Your SlideShare is downloading. ×
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
A wonderful-life
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

A wonderful-life

4,254

Published on

Published in: Education
0 Comments
5 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
4,254
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
232
Comments
0
Likes
5
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  1. ชีวิตที่แสนวิเศษA Wonderful Lifeวันชัย ประชาเรืองวิทย เขียนเริ่มพิมพวนที่ 22/03/2006 พิมพเสร็จวันที่ 08/10/2006 ั
  2. คํานํานับตั้งแตผมได จัดสมัมนา “A Wonderful Life” หรือ “ชีวิตที่แสนวิเศษ” ขึ้นในเดือนกุมภาพันธและพฤษภาคมที่ผานมา ผมไดรับการตอนรับที่ดีเยี่ยมและหลายทานไดโทรศัพทมาเลาวา ชีวตของพวกเขาิไดเปลี่ยนแปลงไปมากมายอยางไร พวกเขาพูดดวยน้ําเสียงที่ตื่นเตนและราเริงวา... ไดสัมผัสถึงชีวิตที่แสนวิเศษเขาแลว สิ่งนี้นับเปนแรงบันดาลใจยิ่งใหญจนผมตัดสินใจถายทอดประสบการณเหลานั้นทั้งหมดลงในหนังสือเลมนี้ นี่คือหนังสือที่เสนอเครื่องมือและเทคนิคแหงความสุขและความสําเร็จมากที่สุดเทาที่จะมีหนังสือเลมไหนนําเสนอมากอน ผมมีความเชื่อมั่นถึง 100% เต็มวา มันสามารถทําใหคุณดําเนินชีวิตแบบใหมไดจริง ๆ ซึ่งหมายถึงการทีคุณสามารถไดรับทั้งความสุขและความสําเร็จไปพรอม ๆ กัน คนหลายคนมุงเนนที่ความสุขจนขาดแคลนความสําเร็จและอีกหลายคนมุงเนนแตความสําเร็จจนขาดแคลนความสุข ไมวาจะคิดอยางไรก็ตาม ทั้งสองกรณีที่กลาวมานี้ลวนยอมรับไมได เพราะวาชีวิตตองการดุลยภาพที่สมบูรณทั้งสองสวน ดังนั้นผมไดตั้งปณิธานอันแนวแนที่จะเสนอหนทางใหม ๆแหงความเปนไปไดที่จะทําใหคุณผูอานไดรับทุกสิ่งที่ตองการใหจงได และตราบใดที่คุณไมไดในสิ่งที่คุณตองการแลวละก็... ตราบนั้นคุณจะไมรูสึกวาคุณสมความปรารถนา หนังสือเลมนี้เต็มไปดวยความรูสึก นาตื่นเตนและมีกลยุทธที่ชาญฉลาดที่สุดที่ไดเสนอไว มันเต็มเปยมไปดวยพลังที่สามารถเปลี่ยนคนเราไดอยางแทจริง คุณผูอานที่รัก หนังสือเลมนี้เขียนขึ้นดวยภาษาที่เปนกันเองและเรียบงาย ผมรูสึกราวกับผมไดพูดคุยกับคุณเปนการสวนตัวตลอดเวลา และผมจะดีใจมากหากวาคุณจะถือวาผมเปนที่ปรึกษาคนหนึ่ง... หากวาคุณจะอนุญาต และผมเชื่อวา “ไมมีวันสาย ที่จะมีควมสุขและประสบความสําเร็จ”รักยิ่งวันชัย ประชาเรืองวิทย 2
  3. สารบัญภาค 1 ชีวิตที่แสนวิเศษ1 คุณตองไดในสิ่งที่คุณตองการ 62 แตวาฉันไมมีปญญาไดมันมาแน 73 ขุมพลังทั้งสามภายในตัวเรา 84 บันดาลโทสะ 105 ระหวางเหตุผล กับอารมณ 116 ขุมพลังทั้งสาม กับสิ่งที่เราตองการ 127 ผูเชี่ยวชาญดานความหดหู และความเครียด 138 กลยุทธที่ไมมีวันไดผล 149 สสารและพลังงาน 1510 มนุษยแมเหล็กไฟฟา กับกฎแหงการดึงดูดชักนําพา 1711 ซวยซับซวยซอน เพราะสงจดหมายเชิญผิดใบ 1912 บทเรียนจากกอนหิน 2113 “ก็ชีวิตคุณไมไดลําบากเทาฉันนี่ คุณก็พูดไดสิวาใหปลอยวางเสีย” 2214 กฏแหงการมุงเนน 2415 ระหวางความคิด กับความรูสึก 2516 ตลาดหุน กับตลาดอารมณ 2817 เราสรางอารมณขึ้นมาไดอยางไร 2918 อารมณถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหว 3019 อารมณถูกสรางขึ้นจากภาษาที่เราใช 3320 ผมกลายเปนสายลม 3521 คุณภาพชีวิตคือคุณภาพของการสื่อสาร 3722 องคประกอบทั้งสามของการพูดจากัน 3923 อารมณถูกสรางขึ้นจากภาพในใจและลักษณะของภาพ 4124 การสรางพลังแหงจินตนาการ (การสรางภาพในใจ) 4325 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 1 4426 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 2 4527 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 3 4628 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 4 48 3
  4. 29 การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 5 5030 การตื่นขึ้นครั้งใหญของผม...T x E = R 5231 อารมณเสีย...เปลี่ยนมันซะ 5532 ทําจิตใจใหผองแผว 57ภาค 2 ระบบใหญในตัวเรา1 เมื่อเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนตาม 612 สองแสนครั้งกับการถูกปฏิเสธและหามปราม 643 กรอบความคิด...ปอมปราการที่ตองฝาทะลุออกไป 664 คําถามคืออะไรกันแน? 695 ธรรมชาติของคําถาม และอานุภาพของมัน 706 ความเชื่อและกฏแหงความเชื่อ 737 แหลงที่มาของความเชื่อ 748 พวกเรามีความเชื่อแบบไหนกับตัวเราเอง 799 ความเชื่อที่ทรงพลัง 7 ประการ 8210 การทําลายความเชื่อ 9011 สรางความเชื่อใหมเขาไปแทนที่ 9312 เมื่อเราเปลี่ยนความเชื่อ เราไดเปลี่ยนการคาดหวังไปดวย 9413 พลังแหงทัศนคติ 9514 พลังแหงความรูสึก 9715 ความพึงพอใจ กับความเจ็บปวด 9916 ตายแทนลูก 10017 ลดความอวนไมได 10118 ผัดวันประกันพรุง 10219 กินแมลงสาบ 10320 กาตมน้ําแหงความเจ็บปวด 10421 การลงเอยที่ยิ่งใหญไมใชความรู แตคือการกระทํา 10622 ไรการปฏิบัติ ปฏหาที่แทจริงของคนในโลก 10823 เขาแทรกแซงระบบใหญ 110 4
  5. ภาค 3 วิธีดึงดูดสิ่งที่คุณตองการ1 อํานาจที่กระตุนใหมนุษยลงมือทํา 1142 การผสมผสานของแรงขับทั้งเจ็ด 1233 วิธีดึงดูดสิ่งที่พวกเราตองการ 1254 การตั้งปณิธานกับสิ่งที่ตองการ 1315 เขียนบทใหม ใหตรงกับที่เราอยากใหมันเปน 1336 เปลี่ยนจากคิดมาเปนรูสึก 1377 จัดเตรียมสิ่งที่จะขอบคุณไวเสมอ 1398 วิธีสรางความรูสึกดีแบบอื่น ๆ 1409 พวกเราทําอยางไรแลวดีขึ้น 14110 ขั้นที่ 4 ปลอยใหมันเกิดขึ้น 142ภาค 4 อนาคตอยูในกํามือของเรา1 ภูเขาแหงความมั่งคั่งทั้งหก 1452 ชวงสมองอีกสองเรื่อง 1473 สิ่งที่ฉันตองการ? 1484 ตั้งเปาหมาย 1505 สูตรความสําเร็จ 1536 สิ่งที่หยุดเราไวคือความกลัว 1547 เรากลัวอะไรกันบาง? 1558 หมดสิทธิ์หยุดการพัฒนาตนเอง 1589 สถิติไมโกหก 16010 เปนเจาแหงการใชกลยุทธ 16111 พวกเราตองการมันไหม? 162 5
  6. บทที่ 1คุณตองไดในสิ่งที่คุณตองการคุ ณ ผู อ า นที่ รั ก ตลอดเวลาหลายป ที่ ผ า นมา ผมมุ ง เน น ศึ ก ษาว า อะไรคื อ หั ว ใจแห ง ความสุ ข และความสําเร็จ และดวยจิตใจเชนนั้น ในที่สุดผมก็ไดคนพบสิ่งที่ผมตองการ ครั้งแรกเมื่อผมไดรับคําตอบนั้น ผมตกตะลึงกับความเรียบงายของมัน และตกใจวามันชางอยูใกลชิดกับพวกเราขนาดไหน ผมรูสึกตื่นเตนจนตองรีบเขียนหนังสือเลมนี้อยางเรงดวน ผมเชื่อมั่นวาจะเปนประโยชนตอพวกเราคนไทยอยางแทจริงและสักวันหนึ่ง บางทีคนตางชาติอาจไดอานมันก็เปนไปได ผมหวังวามันจะเกิดขึ้นในอีกไมกี่ปขางหนา หนทางหนึ่งที่แนนอนที่คุณจะมีความสุขและรูสึกวาประสบความสําเร็จก็คือ คุณตองไดในสิ่งที่คุณตองการ ขอย้ําอีกครั้งวา คุณจะรูสึกมีความสุขไดจริง ๆ ก็ตอเมื่อคุณไดสิ่งที่คุณตองการ ในขณะนี้ผมขอใหคุณเผิดใจกวางกับคําวา “สิ่งที่คุณตองการ” วามันอาจเปนอะไรก็ไดทั้งสิ้น ไมวาจะเปนวัตถุสิ่งของหรือนามธรรมที่จับตองไมไดก็ตาม ตราบใดที่คุณยังไมไดพวกมันแตคุณรูสึกอยูวาตองการ ผมแนใจวาคุณไมอาจกลาวไดวาคุณสมหวัง หรือกลาวอีกอยางวาคุณสุขใจเต็มที่ไมไดนั่นเอง ที่พูดอยางนี้ถือวานอยไป เพราะที่จริงนั้นคุณอาจจะถึงขั้นเซ็ง เบื่อ ทอแท หรือ ทุกขทรมานดวยซ้ําไปตราบใดที่คุณยังไมไดในสิ่งที่คุณตองการหรือไดในสิ่งที่คุณไมตองการ โชครายก็คือ บางครั้งคุณก็รูไมชัดเจนวาคุณตองการอะไร! สิ่งนี้ไมเพียงเกิดขึ้นกับคุณแตกําลังเกิดขึ้นกับคนคอนโลก จึงไมตองสงสัยเลยวาพวกเราจะสับสนกันขนาดไหนในเมื่อเราก็ไมรูชัดเจนวาเราตองการอะไร และเพื่อที่จะแกไขสิ่งนี้ ผมขอใหคุณฝกถามตนเองดวยคําถามนี้บอย ๆ ”ฉันตองการอะไร ?” หรือ “จริง ๆ แลวฉันตองการอะไร?” ผมขอแนะนําใหคุณฝกถามตนเองดวยคําถามนี้ไปตลอดหนึ่งเดือนเต็มจนเปนนิสัย ไมวาคําตอบที่ไดจะเปนอะไรก็ใหจดไวเรื่อย ๆ อยาใหลืมเปนอันขาด เมื่อไดคําตอบเพิ่มเติมอีก ก็จดลงไปอีกหากคุ ณ ลงมื อ ฝ ก ฝนตนเองเช น นี้ ผมรั บ ประกั น ว า คุ ณ จะเปลี่ ย นแปลงตนเองไปอย า งมหาศาลเพราะวาคุณไดกํากุญแจดอกเอกที่คนคอนโลกทําหลนหายไวในมือของคุณ จําไวเสมอวามันเปนหนทางเดียวที่เพิ่มโอกาสใหคุณสมหวังเพราะวาคุณจําเปนตองไดรับในสิ่งที่คุณตองการ หาไมแลวคุณก็จะไมมีทางพบกับความสุขและความสําเร็จที่คุณตองการได 6
  7. บทที่ 2แตวาฉันไมมีปญญาไดมันมาแนหลาย ๆ คนสับสนระหวาง “สิ่งที่ฉันตองการ” กับ “แตวาฉันไมมีปญญาไดมันมาแน” คุณผูอานครับเมื่อคุณถามตนเองวา “ฉันตองการอะไร?” นั้น คุณถามเพียงแคมันคืออะไรบางที่คุณตองการ คุณไมไดถามวา “ฉันมีปญญาไดมันมาหรือไม?” สิ่งนี้เตือนใจคุณวา... ตอใหคุณไมมีปญญาไดมันมาก็ตามเถอะ แตไมไดแปลวาคุณไมอยากไดมัน ผูคนมากมายในโลกนี้ติดกับดักอยางนี้กันมาก พวกเขาคิดไปวา... ถาเพียงเพราะวาฉันยังไมรูวิธีวาจะไดมันไดอยางไร ฉันก็ไมควรจะไปเพอเจอ บางทีพวกเขาถึงกับแปลผิดโดยเขาใจไปวา “ฉันไมตองการมันหรอก” แมแตขอทานที่รูสึกแนใจวาจะไมมีวันไดเงินลานก็ตาม แตมันไมไดแปลวาเขาไมอยากไดเงินลาน นี่จึงเปนคนละเรื่องกัน ที่คนทั่วไปจับเอาสองประเด็นนี้มัดเขาดวยกันโดยคิดวามันเปนเรื่องเดียวกัน ยิ่งไปกวานั้น สิ่งที่เราคิดวาไมมีปญญาจะไดมันมาในตอนนี้อาจเปนเรื่องชั่วคราว สักวันหนึ่งเราอาจมีปญญาก็ได ฉะนั้นไมพนที่เราตองกลับมาถามตนเองอีกครั้งวา “ฉันตองการมันไหม?” อยูดี คุณผูอานที่รัก ในตอนนี้ผมอยากขอรองใหคุณคิดเฉพาะสิ่งที่คุณตองการโดยไมตองสนใจวาคุณจะมีปญญาหามันมาไดหรือไม ขอใหคุณเก็บความของใจวาคุณจะไดมันมาไดอยางไรไวกอน และมุงเนนถามตนเองอยูเสมอ ๆ วา “ฉันตองการอะไร?” มันเปนคําถามอันดับแรกที่จะไขเขาไปสูชีวิตที่เปยมสุขและประสบความสําเร็จที่จริงแลว เราควรจะเรียกคําถามนี้วาเปน “กุญแจแหงชีวิต” ดวยซ้ําไปสวนคําถามที่วา “ฉันจะไดมันมาไดอยางไร?” นั้น สิ่งนี้เปนคําถามที่สอง คุณตองจําใหขึ้นใจวา... คุณจะตองถามคําถามที่หนึ่งกอนเสมอ กอนที่คุณจะถามคําถามที่สองและแนนอนวาคุณจะไดคําตอบแนเมื่อคุณอานหนังสือเลมนี้จบลง แลวคุณจะพบเองวามันเรียบงายกวาที่คุณคิดไวเยอะ 7
  8. บทที่ 3 ขุมพลังทั้งสามภายในตัวเราเมื่อพูดถึงขุมพลังทั้งสามภายในตัวเรา มันจําเปนที่พวกเราจะตองรูวา พวกมันไดแก 1. พลังกาย หรือเรี่ยวแรงของเรา สิ่งนี้ยอมตองหมายถึงพลังที่ผลิตขึ้นจากรางกายของเราอยางแนนอน และเพราะวาเราตองกิน ขาวดื่มน้ําทุกวัน เราจึงมีพลังกายในระดับหนึ่งอยูเสมอ รางกายของเรานั้นเปรียบไดกับรถสัก คันหนึ่ง ยิ่งมันมีพลังมาก ทนทาน และสมรรถนะที่ดีมากเทาไหร มันก็ยิ่งรับใชเราไดยืนยาว และคงทนเทานั้น นี่ก็คือคนที่อายุยืนและแข็งแรงหรือสุขภาพดีนั่นเอง 2. พลังสมอง หรือพลังแหงความคิด สมองของเราถูกฝกฝนมาโดยตลอดตั้งแตเรายังเปนเด็กแบเบาะ ครั้นโตขึ้นหนอย เราก็ถูก สงไปเรียนหนังสือนานแสนนาน วันแลววันเลา ที่สมองถูกฝกใหคิด จดจํา หาเหตุผล ไตรตรอง ประเมินผล และออกคําสั่งกับระบบประสาทตาง ๆ มากมาย ดังนั้น หากใครก็ตามที่ไมได พิการทางสมอง ผมกลาวไดวาพวกเขาหรือเราลวนแตมีพลังสมองหรือพลังแหงการคิดกันทุก คน มันเปนพลังที่สําคัญอยางยิ่งยวด เปนเครื่องมือที่ยิ่งใหญเหลือเกิด แตถึงกระนั้นก็ตาม สมองก็ยังไมใชชีวิตของเรา กลาวอีกอยางก็คือ เราไมใชความคิดของเรา แตเราสรางหรือผลิต ความคิดไดโดยใชสมองสรางมันขึ้นมา สมองจึงเปนแคอวัยวะหนุงของเราที่สําคัญมาก ๆ แต มันไมอาจยิ่งใหญไปกวา... 3. พลังแหงสภาวะจิต หรือพลังแหงอารมณ หรือพลังแหงความรูสึก เพราะวาเราไมใชเครื่องจักรกล เราไมไดเปนแควัตถุธรรมดา ๆ แตเราเปนสิ่งมีชีวิตที่มีจิต วิญญาณ ดังนั้นแมวารางกายของเราไมอาจะแยกออกจากจิตวิญญาณไดโดยเด็ดขาด แตเรา ก็รูสักวาจิตวิญญาณเปนสิ่งที่แสดงถึงตัวชีวิตมากกวารางกายดั่งที่เรามักถูกสอนวา “ใจเปน นาย กายเปนบาว” และสิ่งที่คุณอาจไมเคยพิจารณาใหถองแทก็คือ พลังแหงสภาวะจิต (หรือ พลังแหงอารมณ) เปนพลังที่มีอานุภาพเหนือพลังทั้งปวง ถาใหเปรียบเทียบระหวาง “พลัง สมอง (พลังแหงความคิด) กับ “พลังแหงสภาวะจิต (หรือพลังแหงอารมณ)” ละก็ ... ผมบอกได เลยวา พลังแหงสภาวะจิต (หรือพลังแหงอารมณ) จะมีพลังเหนือกวาพลังสมองมากมายนัก 8
  9. อาจพูดอีกอยางไดวา เมื่อคุณอยูในสภาวะจิตที่มีพลังที่สุด คุณจะใชเครื่องมือที่เรียกวา “พลังสมอง” ไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น แตถาคุณอยูในสภาพวะจิตที่ออนแอที่สุดแลว ไมวาคุณจะมีสมองที่ดีเลิศปานใดฏตาม คุณจะพบวามันไรประโยชนสิ้นดี แลวผมจะคอย ๆ แสดงใหคุณเห็นวาพลังแหงสภาวะจิตที่เลอเลิศนั้น เปนพลังที่ยิ่งใหญที่สุดใหคุณทราบตอไป 9
  10. บทที่ 4บันดาลโทสะในบรรดานิทานสอนใจนั้น นิทานเรื่อง “กลองขาวนอยฆาแม” ถือวาเปนตัวอยางชั้นเยี่ยมที่เราจะตองเขาใจมัน ผมขอสรุปวา เด็กคนนั้นไมไดบาและไมมีความจําเปนใด ๆ ที่จะตองไปพบหมอเพื่อผาตัดสมอง เด็กคนนั้นแค “บันดาลโทสะและพลั้งมือฆาแม” เทานั้นเอง เห็นชัดไดวาจะไปหาพลังแหงการทําลายลางใดที่ยิ่งใหญกวาพลังแหงอารมณโกรธ (สภาวะจิตโกรธ) เปนไมมี ครั้นเมื่อเด็กคนนั้นหายโกรธแลว เขาจะทําอะไรไดนอกจากเสียใจตอการกระทําสิ่งที่เลวรายที่สุดลงไป คนโบราณจึงสอนวา“จะทําอะไรก็ขอใหอยาใชอารมณ” ในที่นี้ละไวในฐานที่เขาใจวา... อยาใชอารมณโกรธ โลภ และหลง ถึงกระนั้นก็ดี มันนาเสียดายที่คําสอนนี้สอนไวเพียงครึ่งเดียว โดยไดละความจริงที่ยิ่งใหญพอๆ กันของอารมณในเชิงบวกไวจนหมดสิ้น คําสอนที่หายไปก็คือ “จะทําอะไรก็ใหใชอารมณเชิงบวกไวมาก ๆ” อารมณประเภทนี้ไดแก ความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดี ความเบิกบาน ความปติยินดีความราเริง ความสนุกสนาน ความกระปรี้กระเปรา ความมีชีวิตชีวา ความสงบสุข ความหรรษา ความเกษมแหงจิต ความกลาหาญ ความมีวินัย ความเพียร ความมุงมั่น และความปรารถนาอยางแรงกลาฯลฯ เราได เ รี ย นรู อ ะไรบ า งจากหั ว ข อ นี้ หนึ่ ง น า สลดใจกั บสิ่ ง ที่ เ ด็ ก คนนั้ น ได ทํ า ลงไป และเราจําเปนตองเรียนรูที่จะเปนนายเหนืออารมณเชิงลบใหได และสอง เราตองเรียนรูที่จะสรางและเลือกใชอารมณในเชิงบวกใหเหมาะสมกับแตละเหตุการณที่เราเผชิญอยู อีกไมนานนัก เราจะไดเรียนรูวา...เราสรางอารมณขึ้นมาไดอยางไร? 10
  11. บทที่ 5ระหวางเหตุผล กับอารมณผมถามชายคนหนึ่งที่ติดบุหรี่วา “คุณรูไหมวาการสูบบุหรี่ไมดีตอสุขภาพ” “คุณรูไหมวามันสิ้นเปลืองเงินทองที่ตองไปซื้อมา” “คุณรูไหมวาควันบุหรี่รบกวนและอาจเปนอันตรายตอสุขภาพของคนที่อยูใกลตัวคุณ” “คุณรูไหมวาคุณมีความเสี่ยงที่อาจจะเปนมะเร็งปอด” “คุณรูไหมวาคุณอาจเปนโรคอื่น ๆ ไดงายขึ้น หรือคุณอาจอายุสั้นลงก็เปนได” คุณผูอานที่รัก เขาตอบวา “รู” กับคําถามทุกขอที่ผมถามครั้นเมื่อผมถามคําถามสุดทายวา“แลวคุณตัดสินใจวาจะทําอยางไรตอไป?” เขาบอกวา “สูบตอไป” จะว า ไปแล ว ผมไม แ ปลกใจกั บ คํ า ตอบนั้ น นัก เพราะว า ... เขาสู บ แล ว อารมณ ดี กุ ญ แจที่สามารถไขเขาไ เขาใจเรื่องนี้ไดก็คืออารมณ เหตุดผลจะไมมีวันชนะตราบใดที่ชายคนนี้สูบบุหรี่แลวอารมณดี หรือสูบบุหรี่แลวเขารูสึกดีเชนลดความเครียดได สวนคนที่ไมสูบบุหรี่ก็เชนกัน ที่เขาไมสูบก็เพราะวามันทําใหเขารูสึกไมดี เพื่อความกระจาง ผมอยากใหพิจารณาเรื่องการกินผักดูบาง เมื่อคุณแมคนหนึ่งบอกเหตุผลสาระพัดวาผักดีตอลูกของเธออยางไรแตเด็กนอยคนนั้นยังทําหนาเบและไมยอมกินผักอยูดี เพราะอะไรละ? มันไมใชเรื่องของเหตุผลวาเด็กฟงคุณแมไมรูเรื่อง แตมันเปนเรื่องของความรูสึกที่เด็กไมอยากกินตางหาก ลองคิดถึงอาหารชนิดใดก็ตามที่คุณไมกินดูสิ ประเด็นมักไมไดอยูที่มันมีคุณคาทางโภชนาการหรือไม แตเปนเพราะวาคุณไมชอบตางหาก มันจึงเกี่ยวกับสภาวะจิต เกี่ยวกับอารมณความรูสึกนั่นเอง ไมไดเกี่ยวกับเหตุผลแมแตนิดเดียว สมมติวามีชายคนหนึ่งทั้งหลอ รวย โสด จริงใจ และนิสัยดี หากอาศัยเหตุผลเพียงอยางเดียวแลวสาวที่ไหนจะปฏิเสธละ แตมันก็เปนความจริงอยางนั้นหรือ ผมเกรงวาจะมีสุภาพสตรีนับไมถวนที่ปฏิเสธชายคนนี้ดวยเหตุผลงาย ๆ วา “แตฉันไมไดรักไมไดรูสึกชอบผูชายคนนี้นี่” มันเปนเรื่องของอารมณความรูสึก ไมใชเหตุผล ผมถึงบอกวา พลังแหงอารมณอยูเหนือพลังสมองที่ชอบใชเหตุผลมากมายนัก ดังนั้น หนทางเดียวที่ดีที่สุดที่จะเปลี่ยนแปลงจึงไมใชการใหเหตุผล แตตองเขาไปเปลี่ยนที่ความรูสึกใหไดเสียกอน แลวคนเราจะเปลี่ยนการกระทําไปตามความรูสึกที่เปลี่ยนไปเองอยางเปนธรรมชาติ 11
  12. บทที่ 6ขุมพลังทั้งสาม กับสิ่งที่เราตองการหลาย ๆ ครั้งที่เราไมไดสิ่งที่เราตองการ เราอาจสับสนวาทําไมละ เพื่อใหเขาใจมัน เราจําเปนตองรูวาขุมพลังทั้งสามของเราทัดเทียมกับสิ่งที่เราตองการหรือไม เชน ถาคุณตองการที่จะวิ่งใหได 2 กิโลเมตรภายใน 5 นาทีสิ่งแรกที่คุณจะตองถามก็คือ ฉันมีพลังกายที่ทัดเทียมกับการทําสิ่งนี้หรือไม? เห็นไดชัดวาคุณจําเปนที่จะตองพัฒนาสมรรรถนะทางดานรางกายใหดีเลิศ เพราะตราบใดที่คุณยังแข็งแรงไมพอที่จะทําสิ่งนี้ละก็ ก็ไมตองสงสัยเลยวาคุณคงจะไมสมหวังเปนแน เอาละ บางทีคุณอาจมีขุมพลังทางรางกายที่ดีพอ แตวาคุณไดพัฒนาทักษะการวิ่งที่ถูกตองหรือยัง คุณไดเรียนรูจากผูเชี่ยวชาญในดานนี้หรือยัง เทคนิคของคุณฉลาดหรือไม สิ่งเหลานี้ยิ่มตองใชพลังสมองในการเรียนรูทฤษฏีที่ถูกตองพรอมกับการฝกฝนจนบรรลุถึงขีดความสามารถที่คุณตองการเพื่อพิชิตสิ่งที่คุณตองการ และทายที่สุด คุณมีกํา ลังใจที่ มากพอหรือไม สภาวะจิตหรืออารมณของคุณแข็งแกรงพอหรือไม ผมเคยพบคนใจเสาะที่หยุดกลางคัน ทั้ง ๆ ที่รางกายก็แข็งแรงและสมองก็เฉลียวฉลาด แตอาจยอมแพเอางาย ๆ เพราะขุมพลังตัวที่สามไมแกรงพอ ฉะนั้น คุณจําเปนตองพัฒนาสภาวะจิตใหเข็มแข็งใหมาก ๆ เมื่อขุมพลังทั้งสามของคุณซึ่งไดแก กําลักาย กําลังสมอง และกําลังใจ ไดพัฒนาจนทัดเทียมกับสิ่งที่คุณตองการแลว มันยอมงายที่คุณจะสมหวังในสิ่งที่คุณตองการ คุณก็แคลงมือทําสิ่งนั้นก็แคนั้นเอง คุณผูอานที่รัก คําถามที่วา “ฉันตองการอะไร?” เปนคําถามที่ยิ่งใหญ และหลังจากนั้นใหถามตอไปวา “ฉันตองพัฒนาขุมพลังตัวไหนเพิ่มเติม แลวศักยภาพของฉันจะทัดเทียมกับสิ่งที่ฉันตองการ”ผมแนใจวาคุณจะคิดอะไรดี ๆ ออกมาไดอีกมากมาย ยิ่งไปกวานั้น คุณจะหายสงสัยวา...ทําไมนะ...ฉันถึงไมไดสิ่งที่ฉันตองการ 12
  13. บทที่ 7ผูเชี่ยวชาญดานความหดหูและความเครียดเพราะวาเราไมไดสิ่งที่เราตองการพวกเราจึงเซ็ง เบื่อ หงุดหงิด คับของใจ วิตกกังวล สิ้นหวัง กลุมใจ หดหูและไรความสุข สิ่งนี้แมดูเหมือนวามีเหตุผลในตัวมันเองที่เราจะมีอาการเหลานั้นเมื่อเราไมไดสิ่งที่เราตองการ แตเนื่องจากวาเราตกอยูในอาการเหลานั้นบอยครั้งเกินไป ในที่สุดมันกลายเปนนิสัยและรูปแบบของการดําเนินชีวิตไปเลย เมื่อเนิ่นนานไป เราเขาใจไปวา “การที่เราไรสุขเปนเรื่องปกติ และนั่นแหละคือชีวิต” แตผมขอปฏิเสธอยางรุนแรงวาชิวิตไมใชแบบนั้นแน นาเศราใจที่พวกเราไดกลายเปน“ผูเชี่ยวชาญดานความหดหูและความเครียด” พวกเราสามารถเขาถึงสภาวะไรสุขไดอยางงายดายในชั่วพริบตา บางทีสิ่งที่เราเชื่ออาจมีปญหาในตัวมันเอง เชนพวกเราเชื่อวา...มันยุติธรรมดีไมใชหรือที่เราควรหมดความสุขเมื่อเราไมไดสิ่งที่เราตองการ ผมไมรูวาถูกปลูกฝงความเชื่อนี้เขาไปในจิตใจของเราตั้งแตเมื่อไหร แตสิ่งที่เกิดขึ้นลวนชี้ไปในลักษณะที่ผมอธิบาย เราพูดวา “ก็มันไมแฟร เลยนี่ที่ฉันตองเจอกับเรื่องแบบนี้” แลวเราก็อยูในอารมณที่เนามาก ทุกวันนี้ ไมวาเราจะเผชิญกับเรื่องอะไรก็ตามลวนนําเราไปสูสภาพวะ “ไมสบอารมณ” ไดอยางงายดาย เรากลายเปนคนที่ใชอยูเพียงกลยุทธเดียวนั่นคื “เซ็งไดงายในแทบทุกกรณี” แตขาวรายก็คือ...นอกจากโงเขลาแลว...มันยังเปนกลยุทธที่ไมมีวันไดผลอีกดวย 13
  14. บทที่ 8กลยุทธที่ไมมีวันไดผลคนเยอะมากทั่ ว โลกกํ า ลั ง หดหู เซ็ ง และดํา เนิ น ชี วิ ต ประจํ า วั น แบบคนไร สุข ทวา นั่ น คื อ กลยุ ท ธ ที่ผิดพลาดมากที่สุดเทาที่จะมากได มันเปนกลยุทธที่แยที่สุดที่เรามักเลือกเสียดาย และที่สําคัญก็คือ มันเปนกลยุทธที่ใชแลวไมไดผล หากวาอาการเซ็ง เบื่อ บน คร่ําครวญ ตําหนิ และหดหู สามารถทําใหเราไดมาซึ่งสิ่งที่เราตองการ คุณผูอานที่รัก ผานนี้ คนหกพันลานคนทั่วโลกคงสมความปรารถนากันไปหมดแลว แตเราไมมีทางไดอะไรมาดวยการกระทําเชนนั้นแน เรามามารถที่จะนั่งลงพื้น กระทืบเทารองไหแบบเด็กสองสามขวบ แลวโลกนี้ก็จะหันมาสนใจเราพรอมกับหยิบยื่นสิ่งที่เราตองการมาให ไมเลย มันไมเปนเชนนั้นเลย ยิ่งไปกวานั้น ในฐานะที่เราเปนผูใหญกันแลว ควรหรือที่เราจะนั่งลง กระทืบเทา แลวก็รองไห โดยหวังวาเราจะไดในสิ่งที่เราตองการ และสมมติวาบังเอิญเราไดในสิ่งที่เราตองการดวยวิธีนั้น งั้น ชาตินี้เรามิตองนั่งลง กระทืบเทา และรองไหไปชั่วชีวิตนับพันนับหมื่นครั้งเพื่อรองขอในสิ่งที่เราตองการอยางนั้นหรือ! ในโลกแหงความเปนจริงเราทําเชนนั้นไมไดแน แตแลวมันตางกันสักแคไหนที่เรามักจะเซ็ง เบื่อ บน ตําหนิ คร่ําครวญ กลุมใจ และหดหู ในยามที่เราไมไดในสิ่งที่เราตองการรูปแบบของอาการเหลานี้ สภาวะจิตที่ไรพลังเหลานี้ อารมณความรูสึกที่แย ๆ เหลานี้ ผมขอถามหนอยวามันดีกวาเด็กเล็กที่รองไหนอนดิ้นอยูกับพื้น และกระทืบเทาเพื่อรองขอในสิ่งที่เขาตองการตรงไหน เราทําไดดีกวาเด็กเล็กแคไหนกัน จะวาไปแลวผมวาเราแยกวาเด็กเล็กดวยซ้ําไป เพราะวาเราอยูในสภาวะเซ็ง กันทั้งปทั้งชาติ เราไรสุขไดทุกเมื่อเชื่อวัน ราวกับวาวิธีการเชนนี้จะนําเราไปสูสิ่งที่เราตองการไดสําเร็จ แตคุณก็รูวามันไมจริงเลย มันไมไดผล มันเปนโทษมาก แตเราก็ยังคงหลับหูหลับตาใชกลยุทธที่ไมเคยไดผลกันตอไป ราวกับวาความหดหูชางเปนเปาหมายที่ใหญโตเหลือเกินในการเกิดมาเปนมนุษย จนพวกเราพิชิตเปาหมายแหงความหดหูไดสําเร็จอยางสมบูรณแบบ...กลาวคือ...พวกเราเซ็งมันไดทุกวันและในทุกโอกาสพวกเราเซ็งแบบไมมีวันหยุด เว็งจนกวาเราจะตายไปจากโลกนี้ แตนี่นะหรือชีวิต ชางนาเสียดายอะไรเชนนั้น! หนทางแกไขหนทางเดียวคือการเขาไปรูจักความนากลัว ที่แทจริงของความหดหูวามันไมจบแคตัวมันเอง แตมันจะดึงดูดชักนําพาเรื่องเลวรายสารพัดเขามาสูชีวิตของเราไดอยางไร นี่คือหนทางเดียวที่จะจะโบกมือลา “ความหดหู” ไดสําเร็จ แตกอนที่จะพูดถึงเรื่องนั้นตอไป เราตองไปรูจักกับเรื่องของ “สสารและพลังงาน” กอน 14
  15. บทที่ 9สสารและพลังงานในจักรวาลอันไพศาลนี้ คุณคิดวามันมีอะไร ก็ดวงดาวกับที่วางไง นั่นอาจเปนคําตอบหนึ่งที่ถูกตอง อีกคําตอบหนึ่งที่ยิ่งถูกตองใหญก็คือ สสารกับพลังงาน แมแตตัวเราที่เปนมนุษยก็อาจอธิบายไดวา อันตัวเรานั้นไมไดเปนอะไรมากไปกวา “สสารและพลังงาน” โดยปกติแลวพวกเราเขาใจวัตถุในฐานะที่มันเปนสสารกันดีอยูแลว เพราะวาวัตถุมีรูปราง ขนาด มองเห็นได จับตองได สัมผัสได ฯลฯ เราจึงเขาใจมันไดงายชัดเจน อยางไรก็ตามเมื่อพูดถึงคําวา “พลังงาน” มันเขาใจยากกวามากเพราะวามันมองไมเห็นดวยตา ไมมีรูปราง บอกขนาดไมได ยิ่งไปกวานั้น พลังงานยังมีหลายแบบอีกดวย เพื่อใหงายพอที่จะเขาใจได เราจึงตองหันไปสนใจในคุณสมบัติของพลังงานจะดีกวา เชน ผมไมเขาใจหรอกวา“พลังงานความรอน” คืออะไร แตผมรูวามันมีคุณสมบัติที่เปลี่ยนแปลงวัตถุได เชน ถาผมใหพลังงานความรอนที่มากพอกับกระดาษในที่สุดกระดาษก็จะไมสามารถดํารงความเปนกระดาษได เพราะวามันจะถูกเปาไหม เชนเดียวกับน้ําที่ไดรับพลังงานความรอนที่มากพอ ในที่สุดน้ําก็จะเปลี่ยนแปลงกลายไปเปน “ไอ” เห็นไดชัดวาผมรูจักพลังงานความารอนในลักษณะคุณสมบัติของมัน แตผมบอกคุณไมไดวาพลังงานความรอนมีหนาตาอยางไร เพราะวาผมมองเห็นมันดวยตาไมได ในทํานองเดียวกัน ผมบอกไมไดวาพลังานเสียงมีรูปรางหนาตาอยางไร แตมันก็มีคุณสมบัติเฉพาะตัวของมัน โชคดีมากที่หูของเราสามารถรับเคลื่นเสียงจนทําใหเราไดยินเสียงสารพัดที่แตกตางกันได เราจึงรูวามันมีพลังงานนี้ แมวาพลั ง งานเสี ย งไม มี คุ ณ สมบั ติ ใ นการเปากระดาษก็ ต าม แต มั น ก็ ส ามารถเปลี่ ย นแปลงวั ต ถุ ไ ดเชนเดียวกัน เชน เสียงที่สูงมาก ๆ สามารถที่จะทําใหกระจกแตกได และเมื่อพูดถึงพลังงานไฟฟาทีไรโอ..งใหตายเถอะโรบิ้น ผมยิ่งไมเขาใจมันเลย เพราะวาคุณสมบัติของมันดูจะมากลนแผไพศาลราวกับไมมีที่สิ้นสุด หากขาดมัน เราคงไดสัมผัสโลกยามค่ําคืนดวยไฟจากตะเกียงดั่งเชนอดีตที่ผานมาเปนแนแตเมื่อมีมัน โลกของเราก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ดังนั้นพลังงานไฟฟาจึงเปฯการคนพบที่ยิ่งใหญมาก จะวาไปแลวสิ่งหนึ่งที่ผมยังไมเขาใจก็คือทําไมมนุษยตองตายดวยเมื่อผานกระแสไฟฟาที่มากพอเขาไปในตัวเรา แตผมไมเดือดรอนหรอกที่ไมเขาใจ ผมเพียงรูวา... คุณสมบัติของมันสามารถฆาผมได ... การรูเทานี้ก็นับวาเพียงพอแลวที่เราจะตองใชมันดวยความระมัดระวัง และผมยอมสรุปไดวา พลังงานไฟฟาก็เชนกัน เปนพลังงานที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวของมันและสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงวัตถุได (การจับปลาที่ช็อตใหตายดวยไฟฟาคือตัวอยางที่โหดสักหนอยที่มนุษยเปลี่ยนแปลงปลาเปน ๆ ใหตายอยางฉับพลันโดยอาศัยคุณสมบัติประการหนึ่งของพลังงานไฟฟา) ก็แลวมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องความสุขและความสําเร็จละ...ผมถึงตองไปรายยาวถึงเรื่องสสารและพลั ง งาน มั น เกี่ ย วตรงที่ ตั ว เรานั่ น แหละที่ เ ป น สสาร และจิ ต วิ ญ ญาณของเรานั่ น แหละที่ เ ป น 15
  16. พลังงาน เพียงแตวาพวกเรายังรูนอยมากวาจิตวิญญาณของเราเปนพลังงานที่มีคุณสมบัติอะไรบางเมื่อผมยัง เป น เด็ ก กว า นี้ ผมกลัว ผี ก็เ พราะวา วิญญาณหรื อที่ เ ด็กอย างผมเรีย ก “ผี ” นั้น สามารถมีคุณสมบัติพิเศษที่ลองลอยไปหลอกหลอนคนและปรากฏตนในรางที่โปรงแสงที่แสนจะนาเกลียดนากลัวได เด็กและผูใหญลวนเหมือนกัน พวกเรากลัวในสิ่งที่อธิบายไมได พอ ๆ กับที่คนโบราณกลัวฟารองฟาผา เรากลัวเพราะไมรูจะจัดการหรือรับมือกับมันอยางไร และเมื่อใดก็ตามที่เรามีสติปญญามากขึ้น จนเราพอจะเขาใจปรากฏการณนั้น ๆ หรือคุณสมบัติของพลังงานตาง ๆ ไดแลวเราก็จะไมกลัว ยิ่งไปกวานั้น เราจะคิดนําคุณสมบัติของพลังงานที่เราเขาใจแลวมาใชใหเปนประโยชนไดอีกดวย สิ่งหนุงที่ยากตอการพิสูจนก็คือ เปนไปไดหรือไมวา คุณสมบัติประการหนึ่งของจิตวิญญาณก็คือ มันสามารถเก็บกักกรรม (ซึ่งอาจเปนทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว) ที่ยังไมสงผลไวไดอยางละเอียดแมนยํา และดวยคุณสมบัติของมัน มันจะนําสิ่งที่เหมาะสมกับกรรมีที่ยังไมไดสงผลใหมาบังเกิดในชาติถัด ๆ ไป สวนกรรม (ดีและชั่ว) ที่สงผลแลวในชาตินี้ ยอมจบลงอยางสมบูรณ ไปแลวดวยตัวมันเอง ในฐานะชาวพุทธคําสอนที่วา “ทําดีไดดี และทําชั่วไดชั่วนั้น” จึงเปนคําสอนที่ปลอดภัยที่สุด เพราะวาสิ่งที่ยังไมสงผลนั้นอาจเก็บกักไวในคุณสมบัติของจิตวิญญาณเพื่อรอที่จะสงผลตอไปในกาลเวลาขางหนาอันเหมาสมก็ไดสิ่งที่ผมไดกลาวนี้เปนความลี้ลับที่นักวิทยาศาสตรยังพิสูจนไมได แตผมรูสึกวามันปลอดภัยดีถาหากวากรรมที่ยังไมไดสงผลนั้น...ลวนแตเปนกรรมดี เอาละ ผมจะเขาเรื่องเสียทีในบรรรดาสิ่งหนึ่งที่ทําใหเราไมวางไดมากที่สุดก็คือ “ความคิดของเรา” ผูเชี่ยวชาญดานสมองบอกเราวา มนุษยคิดกันอยูเรื่อยราววันละหาหมื่นเรื่องเห็นจะได อืมมมม...อะไรมันจะมากขนาดนั้น! แตผมเห็นดวยเพราะวามันแคแวบเดียวอยูเรื่อย แลวเราก็กระโดดไปคิดอีกเรื่องหนึ่งแลวก็อีกเรื่องหนึ่งไปเรื่อย ๆ เราหยุดคิดไดที่ไหนกันเลา เอาละ... เพื่อใหตลก ใครที่หยุดคิดไดยกมือขึ้น มันไมมีปุมเปดปดความคิดนี่คุณ แลวคุณจะหยุดคิดไดอยางไร คุณอาจคานวา “เฮ... แลวพระที่จิตวางละ ทานตองหยุดคิดไดสิ” ถูกตองแลวครับวาพระที่ฝกเจริญสติจนอยูกับปจจุบันอยางเต็มรอยยอมอยูเหนือความคิดได แตวาผมไมนับครับ ผมนับเฉพาะคนอยางคุณกับผมและคนทั่วไปทั่วโลกตางหาก พวกเราจํานวนนับไมถวนลวนแตหยุดคิดกันไมไดทั้งนั้นแหละเชื่อผมเถอะ และผมก็ไมไดขอรองใหพวกเราหยุดคิดดวย แตสิ่งที่ผมสนใจจริง ๆ ก็คือ... เจาความคิดนั่นแหละ...มันคืออะไรละ?คําตอบก็คือ... มันเปนพลังงานชนิดหนึ่งเชนกัน! คุณคงไมตกใจเทาไหรสินะ... ผมคาดเดา แตผมสิ ผมทั้งตกใจและตื่นเตนเมื่อผมเริ่มเขาใจมันในฐานะที่เปนพลังานชนิดหนึ่ง เมื่อกรอบความคิดของผมที่มีต อ คํ า ว า “ความคิ ด คื อ อะไร?” ได รั บ ความกระจ า งมากขึ้ น ชี วิ ต ของผมก็ เ ปลี่ ย นแปลงไปจนไมเหมือนเดิมอีกเลย เรามาดูกันสิวาความคิดเปนพลังงานในลักษณะใด 16
  17. บทที่ 10มนุษยแมเหล็กไฟฟา กับกฏแหงการดึงดูดชักนําพาเมื่อราว 75 ปกอนนักวิทยาศาสตรชาวเอเชียสองทานไดทําการทดลองอันนาทึ่ง เขาทั้งสองไดตอสายไฟผานกําแพงเหล็กเขากับสมองมนุษย เมื่อชายคนที่ถูกทดลองเริ่มคิด สิบหกวินาทีตอมาพวกเขาทั้งสองจับภาพคลื่นแมเหล็กไฟฟาไดแตไมชัดเจน ในตอนนั้นเขาทั้งสองดีใจมากเพราะวามันทําใหพวกเขารูวา...อยางนอยความคิดก็ไมใชสิ่งวางเปลาแตที่จริงมันคือพลังงานรูปหนึ่ง พวกเขาทั้งสองไดปรับปรุงการทดลองไปเล็กนอยโดยไมเฉลียวใจเลยวากําลังจะคนพบปรากฏการณที่ยิ่งใหญซึ่งไดกลายเปนตนแบบใหนักวิทยาศาสตรทดลองซ้ํานับครั้งไมถวนเพื่อยืนยันการคนพบในครั้งนั้น พวกเขาทั้งสองขอใหชายที่เขาทดลองคิดถึงอะไรก็ไดโดยที่เพิ่มความเซ็ง ความเบื่อ ความสลดใจ ความกลัดกลุมใจ ความวิตกกังวล ความหดหูใจ ความรูสึกวาทนแทบไมไหว และอะไรก็ไดที่ร็สึกแยมาก ๆ เขาไปในความคิดที่เขากําลังคิด พวกเขาสามารถที่จะจับภาพพลังงานของคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ที่ต่ํามากได! ขอใหผมขัดจังหวะสักหนอยเถอะครับคุณรูไหมวานี่มันแปลวาอะไร มันแปลวา...ความคิดที่ผสมดวยอารมณเชิงลบหรือสภาวะจิตยอดแยเขาไปก็คือ พลังงานแมเห็กไฟฟาชนิดความถี่ต่ํานั่นเอง ในทางตรงกันขามเมื่อพวกเขาทั้งสองใหชายคนเดิมคิดถึงอะไรก็ไดโดยเติมความรูสึกที่ปติยินดี ตื่นเตนเราใจ ความราเริง ความสุขใจ และอะไรก็ตามที่รูสึกดีลงไปในความคิดที่กําลังคิดอยู พวกเขาทั้ ง สองจั บ ภาพพลั ง งานแม เ หล็ ก ไฟฟ า ที่มี ค วามถี่สู ง มากได และเช น กั น นี่มั น หมายความว าความคิดที่ผสมดวยอารมณเชิงบวกหรือสภาพวะจิตยอดเยี่ยมเขาไปก็คือ พลังงานแมเหล็กไฟฟาชนิดความถี่สูงนั่นเอง และเพราะวาเรานั้นเปนคนที่คิดอยูตลอดเวลาและมีความแปรปรวนทางอารมณสูง เราไดสงพลังงานแมเหล็กไฟฟาความถี่สูงบางต่ําบางออกไปสูอวกาศอยูตลอดเวลาโดยไมรูตัวเลย เรานี่แหละคือตัวผลิตพลังงานแมเหล็กไฟฟาชั้นเยี่ยมที่สงพลังงานรูปแบบนี้ออกไปอยูตลอดเวลาไมวาเราจะรูตัวหรือไมก็ตามในแงนี้เราไดกลายเปนมนุษยแมเหล็กไฟฟาไปโดยปริยาย เพราะวาเราคือตนกําเนิดในการผลิตพลังงานแมเหล็กไฟฟาที่ถูกผลิตขึ้นจากความคิดที่ผสมอารมณและความรูสึกของเรา แลวสงออกไปสูหวงอวกาศตลอดเวลา ทวา พลังงานแมเหล็กไฟฟานั้น มีคุณสมบัติที่นาสนใจมากอีกประการหนึ่ง กลาวคือ คลื่นแม เ หล็ ก ไฟฟ า ความถี่ เ ดี ย วกั น จะดึ ง ดู ด กั น รวมตั ว กั น และเสริ ม แรงกั น นี่ ห มายความว า คลื่ นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่สูง ๆ จะดึงดูดคลื่นความถี่สูงอื่น ๆ เขาหากัน มันแปลความหมายไดอีกอยางหนึ่งวา คนที่กําลังสงคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูง ๆ ซึ่งแนนอนวามันผลิตขึ้นมาไดก็เพราะวาเขากําลังคิดถึงอะไรบางอยางที่ผสมดวยความรูสึกที่ดี ยอมดึงดูดคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูงของคนอื่น ๆ ที่กําลังสงออกไปในอวกาศเชนเดียวกันขอใหผมสรุปใหงายขึ้นโดยไมตองกลาวถึงคลื่นแมเหล็กไฟฟาวา 17
  18. ...เมื่อเราอารมณดี ราเริง ยิ้มแยมแจมใส ปติยินดี ตื่นเตนเราใจ และสุขใจอยางเหลือลน เรากําลังดึงดูดชักนําพาใหคนดี ๆ สถานการณดี ๆ ความโชคดี และสิ่งดีสารพัด เขามาหาเราอยางมากมายมหาศาลนั่นเอง ในทางตรงกันขาม เมื่อเราเซ็ง บน ตําหนิ เบื่อหนาย ถอนหายใจมาก ๆ กลัดกลุมใจสลดใจ สมเพชตนเอง หดหูใจ และอะไรก็ตามที่รูสึกแยมาก ๆ เรากําลังดึงดูดชักนําพาใหคนเลว ๆสถานการณเลว ๆ โชคราย และสิ่งเลวรายสารพัดเขามาหาเราอยางมากมายมหาศาลเชนกัน จะวาไปแลว คนโบราณเกงกวาที่ผมคิดไวมาก พวกเขาไดคนพบ “กฏแหงการดึงดูดชักนําพา”มากวาสองพันปแลว อยางไรก็ตาม ในสมัยนั้น (ซึ่งสมัยนี้ก็ยังใชกันอยู) กฏนี้ไดกลาวไวสั้น ๆ อยางทรงพลังวา “ของที่เหมือนกันดึงดูดกัน” แตในฐานะที่ผมไดศึกษาเรื่องนี้มามาก ผมไดขยายกฏนี้ใหยาวขึ้นและตอไปนี้คือกฏแหงการดึงดูดชักนําพาฉบับใหมลาสุดของผม กฏนี้กลาววา “ของที่เหมือนกันดึงดูดกัน เราไดดึงดูดชักนําพา ผูคน สถานการณ ความประจวบเหมาะ ตลอดจนเงื่อนไขและสภาวะการณตาง ๆ ที่ตรงกับความถี่ของคลื่นแมเหล็กไฟฟของเราที่สรางขึ้นจากความคิดจิตใจของเราที่สงออกไปในอวกาศทุกขณะอยางหลีกเลี่ยงไมได” คุณผูอานที่รัก ดั่งที่ผมไดกลาวตั้งแตแรกแลววา พวกเราจํานวนมาไดทําตัวเปน “ผูเชี่ยวชาญดานความหดหูและความเครียด” พวกเราลวนแลวแตดําเนินกลยุทธที่ผิดพลาด นอกจากจะไมไดผลและไมไดสิ่งที่เราตองการแลว กลยุทธ เชนนั้นกลับกลายเปนสาเหตุที่แทจริงที่ชักนําแตเรื่องที่เราไมตองการเขามาหาเราเปนขบวนพาเหรด เราตองหยุดมันโดยการฝกฝนตนเองใหเปนผูเชี่ยวชาญดานความราเริงและผองใสกันเสียที สมัยกอน ผมไดยินคนบางคนสบถวา “ถึงผมจะเซ็ง จะเครียด จะหดหูมันก็เรื่องของผม แลวมันหนักหัวใคร!” ขอประทานโทษ ผมทราบดีวามันไมหนักหัวผม แตวาคนเลว ๆและสถานการณเลวรายอีกมากที่คนคนนี้กําลังไปดึงดูดเขามาหาตัวเขานั้น พวกมันไมสนใจหรอกวาหนักหัวใคร เพราะวาพวกมันมาตามคําเชิญ แหงพลังดึงดูดชักนําพาที่สบัตรเชิญไปตามพวกมันดวยคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํา ๆ ชนิดเดียวกัน ใหเขามาสรางปญหาอยางไมมีทางหลีกเลี่ยงได ขอใหผมย้ําอีกครั้งเถอะวา...มันไปหนักหัวคนเลวและสถานการณเลว ๆ ที่เขาไปเชื้อเชิญดึงดูดเขามานั่นเอง 18
  19. บทที่ 11ซวยซับซวยซอน เพราะสงจดหมายเชิญผิดใบอันที่จริงผมไมสนุกเลยที่จะรื้อฟนอดีตที่วา ผมโงขนาดไหนที่มักดําเนินชีวิตดวยการตอตานโลก ตําหนิติ เ ตี ย น บ น เบื่ อ หน า ย เซ็ ง ขี้ ก ลั ว วิ ต กกั ง วล สมเพชตนเอง สั บ สน ว า วุ น ใจ หดหู แ ละอาการไรความสุขออีกสารพัดรูปแบบ คุณคงประหลาดวาปมเปนอยางนั้นไดอยางไร แตเชื่อผมเถอะวา พวกเราจํานวนมากเหลือเกินลวนตกอยูในวังวนเชนนั้น แมวาความเปนไปของชีวิตหลาย ๆ แงมุมเปนเรื่องลี้ลับและซับซอนจนยากที่จะเขาใจไดกระจางก็ตาม แตเมื่อหวนคิดถึงเหตุการณของผม ของสังคม ของประเทศ หรือแมกระทั่งของโลก ผมพบวาพวกเราทั้งโลกไดชวยกันเซ็ง วาวุน สับสน วิตกกังวลและหวาดกลัวกันมากขนาดไหน คุณเคยไดยินภาษาแบบนี้บางไหม...โอนี่ไงสังคมแหงความราเริงกันทั้งบาง โอนี่ไง...ประเทศที่ไรความวิตกกังวล โอนี่ไง ดาวนพเคราะหโลกที่มนุษยรักใครกันเหลือเกิด แตความจริงก็คือ เรากําลังดําเนินชีวิตอยูทามกลางคลื่นความคิดของอารมณที่เต็มเปยมไปดวยความกลัวไมใชหรือ! ไม ต อ งสงสั ย เลยว า ผมได ดึ ง ดู ด เรื่ อ งไม ดี เ ข า หาตนเองมากมายเพี ย งใด กั บ ความรูเทาไมถึงการณของผม ผมเคยสูญเสียเงินทองกวาสิบลานบาท ลมเหลวว้ําซาก หวาดกลัว ตกอยูภายใตสภาวะไรความสุขที่เกิดจากความทอแทสิ้นหวัง ผมมักคร่ําครวญ โกรธตนเอง บางครั้งผมตองน้ําตาไหลตามลําพังเงียบ ๆ และแวบหนึ่งแหงความคิดก็คือ...ผมอยากตายใหพนไปจากสิ่งที่ผมเผชิญอยู อีกเนิ่นนานใหหลัง ผมถึงไดคนพบความรูที่วา อาการซวยซ้ําซวยซอนเหลานี้ลวนเกิดขึ้นจากการสงจดหมายเชิญผิดใบของผมเอง ผมไดลงมือทําใหตนเองกลายเปนเหยื่อเสียเองโดยไมรูตัว คุณผูอานที่รักยิ่ง วันแลววันเลาที่ผมตกอยูในสภาพอันหดหูนั้น มันเปรียบไดกับวาผมไดสงจนหมายเชิญผิดใบที่แนบติดไปกับคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํา ๆ ของผม ในจดหมายเชิญใบนั้นมีขอความวา “ฉันคือความโศกเศรา ขอใหโลกนี้สงความทุกขทรมานเขามาหาฉันมาก ๆ ไดเลย” เมื่อคุณไดอานมาไกลถึงเพียงนี้ คุณคงพอเขาใจแลววา กฏแหงการดึงดูดชักนําพา ไดทํางานของมันอยางแข็งขัน และชักนําแตเรื่องเลว ๆ ที่ผมไมตองการเขามาเปนขบวนพาเหรด ขาวดีก็คือ หลายปมานี้ ผมไดใชกลยุทธใหมผมฝกฝนตนเองจนกลายเปนคนที่ราเริงอยูเสมอเพื่อใหสอดคลองกับสิ่งที่ผมไดรูแลววาอะไรเปนอะไร ผมเริ่มสงจดหมายเชิญถูกใบที่กลาววา “ฉันคือความสุข ขอใหโลกนี้สงสิ่งดีงามเขามาหาฉันมาก ๆ ไดเลย” แมบางครั้งผมอาจกลับไปกังวล แตผมก็มักมีอนุสติที่วองไวจนสามารถกลับมาราเริงไดโดยงายและรวดเร็ว และแลวชีวิตใหมของผมก็ดําเนินไปในลักษณะที่ไดรับพร อยางนี้สิถึงจะสมกับการไดเกิดมาเปนคน เพื่อใหคุณเกิดอนุสติเชนกัน คุณจําตอนตน ๆ ของหนังสือเลมนี้ไดไหม ผมขอรองใหคุณถามตนเองเสมอวา “ฉันตองการอะไร?” ผมเชื่อแนวาคุณตองการความสุข แลวมันไมบาหรอกหรือหากเราดํารงชีวิตสวนใหญของเราโดยพากันไปอยูในสภาวะที่แสนเซ็ง ทําไมเราไมเฉลียวใจ 19
