลี่ยนไปเคลื่อนไหวรางกายใหเฉียบขาด ใหรวดเร็ว นี่คือประโยชนอันเหลือเชื่อที่มีคนรูนอยมาก ยิ่งไปกวานั้น เมื่อเราไดออกกําลังกายไปสัก 25นาที โอกาสที่ สารเอนดอร ฟ น ในสมองจะหลั่ ง นั้น มีม าก มั น เปน มอรฟ น ตามธรรมชาติที่อ อกฤทธตอตานความเจ็บปวดและความหดหู ดังนั้นเราจึงอยูสภาวะสมองปลอดโปรงและจิตใจเบิกบาน ในยามนั้นเราจะรูสึกดีเอามาก ๆ คราวนี้ใหคิดถึงอะไรที่มันเร็ว ๆ เชน การเลนสกีน้ํา สเก็ตลูกลอ สเก็ตน้ําแข็ง กีฬาโตคลื่น การแลนเรือใบ การลองแกง ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา การโดดบันจี้จั้มป และการโดดรามดิ่งพสุธา กิจกรรมเหลานี้ มีอะไรที่เหมือนหรือคลายกัน ความรวดเร็วไง เอาละ เราเคยเห็นใครที่กําลังทําสิ่งเหลานีแลวหด ้หูบาง...ไมมีทาง สมมติ ว า เรากํ า ลั ง ตี ก ลองใหญ ด ว ยจั ง หวะที่ ร วดเร็ ว ร อ นแรงสมมติ ว า เรารั ว กลองโดยใสเรี่ยวแรงลงไปอยางเต็มที่และหนักหนวงแลวเราจะอยูในอาการอยางไร เรายอมรูสึกตื่นเตนเราใจ ราเริงปติ ยินดี สนุกสนาน หรรษา เกษมสําราญ ฯลฯ ความหดหูนะหรือ...มันดํารงอยูไมไดหรอกในการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังเชนนี้ เอาละพวกเรามาทําการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังกัน ขอใหเรายืนขึ้นและกํามือขวาใหแนน ชูมันขึ้นไปที่เหนือศรีษะจนสุดแขนแลวตะโกนวา “เยส” โปรดทําสักสองสามครั้งในทุก ๆ เชา เราไดสรางอารมณที่มั่นใจขึ้นมาแลว อารมณแบบนี้ก็เชนกัน มันถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหวที่เฉียบขาดและรวดเร็ว คราวนี้เอาใหมใหเรากํามือใหหลวมสักหนอย ชูมือขึ้นไปใหชาและขี้เกียจที่สุดเทาที่เราจะทําได 31
    • จากนั้นก็ใหกระซิบอยางแผวเบาวา “เยส” ดวยเสียงสั่น ๆ เปนไงบาง...โอใหตายสิโรบิ้น... มันชางไรอารมณจริง ๆ 32
    • บทที่ 19อารมณถูกสรางขึ้นจากภาษาที่เราใชนอกจากวาเราตองเคลื่อนไหวแลว เรายังทําอะไรอีกที่บอยมาก เราตองคุยกับตนเองหรือไมก็คุยกับคนอื่น ตอนนี้ผมขอใหพวกเราหยุดคุยกับตัวเองจะไดไหม...ไมมีทาง พวกเราไมคุยกับคนอื่นเลยจะไดไหม...ไมมีทาง ผมสรุปไดวา เราตองคุยทั้งกับตนเองและผูอื่นอยูเสมอ ๆ ตราบใดที่เรายังอยูบนโลกใบนี้แตเรื่องมันไมจบแคนั้น 95 % ของถอยคําที่เราใชเพื่อสื่อความกับตนเองและผูอื่นนั้น...มันสรางอารมณคําพูดที่เราใชเปนแหลงที่สองในการสรางอารมณ ยกตัวอยางเชน “ฉันมันไมไดเรื่อง” เปนไง... พูดกับตนเองอยางนี้เซ็งมั้ย...แหงอยูแลว แลวเซ็งคืออะไรละมันก็คืออารมณ “ในโลกนี้ไมมีใครรักฉันสักคน” เปนไง...พูดกับตนเองอยางนี้ เซ็งมั้ย... เซ็งยกกําลังสองไปเลย “นายมันหวยแตก ไปตายซะ” พูดอยางนี้กับคนอื่นแลวเขาโกรธมั้ย เขาเจ็บใจมั้ยเขาเซ็งมั้ยของตายอยูแลว “ฉันหมดหนทางแลว ฉันจบแลว ชีวิตฉันพังแลว” แลวพูดอยางนี้กับตนเองละเซ็งมั้ย คุณพนันไดเลย “ทําไมแมไมเคยเขาใจฉันเลย ฉันคิดแลวมันนานอยใจจริง ๆ” แลวอยางนี้ละ...หดหูมั้ย แยมั้ย มันแนนอนอยูแลว คุณผูอานที่รัก คําพูดนั้นสรางอารมณไดงายเอามาก ๆ สุภาษิตไทย บอกวา “ปากเปนเอก เลขเปนโท” ยอมหมายถึงใหพูดจาดีใหไพเราะพูดใหเหมาะพูดใหควร และพูดใหชาญฉลาด สมัยกอนผมนึกวาการพูดจาดี ๆ กับตนเองเปนเรื่องธรรมดา แตผมเขาใจผิดไป ที่จริงแลว การพูดจาดี ๆ กับตนเองนั้น คือการสรางปาฏิหาริยใหกับตนเองทุกวัน หากวาจะรอใหคนอื่นมาพูดดีกับเรา เพื่อที่วาเราจะไดชอบใจและอารมณดีใครจะรับประกันวามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหรและบอยขนาดไหน แตกับตัวเองซิ เราทําไดเองทุกเมื่อเชื่อวันอยูแลวโดยไมตองพึ่งใคร เราตองพูดจาภาษาดอกไมกับตนเองใหมาก ๆ เพราะวามันสรางอารมณเชิงบวกไดอยางมาหศาล ผมมีเทคนิคที่สําคัญมากในการพูดเพื่อสรางอารมณ เทคนิคนี้คือ การพูดถอยคําที่คัดสรรแลวดัง ๆ ดุจวาเปนคาถาวิเศษ ตอไปนี้เปนตัวอยางการพูดที่ผมชอบใชผมขอใหพวกเราสวมวิญญาณโดยพูดแบบตะโกนดัง ๆ และใสความรูสึกเขาไปใหเต็มที่ เมื่อเราทํา 33
    • เชนนั้น รางกายของเราจะเริ่มตอบสนองไปตามอารมณที่เราสราง และกอใหเกิดความรูสึกที่ดีมากตอตนเอง เราไดสรางสภาวะจิตที่ทรงพลังขึ้นมาในพริบตา อาจกลาวอีกอยางไดวา นี่เปนวิธีที่เราปลอยคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูง ๆ ออกไปสูอวกาศ และดวยกฏแหงการดึงดูดชักนําพา เรากําลังกวักมือเรียกสิ่งที่ดีที่มีคลื่นความถี่สูง ๆ ตรงกันเขามาหาเรานั่นเอง เอาละตอไปนี้คือ “คาถาวิเศษ” ที่เราตองตะโกนดัง ๆ ทุก ๆ วัน และในทุกหนทาง ฉันรูสึกดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น ทุก ๆ วัน และในทุกหนทาง ฉันรูสึกเข็มแข็งมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น ทุก ๆ วัน และในทุกหนทางฉันรูสึกมีความสุขมากขึ้น มากขึ้นและมากขึ้น ฉันเปนมนุษยแมเหล็กคลื่นความถี่สูง ฉันดึงดูดแตสิ่งที่ดี ๆ เขามาหาตลดเวลา สิ่งที่หยุดยังฉันไวคือความกลัว สิ่งที่ปลดปลอยฉันคือความกลา การตัดสินใจคือบิดาแหงการกระทํา และดวยการลงมือทําคือการเริ่มตนที่แทจริง ฉันเกิดมาเพื่อมีชัย เพื่อความสุข และความสําเร็จ ฉันแข็งแรงยิ่งกวาวัวกระทิง ฉันแข็งแรงยิ่งกวามาแขง ความฉลาด คือการหลีกเลี่ยงความคิดใด ๆ ที่ทําใหออนแอ ฉันยอดเยี่ยม ฉันยิ่งใหญ ฉันทําได ฉันมีพลัง ฉันจะฝกตนเองใหมีความสามารถตามที่ฉันตองการคุณผูอานที่รัก คุณตองเริ่มตนเสียทีดวยการฝกตะโกนดัง ๆ นี่คือวิธีสรางอารมณอันยอดเยี่ยมและงายดาย ขอใหสวมบทบาทดั่งดาราตุกตาทองที่ตองแสดงบทคนที่จะตะโกนดัง ๆ ดวยการใสความรูสึกลงไปใหเต็มที่ และใชน้ําเสียงที่เฉียบขาดฉาดฉาน ผมนั้นไดตะโกนดัง ๆ ในรถมานับครั้งไมถวน มันวิเศษมาก เพียงทําวันละสัก 5 นาทีก็เพียงพอมันชางรวดเร็วเหลือเกินกับการเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลันราวกับพลิกฝามือ ยังมีอะไรที่ลงทุนนอยขนาดนี้แตใหผลลัพธที่ยิ่งใหญเชนนี้ไดอีกหรือ...ไมมีทาง 34
    • บทที่ 20ผมกลายเปนสายลมการพูดดี ๆ กับตนเองสําคัญจริง ๆ หรือ? คุณพนันไดเลยวาใชและคุณจะยิ่งแนใจเมื่อคุณอานหัวขอนี้จบ สมมติวาผมกับคุณรูจักกันและทุกครั้งที่ผมเจอคุณผมก็จะดาคุณ แลวคุณจะร็สึกอยางไร แนนอนวาคุณยอมเกลียดชังผม เราอาจะถึงขั้นทะเลาะกัน ดากัน ชกตอยกัน และเหม็นหนากันมาก ทุกอยางลวนเปนไปได แตตนตอของปญหามันอยูที่ตรงผมพูดจาไมดีกับคุณเสมอ ผมวาคุณดาสารพัดแลวใครละจะทนได คุณตองเกลียดโกรผมแน นี่มันแสนจะปกติธรรมดา คราวนี้ผมขอสมมติเพิ่มเติมอีกหนอยผมขอสมมติวาผมกลายเปนสายลมที่ลอยเขาไปในตัวคุณ ตั้งแตนี้ไปผมอยูภายในจิตใจของคุณ และผมก็เริ่มพูดดวยเสียงในใจที่เหมือนของคุณโดยดาและดูถูกคุณสารพัดแตคุณไมรูวาผมเปนสายลมที่สิ่งอยูภายในจิตใจของคุณ คุณนึกวาเสียงที่ไดยินในใจมันคือเสียงของคุณ คุณนึกวาคุณกําลังคุยกับตนเองโดยดาตนเองอยู คําถามคือ...คราวนี้คุณโกรธตัวเองไหมที่ดาวาตนเอง? พวกเราลวนไมโกรธตนเองไมใชหรือเมื่อเราดาตนเองหรือพูดจาไมดีกับตนเอง เราไมรูเลยวานี่แหละคือตนตอที่ทําใหเราเซ็งหรือหดหูเมื่อเราชอบดาวาตนเอง แตเรารูวาเราทําอะไรกับเสียงในใจนั่นไมได เราจึงไมไปชกมันในฐานะที่ปากเสียเหลือเกินเพราะวามันเปนไปไมได หากวาเราลากคอเสียงนั่นเอกมาได เราก็คงเอาเรื่องโดยชกปากมันไปแลวจริงไหมละ แตคุณผูอานที่รัก เราไมจําเปนตองไปพยายามทําสิ่งที่เปนไปไมไดหรอกครับ เรามีวิธีที่งายกวานั้นแน คราวนี้สมมติใหมวา ทุกครั้งที่ผมพบคุณ ผมจะสรรเสริญคุณเสมอวาคุณยอดเยี่ยมและเกงเหลือเกิน คุณคือฮีโรของผม คุณคือคนที่ผมแสนปลื้ม แลวมันจะเปนไง คุณตองชอบผมนะสิ คุณจะเกลียดผมลงคอเชียวหรือในเมื่อผมพูดกับคุณดวยภาษาดอกไมอยางจริงใจทั้งตอหนาและลับหลัง คุณตองรักผมนะสิ และอีกครั้ง ผมขอสมมติวาผมกลายเปนสายลมที่ลอยเขาไปในตัวคุณ ตั้งแตบัดนี้ไปผมอยูภายในจิตใจของคุณ และผมก็เริ่มพูดดวยเสียงในใจที่เหมือนกับของคุณโดยชืนชมและสรรเสริญคุณสารพัด แตคุณไมรูวาผมเปนสายลมที่สิ่งอยูภายในจิตใจของคุณ คุณนึกวาเสียงทีไดยินในใจมันคือเสียงของคุณ คุณนึกวาคุณกําลังคุยกับตนเองโดยชื่นชมตนเองอยู คําถามคือ...คราวนี้คุณจะรูสึกดีกับตัวเองไหมที่ไดยินคําพูดอันแสนไพเราะนั้นอยูเสมอ ๆ อืมมมม...มันของแนอยูแลวนี่ คําถามสุดทาย มันจําเปนไหมที่คุณตองรอใหใครสักคนกลายเปนสายลมที่เขาไปสิงอยูในภายในจิตใจของคุณและบังเอิญวาหมอนั่นชอบคุณเอามาก ๆ จนพูดภาษาดอกไมดวยน้ําเสียงที่เหมือนกับของคุณเปยบเลย ก็แลวมีใครในโลกนี้ที่กลายเปนสายลมไดละ ฉะนั้น ทําไมคุณไมทําใหมันงายดวยการจัดสินใจวา ตอไปนี้คุณจะฝกฝนการพูดจากับตนเองบอย ๆ จนกวาเสียงในใจจะกลายเปนการสื่อสารกับตนเองที่ดี ๆ อยางอัตโนมัติ และวิธีหนึ่งที่ไดผลงายดายคือการฝกตะโกนดัง ๆ ตามที่ไดกลาวมาแลว เมื่อคุณทําไดแลว คุณจะรูสึกวาคุณไมทํารายตนเองอีกตอไปแลว ไมมีเหยื่ออีกแลว โปรด 35
    • จําไววา 95 % เต็มของคําพูดของคุณสรางอารมณเสมอ และคุณคือผูเลือกถอยคําไมใชถอยคําที่เลือกตัวมันเอง 36
    • บทที่ 21คุณภาพชีวิต คือคุณภาพของการสื่อสารผมไดกลาวมาแลววาพวกเราลวนตองสื่อสารกับตนเองและผูอื่นอยูเกือบตลอดเวลา คุณภาพชีวิตของเรายอมตองขึ้นกับความสามารถในดานนี้ของเราอยางแนนอน คําถามคือ เราสื่อสารไปเพื่ออะไรคําตอบอาจมีมากมาย แตโดยรวมก็คือเพื่อใหไดในสิ่งที่เราตองการไมวาสิ่งนั้นจะคืออะไร ฉะนั้นสามคําถามตอไปนี้คือหัวใจสูงสุดแหงการสื่อสารนั่นคือ 1. ที่ฉันพูดหรือแสดงออกกับตนเองอยางนี้ ฉันตองการอะไร? 2. ที่ฉันพูดหรือแสดงออกกับเขาอยางนี้ ฉันตองการอะไร? 3. ที่เขาพูดหรือแสดงออกกับฉันอยางนี้ เขาตองการอะไร? คุณผูอานที่รัก กี่ปแลวที่พวกเราไมเคยฉุดคิดหรือเกิดอนุสติขึ้นมาไดวา พวกเราตองการอะไรกันแนจากการพูดจากัน ผมมักพบวาคนเราจํานวนมากพูดกันไมรูเรื่อง โดยตางฝายก็อางวาอีกฝายนั่นแหละที่พูดไมรูเรื่องมันจะมีโอกาสเขาใจหรือรูเรื่องมากขึ้นเมื่อคนเราหันมาตั้งคําถามทั้งสามนี้บอยมากที่สุดเทาที่จะทําได ลองดูตัวอยางตอไปนี้ เมื่อแมของเรางอนใสเรา ถามตนเองซิวา “ที่คุณแมงอนใสฉันอยางนี้ คุณแมตองการอะไร?”ถาเราคิดออก เราจะมีวิธีตอบสนองไดตรงกับความตองการของทานได และปญหาการงอนก็จะยุติลงเหลือไวแตความสุขและความเขาใจอันดีตอกัน โปรดจําไววา การงอนมักหมายถึง “นี่เธอชวยอธิบายบางเรื่องที่ฉันไมชอบหรือไมเขาใจใหชัดเจนหนอยสิ เพื่อวาฉันจะไดรูสึกดีขึ้น” ดังนั้นเราตองคิดหนอยวา “เราทําอะไรไดบางแลวคุณแมจะรูสึกดีขึ้น” แลวการงอนจะหายเปนปลิดทิ้ง หลายครั้ง ที่ เ ราพบคนพู ด จาโออ วดตนเองหรือ พวกขี้โ มนั่น แหละเปนไปไดว า เราอาจรูสึ กหมั่นไส แตเมื่อเราเริ่มถามตนเองวา “ที่เขาพูดหรือแสดงออกอยางนี้ เขาตองการอะไร?” เราอาจรูไดทันทีวาเขาตองการการยอมรับ หรืออยากใหตนเองมีความสําคัญดังนั้นถานั่นไมเหลือบากวาแรง เรายอมหาตอบสนองไดอยางพอเหมาะมากขึ้น เมื่อเราเขาใจเขาได เราจะหมั่นไสนอยลง ในกรณีที่เราตองเจรจาตอรองทางธุรกิจ เรายิ่งตองถามคําถามทั้งสามขอนั้นใหมาก ๆ บางครั้งการถามถึงความตองการตรง ๆ อยางสุภาพก็มักใชไดผลดี อาจทําใหประหยัดเวลาและเลิกพูดจาออมคอมไดเปนอันมาก มันคือเคล็ดลับแหงความสําเร็จทีเดียว ยิ่ง คนรัก กัน ยิ่ง ตองเกง ในการตั้งคําถามทั้ง สามข อใหได ผมกับภรรยาดูละครไทยดวยกันบอย ๆ โดยมากแลวพระเอกกับนางเอกจะงอนกันไปงอนกันมา มันตลกมากที่ตัวละครที่รักกันแท ๆ 37
    • สามารถสื่อ สารให อีก ฝ า ยเข า ใจผิ ด ไดอ ยูเ รื่อ ย ๆ แน น อนวา นั่ น คื อ ละคร แต มั น สะท อนว า มนุ ษ ยไรประสิทธิภาพขนาดไหนในการสื่อสารถึงสิ่งที่พวกเขาตองการ การทะเลาะเบาะแวงภายในครอบครัวนั้น สวนมากเกิดจากสาเหตุเล็ก ๆ แลวคอย ๆ ลุกลามใหญโตขึ้น จนควบคุมไมได สิ่งนี้คือขอพิสูจนวาคนเราขาดทักษะขนาดไหนในการพูดจาสื่อสารกัน สิ่งที่ตามมาก็คือ การทํารายซึ่งกันและกัน การฟองรองกัน การฆาตัวตาย หรือแมกระทั่งการวาจางใหฆากัน หนทางแกไขคือการขจัดสาเหตุของการสื่อสารที่ไรประสิทธิภาพออกไปเสียตั้งแตตอนแรก คําถามที่สําคัญทั้งสามนั้นชวยไดอยางแทจริง ความขัดแยงระหวางคนในองคกรเดียวกัน ความขัดแยงระหวางบริษัท หรือแมกระทั่งประเทศที่เปนคูอริกัน เชื่อเถอะวาเกิดจากการที่พูดกันไมรูเรื่อง กรณีที่อเมริกาถลมอิรักนั้น เปนตัวอยางหนึ่งของความลมเหลวในการพูดจากันอยางชัดเจน อันที่จริงนั้น ความขัดแยงทั้งปวงลวนมีสาหุตมาจากการพูดจากันไมรูเรื่องทั้งสิ้น พวกเขาจะเพิ่มโอกาสแหงสันติภาพและความปรองดองกันไดมากขึ้นเมื่อหันมาถามคําถามที่สําคัญทั้งสามขอนั้น คุณผูอานที่รัก กอนที่คุณจะพูดอะไรออกไป กอนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป โปรดถามตนเองวา“ฉันตองการอะไร?” เสียกอน เมื่อคุณเจอกับสถานการณบางอยางหรือใครบางคนที่ทําใหคุณสับสนวาควรจะทําอยางไรดีใหถามวา “ตอนนี้ฉันตองการอะไร และที่เขาพูดหรือทํากับฉันอยางนี้ เขาตองการอะไร?” เมื่อคุณไดถามคําถามที่สําคัญนี้แลว ผมมั่นใจวา...คุณจะรูดวยตนเองวา...คุณจะทําอะไรตอไปที่เหมาะสมไดเอง 38
    • บทที่ 22องคประกอบทั้งสามของการพูดจากันบางทีเมื่อเราไดรูเรื่องตอไปนี้รวมกับหัวขอที่แลว เราจะกลายเปนผูเชี่ยวชาญดานการพูดจากันไดไมยาก การพูดจากันนั้นมีองคประกอบทั้งสามไดแก 1. “เนื้อหาหรือคําพูด” ที่ใชในการสื่อความ 2. น้ําเสียงที่ใช 3. ภาษาทาทางเดาสิวา “คําพูดที่เราใช” ในการพูดจากันสรางความรูสึกหรือผลกระทบตอผูฟงสักเทาไหร แค 7% เทานั้นเอง แลวน้ําสียงที่ใชพูดละจะมีผลกระทบตอผูฟงสักเทาไหร มันมีผลถึง 38 % สวนภาษาทาทางในการพูดนั้นจะไดคะแนนมากที่สุด เพราะวามันสงผลกระทบกับผูฟงถึง 55 % องคประกอบทั้งสามนี้บอกอะไรกับเราบาง ตอใหเราพูดกับเพื่อวา “เธอเปนคนที่ใชไมไดเลย” ก็ตามถอยคํานี้จะสงผลกระทบตอความรูสกึของเพื่อนเราเพียง 7 % หรือนิดเดียวเทานั้นเองถาเราใชน้ําเสียงที่ไมจริงจัง ฟงดูตลก เชนเสียงแหลมเหนือนเสียงหนูในการตูน และทาทางของเราก็แสดงออกอยางเต็มที่วาเราลอเลน เห็นไดชัดวาอีก 93% ของน้ําเสียงและภาษาทาทางจะกระทบตอผูฟงมากกวาวา...การสื่อความครั้งนี้ไมไดมีความหมายตามถอยคําที่ใช ผลคือเพื่อจะไมโกรธและจะหัวเราะเสียมากกวา ในทางตรงกันขาม เมื่อเราพูดกับเพื่อนวา “เธอเปนคนที่ใชไมไดเลย” ถึงแมถอยคํานี้จะสงผลกระทบตอความรูสึกของเพื่อนเราเพียง 7 % หรือนิดเดียวเทานั้นเองก็ตามแตถาเราใชน้ําเสียงที่เด็ดขาดจริงจัง เสียงดังฟงชัด และทาทางของเราตลอดจนสีหนาก็แสดงออกอยางเต็มที่วาเราพูดจริงคราวนี้อีก 93 % ของน้ําเสียงและภาษาทาทางจะกระทบตอผูฟงวา...การสื่อความครั้งนี้มีความหมายตรงตามถอยคําที่ใชเปะเลย ผลคือเรากําลังบอกขเดวยคะแนน 100 % เต็มวา “เธอเปนคนที่ใชไมไดเลย” และแนนอนวาจะมีผลกระทบตอเพื่อนคนนี้ถึง 100 % เต็มเชนกัน เธอยอมตองโกรธแนที่รูสึกวา...นี่ฉันกําลังถูกดาอยูชัด ๆ เลย บางครั้งแมเราพูดกับใครบางคนวา “นี่ฉันไมไดโกหกแมแตคําเดียวนะจะบอกให” คนฟงจะเชื่อตามคําพูดนี้เพียง 7 % เทานั้นเอง ที่เหลือก็ตองมาดูวาน้ําเสียงที่ใชเปนอยางไร สมควรจะเชื่อเพิ่มอีก38% หรือไม และทาทางในตอนที่พูดละเปนอยางไร สมควรจะเชื่อ เพิ่มอีก 55% หรือไม นี่คือเหตุผลวาบางครั้งเราพูดจริงทุกถอยคําแตบางคนกลับไมเชื่อเรา และในบางครั้ง ทั้ง ๆ ที่เรากําลังโกหก แตคนที่ 39
    • ฟ ง อาจเชื่ อ ก็ ไ ด มั น ขึ้ น กั บ องค ป ระกอบที่ เ หลือ ของน้ํ า เสี ย งและภาษาทา ทางว า เราใช พ วกมั น ในลักษณะใด เห็นไดชัดวา ถอยคําในตัวของมันเองนั้น สงผลนอยมาก ลองคิดถึงตอนที่เราสําออยไมยอมไปโรงเรียนดูสิ จําไดไหมวาตอนที่เราพูดวา “วันนี้ผมไปโรงเรียนไมไหวครับ” พวกเราทําเสียงออยหรือสั่น และทาทางก็ประดุจวาหมดเรี่ยวแรง สวนหนาตาตลอดจนแววตาก็แสดงออกใหนาสงสารที่สุด ในทายที่สุด เราก็ไดรับอนุญาตใหหยุดพักไดหนึ่งวัน ผมขอถามวา...อะไรกันแนที่ทําใหพอแมเราเชื่อวาเราไปไมไหว มันคือถอยคําอยางนั้นหรือ ไมใชแน แตมน ัคือน้ําเสียงและทาทางของเรานั่นเองที่กวาดคะแนนไปถึง 93 % ที่บอกวาเราไมไดโกหก ดังนั้นเราจึงไดอีก 7 % ของถอยคํานั้นรวมเขาไปอีกดวย เรื่องแบบนี้ใครบางไมเคยทํา พนันกันไหมละวาผมเคยทํามาแลว 40
    • บทที่ 23อารมณถูกสรางขึ้นจากภาพในใจและลักษณะของภาพนอกจากการเคลื่อนไหวหรือการใชกาย และภาษาที่เราใชจะเปนแหลงทั้งสองในการสรางอารมณของเราขึ้นมาแลว แหลงในการสรางอารมณแหลงที่สามคือ ภายในใจของเรา ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อพูดถึงภาพในใจหรือสิ่งที่จิตใจของเรากําลังสนใจอยูหรือมุงมั่นอยูนั้น มันมีสองสิ่งที่ตองพิจารณาไดแก 1. ภาพในใจนั้นคือภาพเกี่ยวกับอะไร 2. ลักษณะของภาพเปนอยางไรเมื่อผมพูดถึงภาพในใจ มันอาจะเปนอะไรก็ได เชน คน (อาจหมายถึงคนอื่นหรือตนเองก็ได) สัตวสิ่งของ สถานการณ สถานที่ ความทรงจํากับเรื่องราวในอดีต หรือแมแตการจิตนาการถึงอนาคตก็ไดทุกวันนี้คนสวนใหญไมไดกังวลกับเรื่องอดีตมากนัก ถึงแมวาเปนไปไดเชนการกังวลกับอดีตที่เคยทําเรื่องไมดีไวเปนตน อยางไรก็ตามผมพบวาคนเรามักกังวลกับเรื่องที่ยังไมเกิดขึ้นมากกวา ในเมื่อมันยังไมเกิดขึ้น ภาพจริงจึงยังไมปรากฏ มองดูดวยตาจริงไมได แตถามันดันไปปรากฏตัวเปนภาพเชิงลบอยูในใจของเรา เราก็แยได นี่แหละคือสิ่งที่รบกวนเราอยู ลองพิจารณาเรื่องตอไปนี้ดูเพื่อวาเราจะไดเขาใจชัดถึงภาพในใจวามันสรางอารมณไดอยางไร สมมติวาตอนนี้ผมอยูที่บาน และลูกของผมอยูที่โรงเรียนเปนไมไดที่ผมจะเห็นลูกดวยตาของผมไดในขณะนี้แตผมอาจนึกคิดถึงพวกเขาได ฉะนั้นสิ่งที่ผมนึกคิดหรือภาพในใจของผมในตอนนี้ก็คือลูก คําถามคือ ลักษณะของภาพนี้เปนอยางไร ถาผมนึกไปวา ตอนนี้ลูกกําลังสนุก ยิ้ม หัวเราะ และมีความสุข ผมไดสรางอารมณความรูสึกที่สบายใจขึ้นมาแลว สภาวะจิตของผมรูสึกวาดีมาก ในทางตรงกั น ขา ม ถ า ผมนึ ก ไปวา ลู ก อาจไมป ลอดภัย อาจหกล ม หัว เข า แตก ถ า เดิ น ข า มทางมา ลายจะปลอดภัยหรือไม เห็นไดชัดวาลักษณะของภาพในใจแบบนี้ไดสรางอารมณแหงความวิตกกังวลขึ้นมาแลว ผมอาจรูสึกวาไมสบายใจ อยากติดตอกับลูกไว ๆ ถาเปนไปไดหรืออยากใหพวกเขากลับถึงบานเสียทีเพื่อที่ผมจะไดหมดหวง และถาหากวาผมมุงเนนแตภาพอยางนี้มาก ๆ และนาน ๆ แนนอนวาผมคงไรพลัง ลมปวย และประสาทรับประทานได เมื่อพวกเรานัดกับใครที่มาไมทันคิด เราจะมีอารมณอยางไร? นั่นก็ตองขึ้นกับวาเรากําลังมีภาพในใจเกี่ยวกับบุคคลที่มาไมทันนี้อยางไร ถาเรานึกวาเขาคงจะวาวุนใจมากที่มาไมทันและตอนนี้คงจะพยายามอยางที่สุดที่จะรีบมาที่ที่เราอยู เราอาจสงแรงใจไปชวยลุนวาขอใหเขาอยาไดกลุมใจไปเลย ไมเปนไรหรอกเพราะวาเราเขาใจและยังคงรออยูโดยไมไดโกรธเลยแมแตนอย ในทางตรงกันขามถาเรานึกไปวา เจาหมอนี่ไมเคยที่จะใหความสําคัญกับเวลาของฉันเลย ชางเห็นแกตัวและนารังเกียจ 41
    • จริง ๆ และคอยดูเถอะวา “ฉันจะไมมีวันนัดกับคนแบบนี้อีกแลว” แนนอนวาลักษณะของภาพในใจเชนนี้จะทําใหเรามีอารมณฉันจัด โมโห โกรธ เกลียดชัง เบื่อหนาย และเซ็งมาก การตีความของเรานั้นขึ้นอยูกับภาพในใจและลักษณะของภาพเปนอันมาก มันเปนสิ่งที่สามารถสรางอารมณทั้งหลายของราทั้งที่รูสึกดีและรูสึกแยขึ้นมาได ภาพในใจไมใชสิ่งที่จะลอเลนไดโดยเฉพาะถาเราไปเรียนรูการสรางภาพในใจที่ทําใหเรารูสึกแย หลายคนไมร็วาที่ชีวิตยังแยก็เพราะวาวัน ๆ เอาแตจินตนาการถึงสิ่งที่เลวรายบอยครั้งมาเกิดนไปนี่คือสิ่งเดียวกับที่ผมเคยกลาวมาแลววา...เทากับทําใหตนเองกลายเปนเหยื่อเสียเอง พวกเราอาจสงสัยวาภาพในใจเชิงลบนั้นรายกาจจริงหรือ เอาละ ใหพวกเราหลับตาแลวนึกไปวาเรากําลังปกเข็มหมุดหนึ่งเลมไวในปาก แลวเราจะรูสึกอยางไร...ก็แยเอามาก ๆ นะสิ ถามได ก็เชนกัน เมื่อเราจินตนาการถึงเหตุการณที่ไมพึงประสงคทั้งหลาย พวกมันลวนไมแตกตางจากเข็มหมุดเลมนั้นเลยสักนิด ในโลกแหงความเปนจริงนั้น พวกเราไมนึกคิดไปวาจะมีเข็มหมุดมาปกในปากของเราหรอก แตพวกเราทําไดแยกวานั้นอีกดวยการจินตนาการถึงสิ่งราย ๆ วาจะเกิดขึ้นกับเราสักวันหนึ่งอยูเรื่อย ดวยเหตุนั้นเราไดใชพลังแหงการจินตนาการที่เที่ยวมุงเนนแตสิ่งที่ทําใหรูสึกแย หงุดหงิดรําคาญ วาวุนใจ เซ็ง เบื่อหนายกลัดกลุมใจ และอาการที่ไรสุขสารพัด แลวเราทําอะไรไดบางละ นอกจากวาเราจะตองหยุดสรางภาพในใจที่ไมพึงประสงคแลว เราตองการรูวาการทําในสิ่งตรงกันขามนั้น จะนําเราไปสูพลังจิตที่เข็มแข็งหรือสภาวะอารมณที่เชื่อมั่นอยางยิ่ง ดังนั้น เรามาฝกกันดีกวาเราจะใชพลังแหงจินตนาการหรือการสรางภาพในใจ เพื่อสรางปาฏิหาริยใหเกิดขึ้นในชีวิตของเราไดอยางไร 42
    • บทที่ 24การสรางพลังแหงจินตนาการ (การสรางภาพในใจ)มีพลังอยางหนึ่งที่จะวาไปแลวมีไดแตกับมนุษยเทานั้น เปนพลังที่เราใชอยูทุกเมื่อเชื่อวัน โทษของมันนั้น มหันตเมื่อเราใชมันอยางผิดวิธี แตมันใหคุณอนันตเมื่อเราใชมันอยางชาญฉลาด พลังนี้อาจเรียกไดหลายชื่อ เชน พลังแหงจินตนาการ หรือพลังแหงจินตภาพ หรือพลังแหงการสรางภาพในใจ ไมสําคัญวาเราจะเรียกมันวาอะไร ที่สําคัญคือเราตองหันมาฝกฝนพลังนี้ใหเปน แลวเราจะกลายเปนคนที่ไรขีดจํากัด พลังนี้เปนพลังทันใจกลาวคือ เมื่อเราสรางจินตภาพวาตอนนี้เราอยูที่สยามสแควร ณ ขณะนั้นเองก็ประหนึ่งวาเราอยูนั่น เราไมตองใชเวลาในการเดินทาง หรือกลาววาไรกาลเวลาก็ได ยิ่งไปกวานั้น ถา เราจิ น ตนาการว า ตอนนี้ เ รายื น อยูที่ ด วงจั น ทร เราก็ อยู นั่น ในดวงจิตแลว เห็น ไหมวา มัน ไรขอบเขตในเรื่องของสถานที่และกาลเวลา แคจินตนาการแลวเราก็ไปอยูที่นั่นแลวในบัดดล อันที่จริงนั้นมันไรขอบเขตจํากัดอยางสิ้นเชิง เราอาจจินตนาการวาเราเปนหยดน้ําก็ได เปนสายลมก็ได หรือเปนอะไรก็ได โอ...อะไรหนอจะไรกอบไรขอบเขต ไรกาลเวลามากถึงเพียงนี้ มีแตการจินตนาการเทานั้นที่คือความเปนไปไดอยางแทจริง เอาละ เรามาฝกสรางจินตภาพ อยางงาย ๆ กันเถอะ 43
    • บทที่ 25การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 1ในขั้นตอนที่หนึ่งนี้ จะมาฝกสรางภาพในใจของสัตวเลี้ยงและสัตวปากัน อาจเปนอะไรก็ได เชนสุนัขกระตาย ชาง มา วัว ควาย นก ปลา แมลง ฯลฯ ขอใหเรานั่งในอิริยาบถที่ผอนคลาย หลับตาลงเสียหายใจลึกและแผวเบา เริ่มนับถอยหลังจากเกาถึงนึ่งอยางชามาก ๆ ใหรูสึกถึงความผอนคลาย สบายและเบา ใหบอกกับตนเองวา “กลามเนื้อทุกสวนผอนคลายและสบาย” จากนั้นใหนึกถึงสัตวที่นารักสักตัว สมมติวามันคือกระตาย แมในยามหลับตาเชนนี้ก็ตาม พวกเราไดเห็นเคาโครงรางของกระตายหรือไม มันมีสีขาวใชไหม มันขยับตัวไดใชไหม หรือวามันกําลังวิ่งอยู และมันมีหูยาวอีกดวยใชไหม เห็นไดชัดวาการหลับตามันจําเปนตองมืดแตประการเดียว แตเมื่อเรานึกคิด เราสามารถสรางภาพกระตายไวภายในใจได คราวนี้ลองสรางจินตภาพถึงชางสักเชือกหนึ่ง มันตัวใหญ แข็งแรง หูใหญ มาสีขาว และวงยาว ๆ คุณอาจจินตนาการถึงเสียงของมันในใจดวยก็ได เมื่อลองทําดู ขอใหตั้งใจและสนุก แลวเราจะพบวามันไมยากเลย 44
    • บทที่ 26การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 2ขั้นตอไปคือการสรางภาพในใจเกี่ยวกับทิวทัศนหรือสถานที่ที่เราเคยไป เชนภูเขา น้ําตก ทะเล และสถานที่หรือเมืองที่เราประทับใจเปนตน ขั้นตอนนั้นเหมือนเดิมคือตองหลับตาและผอนคลาย จากนั้นใหนึกถึงขั้นตอไปคือการสรางภาพในใจเกี่ยวกับทิวทัศนหรือสถานที่ที่เราเคยไป เชนภูเขา น้ําตก ทะเลและสถานที่หรือเมืองที่เราประทับใจเปนตน ขั้นตอนนั้นเหมือนเดิมคือตองหลับตาและผอนคลายจากนั้นใหนึกถึงภาพเปาหมายที่ตองการ และรูสึกดั่งวาเราอยูในเหตุการณนั้น เชนตอนนี้เราอาจเห็นตนเองเดินอยูที่ชายทะเลหัวหิน ขอใหเราเห็นคลื่นทะเลตลอดจนไดยินเสียงคลื้นลมใหสมจริงที่สุด ใหดื่มด่ําสักครูและลืมตาขึ้น จงซอมสรางภาพในใจบอย ๆ จนภาพนั้นคมชัดยิ่งขึ้นในบางขณะเราจะพบว า ภาพที่ เ ห็ น นั้ น มี สี ด ว ยซ้ํ า ไป การที่ เ ราทํ า เช น นี้ ไ ด จ ะยิ่ ง เพิ่ ม ความเชื่ อ มั่ น ว า เรามี พ ลั ง แห งจินตนาการไดจริง ๆ ตอไปลองนึกถึงหอไฟเฟลที่ปารีสดูบางแมไมเคยไปก็ลองเอารูปภาพของมันมาดูกอนก็ได ในการจินตนาการนั้น ไมไดจํากัดวาตองเคยมีประสบการณมาแลว ถึงแมไมมีก็ยังสรางภาพนั้นไดอยูดี การสรางจินตภาพนั้นไรขอจํากัดอยางสิ้นเชิง คุณอาจสงสัยวาในสองขั้นตอนแรกของการนึกภาพสัตวและทิวทัศนในใจนั้นทําไปทําไม คําตอบคือ มันงายที่จะฝกสองขั้นตอนนี้กอนที่เราจะกาวขามไปฝกการสรางภาพในใจที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก 45
    • บทที่ 27การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 3เมื่อเรากาวมาถึงขั้นตอนที่ 3 เรากําลังจะฝกการสรางภาพของผูคนในใจ เมื่อเราหลับตาเราสรางภาพคนที่เราตองการนึกไดชัดไหม มีรายละเอียดแคไหน และเรากําหนดลักษณะของภาพไดดั่งใจของเราหรือไม ผมรูวามันยากทีเดียว แตก็ใหฝกทําตอไป ตอนที่ผมฝกสรางภาพในใจใหม ๆ นั้น หลายครั้งที่ผมไมเห็นอะไรเลยนอกจากความมืดแมวาจะไดพยายามนึกอยูตั้งนานแลวก็ตามแตผมยังไมยอมแพผมฝกตอไป เพราะผมรูดีวา แมเห็นแตความมืดก็ยังตองถือวาเปนความกวาหนา เมื่อเปรียบเทียบกับการไมยอมลงมือทําอะไรเลย เมื่อเรามุงมั่นจริงจัง อีกไมนานภาพในใจก็จะผุดขึ้นทามกลางความมืดเอง ขั้นตอนนี้มีประโยชนมาก เพราะวาเราประยุกตใชมหาศาล เชน สมมติวาเราตองการขอบคุณใครสักคนหนึ่ง การซอมทําในใจวาไดขอบคุณเขาในใจสักสองสามนาทีจะสรางอารมณที่ทรงพลังและปติยินดีไดอยางเหลือเชื่อ เปนไปไดวาเราจะรูสึกดีมากที่ไดฝกทําเชนนี้ ที่นาทึ่งก็คือเมื่อเราไดพบคนที่เราสรรเสริญหรือขอบคุณเขาในใจจริง ๆ เราจะพบวาเขามีทาทางเปนมิตรกับเราอยางนาอัศจรรย อาจอธิบายไดวา เราไดสงพลังงานแหงคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูงออกไป เมื่อเราไดสรางจินตภาพที่ดีงามหรือใหพรตอคนอื่น ในเมื่อเรากลายเปนความสุขเสียเอง ความเปลงปลั่งสดใสนี้ยอมปกปดไมมิด และคนที่พบเรายอมมองออกวาเรามีความสุข สิ่งนั้นเหนี่ยวนําใหเขาสายและมีความสุขไปดวยเมื่อเขาใกลเรา ทุกอยางจึงดูดีไปหมด ในทํานองเดียวกัน การซอมสรางภาพในใจเกี่ยวกับเหตุการณที่ตองเขาไปเกี่ยวของกับผูคนยอมสรางความเชื่อมั่นใหเราไดอยางแทจริง ในเหตุการณจริง เราอาจทําอะไรบางอยางไดแคหนเดียวเชน การกลาวคําขอโทษใครสักคน หรือการขอใหซื้อสินคา หรือการชวนใครไปดูหนัง หรือการขอใหชวยอะไรสักอยาง ในโลกแงจินตนาการนั้น เราจะซอมสักรอยเที่ยวก็ยังได ในเมื่อเราไดซอมทําในใจหลายครั้งเหลือเกิน เราจะทําสิ่งนั้นไดดี เมื่อเราทํามันกับโลกภายนอกจริง ๆ ในการจัดสัมมนาของผมนั้น ผมมักจินตนาการเห็นตนเองยืนอยูหนาเวทีและกลาวกับคนนับพัน ผมฝกซอมทํามันในใจวาผมพูดชาลงดวยความเชื่อมั่น เมื่อถึงวีนจริง ผมก็ทําไดตามนั้น เหมือนกับที่ไดสรางภาพในใจลงหนาไวไมมีผิด มันทําใหผมรูสึกมั่นใจ พลังอยางนี้พวกเราฝกกันไดทุกคน เมื่อตอนที่แมผมปวย ผมจินตนาการเห็นคุณแมไมไอ และนอนหลับไดสบาย ผมเห็นภาพของทานยิ้มได และราเริง วิธีนี้สรางอารมณใหผมมั่นคงและไมฟุงซาน นี่คือการใหพรแมในใจแทนการแชงในใจที่คนจํานวนมากเผอลทําโดยนึกคิดไปวา “คุณแมของฉันก็แกแลว ตอนนี้คงทรมานมาก และเปนหวงจังเลยวาคืนนี้จะนอนหลับไดหรือไม?” นี่คือลักษณะของคนทั่วไปที่ไมประสีประสากับพลังของจิน ตนาการ พวกเราเผลอแช งแมโดยไมตั้ งใจ เผลอทําไปโดยรูเ ทา ไม ไมประสีประสากับพลังของจินตนาการ พวกเราเผลอแชงแมโดยไมตั้งใจ เผลอทําไปโดยรูเทาไมถึงการณ โปรดจําไววา การมุงเนน 46
    • แตสิ่งที่เราตองการเทานั้นคือการสรางภาพในใจที่ถูกตอง สวนการเผลอไปนึกคิดถึงสิ่งที่ไมตองการยอมทําใหเราไรพลังและไรความสุขเทาที่ควร นี่แหละคือฤทธิ์เดชของภาพในใจเชิงลบที่ตามเลนงานมนุษยไมหยุดหยอน มันเปนยาพิษที่เราเผลอดื่มกินมากที่สุด ปกติแลวเหตุการณจริงทําอะไรเราไมคอยได แตจินตนาการเชิงลบที่สะสมในดวงจิตอยางไมหยุดหยอนอาจทําใหเราบา เสียหายทั้งชีวิตสวนตัวและหนาที่การงาน ประสาทแดก และถึงตายได! 47
    • บทที่ 28การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 4บางทีเราอาจไดเดินทางมาถึงขั้นตอนที่สําคัญที่สุดแลวในขณะนี้ นั่นคือการสรางภาพในใจของตัวเราเองวามีลักษณะใด หรือมีคุณสมบัติอะไรบางเมื่อเรามีภาพลักษณเกี่ยวกับตนเองในจิตใจแลว มันยากนักที่โลกภายนอกของเราจะวิ่งหนีพนภาพลักษณของตัวเราในใจไปได เรานั้นเปนไปตามภาพที่เรากําหนดไวกอนในใจวา อะไรที่เราเปนและอะไรที่เราไมไดเปนสิ่งนี้จึงกําหนดวาอะไรบางที่เปนไปไดสําหรับเราและอะไรบางเปนไปไมไดสําหรับเรา ลองพิจารณาเรื่องตอไปนี้ดู ผมเองนั้นตั้งแตเด็กเล็กยันยี่สิบสามผมมีภาพลักษณของตนเองวาผมดิ้นหรือเตนรําไมได ผลคือผมไดทําใหโลกภายนอกเปนเชนนั้นตลอดมานึกถึงงานที่โรงเรียนตอนมัธยมปลาย ผมแยเอามาก ๆเมื่อตองดิ้นและถูกเพื่อนนักเรียนทั้งชั้นหัวเราะเยาะถึงความเปนและทึ่มกับทาทางที่แข็งกระดางเปนหินของการเคลื่อนไหว และผมรูสึกอยูตลอดเวลาวาผมไมไดเรื่องในเรื่องแบบนี้ แตราวสามปมานี้เองที่ผมเปลี่ ย นไปเมื่ อ ผมจิ น ตนาการว า ผมเปน คนที่ มี ค วามสามารถแบบไร ขีด จํ า กั ด ผลที่ต ามมานั้ นเหลือเชื่อ ในการสัมมนาของผมนั้นบอยมากที่ผมตองเปนผูนําคนนับรอยนับพันดิ้นตามผม แลวรูไหมวาเปนอยางไร ทุกคนทึ่งวาผมเคลื่อนไหวคลองแคลวและสั่นสะเทือนไดมากมายเชนนั้นไดไง หนําซ้ําชมวาผมดิ้นไดนารักอยาบอกใคร เชื่อเถอะเพื่อนเอย วานี่ไมไดโม แตเปนความจริงที่ผมไดเปลี่ยนโลกภายนอกไปตามโลกภายใน เมื่อผมสรางจินตภาพวาผมเปนคนที่ดิ้นไดอยางมีศิลปะ ทันใดนั้น โลกทั้งหมดก็พยักหนาใหผมราวกับวาผมเปนผูเชี่ยวชาญก็ไมปาน ยิ่งไปกวานั้น ผมสามารถเตนแอโรบิคไดอยางดีเลิศ สิ่งนี้ชวยผมไดมากในการเคลื่อนไหวที่ไมมีขอจํากัด ทุกวันนี้ ผมมักบอกภรรยาอยูเ รือยวา... ่ผมอยากไปฝกเลนยิมนาสติกทั้ง ๆ ที่ผมเลยวัยมามากแลว แตผมรูสึกจริง ๆ วา มันมีหนทางเสมอที่อาจเป น ไปไดเ มื่ อ เราได ข ยายภาพลั ก ษณข องตนเองภายในใจของเราด ว ยการสรา งจิน ตภาพถึ งภาพลักษณของตัวเราในแบบที่เราตองการ ในไมชาเราจะเชื่อและเชื่อมั่นในภาพลักษณใหมไดอยางแนนอน อันที่จริงนั้น มันเปนวิธีที่มีประสิทธิภาพที่ทรงพลังมาก เสียดายเพียงวานอยคนนักที่ไดรู การที่ เ ราเชื่ อ ว า มี ห ลายสิ่ ง หลายอย า งที่ เ ราทํ า ไม ไ ด นั้ น หารู ไ ม ว า นั่ น เท า กั บ เราได ส ร า งภาพลักษณแหงความเปนไปไมไดบางประการไวในดวงจิต เราไมเคยรูเลยวาเราหนีภาพลักษณเหลานี้ไมพน แลวเราก็กายเปนคนแบบนั้น บางคนที่เชื่ออยางผิด ๆ วา “ฉันไมมีปญญาร่ํารวยได” เขาไดสรางภาพลักษณแหงความไมสามารถนี้สถิตไวในดวงจิต ภาพในใจเกี่ยวกับตนเองเชนนี้คือภาพของความไมสามารถ ขาดแคลน และ ยากจน ฉะนั้น ทางแกที่ดีกวาสําหรับพวกเราคือการเขาไปเลนกับจิตใจของเราใหมดวยการสรางภาพของตนเองในใจแบบใหมที่ดีกวาเดิม การฝกซอมทําในใจบอย ๆ ถึงตัวตนที่เราตองการอยางแทจริงคือวิธีแกปญหาที่งายกวาวิธีอื่นเปนอันมาก 48
    • ภาพลักษณของตนเองในใจเชิงลบที่ตองระวังใหดีนั้นมีเยอะ แตที่แสบมากไดแก “ฉันมันไอขี้แพ” “คนอยางฉันเกิดมาเพื่อใชกรรม” “อันวาตัวฉันนั้นไมสําคัญ” “ชางปะไร ไอเรามันเปนคนไมดีอยูแลวนี่” และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทํารายจิตใจของตัวเราเองอยางแรงกลา แมวาพวกเรายังคงออกไปทํางานและตอสูดิ้นรนกับชีวิตตามปกติก็ตาม แตถาเรามีภาพลักษณของตนเองเหลานี้อยูในใจ แลวเราจะไปคาดหวังแบบไหนไดนอกจากความหวยแตกเสมอ แนวโนมจึงเปนเชนที่ไดคาดวา คือ แย แย แยและแย หนทางเดียวที่จะวิ่งหนีภาพในใจเชิงลบพวกนี้ไดคือวิธีหนามยอกใหเอาหนามบง เราตองกลับเขาไปในจิตใจของเราอีกครั้ง หลับตาลงเสีย แลวใชจินตนาการวาดภาพตัวเราขึ้นมาใหม ใหเราใสลักษณะหรือคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมตาง ๆ นานา เขาไป ใหดื่มด่ํากับภาพใหมอันไฉไลนี้ใหมาก ๆ เมื่อเราฝกซอมในใจจนมันอยูตัว และภาพที่เห็นในใจก็คมชัดยิ่งแลว หลังจากนั้น เราจะกลายไปเปนคนในลักษณะใหมไดเอง เราไมมีทางเลือกหรอกเพราะวาเราไดเลือกไปแลวเมื่อเราฝกใชพลังแหงจินตนาการนั่นวาเรายอดเยี่ยมอยางไร และเราก็จะกลายเปนคนเชนนั้นจริง ๆ คุณผูอานที่รัก คํานจํานวนมากไมไดฝกสรางภาพตนเองในใจที่ดีมาก ๆ แบบจงใจและรูตว ผม  ัใครขอรองใหพวกเราหันมาฝกใชพลังแหงจินตนาการในดานนี้ใหมากขึ้น วันละ 15 นาทีก็ยังดี จงทําสิง ่นี้เพื่อตัวเราเอง ยังจะมีอะไรอีกหรือที่สําคัญไปกวาการหลอหลอมตัวเองขึ้นมาใหม แถมเต็มเปยมดวยคุณลักษณะที่ดีสารพัดเพราะวาในโลกแหงการนึกคิด...สิ่งใด ๆ ลวนเปนไปได ไมมีอะไรจะสูงคาแตราคาแสนต่ําอยางนี้อีกแลว พวกเราลงทุนแคเวลานิดหนอยกับพลังงานอีกเล็กนอยในการนึกคิดหรือจินตนาการ นี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังยิ่งตัวหนึ่งที่ อัลเบิรต อสไตน สรรเสริญวา มีอานุภาพเหนือกวากระทั่งความรู ไอนสไตนกําลังบอกวา แมความรูจะยิ่งใหญแตวาความรูที่ยิ่งใหญมาก ๆ นั้น ไดมาจากไหนละถาไมใชอาศัยพลังแหงจินตนาการเขาชวย หากวาไรซึ่งพลังแหงจินตนาการอันแสนบรรเจิดและพิสดารแลวไซร มันเปนไปไมไดที่ไอนสไตนจะคนพบทฤษฏีสัมพันทธภาพอันเหลือเชื่อ หากวาคนเชนไอนสไตนยังชอบสรางจินตภาพ ก็แลวทําไมพวกเราถึงจะไมละ! 49
    • บทที่ 29การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 5เมื่อไดวาดภาพในใจวาตัวตนของเราสวยงามและยอดเยี่ยมอยางไรแลว สุดทายเราจะมาฝกการสรางภาพในใจเกี่ยวกับสิ่งของ การเงิน ธุรกิจการงาน การที่เราสรางจินตภาพเกี่ยวกับอะไรก็ตามเราจะเกิดอารมณที่สอดคลองเสมอมันทําใหเรารูสึกมั่นคงหรือมั่นใจเกี่ยวกับเรื่องเฉพาะที่เราไดฝกฝนสรางจินตภาพ เอาละ ถึงตรงนี้ ขอใหเราหลับตาลง นั่งใหสบายและผอนคลาย ตอนนี้ใหจินตนาการวาเรากําลังหยิบสมุดธนาคารของพวกเราขึ้นมา เปดหนาแรกออก ตอนนี้เราเห็นชื่อและนามสกุลของเรา พลิกไปที่รายการสุดทาย เราเห็นตัวเลขเงินที่เราเปนเจาของหรือไม มันอาจมากแคไหนก็ได สมมติวามันคือสิบลานบาท พวกเราเห็นเลขหนึ่งและศูนยอีกเจ็ดตัวชัดไหม ขอใหเราคอย ๆ ฝกสรางภาพในใจถึงสิ่งที่เราตองการ ใส ความรู สึ กดี ใจลงไปและทั้ง ๆ ที่ยังหลับตา ใหขอบคุ ณในใจตอจํานวนเงิน นั้น ที่ เราไดครอบครองใหสมจริง ยิ่งเราเชื่อและสรงภาพไดชัดเจนเทาไหร พลังแหงจินตภาพก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นเทานั้น ยิ่งนานวันออกไป เราจะรูสึกแนใจวาสิ่งนี้จะเปนไปไดจริง ๆ เราจะไมคิดถึงความยากจนและหวาดกลัวไปเองวาเราจะลําบาก แนนอนวาพวกเราไมไดนั่งงอมืองอเทา พวกเราก็ยังออกไปทํางานออกไปทําธุรกิจ แตที่เพิ่มขึ้นอีกอยางในชีวิตคือ พวกเราไดฝกสรางจินตนาการที่สรางสรรค หลายคนสงสัยวา นั่นจะเปนการหลอกตนเองหรือเปลา เพอเจอหรือฝนลม ๆ แลงไป หรือเปลาเหตุผลที่ถามอยางนี้มักเปนเพราะพวกเขาเขาใจผิดไปวา คนที่ชอบวาดภาพในใจคงไมไดลงมือทําอะไรเลยนอกจากหลับตานึกเทานั้น แตมันไมใชเลย พวกเราที่ฝกสรางจินตภาพใชเวลานอยมากกับการนั่งหลับตาเพื่อสรางจินตนาการ พวกเราตางหากที่กระตือรือรนในการลงมื่อทํามาก ๆ ดั่งเชนที่มนุษยเคยฝนหรือสรางภาพในใจวา สักวันเราจะไปย่ําดวงจันทร และแลวมันก็เกิดขึ้นริง ๆ เห็นไดชัดวามันตองผานการคิดคนหาวิธีที่จะไปที่นั่นอยางทุมเท และใชพลังแหงจินตนาการเขาชวยจนกลายเปนความจริงในที่สุด จะวาไปแลว มีตรงไหนของหนังสือเลมนี้บางไหมที่ระบุวาการใชเทคนิคใด ๆ ก็ตามในหนังสือเลมนี้สามารถทําเพียงเทานั้น แลวก็ใหนั่ง ๆ นอน ๆ โดยไมตองทําอะไรอีกเลย แนนอนวามันไมมีการบงชี้เชนนั้นแน ตรงกันขาม มันหมายถึงการใหนําเทคนิคตาง ๆ ในหนังสือเลมนี้เพิ่มเขาไปในชีวิตประจําวันของเราตางหาก แลวเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไมวาสิ่งที่เราตองการจะคืออะไรก็ตาม เราตองฝกสรางภาพในใจประหนึ่งวาเราไดมันมา และครอบครองมันไวแลว ในเมื่อผมเพิ่งใชคําวา “ไดมันมาและครอบครอง” ดังนั้นเราตองมุงเนนไปที่ความรูสึกที่สมจริงวาไดมันมาแลวจริง ๆ เราจะรูสึกอยางไร ตื่นเตนดีใจอยางไร และมีความสุขอยางไรการมุงเนนที่ผิดพลาดคือการไมยอมแสดงบทบาทที่แทจริงของการใชจินตนาการ เชน รูสึกแยงในใจอยูตลอดเวลาวา “แตฉันยังไมมีมันนี่หวา” “แตฉันยังไมไดมันมานี่หวา” ผมอดสงสัยไมไดวาหากใครชอบแยงเชนนี้ในใจ งั้นเขาจะมานั่งหลับตานึกภาพถึงสิ่งที่เขาตองการไปทําไม จะมานั่งหลับตาเพื่อตอกย้ํา 50
    • และมุงเนนในสิ่งที่ไมมีไปทําไม นั่นจะยิ่งทําใหรูสึกแย และดึงดูดความไมมีใหเขามามาก ๆ กันเขาไปใหญ โปรดจําไววาการหลับตาสรางจินตภาพ ไมใชเวลาที่จะนึกคิดถึงสิ่งที่เรายังไมมีหรือยังไมไดมาแตมันเปนเวลาสําหรับการจินตนาการวาถาเรามีมันแลวในขณะนี้ แลวเราจะรูสึกดีอยางไร ใหเราสรางความรูสึกดี ๆ เชนนั้นใหมาก ๆ แลวเราจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะดึงดูดสิ่งที่เราไดวาดภาพไว และทายที่สุดของเรื่องการฝกจินตนาการ ความสําเร็จของพลังแหงการสรางจินตภาพหรือภาพในใจจะขึ้นกับองคประกอบ 4 ประการคือ 1. ภาพในใจนั้นชัดเจนมากหรือนอย ยิ่งชัดเจนมากก็ยิ่งมีพลังมาก แตไมตองหวง เมื่อชั่วโมงบินในการฝกของเรามากขึ้น ภาพจะ ชัดเจนมากขึ้นอยางเปนธรรมชาติและงายดวย 2. ความยาวนานในการเห็นภาพที่ตองการ ยิ่งเห็นภาพนั้นไดนานกวา พลังก็ยิ่งมากตามไปดวย 3. ความถี่ในการสรางจินตภาพ การทําวันละ 2 ครั้งยอมดีกวา 1 ครั้ง ผมคิดวาวันละ 2 ครั้งกําลังดี 4. ความเขมขนทางอารมณที่รูสึกอยูในการสรางภาพในใจ อารมณยิ่งเขมขนรุนแรงเมากเทาไหร พลังก็ยิ่งมากขึ้นเทานั้น ในกรณีที่ไมมีอารมณเลย ให ตายสิโรบิ้น...พวกเราตองพยายามกลั่นอารมณออกมาใหได สวมวิญญาณเขาไปหนอย ชวยตี บทใหแตกหนอย หาไมแลวก็กรุณาหยุดทําเสียเถิด! 51
    • บทที่ 30การตื่นขึ้นครั้งใหญของผม T x E = Rเทาที่ผานมา ผมไดอธิบายวาพวกเราสรางหรือผลิตหรือประกอบอารมณขึ้นมาจากแหลงใหญทั้งสามซึ่งไดแก การเคลื่อนไหวหรือการใชรางกายของเรา ภาษาหรือคําพูดที่เราใช และภาพในใจวาปนอยางไร ความรู เ หล า นี้ ทํ า ให ผ มตื่ น ขึ้ น จากการหลั บ ไหลมานาน ยิ่ ง ไปกว า นั้ น เมื่ อ ผมได เ ข า ใจแล ว ว าความคิดที่เจืออารมณนั้น คือพลังงานแมเหล็กไฟฟาความถี่ตาง ๆ ที่สงออกไปในอวกาศตลอดเวลาและจะไปตามพลังงานที่อยูในคลื่นแบบเดียวกันเขามาหาตามกฏแหงการดึงดูดชักนําพา พฤติกรรมของผมก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ภารกิจใหญของผมคือความราเริง ปติยินดี และการทําจิตใจใหผองแผวดูเหมือนวากฏแหงการดึงดูดจะดึงดูดของที่เหมือนกันมาใหผมจริง ๆ เพราะวามันไดดึงดูดความรูที่ล้ําลึกที่สุดอีกประการหนึ่งมาใหผม นั่นก็คือ T x E = R ซึ่งเปนสูตรที่ทําใหตื่นขึ้นเมื่อผมไดรูแจงอยางฉับพลันถึงสิ่งที่จะชวยอธิบายปริศนาลี้ลับมากมายวา ทําไมมนุษยถึงเปนอยางที่พวกเขาเปน ทําไมมนุษยเลือกทําบางสิ่งแตไมเลือกทําบางสิ่ง คําถามนี้เหมือนงายแตยากมาก มันเขาขายเสนผมบังภูเขาแตแลวสูตรพิเศษนี้ก็เขามาในสถานการณที่สุกงอมพอดิบพอดี แลวชวยใหผมเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดครั้งใหญ เอาละ ในเมื่อผมไดโมไวมากวามันดีแบบสุดยอด เราไปศึกษากันเถะวามันคืออะไรกันแน T = Thought หมายถึงความคิด ไอเดีย เปาหมายหรืออะไรก็ได E= Emotion หมายถึงอารมณความรูสึกที่มีตอ ตัว T R= Reality หมายถึงความเปนจริงที่จะเกิดขึ้นได สูตรนี้อธิบายวา ลําพังความคิดใด ๆ หรือเปาหมายใด ๆ นั้นยังมีพลังไมพอที่จะขับเคลื่อนใหความคิดใด ๆ กลายเปนรูปธรรมทางโลกภายนอกได จําเปนที่เราจะตองใสอารมณอันเขมขนหรือแรงกลาที่เห็นชอบ อนุมัติ สนับสนุน และเห็นดวยกับความคิดนั้น ๆ แลวเราถึงจะกระตือรือรนที่จะลงมือทําหลาย ๆ สิ่งเพื่อใหความเปนจริงบังเกิดขึ้น หลายครั้งที่เราสงสัยวา ความคิดหลาย ๆ อยางก็มีแลวเปาหมายหลาย ๆ ประการก็ตั้งแลว แตจนแลวจนรอดเราก็ยังไมกระดิกกระเดี้ยที่จะทําอะไรเสียทีเพื่อความคิดหรือเปาหมายของเรา ทําไม และทําไมละ? อะไรคือสวนผสมที่หายไป อะไรคือจิ๊กซอวที่หายไป อะไรคือกุญแจที่เราทําหลนหายไป ผมคิดวาพวกเราคงเดาไดแลวใชไหม อารมณไงที่หายไปพวกเรามักจะ “ไมมีอารมณเลย” กับเรื่องราวหลายเรื่อง แตเราก็งงแลวสับสนวา “ ทําไมนะฉันถึงไมทําสิ่งที่ควรทํา นี่ฉันเปนอะไรไปนี่!” เราไมไดเฉลียวใจเลยวาเราไดใชอารมณในลักษณะที่ไมสงเสริมการกระทําของเรานั่นเอง ตราบใดที่เรายังคงถอนหายใจใหกับความคิดหรือเปาหมายใดก็ตาม เราก็จะ 52
    • ผลักใสมันไปอยูไกลลิบโลก และเชื่อไดเลยวา…มันจะไมเปนความจริงขึ้นมาหรอก ตราบใดที่เราใสความรูสึกแย ๆ กับความคิดหรือเปาหมายใด ๆ ก็ตามดวยภาษาที่ทอแทเจืออารมณเชิงลบวา “ ก็มันเปนไปไมไดนี่” “ก็มันหนักหนาเกินไปนี่” “ก็มันคงไมคุมหรอก” “ก็มันขี้เกียจนี่หวา” “ก็มันยากจะตายโหง” ”ก็มันคงไมไดผล แลวจะพยายามไปทําไม “ ฯลฯ งั้น ก็ชัวรอยูแล วที่เราจะไมลงมือทํ าตามความคิดนั้นแน ผมถึงบอกวาสูตรนี้มันอธิบายพฤติกรรมของคนไดเยอะ ดังนั้น ถาเราอยากแนใจวาเราจะลงมือทําอะไรหรือไม เราตองสรางตัว E หรือสรางอารมณที่มันตื่นเตนเราใจใหกับตัว T หรือความคิดอยางใดอยางหนึ่งใหมาก ๆ แลวเราจะลงมือดวยความเต็มใจอยางเปนธรรมชาติ เราจะกลายเปนคนแบบ “ฉันรักที่จะทํา” แทน “ฉันเกลียดที่จะทํา” จะวาไปแลวเนื้อหาจํานวนมากในหนังสือเลมนี้ ลวนปูทางไปสูการสรางตัว E ที่อยูในสูตรนี้ จําไดไหมที่เราไดเรียนรูผานมาแลววา พลังที่ยิ่งใหญที่สุดไดแก “ พลังแหงอารมณหรือพลังแหงสภาวะจิต” เราไดรูมาแลววาเราสรางอารมณไดจากแหลงทั้งสามคือ การเคลื่อนไหว คําพูด และการสรางภาพในใจดังนั้น เรายอมประยุกตใชสูตรนี้ไดงายมาก หากวาผมตองพูดถึงสูตรนี้ดวยประโยคเดียว ผมจะสรุปวา “ใหหาหนทางหนึ่งเสมอ…ที่จะรูสึกดีกับเปาหมายและชีวิตของเรา” นี่คือกฏทองที่จะไขเขาไปในการใชชีวิตที่มีความสุขและประสบความสําเร็จอยางแทจริง เทาที่ผานมา ผมไดพูดถึงการสงจดหมายผิดใบ การที่เราเผลอกลายเปนผูเชี่ยวชาญดานความหดหูและความเคลียด เราเผลอไปใชกลยุทธที่ไมมีวันไดผลซึ่งไดแกการเซ็ง เบื่อ บน ตําหนิ กังวล กลัดกลุม และการรองให ผมขอเรียกพวกมันรวมกันวา “รูสึกแย” คําวา “รูสึกแย” ก็คืออารมณเชิงลบทั้งปวงหรือถาตองพูดอีกอยางก็คือการใสเครื่องหมายลบ (-) ใหกับตัว E เอาละ แลวมันจะเกิดอะไรขึ้นกับสูตรของเรา สูตรเดิมมีอยูวา T x E = R โดยที่ T = Thought หมายถึงความคิด ไอเดีย เปาหมายหรืออะไรก็ได E= Emotion หมายถึงอารมณความรูสึกที่มีตอ ตัว T R= Reality หมายถึงความเปนจริงที่จะเกิดขึ้นได แตเมื่อใสเครื่องหมายลบใหกับตัว E สูตรใหมกลายเปน T x (-E) = -R ผมหมายความวาเมื่อเราใสอารมณเชิงลบที่เนาบูดใหกับตัว T การคูณกันของตัว T กับตัว –Eจะไดผลลัพธออกมากลายเปน –R หรือกลาวใหมไดวาเมื่อเรามีสภาวะจิตหรืออารมณเชิงลบตอสิ่งใดเราจะไมทําเรื่องนั้น ซึ่งเทากับวามันจะไมมีอะไรเกิดขึ้นมาหรอกเมื่อไรการกระทํา และนั่นเทากับวาเราไดผลักใสใหสิ่งนั้นไปอยูไกลลิบโลกนั้นเอง เพื่อน ๆ ที่รัก พวกเราเห็นความสําคัญของตัว E ในสูตรนี้ 53
    • หรือยังครับ ขอใหคิดถึงเรื่องราวตาง ๆ ในชีวิตที่ผานมาสูตรนี้ไดอธิบายพฤติกรรมของเราไดมากใชไหมผมหวังเหลือเกินวาพวกเราจะไดตื่นขึ้นกับความรูที่ล้ําลึกนี้ สําหรับตัวผมนั้น ผมไดไตรตรองถึงชีวิตที่ผานมา และนึกขอบคุณวามันยังไมสายที่ผมจะเปลี่ยนแปลงไดอยางมหาศาลเมื่อผมรูวาไดควาสูตรนี้ไวในมือแลวพวกเราทุกคนก็ตองทําใหไดเชนกัน นํามันไปปรับใชกับตนเองวันนี้เลย และสิ่งหนึ่งที่ควรคาแกการจดจําก็คือ “ ใหหนทางใดหนทางหนึ่งเสมอ…ที่จะรูสึกดีกับเปาหมายและชีวิตของเรา” 54
    • บทที่ 31อารมณเสีย …เปลี่ยนมันซะ เมื่อเราอารมณเสีย มันไมดีตอตัวเราเอง มันไมดีตอสุขภาพของเรา มันไมดีตอสภาวะจิตของเรา มันไมดีตอครอบครัวของเรา มันไมดีตอธุรกิจหรือบริษัทของเรา มันไมดีตอเมืองที่อยู มันไมดีตอประเทศนี้หรือประเทศไหน มันไมดีตอโลกใบนี้ มันไมดีตอจักรวาลแหงนี้ และมันไมดีตอใครหรืออะไรทั้งนั้น ลองคิดดูสิถาผมจะเชื้อเชิญพวกเราไปเที่ยวครอบครัวแหงความหดหู สังคมแหงความหดหูประเทศแหงความหดหู หรือดินแดนใด ๆ แหงความหดหู จะมีใครบางที่อยากไป เห็นไดชัดวาไมใครเอาดวยแน ถึงขนาดนี้แลว เราตองอึ้งเมื่อโลกนี้เต็มไปดวยผูคนที่หดหู โอพระเจา โอเซียน โอเทวดา..ความสุขมันนารังเกียจนักหรือไร มนุษยถึงไดฝกใฝกับความหดหูกันอยางบาคลั่งถึงเพียงนี้! เมื่อเราอารมณเสีย จงตะโกนดัง ๆ เลย “เปลี่ยนมันซะ” เพราะวาไมชาก็เร็วมันก็ตองเปลี่ยนไมมีใครหรอกที่รองใหไปเรื่อย ๆ จนกวาจะตาย ในทํานองเดียวกัน พวกเราไมสามารถเซ็ง เบื่อ บน หดหู แลวอยูในอารมณเชนนั้นไปเรื่อย ๆ ตลอดไปไดหรอก ผมถึงบอกวายังไงเราก็ตองเปลี่ยน แตการเปลี่ยนชาเกินไปนั้นแหละที่เปนปญหาและมีอันตราย เราตองรีบหลุดออกมาใหได ยิ่งเร็วยิ่งดี และจะวาไปแลว…เราจะรอไปนาน ๆ โดยรูสึกแยไปทําไมละ ทําไมไมเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลยละ ขอใหเราใชความรูที่ไดกลาวมาแลว เชน ออกไปวิ่ง เปดเพลงดิ้น กระโดดโลดเตน ยืนฝนยิ้มที่หนากระจกนานหนึ่งนาทีตะโกนคาถาวิเศษดัง ๆ เชน “เปลี่ยนมันซะ” หรือไมก็นั่งลงเสีย แลวฝกสรางภาพในใจโดยเปลี่ยนเรื่องที่กําลังสนใจอยู หลักการมีอยูวาถาไมอยากคิดถึงอะไร ก็จงอยาพูดถึงมันซะ ในทํานองเดียวกัน ถาเราอยากมุงเนนหรือสนใจอะไรก็ตาม ก็ใหพูดถึงสิ่งนั้นใหมาก ๆ และบอย ๆ นี่แหละคือเหตุผลวาทําไมตําราที่วาดวยความสําเร็จแทบทุกเลมจึง สอนให คิ ด พู ด และจินตนาการถึ ง แตค วามสํ าเร็จ อยาไดว อกแวกไปพูดและนึก คิดเรื่อ งความลมเหลวเปนอันขาด ทวาโชครายที่คนจํานวนมากเหลือเกินมันวอกแวกมากเกินไป พวกเขาเอาแตพูดและใชศัพทแหงความลมเหลว ผลคือพวกเขาเห็นแตภาพความลมเหลวและไดพวกมันเขามาแบบไมเคยขาด ดังนั้นเราตองหัดพูดในใจเฉพาะแตเรื่องที่เขาทาถาเราอยากมุงเนนเรื่องที่มันเขาที ถาเรามัวแตพูดหรือนึกคิดในใจถึงเรื่องที่ไมเขาทา เราก็หนี้ไมพนที่จะตองสรางและเห็นภาพเชนนั้นตอไปอยางไมหยุดหยอน เพราะวาเราไดมุงเนนมันนั้นเอง เพื่อน ๆ ที่รัก ทุกครั้งที่อารมณเสีย จงฝกใหไวที่จะพลิกกลับมาสูอารมณที่ราเริงใหเร็วที่สุดใหไดไมวาเราจะใชวิธีไหนก็ตาม โปรดจําไววา อยางอื่นเปลี่ยนชาไมเปนไร แตอารมณเนาบูดนั้นหากเปลี่ยนชาเกินไป เราอาจถึงตายได อนึ่ง บางทีเราอาจไมรูวา บทเพลงเศรา หนังสือเศรา หรือภาพยนตเศรา ลวนแลวแตทําใหเราหดหู ฉะนั้น แมเราอาจเขาไปของแวะกับสิ่งเหลานี้ได แตจงอยาถลําลึกจนกลายเปนรสนิยมชมชอบ 55
    • แบบคลั่งไคล หลายครั้งที่ผมตองแปลกใจเมื่อพวกเรามีความสุขกับสิ่งที่เศรา มันขัดแยงเกินไป และแนนอนวานี่คือหนึ่งในกลยุทธที่ไมมีวันไดผลดีกับชีวิตพวกเราแลย แตหลายคนอาจเถียงวา “ก็ฉันไมไดคิดวานั้นเปนกลยุทธนี่คุณ”มันก็จริง แตสิ่งใดก็ตามที่เราใชมันบอยในการดําเนินชีวิตจนกลายเปนรูปแบบหรือนิสัย มันไดกลายเปนกลยุทธของการใชชีวิตชนิดที่เราไมรูตัว และรูปแบบหรือกลยุทธในการเขาถึงความสุขดวยเรื่องราวเชิงทุกขอันแสนรันทดใจนั้น.. คือสิ่งที่ตองระมัดระวังเปนอยางยื่ง มันราวกับวาไมนาเสียหายอะไร หรืออาจเรียกมันวาคือ “ความมืดสีขาว” หลายคนไมไดดีหรือผลิกผันไปสูความเศราก็เพราะวาจิตใจฝกใฝความทุกขโดยไมรูตัว นี่คือการปรับจิตจนกลมกลืนกับความเศราและเห็นวามันคือความปกติแตผมยืนยันวาไมปกติ เมื่อเราของแวะกับมัน อานมัน ฟงมัน และดูมันเปนประจํา เทากับวาเราไดราดยาพิษเหลานี้ลงในความรูสึกนึกคิดของเราดวยน้ํามือของเราเอง พวกเราไดกลายเปนเยื่ออยางไมรูตัว ผมเลิกฟงเพลงเศราก็ดวยเหตุที่ตระหนักรูถึงผลที่จะตามมาของมันหากเปนบทเพลงชนิดซาบซึ้งใจยังพอรับได แตบทเพลงเศราผมไมเอาเลย…. อยางนอยผมก็ลดโอกาสที่จะปลอยพลังงานคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํา ๆ ออกไปสูอวกาศที่จะไปกวักมือตามเรื่องราย ๆ เขามาในชีวิตของผมไดเยอะแลว แตคนสวนใหญไมเคยรูเรื่องการสงคลื่นนี้เลยแมแตนิดเดียว พวกเขาไมรูวามีความสัมพันธกันระหวางพลังงานของสภาวะอารมณกับสิ่งที่จะดึงดูด ดังนั้นเมื่อเราอารมณเสียจงเปลี่ยนมันซะ…จงเปลี่ยนมันซะ 56
    • บทที่ 32ทําจิตใจใหผองแผว คําสอนที่ยิ่งใหญที่สุดของพระพุทธองคเรื่องหนึ่งก็คือ “ละชั่ว ทําดีทําจิตใจใหผองแผว” คําสอนนี้มีความลึกซึ้งและสําคัญอยางยิ่ง ถึงกระนั้นก็ตาม พวกเราชาวพุทธทําตามไดนอยมาก การละชัว ่นั้น เห็นไดชัดวา… ถาไมละแลวชั่วชานัก ยอมถูกจับไปลงโทษดวยกฏหมายของบานเมืองไมชาก็เร็วการทําความดีนั้นดีในตัวมันเองจนไมตองอธิบายดวยซ้ําไป แตพวกโงเงาเตาตุนบางคนกลับเห็นวา“ทําดีไดดี มีที่ไหน ทําชั่วไดดีมีถมไป” จริงอยูวาอาจเปนคําพูดเสียดสี แตมันไรสาระและถาจะไมพูดเสียเลยยอมประเสริฐกวา พวกเราตองไมเพี้ยนขนาดนั้น ไมงั้นอาจเปนภัยมหันตไดเพราะวาทุกสิ่งมักเริ่มตนจากจุดเล็ก ๆ กอนเสมอ คนบางคนทีแรกก็พูดเลน ครั้นนานไปจิตใจเริ่มเห็นดวย หนัก ๆ เขาเลยทําชั่วมันซะเลยเพราะเห็นวาสูทําดีมาตั้งนานทําไมไมไดรับการตอบสนอง ลักษณะนี้คือการมองสั้นเกินไปและแถมมองไมรอบดาน คนทําชั่วจํานวนมากกําลังแยและคนทําดีจํานวนมากกําลังเจริญ…ทําไมไมไปมองบาง ! จําไดไหมวา จิตวิญญาณเปนพลังงานที่ผมเชื่อวามีคุณสมบัติในการเก็บกักกรรมหรือการกระทําที่ยังไมไดสงผล ฉะนั้น กรรมทั้งดีและไมดีทั้งหลายจะสงผลแนไมชาตินี้ก็ชาติตอ ๆ ไปผมพูดถึงความเปนไปไดของมัน ไมไดพูดวาเราตองกลัวหรืองมงาย และผมไมชอบเลยถาใครจะพูดแบบขาดความเขาใจวา “ฉันเกิดมาเพื่อกมหนากมตาชดใชกรรม” อยางนี้มันเขาใจแคบเกินไปจนอาจลืมไปวาการกระทําใหม ๆ ในตอนนี้สิที่ยิ่งสําคัญกวาและตองสนใจใหมาก ๆ แตการพูดอยางนั้นมัน“กํากวม”จนอาจดําเนินชีวิตไปอยางไรความสุขได อยางไรก็ตาม เทาที่ผมวิจารณมาตั้งยาวก็ยังไมใชประเด็นที่ผมอยากบอกหรอก ประเด็นจริง ๆ อยูที่ขอความสุดทายของคําสอนพระพุทธองค… การทําจิตใจใหผองแผว ผูคนในโลกนี้ บางคนรวยมาก มีเงินมาก มีธุรกิจมาก มีครอบครัวมีทายาท มีเพื่อน มีลูกนอง มีขาวของเครื่องใชมากมาย ทํางานเพื่อสังคม ทําบุญสรางวัด ฯลฯ แตถึงขนาดนี้แลว พวกเขาอาจกลาวไดวา “แตไมรูเปนไร ลึกลงไปภายในตัวฉัน ฉันไมมีความสุขเลย ฉันรูสึกถึงความวางเปลา” อะไรละที่ทํ า ให ค นเรารู สึ ก เช น นั้ น งั้ น ผมต อ งถามใหม “ความรู สึ ก อะไรล ะ ที่ ห ายไปจากชี วิ ต ” คํ า ตอบ “ก็ความรูสึกที่มีความสุขไงที่หายไป” ทางแกนั้นงายมาก ทางแกคือ “จงฝกที่จะทําจิตใจใหผองแผว” และการที่จะฝกไดนั้น พวกเราตองมาทําความเขาใจกันกอนดังนี้ ประการแรก ความรูสึกวาผองแผวนั้นไมไดจู ๆ ก็ลอยมาหาเรา (แมวานั่นก็อาจเปนไปไดในยามที่มันเกิดขึ้นเอง) แตจะงายกวาถาจะฝกสรางความรูสึกดีกับสิ่งตาง ๆ เพราะนั่นแหละคือหนทางทําใหเกิดความปติ ราเริง และมีความสุข ทั้งหมดนี้อาจเรียกใหมไดวา “จิตใจที่ผองแผว” และพวกเราตางไดเรียนรูกันมาแลววาเราสรางความรูสึกหรืออารมณหรือสภาวะจิตขึ้นมาไดอยางไร 57
    • ประการที่สอง ในคําสอนที่วา “จงทําจิตใจใหผองแผว”เห็นไหมวามันไมไดระบุวาตองมีเงื่อนไขใด ๆ ที่ดีหรือแย และมันไมไดระบุการเวลาเอาไว ฉะนั้น ผมจึงตีความวา “จงทําจิตใจใหผองแผว ในทุกกาลเวลา ทุกสถานที่ และทุกสภาวะเงื่อนไข” เชน ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เรายังไมร่ํารวยแตเราอยากมีเงินทองเยอะ ๆ จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผวราเริง และ ปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เรายังไมมีแฟนแตอยากมี หรือวาเราอยากแตงงานแตยังไมพบเนื้อคู จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น จงฝกใหตนเองยิ้มแยมแจมใสอยูเสมอ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เรามีครอบครัวแลว แตเรายังไมมีทายาทและเราอยากมี จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เราเจ็บปวยแตเราอยากหายปวย จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้คุณแมของเราไมสบายแตเราอยากเอาใจชวยทานใหหายปวย จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาใว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เราพบกับปญหาและอุปสรรคหลาย ๆ อยางที่ตองแกไข จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เราอวนแตอยากผอมและดูดี จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เรายังไมไดในสิ่งที่เราตองการหลายสิ่งที่เราอยากได จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีความสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น และไมวาเรากําลังเผชิญอยูกับอะไร ณ ขณะไหน และสถานที่ไดก็ตาม จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเหลานั้น คุณผูอานที่รัก เมื่อผมยังเล็กนัก ผมตองเรียนวิชา “หนาที่พลเมือง และศิลธรรม” ผมไดรับคําสอนที่ดีที่สุดและผมทองมันไดขึ้นใจเพราะวาผมตองสอบ กระนั้นผมไมไดตระหนักรูถึงความสําคัญของมันวา “การทําจิตใจใหผองแผว” คือหัวใจในการดําเนินชีวิต อีกเนิ่นนานใหหลังผมก็ไมไดใสใจและ ใชชีวิตที่ตรงขามกับคําสอนนี้ คนจํานวนมากลวนเหมือนผม พวกเรา เซ็ง เบื่อ บน และหดหู ไดงายจริง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็อยางที่เราเดาได พวกเราไรสุขและไมเห็นคุณคาของชีวิต เพราะวาเราตีความใหเรื่องแทบทุกเรื่องที่เราเจอกลายเปนเรื่องขุนใจ รบกวนหรือหงุดหงิดนารําคาญ เราจึงรูสึกแยเอามากๆ คําวา “เกษมสําราญ” นั้นเหมือนเปนคําศัพทประหลาดที่มีแตคนรุนกอนใชแตไมใชเรา ฉะนั้นในขณะที่เราตื่นอยู…เราตองตื่นขึ้นจริง ๆ เสียทีวาการทําตัวแบบไหนกันแนที่ดีกวา เขาทากวา และ 58
    • ไดผลดีแน แคกําหนดจิตวาตอไปนี้จะมุงเนนชีวิตที่ผองแผวและเริ่มเสียเดียวนี้เลย แลวพวกเราจะตื่นขึ้นจริง ๆ เสียทีจากการหลับไหลที่ยาวนาน และเราจะไมรูสึกอีกตอไปวา… ทําไมนะ ชีวิตของฉันถึงวางเปลาเสียจริง 59
    • ภาค 2ระบบใหญในตัวเรา 60
    • บทที่ 1เมื่อเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนตาม ในภาคแรก ผมไดมุงเนนถึงความสําคัญของสภาวะจิต อารมณ และความรูสึกเปนอยางมากโดยไมไสใจตอความคิดมากนัก และผมไดชี้วาพลังแหงอารมณความรูสึกหรือสภาวะจิตเปนพลังแหงความคิด แตถึงกระนั้นก็ตาม พลังแหงความคิดก็ยังคงเปนพลังที่ยิ่งใหญที่สุดอีกประการหนึงทีมนุษยมี ่ ่อยางมหาศาล และบัดนี้มันถึงเวลาแลวที่พวกเราจะไดเจาะลึกในเรื่องนี้ใหมากขึ้น เมื่อเราปราดเปรื่องในเรื่องนี้แลว บางที เราอาจไดกาวเดินไปขางหนาอีกกาวใหญที่จะเขาใจวา ความคิดกับอารมณความรูสึกนั้นมีผลกระทบสะทอนกลับไปมาซึ่งกันและกันอยางใกลชิด นานแสนนานมาแลวที่ผมไดติดตามศึกษาเรื่องความคิดและกรอบความคิด แรก ๆ นั้นผมไดศึกษาเรื่องกฏแหงเหตุและผล กฏนี้กลาววา “ทุกสิ่งหรือผลลัพธตาง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ยอมมีตนเหตุหรือสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือหลาย ๆ สาเหตุรวมกันที่ทําใหมันเกิดขึ้น” และพวกเรามักใชกฏนี้โดยกลาววา “ปลูกอะไรไว ยอมไดสิ่งนั้น” เราเขาใจดีเมื่อเรากลาววา “เมื่อเราปลูกมะมวง เรายอมตองไดมะมวง”กฏนี้จึงถือวาเปนกฏสากลที่ไมแตกดับไปตามกาลเวลา มันคงทนตอการทดสอบและพิสูจน อยางไรก็ตาม กฏนี้ยิ่งล้ําลึกเมื่อเรานํามันมาใชกับความคิดของเรา ดวยการประยุกตใชกฏนี้ เรากลาวไดวา“ความคิดของเรานั่นแหละคือตนเหตุแรก และนั่นอาจกอใหเกิดการกระทําที่สงผลตามมาที่สอดคลองกับวิธีคิด” แตเนื่องจากวาเราคิดอยูตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา เราไดทําตัวไปตามควมคิดของเรากลาวอีกอยางวา “ประดุจวาเราไดกลายเปนคนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา” “ประดุจวาเราไดเปลี่ยนแปลงไปจะมากหรือนอยก็ตามไปในลักษณะที่เราคิดอยูตลอดเวลา” ดังนั้น มันจึงเปนเรื่องที่เราตองใครครวญใหดีวา… พวกเราไดดําเนินชีวิตไปตามความคิดหรือวิธีคิดของเราหรือไม จะวาไปแลว นี่เปนเรื่องที่ลึกซึ้งและยากเรื่องหนึ่งในการสรุป ผมเองนั้นแมหลงไหลกับความรูนี้ก็ตาม แตผมตองระมัดระวังในการใชถอยคําเปนอันมาก ยกตั วอยางเชน ในอดีตนั้นผมจะอธิบายวา “เราไดกลายเปนคนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา” แตปจจุบันผมเปลี่ยนเปน “ประดุจวาเรากลายเปนคนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา” เหตุผลที่ผมเพิ่มคําวา “ประดุจ” ลงไปก็เพราะวาผมตองการชี้วา “เราไมใชความคิดของเรา” แตเรา “เปนผูสรางหรือผลิตความคิดขึ้นมา” ฉะนั้นเราจึงเปนอะไรที่มากกวาความคิดของเรา แตโชครายที่เรามักทําตัวไปตามความคิดจนประดุจวาเรากลายเปนตัวความคิดเสียเอง ฉะนันถาเราไปพบ ้หนังสือเลมไหนเขียนวา “คุณคือความคิดถึงคุณ” หรือ “คุณเปนความคิดของคุณ” ก็ขอใหเชื่อเถอะวา… นั่นคือการสอนที่ผิด ผมขอสรุปวา “เราไมใชความคิดของเรา” แตเปนไปไดวา เรามักจะดําเนินชีวิตไปตามที่เราคิดจนประดุจวาเราไดกลายเปนคนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา (ผมหวังวาคุณผูอานคงไมสับสนนะครับ) และเพราะวาเรามักจะดําเนินชีวิตไปตามที่เราคิดจนประดุจวาเรากลายเปน 61
    • คนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา เราจึงปฏิเสธความสําคัญของความคิดเรา แตเรานั่นแหละที่สรางความคิดและใชมัน ตลอดจนเปนนายของมันอีกดวย เอาละ ผมรูสึกสบายใจมากที่ไดอธิบายสิ่งที่เขาใจยากผานไปแลว ตอนนี้ เรามาดูผลที่จะตามมาเปนลูกโซที่เกี่ยวกับความคิดไดเลย เมื่อเราเปลี่ยนความคิด เราจะเปลี่ยนความเชื่อ เมื่อเราเปลี่ยนความเชื่อ เราจะเปลี่ยนการคาดหวัง เมื่อเราเปลี่ยนการคาดหวัง เราจะเปลี่ยนทัศนคติ เมื่อเราเปลี่ยนทัศนคติ เราจะเปลี่ยนความรูสึก เมื่อเราเปลี่ยนความรูสึก เราจะเปลี่ยนการกระทํา เมื่อเราเปลี่ยนการกระทํา เราจะเปลี่ยนผลลัพธที่ได เมื่อเราเปลี่ยนผลลัพธที่ได ประดุจวาเราไดเปลี่ยนชีวิตของเราไปคุณผูอานที่รัก หากพูดสั้น ๆ เราอาจพูดวา “เมื่อเปลี่ยนความคิดประดุจวาเราไดเปลี่ยนชีวิตของเราไป” พวกเราสังเกตไหมวามีคําศัพท ที่สําคัญอีกหลายคําที่อยูระหวางกลางของกระบวนการไดแก“ความเชื่อ” “การคาดหวัง” “ทัศนคติ” “ความรูสึก” “การกระทํา” และ”ผลลัพธ ที่ได” สิ่งเหลานี้พวกเราไดยินไดฟงกันมาก็มาก เชน ตําราบางเลม (และเยอะดวย) ตางก็บอกวา ‘ความเชื่อสําคัญมาก’ และตําราที่เนนความเชื่อก็จะรายยาวเกี่ยวกับความเชื่อไปทั้งเลมวามันจะกระทบและเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได บางตําราก็อางวา “ทัศนคติตางหากที่สําคัญเหนือสิ่งอื่นใด” และมุงเนนแตเรื่องทัศนคติวาเปนใหญเหนือสิ่งอื่น ตําราอีกจํานวนมากเนนที่ความรูสึก (มันนาสนใจมากเพราะวาพวกเราสังเกตไหมวาความรูสึกอยูติดกับการกระทําในกระบวนการที่ผมกลาวถึง) ตําราที่เนนเรื่องความรูสึกเห็นวา… เราสรางสิ่งตาง ๆ ขึ้นมาจากความรูสึก เราลงลงมือทําหรือไมทําก็เพราะความรูสึก และเราดึงดูดสิ่งตาง ๆไปตามความรูสึก เห็นไดชัดวาผมคอนขางจะฝกใฝความคิดเห็นของฝายนิยมความรูสึกวามีพลังเหนือพลัง ทั้ง มวล (แถมผมยั งนิ ยมชมชอบกฏแหง การดึ งดู ดชัก นําพา และการปลอยพลังงานของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่สูงต่ําไปตามอารมณความรูสึกอีกดวย ดังนั้น ผมยอมตองชอบและเชื่อมั่นในพลังแหงความรูสึกเอามาก ๆ ขนาดวาคลั่งไคลไดเลยอยางแนนอน) แตถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ยงเห็นวาัลําพังเพียงความรูสึกอยางเดียว (แมวาจะโดดเดนและทรงพลังที่สุด) ยอมไมเพียงพอในการอธิบายพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษยได ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะฝกใฝทั้งสองทฤษฎีคือ ทฤษฎีที่เนนเรื่องความคิดเปนใหญ และทฤษฎีที่เนนเรื่องความรูสึกเปนใหญไปพรอม ๆ กัน สวนพวกที่เนนอยางอื่นนั้นผมเห็นวาเปนองคประกอบเสริม… ไมใชองคประกอบหลัก 62
    • อยูมาวันหนึ่ง ชีวิตของผมไดเปลี่ยนไปอีกขั้นหนึ่งเมื่อผม ๆ ไดตั้งคําถามที่สําคัญมากกับตนเองขอหนึ่งวา ‘’ก็แลวมนุษยเปลี่ยนความคิดไดอยางไรละ” ทันไดนั้นเอง ผมราวกับวาไดเขาไปสูความรูแจงหรือการหยั่งรูอะไรบางอยางที่ฉับพลันในชั่วพริบตาผมไดยินเสียงในใจตอบวา “ก็ดวยการใหขอมูลใหม ๆกับสมองหรือจิตใจของเราไง” ใชแลว “ขอมูลใหม ๆ การใหความหมายใหม ๆ คําถามใหม ๆ กรอบความคิดใหม ๆ ทฤษฎีใหม ๆ ประสบการณใหม ๆ รานอาหารใหม ๆ ไอศกรีมรสใหม ๆ หนังสือเลมใหม ๆ สัมมนาใหม ๆ ไปดูหนังแนวใหม ดนตรีแนวใหม การแตงตัวแบบใหม ๆ เจอคนใหม ๆ คบเพื่อนใหม ครุนคิดเรื่องใหม ๆ ความรูสึกใหม ๆ ฯลฯ” โอ… คําตอบที่ไดราวไมมีที่สิ้นสุด ฉะนั้ น พวกเราต อ งหั น มาสนใจหน อ ยว า … ในวั น แล ว วั น เล า ของเรานั้ น มี อ ะไรบ า งล ะ ที่แตกตางออกไป หาไมแลวเราจะเปลี่ยนความคิดไดไง นิวอินพุทหรือสิ่งใหม ๆ ที่จะยัดใสเขาไปในสมองหรือจิตใจของเรานะ… มีบางไหม? ถาไมมี… งั้นตองรีบจัดการใหมันมีใหจงได และแนนอนวาในบรรดาสิ่งใหม ๆ ทั้งหลายแหลนั้น ผมหมายถึงสิ่งดี สวนสิ่งใหมที่เลวรายนั้น… ผมไดละไวในฐานที่เขาใจวา… ไมนับพวกมันเขามารวมไว พวกเราอาจสงสัยวา “อาว… แลวฉันจะไปรูเรอะวาสิ่งใหมเนี่ยมันดีหรือเลว ก็มันใหมมากนี่นา” จริงอยูวาบางทีเราอาจไมรู แตเราตองเรียนรูใหเร็วที่สุดวาอะไรดีและอะไรไมดี จากนั้นก็คัดสิ่งไมดีทิ้งไปและเก็บแตเฉพาะสิ่งดีไว อนึ่ง ถอยคํานับแสนนับลานคําในภาคที่ 1 (และที่พวกเราจะอานตอไปอีกมาก) ที่พวกเราไดผานมา สิ่งเหลานั้นลวนเปนขอมูลใหมที่ผมพยายามปอนเขาไปในสมองและชีวิตจิตใจของพวกเราไมใชหรอกหรือ? ทั้งหมดที่ผมพยายามลงไปนั้น ก็เพราะผมเชื่อจริง ๆ วา เมื่อเราเปลี่ยนความคิดไดเมื่อไหร ชีวิตของพวกเราก็จะเปลี่ยนไปอยางแนนอนเมื่อนั้น 63
    • บทที่ 2สองแสนครั้งกับการถูกปฏิเสธและหามปราม หากเราคิดวาการเปลี่ยนความคิดเปนเรื่องหมู ๆ บางทีนั่นก็อาจใชสําหรับใครบางคน แตวาพวกเราถูกปลูกฝงหรือเลี้ยงดูกันมาอยางไรละ? หากวาพวกเราโชคดีเหนือใคร ๆ พวกเราจะถูกบอกวา“ทําไมไดนะ” หรือ “อยานะ” หรือ “อันตรายนะ” อยางนอยหาหมื่นครั้งเมื่อพวกเราอยูในระหวางการเจริญเติบโตสูการเปนผูใหญ แตถาเราโชครายเหมือนคนสวนใหญละก็… เราจะไดรับการพร่ําบอกวา“ทําไมไดนะ อยานะ อันตรายนะ ไมมีใครเขาทํากันอยางนั้นนะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ” อยางนอยสองแสนครัง ้แลวหลังจากสองแสนครั้งแลวละ จะเปนอยางไรตอ… ไมตองหวง… เราจะไดเจอครู เพื่อน แฟน คูชีวิตญาติ สังคม วัฒธรรม จารีตประเพณี และอะไรตอมิอะไรอีกมากที่จะวากลาวตักเตือนพวกเราวา “อยานะ ทําไมไดนะ มันเสี่ยงนะ มันอันตรายนะ อยาแมแตที่จะคิดนะ ฯลฯ ” โอ…ใหตายสิโรบิ้น… คนหวังดีชั่งมีมากอะไรเชนนั้น ! เอาละ แลวพวดเรารูหรือเปลาละวา เจาบรรดาสิ่งที่เราเจอเชนพวกคําวา “การปลูกฝง” “การเพาะบมนิสัย”, “สิ่งที่ควรและไมควร”, “คําเตือน”, “ขอแนะนํา”, “ความคิดเห็น” สิ่งเหลานี้มันคืออะไรละ? ใชแลว… พวกมันก็คือขอมูลใหม ๆ (เชิงลบที่มากเกินจําเปน ที่ตอกย้ําซ้ําซากจนกลายเปนขอจํากัด และมีอิทธิพลมากเกินไป) ที่ยัดใสเขาไปในสมองและจิตใจของเราไง สิ่งเหลานี้ไดกอรูปความคิดขึ้นวา อืมมมมม…. มันมีอะไรอีกมากวะที่เราทําไมไดหรอก จากนั้นมันเริ่มลามไปแทบทุกดานของชีวิต พวกเรากลายเปนคนชนิด “เพลยเซฟ หรือไมเสี่ยงไวกอน”พวกเราตั้งการดสูงและระวังตัวแจจนมากเกินพอดี คําพูดที่วา “ฉันทําไมไดหรอก” นั้น… หลายครั้งไมไดกลั่นออกมาจากความจริงที่เกี่ยวกับความสามารถของตัวเรา แตมันออกมาจากความเคยชินกับกรอบความคิดที่เราถูกปลูกฝงให“ชวยเหลือตัวเองไมคอยจะได”อยางไมรูตัว พวกเราถูกเลี้ยงดูมาอยาง “ระวัง ระวัง และระวัง”เราจึงโตขึ้นแบบ “ระวัง ระวัง และระวัง”และที่โชครายที่สุดคือ พวกเรากําลังดําเนินชีวิตแบบ “ระวัง ระวัง และระวัง”พวกเราไมคอยใชศักยภาพหรือความสามารถที่เก็บกักไวในตัวเราสักเทาไหรเพราะวาพวกเราถูก“หาม”มากเกินไป จะวาไปแลวผมนี่แหละคือตัวอยางขั้นสุดยอดของการถูกหามจากพอแม สองแสนครั้งไมพอแนสําหรับผมเพราะวาพอแมของผมรักผมมากเกินไป พอแมทั่วโลกเปนอยางนี้ พวกเขาพยายามทําในสิ่งที่พวกเขาคิดวาฉลาดที่สุดแลว (ไมไดประชด) แตอะไรก็ตามที่มันมากเกินไปยอมเกิดโทษของมันเสมอ แลวเดาสิวาเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมดําเนินชีวิตแทบทั้งชีวิตดวยการเก็บกักศักยภาพอันมหาศาลเอาไวและใชชีวิตในกรอบของความคิดที่จํากัด ผมชวยเหลือตัวเองไดนอยมาก ดูเหมือนวาชะตาชีวิตอาจมีแผนของมันไวแลว และแผนของมันก็คือคนโงเขลาเบาปญญาและออนแอก็จะถูกลงโทษในไมชาก็เร็ว ไมดวยน้ํามือของคนอื่นก็ดวยน้ํามือของตนเอง เมื่อผมเขาเลนหุนดวยความโลภและคิดวามันเปนเรื่องที่งาย ผมตาบอดถึงขนาดคิดวาการทํางานทั่วไปเปนเรื่องโงเขลา หากวาจะมี 64
    • อะไรสักอยางที่ถือไดวาผมสิ้นคิดและบาไปแลว…. นั่นก็คือการที่ผมคิดวา การเลนหุนฉลาดกวาการทําธุรกิจอื่น ๆ แตอยาเพิ่งเขาใจผิด ผมไมไดบอกวาคนเลนหุนโง เปลาเลย… คนเลนหุนที่ฉลาดนั้นมีมากเมื่อคนเราจะเลนหุนก็ไมแปลกหรอก คน ทั่วโลกก็เลนหุนไมใชหรือ? แตการคิดเลยเถิดถึงขนาดที่วา“มันเหนือกวาการทําธุรกิจอื่น ๆ”ยอมเปนอคติ ในที่สุดผมตัดสินใจเลิกทํางานในธุรกิจครอบครัวและไปตลาดหุนทุกวันอยางเต็มตัว และผมก็หมดตัวเมื่อตลาดหุนดิ่งลงตลอดเวลาและหุนบางตัวมีมูลคาเหลือหนึ่งสตางคเทานั้น ตอนนั้นผมไดแตหดหูและหางไกลกับความรูที่ผมเขียนไวในหนังสือเลมนีมาก ้หนึ่งในความจริงที่ปฏิเสธไดยากคือ… ยามที่คนลมนั้น คนจํานวนนอยกวาที่ลุกขึ้นมายืนได ในยามที่ย่ําแยนั้น ไมตองบอกก็รูวาเรื่องเลวรายอีกนับสิบจะกรูกันเขามาไมขาดสาย (ก็มันแนอยูแลวที่ผมไดกวักมือเรียกพวกมันเขามาดวยคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํามากที่ผลิตจากอารมณเชิงลบที่ผมสงออกไปทุกวัน ในตอนนั้นผมยังไมรูวาผมเปนมนุษยที่สามารถปลอยพลังงานตัวนี้ ผมสงจดหมายเชิญผิดใบตลอดเวลา) ในชวงนั้น ผมไดรับความเจ็บปวดในทุกรูปแบบก็วาได วันหนึ่งภรรยาไดเตือนสติวา “เฮียมีความรูเรื่องหมากลอมมาก เฮียสูอุตสาหศึกษามานับสิบป ทําไมไมเขียนหนังสือสอนใหคนเลนเปนละ”ในเมื่อผมไมมีอะไรจะสูญเสียอีกแลว ผมจึงลงมือเขียนมัน และแลวในที่สุดตําราหมากลอมที่สมบูรณที่สุดเลมแรกแหงประเทศนี้ก็ไดอุบัติขึ้น “โกะ อัจฉริยะเกมแหงพิภพ” มันขายดีเปนเทน้ําเททา สิ่งนี้ใหกําลังใจแกผมมาก ผมไดเปดสํานักพิมพขึ้น และเริ่มหันมาศึกษาหนังสือแนวพัฒนาตนเองอยางจริงจังตั้งแตป 2543 เปนตนมา แตดวยเดชะบุญที่ผมเคยอานมากอนและมากดวยเมื่อตอนเปนวัยรุน ทวาคราวนี้ไมเหมือนตอนเปนวัยรุน ผมไดบทเรียนมามาก ดังนั้น ผมจึงซาบซึ้งกับคําสอนในหนังสือไดมากเปนพิเศษ และนึกไมถึงวา ผมจะไดคนพบตัวเองอีกครั้งวาผมมีพรสวรรคในดานนี้ และภารกิจใหญของผมก็คือ…. การรับใชคนในประเทศนี้เพื่อปอนอาหารทางสมองที่ดีเลิศ และเปนกําลังใจใหกับผูคนอีกมากใหตอไป คุณผูอานที่รัก แมวาหลายคนไมไดมีชีวิตเหมือนผม แตพวกเราตางคลายกันในแงที่เราถูกปลูกฝงและเลี้ยงดูมาแบบใหระวังตัว เราถูกหามปรามในแทบทุกเรื่องราว สิ่งนี้เปนกันทั้งโลก และพวกเราก็ตางมีชีวิตที่เต็มไปดวยขอจํากัดของตัวเอง อาจตางกันในรายละเอียดแตเหมือนกันในลักษณะที่เราถูกปลูกฝงใหระวังและอยาทําในหลาย ๆ สิ่ง เราจึงมีความจําเปนที่จะตองเติบโตขึ้นจริง ๆ ไมใชเพียงอายุแตเปนความเขาใจถึงอิทธิพลขิงสิ่งแวดลอมและคําสอนที่หลอหลอมเราขึ้นมา ผมหวังวาพวกเราจะเขาใจมัน เห็นใจพวกผูใหญทีปฏิบัติตอเราที่รูเทาไมถึงการณ และกาวพนไปจากกรอบความคิดเล็ก ๆ ของเราใหจงได และแนนอนวาผมทําทุกสิ่งทุกอยางที่ตองทําเพื่อทําใหพวกเราเอาชนะการปฏิ เ สธสองแสนครั้ ง ที่ พ วกเราได ป ระสบมาและนํ า พาพวกเราไปสู ก รอบความคิด ที่ใ หญม ากเพื่ ออิสรภาพทางความคิดที่รวมไวซึ่งทุกสิ่งทุกอยางที่อาจเปนไปได 65