  20. กันเลยวา...นั่นมันผิดทางแลว มันไมใชสิ่งที่เราตองการสักหนอย แลวทําไมเรามักปลอยปละละเลยมันละ บางทีเปนเพราะเราไมรูฤทธิ์เดชของการสงคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํามาก ๆ นั่นเอง และแนนอนวาเราตองหยุดสงจดหมายเชิญผิดใบ และหันมาสงจดหมายเชิญถูกใบแบบเรงดวน บางที มันอาจชวยเราไดมากขึ้น เมื่อเราไดรับบทเรียนจากกอนหินซะบาง 20
  21. บทที่ 12บทเรียนจากกอนหินใหเราจินตนาการวา ทั้งคุณและผมกําลังกํากอนหินกอนหนึ่งไวในมือซาย หนึ่งชั่วโมงผานไปแตเราก็ยังกําอยู เราคงเจ็บมือนาดูเลยในตอนนี้ แตขอใหเรากํามันตอไป จินตนาการวาขณะนี้รกําลังกินขาวอยูเราใชมือขวาจับชอนตักอาหารเขาปาก แตมือซายของเราก็ยังคงกํากอนหินนั้นไว นี่มันลําบากไหมแนนอนวาลําบาก นี่มันทรมานไหม แนนอนวามันทรมาน เอาละใหจินตนาการวาเราแตละคนกําลังอาบน้ําอยู แตเราก็ยังคงกํากอนหินไวในมือซายตอไป กระทั่งเราออกไปพบใครหรือพูดคุยกับใคร...ก็ขอใหเรากํากอนหินนั้นไว นี่มันบาชัด ๆ ในโลกแหงความเปนจริง เราจะกํากอนหินโดยไมวางมันลงไดสักกี่ชั่วโมงกัน! เอาละ... พพอกันที สิ่งที่เราจะทําก็คือ...แควางมันลง ความจริงงาย ๆ ก็คือ...กอนหินจะไมมีวันวางเรา เรานั่นแหละที่ตองวางมันลง ก็แคนั้นเอง และเราจะไดรับอิสรภาพ ก็แลวจิตใจของเราที่กําความทุกข ความเซ็ง ความเบื่อหนาย ความกลัดกลุมใจ ความนอยอกนอยใจ ความทอแท ความโกรธ ความอาฆาต ความหดหู ความรูสึกวาแบกรับไมไหวหรืออะไรก็ตามที่แย ๆ ละ สภาวะจิตหรืออารมณเชิงลบเชนนั้นมิยิ่งยาวนานกวาและเลวรายกวาการกํากอนหินดวยมือของเราหรอกหรือ? คุณเคยโกรธใครนานกวาหนึ่งวันไหมละ แนนอนวามันเปนไปได แตเคยไหมที่คุณกํากอนหินโดยไมปลอย นานถึงหนึ่งวัน ไมมีทาง! พวกเราไมยอมตื่นขึ้นมาจริง ๆ เพื่อรับรูวาอารมณลบจะไมยอมปลอยเรา มีแตเรานั่นแหละที่ตองปลอยวางพวกมันลงเสีย ดังนั้น เราจําเปนตองปลอยกอนหินออกจามือของเราพอ ๆ กับที่เราตองปลอยวางเรื่องไมดีออกจากจิตใจของเราถาไมอยากทุกขทรมาน แมวาผมจะไดอธิบายถึงขนาดนี้แลวก็ตาม หลาย ๆ คน ที่โทรศัพทถึงผมยังยืนยันที่จะจมอยูในกองทุกข พวกเขามักพูดในทํานองเดียวกันวา “ก็ชีวิตคุณไมไดลําบากเทาฉันนี่ คุณก็พูดไดสิวาใหปลอยวางเสีย” เห็นทีผมตองอธิบายตอดังนี้... 21
  22. บทที่ 13“ก็ชีวิตคุณไมไดลําบากเทาฉันนี่ คุณก็พูดไดสิวาใหปลอยวางเสีย”หญิงสาวคนหนึ่งโทรศัพทถึงผม เธอปรับทุกขมากมายวาชีวิตของเธอชางลําบากเหลือเกินและไมมีความสุขแมแตนิดเดียว ผมอธิบายหลายหัวขอที่ผมไดเขียนผานมาแลวใหเธอฟง แตเธอคานวา “ก็ตอนนี้ฉันไมมีเงิน แลวฉันจะมีความสุขไดอยางไร” ผมจึงเผยเคล็ดลับที่จะไขเขาสูชีวิตที่แสนวิเศษใหเธอทราบโดยบอกเธอวา “ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้คุณไมมีเงิน ใหตัดสินใจเสียที่จะมีความสุขในวันนี้และทุกวันใหไดแลวสิ่งที่ดูเหมือนวาเปลี่ยนแปลงไมไดจะเปลี่ยนแปลงไปเอง” ผมรูดีวาสิ่งที่ผมบอกไปอาจปฏิบัติได ย ากหน อ ยในตอนแรก แต ใ นเรื่ อ งแบบนี้ ผ มไม ไ ด ห มายถึ ง ความสมบู ร ณ แ บบ แต ห มายถึ ง ใหพยายามหนอย แมนิดหนึ่งก็ถือวามีความกาวหนาแลว มันหมายถึงการฝกตนเองแบบใหมที่จะไมยอมตกอยูในสภาพเดิมที่เราโคตรคุนเคย (ขออภัยในความไมสุภาพเล็กนอย) เราไมเบื่อกันหรือไงกับความแหงแลงแหงชีวิตเชนนั้น ทําไมละ การฝนยิ้มสักเดี๋ยวจะตองใชจายหรือไง! การกระโดดโลดเตนที่ราเริงสักนิดหนอยจะทําใหเธอคนนั้นเสียเงินเพิ่มหรือไง! เอาละ สมมติวาทั้งความหดหูและความราเริงไมสามารถทําใหการเงินของเธอดีขึ้นมาได ก็แลวอยางไหนดีกวากันละระหวางความหดหูกับความราเริง ดั่งที่ผมไดเลาแลว ในตอนที่เธอกลาววา “ก็ชีวิตคุณไมไดลําบากเทาฉันนี่ คุณก็พูดไดสิวาใหปลอยวางเสีย” สมมติวาผมแนะนําเธอวา “คุณตองรองไหใหมาก ๆ ใหพยายามทุกขทรมานใหมากที่สุดเทาที่คุณจะทําไหว เอาเลย คุณชินแลวนี่กับพฤติกรรมเหลานั้น ประชดชีวิตมันเขาไปใหเต็มที่ ใหสมกับที่โลกนี้มันหวยแตกสิ้นดี เอาเลยลุยเขาไปเลย” คุณผูอานที่รัก เรารูดีวาคําแนะนําที่บาบอคอแตกเชนนั้นชวยหญิงสาวคนนี้ไมได ในเมื่อวิธีเกาที่มุงเนนความหดหูแลวมันไมเวิรค มันไมไดผล มันไมไดสิ่งที่เธอตองการ งั้นทําไมไมลองวิธีตรงกันขามละ มันจะทําใหเธอเสียหายอะไรหรือถาเธอหันมาใชกลยุทธใหมที่ราเริงสุดขีด พฤติกรรมนี้จะทําใหเธอเสียหายมากกวาเดิมไดอีกหรือไง! แนนอนวาเธอไมมีอะไรจะตองสูญเสีย แลวทําไมไมลองละ แตขาวดีก็คือ เมื่อเธอคนนั้นตั้งหนาตั้งตาราเริงกันทั้งวัน มันเวิรค!!! ใชแลววามันจะไดผล มันจะคอย ๆ คลี่คลายปญหาในทุกรูปแบบใหเธอได แนนอนวาผมไมไดบอกวาเธอไมตองทําอะไรเลย แตผมหมายความวาใหทําทุกอยางที่ตองทําตอไปแตเพิ่มอีกนิดตรงที่ใหราเริงเขาไว ปติยินดีเขาไว ยิ้มแยมแจมใสเขาไว แลวพลังงานคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูงที่เธอสงออกไปในอวกาศทุกวันซึ่งเปรียบได กั บ การส ง บั ต รเชิ ญ ถู ก ใบของเธอ ตลอดจนกฏแห ง การดึ ง ดู ด ชั ก นํ า พาก็ จ ะเริ่ ม ไปตามผู ค นสถานการณและความประจวบเหมาะอันดีงามที่ถูกที่ถูกเวลา เขามาหาเธออยางนาพิศวง เธอกําลังกวักมือเรียกสิ่งดี ๆ ที่มีพลังงานความถี่สูงแบบเดียวกับคลื่นของเธอเขามาพัวพันในวงจรชีวิตของเธอนั่นเอง แลวชีวิตของเธอก็คอย ๆ ดีขึ้นและเปลี่ยนแปลงไป 22
  23. ฉะนั้นถาตอนนี้คุณยังไมมีแฟน แตคุณอยากมีแฟน แลวคุณจะมีความสุขไดอยางไร? คําตอบก็คื อ “ทั้ ง ๆ ที่ คุ ณยั ง ไม มี แฟน ให ตั ดสิ น ใจเสี ย ที่ จ ะทํา ตัว ให มีค วามสุข แลวคุณ จะดึ ง ดู ดสิ่ ง ที่ คุ ณตองการ” ถาตอนนี้คุณสุขภาพไมดีนักจนคุณลําบากลําบน แลวคุณจะมีความสุขไดอยางไร? คําตอบก็คือ “ทั้ง ๆ ที่คุณสุขภาพไมดีนักจนคุณลําบากลําบน ใหตัดสินใจเสียทีจะทําตัวใหมีความสุข แลวคุณจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น อาจกล า วสรุ ป ได ว า ไม ว า เราจะอยู ใ นสภาวะเงื่ อ นไขใด ๆ ก็ ต าม ให ตั ด สิ น ใจเสี ย ที่ จ ะมีความสุขโดยทําตัวใหราเริงและมีควมสุขแลวเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสภาวะเงื่อนไขที่เราไมชอบใจไดโดยไมยากเย็น ถามจริง การตัดสินใจที่จะมีความสุขนะ...มันนารังเกียจนักหรือไง พวกเราถึงไดลังเลกันนัก!!! 23
  24. บทที่ 14กฏแหงการมุงเนนเทาที่ผานมา ผมไดอธิบายวาความคิดที่เจืออารมณของเรานั้น เปนพลังงานรูปหนึ่งในรูปของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่แปรปรวนไปตามอารมณหรือสภาวะจิตของเรา นอกจากนี้ผมยังไดกลาวถึงกฏแหงการดึงดูดชักนําพา และแนะนําใหพวกเราราเริงเขาไวเพราะนั่นคือการสงจดหมายเชิญถูกใบและยังเปนการกวักมือเรียกสิ่งที่ดแสนดีตาง ๆ นานาเขามาพัวพันในชีวิตของเราเปนชุดชุด มากมายกายกองจนเปนขบวนพาเหรด อยางไรก็ตาม ผมทราบดีวาเรื่องที่ผมบอกไปนี้เปนเรื่องที่ใหมมากสําหรับคนจํานวนมาก หลายคนจึงทําใจไมไดวาจะเชื่อดีหรือไม สวนผมนั้นแนนอนวาเชื่อมั่นใจสิ่งทีผม ่กลาวไวทุกประการ ผมคิดวาถาเราไดพิจารณาเรื่องนี้ในอีกหนทางหนึ่ง บางทีเราอาจจะไดคําตอบที่ชัดเจนและสอดคลองตองกันไดโดยงาย สิ่งที่ผม จะกลาวถึงก็คือ กฏแหงการมุงเนน กฏแหงการมุงเนนกลาววา “อะไรก็ตามที่ความคิดจิตใจของมนุษยมุงเนนหรือมุงมอง ก็มีแนวโนมวาเขาหรือเธอคนนั้นจะไดสิ่งนั้นมาครองมาก ๆ” เพื่อที่จะใหงายในการพิสูจนกฏนี้ ผมจึงขอใหพวกเราหงายฝามือขวาขึ้นมาตรงหนา จากนั้นก็ใหล็อกสายตาไวที่ฝามือนี้ตลอดไปหนึ่งชั่วโมง เดาสิวาเราเห็นอะไร... ก็ลายมือของเรานะสิ! แลวทําไมเราถึงจะไดเห็นสิ่งอื่นบางละ งายจะตาย...ก็เลิกมองฝามือแลวหันหนาไปมองอยางอื่นเสียทีสิ สิ่งนี้จะแตกตางอะไรกับจิตใจของเรา เมื่อจิตใจของเรามุงเนนหรือมุงมองแตความเซ็ง ความหดหู และความกลัดกลุมใจอยูเกือบตลอดเวลา เดาสิวาเราจะไดครอบครองอะไรไวมาก ๆ ก็ความทุกขทรมานไงละแลวเราจะทําไงดี ก็หันไปคิดไปจินตนาการเรื่องดี ๆ บางสิพวกเรา คราวนี้พวกเราจะไดครอบครองอะไรไวมาก ๆ ก็ความสุขไง คุณผูอานที่รัก อันวากฏแหงการมุงเนนนั้น ไมวาผมจะพิจารณามันอยางไร ผมรูสึกวามันชางเหมือนกับกฏแหงการดึงดูดชักนําพาเหลือเกิน ผมคิดวาเจาสองกฏนี้ตองเปนพี่นองฝาแฝดกันอยางแนนอน ผมเชื่อวาคุณคงไดไอเดียพอสมควรแลว ฉะนั้นมันถึงเวลาแลวที่เราจะตองหันมาใชกลยุทธใหมดวยการสรางอารมณที่มันราเริงมาก ๆ ยิ้มแยมแจมใสมาก ๆ ณ บัดนี้ มันถึงเวลาแลวที่เราจะตองรูกันอยางจริงจังกันเสียทีวา พลังแหงความรูสึก หรือพลังแหงอารมณ หรือพลังแหงสภาวะจิต เปนพลังที่ยิ่งใหญกวาพลังแหงความคิดมากมายนัก 24
  25. บทที่ 15ระหวางความคิด กับความรูสึกนานมาแลวที่ผมมักหลงใหลวาพลังแหงความคิดคือสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดจะวาไปแลวก็ไมผิดนัก แตวา...ความจริงที่นาตกใจสําหรับผมก็คือ ชีวิตผมไดเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาลเมื่อวันที่ผมไดตระหนักวาพลังแหงอารมณ (หรือพลังแหงสภาวะจิต หรือพลังแหงความรูสึก) เปนพลังที่มีอานุภาพและทรงพลังเหนือพลังทั้งมวล พลังนี้อธิบายพฤติกรรมของเรา สิ่งที่กําลังเกิดขึ้นกับตัวเรา และพฤติกรรมของคนในโลกนี้ไดดีเอามาก ๆ การเปลี่ยนกรอบความคิดในเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวไดกระทบตอการดําเนินชีวิตประจําวันของผมเปนอยางมาก ซึ่งผมจะคอย ๆ อธิบายตอไป เพื่อที่จะชี้ใหเห็นถึงความแตกตางใหจงได ผมจําเปนตองลดความสําคัญของสมองลงมาเสียหนอย เชน ถาผมบอกวากระเพราะอาหารก็เปนแคอวัยวะชิ้นหนึ่งที่มีหนาที่ยอยอาหารเทานั้น มันยอมงายมากที่ผมจะพูดวา “เราทุกคนไมใชกระเพาะอาหาร” ในทํานองเดียวกัน สมองก็เปนแคอวัยวะชิ้นหนึ่งเหมือนกัน ผมยอมพูดไดวา “เราทุกคนไมใชสมอง” ยอมแนนอนอยูแลววาเราตองเปนอะไรที่มันมากกวาการเปนแคสมอง แตวาสมองมีความสามารถในการคิด วิเคราะห ประเมินผล ตั้งคําถาม ตอบคําถาม แปลความหมาย และควบคุมการทํางานของอวัยวะอื่น ๆ อีกเปนจํานวนมาก ความสําคัญของสมองจึงโดดเดนเหนือสิ่งอื่นใด ถึงกระนั้นก็ตาม เพียงเพราะวาสมองของเราคิดได ผมไมสามารถพูดไดวา “เราคือความคิดของเรา” ก็เราจะกลายเปนสิ่งที่เราผลิตมันออกมาไดอยางไร ก็เรานั่นแหละที่สรางหรือผลิตความคิดออกมาจากสมอง เรายอมเปนเรา เราที่ยิ่งใหญกวาความคิด และสมมติวาเราไมไดสรางความคิดใด ๆ ขึ้นมา เราก็ยังคงเปนเราอยูดี เราไมไดกลายเปนศูนย ณ ขณะที่สมองของเราไมไดคิดอะไรเลย ผมอยากใหเรามองวาสมองเปนแคเครื่องมือชิ้นหนึ่งที่มีประโยชนของเรา ดวยวิธีนี้เทานั้นที่เราจะตระหนักรูไดวา เราเปนอะไรที่เหนือชั้นกวาความคิด (สมอง) ของเรามาก คําวาสภาวะจิตหรือสภาวะอารมณ หรือความรูสึก เปนคําสามคําที่แมไมเหมือนกันเปะ แตมีบทบาทที่สําคัญกวาพลังความคิดหรือพลังสมองมาก เมื่อผมพูดวา “ตอนนี้พวกเรารูสึกกลาหาญ”ความกลาหาญเปนนามธรรม เปนสภาวจิตหรืออารมณความรูสึกอยางหนึ่ง เปนคุณสมบัติชนิดหนึ่งผมบอกไมไดวาตรงไหนของตัวพวกเราบางที่กลาหาญ ตรงที่ขอศอกขวารึ ไมใชแน ตรงที่หัวเขารึที่กลาหาญ ไมใชอีกนั่นแหละ เมื่อพวกเรารูสึกกลาหาญตั้งแตหัวจรดเทาตลอดจนทั้งภายในและภายนอกของเรานั่นแหละที่อยูในสภาวะกลาหาญ ยามที่เราอยูในสภาวะจิตที่หวาดกลัว ตรงไหนของเราละที่กลัว ก็ตั้งแตหัวจรดเทาตลอดจนทั้งภายในและภายนอกของเรานั่นแหละที่อยูในสภาวะหวาดกลัว เมื่อเราขนลุกซู...มันไมเลือกที่เกิดหรอก มันก็ขนลุกไปทั้งรางนั่นแหละ ผมมักชอบพูดวา “ความคิดอยูที่สมองที่บรรจุอยูในกะโหลกของเรา แตความรูสึกอยูในรางของเรา” เมื่อเราเหยียบตะปูเราคิดที่สมองแต 25
  26. เราเจ็บที่ไหน ของกลวย ๆ ... ก็ที่ฝาเทานะสิ ยามที่เรากินอาหารเปนพิษแลวจะเปนไง อีกครั้งที่เราคิดที่สมองแตเราปวดที่ทอง ผมถึงพยายามพูดอยูเสมอวา...ความรูสึกอยูในรางของเรา เราจึงตองสนใจความรูสึกใหมาก ๆ เมื่อผมถามวา “ตอนนี้พวกเราคิดอะไรอยู?” มันตอบยากเพราะวาเรามักไมคิดเรื่องไหนนานเมื่อผมถามวา “ตอนนี้พวกเรารูสึกอยางไร?” คราวนี้พอบอกไดเพราะวาความรูสึกมักคางอยูในตัวเราไดนานพอสมควรจนเรารูวาเราอยูในอารมณไหน ณ ตอนนี้ มาดูตัวอยางใกลตัวอีกเพียบ เชน จิตรกรคนไหนก็ไดอาจเลือกไมวาดภาพในวันนี้ถาเขารูสึกวาไมมีอารมณ สมองของเขาไมไดเสีย ความสามารถในการวาดภาพของเขาไมไดหมดไป แตมันไมมีอารมณ เขารูสึกวาแมฝนทําก็คงไดผลงานออกมาไมดี นักเขียนบทประพันธ คนเขียนดนตรีหรือบทเพลง คนที่ชอบเขียนบทกลอน คนเหลานี้แมนปราศจากซึ่งอารมณแลวไซร โอกาสก็คือ พวกเขาจะไมทํากิจกรรมเหลานั้น และเชนกัน คนเหลานี้ลวนไมไดสมองเสีย ไมตองไปผาตัดสมอง พวกเขาแคไมอยากทําในตอนนี้เราพบวามันไมมีอารมณ นักกอลฟอาชีพและมือสมัครเลน ในบางคราวที่เลนไดแยเอามาก ๆ ไมมีใครพูดแบบนั้นแนพวกเขามักอธิบายวา “วันนี้จับความรูสึกไมไดเลย” แลวความรูสึกคืออะไรละ ก็คือสภาวะจิตหรืออารมณนั่นเอง นักกีฬาในวงการอื่นก็เชนกัน ปจจัยสําคัญอยูที่ความรูสึกมากกวาปจจัยอื่น ที่เปนตัวกําหนดวาพวกเขาจะทําไดดีมากหรือดีนอยแคไหน “ไปดูหนังกันมั้ย?” ผมโทรศัพทไปชวนเพื่อน “ไมมีอารมณเลยวะ” เพื่อนบอก เดาสิวาเขาตัดสินใจวาไง “มึงไปเถอะ กูไมมีอารมณวะ” ฉะนั้น ในกรณีอื่นก็เชนกัน ไมวาจะเปนการไปกินขาว ไปภูเขา ไปทะเล ไปขับรถเลน ไปโยนโบวลิ่ง ไปวายน้ํา ฯลฯ มันตองดูกอนวามีอารมณไหม ถาไมมีแมแตนิดเดียว ขอใหเชื่อเถอะวา มันยากเอามาก ๆ ที่มนุษยจะยอมทําอะไรก็ตามในขณะที่ไมมีอารมณเลยและตอใหทําตาม มันจะเปนการกระทําที่ไมคอยไดเรื่องเสมอ โปรดจําไววา อารมณคือตัวชี้หลักวาพวกเราเต็มใจแคไหนที่จะทําหรือไมทําอะไร เพื่อที่จะปูทางใหเราเขาใจวา สภาวะจิต หรืออารมณความรูสึกของเรานั้นสําคัญอยางยิ่งยวดผมอยากใหเรามองมันในลักษณะคุณสมบัติ ตอไปนี้เรามาพิจารณานามธรรมตอไปนี้ดู ความรักความอบอุน ความกลา ความเชื่อมั่น ความเมตตากรุณา ความเอื้อเฟอเผื่อแผ ความเปนผูให ความเพียรความพยายาม ความมุงมั่น ความยุติธรรม ความซื่อสัตย ความอดทน ความมีวินัย ฯลฯ สิ่งเหลานี้คืออะไรกันแน พวกมันลวนจับตองไมได ไมมีรูปรางที่พวกมันมีลักษณะเปนคุณสมบัติ เปนสภาวะจิต เปนสภาวะอารมณหรือความรูสึก เชน ความเชื่อมันเปนความรูสึกอยางหนึ่ง ผมไมบาพอที่จะพูดวา “ความเชื่อมั่นเปนความคิด” อยางแนนอน เห็นไดชัดวาสิ่งเหลานี้ลวนเปนสิ่งที่นักปราชญสอนเราวา เราตองมีสิ่งเหลานั้นเพื่อชีวิตที่เปยมสุขและประสบความสําเร็จ สรุปงาย ๆ ก็คือ คุณสมบัติเหลานั้นหรือสภาวะ 26
  27. จิตเหลานั้น เปนอีกชื่อหนึ่งของอารมณในเชิงบวกทุกชนิด และเราตองหันมาใสใจวาเราสามารถสรางอารมณเชิงบวกขึ้นมาไดอยางไร ในทางตรงกันขาม อารมณเชิงลบทั้งหลายแหลก็เชนกัน เปนคุณสมบัติที่มีพลังในการทําลายลางสูงสุด พวกมันจึงเปนสิ่งที่เราไมตองการอยางแนนอน สวนขาวดีก็คือ ในขณะที่อารมณเชิงลบทรงพลังที่สุดในการทําลายลาง แตอารมณเชิงบวกก็ทรงพลังที่สุดเชนกันในการสรางสรรคทุกสิ่งที่ใหบังเกิดขึ้น ไมมีพลังอะไรหมัดหนักเทากับพลังแหงอารมณ และตอนนี้เราไดรูแลวดวยวา เราตองเลือกพลังฝงไหน ถูกตอง...พลังแหงอารมณเชิงบวกเทานั้น อนึ่ง การฝกสติถือวาเปนหลักปฏิบัติที่สําคัญยิ่งที่ในพุทธศาสนาของเราและสําคัญยิ่งตอทุกศาสนาทั่วโลก (ของดีขนาดนี้มันตองเปนสากล) พวกเราลวนยอมรับวาการมีสตินั้นเปนสิ่งที่ดียิ่ง ก็แลวการมีสติคืออะไรเลา? การมีสติก็คือการที่เราฝกตนใหรูสึกตัวมาก ๆ นั่นเอง การมีสติเปนเรื่องของความรูสึก การมีสติคือการที่เราอยูกับที่นี่และปจจุบันไดอยางมีประสิทธิภาพและไดรับประสบการณอะไรก็ตามที่กําลังเกิดขึ้นอยางเต็มสวนหรือเต็มที่ การรูสึกตัวนี้ไมใช “ความคิด”อยางแนนอน แตมันเปนสภาวะแหงอารมณที่รูสึกตัวหรือคุณภาพของจิตที่ฝกไวดีแลวจนไวมากในการรับรูถึงขนาดนี้แลวเรายังจะไมเชื่ออีกหรือวา “ความรูสึก” ชางสําคัญยิ่งตอชีวิตของเรา 27
  28. บทที่ 16ตลาดหุน กับตลาดอารมณในวงการคาหุนนั้น ผมขอใหสังเกตวามันเกี่ยวของกับอารมณของมหาชน มีกี่ครั้งที่เราทําตามเหตุผล...เชื่อเถอะวานอยมาก เราไดยินแตคําศัพททางอารมณกันบอยมาก “โอ ตอนนี้ตลาดเกิดการแพนิค(ตื่นตกใจ) ผูคนกําลังเทขายแลวหนีออกจากตลาด” “ตอนนี้มูด (อารมณ) ตลาดไมดี ขอให wait and see(รอและเฝาดูไปกอน)” เห็นไดชัดวาแทบไมมีใครออกมาตะโกนเลยวา “เฮ ทุกคน มีเหตุผลกันหนอยพวกเราตองใชพลังสมองกันใหมาก ๆ เพราะวาเรามีสมองที่ฉลาดเหนือสิ่งใด เฮ วิเคราะหซิ อยาใชอารมณสิ” แตคุณผูอานครับ ความกลัวของมนุษยเปนพลังแหงอารมณที่หมัดหนักมาก มันทําใหสมองเปนอัมพาต ฉะนั้น ถาหวังจะใชสมองละก็ เราตองหันมาคุมอารมณใหอยูเสียกอน คนจํานวนมากที่หมดตัวเพราะหุน...หมดตัวเพราะคุมอารมณไมได พวกเขาทุกคนลวนแตสมอง ไมไดเสีย ผมเคยเสียหายกับวงการหุนมาแลว ทุกวันนี้ ผมไมเลนหุนแตผมไมรังเกียจหรือเกลียดหุน ผมรูสึกขอบคุณมันดวยซ้ําที่สอนผมหลายอยาง ในสมัยนั้นผมเสียหายเพราะวาผมเปนนายเหนืออารมณไมได ผมจึงตัดสินใจผิดพลาดหลายครั้ง ผมตัดสินใจผิดทั้ง ๆ ที่ผมเปนบุคคลหนึ่งที่มีพลังสมองดีเยี่ยม ผมบอกแลว มันไมเกี่ยวเทาไหรกับสมอง แตมันเกี่ยวกับสภาวะจิต สภาวะอารมณ และสภาวะความรูสึก ถาเราอยากชนะตลาดหุน...ผมขอแนะนําใหฝกฝนสภาวะอารมณใหหนักแนนเยือกเย็น แลวเราจะยืนโดดเดนเหนือตลาดแหงอารมณของคนทั้งปวงโอกาสที่เราจะตัดสินใจทําสิ่งที่ถูกตองจะเพิ่มสูงขึ้นมาก พูดแลวจะตกใจ กองทุนใหญ ๆ ในตางประเทศนั้น แมพวกเขาจะวิเคราะหกันมากก็ตาม ใชเหตุผลกันมากก็ตาม แตคนที่เกงที่สุดนั้นจะติดสภานการณจากลางสังหรณแหงความรูสึกที่แรงกลามาก ๆ (ซึ่งไมสามารถคนหาไดจากพลังสมอง) ที่ผุดออกมาจากสภาวะจิตที่ฝกฝนสัญชาติญาณหยั่งรูมาอยางดี มันเปนคุณสมบัติที่เหนือกวาการคิดทางเหตุผลมาก สวนขอมูลวิเคราะหที่เปนหลักฐานบนกระดาษนั้นเปนปจจัยรอง ตราบใดที่มนุษยมีจิตใจ ตราบนั้น มนุษยตองมีอารมณมนุษยจึงตองใชอารมณใหเกง ๆ หนอย สุดยอดแหงการใชอารมณก็คือ “คนตาย” ถาดาวนพเคราะหโลกไมมีผูคนราวหกพันกวาลานคนอาศัยอยูละก็ โลกใบนี้จะเปนโลกที่ไรอารมณแตเพราะวาโลกนี้มันเต็มเปยมไปดวยอารมณ จะสูกับตลาดหุนมันก็ตองสูดวยการเขาใจอารมณตลาด เขาใจอารมณตนเอง แลวเราจะตัดสินใจไดถูกตองเพิ่มขึ้นอีกเปนอันมาก 28
  29. บทที่ 17เราสรางอารมณขึ้นมาไดอยางไรพวกเราลวนมีอารมณอยูตลอดเวลาตราบใดที่เรายังตื่นอยู คําถามคือ เราสรางหรือผลิตอารมณขึ้นมาไดอยางไร คําตอบคือ เราประกอบหรือสรางหรือผลิตอารมณขึ้นมาจากแหลงที่สรางอารมณทั้งสามแหลงภายในตัวเราไดแก 1. การเคลื่อนไหว 2. ภาษาที่เราใช 3. ภาพในใจที่เรามุงมองอยูคุณผูอานที่รัก ผมกําลังจะพูดถึงเรื่องที่สําคัญเหลือเกินเปนความรูที่ทําใหชีวิตของผมไมเหมือนเดิมไปตลอดกาล ผมหวังและเชื่อวา มันจะสรางผลลัพธที่ยิ่งใหญใหกับคุณผูอานเชนกัน เราไปสํารวจเรื่องนี้กันเลยเถอะ 29
  30. บทที่ 18อารมณถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหวอารมณถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหวของเรา ยิ่งเคลื่อนไหวมาและรวดเร็วมาก เราก็ยิ่งสรางอารมณที่เรียกวา “รูสึกดี” ไดมาก ถาเราเคลื่อนไหวนอยและชาเอามาก ๆ เราก็จะมีอารมณนอยตามไปดวย ในกรณีนี้เรามักจะอยูในสภาวะที่เรียกวา “รูสึกแย” นั่นเอง ยกตัวอยางเชน ตอนนี้ผมขอใหพวกเราปรบมืออยางชา ๆ เรารูสึกอยางไร อืมมมม... ก็สุดแสนจะธรรมดา เอาละ ไหนลองปรบมือเขาหากันแรงขึ้นแลวกระชากออกจากกันอยางเร็วที่สุดซิ ทําสักสี่หาครั้งดูคราวนี้พวกเรารูสึกอยางไร รูสึกดี ใชไหม? คราวนี้ลองแบบใหม ใหเอาหลังมือซายปะทะเขากับฝามือขวาอยางรวดเร็วแลวกระชากออกจากกันอยางรวดเร็วที่สุดโดยใหมือทั้งสองแยกออกจากกันใหกวางถึงหัวไหล ลองทําดูสักสี่หาครั้ง เปนอยางไรบาง พวกเรารูสึกวาไดอารมณและรูสึกดีไหม? สําหรับผมแลว...การทําแบบนี้มันทําใหผมรูสึกวาเยี่ยมมาก ใหลองจิตนตนาการวาพวกเรากําลังอยูในสนามเพื่อเชียรฟุตบอลนัดโปรดของเรา เอาละ มองไปเชียรลีดเดอรหนอย สมมติวาเธอกําลังสั่นขอมือดวยลีลาที่ชาเอามาก ๆ นั่นจะเปนยังไง...โอ.อะไรจะไรอารมณถึงเพียงนั้น ผมบอกไดเลยวาควรเอาเธอคนนี้ไปเก็บซะ ในโลกแหงการเชียรที่แทจริงนั้นเปนอยางไรกันแน บรรดาเชียรลีดเดอรทั้งหลายลวนเคลื่อนไหวคลองแคลววองไว สั่นมือไวถึงไวมาก แลวเกิดผลอยางไรละ โอ... ชางไดอารมณเสียจริง สมมติวาตอนนี้พวกเรากําลังเพลงชนิดเราใจและดิ้นกันอยูการดิ้นคือการเคลื่อนไหวที่คอนขางเร็วในตัวมันเอง ฉะนั้นไมตองสงสัยเลยวามันไดอารมณ ปจจุบันนี้ผมไมพูดวา “อารมณจา ลอยมาหาผมหนอย” ชางไรสาระสิ้นดี แทนที่จะเปนเชนนั้น ผมจะเปดเพลงสนุก ๆ และดิ้นไปสักพัก ทันใดนั้นเองผมไดผลิตอารมณเชิงบวกขึ้นมาแลว ยิ่งไปกวานั้น ผมนิยมเตนแอโรบิคทีตอเนื่องยาวนานถึงวันละ 45นาที โอสวรรค! มันไดอารมณอยางแทจริง นอกจากนี้ถาใครก็ตามชอบออกไปวิ่ง...เอาเลย..งนั่นแหละวิธีผลิตอารมณอันยอดเยี่ยมอยางนึ่ง เห็นไดชัดวา การออกกําลังกายทุกชนิดสรางอารมณ (ดี) เพราะวาการออกกําลังกายตองเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นเราตองออกกําลังกายกันบอย ๆ หนอย ถาเราอยากสรางอารมณ ผมมีเรื่องตลกจะเลาใหคุณฟง คุณเคยเห็นผีจีนเคลื่อนไหวไหม มันยกมือสองขางออกไปขางหนา และกระโดดดวยขาสองขางพรอมกันไปขางหนา คุณเห็นภาพที่ผมอธิบายไหม ผมบอกไดเลยวา พวกผีจีนชางเคลื่อนไหวไดไรอารมณเหลือเกิน พวกมันเคลื่อนไหวดวยทาทางที่เชื่องชามาก ฉะนั้นในคราวหนาถาพวกเราเจอกับพวกมัน (ผมพูดยังกับวามีผีไดจริง ๆ งั้นแหละ) ผมขอแนะใหพวกเราแคผละออกจากเสนทางการเคลื่อนที่ของพวกมันสักเล็กนอย เจาผีหนาโงพวกนั้นไมมีทางตามเราพบหรอก ตราบใดที่พวกมันยังเคลื่อนไหวดวยอาการที่โง ๆ เชนนั้น! และที่ตลกไมแพกันก็คือพวกซอมบี้หรือกซากศพเดิน 30
  31. ไดของหนังฝรั่งก็โงพอกัน บรรดากองทัพซอมบี้จะเคลื่อนไหวแบบเดินโงนเงนไปมา แถมมันยังเชื่องชาแบบชนิดที่วา ตอใหเด็กสามขวบที่ยังอมมือวิ่งหนีพวกมันพวกมันก็ไมมีวันตามทันไดหรอก ถึงกระนั้นก็ตาม พวกฝรั่งกลับสรางหนังชนิดนี้ออกมาตั้งหลายเรื่อง ชางสมจริงสมจังอะไรขนาดนั้น... ที่พวกมันเหลาซอมบี้สามารถทํารายผูคนในหนังไดสําเร็จ (ผมประชดนะ) ใหสังเกตคนซึมเศราที่เรารูจัก พวกเขาอยูในสภาวะเบื่อหนาย เซ็ง และหดหู ผูคนที่ตกอยูในสภาวะไรอารมณเชิงบวกนั้นมีอะไรที่เมือนกันมากประการหนึ่งละ คําตอบคือการใชกายที่เคลื่อนไหวนอย ๆ และเชื่องชาเสมอ เราเคยพบใครบางที่สลดหดหูแลวกระโดดโลดเตน...ไมมีทาง ที่เราพบอยูเสมอคืออาการที่เคลื่อนไหวชาดุจรางที่ไรชีวิตจิตใจ เซื่องซึม นัยนตาตก สีหนาหมนหมอง ชอบกมหนากมตา นั่งกอดหัวเขา เอาหนาซบฝามื ไหลงุม คอตก ฯลฯ สิ่งเหลานี้ลวนบงชี้วาไมไดอยูในสภาวะที่จะเคลื่อนไหวไดวองไวและรวดเร็ว หากเราเจอใครในลักษณะที่กลาวมา โดยที่เราไมตองไปเรียนเรื่องโหงวเฮงใหเสียเวลา เราสามารถอานคนนั้นออกไดเลยวา เขาไรอารมณ (บวก) ซึ่งมีโอกาสที่เราจะมองออกไดอยางถูกตองมากกวาดูผิด ดวยเหตุนี้เอง ผมมักชอบอานคนโดยดูวาพวกเขาเคลื่อนไหวอยางไร พวกเขาใชรางกายอยางไร ยิ่งไปกวานั้น เพราะวาผมไดรูแลววา อารมณถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหวยามใดก็ตามที่ผมจับไดวาตนเองกําลังอารมณไมดี ผมจะรีบแกไขดวยการออกกําลังกายทันทีถามีโอกาสอํานวย ผมเปลี่ยนอารมณไดเร็วมาก เมื่อผมเปลี่ยนไปเคลื่อนไหวรางกายใหเฉียบขาด ใหรวดเร็ว นี่คือประโยชนอันเหลือเชื่อที่มีคนรูนอยมาก ยิ่งไปกวานั้น เมื่อเราไดออกกําลังกายไปสัก 25นาที โอกาสที่ สารเอนดอร ฟ น ในสมองจะหลั่ ง นั้น มีม าก มั น เปน มอรฟ น ตามธรรมชาติที่อ อกฤทธตอตานความเจ็บปวดและความหดหู ดังนั้นเราจึงอยูสภาวะสมองปลอดโปรงและจิตใจเบิกบาน ในยามนั้นเราจะรูสึกดีเอามาก ๆ คราวนี้ใหคิดถึงอะไรที่มันเร็ว ๆ เชน การเลนสกีน้ํา สเก็ตลูกลอ สเก็ตน้ําแข็ง กีฬาโตคลื่น การแลนเรือใบ การลองแกง ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา การโดดบันจี้จั้มป และการโดดรามดิ่งพสุธา กิจกรรมเหลานี้ มีอะไรที่เหมือนหรือคลายกัน ความรวดเร็วไง เอาละ เราเคยเห็นใครที่กําลังทําสิ่งเหลานีแลวหด ้หูบาง...ไมมีทาง สมมติ ว า เรากํ า ลั ง ตี ก ลองใหญ ด ว ยจั ง หวะที่ ร วดเร็ ว ร อ นแรงสมมติ ว า เรารั ว กลองโดยใสเรี่ยวแรงลงไปอยางเต็มที่และหนักหนวงแลวเราจะอยูในอาการอยางไร เรายอมรูสึกตื่นเตนเราใจ ราเริงปติ ยินดี สนุกสนาน หรรษา เกษมสําราญ ฯลฯ ความหดหูนะหรือ...มันดํารงอยูไมไดหรอกในการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังเชนนี้ เอาละพวกเรามาทําการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังกัน ขอใหเรายืนขึ้นและกํามือขวาใหแนน ชูมันขึ้นไปที่เหนือศรีษะจนสุดแขนแลวตะโกนวา “เยส” โปรดทําสักสองสามครั้งในทุก ๆ เชา เราไดสรางอารมณที่มั่นใจขึ้นมาแลว อารมณแบบนี้ก็เชนกัน มันถูกสรางขึ้นจากการเคลื่อนไหวที่เฉียบขาดและรวดเร็ว คราวนี้เอาใหมใหเรากํามือใหหลวมสักหนอย ชูมือขึ้นไปใหชาและขี้เกียจที่สุดเทาที่เราจะทําได 31
  32. จากนั้นก็ใหกระซิบอยางแผวเบาวา “เยส” ดวยเสียงสั่น ๆ เปนไงบาง...โอใหตายสิโรบิ้น... มันชางไรอารมณจริง ๆ 32
  33. บทที่ 19อารมณถูกสรางขึ้นจากภาษาที่เราใชนอกจากวาเราตองเคลื่อนไหวแลว เรายังทําอะไรอีกที่บอยมาก เราตองคุยกับตนเองหรือไมก็คุยกับคนอื่น ตอนนี้ผมขอใหพวกเราหยุดคุยกับตัวเองจะไดไหม...ไมมีทาง พวกเราไมคุยกับคนอื่นเลยจะไดไหม...ไมมีทาง ผมสรุปไดวา เราตองคุยทั้งกับตนเองและผูอื่นอยูเสมอ ๆ ตราบใดที่เรายังอยูบนโลกใบนี้แตเรื่องมันไมจบแคนั้น 95 % ของถอยคําที่เราใชเพื่อสื่อความกับตนเองและผูอื่นนั้น...มันสรางอารมณคําพูดที่เราใชเปนแหลงที่สองในการสรางอารมณ ยกตัวอยางเชน “ฉันมันไมไดเรื่อง” เปนไง... พูดกับตนเองอยางนี้เซ็งมั้ย...แหงอยูแลว แลวเซ็งคืออะไรละมันก็คืออารมณ “ในโลกนี้ไมมีใครรักฉันสักคน” เปนไง...พูดกับตนเองอยางนี้ เซ็งมั้ย... เซ็งยกกําลังสองไปเลย “นายมันหวยแตก ไปตายซะ” พูดอยางนี้กับคนอื่นแลวเขาโกรธมั้ย เขาเจ็บใจมั้ยเขาเซ็งมั้ยของตายอยูแลว “ฉันหมดหนทางแลว ฉันจบแลว ชีวิตฉันพังแลว” แลวพูดอยางนี้กับตนเองละเซ็งมั้ย คุณพนันไดเลย “ทําไมแมไมเคยเขาใจฉันเลย ฉันคิดแลวมันนานอยใจจริง ๆ” แลวอยางนี้ละ...หดหูมั้ย แยมั้ย มันแนนอนอยูแลว คุณผูอานที่รัก คําพูดนั้นสรางอารมณไดงายเอามาก ๆ สุภาษิตไทย บอกวา “ปากเปนเอก เลขเปนโท” ยอมหมายถึงใหพูดจาดีใหไพเราะพูดใหเหมาะพูดใหควร และพูดใหชาญฉลาด สมัยกอนผมนึกวาการพูดจาดี ๆ กับตนเองเปนเรื่องธรรมดา แตผมเขาใจผิดไป ที่จริงแลว การพูดจาดี ๆ กับตนเองนั้น คือการสรางปาฏิหาริยใหกับตนเองทุกวัน หากวาจะรอใหคนอื่นมาพูดดีกับเรา เพื่อที่วาเราจะไดชอบใจและอารมณดีใครจะรับประกันวามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหรและบอยขนาดไหน แตกับตัวเองซิ เราทําไดเองทุกเมื่อเชื่อวันอยูแลวโดยไมตองพึ่งใคร เราตองพูดจาภาษาดอกไมกับตนเองใหมาก ๆ เพราะวามันสรางอารมณเชิงบวกไดอยางมาหศาล ผมมีเทคนิคที่สําคัญมากในการพูดเพื่อสรางอารมณ เทคนิคนี้คือ การพูดถอยคําที่คัดสรรแลวดัง ๆ ดุจวาเปนคาถาวิเศษ ตอไปนี้เปนตัวอยางการพูดที่ผมชอบใชผมขอใหพวกเราสวมวิญญาณโดยพูดแบบตะโกนดัง ๆ และใสความรูสึกเขาไปใหเต็มที่ เมื่อเราทํา 33
  34. เชนนั้น รางกายของเราจะเริ่มตอบสนองไปตามอารมณที่เราสราง และกอใหเกิดความรูสึกที่ดีมากตอตนเอง เราไดสรางสภาวะจิตที่ทรงพลังขึ้นมาในพริบตา อาจกลาวอีกอยางไดวา นี่เปนวิธีที่เราปลอยคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูง ๆ ออกไปสูอวกาศ และดวยกฏแหงการดึงดูดชักนําพา เรากําลังกวักมือเรียกสิ่งที่ดีที่มีคลื่นความถี่สูง ๆ ตรงกันเขามาหาเรานั่นเอง เอาละตอไปนี้คือ “คาถาวิเศษ” ที่เราตองตะโกนดัง ๆ ทุก ๆ วัน และในทุกหนทาง ฉันรูสึกดีขึ้น ดีขึ้น และดีขึ้น ทุก ๆ วัน และในทุกหนทาง ฉันรูสึกเข็มแข็งมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น ทุก ๆ วัน และในทุกหนทางฉันรูสึกมีความสุขมากขึ้น มากขึ้นและมากขึ้น ฉันเปนมนุษยแมเหล็กคลื่นความถี่สูง ฉันดึงดูดแตสิ่งที่ดี ๆ เขามาหาตลดเวลา สิ่งที่หยุดยังฉันไวคือความกลัว สิ่งที่ปลดปลอยฉันคือความกลา การตัดสินใจคือบิดาแหงการกระทํา และดวยการลงมือทําคือการเริ่มตนที่แทจริง ฉันเกิดมาเพื่อมีชัย เพื่อความสุข และความสําเร็จ ฉันแข็งแรงยิ่งกวาวัวกระทิง ฉันแข็งแรงยิ่งกวามาแขง ความฉลาด คือการหลีกเลี่ยงความคิดใด ๆ ที่ทําใหออนแอ ฉันยอดเยี่ยม ฉันยิ่งใหญ ฉันทําได ฉันมีพลัง ฉันจะฝกตนเองใหมีความสามารถตามที่ฉันตองการคุณผูอานที่รัก คุณตองเริ่มตนเสียทีดวยการฝกตะโกนดัง ๆ นี่คือวิธีสรางอารมณอันยอดเยี่ยมและงายดาย ขอใหสวมบทบาทดั่งดาราตุกตาทองที่ตองแสดงบทคนที่จะตะโกนดัง ๆ ดวยการใสความรูสึกลงไปใหเต็มที่ และใชน้ําเสียงที่เฉียบขาดฉาดฉาน ผมนั้นไดตะโกนดัง ๆ ในรถมานับครั้งไมถวน มันวิเศษมาก เพียงทําวันละสัก 5 นาทีก็เพียงพอมันชางรวดเร็วเหลือเกินกับการเปลี่ยนแปลงที่ฉับพลันราวกับพลิกฝามือ ยังมีอะไรที่ลงทุนนอยขนาดนี้แตใหผลลัพธที่ยิ่งใหญเชนนี้ไดอีกหรือ...ไมมีทาง 34
  35. บทที่ 20ผมกลายเปนสายลมการพูดดี ๆ กับตนเองสําคัญจริง ๆ หรือ? คุณพนันไดเลยวาใชและคุณจะยิ่งแนใจเมื่อคุณอานหัวขอนี้จบ สมมติวาผมกับคุณรูจักกันและทุกครั้งที่ผมเจอคุณผมก็จะดาคุณ แลวคุณจะร็สึกอยางไร แนนอนวาคุณยอมเกลียดชังผม เราอาจะถึงขั้นทะเลาะกัน ดากัน ชกตอยกัน และเหม็นหนากันมาก ทุกอยางลวนเปนไปได แตตนตอของปญหามันอยูที่ตรงผมพูดจาไมดีกับคุณเสมอ ผมวาคุณดาสารพัดแลวใครละจะทนได คุณตองเกลียดโกรผมแน นี่มันแสนจะปกติธรรมดา คราวนี้ผมขอสมมติเพิ่มเติมอีกหนอยผมขอสมมติวาผมกลายเปนสายลมที่ลอยเขาไปในตัวคุณ ตั้งแตนี้ไปผมอยูภายในจิตใจของคุณ และผมก็เริ่มพูดดวยเสียงในใจที่เหมือนของคุณโดยดาและดูถูกคุณสารพัดแตคุณไมรูวาผมเปนสายลมที่สิ่งอยูภายในจิตใจของคุณ คุณนึกวาเสียงที่ไดยินในใจมันคือเสียงของคุณ คุณนึกวาคุณกําลังคุยกับตนเองโดยดาตนเองอยู คําถามคือ...คราวนี้คุณโกรธตัวเองไหมที่ดาวาตนเอง? พวกเราลวนไมโกรธตนเองไมใชหรือเมื่อเราดาตนเองหรือพูดจาไมดีกับตนเอง เราไมรูเลยวานี่แหละคือตนตอที่ทําใหเราเซ็งหรือหดหูเมื่อเราชอบดาวาตนเอง แตเรารูวาเราทําอะไรกับเสียงในใจนั่นไมได เราจึงไมไปชกมันในฐานะที่ปากเสียเหลือเกินเพราะวามันเปนไปไมได หากวาเราลากคอเสียงนั่นเอกมาได เราก็คงเอาเรื่องโดยชกปากมันไปแลวจริงไหมละ แตคุณผูอานที่รัก เราไมจําเปนตองไปพยายามทําสิ่งที่เปนไปไมไดหรอกครับ เรามีวิธีที่งายกวานั้นแน คราวนี้สมมติใหมวา ทุกครั้งที่ผมพบคุณ ผมจะสรรเสริญคุณเสมอวาคุณยอดเยี่ยมและเกงเหลือเกิน คุณคือฮีโรของผม คุณคือคนที่ผมแสนปลื้ม แลวมันจะเปนไง คุณตองชอบผมนะสิ คุณจะเกลียดผมลงคอเชียวหรือในเมื่อผมพูดกับคุณดวยภาษาดอกไมอยางจริงใจทั้งตอหนาและลับหลัง คุณตองรักผมนะสิ และอีกครั้ง ผมขอสมมติวาผมกลายเปนสายลมที่ลอยเขาไปในตัวคุณ ตั้งแตบัดนี้ไปผมอยูภายในจิตใจของคุณ และผมก็เริ่มพูดดวยเสียงในใจที่เหมือนกับของคุณโดยชืนชมและสรรเสริญคุณสารพัด แตคุณไมรูวาผมเปนสายลมที่สิ่งอยูภายในจิตใจของคุณ คุณนึกวาเสียงทีไดยินในใจมันคือเสียงของคุณ คุณนึกวาคุณกําลังคุยกับตนเองโดยชื่นชมตนเองอยู คําถามคือ...คราวนี้คุณจะรูสึกดีกับตัวเองไหมที่ไดยินคําพูดอันแสนไพเราะนั้นอยูเสมอ ๆ อืมมมม...มันของแนอยูแลวนี่ คําถามสุดทาย มันจําเปนไหมที่คุณตองรอใหใครสักคนกลายเปนสายลมที่เขาไปสิงอยูในภายในจิตใจของคุณและบังเอิญวาหมอนั่นชอบคุณเอามาก ๆ จนพูดภาษาดอกไมดวยน้ําเสียงที่เหมือนกับของคุณเปยบเลย ก็แลวมีใครในโลกนี้ที่กลายเปนสายลมไดละ ฉะนั้น ทําไมคุณไมทําใหมันงายดวยการจัดสินใจวา ตอไปนี้คุณจะฝกฝนการพูดจากับตนเองบอย ๆ จนกวาเสียงในใจจะกลายเปนการสื่อสารกับตนเองที่ดี ๆ อยางอัตโนมัติ และวิธีหนึ่งที่ไดผลงายดายคือการฝกตะโกนดัง ๆ ตามที่ไดกลาวมาแลว เมื่อคุณทําไดแลว คุณจะรูสึกวาคุณไมทํารายตนเองอีกตอไปแลว ไมมีเหยื่ออีกแลว โปรด 35
  36. จําไววา 95 % เต็มของคําพูดของคุณสรางอารมณเสมอ และคุณคือผูเลือกถอยคําไมใชถอยคําที่เลือกตัวมันเอง 36
  37. บทที่ 21คุณภาพชีวิต คือคุณภาพของการสื่อสารผมไดกลาวมาแลววาพวกเราลวนตองสื่อสารกับตนเองและผูอื่นอยูเกือบตลอดเวลา คุณภาพชีวิตของเรายอมตองขึ้นกับความสามารถในดานนี้ของเราอยางแนนอน คําถามคือ เราสื่อสารไปเพื่ออะไรคําตอบอาจมีมากมาย แตโดยรวมก็คือเพื่อใหไดในสิ่งที่เราตองการไมวาสิ่งนั้นจะคืออะไร ฉะนั้นสามคําถามตอไปนี้คือหัวใจสูงสุดแหงการสื่อสารนั่นคือ 1. ที่ฉันพูดหรือแสดงออกกับตนเองอยางนี้ ฉันตองการอะไร? 2. ที่ฉันพูดหรือแสดงออกกับเขาอยางนี้ ฉันตองการอะไร? 3. ที่เขาพูดหรือแสดงออกกับฉันอยางนี้ เขาตองการอะไร? คุณผูอานที่รัก กี่ปแลวที่พวกเราไมเคยฉุดคิดหรือเกิดอนุสติขึ้นมาไดวา พวกเราตองการอะไรกันแนจากการพูดจากัน ผมมักพบวาคนเราจํานวนมากพูดกันไมรูเรื่อง โดยตางฝายก็อางวาอีกฝายนั่นแหละที่พูดไมรูเรื่องมันจะมีโอกาสเขาใจหรือรูเรื่องมากขึ้นเมื่อคนเราหันมาตั้งคําถามทั้งสามนี้บอยมากที่สุดเทาที่จะทําได ลองดูตัวอยางตอไปนี้ เมื่อแมของเรางอนใสเรา ถามตนเองซิวา “ที่คุณแมงอนใสฉันอยางนี้ คุณแมตองการอะไร?”ถาเราคิดออก เราจะมีวิธีตอบสนองไดตรงกับความตองการของทานได และปญหาการงอนก็จะยุติลงเหลือไวแตความสุขและความเขาใจอันดีตอกัน โปรดจําไววา การงอนมักหมายถึง “นี่เธอชวยอธิบายบางเรื่องที่ฉันไมชอบหรือไมเขาใจใหชัดเจนหนอยสิ เพื่อวาฉันจะไดรูสึกดีขึ้น” ดังนั้นเราตองคิดหนอยวา “เราทําอะไรไดบางแลวคุณแมจะรูสึกดีขึ้น” แลวการงอนจะหายเปนปลิดทิ้ง หลายครั้ง ที่ เ ราพบคนพู ด จาโออ วดตนเองหรือ พวกขี้โ มนั่น แหละเปนไปไดว า เราอาจรูสึ กหมั่นไส แตเมื่อเราเริ่มถามตนเองวา “ที่เขาพูดหรือแสดงออกอยางนี้ เขาตองการอะไร?” เราอาจรูไดทันทีวาเขาตองการการยอมรับ หรืออยากใหตนเองมีความสําคัญดังนั้นถานั่นไมเหลือบากวาแรง เรายอมหาตอบสนองไดอยางพอเหมาะมากขึ้น เมื่อเราเขาใจเขาได เราจะหมั่นไสนอยลง ในกรณีที่เราตองเจรจาตอรองทางธุรกิจ เรายิ่งตองถามคําถามทั้งสามขอนั้นใหมาก ๆ บางครั้งการถามถึงความตองการตรง ๆ อยางสุภาพก็มักใชไดผลดี อาจทําใหประหยัดเวลาและเลิกพูดจาออมคอมไดเปนอันมาก มันคือเคล็ดลับแหงความสําเร็จทีเดียว ยิ่ง คนรัก กัน ยิ่ง ตองเกง ในการตั้งคําถามทั้ง สามข อใหได ผมกับภรรยาดูละครไทยดวยกันบอย ๆ โดยมากแลวพระเอกกับนางเอกจะงอนกันไปงอนกันมา มันตลกมากที่ตัวละครที่รักกันแท ๆ 37
  38. สามารถสื่อ สารให อีก ฝ า ยเข า ใจผิ ด ไดอ ยูเ รื่อ ย ๆ แน น อนวา นั่ น คื อ ละคร แต มั น สะท อนว า มนุ ษ ยไรประสิทธิภาพขนาดไหนในการสื่อสารถึงสิ่งที่พวกเขาตองการ การทะเลาะเบาะแวงภายในครอบครัวนั้น สวนมากเกิดจากสาเหตุเล็ก ๆ แลวคอย ๆ ลุกลามใหญโตขึ้น จนควบคุมไมได สิ่งนี้คือขอพิสูจนวาคนเราขาดทักษะขนาดไหนในการพูดจาสื่อสารกัน สิ่งที่ตามมาก็คือ การทํารายซึ่งกันและกัน การฟองรองกัน การฆาตัวตาย หรือแมกระทั่งการวาจางใหฆากัน หนทางแกไขคือการขจัดสาเหตุของการสื่อสารที่ไรประสิทธิภาพออกไปเสียตั้งแตตอนแรก คําถามที่สําคัญทั้งสามนั้นชวยไดอยางแทจริง ความขัดแยงระหวางคนในองคกรเดียวกัน ความขัดแยงระหวางบริษัท หรือแมกระทั่งประเทศที่เปนคูอริกัน เชื่อเถอะวาเกิดจากการที่พูดกันไมรูเรื่อง กรณีที่อเมริกาถลมอิรักนั้น เปนตัวอยางหนึ่งของความลมเหลวในการพูดจากันอยางชัดเจน อันที่จริงนั้น ความขัดแยงทั้งปวงลวนมีสาหุตมาจากการพูดจากันไมรูเรื่องทั้งสิ้น พวกเขาจะเพิ่มโอกาสแหงสันติภาพและความปรองดองกันไดมากขึ้นเมื่อหันมาถามคําถามที่สําคัญทั้งสามขอนั้น คุณผูอานที่รัก กอนที่คุณจะพูดอะไรออกไป กอนที่จะตัดสินใจอะไรลงไป โปรดถามตนเองวา“ฉันตองการอะไร?” เสียกอน เมื่อคุณเจอกับสถานการณบางอยางหรือใครบางคนที่ทําใหคุณสับสนวาควรจะทําอยางไรดีใหถามวา “ตอนนี้ฉันตองการอะไร และที่เขาพูดหรือทํากับฉันอยางนี้ เขาตองการอะไร?” เมื่อคุณไดถามคําถามที่สําคัญนี้แลว ผมมั่นใจวา...คุณจะรูดวยตนเองวา...คุณจะทําอะไรตอไปที่เหมาะสมไดเอง 38