    • บทที่ 3กรอบความคิด… ปอมปราการที่ตองฝาทะลุออกไป เมื่ อเราพู ดถึงเรื่ อ งความคิ ด ผมคิ ดวา เราตองหั น มาสนใจอีก สิ่ง หนึ่ง ใหมากนั่น คือ “กรอบความคิด” มันเปนอะไรที่เหมือนขอบเขตที่ปลายสุดของความคิด หรือการอนุญาตที่มากที่สุดที่ตัวเรายอมรับไดดังนั้นในกรอบความคิดของเรื่องใด ๆ ก็ตาม ภายในนั้นยอมมีความคิดไดหลายอยางแตมันถูกจํากัดความเปนไปไดดวยกรอบของมัน นี่เปนเรื่องที่ลึกซึ้งมากเรื่องหนึ่ง เปนความลี้ลับมากประการหนึ่งที่ผมพยายามเขาไปสัมผัสมัน มันนาตกใจยิ่งที่ความคิดที่มองเห็นไมไดดวยประสาทสัมผัสทางภายนอกทั้งหากลับสามารถมีขอจํากัดได ในยามที่คุณคิด ผมมองไมเห็นหรอก ผมไมรูหรอกวาคุณคิดอะไรถาคุณไมบอก แมกระนั้น คุณก็รูวามีอาณาเขตบางแหงที่คุณไมกลาลวงล้ําเขาไป มันเปนกรอบที่มองไมเห็นที่บอกเราวา “เราคิดไกลได” แคสุดเขตแดนนี้ มากกวานี้เปนไปไมได และไมไดรับอนุญาตใหไปไดไกลกวานี้ทางความคิดอีกแลว มันอาจดีในบางแงแตมันก็แยในทางสรางสรรคดวยเชนกันยกตัวอยางเชน เมื่อผมเปนเด็ก ผมถูกปลูกฝงวา “การดาพอแมจะทําใหผมตกนรกและถูกเจาะปากดวยเข็ม” ดังนั้น แมในความคิด ผมเดินทางขามกรอบความคิดนี้ไมได มิเชนนั้นแลว ผมจะรูสึกวา…ได รั บ ความเจ็ บ ปวดที่ ลึ ก มาก เพราะฉะนั้ น พวกเราย อ มได รั บ กรอบทางความคิ ด จากภู มิ ห ลั งสิ่งแวดลอม จารีตประเพณี การศึกษา ประสบการณที่ไดผานพบ และอาจเปนอะไรก็ไดนับไมถวนที่สรางกรอบทางความคิดขึ้นมา ขอดีนั้นมีแน แตขอเสียคือบางทีเรามีกรอบความคิดเกี่ยวกับปรัชญาการใชชีวิต วิธีการหาความสุข และความสําเร็จ ที่ทําใหเราสมความปราถนาไดยากมาก ฉะนั้น ในฐานะที่ตอนนี้เราเปนผูใหญแลว เรารูมากวาอะไรเปนอะไรแลว เราตองขยายกรอบความคิดในหลาย ๆเรื่องใหกวางไกลจนราวกับวาไมมีกรอบ หรือถาเปรียบวากรอบความคิดคือกําแพง หรือปอมปราการที่กักขังหนวงเหนี่ยวเราไว เราจําเปนตองฝาทะลุออกไปหากเราตองการชีวิตที่ไรขีดจํากัด ลองดูการฝากําแพงของผมจากตัวอยางตอไปนี้ นานมาแลวที่กรอบความคิดของผมเกี่ยวกับเด็กคือ “เด็กก็คือเด็ก” นั่นทําใหผมมีพฤติกรรมตอลูกในลักษณะที่ไมเทาเทียมเมื่อผมไดขยายกรอบความคิดใหมเปน “เด็กก็คือผูหญิงหรือผูชายแคตัวเล็กกวาเรานอดหนอย เด็กคืออนาคตที่แทจริงของมนุษยชาติ และอีกหนอยก็จะตัวโตเทาเรา” ดวยกรอบความคิดนี้ ผมไดเปลี่ยนพฤติกรรมตอเด็กไปมากทีเดียว สิ่งนี้ลูกผมเปนพยานไดดีถึงการปฏิบัติตอพวกเขาอยางใหความสําคัญและใหเกียรติอยางมาก นองสาวคนเล็กตอวาผมเสมอวา “อยามาวาฉันเพียงเพราะเธอเปนพี่” ผมนึกออกทันทีวาที่ผมทําเชนนั้นเพราะวากรอบความคิดของผมมันบอกวาผมโตกวา ผมเปนพี่ ผมมากอน และเมื่อกอนผมวากลาวเธอได แตเมื่อกอนไมเหมือนเดี๋ยววนี้ เพราะวาเธอโตเกินกวาที่ผมจะอางเชนนั้นไดอีกตั้งนานแลวนี่มันตางอะไรกับที่พอแมวัยแปดสิบเห็นลูกอายุหกสิบวายังเปนเด็ก ดังนั้น เพื่อแกปญหานี้กับนองสาว 66
    • ไปตลอดกาล ผมไดขยายกรอบทางความคิดสําหรับเรื่องนี้เปน “ใชแลววาในฐานะหนึ่งเธอเปนนองสาวของฉันและในขณะเดียวกันเธอก็เปนผูใหญ เธอเปนปจเจกบุคคลที่มีชีวิตอิสระของตนเอง เธอมีสามี มีครอบครัว เธอมีลูกของตนเอง และเธอยังจะเปนอะไรอีกตั้งหลายอยางที่ฉันอาจไมเปน” ตั้งแตผมไดขยายกรอบความคิดนี้ออกไปอยางกวางไกลแลว ผมไมเคยทะเลาะกับเธออีกเลย ในเรื่องเกี่ยวกับเวลาของครอบครัวนั้น ผมไดเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งใหญเมื่อผมเปลี่ยนประโยคที่วา “นี่มันคืดเวลาของผม” มาเปน “นี่มันเวลาของเรา” คุณอาจสงสัยวามันจะดีสักแคไหน ผมบอกไดเลยวาเยี่ยมแบบสุด ๆ ทุกวันนี้ผมมีความสุขมากกับคําเชิญชวนแทบทุกชนิดของลูกและภรรยาที่พวกเขาออกปากชวนผม ผมจะวางงานลงโดยไมลังเล…ก็นี่มันเวลาของเรานี่ หากคุณยอนกลับมาอานหนังสือเลมนี้อีกครั้ง มันแนนอนวาคุณตองเจอคําสรรพนามตอไปนี้ผม,คุณ, และ พวกเรา แตเดาซิวาผมใชคําไหนเยอะที่สุด… ผมใชคําวา “พวกเรา” บอยที่สุด ทําไมถึงเปนอยางนั้นละ สาเหตุก็คือเมื่อผมไดขยายกรอบความคิดจากคําวา “คุณและผม” ไปเปน “พวกเรา”แล ว มั น ก็ ไ ม มี อ ะไรที่ คุ ณกั บ ผมจะขั ด แย ง กั น อี ก ต อ ไป ผมจึ ง ไม อ ยูใ นฐานะที่ ส อนอะไรให กับ คุ ณเพราะวาคําวา “พวกเรา” ไดลดชองวางความเปนคนแปลกหนาตอกัน และผมก็รูสึกจริง ๆ วา “เราเปนพวกเดียวกัน” สวนในหนังสือเลมกอน ๆ ของผม ผมไดใชคําวา “ผม” และ “คุณ” เยอะมาก ทําละ… ก็เพราะวาตอนนั้นผมยังไมไดเปลี่ยนกรอบความคิดใหกวางไกลออกไปสูคําวา “พวกเรา”นะสิครับออ…. เมือพูดถึงคําวา “พวกเรา”มีเรื่องลอเลียนที่ขําดีอยูเรื่องหนึ่ง มีเรื่องเลากันวา…มีประเทศหนึ่งในเอเชีย (ขอไมบอกชื่อ) ที่ชาตินิยมจัดมาก นั่นหมายความวาพวกเขารักชาติของตนเองเอามาก ๆ เวลาจะพูดถึงเรื่องไหนก็ตาม พวกเขาจะพูดวา ”บริษัทของเรา” “คนของเรา” “เด็กของเรา” “อุตสาหกรรมของเรา” “เทคโนโลยีของเรา” ฟง ๆ ดูก็เขาทาดีและรูสึกวาพวกเขาชางเปนปกแผนดีจริง แตที่ผมอดขําไมไดคือคําสุดทายที่ผมกําลังจะพูดถึงครับ พวกเขาพูดวา “ภรรยาของพวกเรา” อืมมมมม… อะไรมันจะขนาดนั้น มีขาวดีเล็กนอย เทาที่พวกเราไดอานมาไกลถึงเพียงนี้ พวกเราไดขอมูลใหม ๆ ไปมากแลวดังนั้น โดยที่ไมอาจหลีกเลี่ยงไดพวกเราไดขยายกรอบของความคิดหรือทลายกรอบของความคิดอันคับแคบตายตัวบางประการลงไปแลว สิ่งนี้ยอมทําใหเราเห็นความเปนไปไดใหม เพิ่มขึ้นไมมากก็นอย คุ ณ ผู อ า นที่ รั ก ผมได อ ธิ บ ายเรื่ อ งกรอบความคิ ด มาพอสมควรเพื่ อ ที่ พ วกเราจะนํ า ไปประยุกตใชใหแหมาะสม ขอใหพวกเราสํารวจตรวจตราดูวาความคิดหรือกรอบความคิดดานไหนบางไหมที่เ ราคับแคบเกิ นไปงั้ นเราจิน ตนาการวา กรอบอัน นั้น มันขยายตัวออกไป จงยื ดหยุ น และเพิ่มความหมายใหมหรือความเปนไปใหม ๆ เขาไปใหมาก ๆ นี่แหละคือการพังกําแพงหรือฝาทะลุกรอบความคิดเกาของพวกเราและเรามีความสุขและความสําเร็จมากขึ้นอยางแนนอน และตอนนี้เรากําลังจะไดเรียนรูความคิดในรูปของคําถามซึ่งเปนสิ่งที่ใกลชิดติดพันกับเราเปนอยางยิ่ง เรายิงคําถามกับตัว 67
    • เราเองและเรื่องราวในโลกนับลานขอ “คําถาม” คืออะไรกันแน มันเปนความคิดประเภทหนึ่งใชไหม?พวกเราจะไดรูแจมแจงในหัวขอตอไป 68
    • บทที่ 4คําถามคืออะไรกันแน เวลาที่เราคิด พวกเราจะรูตัวหรือเปลาวาเราชอบคิดในลักษณะไหนมากที่สุด พวกเราคงไมแปลกใจใชไหมถาผมจะบอกวาเราคิดเปนประโยคคําถามมากที่สุด เชน ที่เขาทําอยางนี้มันหมายความวาอยางไร ? เขาจะรักฉันอยางที่ฉันรักเขาไหมนะ? ฉันอาจสามารถทําอะไรไดบางแลวเขาจะรักฉัน? ฉันทําอะไรไดอีกแลวฉันจะเปนที่รัก? ฉันตองทําตัวอยางไรถึงจะดีที่สุด? คุณผูอานที่รัก จําไดไหมเมื่อตอนที่เราเปนเด็ก พวกเราคือสุดยอดแหงมนุษยเจาคําถาม เรายิงคําถามอุตลุดจนพอแมเราเหนื่อยที่จะตอบ เราชอบใชความคิดดวยคําถามเพราะวาเราตองการที่จะเข า ใจทุ ก สิ่ ง ที่ เ ราสงสั ย และเราจะถามตอ ไปตราบใดที่ เ รายั ง มี ล มหายใจอยู ไ ม ต อ งสงสั ย เลยว าสติปญญาและแทลทุกสิ่งที่เปนมนุษยไดสรางขึ้น มาจากพลังของความคิดในรูปของคําถามทั้งสิ้น ไมมีเครื่องมือใดอีกแลวที่เหนือกวามัน แมแตเจาชายสิทธัตถะก็ไดใชพลังแหงคําถามจนนําพระองคออกบวชเพื่อคนหาทางพนทุกขมาแลว หากวาเราเปลี่ยนความคิดแลวไซร เห็นทีเราตองรูจักเลือกใชคําถามใหเปนเสียกอนเพราะวาคําถามนั้นมีมากเปนตัน ๆ และมีทั้งดีและเลว สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทําใหคนจํานวนมากกําลังแยเพราะเฝาถามคําถามที่ผิด ๆ สวนคําถามที่ถูกที่ควรไมยักถาม ผมอยากย้ําวาพวกเราไดเขามาถึงสิ่งที่โคตรของโคตรของโคตรสําคัญ (หากไมพูดขนาดนี้เกรงวาเดี๋ยวพวกเราอาจไมเชื่อวามันสําคัญจริง ๆ) ดังนั้น ขอพวกเราจงมุงเนนเรื่องนี้ใหมาก ๆ 69
    • บทที่ 5ธรรมชาติของคําถามและอนุภาพของมัน แมวาพวกเรามีประสบการณในเรื่องการถามมานับไมถวนแลวก็ตาม แตเชื่อเถอะวาเราก็สักแตถามกันไปเรื่อยโดยไมไดรูถึงธรรมชาติของมันสักเทาไหร ดวยเหตุนี้เอง มันจึงคลายกับการโยนลูกเตาที่ไดแตมไมแนนอน ซึ่งหมายความวาบางครั้งเราถามคําถามไดฉลาด เราก็พลอยไดรับผลดีตามไป และครั้งใดเราถามคําถามโง ๆ เราก็ไดรับผลเสียตามไปเชนกัน แตขาวรายมากก็คือ ผูคนสวนใหญไดใชคําถามที่ผิดมากมายเหลือเกินกับชีวิตของพวกเขา ชีวิตจึงกลายเปนทุกขแทนที่จะสุข หนทางเดียวที่เราจะสรางชีวิตที่แสนวิเศษขึ้นมาไดเราตองรูวา อะไรคือธรรมชาติของมัน และผมสัญญาวา เราจะใชมันใหมไดอยางทรงพลังที่สุดทีเดียว ตอไปนี้คือธรรมชาติของคําถาม สมองของเรานั้น ทํางานในลักษณะที่ตรงไปตรงมา เมื่อเราถามมันเรื่องไหน มันก็จะพยายามตอบในเรื่องที่ถาม เชนถาถามวา “ใคร” มันก็จะพยายามนึกชื่อให ถาถามวา “เมื่อไหร” มันก็จะนึกถึงเรื่องเวลา เปนตน ฉะนั้น ถาบังเอิญเรื่องไหนไมไดถาม สมองจะถือวาเราไมไดสนใจเรื่องนั้น และแนนอนวามันจะไมนึกถึงเรื่องนั้นใหเรา ฉะนั้น หากเราจะมีสักลานเรื่องที่พวกเราพลาดไป มันเปนเพราะวาเราไมเคยไดถามถึงนั่นเองเปนองคประกอบแรก มันไมไดเกี่ยวกับความสามารถในการที่จะไดมานักหรอก แตมันเกี่ยวอยางยิ่งวาเราไดถามถึงไหม สมมติวาเราไมเคยถามวา “ฉันจะซื้อรถเพิ่มอีกหนึ่งคันดีไหม” ก็ไมมีเหตุอันใดที่สมองจะคิดถึงรถอีกคัน ถาเราไมไดถามวา “เมื่อไหรฉันถึงจะไปเรียนภาษาจีน” เชื่อเถอะวาเรายอมจะไมมีวันรูไดหรอกวาเมื่อไหร ดังนั้น คําถามที่เราถามและไมไดถาม คือการอธิบายวาเราสนใจอะไรและเราอาจไดมันมา กับเราไมสนใจอะไรและเราจะไมมีวันไดมันมางาย ๆหรอก ฉะนั้นเพื่อนเอย ถาอยากจะร่ํารวย อยากมีความสุข อยากมีสุขภาพดี และอยากมีสิ่งดี ๆ อีกมากแลวละก็ จงถามเรื่องราวเหลานี้กับตนเองบอย ๆ แลวสมองจะไมมีทางเลือก มันจะพยายามตอบในสิ่งที่เราถามอยางสุดความสามารถของมันทีเดียว โปรดจําไววา การถามถึงอะไรก็ตาม เราไดสรางตนเหตุที่เราอาจจะไดมันมา เพราะวาสมองถูกบังคับใหทํางานหรือคิดไปตามคําถามที่เราถามนั่นเอง ถามอยางไร ตอบอยางนั้น เมื่อเราถามคําถามอยางสรางสรรคเชน “ฉันอาจสามารถทําอะไรไดบางในวันนี้ แลวคุณแมจะรักฉัน” สมองจะคิดแตเรื่องการกระทํา แตเมื่อเราถามในลักษณะที่นากลัวสมองจะผลิตคําตอบที่นากลัวตามไปดวย เชน “ฉันจะกําจัดเขาไดอยางไร” โปรดรูดวยวา มันชวยไมไดที่สมองจะคิดวิธการกําจัด ีให ผมถึงบอกวามันอันตรายเมื่อเราดันไปตั้งคําถามที่นากลัว อีกตัวอยางเชน “ฉันจะฆาตัวตายไดอยางไร” นี่คือลักษณะคําถามที่นาสะพรึงกลัว แตสมองฝนไมได มันจะตอบแตคําถามอยางนี้ มันจึงเสี่ยงเมื่อใครริไปถามมันเขา ผมไมไดบอกวาการฆาตัวตายดีหรือเลว แตผมอธิบายวามันเปนธรรมชาติในการทํางานของสมองกับคําถามที่มันไดรับ เมื่อเด็กนักเรียนถามตนเองวา “ฉันจะหนีเรียนไดอยางไร” 70
    • มันแนอยูแลววาสมองจะคิดคําตอบในการหนีให แลวถามอยางนี้ละ “ฉันจะโกหกใหแนบเนียนไดอยางไร” ไมตองหวงสมองจะชวยคิดหาวิธีให ฉะนั้น โปรดระลึกไววา สิ่งเลวในทุกรูปแบบที่คนเราอาจทําลงไปได ลวนขึ้นกับวาพวกเขาไดเคยตั้งคําถามที่เลวรายมาก ๆ เหลานั้นหรือเปลา และในทางตรงกันขาม สิ่งดี ๆ ทั้งหลายที่คนเราอาจทําลงไปไดก็เชนกัน ยอมขึ้นกับวาพวกเขาไดเคยถามคําถามถึงพวกมันหรือไม ดวยความรูนี้ พวกเราตองรูจักเลือกใหเปนแลวทุกสิ่งทีดี ๆ จะอยูในกํามือของเรา คําตอบใหม ๆ ยอมมาจากคําถามใหม ๆ ผูคนมากมายบนวาเปลี่ยนแปลงตนเองไมได บางทีอาจเปนเพราะมัวถามแตคําถามเกา ๆ ที่ซ้ําซากจําเจ มันเลยไมไดความคิดใหม ๆ เขามา ดวยการตั้งคําถามใหม ๆ ยอมบังคับใหสมองคิดเรื่องใหม และที่โลกเจริญขึ้นก็ดวยเหตุนี้ บางคนถึงกับพูดเสียคมกริบวา “ไมใชคําตอบหรอก แตเปนคําถามตางหาก ที่ทําใหรูแจง” วาว…. อะไรจะลุมลึกถึงเพียงนั้น! ขอใหเรามองสิ่งประดิษฐใหม ๆ ทุกอยางที่อยูรอบตัวเราสิ ลวนเกิดขึ้นไดจากคําถามใหม ๆ หากใครก็ตามอยากผลิตความคิดที่สรางสรรคสิ่งที่ควรและตองทําคือการปอนคําถามใหม ๆ ใหกับสมอง หากพวกเราอยากมีชีวิตที่มันตื่นเตนเราใจมากขึ้น งั้นเอาคําถามนี้ไปเลย… “ฉันจะใชชีวิตที่มันสนุก ตื่นเตนเราใจ และราเริงแบบสุดเหวี่ยงไดอยางไร ฉันจะทําอะไรที่มันใหม ๆ ไดบาง ฉันยังจะทําอะไรอีก อะไรละที่นาลอง ที่นาชิม ที่นาไปเห็นไปดู ที่นาไปเที่ยวชม ที่นาไปสัมผัส ที่นาฟง ที่นาไปรูสึกแปลกใหม และที่นาไปมีประสบการณ?”ชีวิตที่ดีกวามาจากคําถามที่ดีกวา มีเรื่องประหลาดมากที่คําวา “ทําไม” ใชกันมากสําหรับนักวิทยาศาสตรและไมไดมีปญหาอะไรเลย กลับกลายเปนคําเกือบตองหามก็วาไดเมื่อนํามาใชกับชีวิตของเรา สาเหตุหนึ่งก็คือ มันทําใหเราเสียเวลามากไปกับการหาเหตุผลและมักมุงเนนกับอดีต เชนเมื่อเราถามวา”ทําไมฉันไมเอาไหนเลยทําไมฉันไมไดเรื่องเลย?” แทนที่คําถามนี้จะชวยเราในการหาเหตุผลเพื่อแกไข แตคนสวนมากใชถามเพื่อจะหดหูและเซ็ง!!!!! (ผมใชเครื่องหมายตกใจถึงหาตัวเพื่อบอกวามันแยจริง ๆ ) คนจํานวนมากเมื่อถามตนเองวา “ทําไม” มักกลับเขาสูอดีตและเซ็งเมื่อคิดถึงมัน มันจึงเปนการกรอเทปแลวฉายซ้ําจากนั้นก็รูสึกเจ็บปวดมาก ตกลงเลยไมไดแกไขอะไรเลยนอกจากแยเขาไปอีก ที่อาการหนักมากจะเริ่มสมเพชตนเอง ชิงชังตนเอง และอาจตามมาดวยอาการซึมเศรา สวนที่เลวรายที่สุดคือการฆาตัวตาย มีผูคนนอยมากที่ถามตนเองวา “ทําไมฉันหวยแตก โงและลมเหลวขนาดนี้วะ?” แลวสามารถมุงเนนไปที่การหาหนทางแกไขได เพราะวาลักษณะของคําถามมันชวนใหคิดหาสาเหตุซึ่งไมพนตองไปรื้อฟนอดีตวาไดทําอะไรลงไปบางที่มันแย ๆ มันจึงกลายเปนกับดักที่คนคอนโลกตกหลุมพรางของมันและติดแหงกอยูกับมันโดยใชเวลากวา 90% จมอยูกับตัวปญหา หนทางที่จะชวยไดคือการใชพลังของคําถามที่ดีกวาโดยเปลี่ยนคําวา “ทําไม” ไปเปน “อะไร” ยกตัวอยางเชน “ฉันอาจสามารถทําอะไรไดบางในวันนี้เพื่อพรุงนี้ที่ดีกวา?” คําถามนี้นอกจากไมสรางความรูสึกเจ็บปวดแลว มันยังมุงเนนไปที่อนาคต คนที่ 71
    • เกงและเอาตัวรอดไดเสมอนั้นตองยิงคําถามดวยคําวา “ทําอะไร และทําอยางไร” พวกเขาจะไมใชคําวา “ทําไม” มันเปนคําที่เหมือนดีแตเลวในแทบทุกกรณี (มีขอยกเวนอยูบางที่จะอธิบายตอไป) สมมติวาเราถูกกลั่นแกลงจากเพื่อนคนหนึ่ง ถาเราถามวา “ทําไมเขาทําอยางนี้กับฉันไดลงคอเขาไมรูหรือวาฉันจะเสียใจขนาดไหน?” คําถามเหลานี้ทําใหเราเจ็บปวด เซ็ง โกรธ นอยใจ กลุมใจ และติดอยูในอารมณเชิงลบหลาย ๆ อยาง มันทําใหความคิดซ้ําคิดซากถึงสิ่งที่เขาไดทําลงไป มันทําใหสับสัยวาทําไมและเพราะอะไร และที่จริงคําตอบที่ไดก็ไมมีทางรูหรอกวาถูกหรือเปลา ก็เลนคิดอยูคนเดียวฝายเดียว และมุงเนนกับอดีตที่ผานไปแลว มันเสียเวลา เสียสมอง แถมไมรูจริง ฉะนั้น คําถาม“ทําไม” จึงไมไดชวยเรา ฉะนั้น ไมวามันจะเพราะอะไรก็ตาม มันก็ไดเกิดขึ้นมาแลว จึงไมตองไปสนใจมันมาก แตใหถามใหมวา “ฉันตัดสินใจวาจะทําอะไรและอยางไรตอไป?” คราวนี้มุงเนนไปที่เดี๋ยวนี้และอนาคต คราวนี้ไมยอมใหเวลากับความหดหูและความเสียใจ คําถามอยางนี้สิที่ใหพลัง สมมติวาเราทําธุรกิจอยางหนึ่งขาดทุน เซ็งไหม…. เซ็งสิ แตจะเปนไงถาเราถามวา “ทําไมเรื่องแบบนี้ตองเกิดขึ้นกับฉันดวยนะ?” ถามจริง…. ถามแบบนี้ชวยอะไรเราหรอ!!! นั่นยิ่งทําใหเสียเวลากับอดีตมากขึ้น เจ็บปวดซ้ําซาก โมโหตนเอง และหงุดหงิดอยางมาก จงเปลี่ยนไปถามวา “ฉันตัดสินใจวาจะทําอะไรตอไป ฉันยังอาจสามารถทําอะไรไดบางใหสถานการณมันดีขึ้น ฉันยังเหลืออะไรอีก มีอะไรดีๆ ที่อาจแฝงตัวมากับปญหานี้บางไหม ฉันไดเรียนรูอะไรบาง ฉันจะสูตอไปอยางไรดี อะไรคือการแกไขที่ทําไดเดี๋ยวนี้แมเล็กนอยก็ตาม” ขอใหสังเกตวามีแตคําวา “อะไร” เต็มไปหมด และนั่นแหละคือพลังของคําถามที่ดีกวา มันจะเหมือนกับแสงเลเซอรที่ตัดปญหาใหขาดสะบั้นลงไปได ไมตองสงสัยเลยวาคุณภาพชีวิตที่ดีกวามาจากการตั้งคําถามที่ดีกวา “ทําไม” ทิ้งลงถังขยะไปซะ ใน 30 วันจากนี้ไป ขอใหฝกตั้ง คําถามที่ มีคํา วา “อะไร” ใหมาก ๆ ยกตัวอยางเชน “ฉัน ตองการอะไร?” “ฉัน ไดตั ดสิน ใจวาอะไร?”, “อะไรคือขั้นตอนตอไป อะไรคือกาวถัดไป?”, ฉันยังมีอะไรอีก?”, “ฉันจะทําอะไรตอไป?”,“ทักษะอะไรที่หากฉันทําไดดี หรือหากฉันฝกฝนมัน จะมีผลดีตอฉันมาก ๆ ?”, “ฉันตองมุงเนนอะไรถึงจะไดในสิ่งที่ฉันตองการ เทาที่ผานมา ฉันไดมุงเนนสิ่งที่ฉันตองการมากพอหรือไม?”, แลวพวกเราจะประหลาดใจกับความเฉลียวฉลาดของเราอยางนึกไมถึง คุณผูอานที่รัก คําถามคือวิธีคิดอยางหนึ่งของเรา หากเราจะเปลี่ยนความคิด หรือขยายกรอบของความคิดใหกวางไกล วิธีหนึ่งที่เราทําไดคือเปลี่ยนคําถามของเราเสีย การทําเชนนั้นก็เทากับเราไดเปลี่ยนวิธีคิด เมื่อเราเปลี่ยนความคิดไดเมื่อไหร เราจะเปลี่ยนความเชื่อของเราตามไปดวย ณ บัดนี้ มันถึงเวลาแลวที่เราจะไดรูเสียทีวาความเชื่อคืออะไรกันแน มันเปนความคิดอยางหนึ่งหรือเปลา? มันมาจากไหน? มันเกิดขึ้นไดอยางไร? และเราจะใชมันอยางไรถึงจะฉลาดที่สุด? 72
    • บทที่ 6ความเชื่อและกฏแหงความเชื่อ ไมวาอะไรก็ตามที่เราคิดแบบนั้นบอย ๆ หรือวาเราถูกทําใหคิดเชนนั้นบอย ๆ ในที่สุด เราก็เริ่มเชื่อ และเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ วาความคิดนั้นเปนความจริงโดยไมเคลือบแคลงใจหรือสงสัยอีกตอไป ผมเคยบอกไววา “พวกเราเปนหรือประดุจวาเปนอยางที่เราคิด” แตสิ่งที่เราคิดบอย ๆ จะกลายเปนความเชื่อ ฉะนั้นในอีกนัยหนึ่ง เรายอมกลาวไดวา “เราเปนอยางที่เราเชื่อหรือดั่งกับวาเราไดกลายไปเปนคนในแบบที่เราเชื่อ” ดวยสิ่งที่ผมเกริ่นนํามานี้ เราคงพอไดไอเดียวา… ความเชื่อก็คือ ความรูสึกแนใจวาความคิดหรือบางสิ่งบางอยางที่คุณเชื่อเปนความจริง ความเชื่อก็คือ ความรูสึกแนใจวาความคิดหรือสิ่งตาง ๆ มีความหมายวาอะไรในตัวมันเอง ความเชื่อก็คือ ความรูสึกแนใจวาความคิดหรือบางสิ่งบางอยางมีความหมายเฉพาะและตอง เปนไปตามที่คุณเชื่อ จากนิยามนี้ ความเชื่อจึงคือความคิดที่เจือสภาวะจิตหรืออารมณที่รูสึกแนใจมาก ๆ วาอะไรตองเปนอยางไรในความคิดของเรา ดังนั้น ไมตองสงสัยเลยวาความเชื่อยอมมีอิทธิพลตอพวกเราและมนุษยทุกคนอยางมากมายมหาศาล และการที่เราเชื่ออะไรลงไปแลวก็ตาม เรามักเชื่อเชนนั้นไปนานมาก หรืออาจเชื่อไปชั่วชีวิตก็เพราะวา เรามักไมไดตรวจสอบกันหรอกวาความเชื่อคืออะไร สวนใหญแล ว เราไม รู ด ว ยซ้ํ า ไปว า มั น คื อ อะไรเรารู เ พี ย งว า “ก็ ฉั น เชื่ อ ก็ แ ล ว กั น ” ดั ง นั้ น พวกเราจึ ง เข า ข า ยประเภท…. เชื่อแลวเชื่อเลย จึงยิ่งไมตองสงสัยเขาไปใหญวาความเชื่อจะเปนปจจัยสําคัญขนาดไหนในการกําหนดวาเราจะมีชีวิตที่ดีหรือแยในชั่วชีวิตของเรา กฏของความเชื่อกลาววา “สิ่งใดก็ตามถาเราเชื่ออยางจริงจังสิ่งนั้นจะกลายเปนความจริงในชีวิตของเรา” แตคนเราจู ๆ จะเชื่ออะไรก็ตามขึ้นมาไดอยางไร ทุกสิ่งตองมีสาเหตุหรือตนเหตุสิ อาจกลาวไดวา ความเชื่อเกิดจากการที่เราคิดหรือถูกทําใหคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่บอยเพียงพอจนเราคลอยตามและเห็นดวย ระดับความเห็นนี้คอย ๆ สะสมตัวจนในที่สุดจนกลายเปนความเชื่อที่ฝงใจจนยากที่จะถายถอน เมื่อเราไดลวงรูถึงกระบวนการของมัน เรายอมเขาใจไดไมยากวา…. ทําไมการเปลี่ยนความคิดถึงสามารถเปลี่ยนความเชื่อได ก็เพราะวากอนที่มันจะกลายเปนความเชื่อนั้น ในเบื้องแรกมันเปนแคความคิดมากอนนั้นเอง เราไดรูมาแลววาเราเปลี่ยนความคิดไดโดยการปอนหรือปลูกฝงขอมูลใหมเขาไปในสมองหรือความรูสึกนึกคิดของเรา สิ่งเหลานี้ไมแตกตางกันเลยกับความเชื่อดังนั้นเราไปตรวจตรากันเถอะวา มีอะไรบางเปนแหลงที่มาของความเชื่อจนกอรูปความเชื่อของเราขึ้นมา 73
    • บทที่ 7แหลงที่มาของความเชื่อ แหลงใดก็ตามที่สามารถปอนหรือปลูกขอมูลใด ๆ เขาไปในสมองของมนุษยได สิ่งนั้นยอมถือวาเปนแหลงที่มาของความเชื่อได แหลงที่มาของความเชื่อจึงมีมาก แตเราจะพิจารณาแหลงใหญเพียง5 แหลง ก็นาจะครอบคลุมไดเกือบทั่วถึงแลว พวกมันไดแก 1. สิ่งแวดลอม เราเกิดที่ไหนละ อยูกับใคร พูดภาษาอะไร ศาสนาใด ระบบปกครองเปนอยางไร เรียนหนังสือ หรือเปลา มีพอแมแบบไหน มีครูแบบไหน มีเพื่อนมากไหม มีเพื่อนแบบไหน เราเห็นตัวอยางที่ ดีมากหรือดีนอย ๆ บอย ๆ เรามักเจอคนแบบไหนในสังคมของเรา สิ่งเหลานี้คืออิทธิพลแรก สุดที่เราพบเจออยางหลีกเลี่ยงไมได เพียงแคแหลงแรกแหลงเดียวนี้ เราไดสรางความเชื่อหรือ ถูกทําใหเชื่อไปมากมายแลว และตามปกติแลว เรามักตอตานไมไดอีกแลว สมมติวาตอนที่ผม ยังเด็ก แลวพอของผมบอกวา “เกิดเปนคนตองสู…จําไวนะ” แลวทานก็ปอนขอมูลนี้ใสสมอง ผมอยูเรื่อยดวยการเลาเรื่องสารพัดและตบทายวา “เกิดเปนคนตองสู… จําไวนะ” พวกเราเห็น ไหมวาผมก็จะเริ่มเชื่อในปรัชญานี้ ในทางตรงขาม เด็กบางคนถูกปลูกฝงความคิดที่วา “อยา ไปมักใหญใฝสูงใหมันเกินตัวนะลูก” แตปญหาคือใครจะไปรูไดแนนอนวา…. แคไหนละที่มัน เกินตัว เมื่อเด็กคนนั้นรับขอมูลนี้บอยครั้งจนชินและอยูตัว เขายอมมีกรอบความคิดและความ เชื่อแนวนี้ติดตัวไป และมันจะทํางานหรือหนาที่ของมันอยางเต็มที่ที่จะขัดขวางไมใหเด็กคน ดังกลาวนี้ประสบความสําเร็จเทาที่ควร เพราะวาการไดดีอาจเปนเรื่องที่เกินไดเสมอ หรือ สมมติวาเราเห็นพอที่ไมแตะบุหรี่เลย มันยอมตางกันกับเด็กอีกคนที่พอของเขาพนควันทกวัน ในตอนที่ผมยังเด็ก ผมอยูในตางจังหงัวที่ไมเจริญเพราะวาไมมีอะไรที่ดึงดูดใหคนในทองถิ่น อื่นมาทองเที่ยวเลย ผมไมไดตําหนิที่ ๆ ผมเกิดหรอก ผมเพียงจะบอกวา มันยอมตางกันกับ พวกเด็กที่เห็นความศิวิไลซมากกวาผม แลวรูไหมวาเปนไง ผมมักถูกหัวเราะเยาะจากญาติเมื่อนับตึกวามันสูงสักเทาไหรในยามที่ผมไดเขามา เที่ยว กรุงเทพฯ สวนญาติที่กรุงเทพฯ ตั้งแตเกิดยอมไมสนใจหรอกวาตึกมันสูงสักเทาไหร เพราะวาเขาเห็นจนชินแลว แตผมไมใช เพราะวาที่จังหวัดผมนั้น ตึกสามชั้นก็สูงกวาคาเฉลี่ย แลวในสมัยนั้น ที่ผมพยายามจะบอกก็คือ ในชวงเวลา 20 ปแรกของชีวิตนั้น สิ่งแวดลอม มี อิท ธิ พ ลรุ นแรงต อการปลูก ฝงความเชื่อ โดยเฉพาะพวกผู ใหญที่ใกลชิดจะมีอิท ธิ พ ลสูง สุด เพราะวาเรายังชวยเหลือตัวเองไมไดมากนักในชวงเวลาดังกลาว (ตอนที่ผมอายุ 20 ป ผมก็ยัง 74
    • แบมื อ ขอเงิ น พ อ อยู ) เราจึ ง ได รั บ ไปเต็ ม ๆ กั บ ความเชื่ อ ที่ อ าจเป น ไปได ใ นทุ ก รู ป แบบที่สิ่งแวดลอมประเคนมาใหเราอยางเต็มที่นั่นเอง ลองมาดู อี ก ตั ว อย า งที่ ลํ า บากกว า ผมคิดถึงเด็กที่เกิดในแหลงเสื่อมโทรมเชนสลัมดูบาง ในสิ่งแวดลอมเชนนั้น เด็ก ๆ จะมีตนแบบอยางไหน มันเต็มไปดวยความขาดแคลนและสิ่งไมดีหลาย ๆ อยาง สิ่งนี้ไดหลอหลอมความเชื่อที่จํากัดยิ่งกวาสิ่งแวดลอมอื่น ๆ แมผมจะไมไดหมายความวา คนที่เกิดในสลัมเอาดีไมไดก็ตาม (คนที่เคยอยูในสลัมแลวตอมาเจริญกาวหนานั้นมีแน) แตเราปฏิเสธไมไดวามันยากขึ้นไปอีก และความเชื่อในขอจํากัดนั้นมีมาก สิ่งเหลานี้ไดกลายเปนกําแพงหนาที่เจาะทะลุไดยากแตถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งแวดลอมไมใชแหลงเดียวที่มนุษยผลิตความเชื่อขึ้นมาจากมัน หาไมแลว มนุษยคงไมสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรไดอีกแลว2. แหลงความรูในขณะที่สิ่งแวดลอมเปนแหลงที่มาของความเชื่อแหลงแรก แตพวกเราก็ไดรับการศึกษาไปในขณะเดียวกัน และยิ่งเราโตขึ้นเทาไหรเราก็ยิ่งรูวามีมหาสมุทรแหงความรูที่รอใหเราเขาไปสํารวจมากขึ้นเทานั้น บรรดาหนังสือทั้งหลายแหล เทปความรู หองสมุดตาง ๆ การเดินทางทองเที่ยว การไดพบปะกับผูเชี่ยวชาญในหลาย ๆ วงการคนที่เราทํางานดวย งานสัมมนาดี ๆรายการทีวีที่ใหความบันเทิง และความรู หรือแมกระทั่งภาพยนตบางเรื่อง หรืออาจเปนอะไรก็ได สิ่งเหลานี้ลวนเติมขอมูลใหม ๆ ใหกับเราได สิ่งเหลานี้ลวนทําใหเราเปลี่ยนความคิดหรือขยายกรอบของความคิดและเปลี่ยนความเชื่อของเราไปไดเสมอ ผมเองนั้นเปลี่ยนความคิดและความเชื่อไปอยางมหาศาลก็เพราะแหลงความรูนี่แหละ3. เหตุการสําคัญที่เกิดขึ้นในชั่วชีวิตของพวกเรา มีหรือที่จะไมเคยเกิดเหตุการณ ที่สําคัญขึ้นเลย! ผมพนันไดเลยวามันตองเคย และมันทําใหพวกเราเปลี่ยนความเชื่อแบบปจจุบันทันดวนได อันวาเหตุการสําคัญนั้นบางอยางก็เกิดเฉพาะกับตัวเรา บางอยางจะกระทบกับคนทั่วโลกก็ยังได เหตุการณที่เกิดขึ้นอาจเปนไดทั้งแงดีหรือไมดีก็ได ลองพิจารณาเรื่องตอไปนี้ดูเพื่อเปนตัวอยาง กอนหนาที่ผมจะเดินเขาตลาดหุน ผมมีความเชื่อวาผมมีฐานะเปนปกแผนและมั่นคงมาก แตเพียงหนึ่งปใหหลังที่ผมขาดทุนหมดตัว ผมเกิดความเชื่อใหมวาผมอาจอดตายได คิดดูเถอะแคปเดียวเทานั้นเองนะ หลังจากที่ผมไดอานหนังสือที่เปนแหลงความรูและใหกําลังใจไปหลายเลม ผมเริ่มเชื่อขึ้นมานิดหนอยวาบางทีอาจมีสิ่งดีแฝงตัวมาในความโชครายและความโงของตัวผมเองก็ 75
    • เปนได แหลงขอมูลใหมที่ผมอานนั้นไดเลาเรื่องของคนที่นาสมเพชเวทนายิ่งกวาผมเสียอีก แตแลวกลับพลิกสถานการณขึ้นมาได แมวานั่นจะเหมือนการปลอบใจ แตในยามนั้น ผมก็ไดข อ คิ ด ไม น อ ยว า “สู สิ ยั ง อาจมี โ อกาสบ า ง ยอมแพ คื อ การหมดโอกาสอย า งสิ้ น เชิ ง ” หลังจากที่ผมประสบความสําเร็จจากหนังสือชื่อ “โกะ อัจฉริยะเกมแหงพิภพ”แลว ผมไดพัฒนาความเชื่อใหมวา “การทําธุรกิจเปนหนทางอันประเสริฐในการแผวทางสูความมั่งคั่งร่ํารวย และฉันมีโอกาสแลวที่จะร่ํารวยยิ่งกวาอดีตเสียอีก” เห็นไดชัดวาผมเปลี่ยนความเชื่อหรือความรูสึกแนใจของผมไปมากทีเดียว คราวนี้ ไ ปพิ จ ารณาเรื่ อ งใหญ จ ริ ง ๆ กั น บ า งเหตุการณ 11 กันยายน ที่ผูกอการรายยึดเครื่องบินพุงชนอาคารเวิรลเทรด เซ็นเตอร จนพังพินาศนั้น ไดเปลี่ยนความเชื่อเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไปสิ้นเชิง ที่จริงนั้น ผลของมันกระทบตอความเชื่อและสิ่งอื่นอีกมากออกไปราวไมมีที่สิ้นสุด ถามจริง… ถาสมมติวามันไมไดเกิดขึ้น… พวกเราจินตนาการไดหรือวาสองตึกนั้นจะถลมลงมาดวยวิธีการอยางนั้นได หากเราจินตนาการไมได เด็กและผูใหญของที่นั้นก็ยอมจินตนาการไมไดเชนกัน ก็แลวมันเกิดขึ้นจริง ๆแลวนี่ พวกเราคิดวาพวกเขาจะเปลี่ยนความเชื่อไปขนาดไหน นับแตนี้ไป… อะไรที่จินตนาการไมไดหรือไมเคยจินตนาการ…. ก็จะกลายเปนสิ่งที่ตองนําไปคิดและจินตนาการไว โปรดจําไววา กอนที่อะไรมันจะเกิดขึ้นไดโดยจงใจนั้น มนุษยตองจินตนาการใหไดเสียกอน หาไมแลวสิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้นไมได ปญหาก็คือฝายไหนละที่จิตนาการไดเกงกวากัน แตถาจะพูดเพียงในประเด็นของเราเทานั้น ผมขอสรุปวา เหตุการณสําคัญที่เกิดขึ้นกระทบหรือเปนแหลงที่สรางความเชื่อใหม ๆ ของพวกเราไดอยางแนนอน สมมติวาเราเดือดรอนและประสบกับภาวะวิกฤต หรือความทาทายที่โหดรายมาก และแลวก็มีใครบางคนยื่นมือเขามาชวยเราเหตุการณที่เกิดขึ้นนี้จะมีผลตอความเชื่อของเรา เชนถาเราเคยเชื่อวา “มนุษยไรความปรานี” เราก็อาจเปลี่ยนเสียใหมวา “แคมนุษยบางคนเทานั้นที่ไรความปราณี แตที่มีน้ําใจเมตตาก็ยังมีอยูอีกมาก” หรือถาเราเชื่ออยูแลววาผูคนมีน้ําใจ เราก็ยิ่งเชื่อมั่นเขาไปใหญวาความเชื่อของเรามันถูก ตองอย างแนน อน คราวนี้สมมติใ หมว าเราพบแตคนใจดํา ซ้ําซากไมว าเราจะตกอยูในสภาวะไหนก็ตาม เหตุการณเหลานั้นยอมกลายเปนหลักฐานของเราใหเราเชื่อวา “ ผูคนในโลกนี้เปนคนเลวทั้งนั้นแหละ”4. การมีประสบการณดวยตัวเองอะไรก็ตามที่เราไดลงมือทําดวยตนเองและสําเร็จลงไปหนึ่งครั้งแลว สิ่งนั้นจะกลายเปนการอางอิงที่ดีไดเสมอ การไดทดลองสักครั้งจึงกลายเปนแหลงที่มาของความเชื่อใหม ๆ ได สมมติวาใครก็ตามไดไปเลนบันจี้จั้มปหนึ่งครั้งแลว เขายอมพูดไดวา “ฉันทํามันได และฉันไดทํามัน 76
    • ลงไปแลวดวย” อะไรก็ตามที่เราเคยทําลงไปแลว โอกาสที่เราจะไดทําอีกครั้งยอมเปนไปไดมากทีเดียว ในที่สุดเราก็จะไมเคลือบแคลงใจอีกตอไป และเชื่อวาเราทําสิ่งนั้นได มันมีอะไรอีกเยอะมากที่พวกเรานาจะลองดูเชน ไปกินขาวรานใหม ๆ ตัดผมทรงใหม ใสเสื้อผาสีใหมและสไตลที่แปลกออกไป ไปดูหนังฟงเพลงแนวใหม ลองเลนกีฬาแบบใหม ออกไปวิ่ง ฝกทาดิ้นใหม ๆ (อันนี้ผมชอบมาก) เตนแอโรบิค (อันนี้ผมคลั่ง) หัดเลนเรือใบ (มันมาก…ขอบอก)และอะไรก็ไดอีกมาก ยิ่งเรามีประสบการณ แปลกใหมมากเทาไหร การอางอิง กรอบความคิดและความเชื่อของเราก็ยิ่งขยายตัวออกไปเทานั้น เราเขาไปใกลความไรขอจํากัดมากขึ้น เราเขาไปอยูในโลกแหงความเปนไปไดมากขึ้น นาเสียดายที่คนจํานวนมากเชื่อวาพวกเขาทําบางสิ่งบางอยางไมไดทั้ง ๆ ที่ยังไมไดลองดู เห็นไดชัดวามันไมนาจะกอตัวกลายเปนความเชื่อที่ฝงแนนได แตมันก็กอตัวจนฝงลึกไดเพราะวาพวกเขาไปสรางความเชื่อเชนนั้นในระดับที่ลึกมากดวยการสรางภาพในใจวาพวกเขาทําไมไดซึ่งเปนหัวขอที่เราจะกลาวตอไป5. การฝกซอมทําในใจสิ่งที่นาแปลกใจก็คือ ทั้ง ๆ ที่เรายังไมมีประสบการณ หรือยังไมเคยทําบางสิ่งบางอยางมากอนก็ตาม แตเราสามารถสรางความรูสึกแนใจใหมากขึ้นหรือความเชื่อที่วา “เราสามารถทํามันได”และวิธีการสรางความเชื่อใหม ๆ ขึ้นมา หรือแมกับการสรางความเชื่อเกาใหรุนแรงมากขึ้นก็ตาม ทําไดงายดวยการฝกซอมทํามันในใจ ดั่งที่พวกเราไดศึกษาผานมาแลว การหลับตาและวาดภาพในใจวาเราไดเขาไปมีประสบการณบางอยางหรือไดลงมือทําอะไรก็ตามจะเสริมสรางความเชื่อมั่นและระดับความแนใจของเราใหมากขึ้นเรื่อย ๆ มันกอใหเกิดความรูสึกดีอยางประหลาด ผมมักหลับตาและจินตนาการวากําลังพูดอยูตอหนาคนนับพัน นี่แหละที่เรียกวา“ฝกซอมทําในใจ” ยิ่งฝกมากพลังแหงความเชื่อก็ยิ่งรุนแรงมาก ครั้งหนึ่งผมตองพูดตอหนาผูคนถึงสองพันหารอยคน ในครั้งนั้น ผมประหมาเล็กนอย และรูสึกวาผมยังทําไดไมดีนัก แลวผมเข็ดไหมในการพูดตอที่สาธารณะ ตรงกันขาม ผมบอกกับตนเองวา “ครั้งหนาฉันตองยอดเยี่ยมกวานี้” และผมก็ฝกฝนดวยการซอมทําในใจใหมากขึ้น มันสะดวกเพราะวาการซอมทําในใจจะทําสักกี่รอยกี่พันครั้งก็ได แตในชีวิตจริง เราจะไดขึ้นพูดตอหนาคนราวสองพันหารอยคนกี่ครั้งกัน ! เห็นไดชัดวาถาทําไดไมดียอมหนาเสียดาย ดังนั้น การฝกซอมทําในใจ (หรือการสรางจินตภาพ หรือการสรางภาพในใจ) จึงเปนเครื่องมือที่ทรงพลังยิ่งราคาถูกมาก (คือตองใชเวลานิดหนอยครั้งละราว 15 นาที) แตคุณคานั้นสุดแทหยั่งถึง ยิ่งไปกวานั้น มีหลักฐาน มีการทําวิจัยและตัวอยางของคนมากมายที่ไดใชวิธีการนี้นําพาพวกเขาไปสูความเปนจริงแหงโลกภายนอก หากพวกเราไมเคยแมหลับตาวาดภาพในใจวาพวกเรา เกง มีความสุข แข็งแรง 77
    • ร่ํารวย และเต็มเปยมไปดวยความสามารถละก็… เริ่มตนเสียวันนี้เถิด แลวเราจะเชื่อวาเราคูควรแลวกับสิ่งดีงามเหลานั้น มันทําใหเราเชื่อวามันเปนไปไดในความรูสึกนึกคิดของเรา 78
    • บทที่ 8พวกเรามีความเชื่อแบบไหนกับตัวเราเอง เพราะวาพวกเราไดพบเจอกับแหลงที่สรางความเชื่อใหเราหลาย ๆ แหลงมาแลวตั้งแตเด็กจนโต พวกเราจึงไดเก็บกักความเชื่อจํานวนหนึ่งไวในสมองหรือความรูสึกนึกคิดของเราไมวาเราจะลวงรูถึงความเชื่อเหลานั้นของเราหรือไมก็ตาม แตเมื่อมาคิด ๆ ดูแลว… ในโลกนี้จะมีสักเทาไหรที่มีสติและความรูขนาดสํารวจตรวจตราความเชื่อหลักหรือความเชื่อแกนของตนเองไดละ…อืมมมม … หายากพวกเราอาจเคยตั้งคําถามกันวา “เธอเชื่อวามีผีมั้ย?” ทวานั้นไมไดกระทบตอชีวิตของพวกเราเทาไหรผมจําไดวาในอดีตกวา 40 ป ผมไมเคยถามตนเองวา “แลวฉันมีความคิดหลักแบบไหนเกี่ยวกับตัวฉันละ?” ก็แลวมีใครบางละที่เคย ตั้งคําถามดี ๆ ถึงขนาดนั้นกับชีวิตตนเอง… นอยคนนักที่ไดทําเชนนั้น… หายากดั่งงมเข็มในมหาสมุทรนั้นเชียวมันจึงไมตองสงสัยเลยวาทําไมผูคนกวา 90% ของประชากรโลกถึงใชชีวิตกันไมเปนในแงของการขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลโปรดจําไววา ….คําถามใดที่เราไมเคยถามสมอง… มันจะไมมีวันเสนอหนามาตอบใหเรารูดวยตัวมันเองเปนอันขาดพวกเราเลยไมคอยรูวาเรามีความเชื่อแบบไหนกับตนเองและเปนประโยชนหรือไม แตขาวดีอยูตรงที่พวกเราเพิ่งไดศึกษาผานไปวาความเชื่อคืออะไร ดังนั้น มันยอมเพิ่มโอกาสที่เราจะตรวจสอบมันดวยการถามวา “จริง ๆ แลวฉันมีความเชื่อแบบไหนกับตัวฉันเอง และความเชื่อเหลานั้นชวยฉัน เขาขางฉันหรือเปนประโยชนตอฉันหรือไม?” นี่คือคําถามที่ยิ่งใหญเหลือเกิน คําถามนี้สามารถเปลี่ยนชีวิตคนไดอยางแนนอน สมมติถาเราไมรูดวยซ้ําไปวา เรามีความเชื่อแบบไหนกับตัวเราเอง แลวเราจะเฉลียวใจไดอยางไรวาความเชื่อนั้นมีประโยชนหรือไม หรือวาเปนโทษหรือไม ยกตัวอยางเชน มีคนเยอะมากที่มีความเชื่ออยางไมรูตัววา “ฉันทําไมได” คนพวกนี้มักพูดวา “ฉันทําไมได” เอาละ… ขอถามหนอยวาการที่ใครก็ตามไปมีความคิดหรือไปเชื่อเชนนั้นจะฉลาดตรงไหน จะมีประโยชนอะไรสักนิดไหม จะทําใหเขาเปนสุขไหม และเขาไดอะไรบางไหมจากการพูดเชนนั้น!!! และแลวพวกเขาก็ใชชีวิตโดยมีความเชื่อตัวนี้ทํางานอยู มันทําใหพวกเขาประสบความสําเร็จเพียงเล็กนอย พวกเขาไมรูวาจะแกปญหาไดอยางไร งุนงง สับสน และคิดสงสัยอยูเรื่อยวา “มันมีอะไรก็ไมรูที่ผิดอยู” ก็แหงอยูแลว… ก็ความเชื่อที่หวยแตกนั่นไง ฉะนั้น หนทางเดียวที่จะเยียวยาไดคือการตระหนักรูใหไดเสียกอนวาเขามีความเชื่อที่หวยแตกนั่นอยูหรือเปลาและทางเดียวที่เปนไปไดคือการถามตนเองวา “ก็แลวฉันมีความเชือแบบไหนบาง ่ละที่เกี่ยวกับตัวฉันเอง” เอาละ นี่คือการบานที่พวกเราตองทํา ไมตองรีบที่จะทําใหเสร็จภายในวันเดียว มันเปนคําถามที่ตองถามไปชั่วชีวิต และคนพบกับคําตอบใหม ๆ ไปเรื่อย ๆ 79
    • ฉันมีความเชื่อกับตัวเองดังนี้1._______________________________________________________________2. _______________________________________________________________3. _______________________________________________________________4. _______________________________________________________________5. _______________________________________________________________6. _______________________________________________________________ คุณผูอานที่รัก หลังจากที่เราพอจะรูแลววาเรามีความเชื่ออยางไรกับตัวเรา ขอใหตั้งคําถามกับความเชื่อทุกขอของเราวามันเขาขายคุณสมบัติทั้งเจ็ดขอดังตอไปนี้หรือไม 1. มันทําใหฉันมีพลังไหม 2. มันเขาขางฉันไหม 3. มันชวยฉันไหม 4. มันเปนประโยชนกับฉันไหม 5. มันทําใหฉันรูสึกดีไหม 6. มันทําใหฉันมีความสุขไหม 7. จริง ๆ แลวมันดีตอฉันไหม หากความเชื่ออันไหนของเรามันตรงขามกับคุณสมบัติทั้งเจ็ดขอ ก็ขอใหเราหลับตาเขาไปสรางจินตภาพโดยถามคําถามตอไปนี้อีกสองขอ และสรางภาพในใจตามไปดวย 1. ความเชื่อที่ไม ไ ดเ รื่องขอนี้ ในอดีตไดทําใหฉันเสี ยหายไปแลว มากนอยขนาด ไหน? 2. หากฉันยังเชื่อมั่นตอไป ในอนาคตมันจะสรางความเสียหายใหกับฉันอีกไดมาก ขนาดไหน? คุณผูอานที่รัก เมื่อเราหลับตาเพื่อสรางภาพในใจกับคําถามสองขอหลังสมองและจิตใจของเราจะถูกฝกใหจดจําวา...อะไรบางคือความเจ็บปวด และสิ่งหนึ่งที่สมองชอบทําที่สุดก็คือ...หนีออกไปจากความเจ็บปวด ฉะนั้น เราจะเริ่มเชื่อมโยงความรูสึกวา “ฉันไมชอบ” เขากับ “ความเชื่อที่หวยแตก”พวกนั้น และอะไรที่เรารูสึกไมชอบ...เราจะไมทํามัน ดวยเหตุนี้เอง ผมถึงใหพวกเราฝกใหสมองมัน 80
    • จดจําหรือลวงรูวา...ความเชื่อแบบไหนที่สรางความเจ็บปวด แลวสมองจะสั่งการใหเราหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่มันอาจนําไปสูความเจ็บปวดที่มันรูจักอยางอัตโนมัติ หากยังไมสะใจ งั้นผมอธิบายใหมันครอบคลุมไปเลยเผื่อวาพวกเราบางคนอาจชอบวิธีที่มันตรงกันขาม หลังจากที่ไดสํารวจตรวจตราความเชื่อที่เกี่ยวกับตนเองแลววามีอะไรบาง ใหพิจารณาดูวาพวกมันเขาขายคุณสมบัติเชิงลบดังตอไปนี้บางไหม 1. มันทําใหฉันออนแอและไรพลังไหม 2. มันทําฉันไมกลาทําอะไรไหม 3. มันทําใหฉันไมมั่นใจไหม 4. มันทําใหฉันเสียโอกาสอยูเรื่อยไหม 5. มันทําใหคนอื่นไมนิยมชมชอบตัวฉันไหม 6. มันไมเขาขางฉันและไมกอใหเกิดประโยชนอะไรใชไหม 7. มันทําใหฉันรูสึกแย เซ็งหดหู และไรสุขอยูเรื่อยใชไหม อา ... ถามันเขาขายคุณลักษณะเชิงลบถึงเพียงนี้ละก็ เชื่อผมเถอะสหายเอย วานั่นคือเบรกมือชีวิตที่ฉุดเราไวจากความสุขและความสําเร็จ ชีวิตจะแสนวิเศษ ไมไดตราบใดที่เราไมหยุดเชื่อในสิ่งทีกด่ทับเราไว จงหลับตาลงและเขาไปสรางจินตนาการวา ไอความเชื่อที่หวยแตกพวกนี้ ในอดีตไดทําใหฉันเสียหายไปแลวมากนอยขนาดไหน? และหากฉันยังเชื่อมันตอไป ในอนาคตมันจะสรางความเสียหายใหกับฉันอีกไดมากขนาดไหน? แลวเราจะหนีพนจากอํานาจของมันได การทําลายความเชื่อที่ไรพลังนั้นตองจัดการ แตนั่นยังไมพอการติดตั้งความเชื่อแบบใหมที่ใหพลังเขาไปแทนที่ความเชื่อเกาก็สําคัญไมยิ่งหยอนไปกวากัน บางที หนทางหนึ่งก็คือ การศึกษาดูวา...ความเชื่อแบบไหนละที่มันดีสุดยอด เราไปศึกษากันเถอะ 81
    • บทที่ 9ความเชื่อที่ทรงพลัง 7 ประการมีใครบางที่ขบคิดวา ความเชื่อแกนแบบไหนละที่ใหพลัง และเปนประโยชนอยางแทจริงในการดําเนินชีวิต ยากที่จะหาบุคคลอยางนั้นพบ ถึงกระนั้นก็ตาม นับวายังมีโชคอยูบางที่ผูเชี่ยวชาญดานความเชื่อไดคนควาไวบาง ดังนั้น แทนที่พวกเราจะมานั่งขบคิดใหเมื่อยตุม เราอาจก็อปปหรือนําความเชื่อที่เขาทาจํานวนหนึ่งมาประยุกตใชไดทันทีโดยไมตองรอใหเสียเวลาอีกตอไป ความเชื่อที่นาสนใจไดแก 1. ไมใชสิ่งที่เกิดขึ้นที่กําหนดชีวิตของเรา แตสิ่งที่เราจะทําตอไปตางหากที่กําหนด อันวาจิตใจของคนเรานั้น มันไมไดเขมแข็งเทากันหรอก คนที่จิตใจเข็มแข็งอยูแลว นั้น ผมไม ใครเปนหวงเทาไหร แตพวกเราคนไหนที่ออนแอสิ ผมตองเปนหวงแน เมื่อหลายสิ่งหลายอยาง ที่ทาทายไดเกิดขึ้นกับเรา และดูเหมือนวาชีวิตถูกรุมเราดวยปญหาสารพัด พวกเราหลายคนก็ เริ่มโทษมันทันที เชน “ถาไมเกิดเหตุการณฟองสบูแตกคราวนั้นชีวิตของฉันคงไมตกต่ําถึงเพียง นี้” จากนั้นก็ปลอยใหสิ่งที่เกิดขึ้นไปแลวกลายเปนปจจัยใหญที่กําหนดชะตาชีวิตของเราไปเลย ผมไมไดเถียงวาการที่ฟองสบูแตกไมไดมีสวนอยางมากที่ทําใหผูคนลําบากแตผมอยากใหสติ วา….. การยอมรับอยางนั้นมันยิ่งใหญอะไรหรือ มันชวยอะไรเราหรือ มันเปนประโยชนอะไร หรือ เปลาทั้งเพ ในทางตรงกันขาม ทั้ง ๆ ที่ขอเท็จจริงก็ยังคงปรากฏอยูวาเหตุการณเลวราย นั้นไดบังเกิดขึ้นแลว แตการเชื่อวา “ไมใชสิ่งที่เกิดขึ้นที่กําหนดชีวิตของเรา แตสิ่งที่เราจะทํา ตอไปตางหากที่กําหนด” ยอมใหกําลังใจกับเราอยางมหาศาล และชี้นําจิตใจวาตองมุงเนน อะไรกันแนถึงจะดีกวากันมันเปนความเชื่อที่เกื้อหนุนเรา เปนประโยชนกับเรา เขาขางเรา มุงเนนปจจุบันแทนที่จะเปนอดีต และไมมีอะไรเลยที่อาจถือไดวาเปนขอเสียเปรียบ ผมกลา พูดวาถาใครก็ตามที่ประดับความเชื่อแบบนี้ไวในจิตใจของเขาอยางสมบูรณและตลอดไป ชีวิตของเขานี้ดูศักดิ์สิทธิ์ และคนเชนนี้มีอะไรอีกหรือที่จะตองไปกังวล คนอยางนี้มีหรือจะฆา ตัวตายหรือทําอะไรที่โง ๆ มันเปนความเชื่อที่มีอนุภาพเหลือคณานับพวกเราอาจถามวา “มี คนอยางนี้ดวยหรือ?” พนันไดเลยวามีแน ยกตัวอยางเชน คุณดับเบิ้ลยู มิชเชล คือคนเชนนั้น หมอนี่เคยขี่มอเตอรไซดคว่ําและถูกไฟคอกจนสูญเสียผิวหนังไปมาก หนาตาเสียโฉมยับเยิน จนดูไมได เขากลับถามวา “ฉันยังเหลืออะไรอีกที่ยอดเยี่ยมฉันยังอาจสามารถทําอะไรไดอีก” เขาไมไดมุงเนนกับเหตุการณเคราะหรายที่ไดเกิดขึ้นแลว เขาตัดสินใจเลนการเมืองและโลกก็ ยอมเปดทางใหกับคนหัวใจเพชรเชนเขา แตแลวราวกับวานั้นยังทดสอบไมเพียงพอหรือไร เขา ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก แตก็ดวงแข็งเหลือเชื่อและคราวนี้เขาตองสูญเสียการเดินทางไป 82
    • ตลอดกาลเพราะเขาเปนอัมพาตตั้งแตเอวลงไป ทั้ง ๆ ที่ตองนั่งในรถเข็นและไดชื่อวาเปนคนพิก าร เดาสิ วา เขาตอวาพระเจาของเขาหรื อไม เปลาเลยแตเขากลับ ถามตนเองอี กครั้ง ที่สะทอนถึงความเชื่อแกนของเขาวา “ฉันยังเหลืออะไรอีกที่ยอดเยี่ยม ฉันยังอาจสามารถทําอะไรไดอีก” คําตอบที่ไดนั้นนาทึ่ง เขาบอกตนเองวา “ฉันยังมีสมองที่ชาญฉลาดที่สามารถรับใชประชาชนได” เขาไดผลักดันทางการเมืองใหเกิดความสะดวกกับคนพิการนับลาน พวกเราเห็นไหมวา…ความเชื่อของเขาชวยเขาไดมากขนาดไหน ทําใหเขาไดรับการยกยองขนาดไหนทําใหชิวิตเขามีความหมายและทรงคุณคาขนาดไหน และไดกลายเปนฉบับของคนที่เขมแข็งอยางแทจริงใหชาวโลกไดกลาวขานถึง สวนคนมือเทาดี ๆ ที่สมองอัดแนนไปดวยความเชื่อที่ทําใหตนเองออนแอนั้น การเอาตัวเองคนเดียวใหรอดก็นับวายากแลว อะไรละที่แตกตางกัน…ไมพนความเชื่อ จะวาไปแลว ความฉลาดก็คือ การที่คนเราตองหลีกเลี่ยงความคิดหรือความเชื่อใด ๆ ที่ทําใหเราออนแอนั่นเอง2. เพื่อใหสิ่งตาง ๆ เปลี่ยนแปลงเพื่อเรา เราตองเปลี่ยนแปลงมีเรื่องที่ตลกมากอยางหนึ่ง เรามักเกี่ยงกันวา “เธอทํากอนสิแลวฉันถึงจะทํา” ตอนที่ผมยังเด็กเวลาทะเลาะกับเพื่อน พวกเราตั้งทาวาจะชกกันใหได แลวรูไหมวาพวกเราพูดวาไง “แนจริงมึงตอยกอนสิวะ” ดูเหมือนวาเรื่องไมยอมจบเพียงแคนั้น เมื่อพวกเราเติบโตขึ้นเราไดเพาะนิสัยที่พิลึกมาก เชนถาทะเลาะหรือมีการงอนใสกันหรือนอยใจตอกัน พูดอีกอยางก็คือเราอยากใหอีกฝายหนึ่งเปลี่ยนแปลงกอน แลวเราถึงจะยอมเปลี่ยนแปลงตาม ฟงดูเหมือนไมแปลกแตเราไดพัฒนานิสัยนี้ตอไปจนวกกลับมาเลนงานตัวเราเอง เชน เรามักจะบนกันวาพอแม เพื่อนแฟน คูครอง เพื่อนรวมงาน เจานาย บริษัท สังคม รัฐบาล หรือแมแตโลกใบนี้ไมเขาใจเรา “พอนาจะเปลี่ยนแปลงซะบาง แมนาจะเปลี่ยนแปลงซะบาง” เราบนอยางไมพอใจ และไมเพียงเทานั้น ทุกอยางนั้นแหละที่รายยาวไปจนถึงโลกใบนี้ที่มันควรจะเปลี่ยนแปลงซะบาง แตสิ่งเดียวที่ผิดมหันตก็คือ..เราไมไดรวมตัวเราเขาไปดวย เราเอาตัวเราเองไปทิ้งไวเสียที่ไหน ยิ่งไปกวานั้น อยางไหนจะเร็วกวากันละระหวางเราตัดสินใจเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรา กับการรอคอยใหสิ่ง อื่ น ๆ ทั้ งหมดเปลี่ย นแปลง นี่มั นบ า ชัด ๆ เราจะอาศัย อํานาจอะไรหรือที่จะไปมีสิท ธิ์เรียกรองใหคนอื่นและโลกใบนี้มันเปลี่ยนแปลง เรามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเราแตไมใชคนอื่น และนั่นแหละที่มันยิ่งใหญแลว นั่นแหละคือหนทางอันประเสริฐ ขาวดีที่ยิ่งนาแปลกใจก็คือ พอตัวเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเราในทุก ๆ ดานเทานั้นแหละมันราวกับวาโลกทั้งใบไดเปลี่ยนแปลงตามไปดวยในหลาย ๆ ประการนี่คือสุดยอดเคล็ดลับอยางแทจริง ฉะนั้นจงยุติการกระทืบเทาเสียทีเพราะวาโลกใบนี้ไมสนหรอกที่เราไปกระทืบมัน แตถาเราอยากใหสน 83
    • ละก็….วิธีนี้สิใช… จงดําเนินชิวิตดวยความเชื่อวาเพื่อใหสิ่งตาง ๆ เปลี่ยนแปลงเพื่อเรา เราตองเปลี่ยนแปลง3. ไมมีความลมเหลว มีแตความสําเร็จในการสรางผลลัพธเสมอเมื่อเราทําอะไรก็ตาม เราตองไดผลบางอยางที่ตามมาเสมอ ถาเราพูดวา”อืมมมมมม..ดีจริงแฮะไมวาฉันจะทําอะไรก็ตาม มันตองไดผลลัพธอะไรบางอยางตามมาเสมอ อืมมมมม…นี่เป น กฏของการกระทํา นั้ น เอง และมั น ยั งแปลไดอี ก วา ถา ฉั น ไมทํา อะไรเลย มั น ก็ จะไม มีผลลัพธอะไรเลยสามารถบังเกิดขึ้นได” การพูดและตระหนักรูเชนนี้จึงมุงเนนไปที่การกระทําวามันสําคัญ และเตือนใจเราวา “เราประสบความสําเร็จเสมอในการผลิตผลลัพธบางอยางที่อาจดีหรืออาจไมดี” มีลักษณะใหกําลังใจมากกวาทอใจเพราะอยางนอยมันก็ยังบอกวาเราประสบความสํ าเร็จในการสร างผลลัพ ธอยา งใดอยางหนึ่ง ขึ้ นมาจนไดฉะนั้ นถา สิ่ง ที่ ไดมั น ไมดี ก็เปลี่ยนการกระทําไปเรื่อย ๆ สิ เราก็จะประสบความสําเร็จในการผลิตผลลัพธใหม ๆ ไปเรื่อย ๆจนกวามันจะเปนสิ่งดีที่ตองการนั่นเอง นี่คือความเชื่อที่ดีที่สุดในแงที่มันมุงเนนใหทําตอไปอยางไรก็ตาม ผูคนจํานวนมากเรียกผลลัพธที่ไมดีหรือที่ไมตองการวา “ความลมเหลว” และพวกเขากลัววา จะไดผลลัพธที่ไมดีจนหยุดหรือขยาดที่จะลงมือปฏิบัติ ในเมื่อไมไดทําอะไรหรือเลย พวกเขาจึงไมไดผลลัพธอะไรเชนกัน นี่แหละคือรากเหงาของความลมเหลวที่แทจริงสวนคนที่ขยันลงมือปฏิบัติไปเรื่อย ๆ นั้น หากจะเรียกผลลัพธที่ไมดีของพวกเขาวา “ความลมเหลว” แตมันก็แคชั่วคราวเพราะวาพวกเขาไมไดลมเลิก พวกเขายังคงเพียรพยายามตอไปมันจึงมีโอกาสเสมอที่จะผลิตผลลัพธที่ตองการอยางแทจริงจนไดในวันใดวันหนึ่ง เพื่อใหเห็นภาพ ขอใหพวกเราจินตนาการถึงเด็กนอยที่หัดตั้งไขดูหนอยเปนไร เด็กนอยคนนั้นประสบความสําเร็จในการยืนบาง และประสบความสําเร็จในการลมเหลวลงไปบาง เด็กไมรูหรอกวาการลมลงแปลวาอะไร เด็กรูแตวามันสนุกและกําลังเรียนรูอะไรบางอยาง แลวเกิดอะไรขึ้นละเด็ก ๆ ทุกคนประสบความสําเร็จอยางถาวรในการยืน เดิน และวิ่งไดทุกคน ดังนั้น ตั้งแตนี้เปนตนไปพวกเราอยาพูดวา “ฉันลมเหลว” อีกเลย มันดีตรงไหนหรือที่พูดอยางนั้นมันใหพลังไหม?.... ฝนไปเถอะ หนทางเดียวที่เรากลายเปนคนที่มุงเนนทุมเทอยางตอเนื่องไดนน เรา ั้ตองโยนความเชื่อขยะทิ้งไปซะ และสรางความเชื่อที่ใหพลังเขาไปแทนที่ และหนึ่งในความเชื่อที่แสนวิเศษก็คือ ไมมีความลมเหลวมีแตความสําเร็จในการสรางผลลัพธเสมอ 84
    • 4. ความสําเร็จเกิดจากวินัยเล็ก ๆ ที่มุงเนนการปฏิบัติความใฝฝนของเรา เราอยากมีนั่นมีนี่ เราอยากเปนนั่นเปนนี่และเราอยากไดทําอะไรบางอยางอะไรเลาคื อสะพานที่จะเชื่อความปราถนาของเราไปสูความจริง คํ าตอบคือวินั ยเล็ก ๆ ที่มุงเนนการปฏิบัติ เนนการลงมือทํา ผูคนจํานวนมากไมนอยที่มีความใฝฝนแตตองกังขาอยูเสมอวา “แลวทําไมฉันไมไดมันมาเสียทีละ?” ความใฝฝนนั้นดีแตไมพอหรอก แมแตการอานหนังสือนี้ตั้งรอยเที่ยวแลวก็ยังไมพอ เราตองมีความเชื่อที่ทรงพลังอีกขอหนึ่งเสริมเขาไป นันคือ ่“ความสําเร็จเกิดจากวินัยเล็ก ๆ ที่มุงเนนปฏิบัติ” หลายครั้งที่พวกเราเขาใจไปวาความสําเร็จเปนเรื่องใหญโต แตไมใชเลย เปรียบเหมือนการกินขาวใหหมดหนึ่งจาน ไมมีใครหรอกที่กินขาวทีละจาน แตเขากินกันทีละคํา ใชแลว…. ทีละคํา แลวก็อีกคําและอีกคํา มันเปนวินัยเล็ก ๆที่ทําตอไป แลวความสําเร็จยอมบังเกิดขึ้นอยางหลีกเลี่ยงไมได นึกถึงตอนที่เราเรียนอนุบาลดูสิ เราทอง ก. เอย ก. ไก ข. ไขอยูในเลา ไปจนถึง ฮ.นกฮูกตาโต หนังสือเลมนั้นบางมาก แตเราทองมันเปนปทีเดียวนะ!!! ดวยวินัยเล็ก ๆ ที่คุณครูฝกเรา ในที่สุด สิ่งนั้นไดกลายเปนรากฐานที่ทําใหเราอานออกเขียนได พวกเราลวนแลวแตผานการมุงเนนปฏิบัติมาแลว พวกเราตางมีวนย ิ ัดวยกันทุกคน นาเสียดายที่เราอาจไมเขาใจถึงกระบวนการที่ไดเรียนรูผานมา ในที่สุดเราก็ลืมไปหมดแลววาเราสรางความสําเร็จขึ้นมาไดอยางไร เมื่อเราโตเปนผูใหญ ไมนาเชื่อวาเราถึงกับสงสัยวาทําไมความสําเร็จมันถึงยากเย็นนัก ตราบใดที่เราไมมุงเนนการปฏิบัติจนมีวินัยกับเรื่องใดก็ตาม ก็อยาหวังเลยวามันจะลอยมาหาเราเอง ฉะนั้นทักษะใด ๆ ก็ตาม ความชํานาญพิเศษใด ๆ ก็ตาม พวกมันทั้งหมดลวนเปนของเราไดถาเรามุงเนนการปฏิบัติอยางมีวินัย ไมตองทํามากแตทําบอยนั่นแหละคือหนทาง สมมติถาเรายอมศึกษาภาษาจีนวันละหนึ่งชั่วโมงหนึ่งชั่วโมงตอวันนั้นไมมากก็จริง แตพลังมันอยูตรงคําวา “ทุกวัน” และนั่นแหละที่ผมเรียกมันวา “วินัยเล็ก ๆ” ดวยวินัยเล็ก ๆ …. ผมกลาเชื่อวาไมมีอะไรที่เราจะทําไมได คนจํานวนมากทําหนึ่งวันหยุด ทําสองวันเลิก ทําสามวันก็พูดวาไมเอาแลวโวย แลวยังมีหนามาพูดวา “ฉันคงไมเกงเรื่องแบบนี้ไดหรอก” ปดโธ…..ใครที่ไหนในโลกจะเกงไดภายในสามวัน” ผมจะบอกใหอยางหนึ่งนะ…. การเลนเปยโนใหไดดีจริง ๆ นั้น ตองฝกฝนดวยวินัยเล็ก ๆ ราวสิบปเปนอยางนอยปนี้ลูกชายคนโตของผมอายุ 14 ปพอดี ฝกเลนเปยโนมาตั้งแตอายุ 6 ขวบ นี่ก็แปดปแลวสินะสําหรับวินัยเล็ก ๆ ที่เขาไดทํามาอยางตอเนื่องยาวนาน มันแควันละนิดเดียวแตทุกวัน(ตองขอบคุณแมของเขาภรรยาของผมที่ดูแลเรื่องวันละนิดเดียวไดอยางดีเยี่ยม) ดังนั้นถาเราไดรูเบื้องหลังนี้ เราตองแปลกใจหรือที่เขาไดทักษะการเลนเปยโนมาในระดับหนึ่งแลว ในความสําเร็จอื่น ๆ ก็เชนกัน ถามีการแลกเปลี่ยนที่จําเปนซึ่งก็คือการลงมือปฏิบัติอยางคงเสนคงวาแลวละก็ ดวยวินัยเล็ก ๆ เชนนั้น ทุกสิ่งทุกอยางยอมเปนไปไดเสมอ เพื่อใหพวกเราได 85
    • ตระหนักรูถึงความสําคัญของวินัยเล็ก ๆ ผมคิดวาผมตองอธิบายใหละเอียดเพื่อแนใจวา พวกเราจะไมไดรับความเสียหายจากการขาดมัน การขาดวินัยนั้นคือตนตอที่ทํารายคนทั่วโลกไดมากที่สุด การไรวินัย คือมือหนึ่งในการทําลายและทํารายมนุษย ยกตัวอยางเชน เมื่อกินมากไปนิดหนึ่งในวันนี้ เรื่องแคนี้กระจอกมาก แลวพวกเราคิดวาความอวนของคนมาจากไหนล ะ ก็ แ ค กิ น มากไปนิ ด เดี ย วนั้ น แหล ะ แต ว า เช น นั้ น ทุ ก วั น เราต า งรู ว า เราเพิ่ ม น้ํ า หนั ก 50กิโลกรัมภายในหนึ่งวันไมไดหรอก ใครก็ตามที่พยายามทําเชนนั้นจะตองตายภายในหนึ่งวันทุกคน แตถาเราเพิ่มมันภายใน 1 ป เรากลับไมตาย อะไร (ที่ไมดี) ลวนเปนไปไดเสมอเมื่อเราไรวินัยเล็ก ๆ กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งทุกวัน เราไมแปลงฟนสักหนึ่งครั้งในคืนนี้ไมเปนไรหรอก แตถาเราไรวินัยในการแปลงตอไปอีกหนึ่งเดือนละก็…. ยังแนใจอีกหรือวาไมเปนไร! ไมเอานา….เรารูนี่วานั่นหายนะแลวสําหรับปากและฟนของเรา แลวหายนะอื่น ๆ ละ โอ….ชา งมากมายกายกองที่เกิดขึ้นเพราะไรวินัยเล็ก ๆ การผัดวันประกันพรุง นิสัยขี้เกียจสันหลังยาวการปลอยปะละเลยเชนเรื่องสุขภาพ หนาที่การงาน การใชจายเกินตัว และความสัมพันธครอบครัว ฯลฯความเสียหายมากมายเกิดขึ้นเพราะวาไรวินัยตอการปฏิบัติใหพอเหมาะพอควร ความไรวินัยนั้นรายกาจกวาความประมาทเสียอีก ความประมาทคือการพลั้งเผลอชั่วครั้งชั่วคราว อาจไมตั้งใจ แตการไรวินัยคือการประมาทแลวประมาทอีกที่ตอเนื่องยาวนาน กลาวโดยประชดแลวการไรวินัยคือการมีวินัยในการไมยอมทําอะไรใหมันเหมาะสมและทําแตเรื่องที่มันไมเหมาะสมอยูเรื่อยนั่นเอง ที่จริงก็นาเห็นใจเหมือนกันที่คนเราสวนใหญไรวินัย เพราะคําวา “วินัย” โดยตัวมันเองอาจทําใหพวกเรารูสึกไมดี เชนคิดไปวาเปนการบังคับหรือความอึดอัดนารําคาญ แตคุณผูอานที่รัก ผมไมอยากใหเราเครียดเกินไปกับมัน โปรดคิดถึงมันในลักษณะที่เบา ๆ และคิดใหลึกซึ้งวามันมีประโยชนอยางยิ่ง และถาหากวาพวกเรามีกําลังมีปญหาในดานไหนหรือเรื่องอะไรก็ตาม วิธีแกก็คือ เมื่อหนามยอกก็ตองเอาหนามบง ผมหมายความวาใหพวกเราคอย ๆ สรางวินัยเล็ก ๆ ใหกลับคืนมากับเรื่องราวตาง ๆ แลวปญหาทุกประการจะคอย ๆคลี่คลายไดอยางแนนอน ถาตอนนี้เราอวนเพราะขาดวินัยในการกินแตกวาจะอวนขึ้นมาไดนั้นก็ใชเวลานาน เพราะฉะนั้น เราก็เพียงยอนกระบวนการของมัน ไมตองไปอดอาหารจนทรมานแทบตายหรอกแตใหกลับมามีวินัยเรื่องการกินทีละเล็กละนอย แตทําวินัยนีทกวัน แลวในระยะ ้ ุยาวเราจะกลับมารูปรางดีไดเอง นาเสียดายที่คนสมัยนี้นิสัยเสียกันมาก มักคิดอยากไดอะไรที่มันรวดเร็วเกินธรรมชาติ นอกจากไมแฟรแลวมันไมไดฉลาดอะไรเลย ขอใหกลับมาอยูกับหลักการกันดีกวา….ดวยการมีวินัยกับชีวิตของเรา หากปราศจากมันแลว ผมคงเขียนหนังสือเลมนี้ตั้งแตหนาแรกมาถึงตรงนี้ไมไดแน และโปรดระลึกไวเสมอวา ชีวิตจะยิ่งใหญ… เราตองมีความเชื่อที่ยิ่งใหญดวยและหนึ่งในความเชื่อที่แมแตจักรวาลก็ยังปฏิบัติตามก็คือ ความสําเร็จเกิดจากวินัยเล็ก ๆ ที่มุงเนนการปฏิบัติ 86
    • 5. ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นมาอยางมีเหตุผล และพวกมันรับใชฉันหนึ่งในความเชื่อที่ชาญฉลาดและเปนประโยชนที่สุดประการหนึ่งคือการเชื่อวา “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นมาอยางมีเหตุผลและพวกมันรับใชฉัน” คนโงมันเถียงวา “ความเชื่ออยางนั้นเปนความจริงไดหรือ เปนความจริงหรือเปลา” แตนั้นคือคําถามที่ผิดเพราะวาเราไมไดมุงเนนหรือสนใจวามันเปนความจริงหรือเปลา เมื่อเราคุยกันเรื่องความเชื่อ โปรดจําไวเสมอ… ย้ํา…โปรดจําไวเสมอวา เราเนนแตวาความเชื่ออยางนั้นเปนประโยชนตอเราไหม เขาขางเราไหมใหพลังกับไหมมากกวาที่จะสนใจวามันเปนความจริงหรือ ในประเด็นนี้ ผมอยากพูดพาดพิงถึงการพูดจาดี ๆ กับตนเองเชน “ฉันเกง ฉันดี ฉันยอดเยี่ยม” ประโยคเชียรตนเองอยางนี้ดีหรือเปลา? ผมอยากชี้วาเราไมไดสนใจสักเทาไหรหรอกวามันจริงไหมกับคําพูดประโยคนี้ แตเราสนใจมันในลักษณะที่มันอาจใหประโยชนกับเราหรือเปลามากกวา ดังนั้นมันจึงดีที่จะพูดเชนนั้น ในทางตรงกันขาม เมื่อเราพูดวา “ฉันไมเอาไหนเลย” นี่ก็เชนกันที่เราไมไดสนใจหรอกวามันเปนความจริงหรือเปลา แตเราสนใจวามันจะเปนโทษตอเราหรือเปลามากกวา ดวยเหตุนั้น…. มันจึงเสี่ยงที่เราจะพูดจาไมดีกับตัวเราเองเพราะวามันอาจทําใหเราเจ็บปวด เซ็ง หดหูและไรสุขโดยไมตองคํานึงถึงวาสิ่งที่เราพูดจะเปนความจริงหรือไมก็ตาม ผมหวังวาพวกเราคงไดรับความกระจางในแงมุมนี้แลว คราวนี้ยอนกลับมาที่ความเชื่อขอที่ 5 ของเรา ขอดีของความเชื่อนี้คือมันจะชวยเราไดในทุกสภาวะเงื่อนไข ทุกสถานที่และทุกกาลเวลา ผมขอยกตัวอยางในยามที่เราอกหัก แลวเขาจะคิดอยางไรกับตนเอง หลายคนพูดวา “ฉันจบแลวชีวิตฉันพังแลว ไมมีใครในโลกนี้ที่ฉันรักเลย ทําไมเรื่องแบบนี้ตองเกิดขึ้นกับฉันดวยละ” ขอประทานโทษ เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับคนทั่วโลกตางหากละ แลวคนทั่วโลกเปนไง…. สวนใหญก็รูสึกแยดวยกันทังนั้น แตถาเราไดประดับความเชื่อขอที่ 5 ไวในสมองของเรา เราจะไมรูสึกแยสักเทาไหรหรอกนะ ลองอานดูใหมสิ… “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นมาอยางมีเหตุผลและพวกมันรับใชฉัน” นอกจากวามีเหตุผลแลวมันยังรับใชเราอีกดวย เราอาจพูดวา “ออ การอกหักของฉันนะมีเหตุผล ไมใชเรื่องสวนตัวที่เกิดขึ้นเฉพาะกับฉันสักหนอย มันเกิดขึ้นไดกับคนทั้งโลก สิ่งนี้ที่จริงมันรับใชฉันเพราะวามันมาใหความรูแกฉัน สอนฉัน และบางที คนที่ดีที่สุดสําหรับฉันอาจยังเดินทางมาไมถึงก็ได สวนคนนี้ก็แคคนที่ไมใชก็เทานั้นเอง” เห็นไหมวาเราสามารถใชประโยชนจากความเชื่อขอนี้ได จะพูดไปแลว ผมเริ่มเชื่อมาตั้งนานแลววา… สิ่งที่ไมดีที่เกิดขึ้นกับผม เกิดอยางมีเหตุผล และพวกมันรับใชผมในแงที่ทําใหผมพลิกชีวิตที่ไรแกนสารมาสูชีวิตที่เรียนรูอยางไมหยุดยั้ง สวนที่ตลกหนอยก็คือ ในยามใดที่ผมขับรถหลงทางหรือลงทางดวนผิดชองทาง เดาสิวาผมเซ็งและเครียดไหม ไมแมแตนิดเดียว ทั้ง ๆ ที่ผมกําลัง 87
    • หลงทาง ผมมักพูดวา “การหลงทางที่เกิดขึ้นกับผมนี้ เกิดขึ้นอยางมีเหตุผลและมันรับใชผมเพื่ออะไรสักอยางหนึ่งอยางแนนอน” จากนั้นก็ยิ้มและสนุกไปกับการผจญภัยนั้นหลายครั้งผมถึงกับไดคนพบเสนทางใหมที่ดียิ่งกวาเดิมดวยซ้ําไป ก็บอกแลวไงวา “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรา เกิดขึ้นอยางมีเหตุผลและพวกมันรับใชพวกเรา”6. ไมจําเปนตองรูทุกแงทุกมุมของเรื่องใดกอนที่จะสามารถใชมันไดหากวาเราตัดสินใจไมทําบางอยางเพียงเพราะวาเรารูสึกวายังเขาใจมันไมครบถวนแลวละก็เราคงไมตองทําอะไรกันพอดี เปรียบเหมือนไฟฟาและกระแสไฟฟา คนทั่วโลกใชมันทั้ง ๆ ที่ไมรูหรอกวามันคืออะไร ในทํานองเดียวกัน ถาเราปฏิบัติตอชีวิตและสิ่งตาง ๆ เชนเดียวกับที่เราปฏิบัติตอไฟฟาแลวละก็ ชีวิตของเรายอมหลากหลาย มีสีสัน และตื่นเตนเราใจเปนอันมาก เรามักแกตัววา “ยังไมคอยรูเรื่องนี้สักเทาไหร” แลวเราก็ไมทํามันซะเลย นี่คือกับดักที่ทําใหเรากาวหนาไดเชื่องชาดุจเตาคลาน อยาไปรอจนเราเกงที่สุดในโลกแลวคอยแสดงมันออกมา ชางไรสาระอะไรขนาดนั้น เมื่อผมตองพูดกับฝรั่ง ก็แคพูดออกไปเลย นั่นแหละเยี่ยมแลว ขืนไปคิดวา “ไมเอาดีกวา รอเกงกวานี้กอนแลวคอยทํา” นั่นยิ่งหมดโอกาสเขาไปใหญ บางทีตัวอยางที่เลิศที่สุดในเรื่องนี้คือการไปเรียนหัดขับรถ ก็แหงอยูแลววายังขับรถไมเปนถึงตองไปเรียน แลวเปนไงละ…ครูฝกใหเราลองขับทั้ง ๆ ที่เราแทบทําอะไรไมเปนเลย แตนั้นแหละคือการเรียนรู“ทํ า ไปเลย” คื อ วิ ธี เ รี ย นรู ที่ ใ ช ไ ด ดี กั บ เรื่ อ งจํ า นวนมาก ตั ว อย า งต อ ไปคื อ เรื่ อ งการฝ ก ใชคอมพิวเตอร เพื่อนของผมคนหนึ่งนอกจากจะไมซื้อตําราแลว พี่แกยังเกงแบบปศาจเลยก็วาได นี่มันเปนไปไดยังไงกัน! เขาอธิบายวา “งายจะตาย ก็ลองคลิกดูไปเรื่อย ๆ วามันจะเกิดอะไรขึ้น แลวก็รูเอง” แตคนสวนใหญเปนไงรูไหม ปุมและแถบเครื่องมือจํานวนมาก…. ไมเคยแตะตองมันเลยแมเพียงแคการคลิกเทานั้นก็ยังไมยอมทํา เจาเพื่อนคนนี้ของผมคือหนึ่งในคนที่เชื่อจริง ๆ วา ไมจําเปนตองรูทุกแงทุกมุมของเรื่องใดกอนที่จะสามารถใชมันได ครั้งหนึ่งเขาถึงกับถอดเปยโนแทบทั้งหลังกองไวกับพื้นเพื่อทําความสะอาดภายในใหกับมัน ผมถามวาทําไดไง เขาตอบวา “ก็แคแกะมันออก ใชแปรงปดสักหนอย หยอดน้ํามัน แลวก็ประกอบกลับเขาไป มันก็แคนั้นเอง” คนอยางเขาคือคนที่ไรขีดจํากัด เขาไมรอความสมบูรณแบบ แตเขาทํามันไมวาจะรูมากหรือนอยก็ตาม ยิ่งเราเชื่อแบบนี้ไดมากเทาไหร เราจะยิ่งพบวาเราเกงและเปยมไปดวยความสามารถมากขึ้นเทานั้น ฉะนั้น ครั้งตอไปที่เราจะทําอะไรก็ตาม อยาไปรอจนกวาเราจะรูแจง ไมมีหรอกเรื่องแบบนั้น ขอใหเราทําไปเลยแมไดแคที่เรารูก็ตาม แตนั้นแหละนาภูมิใจแลว คนเกงที่เราบอกวาโคตรเกงนั้น ลวนเริ่มมาจากกาวแรกทั้งนั้น… ซึ่งก็คือไมรูอะไรเลยหรือถารูก็นอยมาก แตแลวคนอยางนี้แหละที่กลายเปนผูเชี่ยวชาญในดานตาง ๆ มากมาย 88
    • เมื่อกอนนั้นผมไมเคยเขียนหนังสือแตตอนนี้ผมกลายเปนนักเขียนหนังสือและนักพูดปลุกใจที่ทรงพลังมาก ในตอนแรก ๆ นั้น ผมตองไปฝกการเขียนไหม…. เปลาเลย แตผมก็ทํามันทันทีผมเขียนในสิ่งที่ผมคิดและรูสึก ผมเขียนอยางที่พวกเราอานอยู ผมไมไดรอใหตัวผมกลายเปนผูเชี่ยวชาญในดานภาษาศาสตรเสียกอนหรอก ดังนั้น ถาพวกเรามีความใฝฝนอะไรก็ตามโปรดยืนขึ้น ยืนขึ้นเพื่อชีวิตของเราเอง และลงมือทํามันใหเปนรูปธรรมเดี๋ยวนี้โดยไมตองรอใหเรารูแจงเสียกอน เอาเทาที่รูก็เหลือกินแลว แลวทุกอยางจะดําเนินตอไปในครรลองของมันเอง7. คนคือแหลงทรัพยากรที่ยิ่งใหญและสําคัญที่สุด บางทีนี่อาจเปนความเชื่อที่เราไมเคยรูมากอนเลย แตวามันชางยิ่งใหญเหลือเกิน มันทําใหผมมีอนุสติวา อยาไดลืมมุงเนนไปที่ผูคนเปนอันขาด และเพื่อใหพวกเราเห็นความสําคัญของผูคนเสียแตเนิ่น ๆ ขอใหผมเตือนสติพวกเราสักหนอย ในยามที่เราเกิดมานั้น มีใครบางคนไดพยายามเลี้ยงดูเรา และในยามที่เราจากไป มีใครบางคนไดฝงศพใหเรา และโลกนี้วางเปลาถาไรผูคน (โปรดอยาบอกวายังมีสิ่งอื่นที่เหลืออยูอีกมาก เพราะเราจะเอาอะไรไปรับรูละเมื่อไรผูคนอยางสิ้นเชิง) ฉะนั้น ถาเราพกความเชื่อนี้ไวในใจ เราจะไมลืมมองในแงมุมที่พิเศษนี้ ผมพูดวา “คนคือทรัพยากรที่ยิ่งใหญและสําคัญ” พวกเราหลายคนอาจสงสัยวา แลวน้ํามันละเงินละ ความรูละ เทคโนลียีละ ออใช… ที่พวกมันเปนทรัพยากรที่สําคัญมาก แตก็ตราบเทาที่ยังมีคนอาศัยอยูในโลกนี้เทานั้นนะ ถาไมมีคน น้ํามันและทุกสิ่งจะคืออะไรละนอกจากสิ่งที่ไรความหมายโดยสิ้น เชิ ง ไอของพวกนั้น นะ มัน เปน สิ่งธรรมชาติ แต คนสิ… ถา มันหวยแตกมาก…ครอบครัว สังคม เมือง ประเทศ หรือแมโลกทั้งใบจะพลอยหวยแตกไปดวย ฉะนั้นพวกเราตองหันมาสนใจคนในประเทศของเราใหมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ในดานอื่นก็ทําไปแตดานของผูคนโดยเฉพาะเด็ ก ที่ เ ปน อนาคตของชาติยิ่ง ตอ งสนใจมากที่สุ ดและบางทีก ารเริ่ม ตน ที่ดีก็คือพัฒนาที่ตัวเราเองกอน จากนั้นก็ขยายออกไปสูโลกกวาง แมในหลักการคาก็เชนกัน การมุงเนนที่ตัวสินคาและบริการที่มุงรับใชมหาชนยอมนําความมั่งคั่งไรขีดจํากัดมาให ถาคุณจะรองเพลง จงคิดวาคุณไดรับใชคนตั้งประเทศหนึ่ง เมื่อผมผลิตหนังสือ ผมคิดวา “ฉันขอมอบอาหารสมองเพื่อรับใชคนในประเทศของฉัน” นี่คือสิ่งเดียวกับที่เราพูดวา “มองที่ภาพใหญ”ฝรั่งนั้นมีปรัชญาที่นาชมเชยประการหนึ่ง กลาวคือ “ใหปลาหนึ่งตัวกับผูคนคุณเลี้ยงดูเขาไดหนึ่งวัน สอนเขาถึงวิธีตกปลา คุณเลี้ยงดูเขาไปชั่วชีวิต” สวนคุณซิก ซิกลาร ไดเปดเผยปรัชญาที่ลึกซึ้งมากวา “ทานสามารถไดทุกสิ่งที่ทานปราถนา หากทานไดชวยผูคนในจํานวนที่มากพอใหพวกเขาไดในสิ่งที่ตองการ” สิ่งเหลานี้ลวนชี้ชัดถึงความเชื่อที่วา “คนคือแหลงทรัพยากรที่ยิ่งใหญและสําคัญสุด” ถึงตรงนี้พวกเราคิดสนใจคนอื่นบางหรือยังครับ 89
    • บทที่ 10การทําลายความเชื่อ เราไดรูกันมาแลววาความเชื่อคือความคิดหรืออะไรก็ไดที่เรารูสึกแนใจโดยไมเครือบแครงสงสัยวาสิ่งที่เราเชื่อนั้นเปนความจริง ความเชื่อจึงไมจําเปนสัจธรรม สมัยกอน คนเราเชื่อวาโลกแบนโลกแบนจึงไมใชสัจธรรมเพราะอันที่จริงนั้นโลกมันกลม แตผูคนในสมัยนั้นตางก็รูสึกแนใจวาโลกแบนเปนความจริง พวกเราจึงตองตระหนักไวเสมอวา ความเชื่อจะเปนสัจธรรมหรือไมเปนสัจธรรมก็ไดเพราะวามันเปนคนละเรื่องกัน ประเด็นอยูตรงที่ความรูสึกแนใจ ที่คนในโลกนี้มักทะเลาะกันก็เพราะรูสึกแนใจในสิ่งที่ตางกัน ตอนที่ผมเปนเด็ก ผมถียงกับเพื่อนวา “พระพุทธเจาเกงกวาพระเยซู” สวนเพื่อนผมที่นับถือพระเจายืนยันวา “พระเยซุเกงกวาพระพุทธเจา” เห็นไดชัดวาถูกทั้งคูเพราะวาใครลงเชืออะไรแลวก็ตาม ่เขาก็จะสึกแนใจวามันเปนความจริงตามที่เชื่ออยางแนนอน ฉะนั้น พวกเราพึงหลีกเลี่ยงการถกเถียงเรื่องความเชื่อซะจะดีกวา เมื่อเราไดรูแลววาความเชื่อคืออะไร เราไดรูแลววาแหลงที่มาของความเชื่อมีอะไรบาง และเราไดเรียนรูความเชื่อที่ฉลาด ๆ ไปอีกถึง 7 ประการ อันดับตอไปเราจะถามคําถามที่สําคัญมากขอหนึ่ง… เราสามารถทําลายความเชื่อหรือเลิกเชื่อไดหรือไมและอยางไร คําตอบคือเราสามารถทําลายความเชื่อได ในเมื่อความรูสึกแนใจทําใหเราเชื่อและสรางความเชื่อตาง ๆ นานาขึ้นมาได เรายอมสามารถทําลายพวกมันไดดวยการทําใหตัวเราเองรูสึกไมแนใจกับความเชื่อตาง ๆ นานาเหลานั้นนั่นเอง จริงอยูวาเราตองเก็บความเชื่อที่มันดีอยูแลวเอาไว แตสําหรับความเชื่อชนิดที่ใชไมไดที่ทําใหเราออนแอ ไรพลัง และไมเปนประโยชนนั้น เราจะเชื่อตอไปทําไมกัน!!! และที่ไมยอมเลิกเชื่อนั้นเปนเพราะวา…คนจํานวนมากทั่วโลกไมรูวาจะเลิกเชื่อไดอยางไร ดังนั้น การรูวาจะทําลายความเชื่อไดอยางไรยอมเปนความรูความเขาใจที่สําคัญ ตอไปนี้คือสามขั้นตอนในการทําลายความเชื่อ 1. ตั้งคําถามกับมัน จงตั้ ง คํ า ถามกั บ ความเชื่ อ ยอดแย ใ ด ๆ ก็ ต ามด ว ยการถามว า “จริ ง หรื อ ที่ ฉั น ” นี่ คื อ การ สั่นคลอนมันวิเศษมาก หากคุณรูสึกแนใจวาคุณดิ้นไมได จงถามวา “จริงหรือเปลาที่ฉันดิ้น ไมได” ถาคุณรูสึกแนใจวาคุณเกงภาษาอังกฤษไมได จงถามตัวเองบอย ๆ วา “จริงหรือที่ฉัน เกงภาษาอังกฤษไมได และไมวาคุณจะรูสึกแนใจวาทําอะไรไมไดก็ตาม จงซักเขาไป ถามจี้เขา ไปวา “จริงหรือที่ฉันทํามันไมได” ยิ่งไปกวานั้น เราสามารถใชคําถามนี้สั่นคลอนหรือตรวจสอบ ความเชื่อไดทุกประเภทโดยไมมีขอยกเวน มันจะทําใหเราไดคนพบความจริงอีกมากทีเดียว เอาละ ตอไปนี้เปนตัวอยางเพิ่มเติม 90
    • จริงหรือที่ฉันไมสามารถหาเงินไดมากกวานี้ จริงหรือที่ฉันมีความสุขยิ่งกวานี้อีกไมได จริงหรือที่ฉันไมเปนที่รักของใคร ๆ จริงหรือที่ตัวฉันเพียงคนเดียวจะไปทําอะไรได จริงหรือที่ฉันไมมีความสามารถอะไรสักอยางเดียว จริงหรือที่ฉันไมวางแมแตจะออกกําลังกายแควันละครึ่งชั่วโมง จริงหรือที่การทําตัวใหมีความสุขและประสบความสําเร็จเปนเรื่องยาก2. หาหลักฐานเพื่อสั่นคลอนมันเมื่อผมพูดถึงคําวา “หลักฐาน” มันอาจเปนอะไรก็ได เชน คน สัตว สิ่งของ หรือเหตุการณตาง ๆ เมื่อเราจะทําลายความเชื่อทางหนึ่งที่ตรงเปะคือการหาหลักฐานมาสนับสนุนวาความเชื่อเดิมไมเปนความจริง นี่คือการสั่นคลอนความรูสึกแนใจที่ดีเอามาก ๆ สมมติวาผมเชื่อวาผมสามารถสูบบุหรี่ไดโดยไมมีวันเปนโรครายแรงอะไรสิ่งหนึ่งที่ผมควรทําคือทางไปเยี่ยมคนปวยดวยโรคปอดที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ แลวถามเขาวา “เมื่อกอนคุณเคยเชื่อบางไหมวาคุณจะไมมีวันเปนโรคอะไรที่รายแรงจากการสูบบุหรี่?! นั่นจะทําใหผมไดหลักฐานที่ชัดเจนที่หักลางความเชื่อเกาของผมได บางครั้งการหาหลักฐานอาจทําไดโดยตั้งคําถามวา “มีใครบางไหมที่อยูในสภาวะเงื่อนไขแบบเดียวกับฉัน แตกําลังประสบความสําเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ” เมื่อตอนที่ผมเรียนมัธยมปลาย ผมเคยดิ้นกับเพื่อนทั้งชั้นในงานฉลองประจําหองของเรา ผมถูกหัวเราะเยาะจากเพื่อนชายหญิงหลายคนในทาทางที่นาขบขัน นั่นเปนแคหลักฐานครั้งเดียวเทานั้นเองแตก็ทําใหผมสรุปอยางเบาปญญาวา “ฉันจะไมดิ้นอีกแลว ฉันดิ้นไมไดเรื่องหรอก” เห็นไดชัดวามันแคขาดทักษะและชั่วโมงบินเทานั้น แตมันกลับทําใหผมเชื่อฝงหัวและหลีกเลี่ยงการดิ้นตลอดมา กวา 25 ปจนกระทั่งผมไดเรียนรูวาคนเราสามารถทําลายความเชื่อไดดวยการหาหรือสรางหลักฐานใหม ๆ ไวอางอิง ดังนั้น ผมจึงคิดวา “เอาละ ฉันจะลองดูวาฉันสามารถเปลี่ยนความเชื่อไดไหม?” จากนั้นผมก็เริ่มเปดเพลงมันส ๆ ที่บานและดิ้นไปตามใจชอบ ไมนานนัก ผมจึงประจักษวา “เฮ… มันก็ไมเลวนี่” และใครจะเชื่อละวา ผมขึ้นนําคนนับพันเตนรํา หรือดิ้นในงานสัมนาของผมเอง คนจํานวนมากเอาทาทางของผมเปนตนแบบและพยายามทําตามดวยซ้ําไป ยิ่งไปกวานั้น หลายคนบอกวา “อาจารยวันชัยดิ้นไดนารักจัง” อืมมมม… ผมเปลี่ยนไปไดถึงขนาดนี้เชียวหรือ!!! พวกเราหลายคนอาจหลงเชื่ อ จากหลั ก ฐานหรือ ข ออ า งอิ ง ในอดี ตว า “ฉั น ไมค อ ยแข็งแรงเลย” ทางแกคือการสรางหลักฐานใหมขึ้นมาหักลางมัน ทุกวันนี้ ผมสรางหลักฐานทุก 91