  39. บทที่ 22องคประกอบทั้งสามของการพูดจากันบางทีเมื่อเราไดรูเรื่องตอไปนี้รวมกับหัวขอที่แลว เราจะกลายเปนผูเชี่ยวชาญดานการพูดจากันไดไมยาก การพูดจากันนั้นมีองคประกอบทั้งสามไดแก 1. “เนื้อหาหรือคําพูด” ที่ใชในการสื่อความ 2. น้ําเสียงที่ใช 3. ภาษาทาทางเดาสิวา “คําพูดที่เราใช” ในการพูดจากันสรางความรูสึกหรือผลกระทบตอผูฟงสักเทาไหร แค 7% เทานั้นเอง แลวน้ําสียงที่ใชพูดละจะมีผลกระทบตอผูฟงสักเทาไหร มันมีผลถึง 38 % สวนภาษาทาทางในการพูดนั้นจะไดคะแนนมากที่สุด เพราะวามันสงผลกระทบกับผูฟงถึง 55 % องคประกอบทั้งสามนี้บอกอะไรกับเราบาง ตอใหเราพูดกับเพื่อวา “เธอเปนคนที่ใชไมไดเลย” ก็ตามถอยคํานี้จะสงผลกระทบตอความรูสกึของเพื่อนเราเพียง 7 % หรือนิดเดียวเทานั้นเองถาเราใชน้ําเสียงที่ไมจริงจัง ฟงดูตลก เชนเสียงแหลมเหนือนเสียงหนูในการตูน และทาทางของเราก็แสดงออกอยางเต็มที่วาเราลอเลน เห็นไดชัดวาอีก 93% ของน้ําเสียงและภาษาทาทางจะกระทบตอผูฟงมากกวาวา...การสื่อความครั้งนี้ไมไดมีความหมายตามถอยคําที่ใช ผลคือเพื่อจะไมโกรธและจะหัวเราะเสียมากกวา ในทางตรงกันขาม เมื่อเราพูดกับเพื่อนวา “เธอเปนคนที่ใชไมไดเลย” ถึงแมถอยคํานี้จะสงผลกระทบตอความรูสึกของเพื่อนเราเพียง 7 % หรือนิดเดียวเทานั้นเองก็ตามแตถาเราใชน้ําเสียงที่เด็ดขาดจริงจัง เสียงดังฟงชัด และทาทางของเราตลอดจนสีหนาก็แสดงออกอยางเต็มที่วาเราพูดจริงคราวนี้อีก 93 % ของน้ําเสียงและภาษาทาทางจะกระทบตอผูฟงวา...การสื่อความครั้งนี้มีความหมายตรงตามถอยคําที่ใชเปะเลย ผลคือเรากําลังบอกขเดวยคะแนน 100 % เต็มวา “เธอเปนคนที่ใชไมไดเลย” และแนนอนวาจะมีผลกระทบตอเพื่อนคนนี้ถึง 100 % เต็มเชนกัน เธอยอมตองโกรธแนที่รูสึกวา...นี่ฉันกําลังถูกดาอยูชัด ๆ เลย บางครั้งแมเราพูดกับใครบางคนวา “นี่ฉันไมไดโกหกแมแตคําเดียวนะจะบอกให” คนฟงจะเชื่อตามคําพูดนี้เพียง 7 % เทานั้นเอง ที่เหลือก็ตองมาดูวาน้ําเสียงที่ใชเปนอยางไร สมควรจะเชื่อเพิ่มอีก38% หรือไม และทาทางในตอนที่พูดละเปนอยางไร สมควรจะเชื่อ เพิ่มอีก 55% หรือไม นี่คือเหตุผลวาบางครั้งเราพูดจริงทุกถอยคําแตบางคนกลับไมเชื่อเรา และในบางครั้ง ทั้ง ๆ ที่เรากําลังโกหก แตคนที่ 39
  40. ฟ ง อาจเชื่ อ ก็ ไ ด มั น ขึ้ น กั บ องค ป ระกอบที่ เ หลือ ของน้ํ า เสี ย งและภาษาทา ทางว า เราใช พ วกมั น ในลักษณะใด เห็นไดชัดวา ถอยคําในตัวของมันเองนั้น สงผลนอยมาก ลองคิดถึงตอนที่เราสําออยไมยอมไปโรงเรียนดูสิ จําไดไหมวาตอนที่เราพูดวา “วันนี้ผมไปโรงเรียนไมไหวครับ” พวกเราทําเสียงออยหรือสั่น และทาทางก็ประดุจวาหมดเรี่ยวแรง สวนหนาตาตลอดจนแววตาก็แสดงออกใหนาสงสารที่สุด ในทายที่สุด เราก็ไดรับอนุญาตใหหยุดพักไดหนึ่งวัน ผมขอถามวา...อะไรกันแนที่ทําใหพอแมเราเชื่อวาเราไปไมไหว มันคือถอยคําอยางนั้นหรือ ไมใชแน แตมน ัคือน้ําเสียงและทาทางของเรานั่นเองที่กวาดคะแนนไปถึง 93 % ที่บอกวาเราไมไดโกหก ดังนั้นเราจึงไดอีก 7 % ของถอยคํานั้นรวมเขาไปอีกดวย เรื่องแบบนี้ใครบางไมเคยทํา พนันกันไหมละวาผมเคยทํามาแลว 40
  41. บทที่ 23อารมณถูกสรางขึ้นจากภาพในใจและลักษณะของภาพนอกจากการเคลื่อนไหวหรือการใชกาย และภาษาที่เราใชจะเปนแหลงทั้งสองในการสรางอารมณของเราขึ้นมาแลว แหลงในการสรางอารมณแหลงที่สามคือ ภายในใจของเรา ณ ขณะใดขณะหนึ่ง เมื่อพูดถึงภาพในใจหรือสิ่งที่จิตใจของเรากําลังสนใจอยูหรือมุงมั่นอยูนั้น มันมีสองสิ่งที่ตองพิจารณาไดแก 1. ภาพในใจนั้นคือภาพเกี่ยวกับอะไร 2. ลักษณะของภาพเปนอยางไรเมื่อผมพูดถึงภาพในใจ มันอาจะเปนอะไรก็ได เชน คน (อาจหมายถึงคนอื่นหรือตนเองก็ได) สัตวสิ่งของ สถานการณ สถานที่ ความทรงจํากับเรื่องราวในอดีต หรือแมแตการจิตนาการถึงอนาคตก็ไดทุกวันนี้คนสวนใหญไมไดกังวลกับเรื่องอดีตมากนัก ถึงแมวาเปนไปไดเชนการกังวลกับอดีตที่เคยทําเรื่องไมดีไวเปนตน อยางไรก็ตามผมพบวาคนเรามักกังวลกับเรื่องที่ยังไมเกิดขึ้นมากกวา ในเมื่อมันยังไมเกิดขึ้น ภาพจริงจึงยังไมปรากฏ มองดูดวยตาจริงไมได แตถามันดันไปปรากฏตัวเปนภาพเชิงลบอยูในใจของเรา เราก็แยได นี่แหละคือสิ่งที่รบกวนเราอยู ลองพิจารณาเรื่องตอไปนี้ดูเพื่อวาเราจะไดเขาใจชัดถึงภาพในใจวามันสรางอารมณไดอยางไร สมมติวาตอนนี้ผมอยูที่บาน และลูกของผมอยูที่โรงเรียนเปนไมไดที่ผมจะเห็นลูกดวยตาของผมไดในขณะนี้แตผมอาจนึกคิดถึงพวกเขาได ฉะนั้นสิ่งที่ผมนึกคิดหรือภาพในใจของผมในตอนนี้ก็คือลูก คําถามคือ ลักษณะของภาพนี้เปนอยางไร ถาผมนึกไปวา ตอนนี้ลูกกําลังสนุก ยิ้ม หัวเราะ และมีความสุข ผมไดสรางอารมณความรูสึกที่สบายใจขึ้นมาแลว สภาวะจิตของผมรูสึกวาดีมาก ในทางตรงกั น ขา ม ถ า ผมนึ ก ไปวา ลู ก อาจไมป ลอดภัย อาจหกล ม หัว เข า แตก ถ า เดิ น ข า มทางมา ลายจะปลอดภัยหรือไม เห็นไดชัดวาลักษณะของภาพในใจแบบนี้ไดสรางอารมณแหงความวิตกกังวลขึ้นมาแลว ผมอาจรูสึกวาไมสบายใจ อยากติดตอกับลูกไว ๆ ถาเปนไปไดหรืออยากใหพวกเขากลับถึงบานเสียทีเพื่อที่ผมจะไดหมดหวง และถาหากวาผมมุงเนนแตภาพอยางนี้มาก ๆ และนาน ๆ แนนอนวาผมคงไรพลัง ลมปวย และประสาทรับประทานได เมื่อพวกเรานัดกับใครที่มาไมทันคิด เราจะมีอารมณอยางไร? นั่นก็ตองขึ้นกับวาเรากําลังมีภาพในใจเกี่ยวกับบุคคลที่มาไมทันนี้อยางไร ถาเรานึกวาเขาคงจะวาวุนใจมากที่มาไมทันและตอนนี้คงจะพยายามอยางที่สุดที่จะรีบมาที่ที่เราอยู เราอาจสงแรงใจไปชวยลุนวาขอใหเขาอยาไดกลุมใจไปเลย ไมเปนไรหรอกเพราะวาเราเขาใจและยังคงรออยูโดยไมไดโกรธเลยแมแตนอย ในทางตรงกันขามถาเรานึกไปวา เจาหมอนี่ไมเคยที่จะใหความสําคัญกับเวลาของฉันเลย ชางเห็นแกตัวและนารังเกียจ 41
  42. จริง ๆ และคอยดูเถอะวา “ฉันจะไมมีวันนัดกับคนแบบนี้อีกแลว” แนนอนวาลักษณะของภาพในใจเชนนี้จะทําใหเรามีอารมณฉันจัด โมโห โกรธ เกลียดชัง เบื่อหนาย และเซ็งมาก การตีความของเรานั้นขึ้นอยูกับภาพในใจและลักษณะของภาพเปนอันมาก มันเปนสิ่งที่สามารถสรางอารมณทั้งหลายของราทั้งที่รูสึกดีและรูสึกแยขึ้นมาได ภาพในใจไมใชสิ่งที่จะลอเลนไดโดยเฉพาะถาเราไปเรียนรูการสรางภาพในใจที่ทําใหเรารูสึกแย หลายคนไมร็วาที่ชีวิตยังแยก็เพราะวาวัน ๆ เอาแตจินตนาการถึงสิ่งที่เลวรายบอยครั้งมาเกิดนไปนี่คือสิ่งเดียวกับที่ผมเคยกลาวมาแลววา...เทากับทําใหตนเองกลายเปนเหยื่อเสียเอง พวกเราอาจสงสัยวาภาพในใจเชิงลบนั้นรายกาจจริงหรือ เอาละ ใหพวกเราหลับตาแลวนึกไปวาเรากําลังปกเข็มหมุดหนึ่งเลมไวในปาก แลวเราจะรูสึกอยางไร...ก็แยเอามาก ๆ นะสิ ถามได ก็เชนกัน เมื่อเราจินตนาการถึงเหตุการณที่ไมพึงประสงคทั้งหลาย พวกมันลวนไมแตกตางจากเข็มหมุดเลมนั้นเลยสักนิด ในโลกแหงความเปนจริงนั้น พวกเราไมนึกคิดไปวาจะมีเข็มหมุดมาปกในปากของเราหรอก แตพวกเราทําไดแยกวานั้นอีกดวยการจินตนาการถึงสิ่งราย ๆ วาจะเกิดขึ้นกับเราสักวันหนึ่งอยูเรื่อย ดวยเหตุนั้นเราไดใชพลังแหงการจินตนาการที่เที่ยวมุงเนนแตสิ่งที่ทําใหรูสึกแย หงุดหงิดรําคาญ วาวุนใจ เซ็ง เบื่อหนายกลัดกลุมใจ และอาการที่ไรสุขสารพัด แลวเราทําอะไรไดบางละ นอกจากวาเราจะตองหยุดสรางภาพในใจที่ไมพึงประสงคแลว เราตองการรูวาการทําในสิ่งตรงกันขามนั้น จะนําเราไปสูพลังจิตที่เข็มแข็งหรือสภาวะอารมณที่เชื่อมั่นอยางยิ่ง ดังนั้น เรามาฝกกันดีกวาเราจะใชพลังแหงจินตนาการหรือการสรางภาพในใจ เพื่อสรางปาฏิหาริยใหเกิดขึ้นในชีวิตของเราไดอยางไร 42
  43. บทที่ 24การสรางพลังแหงจินตนาการ (การสรางภาพในใจ)มีพลังอยางหนึ่งที่จะวาไปแลวมีไดแตกับมนุษยเทานั้น เปนพลังที่เราใชอยูทุกเมื่อเชื่อวัน โทษของมันนั้น มหันตเมื่อเราใชมันอยางผิดวิธี แตมันใหคุณอนันตเมื่อเราใชมันอยางชาญฉลาด พลังนี้อาจเรียกไดหลายชื่อ เชน พลังแหงจินตนาการ หรือพลังแหงจินตภาพ หรือพลังแหงการสรางภาพในใจ ไมสําคัญวาเราจะเรียกมันวาอะไร ที่สําคัญคือเราตองหันมาฝกฝนพลังนี้ใหเปน แลวเราจะกลายเปนคนที่ไรขีดจํากัด พลังนี้เปนพลังทันใจกลาวคือ เมื่อเราสรางจินตภาพวาตอนนี้เราอยูที่สยามสแควร ณ ขณะนั้นเองก็ประหนึ่งวาเราอยูนั่น เราไมตองใชเวลาในการเดินทาง หรือกลาววาไรกาลเวลาก็ได ยิ่งไปกวานั้น ถา เราจิ น ตนาการว า ตอนนี้ เ รายื น อยูที่ ด วงจั น ทร เราก็ อยู นั่น ในดวงจิตแลว เห็น ไหมวา มัน ไรขอบเขตในเรื่องของสถานที่และกาลเวลา แคจินตนาการแลวเราก็ไปอยูที่นั่นแลวในบัดดล อันที่จริงนั้นมันไรขอบเขตจํากัดอยางสิ้นเชิง เราอาจจินตนาการวาเราเปนหยดน้ําก็ได เปนสายลมก็ได หรือเปนอะไรก็ได โอ...อะไรหนอจะไรกอบไรขอบเขต ไรกาลเวลามากถึงเพียงนี้ มีแตการจินตนาการเทานั้นที่คือความเปนไปไดอยางแทจริง เอาละ เรามาฝกสรางจินตภาพ อยางงาย ๆ กันเถอะ 43
  44. บทที่ 25การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 1ในขั้นตอนที่หนึ่งนี้ จะมาฝกสรางภาพในใจของสัตวเลี้ยงและสัตวปากัน อาจเปนอะไรก็ได เชนสุนัขกระตาย ชาง มา วัว ควาย นก ปลา แมลง ฯลฯ ขอใหเรานั่งในอิริยาบถที่ผอนคลาย หลับตาลงเสียหายใจลึกและแผวเบา เริ่มนับถอยหลังจากเกาถึงนึ่งอยางชามาก ๆ ใหรูสึกถึงความผอนคลาย สบายและเบา ใหบอกกับตนเองวา “กลามเนื้อทุกสวนผอนคลายและสบาย” จากนั้นใหนึกถึงสัตวที่นารักสักตัว สมมติวามันคือกระตาย แมในยามหลับตาเชนนี้ก็ตาม พวกเราไดเห็นเคาโครงรางของกระตายหรือไม มันมีสีขาวใชไหม มันขยับตัวไดใชไหม หรือวามันกําลังวิ่งอยู และมันมีหูยาวอีกดวยใชไหม เห็นไดชัดวาการหลับตามันจําเปนตองมืดแตประการเดียว แตเมื่อเรานึกคิด เราสามารถสรางภาพกระตายไวภายในใจได คราวนี้ลองสรางจินตภาพถึงชางสักเชือกหนึ่ง มันตัวใหญ แข็งแรง หูใหญ มาสีขาว และวงยาว ๆ คุณอาจจินตนาการถึงเสียงของมันในใจดวยก็ได เมื่อลองทําดู ขอใหตั้งใจและสนุก แลวเราจะพบวามันไมยากเลย 44
  45. บทที่ 26การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 2ขั้นตอไปคือการสรางภาพในใจเกี่ยวกับทิวทัศนหรือสถานที่ที่เราเคยไป เชนภูเขา น้ําตก ทะเล และสถานที่หรือเมืองที่เราประทับใจเปนตน ขั้นตอนนั้นเหมือนเดิมคือตองหลับตาและผอนคลาย จากนั้นใหนึกถึงขั้นตอไปคือการสรางภาพในใจเกี่ยวกับทิวทัศนหรือสถานที่ที่เราเคยไป เชนภูเขา น้ําตก ทะเลและสถานที่หรือเมืองที่เราประทับใจเปนตน ขั้นตอนนั้นเหมือนเดิมคือตองหลับตาและผอนคลายจากนั้นใหนึกถึงภาพเปาหมายที่ตองการ และรูสึกดั่งวาเราอยูในเหตุการณนั้น เชนตอนนี้เราอาจเห็นตนเองเดินอยูที่ชายทะเลหัวหิน ขอใหเราเห็นคลื่นทะเลตลอดจนไดยินเสียงคลื้นลมใหสมจริงที่สุด ใหดื่มด่ําสักครูและลืมตาขึ้น จงซอมสรางภาพในใจบอย ๆ จนภาพนั้นคมชัดยิ่งขึ้นในบางขณะเราจะพบว า ภาพที่ เ ห็ น นั้ น มี สี ด ว ยซ้ํ า ไป การที่ เ ราทํ า เช น นี้ ไ ด จ ะยิ่ ง เพิ่ ม ความเชื่ อ มั่ น ว า เรามี พ ลั ง แห งจินตนาการไดจริง ๆ ตอไปลองนึกถึงหอไฟเฟลที่ปารีสดูบางแมไมเคยไปก็ลองเอารูปภาพของมันมาดูกอนก็ได ในการจินตนาการนั้น ไมไดจํากัดวาตองเคยมีประสบการณมาแลว ถึงแมไมมีก็ยังสรางภาพนั้นไดอยูดี การสรางจินตภาพนั้นไรขอจํากัดอยางสิ้นเชิง คุณอาจสงสัยวาในสองขั้นตอนแรกของการนึกภาพสัตวและทิวทัศนในใจนั้นทําไปทําไม คําตอบคือ มันงายที่จะฝกสองขั้นตอนนี้กอนที่เราจะกาวขามไปฝกการสรางภาพในใจที่ยากยิ่งขึ้นไปอีก 45
  46. บทที่ 27การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 3เมื่อเรากาวมาถึงขั้นตอนที่ 3 เรากําลังจะฝกการสรางภาพของผูคนในใจ เมื่อเราหลับตาเราสรางภาพคนที่เราตองการนึกไดชัดไหม มีรายละเอียดแคไหน และเรากําหนดลักษณะของภาพไดดั่งใจของเราหรือไม ผมรูวามันยากทีเดียว แตก็ใหฝกทําตอไป ตอนที่ผมฝกสรางภาพในใจใหม ๆ นั้น หลายครั้งที่ผมไมเห็นอะไรเลยนอกจากความมืดแมวาจะไดพยายามนึกอยูตั้งนานแลวก็ตามแตผมยังไมยอมแพผมฝกตอไป เพราะผมรูดีวา แมเห็นแตความมืดก็ยังตองถือวาเปนความกวาหนา เมื่อเปรียบเทียบกับการไมยอมลงมือทําอะไรเลย เมื่อเรามุงมั่นจริงจัง อีกไมนานภาพในใจก็จะผุดขึ้นทามกลางความมืดเอง ขั้นตอนนี้มีประโยชนมาก เพราะวาเราประยุกตใชมหาศาล เชน สมมติวาเราตองการขอบคุณใครสักคนหนึ่ง การซอมทําในใจวาไดขอบคุณเขาในใจสักสองสามนาทีจะสรางอารมณที่ทรงพลังและปติยินดีไดอยางเหลือเชื่อ เปนไปไดวาเราจะรูสึกดีมากที่ไดฝกทําเชนนี้ ที่นาทึ่งก็คือเมื่อเราไดพบคนที่เราสรรเสริญหรือขอบคุณเขาในใจจริง ๆ เราจะพบวาเขามีทาทางเปนมิตรกับเราอยางนาอัศจรรย อาจอธิบายไดวา เราไดสงพลังงานแหงคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่สูงออกไป เมื่อเราไดสรางจินตภาพที่ดีงามหรือใหพรตอคนอื่น ในเมื่อเรากลายเปนความสุขเสียเอง ความเปลงปลั่งสดใสนี้ยอมปกปดไมมิด และคนที่พบเรายอมมองออกวาเรามีความสุข สิ่งนั้นเหนี่ยวนําใหเขาสายและมีความสุขไปดวยเมื่อเขาใกลเรา ทุกอยางจึงดูดีไปหมด ในทํานองเดียวกัน การซอมสรางภาพในใจเกี่ยวกับเหตุการณที่ตองเขาไปเกี่ยวของกับผูคนยอมสรางความเชื่อมั่นใหเราไดอยางแทจริง ในเหตุการณจริง เราอาจทําอะไรบางอยางไดแคหนเดียวเชน การกลาวคําขอโทษใครสักคน หรือการขอใหซื้อสินคา หรือการชวนใครไปดูหนัง หรือการขอใหชวยอะไรสักอยาง ในโลกแงจินตนาการนั้น เราจะซอมสักรอยเที่ยวก็ยังได ในเมื่อเราไดซอมทําในใจหลายครั้งเหลือเกิน เราจะทําสิ่งนั้นไดดี เมื่อเราทํามันกับโลกภายนอกจริง ๆ ในการจัดสัมมนาของผมนั้น ผมมักจินตนาการเห็นตนเองยืนอยูหนาเวทีและกลาวกับคนนับพัน ผมฝกซอมทํามันในใจวาผมพูดชาลงดวยความเชื่อมั่น เมื่อถึงวีนจริง ผมก็ทําไดตามนั้น เหมือนกับที่ไดสรางภาพในใจลงหนาไวไมมีผิด มันทําใหผมรูสึกมั่นใจ พลังอยางนี้พวกเราฝกกันไดทุกคน เมื่อตอนที่แมผมปวย ผมจินตนาการเห็นคุณแมไมไอ และนอนหลับไดสบาย ผมเห็นภาพของทานยิ้มได และราเริง วิธีนี้สรางอารมณใหผมมั่นคงและไมฟุงซาน นี่คือการใหพรแมในใจแทนการแชงในใจที่คนจํานวนมากเผอลทําโดยนึกคิดไปวา “คุณแมของฉันก็แกแลว ตอนนี้คงทรมานมาก และเปนหวงจังเลยวาคืนนี้จะนอนหลับไดหรือไม?” นี่คือลักษณะของคนทั่วไปที่ไมประสีประสากับพลังของจิน ตนาการ พวกเราเผลอแช งแมโดยไมตั้ งใจ เผลอทําไปโดยรูเ ทา ไม ไมประสีประสากับพลังของจินตนาการ พวกเราเผลอแชงแมโดยไมตั้งใจ เผลอทําไปโดยรูเทาไมถึงการณ โปรดจําไววา การมุงเนน 46
  47. แตสิ่งที่เราตองการเทานั้นคือการสรางภาพในใจที่ถูกตอง สวนการเผลอไปนึกคิดถึงสิ่งที่ไมตองการยอมทําใหเราไรพลังและไรความสุขเทาที่ควร นี่แหละคือฤทธิ์เดชของภาพในใจเชิงลบที่ตามเลนงานมนุษยไมหยุดหยอน มันเปนยาพิษที่เราเผลอดื่มกินมากที่สุด ปกติแลวเหตุการณจริงทําอะไรเราไมคอยได แตจินตนาการเชิงลบที่สะสมในดวงจิตอยางไมหยุดหยอนอาจทําใหเราบา เสียหายทั้งชีวิตสวนตัวและหนาที่การงาน ประสาทแดก และถึงตายได! 47
  48. บทที่ 28การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 4บางทีเราอาจไดเดินทางมาถึงขั้นตอนที่สําคัญที่สุดแลวในขณะนี้ นั่นคือการสรางภาพในใจของตัวเราเองวามีลักษณะใด หรือมีคุณสมบัติอะไรบางเมื่อเรามีภาพลักษณเกี่ยวกับตนเองในจิตใจแลว มันยากนักที่โลกภายนอกของเราจะวิ่งหนีพนภาพลักษณของตัวเราในใจไปได เรานั้นเปนไปตามภาพที่เรากําหนดไวกอนในใจวา อะไรที่เราเปนและอะไรที่เราไมไดเปนสิ่งนี้จึงกําหนดวาอะไรบางที่เปนไปไดสําหรับเราและอะไรบางเปนไปไมไดสําหรับเรา ลองพิจารณาเรื่องตอไปนี้ดู ผมเองนั้นตั้งแตเด็กเล็กยันยี่สิบสามผมมีภาพลักษณของตนเองวาผมดิ้นหรือเตนรําไมได ผลคือผมไดทําใหโลกภายนอกเปนเชนนั้นตลอดมานึกถึงงานที่โรงเรียนตอนมัธยมปลาย ผมแยเอามาก ๆเมื่อตองดิ้นและถูกเพื่อนนักเรียนทั้งชั้นหัวเราะเยาะถึงความเปนและทึ่มกับทาทางที่แข็งกระดางเปนหินของการเคลื่อนไหว และผมรูสึกอยูตลอดเวลาวาผมไมไดเรื่องในเรื่องแบบนี้ แตราวสามปมานี้เองที่ผมเปลี่ ย นไปเมื่ อ ผมจิ น ตนาการว า ผมเปน คนที่ มี ค วามสามารถแบบไร ขีด จํ า กั ด ผลที่ต ามมานั้ นเหลือเชื่อ ในการสัมมนาของผมนั้นบอยมากที่ผมตองเปนผูนําคนนับรอยนับพันดิ้นตามผม แลวรูไหมวาเปนอยางไร ทุกคนทึ่งวาผมเคลื่อนไหวคลองแคลวและสั่นสะเทือนไดมากมายเชนนั้นไดไง หนําซ้ําชมวาผมดิ้นไดนารักอยาบอกใคร เชื่อเถอะเพื่อนเอย วานี่ไมไดโม แตเปนความจริงที่ผมไดเปลี่ยนโลกภายนอกไปตามโลกภายใน เมื่อผมสรางจินตภาพวาผมเปนคนที่ดิ้นไดอยางมีศิลปะ ทันใดนั้น โลกทั้งหมดก็พยักหนาใหผมราวกับวาผมเปนผูเชี่ยวชาญก็ไมปาน ยิ่งไปกวานั้น ผมสามารถเตนแอโรบิคไดอยางดีเลิศ สิ่งนี้ชวยผมไดมากในการเคลื่อนไหวที่ไมมีขอจํากัด ทุกวันนี้ ผมมักบอกภรรยาอยูเ รือยวา... ่ผมอยากไปฝกเลนยิมนาสติกทั้ง ๆ ที่ผมเลยวัยมามากแลว แตผมรูสึกจริง ๆ วา มันมีหนทางเสมอที่อาจเป น ไปไดเ มื่ อ เราได ข ยายภาพลั ก ษณข องตนเองภายในใจของเราด ว ยการสรา งจิน ตภาพถึ งภาพลักษณของตัวเราในแบบที่เราตองการ ในไมชาเราจะเชื่อและเชื่อมั่นในภาพลักษณใหมไดอยางแนนอน อันที่จริงนั้น มันเปนวิธีที่มีประสิทธิภาพที่ทรงพลังมาก เสียดายเพียงวานอยคนนักที่ไดรู การที่ เ ราเชื่ อ ว า มี ห ลายสิ่ ง หลายอย า งที่ เ ราทํ า ไม ไ ด นั้ น หารู ไ ม ว า นั่ น เท า กั บ เราได ส ร า งภาพลักษณแหงความเปนไปไมไดบางประการไวในดวงจิต เราไมเคยรูเลยวาเราหนีภาพลักษณเหลานี้ไมพน แลวเราก็กายเปนคนแบบนั้น บางคนที่เชื่ออยางผิด ๆ วา “ฉันไมมีปญญาร่ํารวยได” เขาไดสรางภาพลักษณแหงความไมสามารถนี้สถิตไวในดวงจิต ภาพในใจเกี่ยวกับตนเองเชนนี้คือภาพของความไมสามารถ ขาดแคลน และ ยากจน ฉะนั้น ทางแกที่ดีกวาสําหรับพวกเราคือการเขาไปเลนกับจิตใจของเราใหมดวยการสรางภาพของตนเองในใจแบบใหมที่ดีกวาเดิม การฝกซอมทําในใจบอย ๆ ถึงตัวตนที่เราตองการอยางแทจริงคือวิธีแกปญหาที่งายกวาวิธีอื่นเปนอันมาก 48
  49. ภาพลักษณของตนเองในใจเชิงลบที่ตองระวังใหดีนั้นมีเยอะ แตที่แสบมากไดแก “ฉันมันไอขี้แพ” “คนอยางฉันเกิดมาเพื่อใชกรรม” “อันวาตัวฉันนั้นไมสําคัญ” “ชางปะไร ไอเรามันเปนคนไมดีอยูแลวนี่” และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ทํารายจิตใจของตัวเราเองอยางแรงกลา แมวาพวกเรายังคงออกไปทํางานและตอสูดิ้นรนกับชีวิตตามปกติก็ตาม แตถาเรามีภาพลักษณของตนเองเหลานี้อยูในใจ แลวเราจะไปคาดหวังแบบไหนไดนอกจากความหวยแตกเสมอ แนวโนมจึงเปนเชนที่ไดคาดวา คือ แย แย แยและแย หนทางเดียวที่จะวิ่งหนีภาพในใจเชิงลบพวกนี้ไดคือวิธีหนามยอกใหเอาหนามบง เราตองกลับเขาไปในจิตใจของเราอีกครั้ง หลับตาลงเสีย แลวใชจินตนาการวาดภาพตัวเราขึ้นมาใหม ใหเราใสลักษณะหรือคุณสมบัติอันยอดเยี่ยมตาง ๆ นานา เขาไป ใหดื่มด่ํากับภาพใหมอันไฉไลนี้ใหมาก ๆ เมื่อเราฝกซอมในใจจนมันอยูตัว และภาพที่เห็นในใจก็คมชัดยิ่งแลว หลังจากนั้น เราจะกลายไปเปนคนในลักษณะใหมไดเอง เราไมมีทางเลือกหรอกเพราะวาเราไดเลือกไปแลวเมื่อเราฝกใชพลังแหงจินตนาการนั่นวาเรายอดเยี่ยมอยางไร และเราก็จะกลายเปนคนเชนนั้นจริง ๆ คุณผูอานที่รัก คํานจํานวนมากไมไดฝกสรางภาพตนเองในใจที่ดีมาก ๆ แบบจงใจและรูตว ผม  ัใครขอรองใหพวกเราหันมาฝกใชพลังแหงจินตนาการในดานนี้ใหมากขึ้น วันละ 15 นาทีก็ยังดี จงทําสิง ่นี้เพื่อตัวเราเอง ยังจะมีอะไรอีกหรือที่สําคัญไปกวาการหลอหลอมตัวเองขึ้นมาใหม แถมเต็มเปยมดวยคุณลักษณะที่ดีสารพัดเพราะวาในโลกแหงการนึกคิด...สิ่งใด ๆ ลวนเปนไปได ไมมีอะไรจะสูงคาแตราคาแสนต่ําอยางนี้อีกแลว พวกเราลงทุนแคเวลานิดหนอยกับพลังงานอีกเล็กนอยในการนึกคิดหรือจินตนาการ นี่คือเครื่องมือที่ทรงพลังยิ่งตัวหนึ่งที่ อัลเบิรต อสไตน สรรเสริญวา มีอานุภาพเหนือกวากระทั่งความรู ไอนสไตนกําลังบอกวา แมความรูจะยิ่งใหญแตวาความรูที่ยิ่งใหญมาก ๆ นั้น ไดมาจากไหนละถาไมใชอาศัยพลังแหงจินตนาการเขาชวย หากวาไรซึ่งพลังแหงจินตนาการอันแสนบรรเจิดและพิสดารแลวไซร มันเปนไปไมไดที่ไอนสไตนจะคนพบทฤษฏีสัมพันทธภาพอันเหลือเชื่อ หากวาคนเชนไอนสไตนยังชอบสรางจินตภาพ ก็แลวทําไมพวกเราถึงจะไมละ! 49
  50. บทที่ 29การสรางพลังแหงจินตนาการขั้นที่ 5เมื่อไดวาดภาพในใจวาตัวตนของเราสวยงามและยอดเยี่ยมอยางไรแลว สุดทายเราจะมาฝกการสรางภาพในใจเกี่ยวกับสิ่งของ การเงิน ธุรกิจการงาน การที่เราสรางจินตภาพเกี่ยวกับอะไรก็ตามเราจะเกิดอารมณที่สอดคลองเสมอมันทําใหเรารูสึกมั่นคงหรือมั่นใจเกี่ยวกับเรื่องเฉพาะที่เราไดฝกฝนสรางจินตภาพ เอาละ ถึงตรงนี้ ขอใหเราหลับตาลง นั่งใหสบายและผอนคลาย ตอนนี้ใหจินตนาการวาเรากําลังหยิบสมุดธนาคารของพวกเราขึ้นมา เปดหนาแรกออก ตอนนี้เราเห็นชื่อและนามสกุลของเรา พลิกไปที่รายการสุดทาย เราเห็นตัวเลขเงินที่เราเปนเจาของหรือไม มันอาจมากแคไหนก็ได สมมติวามันคือสิบลานบาท พวกเราเห็นเลขหนึ่งและศูนยอีกเจ็ดตัวชัดไหม ขอใหเราคอย ๆ ฝกสรางภาพในใจถึงสิ่งที่เราตองการ ใส ความรู สึ กดี ใจลงไปและทั้ง ๆ ที่ยังหลับตา ใหขอบคุ ณในใจตอจํานวนเงิน นั้น ที่ เราไดครอบครองใหสมจริง ยิ่งเราเชื่อและสรงภาพไดชัดเจนเทาไหร พลังแหงจินตภาพก็ยิ่งทรงพลังมากขึ้นเทานั้น ยิ่งนานวันออกไป เราจะรูสึกแนใจวาสิ่งนี้จะเปนไปไดจริง ๆ เราจะไมคิดถึงความยากจนและหวาดกลัวไปเองวาเราจะลําบาก แนนอนวาพวกเราไมไดนั่งงอมืองอเทา พวกเราก็ยังออกไปทํางานออกไปทําธุรกิจ แตที่เพิ่มขึ้นอีกอยางในชีวิตคือ พวกเราไดฝกสรางจินตนาการที่สรางสรรค หลายคนสงสัยวา นั่นจะเปนการหลอกตนเองหรือเปลา เพอเจอหรือฝนลม ๆ แลงไป หรือเปลาเหตุผลที่ถามอยางนี้มักเปนเพราะพวกเขาเขาใจผิดไปวา คนที่ชอบวาดภาพในใจคงไมไดลงมือทําอะไรเลยนอกจากหลับตานึกเทานั้น แตมันไมใชเลย พวกเราที่ฝกสรางจินตภาพใชเวลานอยมากกับการนั่งหลับตาเพื่อสรางจินตนาการ พวกเราตางหากที่กระตือรือรนในการลงมื่อทํามาก ๆ ดั่งเชนที่มนุษยเคยฝนหรือสรางภาพในใจวา สักวันเราจะไปย่ําดวงจันทร และแลวมันก็เกิดขึ้นริง ๆ เห็นไดชัดวามันตองผานการคิดคนหาวิธีที่จะไปที่นั่นอยางทุมเท และใชพลังแหงจินตนาการเขาชวยจนกลายเปนความจริงในที่สุด จะวาไปแลว มีตรงไหนของหนังสือเลมนี้บางไหมที่ระบุวาการใชเทคนิคใด ๆ ก็ตามในหนังสือเลมนี้สามารถทําเพียงเทานั้น แลวก็ใหนั่ง ๆ นอน ๆ โดยไมตองทําอะไรอีกเลย แนนอนวามันไมมีการบงชี้เชนนั้นแน ตรงกันขาม มันหมายถึงการใหนําเทคนิคตาง ๆ ในหนังสือเลมนี้เพิ่มเขาไปในชีวิตประจําวันของเราตางหาก แลวเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไมวาสิ่งที่เราตองการจะคืออะไรก็ตาม เราตองฝกสรางภาพในใจประหนึ่งวาเราไดมันมา และครอบครองมันไวแลว ในเมื่อผมเพิ่งใชคําวา “ไดมันมาและครอบครอง” ดังนั้นเราตองมุงเนนไปที่ความรูสึกที่สมจริงวาไดมันมาแลวจริง ๆ เราจะรูสึกอยางไร ตื่นเตนดีใจอยางไร และมีความสุขอยางไรการมุงเนนที่ผิดพลาดคือการไมยอมแสดงบทบาทที่แทจริงของการใชจินตนาการ เชน รูสึกแยงในใจอยูตลอดเวลาวา “แตฉันยังไมมีมันนี่หวา” “แตฉันยังไมไดมันมานี่หวา” ผมอดสงสัยไมไดวาหากใครชอบแยงเชนนี้ในใจ งั้นเขาจะมานั่งหลับตานึกภาพถึงสิ่งที่เขาตองการไปทําไม จะมานั่งหลับตาเพื่อตอกย้ํา 50
  51. และมุงเนนในสิ่งที่ไมมีไปทําไม นั่นจะยิ่งทําใหรูสึกแย และดึงดูดความไมมีใหเขามามาก ๆ กันเขาไปใหญ โปรดจําไววาการหลับตาสรางจินตภาพ ไมใชเวลาที่จะนึกคิดถึงสิ่งที่เรายังไมมีหรือยังไมไดมาแตมันเปนเวลาสําหรับการจินตนาการวาถาเรามีมันแลวในขณะนี้ แลวเราจะรูสึกดีอยางไร ใหเราสรางความรูสึกดี ๆ เชนนั้นใหมาก ๆ แลวเราจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นที่จะดึงดูดสิ่งที่เราไดวาดภาพไว และทายที่สุดของเรื่องการฝกจินตนาการ ความสําเร็จของพลังแหงการสรางจินตภาพหรือภาพในใจจะขึ้นกับองคประกอบ 4 ประการคือ 1. ภาพในใจนั้นชัดเจนมากหรือนอย ยิ่งชัดเจนมากก็ยิ่งมีพลังมาก แตไมตองหวง เมื่อชั่วโมงบินในการฝกของเรามากขึ้น ภาพจะ ชัดเจนมากขึ้นอยางเปนธรรมชาติและงายดวย 2. ความยาวนานในการเห็นภาพที่ตองการ ยิ่งเห็นภาพนั้นไดนานกวา พลังก็ยิ่งมากตามไปดวย 3. ความถี่ในการสรางจินตภาพ การทําวันละ 2 ครั้งยอมดีกวา 1 ครั้ง ผมคิดวาวันละ 2 ครั้งกําลังดี 4. ความเขมขนทางอารมณที่รูสึกอยูในการสรางภาพในใจ อารมณยิ่งเขมขนรุนแรงเมากเทาไหร พลังก็ยิ่งมากขึ้นเทานั้น ในกรณีที่ไมมีอารมณเลย ให ตายสิโรบิ้น...พวกเราตองพยายามกลั่นอารมณออกมาใหได สวมวิญญาณเขาไปหนอย ชวยตี บทใหแตกหนอย หาไมแลวก็กรุณาหยุดทําเสียเถิด! 51
  52. บทที่ 30การตื่นขึ้นครั้งใหญของผม T x E = Rเทาที่ผานมา ผมไดอธิบายวาพวกเราสรางหรือผลิตหรือประกอบอารมณขึ้นมาจากแหลงใหญทั้งสามซึ่งไดแก การเคลื่อนไหวหรือการใชรางกายของเรา ภาษาหรือคําพูดที่เราใช และภาพในใจวาปนอยางไร ความรู เ หล า นี้ ทํ า ให ผ มตื่ น ขึ้ น จากการหลั บ ไหลมานาน ยิ่ ง ไปกว า นั้ น เมื่ อ ผมได เ ข า ใจแล ว ว าความคิดที่เจืออารมณนั้น คือพลังงานแมเหล็กไฟฟาความถี่ตาง ๆ ที่สงออกไปในอวกาศตลอดเวลาและจะไปตามพลังงานที่อยูในคลื่นแบบเดียวกันเขามาหาตามกฏแหงการดึงดูดชักนําพา พฤติกรรมของผมก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ภารกิจใหญของผมคือความราเริง ปติยินดี และการทําจิตใจใหผองแผวดูเหมือนวากฏแหงการดึงดูดจะดึงดูดของที่เหมือนกันมาใหผมจริง ๆ เพราะวามันไดดึงดูดความรูที่ล้ําลึกที่สุดอีกประการหนึ่งมาใหผม นั่นก็คือ T x E = R ซึ่งเปนสูตรที่ทําใหตื่นขึ้นเมื่อผมไดรูแจงอยางฉับพลันถึงสิ่งที่จะชวยอธิบายปริศนาลี้ลับมากมายวา ทําไมมนุษยถึงเปนอยางที่พวกเขาเปน ทําไมมนุษยเลือกทําบางสิ่งแตไมเลือกทําบางสิ่ง คําถามนี้เหมือนงายแตยากมาก มันเขาขายเสนผมบังภูเขาแตแลวสูตรพิเศษนี้ก็เขามาในสถานการณที่สุกงอมพอดิบพอดี แลวชวยใหผมเปลี่ยนแปลงกรอบความคิดครั้งใหญ เอาละ ในเมื่อผมไดโมไวมากวามันดีแบบสุดยอด เราไปศึกษากันเถะวามันคืออะไรกันแน T = Thought หมายถึงความคิด ไอเดีย เปาหมายหรืออะไรก็ได E= Emotion หมายถึงอารมณความรูสึกที่มีตอ ตัว T R= Reality หมายถึงความเปนจริงที่จะเกิดขึ้นได สูตรนี้อธิบายวา ลําพังความคิดใด ๆ หรือเปาหมายใด ๆ นั้นยังมีพลังไมพอที่จะขับเคลื่อนใหความคิดใด ๆ กลายเปนรูปธรรมทางโลกภายนอกได จําเปนที่เราจะตองใสอารมณอันเขมขนหรือแรงกลาที่เห็นชอบ อนุมัติ สนับสนุน และเห็นดวยกับความคิดนั้น ๆ แลวเราถึงจะกระตือรือรนที่จะลงมือทําหลาย ๆ สิ่งเพื่อใหความเปนจริงบังเกิดขึ้น หลายครั้งที่เราสงสัยวา ความคิดหลาย ๆ อยางก็มีแลวเปาหมายหลาย ๆ ประการก็ตั้งแลว แตจนแลวจนรอดเราก็ยังไมกระดิกกระเดี้ยที่จะทําอะไรเสียทีเพื่อความคิดหรือเปาหมายของเรา ทําไม และทําไมละ? อะไรคือสวนผสมที่หายไป อะไรคือจิ๊กซอวที่หายไป อะไรคือกุญแจที่เราทําหลนหายไป ผมคิดวาพวกเราคงเดาไดแลวใชไหม อารมณไงที่หายไปพวกเรามักจะ “ไมมีอารมณเลย” กับเรื่องราวหลายเรื่อง แตเราก็งงแลวสับสนวา “ ทําไมนะฉันถึงไมทําสิ่งที่ควรทํา นี่ฉันเปนอะไรไปนี่!” เราไมไดเฉลียวใจเลยวาเราไดใชอารมณในลักษณะที่ไมสงเสริมการกระทําของเรานั่นเอง ตราบใดที่เรายังคงถอนหายใจใหกับความคิดหรือเปาหมายใดก็ตาม เราก็จะ 52
  53. ผลักใสมันไปอยูไกลลิบโลก และเชื่อไดเลยวา…มันจะไมเปนความจริงขึ้นมาหรอก ตราบใดที่เราใสความรูสึกแย ๆ กับความคิดหรือเปาหมายใด ๆ ก็ตามดวยภาษาที่ทอแทเจืออารมณเชิงลบวา “ ก็มันเปนไปไมไดนี่” “ก็มันหนักหนาเกินไปนี่” “ก็มันคงไมคุมหรอก” “ก็มันขี้เกียจนี่หวา” “ก็มันยากจะตายโหง” ”ก็มันคงไมไดผล แลวจะพยายามไปทําไม “ ฯลฯ งั้น ก็ชัวรอยูแล วที่เราจะไมลงมือทํ าตามความคิดนั้นแน ผมถึงบอกวาสูตรนี้มันอธิบายพฤติกรรมของคนไดเยอะ ดังนั้น ถาเราอยากแนใจวาเราจะลงมือทําอะไรหรือไม เราตองสรางตัว E หรือสรางอารมณที่มันตื่นเตนเราใจใหกับตัว T หรือความคิดอยางใดอยางหนึ่งใหมาก ๆ แลวเราจะลงมือดวยความเต็มใจอยางเปนธรรมชาติ เราจะกลายเปนคนแบบ “ฉันรักที่จะทํา” แทน “ฉันเกลียดที่จะทํา” จะวาไปแลวเนื้อหาจํานวนมากในหนังสือเลมนี้ ลวนปูทางไปสูการสรางตัว E ที่อยูในสูตรนี้ จําไดไหมที่เราไดเรียนรูผานมาแลววา พลังที่ยิ่งใหญที่สุดไดแก “ พลังแหงอารมณหรือพลังแหงสภาวะจิต” เราไดรูมาแลววาเราสรางอารมณไดจากแหลงทั้งสามคือ การเคลื่อนไหว คําพูด และการสรางภาพในใจดังนั้น เรายอมประยุกตใชสูตรนี้ไดงายมาก หากวาผมตองพูดถึงสูตรนี้ดวยประโยคเดียว ผมจะสรุปวา “ใหหาหนทางหนึ่งเสมอ…ที่จะรูสึกดีกับเปาหมายและชีวิตของเรา” นี่คือกฏทองที่จะไขเขาไปในการใชชีวิตที่มีความสุขและประสบความสําเร็จอยางแทจริง เทาที่ผานมา ผมไดพูดถึงการสงจดหมายผิดใบ การที่เราเผลอกลายเปนผูเชี่ยวชาญดานความหดหูและความเคลียด เราเผลอไปใชกลยุทธที่ไมมีวันไดผลซึ่งไดแกการเซ็ง เบื่อ บน ตําหนิ กังวล กลัดกลุม และการรองให ผมขอเรียกพวกมันรวมกันวา “รูสึกแย” คําวา “รูสึกแย” ก็คืออารมณเชิงลบทั้งปวงหรือถาตองพูดอีกอยางก็คือการใสเครื่องหมายลบ (-) ใหกับตัว E เอาละ แลวมันจะเกิดอะไรขึ้นกับสูตรของเรา สูตรเดิมมีอยูวา T x E = R โดยที่ T = Thought หมายถึงความคิด ไอเดีย เปาหมายหรืออะไรก็ได E= Emotion หมายถึงอารมณความรูสึกที่มีตอ ตัว T R= Reality หมายถึงความเปนจริงที่จะเกิดขึ้นได แตเมื่อใสเครื่องหมายลบใหกับตัว E สูตรใหมกลายเปน T x (-E) = -R ผมหมายความวาเมื่อเราใสอารมณเชิงลบที่เนาบูดใหกับตัว T การคูณกันของตัว T กับตัว –Eจะไดผลลัพธออกมากลายเปน –R หรือกลาวใหมไดวาเมื่อเรามีสภาวะจิตหรืออารมณเชิงลบตอสิ่งใดเราจะไมทําเรื่องนั้น ซึ่งเทากับวามันจะไมมีอะไรเกิดขึ้นมาหรอกเมื่อไรการกระทํา และนั่นเทากับวาเราไดผลักใสใหสิ่งนั้นไปอยูไกลลิบโลกนั้นเอง เพื่อน ๆ ที่รัก พวกเราเห็นความสําคัญของตัว E ในสูตรนี้ 53
  54. หรือยังครับ ขอใหคิดถึงเรื่องราวตาง ๆ ในชีวิตที่ผานมาสูตรนี้ไดอธิบายพฤติกรรมของเราไดมากใชไหมผมหวังเหลือเกินวาพวกเราจะไดตื่นขึ้นกับความรูที่ล้ําลึกนี้ สําหรับตัวผมนั้น ผมไดไตรตรองถึงชีวิตที่ผานมา และนึกขอบคุณวามันยังไมสายที่ผมจะเปลี่ยนแปลงไดอยางมหาศาลเมื่อผมรูวาไดควาสูตรนี้ไวในมือแลวพวกเราทุกคนก็ตองทําใหไดเชนกัน นํามันไปปรับใชกับตนเองวันนี้เลย และสิ่งหนึ่งที่ควรคาแกการจดจําก็คือ “ ใหหนทางใดหนทางหนึ่งเสมอ…ที่จะรูสึกดีกับเปาหมายและชีวิตของเรา” 54
  55. บทที่ 31อารมณเสีย …เปลี่ยนมันซะ เมื่อเราอารมณเสีย มันไมดีตอตัวเราเอง มันไมดีตอสุขภาพของเรา มันไมดีตอสภาวะจิตของเรา มันไมดีตอครอบครัวของเรา มันไมดีตอธุรกิจหรือบริษัทของเรา มันไมดีตอเมืองที่อยู มันไมดีตอประเทศนี้หรือประเทศไหน มันไมดีตอโลกใบนี้ มันไมดีตอจักรวาลแหงนี้ และมันไมดีตอใครหรืออะไรทั้งนั้น ลองคิดดูสิถาผมจะเชื้อเชิญพวกเราไปเที่ยวครอบครัวแหงความหดหู สังคมแหงความหดหูประเทศแหงความหดหู หรือดินแดนใด ๆ แหงความหดหู จะมีใครบางที่อยากไป เห็นไดชัดวาไมใครเอาดวยแน ถึงขนาดนี้แลว เราตองอึ้งเมื่อโลกนี้เต็มไปดวยผูคนที่หดหู โอพระเจา โอเซียน โอเทวดา..ความสุขมันนารังเกียจนักหรือไร มนุษยถึงไดฝกใฝกับความหดหูกันอยางบาคลั่งถึงเพียงนี้! เมื่อเราอารมณเสีย จงตะโกนดัง ๆ เลย “เปลี่ยนมันซะ” เพราะวาไมชาก็เร็วมันก็ตองเปลี่ยนไมมีใครหรอกที่รองใหไปเรื่อย ๆ จนกวาจะตาย ในทํานองเดียวกัน พวกเราไมสามารถเซ็ง เบื่อ บน หดหู แลวอยูในอารมณเชนนั้นไปเรื่อย ๆ ตลอดไปไดหรอก ผมถึงบอกวายังไงเราก็ตองเปลี่ยน แตการเปลี่ยนชาเกินไปนั้นแหละที่เปนปญหาและมีอันตราย เราตองรีบหลุดออกมาใหได ยิ่งเร็วยิ่งดี และจะวาไปแลว…เราจะรอไปนาน ๆ โดยรูสึกแยไปทําไมละ ทําไมไมเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลยละ ขอใหเราใชความรูที่ไดกลาวมาแลว เชน ออกไปวิ่ง เปดเพลงดิ้น กระโดดโลดเตน ยืนฝนยิ้มที่หนากระจกนานหนึ่งนาทีตะโกนคาถาวิเศษดัง ๆ เชน “เปลี่ยนมันซะ” หรือไมก็นั่งลงเสีย แลวฝกสรางภาพในใจโดยเปลี่ยนเรื่องที่กําลังสนใจอยู หลักการมีอยูวาถาไมอยากคิดถึงอะไร ก็จงอยาพูดถึงมันซะ ในทํานองเดียวกัน ถาเราอยากมุงเนนหรือสนใจอะไรก็ตาม ก็ใหพูดถึงสิ่งนั้นใหมาก ๆ และบอย ๆ นี่แหละคือเหตุผลวาทําไมตําราที่วาดวยความสําเร็จแทบทุกเลมจึง สอนให คิ ด พู ด และจินตนาการถึ ง แตค วามสํ าเร็จ อยาไดว อกแวกไปพูดและนึก คิดเรื่อ งความลมเหลวเปนอันขาด ทวาโชครายที่คนจํานวนมากเหลือเกินมันวอกแวกมากเกินไป พวกเขาเอาแตพูดและใชศัพทแหงความลมเหลว ผลคือพวกเขาเห็นแตภาพความลมเหลวและไดพวกมันเขามาแบบไมเคยขาด ดังนั้นเราตองหัดพูดในใจเฉพาะแตเรื่องที่เขาทาถาเราอยากมุงเนนเรื่องที่มันเขาที ถาเรามัวแตพูดหรือนึกคิดในใจถึงเรื่องที่ไมเขาทา เราก็หนี้ไมพนที่จะตองสรางและเห็นภาพเชนนั้นตอไปอยางไมหยุดหยอน เพราะวาเราไดมุงเนนมันนั้นเอง เพื่อน ๆ ที่รัก ทุกครั้งที่อารมณเสีย จงฝกใหไวที่จะพลิกกลับมาสูอารมณที่ราเริงใหเร็วที่สุดใหไดไมวาเราจะใชวิธีไหนก็ตาม โปรดจําไววา อยางอื่นเปลี่ยนชาไมเปนไร แตอารมณเนาบูดนั้นหากเปลี่ยนชาเกินไป เราอาจถึงตายได อนึ่ง บางทีเราอาจไมรูวา บทเพลงเศรา หนังสือเศรา หรือภาพยนตเศรา ลวนแลวแตทําใหเราหดหู ฉะนั้น แมเราอาจเขาไปของแวะกับสิ่งเหลานี้ได แตจงอยาถลําลึกจนกลายเปนรสนิยมชมชอบ 55
  56. แบบคลั่งไคล หลายครั้งที่ผมตองแปลกใจเมื่อพวกเรามีความสุขกับสิ่งที่เศรา มันขัดแยงเกินไป และแนนอนวานี่คือหนึ่งในกลยุทธที่ไมมีวันไดผลดีกับชีวิตพวกเราแลย แตหลายคนอาจเถียงวา “ก็ฉันไมไดคิดวานั้นเปนกลยุทธนี่คุณ”มันก็จริง แตสิ่งใดก็ตามที่เราใชมันบอยในการดําเนินชีวิตจนกลายเปนรูปแบบหรือนิสัย มันไดกลายเปนกลยุทธของการใชชีวิตชนิดที่เราไมรูตัว และรูปแบบหรือกลยุทธในการเขาถึงความสุขดวยเรื่องราวเชิงทุกขอันแสนรันทดใจนั้น.. คือสิ่งที่ตองระมัดระวังเปนอยางยื่ง มันราวกับวาไมนาเสียหายอะไร หรืออาจเรียกมันวาคือ “ความมืดสีขาว” หลายคนไมไดดีหรือผลิกผันไปสูความเศราก็เพราะวาจิตใจฝกใฝความทุกขโดยไมรูตัว นี่คือการปรับจิตจนกลมกลืนกับความเศราและเห็นวามันคือความปกติแตผมยืนยันวาไมปกติ เมื่อเราของแวะกับมัน อานมัน ฟงมัน และดูมันเปนประจํา เทากับวาเราไดราดยาพิษเหลานี้ลงในความรูสึกนึกคิดของเราดวยน้ํามือของเราเอง พวกเราไดกลายเปนเยื่ออยางไมรูตัว ผมเลิกฟงเพลงเศราก็ดวยเหตุที่ตระหนักรูถึงผลที่จะตามมาของมันหากเปนบทเพลงชนิดซาบซึ้งใจยังพอรับได แตบทเพลงเศราผมไมเอาเลย…. อยางนอยผมก็ลดโอกาสที่จะปลอยพลังงานคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํา ๆ ออกไปสูอวกาศที่จะไปกวักมือตามเรื่องราย ๆ เขามาในชีวิตของผมไดเยอะแลว แตคนสวนใหญไมเคยรูเรื่องการสงคลื่นนี้เลยแมแตนิดเดียว พวกเขาไมรูวามีความสัมพันธกันระหวางพลังงานของสภาวะอารมณกับสิ่งที่จะดึงดูด ดังนั้นเมื่อเราอารมณเสียจงเปลี่ยนมันซะ…จงเปลี่ยนมันซะ 56