    • วันวาผมแข็งแรงยิ่งกวาวัวกระทิงโดยการเตนแอบิค ผมถือวา… การทําเรื่องพิศดารนั้นหาใชปาฏิหาริ์อันใดไม แตการมีชีวิตอยูดวยรางกายที่ฟตอยูเสมอนั่นแหละคือปาฏิหาริย คนสวนใหญทั่วโลกไมรูหรอกวาอะไรกันแนคือปาฏิหาริยที่มีประโยชนตอชีวิตของพวกเขาอยางแทจริงดังนั้น จงอยาเชื่ออีกตอไปวาเราสุขภาพไมดี จงลงมือทําอะไรที่ดี ๆ ตอสุขภาพเสียบาง แลวความเชื่อเกาจะตายไปเอง คุณผูอานที่รัก หากคุณเชื่อวา “คนในโลกนี้มันไมดี” แนนอนวาคุณยอมหาหลักฐานจนพบไดเสมอวามีใครบางคนชางเลวจริง ๆ ในทางตรงกันขาม หากคุณเชื่อวา “คนในโลกนี้ชางดีเสียจริง” ก็เชนกันที่คุณยอมหาตัวอยางของคนเชนนั้นพบจนได ฉะนั้น ความเชื่อใด ๆของคุณก็ตาม หากมันไมดีตอคุณ มันไมเขาขางคุณ มันเปนสิ่งที่หยุดยั้งคุณอยูเสมอ และมันไดส รา งความเสี ย หายให กั บคุณ านั บ ครั้ ง ไมถ ว นแลว คุ ณยอ มเปลี่ ย นมั น ไดเ พราะว า คุ ณสามารถหาหลักฐานในดานที่สนับสนุนหรือคัดคานมันไดเสมอ จงอยาจมปลักอยูกับความเชื่อที่ไรพลังอีกตอไป จงหาหลักฐานที่จะสั่นคลอนมันแลวมันจะตายไปเอง 92
    • บทที่ 11สรางความเชื่อใหมเขาไปแทนที่เพื่อใหการทําลายความเชื่อเกาไดผลสมบูรณแบบ เราจําเปนตองติดตั้งความเชื่อใหมที่ทรงพลังเขาไปแทนที่ โดยปกติแลว พวกมันก็คือ สิ่งที่ตรงขามกับความเชื่อที่ไมเอาไหนนั่นเอง วิธีทํานั้นก็ไมยากกลาวคือ ใหเราเขียนความเชื่อที่ตองการลงในสมุด จากนั้น ใหพูด คิด จินตนาการ และประพฤติตัวราวกับวาเราไดเชื่อเชนนั้นไปแลวจริง ๆ ขอย้ําวาการทําตัวราวกับวาเรารูสึกเชื่อในความเชื่อแบบใหมที่ดีกวานั้นเปนเรื่องที่สําคัญมาก และมันเปนเคล็ดลับที่ใชไดกับทุกเรื่อง ผมจะเลาใหฟงสักเรื่องหนึ่งวาผมสรางความเชื่อใหมอยางไร ไมนานมานี้ผมไดไปสมัครเรียนภาษาจีนกลาง ในสามชั่วโมงแรกที่ตองฝกออกเสียงพยัญชนะ สระ และการผสมกันของพยัญชนะกับสระ พวกเราทั้งหองพบวา… มันมีเสียงหลายเสียงที่ไมมีในภาษาไทย นั่นทําใหหลาย ๆ คนเริ่มหวั่นไหววามันอาจยากกวาที่นึกไว ทันใดนันผม ้ก็รูทันทีวาผมจําเปนตองเชื่อวาผมสามารถออกเสียงพวกนั้นได และผมพูดสามารถออกเสียงพวกนันได ้และผมพูดออกไปราวกับวาผมเขาใจเสียงพวกนั้นดีแลว แทนที่จะจดจอไปที่ผมอาจออกเสียงผิด ผมกลับออกเสียงราวกับวาผมคือผูเชี่ยวชาญ เหลาซือ (อาจารย) ถึงขนาดยกนิ้วใหบอกวาเยี่ยม นี่แหละคือสิ่งที่ผมทํา ผมเชื่อไปลวงหนาวาผมทําได และแสดงออกไปดั่งวาความเชื่อนั้นแกกลาและเปนความเชื่อของผมไปแลว ฉะนั้นเมื่อพวกเราจะเชื่ออะไรที่มันดักวา จงเชื่อไปเลยและทําตัวราวกับวาเปนเชนนั้น แลวของจริงจะบังเกิดขึ้นในเร็ววัน แลวเราจะเชื่อในความเชื่อใหม และปฏิบัติตนที่สอดคลองไปตามความเชื่อใหมนั้น 93
    • บทที่ 12เมื่อเราเปลี่ยนความเชื่อเราไดเปลี่ยนการคาดหวังไปดวยเมื่อไหรก็ตามที่เราไดเปลี่ยนความเชื่อใด ๆ ไปแลว เรายอมเปลี่ยนการคาดหวังของผลที่จะตามมาไปดวย เมื่อเราเชื่อวา “ฉันทําไมไดหรอก” เราคาดหวังอยางไรละ เรายอมคาดวามันเสียแรงเสียเวลาเปลาๆ กับการพยายามที่ไรผลและไมคุมคา ในทางตรงกันขาม ถาเราเชื่อวา “ฉันทําไดแน” เรายอมคาดหวังแตความสําเร็จเทานั้น การคาดหวังจึงสอดคลองไปตามความเชื่อของเราเสมอ เมื่อเราเชื่อวาชวงนี้ดวงเราตก (เปนความเชื่อที่ติดลบอยางยิ่ง) เราจะคาดหวังถึงขาวดีไหม… ไมมีทาง เรามีแตจะคะเนถึงสิ่งราย ๆ วาเดี๋ยวมันจะมาอีกแหง ๆ เลย ที่จริงแลว การคาดหวังเปนความคิดอยางหนึ่งเชนกันแตมักเปนภาพของการคาดคะเนในใจอยางหนึ่งอยางใดของเรา และภาพในใจนี้แปรเปลี่ยนไปตามความเชื่อหรือมีความเชื่ออยางใดอยางหนึ่งรองรับอยูเสมอ นอกจากการคาดหวังจะสอดคลองกับความเชื่อของเราแลวมันยังมีกฏแหงการคาดหวังอีกดวย กฏนี้กลาววา “ไมวาอะไรที่เราคาดหวังไวดวยความเชื่อมั่น มันจะกลายเปนคําทํานายอนาคตของเรา” ดังนั้นสิ่งที่เราควรปฏิบัติคือ จงคาดไวแตสิ่งดีที่สุดเสมอเทาที่เราสามารถจะทําได พวกเรานั้นไดทําตัวเปนหมอดูโดยไมรูตัวเราอดไมไดที่จะตองคาดหวังไปตาง ๆ นา ๆ แตเราคาดหวังในเชิงบวกหรือเปลาละ? จงอยาลอเลนกับกฏขอนี้ เพราะวามันมีแนวโนมวาเราจะดึงดูดสิ่งที่เราคาดหวัง ฉะนั้น ขอใหพวกเราฝกคาดหวังวาจะมีเรื่องดีเกิดขึ้นกับเราในวันนี้ จงเปลี่ ย นการคาดหวัง ที่ เ กี่ ย วกับ ตนเอง ครอบครัว คูชี วิต พ อ แม ญาติพี่ น อง บุ ตรหลานผูรวมงาน ตัวธุรกิจ และสิ่งตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับเราไปทางดี แลวเราจะพบวาทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามการคาดหวังของเราไดอยางนาอัศจรรยคุณผูอานที่รักยิ่ง เมื่อเราเปลี่ยนไปคาดหวังในทางที่ดีขึ้น มันจะกระทบไปถึงมุมมอง หรือ ทัศนคติที่เรามีตอทุกสิ่งไปตามการคาดหวังของเรา พูดงาย ๆ ก็คือ เราจะสามารถเปลี่ยนทัศนคติของเราได 94
    • บทที่ 13พลังแหงทัศนคติทัศนคติคือ “ความคิดเห็น ความคิดความอาน มุมมอง และความเขาใจที่เรามีตอทุกสิ่ง” การที่เราจะรูสึกดีหรือไมดีกับสิ่งใดก็ตาม มันขึ้นกับวาเรามีทัศนคติตอสิ่งนั้นอยางไร และแมกับตัวเราเองก็เชนกันทัศนคติที่มีตอตัวเราเองจะกําหนดความรูสึกวาเราชอบหรือเกลียดตนเอง เนื่องจากวาทัศนคตินั้นกอใหเกิดความรูสึก และความรูสึกเปนตัวกําหนดการกระทําหรือไมกระทํา ดังนั้น ทัศนคติจึงเปนเรื่องสําคัญที่ตองพยายามเขาใจมันใหมาก ๆ ขึ้นชื่อวาทัศนคติหรือความคิดเห็นของคนเราแลว มันยอมมองตางมุมที่แตกตางกันไปไดสารพัด แต มั น ยากที่จ ะสรุ ป ว า ทั ศ นคติแ บบไหนบ า งที่ผิ ด มั น ไม มีห รอกที่ ผิด แตมั น มี ลัก ษณะว าเหมาะสมมากนอยแคไหนมากกวา เชน ถาชายคนหนึ่งมีทัศนคติ (ความเห็น) วา “บานของฉันมันหวยแตก โรงเรียนของฉันมันไมไดเรื่อง สังคมของฉันมันแย ประเทศนี้มันไมดีพอ และโลกใบนี้มันไมยุติธรรม” ความคิดเห็นแบบนั้นของเขาผิดหรือเปลา? ใครละจะตอบไดวาผิด ผมแนใจ 100% เต็มวาไมมีกฏหมายใด ๆ ในโลกนี้สามารถจับตัวชายคนี้ไปลงโทษไดแน แตผมรูวาเขาจะรูสึกไมดีกับทุกสิ่งที่เขาไดกลาวไวในประโยคนั้น และเขาจะปฏิบัติตอสิ่งเหลานั้นแบบแย ๆ อีกดวย ผมอาจวิจารณวายังมีทัศนคติอื่น ๆ อีกมากที่นาจะเหมาะสมกวานั้น แตมันก็เปนสิทธิ์ของเขาที่จะเปลี่ยนหรือไมเปลี่ยนก็ไดดังนั้น ผมจะเนนเรื่องความเขาใจ จากนั้น พวกเราตองนําไปปรับและตัดสินใจเลือกดวยตนเอง ผมทําไดแคแนะนําเทานั้น ผมเห็น วาทัศนคตินั้น ควรแบงออกเปนแคสองจํ าพวกก็พอ คื อทัศนคติที่มีประโยชนอยา งแทจริง กับทัศนคติที่ไรประโยชนอยางแทจริง และในฐานะที่เราเปนคน มันยอมหนีไมพนที่เราจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเราเองมากมาย และเนื่องจากเราอยูบนโลก เราก็ยอมตองมีมุมมองหรือความคิดเห็น ต อ คนอื่ น และทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย า งที่เ ราเกี่ ย วของอยู เ สมอ และคํา ถามเดีย วที่ผ มจะถามก็คือ …มุมมองนั้นใหประโยชนกับพวกเราไหม ทําใหเรามีพลังไหม ทําใหเรารูสึกดีไหมทําใหเราอารมณดีไหมทําใหเรามีความสุขไหม ทําใหเราสุขภาพแข็งแรงไหม ทําใหเราสงบสุขไหม ทําใหเราเปนที่รักไหม ทําใหเรามั่งคั่งร่ํารวยไหม ทําใหเรายอมรับตนเองไหม ทําใหเราเคารพนับถือตนเองไหม ทําใหเรายิ้มแยมแจมใสไหม ทําใหเราสนุกสนานกับชีวิตไหม ทําใหเราตื่นเตนเราใจบางไหม ทําใหเราเกษมสําราญไหมทําใหเรามีหรือขยายประสบการณมากขึ้นบางไหม ทําใหเราเกงขึ้นดีขึ้นไหม ทําใหเราเฉลียวฉลาดมากขึ้นไหม และทําใหชีวิตเราดีงามไหม หากวาคําตอบคือ “ใช” ละก็….นั่นละคือทัศนคติที่ผมเห็นวามีประโยชนอยางแทจริง นั่นละคือทัศนคติที่เหมาะสมในสายตาของผม ตอไปผมจะใหตัวอยางของทัศนคติจํานวนหนึ่ง โปรดระลึกไววา ผมไมไดสนใจวามันจริงหรือเปลา แตผมสนใจวามันใหประโยชนหรือเปลา 95
    • ตัวอยางของทัศนคติที่มีประโยชนอยางแทจริงในเมื่อคนอื่นยังทําได ฉันก็นาจะทําได(ถาหากวาฉันตองการมัน)ฉันจะเรียนรูเรื่องนี้ไดจากใคร ที่ไหนและเมื่อไหร (ถาหากวาฉันตองการมัน)เมื่อฉันตั้งใจอะไรแลว ฉันเปนคนที่ไมมีอะไรมาหยุดยั้งได ฉันเปนคนที่ยืดหยุนในวิธีการ แตเหนียวแนนมากกับเปาหมายหรือสิ่งที่ฉันตองการ ฉันพรอมเสมอสําหรับทุกสิ่ง ฉันดีพอเสมอในทุกสถานที่และกาลเวลา ฉันเกง ฉันฉลาด ฉันมีพลัง และฉันเต็มเปยมไปดวยความสามารถ รูอยางเดียวมาพอหรอก แตมันตองลงมือทําในสิ่งที่รู คิดบวกอยางเดียวไมพอหรอก มันตองมุงเนนที่การกระทําใหมาก และคงเสนคงวา เพื่อใหโลกนี้เปลี่ยนแปลงเพื่อฉัน ฉันจะเปลียนแปลงที่ ่ตัวฉันกอนเปนอันดับแรกตนนั้นแหละคือที่พึ่งแหงตนทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นอยางมีเหตุผล และพวกมันรับใชฉัน รางกายของฉันมีคา ความคิดของฉันมีคา และจิตวิญญาณของฉันมีคา การที่ฉันมีกาย มีความคิด มีจิตสํานึกและกําลังดําเนินชีวิตอยู….นั่นแหละคือปาฏิหาริยตัวอยางของทัศนคติที่ไรประโยชนอยางแทจริง ฉันเกิดมาเพื่อชดใชกรรม ฉันไมเกงอะไรสักอยางเดียว ไมมีใครรักฉันสักคน เธอคือเครื่องบิน ฉันคือหมา ผูชายเลวกวาหมา ฉันทําไมไดหรอก โลกนี้มันไมยุติธรรม ชีวิตของฉันไมมีคาอะไร จะเกิดอะไรขึ้นกับฉันก็ชางมัน ฉันเปลี่ยนแปลงตนเองไมได คุณผูอานที่รัก ความคิดเห็นของเราไดกอใหเกิดความรูสึก และความรูสึกจะไปกําหนดการกระทําของเราอีกตอหนึ่ง ฉะนั้น เราตองคิดและเลือกใหดีกวา… เราไดเก็บทัศนคติอะไรไวในจิตใจของเรา หากพวกเราตองการชีวิตที่เปยมสุข ทัศนคติที่มีประโยชนอยางแทจริงสามารถชวยพวกเราได 96
    • บทที่ 14พลังแหงความรูสึกคุณผูอานที่รัก ในที่สุด พวกเราไดเดินทางมาถึงเรื่องที่อภิมหาสําคัญอยางแทจริง ถาหากวาจะอธิบายถึงพฤติกรรมทั้งหลายทั้งปวงของผูคนในโลกนี้ใหสามารถเขาใจไดแลว หนทางเดียวคือการเขาใจถึงความรูสึกของผูคนใหไดกอน พวกเรานั้นมักทําอะไรไปตามความรูสึกตลอดเวลา มันเปนเรื่องธรรมชาติของเรานั่นเอง ลองพิจารณาสิ่งตอไปนี้ดู ถาใครก็ตามไมกินผัก มันไมเกี่ยวกับวาการกินผักดีมากนอยแคไหน แตมันเกี่ยวกับความรูสึกถาใครก็ตามที่ไมกินเฉพาะเนื้อวัวนี่ก็เชนกัน มันเกี่ยวกับความรูสึกที่ทําใหไมกิน สวนคนที่กินเนื้อวัวมากเปนพิเศษอยางผมก็เกิดจากความรูสึกอีกนั่นแหละ ผมไมสนหรอกวาคนอื่นหรือผูเชี่ยวชาญเรื่องโปรตี น จะว า อย า งไร ผมจะกิ น มั น ต อ ไป ส ว นผั ก แครอทสี ส ม ที่ ค นจํ า นวนหนึ่ ง บอกว า เยี่ ย มนั้ นความรูสึกของผมบอกวากินไมได ดังนั้นผมไมกินมันในทุกกรณี เรื่องทํานองนี้เกิดกับคนทั่วโลก พวกเราอาจสรุปวา “คงชอบไมเหมือนกัน” แตคําวา “ชอบและเกลียด” นั่นแหละคือ “ความรูสึก” ฉะนั้นถาหากจะทําใหยอมกินแครอทดวยความเต็มใจ มันยอมมีอยูหนทางเดียว จงทําไงก็ไดใหผมเปลี่ยนความรูสึกไปชอบแครอท แลวผมจะกินมันเอง ถึงตรงนี้ พวกเรายอมพอเขาใจแลวกับการจะกินหรือไมกินอะไรของคนทั้งโลกไดแลว มันไมใชเรื่องลึกลับและยากที่จะเขาใจ สมมติวาผูหญิงคนหนึ่งตั้งครรภและเธอตองการกินดิน ผมไมของใจเพราะผมรูวาเธอรูสึกอยากกินและเธอจะรูสึกดีถาไดกินมัน ดังนั้นแมแตการกินดินก็ไมเห็นแปลกตรงไหน แตพวกเราไมกินแนเพราะวาพวกเรารูสึกวามันกินไมได ฉะนั้นถาเราเห็นใครกินดอกไม ใบไม ดิน กระเบื้อง จิ้งจก ตั๊กแตน หนอน อาหารดิบ ๆ หรืออะไรที่มันแปลกประหลาดอยางยิ่ง หรือแมแตแมลงสาบ โปรดเขาใจดวยวา มันเปนเรื่องของความรูสึกลวน ๆ ที่กําลังทําหนาที่ของมันอยางเต็มพิกัด อนึ่ง คนที่กินจุก็เพราะความรูสึก คนที่กินวันละเมื้อเดียวก็เพราะความรูสึก อะไร ๆ ลวนแลวแตเปนความรูสึกทั้งนั้นเมื่อพูดถึงพฤติกรรมของมนุษย ทําไมทหารที่ไปรบแลวตองสังหารศัตรูถึงรูสึกวาไมบาปหรือบาปนอยทั้ง ๆ ที่มันเปนการฆามนุษย เพราะวาพวกเขารูสึกวานั่นเปนหนาที่และมีความถูกตองชอบธรรม หากรอดตายกลับมาบานเกิดเมืองนอนได ก็จะไดรับการเชิดชูเกียรติเปนอันมาก ไมมีใครรูสึกวาแยสักคน มันเปนความรูสึกเทานั้ น เอง แต ถ า ทหารที่ ส ง ไปรบดั น ไปสั ง หารพลเรื อ นที่ ต า งแดนละก็ คราวนี้ เ รื่ อ งใหญ ชาวโลกจะประณามวาเลวทรามมาก ทําไมละ ก็ระดับความรูสึกไงที่แตกตางกันคนละโยชนเลย หันกลับมาดูที่ตัวผมบาง ถาตบยุงตาย ผมทําไดเพราะวาผมไมรูสึกอะไรเลย (ไมตองบอกก็รูวาผมเกลียดมัน) แตไมใชกับมด แมลงปอ หรือผีเสื้อ ผมทําไมไดเพราะผมรูสึกแย ดังนั้นเมื่อเจอยุงในบานผมตบมัน แตถาเปนแมลงปอ ผมตองใชเวลานานกวาจะจับตัวมันไดเพื่อนําไปปลอยที่สวนนอกบาน มันไมใชเรื่องคุณงาม 97
    • ความดีอะไรหรอก แตมันเปนเรื่องของความรูสึกที่ไมเหมือนกันผมจึงมีพฤติกรรมที่แตกตางกันตามไปดวย คราวนี้ขอพูดถึงเรื่องที่ใกลตัวพวกเรามากขึ้น การกระทําทุกอยางในชีวิตประจําวันของเรา เชนเรื่องการงาน เรื่องสวนตัว ครอบครัว งานอดิเรก ดนตรี กีฬา ฯลฯ ทุกอยางเปนไปตามความรูสึกนิสัยทุกอยางของเราเปนไปตามความรูสึก การผัดวันประกันพรุงเปนเรื่องของความรูสึก การบางานเปนเรื่องของความรูสึก การเชื่อหรือไมเชื่ออะไรเปนเรื่องของความรูสึก การเกิดลางสังหรณยิ่งเปนเรื่องของความรูสึก การแตงตัว การดูแลตนเอง การดูแลตนเอง การดูแลขาวของเครื่องใชความรกหรือสะอาดของโตะทํางาน และเรื่องจิปาถะอีกรอยแปดพันเกาลวนแลวแตเปนเรื่องของความรูสึก ถาผมจะเขียนหนังสือใหหนาที่สุดในโลก เลมนั้นควรวาดวยความรูสึก ตราบใดที่เรายังไมตายไมพนตองอยูกับความรูสึก หากไรความรูสึกมันก็จบ มันก็อวสาน และสุดยอดแหงการไรความรูสึกก็คือตาย หากวาผมจะคลั่ ง อะไรสั ก อย า งผมขอคลั่ง เรื่ อ งความรู สึก หากวา ผมปราดเปรื่ องเรื่ องใดก็ไ ด เรื่ อ งแรกที่ ผ มตองการก็คือเรื่องความรูสึกกกกก!!!! ชีวิตเรามันจะดีหรือเลวก็ตองดูที่ความรูสึก เราจะทําอะไรหรือไมทําอะไรก็เพราะความรูสึกเราจะสุขหรือทุกขก็เพราะความรูสึก ที่ผมรายยาวมาขนาดนี้ก็กําลังเขียนอยางเมามันไปตามความรูสึก มันเปนความรูสึกกกกก นามธรรมทั้งหลายที่เปนคู เชน ดีกับชั่ว สุขกับทุกข ดีใจกับเสียใจ ปติกับหดหู กลากับกลัว ราเริงกับซึมเศรา ใจดีกับใจดําเบาใจกับหนักใจ สบายใจกับกังวลใจ พอใจกับไมพอใจ มากกับนอยพอแลวกับยังไมพอ สนุกกับเบื่อ รวยกับจน ดีกับแย รักกับเกลียด ชอบกับชัง ยอมรับไดกับยอมรับไมได ทําไดกับทําไมได และอื่น ๆ อีกมาก สิ่งเหลานี้คือความรูสึกเปรียบเทียบนั่นเอง พวกเราคือสภาวะจิ ต ที่ แ สดงอาการออกผ า นทางร า งกายของพวกเราตลอดเวลาไม ใ ช ห รื อ ! และเพราะว าความรูสึกของเราแปรปรวนเปลี่ยนแปลงได การกระทําของเราในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจึงขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามระดับความรูสึกอยางสอดคลอง หากวาพวกเราจะไมไดอะไรเลยจากการอานหนังสือเลมนี้ ผมขอรองใหพวกเราไดไปสักเรื่องหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นวาสําคัญที่สุด นั่นคือ จงตระหนักรูใหไดวาความรูสึกเปนตัวกําหนดการกระทําของพวกเรา และมันเปนพลังที่ยากที่สุดที่พวกเราจะไปตอตานหากพวกเราสามารถ “ทําหรือสรางหรือผลิต” ความรูสึกใหมีความสุขไดทุกวันจวบจนชั่วชีวิตละก็ นั่นแหละคือแนวทางที่แทจริงของมวลมนุษย โปรดสังเกตวาผมใชคําวา “ทําหรือสรางหรือผลิต” เพื่อเตือนใจวาพวกเราไมไชผล แตพวกเราเปนเหตุ เพราะวาพวกเราไมรอใหใครหรืออะไรมากรุณามอบความสุขใหเรา เรานั่นแหละคือตัวความสุขเสียเอง ก็เพราะวาเราไดสรางมันขึ้นมาเอง แลวทําไมจะไมไดละ…ในเมื่อความสุข… คือความรูสึกอยางหนึ่ง 98
    • บทที่ 15ความพึงพอใจ กับความเจ็บปวดตอนนี้พวกเรายังอยูในหัวขอเรื่อง “ความรูสึก” เชนเดิม แตผมจะพาพวกเราไปรูจักกับฝาแฝดคูหนึ่ง ฝาแฝดผู พี่ มี ชื่ อ ว า “ความพึ ง พอใจ” ส ว นฝาแฝดผู น อ งมี ชื่ อ ว า “ความเจ็ บ ปวด” พวกมั น ทั้ ง สองคื อคําอธิบายที่ดีที่สุดวาสมองหรือจิตใจของเราทํางานอยางไร กลาวคือ สมองของเราที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณและการเก็บขอมูลสารพัดที่ปลูกฝงเขาไปตั้งแตเด็กจนโตนั้น มันจะตีความโดยเทียบกับฐานขอมูลและประสบการณขนาดใหญของมันเสมอวา อะไรนาจะนําไปสูความพึงพอใจ และอะไรนาจะนําไปสูความเจ็บปวด และสมองจะเลือกทําสิ่งที่นําไปสูความพึงพอใจและหลีกเลี่ยงการทําสิ่งที่นําไปสูความเจ็บปวดอยางสุดความสามารถ ยิ่งไปกวานั้น ถาการกระทําทุกสิ่งลวนนําสูความพึงพอใจทั้งนั้น สมองจะเลือกใหเราทําในสิ่งที่มันเชื่อวาจะไดรับความพึงพอใจสูงสุด และเชนกัน ถาการกระทําทุกสิ่งลวนนําไปสูความเจ็บปวดทั้งสิ้น สมองจะเลือกใหเราทําในสิ่งที่มันเชื่อวาจะไดรับความเจ็บปวดนอยที่สุด คุณผูอานที่รักกกก! ตั้งแตผมไดรูวาสมองทํางานไปตามความรูสึกแนใจของมันที่มันตีความวาอะไรคือความพึงพอใจ อะไรคือความเจ็บปวด และอะไรที่เปรียบเทียบกันแลวยังถือวาดีกวา ผมไดเขาใจตนเองและผูคนในโลกกวางวาอะไรกันแนที่ทําใหมนุษยทําอยางที่เขาทําและไมยอมทําในบางสิ่งที่ผมอาจคิดวานาทํา ทั้งหมดนี้เปนเรื่องของความรูสึกเปรียบเทียบวาอะไรกันแนที่นาพึงพอใจมากกวาหรือเจ็บปวดนอยกวาในตอนนั้นของความรูสึก จากนี้ไป ผมจะพาพวกเราทองไปในโลกจริง ในปญหาจริงในสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นจริง และดูสิวาพลังแฝดของสองพี่นองที่ชื่อ “ความพึงพอใจ และความเจ็บปวด” จะอธิบายทุกสิ่งไดอยางไร และที่มันตองอธิบายไดแนอยูแลวก็เพราะวา… พวกมันสองพี่นองนี่แหละที่เปนสาเหตุหลัก ไปดูตัวอยางกันเถอะ 99
    • บทที่ 16ตายแทนลูกพฤติกรรมการเสียสละทุกชนิดของมวลมนุษยนั้นสามารถเขาใจไดผมจะยกตัวอยางงาย ๆ วาเหตุใดแมบางคน (อาจเปนพอก็ได) ถึงอาจตายแทนลูกได แนนอนวาการตายของหญิงที่เปนแมเปนความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญของเธอ แตตราบใดที่เธอรูสึกวาการตายของลูกยิ่งเปนความเจ็บปวดที่ยิ่งกวาของเธอเองแลวละก็… เธอจะยอมตายแทนลูกถาเธอสามารถแลกได ไมมีคําอธิบายอะไรจะชัดเจนกวานี้อีกแลว 100
    • บทที่ 17ลดความอวนไมไดการลดความอวนคือปญหาใหญของคนเยอะมาก มีตํารา สูตร และเคล็ดลับมากมายที่สอนถึงวิธีลดความอวน แลวไดผลไหม? บางที… และบางคนเทานั้น… ที่ไดผล มาฟงคําอธิบายกันดีกวา สมมติวาใครสักคนตองการลดความอวนโดยวิธีอดอาหาร เชน ไมกินมื้อเชา งั้นไปดูกันสิวาสมองของเขาจะคิดอย า งไร มั น คิ ดว า “เฮ การกิ น อาหารคื อความพึ ง พอใจ ส ว นการอดกิ น อาหารคือ ความเจ็บ ปวด”นอกจากนั้นมันยังคิดวา “แตการอวนมันก็เจ็บปวดเหมือนกันวะ สวนการมีรูปรางดียอมสรางความพึงพอใจไดเหมือนกัน” จากนั้นมันก็จะเปรียบเทียบสองความคิดนั้นวา “แลวการกระทําแบบไหนละที่ทําใหฉันพึงพอใจมากกวา หรือการกระแบบไหนละที่ทําใหฉันเจ็บปวดนอยกวา? ตราบใดที่ความเจ็บปวดของการอดอาหารใหความรูสึกที่รุนแรงกวาความเจ็บปวดของการอวน ตราบนั้นคนคนนั้นก็จะลดความอวนอยางถาวรไมได หรือตราบใดที่ความพึงพอใจของการกินใหความรูสึกที่รุนแรงกวาความพึงพอใจของการมีรูปรางดี ตราบนั้นคนคนนั้นก็ลดความอวนอยางถาวรไมได และถาความรูสึกของเขาโยกไปโยกมาระหว า งความคิ ด สองฝ ก สองฝ า ย การกระทํ า ของคนคนนั้ น ก็ จ ะแปรปรวนไปตามความรูสึก บางทีอดอาหารไดสองมื้อ แตแลวก็ฟาดมื้อเย็นของวันนั้นไปทีเดียวสี่จานรวด จากนั้นก็เซ็งและพูดวา “ทนไมไหววะ ใจแข็งไมพอวะ” แตนั้นยังไมใชความเขาใจที่ถองแท ฉะนั้น คุ ณผู อา นที่ รัก ถ า จะลดความอ ว นเราตอ งสรา งความรูสึ ก ว า การมีสุ ขภาพดี และรู ปร า งที่เหมาะสมคือความพึงพอใจที่แทจริง เราตองสอนสมองใหมันเชื่ออยางแรงกลาวาสิ่งนี้คือความพึงพอใจที่เหนือกวาความพึงพอใจของการกินที่มากเกินไปและทางหนึ่งที่จะสอนสมองไดก็คือ การซอมทําในใจดวยการสรางจินตภาพถึงตัวตนของเราที่มีพลังงานมาก สุขภาพดี และรูปรางสมสวน ฝกซอมเห็นตนเองกินแคมื้อละจานเดียว และเห็นตนเองออกกําลังกายอยูเสมอ ๆ ฝกวาดภาพในใจวาตอนนี้เราเห็นตัวเราผอมลง เราคลองแคลววองไว และกระฉับกระเฉง ฝกซอมในใจวาเรามีความสุขโดยรวมมากขึ้น และเราไมไดเจ็บปวดอะไรเพราะวาเราก็ยังกินตามปกติแตมีวินัยมากขึ้น คุณผูอานที่รัก นี่แหละคือการเชื่อมโยงบางสิ่งใหสมองรูจักและคลอยตาม ในที่สุดสมองจะยอมรับและตีความวาการมีสุขภาพดีและรูปรางดีคือความพึงพอใจที่แทจริงที่มากกวาความพึงพอใจของการกินแบบตะกละ โปรดสังเกตวาผมไมแนะนําใหงดอาหารเพราะสมองรูวานั่นเปนความเจ็บปวดซึ่งมันจะตอตานและพยายามหนีออกไปจากความเจ็บปวด ผมจึงแนะนําใหกินตอไปแตเพิ่มการเชื่อมโยงการมีสุขภาพดีรูปรางดีใหสมองจดจําจนขึ้นใจ และวิธีสรางภาพในใจหรือฝกซอมทําในใจคือหนทางที่มีประสิทธิภาพในการสรางความรูสึกถึงการรับรูนี้ แลวสมองจะคอย ๆ สานประโยชนใหเราไดทั้งการกินและการมีสุขภาพดีไปพรอม ๆ กันเลยทีเดียว 101
    • บทที่ 18ผัดวันประกันพรุงเชื่อกันวาการผัดวันประกันพรุงเปนสาเหตุหนึ่งที่ทําใหคนเราไดรับความเสียหายและความเจ็บปวด นั่นก็อาจใช แตที่ตลกก็คือคนเราผัดวันประกันพรุงก็เพราะวาความพึงพอใจ ความพึงพอใจงั้นรึ!!! นี่ผมเสียสติไปแลวหรือเปลา… ไมอยางแนนอน คิดถึงตอนเปนเด็กนักเรียนดูสิ สมมติถาผมผัดการทําการบานที่ตองสงคุณครูออกไปกอน… มันแปลวาผมรูสึกเจ็บปวดมากกวาถาผมจะทําการบานเดี๋ยวนี้ผมอยากเลนในตอนนี้เพราะวามันทําใหผมไดรับความพึงพอใจมากกวา สมองของผมจึงสั่งใหผมทําไปตามนั้นเพราะวามันจะเขาหาความพึงพอใจและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด เมื่อผมเอาแตเลนทุกวันไปเรื่อย ๆ ผมสนุกและพึงพอใจเรื่อย ๆ แตถาวันพรุงนี้ผมตองสงการบานแลว เวลาเกือบหมดแลว คราวนี้ผมจะผัดการเลนออกไปกอน เพราะวาการเลนเมื่อเปรียบเทียบใหมกับการทําการบานจะพบวา…ตอนนี้กอนเลนจะไมรูสึกวาใหความพึงพอใจสักเทาไหรและมันกําลังจะกลายเปนความรูสึกเจ็บปวดเสียมากกวา (ความรูสึกตอการเลนไดเปลี่ยนไป) สวนการไมทําการบานที่หลายวันกอนไมรูสึกวาเจ็บปวดอะไร บัดนี้จะเปลี่ยนความรูสึกแลวฉะนั้นการทําการบานในตอนนี้จะสรางความพึงพอใจ (ความรูสึกตอการทําการบานไดเปลี่ยนไป) และผมก็ปนใหญใหมันเสร็จเพื่อจะสงไดในวันพรุงนี้.. เฮอโลงอก หลายครั้งในชีวิตผูใหญ พวกเราก็เปนอยางที่ผมอธิบายไมใชหรือ? พวกเราตองเขาใจเรื่องความรูสึกเปรียบเทียบระหวางความพึงพอใจกับความเจ็บปวดเพื่อที่เราจะไดเขาใจการกระทําของเรามุงสิ่งที่เราทําในตอนนี้ลวนถูกเลือกจากสมองโดยมั น เชื่ อ ว า จะให ค วามพึ ง พอใจสู ง สุ ด เมื่ อ เปรี ย บเที ย บกั บ การทํ า อย า งอื่ น และการเปลี่ ย นแปลงพฤติกรรมทุกอยางของเราเปนเพราะวาความรูสึกตอมันไดเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา นี่คือความรูที่ลึกซึ้งมาก ฉะนั้นพวกเราตองเรียนรูที่จะใชพลังฝาแฝดระหวางความพึงพอใจกับความเจ็บปวดใหชาญฉลาดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกวา 102
    • บทที่ 19กินแมลงสาบครั้งหนึ่งผมถูกตั้งคําถามที่ทาทายจากหนังสือเลมหนึ่งวา “ถาใหเงินคุณหาลานบาทเพื่อแลกกับการตองกินแมลงสาบหนึ่งถวย คุณจะทําหรือไม ทําไมจึงทํา… ทําไมจึงไมทํา?” นี่เปนคําถามที่ทําใหคนตอบหลงทางไดโดยงายแตไมใชผม เมื่อผมอานคําถามนี้ ผมแนใจวาผมรูคําตอบในวินาทีนั้น คําตอบนั้นงายมากคือ… ตราบใดที่การกินแมลงสาบสรางความเจ็บปวดไดมากกวาความพึงพอใจของการไดเงินหาลานบาทสําหรับใครก็ตามแลวละก็ เขาก็จะไมมีวันกินแมลงสาบเพื่อเงินกอนนั้น แตตราบใดที่การไดเงินหาลานบาทสามารถสรางความรูสึกความพึงพอใจไดมากกวาความรูสึกเจ็บปวดจากการกินแมลงสาบ เขาก็จะกินแมลงสาบ (เขาจะกินมันแมวาไมชอบและรูวานี่) เรื่องราวการกระทําที่แปลก ๆ ในโลกนี้ลวนอธิบายไดหมดในลักษณะนี้ ผมไดเห็นการเลนเกมที่โหดและยากมากตอความรูสึกเชน การที่ตองคาบหนูตายดวยปาก การจุมหนาลงไปคลุกกับหนอนที่เต็มไปดวยเมือก การตองฝนกินสิ่งที่แสนจะทุเรศ และการกระทําที่เสี่ยงตอชีวิตสารพัด ไมวารางวัลที่ไดจะคือเงินกอนโตหรือความรูสึก วา “ขาแนและขาทําได” ก็ตาม ที่คนเหลานั้นทํา ก็เพราะวาเมื่อเปรียบเทียบเสร็จแลว การทําจะใหความรูสึกที่นาพอใจกวา หรือกลาวอีกอยางวา… การไมทําจะสรางความเจ็บปวดที่มากกวา ดังนั้นพวกเขาจึงทําอยางที่พวกเราไดเห็นกัน ไมมีมนุษยทําไมไดตราบใดที่มนุษยรูสึกวาผลรวมสุดทายของความรูสึกทั้งมวลจะนําไปสูความพึงพอใจ คุณผูอานที่รักกกกยิ่ง ความพึงพอใจกับความเจ็บปวดนั้นคือตนตอที่แทของการกระทําหรือไมกระทําทั้งมวลของมนุษยพวกเราตองเขาใจเรื่องนี้ใหมาก ๆ แลวพวกเราจะเขาใจตนเองและเพื่อนรวมโลก 103
    • บทที่ 20กาตมน้ําแหงความเจ็บปวดเหตุการณที่เรียกวา “ยอมลงมือทําตอเมื่อเจ็บปวดจนทนไมไหว” ของผูคนในโลกนี้ อธิบายไดดีเมื่อเปรียบเทียบกับกาตมน้ํา ในตอนแรกที่ใสน้ําลงในกา น้ําทุกหยดรูสึกสบายดี แตหลังจากติดไฟแลวอุณหภูมิจะคอย ๆ สูงขึ้นทีละนิดไปเรื่อย ๆ หยดน้ํารูสึกวาปวดแสบปวดรอนทีละนิดมากขึ้นเรื่อย ๆเชนกัน แตน้ําก็ยังคงเฉยตอไป น้ําไมยอมทําอะไรทั้งนั้น แตในที่สุดเมื่อมันถึงจุดเดือด น้ําไมอาจทนไดอี ก ต อ ไป มั น จะหยุ ด ขี้ เ กี ย จสั น หลั ง ยาวและเริ่ ม ต น เคลื่ อ นไหว มั น จะมี อ าการเดื อ ดปุ ด ๆ แล วเปลี่ยนแปลงตัวเองกลายเปนไอแลวดันฝากาที่ตมมันอยางเต็มที่ กาตมน้ําที่ดีจึงตองมีวาลวที่สามารถเป ด ออกได ใ ห ไ อน้ํ า ออกไปถ า หากว า กาต ม น้ํ า ใบนั้ น ไม อ ยากจะพั ง เพราะว า ตอนนี้ ไ อน้ํ า กํ า ลั งแผลงฤทธิ์กันยกใหญ พวกมันกําลังแข็งขันในการปฏิบัติการทีตองการออกไปจากที่ที่มันทนอยูไมไหวอีกตอไปแลว แตมันไปไดไมไกลนักหรอก เพราะวาเมื่อมันลอยขึ้นไป อีกไมนานหรอก พวกมันจะรวมตัวกันและเมื่อกระทบกับความเย็นก็จะกลั่นตัวเปนหยดน้ําแลวตกกลับลงมาสูโลกอีกครั้ง นี่จะตางอะไรกับผูคนในโลกนี้ ในตอนแรกที่เขาไมลงมือทําในสิ่งที่เขารูวามันตองทํานั้น เขารูสึกวามันมีความเจ็บปวดนอยมากพวกเขาจึงเฉยเสียและผัดวันประกันพรุงตอไป ความเจ็บปวดคอยๆ ทวีมากขึ้นแตเขาก็ยังรูสึกวาทนได ยิ่งเนิ่นนานเทาไหร เขาก็ยิ่งรูสึกวารอนรนขึ้นเรื่อย ๆ และเวลาก็งวดเขามาทุกที เขาเริ่มไดรับความเสียหายจากการไมทําในสิ่งที่ตองการทํามากขึ้นเรื่อย ๆ ความเจ็บปวดที่สะสมตัวตอไปอยางไมหยุดยั้ง จนถึงจุดหนึ่งที่เปนจุดแตกหักทางอารมณที่เขาจะเดือดดาลอยางสุดขีดแลวตะโกนวา “ฉันทนไมไหวแลวโวย”และเริ่มกัดฟนสูโดยจะทําอยางเต็มที่เพื่อคลี่คลายสถานการณ ดูเหมือนวาผลลัพธเกิดขึ้นบาง หากโชคดีวาเขาผานมันไปไดดวยดี เขาก็จะรูสึกวา “โอ…โลงอกไปที” ความเจ็บปวดที่ทนไมไหวนั้นจะบรรเทาลงไปมากหรือหมดไปแลว เขาก็กลับเขาสูขั้นตอนแรกของวงจร… คือหยุดปฏิบัติและกลับไปมีนิสัยไมรีบรอนทําในสิ่งที่ตองทําเหมือนเดิมเปะ และตองรอจนกระทั่งไดสะสมความเจ็บปวดจนทนไมไหวอีกครั้ง แลวเขาก็จะลุกขึ้นแลวลนลานทําอีกครั้ง นี่มันจะตางจาก “อาการของกาตมน้ําแหงความเจ็บปวด” ตรงไหนละ!! คุณผูอานครับ สมัยกอนผมเปนคนอยางนั้น ผมเหมือนน้ําในกาตมน้ํา แตมันตางกันตรงที่น้ําในกามันไมสามารถเรียนรูได มันจึงตองเปนไปตามนั้น แตนี่ผมเปนคน..คนที่สามารถเรียนรูได แตผมตองจายราคาใหกับบทเรียนเดิมที่ซ้ําซากอยางไมรูจักเข็ด ผมเพิ่งเปลี่ยนแปลงไดเมื่อป 2540 มานี่เองคิ ด ดู เ ถอะว า … ผมจะต อ งเสี ย หายทางด า นความรู สึ ก มากมายขนาดไหน ผมรู สึ ก เซ็ ง เบื่ อ แยหวาดกลัว วิตกกังวล และไรความสุขโดยรวม สวนผลลัพธที่ไดในชีวิตเชนผลการเรียนในชวงกอนการทํางาน และผลการทํางานในชวงกอนวัย 40 นั้น ไมตองสงสัยเลยวามันยอมไมไดเรื่องอยางแนนอนที่สุดแตในวันนี้เมื่อผมไดเขาใจพฤติกรรมของตนเองอยางกระจางแลว ผมไดเปลี่ยนแปลงไปมากราวกับ 104
    • เปนคนละคนกันเลยทีเดียว พวกเรามีใครเคยเปนอยางที่ผมบรรยายมาไหมละ? หรือวาตอนนี้ก็ยังเปนอยูละมีไหม?ไมเปนไรหรอก…ขอเพียงเขาใจมัน ใหอภัยตัวเองเสีย และเริ่มตนใหมที่จะใชพลังแหงอารมณและเครื่องมือหลาย ๆ อยางในหนังสือเลมนี้ไปจัดการกับมันซะ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธเปรียบเทียบกันระหวางความพึงพอใจกับความเจ็บปวดที่พวกเราเพิ่งไดอานมา…. เปนเรื่องที่สําคัญมาก ขอใหพวกเราฝกการเชื่อมโยงพฤติกรรมตาง ๆ ของพวกเรากับสมองเสียใหม แทรกแซงความรูสึกพึงพอใจกับพฤติกรรมนิสัยดวยการสอนสมองใหรูสึกรังเกียจพฤติกรรมนิสัยเสียดวยวิธีการฝกซอมสรางจินตนาภาพแบบใหมตามที่ไดกลาวมาแลว แลวพวกเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยของพวกเราไดอยางถาวร และเพื่อใหเปนวิชาการอีกนิด ผมขอสรุปเปนขอ ๆ ดังนี้ 1. การไมลงมือทําในสิ่งที่ตองทําจะคอย ๆ ทวีความเจ็บปวด 2. ในที่สุดมันจะสะสมความเจ็บปวดจนถึงจุดแตกหักทางอารมณที่รูสึกวาทนไมไหว อีกตอไป 3. ความเจ็บปวดที่ระดับทนไมไหวนี้กลายเปนรุนแรงกระตุนใหลงมือปฏิบัติ 4. การลงมือปฏิบัตินําไปสูผลลัพธที่ได… ทําใหความเจ็บปวดทางอารมณบรรเทาลง ไป 5. ผลลัพธที่ได… ทําใหความเจ็บปวดทางอารมณบรรเทาลงไป 6. หวนคืนสูการไมลงมือปฏิบัติและเริ่มตนวงจรซ้ําซากแหงการสะสมความเจ็บปวด อีกครั้ง 105
    • บทที่ 21การลงเอยที่ยิ่งใหญไมใชความรูแตคือการกระทําความรอบรูนั้นดีแตยังไมพอ สํานวนที่วา “รูไวใชวา ใสบาแบกหาม” นั้น ผมวิจารณอยางตรงไปตรงมาวาทําใหเขวได เพราะวามันชี้ไปในแงที่วา “รูไวก็คงจะไมเสียหายอะไร” ในแงนี้ก็ถูกหลาย ๆ เรื่องแตสําหรับเรื่องการปรับปรุงหรือพัฒนาตนเองนั้น พวกเราตองอยาเปนคนแบบนั้นมากเกินไป กลาวคือรูคือรูเยอะแตไมยอมลงมือทําอะไรสักเทาไหร พวกเราคิดวานาเศราไหมที่ผูคนเรียนจบสูง ๆ ทุกระดับย้ํา… ทุกระดับ บางคนในนั้นไดกลายเปนคนที่ทําอะไรไมคอยไดเลยสํานวนที่วา “ความรูทวมหัว เอาตัวไมรอด” จึงไดเกิดขึ้นตามสิ่งที่เกิดขึ้น มันเปนสํานวนที่ตําหนิและดูถูกอยางชัดเจน แลวจะแกไขไดอยางไร คําตอบคือ “การลงมือปฏิบัติแกไขไดทุกโรค” พวกเราอาจงงวาทําไมมันแกไขไดทุกโรคละ!ออ… ก็เชนโรคไมมีงานทํา โรคทรัพยจาง โรคขี้เกียจสันหลังยาว โรคชวยเหลือตนเองไมได โรคฉันเบื่อและเหงาจังเลย โรคฉันเซ็งและหดหูใจ โรคฉันมันไมเอาไหนเลย และโรคสุขภาพฉันมันไมไดเรื่อง ฯลฯผมขอยืนยันวาการลงมือทําอะไรซะบางสามารถรักษาไดทุกโรคและทุกเรื่องอยางแนนอน ตอใหคนที่ไมรูอะไรเลยกับระบบใหญภายในตัวเอง หากคนคนนั้นมุงเนนไปที่การกระทํา…ผมยกยองวาเขายอดเยี่ยม สวนคนที่ไมยอมทําอะไรเลย ตอใหตอนนี้วิเศษสักแคไหนก็ตาม… อีกไมนานก็ตองตายแลวเพราะวาสุขภาพไมดีและสุขภาพจิตเสื่อมโทรม แตพวกเราแตกตางออกไป พวกเราไดอานหนังสือเลมนี้มายาวไกลและรูแลววาระบบใหญภายในตัวเราทํางานอยางไร พวกเรารูวาระบบใหญมีผลตอกันเปนชั้น ๆ อยางไร และเพราะวาพวกเราสามารถจัดการกับความรูสึกของเราได พวกเรายอมสามารถกลายเปนคนที่มุงเนนการลงมือทําไดอยางแนนอน และดวยการกระทํา มันจะสรางผลลัพธตาง ๆ นานาใหกับเรา เราจะกลายเปนคนที่มั่งคั่งในทุกดานไดก็ดวยผลลัพธที่เกิดขึ้นจากการกระทํา ไมมีอะไรในโลกนี้สําคัญกวาการกระทําของเรา หากเราสามารถตัดสินใจไมยอมหายใจได (การไมกระทําก็คือการกระทําอยางหนึ่ง) เราจะตายภายในสามถึงหานาทีจากการไมยอมทํา โชคดีมากที่ระบบอัตโนมัติ ภายในตัวเราไมยอมเชนนั้นมันรูวาตัวมันเองจะตายถาหากขาดอากาศ และมันจะหายใจใหเองหาไมแลวคนขี้เกียจสุด ๆ คงตองลมตายกันเปนเบือ แตโลกภายนอกแหงความเปนจริงนั้นแตกตางออกไป ไมมีใครชวยทํานั่นทํานี่ใหเราหรอก เราตองทําเอง แมแตพระภิกษุสงฆยังตองออกไปบิณฑบาตเอง นิสัยรักการกระทําจึงคือบทสรุปสุดทายที่แทจริง ทุกสิ่งที่ผมกลาวมาในหนังสือเลมนี้ถือเปนโมฆะหากปราศจากซึ่งการกระทําทั้งปวงการคิดบวกนั้นดีแตไมพอ การยิงคําถามทีดอยูรา ่ ี  ่ํไปก็ยังไมพอ ลําพังความเชื่อที่ยิ่งใหญก็ยังไมพอ การคาดหวังแตสิ่งดีก็ยังไมพอ ทัศนคติเชิงบวกก็ยังไมพอ และแมแตอารมณความรูสึกที่ดีก็ยังไมพอ ทั้งหมดนั้นตองถูกเกื้อหนุนดวยการกระทํา หากไมมีการกระทํา… จะไมมีผลลัพธอะไรเลย โลกของเราจะดุจสวรรคเมื่อผูคนเนนการกระทําเปนหลัก 106
    • อยางไรก็ตาม นี่ไมไดหมายความวา การที่เราคิดบวก ยิงคําถามที่ดีกวา มีความเชื่อที่ชาญฉลาด คาดหวังในสิ่งดี มีทัศนคติเชิงสรางสรรค และรูสึกดีนั้น ไมมีประโยชน ตรงกันขาม มันทั้งหมดเปนสิ่งจําเปนที่ขาดไมได เพราะวาดวยปจจัยเหลานี้นี่แหละที่จะชวยรับประกันวาพวกเราจะมุงเนนการปฏิบัติไดจริง ๆ สวนใครที่ปราศจากปจจัยเหลานี้ยอมพบกับความสุขและความสําเร็จไดยากเต็มทีแตประเด็นของผมอยูตรงที่… การกระทําคือเปาหมายสุดทายที่พวกเราตองเขาถึงมัน 107
    • บทที่ 22ไรการปฏิบัติ ปญหาที่แทจริงของคนในโลกโลกใบนี้อัดแนนไปดวยผูคนกวาหกพันลานคน และนั่นยอมทําใหมีปญหามากเปนเงาตามตัว พวกเราพูดกันวา “ประเทศของเรามีปญหาเรื่องความยากจน ปญหาเรื่องการศึกษา โจรผูรายชุกชุม ไรความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ยาเสพติด การพนัน อบายมุข และเรื่องอื่น ๆ อีกนับไมถวน” ผมไมปฏิเสธวาทุกสิ่งที่กลาวมาและอื่น ๆ อีกมากลวนเปนปญหาทั้งนั้น แตการมองปญหาในลักษณะที่เปน“คํานาม” อยางเดียวเชนนี้ยอมแกไขปญหาไดยาก ทางหนึ่งที่จะชวยลดปญหาไดมากคือการสอนใหประชาชนตระหนักรูถึงการมองปญหาในลักษณะของ “คํากิริยา” เสียบาง ลองดูตัวอยางตอไปนี้ 1. สมมติผมพูดวา “ฉันมีปญหาเรื่องเงินไดไมพอใช” ผมอาจเปลี่ยนเปน “บางทีนั่นอาจไมใชปญหาที่แทจริง เปนไปไดไหมวาฉันมีปญหาในเรื่อง การลงมือทํางานที่ยังไมพอเพื่อทําใหตัวฉันมีรายไดมากขึ้น เทาที่ผานมาฉันไดมุงเนนการ กระทําที่เพียงพอจริง ๆ แลวหรือ หากฉันเนนการกระทําใหมากขึ้น ปญหาของฉันจะจบลง ดวยดีไหม? 2. สมมติผมพูดวา “ฉันมีปญหาเรื่องสุขภาพไมดีที่รบกวนฉันบอย ๆ” จะดีกวาไหมหากผมพูดวา “บางทีนั่นอาจไมใชปญหาที่แทจริงเปนไปไดไหมวาฉันมีปญหาใน เรื่องพฤติกรรมของการออกกําลังกายที่ยังไมพอเพื่อทําใหตัวฉันแข็งแรงมากขึ้น เทาที่ผานมา ฉันไดมุงเนนการกระทําที่เพียงพอจริง ๆ แลวหรือ หากฉันเนนการกระทําใหมากขึ้น ปญหา ของฉันจะจบลงดวยดีไหม?” 3. สมมติผมพูดวา “ฉันมีปญหาเรื่องครอบครัวมากจนฉันไมมีความสุขเลย” จะดีกวาไหมหากผมพูดวา “บางทีนั่นอาจไมใชปญหาที่แทจริง เปนไปไดไหมวาฉันมีปญหาใน เรื่องพฤติกรรมของการใหเวลาดูแลเอาใจใสและพูดคุยกับคนในครอบครัวของฉันที่ยังไม เพียงพอเพื่อทําใหครอบครัวของฉันอบอุนและรูสึกดี เทาที่ผานมาฉันไดมุงเนนการกระทําให มากขึ้น ปญหาของฉันจะจบลงดวยดีได 108
    • คุณผูอานที่รัก ไมวาปญหาของพวกเราจะคืออะไร บางทีมันอาจไมใชปญหาที่แทจริง ตนตอของปญหาจํานวนมากเกิดจากปญหาของการไรซึ่งการปฏิบัติ หรือหากปฏิบัติก็อาจนอยเกินไปจนไมเพียงพอ คนในโลกตกอยูในมายาหรือภาพลวงตาวาพวกเขาออกไปจากปญหาไมได และแทนที่จะลงมือทําอะไรเสียบาง พวกเขาจํานวนมากกลับใชเวลากับการโอดครวญ ตําหนิหรือตอวาทุกสิ่งยกเวนตนเอง พวกเขาชอบอยูนิ่ง ๆ เศราสรอย หดหูใจ เซ็ง เบื่อหนาย เหงา รองใหแลวก็รองให และลมตายไปอยางคนสิ้นหวังเพียงลําพังคนเดียวเงียบ ๆ ขอพวกเราอยาไดเพิ่มประชากรเชนนั้นดวยการรวมตัวเองเขาไปอีกเลย จงลุกขึ้นยืน และยืนขึ้นเพื่อตัวเอง พวกเราจงสะบัดแขงสะบัดขาและรีบเรงที่จะมุงเนนการลงมือทํามาก ๆ กับเรื่องราวทุกดานของชีวิตใหครบครัน จงมองไปที่รางกายและมือของเราวามันถูกออกแบบมาใหมีความสามารถในการกระทําเหนือสรรพสัตวทั้งปวง และไมวาพวกเรากําลังเผชิญกับสถานการณใด ๆ ก็ตาม จงทองใหขึ้นใจไวเสมอวา “บางทีฉันอาจไมมีปญหาอะไรเลยก็ไดหากฉันเนนที่การปฏิบัติในทุกเรื่องราวของชีวิตฉันใหมากพอ” และจําอีกหนึ่งประโยคทองที่วา “การลงมือปฏิบัติรักษาไดทุกโรค แกไขไดทุกเรื่อง” 109
    • บทที่ 23เขาแทรกแซงระบบใหญเทาที่ผานมา ผมไดอธิบายระบบใหญภายในตัวเราที่เกี่ยวกับความคิดการใชคําถาม ความเชื่อ การคาดหวัง ทัศนคติ ความพึงพอใจ และความเจ็บปวด และการกระทําที่สอดคลองไปตามความรูสึก ซึ่งจะนําไปสูผลลัพธตาง ๆ ที่พวกเราไดรับ ผมบอกวาถาเราเปลี่ยนแปลงสิ่งเหลานั้น ในที่สุดชีวิตของพวกเราก็จะเปลี่ยนไป และเพราะวาเรารู แลวว า ระบบใหญภายในตัวเราทํางานอยางไร เรายอมสามารถเปลี่ยนแปลงปจจัยเหลานั้นโดยเจตนาได มีคําอยูคําหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดสําหรับผม นั่นคือคําวา “เขาแทรกแซง” การที่ผมเปลี่ยนไปอยางมหาศาลและรวดเร็วนั้นเพราะวาผมเขาแทรกแซงระบบใหญของตัวผมเอง เชน แทนที่จะปลอยความคิดของผมเปนอยางอดีต ผมกับเขาแทรกแซงความคิดดวยการปอนขอมูลใหมใหกับมันโดยความจงใจของผม หรือการบอกกับสมองวาผมจะเอายังไงบางกับชีวิตแมวาสมองจะคิดเกง แตผมไดเขาแทรกแซงสมองโดยเจตนา ผมใหทิศทางกับมันมากกวาเดิมเยอะ ผมกํากับการคิดของมัน ผมแทรกแซงมันดวยการสั่งสมองใหนึกภาพในใจตามที่ผมสั่ง นั่นเทากับวาผมสั่งสอนมันแทนที่จะปลอยใหมันเปนไปตามธรรมชาติ ผมเขาแทรกแซงคําถามที่ผมใชใหมันทรงพลัง ผมแทรกแซงระบบใหญโดยยิงคําถามใหม ๆกับมัน ผมใชพลังแหงคําถามที่ชี้นําและใหทิศทางในการคิดกับสมอง ผมแทรกแซงมันโดยไมปลอยใหมันถามคําถามโง ๆ อีกตอไป ผมฝกมันโดยสอนมันวาคําถามอะไรบางที่ตองใชบอย ๆ และอะไรบางที่ตองหยุดถาม ผมสนุกกับการแทรกแซง หากผมไปแทรกแซงคนอื่น ผมอาจถูกตราหนาวา “เสือก” แตการแทรกแซงระบบใหญของตนเองนั้น เปนเรื่องที่ดีที่สุดที่มนุษยควรทํากับตนเอง และผมจะแทรกแซงสมองและจิตใจของผมไปตลอดกาล ผมเข าแทรกแซงความเชื่อโดยการคัดสรร แบบไหนที่มี พลังก็ เก็บไว แบบไหนไรพลังผมก็สั่นคลอนมันและปลดมันทิ้งซะ นอกจากนี้ผมยังแทรกแซงใหสมองสรางความเชื่อใหม ๆ ที่ตอบสนองตอความตองการของผมมากขึ้น ผมแทรกแซงการคาดหวังของผม ผมสั่งใหสมองมีทางเลือกเดียวคือ คาดแตสิ่งดีไวกอน ผมเปนหมอดูที่ทํานายเฉพาะชะตาชีวิตของผมคนเดียวเทานั้น ผมไมเสียเงินใหหมอดูคนอื่นเพราะวาผมรูจักระบบใหญภายในตัวผมดียิ่งกวามนุษยคนไหนในโลก ผมไมเสี่ยงเซียมซี เพราะวาผมอานแตถอยคําดี ๆ ที่ผมพกติดตัวไว ผมฝกสมองใหคาดหวังอยางเลอเลิศวาชีวิตจะสวยสดงดงามและสิ่งดีกําลังอยูในเสนทางของมันที่ตรงเขามาหาผม และผมก็กําลังอยูบนเสนทางที่ตรงเขาไปหามัน ผมแทรกแซงบอยครั้งดวยเทคนิคการสรางจินตภาพ 110
    • ผมแทรกแซงเขาทัศนคติของผม ผมสั่งสมองใหใชเฉพาะมุมมองหรือความคิดเห็นที่มันเปนประโยชนอยางแทจริง นอกนั้นก็จงอยาไดไปริเปนอันขาด ผมบอกสมองวาการกระทําอะไรก็ตามที่มันขวางโลก ขวางตัวเอง ก็จงยุติเสียเพราะวาผมไมอนุญาต จะวาไปแลว เรื่องที่ผมเขาแทรกแซงระบบใหญไดรุนแรงมากที่สุด ก็คือเรื่องความรูสึกของผมผมเปลี่ยนไปอยางมหาศาลก็เพราะเรื่องนี้ ผมฝกที่จะรูจักกกับความรูสึกเชิงบวกอีกหลาย ๆ แบบสมองและจิตใจของผมมันโง มันไมจําเจหรือเบื่อหรือไงกับอารมณความรูสึกเจ็ดแปดอยางที่ผมมีประสบการณมากวาสี่สิบปแลว ผมจึงตองแทรกแซงมัน ไมงั้นมันก็จะรูสึกไดเทาเดิมหรือแบบเดิม ผมเปดเพลงและดิ้นสุดเหวี่ยงแตเชามืด… สมองจะไดรูวามันเปนความรูสึกยังไงกับภาวะสุดเหวี่ยง ผมเลิกนิสัยกินอาหารจําเจเพื่อแทรกแซงใหสมองไดชิมความรูสึกใหม ๆ เสียบาง ผมไปดูหนังสัปดาหละหนึ่งเรื่องเพื่อทําใหสมองมันรับรูวามันจะรูสึกอยางไรเมื่อเทียบกับการดูหนังที่บาน ผมออกไปเรียนภาษาจีนก็เพื่อจะรูสึกวามันรูสึกดีแคไหนกับการไดพูดกับคนอื่นดวยภาษาที่สาม ผมตีปงปองกับลูกทุกวันเพื่อเรียนรูอีกครั้งวาความสนุกสนานแบบเด็กที่ผมลืมไปคืออะไร (เด็กชางสนุกสนานงายจริง ๆ ) ผมตะโกนเสียงดังในรถบอย ๆ ก็เพื่อปลุกใจใหมันรูสึกกระตือรือรนและฮึกเหิม ผมไปที่รานหนังสือบอย ๆก็เพื่อไดเห็นหนังสือเลมใหมมากมายที่ออกอยูเรื่อยและผมรูวานิสัยรักการอานของผมจะทําใหผมไมมีวันเหงา ผมเลนหมากลอมวันละหนึ่งกระดานทางอินเตอรเนตเพื่อลับคมสมองใหมันฉับไวอยูเสมอผมเดินบนลูวิ่งสายพานวันละสามถึงหากิโลเมตรก็เพื่อสอนใหจิตใจมันชื่นบานและรับรูวาผมแข็งแรงขนาดไหน ผมเต น แอโรบิ ค เพื่ อ สอนให ส มองมั น รู ว า … การเคลื่ อ นไหวอย า งไร ขี ด จํ า กั ด นั้ น จะใหความรูสึกดีอยางไร เชื่อมั่นอยางไร และกระทบตอความรูสึกโดยรวมอยางไรและอื่น ๆ อีกมากมายเหลื อ เกิ น ที่ ผ มจงใจทํ า สิ่ ง หลากหลายเพื่ อ แทรกแซงระบบใหญ ข องผมให มั น มี ป ระสบการณ กั บความรูสึกดีหลายแบบ เชน ตื่นเตน เราใจ ซาบซา ชื่นบาน กระฉับกระเฉง ปติยินดี ราเริง พึงพอใจ และยิ้มแยมแจมใส คุ ณ ผู อ า นที่ รั ก คํ า ว า “การเปลี่ ย นแปลง” นั้ น มี ผู ค นใช กั น ดาษดื่ น ทั่ ว ไป ส ว นคํ า ว า “เข าแทรกแซง” มักถูกมองในแงลบ อยางไรก็ตามหากจะมีความคิดใดที่ทรงพลังและเฉลียวฉลาดที่สุดสักความคิดหนึ่งแลวละก็… นั่นก็คือการเขาไปแทรกแซงระบบใหญภายในตัวเราดวยตัวเราเอง ถามวาทําไมตองแทรกแซงนะหรือ? การรอคอยใหระบบใหญเปลี่ยนแปลงเองนั้น… ไมรูวาเมื่อไหร แตการเขาแทรกแซงคือการเขาไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ แลวแทรกแซงไปทําไมละ? ก็เพื่อใหความคิด กรอบความคิดคําถามที่ใช ความเชื่อ การคาดหวัง ทัศนคติ อารมณความรูสึก การกระทํา และผลลัพธตาง ๆ ดีขึ้นอยางกาวกระโดด ผมเชื่อมั่น 100% วา การเขาแทรกแซงในเชิงสรางสรรคตอระบบใหญภายในตัวเราโดยเจตนา คือแนวความคิดที่สูงสงที่สุด ประการหนึ่งแหงสติปญญามนุษยทีเดียว เมื่อพวกเราไดเดินทางกาวไกลมาถึงที่นี่ในหนานี้ พวกเราสามารถเขาใจตนเองและมีเครื่องมือหลายตัวไวใชในการดําเนินชีวิต บัดนี้มันถึงเวลาแลวที่พวกเราจะกาวเขาสูภาคที่ 3 ซึ่งเปนภาคที่วาดวยเทคนิคการดึงดูด 111
    • ทุกสิ่งที่เราตองการใหเขามาหาเรา เมื่อพวกเราไดศึกษาจนทะลุปรุโปรงแลว เราจะรูสึกวามันงายกวาที่คิดไวเยอะ ไปลุยกันเถอะพวกเรา 112
    • ภาคที่ 3วิธีดึงดูดสิ่งที่คุณตองการ 113
    • บทที่ 1อํานาจที่กระตุนใหมนุษยลงมือทําอะไรเลาที่อยูเบื้องหลังเราที่คอยผลักดันใหเราทําโนนทํานี่อยูเรื่อย อะไรเลาที่คนทุกชาติทุกภาษาลวนเหมือน ๆ กันนอกจากการมีรางกายและจิตวิญญาณ แรงขับหรือแรงผลักดันใหพวกเราลงมือกระทําก็คือ “ความขาดแคลนหรือความจําเปนทั้งเจ็ด” ที่พวกเราจําเปนตองไดมามิเชนนั้นแลวพวกเราจะอยูรอดไมไดหรือไมมีความสุขเลย พวกเราไปดูกันหนอยวา “ความขาดแคลนหรือความจําเปนทั้งเจ็ด” มีอะไรบางที่เปนแรงขับใหเราอยูนิ่งไมได 1. ความแนนอนเพื่อการอยูรอด สําหรับอากาศ และน้ําดูไมนาเปนหวงเพราะวามันมีมากอยูแลวในธรรมชาติ แตอาหารสิใช เลย สมมติวาผมและพวกเราไมมีความแนนอนแมแตอาหารมื้อถัดไป พวกเราก็จะไมคิดอะไร เลยนอกจากจะหาหรือเอาหรือไดอาหารมื้อถัดไปนี้ไดอยางไร? ความขาดแคลนนี้ (หรือความ จําเปนนี้) จะเปนตัวขับใหเราลงมือทําทุกอยางเทาที่เราจะทําไดเพื่อสิ่งนี้กอน ฉะนั้น อาหาร เสื้อผา ที่อยูอาศัยและยารักษาโรค (ปจจัยสี่) คือพลังขับเคลื่อนชีวิตที่กระตุนใหคนเราลงมือ เพื่อสรางความแนนอนในสิ่งเหลานี้กอน ตราบใดที่ปจจัยสี่ยังไมแนนอน ตราบนั้นมันก็จะเปน ตัวกระตุนตลอดกาล ลองจินตนาการวาพวกเราไมมีอะไรจะกินอยางสิ้นเชิงแมแตขาวสักจาน ดูสิ ทุกลมหายใจเขาออกและทุกขณะจิตของพวกเราจะคิดและหมกมุนถึงอะไร? และตอให พวกเราพอมีอันจะกินอยูบาง แตยังอัตคัดขัดสนอยูมาก สมมติวาพวกเราเปนคนแบบที่หาเชา กินค่ําจริง ๆ แลวพวกเราจะวิตกถึงอะไรละ… ก็ความแนนอนเพื่อการอยูรอดไง และเจาสิ่งนี้ จะเปนตัวกระตุนใหเราดิ้นรนเพื่อความอยูรอดไปเรื่อย ๆ อะไรละที่ผลักดันใหพวกเราลงมือ ทํางานทุกประเภทได ก็อาหารเครื่องนุงหม ที่คุมหัวนอน และยารักษาโรคไง คนจํานวนเยอะมากยังอยูในสภาพนี้คือดําเนินชีวิตดวยแรงกระตุนตัวนี้มากที่สุดแม การกระทํ า อาจหลากหลายและแตกต า ง แต แ รงกระตุ น คื อ ตั ว เดี ย วกั น ต อ ให เ ป น ผู ค นที่ ตางชาติ ตางภาษา ตางวัฒนธรรมและจารีตประเพณีก็ตาม แตความขาดแคลนเรื่องปจจัยสี่ หรือการขาดแคลนเรื่องความแนนอนเพื่อการอยูรอดนี้ เปนความจําเปนที่เราตานทานไมได และมันจะเปนแรงกระตุนที่เหมือนกันทั่วโลก ทําไมคนทั่วโลกถึงคลั่งเงินกันนักละ? คําวา “เงิน” นี้…โอ มันชางสรางอารมณไดมากละ? ก็เพราะวาคนทั้งโลกรูวามันเปนสื่อกลางในการ นําไปแลกสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนหรือไมมีไดฉะนั้น คนเราจึงถูกสงไปเรียนหนังสือโดยพอแม ของพวกเขาหวังวามันจะเพิ่มโอกาสในเรื่องความแนนอนของการอยูรอด และในขณะเดียวกัน 114
    • ก็เพิ่มโอกาสที่จะไดความแนนอนเขามาตุนไวมาก ๆ คนจํานวนมากคลั่งเงินก็เนื่องจากวามันเปนแรงกระตุนตัวแรกนั่นเองและเมื่อคนเรามีปจจัยสี่จนลนเหลือแลว แรงกระตุนในดานนี้ก็จะลดลงหรืออาจหมดลงไปเลยก็ได โปรดจําไววามนุษยสนใจแตสิ่งที่เขาตองการ (คําวา “ตองการ” นั้น มันแปลวา “ฉันยังขาดแคลนมันอยู”) และมีแต “สิ่งที่ตองการ” เทานั้นที่กระตุนหรือเปนแรงขับใหมนุษยลงมือทําเพื่อลบความขาดแคลนนั้นออกไป หาไมแลวสิ่งนี้ก็จะกระตุนเขาไดอยูตลอดไปตราบใดที่เขายังตองการมันอยู พวกเราลองคิดดูสิ หาดพวกเราพูดวา “ฉันไมตองการไอนี่” แลวเปนไปไดไหมวาพวกเราจะยอมลงมือทําเพื่อใหไดมันมา… ไมมีทาง ตรงกันขามที่พวกเราทํางานกันสารพัดนั้น ก็เพราะพวกเรารูวา พวกเราจําเปนตองหาเงินเพื่อสรางความแนนอนไวระดับหนึ่งเสมอ ไมงั้นพวกเราก็จะรูสึกวาวิตกกังวลและไรสุข อนึ่ง ความจําเปนในเรื่องความปลอดภัยนั้น มันก็คือความแนนอนอีกอยางหนึ่งที่เปนแรงขับหรือแรงกระตุนใหพวกเราลงมือทําในสิ่งที่สอดคลองจําเปน แตผมจะละไวในฐานะที่พวกเราพอเขาใจกันดีอยูแลว2. ความหลากหลายเมื่อพวกเรามีความแนนอนจนมากไป พวกเราจะเปนไง… ความเบื่อหนายไงสมมติวาตัวผมนั้นไดกินไอศกรีมรสวนิลา ทุกวัน เนนทุกวัน ผมยอมเบื่อบางเปนธรรมดา หากนองสาวผมขับรถมาที่บานผมแลวซื้อไอศกรีมวนิลามาฝากผมอีก ผมจะรูสึกไง…เฮออออ เซ็งวะ จะเปนไงถาเผอิญเปลี่ยนเปนรสชาเขียว อืมมมม เยี่ยมไปเลย ในทํานองเดียวกัน ถาพวกเรามีเสื้อสีน้ําเงินกวา 100 ตัวแลว และใสสีนี้ทุกวัน พวกเราจะจําเจไหม? แลวสีอื่น ๆ อีกมากมายละหายไปไหนหมด ฉะนั้นเมื่อถึงจุดอิ่มตัว สีน้ําเงินดึงดูดใจพวกเราไมไดอีกตอไปแลว ฉะนั้นความหลากหลายตางหากที่จะสามารถกระตุนใหพวกเราลงมือทําเมื่อเราผานสภาวะความแนนอนไปแลว พวกเราอยากไดอะไรที่มัน “เซอรไพรส” (ความประหลาดใจหรือสิ่งที่คาดไมถึง) หนอยทั้งนี้เพราะวา ภาวะความหลากหลายนั่นเองที่พวกเราขาดแคลน มันจึงกลายเปนความจําเปนที่กระตุนใหเราลงมือทําไดลองพิจารณาสิ่งเหลานี้ดู ผมขับรถไปพักผอนที่หัวหินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากการหมกตัวอยูที่กรุงเทพฯนานเกินไป ผมตองการความหลากหลายซะบาง มันจึงกระตุนผมใหลงมือเดินทางไปได นี่ถาผมไมมีแมแตอาหาร ขนมปงสักกอนที่จะยัดใสทอง ผมจะมาสนใจเรื่องการขับรถไปหัวหินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศไดหรือ! เห็นไดชัดวาผมไดผานพนสภาวะของการขาดแคลนความแนนอนไปแลว แตในบางขณะผมรูสึกวาผมขาดแคลนความหลากหลาย ดังนั้นผมจึงทําไปตามแรงขับตัวนี้ในบางโอกาส 115
    • ที่นักดนตรียังแตงเพลงใหม ที่ผมยังเขียนหนังสือเลมใหมที่โรงหนังรีบเปลี่ยนโปรแกรมหนังใหม ที่คนเราเปลี่ยนโทรศัพทมือถือรุนใหมอยูเรื่อย ที่พวกเราตัดผมทรงใหม ยอมสีผมใหมๆ ที่ผมและพวกเราไปช็อปปงกันบอย ๆ ที่พวกเราบางคนไปโดดแมแตบันจี้จัมป เลนสกี ดําน้ําเที่ยวทะเล ปนภูเขา ไตหนาผา เลนเครื่องบิน บังคับวิทยุ ไปขี่มา ไปซอมยิงปน ไปฝกเตนรํา ไปเรียนภาษา ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือความหลากหลายที่พวกเราตองการ หากวาตอนนี้พวกเราทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู 20 บาทจะเปนไง… ความหลากหลายจะไมมีวันกลายเปนตัวกระตุนหรือแรงขับใหพวกเรามือปฏิบัติอะไรก็ตามเพื่อใหไดพวกมันมาเปนอันขาด3. อยากไดรับความสําคัญนอกจากที่เราตองสนองความจําเปนสองประการแรกแลวเรายังอยากใหตัวเรามีความหมาย มีความสําคัญ ที่เราทํางานก็เพื่อความมั่นคง แตเมื่อเรามีฐานะทางการเงินที่มั่นคงมากขึ้นแลวเงินเดือนสูงหรือสภาวะรายไดดีเพียงลําพังยอมกระตุนเราไดนอยลง เรายังอยากมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจไดรับการยอมรับนับถือ และความรูสึกอื่น ๆ อีกมากเกี่ยวกับวา …เรานั้ น ก็มี ความสํา คัญและมีตั วตนอยู แรงกระตุน ตัว นี้แหละที่ บงการเราใหทําหลายสิ่ง ที่ตามปกติเราจะไมทํา แตบางทีเรายอมเสียสละและทุมเทเพราะอะไรละ? หากวานั่นอาจนํามาซึ่ง “การไดเปนคนสําคัญ” เราก็อาจยอมทําเพราะวาความขาดแคลนในดานนี้อาจกําลังเปนแรงขับดันหลักถาหากวาเราปรารถนามัน และเผอิญวาในตอนนั้นความขาดแคลนในดานอื่นไมไดรบกวนเรามากจนเกินไป นี่จึงเปนเหตุผลที่วาทําไมบริษัทใหญถึงตองจัดงานประกาศเกียรติคุณอยูเรื่อย มีการมอบโล มอบถวย ทําปายประกาศใหทุกคนรู และมอบรางวัลที่พิเศษบางอยางให บริษัทเหลานี้รูดีวาคนบางคนเอาแตเงินไปกระตุนไมคอยได แตเอา “ความรูสึกวาฉันสํา คัญ” ไปกระตุนได คนบางคนทํางานถวายหัวเมื่อรูสึกวา “ฉันไดรับการยกย องและยอมรับ” เปรียบเหมือนกับมาที่มันจะกินน้ําเพราะวามันกระหาย คนเราหากกระหายอะไรก็ตาม คนเราก็จะลงมือทําทุกอยางเพื่อดับความกระหายนั้น มันจึงเปนสิ่งที่จะมองขามไมได ในเรื่องอื่นก็เชนกัน การที่เราจะไปขอรองใหใครชวยเหลือ หรือรวมมือกับเรานั้น การบังคับยอมทําไดยาก แตการปฏิบัติตอพวกเขาอยางคนสําคัญยอมเปนกลยุทธที่ชาญฉลาด มีหลักคําสอนที่ดีมากประการหนึ่งสอนไววา “จงปฏิบัติตอคนอื่นอยางที่เราอยากใหเขาปฏิบัติตอเรา” ฉะนั้นถาอยากไดรับความรูสึกวา “ฉันเปนคนสําคัญ” กลับมา จงมอบความรูสึกวา“คุณเปนคนสําคัญ” ตอคนอื่นเสมอ หากวาใครก็ตามที่ปฏิบัติตอเราอยางไมแคร ไมสน และไมแยแส แลวเราละ เราก็มักจะไมแคร ไมสน ไมแยแส และไมอยากเขาใกลคนแบบนั้นไมใชหรือ? อยางไรก็ตาม ผมอยากใหพวกเรามุงเนนและเขาใจ “การไดเปนบุคคลสําคัญ” ยอมเปน 116
    • ความตองการของผูคนเสมอ ไมวามันจะซอนอยูตื้น ๆ หรือลึกสุดที่กนบึ้งแหงหัวใจของพวกเขาก็ตาม อนึ่ง มีสิ่งหนึ่งที่แมไมเกี่ยวของโดยตรง แตผมอยากใหขอมูลเพื่อใหพวกเรารูวา…มนุษยมีความสําคัญขนาดไหน ประเด็นแรกคือ การตั้งครรภของสตรีทานใดก็ตาม สิทธิ์ที่วาดวยการทําลายเด็กในครรภทิ้งไดหรือไมนั้น เปนปญหาโลกแตกที่ถกเถียงกันมานานและมีขอกฏหมายที่ซับซอนมาก นักปรัชญาเถียงกันมานานยังหาขอสรุปไมไดเลย เพราะวามันมีคําถามมากจริงหายขอ เชน ตัวออนในครรภมารดาถือวาชีวิตเปนมนุษยตั้งแตเมื่อไหร?คําถามนี้ก็อวกแลววาจะตอบอยางไร คําถามที่สอง ถาในกรณีที่เลือกรักษาชีวิตคุณแมไดแตลูกในครรภตาย และกลับกัน ถารักษาลูกในครรภไวไดแตคุณแมก็ตองตาย ใครตอบไดวาชีวิตไหนกันแนที่มีสิทธิ์อยูไดตอไป? ในเชิงความรูสึกเราอาจตอบวาแมสิที่ตองมีสิทธิ์อยูตอไปแตถาเจาเด็กทารกมันพูดไดละก็ มันอาจไมเห็นดวย ที่ยุงไปกวานั้นคือ ถาตัวคุณแมเองยอมตายละ…คุณหมอมีสิทธิ์ทําตามคําขอนี้หรือ? คุณหมอจะพนความผิดฐานฆาคนตายโดยเจตนาไดหรือ?มมติคุณแมคนนี้ทนไมไดจริง ๆ หากลูกของเธอตองตาย แลวเธอดึงดันกับคุณหมอตอไปวาถาไมรักษาลูกฉันไว ฉันจะฆาตัวตาย คราวนี้อาจจะมีการตายเพิ่มเปนสอง… ปวดหัวไหมแบบนี้? บางทีเมื่อพวกเราไดเขาใจถึง “สิทธิ์ของเสียงขางนอย” พวกเราอาจยิ่งเขาใจวาความเปนมนุษยนั้นสําคัญยิ่ง แมวาประเทศสวนใหญปกครองดวยระบบประชาธิปไตยที่ใชเสียงขางมากเปนใหญก็ตามแตนั้นไมไดแปลวาไมมีขอบเขตโดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อตองเกี่ยวของกับความเปนความตายของผูคน สมมติวาผมอยูในชุมชนแหงหนึ่งที่มีประชากร 10 คน และสมมติวาโดยที่ไมมีเหตุอันใด จู ๆ คนทั้งเกานั้นไดประชุมกันวา “พวกเราลงมติเปนเอกฉันทถึงเกาเสียงวานายวันชัยตองตายไปซะ” สิ่งที่ผมจะพูดคือ “มีอยูหนึ่งเสียงที่ไมเห็นดวย… คือตัวผมเองไง” เพียงเทานี้ผมก็จะปลอดภัย นี่แหละคือตัวอยางหนึ่งของ “สิทธิ์ของเสียงขางนอย”ดังนั้น ถาหากวาจะมีผูคนจํานวนหนึ่งในโลกนี้ที่บาขนาดลารายชื่อเพื่อลงมติวา “ชีวิตของพวกเราแมเพียงแคใครสักคนหนึ่งก็ตามไมสําคัญ” ขอใหพวกเราจงปฏิบัติโตตอบกลับไกดวยความโคตรสงบและโคตรเรียบงายวา “แตมีอยูเสียงหนึ่งที่ไมเห็นดวย… และเสียงนั้นคือเสียงของฉันเองโวย… ไอพวกบา” คุณผูอานที่รัก มันเปนเรื่องปกติที่พวกเราตองการความสําคัญในระดับใดระดับหนึ่งเสมอ ตอนนี้เราไปดูความจําเปนหรือความตองการที่เหลือกันเถอะ 117
    • 4. อยากมีความสัมพันธ อยากมีการเชื่อมโยงถึงจุดหนึ่ง เรายอมอยากมีคนรัก อยากเปนที่รัก อยากมีเพื่อนรักอยากมีครอบครัวที่อบอุนอยากจะอยูกับใครบางคนไปชั่วชีวิต อยากตั้งหลักปกฐาน อยากเปนฝงเปนฝา อยากแตงงานแลว ฯลฯ มันเปนธรรมชาติที่ชายหญิง นั้นดึงดูดกัน เมื่ อความจําเปนในด านอื่ นไดรับการตอบสนองแลว บางครั้งแรงขับดันที่ยิ่งใหญตอการกระทําทั้งปวงของพวกเราคือการแสวงหาความรัก วรรณกรรมมากมายเขียนเรื่องเกี่ยวกับความรัก จะมีตํานานเกาแกเลาขานถึงความรักแทมากมาย เชนถาเปนของจีนก็เชน เรื่อง “มานประเพณี” ที่ตอนจบฝายชายคือ หลียงซานปอและฝายหญิงคือจูอิงไถ ตองมาตายตามกันไปในเมื่อไมสมหวังในความรักและกลายเปนผีเสื้อสองตัวบินเคียงคูกันไป ผมขอแนะนําใหพวกเราหาซื้อเพลงนี้มาลองฟงดูเพราะวามันไพเราะมาก (ชื่อเพลง The Butterfly Lovers Concerto) สวนตอนที่ผมยังเด็ก จําไดวาเคยไปดูหนังฝรั่งเรื่อง “ove Story” ที่แสดงโดย ไรอัน โอนีล และอาลี แม็กกรอว หนังเรื่องนี้มีสโลแกนที่ผม ไมมีวันลืมวา “หากจะรัก จงอยาลืมคําวาเสียใจ” สวนของไทยยิ่งมีเยอะเขาไปใหญ แตผมขอไมเอยถึงก็แลวกัน ยิ่งไปกวานั้น หนังสือในลักษณะรักกันยาวนานขามชาติกันไปเลยก็ขายดิบขายดีเปนเทน้ําเททา ไมวาจะเขียนโดยคนไทย หรือฝรั่ง หรือจีน ถาเปนของจีนก็เชน“เดชนางพญางูขาว” เรื่องนี้ผมบังเอิญไดดูตอนเด็ก แตเหม็นขี้หนาพระอาจารยฟาไห (ตามทองเรื่อง) ที่ยุงเรื่องหนุมสาวเคาจะรักกันไมเขาเรื่อง มีอยางที่ไหนแทนที่มุงเนนหนทางแหงการรูแจง ดันไปยุงเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ พระอาจารยฟาไหไดกอกรรมหนักโดยจับปศาจงูขาวไปขังไวในเจดียขนาดจิ๋วที่อยูในกํามือของเขา และจะใหพระเอกของเรื่องบวชทาเดียว เดาสิวาเกิดอะไรขึ้น พระเอกของเราทนไมไหวก็เลยเอาหัวพุงชนหินผาตาย และวิญญาณไดพบกับศรีภรรยางูขาวของเขาในสวรรค หนังสือแนวรักขามชาติขามภพเปนหนังสือขายดีเพราะวาอะไรละ คําตอบนั้นงายมาก อันวาหญิงชายไมของเกี่ยวกับความรักเลยจะมีหรือ? (ยิ่งไปกวานันคน ้ไมนอยเชื่อในเรื่องบุพเพสันนิวาสหรือคูแทอะไรแบบนั้น เชนคําพังเพยที่วา “คูกันแลวยอมไมแคลวกัน” แตพอเลิกรากันไปก็พูดวา “ก็มันหมดวาสนากันแคนี้ ก็มันทําบุญรวมกันมาเทานี้”สรุปวาคําอธิบายจนไดทุกยุคทุกสมัย คําสอนที่วา “จะจีบสาวใหหมั่นเกี้ยว” ยอมบอกเปนนัยวาอยากไดความสัมพันธมันตองขยันหนอย แตจะขยันไดก็ตอเมื่อมันตองมีแรงขับหรือกระตุนของความขาดแคลนที่อยูเบื้องหลังใหลงมือทําเสมอ ทุกวันนี้ หลายคนไมมีความสุขเพราะไมสมหวังในความจําเปนเรื่องนี้ หลายคนที่ผมรูจักที่ดูเพรียบพรอมไปหมดกําลังทนทุกข พวกเขาบอกผมวา “ชีวิตของฉันวางเปลา ฉันไมมีใครเลยสักคน ฉันไมมีคนรูใจ ฉันอยากแตงงานแลวแตฉันหาคนที่เหมาะสมไมได ฉันพยายามแลวนะ แตมันไมเคยลงตัว และตอนนี้ฉันเหงาและหดหูใจมากกับเรื่องนี้ บางครั้งฉันรูสึกอยาก 118
    • ฆาตัวตายนะ” นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนไมนอยเลย มันเปนเรื่องปกติมากที่คนเราอยากมีครอบครัว และตราบใดที่ความปรารถนานี้ไมไดรับการตอบสนองจะไมมีอะไรในโลกนี้ทําใหพวกเขาสนใจไดมากกวาการไดรับความสัมพันธอยางแนนอน อะไรละที่พวกเราขาดในตอนนี้เงินรึ ? ความหลากหลายรึ? ความสําคัญรึ? หรือวาความตองการสรางสัมพันธ… มันคืออะไรกันแนที่ผลักดันเราไดมากที่สุดใหลงมือทําในตอนนี้ อยางไรก็ตาม อยาไดเขาใจผิดเชียววา… คนเปนโสดแยทุกคนเปลาเลย… มันไมไดแยขนาดนั้น เพื่อนผมอีกหลายคนไดใชชีวิตโสดที่เชื่อมโยงกับความสัมพันธในรูปแบบอื่น ที่เห็นไดชัดคือ เขามีเพื่อนฝูงมากกวาผม พวกเขาสังสรรคกันบอย ไปรองเพลงดวยกัน ไปออกกําลังกายดวยกัน ไปเตนรําดวยกัน ไปตางประเทศบอยกวาผมบางคนกําลังเรียนเพิ่มเติมอีกและไดพบเพื่อนใหมมากขึ้น พวกเขาไปสโมสร ไปดื่ม ไปเฮฮาปารตี้ บางคนก็จมอยูกับโลกศิลปะพวกเขาสรางความสัมพันธกับสิ่งไมมีชีวิตมากกวาสิ่งมีชีวิต แตมันก็สําคัญมากสําหรับเขา เพราะเขาทํามันเพื่อตัวเขาและโลกนี้ และยังมีกิจกรรมอีกมากที่จาระไนไดไมมีวันหมด สิ่งเหลานี้ถือไดวาเปนการสรางการเชื่อมโยงหรือความสัมพันธที่อาจเปนไปไดทั้งสิ้น พวกเขาจะพยายามเติมในสิ่งที่พวกเขาคิดวาขาดและจะรูสึกวาชีวิตไมไดวางเปลาจนทนไมได บางครั้งพวกเขาอาจมี ความสุ ขมากกวา คนที่มี ค วามสุ ข มากกว า คนที่มี ค รอบครั ว ก็ไ ด มั น เป น สิ่ งเปรียบเทียบที่ตัดสินตามใจชอบไมไดหรอก ใครจะกลาพูดวา “คนแตงงานมีความสุขมากกวาคนเป น โสด” ได ล ะ ? แต ผ มสรุ ป ได ว า พวกเราจะมี ค วามต อ งการในการสร า งรู ป แบบของความสัมพันธเสมอ ไมวากับคน วัตถุ หรือนามธรรม ๆ ก็ตาม และเราจะรูสึกโอเคไดก็ตอเมื่อเราไมไดรูสึกวา… เราขาดแคลนอยางสิ้นเชิง ไมเชนนั้นแลว เราจะทุกขทรมาน โปรดจําไววา… ความตองการหรือความขาดแคลนจะหายเปนปลิดทิ้งหรือหมดความสําคัญลงไปเลย… เมื่อเราไดมันมาแลว คุณผูอานที่รัก มีเรื่องนาอายนิดหนอยเรื่องหนึ่งที่ผมจะเลาใหฟง ผมนั้นคลั่งไคลอยากไดเพลงฝรั่งชื่อ “father of days father of nights” ครั้นผมไดมันมา ความขาดแคลนของผมก็หมดไปความอบอุนใจวามันอยูกับผมแลวไดทําใหผมไมใสใจกับมันอีกตอไป มันราวกับวาผมไมไดตองการมันสักเทาไหรเลยทั้ง ๆ ที่เมื่อกอนอยากไดสุด ๆ แตดูสิพอไดมาแลว ความรูสึกก็ลดลงไปมากอยางไมนาเชื่อ อยูมาวันหนึ่งผมจะเอามันมาเปดฟงแตวาหามันไมพบ ความขาดแคลนไดเกิดขึ้นในทันที แลวผมก็รูสึกวาชางตองการมันมากเหลือเกิน ทุกวันนี้ผมก็ยังรูสึกวาตองการมันอยู เพราะวาความขาดแคลนที่เกิดขึ้นยังไมไดสะสาง มันจึงไมหมดไปจากใจผมสิ่งที่ผมเลานี้เพื่อเตือนใจวา “สรรพสิ่งในโลกนี้จะมีความหมายและความสําคัญที่พุงสูงสุดตอความรูสึกของเราก็ในวันที่เราไดสูญเสียมันไปแลว” นี่แหละคือการทํางานของมัน เมื่อใดที่เรา 119
    • ขาดแคลนอะไรและเรายังอยากไดมันอยูสิ่งนั้นจะกลายเปนแรงขับแหงการกระทําของเราผูคนในโลกนี้เปนอยางนี้เสมอไมวาจะรูตัวหรือไมก็ตาม5. ตองการความกาวหนา และการเจริญเติบโตนอกจากเราตองตอบสนองตอความจําเปนหรือความขาดแคลนหลาย ๆ อยางที่กลาวมาแลวพวกเราพอหรือยัง… ยัง !!! พวกเราอยากใหธุรกิ จของเราเจริญกา วหนาไหม อยากใหมันเจริญเติบโตไหมอยากจะมีเงินทองที่เก็บสะสมมากขึ้นไหม อยากใหครอบครัวโตขึ้นมีทายาทสืบตระกูลและสืบทอดธุรกิจตอไปไหม? พนันไดเลยวาอยากนอกจากนี้เรายังอยากมีขาวของเครื่องใชใหมากขึ้น? ผมวาคงหายากเต็มทีตราบใดที่มนุษยยังมีปญญาซื้อเพิ่ม บางทีเราซื้อบานเพิ่ม ซื้อคอนโดมิเนียม ซื้อที่ดินเปลาเก็บไวเลน ๆ แคหาสิบปเอง (ผมประชดนะ) เราซื้อคอมพิวเตอรตัวที่สิบแลวกระมังเพราะวาดันอยากไดรุนลาสุดอยูเรื่อย ผมมีรองเทาแคสองคูเอง… ตอใหอมพระมาพูดก็เถอะจะมีใครเชื่อผมเหรอ!!! ผมซื้อ และพวกเราก็ซื้อ ก็ของมันเยอะมากนี่ครับ เอะแลวพวกเขาผลิตไปมากมายเกินกวาคนซื้อไปทําไมกันนี่… พวกเขาก็อยากเติบโตเชนกัน เวลานี้มีรานขายโทรศัพทมือถือเยอะไหม… แนนอน ถาพวกเขาไมเชื่อวามันจะขยายตัว พวกเขาจะเปดไปทําไมกันละ สวนคนที่ทํารานอาหารบางเจามีกวา 200 สาขาเขาไปแลว สวนแบรนดตางประเทศอยาไดริไปนับเชียว…เหนื่อยตายเปลา มีใครบางไหมที่เปดหนึ่งสาขาแลวหยุด ไมมีทาง พวกเขาขยายธุรกิจเปนวาเลนและบุกแหลกเมื่อมีโอกาส สิ่งเหลานี้ลวนชี้ชัดวา มนุษยมีความตองการที่จะเจริญเติบโตอยางไมมีที่สิ้นสุด คราวนี้หันมาสนใจพวกเราเองกันหนอย พวกเราก็อยากจะเกงขึ้น มีความสามารถมากขึ้น มีทักษะมากขึ้น มีหนาที่การงานที่ดีขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น พูดภาษาไดหลายภาษามากขึ้น อานหนังสือมากขึ้น เขาใจชีวิตมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น พวกเราตองการการเจริญเติบโตทางดานประสบการณ ความคิดอาน และความมั่นคงตาง ๆ เห็นไดชัดวาเมื่อพวกเราดิ้นรนจนพนสภาพอดตายมาได แตเราไมมีทางหยุดแคนั้นหรอก พวกเรายังตองการความเจริญกาวหนาทั้งในชีวิตสวนตัวและหนาที่การงานอีกมากนี่คือวิถีของชาวโลก พวกเราไมใชคนแบบ “ตําขาวสารกรอกหมอ” หรอก พวกเราฉลาดกวานั้นแยะ (แมวาจะมีคนเชนนั้นอยูบางก็ตาม แตนั้นไมใชแบบอยางที่เราจะเลียนแบบอยูแลวนี่) ดังนั้น แรงขับอีกแรงหนึ่งที่อยูเบื้องหลังในการกระทําของเราจึงคือความตองการเรื่องการเจริญเติบโตอยางปฏิเสธไมได 120
    • 6. อยากชวยเหลือแบงปนเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเพรียบพรอมไปหมด เราจะรูสึกอยากตอบแทนอะไรบางอยางตอโลกนีทเี่ รา ้ไดเกิดมา เชน การทําบุญ การสรางกุศล การบริจาคเงินในโครงการตาง ๆ การสรางวัด สรางโรงเรียน ตั้งมูลนิธิ การสนใจที่จะอนุรักษปา คุมครองสัตวปา การรักษาสิ่งแวดลอม เขียนหนังสือเพื่อใหความรู ไปใหวิชาการเพื่อถายทอดประสบการณตามคําเชิญ หรือแมแตการเลนการเมืองเพื่อรับใชประชาชน เราอยากจะให เราอยากไดชวยเหลือคนอื่นหรือสังคมในทางใดทางหนึ่ ง และแน น อนว า ถ า เราไม ไ ด ทํ า มั น ละก็ … เราจะรู สึ ก ว า เราขาดแคลน!!!! (ผมใสเครื่องหมายตกใจถึงหาอันเพื่อย้ําวามันเปนอาการขาดแคลนประการหนึ่งหากเราตองการแลวไมได) ฉะนั้น แรงกระตุนนี้ก็จะทําสิ่งที่เรียกวาการกุศลหรือสาธารณประโยชนเปนการใหญนั่นแหละความจําเปนหรือความรูสึกขาดแคลนภายในตัวเราถึงจะบรรเทาลงได ฉะนั้น คนบางคนที่อยูในสภาวะนี้จะตาโตถาเราชวนเขาทําบุญ แตจะไมตื่นเตนอะไรถาเราไปชวนเขาทําการคา (ก็เขามีจนเพียบแลว เขาไมไดขาดแคลนเรื่องการคาสักหนอย) ผมเชื่อวาพวกเราคงพอเขาใจแลววาทําไมคนเราทําในสิ่งที่เขาทํา ก็เพราะวามันมีแรงกระตุนจากความขาดแคลนหรือความจําเปนหรือความตองการนั่นเอง7. ความตองการทางจิตวิญญาณความขาดแคลนหรือความจําเปนประการสุดทายที่มนุษยมีความตองการไปตลอดกาลคือความตองการทางจิตวิญญาณ มันอาจเปนแคความตองการที่จะมีความสงบสุขทางใจ หรืออาจเปนนามธรรมตาง ๆ อื่นใดก็ไดเรื่อยไปจนถึงการรูแจง คนที่บวชไมสึกที่จริงจังกับการบวชคือตัวอยางที่ชัดเจนของความตองการทางดานนี้ หากวาเราไดมีคุณสมบัติทางจิตวิญญาณอย า งครบถ ว นแล ว พวกเราชาวมนุ ษ ย ก็ จ ะไม ข าดแคลน ไม มี ก ารแสวงหาทางด า นจิ ตวิญญาณอีกตอไปแตดวยความขาดแคลน มันไดเปนแรงขับใหมนุษยหาทางเขาใจตนเองในลักษณะเฉพาะตัว การกําเนิดขึ้นของศาสดา และศาสนาตาง ๆ ในประวัติศาสตรยอมเปนหลักฐานวามนุษยมีแรงกระตุนในดานนี้อยูตลอดมา อยางไรก็ตาม พวกเราโปรดอยาเขาใจผิดวาฆราวาสที่ครองเรือนอยางเราไมมีความตองการทางจิตวิญญาณ ลองจินตนาการวาพวกเราไมมีความสงบสุขจากภายในอยูเลย พวกเราจะอยูไหวหรือกับชีวิตเชนนั้น มันแปลวาเรามีสภาวะทางจิตวิญญาณที่ดีพอสมควรอยูแลวเราไดรับการสั่งสอนทางศาสนา การไปวัด การทําบุญ และการปฏิบัติธรรมมาบางไมมากก็นอยอยูแลว ดังนั้นการที่เราครองเรือนก็เพราะวาเราถูกกระตุนเรื่องความขาดแคลนดานอื่น ๆ 121
    • มากกวาดานนี้ เราทําตัวเราไปตามแรงขับตัวที่มีอิทธิพลที่รุนแรงกวาเสมอ ดั่งที่ผมไดอธิบายมาแลว มนุษยเริ่มคิดถึงการขโมยเมื่อเขากําลังจะอดตาย สวนแรงขับทางจิตวิญญาณที่วา..จงอยาขโมยเพราะวาผิดกฏหมายและละเมิดศีลนั้น… มีแรงขับนอยมากเมื่อเทียบกับแรงขับแหงการอยูรอด มีคนนอยมากที่ยอมอดตายจริง ๆ เพื่อรักษาศีลที่หามการลักทรัพยหนึ่งขอเอาไวไมได คุณผูอานที่รัก ผมไมไดบอกวาการละเมิดศิลเปนเรื่องดี แตผมพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกและผมเห็นวา… ใครก็ตามที่สามารถพิสูจนไดวา เขากําลังจะอดตายในมื้อถัดไป (อาจไมไดกินอาหารมาหลายวันแลว) ผมคิดไมออกวาการหยิบผลไมของใครสักผลเพื่อกินเขาไปจะละเมิดศิลขอไหนได ตรงกันขาม หากพวกเรารูเชนนั้น พวกเราคงยื่นมือออกไปชวยเหลือเสียมากกวาที่จะปลอยใหคนคนหนึ่งตายลงไปจริง ๆ โดยที่เขาไดชื่อวาไรความผิดบาปจากการถือศีล ในบางครั้งที่เรารูสึกอับจน เราไปที่หิ้งพระ นั่งลงแลวก็สวดมนต นั่นก็คือแรงขับหนึ่งที่ผลักดันใหเราแสวงหาทางออกทางจิตวิญญาณ สวนใครที่สวดมนตเสมอจนเปนนิสัยติดตัวผมขอสนับสนุนวามันชางยอดเยี่ยมเหลือเกิน บางครั้งเรานั่งทําสมาธิเพื่อเจริญวิปสสนา โอ…มันชางเปนการกระทําที่สูงสงยิ่ง สิ่งเหลานี้ลวนคือสิ่งที่ฆราวาสอยางพวกเราสามารถทําไดเพื่อสนองตอความตองการทางจิตวิญญาณของเรา ประชาชนของทุกชาติทุกศาสนาลวนมีรูปแบบของตนเองในการตอบสนองทางดานนี้ทั้งนั้นแหละ และผมหวังวาพวกเราคงพอเขาใจตัวเองถึงการกระทําในทุกรูปแบบแหงความจําเปนหรือการขาดแคลนทั้งปวงไดแลว วาพวกมันทั้งหมดคือแรงขับหรือตนเหตุแหงการกระทําของเราเพื่อบรรเทาหรือหยุดภาวะขาดแคลนและนั่นแหละที่ทําใหชีวิตของพวกเราเปนปกติสุขอยูได 122
    • บทที่ 2การผสมผสานของแรงขับทั้งเจ็ดผมเพิ่งไดอธิบายถึงแรงขับหรือแรงกระตุนทั้งเจ็ดประการที่ผลักดันใหพวกเราลงมือทําสิ่งตาง ๆ เพื่อตอบสนองตอความจําเปนหรือความขาดแคลนของเราเพื่อทําใหเรามีความสุข ตามปกติแลว ความต อ งการป จ จั ย สี่ หรื อ ความจํ า เป น ที่ จ ะต อ งอยู ร อดจะเป น แรงขั บ ตั ว แรกเสมอเพราะว า มั น อยู ใ นสัญชาตญาณทีเดียว สวนแรงขับตัวอื่น ๆ อีกหกประการนั้นไมจําเปนตองเรียงลําดับกอนหลังไปตามที่ผมไดอธิบายไว พวกเราคือสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซอนที่สุด มีสมองที่ใหญและเฉลียวฉลาดที่สุด และความจําเปนหรือความขาดแคลนที่เกิดขึ้นกับเราไมไดเกิดขึ้นทีละอยางแลวเรียงคิวเขามาหาเรา แตมันมักจะเกิดขึ้นหลาย ๆ อยางในคราวเดียวกัน ดังนั้นพวกเราจึงมีแรงขับหลายอยางที่ผสมผสานกันไปในระดับความมากนอยตามความจําเปนที่เราขาดแคลน และเราไดลงมือทําหลายสิ่งหลายอยางเพื่อบรรเทาความขาดแคลนในทุก ๆ ดานของเราอยูเสมอ เมื่อใหรก็ตามที่เราไดบรรเทาหรือเติมเต็มความจําเปนที่เราขาดแคลน เราจะรูสึกดี มีความสุข รูสึกวาประสบความสําเร็จ และสมความปราถนา คุณผูอานที่รัก การที่เราเขาใจแรงขับตาง ๆ นั้น ทําใหเราเขาใจตนเองและผูอื่น เราสามารถมีคุณภาพชีวิตไดดียิ่งขึ้นก็เพราะวาเราเขาใจตนเองและผูอื่น ดังนั้นเพื่อที่จะรูวาเรามีแรงขับตอความจําเปนในดานตาง ๆ ในระดับใด การทําการบานขางลางตอไปนี้จะชวยพวกเราไดเปนอยางยิ่ง เราจะไดรูเสียทีวา… อะไรคือแรงขับตัวที่รุนแรงที่สุดในตอนนี้ อะไรที่รองลงไป และการที่เราจะรูไดนั้น เราจะตองรูวาตองการอะไรมากที่สุดหรือที่มากรองลงมาเสียกอน จงตอบคําถามขางลางโดยเลข 0 คือคะแนนที่เราใหกับสิ่งที่ตอนนี้เราไมอยากไดเลย เลข 10คือคะแนนที่เราใหกับสิ่งที่ตอนนี้เราอยากไดมากที่สุด (เลข 2 ถึง 9 คือคะแนนที่คอย ๆ เพิ่มขึ้นระหวาง0 กับ 10 ) เอาละ พวกเราไปทํากันเลยปจจัยสี่หรือความแนนอน (เพื่อการอยูรอด)……………………………… คะแนนความหลากหลาย (ความแปลกใหม)……………………………………….. คะแนนความรูสึกวาตนเองมีความสําคัญ (มีศักดิ์ศรี ไดรับการยอมรับ)………… คะแนนการเชื่อมโยง/ การสรางความสัมพันธ (เชนความรัก)………………..…… คะแนนความเจริญกาวหนา(การเติบโตทั้งชีวิตสวนตัวและหนาที่การงาน)…..… คะแนนอยากชวยเหลือแบงปน (การทํากุศล การบริจาค การไดใหกลับคืน)….. คะแนนความตองการทางจิตวิญญาณ (ความสงบสุขภายใน การรูแจง)………… คะแนน 123