  57. บทที่ 32ทําจิตใจใหผองแผว คําสอนที่ยิ่งใหญที่สุดของพระพุทธองคเรื่องหนึ่งก็คือ “ละชั่ว ทําดีทําจิตใจใหผองแผว” คําสอนนี้มีความลึกซึ้งและสําคัญอยางยิ่ง ถึงกระนั้นก็ตาม พวกเราชาวพุทธทําตามไดนอยมาก การละชัว ่นั้น เห็นไดชัดวา… ถาไมละแลวชั่วชานัก ยอมถูกจับไปลงโทษดวยกฏหมายของบานเมืองไมชาก็เร็วการทําความดีนั้นดีในตัวมันเองจนไมตองอธิบายดวยซ้ําไป แตพวกโงเงาเตาตุนบางคนกลับเห็นวา“ทําดีไดดี มีที่ไหน ทําชั่วไดดีมีถมไป” จริงอยูวาอาจเปนคําพูดเสียดสี แตมันไรสาระและถาจะไมพูดเสียเลยยอมประเสริฐกวา พวกเราตองไมเพี้ยนขนาดนั้น ไมงั้นอาจเปนภัยมหันตไดเพราะวาทุกสิ่งมักเริ่มตนจากจุดเล็ก ๆ กอนเสมอ คนบางคนทีแรกก็พูดเลน ครั้นนานไปจิตใจเริ่มเห็นดวย หนัก ๆ เขาเลยทําชั่วมันซะเลยเพราะเห็นวาสูทําดีมาตั้งนานทําไมไมไดรับการตอบสนอง ลักษณะนี้คือการมองสั้นเกินไปและแถมมองไมรอบดาน คนทําชั่วจํานวนมากกําลังแยและคนทําดีจํานวนมากกําลังเจริญ…ทําไมไมไปมองบาง ! จําไดไหมวา จิตวิญญาณเปนพลังงานที่ผมเชื่อวามีคุณสมบัติในการเก็บกักกรรมหรือการกระทําที่ยังไมไดสงผล ฉะนั้น กรรมทั้งดีและไมดีทั้งหลายจะสงผลแนไมชาตินี้ก็ชาติตอ ๆ ไปผมพูดถึงความเปนไปไดของมัน ไมไดพูดวาเราตองกลัวหรืองมงาย และผมไมชอบเลยถาใครจะพูดแบบขาดความเขาใจวา “ฉันเกิดมาเพื่อกมหนากมตาชดใชกรรม” อยางนี้มันเขาใจแคบเกินไปจนอาจลืมไปวาการกระทําใหม ๆ ในตอนนี้สิที่ยิ่งสําคัญกวาและตองสนใจใหมาก ๆ แตการพูดอยางนั้นมัน“กํากวม”จนอาจดําเนินชีวิตไปอยางไรความสุขได อยางไรก็ตาม เทาที่ผมวิจารณมาตั้งยาวก็ยังไมใชประเด็นที่ผมอยากบอกหรอก ประเด็นจริง ๆ อยูที่ขอความสุดทายของคําสอนพระพุทธองค… การทําจิตใจใหผองแผว ผูคนในโลกนี้ บางคนรวยมาก มีเงินมาก มีธุรกิจมาก มีครอบครัวมีทายาท มีเพื่อน มีลูกนอง มีขาวของเครื่องใชมากมาย ทํางานเพื่อสังคม ทําบุญสรางวัด ฯลฯ แตถึงขนาดนี้แลว พวกเขาอาจกลาวไดวา “แตไมรูเปนไร ลึกลงไปภายในตัวฉัน ฉันไมมีความสุขเลย ฉันรูสึกถึงความวางเปลา” อะไรละที่ทํ า ให ค นเรารู สึ ก เช น นั้ น งั้ น ผมต อ งถามใหม “ความรู สึ ก อะไรล ะ ที่ ห ายไปจากชี วิ ต ” คํ า ตอบ “ก็ความรูสึกที่มีความสุขไงที่หายไป” ทางแกนั้นงายมาก ทางแกคือ “จงฝกที่จะทําจิตใจใหผองแผว” และการที่จะฝกไดนั้น พวกเราตองมาทําความเขาใจกันกอนดังนี้ ประการแรก ความรูสึกวาผองแผวนั้นไมไดจู ๆ ก็ลอยมาหาเรา (แมวานั่นก็อาจเปนไปไดในยามที่มันเกิดขึ้นเอง) แตจะงายกวาถาจะฝกสรางความรูสึกดีกับสิ่งตาง ๆ เพราะนั่นแหละคือหนทางทําใหเกิดความปติ ราเริง และมีความสุข ทั้งหมดนี้อาจเรียกใหมไดวา “จิตใจที่ผองแผว” และพวกเราตางไดเรียนรูกันมาแลววาเราสรางความรูสึกหรืออารมณหรือสภาวะจิตขึ้นมาไดอยางไร 57
  58. ประการที่สอง ในคําสอนที่วา “จงทําจิตใจใหผองแผว”เห็นไหมวามันไมไดระบุวาตองมีเงื่อนไขใด ๆ ที่ดีหรือแย และมันไมไดระบุการเวลาเอาไว ฉะนั้น ผมจึงตีความวา “จงทําจิตใจใหผองแผว ในทุกกาลเวลา ทุกสถานที่ และทุกสภาวะเงื่อนไข” เชน ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เรายังไมร่ํารวยแตเราอยากมีเงินทองเยอะ ๆ จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผวราเริง และ ปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เรายังไมมีแฟนแตอยากมี หรือวาเราอยากแตงงานแตยังไมพบเนื้อคู จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น จงฝกใหตนเองยิ้มแยมแจมใสอยูเสมอ ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เรามีครอบครัวแลว แตเรายังไมมีทายาทและเราอยากมี จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เราเจ็บปวยแตเราอยากหายปวย จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้คุณแมของเราไมสบายแตเราอยากเอาใจชวยทานใหหายปวย จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาใว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เราพบกับปญหาและอุปสรรคหลาย ๆ อยางที่ตองแกไข จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เราอวนแตอยากผอมและดูดี จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เรายังไมไดในสิ่งที่เราตองการหลายสิ่งที่เราอยากได จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีความสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเชนนั้น และไมวาเรากําลังเผชิญอยูกับอะไร ณ ขณะไหน และสถานที่ไดก็ตาม จงฝกใหตนเองมีจิตใจที่ผองแผว ราเริง และปติยินดีเขาไว แลวเราจะมีชีวิตที่เปยมสุขไดงายแมอยูในสภาวะเงื่อนไขเหลานั้น คุณผูอานที่รัก เมื่อผมยังเล็กนัก ผมตองเรียนวิชา “หนาที่พลเมือง และศิลธรรม” ผมไดรับคําสอนที่ดีที่สุดและผมทองมันไดขึ้นใจเพราะวาผมตองสอบ กระนั้นผมไมไดตระหนักรูถึงความสําคัญของมันวา “การทําจิตใจใหผองแผว” คือหัวใจในการดําเนินชีวิต อีกเนิ่นนานใหหลังผมก็ไมไดใสใจและ ใชชีวิตที่ตรงขามกับคําสอนนี้ คนจํานวนมากลวนเหมือนผม พวกเรา เซ็ง เบื่อ บน และหดหู ไดงายจริง ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็อยางที่เราเดาได พวกเราไรสุขและไมเห็นคุณคาของชีวิต เพราะวาเราตีความใหเรื่องแทบทุกเรื่องที่เราเจอกลายเปนเรื่องขุนใจ รบกวนหรือหงุดหงิดนารําคาญ เราจึงรูสึกแยเอามากๆ คําวา “เกษมสําราญ” นั้นเหมือนเปนคําศัพทประหลาดที่มีแตคนรุนกอนใชแตไมใชเรา ฉะนั้นในขณะที่เราตื่นอยู…เราตองตื่นขึ้นจริง ๆ เสียทีวาการทําตัวแบบไหนกันแนที่ดีกวา เขาทากวา และ 58
  59. ไดผลดีแน แคกําหนดจิตวาตอไปนี้จะมุงเนนชีวิตที่ผองแผวและเริ่มเสียเดียวนี้เลย แลวพวกเราจะตื่นขึ้นจริง ๆ เสียทีจากการหลับไหลที่ยาวนาน และเราจะไมรูสึกอีกตอไปวา… ทําไมนะ ชีวิตของฉันถึงวางเปลาเสียจริง 59
  60. ภาค 2ระบบใหญในตัวเรา 60
  61. บทที่ 1เมื่อเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยนตาม ในภาคแรก ผมไดมุงเนนถึงความสําคัญของสภาวะจิต อารมณ และความรูสึกเปนอยางมากโดยไมไสใจตอความคิดมากนัก และผมไดชี้วาพลังแหงอารมณความรูสึกหรือสภาวะจิตเปนพลังแหงความคิด แตถึงกระนั้นก็ตาม พลังแหงความคิดก็ยังคงเปนพลังที่ยิ่งใหญที่สุดอีกประการหนึงทีมนุษยมี ่ ่อยางมหาศาล และบัดนี้มันถึงเวลาแลวที่พวกเราจะไดเจาะลึกในเรื่องนี้ใหมากขึ้น เมื่อเราปราดเปรื่องในเรื่องนี้แลว บางที เราอาจไดกาวเดินไปขางหนาอีกกาวใหญที่จะเขาใจวา ความคิดกับอารมณความรูสึกนั้นมีผลกระทบสะทอนกลับไปมาซึ่งกันและกันอยางใกลชิด นานแสนนานมาแลวที่ผมไดติดตามศึกษาเรื่องความคิดและกรอบความคิด แรก ๆ นั้นผมไดศึกษาเรื่องกฏแหงเหตุและผล กฏนี้กลาววา “ทุกสิ่งหรือผลลัพธตาง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้น ยอมมีตนเหตุหรือสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือหลาย ๆ สาเหตุรวมกันที่ทําใหมันเกิดขึ้น” และพวกเรามักใชกฏนี้โดยกลาววา “ปลูกอะไรไว ยอมไดสิ่งนั้น” เราเขาใจดีเมื่อเรากลาววา “เมื่อเราปลูกมะมวง เรายอมตองไดมะมวง”กฏนี้จึงถือวาเปนกฏสากลที่ไมแตกดับไปตามกาลเวลา มันคงทนตอการทดสอบและพิสูจน อยางไรก็ตาม กฏนี้ยิ่งล้ําลึกเมื่อเรานํามันมาใชกับความคิดของเรา ดวยการประยุกตใชกฏนี้ เรากลาวไดวา“ความคิดของเรานั่นแหละคือตนเหตุแรก และนั่นอาจกอใหเกิดการกระทําที่สงผลตามมาที่สอดคลองกับวิธีคิด” แตเนื่องจากวาเราคิดอยูตลอดเวลาหรือเกือบตลอดเวลา เราไดทําตัวไปตามควมคิดของเรากลาวอีกอยางวา “ประดุจวาเราไดกลายเปนคนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา” “ประดุจวาเราไดเปลี่ยนแปลงไปจะมากหรือนอยก็ตามไปในลักษณะที่เราคิดอยูตลอดเวลา” ดังนั้น มันจึงเปนเรื่องที่เราตองใครครวญใหดีวา… พวกเราไดดําเนินชีวิตไปตามความคิดหรือวิธีคิดของเราหรือไม จะวาไปแลว นี่เปนเรื่องที่ลึกซึ้งและยากเรื่องหนึ่งในการสรุป ผมเองนั้นแมหลงไหลกับความรูนี้ก็ตาม แตผมตองระมัดระวังในการใชถอยคําเปนอันมาก ยกตั วอยางเชน ในอดีตนั้นผมจะอธิบายวา “เราไดกลายเปนคนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา” แตปจจุบันผมเปลี่ยนเปน “ประดุจวาเรากลายเปนคนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา” เหตุผลที่ผมเพิ่มคําวา “ประดุจ” ลงไปก็เพราะวาผมตองการชี้วา “เราไมใชความคิดของเรา” แตเรา “เปนผูสรางหรือผลิตความคิดขึ้นมา” ฉะนั้นเราจึงเปนอะไรที่มากกวาความคิดของเรา แตโชครายที่เรามักทําตัวไปตามความคิดจนประดุจวาเรากลายเปนตัวความคิดเสียเอง ฉะนันถาเราไปพบ ้หนังสือเลมไหนเขียนวา “คุณคือความคิดถึงคุณ” หรือ “คุณเปนความคิดของคุณ” ก็ขอใหเชื่อเถอะวา… นั่นคือการสอนที่ผิด ผมขอสรุปวา “เราไมใชความคิดของเรา” แตเปนไปไดวา เรามักจะดําเนินชีวิตไปตามที่เราคิดจนประดุจวาเราไดกลายเปนคนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา (ผมหวังวาคุณผูอานคงไมสับสนนะครับ) และเพราะวาเรามักจะดําเนินชีวิตไปตามที่เราคิดจนประดุจวาเรากลายเปน 61
  62. คนในแบบที่เราครุนคิดอยูตลอดเวลา เราจึงปฏิเสธความสําคัญของความคิดเรา แตเรานั่นแหละที่สรางความคิดและใชมัน ตลอดจนเปนนายของมันอีกดวย เอาละ ผมรูสึกสบายใจมากที่ไดอธิบายสิ่งที่เขาใจยากผานไปแลว ตอนนี้ เรามาดูผลที่จะตามมาเปนลูกโซที่เกี่ยวกับความคิดไดเลย เมื่อเราเปลี่ยนความคิด เราจะเปลี่ยนความเชื่อ เมื่อเราเปลี่ยนความเชื่อ เราจะเปลี่ยนการคาดหวัง เมื่อเราเปลี่ยนการคาดหวัง เราจะเปลี่ยนทัศนคติ เมื่อเราเปลี่ยนทัศนคติ เราจะเปลี่ยนความรูสึก เมื่อเราเปลี่ยนความรูสึก เราจะเปลี่ยนการกระทํา เมื่อเราเปลี่ยนการกระทํา เราจะเปลี่ยนผลลัพธที่ได เมื่อเราเปลี่ยนผลลัพธที่ได ประดุจวาเราไดเปลี่ยนชีวิตของเราไปคุณผูอานที่รัก หากพูดสั้น ๆ เราอาจพูดวา “เมื่อเปลี่ยนความคิดประดุจวาเราไดเปลี่ยนชีวิตของเราไป” พวกเราสังเกตไหมวามีคําศัพท ที่สําคัญอีกหลายคําที่อยูระหวางกลางของกระบวนการไดแก“ความเชื่อ” “การคาดหวัง” “ทัศนคติ” “ความรูสึก” “การกระทํา” และ”ผลลัพธ ที่ได” สิ่งเหลานี้พวกเราไดยินไดฟงกันมาก็มาก เชน ตําราบางเลม (และเยอะดวย) ตางก็บอกวา ‘ความเชื่อสําคัญมาก’ และตําราที่เนนความเชื่อก็จะรายยาวเกี่ยวกับความเชื่อไปทั้งเลมวามันจะกระทบและเปลี่ยนแปลงชีวิตเราได บางตําราก็อางวา “ทัศนคติตางหากที่สําคัญเหนือสิ่งอื่นใด” และมุงเนนแตเรื่องทัศนคติวาเปนใหญเหนือสิ่งอื่น ตําราอีกจํานวนมากเนนที่ความรูสึก (มันนาสนใจมากเพราะวาพวกเราสังเกตไหมวาความรูสึกอยูติดกับการกระทําในกระบวนการที่ผมกลาวถึง) ตําราที่เนนเรื่องความรูสึกเห็นวา… เราสรางสิ่งตาง ๆ ขึ้นมาจากความรูสึก เราลงลงมือทําหรือไมทําก็เพราะความรูสึก และเราดึงดูดสิ่งตาง ๆไปตามความรูสึก เห็นไดชัดวาผมคอนขางจะฝกใฝความคิดเห็นของฝายนิยมความรูสึกวามีพลังเหนือพลัง ทั้ง มวล (แถมผมยั งนิ ยมชมชอบกฏแหง การดึ งดู ดชัก นําพา และการปลอยพลังงานของคลื่นแมเหล็กไฟฟาที่มีความถี่สูงต่ําไปตามอารมณความรูสึกอีกดวย ดังนั้น ผมยอมตองชอบและเชื่อมั่นในพลังแหงความรูสึกเอามาก ๆ ขนาดวาคลั่งไคลไดเลยอยางแนนอน) แตถึงกระนั้นก็ตาม ผมก็ยงเห็นวาัลําพังเพียงความรูสึกอยางเดียว (แมวาจะโดดเดนและทรงพลังที่สุด) ยอมไมเพียงพอในการอธิบายพฤติกรรมทั้งหมดของมนุษยได ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจที่จะฝกใฝทั้งสองทฤษฎีคือ ทฤษฎีที่เนนเรื่องความคิดเปนใหญ และทฤษฎีที่เนนเรื่องความรูสึกเปนใหญไปพรอม ๆ กัน สวนพวกที่เนนอยางอื่นนั้นผมเห็นวาเปนองคประกอบเสริม… ไมใชองคประกอบหลัก 62
  63. อยูมาวันหนึ่ง ชีวิตของผมไดเปลี่ยนไปอีกขั้นหนึ่งเมื่อผม ๆ ไดตั้งคําถามที่สําคัญมากกับตนเองขอหนึ่งวา ‘’ก็แลวมนุษยเปลี่ยนความคิดไดอยางไรละ” ทันไดนั้นเอง ผมราวกับวาไดเขาไปสูความรูแจงหรือการหยั่งรูอะไรบางอยางที่ฉับพลันในชั่วพริบตาผมไดยินเสียงในใจตอบวา “ก็ดวยการใหขอมูลใหม ๆกับสมองหรือจิตใจของเราไง” ใชแลว “ขอมูลใหม ๆ การใหความหมายใหม ๆ คําถามใหม ๆ กรอบความคิดใหม ๆ ทฤษฎีใหม ๆ ประสบการณใหม ๆ รานอาหารใหม ๆ ไอศกรีมรสใหม ๆ หนังสือเลมใหม ๆ สัมมนาใหม ๆ ไปดูหนังแนวใหม ดนตรีแนวใหม การแตงตัวแบบใหม ๆ เจอคนใหม ๆ คบเพื่อนใหม ครุนคิดเรื่องใหม ๆ ความรูสึกใหม ๆ ฯลฯ” โอ… คําตอบที่ไดราวไมมีที่สิ้นสุด ฉะนั้ น พวกเราต อ งหั น มาสนใจหน อ ยว า … ในวั น แล ว วั น เล า ของเรานั้ น มี อ ะไรบ า งล ะ ที่แตกตางออกไป หาไมแลวเราจะเปลี่ยนความคิดไดไง นิวอินพุทหรือสิ่งใหม ๆ ที่จะยัดใสเขาไปในสมองหรือจิตใจของเรานะ… มีบางไหม? ถาไมมี… งั้นตองรีบจัดการใหมันมีใหจงได และแนนอนวาในบรรดาสิ่งใหม ๆ ทั้งหลายแหลนั้น ผมหมายถึงสิ่งดี สวนสิ่งใหมที่เลวรายนั้น… ผมไดละไวในฐานที่เขาใจวา… ไมนับพวกมันเขามารวมไว พวกเราอาจสงสัยวา “อาว… แลวฉันจะไปรูเรอะวาสิ่งใหมเนี่ยมันดีหรือเลว ก็มันใหมมากนี่นา” จริงอยูวาบางทีเราอาจไมรู แตเราตองเรียนรูใหเร็วที่สุดวาอะไรดีและอะไรไมดี จากนั้นก็คัดสิ่งไมดีทิ้งไปและเก็บแตเฉพาะสิ่งดีไว อนึ่ง ถอยคํานับแสนนับลานคําในภาคที่ 1 (และที่พวกเราจะอานตอไปอีกมาก) ที่พวกเราไดผานมา สิ่งเหลานั้นลวนเปนขอมูลใหมที่ผมพยายามปอนเขาไปในสมองและชีวิตจิตใจของพวกเราไมใชหรอกหรือ? ทั้งหมดที่ผมพยายามลงไปนั้น ก็เพราะผมเชื่อจริง ๆ วา เมื่อเราเปลี่ยนความคิดไดเมื่อไหร ชีวิตของพวกเราก็จะเปลี่ยนไปอยางแนนอนเมื่อนั้น 63
  64. บทที่ 2สองแสนครั้งกับการถูกปฏิเสธและหามปราม หากเราคิดวาการเปลี่ยนความคิดเปนเรื่องหมู ๆ บางทีนั่นก็อาจใชสําหรับใครบางคน แตวาพวกเราถูกปลูกฝงหรือเลี้ยงดูกันมาอยางไรละ? หากวาพวกเราโชคดีเหนือใคร ๆ พวกเราจะถูกบอกวา“ทําไมไดนะ” หรือ “อยานะ” หรือ “อันตรายนะ” อยางนอยหาหมื่นครั้งเมื่อพวกเราอยูในระหวางการเจริญเติบโตสูการเปนผูใหญ แตถาเราโชครายเหมือนคนสวนใหญละก็… เราจะไดรับการพร่ําบอกวา“ทําไมไดนะ อยานะ อันตรายนะ ไมมีใครเขาทํากันอยางนั้นนะ หยุดเดี๋ยวนี้นะ” อยางนอยสองแสนครัง ้แลวหลังจากสองแสนครั้งแลวละ จะเปนอยางไรตอ… ไมตองหวง… เราจะไดเจอครู เพื่อน แฟน คูชีวิตญาติ สังคม วัฒธรรม จารีตประเพณี และอะไรตอมิอะไรอีกมากที่จะวากลาวตักเตือนพวกเราวา “อยานะ ทําไมไดนะ มันเสี่ยงนะ มันอันตรายนะ อยาแมแตที่จะคิดนะ ฯลฯ ” โอ…ใหตายสิโรบิ้น… คนหวังดีชั่งมีมากอะไรเชนนั้น ! เอาละ แลวพวดเรารูหรือเปลาละวา เจาบรรดาสิ่งที่เราเจอเชนพวกคําวา “การปลูกฝง” “การเพาะบมนิสัย”, “สิ่งที่ควรและไมควร”, “คําเตือน”, “ขอแนะนํา”, “ความคิดเห็น” สิ่งเหลานี้มันคืออะไรละ? ใชแลว… พวกมันก็คือขอมูลใหม ๆ (เชิงลบที่มากเกินจําเปน ที่ตอกย้ําซ้ําซากจนกลายเปนขอจํากัด และมีอิทธิพลมากเกินไป) ที่ยัดใสเขาไปในสมองและจิตใจของเราไง สิ่งเหลานี้ไดกอรูปความคิดขึ้นวา อืมมมมม…. มันมีอะไรอีกมากวะที่เราทําไมไดหรอก จากนั้นมันเริ่มลามไปแทบทุกดานของชีวิต พวกเรากลายเปนคนชนิด “เพลยเซฟ หรือไมเสี่ยงไวกอน”พวกเราตั้งการดสูงและระวังตัวแจจนมากเกินพอดี คําพูดที่วา “ฉันทําไมไดหรอก” นั้น… หลายครั้งไมไดกลั่นออกมาจากความจริงที่เกี่ยวกับความสามารถของตัวเรา แตมันออกมาจากความเคยชินกับกรอบความคิดที่เราถูกปลูกฝงให“ชวยเหลือตัวเองไมคอยจะได”อยางไมรูตัว พวกเราถูกเลี้ยงดูมาอยาง “ระวัง ระวัง และระวัง”เราจึงโตขึ้นแบบ “ระวัง ระวัง และระวัง”และที่โชครายที่สุดคือ พวกเรากําลังดําเนินชีวิตแบบ “ระวัง ระวัง และระวัง”พวกเราไมคอยใชศักยภาพหรือความสามารถที่เก็บกักไวในตัวเราสักเทาไหรเพราะวาพวกเราถูก“หาม”มากเกินไป จะวาไปแลวผมนี่แหละคือตัวอยางขั้นสุดยอดของการถูกหามจากพอแม สองแสนครั้งไมพอแนสําหรับผมเพราะวาพอแมของผมรักผมมากเกินไป พอแมทั่วโลกเปนอยางนี้ พวกเขาพยายามทําในสิ่งที่พวกเขาคิดวาฉลาดที่สุดแลว (ไมไดประชด) แตอะไรก็ตามที่มันมากเกินไปยอมเกิดโทษของมันเสมอ แลวเดาสิวาเกิดอะไรขึ้นกับผม ผมดําเนินชีวิตแทบทั้งชีวิตดวยการเก็บกักศักยภาพอันมหาศาลเอาไวและใชชีวิตในกรอบของความคิดที่จํากัด ผมชวยเหลือตัวเองไดนอยมาก ดูเหมือนวาชะตาชีวิตอาจมีแผนของมันไวแลว และแผนของมันก็คือคนโงเขลาเบาปญญาและออนแอก็จะถูกลงโทษในไมชาก็เร็ว ไมดวยน้ํามือของคนอื่นก็ดวยน้ํามือของตนเอง เมื่อผมเขาเลนหุนดวยความโลภและคิดวามันเปนเรื่องที่งาย ผมตาบอดถึงขนาดคิดวาการทํางานทั่วไปเปนเรื่องโงเขลา หากวาจะมี 64
  65. อะไรสักอยางที่ถือไดวาผมสิ้นคิดและบาไปแลว…. นั่นก็คือการที่ผมคิดวา การเลนหุนฉลาดกวาการทําธุรกิจอื่น ๆ แตอยาเพิ่งเขาใจผิด ผมไมไดบอกวาคนเลนหุนโง เปลาเลย… คนเลนหุนที่ฉลาดนั้นมีมากเมื่อคนเราจะเลนหุนก็ไมแปลกหรอก คน ทั่วโลกก็เลนหุนไมใชหรือ? แตการคิดเลยเถิดถึงขนาดที่วา“มันเหนือกวาการทําธุรกิจอื่น ๆ”ยอมเปนอคติ ในที่สุดผมตัดสินใจเลิกทํางานในธุรกิจครอบครัวและไปตลาดหุนทุกวันอยางเต็มตัว และผมก็หมดตัวเมื่อตลาดหุนดิ่งลงตลอดเวลาและหุนบางตัวมีมูลคาเหลือหนึ่งสตางคเทานั้น ตอนนั้นผมไดแตหดหูและหางไกลกับความรูที่ผมเขียนไวในหนังสือเลมนีมาก ้หนึ่งในความจริงที่ปฏิเสธไดยากคือ… ยามที่คนลมนั้น คนจํานวนนอยกวาที่ลุกขึ้นมายืนได ในยามที่ย่ําแยนั้น ไมตองบอกก็รูวาเรื่องเลวรายอีกนับสิบจะกรูกันเขามาไมขาดสาย (ก็มันแนอยูแลวที่ผมไดกวักมือเรียกพวกมันเขามาดวยคลื่นแมเหล็กไฟฟาความถี่ต่ํามากที่ผลิตจากอารมณเชิงลบที่ผมสงออกไปทุกวัน ในตอนนั้นผมยังไมรูวาผมเปนมนุษยที่สามารถปลอยพลังงานตัวนี้ ผมสงจดหมายเชิญผิดใบตลอดเวลา) ในชวงนั้น ผมไดรับความเจ็บปวดในทุกรูปแบบก็วาได วันหนึ่งภรรยาไดเตือนสติวา “เฮียมีความรูเรื่องหมากลอมมาก เฮียสูอุตสาหศึกษามานับสิบป ทําไมไมเขียนหนังสือสอนใหคนเลนเปนละ”ในเมื่อผมไมมีอะไรจะสูญเสียอีกแลว ผมจึงลงมือเขียนมัน และแลวในที่สุดตําราหมากลอมที่สมบูรณที่สุดเลมแรกแหงประเทศนี้ก็ไดอุบัติขึ้น “โกะ อัจฉริยะเกมแหงพิภพ” มันขายดีเปนเทน้ําเททา สิ่งนี้ใหกําลังใจแกผมมาก ผมไดเปดสํานักพิมพขึ้น และเริ่มหันมาศึกษาหนังสือแนวพัฒนาตนเองอยางจริงจังตั้งแตป 2543 เปนตนมา แตดวยเดชะบุญที่ผมเคยอานมากอนและมากดวยเมื่อตอนเปนวัยรุน ทวาคราวนี้ไมเหมือนตอนเปนวัยรุน ผมไดบทเรียนมามาก ดังนั้น ผมจึงซาบซึ้งกับคําสอนในหนังสือไดมากเปนพิเศษ และนึกไมถึงวา ผมจะไดคนพบตัวเองอีกครั้งวาผมมีพรสวรรคในดานนี้ และภารกิจใหญของผมก็คือ…. การรับใชคนในประเทศนี้เพื่อปอนอาหารทางสมองที่ดีเลิศ และเปนกําลังใจใหกับผูคนอีกมากใหตอไป คุณผูอานที่รัก แมวาหลายคนไมไดมีชีวิตเหมือนผม แตพวกเราตางคลายกันในแงที่เราถูกปลูกฝงและเลี้ยงดูมาแบบใหระวังตัว เราถูกหามปรามในแทบทุกเรื่องราว สิ่งนี้เปนกันทั้งโลก และพวกเราก็ตางมีชีวิตที่เต็มไปดวยขอจํากัดของตัวเอง อาจตางกันในรายละเอียดแตเหมือนกันในลักษณะที่เราถูกปลูกฝงใหระวังและอยาทําในหลาย ๆ สิ่ง เราจึงมีความจําเปนที่จะตองเติบโตขึ้นจริง ๆ ไมใชเพียงอายุแตเปนความเขาใจถึงอิทธิพลขิงสิ่งแวดลอมและคําสอนที่หลอหลอมเราขึ้นมา ผมหวังวาพวกเราจะเขาใจมัน เห็นใจพวกผูใหญทีปฏิบัติตอเราที่รูเทาไมถึงการณ และกาวพนไปจากกรอบความคิดเล็ก ๆ ของเราใหจงได และแนนอนวาผมทําทุกสิ่งทุกอยางที่ตองทําเพื่อทําใหพวกเราเอาชนะการปฏิ เ สธสองแสนครั้ ง ที่ พ วกเราได ป ระสบมาและนํ า พาพวกเราไปสู ก รอบความคิด ที่ใ หญม ากเพื่ ออิสรภาพทางความคิดที่รวมไวซึ่งทุกสิ่งทุกอยางที่อาจเปนไปได 65
  66. บทที่ 3กรอบความคิด… ปอมปราการที่ตองฝาทะลุออกไป เมื่ อเราพู ดถึงเรื่ อ งความคิ ด ผมคิ ดวา เราตองหั น มาสนใจอีก สิ่ง หนึ่ง ใหมากนั่น คือ “กรอบความคิด” มันเปนอะไรที่เหมือนขอบเขตที่ปลายสุดของความคิด หรือการอนุญาตที่มากที่สุดที่ตัวเรายอมรับไดดังนั้นในกรอบความคิดของเรื่องใด ๆ ก็ตาม ภายในนั้นยอมมีความคิดไดหลายอยางแตมันถูกจํากัดความเปนไปไดดวยกรอบของมัน นี่เปนเรื่องที่ลึกซึ้งมากเรื่องหนึ่ง เปนความลี้ลับมากประการหนึ่งที่ผมพยายามเขาไปสัมผัสมัน มันนาตกใจยิ่งที่ความคิดที่มองเห็นไมไดดวยประสาทสัมผัสทางภายนอกทั้งหากลับสามารถมีขอจํากัดได ในยามที่คุณคิด ผมมองไมเห็นหรอก ผมไมรูหรอกวาคุณคิดอะไรถาคุณไมบอก แมกระนั้น คุณก็รูวามีอาณาเขตบางแหงที่คุณไมกลาลวงล้ําเขาไป มันเปนกรอบที่มองไมเห็นที่บอกเราวา “เราคิดไกลได” แคสุดเขตแดนนี้ มากกวานี้เปนไปไมได และไมไดรับอนุญาตใหไปไดไกลกวานี้ทางความคิดอีกแลว มันอาจดีในบางแงแตมันก็แยในทางสรางสรรคดวยเชนกันยกตัวอยางเชน เมื่อผมเปนเด็ก ผมถูกปลูกฝงวา “การดาพอแมจะทําใหผมตกนรกและถูกเจาะปากดวยเข็ม” ดังนั้น แมในความคิด ผมเดินทางขามกรอบความคิดนี้ไมได มิเชนนั้นแลว ผมจะรูสึกวา…ได รั บ ความเจ็ บ ปวดที่ ลึ ก มาก เพราะฉะนั้ น พวกเราย อ มได รั บ กรอบทางความคิ ด จากภู มิ ห ลั งสิ่งแวดลอม จารีตประเพณี การศึกษา ประสบการณที่ไดผานพบ และอาจเปนอะไรก็ไดนับไมถวนที่สรางกรอบทางความคิดขึ้นมา ขอดีนั้นมีแน แตขอเสียคือบางทีเรามีกรอบความคิดเกี่ยวกับปรัชญาการใชชีวิต วิธีการหาความสุข และความสําเร็จ ที่ทําใหเราสมความปราถนาไดยากมาก ฉะนั้น ในฐานะที่ตอนนี้เราเปนผูใหญแลว เรารูมากวาอะไรเปนอะไรแลว เราตองขยายกรอบความคิดในหลาย ๆเรื่องใหกวางไกลจนราวกับวาไมมีกรอบ หรือถาเปรียบวากรอบความคิดคือกําแพง หรือปอมปราการที่กักขังหนวงเหนี่ยวเราไว เราจําเปนตองฝาทะลุออกไปหากเราตองการชีวิตที่ไรขีดจํากัด ลองดูการฝากําแพงของผมจากตัวอยางตอไปนี้ นานมาแลวที่กรอบความคิดของผมเกี่ยวกับเด็กคือ “เด็กก็คือเด็ก” นั่นทําใหผมมีพฤติกรรมตอลูกในลักษณะที่ไมเทาเทียมเมื่อผมไดขยายกรอบความคิดใหมเปน “เด็กก็คือผูหญิงหรือผูชายแคตัวเล็กกวาเรานอดหนอย เด็กคืออนาคตที่แทจริงของมนุษยชาติ และอีกหนอยก็จะตัวโตเทาเรา” ดวยกรอบความคิดนี้ ผมไดเปลี่ยนพฤติกรรมตอเด็กไปมากทีเดียว สิ่งนี้ลูกผมเปนพยานไดดีถึงการปฏิบัติตอพวกเขาอยางใหความสําคัญและใหเกียรติอยางมาก นองสาวคนเล็กตอวาผมเสมอวา “อยามาวาฉันเพียงเพราะเธอเปนพี่” ผมนึกออกทันทีวาที่ผมทําเชนนั้นเพราะวากรอบความคิดของผมมันบอกวาผมโตกวา ผมเปนพี่ ผมมากอน และเมื่อกอนผมวากลาวเธอได แตเมื่อกอนไมเหมือนเดี๋ยววนี้ เพราะวาเธอโตเกินกวาที่ผมจะอางเชนนั้นไดอีกตั้งนานแลวนี่มันตางอะไรกับที่พอแมวัยแปดสิบเห็นลูกอายุหกสิบวายังเปนเด็ก ดังนั้น เพื่อแกปญหานี้กับนองสาว 66
  67. ไปตลอดกาล ผมไดขยายกรอบทางความคิดสําหรับเรื่องนี้เปน “ใชแลววาในฐานะหนึ่งเธอเปนนองสาวของฉันและในขณะเดียวกันเธอก็เปนผูใหญ เธอเปนปจเจกบุคคลที่มีชีวิตอิสระของตนเอง เธอมีสามี มีครอบครัว เธอมีลูกของตนเอง และเธอยังจะเปนอะไรอีกตั้งหลายอยางที่ฉันอาจไมเปน” ตั้งแตผมไดขยายกรอบความคิดนี้ออกไปอยางกวางไกลแลว ผมไมเคยทะเลาะกับเธออีกเลย ในเรื่องเกี่ยวกับเวลาของครอบครัวนั้น ผมไดเปลี่ยนกรอบความคิดครั้งใหญเมื่อผมเปลี่ยนประโยคที่วา “นี่มันคืดเวลาของผม” มาเปน “นี่มันเวลาของเรา” คุณอาจสงสัยวามันจะดีสักแคไหน ผมบอกไดเลยวาเยี่ยมแบบสุด ๆ ทุกวันนี้ผมมีความสุขมากกับคําเชิญชวนแทบทุกชนิดของลูกและภรรยาที่พวกเขาออกปากชวนผม ผมจะวางงานลงโดยไมลังเล…ก็นี่มันเวลาของเรานี่ หากคุณยอนกลับมาอานหนังสือเลมนี้อีกครั้ง มันแนนอนวาคุณตองเจอคําสรรพนามตอไปนี้ผม,คุณ, และ พวกเรา แตเดาซิวาผมใชคําไหนเยอะที่สุด… ผมใชคําวา “พวกเรา” บอยที่สุด ทําไมถึงเปนอยางนั้นละ สาเหตุก็คือเมื่อผมไดขยายกรอบความคิดจากคําวา “คุณและผม” ไปเปน “พวกเรา”แล ว มั น ก็ ไ ม มี อ ะไรที่ คุ ณกั บ ผมจะขั ด แย ง กั น อี ก ต อ ไป ผมจึ ง ไม อ ยูใ นฐานะที่ ส อนอะไรให กับ คุ ณเพราะวาคําวา “พวกเรา” ไดลดชองวางความเปนคนแปลกหนาตอกัน และผมก็รูสึกจริง ๆ วา “เราเปนพวกเดียวกัน” สวนในหนังสือเลมกอน ๆ ของผม ผมไดใชคําวา “ผม” และ “คุณ” เยอะมาก ทําละ… ก็เพราะวาตอนนั้นผมยังไมไดเปลี่ยนกรอบความคิดใหกวางไกลออกไปสูคําวา “พวกเรา”นะสิครับออ…. เมือพูดถึงคําวา “พวกเรา”มีเรื่องลอเลียนที่ขําดีอยูเรื่องหนึ่ง มีเรื่องเลากันวา…มีประเทศหนึ่งในเอเชีย (ขอไมบอกชื่อ) ที่ชาตินิยมจัดมาก นั่นหมายความวาพวกเขารักชาติของตนเองเอามาก ๆ เวลาจะพูดถึงเรื่องไหนก็ตาม พวกเขาจะพูดวา ”บริษัทของเรา” “คนของเรา” “เด็กของเรา” “อุตสาหกรรมของเรา” “เทคโนโลยีของเรา” ฟง ๆ ดูก็เขาทาดีและรูสึกวาพวกเขาชางเปนปกแผนดีจริง แตที่ผมอดขําไมไดคือคําสุดทายที่ผมกําลังจะพูดถึงครับ พวกเขาพูดวา “ภรรยาของพวกเรา” อืมมมมม… อะไรมันจะขนาดนั้น มีขาวดีเล็กนอย เทาที่พวกเราไดอานมาไกลถึงเพียงนี้ พวกเราไดขอมูลใหม ๆ ไปมากแลวดังนั้น โดยที่ไมอาจหลีกเลี่ยงไดพวกเราไดขยายกรอบของความคิดหรือทลายกรอบของความคิดอันคับแคบตายตัวบางประการลงไปแลว สิ่งนี้ยอมทําใหเราเห็นความเปนไปไดใหม เพิ่มขึ้นไมมากก็นอย คุ ณ ผู อ า นที่ รั ก ผมได อ ธิ บ ายเรื่ อ งกรอบความคิ ด มาพอสมควรเพื่ อ ที่ พ วกเราจะนํ า ไปประยุกตใชใหแหมาะสม ขอใหพวกเราสํารวจตรวจตราดูวาความคิดหรือกรอบความคิดดานไหนบางไหมที่เ ราคับแคบเกิ นไปงั้ นเราจิน ตนาการวา กรอบอัน นั้น มันขยายตัวออกไป จงยื ดหยุ น และเพิ่มความหมายใหมหรือความเปนไปใหม ๆ เขาไปใหมาก ๆ นี่แหละคือการพังกําแพงหรือฝาทะลุกรอบความคิดเกาของพวกเราและเรามีความสุขและความสําเร็จมากขึ้นอยางแนนอน และตอนนี้เรากําลังจะไดเรียนรูความคิดในรูปของคําถามซึ่งเปนสิ่งที่ใกลชิดติดพันกับเราเปนอยางยิ่ง เรายิงคําถามกับตัว 67
  68. เราเองและเรื่องราวในโลกนับลานขอ “คําถาม” คืออะไรกันแน มันเปนความคิดประเภทหนึ่งใชไหม?พวกเราจะไดรูแจมแจงในหัวขอตอไป 68
  69. บทที่ 4คําถามคืออะไรกันแน เวลาที่เราคิด พวกเราจะรูตัวหรือเปลาวาเราชอบคิดในลักษณะไหนมากที่สุด พวกเราคงไมแปลกใจใชไหมถาผมจะบอกวาเราคิดเปนประโยคคําถามมากที่สุด เชน ที่เขาทําอยางนี้มันหมายความวาอยางไร ? เขาจะรักฉันอยางที่ฉันรักเขาไหมนะ? ฉันอาจสามารถทําอะไรไดบางแลวเขาจะรักฉัน? ฉันทําอะไรไดอีกแลวฉันจะเปนที่รัก? ฉันตองทําตัวอยางไรถึงจะดีที่สุด? คุณผูอานที่รัก จําไดไหมเมื่อตอนที่เราเปนเด็ก พวกเราคือสุดยอดแหงมนุษยเจาคําถาม เรายิงคําถามอุตลุดจนพอแมเราเหนื่อยที่จะตอบ เราชอบใชความคิดดวยคําถามเพราะวาเราตองการที่จะเข า ใจทุ ก สิ่ ง ที่ เ ราสงสั ย และเราจะถามตอ ไปตราบใดที่ เ รายั ง มี ล มหายใจอยู ไ ม ต อ งสงสั ย เลยว าสติปญญาและแทลทุกสิ่งที่เปนมนุษยไดสรางขึ้น มาจากพลังของความคิดในรูปของคําถามทั้งสิ้น ไมมีเครื่องมือใดอีกแลวที่เหนือกวามัน แมแตเจาชายสิทธัตถะก็ไดใชพลังแหงคําถามจนนําพระองคออกบวชเพื่อคนหาทางพนทุกขมาแลว หากวาเราเปลี่ยนความคิดแลวไซร เห็นทีเราตองรูจักเลือกใชคําถามใหเปนเสียกอนเพราะวาคําถามนั้นมีมากเปนตัน ๆ และมีทั้งดีและเลว สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทําใหคนจํานวนมากกําลังแยเพราะเฝาถามคําถามที่ผิด ๆ สวนคําถามที่ถูกที่ควรไมยักถาม ผมอยากย้ําวาพวกเราไดเขามาถึงสิ่งที่โคตรของโคตรของโคตรสําคัญ (หากไมพูดขนาดนี้เกรงวาเดี๋ยวพวกเราอาจไมเชื่อวามันสําคัญจริง ๆ) ดังนั้น ขอพวกเราจงมุงเนนเรื่องนี้ใหมาก ๆ 69
  70. บทที่ 5ธรรมชาติของคําถามและอนุภาพของมัน แมวาพวกเรามีประสบการณในเรื่องการถามมานับไมถวนแลวก็ตาม แตเชื่อเถอะวาเราก็สักแตถามกันไปเรื่อยโดยไมไดรูถึงธรรมชาติของมันสักเทาไหร ดวยเหตุนี้เอง มันจึงคลายกับการโยนลูกเตาที่ไดแตมไมแนนอน ซึ่งหมายความวาบางครั้งเราถามคําถามไดฉลาด เราก็พลอยไดรับผลดีตามไป และครั้งใดเราถามคําถามโง ๆ เราก็ไดรับผลเสียตามไปเชนกัน แตขาวรายมากก็คือ ผูคนสวนใหญไดใชคําถามที่ผิดมากมายเหลือเกินกับชีวิตของพวกเขา ชีวิตจึงกลายเปนทุกขแทนที่จะสุข หนทางเดียวที่เราจะสรางชีวิตที่แสนวิเศษขึ้นมาไดเราตองรูวา อะไรคือธรรมชาติของมัน และผมสัญญาวา เราจะใชมันใหมไดอยางทรงพลังที่สุดทีเดียว ตอไปนี้คือธรรมชาติของคําถาม สมองของเรานั้น ทํางานในลักษณะที่ตรงไปตรงมา เมื่อเราถามมันเรื่องไหน มันก็จะพยายามตอบในเรื่องที่ถาม เชนถาถามวา “ใคร” มันก็จะพยายามนึกชื่อให ถาถามวา “เมื่อไหร” มันก็จะนึกถึงเรื่องเวลา เปนตน ฉะนั้น ถาบังเอิญเรื่องไหนไมไดถาม สมองจะถือวาเราไมไดสนใจเรื่องนั้น และแนนอนวามันจะไมนึกถึงเรื่องนั้นใหเรา ฉะนั้น หากเราจะมีสักลานเรื่องที่พวกเราพลาดไป มันเปนเพราะวาเราไมเคยไดถามถึงนั่นเองเปนองคประกอบแรก มันไมไดเกี่ยวกับความสามารถในการที่จะไดมานักหรอก แตมันเกี่ยวอยางยิ่งวาเราไดถามถึงไหม สมมติวาเราไมเคยถามวา “ฉันจะซื้อรถเพิ่มอีกหนึ่งคันดีไหม” ก็ไมมีเหตุอันใดที่สมองจะคิดถึงรถอีกคัน ถาเราไมไดถามวา “เมื่อไหรฉันถึงจะไปเรียนภาษาจีน” เชื่อเถอะวาเรายอมจะไมมีวันรูไดหรอกวาเมื่อไหร ดังนั้น คําถามที่เราถามและไมไดถาม คือการอธิบายวาเราสนใจอะไรและเราอาจไดมันมา กับเราไมสนใจอะไรและเราจะไมมีวันไดมันมางาย ๆหรอก ฉะนั้นเพื่อนเอย ถาอยากจะร่ํารวย อยากมีความสุข อยากมีสุขภาพดี และอยากมีสิ่งดี ๆ อีกมากแลวละก็ จงถามเรื่องราวเหลานี้กับตนเองบอย ๆ แลวสมองจะไมมีทางเลือก มันจะพยายามตอบในสิ่งที่เราถามอยางสุดความสามารถของมันทีเดียว โปรดจําไววา การถามถึงอะไรก็ตาม เราไดสรางตนเหตุที่เราอาจจะไดมันมา เพราะวาสมองถูกบังคับใหทํางานหรือคิดไปตามคําถามที่เราถามนั่นเอง ถามอยางไร ตอบอยางนั้น เมื่อเราถามคําถามอยางสรางสรรคเชน “ฉันอาจสามารถทําอะไรไดบางในวันนี้ แลวคุณแมจะรักฉัน” สมองจะคิดแตเรื่องการกระทํา แตเมื่อเราถามในลักษณะที่นากลัวสมองจะผลิตคําตอบที่นากลัวตามไปดวย เชน “ฉันจะกําจัดเขาไดอยางไร” โปรดรูดวยวา มันชวยไมไดที่สมองจะคิดวิธการกําจัด ีให ผมถึงบอกวามันอันตรายเมื่อเราดันไปตั้งคําถามที่นากลัว อีกตัวอยางเชน “ฉันจะฆาตัวตายไดอยางไร” นี่คือลักษณะคําถามที่นาสะพรึงกลัว แตสมองฝนไมได มันจะตอบแตคําถามอยางนี้ มันจึงเสี่ยงเมื่อใครริไปถามมันเขา ผมไมไดบอกวาการฆาตัวตายดีหรือเลว แตผมอธิบายวามันเปนธรรมชาติในการทํางานของสมองกับคําถามที่มันไดรับ เมื่อเด็กนักเรียนถามตนเองวา “ฉันจะหนีเรียนไดอยางไร” 70
  71. มันแนอยูแลววาสมองจะคิดคําตอบในการหนีให แลวถามอยางนี้ละ “ฉันจะโกหกใหแนบเนียนไดอยางไร” ไมตองหวงสมองจะชวยคิดหาวิธีให ฉะนั้น โปรดระลึกไววา สิ่งเลวในทุกรูปแบบที่คนเราอาจทําลงไปได ลวนขึ้นกับวาพวกเขาไดเคยตั้งคําถามที่เลวรายมาก ๆ เหลานั้นหรือเปลา และในทางตรงกันขาม สิ่งดี ๆ ทั้งหลายที่คนเราอาจทําลงไปไดก็เชนกัน ยอมขึ้นกับวาพวกเขาไดเคยถามคําถามถึงพวกมันหรือไม ดวยความรูนี้ พวกเราตองรูจักเลือกใหเปนแลวทุกสิ่งทีดี ๆ จะอยูในกํามือของเรา คําตอบใหม ๆ ยอมมาจากคําถามใหม ๆ ผูคนมากมายบนวาเปลี่ยนแปลงตนเองไมได บางทีอาจเปนเพราะมัวถามแตคําถามเกา ๆ ที่ซ้ําซากจําเจ มันเลยไมไดความคิดใหม ๆ เขามา ดวยการตั้งคําถามใหม ๆ ยอมบังคับใหสมองคิดเรื่องใหม และที่โลกเจริญขึ้นก็ดวยเหตุนี้ บางคนถึงกับพูดเสียคมกริบวา “ไมใชคําตอบหรอก แตเปนคําถามตางหาก ที่ทําใหรูแจง” วาว…. อะไรจะลุมลึกถึงเพียงนั้น! ขอใหเรามองสิ่งประดิษฐใหม ๆ ทุกอยางที่อยูรอบตัวเราสิ ลวนเกิดขึ้นไดจากคําถามใหม ๆ หากใครก็ตามอยากผลิตความคิดที่สรางสรรคสิ่งที่ควรและตองทําคือการปอนคําถามใหม ๆ ใหกับสมอง หากพวกเราอยากมีชีวิตที่มันตื่นเตนเราใจมากขึ้น งั้นเอาคําถามนี้ไปเลย… “ฉันจะใชชีวิตที่มันสนุก ตื่นเตนเราใจ และราเริงแบบสุดเหวี่ยงไดอยางไร ฉันจะทําอะไรที่มันใหม ๆ ไดบาง ฉันยังจะทําอะไรอีก อะไรละที่นาลอง ที่นาชิม ที่นาไปเห็นไปดู ที่นาไปเที่ยวชม ที่นาไปสัมผัส ที่นาฟง ที่นาไปรูสึกแปลกใหม และที่นาไปมีประสบการณ?”ชีวิตที่ดีกวามาจากคําถามที่ดีกวา มีเรื่องประหลาดมากที่คําวา “ทําไม” ใชกันมากสําหรับนักวิทยาศาสตรและไมไดมีปญหาอะไรเลย กลับกลายเปนคําเกือบตองหามก็วาไดเมื่อนํามาใชกับชีวิตของเรา สาเหตุหนึ่งก็คือ มันทําใหเราเสียเวลามากไปกับการหาเหตุผลและมักมุงเนนกับอดีต เชนเมื่อเราถามวา”ทําไมฉันไมเอาไหนเลยทําไมฉันไมไดเรื่องเลย?” แทนที่คําถามนี้จะชวยเราในการหาเหตุผลเพื่อแกไข แตคนสวนมากใชถามเพื่อจะหดหูและเซ็ง!!!!! (ผมใชเครื่องหมายตกใจถึงหาตัวเพื่อบอกวามันแยจริง ๆ ) คนจํานวนมากเมื่อถามตนเองวา “ทําไม” มักกลับเขาสูอดีตและเซ็งเมื่อคิดถึงมัน มันจึงเปนการกรอเทปแลวฉายซ้ําจากนั้นก็รูสึกเจ็บปวดมาก ตกลงเลยไมไดแกไขอะไรเลยนอกจากแยเขาไปอีก ที่อาการหนักมากจะเริ่มสมเพชตนเอง ชิงชังตนเอง และอาจตามมาดวยอาการซึมเศรา สวนที่เลวรายที่สุดคือการฆาตัวตาย มีผูคนนอยมากที่ถามตนเองวา “ทําไมฉันหวยแตก โงและลมเหลวขนาดนี้วะ?” แลวสามารถมุงเนนไปที่การหาหนทางแกไขได เพราะวาลักษณะของคําถามมันชวนใหคิดหาสาเหตุซึ่งไมพนตองไปรื้อฟนอดีตวาไดทําอะไรลงไปบางที่มันแย ๆ มันจึงกลายเปนกับดักที่คนคอนโลกตกหลุมพรางของมันและติดแหงกอยูกับมันโดยใชเวลากวา 90% จมอยูกับตัวปญหา หนทางที่จะชวยไดคือการใชพลังของคําถามที่ดีกวาโดยเปลี่ยนคําวา “ทําไม” ไปเปน “อะไร” ยกตัวอยางเชน “ฉันอาจสามารถทําอะไรไดบางในวันนี้เพื่อพรุงนี้ที่ดีกวา?” คําถามนี้นอกจากไมสรางความรูสึกเจ็บปวดแลว มันยังมุงเนนไปที่อนาคต คนที่ 71
  72. เกงและเอาตัวรอดไดเสมอนั้นตองยิงคําถามดวยคําวา “ทําอะไร และทําอยางไร” พวกเขาจะไมใชคําวา “ทําไม” มันเปนคําที่เหมือนดีแตเลวในแทบทุกกรณี (มีขอยกเวนอยูบางที่จะอธิบายตอไป) สมมติวาเราถูกกลั่นแกลงจากเพื่อนคนหนึ่ง ถาเราถามวา “ทําไมเขาทําอยางนี้กับฉันไดลงคอเขาไมรูหรือวาฉันจะเสียใจขนาดไหน?” คําถามเหลานี้ทําใหเราเจ็บปวด เซ็ง โกรธ นอยใจ กลุมใจ และติดอยูในอารมณเชิงลบหลาย ๆ อยาง มันทําใหความคิดซ้ําคิดซากถึงสิ่งที่เขาไดทําลงไป มันทําใหสับสัยวาทําไมและเพราะอะไร และที่จริงคําตอบที่ไดก็ไมมีทางรูหรอกวาถูกหรือเปลา ก็เลนคิดอยูคนเดียวฝายเดียว และมุงเนนกับอดีตที่ผานไปแลว มันเสียเวลา เสียสมอง แถมไมรูจริง ฉะนั้น คําถาม“ทําไม” จึงไมไดชวยเรา ฉะนั้น ไมวามันจะเพราะอะไรก็ตาม มันก็ไดเกิดขึ้นมาแลว จึงไมตองไปสนใจมันมาก แตใหถามใหมวา “ฉันตัดสินใจวาจะทําอะไรและอยางไรตอไป?” คราวนี้มุงเนนไปที่เดี๋ยวนี้และอนาคต คราวนี้ไมยอมใหเวลากับความหดหูและความเสียใจ คําถามอยางนี้สิที่ใหพลัง สมมติวาเราทําธุรกิจอยางหนึ่งขาดทุน เซ็งไหม…. เซ็งสิ แตจะเปนไงถาเราถามวา “ทําไมเรื่องแบบนี้ตองเกิดขึ้นกับฉันดวยนะ?” ถามจริง…. ถามแบบนี้ชวยอะไรเราหรอ!!! นั่นยิ่งทําใหเสียเวลากับอดีตมากขึ้น เจ็บปวดซ้ําซาก โมโหตนเอง และหงุดหงิดอยางมาก จงเปลี่ยนไปถามวา “ฉันตัดสินใจวาจะทําอะไรตอไป ฉันยังอาจสามารถทําอะไรไดบางใหสถานการณมันดีขึ้น ฉันยังเหลืออะไรอีก มีอะไรดีๆ ที่อาจแฝงตัวมากับปญหานี้บางไหม ฉันไดเรียนรูอะไรบาง ฉันจะสูตอไปอยางไรดี อะไรคือการแกไขที่ทําไดเดี๋ยวนี้แมเล็กนอยก็ตาม” ขอใหสังเกตวามีแตคําวา “อะไร” เต็มไปหมด และนั่นแหละคือพลังของคําถามที่ดีกวา มันจะเหมือนกับแสงเลเซอรที่ตัดปญหาใหขาดสะบั้นลงไปได ไมตองสงสัยเลยวาคุณภาพชีวิตที่ดีกวามาจากการตั้งคําถามที่ดีกวา “ทําไม” ทิ้งลงถังขยะไปซะ ใน 30 วันจากนี้ไป ขอใหฝกตั้ง คําถามที่ มีคํา วา “อะไร” ใหมาก ๆ ยกตัวอยางเชน “ฉัน ตองการอะไร?” “ฉัน ไดตั ดสิน ใจวาอะไร?”, “อะไรคือขั้นตอนตอไป อะไรคือกาวถัดไป?”, ฉันยังมีอะไรอีก?”, “ฉันจะทําอะไรตอไป?”,“ทักษะอะไรที่หากฉันทําไดดี หรือหากฉันฝกฝนมัน จะมีผลดีตอฉันมาก ๆ ?”, “ฉันตองมุงเนนอะไรถึงจะไดในสิ่งที่ฉันตองการ เทาที่ผานมา ฉันไดมุงเนนสิ่งที่ฉันตองการมากพอหรือไม?”, แลวพวกเราจะประหลาดใจกับความเฉลียวฉลาดของเราอยางนึกไมถึง คุณผูอานที่รัก คําถามคือวิธีคิดอยางหนึ่งของเรา หากเราจะเปลี่ยนความคิด หรือขยายกรอบของความคิดใหกวางไกล วิธีหนึ่งที่เราทําไดคือเปลี่ยนคําถามของเราเสีย การทําเชนนั้นก็เทากับเราไดเปลี่ยนวิธีคิด เมื่อเราเปลี่ยนความคิดไดเมื่อไหร เราจะเปลี่ยนความเชื่อของเราตามไปดวย ณ บัดนี้ มันถึงเวลาแลวที่เราจะไดรูเสียทีวาความเชื่อคืออะไรกันแน มันเปนความคิดอยางหนึ่งหรือเปลา? มันมาจากไหน? มันเกิดขึ้นไดอยางไร? และเราจะใชมันอยางไรถึงจะฉลาดที่สุด? 72
  73. บทที่ 6ความเชื่อและกฏแหงความเชื่อ ไมวาอะไรก็ตามที่เราคิดแบบนั้นบอย ๆ หรือวาเราถูกทําใหคิดเชนนั้นบอย ๆ ในที่สุด เราก็เริ่มเชื่อ และเชื่อมากขึ้นเรื่อย ๆ วาความคิดนั้นเปนความจริงโดยไมเคลือบแคลงใจหรือสงสัยอีกตอไป ผมเคยบอกไววา “พวกเราเปนหรือประดุจวาเปนอยางที่เราคิด” แตสิ่งที่เราคิดบอย ๆ จะกลายเปนความเชื่อ ฉะนั้นในอีกนัยหนึ่ง เรายอมกลาวไดวา “เราเปนอยางที่เราเชื่อหรือดั่งกับวาเราไดกลายไปเปนคนในแบบที่เราเชื่อ” ดวยสิ่งที่ผมเกริ่นนํามานี้ เราคงพอไดไอเดียวา… ความเชื่อก็คือ ความรูสึกแนใจวาความคิดหรือบางสิ่งบางอยางที่คุณเชื่อเปนความจริง ความเชื่อก็คือ ความรูสึกแนใจวาความคิดหรือสิ่งตาง ๆ มีความหมายวาอะไรในตัวมันเอง ความเชื่อก็คือ ความรูสึกแนใจวาความคิดหรือบางสิ่งบางอยางมีความหมายเฉพาะและตอง เปนไปตามที่คุณเชื่อ จากนิยามนี้ ความเชื่อจึงคือความคิดที่เจือสภาวะจิตหรืออารมณที่รูสึกแนใจมาก ๆ วาอะไรตองเปนอยางไรในความคิดของเรา ดังนั้น ไมตองสงสัยเลยวาความเชื่อยอมมีอิทธิพลตอพวกเราและมนุษยทุกคนอยางมากมายมหาศาล และการที่เราเชื่ออะไรลงไปแลวก็ตาม เรามักเชื่อเชนนั้นไปนานมาก หรืออาจเชื่อไปชั่วชีวิตก็เพราะวา เรามักไมไดตรวจสอบกันหรอกวาความเชื่อคืออะไร สวนใหญแล ว เราไม รู ด ว ยซ้ํ า ไปว า มั น คื อ อะไรเรารู เ พี ย งว า “ก็ ฉั น เชื่ อ ก็ แ ล ว กั น ” ดั ง นั้ น พวกเราจึ ง เข า ข า ยประเภท…. เชื่อแลวเชื่อเลย จึงยิ่งไมตองสงสัยเขาไปใหญวาความเชื่อจะเปนปจจัยสําคัญขนาดไหนในการกําหนดวาเราจะมีชีวิตที่ดีหรือแยในชั่วชีวิตของเรา กฏของความเชื่อกลาววา “สิ่งใดก็ตามถาเราเชื่ออยางจริงจังสิ่งนั้นจะกลายเปนความจริงในชีวิตของเรา” แตคนเราจู ๆ จะเชื่ออะไรก็ตามขึ้นมาไดอยางไร ทุกสิ่งตองมีสาเหตุหรือตนเหตุสิ อาจกลาวไดวา ความเชื่อเกิดจากการที่เราคิดหรือถูกทําใหคิดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่บอยเพียงพอจนเราคลอยตามและเห็นดวย ระดับความเห็นนี้คอย ๆ สะสมตัวจนในที่สุดจนกลายเปนความเชื่อที่ฝงใจจนยากที่จะถายถอน เมื่อเราไดลวงรูถึงกระบวนการของมัน เรายอมเขาใจไดไมยากวา…. ทําไมการเปลี่ยนความคิดถึงสามารถเปลี่ยนความเชื่อได ก็เพราะวากอนที่มันจะกลายเปนความเชื่อนั้น ในเบื้องแรกมันเปนแคความคิดมากอนนั้นเอง เราไดรูมาแลววาเราเปลี่ยนความคิดไดโดยการปอนหรือปลูกฝงขอมูลใหมเขาไปในสมองหรือความรูสึกนึกคิดของเรา สิ่งเหลานี้ไมแตกตางกันเลยกับความเชื่อดังนั้นเราไปตรวจตรากันเถอะวา มีอะไรบางเปนแหลงที่มาของความเชื่อจนกอรูปความเชื่อของเราขึ้นมา 73