    • เมื่อพวกเราไดทําการบานอยางนี้แลว พวกเราจะเขาใจถึงแรงขับตาง ๆ ที่บังคับใหเราลงมือทําสิ่งตาง ๆ อะไรก็ตามที่เราตองการมันมากที่สุด จะแปลวาเราขาดแคลนมันมากที่สุด และเราไดถูกแรงขับหรือแรงกระตุนตัวนี้บงการชีวิตของเรามากที่สุดตามไปดวย คําวา “ขาดแคลน” นี้ มันเปนไปตามความรูสึกของคนที่ไมเหมือนกัน สมมติผมมีเงินตั้งหนึ่งรอยลานบาทแลว แตผมไมสนใจอยางอื่นอีกเลยนอกจากตั้งหนาตั้งตาหาเงินอยางเดียว นั่นแปลไดวา ผมยังขาดแคลนอยูดี สวนคนที่มีเงินหนึ่งลานบาทและตอนเชาไปทํางานสวนตอนค่ําออกไปทํางานอาสาสมัครชวยเหลือสังคมทุกคืน คนแบบนี้คือพอแลวเรื่องเงิน (เงินกระตุนเขาไมคอยได) แตตัวกระตุนที่แทจริงของเขาคือ การอยากไดชวยเหลือแบงปนคนอื่น ผมอยากใหพวกเราเขาใจในมุมลึกเพื่อที่จะสามารถอธิบายพฤติกรรมของตัวเราเองและคนอื่น ๆ ได อนึ่ง การที่พวกเราไดตอบคําถามขางบนแลว มันไมไดหมายความวาจะเปนเชนนั้นตลอดไปความตองการ ความจําเปนและขาดแคลนของพวกเรานั้นคอย ๆ เปลี่ยนแปลงไป หรือในบางครั้งเปลี่ยนอยางฉับพลัน ฉะนั้น แรงขับใหเราลงมือทําเรื่องราวตาง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา เราจึงควรทําการประเมินใหมเปนระยะวาอะไรกันแนที่เปนตัวกระตุนหลักของเราในตอนนี้ ยิ่งเรารูชัดเทาไหรเราจะยิ่งมีความสุขสมหวังไดเร็วเทานั้น หากวาตอนนี้ตัวกระตุนหลักคือ “เงิน” ก็จงสนใจและเอาใจใสใหดี หากวาอยากไดชื่อเสียง จงมุงเนนสรางความดีใหปรากฏเร็วไว แตถาขาดเรื่องความรัก… ใหมุงเนนสนใจคนอื่นใหมากขึ้น หากขาดความกาวหนา จงมุงเนนการตั้งเปาหมายใหมากขึ้น และสมมติวาตอนนี้ขาดความสงบในใจ ใหสวดมนตไหวพระและเจริญวิปสสนาเสีย ขอใหพวกเราทําใหมันตรงกับความจําเปนหรือความขาดแคลนของพวกเราเสีย แลวพวกเราจะมีความสุขเหนือใคร ๆ นั่นแหละคือ A Wonderful Life 124
    • บทที่ 3วิธีดึงดูดสิ่งที่พวกเราตองการสิ่งที่ผมจะอธิบายตอไปนี้ เปนสิ่งใหมที่ผมไดเรียนรูมาไมนานนัก แตมันใหความรูสึกที่ดีและตื่นเตนเราใจไดมากเหลือเกิน การที่คนเราจะไดในสิ่งที่เขาตองการมานั้น เขาจะตองลงมือทําบางสิ่งบางอยางเพื่อพยายามใหไดมันมา ดังนั้น ผมยังคงมุงเนนเรื่องการปฏิบัติและวินัยเล็ก ๆ เสมอ อยางไรก็ตามการเพิ่มโอกาสที่จะไดมันมาขึ้นอยูกับความรูสึกและวิธีดําเนินชีวิตประจําวันของเราเปนอยางมาก ผมยังแปลกใจเลยวาทําไมเมื่อกอนผมไมไดคิดถึงเรื่องนี้ แตในขณะนี้ ผมถือวาเทคนิคที่จะกลาวตอไปนี้คือเทคนิคขั้นสูงมาก และตอไปนี้คือสี่ขั้นตอนในการดึงดูดสิ่งที่พวกเราตองการ 1. จงระบุออกมาใหชัดวาอะไรคือสิ่งที่พวกเราไมตองการ 2. จากนั้น จงเปลี่ยนสิ่งที่ไมตองการในขอหนึ่งใหกลายเปนสิ่งที่ตองการ 3. ใหดําเนินชีวิตประจําวันดวยการทําใหตนเองรูสึกดี (มาก ๆ ) กับสิ่งตาง ๆ ที่ ตองการในขอสอง 4. จากนั้น ใหลงมือทําในสิ่งที่ตองทํา และดําเนินชีวิตตอไป อยางราเริงที่สุดเทาที่ ชีวิตจะทําได และในระหวางนั้น ใหเชื่อวาสิ่งที่พวกเราตองการกําลังอยูบนเสนทางของ มันที่ตรงดิ่งมาหาเรา และเราเองก็เชนกันที่กําลังอยูบนเสนทางที่ตรงดิ่งไปหามัน เราและ มันกําลังดึงดูดซึ่งกันและกัน จงใหเวลาเพื่อปลอยใหมันบังเกิดขึ้นโดยไรความกังวลจงรา เริงและยิ้มแยมแจมใสใหมาก ๆ เสมอ คุณผูอานที่รักยิ่ง ผมขอรองใหพวกเราทองสี่ขั้นตอนนี้ใหขึ้นใจ ใหมันกลายเปนสวนหนึ่งที่สําคัญในความรูสึกนึกคิดของเรา แลวพวกเราจะกลายเปนคนที่โชคดีที่สุดในโลก ตอนนี้พวกเราไปศึกษาในรายละเอียดกันเถอะ 1. ระบุสิ่งที่ไมตองการ วิธีดีที่สุดในการรูใจตนเองวาเราตองการอะไร คือการรูใหชัดวา… อะไรบางคือสิ่งที่เราไม ตองการอยางแทจริง ผูคนจํานวนมากพลาดเรื่องที่สําคัญและจําเปนยิ่งตอชีวิตไปก็เพราะวา ไมตระหนักรูใหถองแทถึงเรื่องนี้ ยกตัวอยางงาย ๆ เชน การเจ็บไขไดปวยเปนสิ่งที่พวกเราไม ตองการใชหรือไม? แลวตรงกันขามกับมันละคืออะไร? สุขภาพที่ดีไง!!! ฉะนั้นเมื่อพิจารณาลึก ๆ ลงไปภายในตัวเรา สุขภาพดีคือสิ่งที่เราตองการ แตเพราะเราไมไดถามวา “การเจ็บไขได ปวยเปนสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม?” พวกเราก็เลยลืมไปวา…. การมีสุขภาพดีคือสิ่งหนึ่งที่ 125
    • เราตองการ บางทีคําถามตอไปนี้จะยิ่งทําใหพวกเราเขาใจไดมากขึ้น… การมีอายุสั้นคือสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม? แลวอะไรละที่ตรงกันขามกับมัน อายุยืนไง!!! ฉะนั้น การมีอายุยืนยาวคือสิ่งหนึ่ง ที่เราตองการอยางแทจริงในระดับจิตวิญญาณ แตแลวพวกเราปลอยปละละเลยตัวเองโดยไมเอาใจใสเรื่องสุขภาพไปไดอยางไร? พวกเราเผลอไปก็เพราะไมไดถามวา“การมีอายุสั้นคือสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม?” อีกตัวอยางหนึ่งที่ดีมากคือการถามวา “ความยากจนคือสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม?” งั้นสิ่งที่ตรงกันขามละคืออะไร? งายจะตายก็ความมั่งคั่งร่ํารวยไง!!! ยังมีอะไรที่นาถามอีก “ความทุกขคือสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม?” งั้นมันก็ตองคือความสุขสิที่พวกเราตองการจริงไหมละ? คุณผูอานที่รัก ขั้นตอนที่ 1 คือสิ่งที่ผูคนทั่วโลกลืมทํา แตตั้งแตนี้ไปพวกเราจะไมลืม โปรดตอบคําถามตอไปนี้ดวยความตั้งใจจริงจัง และทําบอย ๆ ใหเปนระยะ ๆ สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริง ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… โปรดหาสมุดสวนตัวมาสักเลมหนึ่ง ตั้งชื่อมันวา “สิ่งที่ฉันไมตองการ” แลวเขียนพวกมันออกมา ระบุออกมาใหชัดเจน แลวสมองของพวกเรามันจะฉลาดขึ้นวาอะไรกันแนที่มันตองถอนตัวออกหาง เมื่อพวกเราไดทําขั้นที่ 1 แลว เราตองเปลี่ยนทุกรายการในขั้นที่ 1 ใหเปนสิ่งที่ตรงกันขามซึ่งมันก็คือขั้นตอนที่ 2 นั่นเอง2. ระบุสิ่งที่ตองการอยางแทจริงหลังจากที่ไดทําขั้นตอนแรกไปแลว มันก็งายเหมือนปอกกลวยเขาปาก เพราะเราก็แคเปลี่ยนใหเปนตรงกันขามเสีย แลวมันก็จะกลายเปนสิ่งที่พวกเราตองการ เชน ถาความยากจนเปนสิ่ง 126
    • ที่ไมตองการที่บันทึกไวในขั้นตอนที่ 1 พวกเราก็แคเปลี่ยนใหมันกลายเปนคําวา “ความสุข”และนําคําวา “ความสุข” มาจดบันทึกไวในรายการของสิ่งที่เราตองการอยางแทจริงในขั้นตอนที่ 2 งาย ๆ แคนี้เอง เอาละ ชวยบอกตัวเองกันหนอยวาอะไรกันแนคือสิ่งที่พวกเราตองการอยางแทจริง สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ…. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. สิ่งหนึ่งที่พวกเราตองระวังคือ สิ่งที่เราตองการตองเปน “คําบอกเลา” หามใชคําปฏิเสธหรือการปฏิเสธซอนกันสองครั้ง เชน “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ ความร่ํารวย” ประโยคนี้ถูกตอง แตอยาพูดวา “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ ไมยากจน” ประโยคนี้ผิดเพราะวามันมีคําวา “ไม” อยูในนั้นตัวอยางตอไปเชน “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ อายุยืน” ประโยคนี้ถู ก ต อ ง แต อ ย า พู ด ว า “สิ่ ง ที่ ฉั น ต อ งการอย า งแท จ ริ ง คื อ ไม อ ยากตายเร็ ว ” ประโยคนี้ ผิ ดเพราะวามีคําวา “ไม” อยูในนั้น ตัวอยางสุดทาย “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ การมีคนรักที่รูใจ” ประโยคนี้ถูกตอง แตอยาพูดวา “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ การไมไมมีคนรักที่รูใจ” ประโยคนี้ผิดเพราะดันไปพูดซะฟงยากดวยการใชคําวา “ไม” ถึงสองตัวติดกัน (ปฏิเสธซอนปฏิเสธ) ผมทราบดีวาคนที่ชอบพูดแบบปฏิเสธซอนปฏิเสธนั้นคงมีไมมาก แตผมอยากขามรายละเอียดนี้ไปเพราะวาคนทั่วไปไมรูถึงอันตรายของมันที่ผมจะเลาใหฟงเดี๋ยวนี้เลย เมื่อไหรที่พวกเราพูดวา “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือความร่ํารวย” กฏแหงการดึงดูดจะดึงดูดคําที่เรา “ตองการ” เขามาหาเรามาก ๆ ซึ่งในที่นี้คือความร่ํารวย แต…แต…แต…แต…แตเมื่อไหรที่พวกเราพูดวา “สิ่งที่ฉันไมตองการอยางแทจริงคือความยากจน” กฏแหงการดึงดูดคําที่เรา “ไมตองการ” เขามาหาเรามาก ๆ ซึ่งในที่นี้ก็คือความยากจน นี่คือคําอธิบายวาทําไม 127
    • คนจํานวนมากถึงมักไดแตสิ่งที่พวกเขาไมตองการอยูเรื่อย เพราะวาพวกเขาพูดผิดวิธีนั่นเองพวกเราจะแปลกใจไหมถาผมจะบอกวาการพูดวา “สิ่งที่ฉันไมตองการคือความยากจน” คือการพูดที่ยิ่งทําใหยากจนเขาไปใหญ เมื่อเราไมอยากยากจน แลวมันเรื่องอะไรถึงไปพูดถึงคําวา “ยากจน” ใหโสตประสาทมันไดยิน ทําไมไมทําใหเรียบงายโดยพูดวา “สิ่งที่ฉันตองการคือความมั่งคั่งร่ํารวย” เสียละ คราวนี้โสตประสาทของเราจะไดยินคําวาอะไร… ก็ความมั่งคั่งร่ํารวยไง!!! เอาละ ตอนนี้พวกเราทุกคนตางเขาใจดีแลว พวกเราไปตอบคําถามใหตรงประเด็นดวยประโยคบอกเลากันอีกครั้ง ผมรูวาพวกเราไดทํามาหนึ่งครั้งแลว แตทําอีกสักหนึ่งครังเถอะ ้เพื่อความชัวรจากขั้นตอนที่ 1 มันทําใหฉันรูวา สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ…. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………..3. จงทําใหตนเองรูสึกดีกับสิ่งที่ตองการเคล็ดลับสุดยอดในการดึงดูดสิ่งที่เราตองการก็คือ การที่เราสามารถรูสึกดีกับสิ่งที่เราตองการตราบใดที่ เ รารู สึก แย กั บสิ่ ง ที่เ ราต อ งการ ตราบใดที่ เ รารู สึก แยกั บสิ่ ง ที่เ ราตอ งการ มั น จะกลายเป น เรื่ อ งยากแสนยากไปในทั น ที คิด ดูสิว า ทํ า ไมคนที่ย ากจนถึง รวยได ย ากนั ก ยากหนา…. ทุกครั้งที่พวกเขาคิดถึงคําวา “ร่ํารวย” พวกเขารูสึกวาตื่นเตนหรือหดหูละ แหงอยูแลววาหดหู ความหดหูเปนความรูสึกที่ดีไหมที่มอบใหกับคําวา “ร่ํารวย” ถามโง ๆ … เด็กอมมือยังรู เ ลยว า ไม แต นั้ น แหล ะ คื อ ป ญ หาของคนทั้ ง โลกกล า วคื อ ทั้ ง ๆ ที่ รู ว า การรู สึ ก แย กั บ สิ่ ง ที่ตองการไมชวยอะไรเลยนอกจากทําใหสถานการณเลวรายลงไปอีก แตมันก็ทําใจไมไดที่จะให 128
    • รูสึกดีกับสิ่งที่ตัวเองยังไมมี ผมอยากใหพวกเราอานตรงนี้ดวยความระมัดระวัง ผมกําลังบอกวา แมมีเหตุผลในตัวมันเองที่คนเราจะรูสึกทอใจ หดหูใจ หรือรูสึกแยเมื่อนึกถึงสิ่งที่อยากไดและรูวามันชางยากเหลือเกิน แตการรูสึกแยอยางนั้น…ไดกลายเปนอุปสรรคที่ขัดขวางการไดรับในสิ่งที่ตองการ คนทั่วไปมักโทษทุกสิ่งทุกอยางวาทําใหพวกเขาลําบากยากไร แตยกเวนไวสิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะไมโทษ… นั่นก็คือการที่พวกเขารูสึกแยกันทั้งปทั้งชาติ ทําไมคนยากจนจะราเริงไมไดละ? ทําไมตองเอามารวมกันอยูเรื่อยละระหวางความยากจนกับความราเริง? ผมขอบอกไวตรงนี้ ว า หากคนยากจนหัน มารา เริงและทํา จิตใจใหผองแผว กันไดทั้ง ปทั้ง ชาติเมื่อไหรละก็ ความยากจนของพวกเขาจะถูกขับไลออกไปจนสิ้นซาก พวกเราหลายคนอาจคิดวามีหลายปจจัยที่ทําใหตนเองยังลําบากอยู แตถาจะโทษอะไรสักอยางหนึ่งที่เปนตัวการเหนือสิ่งอื่นใด มันก็คือความรูสึกของพวกเราเองผมขอแนะนําใหโทษความรูสึกของตนเองวาเปนสาเหตุใหญที่ชางตอเนื่องยาวนานอยางไมนาเชื่อที่เปนปจจัยใหญสุดในการชักนําแตเรื่องไมดีเขามาหา ผมอยากใหขอคิดวามันเหมือนกับกฏแหงการหวานและการเก็บเกี่ยวนั่นแหละกลาวคือมันตองหวานเมล็ดกอนแลวเก็บเกี่ยวผลผลิตในภายหลัง มีแตคนเสียสติเทานั้นที่ขอเก็บผลผลิตกอนแลวจะหวานชดใชใหภายหลัง ก็เชนกันสําหรับการดําเนินชีวิตที่ดีที่สุด กลาวคือ.. จงหวานเมล็ดแหงจิตใจที่ผองแผวออกไปกอน แลวจะไดเก็บเกี่ยวความสุขในทันที แถมยังจะไดรับสิ่งปราถนาในภายหลัง แตมีอยางที่ไหนที่คนจํานวนมากหวานเมล็ดแหงความหดหูออกไปกอน แลวแอบหวังวาจะไดรับความสุขกับสิ่งที่ปราถนาในภายหลังฉะนั้นสิ่งที่ไดก็คือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในทันที และผลักไสสิ่งที่ตองการออกไปไกลลิบโลก…บาชมัด ฉะนั้ นโปรดรูไว วา วิธี การดําเนิน ชีวิตดวยอารมณเชิงลบในทุกรูปแบบนั้น ไดถูกกระทําโดยคนสวนใหญบนโลกซึ่งใหหลักฐานที่พิสูจนใหเห็นแลววา… มันไมไดผล ไมทําใหความสุขและความสําเร็จเปนเรื่องที่งายขึ้น ไมเพิ่มโอกาส เสียเวลาไปโดยเปลาประโยชน และเปนโทษสถานเดียวเทานั้น แตดวยความโชคราย พวกเขาจํานวนมากไมไดยุติพฤติกรรมเหลานั้นเลย ตรงกันขาม พวกเขาคิดเพียงแงเดียววา ก็มันสมเหตุสมผลแลวนี่ที่คนอยางฉันหรือคนอื่นที่เจออยางฉัน มันก็ตองคิดลบทั้งนั้นแหละ มันคลายการประชดชีวิตที่ไมควรทําเลยและโชครายอีกประการหนึ่งก็คือ บางทีพวกเขาก็ไมรูวาการทําตัวแย ๆ อยางนั้นคือกลยุทธที่ไมไดผล ในกรณีนี้นับวานาเห็นใจมาก ผมหวังวาพวกเขาจะไดอานหนังสือเลมนี้บางทีพวกเขาอาจเปลี่ยนใจก็ได ฉะนั้น พวกเราตองหันมาดําเนินชีวิตประจําวันดวยการทําใหตนเองรูสึกดี (มาก ๆ )กับสิ่งตาง ๆ ที่พวกเราตองการที่ไดเขียนไวแลว โปรดจําไววา ตอไปนี้ประเด็นที่เราตองสนใจอยูเสมอมีอยูสองเรื่องคือ มันตองเปนสิ่งที่เราตองการเทานั้น และความรูสึกที่เรามอบใหกับ 129
    • มันตองดีเทานั้น กฏมีอยูวา “วิธีดึงดูดสิ่งที่เราตองการนั้น ใหหาวิธีที่เราจะเขาไปมีความรูสึกดีกับสิ่งที่เราตองการเสมอ แลวเราจะไดมัน” และทั้งหมดที่พวกเราจะไดอานตอไปอีกมากมายนั้น คือวิธีตาง ๆ ที่จะทําใหพวกเรารูสึกดีกับสิ่งที่เราตองการ ไปกันเลยเถอะ 130
    • บทที่ 4การตั้งปณิธานกับสิ่งที่ตองการสิ่งหนึ่งที่พวกเราตองระวังจริง ๆ คือ ไมวาเราจะใชถอยคําวาอะไรก็ตาม แตพวกเรารูสึกจริง ๆ กับสิ่งที่เราตองการอยางไรกันแน แมวาพวกเราไดใชคําที่ถูกตองเชนวา “ฉันอยาก…” หรือ “ฉันตองการ…”หรือ “ฉันปราถนา…” แลวก็ตาม แตถาลึกลงไปภายในตนเองกลับรูสึกแย เชน “ใชวาฉันอยาก แตวามันเปนไปไมไดนี่” หรือ “ใชสิที่ฉันตองการ แตฉันไมมีปญญานี่” ในกรณีเชนนี้จะทําใหสิ่งที่เราตองการโบยบินหนีไปเพราะฤทธิ์เดชของคําคําหนึ่งที่เกินมา นั่นคือคําวา “แต” ที่ไปปรากฏอยูในประโยคที่เราพูด คําวา “แต” ทําใหเรารูสึกแยกับสิ่งที่เราตองการไดทุกครั้ง และประโยคที่เราใชแลวถูกตองจะตองมีลักษณะดังนี้ “ฉันตองการ… และ…” เทานั้น เชน “ฉันตองการความมั่งคั่งร่ํารวยและฉันกําลังทุมเทความพยายามทุกอยางเพื่อมัน” มีแตคําวา “และ” เทานั้นที่ใชแลวโอเคพวกเราจึงตองฝกใช “และ” ใหบอย ๆ จนติดนิสัย คําวา “และ” เปนคําที่ดีในทุกเรื่องก็วาได และเพื่อที่จะยิ่งเพิ่มพลังแหงความรูสึกดี พวกเราตองหาทางที่จะลดเสียงตอตานภายในใจของพวกเราใหจงได มีวิธีหนึ่งที่ดีมากคือการเปลี่ยนถอยคําอีกนิดหนอยโดยตอไปนี้ผมขอใหพวกเราใชคําวา “ฉันขอตั้งปณิธานวา…” แทนคําวา “ฉันตองการ…” ในทุกประโยคที่พวกเราจะพูด โดยขณะที่พูดใหสวมวิญญาณที่เต็มเปยมไปดวยความรูสึกของพวกเราลงไป ขอใหพูดอยางจริงจัง หรือจะตะโกนไดจะยิ่งดีใหญ เชน ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะทํางานของฉันดวยความรูสึกที่ดีและดีขึ้น ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเอาใจใสคนที่ฉันรักดวยความรูสึกที่ดี ขึ้นและดีขึ้น ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะดูแลสุขภาพของตัวฉันเองดวยความรูสึกที่ดีขึ้น และดีขึ้น ฉันตั้งปณิธานวา ฉันจะสรางฐานะใหมั่งคั่งร่ํารวยดวยความรูสึกที่ดีขึ้น และดีขึ้นขอใหพวกเราพูดกับตนเองบอย ๆ แลวเราจะกลายเปนคนในแบบที่เราพูด เราจะดึงดูดในสิ่งที่เราใหความรูสึกกับมัน และไดรับในสิ่งที่เราไดตั้งปณิธานไว พวกเราไปดูตัวอยางเพิ่มเติมกันเถอะ ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันมีความสุขกับทุกสิ่งที่ฉันทํา ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะทําทุกสิ่งดวยความรักและสนุก ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเปนคนที่ราเริง และยิ้มแยมแจมใส ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะมีรูปรางดีและแข็งแรง ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะอยูกับความสุขแทนความกลัว ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะรูสึกชื่นชมยินดีกับชีวิต 131
    • ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเบิกบานใจและผองใสทุกวัน ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะยิ้มและเริงรําไปกับชีวิต ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเกษมสําราญกับชีวิตนี้ ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะซื้อรถใหมในปนี้ ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเปนสุดยอดนักขายดาวจรัสแสง ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเปนเศรษฐีผูมีความสุข ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะอายุยืนถึงรอยป การตั้งปณิธานคือวิธีสรางความรูสึกดีวิธีหนึ่ง ลําดับตอไปผมจะพาพวกเราไปรูจักกับวิธีที่สองในการสรางความรูสึกดีเพื่อดึงดูดสิ่งที่เราตองการ 132
    • บทที่ 5เขียนบทใหมใหตรงกับที่เราอยากใหมันเปนเทคนิคการสรางความรูสึกดีที่มีพลังมหาศาล คือ “การเขียนบทใหม” กับ “ทุกเรื่อง” ใหตรงกับ “สิ่งที่เราอยากใหมันเปน หรืออยากใหมันเกิด” โปรดสังเกตคําวา “ทุกเรื่อง” มันแปลวาเชนนั้นจริง ๆ ไมวามันจะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม พวกเราก็สามารถใชเทคนิคนี้ได สวนการเขียนใหตรงกับ “สิ่งที่เราอยากใหมันเปน หรืออยากใหมันเกิด” นั้นก็มีความหมายตามคําพูดเปะเลย กลาวคือ เราไมสนวาตอนนี้ความเปนจริงคืออะไร เราสนแตวาเราอยากใหสิ่งตาง ๆ กลายเปนอะไรเปลี่ยนไปอยางไร และเราอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในอนาคต เอาละไปดูตัวอยางที่ผมเขียนบทใหมใหกับภรรยาของผมกันดีกวาตัวอยางการเขียนบทใหมใหกับภรรยาของผม ภรรยาของผมนั้น เธอเปนคนที่…. เธอราเริงและมีความสุขมาก เธอดูแลตัวเองไดเปนเลิศ เธอเกงมากขึ้น และมากขึ้น เธอเฉลียวฉลาด เธอสุขภาพดีและแข็งแรงมาก เธอใจดี และสรางสรรค เธอไดพบแตเรื่องดี ๆ เธอรักลูกและสามีเปนที่สุด เธอเปนภรรยาที่ยอดเยี่ยมคุณผูอานที่รัก เทคนิคที่ผมเขียนบทใหมใหกับภรรยาของผมนั้น มีรายละเอียดที่ผมจะอธิบายอีก 3ประเด็นคือ 1. ผมไมไดสนใจวาภรรยาของผมนั้น… จริง ๆ แลวตอนนี้เปนคนแบบไหน แตสิ่งที่ผมเขียนคือสิ่งที่ผมปรารถนาจะใหมันเกิดขึ้นในอนาคต คือสิ่งที่ผมเอยากใหเปนไป ตามที่ผมเขียน ฉะนั้น เทคนิคใหเขียนเฉพาะสิ่งที่อยากใหเปนโดยยังไมตองสนใจวาจะเปน ความจริงไปตามนั้นไดอยางไร ขอสําคัญ อยาไดเขียนสิ่งที่ไมอยากใหเกิดขึ้นเปนอันขาด 133
    • 2. เนื่องจากวามันคือสิ่งที่ผมอยากจะใหมันเกิดขึ้น มันจึงเปนเรื่องของผม… ไมใช เรื่องของภรรยา โปรดอยาสับสนและงงกับตรงนี้นะครับ สิ่งที่ผมตองการ (ไมวาเรื่องอะไรก็ตาม) แมวาจะ เกี่ยวกับคนอื่นก็ตาม แตตราบใดที่มันเปนความตองการของผม… ยอมตองถือวาเปนเรื่องของ ผมวันยังค่ํา ฉะนั้น คนที่จะไดอานมันจึงไมใชภรรยาของผม แตคือตัวผมเองที่เปนคนเขียน ผม ขอย้ําวาผมหามใหภรรยาของผมอานเปนอันขาด ผมเปนคนเขียน ผมจึงตองเปนคนอาน และ จะวาไปแลว ผมมีสิทธิ์อะไรจะไปใหคนอื่นเขาเปลี่ยนแปลง!!! ผมมีสิทธิ์แคปรารถนาเทานั้น 3. ผมจะอา นมั นตอนเช า และกอนนอน โดยใสความรูสึก ดีล งไปมาก ๆ กับทุก ประโยคที่ผมอาน เพราะวามันคือสิ่งที่ผมตองการนี่แหละคือเทคนิคที่มุงเนน มุงนึก มุงคิด มุงอานแตสิ่งที่ผม ตองการผมเชื่อวาจะเกิดแรงดึงดูดใหภรรยาของผมคอย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเปนคนในแบบที่ผม ไดเขียนบทไวทุกประการโดยไมมีการบังคับกันเปนอันขาด ตอนนี้ พ วกเราคงพอมี ไ อเดี ย บ า งแล ว ว า จะเขี ย นบทใหม ใ ห กั บ ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย า งได อยางไร จงหาสมุดสวนตัวสักเลมหนึ่งที่ตัวเราเองเทานั้นจะเขียนใหตรงกับสิ่งที่เราตองการให มันเกิดขึ้นในอนาคตหากคิดไมออก ผมขอแนะนําใหเขียนในลักษณะที่เลอเลิศที่สุดเทาที่เรา จะสามารถคุณแมของฉันเปนคนที่……...........................................................................................................…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………คุณพอของฉันเปนคนที่…………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………สามีของฉันเปนคนที่……………………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ภรรยาของฉันเปนคนที่…………………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………………………… 134
    • ……………………………………………………………………………………………………………ลูกของฉัน(ระบุชื่อ) เปนคนที่……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………เจานายของฉันเปนคนที่………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ธุรกิจของฉันเปนธุรกิจที่…………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ตัวฉันเองเปนคนที่………………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………โครงการใหมของฉันเปนโครงการที่……………………………………………………………………....…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………สุนัขตัวโปรดของฉันเปนสุนัขที่…………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………รถเกงของฉันเปนรถที่…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………เพื่อนของฉัน (ระบุชื่อ) เปนคนที่………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ลูกคาของฉันเปนลูกคาที่…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… คุณผูอานที่รัก ไมวาจะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม หากมีสตินึกได ขอใหพวกเราเขียนบทใหมใหกับพวกมันทั้งหมดเสมอ ผมไดบอกไวแลววาเมื่อเราเขียนเอง เราตองอานเอง อยาใหคนเกี่ยวของที่ 135
    • อยูในขอความที่เราเขียนถึงไดอานเปนอันขาด และเพื่อยืนยันสิ่งนี้ ผมจะยกตัวอยางสองเรื่องที่นาขันใหฟง สมมติวาผมเขียนบทใหมใหกับรถของผมวา “โอ… เจารถของขา เจาชางเปนรถที่มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเหลือเกินเกาะถนนเปนเลิศ เจารับใชขาอยางซื่อสัตยและทนทานอยางหาที่เปรียบไมได”ถามจริง… รถของผมมันอานหนังสือที่ผมเขียนออกหรอ!!! ฉะนั้น มันไมมีวันไดอานหรอก แตผมก็เชื่อวามันจะเปนไปตามนั้น และนี่คืออีกตัวอยางหนึ่ง “โอ เจาหมานอยของ เจาคือสุนัขที่ฉลาดล้ําลึก เจาไดชวยดูแลบาน และระแวดระวังตอคนแปลกหนาไดอยางยอดเยี่ยม และแมแตการเหา เจาจะเหาเทาที่จําเปนและเหมาะสมเทานั้น มีแตสุนัขที่แสนรูอยางเจาเทานั้นที่ทําไดถึงขนาดนั้น” ถามจริง…หมาของผมจะอานขอความที่ผมเขียนไดหรือ? ฉะนั้น ผมจึงตองอานเองโดยใสความรูสึกวาหมาของผมจะเปลี่ยนแปลงไปตามที่ผมเขียน พวกเราอาจแยงวา “แลวมันจะเปนไปไดไง?” สหายที่รักทุกสิ่งเปนไปไดไมใชแคความคิด… แตดวยความรูสึก ฉะนั้นเวลาอานจึงตองใสความรูสึกเขาไปมาก ๆ และที่ผมกลาวมาทั้งหมดนี้… ไมใชเรื่องลอเลน เจาหมาตัวนั้นเปลี่ยนไปตามที่เขียนบทไว ผมดึงดูดใหมันเกิดไมใชแคความคิด แตดวยความรูสึก ย้ําดวยความรูสึก 136
    • บทที่ 6เปลี่ยนจากคิดมาเปนรูสึกหากพวกเราอยากดึงดูดสิ่งที่ตองการใหเขามาหาเร็วไว แคคิดถึงสิ่งที่ตองการนั้นยังไมเร็วพอ แตตองคิดดวยความรูสึก ฉะนั้น แทนที่เราจะพูดวา “คิด” ซึ่งมักทําใหพวกเราลืมวาตองใสความรูสึกที่เขมขนหรือแรงกลาเขาไปดวย เราจึงตองหาวิธีที่ไมลืมดวยการเปลี่ยนไปใช คําวา “รูสึก” แทนคําวา “คิด” การที่เราจะไดอะไรเขามาในชีวิตของเรานั้น ยิ่งเรารูสึกถึงมันไดมากเทาไหร ยาวนานมากเทาไหร เราจะตองไดมันมาอยางไมตองสงสัย ยกตัวอยางในยามที่เราสังหรณใจวาจะมีบางสิ่งบางอยางเกิดขึ้นรับรองไดเลยวาจะเปนไปตามนั้น เพราะวาลางสังหรณคือความรูสึกที่ชัดและแรงกลาที่สุดในบรรดาความรูสึกทั้งหลายที่พวกเราจะสามารถรูสึกได นาเสียดายที่เราไมเขาใจถึงพลังแหงความรูสึก พวกเราจึงดึงดูด แมแตสิ่งที่ไมตองการเขามาหาโดยไปรูสึกในเชิงลบมากเกินไป ในภาษาของเรานั้นผมอยากแนะนําใหลองหัดพูดใหมหมดเลยดวยการแทนที่ทุกตําแหนงของคําวา “คิด” ดวยคําวา “รูสึก” แลวพวกเราจะแปลกใจวาเราสามารถตอบคําถามหรือเขาใจสภาพความเปนจริงไดมากขึ้นอยางไมนาเชื่อยกตัวอยางเชน“ตอนนี้ฉันคิดอะไรอยู?” เปลี่ยนเปน “ตอนนี้ฉันรูสึกอะไรอยู”“ฉันคิดยังไงกับตัวฉัน?” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกยังไงกับตัวฉัน”“ฉันคิดอยางไรกับการเรียนของฉัน?” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับการเรียนของฉัน?”“ฉันคิดอยางไรกับงานของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับงานของฉัน”“ฉันคิดอยางไรกับเพื่อนรวมงานของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับเพื่อนรวมงานของฉัน”“ฉันคิดอยางไรกับสุขภาพของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับสุขภาพของฉัน”“ฉันคิดอยางไรกับลูกของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับลูกของฉัน?”“ฉันคิดอยางไรกับปญหาของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับปญหาของฉัน?”“ฉันคิดอยางไรกับ…?” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับ…? ดวยการตอบคําถามไปตามความรูสึกจะงายกวาการพยายามคิด และการบานขางลางตอไปนี้ผมออกแบบมาใหพวกเราโดยเฉพาะเพื่อฝกสรางความรูสึกแทนการคิด ผมรับประกันวาพวกเราจะเปลี่ยนแปลงการมองทุกสิ่งในโลกนี้ไปอยางมหาศาลเชนกัน สวนสิ่งที่พวกเราตองการนั้นไมตองหวงความรูสึกของเราจะดึงดูดพวกมันใหเขามาหาเราไดเร็วกวาที่เราคาดไว ขอใหพวกเราทําการบานตอไปนี้โดยใชความรูสึกใหมาก ๆ 137
    • เทาที่ผานมา โดยรวมแลว คุณรูสึกอยางไรกับตัวคุณเอง? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมาคุณรูสึกอยางไรกับรูปรางหนาตาของคุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา คุณรูสึกอยางไรกับหนาที่การงานของคุณและคุณรูสึกอยางไรกับบริษัท และ เพื่อนรวมงานของคุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา คุณรูสึกอยางไรกับฐานะทางการเงินของคุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา ถาคุณมีครอบครัวของตนเองแลว คุณรูสึกอยางไรกับสมาชิกทุกคนในบานของ คุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา คุณรูสึกอยางไรกับสุขภาพของคุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา คุณรูสึกอยางไรกับผูคน สังคม สิ่งแวดลอม ประเทศชาติ และโลกใบนี้? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เมื่อพวกเราไดตอบคําถามเหลานี้ไปตามความรูสึกแลว สิ่งที่ตองรูคือพวกเราไดดึงดูดทุกสิ่งเขามาพัวพันในชีวิตของพวกเราไปตามความรูสึกตาง ๆ เหลานั้น หากวารูสึกดีอยูแลว โอ.. นั่นชางเปนโชคโดยไมรูตัว แตถาพวกเรารูสึกไมดี ผมขอรองใหคอย ๆ ปรับใหรูสึกดี แลวเราจะเปลี่ยนวิธีดึงดูดสิ่งตาง ๆ ไปในทันที กลาวอยางสั้น…. วิธีที่เรารูสึกนั่นแหละ คือวิธีที่เราดึงดูด 138
    • บทที่ 7จัดเตรียมสิ่งที่จะขอบคุณไวเสมอขณะนี้เรายังอยูในขั้นตอนที่สามที่ใหสรางความรูสึกดีกับทุกสิ่งที่เราตองการ แตถาเราอารมณเสีย เราจะรูสึกดีกับสิ่งตาง ๆ ไดอยางไร? เมื่อเราอารมณเสีย เราอยาไปโกรธวา “ก็รูอยูแลววาอารมณเสียจะดึงดูดเรื่องไมดี แลวยังอารมณเสียอีก นาโมโหตัวเองจริง ๆ” แตตราบใดที่พวกเรายังไมไดรูแจงแลวไซรมันยอมตองมีอารมณเสียกันบางเปนธรรมดา ฉะนั้น การที่เรารูสึกแยยังไมใชประเด็นที่สําคัญที่สุด แตประเด็นที่สําคัญกวาคือเราจะพลิกกลับมาอารมณดีใหเร็วที่สุดเทาที่จะเปนไปไดไดอยางไร? วิธีหนึ่งที่ดีม ากคื อ การหาทางยา ยความสนใจออกจากสภาวะอารมณ เ สียแลว ไปสนใจสิ่ ง อื่น ชั่ ว คราวและเพื่อที่จะไดรูสึกดีไดไว เราจะสนใจสิ่งอื่นในลักษณะของการขอบคุณขอใหพวกเรานึกถึงอะไรก็ได เชนดวงตาของเรา แวนตาของเรา ขาของเรา มือของเรา เสนผมของเรา เสื้อผาที่สวมใสอยู ปายบอกทางบนถนนที่เราขับรถผาน ตนไมหรือดอกไมขางทาง น้ําประปา กระแสไฟฟา ถนนหนทาง หรือใครสักคนที่เราอยากขอบคุณ เมื่อเราหันไปสนใจสิ่งอื่น เราจะสนใจอารมณที่เสียอยูนอยลง และยิ่งเราไปสนใจสิ่งอื่นในลักษณะที่ระลึกคุณหรือขอบคุณมัน นั่นจะยิ่งทําใหเรารูสึกดีขึ้น ทั้งนี้เพราะวาเรามีสองสภาวะซอนทับกันในเสี้ยววินาทีเดียวกันไมได ฉะนั้น แทนที่จะมุงเนน เรื่องเดิมที่ทําใหเราอารมณเสีย เราตองตั้งสติใหไวโดยรีบหาอะไรสักอยางเพื่อขอบคุณมันในใจทันที หากทําดังนี้ ภายในเวลาอันสั้นเราจะพบวาเรารูสึกดีขึ้นมาก นี่หมายความวาเราพลิกสถานการณกลับมาสูสภาวะที่ใหพลังดึงดูดสิ่งดีแทนสภาวะที่ใหพลังงานในการดึงดูดสิ่งเลว การที่เรารูสึกดีขึ้นทีละนิดนั้นคือความสําเร็จอยางแทจริงและมีคายิ่ง ขอใหผมเตือนใจพวกเราอีกครั้งวา ภารกิจใหญในชีวิตของพวกเรา คือการดําเนินชีวิตดวยความราเริง ปติยินดี และเปยมสุขพวกเราเพียงดํารงสภาวะนี้ไว และยามใดที่หลุดออกไปจากเสนทางนี้ สิ่งที่พวกเราตองทําคือการกลับเขาสูเสนทางนี้ใหเร็วที่สุดเทาที่จะทําได จงอยาปลอยใหตนเองออกนอกเสนทางนานเกินไป หาไมแลวพวกเราจะเดือดรอนกับการกวักมือเรียกสิ่งเลว ๆ เขามาหาตนเองอยางไมหยุดหยอน สิ่งที่เราจะเตรียมไวขอบคุณในยามที่เราอารมณเสียนั้น อาจ เปนอะไรก็ไดทั้งนั้น โปรดรูวาแมแตของเล็กนอยที่ดูราวกับวาไมสําคัญเลย เชน กระดาษเปลาสักหนึ่งแผน แตเมื่อเราขอบคุณมันเราจะพบถึงความออนโยนภายในจิตใจของเรา และเราจะรูสึกดีขึ้นอยางนาอัศจรรยใจ วิธีนี้ผมไดปฏิบัติมาแลว ไดรับรูถึงพลังของมันอยางชัดเจน ผมขอรับประกันวามันเปนเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสูงมากอนึ่ง การขอบคุณ…พวกเราไมจําเปนตองรอใหอารมณเสียแลวคอยทําหรอกนะ ผมขอแนะนําใหทําในทุกเชาและกอนนอน ทําสักครั้งละหาถึงสิบนาที แลวพวกเราจะพบวา วันนั้นไดกลายเปนวันที่พิเศษไปทั้งวัน ดังนั้น นอกจากการขอบคุณจะสามารถแกไขสถานการณอารมณเสียไดแลว เราสามารถใชมันไดทุกเวลาและสถานที่อีกดวย มันเปนสิ่งที่ใหประโยชนอยางเดียวเทานั้น หาขอเสียไมไดเลย 139
    • บททื่8วิธีสรางความรูสึกดีแบบอื่น ๆนอกจากที่ไดกลาวมาแลว ผมขอแนะนํากิจกรรมตอไปนี้ที่ลวนแลวแต ยอดเยี่ยมไรเทียมทานทั้งสิ้นขอใหพวกเราฝกทําไปตามความชอบก็แลวกัน สวนตัวผมเองนั้น ไดทําทุกอยางที่ผมจะกลาวตอไปนี้ ไปยืนที่หนากระจก ยิ้มใหกวาง ๆ เปนเวลา 1 นาที ใหทําวันละ 3 ครั้ง (ควรเปดเพลงเพื่อสราง บรรยากาศ) กลามเนื้อ 80 มัดบนใบหนาจะถูกฝกใหแสดงออกวามีความสุขอยางอัตโนมัติ (จงเลิกทําตัวเปนเสือยิ้มยากหรือคนหนาเฉยชาเสียที) ฮัมเพลง รองเพลง ปรบมือ ดีดนิ้ว ผิวปาก เตนรํา หรือดิ้น โดยเฉพาะการดิ้นกับเพลงมันส ๆ ผมบอกไดเลยวา เพียงยี่สิบนาที… ทุกอยางจะเรียบรอย วิ่งกระโดด… ขอใหลองกึ่งวิ่งกึ่งกระโดดสลับขาไปมาอยางที่พวกเราเคยทําตอนเด็กดู เราจะ รูสึกวาสนุกมากทีเดียว ทําการเคลื่อนไหวที่ทรงพลัง กลาวคือใหเจตนาเคลื่อนไหวใหเร็ว ๆ สั่นมือไว ๆ ปรบมือแบบ ปะทะแลวกระชากออกจากกันใหเร็วที่สุด หรือวิ่งอยางเร็วจี๋ (แตตองไมเร็วจนหัวใจวายนะ ครับ) หัวเราะใหดังมาก ๆ โปรดจําไววา บางครั้งการทําตัวราวกับคนบาและไรสาระ คือการมีสาระ ทํ า อะไรก็ ไ ด ที่ มั น น า ขั น อะไรก็ ไ ด ที่ มั น ตลก อะไรก็ ไ ด ที่ มั น นอกกรอบ (ที่ ช าวบ า นเขาไม เดือดรอนนะ) และหากวาไมมีอะไรไดผลเลยแมแตอยางเดียว (ซึ่งไมนาจะเปนไปได) งั้นขอใหแคยิ้มไป เรื่อย ๆ แคยิ้มแลวทุกอยางจะโอเคแคยิ้มแลวทุกอยางจะเรียบรอย แมรูวาฝนยิ้มก็ไมเปนไร ให ยิ้มตอไปอีกเดี๋ยวจะดีเอง อีกเดี๋ยวการฝนจะหมดไป อีกเดี๋ยวจะไดความรูสึกดีกลับคืนมา และ วิธีนี้ใชไดในทุกสถานการณ ทุกเงื่อนไข ทุกโอกาส ทุกสถานที่ และทุกเวลา 140
    • บทที่ 9พวกเราทําอยางไรแลวดีขึ้นนอกจากที่ไดกลาวมาแลว พวกเราทุกคนตางมีกลยุทธ เทคนิค และวิธีการสวนตัวในการสรางอารมณดีและปราบอารมณรายดวยกันทั้งนั้นแหละ ดังนั้นวิธีการเหลานั้นยอมตองรวมเขาไปดวย เอาละ บอกผมหนอยสิวา เมื่อพวกเราอารมณเสีย พวกเราทําอยางไรกันบางถึงไดอารมณดีขึ้น (เชน ฉันออกไปช็อปปง)…………………………… …………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… พวกเราที่รัก อะไรที่มันเคยไดผลมาแลว ก็ขอใหทําตอไปอะไรที่ยังไมเคยลองทําที่แนะนําไวในหนังสือเลมนี้ ก็ลองฝกฝนดู เปาหมายของเราคือการสรางความรูสึกดีกับทุกสิ่งที่เราตองการและการแก ไขยามอารมณ เ สีย ใหก ลับมาอารมณดี ไดเ ร็วไว บัดนี้พวกเรากํ า ลัง ก าวไปสูขั้น ตอนที่สี่ซึ่ งตอนสุดทายของวิธีดึงดูดสิ่งที่เราตองการแลว ไปตอกันเลยครับ 141