  74. บทที่ 7แหลงที่มาของความเชื่อ แหลงใดก็ตามที่สามารถปอนหรือปลูกขอมูลใด ๆ เขาไปในสมองของมนุษยได สิ่งนั้นยอมถือวาเปนแหลงที่มาของความเชื่อได แหลงที่มาของความเชื่อจึงมีมาก แตเราจะพิจารณาแหลงใหญเพียง5 แหลง ก็นาจะครอบคลุมไดเกือบทั่วถึงแลว พวกมันไดแก 1. สิ่งแวดลอม เราเกิดที่ไหนละ อยูกับใคร พูดภาษาอะไร ศาสนาใด ระบบปกครองเปนอยางไร เรียนหนังสือ หรือเปลา มีพอแมแบบไหน มีครูแบบไหน มีเพื่อนมากไหม มีเพื่อนแบบไหน เราเห็นตัวอยางที่ ดีมากหรือดีนอย ๆ บอย ๆ เรามักเจอคนแบบไหนในสังคมของเรา สิ่งเหลานี้คืออิทธิพลแรก สุดที่เราพบเจออยางหลีกเลี่ยงไมได เพียงแคแหลงแรกแหลงเดียวนี้ เราไดสรางความเชื่อหรือ ถูกทําใหเชื่อไปมากมายแลว และตามปกติแลว เรามักตอตานไมไดอีกแลว สมมติวาตอนที่ผม ยังเด็ก แลวพอของผมบอกวา “เกิดเปนคนตองสู…จําไวนะ” แลวทานก็ปอนขอมูลนี้ใสสมอง ผมอยูเรื่อยดวยการเลาเรื่องสารพัดและตบทายวา “เกิดเปนคนตองสู… จําไวนะ” พวกเราเห็น ไหมวาผมก็จะเริ่มเชื่อในปรัชญานี้ ในทางตรงขาม เด็กบางคนถูกปลูกฝงความคิดที่วา “อยา ไปมักใหญใฝสูงใหมันเกินตัวนะลูก” แตปญหาคือใครจะไปรูไดแนนอนวา…. แคไหนละที่มัน เกินตัว เมื่อเด็กคนนั้นรับขอมูลนี้บอยครั้งจนชินและอยูตัว เขายอมมีกรอบความคิดและความ เชื่อแนวนี้ติดตัวไป และมันจะทํางานหรือหนาที่ของมันอยางเต็มที่ที่จะขัดขวางไมใหเด็กคน ดังกลาวนี้ประสบความสําเร็จเทาที่ควร เพราะวาการไดดีอาจเปนเรื่องที่เกินไดเสมอ หรือ สมมติวาเราเห็นพอที่ไมแตะบุหรี่เลย มันยอมตางกันกับเด็กอีกคนที่พอของเขาพนควันทกวัน ในตอนที่ผมยังเด็ก ผมอยูในตางจังหงัวที่ไมเจริญเพราะวาไมมีอะไรที่ดึงดูดใหคนในทองถิ่น อื่นมาทองเที่ยวเลย ผมไมไดตําหนิที่ ๆ ผมเกิดหรอก ผมเพียงจะบอกวา มันยอมตางกันกับ พวกเด็กที่เห็นความศิวิไลซมากกวาผม แลวรูไหมวาเปนไง ผมมักถูกหัวเราะเยาะจากญาติเมื่อนับตึกวามันสูงสักเทาไหรในยามที่ผมไดเขามา เที่ยว กรุงเทพฯ สวนญาติที่กรุงเทพฯ ตั้งแตเกิดยอมไมสนใจหรอกวาตึกมันสูงสักเทาไหร เพราะวาเขาเห็นจนชินแลว แตผมไมใช เพราะวาที่จังหวัดผมนั้น ตึกสามชั้นก็สูงกวาคาเฉลี่ย แลวในสมัยนั้น ที่ผมพยายามจะบอกก็คือ ในชวงเวลา 20 ปแรกของชีวิตนั้น สิ่งแวดลอม มี อิท ธิ พ ลรุ นแรงต อการปลูก ฝงความเชื่อ โดยเฉพาะพวกผู ใหญที่ใกลชิดจะมีอิท ธิ พ ลสูง สุด เพราะวาเรายังชวยเหลือตัวเองไมไดมากนักในชวงเวลาดังกลาว (ตอนที่ผมอายุ 20 ป ผมก็ยัง 74
  75. แบมื อ ขอเงิ น พ อ อยู ) เราจึ ง ได รั บ ไปเต็ ม ๆ กั บ ความเชื่ อ ที่ อ าจเป น ไปได ใ นทุ ก รู ป แบบที่สิ่งแวดลอมประเคนมาใหเราอยางเต็มที่นั่นเอง ลองมาดู อี ก ตั ว อย า งที่ ลํ า บากกว า ผมคิดถึงเด็กที่เกิดในแหลงเสื่อมโทรมเชนสลัมดูบาง ในสิ่งแวดลอมเชนนั้น เด็ก ๆ จะมีตนแบบอยางไหน มันเต็มไปดวยความขาดแคลนและสิ่งไมดีหลาย ๆ อยาง สิ่งนี้ไดหลอหลอมความเชื่อที่จํากัดยิ่งกวาสิ่งแวดลอมอื่น ๆ แมผมจะไมไดหมายความวา คนที่เกิดในสลัมเอาดีไมไดก็ตาม (คนที่เคยอยูในสลัมแลวตอมาเจริญกาวหนานั้นมีแน) แตเราปฏิเสธไมไดวามันยากขึ้นไปอีก และความเชื่อในขอจํากัดนั้นมีมาก สิ่งเหลานี้ไดกลายเปนกําแพงหนาที่เจาะทะลุไดยากแตถึงกระนั้นก็ตาม สิ่งแวดลอมไมใชแหลงเดียวที่มนุษยผลิตความเชื่อขึ้นมาจากมัน หาไมแลว มนุษยคงไมสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรไดอีกแลว2. แหลงความรูในขณะที่สิ่งแวดลอมเปนแหลงที่มาของความเชื่อแหลงแรก แตพวกเราก็ไดรับการศึกษาไปในขณะเดียวกัน และยิ่งเราโตขึ้นเทาไหรเราก็ยิ่งรูวามีมหาสมุทรแหงความรูที่รอใหเราเขาไปสํารวจมากขึ้นเทานั้น บรรดาหนังสือทั้งหลายแหล เทปความรู หองสมุดตาง ๆ การเดินทางทองเที่ยว การไดพบปะกับผูเชี่ยวชาญในหลาย ๆ วงการคนที่เราทํางานดวย งานสัมมนาดี ๆรายการทีวีที่ใหความบันเทิง และความรู หรือแมกระทั่งภาพยนตบางเรื่อง หรืออาจเปนอะไรก็ได สิ่งเหลานี้ลวนเติมขอมูลใหม ๆ ใหกับเราได สิ่งเหลานี้ลวนทําใหเราเปลี่ยนความคิดหรือขยายกรอบของความคิดและเปลี่ยนความเชื่อของเราไปไดเสมอ ผมเองนั้นเปลี่ยนความคิดและความเชื่อไปอยางมหาศาลก็เพราะแหลงความรูนี่แหละ3. เหตุการสําคัญที่เกิดขึ้นในชั่วชีวิตของพวกเรา มีหรือที่จะไมเคยเกิดเหตุการณ ที่สําคัญขึ้นเลย! ผมพนันไดเลยวามันตองเคย และมันทําใหพวกเราเปลี่ยนความเชื่อแบบปจจุบันทันดวนได อันวาเหตุการสําคัญนั้นบางอยางก็เกิดเฉพาะกับตัวเรา บางอยางจะกระทบกับคนทั่วโลกก็ยังได เหตุการณที่เกิดขึ้นอาจเปนไดทั้งแงดีหรือไมดีก็ได ลองพิจารณาเรื่องตอไปนี้ดูเพื่อเปนตัวอยาง กอนหนาที่ผมจะเดินเขาตลาดหุน ผมมีความเชื่อวาผมมีฐานะเปนปกแผนและมั่นคงมาก แตเพียงหนึ่งปใหหลังที่ผมขาดทุนหมดตัว ผมเกิดความเชื่อใหมวาผมอาจอดตายได คิดดูเถอะแคปเดียวเทานั้นเองนะ หลังจากที่ผมไดอานหนังสือที่เปนแหลงความรูและใหกําลังใจไปหลายเลม ผมเริ่มเชื่อขึ้นมานิดหนอยวาบางทีอาจมีสิ่งดีแฝงตัวมาในความโชครายและความโงของตัวผมเองก็ 75
  76. เปนได แหลงขอมูลใหมที่ผมอานนั้นไดเลาเรื่องของคนที่นาสมเพชเวทนายิ่งกวาผมเสียอีก แตแลวกลับพลิกสถานการณขึ้นมาได แมวานั่นจะเหมือนการปลอบใจ แตในยามนั้น ผมก็ไดข อ คิ ด ไม น อ ยว า “สู สิ ยั ง อาจมี โ อกาสบ า ง ยอมแพ คื อ การหมดโอกาสอย า งสิ้ น เชิ ง ” หลังจากที่ผมประสบความสําเร็จจากหนังสือชื่อ “โกะ อัจฉริยะเกมแหงพิภพ”แลว ผมไดพัฒนาความเชื่อใหมวา “การทําธุรกิจเปนหนทางอันประเสริฐในการแผวทางสูความมั่งคั่งร่ํารวย และฉันมีโอกาสแลวที่จะร่ํารวยยิ่งกวาอดีตเสียอีก” เห็นไดชัดวาผมเปลี่ยนความเชื่อหรือความรูสึกแนใจของผมไปมากทีเดียว คราวนี้ ไ ปพิ จ ารณาเรื่ อ งใหญ จ ริ ง ๆ กั น บ า งเหตุการณ 11 กันยายน ที่ผูกอการรายยึดเครื่องบินพุงชนอาคารเวิรลเทรด เซ็นเตอร จนพังพินาศนั้น ไดเปลี่ยนความเชื่อเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยไปสิ้นเชิง ที่จริงนั้น ผลของมันกระทบตอความเชื่อและสิ่งอื่นอีกมากออกไปราวไมมีที่สิ้นสุด ถามจริง… ถาสมมติวามันไมไดเกิดขึ้น… พวกเราจินตนาการไดหรือวาสองตึกนั้นจะถลมลงมาดวยวิธีการอยางนั้นได หากเราจินตนาการไมได เด็กและผูใหญของที่นั้นก็ยอมจินตนาการไมไดเชนกัน ก็แลวมันเกิดขึ้นจริง ๆแลวนี่ พวกเราคิดวาพวกเขาจะเปลี่ยนความเชื่อไปขนาดไหน นับแตนี้ไป… อะไรที่จินตนาการไมไดหรือไมเคยจินตนาการ…. ก็จะกลายเปนสิ่งที่ตองนําไปคิดและจินตนาการไว โปรดจําไววา กอนที่อะไรมันจะเกิดขึ้นไดโดยจงใจนั้น มนุษยตองจินตนาการใหไดเสียกอน หาไมแลวสิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้นไมได ปญหาก็คือฝายไหนละที่จิตนาการไดเกงกวากัน แตถาจะพูดเพียงในประเด็นของเราเทานั้น ผมขอสรุปวา เหตุการณสําคัญที่เกิดขึ้นกระทบหรือเปนแหลงที่สรางความเชื่อใหม ๆ ของพวกเราไดอยางแนนอน สมมติวาเราเดือดรอนและประสบกับภาวะวิกฤต หรือความทาทายที่โหดรายมาก และแลวก็มีใครบางคนยื่นมือเขามาชวยเราเหตุการณที่เกิดขึ้นนี้จะมีผลตอความเชื่อของเรา เชนถาเราเคยเชื่อวา “มนุษยไรความปรานี” เราก็อาจเปลี่ยนเสียใหมวา “แคมนุษยบางคนเทานั้นที่ไรความปราณี แตที่มีน้ําใจเมตตาก็ยังมีอยูอีกมาก” หรือถาเราเชื่ออยูแลววาผูคนมีน้ําใจ เราก็ยิ่งเชื่อมั่นเขาไปใหญวาความเชื่อของเรามันถูก ตองอย างแนน อน คราวนี้สมมติใ หมว าเราพบแตคนใจดํา ซ้ําซากไมว าเราจะตกอยูในสภาวะไหนก็ตาม เหตุการณเหลานั้นยอมกลายเปนหลักฐานของเราใหเราเชื่อวา “ ผูคนในโลกนี้เปนคนเลวทั้งนั้นแหละ”4. การมีประสบการณดวยตัวเองอะไรก็ตามที่เราไดลงมือทําดวยตนเองและสําเร็จลงไปหนึ่งครั้งแลว สิ่งนั้นจะกลายเปนการอางอิงที่ดีไดเสมอ การไดทดลองสักครั้งจึงกลายเปนแหลงที่มาของความเชื่อใหม ๆ ได สมมติวาใครก็ตามไดไปเลนบันจี้จั้มปหนึ่งครั้งแลว เขายอมพูดไดวา “ฉันทํามันได และฉันไดทํามัน 76
  77. ลงไปแลวดวย” อะไรก็ตามที่เราเคยทําลงไปแลว โอกาสที่เราจะไดทําอีกครั้งยอมเปนไปไดมากทีเดียว ในที่สุดเราก็จะไมเคลือบแคลงใจอีกตอไป และเชื่อวาเราทําสิ่งนั้นได มันมีอะไรอีกเยอะมากที่พวกเรานาจะลองดูเชน ไปกินขาวรานใหม ๆ ตัดผมทรงใหม ใสเสื้อผาสีใหมและสไตลที่แปลกออกไป ไปดูหนังฟงเพลงแนวใหม ลองเลนกีฬาแบบใหม ออกไปวิ่ง ฝกทาดิ้นใหม ๆ (อันนี้ผมชอบมาก) เตนแอโรบิค (อันนี้ผมคลั่ง) หัดเลนเรือใบ (มันมาก…ขอบอก)และอะไรก็ไดอีกมาก ยิ่งเรามีประสบการณ แปลกใหมมากเทาไหร การอางอิง กรอบความคิดและความเชื่อของเราก็ยิ่งขยายตัวออกไปเทานั้น เราเขาไปใกลความไรขอจํากัดมากขึ้น เราเขาไปอยูในโลกแหงความเปนไปไดมากขึ้น นาเสียดายที่คนจํานวนมากเชื่อวาพวกเขาทําบางสิ่งบางอยางไมไดทั้ง ๆ ที่ยังไมไดลองดู เห็นไดชัดวามันไมนาจะกอตัวกลายเปนความเชื่อที่ฝงแนนได แตมันก็กอตัวจนฝงลึกไดเพราะวาพวกเขาไปสรางความเชื่อเชนนั้นในระดับที่ลึกมากดวยการสรางภาพในใจวาพวกเขาทําไมไดซึ่งเปนหัวขอที่เราจะกลาวตอไป5. การฝกซอมทําในใจสิ่งที่นาแปลกใจก็คือ ทั้ง ๆ ที่เรายังไมมีประสบการณ หรือยังไมเคยทําบางสิ่งบางอยางมากอนก็ตาม แตเราสามารถสรางความรูสึกแนใจใหมากขึ้นหรือความเชื่อที่วา “เราสามารถทํามันได”และวิธีการสรางความเชื่อใหม ๆ ขึ้นมา หรือแมกับการสรางความเชื่อเกาใหรุนแรงมากขึ้นก็ตาม ทําไดงายดวยการฝกซอมทํามันในใจ ดั่งที่พวกเราไดศึกษาผานมาแลว การหลับตาและวาดภาพในใจวาเราไดเขาไปมีประสบการณบางอยางหรือไดลงมือทําอะไรก็ตามจะเสริมสรางความเชื่อมั่นและระดับความแนใจของเราใหมากขึ้นเรื่อย ๆ มันกอใหเกิดความรูสึกดีอยางประหลาด ผมมักหลับตาและจินตนาการวากําลังพูดอยูตอหนาคนนับพัน นี่แหละที่เรียกวา“ฝกซอมทําในใจ” ยิ่งฝกมากพลังแหงความเชื่อก็ยิ่งรุนแรงมาก ครั้งหนึ่งผมตองพูดตอหนาผูคนถึงสองพันหารอยคน ในครั้งนั้น ผมประหมาเล็กนอย และรูสึกวาผมยังทําไดไมดีนัก แลวผมเข็ดไหมในการพูดตอที่สาธารณะ ตรงกันขาม ผมบอกกับตนเองวา “ครั้งหนาฉันตองยอดเยี่ยมกวานี้” และผมก็ฝกฝนดวยการซอมทําในใจใหมากขึ้น มันสะดวกเพราะวาการซอมทําในใจจะทําสักกี่รอยกี่พันครั้งก็ได แตในชีวิตจริง เราจะไดขึ้นพูดตอหนาคนราวสองพันหารอยคนกี่ครั้งกัน ! เห็นไดชัดวาถาทําไดไมดียอมหนาเสียดาย ดังนั้น การฝกซอมทําในใจ (หรือการสรางจินตภาพ หรือการสรางภาพในใจ) จึงเปนเครื่องมือที่ทรงพลังยิ่งราคาถูกมาก (คือตองใชเวลานิดหนอยครั้งละราว 15 นาที) แตคุณคานั้นสุดแทหยั่งถึง ยิ่งไปกวานั้น มีหลักฐาน มีการทําวิจัยและตัวอยางของคนมากมายที่ไดใชวิธีการนี้นําพาพวกเขาไปสูความเปนจริงแหงโลกภายนอก หากพวกเราไมเคยแมหลับตาวาดภาพในใจวาพวกเรา เกง มีความสุข แข็งแรง 77
  78. ร่ํารวย และเต็มเปยมไปดวยความสามารถละก็… เริ่มตนเสียวันนี้เถิด แลวเราจะเชื่อวาเราคูควรแลวกับสิ่งดีงามเหลานั้น มันทําใหเราเชื่อวามันเปนไปไดในความรูสึกนึกคิดของเรา 78
  79. บทที่ 8พวกเรามีความเชื่อแบบไหนกับตัวเราเอง เพราะวาพวกเราไดพบเจอกับแหลงที่สรางความเชื่อใหเราหลาย ๆ แหลงมาแลวตั้งแตเด็กจนโต พวกเราจึงไดเก็บกักความเชื่อจํานวนหนึ่งไวในสมองหรือความรูสึกนึกคิดของเราไมวาเราจะลวงรูถึงความเชื่อเหลานั้นของเราหรือไมก็ตาม แตเมื่อมาคิด ๆ ดูแลว… ในโลกนี้จะมีสักเทาไหรที่มีสติและความรูขนาดสํารวจตรวจตราความเชื่อหลักหรือความเชื่อแกนของตนเองไดละ…อืมมมม … หายากพวกเราอาจเคยตั้งคําถามกันวา “เธอเชื่อวามีผีมั้ย?” ทวานั้นไมไดกระทบตอชีวิตของพวกเราเทาไหรผมจําไดวาในอดีตกวา 40 ป ผมไมเคยถามตนเองวา “แลวฉันมีความคิดหลักแบบไหนเกี่ยวกับตัวฉันละ?” ก็แลวมีใครบางละที่เคย ตั้งคําถามดี ๆ ถึงขนาดนั้นกับชีวิตตนเอง… นอยคนนักที่ไดทําเชนนั้น… หายากดั่งงมเข็มในมหาสมุทรนั้นเชียวมันจึงไมตองสงสัยเลยวาทําไมผูคนกวา 90% ของประชากรโลกถึงใชชีวิตกันไมเปนในแงของการขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลโปรดจําไววา ….คําถามใดที่เราไมเคยถามสมอง… มันจะไมมีวันเสนอหนามาตอบใหเรารูดวยตัวมันเองเปนอันขาดพวกเราเลยไมคอยรูวาเรามีความเชื่อแบบไหนกับตนเองและเปนประโยชนหรือไม แตขาวดีอยูตรงที่พวกเราเพิ่งไดศึกษาผานไปวาความเชื่อคืออะไร ดังนั้น มันยอมเพิ่มโอกาสที่เราจะตรวจสอบมันดวยการถามวา “จริง ๆ แลวฉันมีความเชื่อแบบไหนกับตัวฉันเอง และความเชื่อเหลานั้นชวยฉัน เขาขางฉันหรือเปนประโยชนตอฉันหรือไม?” นี่คือคําถามที่ยิ่งใหญเหลือเกิน คําถามนี้สามารถเปลี่ยนชีวิตคนไดอยางแนนอน สมมติถาเราไมรูดวยซ้ําไปวา เรามีความเชื่อแบบไหนกับตัวเราเอง แลวเราจะเฉลียวใจไดอยางไรวาความเชื่อนั้นมีประโยชนหรือไม หรือวาเปนโทษหรือไม ยกตัวอยางเชน มีคนเยอะมากที่มีความเชื่ออยางไมรูตัววา “ฉันทําไมได” คนพวกนี้มักพูดวา “ฉันทําไมได” เอาละ… ขอถามหนอยวาการที่ใครก็ตามไปมีความคิดหรือไปเชื่อเชนนั้นจะฉลาดตรงไหน จะมีประโยชนอะไรสักนิดไหม จะทําใหเขาเปนสุขไหม และเขาไดอะไรบางไหมจากการพูดเชนนั้น!!! และแลวพวกเขาก็ใชชีวิตโดยมีความเชื่อตัวนี้ทํางานอยู มันทําใหพวกเขาประสบความสําเร็จเพียงเล็กนอย พวกเขาไมรูวาจะแกปญหาไดอยางไร งุนงง สับสน และคิดสงสัยอยูเรื่อยวา “มันมีอะไรก็ไมรูที่ผิดอยู” ก็แหงอยูแลว… ก็ความเชื่อที่หวยแตกนั่นไง ฉะนั้น หนทางเดียวที่จะเยียวยาไดคือการตระหนักรูใหไดเสียกอนวาเขามีความเชื่อที่หวยแตกนั่นอยูหรือเปลาและทางเดียวที่เปนไปไดคือการถามตนเองวา “ก็แลวฉันมีความเชือแบบไหนบาง ่ละที่เกี่ยวกับตัวฉันเอง” เอาละ นี่คือการบานที่พวกเราตองทํา ไมตองรีบที่จะทําใหเสร็จภายในวันเดียว มันเปนคําถามที่ตองถามไปชั่วชีวิต และคนพบกับคําตอบใหม ๆ ไปเรื่อย ๆ 79
  80. ฉันมีความเชื่อกับตัวเองดังนี้1._______________________________________________________________2. _______________________________________________________________3. _______________________________________________________________4. _______________________________________________________________5. _______________________________________________________________6. _______________________________________________________________ คุณผูอานที่รัก หลังจากที่เราพอจะรูแลววาเรามีความเชื่ออยางไรกับตัวเรา ขอใหตั้งคําถามกับความเชื่อทุกขอของเราวามันเขาขายคุณสมบัติทั้งเจ็ดขอดังตอไปนี้หรือไม 1. มันทําใหฉันมีพลังไหม 2. มันเขาขางฉันไหม 3. มันชวยฉันไหม 4. มันเปนประโยชนกับฉันไหม 5. มันทําใหฉันรูสึกดีไหม 6. มันทําใหฉันมีความสุขไหม 7. จริง ๆ แลวมันดีตอฉันไหม หากความเชื่ออันไหนของเรามันตรงขามกับคุณสมบัติทั้งเจ็ดขอ ก็ขอใหเราหลับตาเขาไปสรางจินตภาพโดยถามคําถามตอไปนี้อีกสองขอ และสรางภาพในใจตามไปดวย 1. ความเชื่อที่ไม ไ ดเ รื่องขอนี้ ในอดีตไดทําใหฉันเสี ยหายไปแลว มากนอยขนาด ไหน? 2. หากฉันยังเชื่อมั่นตอไป ในอนาคตมันจะสรางความเสียหายใหกับฉันอีกไดมาก ขนาดไหน? คุณผูอานที่รัก เมื่อเราหลับตาเพื่อสรางภาพในใจกับคําถามสองขอหลังสมองและจิตใจของเราจะถูกฝกใหจดจําวา...อะไรบางคือความเจ็บปวด และสิ่งหนึ่งที่สมองชอบทําที่สุดก็คือ...หนีออกไปจากความเจ็บปวด ฉะนั้น เราจะเริ่มเชื่อมโยงความรูสึกวา “ฉันไมชอบ” เขากับ “ความเชื่อที่หวยแตก”พวกนั้น และอะไรที่เรารูสึกไมชอบ...เราจะไมทํามัน ดวยเหตุนี้เอง ผมถึงใหพวกเราฝกใหสมองมัน 80
  81. จดจําหรือลวงรูวา...ความเชื่อแบบไหนที่สรางความเจ็บปวด แลวสมองจะสั่งการใหเราหลีกเลี่ยงอะไรก็ตามที่มันอาจนําไปสูความเจ็บปวดที่มันรูจักอยางอัตโนมัติ หากยังไมสะใจ งั้นผมอธิบายใหมันครอบคลุมไปเลยเผื่อวาพวกเราบางคนอาจชอบวิธีที่มันตรงกันขาม หลังจากที่ไดสํารวจตรวจตราความเชื่อที่เกี่ยวกับตนเองแลววามีอะไรบาง ใหพิจารณาดูวาพวกมันเขาขายคุณสมบัติเชิงลบดังตอไปนี้บางไหม 1. มันทําใหฉันออนแอและไรพลังไหม 2. มันทําฉันไมกลาทําอะไรไหม 3. มันทําใหฉันไมมั่นใจไหม 4. มันทําใหฉันเสียโอกาสอยูเรื่อยไหม 5. มันทําใหคนอื่นไมนิยมชมชอบตัวฉันไหม 6. มันไมเขาขางฉันและไมกอใหเกิดประโยชนอะไรใชไหม 7. มันทําใหฉันรูสึกแย เซ็งหดหู และไรสุขอยูเรื่อยใชไหม อา ... ถามันเขาขายคุณลักษณะเชิงลบถึงเพียงนี้ละก็ เชื่อผมเถอะสหายเอย วานั่นคือเบรกมือชีวิตที่ฉุดเราไวจากความสุขและความสําเร็จ ชีวิตจะแสนวิเศษ ไมไดตราบใดที่เราไมหยุดเชื่อในสิ่งทีกด่ทับเราไว จงหลับตาลงและเขาไปสรางจินตนาการวา ไอความเชื่อที่หวยแตกพวกนี้ ในอดีตไดทําใหฉันเสียหายไปแลวมากนอยขนาดไหน? และหากฉันยังเชื่อมันตอไป ในอนาคตมันจะสรางความเสียหายใหกับฉันอีกไดมากขนาดไหน? แลวเราจะหนีพนจากอํานาจของมันได การทําลายความเชื่อที่ไรพลังนั้นตองจัดการ แตนั่นยังไมพอการติดตั้งความเชื่อแบบใหมที่ใหพลังเขาไปแทนที่ความเชื่อเกาก็สําคัญไมยิ่งหยอนไปกวากัน บางที หนทางหนึ่งก็คือ การศึกษาดูวา...ความเชื่อแบบไหนละที่มันดีสุดยอด เราไปศึกษากันเถอะ 81
  82. บทที่ 9ความเชื่อที่ทรงพลัง 7 ประการมีใครบางที่ขบคิดวา ความเชื่อแกนแบบไหนละที่ใหพลัง และเปนประโยชนอยางแทจริงในการดําเนินชีวิต ยากที่จะหาบุคคลอยางนั้นพบ ถึงกระนั้นก็ตาม นับวายังมีโชคอยูบางที่ผูเชี่ยวชาญดานความเชื่อไดคนควาไวบาง ดังนั้น แทนที่พวกเราจะมานั่งขบคิดใหเมื่อยตุม เราอาจก็อปปหรือนําความเชื่อที่เขาทาจํานวนหนึ่งมาประยุกตใชไดทันทีโดยไมตองรอใหเสียเวลาอีกตอไป ความเชื่อที่นาสนใจไดแก 1. ไมใชสิ่งที่เกิดขึ้นที่กําหนดชีวิตของเรา แตสิ่งที่เราจะทําตอไปตางหากที่กําหนด อันวาจิตใจของคนเรานั้น มันไมไดเขมแข็งเทากันหรอก คนที่จิตใจเข็มแข็งอยูแลว นั้น ผมไม ใครเปนหวงเทาไหร แตพวกเราคนไหนที่ออนแอสิ ผมตองเปนหวงแน เมื่อหลายสิ่งหลายอยาง ที่ทาทายไดเกิดขึ้นกับเรา และดูเหมือนวาชีวิตถูกรุมเราดวยปญหาสารพัด พวกเราหลายคนก็ เริ่มโทษมันทันที เชน “ถาไมเกิดเหตุการณฟองสบูแตกคราวนั้นชีวิตของฉันคงไมตกต่ําถึงเพียง นี้” จากนั้นก็ปลอยใหสิ่งที่เกิดขึ้นไปแลวกลายเปนปจจัยใหญที่กําหนดชะตาชีวิตของเราไปเลย ผมไมไดเถียงวาการที่ฟองสบูแตกไมไดมีสวนอยางมากที่ทําใหผูคนลําบากแตผมอยากใหสติ วา….. การยอมรับอยางนั้นมันยิ่งใหญอะไรหรือ มันชวยอะไรเราหรือ มันเปนประโยชนอะไร หรือ เปลาทั้งเพ ในทางตรงกันขาม ทั้ง ๆ ที่ขอเท็จจริงก็ยังคงปรากฏอยูวาเหตุการณเลวราย นั้นไดบังเกิดขึ้นแลว แตการเชื่อวา “ไมใชสิ่งที่เกิดขึ้นที่กําหนดชีวิตของเรา แตสิ่งที่เราจะทํา ตอไปตางหากที่กําหนด” ยอมใหกําลังใจกับเราอยางมหาศาล และชี้นําจิตใจวาตองมุงเนน อะไรกันแนถึงจะดีกวากันมันเปนความเชื่อที่เกื้อหนุนเรา เปนประโยชนกับเรา เขาขางเรา มุงเนนปจจุบันแทนที่จะเปนอดีต และไมมีอะไรเลยที่อาจถือไดวาเปนขอเสียเปรียบ ผมกลา พูดวาถาใครก็ตามที่ประดับความเชื่อแบบนี้ไวในจิตใจของเขาอยางสมบูรณและตลอดไป ชีวิตของเขานี้ดูศักดิ์สิทธิ์ และคนเชนนี้มีอะไรอีกหรือที่จะตองไปกังวล คนอยางนี้มีหรือจะฆา ตัวตายหรือทําอะไรที่โง ๆ มันเปนความเชื่อที่มีอนุภาพเหลือคณานับพวกเราอาจถามวา “มี คนอยางนี้ดวยหรือ?” พนันไดเลยวามีแน ยกตัวอยางเชน คุณดับเบิ้ลยู มิชเชล คือคนเชนนั้น หมอนี่เคยขี่มอเตอรไซดคว่ําและถูกไฟคอกจนสูญเสียผิวหนังไปมาก หนาตาเสียโฉมยับเยิน จนดูไมได เขากลับถามวา “ฉันยังเหลืออะไรอีกที่ยอดเยี่ยมฉันยังอาจสามารถทําอะไรไดอีก” เขาไมไดมุงเนนกับเหตุการณเคราะหรายที่ไดเกิดขึ้นแลว เขาตัดสินใจเลนการเมืองและโลกก็ ยอมเปดทางใหกับคนหัวใจเพชรเชนเขา แตแลวราวกับวานั้นยังทดสอบไมเพียงพอหรือไร เขา ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก แตก็ดวงแข็งเหลือเชื่อและคราวนี้เขาตองสูญเสียการเดินทางไป 82
  83. ตลอดกาลเพราะเขาเปนอัมพาตตั้งแตเอวลงไป ทั้ง ๆ ที่ตองนั่งในรถเข็นและไดชื่อวาเปนคนพิก าร เดาสิ วา เขาตอวาพระเจาของเขาหรื อไม เปลาเลยแตเขากลับ ถามตนเองอี กครั้ง ที่สะทอนถึงความเชื่อแกนของเขาวา “ฉันยังเหลืออะไรอีกที่ยอดเยี่ยม ฉันยังอาจสามารถทําอะไรไดอีก” คําตอบที่ไดนั้นนาทึ่ง เขาบอกตนเองวา “ฉันยังมีสมองที่ชาญฉลาดที่สามารถรับใชประชาชนได” เขาไดผลักดันทางการเมืองใหเกิดความสะดวกกับคนพิการนับลาน พวกเราเห็นไหมวา…ความเชื่อของเขาชวยเขาไดมากขนาดไหน ทําใหเขาไดรับการยกยองขนาดไหนทําใหชิวิตเขามีความหมายและทรงคุณคาขนาดไหน และไดกลายเปนฉบับของคนที่เขมแข็งอยางแทจริงใหชาวโลกไดกลาวขานถึง สวนคนมือเทาดี ๆ ที่สมองอัดแนนไปดวยความเชื่อที่ทําใหตนเองออนแอนั้น การเอาตัวเองคนเดียวใหรอดก็นับวายากแลว อะไรละที่แตกตางกัน…ไมพนความเชื่อ จะวาไปแลว ความฉลาดก็คือ การที่คนเราตองหลีกเลี่ยงความคิดหรือความเชื่อใด ๆ ที่ทําใหเราออนแอนั่นเอง2. เพื่อใหสิ่งตาง ๆ เปลี่ยนแปลงเพื่อเรา เราตองเปลี่ยนแปลงมีเรื่องที่ตลกมากอยางหนึ่ง เรามักเกี่ยงกันวา “เธอทํากอนสิแลวฉันถึงจะทํา” ตอนที่ผมยังเด็กเวลาทะเลาะกับเพื่อน พวกเราตั้งทาวาจะชกกันใหได แลวรูไหมวาพวกเราพูดวาไง “แนจริงมึงตอยกอนสิวะ” ดูเหมือนวาเรื่องไมยอมจบเพียงแคนั้น เมื่อพวกเราเติบโตขึ้นเราไดเพาะนิสัยที่พิลึกมาก เชนถาทะเลาะหรือมีการงอนใสกันหรือนอยใจตอกัน พูดอีกอยางก็คือเราอยากใหอีกฝายหนึ่งเปลี่ยนแปลงกอน แลวเราถึงจะยอมเปลี่ยนแปลงตาม ฟงดูเหมือนไมแปลกแตเราไดพัฒนานิสัยนี้ตอไปจนวกกลับมาเลนงานตัวเราเอง เชน เรามักจะบนกันวาพอแม เพื่อนแฟน คูครอง เพื่อนรวมงาน เจานาย บริษัท สังคม รัฐบาล หรือแมแตโลกใบนี้ไมเขาใจเรา “พอนาจะเปลี่ยนแปลงซะบาง แมนาจะเปลี่ยนแปลงซะบาง” เราบนอยางไมพอใจ และไมเพียงเทานั้น ทุกอยางนั้นแหละที่รายยาวไปจนถึงโลกใบนี้ที่มันควรจะเปลี่ยนแปลงซะบาง แตสิ่งเดียวที่ผิดมหันตก็คือ..เราไมไดรวมตัวเราเขาไปดวย เราเอาตัวเราเองไปทิ้งไวเสียที่ไหน ยิ่งไปกวานั้น อยางไหนจะเร็วกวากันละระหวางเราตัดสินใจเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรา กับการรอคอยใหสิ่ง อื่ น ๆ ทั้ งหมดเปลี่ย นแปลง นี่มั นบ า ชัด ๆ เราจะอาศัย อํานาจอะไรหรือที่จะไปมีสิท ธิ์เรียกรองใหคนอื่นและโลกใบนี้มันเปลี่ยนแปลง เรามีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเราแตไมใชคนอื่น และนั่นแหละที่มันยิ่งใหญแลว นั่นแหละคือหนทางอันประเสริฐ ขาวดีที่ยิ่งนาแปลกใจก็คือ พอตัวเราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเราในทุก ๆ ดานเทานั้นแหละมันราวกับวาโลกทั้งใบไดเปลี่ยนแปลงตามไปดวยในหลาย ๆ ประการนี่คือสุดยอดเคล็ดลับอยางแทจริง ฉะนั้นจงยุติการกระทืบเทาเสียทีเพราะวาโลกใบนี้ไมสนหรอกที่เราไปกระทืบมัน แตถาเราอยากใหสน 83
  84. ละก็….วิธีนี้สิใช… จงดําเนินชิวิตดวยความเชื่อวาเพื่อใหสิ่งตาง ๆ เปลี่ยนแปลงเพื่อเรา เราตองเปลี่ยนแปลง3. ไมมีความลมเหลว มีแตความสําเร็จในการสรางผลลัพธเสมอเมื่อเราทําอะไรก็ตาม เราตองไดผลบางอยางที่ตามมาเสมอ ถาเราพูดวา”อืมมมมมม..ดีจริงแฮะไมวาฉันจะทําอะไรก็ตาม มันตองไดผลลัพธอะไรบางอยางตามมาเสมอ อืมมมมม…นี่เป น กฏของการกระทํา นั้ น เอง และมั น ยั งแปลไดอี ก วา ถา ฉั น ไมทํา อะไรเลย มั น ก็ จะไม มีผลลัพธอะไรเลยสามารถบังเกิดขึ้นได” การพูดและตระหนักรูเชนนี้จึงมุงเนนไปที่การกระทําวามันสําคัญ และเตือนใจเราวา “เราประสบความสําเร็จเสมอในการผลิตผลลัพธบางอยางที่อาจดีหรืออาจไมดี” มีลักษณะใหกําลังใจมากกวาทอใจเพราะอยางนอยมันก็ยังบอกวาเราประสบความสํ าเร็จในการสร างผลลัพ ธอยา งใดอยางหนึ่ง ขึ้ นมาจนไดฉะนั้ นถา สิ่ง ที่ ไดมั น ไมดี ก็เปลี่ยนการกระทําไปเรื่อย ๆ สิ เราก็จะประสบความสําเร็จในการผลิตผลลัพธใหม ๆ ไปเรื่อย ๆจนกวามันจะเปนสิ่งดีที่ตองการนั่นเอง นี่คือความเชื่อที่ดีที่สุดในแงที่มันมุงเนนใหทําตอไปอยางไรก็ตาม ผูคนจํานวนมากเรียกผลลัพธที่ไมดีหรือที่ไมตองการวา “ความลมเหลว” และพวกเขากลัววา จะไดผลลัพธที่ไมดีจนหยุดหรือขยาดที่จะลงมือปฏิบัติ ในเมื่อไมไดทําอะไรหรือเลย พวกเขาจึงไมไดผลลัพธอะไรเชนกัน นี่แหละคือรากเหงาของความลมเหลวที่แทจริงสวนคนที่ขยันลงมือปฏิบัติไปเรื่อย ๆ นั้น หากจะเรียกผลลัพธที่ไมดีของพวกเขาวา “ความลมเหลว” แตมันก็แคชั่วคราวเพราะวาพวกเขาไมไดลมเลิก พวกเขายังคงเพียรพยายามตอไปมันจึงมีโอกาสเสมอที่จะผลิตผลลัพธที่ตองการอยางแทจริงจนไดในวันใดวันหนึ่ง เพื่อใหเห็นภาพ ขอใหพวกเราจินตนาการถึงเด็กนอยที่หัดตั้งไขดูหนอยเปนไร เด็กนอยคนนั้นประสบความสําเร็จในการยืนบาง และประสบความสําเร็จในการลมเหลวลงไปบาง เด็กไมรูหรอกวาการลมลงแปลวาอะไร เด็กรูแตวามันสนุกและกําลังเรียนรูอะไรบางอยาง แลวเกิดอะไรขึ้นละเด็ก ๆ ทุกคนประสบความสําเร็จอยางถาวรในการยืน เดิน และวิ่งไดทุกคน ดังนั้น ตั้งแตนี้เปนตนไปพวกเราอยาพูดวา “ฉันลมเหลว” อีกเลย มันดีตรงไหนหรือที่พูดอยางนั้นมันใหพลังไหม?.... ฝนไปเถอะ หนทางเดียวที่เรากลายเปนคนที่มุงเนนทุมเทอยางตอเนื่องไดนน เรา ั้ตองโยนความเชื่อขยะทิ้งไปซะ และสรางความเชื่อที่ใหพลังเขาไปแทนที่ และหนึ่งในความเชื่อที่แสนวิเศษก็คือ ไมมีความลมเหลวมีแตความสําเร็จในการสรางผลลัพธเสมอ 84
  85. 4. ความสําเร็จเกิดจากวินัยเล็ก ๆ ที่มุงเนนการปฏิบัติความใฝฝนของเรา เราอยากมีนั่นมีนี่ เราอยากเปนนั่นเปนนี่และเราอยากไดทําอะไรบางอยางอะไรเลาคื อสะพานที่จะเชื่อความปราถนาของเราไปสูความจริง คํ าตอบคือวินั ยเล็ก ๆ ที่มุงเนนการปฏิบัติ เนนการลงมือทํา ผูคนจํานวนมากไมนอยที่มีความใฝฝนแตตองกังขาอยูเสมอวา “แลวทําไมฉันไมไดมันมาเสียทีละ?” ความใฝฝนนั้นดีแตไมพอหรอก แมแตการอานหนังสือนี้ตั้งรอยเที่ยวแลวก็ยังไมพอ เราตองมีความเชื่อที่ทรงพลังอีกขอหนึ่งเสริมเขาไป นันคือ ่“ความสําเร็จเกิดจากวินัยเล็ก ๆ ที่มุงเนนปฏิบัติ” หลายครั้งที่พวกเราเขาใจไปวาความสําเร็จเปนเรื่องใหญโต แตไมใชเลย เปรียบเหมือนการกินขาวใหหมดหนึ่งจาน ไมมีใครหรอกที่กินขาวทีละจาน แตเขากินกันทีละคํา ใชแลว…. ทีละคํา แลวก็อีกคําและอีกคํา มันเปนวินัยเล็ก ๆที่ทําตอไป แลวความสําเร็จยอมบังเกิดขึ้นอยางหลีกเลี่ยงไมได นึกถึงตอนที่เราเรียนอนุบาลดูสิ เราทอง ก. เอย ก. ไก ข. ไขอยูในเลา ไปจนถึง ฮ.นกฮูกตาโต หนังสือเลมนั้นบางมาก แตเราทองมันเปนปทีเดียวนะ!!! ดวยวินัยเล็ก ๆ ที่คุณครูฝกเรา ในที่สุด สิ่งนั้นไดกลายเปนรากฐานที่ทําใหเราอานออกเขียนได พวกเราลวนแลวแตผานการมุงเนนปฏิบัติมาแลว พวกเราตางมีวนย ิ ัดวยกันทุกคน นาเสียดายที่เราอาจไมเขาใจถึงกระบวนการที่ไดเรียนรูผานมา ในที่สุดเราก็ลืมไปหมดแลววาเราสรางความสําเร็จขึ้นมาไดอยางไร เมื่อเราโตเปนผูใหญ ไมนาเชื่อวาเราถึงกับสงสัยวาทําไมความสําเร็จมันถึงยากเย็นนัก ตราบใดที่เราไมมุงเนนการปฏิบัติจนมีวินัยกับเรื่องใดก็ตาม ก็อยาหวังเลยวามันจะลอยมาหาเราเอง ฉะนั้นทักษะใด ๆ ก็ตาม ความชํานาญพิเศษใด ๆ ก็ตาม พวกมันทั้งหมดลวนเปนของเราไดถาเรามุงเนนการปฏิบัติอยางมีวินัย ไมตองทํามากแตทําบอยนั่นแหละคือหนทาง สมมติถาเรายอมศึกษาภาษาจีนวันละหนึ่งชั่วโมงหนึ่งชั่วโมงตอวันนั้นไมมากก็จริง แตพลังมันอยูตรงคําวา “ทุกวัน” และนั่นแหละที่ผมเรียกมันวา “วินัยเล็ก ๆ” ดวยวินัยเล็ก ๆ …. ผมกลาเชื่อวาไมมีอะไรที่เราจะทําไมได คนจํานวนมากทําหนึ่งวันหยุด ทําสองวันเลิก ทําสามวันก็พูดวาไมเอาแลวโวย แลวยังมีหนามาพูดวา “ฉันคงไมเกงเรื่องแบบนี้ไดหรอก” ปดโธ…..ใครที่ไหนในโลกจะเกงไดภายในสามวัน” ผมจะบอกใหอยางหนึ่งนะ…. การเลนเปยโนใหไดดีจริง ๆ นั้น ตองฝกฝนดวยวินัยเล็ก ๆ ราวสิบปเปนอยางนอยปนี้ลูกชายคนโตของผมอายุ 14 ปพอดี ฝกเลนเปยโนมาตั้งแตอายุ 6 ขวบ นี่ก็แปดปแลวสินะสําหรับวินัยเล็ก ๆ ที่เขาไดทํามาอยางตอเนื่องยาวนาน มันแควันละนิดเดียวแตทุกวัน(ตองขอบคุณแมของเขาภรรยาของผมที่ดูแลเรื่องวันละนิดเดียวไดอยางดีเยี่ยม) ดังนั้นถาเราไดรูเบื้องหลังนี้ เราตองแปลกใจหรือที่เขาไดทักษะการเลนเปยโนมาในระดับหนึ่งแลว ในความสําเร็จอื่น ๆ ก็เชนกัน ถามีการแลกเปลี่ยนที่จําเปนซึ่งก็คือการลงมือปฏิบัติอยางคงเสนคงวาแลวละก็ ดวยวินัยเล็ก ๆ เชนนั้น ทุกสิ่งทุกอยางยอมเปนไปไดเสมอ เพื่อใหพวกเราได 85
  86. ตระหนักรูถึงความสําคัญของวินัยเล็ก ๆ ผมคิดวาผมตองอธิบายใหละเอียดเพื่อแนใจวา พวกเราจะไมไดรับความเสียหายจากการขาดมัน การขาดวินัยนั้นคือตนตอที่ทํารายคนทั่วโลกไดมากที่สุด การไรวินัย คือมือหนึ่งในการทําลายและทํารายมนุษย ยกตัวอยางเชน เมื่อกินมากไปนิดหนึ่งในวันนี้ เรื่องแคนี้กระจอกมาก แลวพวกเราคิดวาความอวนของคนมาจากไหนล ะ ก็ แ ค กิ น มากไปนิ ด เดี ย วนั้ น แหล ะ แต ว า เช น นั้ น ทุ ก วั น เราต า งรู ว า เราเพิ่ ม น้ํ า หนั ก 50กิโลกรัมภายในหนึ่งวันไมไดหรอก ใครก็ตามที่พยายามทําเชนนั้นจะตองตายภายในหนึ่งวันทุกคน แตถาเราเพิ่มมันภายใน 1 ป เรากลับไมตาย อะไร (ที่ไมดี) ลวนเปนไปไดเสมอเมื่อเราไรวินัยเล็ก ๆ กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งทุกวัน เราไมแปลงฟนสักหนึ่งครั้งในคืนนี้ไมเปนไรหรอก แตถาเราไรวินัยในการแปลงตอไปอีกหนึ่งเดือนละก็…. ยังแนใจอีกหรือวาไมเปนไร! ไมเอานา….เรารูนี่วานั่นหายนะแลวสําหรับปากและฟนของเรา แลวหายนะอื่น ๆ ละ โอ….ชา งมากมายกายกองที่เกิดขึ้นเพราะไรวินัยเล็ก ๆ การผัดวันประกันพรุง นิสัยขี้เกียจสันหลังยาวการปลอยปะละเลยเชนเรื่องสุขภาพ หนาที่การงาน การใชจายเกินตัว และความสัมพันธครอบครัว ฯลฯความเสียหายมากมายเกิดขึ้นเพราะวาไรวินัยตอการปฏิบัติใหพอเหมาะพอควร ความไรวินัยนั้นรายกาจกวาความประมาทเสียอีก ความประมาทคือการพลั้งเผลอชั่วครั้งชั่วคราว อาจไมตั้งใจ แตการไรวินัยคือการประมาทแลวประมาทอีกที่ตอเนื่องยาวนาน กลาวโดยประชดแลวการไรวินัยคือการมีวินัยในการไมยอมทําอะไรใหมันเหมาะสมและทําแตเรื่องที่มันไมเหมาะสมอยูเรื่อยนั่นเอง ที่จริงก็นาเห็นใจเหมือนกันที่คนเราสวนใหญไรวินัย เพราะคําวา “วินัย” โดยตัวมันเองอาจทําใหพวกเรารูสึกไมดี เชนคิดไปวาเปนการบังคับหรือความอึดอัดนารําคาญ แตคุณผูอานที่รัก ผมไมอยากใหเราเครียดเกินไปกับมัน โปรดคิดถึงมันในลักษณะที่เบา ๆ และคิดใหลึกซึ้งวามันมีประโยชนอยางยิ่ง และถาหากวาพวกเรามีกําลังมีปญหาในดานไหนหรือเรื่องอะไรก็ตาม วิธีแกก็คือ เมื่อหนามยอกก็ตองเอาหนามบง ผมหมายความวาใหพวกเราคอย ๆ สรางวินัยเล็ก ๆ ใหกลับคืนมากับเรื่องราวตาง ๆ แลวปญหาทุกประการจะคอย ๆคลี่คลายไดอยางแนนอน ถาตอนนี้เราอวนเพราะขาดวินัยในการกินแตกวาจะอวนขึ้นมาไดนั้นก็ใชเวลานาน เพราะฉะนั้น เราก็เพียงยอนกระบวนการของมัน ไมตองไปอดอาหารจนทรมานแทบตายหรอกแตใหกลับมามีวินัยเรื่องการกินทีละเล็กละนอย แตทําวินัยนีทกวัน แลวในระยะ ้ ุยาวเราจะกลับมารูปรางดีไดเอง นาเสียดายที่คนสมัยนี้นิสัยเสียกันมาก มักคิดอยากไดอะไรที่มันรวดเร็วเกินธรรมชาติ นอกจากไมแฟรแลวมันไมไดฉลาดอะไรเลย ขอใหกลับมาอยูกับหลักการกันดีกวา….ดวยการมีวินัยกับชีวิตของเรา หากปราศจากมันแลว ผมคงเขียนหนังสือเลมนี้ตั้งแตหนาแรกมาถึงตรงนี้ไมไดแน และโปรดระลึกไวเสมอวา ชีวิตจะยิ่งใหญ… เราตองมีความเชื่อที่ยิ่งใหญดวยและหนึ่งในความเชื่อที่แมแตจักรวาลก็ยังปฏิบัติตามก็คือ ความสําเร็จเกิดจากวินัยเล็ก ๆ ที่มุงเนนการปฏิบัติ 86
  87. 5. ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นมาอยางมีเหตุผล และพวกมันรับใชฉันหนึ่งในความเชื่อที่ชาญฉลาดและเปนประโยชนที่สุดประการหนึ่งคือการเชื่อวา “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นมาอยางมีเหตุผลและพวกมันรับใชฉัน” คนโงมันเถียงวา “ความเชื่ออยางนั้นเปนความจริงไดหรือ เปนความจริงหรือเปลา” แตนั้นคือคําถามที่ผิดเพราะวาเราไมไดมุงเนนหรือสนใจวามันเปนความจริงหรือเปลา เมื่อเราคุยกันเรื่องความเชื่อ โปรดจําไวเสมอ… ย้ํา…โปรดจําไวเสมอวา เราเนนแตวาความเชื่ออยางนั้นเปนประโยชนตอเราไหม เขาขางเราไหมใหพลังกับไหมมากกวาที่จะสนใจวามันเปนความจริงหรือ ในประเด็นนี้ ผมอยากพูดพาดพิงถึงการพูดจาดี ๆ กับตนเองเชน “ฉันเกง ฉันดี ฉันยอดเยี่ยม” ประโยคเชียรตนเองอยางนี้ดีหรือเปลา? ผมอยากชี้วาเราไมไดสนใจสักเทาไหรหรอกวามันจริงไหมกับคําพูดประโยคนี้ แตเราสนใจมันในลักษณะที่มันอาจใหประโยชนกับเราหรือเปลามากกวา ดังนั้นมันจึงดีที่จะพูดเชนนั้น ในทางตรงกันขาม เมื่อเราพูดวา “ฉันไมเอาไหนเลย” นี่ก็เชนกันที่เราไมไดสนใจหรอกวามันเปนความจริงหรือเปลา แตเราสนใจวามันจะเปนโทษตอเราหรือเปลามากกวา ดวยเหตุนั้น…. มันจึงเสี่ยงที่เราจะพูดจาไมดีกับตัวเราเองเพราะวามันอาจทําใหเราเจ็บปวด เซ็ง หดหูและไรสุขโดยไมตองคํานึงถึงวาสิ่งที่เราพูดจะเปนความจริงหรือไมก็ตาม ผมหวังวาพวกเราคงไดรับความกระจางในแงมุมนี้แลว คราวนี้ยอนกลับมาที่ความเชื่อขอที่ 5 ของเรา ขอดีของความเชื่อนี้คือมันจะชวยเราไดในทุกสภาวะเงื่อนไข ทุกสถานที่และทุกกาลเวลา ผมขอยกตัวอยางในยามที่เราอกหัก แลวเขาจะคิดอยางไรกับตนเอง หลายคนพูดวา “ฉันจบแลวชีวิตฉันพังแลว ไมมีใครในโลกนี้ที่ฉันรักเลย ทําไมเรื่องแบบนี้ตองเกิดขึ้นกับฉันดวยละ” ขอประทานโทษ เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นกับคนทั่วโลกตางหากละ แลวคนทั่วโลกเปนไง…. สวนใหญก็รูสึกแยดวยกันทังนั้น แตถาเราไดประดับความเชื่อขอที่ 5 ไวในสมองของเรา เราจะไมรูสึกแยสักเทาไหรหรอกนะ ลองอานดูใหมสิ… “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นมาอยางมีเหตุผลและพวกมันรับใชฉัน” นอกจากวามีเหตุผลแลวมันยังรับใชเราอีกดวย เราอาจพูดวา “ออ การอกหักของฉันนะมีเหตุผล ไมใชเรื่องสวนตัวที่เกิดขึ้นเฉพาะกับฉันสักหนอย มันเกิดขึ้นไดกับคนทั้งโลก สิ่งนี้ที่จริงมันรับใชฉันเพราะวามันมาใหความรูแกฉัน สอนฉัน และบางที คนที่ดีที่สุดสําหรับฉันอาจยังเดินทางมาไมถึงก็ได สวนคนนี้ก็แคคนที่ไมใชก็เทานั้นเอง” เห็นไหมวาเราสามารถใชประโยชนจากความเชื่อขอนี้ได จะพูดไปแลว ผมเริ่มเชื่อมาตั้งนานแลววา… สิ่งที่ไมดีที่เกิดขึ้นกับผม เกิดอยางมีเหตุผล และพวกมันรับใชผมในแงที่ทําใหผมพลิกชีวิตที่ไรแกนสารมาสูชีวิตที่เรียนรูอยางไมหยุดยั้ง สวนที่ตลกหนอยก็คือ ในยามใดที่ผมขับรถหลงทางหรือลงทางดวนผิดชองทาง เดาสิวาผมเซ็งและเครียดไหม ไมแมแตนิดเดียว ทั้ง ๆ ที่ผมกําลัง 87
  88. หลงทาง ผมมักพูดวา “การหลงทางที่เกิดขึ้นกับผมนี้ เกิดขึ้นอยางมีเหตุผลและมันรับใชผมเพื่ออะไรสักอยางหนึ่งอยางแนนอน” จากนั้นก็ยิ้มและสนุกไปกับการผจญภัยนั้นหลายครั้งผมถึงกับไดคนพบเสนทางใหมที่ดียิ่งกวาเดิมดวยซ้ําไป ก็บอกแลวไงวา “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเรา เกิดขึ้นอยางมีเหตุผลและพวกมันรับใชพวกเรา”6. ไมจําเปนตองรูทุกแงทุกมุมของเรื่องใดกอนที่จะสามารถใชมันไดหากวาเราตัดสินใจไมทําบางอยางเพียงเพราะวาเรารูสึกวายังเขาใจมันไมครบถวนแลวละก็เราคงไมตองทําอะไรกันพอดี เปรียบเหมือนไฟฟาและกระแสไฟฟา คนทั่วโลกใชมันทั้ง ๆ ที่ไมรูหรอกวามันคืออะไร ในทํานองเดียวกัน ถาเราปฏิบัติตอชีวิตและสิ่งตาง ๆ เชนเดียวกับที่เราปฏิบัติตอไฟฟาแลวละก็ ชีวิตของเรายอมหลากหลาย มีสีสัน และตื่นเตนเราใจเปนอันมาก เรามักแกตัววา “ยังไมคอยรูเรื่องนี้สักเทาไหร” แลวเราก็ไมทํามันซะเลย นี่คือกับดักที่ทําใหเรากาวหนาไดเชื่องชาดุจเตาคลาน อยาไปรอจนเราเกงที่สุดในโลกแลวคอยแสดงมันออกมา ชางไรสาระอะไรขนาดนั้น เมื่อผมตองพูดกับฝรั่ง ก็แคพูดออกไปเลย นั่นแหละเยี่ยมแลว ขืนไปคิดวา “ไมเอาดีกวา รอเกงกวานี้กอนแลวคอยทํา” นั่นยิ่งหมดโอกาสเขาไปใหญ บางทีตัวอยางที่เลิศที่สุดในเรื่องนี้คือการไปเรียนหัดขับรถ ก็แหงอยูแลววายังขับรถไมเปนถึงตองไปเรียน แลวเปนไงละ…ครูฝกใหเราลองขับทั้ง ๆ ที่เราแทบทําอะไรไมเปนเลย แตนั้นแหละคือการเรียนรู“ทํ า ไปเลย” คื อ วิ ธี เ รี ย นรู ที่ ใ ช ไ ด ดี กั บ เรื่ อ งจํ า นวนมาก ตั ว อย า งต อ ไปคื อ เรื่ อ งการฝ ก ใชคอมพิวเตอร เพื่อนของผมคนหนึ่งนอกจากจะไมซื้อตําราแลว พี่แกยังเกงแบบปศาจเลยก็วาได นี่มันเปนไปไดยังไงกัน! เขาอธิบายวา “งายจะตาย ก็ลองคลิกดูไปเรื่อย ๆ วามันจะเกิดอะไรขึ้น แลวก็รูเอง” แตคนสวนใหญเปนไงรูไหม ปุมและแถบเครื่องมือจํานวนมาก…. ไมเคยแตะตองมันเลยแมเพียงแคการคลิกเทานั้นก็ยังไมยอมทํา เจาเพื่อนคนนี้ของผมคือหนึ่งในคนที่เชื่อจริง ๆ วา ไมจําเปนตองรูทุกแงทุกมุมของเรื่องใดกอนที่จะสามารถใชมันได ครั้งหนึ่งเขาถึงกับถอดเปยโนแทบทั้งหลังกองไวกับพื้นเพื่อทําความสะอาดภายในใหกับมัน ผมถามวาทําไดไง เขาตอบวา “ก็แคแกะมันออก ใชแปรงปดสักหนอย หยอดน้ํามัน แลวก็ประกอบกลับเขาไป มันก็แคนั้นเอง” คนอยางเขาคือคนที่ไรขีดจํากัด เขาไมรอความสมบูรณแบบ แตเขาทํามันไมวาจะรูมากหรือนอยก็ตาม ยิ่งเราเชื่อแบบนี้ไดมากเทาไหร เราจะยิ่งพบวาเราเกงและเปยมไปดวยความสามารถมากขึ้นเทานั้น ฉะนั้น ครั้งตอไปที่เราจะทําอะไรก็ตาม อยาไปรอจนกวาเราจะรูแจง ไมมีหรอกเรื่องแบบนั้น ขอใหเราทําไปเลยแมไดแคที่เรารูก็ตาม แตนั้นแหละนาภูมิใจแลว คนเกงที่เราบอกวาโคตรเกงนั้น ลวนเริ่มมาจากกาวแรกทั้งนั้น… ซึ่งก็คือไมรูอะไรเลยหรือถารูก็นอยมาก แตแลวคนอยางนี้แหละที่กลายเปนผูเชี่ยวชาญในดานตาง ๆ มากมาย 88
  89. เมื่อกอนนั้นผมไมเคยเขียนหนังสือแตตอนนี้ผมกลายเปนนักเขียนหนังสือและนักพูดปลุกใจที่ทรงพลังมาก ในตอนแรก ๆ นั้น ผมตองไปฝกการเขียนไหม…. เปลาเลย แตผมก็ทํามันทันทีผมเขียนในสิ่งที่ผมคิดและรูสึก ผมเขียนอยางที่พวกเราอานอยู ผมไมไดรอใหตัวผมกลายเปนผูเชี่ยวชาญในดานภาษาศาสตรเสียกอนหรอก ดังนั้น ถาพวกเรามีความใฝฝนอะไรก็ตามโปรดยืนขึ้น ยืนขึ้นเพื่อชีวิตของเราเอง และลงมือทํามันใหเปนรูปธรรมเดี๋ยวนี้โดยไมตองรอใหเรารูแจงเสียกอน เอาเทาที่รูก็เหลือกินแลว แลวทุกอยางจะดําเนินตอไปในครรลองของมันเอง7. คนคือแหลงทรัพยากรที่ยิ่งใหญและสําคัญที่สุด บางทีนี่อาจเปนความเชื่อที่เราไมเคยรูมากอนเลย แตวามันชางยิ่งใหญเหลือเกิน มันทําใหผมมีอนุสติวา อยาไดลืมมุงเนนไปที่ผูคนเปนอันขาด และเพื่อใหพวกเราเห็นความสําคัญของผูคนเสียแตเนิ่น ๆ ขอใหผมเตือนสติพวกเราสักหนอย ในยามที่เราเกิดมานั้น มีใครบางคนไดพยายามเลี้ยงดูเรา และในยามที่เราจากไป มีใครบางคนไดฝงศพใหเรา และโลกนี้วางเปลาถาไรผูคน (โปรดอยาบอกวายังมีสิ่งอื่นที่เหลืออยูอีกมาก เพราะเราจะเอาอะไรไปรับรูละเมื่อไรผูคนอยางสิ้นเชิง) ฉะนั้น ถาเราพกความเชื่อนี้ไวในใจ เราจะไมลืมมองในแงมุมที่พิเศษนี้ ผมพูดวา “คนคือทรัพยากรที่ยิ่งใหญและสําคัญ” พวกเราหลายคนอาจสงสัยวา แลวน้ํามันละเงินละ ความรูละ เทคโนลียีละ ออใช… ที่พวกมันเปนทรัพยากรที่สําคัญมาก แตก็ตราบเทาที่ยังมีคนอาศัยอยูในโลกนี้เทานั้นนะ ถาไมมีคน น้ํามันและทุกสิ่งจะคืออะไรละนอกจากสิ่งที่ไรความหมายโดยสิ้น เชิ ง ไอของพวกนั้น นะ มัน เปน สิ่งธรรมชาติ แต คนสิ… ถา มันหวยแตกมาก…ครอบครัว สังคม เมือง ประเทศ หรือแมโลกทั้งใบจะพลอยหวยแตกไปดวย ฉะนั้นพวกเราตองหันมาสนใจคนในประเทศของเราใหมาก ๆ ๆ ๆ ๆ ในดานอื่นก็ทําไปแตดานของผูคนโดยเฉพาะเด็ ก ที่ เ ปน อนาคตของชาติยิ่ง ตอ งสนใจมากที่สุ ดและบางทีก ารเริ่ม ตน ที่ดีก็คือพัฒนาที่ตัวเราเองกอน จากนั้นก็ขยายออกไปสูโลกกวาง แมในหลักการคาก็เชนกัน การมุงเนนที่ตัวสินคาและบริการที่มุงรับใชมหาชนยอมนําความมั่งคั่งไรขีดจํากัดมาให ถาคุณจะรองเพลง จงคิดวาคุณไดรับใชคนตั้งประเทศหนึ่ง เมื่อผมผลิตหนังสือ ผมคิดวา “ฉันขอมอบอาหารสมองเพื่อรับใชคนในประเทศของฉัน” นี่คือสิ่งเดียวกับที่เราพูดวา “มองที่ภาพใหญ”ฝรั่งนั้นมีปรัชญาที่นาชมเชยประการหนึ่ง กลาวคือ “ใหปลาหนึ่งตัวกับผูคนคุณเลี้ยงดูเขาไดหนึ่งวัน สอนเขาถึงวิธีตกปลา คุณเลี้ยงดูเขาไปชั่วชีวิต” สวนคุณซิก ซิกลาร ไดเปดเผยปรัชญาที่ลึกซึ้งมากวา “ทานสามารถไดทุกสิ่งที่ทานปราถนา หากทานไดชวยผูคนในจํานวนที่มากพอใหพวกเขาไดในสิ่งที่ตองการ” สิ่งเหลานี้ลวนชี้ชัดถึงความเชื่อที่วา “คนคือแหลงทรัพยากรที่ยิ่งใหญและสําคัญสุด” ถึงตรงนี้พวกเราคิดสนใจคนอื่นบางหรือยังครับ 89
  90. บทที่ 10การทําลายความเชื่อ เราไดรูกันมาแลววาความเชื่อคือความคิดหรืออะไรก็ไดที่เรารูสึกแนใจโดยไมเครือบแครงสงสัยวาสิ่งที่เราเชื่อนั้นเปนความจริง ความเชื่อจึงไมจําเปนสัจธรรม สมัยกอน คนเราเชื่อวาโลกแบนโลกแบนจึงไมใชสัจธรรมเพราะอันที่จริงนั้นโลกมันกลม แตผูคนในสมัยนั้นตางก็รูสึกแนใจวาโลกแบนเปนความจริง พวกเราจึงตองตระหนักไวเสมอวา ความเชื่อจะเปนสัจธรรมหรือไมเปนสัจธรรมก็ไดเพราะวามันเปนคนละเรื่องกัน ประเด็นอยูตรงที่ความรูสึกแนใจ ที่คนในโลกนี้มักทะเลาะกันก็เพราะรูสึกแนใจในสิ่งที่ตางกัน ตอนที่ผมเปนเด็ก ผมถียงกับเพื่อนวา “พระพุทธเจาเกงกวาพระเยซู” สวนเพื่อนผมที่นับถือพระเจายืนยันวา “พระเยซุเกงกวาพระพุทธเจา” เห็นไดชัดวาถูกทั้งคูเพราะวาใครลงเชืออะไรแลวก็ตาม ่เขาก็จะสึกแนใจวามันเปนความจริงตามที่เชื่ออยางแนนอน ฉะนั้น พวกเราพึงหลีกเลี่ยงการถกเถียงเรื่องความเชื่อซะจะดีกวา เมื่อเราไดรูแลววาความเชื่อคืออะไร เราไดรูแลววาแหลงที่มาของความเชื่อมีอะไรบาง และเราไดเรียนรูความเชื่อที่ฉลาด ๆ ไปอีกถึง 7 ประการ อันดับตอไปเราจะถามคําถามที่สําคัญมากขอหนึ่ง… เราสามารถทําลายความเชื่อหรือเลิกเชื่อไดหรือไมและอยางไร คําตอบคือเราสามารถทําลายความเชื่อได ในเมื่อความรูสึกแนใจทําใหเราเชื่อและสรางความเชื่อตาง ๆ นานาขึ้นมาได เรายอมสามารถทําลายพวกมันไดดวยการทําใหตัวเราเองรูสึกไมแนใจกับความเชื่อตาง ๆ นานาเหลานั้นนั่นเอง จริงอยูวาเราตองเก็บความเชื่อที่มันดีอยูแลวเอาไว แตสําหรับความเชื่อชนิดที่ใชไมไดที่ทําใหเราออนแอ ไรพลัง และไมเปนประโยชนนั้น เราจะเชื่อตอไปทําไมกัน!!! และที่ไมยอมเลิกเชื่อนั้นเปนเพราะวา…คนจํานวนมากทั่วโลกไมรูวาจะเลิกเชื่อไดอยางไร ดังนั้น การรูวาจะทําลายความเชื่อไดอยางไรยอมเปนความรูความเขาใจที่สําคัญ ตอไปนี้คือสามขั้นตอนในการทําลายความเชื่อ 1. ตั้งคําถามกับมัน จงตั้ ง คํ า ถามกั บ ความเชื่ อ ยอดแย ใ ด ๆ ก็ ต ามด ว ยการถามว า “จริ ง หรื อ ที่ ฉั น ” นี่ คื อ การ สั่นคลอนมันวิเศษมาก หากคุณรูสึกแนใจวาคุณดิ้นไมได จงถามวา “จริงหรือเปลาที่ฉันดิ้น ไมได” ถาคุณรูสึกแนใจวาคุณเกงภาษาอังกฤษไมได จงถามตัวเองบอย ๆ วา “จริงหรือที่ฉัน เกงภาษาอังกฤษไมได และไมวาคุณจะรูสึกแนใจวาทําอะไรไมไดก็ตาม จงซักเขาไป ถามจี้เขา ไปวา “จริงหรือที่ฉันทํามันไมได” ยิ่งไปกวานั้น เราสามารถใชคําถามนี้สั่นคลอนหรือตรวจสอบ ความเชื่อไดทุกประเภทโดยไมมีขอยกเวน มันจะทําใหเราไดคนพบความจริงอีกมากทีเดียว เอาละ ตอไปนี้เปนตัวอยางเพิ่มเติม 90
  91. จริงหรือที่ฉันไมสามารถหาเงินไดมากกวานี้ จริงหรือที่ฉันมีความสุขยิ่งกวานี้อีกไมได จริงหรือที่ฉันไมเปนที่รักของใคร ๆ จริงหรือที่ตัวฉันเพียงคนเดียวจะไปทําอะไรได จริงหรือที่ฉันไมมีความสามารถอะไรสักอยางเดียว จริงหรือที่ฉันไมวางแมแตจะออกกําลังกายแควันละครึ่งชั่วโมง จริงหรือที่การทําตัวใหมีความสุขและประสบความสําเร็จเปนเรื่องยาก2. หาหลักฐานเพื่อสั่นคลอนมันเมื่อผมพูดถึงคําวา “หลักฐาน” มันอาจเปนอะไรก็ได เชน คน สัตว สิ่งของ หรือเหตุการณตาง ๆ เมื่อเราจะทําลายความเชื่อทางหนึ่งที่ตรงเปะคือการหาหลักฐานมาสนับสนุนวาความเชื่อเดิมไมเปนความจริง นี่คือการสั่นคลอนความรูสึกแนใจที่ดีเอามาก ๆ สมมติวาผมเชื่อวาผมสามารถสูบบุหรี่ไดโดยไมมีวันเปนโรครายแรงอะไรสิ่งหนึ่งที่ผมควรทําคือทางไปเยี่ยมคนปวยดวยโรคปอดที่มีสาเหตุมาจากการสูบบุหรี่ แลวถามเขาวา “เมื่อกอนคุณเคยเชื่อบางไหมวาคุณจะไมมีวันเปนโรคอะไรที่รายแรงจากการสูบบุหรี่?! นั่นจะทําใหผมไดหลักฐานที่ชัดเจนที่หักลางความเชื่อเกาของผมได บางครั้งการหาหลักฐานอาจทําไดโดยตั้งคําถามวา “มีใครบางไหมที่อยูในสภาวะเงื่อนไขแบบเดียวกับฉัน แตกําลังประสบความสําเร็จมากขึ้นเรื่อย ๆ” เมื่อตอนที่ผมเรียนมัธยมปลาย ผมเคยดิ้นกับเพื่อนทั้งชั้นในงานฉลองประจําหองของเรา ผมถูกหัวเราะเยาะจากเพื่อนชายหญิงหลายคนในทาทางที่นาขบขัน นั่นเปนแคหลักฐานครั้งเดียวเทานั้นเองแตก็ทําใหผมสรุปอยางเบาปญญาวา “ฉันจะไมดิ้นอีกแลว ฉันดิ้นไมไดเรื่องหรอก” เห็นไดชัดวามันแคขาดทักษะและชั่วโมงบินเทานั้น แตมันกลับทําใหผมเชื่อฝงหัวและหลีกเลี่ยงการดิ้นตลอดมา กวา 25 ปจนกระทั่งผมไดเรียนรูวาคนเราสามารถทําลายความเชื่อไดดวยการหาหรือสรางหลักฐานใหม ๆ ไวอางอิง ดังนั้น ผมจึงคิดวา “เอาละ ฉันจะลองดูวาฉันสามารถเปลี่ยนความเชื่อไดไหม?” จากนั้นผมก็เริ่มเปดเพลงมันส ๆ ที่บานและดิ้นไปตามใจชอบ ไมนานนัก ผมจึงประจักษวา “เฮ… มันก็ไมเลวนี่” และใครจะเชื่อละวา ผมขึ้นนําคนนับพันเตนรํา หรือดิ้นในงานสัมนาของผมเอง คนจํานวนมากเอาทาทางของผมเปนตนแบบและพยายามทําตามดวยซ้ําไป ยิ่งไปกวานั้น หลายคนบอกวา “อาจารยวันชัยดิ้นไดนารักจัง” อืมมมม… ผมเปลี่ยนไปไดถึงขนาดนี้เชียวหรือ!!! พวกเราหลายคนอาจหลงเชื่ อ จากหลั ก ฐานหรือ ข ออ า งอิ ง ในอดี ตว า “ฉั น ไมค อ ยแข็งแรงเลย” ทางแกคือการสรางหลักฐานใหมขึ้นมาหักลางมัน ทุกวันนี้ ผมสรางหลักฐานทุก 91
  92. วันวาผมแข็งแรงยิ่งกวาวัวกระทิงโดยการเตนแอบิค ผมถือวา… การทําเรื่องพิศดารนั้นหาใชปาฏิหาริ์อันใดไม แตการมีชีวิตอยูดวยรางกายที่ฟตอยูเสมอนั่นแหละคือปาฏิหาริย คนสวนใหญทั่วโลกไมรูหรอกวาอะไรกันแนคือปาฏิหาริยที่มีประโยชนตอชีวิตของพวกเขาอยางแทจริงดังนั้น จงอยาเชื่ออีกตอไปวาเราสุขภาพไมดี จงลงมือทําอะไรที่ดี ๆ ตอสุขภาพเสียบาง แลวความเชื่อเกาจะตายไปเอง คุณผูอานที่รัก หากคุณเชื่อวา “คนในโลกนี้มันไมดี” แนนอนวาคุณยอมหาหลักฐานจนพบไดเสมอวามีใครบางคนชางเลวจริง ๆ ในทางตรงกันขาม หากคุณเชื่อวา “คนในโลกนี้ชางดีเสียจริง” ก็เชนกันที่คุณยอมหาตัวอยางของคนเชนนั้นพบจนได ฉะนั้น ความเชื่อใด ๆของคุณก็ตาม หากมันไมดีตอคุณ มันไมเขาขางคุณ มันเปนสิ่งที่หยุดยั้งคุณอยูเสมอ และมันไดส รา งความเสี ย หายให กั บคุณ านั บ ครั้ ง ไมถ ว นแลว คุ ณยอ มเปลี่ ย นมั น ไดเ พราะว า คุ ณสามารถหาหลักฐานในดานที่สนับสนุนหรือคัดคานมันไดเสมอ จงอยาจมปลักอยูกับความเชื่อที่ไรพลังอีกตอไป จงหาหลักฐานที่จะสั่นคลอนมันแลวมันจะตายไปเอง 92
  93. บทที่ 11สรางความเชื่อใหมเขาไปแทนที่เพื่อใหการทําลายความเชื่อเกาไดผลสมบูรณแบบ เราจําเปนตองติดตั้งความเชื่อใหมที่ทรงพลังเขาไปแทนที่ โดยปกติแลว พวกมันก็คือ สิ่งที่ตรงขามกับความเชื่อที่ไมเอาไหนนั่นเอง วิธีทํานั้นก็ไมยากกลาวคือ ใหเราเขียนความเชื่อที่ตองการลงในสมุด จากนั้น ใหพูด คิด จินตนาการ และประพฤติตัวราวกับวาเราไดเชื่อเชนนั้นไปแลวจริง ๆ ขอย้ําวาการทําตัวราวกับวาเรารูสึกเชื่อในความเชื่อแบบใหมที่ดีกวานั้นเปนเรื่องที่สําคัญมาก และมันเปนเคล็ดลับที่ใชไดกับทุกเรื่อง ผมจะเลาใหฟงสักเรื่องหนึ่งวาผมสรางความเชื่อใหมอยางไร ไมนานมานี้ผมไดไปสมัครเรียนภาษาจีนกลาง ในสามชั่วโมงแรกที่ตองฝกออกเสียงพยัญชนะ สระ และการผสมกันของพยัญชนะกับสระ พวกเราทั้งหองพบวา… มันมีเสียงหลายเสียงที่ไมมีในภาษาไทย นั่นทําใหหลาย ๆ คนเริ่มหวั่นไหววามันอาจยากกวาที่นึกไว ทันใดนันผม ้ก็รูทันทีวาผมจําเปนตองเชื่อวาผมสามารถออกเสียงพวกนั้นได และผมพูดสามารถออกเสียงพวกนันได ้และผมพูดออกไปราวกับวาผมเขาใจเสียงพวกนั้นดีแลว แทนที่จะจดจอไปที่ผมอาจออกเสียงผิด ผมกลับออกเสียงราวกับวาผมคือผูเชี่ยวชาญ เหลาซือ (อาจารย) ถึงขนาดยกนิ้วใหบอกวาเยี่ยม นี่แหละคือสิ่งที่ผมทํา ผมเชื่อไปลวงหนาวาผมทําได และแสดงออกไปดั่งวาความเชื่อนั้นแกกลาและเปนความเชื่อของผมไปแลว ฉะนั้นเมื่อพวกเราจะเชื่ออะไรที่มันดักวา จงเชื่อไปเลยและทําตัวราวกับวาเปนเชนนั้น แลวของจริงจะบังเกิดขึ้นในเร็ววัน แลวเราจะเชื่อในความเชื่อใหม และปฏิบัติตนที่สอดคลองไปตามความเชื่อใหมนั้น 93
  94. บทที่ 12เมื่อเราเปลี่ยนความเชื่อเราไดเปลี่ยนการคาดหวังไปดวยเมื่อไหรก็ตามที่เราไดเปลี่ยนความเชื่อใด ๆ ไปแลว เรายอมเปลี่ยนการคาดหวังของผลที่จะตามมาไปดวย เมื่อเราเชื่อวา “ฉันทําไมไดหรอก” เราคาดหวังอยางไรละ เรายอมคาดวามันเสียแรงเสียเวลาเปลาๆ กับการพยายามที่ไรผลและไมคุมคา ในทางตรงกันขาม ถาเราเชื่อวา “ฉันทําไดแน” เรายอมคาดหวังแตความสําเร็จเทานั้น การคาดหวังจึงสอดคลองไปตามความเชื่อของเราเสมอ เมื่อเราเชื่อวาชวงนี้ดวงเราตก (เปนความเชื่อที่ติดลบอยางยิ่ง) เราจะคาดหวังถึงขาวดีไหม… ไมมีทาง เรามีแตจะคะเนถึงสิ่งราย ๆ วาเดี๋ยวมันจะมาอีกแหง ๆ เลย ที่จริงแลว การคาดหวังเปนความคิดอยางหนึ่งเชนกันแตมักเปนภาพของการคาดคะเนในใจอยางหนึ่งอยางใดของเรา และภาพในใจนี้แปรเปลี่ยนไปตามความเชื่อหรือมีความเชื่ออยางใดอยางหนึ่งรองรับอยูเสมอ นอกจากการคาดหวังจะสอดคลองกับความเชื่อของเราแลวมันยังมีกฏแหงการคาดหวังอีกดวย กฏนี้กลาววา “ไมวาอะไรที่เราคาดหวังไวดวยความเชื่อมั่น มันจะกลายเปนคําทํานายอนาคตของเรา” ดังนั้นสิ่งที่เราควรปฏิบัติคือ จงคาดไวแตสิ่งดีที่สุดเสมอเทาที่เราสามารถจะทําได พวกเรานั้นไดทําตัวเปนหมอดูโดยไมรูตัวเราอดไมไดที่จะตองคาดหวังไปตาง ๆ นา ๆ แตเราคาดหวังในเชิงบวกหรือเปลาละ? จงอยาลอเลนกับกฏขอนี้ เพราะวามันมีแนวโนมวาเราจะดึงดูดสิ่งที่เราคาดหวัง ฉะนั้น ขอใหพวกเราฝกคาดหวังวาจะมีเรื่องดีเกิดขึ้นกับเราในวันนี้ จงเปลี่ ย นการคาดหวัง ที่ เ กี่ ย วกับ ตนเอง ครอบครัว คูชี วิต พ อ แม ญาติพี่ น อง บุ ตรหลานผูรวมงาน ตัวธุรกิจ และสิ่งตาง ๆ ที่เกี่ยวของกับเราไปทางดี แลวเราจะพบวาทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามการคาดหวังของเราไดอยางนาอัศจรรยคุณผูอานที่รักยิ่ง เมื่อเราเปลี่ยนไปคาดหวังในทางที่ดีขึ้น มันจะกระทบไปถึงมุมมอง หรือ ทัศนคติที่เรามีตอทุกสิ่งไปตามการคาดหวังของเรา พูดงาย ๆ ก็คือ เราจะสามารถเปลี่ยนทัศนคติของเราได 94
  95. บทที่ 13พลังแหงทัศนคติทัศนคติคือ “ความคิดเห็น ความคิดความอาน มุมมอง และความเขาใจที่เรามีตอทุกสิ่ง” การที่เราจะรูสึกดีหรือไมดีกับสิ่งใดก็ตาม มันขึ้นกับวาเรามีทัศนคติตอสิ่งนั้นอยางไร และแมกับตัวเราเองก็เชนกันทัศนคติที่มีตอตัวเราเองจะกําหนดความรูสึกวาเราชอบหรือเกลียดตนเอง เนื่องจากวาทัศนคตินั้นกอใหเกิดความรูสึก และความรูสึกเปนตัวกําหนดการกระทําหรือไมกระทํา ดังนั้น ทัศนคติจึงเปนเรื่องสําคัญที่ตองพยายามเขาใจมันใหมาก ๆ ขึ้นชื่อวาทัศนคติหรือความคิดเห็นของคนเราแลว มันยอมมองตางมุมที่แตกตางกันไปไดสารพัด แต มั น ยากที่จ ะสรุ ป ว า ทั ศ นคติแ บบไหนบ า งที่ผิ ด มั น ไม มีห รอกที่ ผิด แตมั น มี ลัก ษณะว าเหมาะสมมากนอยแคไหนมากกวา เชน ถาชายคนหนึ่งมีทัศนคติ (ความเห็น) วา “บานของฉันมันหวยแตก โรงเรียนของฉันมันไมไดเรื่อง สังคมของฉันมันแย ประเทศนี้มันไมดีพอ และโลกใบนี้มันไมยุติธรรม” ความคิดเห็นแบบนั้นของเขาผิดหรือเปลา? ใครละจะตอบไดวาผิด ผมแนใจ 100% เต็มวาไมมีกฏหมายใด ๆ ในโลกนี้สามารถจับตัวชายคนี้ไปลงโทษไดแน แตผมรูวาเขาจะรูสึกไมดีกับทุกสิ่งที่เขาไดกลาวไวในประโยคนั้น และเขาจะปฏิบัติตอสิ่งเหลานั้นแบบแย ๆ อีกดวย ผมอาจวิจารณวายังมีทัศนคติอื่น ๆ อีกมากที่นาจะเหมาะสมกวานั้น แตมันก็เปนสิทธิ์ของเขาที่จะเปลี่ยนหรือไมเปลี่ยนก็ไดดังนั้น ผมจะเนนเรื่องความเขาใจ จากนั้น พวกเราตองนําไปปรับและตัดสินใจเลือกดวยตนเอง ผมทําไดแคแนะนําเทานั้น ผมเห็น วาทัศนคตินั้น ควรแบงออกเปนแคสองจํ าพวกก็พอ คื อทัศนคติที่มีประโยชนอยา งแทจริง กับทัศนคติที่ไรประโยชนอยางแทจริง และในฐานะที่เราเปนคน มันยอมหนีไมพนที่เราจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเราเองมากมาย และเนื่องจากเราอยูบนโลก เราก็ยอมตองมีมุมมองหรือความคิดเห็น ต อ คนอื่ น และทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย า งที่เ ราเกี่ ย วของอยู เ สมอ และคํา ถามเดีย วที่ผ มจะถามก็คือ …มุมมองนั้นใหประโยชนกับพวกเราไหม ทําใหเรามีพลังไหม ทําใหเรารูสึกดีไหมทําใหเราอารมณดีไหมทําใหเรามีความสุขไหม ทําใหเราสุขภาพแข็งแรงไหม ทําใหเราสงบสุขไหม ทําใหเราเปนที่รักไหม ทําใหเรามั่งคั่งร่ํารวยไหม ทําใหเรายอมรับตนเองไหม ทําใหเราเคารพนับถือตนเองไหม ทําใหเรายิ้มแยมแจมใสไหม ทําใหเราสนุกสนานกับชีวิตไหม ทําใหเราตื่นเตนเราใจบางไหม ทําใหเราเกษมสําราญไหมทําใหเรามีหรือขยายประสบการณมากขึ้นบางไหม ทําใหเราเกงขึ้นดีขึ้นไหม ทําใหเราเฉลียวฉลาดมากขึ้นไหม และทําใหชีวิตเราดีงามไหม หากวาคําตอบคือ “ใช” ละก็….นั่นละคือทัศนคติที่ผมเห็นวามีประโยชนอยางแทจริง นั่นละคือทัศนคติที่เหมาะสมในสายตาของผม ตอไปผมจะใหตัวอยางของทัศนคติจํานวนหนึ่ง โปรดระลึกไววา ผมไมไดสนใจวามันจริงหรือเปลา แตผมสนใจวามันใหประโยชนหรือเปลา 95
  96. ตัวอยางของทัศนคติที่มีประโยชนอยางแทจริงในเมื่อคนอื่นยังทําได ฉันก็นาจะทําได(ถาหากวาฉันตองการมัน)ฉันจะเรียนรูเรื่องนี้ไดจากใคร ที่ไหนและเมื่อไหร (ถาหากวาฉันตองการมัน)เมื่อฉันตั้งใจอะไรแลว ฉันเปนคนที่ไมมีอะไรมาหยุดยั้งได ฉันเปนคนที่ยืดหยุนในวิธีการ แตเหนียวแนนมากกับเปาหมายหรือสิ่งที่ฉันตองการ ฉันพรอมเสมอสําหรับทุกสิ่ง ฉันดีพอเสมอในทุกสถานที่และกาลเวลา ฉันเกง ฉันฉลาด ฉันมีพลัง และฉันเต็มเปยมไปดวยความสามารถ รูอยางเดียวมาพอหรอก แตมันตองลงมือทําในสิ่งที่รู คิดบวกอยางเดียวไมพอหรอก มันตองมุงเนนที่การกระทําใหมาก และคงเสนคงวา เพื่อใหโลกนี้เปลี่ยนแปลงเพื่อฉัน ฉันจะเปลียนแปลงที่ ่ตัวฉันกอนเปนอันดับแรกตนนั้นแหละคือที่พึ่งแหงตนทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เกิดขึ้นอยางมีเหตุผล และพวกมันรับใชฉัน รางกายของฉันมีคา ความคิดของฉันมีคา และจิตวิญญาณของฉันมีคา การที่ฉันมีกาย มีความคิด มีจิตสํานึกและกําลังดําเนินชีวิตอยู….นั่นแหละคือปาฏิหาริยตัวอยางของทัศนคติที่ไรประโยชนอยางแทจริง ฉันเกิดมาเพื่อชดใชกรรม ฉันไมเกงอะไรสักอยางเดียว ไมมีใครรักฉันสักคน เธอคือเครื่องบิน ฉันคือหมา ผูชายเลวกวาหมา ฉันทําไมไดหรอก โลกนี้มันไมยุติธรรม ชีวิตของฉันไมมีคาอะไร จะเกิดอะไรขึ้นกับฉันก็ชางมัน ฉันเปลี่ยนแปลงตนเองไมได คุณผูอานที่รัก ความคิดเห็นของเราไดกอใหเกิดความรูสึก และความรูสึกจะไปกําหนดการกระทําของเราอีกตอหนึ่ง ฉะนั้น เราตองคิดและเลือกใหดีกวา… เราไดเก็บทัศนคติอะไรไวในจิตใจของเรา หากพวกเราตองการชีวิตที่เปยมสุข ทัศนคติที่มีประโยชนอยางแทจริงสามารถชวยพวกเราได 96
  97. บทที่ 14พลังแหงความรูสึกคุณผูอานที่รัก ในที่สุด พวกเราไดเดินทางมาถึงเรื่องที่อภิมหาสําคัญอยางแทจริง ถาหากวาจะอธิบายถึงพฤติกรรมทั้งหลายทั้งปวงของผูคนในโลกนี้ใหสามารถเขาใจไดแลว หนทางเดียวคือการเขาใจถึงความรูสึกของผูคนใหไดกอน พวกเรานั้นมักทําอะไรไปตามความรูสึกตลอดเวลา มันเปนเรื่องธรรมชาติของเรานั่นเอง ลองพิจารณาสิ่งตอไปนี้ดู ถาใครก็ตามไมกินผัก มันไมเกี่ยวกับวาการกินผักดีมากนอยแคไหน แตมันเกี่ยวกับความรูสึกถาใครก็ตามที่ไมกินเฉพาะเนื้อวัวนี่ก็เชนกัน มันเกี่ยวกับความรูสึกที่ทําใหไมกิน สวนคนที่กินเนื้อวัวมากเปนพิเศษอยางผมก็เกิดจากความรูสึกอีกนั่นแหละ ผมไมสนหรอกวาคนอื่นหรือผูเชี่ยวชาญเรื่องโปรตี น จะว า อย า งไร ผมจะกิ น มั น ต อ ไป ส ว นผั ก แครอทสี ส ม ที่ ค นจํ า นวนหนึ่ ง บอกว า เยี่ ย มนั้ นความรูสึกของผมบอกวากินไมได ดังนั้นผมไมกินมันในทุกกรณี เรื่องทํานองนี้เกิดกับคนทั่วโลก พวกเราอาจสรุปวา “คงชอบไมเหมือนกัน” แตคําวา “ชอบและเกลียด” นั่นแหละคือ “ความรูสึก” ฉะนั้นถาหากจะทําใหยอมกินแครอทดวยความเต็มใจ มันยอมมีอยูหนทางเดียว จงทําไงก็ไดใหผมเปลี่ยนความรูสึกไปชอบแครอท แลวผมจะกินมันเอง ถึงตรงนี้ พวกเรายอมพอเขาใจแลวกับการจะกินหรือไมกินอะไรของคนทั้งโลกไดแลว มันไมใชเรื่องลึกลับและยากที่จะเขาใจ สมมติวาผูหญิงคนหนึ่งตั้งครรภและเธอตองการกินดิน ผมไมของใจเพราะผมรูวาเธอรูสึกอยากกินและเธอจะรูสึกดีถาไดกินมัน ดังนั้นแมแตการกินดินก็ไมเห็นแปลกตรงไหน แตพวกเราไมกินแนเพราะวาพวกเรารูสึกวามันกินไมได ฉะนั้นถาเราเห็นใครกินดอกไม ใบไม ดิน กระเบื้อง จิ้งจก ตั๊กแตน หนอน อาหารดิบ ๆ หรืออะไรที่มันแปลกประหลาดอยางยิ่ง หรือแมแตแมลงสาบ โปรดเขาใจดวยวา มันเปนเรื่องของความรูสึกลวน ๆ ที่กําลังทําหนาที่ของมันอยางเต็มพิกัด อนึ่ง คนที่กินจุก็เพราะความรูสึก คนที่กินวันละเมื้อเดียวก็เพราะความรูสึก อะไร ๆ ลวนแลวแตเปนความรูสึกทั้งนั้นเมื่อพูดถึงพฤติกรรมของมนุษย ทําไมทหารที่ไปรบแลวตองสังหารศัตรูถึงรูสึกวาไมบาปหรือบาปนอยทั้ง ๆ ที่มันเปนการฆามนุษย เพราะวาพวกเขารูสึกวานั่นเปนหนาที่และมีความถูกตองชอบธรรม หากรอดตายกลับมาบานเกิดเมืองนอนได ก็จะไดรับการเชิดชูเกียรติเปนอันมาก ไมมีใครรูสึกวาแยสักคน มันเปนความรูสึกเทานั้ น เอง แต ถ า ทหารที่ ส ง ไปรบดั น ไปสั ง หารพลเรื อ นที่ ต า งแดนละก็ คราวนี้ เ รื่ อ งใหญ ชาวโลกจะประณามวาเลวทรามมาก ทําไมละ ก็ระดับความรูสึกไงที่แตกตางกันคนละโยชนเลย หันกลับมาดูที่ตัวผมบาง ถาตบยุงตาย ผมทําไดเพราะวาผมไมรูสึกอะไรเลย (ไมตองบอกก็รูวาผมเกลียดมัน) แตไมใชกับมด แมลงปอ หรือผีเสื้อ ผมทําไมไดเพราะผมรูสึกแย ดังนั้นเมื่อเจอยุงในบานผมตบมัน แตถาเปนแมลงปอ ผมตองใชเวลานานกวาจะจับตัวมันไดเพื่อนําไปปลอยที่สวนนอกบาน มันไมใชเรื่องคุณงาม 97
  98. ความดีอะไรหรอก แตมันเปนเรื่องของความรูสึกที่ไมเหมือนกันผมจึงมีพฤติกรรมที่แตกตางกันตามไปดวย คราวนี้ขอพูดถึงเรื่องที่ใกลตัวพวกเรามากขึ้น การกระทําทุกอยางในชีวิตประจําวันของเรา เชนเรื่องการงาน เรื่องสวนตัว ครอบครัว งานอดิเรก ดนตรี กีฬา ฯลฯ ทุกอยางเปนไปตามความรูสึกนิสัยทุกอยางของเราเปนไปตามความรูสึก การผัดวันประกันพรุงเปนเรื่องของความรูสึก การบางานเปนเรื่องของความรูสึก การเชื่อหรือไมเชื่ออะไรเปนเรื่องของความรูสึก การเกิดลางสังหรณยิ่งเปนเรื่องของความรูสึก การแตงตัว การดูแลตนเอง การดูแลตนเอง การดูแลขาวของเครื่องใชความรกหรือสะอาดของโตะทํางาน และเรื่องจิปาถะอีกรอยแปดพันเกาลวนแลวแตเปนเรื่องของความรูสึก ถาผมจะเขียนหนังสือใหหนาที่สุดในโลก เลมนั้นควรวาดวยความรูสึก ตราบใดที่เรายังไมตายไมพนตองอยูกับความรูสึก หากไรความรูสึกมันก็จบ มันก็อวสาน และสุดยอดแหงการไรความรูสึกก็คือตาย หากวาผมจะคลั่ ง อะไรสั ก อย า งผมขอคลั่ง เรื่ อ งความรู สึก หากวา ผมปราดเปรื่ องเรื่ องใดก็ไ ด เรื่ อ งแรกที่ ผ มตองการก็คือเรื่องความรูสึกกกกก!!!! ชีวิตเรามันจะดีหรือเลวก็ตองดูที่ความรูสึก เราจะทําอะไรหรือไมทําอะไรก็เพราะความรูสึกเราจะสุขหรือทุกขก็เพราะความรูสึก ที่ผมรายยาวมาขนาดนี้ก็กําลังเขียนอยางเมามันไปตามความรูสึก มันเปนความรูสึกกกกก นามธรรมทั้งหลายที่เปนคู เชน ดีกับชั่ว สุขกับทุกข ดีใจกับเสียใจ ปติกับหดหู กลากับกลัว ราเริงกับซึมเศรา ใจดีกับใจดําเบาใจกับหนักใจ สบายใจกับกังวลใจ พอใจกับไมพอใจ มากกับนอยพอแลวกับยังไมพอ สนุกกับเบื่อ รวยกับจน ดีกับแย รักกับเกลียด ชอบกับชัง ยอมรับไดกับยอมรับไมได ทําไดกับทําไมได และอื่น ๆ อีกมาก สิ่งเหลานี้คือความรูสึกเปรียบเทียบนั่นเอง พวกเราคือสภาวะจิ ต ที่ แ สดงอาการออกผ า นทางร า งกายของพวกเราตลอดเวลาไม ใ ช ห รื อ ! และเพราะว าความรูสึกของเราแปรปรวนเปลี่ยนแปลงได การกระทําของเราในเรื่องใดเรื่องหนึ่งจึงขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามระดับความรูสึกอยางสอดคลอง หากวาพวกเราจะไมไดอะไรเลยจากการอานหนังสือเลมนี้ ผมขอรองใหพวกเราไดไปสักเรื่องหนึ่งที่ผมเชื่อมั่นวาสําคัญที่สุด นั่นคือ จงตระหนักรูใหไดวาความรูสึกเปนตัวกําหนดการกระทําของพวกเรา และมันเปนพลังที่ยากที่สุดที่พวกเราจะไปตอตานหากพวกเราสามารถ “ทําหรือสรางหรือผลิต” ความรูสึกใหมีความสุขไดทุกวันจวบจนชั่วชีวิตละก็ นั่นแหละคือแนวทางที่แทจริงของมวลมนุษย โปรดสังเกตวาผมใชคําวา “ทําหรือสรางหรือผลิต” เพื่อเตือนใจวาพวกเราไมไชผล แตพวกเราเปนเหตุ เพราะวาพวกเราไมรอใหใครหรืออะไรมากรุณามอบความสุขใหเรา เรานั่นแหละคือตัวความสุขเสียเอง ก็เพราะวาเราไดสรางมันขึ้นมาเอง แลวทําไมจะไมไดละ…ในเมื่อความสุข… คือความรูสึกอยางหนึ่ง 98
  99. บทที่ 15ความพึงพอใจ กับความเจ็บปวดตอนนี้พวกเรายังอยูในหัวขอเรื่อง “ความรูสึก” เชนเดิม แตผมจะพาพวกเราไปรูจักกับฝาแฝดคูหนึ่ง ฝาแฝดผู พี่ มี ชื่ อ ว า “ความพึ ง พอใจ” ส ว นฝาแฝดผู น อ งมี ชื่ อ ว า “ความเจ็ บ ปวด” พวกมั น ทั้ ง สองคื อคําอธิบายที่ดีที่สุดวาสมองหรือจิตใจของเราทํางานอยางไร กลาวคือ สมองของเราที่เกิดจากการสั่งสมประสบการณและการเก็บขอมูลสารพัดที่ปลูกฝงเขาไปตั้งแตเด็กจนโตนั้น มันจะตีความโดยเทียบกับฐานขอมูลและประสบการณขนาดใหญของมันเสมอวา อะไรนาจะนําไปสูความพึงพอใจ และอะไรนาจะนําไปสูความเจ็บปวด และสมองจะเลือกทําสิ่งที่นําไปสูความพึงพอใจและหลีกเลี่ยงการทําสิ่งที่นําไปสูความเจ็บปวดอยางสุดความสามารถ ยิ่งไปกวานั้น ถาการกระทําทุกสิ่งลวนนําสูความพึงพอใจทั้งนั้น สมองจะเลือกใหเราทําในสิ่งที่มันเชื่อวาจะไดรับความพึงพอใจสูงสุด และเชนกัน ถาการกระทําทุกสิ่งลวนนําไปสูความเจ็บปวดทั้งสิ้น สมองจะเลือกใหเราทําในสิ่งที่มันเชื่อวาจะไดรับความเจ็บปวดนอยที่สุด คุณผูอานที่รักกกก! ตั้งแตผมไดรูวาสมองทํางานไปตามความรูสึกแนใจของมันที่มันตีความวาอะไรคือความพึงพอใจ อะไรคือความเจ็บปวด และอะไรที่เปรียบเทียบกันแลวยังถือวาดีกวา ผมไดเขาใจตนเองและผูคนในโลกกวางวาอะไรกันแนที่ทําใหมนุษยทําอยางที่เขาทําและไมยอมทําในบางสิ่งที่ผมอาจคิดวานาทํา ทั้งหมดนี้เปนเรื่องของความรูสึกเปรียบเทียบวาอะไรกันแนที่นาพึงพอใจมากกวาหรือเจ็บปวดนอยกวาในตอนนั้นของความรูสึก จากนี้ไป ผมจะพาพวกเราทองไปในโลกจริง ในปญหาจริงในสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นจริง และดูสิวาพลังแฝดของสองพี่นองที่ชื่อ “ความพึงพอใจ และความเจ็บปวด” จะอธิบายทุกสิ่งไดอยางไร และที่มันตองอธิบายไดแนอยูแลวก็เพราะวา… พวกมันสองพี่นองนี่แหละที่เปนสาเหตุหลัก ไปดูตัวอยางกันเถอะ 99
  100. บทที่ 16ตายแทนลูกพฤติกรรมการเสียสละทุกชนิดของมวลมนุษยนั้นสามารถเขาใจไดผมจะยกตัวอยางงาย ๆ วาเหตุใดแมบางคน (อาจเปนพอก็ได) ถึงอาจตายแทนลูกได แนนอนวาการตายของหญิงที่เปนแมเปนความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญของเธอ แตตราบใดที่เธอรูสึกวาการตายของลูกยิ่งเปนความเจ็บปวดที่ยิ่งกวาของเธอเองแลวละก็… เธอจะยอมตายแทนลูกถาเธอสามารถแลกได ไมมีคําอธิบายอะไรจะชัดเจนกวานี้อีกแลว 100
  101. บทที่ 17ลดความอวนไมไดการลดความอวนคือปญหาใหญของคนเยอะมาก มีตํารา สูตร และเคล็ดลับมากมายที่สอนถึงวิธีลดความอวน แลวไดผลไหม? บางที… และบางคนเทานั้น… ที่ไดผล มาฟงคําอธิบายกันดีกวา สมมติวาใครสักคนตองการลดความอวนโดยวิธีอดอาหาร เชน ไมกินมื้อเชา งั้นไปดูกันสิวาสมองของเขาจะคิดอย า งไร มั น คิ ดว า “เฮ การกิ น อาหารคื อความพึ ง พอใจ ส ว นการอดกิ น อาหารคือ ความเจ็บ ปวด”นอกจากนั้นมันยังคิดวา “แตการอวนมันก็เจ็บปวดเหมือนกันวะ สวนการมีรูปรางดียอมสรางความพึงพอใจไดเหมือนกัน” จากนั้นมันก็จะเปรียบเทียบสองความคิดนั้นวา “แลวการกระทําแบบไหนละที่ทําใหฉันพึงพอใจมากกวา หรือการกระแบบไหนละที่ทําใหฉันเจ็บปวดนอยกวา? ตราบใดที่ความเจ็บปวดของการอดอาหารใหความรูสึกที่รุนแรงกวาความเจ็บปวดของการอวน ตราบนั้นคนคนนั้นก็จะลดความอวนอยางถาวรไมได หรือตราบใดที่ความพึงพอใจของการกินใหความรูสึกที่รุนแรงกวาความพึงพอใจของการมีรูปรางดี ตราบนั้นคนคนนั้นก็ลดความอวนอยางถาวรไมได และถาความรูสึกของเขาโยกไปโยกมาระหว า งความคิ ด สองฝ ก สองฝ า ย การกระทํ า ของคนคนนั้ น ก็ จ ะแปรปรวนไปตามความรูสึก บางทีอดอาหารไดสองมื้อ แตแลวก็ฟาดมื้อเย็นของวันนั้นไปทีเดียวสี่จานรวด จากนั้นก็เซ็งและพูดวา “ทนไมไหววะ ใจแข็งไมพอวะ” แตนั้นยังไมใชความเขาใจที่ถองแท ฉะนั้น คุ ณผู อา นที่ รัก ถ า จะลดความอ ว นเราตอ งสรา งความรูสึ ก ว า การมีสุ ขภาพดี และรู ปร า งที่เหมาะสมคือความพึงพอใจที่แทจริง เราตองสอนสมองใหมันเชื่ออยางแรงกลาวาสิ่งนี้คือความพึงพอใจที่เหนือกวาความพึงพอใจของการกินที่มากเกินไปและทางหนึ่งที่จะสอนสมองไดก็คือ การซอมทําในใจดวยการสรางจินตภาพถึงตัวตนของเราที่มีพลังงานมาก สุขภาพดี และรูปรางสมสวน ฝกซอมเห็นตนเองกินแคมื้อละจานเดียว และเห็นตนเองออกกําลังกายอยูเสมอ ๆ ฝกวาดภาพในใจวาตอนนี้เราเห็นตัวเราผอมลง เราคลองแคลววองไว และกระฉับกระเฉง ฝกซอมในใจวาเรามีความสุขโดยรวมมากขึ้น และเราไมไดเจ็บปวดอะไรเพราะวาเราก็ยังกินตามปกติแตมีวินัยมากขึ้น คุณผูอานที่รัก นี่แหละคือการเชื่อมโยงบางสิ่งใหสมองรูจักและคลอยตาม ในที่สุดสมองจะยอมรับและตีความวาการมีสุขภาพดีและรูปรางดีคือความพึงพอใจที่แทจริงที่มากกวาความพึงพอใจของการกินแบบตะกละ โปรดสังเกตวาผมไมแนะนําใหงดอาหารเพราะสมองรูวานั่นเปนความเจ็บปวดซึ่งมันจะตอตานและพยายามหนีออกไปจากความเจ็บปวด ผมจึงแนะนําใหกินตอไปแตเพิ่มการเชื่อมโยงการมีสุขภาพดีรูปรางดีใหสมองจดจําจนขึ้นใจ และวิธีสรางภาพในใจหรือฝกซอมทําในใจคือหนทางที่มีประสิทธิภาพในการสรางความรูสึกถึงการรับรูนี้ แลวสมองจะคอย ๆ สานประโยชนใหเราไดทั้งการกินและการมีสุขภาพดีไปพรอม ๆ กันเลยทีเดียว 101
  102. บทที่ 18ผัดวันประกันพรุงเชื่อกันวาการผัดวันประกันพรุงเปนสาเหตุหนึ่งที่ทําใหคนเราไดรับความเสียหายและความเจ็บปวด นั่นก็อาจใช แตที่ตลกก็คือคนเราผัดวันประกันพรุงก็เพราะวาความพึงพอใจ ความพึงพอใจงั้นรึ!!! นี่ผมเสียสติไปแลวหรือเปลา… ไมอยางแนนอน คิดถึงตอนเปนเด็กนักเรียนดูสิ สมมติถาผมผัดการทําการบานที่ตองสงคุณครูออกไปกอน… มันแปลวาผมรูสึกเจ็บปวดมากกวาถาผมจะทําการบานเดี๋ยวนี้ผมอยากเลนในตอนนี้เพราะวามันทําใหผมไดรับความพึงพอใจมากกวา สมองของผมจึงสั่งใหผมทําไปตามนั้นเพราะวามันจะเขาหาความพึงพอใจและหลีกเลี่ยงความเจ็บปวด เมื่อผมเอาแตเลนทุกวันไปเรื่อย ๆ ผมสนุกและพึงพอใจเรื่อย ๆ แตถาวันพรุงนี้ผมตองสงการบานแลว เวลาเกือบหมดแลว คราวนี้ผมจะผัดการเลนออกไปกอน เพราะวาการเลนเมื่อเปรียบเทียบใหมกับการทําการบานจะพบวา…ตอนนี้กอนเลนจะไมรูสึกวาใหความพึงพอใจสักเทาไหรและมันกําลังจะกลายเปนความรูสึกเจ็บปวดเสียมากกวา (ความรูสึกตอการเลนไดเปลี่ยนไป) สวนการไมทําการบานที่หลายวันกอนไมรูสึกวาเจ็บปวดอะไร บัดนี้จะเปลี่ยนความรูสึกแลวฉะนั้นการทําการบานในตอนนี้จะสรางความพึงพอใจ (ความรูสึกตอการทําการบานไดเปลี่ยนไป) และผมก็ปนใหญใหมันเสร็จเพื่อจะสงไดในวันพรุงนี้.. เฮอโลงอก หลายครั้งในชีวิตผูใหญ พวกเราก็เปนอยางที่ผมอธิบายไมใชหรือ? พวกเราตองเขาใจเรื่องความรูสึกเปรียบเทียบระหวางความพึงพอใจกับความเจ็บปวดเพื่อที่เราจะไดเขาใจการกระทําของเรามุงสิ่งที่เราทําในตอนนี้ลวนถูกเลือกจากสมองโดยมั น เชื่ อ ว า จะให ค วามพึ ง พอใจสู ง สุ ด เมื่ อ เปรี ย บเที ย บกั บ การทํ า อย า งอื่ น และการเปลี่ ย นแปลงพฤติกรรมทุกอยางของเราเปนเพราะวาความรูสึกตอมันไดเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา นี่คือความรูที่ลึกซึ้งมาก ฉะนั้นพวกเราตองเรียนรูที่จะใชพลังฝาแฝดระหวางความพึงพอใจกับความเจ็บปวดใหชาญฉลาดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกวา 102
  103. บทที่ 19กินแมลงสาบครั้งหนึ่งผมถูกตั้งคําถามที่ทาทายจากหนังสือเลมหนึ่งวา “ถาใหเงินคุณหาลานบาทเพื่อแลกกับการตองกินแมลงสาบหนึ่งถวย คุณจะทําหรือไม ทําไมจึงทํา… ทําไมจึงไมทํา?” นี่เปนคําถามที่ทําใหคนตอบหลงทางไดโดยงายแตไมใชผม เมื่อผมอานคําถามนี้ ผมแนใจวาผมรูคําตอบในวินาทีนั้น คําตอบนั้นงายมากคือ… ตราบใดที่การกินแมลงสาบสรางความเจ็บปวดไดมากกวาความพึงพอใจของการไดเงินหาลานบาทสําหรับใครก็ตามแลวละก็ เขาก็จะไมมีวันกินแมลงสาบเพื่อเงินกอนนั้น แตตราบใดที่การไดเงินหาลานบาทสามารถสรางความรูสึกความพึงพอใจไดมากกวาความรูสึกเจ็บปวดจากการกินแมลงสาบ เขาก็จะกินแมลงสาบ (เขาจะกินมันแมวาไมชอบและรูวานี่) เรื่องราวการกระทําที่แปลก ๆ ในโลกนี้ลวนอธิบายไดหมดในลักษณะนี้ ผมไดเห็นการเลนเกมที่โหดและยากมากตอความรูสึกเชน การที่ตองคาบหนูตายดวยปาก การจุมหนาลงไปคลุกกับหนอนที่เต็มไปดวยเมือก การตองฝนกินสิ่งที่แสนจะทุเรศ และการกระทําที่เสี่ยงตอชีวิตสารพัด ไมวารางวัลที่ไดจะคือเงินกอนโตหรือความรูสึก วา “ขาแนและขาทําได” ก็ตาม ที่คนเหลานั้นทํา ก็เพราะวาเมื่อเปรียบเทียบเสร็จแลว การทําจะใหความรูสึกที่นาพอใจกวา หรือกลาวอีกอยางวา… การไมทําจะสรางความเจ็บปวดที่มากกวา ดังนั้นพวกเขาจึงทําอยางที่พวกเราไดเห็นกัน ไมมีมนุษยทําไมไดตราบใดที่มนุษยรูสึกวาผลรวมสุดทายของความรูสึกทั้งมวลจะนําไปสูความพึงพอใจ คุณผูอานที่รักกกกยิ่ง ความพึงพอใจกับความเจ็บปวดนั้นคือตนตอที่แทของการกระทําหรือไมกระทําทั้งมวลของมนุษยพวกเราตองเขาใจเรื่องนี้ใหมาก ๆ แลวพวกเราจะเขาใจตนเองและเพื่อนรวมโลก 103
  104. บทที่ 20กาตมน้ําแหงความเจ็บปวดเหตุการณที่เรียกวา “ยอมลงมือทําตอเมื่อเจ็บปวดจนทนไมไหว” ของผูคนในโลกนี้ อธิบายไดดีเมื่อเปรียบเทียบกับกาตมน้ํา ในตอนแรกที่ใสน้ําลงในกา น้ําทุกหยดรูสึกสบายดี แตหลังจากติดไฟแลวอุณหภูมิจะคอย ๆ สูงขึ้นทีละนิดไปเรื่อย ๆ หยดน้ํารูสึกวาปวดแสบปวดรอนทีละนิดมากขึ้นเรื่อย ๆเชนกัน แตน้ําก็ยังคงเฉยตอไป น้ําไมยอมทําอะไรทั้งนั้น แตในที่สุดเมื่อมันถึงจุดเดือด น้ําไมอาจทนไดอี ก ต อ ไป มั น จะหยุ ด ขี้ เ กี ย จสั น หลั ง ยาวและเริ่ ม ต น เคลื่ อ นไหว มั น จะมี อ าการเดื อ ดปุ ด ๆ แล วเปลี่ยนแปลงตัวเองกลายเปนไอแลวดันฝากาที่ตมมันอยางเต็มที่ กาตมน้ําที่ดีจึงตองมีวาลวที่สามารถเป ด ออกได ใ ห ไ อน้ํ า ออกไปถ า หากว า กาต ม น้ํ า ใบนั้ น ไม อ ยากจะพั ง เพราะว า ตอนนี้ ไ อน้ํ า กํ า ลั งแผลงฤทธิ์กันยกใหญ พวกมันกําลังแข็งขันในการปฏิบัติการทีตองการออกไปจากที่ที่มันทนอยูไมไหวอีกตอไปแลว แตมันไปไดไมไกลนักหรอก เพราะวาเมื่อมันลอยขึ้นไป อีกไมนานหรอก พวกมันจะรวมตัวกันและเมื่อกระทบกับความเย็นก็จะกลั่นตัวเปนหยดน้ําแลวตกกลับลงมาสูโลกอีกครั้ง นี่จะตางอะไรกับผูคนในโลกนี้ ในตอนแรกที่เขาไมลงมือทําในสิ่งที่เขารูวามันตองทํานั้น เขารูสึกวามันมีความเจ็บปวดนอยมากพวกเขาจึงเฉยเสียและผัดวันประกันพรุงตอไป ความเจ็บปวดคอยๆ ทวีมากขึ้นแตเขาก็ยังรูสึกวาทนได ยิ่งเนิ่นนานเทาไหร เขาก็ยิ่งรูสึกวารอนรนขึ้นเรื่อย ๆ และเวลาก็งวดเขามาทุกที เขาเริ่มไดรับความเสียหายจากการไมทําในสิ่งที่ตองการทํามากขึ้นเรื่อย ๆ ความเจ็บปวดที่สะสมตัวตอไปอยางไมหยุดยั้ง จนถึงจุดหนึ่งที่เปนจุดแตกหักทางอารมณที่เขาจะเดือดดาลอยางสุดขีดแลวตะโกนวา “ฉันทนไมไหวแลวโวย”และเริ่มกัดฟนสูโดยจะทําอยางเต็มที่เพื่อคลี่คลายสถานการณ ดูเหมือนวาผลลัพธเกิดขึ้นบาง หากโชคดีวาเขาผานมันไปไดดวยดี เขาก็จะรูสึกวา “โอ…โลงอกไปที” ความเจ็บปวดที่ทนไมไหวนั้นจะบรรเทาลงไปมากหรือหมดไปแลว เขาก็กลับเขาสูขั้นตอนแรกของวงจร… คือหยุดปฏิบัติและกลับไปมีนิสัยไมรีบรอนทําในสิ่งที่ตองทําเหมือนเดิมเปะ และตองรอจนกระทั่งไดสะสมความเจ็บปวดจนทนไมไหวอีกครั้ง แลวเขาก็จะลุกขึ้นแลวลนลานทําอีกครั้ง นี่มันจะตางจาก “อาการของกาตมน้ําแหงความเจ็บปวด” ตรงไหนละ!! คุณผูอานครับ สมัยกอนผมเปนคนอยางนั้น ผมเหมือนน้ําในกาตมน้ํา แตมันตางกันตรงที่น้ําในกามันไมสามารถเรียนรูได มันจึงตองเปนไปตามนั้น แตนี่ผมเปนคน..คนที่สามารถเรียนรูได แตผมตองจายราคาใหกับบทเรียนเดิมที่ซ้ําซากอยางไมรูจักเข็ด ผมเพิ่งเปลี่ยนแปลงไดเมื่อป 2540 มานี่เองคิ ด ดู เ ถอะว า … ผมจะต อ งเสี ย หายทางด า นความรู สึ ก มากมายขนาดไหน ผมรู สึ ก เซ็ ง เบื่ อ แยหวาดกลัว วิตกกังวล และไรความสุขโดยรวม สวนผลลัพธที่ไดในชีวิตเชนผลการเรียนในชวงกอนการทํางาน และผลการทํางานในชวงกอนวัย 40 นั้น ไมตองสงสัยเลยวามันยอมไมไดเรื่องอยางแนนอนที่สุดแตในวันนี้เมื่อผมไดเขาใจพฤติกรรมของตนเองอยางกระจางแลว ผมไดเปลี่ยนแปลงไปมากราวกับ 104