    • บทที่ 10ขั้นที่ 4 ปลอยใหมันเกิดขึ้นพวกเราไดศึกษาเรื่องวิธีดึงดูดสิ่งที่เราตองการผานไปแลวถึงสามขั้นตอนและเพื่อกันลืม ผมจะทบทวนใหอีกครั้งดังนี้ 1. จงระบุออกมาใหชัดวาอะไรคือสิ่งที่พวกเราไมตองการ 2. จากนั้น จงเปลี่ยนสิ่งที่ไมตองการในขอหนึ่งใหกลายเปนสิ่งที่ตองการ 3. ใหดําเนินชีวิตประจําวันดวยการทําใหตนเองรูสึกดี (มาก ๆ ) กับสิ่งตาง ๆ ที่เรา ตองการในขอสอง บัดนี้เรากําลังเขามาสูขั้นตอนที่สี่ซึ่งเปนขั้นตอนสุดทายแลว 4. หลักการของขั้นที่4 มีอยูวา ใหเราทําตัวพรอมกับดําเนินชีวิตตอไปอยางราเริง ที่สุดเทาที่จะทําได และในระหวางนั้น ใหเชื่อวาสิ่งที่พวกเราตองการกําลังอยูบนเสนทาง ของมันที่ตรงดิ่งมาหาเรา และเราเองก็เชนกันที่กําลังอยูบนเสนทางที่ตรงดิ่งไปหามัน เรา และมันกําลังดึงดูดซึ่งกันและกัน จงใหเวลาเพื่อปลอยใหมันบังเกิดขึ้นโดยไรความกังวลจง ราเริงใหมาก ๆ เสมอ เมื่อเราไดทําถูกมาถึงสามขอแลว เปรียบไดกับเราไดหวานเมล็ดพันธุไปแลว ดังนั้นมันจะมีเวลาทิ้งชวงจํานวนหนึ่งกอนที่เราจะไดเก็บเกี่ยว ไมมีใครหรอกที่สามารถหวานในวันนี้แลวเก็บเกี่ยวในวันพรุงนี้ทันที ก็เชนกัน พวกเราตองไมใจรอนจนเกินไป สิ่งที่ควรทําที่สุดในชวงเวลาเชนนี้คือความรูสึกเชื่อมั่น ความรูสึกมั่นใจ และการปลอยวางกฏแหงการดึงดูดจะทํางานในสวนที่เหลือใหเราเปรียบเหมือนกับวาเราไดทําหนาที่ของเราคือหวานเมล็ดพันธุลงในดินแลว รดน้ําพรวนดินแลว ฉะนั้น หนาที่การเจริญเติบโตยอมเปนของเมล็ดพันธุดวยตัวมันเอง และเวลาที่มันตองใชเพื่อการเจริญเติบโตนี่แหละคือเวลาทิ้งชวงที่เราตองมอบใหกับมัน ฉะนั้น เราจะกังวลไปทําไมวาเมล็ดพันธุที่เราเพาะปลูกจะไมเจริญเติบโตใหเราเก็บเกี่ยว มันชางเหลวไหลสิ้นดี ดังนั้น นอกจากความราเริง ความปติยินดี ความเชื่อมั่นและการปลอยวางวามันจะตองเปนไปตามกฏอยางแนนอนแลวพวกเราอยาไปวิตกกังวลเปนอันขาด เพราะวาการวิตกกังวลแปลวาเรารูสึกไมดีตอสิ่งที่เราตองการ นั่นคือการทําตรงขามเสียแลว แลวเราจะไดสิ่งที่เราตองการไดอยางไรในเมื่อเรารูสึกไมดี และตอไปนี้เปนอาการของคนจํานวนหนึ่งที่เราหามเลียนแบบหากเราไมอยากผลักไสสิ่งที่เราตองการใหไกลออกไปอีก 142
    • “ไอสิ่งที่ฉันตองการเนี่ย เมื่อไหรมันจะไดสักทีวะ?” “นี่มันก็หลายวันแลว แตไอที่รอคอยไมมีทาทีเลย ควาน้ําเหลวละมั้งเรา?” “ฉันก็ทําถูกทั้งสามขั้นตอนแลวนี่หวา แตไหงไมไดสิ่งที่ตองการวะ?” “เซ็งวะ เมื่อไหรมันจะมาสักทีวะ?” “ฉันกะแลววามันคงไมเปนไปอยางที่ฉันคิดหรอก” ยามใดที่เราพูดหรือนึกคิดดวยประโยคอยางนั้น มันทําใหเรารูสึกแยอยางชัดเจน มันจึงขัดแยงกับเจตนารมณที่เราพยายามจะสรางความรูสึกดีใหกับสิ่งที่เราตองการ สิ่งที่เราตองทําจริง ๆ คือสรางความรูสึกวาสบายใจ ราเริง ยิ้มแยมแจมใส ปติยินดี และมีชีวิตชีวาใหมาก ๆ สิ่งที่เราตองทําก็คือออกไปทํางานดวยความกระตือรือรนกระฉับกระเฉง ใหคงความราเริงไวมาก ๆ หากยามใดเกิดนึกถึงสิ่งที่ตองการขึ้นมาครั้งใด ก็ใหนึกคิดไปในลักษณะเชิงบวกทั้งสิ้น นี่แหละคือการรูสึกเชื่ออยางแทจริงและการเชื่ออยางแทจริงนั่นแหละคือเนื้อหาของหัวขอนี้ที่วา .... ปลอยใหมันบังเกิดขึ้น ในเมื่อพวกเราไดเขาใจเทคนิคการดึงดูดสิ่งที่ตองการอยางถองแทแลว มันยอมถึงเวลาแลวที่พวกเราจะสรางอนาคตใหอยูในกํามือของเรา และตอไปนี้คือเนื้อหาของภาคสุดทายที่จะทําใหพวกเรามองเห็ น โอกาสในโลกยุ ค ใหม ว า มั น สดใสซาบซ า กว า ยุ ค ใด นี่ คื อ ยุ ค ที่ ค นเราสามารถประสบความสําเร็จไดงายกวายุคกอน ๆ เราไปศึกษากันเถอะวา ในภาคที่ 4 จะมีขอมูลสําคัญอะไรบางแกพวกเราบาง 143
    • ภาค 4อนาคตอยูในกํามือของเรา 144
    • บทที่ 1ภูเขาแหงความมั่งคั่งทั้งหกในโลกยุคใหมนี้ ความมั่งคั่งร่ํารวย และความสําเร็จคือโอกาสที่เปดกวาง แตสิ่งที่ขาดไมไดคือการมีเปาหมายหรือรูวาพวกเราจะมั่งคั่งร่ํารวยกับอะไรบาง? ฉะนั้น พวกเราตองมองไปที่ภาพใหญกอนวาตอนนี้คนในโลกกําลังร่ํารวยกับอะไรอยู จากนั้น พวกเราถึงจะคิดไดชัดเจนวาจะร่ํารวยกับเขาบางไดอยางไร ตอไปนี้คือภูเขาแหงความมั่งคั่งทั้งหกที่คนในโลกกําลังสรางกันอยู โลกแหงสินคา และบริการ ไดแกสินคาและบริการทุกชนิด โลกแหงอสังหาริมทรัพย ไดแก บาน ตึก และที่ดิน เปนตน โลกแหงการลงทุน เชน หุน พันธบัตร ตราสารหนี้ เปนตน โลกแหงธุรกิจเครือขาย ซึ่งปจจุบันขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ โลกแหงนักขายมืออาชีพ และสุดยอดนักบริหาร โลกแหงการทํา E-commerce ในอินเตอรเน็ต ตอนนี้พวกเราคงพอไดไอเดียคราว ๆ แลว ตอไปผมขอใหพวกเราใชความรูสึกกันสักหนอยเรารูสึกชอบแบบไหนละ ภูเขาทั้งหกนี้ลวนสามารถสรางความมั่งคั่งที่ไรขีดจํากัดไดทั้งสิ้น เราจึงตองเลือก หรืออาจเลือกโดยผสมผสานกันมากกวาหนึ่งอยางก็ได ขอใหพวกเราหลับตาลง แลวสรางจินตภาพดูวา พวกเรากําลังจะเปนเศรษฐีเงินลานกับภูเขาแหงความมั่งคั่งลูกไหน? สมมติวาเวลาไดผานไปสามปจากที่พวกเราไดอานหนังสือเลมนี้แลว พวกเราจะยื่นนามบัตรที่บงบอกวาเราอยูในธุรกิจดานไหน มันคืออะไรกันแนพวกเราบอกไดไหมครับขอใหตอบคําถามขอนี้ใหไดเพราะวามันสําคัญที่เราตองเห็นภาพใหญของตัวเราเองกอน แลวเราถึงจะสามารถดําเนินชีวิตไปตามนั้นได จงตัดสินใจใหเด็ดเดี่ยวเสียวาจะเปนเศรษฐีในดานไหน แลวอนาคตจะอยูในกํามือของเรา เอาละ พวกเรามาฝกพูดในจินตนาการกันหนอย อยาลืมใสความรูสึกเชื่อเขาไปดวยนะครับ ผมมั่งคั่งร่ํารวยจากการทําธุรกิจครับ ดิฉันมีอิสรภาพทางการเงินจากการสรางธรุกิจเครือขายคะ ดิฉันหาเงินลานไดจากอสังหาริมทรัพยคะ ดิฉันหาเงินลานไดจากการลงทุนในตลาดหุนคะ ดิฉันหาเงินลานไดจากการเปนสุดยอดนักขายคะ ผมหาเงินลานจากการเปนสุดยอดนักบริหารครับ ผมรวยในพริบตาจากโอกาสที่เปดกวางบนอินเตอรเน็ตครับ 145
    • ยิ่งเรารูชัดเทาไหรวาตอนนี้เราเปนใคร และตอไปเราจะเปนใคร ยิ่งเรารูชัดเทาไหรวาตอนนี้เรากําลังทําอะไร และตอไปเรายังจะทําอะไรอีก ยิ่งเรารูทิศทางวาตอนนี้เราอยูที่ไหน และเรากําลังจะไปที่ไหนความสําเร็จยอมเปนเรื่องที่งายขึ้นและเร็วขึ้นเทานั้น คนแบบพวกเรานี้ผมเรียกวา…. คนที่มีเปาหมายครับ 146
    • บทที่ 2ชวยสมองอีกสองเรื่องคนที่มีอนาคตคือคนที่มีเปาหมาย ยิ่งมีเปาหมายมากก็ยิ่งมีอนาคตมาก สวนคนที่มีเปาหมายนอยหรือไมมีเปาหมายเลย คือคนที่มีอนาคตนอยมากหรือไมมีอนาคตเลย ศาสตรแหงความสําเร็จจํานวนหนึ่ง ที่ผ มศึ ก ษาย้ํ า ตรงกั น ว า เป า หมายคื อ ปจ จัย ตั ว ใหญ ม ากที่ ข าดไมไ ดแ ละผมก็ เ ห็ น ด ว ยว า …นอกจากพลังแหงอารมณความรูสึกที่ผมไดเนนย้ํามาตลอดทั้งเลมเพื่อความสุขแลว เปาหมายคือพลังที่นําไปสูความสําเร็จ ฉะนั้น เมื่อไหรที่เรามีความรูสึกดี และมอบความรูสึกดีใหกับเปาหมายซะ เราจะกลายเปนแบบอยางของคนที่มีความสุขและความสําเร็จที่หาไดยากยิ่งที่ควาไวไดทั้งสองประการ และผมยอมรั บไมไดหากเราจะได ไว เพียงประการเดีย ว และเพราะวา ตอนนี้ พวกเราเกงเรื่ องพลังแหงอารมณหรือสภาวะจิตไปแลว ผมจึงไมหวงวา พวกเราจะไมมีความสุขอีกตอไป ผมเชื่อวาพวกเราจะสามารถจัดการใหตัวเราเองกลับมารูสึกดีมีความสุขไดอยางรวดเร็ว สิ่งที่เหลืออยูคือ การสอนใหสมองหรือความคิดของเราใชงานไดอยางมีประสิทธิภาพโดยการสอนมันวา… มีอะไรบางที่เราตองการ ที่มันจะตองรูและจดจําใหไดและใหความสําคัญกับสิ่งที่เราตองการอยูเสมอ ดังนั้นเราจึงตองชวยมันอีกสองเรื่อง คือ 1. เราตองบอกมันกอนวาเราตองการอะไรบาง… และ 2. เราตองชวยมันจดจําโดยเขียนออกมาใหละเอียด ซึ่งอันนี้แหละคือเปาหมายดังนั้น ถาเราอยากใหสมองมันชวยเรา เราตองชวยมันกอนเอาละ เราไปจัดการกับเรื่องแรกใหสมองกันเลย 147
    • บทที่ 3สิ่งที่ฉันตองการ?หากวาจะมีคําถามใดคําถามหนึ่งที่อาจเปนสาเหตุใหคนเรามีโอกาสสุขสมหวังไดแลวละก็ มันยอมตองเปนคําถามนี้อยางแนนอน “ฉันตองการอะไร?” และใครก็ตามที่ไมสามารถตอบคําถามขอนี้ไดถูกตองแมนยํา ก็อยาหวังเลยวาจะไดพบกับคําวาความสมหวังที่แทจริง คนที่ไมรูวา “ฉันตองการอะไร?”เปรียบเหมือนกับกอนหิน เมื่อผมถามกอนหินวา “คุณกอนหิน คุณตองการอะไรครับ?” กอนหินจะตอบวา “ประทานโทษ นี่คุณจะบาหรือไง ผมไมรูหรอกครับวาผมตองการอะไรผมไมรูดวยซ้ําวาผมมีตัวตนและอันที่จริงนั้น ผมพูดไมไดอีกดวย” แตคนเราไมใชกอนหิน เราคือมนุษยที่เฉลียวฉลาดที่สุด เรามีสมองที่มีศักยภาพมากที่สุด แตเราตองบอกมันใหชัดเจนวาเราตองการอะไรเสียกอน แลวมันจะชวยเราไดอยางมีประสิทธิภาพ และหนทางเดียวที่เราจะชวยใหมันรูก็คือบอกกลาวเลาสิบกับมันซะ คุณผูอานที่รักไดโปรดตอบคําถามนี้อีกครั้ง สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… สิ่งที่พวกเราตองการอยางแทจริงนั้นมีมากมาย เนื้อที่วางในหนังสือเลมนี้มีนอยในการใหพวกเรา ไดซอมเขียนถึงความตองการเพียง 9 ขอขางบนนี้ไมพอหรอก พวกเราตัองหาสมุดสวนตัวมาเขียนเพิ่มคอย ๆ ทําไปเรื่อย? ๆ วันไหนนึกถึงอะไรไดเพิ่มเติมอีกก็ใหเขียนเพิ่มเขาไปจนกวาจะสมบูรณ สวนอะไรที่เราเกิดเปลี่ยนใจวาไมอยากได ก็ใหขีดฆาออกจากรายการที่ไดเขียนไว ยิ่งไปกวานั้น พวกเราอยาเผลอไปใชถอยคําที่อาจทําใหสับสนได เชนอยาใชคําวา “ควร” ในยามที่เรากําลังยุงอยูกับเรื่อง “สิ่งที่ฉันตองการ” เชน 148
    • “ฉันควรซื้อรถคันนี้ไหม?” ใหเปลี่ยนเปน “ฉันตองการซื้อรถคันนี้ไหม?” สิ่งที่ผมพยายามย้ําเตือนพวกเราก็คือ…. ตอนนี้เรากําลังพิจารณาวาเราตองการอะไรจริง ๆ เราไมไดสนใจวามัน “ควร” ไหมเปรียบเหมือ นถ า เราสนใจหญิง สาวคนหนึ่ง ที่เราอยากรูที่สุดคือ “ฉั น ต องการแตง งานกับหญิ ง สาวคนนี้หรือไม?” ถาตองการจะไดพิจารณาเรื่องวิธีการตอไป ถาไมตองการก็จบซะ แตไมใชถามอยางนี้ “ฉันควรแตงงานกับหญิงสาวคนนี้หรือไม?” นี่แหละที่เปนตนตอที่ทําใหสับสนในแงที่วา… มันเปนคําถามที่อาจทําใหเราไมรูวาจริง ๆ แลวเราตองการอะไร โลกใบนี้สับสนวุนวายเพราะวาคนจํานวนมากไมรูใจตัวเองวาตองการอะไรกันแน คําวา “ควร” คือตัวบอนทําลายที่เกงที่สุดในโลกนี้เลยทีเดียว “ฉันควรกลับบานตอนนี้ไหม?” คําถามแบบนี้เหมือนดีและมีเหตุผลใชไหม? แตผมใหคะแนนเทากับศูนย มันทําใหสมองทํางานหนักโดยไมจําเปน จงเปลี่ยนไปถามวา “ฉันตองการกลับบานตอนนี้ไหม?” งาย ๆ แคนี้เอง จงใหทิศทางการคิดที่ชัดเจนกับสมองซะ แลวมันจะงายขึ้นเยอะ “ฉันควรไปดูหนังเรื่องนี้ไหม?” คําถามแบบนี้ก็เชนกันที่ไมไดเรื่อง พวกเราจงถามใหมวา “ฉันตองดูหนังเรื่องนี้ไหม?” แบบนี้คอยรูเรื่องหนอย แบบนี้ซิที่ชวยสมองใหทํางานอยางมีประสิทธิภาพ “ฉันควรมีสุขภาพที่ ดี ใช ไหม?” บา ชัด ๆ ที่ถามตนเองแบบนี้ เปน คํ าถามที่เหมือนดีแตแยเ พราะไปถามซะซับซอนเชียว จงถามใหมันตรงประเด็นวา “ฉันตองการมีสุขภาพที่ดีไหม?” ถาตองการ ก็ทําไปตามนั้นถาไมตองการก็ทําไปตามนั้น แตอยางนอยตองรูใหชัดวาเราตองการอะไรกันแนใหได คุณผูอานที่รัก ไมวาเรากําลังอยูที่ไหน? เมื่อไหร? กับใคร? หรืออยูในสถานการณใด ๆ จงถามตนเองวา “ตอนนี้ฉันตองการอะไร?” จงฝกใหเคยชินจนอยูตัวที่จะถามตนเองวา “ฉันตองการอะไร” ไปจนตลอดชีวิต แลวชีวิตของพวกเราจะแสนวิเศษ สวนคําถามที่วา “ฉันตองทําอะไรตอไป” หรือ “ฉันควรทําอยางไร” นั้น พวกมันเปนคําถามที่สามารถถามไดตอเมื่อเรารูแลววา…เราตองการอะไร 149
    • บทที่4ตั้งเปาหมายเมื่อเรารูชัดเจนแลววา เราตองการอะไร ขั้นตอไปที่เราตองชวยสมอง คือ ชวยใหมันจดจําอยางฝงใจดวยการเขียนสิ่งที่ตองการและวิธีที่จะไดมาดวยเทคนิคที่เรียกวา “การตั้งเปาหมาย” พวกเราหลายคนมักคิดวา “แตฉันตองจําไดอยูแลวนี่วาฉันตองการอะไร” นี่คือสิ่งที่คนสวนใหญในโลกเปนกันทั้งนั้น ผมกลาพูดวา “คนสวนใหญ” เชียวรึ! ยิ่งกวากลาอีกเพราะตัวเลขที่ผมรูทําใหผมช็อก มีคนรอยละ 3 เทานั้นที่เขียนเปาหมายลงบนกระดาษ สวนใหญที่เหลืออีกรอยละ 97 ไมเคยทําเลยชั่วชีวิตยิ่งไปกวานั้น ตัวเลขเกี่ยวกับผลประโยชนที่คนสองกลุมนี้ไดรับก็นาตกใจไมแพกัน กลาวคือคนที่มีเปาหมายประสบความสําเร็จเปน 2 ถึง 10 เทาของคนที่ไมมีเปาหมายหรือไมไดเขียนเปาหมายไวในกระดาษ ดว ยเหตุ ผลนี้ ผมมั ก บอกกับผูฟ งในการบรรยายของผมทุกครั้ง วา “ใหรีบยา ยตนเองใหกลายเปนคนรอยละ 3 ที่เขียนสิ่งที่ตองการลงบนกระดาษ และที่จริงพวกเรานาจะตื่นเตนที่เราไดกลายเปนคนรอยละ 3 นั่น และคําถามเดียวที่ผมสามารถถามพวกเราไดก็คือ “พวกเราตองการกลายเปนคนรอยละ 3 ไหมละ?” ถาตองการมันก็งาย ถาไมตองการ เชื่อผมเถอะ… วางหนังสือเลมนี้ลงหรือไมก็บริจาคมันใหกับคนอื่นเสียเถอะตอไปนี้คือคําถามสําคัญคุณตองการและตัดสินใจที่จะกลายเปนคนรอยละ 3 ทีมีอนาคตมากหรือไม? หากคําตอบคือใช งั้นเราไปดูตอวาการตั้งเปาหมายที่ดีมีองคประกอบอะไรบาง? 1. ระบุสิ่งที่ตองการใหชัดเจนวามันคืออะไรบนหัวกระดาษ 2. ใสระยะเวลาที่คาดวาจะใชเพื่อใหไดมันมา หรือบอกกําหนดเสนตายเอาไววาเราจะ ทําใหเสร็จภายในวันที่เทาไหร เดือนอะไร และปไหน? 3. เขียนเหตุผลใหมากที่สุดวาทําไมเราถึงตองการสิ่งนี้ ยิ่งเรามีเหตุผลหรือความจําเปน มากเทาไหร นั่นแปลวาเรามีแรงขับหรือแรงจูงใจมากมายตอการที่จะยอมทุมเทเพื่อใหได มันมา คําวา “ทําไม” นั้นเปนคําที่ตองใชดวยความระมัดระวัง แตถาเรารูชัดเจนแลววาเรา ตองการอะไร คําถามที่ถามตอไปวา “ทําไมฉันถึงตองการมันนักละฉันทําไปเพื่อใครหรือ เพื่ออะไรละ” คําถามทํานองนี้กลับทําใหเรายิ่งรูชัดวา… เราตองการสิ่งที่เราตั้งเปาหมาย 150
    • ไวจริงหรือเปลา ตามปกติแลวมันจะใหพลังกับเรามากขึ้น เพราะมันกระตุนใหเราลงมือทํา เพื่อบรรเทาหรือใหไดมาสิ่งที่เรายังขาดแคลนอยูนั่นเอง ผมเคยพบคนมามากที่บอกวาทํา เพื่อลูก เพื่อพอแม เพื่อนอง ๆ เพื่อจะไดไปทองเที่ยวรอบโลก หรือเพื่ออะไรก็ตาม สิ่ง เหลานั้นแหละคือเหตุผลที่อาจเปนไปไดในขอที่ 3 นี้ ฉะนั้น จงระดมสมองและเขียนพวก มันออกมามาก ๆ 4. ระดมความคิดถึงการกระทําตาง ๆ ที่อาจเปนไปไดทั้งหมด ในขั้นตอนนี้ยังไมตอง คิดถึงลําดับความสําคัญเพราะจะทําใหยาก ขอใหเขียนมันออกมาเทาที่จะนึกคิดได เขียน ใหมาก ๆ ขั้นตอนนี้อาจกินเวลาหลายวันก็ได และเมื่อไหรที่คิดเพิ่มอีก ก็เขียนเพิ่มเขามา ในหัวขอนี้อีก 5. เอาขอมูลจากขอ 4 มาจัดลําดับความสําคัญ เขียววาอะไรตองทํากอน อะไรตองทํา หลัง นี่คือการวางแผน ลองนึกถึงตอนที่เราเคยจัดตารางสอนไปโรงเรียนดูสิ สิ่งที่เราทําใน ขั้นตอนที่ 4 ก็คลายกับแผนของการปฏิบัติที่จัดตารางสอนแลวนั่นเอง 6. ใหลงมือทําไปตามแผนที่ไดกําหนดไวในขอที่ 5 ทันที คนจํานวนหนึ่งวางแผนเสร็จ แล ว เมื่ อ ทํ า มาจนถึ ง ข อ ที่ 5 แต แ ล ว กลั บ หยุ ด อยู แ ค นั้ น มั น น า เสี ย ดายจริ ง ๆ มี ก าร ลอเลียนกันมากกับเรื่องแบบนี้ เชน “คุณวางแผนไวหรือยัง?” แลวคําตอบที่ไดกลับมาคือ “วางไวแลวครับ คือผมเอาแผนวางไวแลวครับ” ก็เลยไมไดทําสักที ขงจื้อสอนไวดีมากวา “หนทางหมื่นลี้ เริ่มตนที่กาวแรก” ฉะนั้นพวกเราตองรีบรอนที่จะทําใหมันแนนอนลงไป ดวยการ “ทํามันไปเลยทันทีเมื่อวางแผนเสร็จ” หาไมแลวเราอาจลังเลได อันวาคนโลเลนั้น คืออาการของคนที่พายเรือในอาง หรือทําอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ คือมักไปไดไมถึงไหนสักที ฉะนั้น กอนที่จะเกิดการเปลี่ยนใจขึ้น จงมุงเนนไปที่การปฏิบัติจนเกิดแรงสงที่หนุนใหเรา ทําตอไปไดโดยงาย และดํารงการกระทําและแรงสงนั้นไว นี่แหละคือวินัยเล็ก ๆ ที่ผมเคย กลาวถึงมาแลว 7. ทําตอไปอยางคงเสนคงวา โดยสังเกตหรือใหรูสึกไววาเรากําลังไดผลลัพธอะไรอยู ถา มันใชสิ่งที่เราตองการ ก็ขอใหเรามุงเนนการปฏิบัติตอไป แตถาไมใช ขอใหเราปรับแผน โดยเปลี่ยนวิธีการใหม ๆ จากนั้นสังเกตอีกวาเรากําลังไดผลลัพธแบบไหนอยู ตรงกับที่เรา ตองการหรือไม หากไมใชก็เปลี่ยนอีก ถาหากวาไมใชอีกก็เปลี่ยนอีก ทําไป ยืดหยุนไป ปรับวิธีการไปจนกวาเราจะบรรลุเปาหมายที่เราตองการ อนึ่ง เปาหมายบางอยางไมมีกําหนดวันทําเสร็จ ในกรณีนี้ใหระบุวา “ตองทําตลอดไป” เชนเรื่องการดู แ ลสุ ข ภาพให ดี ที่ สุ ด อยู เ สมอย อ มเป น เป า หมายที่ ไ ม มี วั น ทํ า เสร็ จ เช น เดี ย วกั บ สุ ข ภาพที่ ดีเจตนารมณที่จะมีสภาวะจิตที่แข็งแกรง อารมณดี มีความสุข ความสงบ สุขภายใน และนามธรรมอืน ๆ ่ 151
    • อีกมากลวนแลวแตเปนเปาหมายที่เมื่อตั้งขึ้นมาแลว ลวนเขาขายเปนเปาหมายยาวนานตราบจนชีวิตจะหาไมทั้งสิ้น ในเมื่อผมไดกลาวถึงเปาหมายแลว ผมยังมีสูตรแหงความสําเร็จที่จะมอบใหอีกดวย มันเปนสูตรที่งายและตรงกับสามัญสํานึกของเราเปนอยางยิ่ง อานครั้งเดียวก็นาจะจําขึ้นใจไดแลว 152
    • บทที่5สูตรความสําเร็จกลาวกันวา ความสําเร็จทิ้งรองรอยใหคนเราไดศึกษาสาเหตุแหงความสําเร็จอยูเสมอ ผมขอแนะนําสักสูตรหนึ่งที่ผมชอบเปนพิเศษ สูตรนี้คือ K-F-C K = Know what want รูวาคุณตองการอะไร F = Find out what you are getting รูวาตัวคุณเองกําลังไดอะไรอยู C = Change what you do until you get what you want เปลี่ยนสิ่งที่คุณทําจนกวาคุณจะไดรับสิ่งที่คุณตองการ สูตรนี้เมื่อพิจารณาโดยเนื้อหาของมันแลว… มีใครบางไมรู?มันชางเปนสามัญสํานึกที่งายแท ๆ เชียว แตใหผมสารภาพบาปหนอยดีไหม ผมเพิ่งรูและใชมันอยางจริง ๆ จัง ๆ มาไมเกิน 4 ปเทานั้นเอง คิดดูสิครับวาจะมีคนอื่นที่เปนแบบผมเยอะไหม ผมคิดวาเยอะถามวาทําไมผมไปเชื่อแบบนั้นละ ก็ถาความสําเร็จมันทวมทนไปกับคนจํานวนมากในประเทศแลวละก็ทําไมเรายังจะตองไปแกไขปญหาเรื่องปากทองกันนักเลา นั่นยอมหมายความวา มันกลับเปนเรื่องที่เพื่อนรวมชาติและเพื่อนรวมโลกของเรารูจักหรือเขาใจสูตรแหงความสําเร็จนอยมาก และใหตายเฮอะ… ตั้งแตอนุบาลยันปริญญาตรี เคยมีใครสักคนบอกผมเรื่องสูตรแหงความสําเร็จบางไหมพับผาเถอะ!!! พวกเรามักรูกันอยางกระทอนกระแทน ไมคอยเปนระบบ และสวนใหญไมรูเลย ผมคิดวาฝรั่งก็ไมรู ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับเพื่อนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเมื่อปที่แลว ผมบังเอิญไดถามเขาถึงคนดัง ๆ หลายคนที่เปนผูนําในดานการพัฒนาตนเองที่อยูในสหรัฐอเมริกา แตเขาไมรูจักใครแมแตคนเดียว…. ใหตายสิโรบิ้น ผมตองรีบเปลี่ยนเรื่องคุยแทบไมทัน และผมไดตระหนักรูวา คนในโลกที่สนใจศึกษาเรื่องการพัฒนาตนเองอยางไมหยุดยั้งนั้นไมมีมากเลยเมื่อเทียบกับประชากรโลกที่มีถึงราวกวาหกพันลานคนฉะนั้น เมื่อพวกเรารูสูตรนี้ K-F-C แลว ผมวาพวกเราเปนตอนะ 153
    • บทที่ 6สิ่งที่หยุดยั้งเราไวคือ ความกลัวการที่คนเราไมคอยรูวาพวกเขาตองการอะไรจริง ๆ นับวาเปนปญหาที่หนักหนวงในตัวมันเองมากอยูแลว แตปญหาไมไดจบลงแคนั้น เพราะตอใหคนเรารูวาพวกเขาตองการอะไรแลวก็ตาม แตจะขาดการกระทําหาไดไม ครั้นมองไปตามความเปนจริงที่วา… ผูคนขาดการกระทําหรือเปลา? มันก็ไมเชิงนัก แตผมรูสึกวา คนจํานวนมากดําเนินชีวิตไปในลักษณะที่มีความกลัวครอบงําพวกเขามากเกินไป มันจึงเกิดอาการของโรคที่เรียกวา “ไมกลาทํา หรือทําอยางกลัว ๆ” ดังนั้นความกลัวเลยกลายมาเปนปญหาใหญของคนทั่วไป แทบทุกครั้งนสัมมนาของผม ผมจะเตือนใจคนฟงดวยประโยคแรกที่ดังกึกกองวา“สิ่งที่หยุดยั้งคุณไว คือความกลัว สิ่งที่ปลดปลอยคุณ คือความกลา” ฉะนั้น ความสําเร็จจะเกิดขึ้นงายเมื่อพวกเราปฏิบัติภารกิจทั้งมวล ดวยความกลาหาญที่มากขึ้น คนจํานวนมากเก็บกักความกลัวไวในความคิด การที่ไมสามารถตัดสินใจได หรือการคิดวนไปเวียนมาวา จะลงมือทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม…เสียเวลากวาการใชเวลาทําจริงหลายเทา และสุขภาพจิตก็เสียหายตามไปดวย ฉะนั้น พวกเราตองทําความเขาใจกับความกลัวใหมากขึ้น แลวเราจะเอาชนะความกลัวไดมากขึ้นตามไปดวย เราไปจัดการกับความกลัวกันเถอะ 154
    • บทที่ 7เรากลัวอะไรกันบาง?เพื่อใหเขาใจถึงความกลัว พวกเราตองรูกอนวาเราอาจกลัวอะไรไดบาง สิ่งที่เรากลัวหรืออาจกลัวไดแก 1. กลัวถูกปฏิเสธ ทํ า ไมคนเราถึ ง กลั ว การปฏิ เ สธกั น นั ก ล ะ ? เพราะว า ตั้ ง แต เ ล็ ก จนโต คนทั่ ว ไปได เชื่อมโยงความหายของการปฏิเสธไวในแงลบลวน ๆ สมองของพวกเขาถูกสอนวา “การถูก ปฏิเสธคือความเจ็บปวด” นอกจากนั้นมันยังอาจหมายถึง การไมไดรับการยอมรับ ความนา อับอาย ความรูสึกวาทําอะไรก็ไมสําเร็จ (ลมเหลว) หรือแมกระทั่ง “ฉันไมเปนที่รัก” โอโฮ.. มัน ชางเปนการตีความที่หนักหนาสาหัสมาก และเพื่อลดความเสี่ยงที่จะพบกับความเจ็บปวดที่ พวกเขาอาจใหความหมายเชิงลบไปตาง ๆ นา ๆ พวกเขาจึงเลือกจะไมทําอะไรก็ตามที่มี แนวโนมวาอาจจะไดรับการปฏิเสธ ในที่สุด รูปแบบนี้ไดรุกลามไปจนใหญโตขึ้นเรื่อย ๆ จนชิน กับการกลัวเอาไวกอน การไมทําทําใหพวกเขาปลอดภัยจากการอาจถูกปฏิเสธ แตการไมทําก็ ทําใหพวกเขาไมคอยไดผลลัพธอะไรในชีวิตเชนกัน ชางนาสงสารอะไรเชนนั้นที่พยายามหนี ออกจากความเจ็บปวดที่อาจไดรับจากคนอื่น แตตองมาเจ็บปวดกับตนเองเมื่อคิดไดวา “ฉัน ไมมีผลลัพธอะไร!” ฉะนั้นพวกเราตองปลดปลอยความกลัวออกไปจากความคิด ตอไปนี้คือวิธี เอาชนะความกลัวตัวนี้ ผมขอใหพวกเราพยายามใหความหมายใหมเชน การถูกปฏิเสธ คือ ความจําเปนของคนอื่น เปนเรื่องปกติแมแตตัวเราเองก็ตองทํา เชนนั้นกับคนอื่นบาง การถูกปฏิเสธ คือการลงทุนที่ตองจายออกไปเพื่อความสําเร็จ นอกจากการถูกปฏิเสธ แปลวาความเจ็บปวดแลว มันยังอาจแปลวาอะไรไดอีกที่ดีกวานั้น (การพูดเชนนี้เปนการใหสติ เพื่อฉุกคิด) นอกจากวาพวกเราไดฝกใหความหมายใหมแลว จงใชหลักการที่วา “ทั้ง ๆ ที่ยังกลัว จงลอง หรือพยายามทําในสิ่งที่กลัว แลวความกลัวจะคอย ๆ ลดลงและสูญสิ้นไปเอง” 2. กลัวความลมเหลว ทําไมคนเราถึงกลัวความลมเหลวกันนัก? เพราะวาเขากลัววาจะเหน็ดเหนื่อย เสียแรง เปลา เกรงวาจะขาดทุน กลัววาจะไดมาไมคุมกับที่จายไป กลัววาคนจะดูถูกหรือเยาะเยยถาก 155
    • ถาง และคิดวามันนาอับอาย แตขึ้นชื่อวามันเปนความกลัวแลว มันมีโทษมากกวาคุณ คนเราอาจกลัวลมเหลวไดแตตองไมรุนแรงถึงขนาดไมกลาทําอะไรเลยตราบใดที่สมองยังเชื่อมโยงวาความล ม เหลวคื อ ความเจ็ บ ปวด ตราบนั้ น พวกเขาก็ จ ะพยายามหนี ไ ปให ไ กลจากความเจ็บปวดหรือความเสี่ยงที่อาจพบกับความเจ็บปวดอยูเสมอ (แตมักหนีไมพนโดยไปเจอกับความเจ็บปวดในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกวา “โรคชวยเหลือตนเองไมได” นั่นเอง) ทางแกจึงเหมือนกับที่ไดกลาวมาแลว คือตองพยายามฝกการใหความหมายใหมกับคําวา “ลมเหลว” ความลมเหลว คือสิ่งชั่วคราวที่เกิดขึ้นเพื่อนําไปสูความสําเร็จ (คิดถึงเด็กหัดตั้งไข ตองลมกอนแตดวยการพยายามตอไป ในที่สุดความลมเหลวชั่วคราวไดยุติลงตลอดไป) ไมมีความลมเหลวหรอก มีแตความสําเร็จในการผลิตผลลัพธที่เกิดจากการกระทําเสมอ นอกจากความลมเหลวแปลวาความเจ็บปวดแลว มันยังอาจแปลวาอะไรไดอีกทีดกวา ่ ีนั้น (การพูดเชนนี้เปนการใหสติเพื่อฉุกคิด) และที่ลืมไมไดคือ “ทั้ง ๆ ที่ยังกลัว ฉันจะลองหรือพยายามทําในสิ่งที่กลัว แลวความกลัวของฉันจะคอย ๆ ลดลงและสูญสิ้นไปเอง”3. กลัวถูกหาวาโง / กลัวความอับอายบางครั้งเราอาจกลัวการกระทําบางอยางเชน การยกมือถามครูในชั้นเรียนเมื่อเรายังไมเขาใจดีแตนั้นมันอาจแปลวาฉันโง และดวยเหตุนั้นเราจึงละการกระทํานั้นซะทั้ง ๆ ที่ถาเราทําลงไปคนที่จะชมวาเรากลาจะมีมากกวาคนที่ดูถูกเรา บางที่เราอาจไมยอมทําเพราะวาเราไมไดเตรียมตัวมาใหดี เชนตองออกไปพูดหนาเวที เรากลัววาจะทําไดไมดีพอ เราอาจไดรับความอับอาย เราจึงกลัวขึ้นมาทันที แตเรื่องนี้แกไขไดดวยการเตรียมตัวใหดีขึ้น แลวเราจะรูสึกมั่นใจวาจะทําไดดี สวนเรื่องกลัววาใครจะหาวาเราโงนั้น มันเปนเรื่องเล็กแท ๆ แตขืนเรายังกลัวตอไปมันจะทําใหเรากอนิสัยที่ชวยเหลือตนเองไมได การกลัววาคนอื่นจะวาเราโงนั้น แทบจะรอยทั้งรอยที่เราคิดไปเอง คิดอยูฝายเดียว สวนคนอื่นนั้น พวกเขามักสนใจตนเองมากกวาที่จะสนใจเรา ผมอยากทาทายใหพวกเราลองไปยืนที่หนาหางเซ็นทรัลสาขาไหนก็ได แลวแกลงถามคนเดินผานไปผานมาวา “ขอโทษครับแถวนี้มีหางเซ็นทรัลไหมครับ?” ทุกคนจะชี้ไปที่ขางหลังพวกเราแลวบอกวา “นี่ไง” รอยละรอยจะชวยตอบคําถามนี้ใหกับพวกเรา ไมมีแมแตคนเดียวที่พูดวา “ทําไมโงอยางนี้วะ ก็ขางหลังคุณไง” แลวเราจะพบวาคนจํานวนมากอยากชวยเหลือเราขอควรระวังมีอยูอยางเดียว คือตองถามดวยความสุภาพ และก็อยางที่ผมไดบอกไว “ทั้ง ๆ ที่ยังกลัว จงลองหรือพยายามทําในสิ่งที่กลัว แลวความกลัวจะคอย ๆ ลดลงและสูญสิ้นไปเอง” 156
    • 4. กลัวการเปลี่ยนแปลง ทําไมคนเราถึงกลัวการเปลี่ยนแปลงทั้ง ๆ ที่คนทุกคนกําลังเปลี่ยนแปลงอยูแลวทุกขณะจิต เหตุผลเดียวคือพวกเขากลัววาจะไดรับสิ่งที่แยกวาเดิม เห็นไดชัดวามันมีปญหาเรื่องการคาดหวังนั่นเองสมมติวาถาพวกเขากําลังจะไดรับสิ่งที่ดีกวาเดิม พวกเขาตองปติยินดีแทนความกลัว ดังนั้น ผมขอใหพวกเรากลับไปอานเรื่องกฏแหงการคาดหวังอีกครั้ง แลวพวกเราจะไมกลวการเปลี่ยนแปลง เทคนิคมากมายที่ไดกลาวไปแลวในหนังสือเลมนี้สามารถจักการกับปญหาทุกรูปแบบได ผมอยากใหพวกเราตระหนักวาเรากําลังเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาทั้งอยางชา ๆ หรืออยางฉับพลัน โดยรวมแลวมันเปนเรื่องธรรมชาติ จําไดไหมวาผมเคยแนะนําถึงขนาดใหพวกเราแทรกแซงระบบใหญภายในตัวเราเอง ฉะนั้น พวกเราตองเอาชนะความกลัวตอการเปลี่ยนแปลงใหได มันไดสรางความเสียหายใหกับคนมานับไมถวน เชน คนบางคนไมยอมเปลี่ยนอาชีพที่หมดอนาคตแลวเพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง ขอใหพวกเราจงกลาที่จะเปลี่ยนแปลงกอนที่จะสายเกินไปจนไมทันการณ ผมมีเรื่องตลกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจะเลาใหฟง ลูกชายถามพอวา “ผมไมอยากใหพอแกเลยฮะ” พอบอกวา “ไมไดหรอก” ลูกชายจึงถามต อ ไปว า “ทํ า ไมละฮะพ อ ” ขื น พ อ ไม แ ก ล งไปเรื่ อ ย ๆ พ อ ก็ ต ายไปแล ว นะสิ ลู ก เอ ย ลู กตองการอยางนั้นหรือ?” พอทั้งตอบและถามกลับไปบาง คุณผูอานที่รัก จงสังหารอสูรกายตอนที่ตัวมันยังเล็ก จงจัดการกับความรูสึกกลัวตอนที่มันยังไมเติบใหญ หาไมแลวมันจะมีพลังมากจนยากที่จะเอาชนะได และทั้ง ๆ ที่ยังกลัว จงเขาไปเผชิญหนากับมัน จงลองเขาไปมีประสบการณกับสิ่งที่กลัว จงลองทําในสิ่งที่กลัว จงลองไปอยูในที่มืดถาเรากลัวความมืด จงลองไปหัดวายน้ํา ถาเรากลัวน้ํา จงลองไปฝกทําสิ่งใหม ๆถาเรากลัวการเปลี่ยนแปลง แลวความกลัวในทุกรูปแบบจะคอย ๆ สูญสิ้นไปเอง 157
    • บทที่ 8หมดสิทธิ์หยุดการพัฒนาตนเองสมัยกอนเมื่อไมเกินรุนพอแมของเรามานี้เอง เมื่อคนเราไดจบการศึกษาแลว คนสวนใหญจะถือวา “ฉันเรียนมายี่สิบปแลว พอกันที ไดเวลาทํางานแลว” แตมั่นไมเปนปญหาสักเทาไหรในยุคนั้น แตใชไมไดสํ า หรั บ ยุ ค ป จ จุ บั น จากนี้ ไ ปทุ ก ๆ สามป โลกจะเปลี่ ย นแปลงอย า งก า วกระโดด ลองนึ ก ถึ งโทรศัพทมือถือเมื่อกอนเมื่อเทียบกับวันนี้ดูสิ ก็แคสามปเทานั้น…แตมันคนละเรื่องกันไปแลว และภูเขาแหงความรูใหมกําลังเพิ่มขึ้นเปนสองเทาของตัวมันในทุก ๆ สามป นี่คือโลกยุคใหมที่พวกเราจะตองตื่นตัวในทุก ๆ ดานโดยรวม คติพจน ประจําใจที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “การเรียนรูที่จะพัฒนาแบบตอเนื่องอยางไมหยุดยั้ง” หากเรายังชะลาใจตอไป อีกหนอยเราจะใชอะไรไมเปนเลย! ผมขอแนะนําใหพวกเราสรางนิสัยรักการอานใหมาก ๆ เพราะวาโลกยุคใหมนี้ คือยุคที่ความรูเปนพระเจา สวนเงินที่เคยเปนพระเจากําลังออนแรงลงไปแลว ทําไมละ ก็เพราะตอนนี้เราไมไดเผชิญหนากับการไมมีเงินสภาพคลองนั้นมีอยูแลว แตคําถามเดียวก็คือ จะเอาเงินไปทําอะไรละ? ผมยอมรับวาคนที่ไมมีเงินยอมคิดวาเงินสําคัญมาก แตคนที่มีเงินแลวไมมีความรูละจะทําไง? หลาย ๆ คนเก็บเงินไวเฉย ๆ จริงไหมละครั้นลองหันไปมองคนที่มีความรูกันบาง ผมสามารถเห็นคนอายุนอย ๆ ที่เกงกลาเรื่องการออกแบบเว็บไซทที่กําลังรวยเอา ๆ ดวยพลังแหงความรู เขาไมตองมีเงิน แตเขามีความรูนั่นแหละที่จะทําใหเขามีเงิน เรื่องอยางนี้เปนไปไมไดเลยในสมัยกอน แตสมัยนี้มันกลับตาลปตรกันหมดแลว คนมีความรูถูกซื้อตัวกันเปนวาเลน รวยงายกวาที่ตัวเขาเองไดฝนไวดวยซ้ํา ผมขอยืนยันวา… เงินคือประกาศิตในสมัยกอน แตความรูคือประกาศิตในยุคแหงปจจุบัน และคนตัวเล็ก ๆ ทุกคนมีสิทธิ์สรางเรื่องที่ยิ่งใหญได ฉะนั้ น หากพวกเราหมั่ น ศึ ก ษาอะไรก็ ต ามเพิ่ ม เติ ม วั น ละหนึ่ ง ชั่ ว โมง ภายในสามป เ ราจะเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น หากวาเราอานหนังสือในวงการของเราสัปดาหละ 1 เลม ปหนึ่งเราจะอานได 52เลมนั่นเปรียบไดกับเราไดมอบปริญญาใหกับตัวเราเองปละหนึ่งใบ และหากวาเรามีวินัยอยางตอเนื่องเมื่อผานไป 10 ป เราจะอานได 520 เลม นั่นแหละความรูระดับอัจฉริยะ! ผมไดตั้งปณิธานไววาจะเปนผูเชี่ยวชาญภาษาจีนกลางภายในสามปผมสรางวินัยวาจะทํางานในตอนกลางวัน สวนตอนกลางคืนจะใชวลาที่วางจากการเลนและสอนลูกมาศึกษาทบทวนภาษาจีน สามปแปปเดียวก็ผานไปแลว แตความรูที่ไดเพิ่มพูนขึ้นทุกวันจะอยูกับผมไปจนตาย ผมคะเนวา มีคนจีนราวหนึ่งพันสามรอยลานคนจากประชากรโลกทั้งหมดราวหกพันลานคน พูดงาย ๆ คือ ราวทุกสี่คนเปนคนจีนหนึ่งคน ฉะนั้นไมวาผมจะเดินทางไปไหนในโลก ผมยอมหาคนที่ผมจะสนทนาดวยไดแน และมันไมจําเปนวาตองเปนภาษาจีน หากเราชอบภาษาไหนหรือทักษะใด ขอใหขวนขวายที่จะเรงศึกษาโดยไว อะไรลวนอาจเปนไปไดในโลกนี้ยุคนี้ทั้งนั้น จําไวเสมอวา นี่มันคือยุคของความรูเปนใหญ เดี๋ยวนี้มันเปนยุคที่เขาขายแมกระทั่งไอเดียกันแลว จะประดุจมีแสงรัศมีที่เรืองรองรอบตัว มีแตคนที่อยากจะเชิญเราไปรวมทํา 158
    • การคา ขอคําปรึกษาหารือ หรือเชิญเราไปทํางานใหเขา ชางเปนเกียรติและมีศักดิ์ศรีอะไรเชนนั้น! สวนใครที่ยังไมเชื่อวาโลกไดเปลี่ยนไปแลว แถมทําตัวไรการพัฒนาอยางตอเนื่อง ชีวิตไรความรูของเขาคงไดเฉาอยูกับเงินที่เก็บไวตามลําพังอยางเงียบ ๆ และเดียวดาย 159
    • บทที่ 9สถิติไมโกหก ปจจุบันมีเศรษฐีในสหรัฐราว 5 ลานคน มีเศรษฐีเกิดใหมมากกวาปละ 100,000 คน เฉลี่ยแลวทุก ๆ 5 นาทีที่ผานไปจะเกิดเศรษฐีใหม 1 คน คาดวาคาเฉลี่ยกําลังเรงขึ้นไปที่ 1 นาทีตอ 1 คน พวกเขาเกือบทั้งหมด เริ่มตนจากมือเปลา พวกเขาเกือบทั้งหมด เคยลมเหลว ถังแตก ลมละลาย ราว 3.3 ครั้งกอนเปนเศรษฐีคุณผูอานที่รัก สมัยนี้ ผูคนเปนเศรษฐีไดงายกวาสมัยกอนเพราะวาอุปสรรคหลายประการไดถูกกําจัดทิ้งไปแลวเชน สมัยกอนมีสงครามบอย รบกันแตละครั้งก็ยาวนาน แลวจะเอากะจิตกะใจที่ไหนไปทํามา คาขายได โรคระบาดในสมัยกอนทําใหคนตายเปนเบือแบบนับไมถวนแตเดี๋ยวนี้ไมมีการตายทีละมาก ๆ อยางนั้นอีกแลว สมัยนี้ตายแค 5 คนก็เปนขาวดังไปทั่วโลกแลว คนในยุคนี้มีเทคโนโลยีที่เปนเลิศ ทําใหคาขายกันไดสะดวก รวดเร็วกวา คิดดูสิ ทุกอยางดีกวา สะดวกสบายกวา มีบริการมากกวา รวดเร็วกวา สมัยนี้คือยุคจิ๊กโกใจรอน ดังนั้น เจาของธุรกิจ ก็ตองรีบควาโอกาสไว คือใหบริการสงสินคาแบบ “โคตรดวน” (ขอชมดวยจิตคารวะ) เมื่อยี่สิบ ปกอนผมเคยสั่งหนังสือตางประเทศ หกเดือนยังไมไดเลย มันตางกันมากเมื่อเทียบกับสมัยนี้ แลวคิดดูสิอยางไหนจะขายไดมากกวากัน ระหวางหกเดือนไปแลวยังไมไดสินคากับจะสงให ภายในสามวัน สวนสินคาภายในประเทศไมตองพูดถึงบางอยางนั้นล้ําหนาไปไกลมากถึง ขนาดที่วา ถาอาหารที่นํามาสงไมรอนไมเก็บเงิน โอ.. ชางล้ําเลิศจริง ๆ ยิ่ ง ไปกว า นั้ น ด ว ยเทคโนโลยี มั น จึ ง เป น ยุ ค ที่ ตั ว สิ น ค า มี คุ ณ ภาพสู ง และราคาถู ก นี่ คื อ ข อไดเปรียบอยางชัดเจน มันจึงขายดีเปนเทน้ําเททา และผูคนที่รูจักทํามาคาขายจึงตางพากันรวยเอา ๆเปนวาเลน นี่คือยุคที่ร่ํารวยไดงายที่สุดแลวขอบอก 160
    • บทที่ 10เปนเจาแหงการใชกลยุทธการดําเนินชีวิตนั้นตองมีกลยุทธ และสุดยอดแหงกลยุทธก็คือการที่ พวกเราคนหาตนแบบของคนที่ไดสิ่งที่พวกเราตองการไปแลวใหพบตอไปนี้คือสี่ขั้นตอนในการดําเนินกลยุทธขั้นสุดยอด 1. อยาเริ่มตนเรียนรูจากศูนยโดยไมจําเปน 2. คนหาวาใครคือคนที่ มี เปน หรือได ในสิ่งที่เราตองการไปแลว 3. จงศึกษา ไตถาม วาเขาทําไดอยางไร 4. จากนั้นจงทําตามเพื่อผลิตผลลัพธซ้ําในสิ่งที่เราตองการ ยกตัวอยางเชน ถาพวกเราอยากลดความอวน จงหาตนแบบของคนที่รูปรางสมสวนและสุขภาพดีใหพบ ถามเขาวาเขาเชื่อในอะไร เขากินอะไร เขาออกกําลังกายและดูแลตนเองอยางไร เมื่อไดเคร็ดลับจากเขาแลว ใหลองทําตามไปเพื่อสรางผลลัพธอยางเดียวกับเขา จําไววา จงอยาไปหาหมอหรือใครก็ตามที่อวนฉุเพื่อขอความชวยเหลือเรื่องการลดน้ําหนักเปนอันขาด นั่นไมใชตนแบบที่จะใหคําปรึกษาที่เหมาะสมกับเราได ลําพังเขาเองยังเอาตัวไมรอดเลย! ในทํานองเดียวกัน จงหาตนแบบในทุกเรื่องที่พวกเราตองการใหพบ ถามเขาวาเขาทําอยางนันได ้อยางไร จงขอเคล็ดลับจากเขา จากนั้นนําไปปฏิบัติดูวามันใหผลลัพธตรงกับที่เราตองการหรือไม ถาไมจงหาตนแบบใหม วิธีนี้เราจะประหยัดเวลาไดเปนอันมาก 161
    • บทที่ 11พวกเราตองการมันไหม?ในที่สุด ภารกิจของผมกับหนังสือเลมนี้ไดเดินทางใกลถึงจุดหมายปลายทางแลว ผมอยากฝากคําถามที่สําคัญใหพวกเราตอบ ไมมีใครบังคับใครได พวกเราแตละคนตองตัดสินใจดวยตัวเอง สิ่งตอไปนี้พวกเราแตละคนตองการมันไหม? 1. การดําเนินชีวิตอยางปฏิหาริยดวยการมีสุขภาพรางกายที่แข็งแรงยิ่ง 2. การดําเนินชีวิตอยางปฏิหาริยดวยการมีสมองที่เฉลียวฉลาดเปนเลิศ 3. การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการเปนเจาแหงการเงินและหนาที่การงาน 4. การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการเปนเจาแหงความสัมพันธที่เลอเลิศ 5. การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการเปนเจาแหงดุลยภาพของกาลเวลา 6. การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการเปนนายแหงอารมณความรูสึก 7. และสุดทาย การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการมีจิตวิญญาณที่สงบสุข และเปยมสุขคุณผูอานที่เคารพ ผมมีคําพูดนับลานคําที่ไดพูดออกไปแลว และผมหวังวาผมจะมีคําพูดอีกหนึ่งลานคําที่จะไดพบกับพวกเราอีกครั้งในอนาคตอันใกล ผมขออวยพรใหพวกเรามีแตความสุขและความราเริงอยูเสมอ และถอยคําสุดทายจากสวนลึกแหงจิตใจของผมที่ขอมอบใหก็คือ “การตัดสินใจคือบิดาแหงการกระทํา และการลงมือทํา คือการเริ่มตนที่แทจริง” จนกวาจะพบกันอีกครั้ง รักยิ่ง วันชัย ประชาเรืองวิทย 162