  105. เปนคนละคนกันเลยทีเดียว พวกเรามีใครเคยเปนอยางที่ผมบรรยายมาไหมละ? หรือวาตอนนี้ก็ยังเปนอยูละมีไหม?ไมเปนไรหรอก…ขอเพียงเขาใจมัน ใหอภัยตัวเองเสีย และเริ่มตนใหมที่จะใชพลังแหงอารมณและเครื่องมือหลาย ๆ อยางในหนังสือเลมนี้ไปจัดการกับมันซะ โดยเฉพาะเรื่องความสัมพันธเปรียบเทียบกันระหวางความพึงพอใจกับความเจ็บปวดที่พวกเราเพิ่งไดอานมา…. เปนเรื่องที่สําคัญมาก ขอใหพวกเราฝกการเชื่อมโยงพฤติกรรมตาง ๆ ของพวกเรากับสมองเสียใหม แทรกแซงความรูสึกพึงพอใจกับพฤติกรรมนิสัยดวยการสอนสมองใหรูสึกรังเกียจพฤติกรรมนิสัยเสียดวยวิธีการฝกซอมสรางจินตนาภาพแบบใหมตามที่ไดกลาวมาแลว แลวพวกเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยของพวกเราไดอยางถาวร และเพื่อใหเปนวิชาการอีกนิด ผมขอสรุปเปนขอ ๆ ดังนี้ 1. การไมลงมือทําในสิ่งที่ตองทําจะคอย ๆ ทวีความเจ็บปวด 2. ในที่สุดมันจะสะสมความเจ็บปวดจนถึงจุดแตกหักทางอารมณที่รูสึกวาทนไมไหว อีกตอไป 3. ความเจ็บปวดที่ระดับทนไมไหวนี้กลายเปนรุนแรงกระตุนใหลงมือปฏิบัติ 4. การลงมือปฏิบัตินําไปสูผลลัพธที่ได… ทําใหความเจ็บปวดทางอารมณบรรเทาลง ไป 5. ผลลัพธที่ได… ทําใหความเจ็บปวดทางอารมณบรรเทาลงไป 6. หวนคืนสูการไมลงมือปฏิบัติและเริ่มตนวงจรซ้ําซากแหงการสะสมความเจ็บปวด อีกครั้ง 105
  106. บทที่ 21การลงเอยที่ยิ่งใหญไมใชความรูแตคือการกระทําความรอบรูนั้นดีแตยังไมพอ สํานวนที่วา “รูไวใชวา ใสบาแบกหาม” นั้น ผมวิจารณอยางตรงไปตรงมาวาทําใหเขวได เพราะวามันชี้ไปในแงที่วา “รูไวก็คงจะไมเสียหายอะไร” ในแงนี้ก็ถูกหลาย ๆ เรื่องแตสําหรับเรื่องการปรับปรุงหรือพัฒนาตนเองนั้น พวกเราตองอยาเปนคนแบบนั้นมากเกินไป กลาวคือรูคือรูเยอะแตไมยอมลงมือทําอะไรสักเทาไหร พวกเราคิดวานาเศราไหมที่ผูคนเรียนจบสูง ๆ ทุกระดับย้ํา… ทุกระดับ บางคนในนั้นไดกลายเปนคนที่ทําอะไรไมคอยไดเลยสํานวนที่วา “ความรูทวมหัว เอาตัวไมรอด” จึงไดเกิดขึ้นตามสิ่งที่เกิดขึ้น มันเปนสํานวนที่ตําหนิและดูถูกอยางชัดเจน แลวจะแกไขไดอยางไร คําตอบคือ “การลงมือปฏิบัติแกไขไดทุกโรค” พวกเราอาจงงวาทําไมมันแกไขไดทุกโรคละ!ออ… ก็เชนโรคไมมีงานทํา โรคทรัพยจาง โรคขี้เกียจสันหลังยาว โรคชวยเหลือตนเองไมได โรคฉันเบื่อและเหงาจังเลย โรคฉันเซ็งและหดหูใจ โรคฉันมันไมเอาไหนเลย และโรคสุขภาพฉันมันไมไดเรื่อง ฯลฯผมขอยืนยันวาการลงมือทําอะไรซะบางสามารถรักษาไดทุกโรคและทุกเรื่องอยางแนนอน ตอใหคนที่ไมรูอะไรเลยกับระบบใหญภายในตัวเอง หากคนคนนั้นมุงเนนไปที่การกระทํา…ผมยกยองวาเขายอดเยี่ยม สวนคนที่ไมยอมทําอะไรเลย ตอใหตอนนี้วิเศษสักแคไหนก็ตาม… อีกไมนานก็ตองตายแลวเพราะวาสุขภาพไมดีและสุขภาพจิตเสื่อมโทรม แตพวกเราแตกตางออกไป พวกเราไดอานหนังสือเลมนี้มายาวไกลและรูแลววาระบบใหญภายในตัวเราทํางานอยางไร พวกเรารูวาระบบใหญมีผลตอกันเปนชั้น ๆ อยางไร และเพราะวาพวกเราสามารถจัดการกับความรูสึกของเราได พวกเรายอมสามารถกลายเปนคนที่มุงเนนการลงมือทําไดอยางแนนอน และดวยการกระทํา มันจะสรางผลลัพธตาง ๆ นานาใหกับเรา เราจะกลายเปนคนที่มั่งคั่งในทุกดานไดก็ดวยผลลัพธที่เกิดขึ้นจากการกระทํา ไมมีอะไรในโลกนี้สําคัญกวาการกระทําของเรา หากเราสามารถตัดสินใจไมยอมหายใจได (การไมกระทําก็คือการกระทําอยางหนึ่ง) เราจะตายภายในสามถึงหานาทีจากการไมยอมทํา โชคดีมากที่ระบบอัตโนมัติ ภายในตัวเราไมยอมเชนนั้นมันรูวาตัวมันเองจะตายถาหากขาดอากาศ และมันจะหายใจใหเองหาไมแลวคนขี้เกียจสุด ๆ คงตองลมตายกันเปนเบือ แตโลกภายนอกแหงความเปนจริงนั้นแตกตางออกไป ไมมีใครชวยทํานั่นทํานี่ใหเราหรอก เราตองทําเอง แมแตพระภิกษุสงฆยังตองออกไปบิณฑบาตเอง นิสัยรักการกระทําจึงคือบทสรุปสุดทายที่แทจริง ทุกสิ่งที่ผมกลาวมาในหนังสือเลมนี้ถือเปนโมฆะหากปราศจากซึ่งการกระทําทั้งปวงการคิดบวกนั้นดีแตไมพอ การยิงคําถามทีดอยูรา ่ ี  ่ํไปก็ยังไมพอ ลําพังความเชื่อที่ยิ่งใหญก็ยังไมพอ การคาดหวังแตสิ่งดีก็ยังไมพอ ทัศนคติเชิงบวกก็ยังไมพอ และแมแตอารมณความรูสึกที่ดีก็ยังไมพอ ทั้งหมดนั้นตองถูกเกื้อหนุนดวยการกระทํา หากไมมีการกระทํา… จะไมมีผลลัพธอะไรเลย โลกของเราจะดุจสวรรคเมื่อผูคนเนนการกระทําเปนหลัก 106
  107. อยางไรก็ตาม นี่ไมไดหมายความวา การที่เราคิดบวก ยิงคําถามที่ดีกวา มีความเชื่อที่ชาญฉลาด คาดหวังในสิ่งดี มีทัศนคติเชิงสรางสรรค และรูสึกดีนั้น ไมมีประโยชน ตรงกันขาม มันทั้งหมดเปนสิ่งจําเปนที่ขาดไมได เพราะวาดวยปจจัยเหลานี้นี่แหละที่จะชวยรับประกันวาพวกเราจะมุงเนนการปฏิบัติไดจริง ๆ สวนใครที่ปราศจากปจจัยเหลานี้ยอมพบกับความสุขและความสําเร็จไดยากเต็มทีแตประเด็นของผมอยูตรงที่… การกระทําคือเปาหมายสุดทายที่พวกเราตองเขาถึงมัน 107
  108. บทที่ 22ไรการปฏิบัติ ปญหาที่แทจริงของคนในโลกโลกใบนี้อัดแนนไปดวยผูคนกวาหกพันลานคน และนั่นยอมทําใหมีปญหามากเปนเงาตามตัว พวกเราพูดกันวา “ประเทศของเรามีปญหาเรื่องความยากจน ปญหาเรื่องการศึกษา โจรผูรายชุกชุม ไรความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ยาเสพติด การพนัน อบายมุข และเรื่องอื่น ๆ อีกนับไมถวน” ผมไมปฏิเสธวาทุกสิ่งที่กลาวมาและอื่น ๆ อีกมากลวนเปนปญหาทั้งนั้น แตการมองปญหาในลักษณะที่เปน“คํานาม” อยางเดียวเชนนี้ยอมแกไขปญหาไดยาก ทางหนึ่งที่จะชวยลดปญหาไดมากคือการสอนใหประชาชนตระหนักรูถึงการมองปญหาในลักษณะของ “คํากิริยา” เสียบาง ลองดูตัวอยางตอไปนี้ 1. สมมติผมพูดวา “ฉันมีปญหาเรื่องเงินไดไมพอใช” ผมอาจเปลี่ยนเปน “บางทีนั่นอาจไมใชปญหาที่แทจริง เปนไปไดไหมวาฉันมีปญหาในเรื่อง การลงมือทํางานที่ยังไมพอเพื่อทําใหตัวฉันมีรายไดมากขึ้น เทาที่ผานมาฉันไดมุงเนนการ กระทําที่เพียงพอจริง ๆ แลวหรือ หากฉันเนนการกระทําใหมากขึ้น ปญหาของฉันจะจบลง ดวยดีไหม? 2. สมมติผมพูดวา “ฉันมีปญหาเรื่องสุขภาพไมดีที่รบกวนฉันบอย ๆ” จะดีกวาไหมหากผมพูดวา “บางทีนั่นอาจไมใชปญหาที่แทจริงเปนไปไดไหมวาฉันมีปญหาใน เรื่องพฤติกรรมของการออกกําลังกายที่ยังไมพอเพื่อทําใหตัวฉันแข็งแรงมากขึ้น เทาที่ผานมา ฉันไดมุงเนนการกระทําที่เพียงพอจริง ๆ แลวหรือ หากฉันเนนการกระทําใหมากขึ้น ปญหา ของฉันจะจบลงดวยดีไหม?” 3. สมมติผมพูดวา “ฉันมีปญหาเรื่องครอบครัวมากจนฉันไมมีความสุขเลย” จะดีกวาไหมหากผมพูดวา “บางทีนั่นอาจไมใชปญหาที่แทจริง เปนไปไดไหมวาฉันมีปญหาใน เรื่องพฤติกรรมของการใหเวลาดูแลเอาใจใสและพูดคุยกับคนในครอบครัวของฉันที่ยังไม เพียงพอเพื่อทําใหครอบครัวของฉันอบอุนและรูสึกดี เทาที่ผานมาฉันไดมุงเนนการกระทําให มากขึ้น ปญหาของฉันจะจบลงดวยดีได 108
  109. คุณผูอานที่รัก ไมวาปญหาของพวกเราจะคืออะไร บางทีมันอาจไมใชปญหาที่แทจริง ตนตอของปญหาจํานวนมากเกิดจากปญหาของการไรซึ่งการปฏิบัติ หรือหากปฏิบัติก็อาจนอยเกินไปจนไมเพียงพอ คนในโลกตกอยูในมายาหรือภาพลวงตาวาพวกเขาออกไปจากปญหาไมได และแทนที่จะลงมือทําอะไรเสียบาง พวกเขาจํานวนมากกลับใชเวลากับการโอดครวญ ตําหนิหรือตอวาทุกสิ่งยกเวนตนเอง พวกเขาชอบอยูนิ่ง ๆ เศราสรอย หดหูใจ เซ็ง เบื่อหนาย เหงา รองใหแลวก็รองให และลมตายไปอยางคนสิ้นหวังเพียงลําพังคนเดียวเงียบ ๆ ขอพวกเราอยาไดเพิ่มประชากรเชนนั้นดวยการรวมตัวเองเขาไปอีกเลย จงลุกขึ้นยืน และยืนขึ้นเพื่อตัวเอง พวกเราจงสะบัดแขงสะบัดขาและรีบเรงที่จะมุงเนนการลงมือทํามาก ๆ กับเรื่องราวทุกดานของชีวิตใหครบครัน จงมองไปที่รางกายและมือของเราวามันถูกออกแบบมาใหมีความสามารถในการกระทําเหนือสรรพสัตวทั้งปวง และไมวาพวกเรากําลังเผชิญกับสถานการณใด ๆ ก็ตาม จงทองใหขึ้นใจไวเสมอวา “บางทีฉันอาจไมมีปญหาอะไรเลยก็ไดหากฉันเนนที่การปฏิบัติในทุกเรื่องราวของชีวิตฉันใหมากพอ” และจําอีกหนึ่งประโยคทองที่วา “การลงมือปฏิบัติรักษาไดทุกโรค แกไขไดทุกเรื่อง” 109
  110. บทที่ 23เขาแทรกแซงระบบใหญเทาที่ผานมา ผมไดอธิบายระบบใหญภายในตัวเราที่เกี่ยวกับความคิดการใชคําถาม ความเชื่อ การคาดหวัง ทัศนคติ ความพึงพอใจ และความเจ็บปวด และการกระทําที่สอดคลองไปตามความรูสึก ซึ่งจะนําไปสูผลลัพธตาง ๆ ที่พวกเราไดรับ ผมบอกวาถาเราเปลี่ยนแปลงสิ่งเหลานั้น ในที่สุดชีวิตของพวกเราก็จะเปลี่ยนไป และเพราะวาเรารู แลวว า ระบบใหญภายในตัวเราทํางานอยางไร เรายอมสามารถเปลี่ยนแปลงปจจัยเหลานั้นโดยเจตนาได มีคําอยูคําหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดสําหรับผม นั่นคือคําวา “เขาแทรกแซง” การที่ผมเปลี่ยนไปอยางมหาศาลและรวดเร็วนั้นเพราะวาผมเขาแทรกแซงระบบใหญของตัวผมเอง เชน แทนที่จะปลอยความคิดของผมเปนอยางอดีต ผมกับเขาแทรกแซงความคิดดวยการปอนขอมูลใหมใหกับมันโดยความจงใจของผม หรือการบอกกับสมองวาผมจะเอายังไงบางกับชีวิตแมวาสมองจะคิดเกง แตผมไดเขาแทรกแซงสมองโดยเจตนา ผมใหทิศทางกับมันมากกวาเดิมเยอะ ผมกํากับการคิดของมัน ผมแทรกแซงมันดวยการสั่งสมองใหนึกภาพในใจตามที่ผมสั่ง นั่นเทากับวาผมสั่งสอนมันแทนที่จะปลอยใหมันเปนไปตามธรรมชาติ ผมเขาแทรกแซงคําถามที่ผมใชใหมันทรงพลัง ผมแทรกแซงระบบใหญโดยยิงคําถามใหม ๆกับมัน ผมใชพลังแหงคําถามที่ชี้นําและใหทิศทางในการคิดกับสมอง ผมแทรกแซงมันโดยไมปลอยใหมันถามคําถามโง ๆ อีกตอไป ผมฝกมันโดยสอนมันวาคําถามอะไรบางที่ตองใชบอย ๆ และอะไรบางที่ตองหยุดถาม ผมสนุกกับการแทรกแซง หากผมไปแทรกแซงคนอื่น ผมอาจถูกตราหนาวา “เสือก” แตการแทรกแซงระบบใหญของตนเองนั้น เปนเรื่องที่ดีที่สุดที่มนุษยควรทํากับตนเอง และผมจะแทรกแซงสมองและจิตใจของผมไปตลอดกาล ผมเข าแทรกแซงความเชื่อโดยการคัดสรร แบบไหนที่มี พลังก็ เก็บไว แบบไหนไรพลังผมก็สั่นคลอนมันและปลดมันทิ้งซะ นอกจากนี้ผมยังแทรกแซงใหสมองสรางความเชื่อใหม ๆ ที่ตอบสนองตอความตองการของผมมากขึ้น ผมแทรกแซงการคาดหวังของผม ผมสั่งใหสมองมีทางเลือกเดียวคือ คาดแตสิ่งดีไวกอน ผมเปนหมอดูที่ทํานายเฉพาะชะตาชีวิตของผมคนเดียวเทานั้น ผมไมเสียเงินใหหมอดูคนอื่นเพราะวาผมรูจักระบบใหญภายในตัวผมดียิ่งกวามนุษยคนไหนในโลก ผมไมเสี่ยงเซียมซี เพราะวาผมอานแตถอยคําดี ๆ ที่ผมพกติดตัวไว ผมฝกสมองใหคาดหวังอยางเลอเลิศวาชีวิตจะสวยสดงดงามและสิ่งดีกําลังอยูในเสนทางของมันที่ตรงเขามาหาผม และผมก็กําลังอยูบนเสนทางที่ตรงเขาไปหามัน ผมแทรกแซงบอยครั้งดวยเทคนิคการสรางจินตภาพ 110
  111. ผมแทรกแซงเขาทัศนคติของผม ผมสั่งสมองใหใชเฉพาะมุมมองหรือความคิดเห็นที่มันเปนประโยชนอยางแทจริง นอกนั้นก็จงอยาไดไปริเปนอันขาด ผมบอกสมองวาการกระทําอะไรก็ตามที่มันขวางโลก ขวางตัวเอง ก็จงยุติเสียเพราะวาผมไมอนุญาต จะวาไปแลว เรื่องที่ผมเขาแทรกแซงระบบใหญไดรุนแรงมากที่สุด ก็คือเรื่องความรูสึกของผมผมเปลี่ยนไปอยางมหาศาลก็เพราะเรื่องนี้ ผมฝกที่จะรูจักกกับความรูสึกเชิงบวกอีกหลาย ๆ แบบสมองและจิตใจของผมมันโง มันไมจําเจหรือเบื่อหรือไงกับอารมณความรูสึกเจ็ดแปดอยางที่ผมมีประสบการณมากวาสี่สิบปแลว ผมจึงตองแทรกแซงมัน ไมงั้นมันก็จะรูสึกไดเทาเดิมหรือแบบเดิม ผมเปดเพลงและดิ้นสุดเหวี่ยงแตเชามืด… สมองจะไดรูวามันเปนความรูสึกยังไงกับภาวะสุดเหวี่ยง ผมเลิกนิสัยกินอาหารจําเจเพื่อแทรกแซงใหสมองไดชิมความรูสึกใหม ๆ เสียบาง ผมไปดูหนังสัปดาหละหนึ่งเรื่องเพื่อทําใหสมองมันรับรูวามันจะรูสึกอยางไรเมื่อเทียบกับการดูหนังที่บาน ผมออกไปเรียนภาษาจีนก็เพื่อจะรูสึกวามันรูสึกดีแคไหนกับการไดพูดกับคนอื่นดวยภาษาที่สาม ผมตีปงปองกับลูกทุกวันเพื่อเรียนรูอีกครั้งวาความสนุกสนานแบบเด็กที่ผมลืมไปคืออะไร (เด็กชางสนุกสนานงายจริง ๆ ) ผมตะโกนเสียงดังในรถบอย ๆ ก็เพื่อปลุกใจใหมันรูสึกกระตือรือรนและฮึกเหิม ผมไปที่รานหนังสือบอย ๆก็เพื่อไดเห็นหนังสือเลมใหมมากมายที่ออกอยูเรื่อยและผมรูวานิสัยรักการอานของผมจะทําใหผมไมมีวันเหงา ผมเลนหมากลอมวันละหนึ่งกระดานทางอินเตอรเนตเพื่อลับคมสมองใหมันฉับไวอยูเสมอผมเดินบนลูวิ่งสายพานวันละสามถึงหากิโลเมตรก็เพื่อสอนใหจิตใจมันชื่นบานและรับรูวาผมแข็งแรงขนาดไหน ผมเต น แอโรบิ ค เพื่ อ สอนให ส มองมั น รู ว า … การเคลื่ อ นไหวอย า งไร ขี ด จํ า กั ด นั้ น จะใหความรูสึกดีอยางไร เชื่อมั่นอยางไร และกระทบตอความรูสึกโดยรวมอยางไรและอื่น ๆ อีกมากมายเหลื อ เกิ น ที่ ผ มจงใจทํ า สิ่ ง หลากหลายเพื่ อ แทรกแซงระบบใหญ ข องผมให มั น มี ป ระสบการณ กั บความรูสึกดีหลายแบบ เชน ตื่นเตน เราใจ ซาบซา ชื่นบาน กระฉับกระเฉง ปติยินดี ราเริง พึงพอใจ และยิ้มแยมแจมใส คุ ณ ผู อ า นที่ รั ก คํ า ว า “การเปลี่ ย นแปลง” นั้ น มี ผู ค นใช กั น ดาษดื่ น ทั่ ว ไป ส ว นคํ า ว า “เข าแทรกแซง” มักถูกมองในแงลบ อยางไรก็ตามหากจะมีความคิดใดที่ทรงพลังและเฉลียวฉลาดที่สุดสักความคิดหนึ่งแลวละก็… นั่นก็คือการเขาไปแทรกแซงระบบใหญภายในตัวเราดวยตัวเราเอง ถามวาทําไมตองแทรกแซงนะหรือ? การรอคอยใหระบบใหญเปลี่ยนแปลงเองนั้น… ไมรูวาเมื่อไหร แตการเขาแทรกแซงคือการเขาไปเปลี่ยนเดี๋ยวนี้ แลวแทรกแซงไปทําไมละ? ก็เพื่อใหความคิด กรอบความคิดคําถามที่ใช ความเชื่อ การคาดหวัง ทัศนคติ อารมณความรูสึก การกระทํา และผลลัพธตาง ๆ ดีขึ้นอยางกาวกระโดด ผมเชื่อมั่น 100% วา การเขาแทรกแซงในเชิงสรางสรรคตอระบบใหญภายในตัวเราโดยเจตนา คือแนวความคิดที่สูงสงที่สุด ประการหนึ่งแหงสติปญญามนุษยทีเดียว เมื่อพวกเราไดเดินทางกาวไกลมาถึงที่นี่ในหนานี้ พวกเราสามารถเขาใจตนเองและมีเครื่องมือหลายตัวไวใชในการดําเนินชีวิต บัดนี้มันถึงเวลาแลวที่พวกเราจะกาวเขาสูภาคที่ 3 ซึ่งเปนภาคที่วาดวยเทคนิคการดึงดูด 111
  112. ทุกสิ่งที่เราตองการใหเขามาหาเรา เมื่อพวกเราไดศึกษาจนทะลุปรุโปรงแลว เราจะรูสึกวามันงายกวาที่คิดไวเยอะ ไปลุยกันเถอะพวกเรา 112
  113. ภาคที่ 3วิธีดึงดูดสิ่งที่คุณตองการ 113
  114. บทที่ 1อํานาจที่กระตุนใหมนุษยลงมือทําอะไรเลาที่อยูเบื้องหลังเราที่คอยผลักดันใหเราทําโนนทํานี่อยูเรื่อย อะไรเลาที่คนทุกชาติทุกภาษาลวนเหมือน ๆ กันนอกจากการมีรางกายและจิตวิญญาณ แรงขับหรือแรงผลักดันใหพวกเราลงมือกระทําก็คือ “ความขาดแคลนหรือความจําเปนทั้งเจ็ด” ที่พวกเราจําเปนตองไดมามิเชนนั้นแลวพวกเราจะอยูรอดไมไดหรือไมมีความสุขเลย พวกเราไปดูกันหนอยวา “ความขาดแคลนหรือความจําเปนทั้งเจ็ด” มีอะไรบางที่เปนแรงขับใหเราอยูนิ่งไมได 1. ความแนนอนเพื่อการอยูรอด สําหรับอากาศ และน้ําดูไมนาเปนหวงเพราะวามันมีมากอยูแลวในธรรมชาติ แตอาหารสิใช เลย สมมติวาผมและพวกเราไมมีความแนนอนแมแตอาหารมื้อถัดไป พวกเราก็จะไมคิดอะไร เลยนอกจากจะหาหรือเอาหรือไดอาหารมื้อถัดไปนี้ไดอยางไร? ความขาดแคลนนี้ (หรือความ จําเปนนี้) จะเปนตัวขับใหเราลงมือทําทุกอยางเทาที่เราจะทําไดเพื่อสิ่งนี้กอน ฉะนั้น อาหาร เสื้อผา ที่อยูอาศัยและยารักษาโรค (ปจจัยสี่) คือพลังขับเคลื่อนชีวิตที่กระตุนใหคนเราลงมือ เพื่อสรางความแนนอนในสิ่งเหลานี้กอน ตราบใดที่ปจจัยสี่ยังไมแนนอน ตราบนั้นมันก็จะเปน ตัวกระตุนตลอดกาล ลองจินตนาการวาพวกเราไมมีอะไรจะกินอยางสิ้นเชิงแมแตขาวสักจาน ดูสิ ทุกลมหายใจเขาออกและทุกขณะจิตของพวกเราจะคิดและหมกมุนถึงอะไร? และตอให พวกเราพอมีอันจะกินอยูบาง แตยังอัตคัดขัดสนอยูมาก สมมติวาพวกเราเปนคนแบบที่หาเชา กินค่ําจริง ๆ แลวพวกเราจะวิตกถึงอะไรละ… ก็ความแนนอนเพื่อการอยูรอดไง และเจาสิ่งนี้ จะเปนตัวกระตุนใหเราดิ้นรนเพื่อความอยูรอดไปเรื่อย ๆ อะไรละที่ผลักดันใหพวกเราลงมือ ทํางานทุกประเภทได ก็อาหารเครื่องนุงหม ที่คุมหัวนอน และยารักษาโรคไง คนจํานวนเยอะมากยังอยูในสภาพนี้คือดําเนินชีวิตดวยแรงกระตุนตัวนี้มากที่สุดแม การกระทํ า อาจหลากหลายและแตกต า ง แต แ รงกระตุ น คื อ ตั ว เดี ย วกั น ต อ ให เ ป น ผู ค นที่ ตางชาติ ตางภาษา ตางวัฒนธรรมและจารีตประเพณีก็ตาม แตความขาดแคลนเรื่องปจจัยสี่ หรือการขาดแคลนเรื่องความแนนอนเพื่อการอยูรอดนี้ เปนความจําเปนที่เราตานทานไมได และมันจะเปนแรงกระตุนที่เหมือนกันทั่วโลก ทําไมคนทั่วโลกถึงคลั่งเงินกันนักละ? คําวา “เงิน” นี้…โอ มันชางสรางอารมณไดมากละ? ก็เพราะวาคนทั้งโลกรูวามันเปนสื่อกลางในการ นําไปแลกสิ่งที่พวกเขาขาดแคลนหรือไมมีไดฉะนั้น คนเราจึงถูกสงไปเรียนหนังสือโดยพอแม ของพวกเขาหวังวามันจะเพิ่มโอกาสในเรื่องความแนนอนของการอยูรอด และในขณะเดียวกัน 114
  115. ก็เพิ่มโอกาสที่จะไดความแนนอนเขามาตุนไวมาก ๆ คนจํานวนมากคลั่งเงินก็เนื่องจากวามันเปนแรงกระตุนตัวแรกนั่นเองและเมื่อคนเรามีปจจัยสี่จนลนเหลือแลว แรงกระตุนในดานนี้ก็จะลดลงหรืออาจหมดลงไปเลยก็ได โปรดจําไววามนุษยสนใจแตสิ่งที่เขาตองการ (คําวา “ตองการ” นั้น มันแปลวา “ฉันยังขาดแคลนมันอยู”) และมีแต “สิ่งที่ตองการ” เทานั้นที่กระตุนหรือเปนแรงขับใหมนุษยลงมือทําเพื่อลบความขาดแคลนนั้นออกไป หาไมแลวสิ่งนี้ก็จะกระตุนเขาไดอยูตลอดไปตราบใดที่เขายังตองการมันอยู พวกเราลองคิดดูสิ หาดพวกเราพูดวา “ฉันไมตองการไอนี่” แลวเปนไปไดไหมวาพวกเราจะยอมลงมือทําเพื่อใหไดมันมา… ไมมีทาง ตรงกันขามที่พวกเราทํางานกันสารพัดนั้น ก็เพราะพวกเรารูวา พวกเราจําเปนตองหาเงินเพื่อสรางความแนนอนไวระดับหนึ่งเสมอ ไมงั้นพวกเราก็จะรูสึกวาวิตกกังวลและไรสุข อนึ่ง ความจําเปนในเรื่องความปลอดภัยนั้น มันก็คือความแนนอนอีกอยางหนึ่งที่เปนแรงขับหรือแรงกระตุนใหพวกเราลงมือทําในสิ่งที่สอดคลองจําเปน แตผมจะละไวในฐานะที่พวกเราพอเขาใจกันดีอยูแลว2. ความหลากหลายเมื่อพวกเรามีความแนนอนจนมากไป พวกเราจะเปนไง… ความเบื่อหนายไงสมมติวาตัวผมนั้นไดกินไอศกรีมรสวนิลา ทุกวัน เนนทุกวัน ผมยอมเบื่อบางเปนธรรมดา หากนองสาวผมขับรถมาที่บานผมแลวซื้อไอศกรีมวนิลามาฝากผมอีก ผมจะรูสึกไง…เฮออออ เซ็งวะ จะเปนไงถาเผอิญเปลี่ยนเปนรสชาเขียว อืมมมม เยี่ยมไปเลย ในทํานองเดียวกัน ถาพวกเรามีเสื้อสีน้ําเงินกวา 100 ตัวแลว และใสสีนี้ทุกวัน พวกเราจะจําเจไหม? แลวสีอื่น ๆ อีกมากมายละหายไปไหนหมด ฉะนั้นเมื่อถึงจุดอิ่มตัว สีน้ําเงินดึงดูดใจพวกเราไมไดอีกตอไปแลว ฉะนั้นความหลากหลายตางหากที่จะสามารถกระตุนใหพวกเราลงมือทําเมื่อเราผานสภาวะความแนนอนไปแลว พวกเราอยากไดอะไรที่มัน “เซอรไพรส” (ความประหลาดใจหรือสิ่งที่คาดไมถึง) หนอยทั้งนี้เพราะวา ภาวะความหลากหลายนั่นเองที่พวกเราขาดแคลน มันจึงกลายเปนความจําเปนที่กระตุนใหเราลงมือทําไดลองพิจารณาสิ่งเหลานี้ดู ผมขับรถไปพักผอนที่หัวหินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศจากการหมกตัวอยูที่กรุงเทพฯนานเกินไป ผมตองการความหลากหลายซะบาง มันจึงกระตุนผมใหลงมือเดินทางไปได นี่ถาผมไมมีแมแตอาหาร ขนมปงสักกอนที่จะยัดใสทอง ผมจะมาสนใจเรื่องการขับรถไปหัวหินเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศไดหรือ! เห็นไดชัดวาผมไดผานพนสภาวะของการขาดแคลนความแนนอนไปแลว แตในบางขณะผมรูสึกวาผมขาดแคลนความหลากหลาย ดังนั้นผมจึงทําไปตามแรงขับตัวนี้ในบางโอกาส 115
  116. ที่นักดนตรียังแตงเพลงใหม ที่ผมยังเขียนหนังสือเลมใหมที่โรงหนังรีบเปลี่ยนโปรแกรมหนังใหม ที่คนเราเปลี่ยนโทรศัพทมือถือรุนใหมอยูเรื่อย ที่พวกเราตัดผมทรงใหม ยอมสีผมใหมๆ ที่ผมและพวกเราไปช็อปปงกันบอย ๆ ที่พวกเราบางคนไปโดดแมแตบันจี้จัมป เลนสกี ดําน้ําเที่ยวทะเล ปนภูเขา ไตหนาผา เลนเครื่องบิน บังคับวิทยุ ไปขี่มา ไปซอมยิงปน ไปฝกเตนรํา ไปเรียนภาษา ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือความหลากหลายที่พวกเราตองการ หากวาตอนนี้พวกเราทั้งเนื้อทั้งตัวเหลืออยู 20 บาทจะเปนไง… ความหลากหลายจะไมมีวันกลายเปนตัวกระตุนหรือแรงขับใหพวกเรามือปฏิบัติอะไรก็ตามเพื่อใหไดพวกมันมาเปนอันขาด3. อยากไดรับความสําคัญนอกจากที่เราตองสนองความจําเปนสองประการแรกแลวเรายังอยากใหตัวเรามีความหมาย มีความสําคัญ ที่เราทํางานก็เพื่อความมั่นคง แตเมื่อเรามีฐานะทางการเงินที่มั่นคงมากขึ้นแลวเงินเดือนสูงหรือสภาวะรายไดดีเพียงลําพังยอมกระตุนเราไดนอยลง เรายังอยากมีเกียรติยศ มีศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจไดรับการยอมรับนับถือ และความรูสึกอื่น ๆ อีกมากเกี่ยวกับวา …เรานั้ น ก็มี ความสํา คัญและมีตั วตนอยู แรงกระตุน ตัว นี้แหละที่ บงการเราใหทําหลายสิ่ง ที่ตามปกติเราจะไมทํา แตบางทีเรายอมเสียสละและทุมเทเพราะอะไรละ? หากวานั่นอาจนํามาซึ่ง “การไดเปนคนสําคัญ” เราก็อาจยอมทําเพราะวาความขาดแคลนในดานนี้อาจกําลังเปนแรงขับดันหลักถาหากวาเราปรารถนามัน และเผอิญวาในตอนนั้นความขาดแคลนในดานอื่นไมไดรบกวนเรามากจนเกินไป นี่จึงเปนเหตุผลที่วาทําไมบริษัทใหญถึงตองจัดงานประกาศเกียรติคุณอยูเรื่อย มีการมอบโล มอบถวย ทําปายประกาศใหทุกคนรู และมอบรางวัลที่พิเศษบางอยางให บริษัทเหลานี้รูดีวาคนบางคนเอาแตเงินไปกระตุนไมคอยได แตเอา “ความรูสึกวาฉันสํา คัญ” ไปกระตุนได คนบางคนทํางานถวายหัวเมื่อรูสึกวา “ฉันไดรับการยกย องและยอมรับ” เปรียบเหมือนกับมาที่มันจะกินน้ําเพราะวามันกระหาย คนเราหากกระหายอะไรก็ตาม คนเราก็จะลงมือทําทุกอยางเพื่อดับความกระหายนั้น มันจึงเปนสิ่งที่จะมองขามไมได ในเรื่องอื่นก็เชนกัน การที่เราจะไปขอรองใหใครชวยเหลือ หรือรวมมือกับเรานั้น การบังคับยอมทําไดยาก แตการปฏิบัติตอพวกเขาอยางคนสําคัญยอมเปนกลยุทธที่ชาญฉลาด มีหลักคําสอนที่ดีมากประการหนึ่งสอนไววา “จงปฏิบัติตอคนอื่นอยางที่เราอยากใหเขาปฏิบัติตอเรา” ฉะนั้นถาอยากไดรับความรูสึกวา “ฉันเปนคนสําคัญ” กลับมา จงมอบความรูสึกวา“คุณเปนคนสําคัญ” ตอคนอื่นเสมอ หากวาใครก็ตามที่ปฏิบัติตอเราอยางไมแคร ไมสน และไมแยแส แลวเราละ เราก็มักจะไมแคร ไมสน ไมแยแส และไมอยากเขาใกลคนแบบนั้นไมใชหรือ? อยางไรก็ตาม ผมอยากใหพวกเรามุงเนนและเขาใจ “การไดเปนบุคคลสําคัญ” ยอมเปน 116
  117. ความตองการของผูคนเสมอ ไมวามันจะซอนอยูตื้น ๆ หรือลึกสุดที่กนบึ้งแหงหัวใจของพวกเขาก็ตาม อนึ่ง มีสิ่งหนึ่งที่แมไมเกี่ยวของโดยตรง แตผมอยากใหขอมูลเพื่อใหพวกเรารูวา…มนุษยมีความสําคัญขนาดไหน ประเด็นแรกคือ การตั้งครรภของสตรีทานใดก็ตาม สิทธิ์ที่วาดวยการทําลายเด็กในครรภทิ้งไดหรือไมนั้น เปนปญหาโลกแตกที่ถกเถียงกันมานานและมีขอกฏหมายที่ซับซอนมาก นักปรัชญาเถียงกันมานานยังหาขอสรุปไมไดเลย เพราะวามันมีคําถามมากจริงหายขอ เชน ตัวออนในครรภมารดาถือวาชีวิตเปนมนุษยตั้งแตเมื่อไหร?คําถามนี้ก็อวกแลววาจะตอบอยางไร คําถามที่สอง ถาในกรณีที่เลือกรักษาชีวิตคุณแมไดแตลูกในครรภตาย และกลับกัน ถารักษาลูกในครรภไวไดแตคุณแมก็ตองตาย ใครตอบไดวาชีวิตไหนกันแนที่มีสิทธิ์อยูไดตอไป? ในเชิงความรูสึกเราอาจตอบวาแมสิที่ตองมีสิทธิ์อยูตอไปแตถาเจาเด็กทารกมันพูดไดละก็ มันอาจไมเห็นดวย ที่ยุงไปกวานั้นคือ ถาตัวคุณแมเองยอมตายละ…คุณหมอมีสิทธิ์ทําตามคําขอนี้หรือ? คุณหมอจะพนความผิดฐานฆาคนตายโดยเจตนาไดหรือ?มมติคุณแมคนนี้ทนไมไดจริง ๆ หากลูกของเธอตองตาย แลวเธอดึงดันกับคุณหมอตอไปวาถาไมรักษาลูกฉันไว ฉันจะฆาตัวตาย คราวนี้อาจจะมีการตายเพิ่มเปนสอง… ปวดหัวไหมแบบนี้? บางทีเมื่อพวกเราไดเขาใจถึง “สิทธิ์ของเสียงขางนอย” พวกเราอาจยิ่งเขาใจวาความเปนมนุษยนั้นสําคัญยิ่ง แมวาประเทศสวนใหญปกครองดวยระบบประชาธิปไตยที่ใชเสียงขางมากเปนใหญก็ตามแตนั้นไมไดแปลวาไมมีขอบเขตโดยเฉพาะอยางยิ่งเมื่อตองเกี่ยวของกับความเปนความตายของผูคน สมมติวาผมอยูในชุมชนแหงหนึ่งที่มีประชากร 10 คน และสมมติวาโดยที่ไมมีเหตุอันใด จู ๆ คนทั้งเกานั้นไดประชุมกันวา “พวกเราลงมติเปนเอกฉันทถึงเกาเสียงวานายวันชัยตองตายไปซะ” สิ่งที่ผมจะพูดคือ “มีอยูหนึ่งเสียงที่ไมเห็นดวย… คือตัวผมเองไง” เพียงเทานี้ผมก็จะปลอดภัย นี่แหละคือตัวอยางหนึ่งของ “สิทธิ์ของเสียงขางนอย”ดังนั้น ถาหากวาจะมีผูคนจํานวนหนึ่งในโลกนี้ที่บาขนาดลารายชื่อเพื่อลงมติวา “ชีวิตของพวกเราแมเพียงแคใครสักคนหนึ่งก็ตามไมสําคัญ” ขอใหพวกเราจงปฏิบัติโตตอบกลับไกดวยความโคตรสงบและโคตรเรียบงายวา “แตมีอยูเสียงหนึ่งที่ไมเห็นดวย… และเสียงนั้นคือเสียงของฉันเองโวย… ไอพวกบา” คุณผูอานที่รัก มันเปนเรื่องปกติที่พวกเราตองการความสําคัญในระดับใดระดับหนึ่งเสมอ ตอนนี้เราไปดูความจําเปนหรือความตองการที่เหลือกันเถอะ 117
  118. 4. อยากมีความสัมพันธ อยากมีการเชื่อมโยงถึงจุดหนึ่ง เรายอมอยากมีคนรัก อยากเปนที่รัก อยากมีเพื่อนรักอยากมีครอบครัวที่อบอุนอยากจะอยูกับใครบางคนไปชั่วชีวิต อยากตั้งหลักปกฐาน อยากเปนฝงเปนฝา อยากแตงงานแลว ฯลฯ มันเปนธรรมชาติที่ชายหญิง นั้นดึงดูดกัน เมื่ อความจําเปนในด านอื่ นไดรับการตอบสนองแลว บางครั้งแรงขับดันที่ยิ่งใหญตอการกระทําทั้งปวงของพวกเราคือการแสวงหาความรัก วรรณกรรมมากมายเขียนเรื่องเกี่ยวกับความรัก จะมีตํานานเกาแกเลาขานถึงความรักแทมากมาย เชนถาเปนของจีนก็เชน เรื่อง “มานประเพณี” ที่ตอนจบฝายชายคือ หลียงซานปอและฝายหญิงคือจูอิงไถ ตองมาตายตามกันไปในเมื่อไมสมหวังในความรักและกลายเปนผีเสื้อสองตัวบินเคียงคูกันไป ผมขอแนะนําใหพวกเราหาซื้อเพลงนี้มาลองฟงดูเพราะวามันไพเราะมาก (ชื่อเพลง The Butterfly Lovers Concerto) สวนตอนที่ผมยังเด็ก จําไดวาเคยไปดูหนังฝรั่งเรื่อง “ove Story” ที่แสดงโดย ไรอัน โอนีล และอาลี แม็กกรอว หนังเรื่องนี้มีสโลแกนที่ผม ไมมีวันลืมวา “หากจะรัก จงอยาลืมคําวาเสียใจ” สวนของไทยยิ่งมีเยอะเขาไปใหญ แตผมขอไมเอยถึงก็แลวกัน ยิ่งไปกวานั้น หนังสือในลักษณะรักกันยาวนานขามชาติกันไปเลยก็ขายดิบขายดีเปนเทน้ําเททา ไมวาจะเขียนโดยคนไทย หรือฝรั่ง หรือจีน ถาเปนของจีนก็เชน“เดชนางพญางูขาว” เรื่องนี้ผมบังเอิญไดดูตอนเด็ก แตเหม็นขี้หนาพระอาจารยฟาไห (ตามทองเรื่อง) ที่ยุงเรื่องหนุมสาวเคาจะรักกันไมเขาเรื่อง มีอยางที่ไหนแทนที่มุงเนนหนทางแหงการรูแจง ดันไปยุงเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ พระอาจารยฟาไหไดกอกรรมหนักโดยจับปศาจงูขาวไปขังไวในเจดียขนาดจิ๋วที่อยูในกํามือของเขา และจะใหพระเอกของเรื่องบวชทาเดียว เดาสิวาเกิดอะไรขึ้น พระเอกของเราทนไมไหวก็เลยเอาหัวพุงชนหินผาตาย และวิญญาณไดพบกับศรีภรรยางูขาวของเขาในสวรรค หนังสือแนวรักขามชาติขามภพเปนหนังสือขายดีเพราะวาอะไรละ คําตอบนั้นงายมาก อันวาหญิงชายไมของเกี่ยวกับความรักเลยจะมีหรือ? (ยิ่งไปกวานันคน ้ไมนอยเชื่อในเรื่องบุพเพสันนิวาสหรือคูแทอะไรแบบนั้น เชนคําพังเพยที่วา “คูกันแลวยอมไมแคลวกัน” แตพอเลิกรากันไปก็พูดวา “ก็มันหมดวาสนากันแคนี้ ก็มันทําบุญรวมกันมาเทานี้”สรุปวาคําอธิบายจนไดทุกยุคทุกสมัย คําสอนที่วา “จะจีบสาวใหหมั่นเกี้ยว” ยอมบอกเปนนัยวาอยากไดความสัมพันธมันตองขยันหนอย แตจะขยันไดก็ตอเมื่อมันตองมีแรงขับหรือกระตุนของความขาดแคลนที่อยูเบื้องหลังใหลงมือทําเสมอ ทุกวันนี้ หลายคนไมมีความสุขเพราะไมสมหวังในความจําเปนเรื่องนี้ หลายคนที่ผมรูจักที่ดูเพรียบพรอมไปหมดกําลังทนทุกข พวกเขาบอกผมวา “ชีวิตของฉันวางเปลา ฉันไมมีใครเลยสักคน ฉันไมมีคนรูใจ ฉันอยากแตงงานแลวแตฉันหาคนที่เหมาะสมไมได ฉันพยายามแลวนะ แตมันไมเคยลงตัว และตอนนี้ฉันเหงาและหดหูใจมากกับเรื่องนี้ บางครั้งฉันรูสึกอยาก 118
  119. ฆาตัวตายนะ” นี่คือเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนไมนอยเลย มันเปนเรื่องปกติมากที่คนเราอยากมีครอบครัว และตราบใดที่ความปรารถนานี้ไมไดรับการตอบสนองจะไมมีอะไรในโลกนี้ทําใหพวกเขาสนใจไดมากกวาการไดรับความสัมพันธอยางแนนอน อะไรละที่พวกเราขาดในตอนนี้เงินรึ ? ความหลากหลายรึ? ความสําคัญรึ? หรือวาความตองการสรางสัมพันธ… มันคืออะไรกันแนที่ผลักดันเราไดมากที่สุดใหลงมือทําในตอนนี้ อยางไรก็ตาม อยาไดเขาใจผิดเชียววา… คนเปนโสดแยทุกคนเปลาเลย… มันไมไดแยขนาดนั้น เพื่อนผมอีกหลายคนไดใชชีวิตโสดที่เชื่อมโยงกับความสัมพันธในรูปแบบอื่น ที่เห็นไดชัดคือ เขามีเพื่อนฝูงมากกวาผม พวกเขาสังสรรคกันบอย ไปรองเพลงดวยกัน ไปออกกําลังกายดวยกัน ไปเตนรําดวยกัน ไปตางประเทศบอยกวาผมบางคนกําลังเรียนเพิ่มเติมอีกและไดพบเพื่อนใหมมากขึ้น พวกเขาไปสโมสร ไปดื่ม ไปเฮฮาปารตี้ บางคนก็จมอยูกับโลกศิลปะพวกเขาสรางความสัมพันธกับสิ่งไมมีชีวิตมากกวาสิ่งมีชีวิต แตมันก็สําคัญมากสําหรับเขา เพราะเขาทํามันเพื่อตัวเขาและโลกนี้ และยังมีกิจกรรมอีกมากที่จาระไนไดไมมีวันหมด สิ่งเหลานี้ถือไดวาเปนการสรางการเชื่อมโยงหรือความสัมพันธที่อาจเปนไปไดทั้งสิ้น พวกเขาจะพยายามเติมในสิ่งที่พวกเขาคิดวาขาดและจะรูสึกวาชีวิตไมไดวางเปลาจนทนไมได บางครั้งพวกเขาอาจมี ความสุ ขมากกวา คนที่มี ค วามสุ ข มากกว า คนที่มี ค รอบครั ว ก็ไ ด มั น เป น สิ่ งเปรียบเทียบที่ตัดสินตามใจชอบไมไดหรอก ใครจะกลาพูดวา “คนแตงงานมีความสุขมากกวาคนเป น โสด” ได ล ะ ? แต ผ มสรุ ป ได ว า พวกเราจะมี ค วามต อ งการในการสร า งรู ป แบบของความสัมพันธเสมอ ไมวากับคน วัตถุ หรือนามธรรม ๆ ก็ตาม และเราจะรูสึกโอเคไดก็ตอเมื่อเราไมไดรูสึกวา… เราขาดแคลนอยางสิ้นเชิง ไมเชนนั้นแลว เราจะทุกขทรมาน โปรดจําไววา… ความตองการหรือความขาดแคลนจะหายเปนปลิดทิ้งหรือหมดความสําคัญลงไปเลย… เมื่อเราไดมันมาแลว คุณผูอานที่รัก มีเรื่องนาอายนิดหนอยเรื่องหนึ่งที่ผมจะเลาใหฟง ผมนั้นคลั่งไคลอยากไดเพลงฝรั่งชื่อ “father of days father of nights” ครั้นผมไดมันมา ความขาดแคลนของผมก็หมดไปความอบอุนใจวามันอยูกับผมแลวไดทําใหผมไมใสใจกับมันอีกตอไป มันราวกับวาผมไมไดตองการมันสักเทาไหรเลยทั้ง ๆ ที่เมื่อกอนอยากไดสุด ๆ แตดูสิพอไดมาแลว ความรูสึกก็ลดลงไปมากอยางไมนาเชื่อ อยูมาวันหนึ่งผมจะเอามันมาเปดฟงแตวาหามันไมพบ ความขาดแคลนไดเกิดขึ้นในทันที แลวผมก็รูสึกวาชางตองการมันมากเหลือเกิน ทุกวันนี้ผมก็ยังรูสึกวาตองการมันอยู เพราะวาความขาดแคลนที่เกิดขึ้นยังไมไดสะสาง มันจึงไมหมดไปจากใจผมสิ่งที่ผมเลานี้เพื่อเตือนใจวา “สรรพสิ่งในโลกนี้จะมีความหมายและความสําคัญที่พุงสูงสุดตอความรูสึกของเราก็ในวันที่เราไดสูญเสียมันไปแลว” นี่แหละคือการทํางานของมัน เมื่อใดที่เรา 119
  120. ขาดแคลนอะไรและเรายังอยากไดมันอยูสิ่งนั้นจะกลายเปนแรงขับแหงการกระทําของเราผูคนในโลกนี้เปนอยางนี้เสมอไมวาจะรูตัวหรือไมก็ตาม5. ตองการความกาวหนา และการเจริญเติบโตนอกจากเราตองตอบสนองตอความจําเปนหรือความขาดแคลนหลาย ๆ อยางที่กลาวมาแลวพวกเราพอหรือยัง… ยัง !!! พวกเราอยากใหธุรกิ จของเราเจริญกา วหนาไหม อยากใหมันเจริญเติบโตไหมอยากจะมีเงินทองที่เก็บสะสมมากขึ้นไหม อยากใหครอบครัวโตขึ้นมีทายาทสืบตระกูลและสืบทอดธุรกิจตอไปไหม? พนันไดเลยวาอยากนอกจากนี้เรายังอยากมีขาวของเครื่องใชใหมากขึ้น? ผมวาคงหายากเต็มทีตราบใดที่มนุษยยังมีปญญาซื้อเพิ่ม บางทีเราซื้อบานเพิ่ม ซื้อคอนโดมิเนียม ซื้อที่ดินเปลาเก็บไวเลน ๆ แคหาสิบปเอง (ผมประชดนะ) เราซื้อคอมพิวเตอรตัวที่สิบแลวกระมังเพราะวาดันอยากไดรุนลาสุดอยูเรื่อย ผมมีรองเทาแคสองคูเอง… ตอใหอมพระมาพูดก็เถอะจะมีใครเชื่อผมเหรอ!!! ผมซื้อ และพวกเราก็ซื้อ ก็ของมันเยอะมากนี่ครับ เอะแลวพวกเขาผลิตไปมากมายเกินกวาคนซื้อไปทําไมกันนี่… พวกเขาก็อยากเติบโตเชนกัน เวลานี้มีรานขายโทรศัพทมือถือเยอะไหม… แนนอน ถาพวกเขาไมเชื่อวามันจะขยายตัว พวกเขาจะเปดไปทําไมกันละ สวนคนที่ทํารานอาหารบางเจามีกวา 200 สาขาเขาไปแลว สวนแบรนดตางประเทศอยาไดริไปนับเชียว…เหนื่อยตายเปลา มีใครบางไหมที่เปดหนึ่งสาขาแลวหยุด ไมมีทาง พวกเขาขยายธุรกิจเปนวาเลนและบุกแหลกเมื่อมีโอกาส สิ่งเหลานี้ลวนชี้ชัดวา มนุษยมีความตองการที่จะเจริญเติบโตอยางไมมีที่สิ้นสุด คราวนี้หันมาสนใจพวกเราเองกันหนอย พวกเราก็อยากจะเกงขึ้น มีความสามารถมากขึ้น มีทักษะมากขึ้น มีหนาที่การงานที่ดีขึ้น มีสุขภาพที่ดีขึ้น พูดภาษาไดหลายภาษามากขึ้น อานหนังสือมากขึ้น เขาใจชีวิตมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้น พวกเราตองการการเจริญเติบโตทางดานประสบการณ ความคิดอาน และความมั่นคงตาง ๆ เห็นไดชัดวาเมื่อพวกเราดิ้นรนจนพนสภาพอดตายมาได แตเราไมมีทางหยุดแคนั้นหรอก พวกเรายังตองการความเจริญกาวหนาทั้งในชีวิตสวนตัวและหนาที่การงานอีกมากนี่คือวิถีของชาวโลก พวกเราไมใชคนแบบ “ตําขาวสารกรอกหมอ” หรอก พวกเราฉลาดกวานั้นแยะ (แมวาจะมีคนเชนนั้นอยูบางก็ตาม แตนั้นไมใชแบบอยางที่เราจะเลียนแบบอยูแลวนี่) ดังนั้น แรงขับอีกแรงหนึ่งที่อยูเบื้องหลังในการกระทําของเราจึงคือความตองการเรื่องการเจริญเติบโตอยางปฏิเสธไมได 120
  121. 6. อยากชวยเหลือแบงปนเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราเพรียบพรอมไปหมด เราจะรูสึกอยากตอบแทนอะไรบางอยางตอโลกนีทเี่ รา ้ไดเกิดมา เชน การทําบุญ การสรางกุศล การบริจาคเงินในโครงการตาง ๆ การสรางวัด สรางโรงเรียน ตั้งมูลนิธิ การสนใจที่จะอนุรักษปา คุมครองสัตวปา การรักษาสิ่งแวดลอม เขียนหนังสือเพื่อใหความรู ไปใหวิชาการเพื่อถายทอดประสบการณตามคําเชิญ หรือแมแตการเลนการเมืองเพื่อรับใชประชาชน เราอยากจะให เราอยากไดชวยเหลือคนอื่นหรือสังคมในทางใดทางหนึ่ ง และแน น อนว า ถ า เราไม ไ ด ทํ า มั น ละก็ … เราจะรู สึ ก ว า เราขาดแคลน!!!! (ผมใสเครื่องหมายตกใจถึงหาอันเพื่อย้ําวามันเปนอาการขาดแคลนประการหนึ่งหากเราตองการแลวไมได) ฉะนั้น แรงกระตุนนี้ก็จะทําสิ่งที่เรียกวาการกุศลหรือสาธารณประโยชนเปนการใหญนั่นแหละความจําเปนหรือความรูสึกขาดแคลนภายในตัวเราถึงจะบรรเทาลงได ฉะนั้น คนบางคนที่อยูในสภาวะนี้จะตาโตถาเราชวนเขาทําบุญ แตจะไมตื่นเตนอะไรถาเราไปชวนเขาทําการคา (ก็เขามีจนเพียบแลว เขาไมไดขาดแคลนเรื่องการคาสักหนอย) ผมเชื่อวาพวกเราคงพอเขาใจแลววาทําไมคนเราทําในสิ่งที่เขาทํา ก็เพราะวามันมีแรงกระตุนจากความขาดแคลนหรือความจําเปนหรือความตองการนั่นเอง7. ความตองการทางจิตวิญญาณความขาดแคลนหรือความจําเปนประการสุดทายที่มนุษยมีความตองการไปตลอดกาลคือความตองการทางจิตวิญญาณ มันอาจเปนแคความตองการที่จะมีความสงบสุขทางใจ หรืออาจเปนนามธรรมตาง ๆ อื่นใดก็ไดเรื่อยไปจนถึงการรูแจง คนที่บวชไมสึกที่จริงจังกับการบวชคือตัวอยางที่ชัดเจนของความตองการทางดานนี้ หากวาเราไดมีคุณสมบัติทางจิตวิญญาณอย า งครบถ ว นแล ว พวกเราชาวมนุ ษ ย ก็ จ ะไม ข าดแคลน ไม มี ก ารแสวงหาทางด า นจิ ตวิญญาณอีกตอไปแตดวยความขาดแคลน มันไดเปนแรงขับใหมนุษยหาทางเขาใจตนเองในลักษณะเฉพาะตัว การกําเนิดขึ้นของศาสดา และศาสนาตาง ๆ ในประวัติศาสตรยอมเปนหลักฐานวามนุษยมีแรงกระตุนในดานนี้อยูตลอดมา อยางไรก็ตาม พวกเราโปรดอยาเขาใจผิดวาฆราวาสที่ครองเรือนอยางเราไมมีความตองการทางจิตวิญญาณ ลองจินตนาการวาพวกเราไมมีความสงบสุขจากภายในอยูเลย พวกเราจะอยูไหวหรือกับชีวิตเชนนั้น มันแปลวาเรามีสภาวะทางจิตวิญญาณที่ดีพอสมควรอยูแลวเราไดรับการสั่งสอนทางศาสนา การไปวัด การทําบุญ และการปฏิบัติธรรมมาบางไมมากก็นอยอยูแลว ดังนั้นการที่เราครองเรือนก็เพราะวาเราถูกกระตุนเรื่องความขาดแคลนดานอื่น ๆ 121
  122. มากกวาดานนี้ เราทําตัวเราไปตามแรงขับตัวที่มีอิทธิพลที่รุนแรงกวาเสมอ ดั่งที่ผมไดอธิบายมาแลว มนุษยเริ่มคิดถึงการขโมยเมื่อเขากําลังจะอดตาย สวนแรงขับทางจิตวิญญาณที่วา..จงอยาขโมยเพราะวาผิดกฏหมายและละเมิดศีลนั้น… มีแรงขับนอยมากเมื่อเทียบกับแรงขับแหงการอยูรอด มีคนนอยมากที่ยอมอดตายจริง ๆ เพื่อรักษาศีลที่หามการลักทรัพยหนึ่งขอเอาไวไมได คุณผูอานที่รัก ผมไมไดบอกวาการละเมิดศิลเปนเรื่องดี แตผมพยายามอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกและผมเห็นวา… ใครก็ตามที่สามารถพิสูจนไดวา เขากําลังจะอดตายในมื้อถัดไป (อาจไมไดกินอาหารมาหลายวันแลว) ผมคิดไมออกวาการหยิบผลไมของใครสักผลเพื่อกินเขาไปจะละเมิดศิลขอไหนได ตรงกันขาม หากพวกเรารูเชนนั้น พวกเราคงยื่นมือออกไปชวยเหลือเสียมากกวาที่จะปลอยใหคนคนหนึ่งตายลงไปจริง ๆ โดยที่เขาไดชื่อวาไรความผิดบาปจากการถือศีล ในบางครั้งที่เรารูสึกอับจน เราไปที่หิ้งพระ นั่งลงแลวก็สวดมนต นั่นก็คือแรงขับหนึ่งที่ผลักดันใหเราแสวงหาทางออกทางจิตวิญญาณ สวนใครที่สวดมนตเสมอจนเปนนิสัยติดตัวผมขอสนับสนุนวามันชางยอดเยี่ยมเหลือเกิน บางครั้งเรานั่งทําสมาธิเพื่อเจริญวิปสสนา โอ…มันชางเปนการกระทําที่สูงสงยิ่ง สิ่งเหลานี้ลวนคือสิ่งที่ฆราวาสอยางพวกเราสามารถทําไดเพื่อสนองตอความตองการทางจิตวิญญาณของเรา ประชาชนของทุกชาติทุกศาสนาลวนมีรูปแบบของตนเองในการตอบสนองทางดานนี้ทั้งนั้นแหละ และผมหวังวาพวกเราคงพอเขาใจตัวเองถึงการกระทําในทุกรูปแบบแหงความจําเปนหรือการขาดแคลนทั้งปวงไดแลว วาพวกมันทั้งหมดคือแรงขับหรือตนเหตุแหงการกระทําของเราเพื่อบรรเทาหรือหยุดภาวะขาดแคลนและนั่นแหละที่ทําใหชีวิตของพวกเราเปนปกติสุขอยูได 122
  123. บทที่ 2การผสมผสานของแรงขับทั้งเจ็ดผมเพิ่งไดอธิบายถึงแรงขับหรือแรงกระตุนทั้งเจ็ดประการที่ผลักดันใหพวกเราลงมือทําสิ่งตาง ๆ เพื่อตอบสนองตอความจําเปนหรือความขาดแคลนของเราเพื่อทําใหเรามีความสุข ตามปกติแลว ความต อ งการป จ จั ย สี่ หรื อ ความจํ า เป น ที่ จ ะต อ งอยู ร อดจะเป น แรงขั บ ตั ว แรกเสมอเพราะว า มั น อยู ใ นสัญชาตญาณทีเดียว สวนแรงขับตัวอื่น ๆ อีกหกประการนั้นไมจําเปนตองเรียงลําดับกอนหลังไปตามที่ผมไดอธิบายไว พวกเราคือสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซอนที่สุด มีสมองที่ใหญและเฉลียวฉลาดที่สุด และความจําเปนหรือความขาดแคลนที่เกิดขึ้นกับเราไมไดเกิดขึ้นทีละอยางแลวเรียงคิวเขามาหาเรา แตมันมักจะเกิดขึ้นหลาย ๆ อยางในคราวเดียวกัน ดังนั้นพวกเราจึงมีแรงขับหลายอยางที่ผสมผสานกันไปในระดับความมากนอยตามความจําเปนที่เราขาดแคลน และเราไดลงมือทําหลายสิ่งหลายอยางเพื่อบรรเทาความขาดแคลนในทุก ๆ ดานของเราอยูเสมอ เมื่อใหรก็ตามที่เราไดบรรเทาหรือเติมเต็มความจําเปนที่เราขาดแคลน เราจะรูสึกดี มีความสุข รูสึกวาประสบความสําเร็จ และสมความปราถนา คุณผูอานที่รัก การที่เราเขาใจแรงขับตาง ๆ นั้น ทําใหเราเขาใจตนเองและผูอื่น เราสามารถมีคุณภาพชีวิตไดดียิ่งขึ้นก็เพราะวาเราเขาใจตนเองและผูอื่น ดังนั้นเพื่อที่จะรูวาเรามีแรงขับตอความจําเปนในดานตาง ๆ ในระดับใด การทําการบานขางลางตอไปนี้จะชวยพวกเราไดเปนอยางยิ่ง เราจะไดรูเสียทีวา… อะไรคือแรงขับตัวที่รุนแรงที่สุดในตอนนี้ อะไรที่รองลงไป และการที่เราจะรูไดนั้น เราจะตองรูวาตองการอะไรมากที่สุดหรือที่มากรองลงมาเสียกอน จงตอบคําถามขางลางโดยเลข 0 คือคะแนนที่เราใหกับสิ่งที่ตอนนี้เราไมอยากไดเลย เลข 10คือคะแนนที่เราใหกับสิ่งที่ตอนนี้เราอยากไดมากที่สุด (เลข 2 ถึง 9 คือคะแนนที่คอย ๆ เพิ่มขึ้นระหวาง0 กับ 10 ) เอาละ พวกเราไปทํากันเลยปจจัยสี่หรือความแนนอน (เพื่อการอยูรอด)……………………………… คะแนนความหลากหลาย (ความแปลกใหม)……………………………………….. คะแนนความรูสึกวาตนเองมีความสําคัญ (มีศักดิ์ศรี ไดรับการยอมรับ)………… คะแนนการเชื่อมโยง/ การสรางความสัมพันธ (เชนความรัก)………………..…… คะแนนความเจริญกาวหนา(การเติบโตทั้งชีวิตสวนตัวและหนาที่การงาน)…..… คะแนนอยากชวยเหลือแบงปน (การทํากุศล การบริจาค การไดใหกลับคืน)….. คะแนนความตองการทางจิตวิญญาณ (ความสงบสุขภายใน การรูแจง)………… คะแนน 123
  124. เมื่อพวกเราไดทําการบานอยางนี้แลว พวกเราจะเขาใจถึงแรงขับตาง ๆ ที่บังคับใหเราลงมือทําสิ่งตาง ๆ อะไรก็ตามที่เราตองการมันมากที่สุด จะแปลวาเราขาดแคลนมันมากที่สุด และเราไดถูกแรงขับหรือแรงกระตุนตัวนี้บงการชีวิตของเรามากที่สุดตามไปดวย คําวา “ขาดแคลน” นี้ มันเปนไปตามความรูสึกของคนที่ไมเหมือนกัน สมมติผมมีเงินตั้งหนึ่งรอยลานบาทแลว แตผมไมสนใจอยางอื่นอีกเลยนอกจากตั้งหนาตั้งตาหาเงินอยางเดียว นั่นแปลไดวา ผมยังขาดแคลนอยูดี สวนคนที่มีเงินหนึ่งลานบาทและตอนเชาไปทํางานสวนตอนค่ําออกไปทํางานอาสาสมัครชวยเหลือสังคมทุกคืน คนแบบนี้คือพอแลวเรื่องเงิน (เงินกระตุนเขาไมคอยได) แตตัวกระตุนที่แทจริงของเขาคือ การอยากไดชวยเหลือแบงปนคนอื่น ผมอยากใหพวกเราเขาใจในมุมลึกเพื่อที่จะสามารถอธิบายพฤติกรรมของตัวเราเองและคนอื่น ๆ ได อนึ่ง การที่พวกเราไดตอบคําถามขางบนแลว มันไมไดหมายความวาจะเปนเชนนั้นตลอดไปความตองการ ความจําเปนและขาดแคลนของพวกเรานั้นคอย ๆ เปลี่ยนแปลงไป หรือในบางครั้งเปลี่ยนอยางฉับพลัน ฉะนั้น แรงขับใหเราลงมือทําเรื่องราวตาง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา เราจึงควรทําการประเมินใหมเปนระยะวาอะไรกันแนที่เปนตัวกระตุนหลักของเราในตอนนี้ ยิ่งเรารูชัดเทาไหรเราจะยิ่งมีความสุขสมหวังไดเร็วเทานั้น หากวาตอนนี้ตัวกระตุนหลักคือ “เงิน” ก็จงสนใจและเอาใจใสใหดี หากวาอยากไดชื่อเสียง จงมุงเนนสรางความดีใหปรากฏเร็วไว แตถาขาดเรื่องความรัก… ใหมุงเนนสนใจคนอื่นใหมากขึ้น หากขาดความกาวหนา จงมุงเนนการตั้งเปาหมายใหมากขึ้น และสมมติวาตอนนี้ขาดความสงบในใจ ใหสวดมนตไหวพระและเจริญวิปสสนาเสีย ขอใหพวกเราทําใหมันตรงกับความจําเปนหรือความขาดแคลนของพวกเราเสีย แลวพวกเราจะมีความสุขเหนือใคร ๆ นั่นแหละคือ A Wonderful Life 124
  125. บทที่ 3วิธีดึงดูดสิ่งที่พวกเราตองการสิ่งที่ผมจะอธิบายตอไปนี้ เปนสิ่งใหมที่ผมไดเรียนรูมาไมนานนัก แตมันใหความรูสึกที่ดีและตื่นเตนเราใจไดมากเหลือเกิน การที่คนเราจะไดในสิ่งที่เขาตองการมานั้น เขาจะตองลงมือทําบางสิ่งบางอยางเพื่อพยายามใหไดมันมา ดังนั้น ผมยังคงมุงเนนเรื่องการปฏิบัติและวินัยเล็ก ๆ เสมอ อยางไรก็ตามการเพิ่มโอกาสที่จะไดมันมาขึ้นอยูกับความรูสึกและวิธีดําเนินชีวิตประจําวันของเราเปนอยางมาก ผมยังแปลกใจเลยวาทําไมเมื่อกอนผมไมไดคิดถึงเรื่องนี้ แตในขณะนี้ ผมถือวาเทคนิคที่จะกลาวตอไปนี้คือเทคนิคขั้นสูงมาก และตอไปนี้คือสี่ขั้นตอนในการดึงดูดสิ่งที่พวกเราตองการ 1. จงระบุออกมาใหชัดวาอะไรคือสิ่งที่พวกเราไมตองการ 2. จากนั้น จงเปลี่ยนสิ่งที่ไมตองการในขอหนึ่งใหกลายเปนสิ่งที่ตองการ 3. ใหดําเนินชีวิตประจําวันดวยการทําใหตนเองรูสึกดี (มาก ๆ ) กับสิ่งตาง ๆ ที่ ตองการในขอสอง 4. จากนั้น ใหลงมือทําในสิ่งที่ตองทํา และดําเนินชีวิตตอไป อยางราเริงที่สุดเทาที่ ชีวิตจะทําได และในระหวางนั้น ใหเชื่อวาสิ่งที่พวกเราตองการกําลังอยูบนเสนทางของ มันที่ตรงดิ่งมาหาเรา และเราเองก็เชนกันที่กําลังอยูบนเสนทางที่ตรงดิ่งไปหามัน เราและ มันกําลังดึงดูดซึ่งกันและกัน จงใหเวลาเพื่อปลอยใหมันบังเกิดขึ้นโดยไรความกังวลจงรา เริงและยิ้มแยมแจมใสใหมาก ๆ เสมอ คุณผูอานที่รักยิ่ง ผมขอรองใหพวกเราทองสี่ขั้นตอนนี้ใหขึ้นใจ ใหมันกลายเปนสวนหนึ่งที่สําคัญในความรูสึกนึกคิดของเรา แลวพวกเราจะกลายเปนคนที่โชคดีที่สุดในโลก ตอนนี้พวกเราไปศึกษาในรายละเอียดกันเถอะ 1. ระบุสิ่งที่ไมตองการ วิธีดีที่สุดในการรูใจตนเองวาเราตองการอะไร คือการรูใหชัดวา… อะไรบางคือสิ่งที่เราไม ตองการอยางแทจริง ผูคนจํานวนมากพลาดเรื่องที่สําคัญและจําเปนยิ่งตอชีวิตไปก็เพราะวา ไมตระหนักรูใหถองแทถึงเรื่องนี้ ยกตัวอยางงาย ๆ เชน การเจ็บไขไดปวยเปนสิ่งที่พวกเราไม ตองการใชหรือไม? แลวตรงกันขามกับมันละคืออะไร? สุขภาพที่ดีไง!!! ฉะนั้นเมื่อพิจารณาลึก ๆ ลงไปภายในตัวเรา สุขภาพดีคือสิ่งที่เราตองการ แตเพราะเราไมไดถามวา “การเจ็บไขได ปวยเปนสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม?” พวกเราก็เลยลืมไปวา…. การมีสุขภาพดีคือสิ่งหนึ่งที่ 125
  126. เราตองการ บางทีคําถามตอไปนี้จะยิ่งทําใหพวกเราเขาใจไดมากขึ้น… การมีอายุสั้นคือสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม? แลวอะไรละที่ตรงกันขามกับมัน อายุยืนไง!!! ฉะนั้น การมีอายุยืนยาวคือสิ่งหนึ่ง ที่เราตองการอยางแทจริงในระดับจิตวิญญาณ แตแลวพวกเราปลอยปละละเลยตัวเองโดยไมเอาใจใสเรื่องสุขภาพไปไดอยางไร? พวกเราเผลอไปก็เพราะไมไดถามวา“การมีอายุสั้นคือสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม?” อีกตัวอยางหนึ่งที่ดีมากคือการถามวา “ความยากจนคือสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม?” งั้นสิ่งที่ตรงกันขามละคืออะไร? งายจะตายก็ความมั่งคั่งร่ํารวยไง!!! ยังมีอะไรที่นาถามอีก “ความทุกขคือสิ่งที่ฉันไมตองการใชหรือไม?” งั้นมันก็ตองคือความสุขสิที่พวกเราตองการจริงไหมละ? คุณผูอานที่รัก ขั้นตอนที่ 1 คือสิ่งที่ผูคนทั่วโลกลืมทํา แตตั้งแตนี้ไปพวกเราจะไมลืม โปรดตอบคําถามตอไปนี้ดวยความตั้งใจจริงจัง และทําบอย ๆ ใหเปนระยะ ๆ สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริง ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… ………………………………………………………… โปรดหาสมุดสวนตัวมาสักเลมหนึ่ง ตั้งชื่อมันวา “สิ่งที่ฉันไมตองการ” แลวเขียนพวกมันออกมา ระบุออกมาใหชัดเจน แลวสมองของพวกเรามันจะฉลาดขึ้นวาอะไรกันแนที่มันตองถอนตัวออกหาง เมื่อพวกเราไดทําขั้นที่ 1 แลว เราตองเปลี่ยนทุกรายการในขั้นที่ 1 ใหเปนสิ่งที่ตรงกันขามซึ่งมันก็คือขั้นตอนที่ 2 นั่นเอง2. ระบุสิ่งที่ตองการอยางแทจริงหลังจากที่ไดทําขั้นตอนแรกไปแลว มันก็งายเหมือนปอกกลวยเขาปาก เพราะเราก็แคเปลี่ยนใหเปนตรงกันขามเสีย แลวมันก็จะกลายเปนสิ่งที่พวกเราตองการ เชน ถาความยากจนเปนสิ่ง 126
  127. ที่ไมตองการที่บันทึกไวในขั้นตอนที่ 1 พวกเราก็แคเปลี่ยนใหมันกลายเปนคําวา “ความสุข”และนําคําวา “ความสุข” มาจดบันทึกไวในรายการของสิ่งที่เราตองการอยางแทจริงในขั้นตอนที่ 2 งาย ๆ แคนี้เอง เอาละ ชวยบอกตัวเองกันหนอยวาอะไรกันแนคือสิ่งที่พวกเราตองการอยางแทจริง สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ…. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. สิ่งหนึ่งที่พวกเราตองระวังคือ สิ่งที่เราตองการตองเปน “คําบอกเลา” หามใชคําปฏิเสธหรือการปฏิเสธซอนกันสองครั้ง เชน “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ ความร่ํารวย” ประโยคนี้ถูกตอง แตอยาพูดวา “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ ไมยากจน” ประโยคนี้ผิดเพราะวามันมีคําวา “ไม” อยูในนั้นตัวอยางตอไปเชน “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ อายุยืน” ประโยคนี้ถู ก ต อ ง แต อ ย า พู ด ว า “สิ่ ง ที่ ฉั น ต อ งการอย า งแท จ ริ ง คื อ ไม อ ยากตายเร็ ว ” ประโยคนี้ ผิ ดเพราะวามีคําวา “ไม” อยูในนั้น ตัวอยางสุดทาย “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ การมีคนรักที่รูใจ” ประโยคนี้ถูกตอง แตอยาพูดวา “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ การไมไมมีคนรักที่รูใจ” ประโยคนี้ผิดเพราะดันไปพูดซะฟงยากดวยการใชคําวา “ไม” ถึงสองตัวติดกัน (ปฏิเสธซอนปฏิเสธ) ผมทราบดีวาคนที่ชอบพูดแบบปฏิเสธซอนปฏิเสธนั้นคงมีไมมาก แตผมอยากขามรายละเอียดนี้ไปเพราะวาคนทั่วไปไมรูถึงอันตรายของมันที่ผมจะเลาใหฟงเดี๋ยวนี้เลย เมื่อไหรที่พวกเราพูดวา “สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือความร่ํารวย” กฏแหงการดึงดูดจะดึงดูดคําที่เรา “ตองการ” เขามาหาเรามาก ๆ ซึ่งในที่นี้คือความร่ํารวย แต…แต…แต…แต…แตเมื่อไหรที่พวกเราพูดวา “สิ่งที่ฉันไมตองการอยางแทจริงคือความยากจน” กฏแหงการดึงดูดคําที่เรา “ไมตองการ” เขามาหาเรามาก ๆ ซึ่งในที่นี้ก็คือความยากจน นี่คือคําอธิบายวาทําไม 127
  128. คนจํานวนมากถึงมักไดแตสิ่งที่พวกเขาไมตองการอยูเรื่อย เพราะวาพวกเขาพูดผิดวิธีนั่นเองพวกเราจะแปลกใจไหมถาผมจะบอกวาการพูดวา “สิ่งที่ฉันไมตองการคือความยากจน” คือการพูดที่ยิ่งทําใหยากจนเขาไปใหญ เมื่อเราไมอยากยากจน แลวมันเรื่องอะไรถึงไปพูดถึงคําวา “ยากจน” ใหโสตประสาทมันไดยิน ทําไมไมทําใหเรียบงายโดยพูดวา “สิ่งที่ฉันตองการคือความมั่งคั่งร่ํารวย” เสียละ คราวนี้โสตประสาทของเราจะไดยินคําวาอะไร… ก็ความมั่งคั่งร่ํารวยไง!!! เอาละ ตอนนี้พวกเราทุกคนตางเขาใจดีแลว พวกเราไปตอบคําถามใหตรงประเด็นดวยประโยคบอกเลากันอีกครั้ง ผมรูวาพวกเราไดทํามาหนึ่งครั้งแลว แตทําอีกสักหนึ่งครังเถอะ ้เพื่อความชัวรจากขั้นตอนที่ 1 มันทําใหฉันรูวา สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ…. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………….. …………………………………………………………………………..3. จงทําใหตนเองรูสึกดีกับสิ่งที่ตองการเคล็ดลับสุดยอดในการดึงดูดสิ่งที่เราตองการก็คือ การที่เราสามารถรูสึกดีกับสิ่งที่เราตองการตราบใดที่ เ รารู สึก แย กั บสิ่ ง ที่เ ราต อ งการ ตราบใดที่ เ รารู สึก แยกั บสิ่ ง ที่เ ราตอ งการ มั น จะกลายเป น เรื่ อ งยากแสนยากไปในทั น ที คิด ดูสิว า ทํ า ไมคนที่ย ากจนถึง รวยได ย ากนั ก ยากหนา…. ทุกครั้งที่พวกเขาคิดถึงคําวา “ร่ํารวย” พวกเขารูสึกวาตื่นเตนหรือหดหูละ แหงอยูแลววาหดหู ความหดหูเปนความรูสึกที่ดีไหมที่มอบใหกับคําวา “ร่ํารวย” ถามโง ๆ … เด็กอมมือยังรู เ ลยว า ไม แต นั้ น แหล ะ คื อ ป ญ หาของคนทั้ ง โลกกล า วคื อ ทั้ ง ๆ ที่ รู ว า การรู สึ ก แย กั บ สิ่ ง ที่ตองการไมชวยอะไรเลยนอกจากทําใหสถานการณเลวรายลงไปอีก แตมันก็ทําใจไมไดที่จะให 128
  129. รูสึกดีกับสิ่งที่ตัวเองยังไมมี ผมอยากใหพวกเราอานตรงนี้ดวยความระมัดระวัง ผมกําลังบอกวา แมมีเหตุผลในตัวมันเองที่คนเราจะรูสึกทอใจ หดหูใจ หรือรูสึกแยเมื่อนึกถึงสิ่งที่อยากไดและรูวามันชางยากเหลือเกิน แตการรูสึกแยอยางนั้น…ไดกลายเปนอุปสรรคที่ขัดขวางการไดรับในสิ่งที่ตองการ คนทั่วไปมักโทษทุกสิ่งทุกอยางวาทําใหพวกเขาลําบากยากไร แตยกเวนไวสิ่งหนึ่งที่พวกเขาจะไมโทษ… นั่นก็คือการที่พวกเขารูสึกแยกันทั้งปทั้งชาติ ทําไมคนยากจนจะราเริงไมไดละ? ทําไมตองเอามารวมกันอยูเรื่อยละระหวางความยากจนกับความราเริง? ผมขอบอกไวตรงนี้ ว า หากคนยากจนหัน มารา เริงและทํา จิตใจใหผองแผว กันไดทั้ง ปทั้ง ชาติเมื่อไหรละก็ ความยากจนของพวกเขาจะถูกขับไลออกไปจนสิ้นซาก พวกเราหลายคนอาจคิดวามีหลายปจจัยที่ทําใหตนเองยังลําบากอยู แตถาจะโทษอะไรสักอยางหนึ่งที่เปนตัวการเหนือสิ่งอื่นใด มันก็คือความรูสึกของพวกเราเองผมขอแนะนําใหโทษความรูสึกของตนเองวาเปนสาเหตุใหญที่ชางตอเนื่องยาวนานอยางไมนาเชื่อที่เปนปจจัยใหญสุดในการชักนําแตเรื่องไมดีเขามาหา ผมอยากใหขอคิดวามันเหมือนกับกฏแหงการหวานและการเก็บเกี่ยวนั่นแหละกลาวคือมันตองหวานเมล็ดกอนแลวเก็บเกี่ยวผลผลิตในภายหลัง มีแตคนเสียสติเทานั้นที่ขอเก็บผลผลิตกอนแลวจะหวานชดใชใหภายหลัง ก็เชนกันสําหรับการดําเนินชีวิตที่ดีที่สุด กลาวคือ.. จงหวานเมล็ดแหงจิตใจที่ผองแผวออกไปกอน แลวจะไดเก็บเกี่ยวความสุขในทันที แถมยังจะไดรับสิ่งปราถนาในภายหลัง แตมีอยางที่ไหนที่คนจํานวนมากหวานเมล็ดแหงความหดหูออกไปกอน แลวแอบหวังวาจะไดรับความสุขกับสิ่งที่ปราถนาในภายหลังฉะนั้นสิ่งที่ไดก็คือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในทันที และผลักไสสิ่งที่ตองการออกไปไกลลิบโลก…บาชมัด ฉะนั้ นโปรดรูไว วา วิธี การดําเนิน ชีวิตดวยอารมณเชิงลบในทุกรูปแบบนั้น ไดถูกกระทําโดยคนสวนใหญบนโลกซึ่งใหหลักฐานที่พิสูจนใหเห็นแลววา… มันไมไดผล ไมทําใหความสุขและความสําเร็จเปนเรื่องที่งายขึ้น ไมเพิ่มโอกาส เสียเวลาไปโดยเปลาประโยชน และเปนโทษสถานเดียวเทานั้น แตดวยความโชคราย พวกเขาจํานวนมากไมไดยุติพฤติกรรมเหลานั้นเลย ตรงกันขาม พวกเขาคิดเพียงแงเดียววา ก็มันสมเหตุสมผลแลวนี่ที่คนอยางฉันหรือคนอื่นที่เจออยางฉัน มันก็ตองคิดลบทั้งนั้นแหละ มันคลายการประชดชีวิตที่ไมควรทําเลยและโชครายอีกประการหนึ่งก็คือ บางทีพวกเขาก็ไมรูวาการทําตัวแย ๆ อยางนั้นคือกลยุทธที่ไมไดผล ในกรณีนี้นับวานาเห็นใจมาก ผมหวังวาพวกเขาจะไดอานหนังสือเลมนี้บางทีพวกเขาอาจเปลี่ยนใจก็ได ฉะนั้น พวกเราตองหันมาดําเนินชีวิตประจําวันดวยการทําใหตนเองรูสึกดี (มาก ๆ )กับสิ่งตาง ๆ ที่พวกเราตองการที่ไดเขียนไวแลว โปรดจําไววา ตอไปนี้ประเด็นที่เราตองสนใจอยูเสมอมีอยูสองเรื่องคือ มันตองเปนสิ่งที่เราตองการเทานั้น และความรูสึกที่เรามอบใหกับ 129
  130. มันตองดีเทานั้น กฏมีอยูวา “วิธีดึงดูดสิ่งที่เราตองการนั้น ใหหาวิธีที่เราจะเขาไปมีความรูสึกดีกับสิ่งที่เราตองการเสมอ แลวเราจะไดมัน” และทั้งหมดที่พวกเราจะไดอานตอไปอีกมากมายนั้น คือวิธีตาง ๆ ที่จะทําใหพวกเรารูสึกดีกับสิ่งที่เราตองการ ไปกันเลยเถอะ 130
  131. บทที่ 4การตั้งปณิธานกับสิ่งที่ตองการสิ่งหนึ่งที่พวกเราตองระวังจริง ๆ คือ ไมวาเราจะใชถอยคําวาอะไรก็ตาม แตพวกเรารูสึกจริง ๆ กับสิ่งที่เราตองการอยางไรกันแน แมวาพวกเราไดใชคําที่ถูกตองเชนวา “ฉันอยาก…” หรือ “ฉันตองการ…”หรือ “ฉันปราถนา…” แลวก็ตาม แตถาลึกลงไปภายในตนเองกลับรูสึกแย เชน “ใชวาฉันอยาก แตวามันเปนไปไมไดนี่” หรือ “ใชสิที่ฉันตองการ แตฉันไมมีปญญานี่” ในกรณีเชนนี้จะทําใหสิ่งที่เราตองการโบยบินหนีไปเพราะฤทธิ์เดชของคําคําหนึ่งที่เกินมา นั่นคือคําวา “แต” ที่ไปปรากฏอยูในประโยคที่เราพูด คําวา “แต” ทําใหเรารูสึกแยกับสิ่งที่เราตองการไดทุกครั้ง และประโยคที่เราใชแลวถูกตองจะตองมีลักษณะดังนี้ “ฉันตองการ… และ…” เทานั้น เชน “ฉันตองการความมั่งคั่งร่ํารวยและฉันกําลังทุมเทความพยายามทุกอยางเพื่อมัน” มีแตคําวา “และ” เทานั้นที่ใชแลวโอเคพวกเราจึงตองฝกใช “และ” ใหบอย ๆ จนติดนิสัย คําวา “และ” เปนคําที่ดีในทุกเรื่องก็วาได และเพื่อที่จะยิ่งเพิ่มพลังแหงความรูสึกดี พวกเราตองหาทางที่จะลดเสียงตอตานภายในใจของพวกเราใหจงได มีวิธีหนึ่งที่ดีมากคือการเปลี่ยนถอยคําอีกนิดหนอยโดยตอไปนี้ผมขอใหพวกเราใชคําวา “ฉันขอตั้งปณิธานวา…” แทนคําวา “ฉันตองการ…” ในทุกประโยคที่พวกเราจะพูด โดยขณะที่พูดใหสวมวิญญาณที่เต็มเปยมไปดวยความรูสึกของพวกเราลงไป ขอใหพูดอยางจริงจัง หรือจะตะโกนไดจะยิ่งดีใหญ เชน ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะทํางานของฉันดวยความรูสึกที่ดีและดีขึ้น ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเอาใจใสคนที่ฉันรักดวยความรูสึกที่ดี ขึ้นและดีขึ้น ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะดูแลสุขภาพของตัวฉันเองดวยความรูสึกที่ดีขึ้น และดีขึ้น ฉันตั้งปณิธานวา ฉันจะสรางฐานะใหมั่งคั่งร่ํารวยดวยความรูสึกที่ดีขึ้น และดีขึ้นขอใหพวกเราพูดกับตนเองบอย ๆ แลวเราจะกลายเปนคนในแบบที่เราพูด เราจะดึงดูดในสิ่งที่เราใหความรูสึกกับมัน และไดรับในสิ่งที่เราไดตั้งปณิธานไว พวกเราไปดูตัวอยางเพิ่มเติมกันเถอะ ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันมีความสุขกับทุกสิ่งที่ฉันทํา ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะทําทุกสิ่งดวยความรักและสนุก ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเปนคนที่ราเริง และยิ้มแยมแจมใส ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะมีรูปรางดีและแข็งแรง ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะอยูกับความสุขแทนความกลัว ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะรูสึกชื่นชมยินดีกับชีวิต 131
  132. ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเบิกบานใจและผองใสทุกวัน ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะยิ้มและเริงรําไปกับชีวิต ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเกษมสําราญกับชีวิตนี้ ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะซื้อรถใหมในปนี้ ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเปนสุดยอดนักขายดาวจรัสแสง ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะเปนเศรษฐีผูมีความสุข ฉันขอตั้งปณิธานวา ฉันจะอายุยืนถึงรอยป การตั้งปณิธานคือวิธีสรางความรูสึกดีวิธีหนึ่ง ลําดับตอไปผมจะพาพวกเราไปรูจักกับวิธีที่สองในการสรางความรูสึกดีเพื่อดึงดูดสิ่งที่เราตองการ 132
  133. บทที่ 5เขียนบทใหมใหตรงกับที่เราอยากใหมันเปนเทคนิคการสรางความรูสึกดีที่มีพลังมหาศาล คือ “การเขียนบทใหม” กับ “ทุกเรื่อง” ใหตรงกับ “สิ่งที่เราอยากใหมันเปน หรืออยากใหมันเกิด” โปรดสังเกตคําวา “ทุกเรื่อง” มันแปลวาเชนนั้นจริง ๆ ไมวามันจะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม พวกเราก็สามารถใชเทคนิคนี้ได สวนการเขียนใหตรงกับ “สิ่งที่เราอยากใหมันเปน หรืออยากใหมันเกิด” นั้นก็มีความหมายตามคําพูดเปะเลย กลาวคือ เราไมสนวาตอนนี้ความเปนจริงคืออะไร เราสนแตวาเราอยากใหสิ่งตาง ๆ กลายเปนอะไรเปลี่ยนไปอยางไร และเราอยากเห็นอะไรเกิดขึ้นในอนาคต เอาละไปดูตัวอยางที่ผมเขียนบทใหมใหกับภรรยาของผมกันดีกวาตัวอยางการเขียนบทใหมใหกับภรรยาของผม ภรรยาของผมนั้น เธอเปนคนที่…. เธอราเริงและมีความสุขมาก เธอดูแลตัวเองไดเปนเลิศ เธอเกงมากขึ้น และมากขึ้น เธอเฉลียวฉลาด เธอสุขภาพดีและแข็งแรงมาก เธอใจดี และสรางสรรค เธอไดพบแตเรื่องดี ๆ เธอรักลูกและสามีเปนที่สุด เธอเปนภรรยาที่ยอดเยี่ยมคุณผูอานที่รัก เทคนิคที่ผมเขียนบทใหมใหกับภรรยาของผมนั้น มีรายละเอียดที่ผมจะอธิบายอีก 3ประเด็นคือ 1. ผมไมไดสนใจวาภรรยาของผมนั้น… จริง ๆ แลวตอนนี้เปนคนแบบไหน แตสิ่งที่ผมเขียนคือสิ่งที่ผมปรารถนาจะใหมันเกิดขึ้นในอนาคต คือสิ่งที่ผมเอยากใหเปนไป ตามที่ผมเขียน ฉะนั้น เทคนิคใหเขียนเฉพาะสิ่งที่อยากใหเปนโดยยังไมตองสนใจวาจะเปน ความจริงไปตามนั้นไดอยางไร ขอสําคัญ อยาไดเขียนสิ่งที่ไมอยากใหเกิดขึ้นเปนอันขาด 133
  134. 2. เนื่องจากวามันคือสิ่งที่ผมอยากจะใหมันเกิดขึ้น มันจึงเปนเรื่องของผม… ไมใช เรื่องของภรรยา โปรดอยาสับสนและงงกับตรงนี้นะครับ สิ่งที่ผมตองการ (ไมวาเรื่องอะไรก็ตาม) แมวาจะ เกี่ยวกับคนอื่นก็ตาม แตตราบใดที่มันเปนความตองการของผม… ยอมตองถือวาเปนเรื่องของ ผมวันยังค่ํา ฉะนั้น คนที่จะไดอานมันจึงไมใชภรรยาของผม แตคือตัวผมเองที่เปนคนเขียน ผม ขอย้ําวาผมหามใหภรรยาของผมอานเปนอันขาด ผมเปนคนเขียน ผมจึงตองเปนคนอาน และ จะวาไปแลว ผมมีสิทธิ์อะไรจะไปใหคนอื่นเขาเปลี่ยนแปลง!!! ผมมีสิทธิ์แคปรารถนาเทานั้น 3. ผมจะอา นมั นตอนเช า และกอนนอน โดยใสความรูสึก ดีล งไปมาก ๆ กับทุก ประโยคที่ผมอาน เพราะวามันคือสิ่งที่ผมตองการนี่แหละคือเทคนิคที่มุงเนน มุงนึก มุงคิด มุงอานแตสิ่งที่ผม ตองการผมเชื่อวาจะเกิดแรงดึงดูดใหภรรยาของผมคอย ๆ เปลี่ยนแปลงไปเปนคนในแบบที่ผม ไดเขียนบทไวทุกประการโดยไมมีการบังคับกันเปนอันขาด ตอนนี้ พ วกเราคงพอมี ไ อเดี ย บ า งแล ว ว า จะเขี ย นบทใหม ใ ห กั บ ทุ ก สิ่ ง ทุ ก อย า งได อยางไร จงหาสมุดสวนตัวสักเลมหนึ่งที่ตัวเราเองเทานั้นจะเขียนใหตรงกับสิ่งที่เราตองการให มันเกิดขึ้นในอนาคตหากคิดไมออก ผมขอแนะนําใหเขียนในลักษณะที่เลอเลิศที่สุดเทาที่เรา จะสามารถคุณแมของฉันเปนคนที่……...........................................................................................................…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………คุณพอของฉันเปนคนที่…………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………สามีของฉันเปนคนที่……………………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ภรรยาของฉันเปนคนที่…………………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………………………… 134
  135. ……………………………………………………………………………………………………………ลูกของฉัน(ระบุชื่อ) เปนคนที่……………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………เจานายของฉันเปนคนที่………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ธุรกิจของฉันเปนธุรกิจที่…………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ตัวฉันเองเปนคนที่………………………………………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………โครงการใหมของฉันเปนโครงการที่……………………………………………………………………....…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………สุนัขตัวโปรดของฉันเปนสุนัขที่…………………………………………………………………………...…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………รถเกงของฉันเปนรถที่…………………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………เพื่อนของฉัน (ระบุชื่อ) เปนคนที่………………………………………………………………………….…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………ลูกคาของฉันเปนลูกคาที่…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… คุณผูอานที่รัก ไมวาจะเกี่ยวกับอะไรก็ตาม หากมีสตินึกได ขอใหพวกเราเขียนบทใหมใหกับพวกมันทั้งหมดเสมอ ผมไดบอกไวแลววาเมื่อเราเขียนเอง เราตองอานเอง อยาใหคนเกี่ยวของที่ 135
  136. อยูในขอความที่เราเขียนถึงไดอานเปนอันขาด และเพื่อยืนยันสิ่งนี้ ผมจะยกตัวอยางสองเรื่องที่นาขันใหฟง สมมติวาผมเขียนบทใหมใหกับรถของผมวา “โอ… เจารถของขา เจาชางเปนรถที่มีสมรรถนะที่ยอดเยี่ยมเหลือเกินเกาะถนนเปนเลิศ เจารับใชขาอยางซื่อสัตยและทนทานอยางหาที่เปรียบไมได”ถามจริง… รถของผมมันอานหนังสือที่ผมเขียนออกหรอ!!! ฉะนั้น มันไมมีวันไดอานหรอก แตผมก็เชื่อวามันจะเปนไปตามนั้น และนี่คืออีกตัวอยางหนึ่ง “โอ เจาหมานอยของ เจาคือสุนัขที่ฉลาดล้ําลึก เจาไดชวยดูแลบาน และระแวดระวังตอคนแปลกหนาไดอยางยอดเยี่ยม และแมแตการเหา เจาจะเหาเทาที่จําเปนและเหมาะสมเทานั้น มีแตสุนัขที่แสนรูอยางเจาเทานั้นที่ทําไดถึงขนาดนั้น” ถามจริง…หมาของผมจะอานขอความที่ผมเขียนไดหรือ? ฉะนั้น ผมจึงตองอานเองโดยใสความรูสึกวาหมาของผมจะเปลี่ยนแปลงไปตามที่ผมเขียน พวกเราอาจแยงวา “แลวมันจะเปนไปไดไง?” สหายที่รักทุกสิ่งเปนไปไดไมใชแคความคิด… แตดวยความรูสึก ฉะนั้นเวลาอานจึงตองใสความรูสึกเขาไปมาก ๆ และที่ผมกลาวมาทั้งหมดนี้… ไมใชเรื่องลอเลน เจาหมาตัวนั้นเปลี่ยนไปตามที่เขียนบทไว ผมดึงดูดใหมันเกิดไมใชแคความคิด แตดวยความรูสึก ย้ําดวยความรูสึก 136
  137. บทที่ 6เปลี่ยนจากคิดมาเปนรูสึกหากพวกเราอยากดึงดูดสิ่งที่ตองการใหเขามาหาเร็วไว แคคิดถึงสิ่งที่ตองการนั้นยังไมเร็วพอ แตตองคิดดวยความรูสึก ฉะนั้น แทนที่เราจะพูดวา “คิด” ซึ่งมักทําใหพวกเราลืมวาตองใสความรูสึกที่เขมขนหรือแรงกลาเขาไปดวย เราจึงตองหาวิธีที่ไมลืมดวยการเปลี่ยนไปใช คําวา “รูสึก” แทนคําวา “คิด” การที่เราจะไดอะไรเขามาในชีวิตของเรานั้น ยิ่งเรารูสึกถึงมันไดมากเทาไหร ยาวนานมากเทาไหร เราจะตองไดมันมาอยางไมตองสงสัย ยกตัวอยางในยามที่เราสังหรณใจวาจะมีบางสิ่งบางอยางเกิดขึ้นรับรองไดเลยวาจะเปนไปตามนั้น เพราะวาลางสังหรณคือความรูสึกที่ชัดและแรงกลาที่สุดในบรรดาความรูสึกทั้งหลายที่พวกเราจะสามารถรูสึกได นาเสียดายที่เราไมเขาใจถึงพลังแหงความรูสึก พวกเราจึงดึงดูด แมแตสิ่งที่ไมตองการเขามาหาโดยไปรูสึกในเชิงลบมากเกินไป ในภาษาของเรานั้นผมอยากแนะนําใหลองหัดพูดใหมหมดเลยดวยการแทนที่ทุกตําแหนงของคําวา “คิด” ดวยคําวา “รูสึก” แลวพวกเราจะแปลกใจวาเราสามารถตอบคําถามหรือเขาใจสภาพความเปนจริงไดมากขึ้นอยางไมนาเชื่อยกตัวอยางเชน“ตอนนี้ฉันคิดอะไรอยู?” เปลี่ยนเปน “ตอนนี้ฉันรูสึกอะไรอยู”“ฉันคิดยังไงกับตัวฉัน?” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกยังไงกับตัวฉัน”“ฉันคิดอยางไรกับการเรียนของฉัน?” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับการเรียนของฉัน?”“ฉันคิดอยางไรกับงานของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับงานของฉัน”“ฉันคิดอยางไรกับเพื่อนรวมงานของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับเพื่อนรวมงานของฉัน”“ฉันคิดอยางไรกับสุขภาพของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับสุขภาพของฉัน”“ฉันคิดอยางไรกับลูกของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับลูกของฉัน?”“ฉันคิดอยางไรกับปญหาของฉัน” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับปญหาของฉัน?”“ฉันคิดอยางไรกับ…?” เปลี่ยนเปน “ฉันรูสึกอยางไรกับ…? ดวยการตอบคําถามไปตามความรูสึกจะงายกวาการพยายามคิด และการบานขางลางตอไปนี้ผมออกแบบมาใหพวกเราโดยเฉพาะเพื่อฝกสรางความรูสึกแทนการคิด ผมรับประกันวาพวกเราจะเปลี่ยนแปลงการมองทุกสิ่งในโลกนี้ไปอยางมหาศาลเชนกัน สวนสิ่งที่พวกเราตองการนั้นไมตองหวงความรูสึกของเราจะดึงดูดพวกมันใหเขามาหาเราไดเร็วกวาที่เราคาดไว ขอใหพวกเราทําการบานตอไปนี้โดยใชความรูสึกใหมาก ๆ 137
  138. เทาที่ผานมา โดยรวมแลว คุณรูสึกอยางไรกับตัวคุณเอง? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมาคุณรูสึกอยางไรกับรูปรางหนาตาของคุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา คุณรูสึกอยางไรกับหนาที่การงานของคุณและคุณรูสึกอยางไรกับบริษัท และ เพื่อนรวมงานของคุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา คุณรูสึกอยางไรกับฐานะทางการเงินของคุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา ถาคุณมีครอบครัวของตนเองแลว คุณรูสึกอยางไรกับสมาชิกทุกคนในบานของ คุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา คุณรูสึกอยางไรกับสุขภาพของคุณ? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เทาที่ผานมา คุณรูสึกอยางไรกับผูคน สังคม สิ่งแวดลอม ประเทศชาติ และโลกใบนี้? ……………………………………………………………………………….……………………… …………………………………………………………………. (ถาคุณรูสึกไมดี จงเปลี่ยนมันซะ) เมื่อพวกเราไดตอบคําถามเหลานี้ไปตามความรูสึกแลว สิ่งที่ตองรูคือพวกเราไดดึงดูดทุกสิ่งเขามาพัวพันในชีวิตของพวกเราไปตามความรูสึกตาง ๆ เหลานั้น หากวารูสึกดีอยูแลว โอ.. นั่นชางเปนโชคโดยไมรูตัว แตถาพวกเรารูสึกไมดี ผมขอรองใหคอย ๆ ปรับใหรูสึกดี แลวเราจะเปลี่ยนวิธีดึงดูดสิ่งตาง ๆ ไปในทันที กลาวอยางสั้น…. วิธีที่เรารูสึกนั่นแหละ คือวิธีที่เราดึงดูด 138
  139. บทที่ 7จัดเตรียมสิ่งที่จะขอบคุณไวเสมอขณะนี้เรายังอยูในขั้นตอนที่สามที่ใหสรางความรูสึกดีกับทุกสิ่งที่เราตองการ แตถาเราอารมณเสีย เราจะรูสึกดีกับสิ่งตาง ๆ ไดอยางไร? เมื่อเราอารมณเสีย เราอยาไปโกรธวา “ก็รูอยูแลววาอารมณเสียจะดึงดูดเรื่องไมดี แลวยังอารมณเสียอีก นาโมโหตัวเองจริง ๆ” แตตราบใดที่พวกเรายังไมไดรูแจงแลวไซรมันยอมตองมีอารมณเสียกันบางเปนธรรมดา ฉะนั้น การที่เรารูสึกแยยังไมใชประเด็นที่สําคัญที่สุด แตประเด็นที่สําคัญกวาคือเราจะพลิกกลับมาอารมณดีใหเร็วที่สุดเทาที่จะเปนไปไดไดอยางไร? วิธีหนึ่งที่ดีม ากคื อ การหาทางยา ยความสนใจออกจากสภาวะอารมณ เ สียแลว ไปสนใจสิ่ ง อื่น ชั่ ว คราวและเพื่อที่จะไดรูสึกดีไดไว เราจะสนใจสิ่งอื่นในลักษณะของการขอบคุณขอใหพวกเรานึกถึงอะไรก็ได เชนดวงตาของเรา แวนตาของเรา ขาของเรา มือของเรา เสนผมของเรา เสื้อผาที่สวมใสอยู ปายบอกทางบนถนนที่เราขับรถผาน ตนไมหรือดอกไมขางทาง น้ําประปา กระแสไฟฟา ถนนหนทาง หรือใครสักคนที่เราอยากขอบคุณ เมื่อเราหันไปสนใจสิ่งอื่น เราจะสนใจอารมณที่เสียอยูนอยลง และยิ่งเราไปสนใจสิ่งอื่นในลักษณะที่ระลึกคุณหรือขอบคุณมัน นั่นจะยิ่งทําใหเรารูสึกดีขึ้น ทั้งนี้เพราะวาเรามีสองสภาวะซอนทับกันในเสี้ยววินาทีเดียวกันไมได ฉะนั้น แทนที่จะมุงเนน เรื่องเดิมที่ทําใหเราอารมณเสีย เราตองตั้งสติใหไวโดยรีบหาอะไรสักอยางเพื่อขอบคุณมันในใจทันที หากทําดังนี้ ภายในเวลาอันสั้นเราจะพบวาเรารูสึกดีขึ้นมาก นี่หมายความวาเราพลิกสถานการณกลับมาสูสภาวะที่ใหพลังดึงดูดสิ่งดีแทนสภาวะที่ใหพลังงานในการดึงดูดสิ่งเลว การที่เรารูสึกดีขึ้นทีละนิดนั้นคือความสําเร็จอยางแทจริงและมีคายิ่ง ขอใหผมเตือนใจพวกเราอีกครั้งวา ภารกิจใหญในชีวิตของพวกเรา คือการดําเนินชีวิตดวยความราเริง ปติยินดี และเปยมสุขพวกเราเพียงดํารงสภาวะนี้ไว และยามใดที่หลุดออกไปจากเสนทางนี้ สิ่งที่พวกเราตองทําคือการกลับเขาสูเสนทางนี้ใหเร็วที่สุดเทาที่จะทําได จงอยาปลอยใหตนเองออกนอกเสนทางนานเกินไป หาไมแลวพวกเราจะเดือดรอนกับการกวักมือเรียกสิ่งเลว ๆ เขามาหาตนเองอยางไมหยุดหยอน สิ่งที่เราจะเตรียมไวขอบคุณในยามที่เราอารมณเสียนั้น อาจ เปนอะไรก็ไดทั้งนั้น โปรดรูวาแมแตของเล็กนอยที่ดูราวกับวาไมสําคัญเลย เชน กระดาษเปลาสักหนึ่งแผน แตเมื่อเราขอบคุณมันเราจะพบถึงความออนโยนภายในจิตใจของเรา และเราจะรูสึกดีขึ้นอยางนาอัศจรรยใจ วิธีนี้ผมไดปฏิบัติมาแลว ไดรับรูถึงพลังของมันอยางชัดเจน ผมขอรับประกันวามันเปนเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสูงมากอนึ่ง การขอบคุณ…พวกเราไมจําเปนตองรอใหอารมณเสียแลวคอยทําหรอกนะ ผมขอแนะนําใหทําในทุกเชาและกอนนอน ทําสักครั้งละหาถึงสิบนาที แลวพวกเราจะพบวา วันนั้นไดกลายเปนวันที่พิเศษไปทั้งวัน ดังนั้น นอกจากการขอบคุณจะสามารถแกไขสถานการณอารมณเสียไดแลว เราสามารถใชมันไดทุกเวลาและสถานที่อีกดวย มันเปนสิ่งที่ใหประโยชนอยางเดียวเทานั้น หาขอเสียไมไดเลย 139
  140. บททื่8วิธีสรางความรูสึกดีแบบอื่น ๆนอกจากที่ไดกลาวมาแลว ผมขอแนะนํากิจกรรมตอไปนี้ที่ลวนแลวแต ยอดเยี่ยมไรเทียมทานทั้งสิ้นขอใหพวกเราฝกทําไปตามความชอบก็แลวกัน สวนตัวผมเองนั้น ไดทําทุกอยางที่ผมจะกลาวตอไปนี้ ไปยืนที่หนากระจก ยิ้มใหกวาง ๆ เปนเวลา 1 นาที ใหทําวันละ 3 ครั้ง (ควรเปดเพลงเพื่อสราง บรรยากาศ) กลามเนื้อ 80 มัดบนใบหนาจะถูกฝกใหแสดงออกวามีความสุขอยางอัตโนมัติ (จงเลิกทําตัวเปนเสือยิ้มยากหรือคนหนาเฉยชาเสียที) ฮัมเพลง รองเพลง ปรบมือ ดีดนิ้ว ผิวปาก เตนรํา หรือดิ้น โดยเฉพาะการดิ้นกับเพลงมันส ๆ ผมบอกไดเลยวา เพียงยี่สิบนาที… ทุกอยางจะเรียบรอย วิ่งกระโดด… ขอใหลองกึ่งวิ่งกึ่งกระโดดสลับขาไปมาอยางที่พวกเราเคยทําตอนเด็กดู เราจะ รูสึกวาสนุกมากทีเดียว ทําการเคลื่อนไหวที่ทรงพลัง กลาวคือใหเจตนาเคลื่อนไหวใหเร็ว ๆ สั่นมือไว ๆ ปรบมือแบบ ปะทะแลวกระชากออกจากกันใหเร็วที่สุด หรือวิ่งอยางเร็วจี๋ (แตตองไมเร็วจนหัวใจวายนะ ครับ) หัวเราะใหดังมาก ๆ โปรดจําไววา บางครั้งการทําตัวราวกับคนบาและไรสาระ คือการมีสาระ ทํ า อะไรก็ ไ ด ที่ มั น น า ขั น อะไรก็ ไ ด ที่ มั น ตลก อะไรก็ ไ ด ที่ มั น นอกกรอบ (ที่ ช าวบ า นเขาไม เดือดรอนนะ) และหากวาไมมีอะไรไดผลเลยแมแตอยางเดียว (ซึ่งไมนาจะเปนไปได) งั้นขอใหแคยิ้มไป เรื่อย ๆ แคยิ้มแลวทุกอยางจะโอเคแคยิ้มแลวทุกอยางจะเรียบรอย แมรูวาฝนยิ้มก็ไมเปนไร ให ยิ้มตอไปอีกเดี๋ยวจะดีเอง อีกเดี๋ยวการฝนจะหมดไป อีกเดี๋ยวจะไดความรูสึกดีกลับคืนมา และ วิธีนี้ใชไดในทุกสถานการณ ทุกเงื่อนไข ทุกโอกาส ทุกสถานที่ และทุกเวลา 140
  141. บทที่ 9พวกเราทําอยางไรแลวดีขึ้นนอกจากที่ไดกลาวมาแลว พวกเราทุกคนตางมีกลยุทธ เทคนิค และวิธีการสวนตัวในการสรางอารมณดีและปราบอารมณรายดวยกันทั้งนั้นแหละ ดังนั้นวิธีการเหลานั้นยอมตองรวมเขาไปดวย เอาละ บอกผมหนอยสิวา เมื่อพวกเราอารมณเสีย พวกเราทําอยางไรกันบางถึงไดอารมณดีขึ้น (เชน ฉันออกไปช็อปปง)…………………………… …………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………… พวกเราที่รัก อะไรที่มันเคยไดผลมาแลว ก็ขอใหทําตอไปอะไรที่ยังไมเคยลองทําที่แนะนําไวในหนังสือเลมนี้ ก็ลองฝกฝนดู เปาหมายของเราคือการสรางความรูสึกดีกับทุกสิ่งที่เราตองการและการแก ไขยามอารมณ เ สีย ใหก ลับมาอารมณดี ไดเ ร็วไว บัดนี้พวกเรากํ า ลัง ก าวไปสูขั้น ตอนที่สี่ซึ่ งตอนสุดทายของวิธีดึงดูดสิ่งที่เราตองการแลว ไปตอกันเลยครับ 141
  142. บทที่ 10ขั้นที่ 4 ปลอยใหมันเกิดขึ้นพวกเราไดศึกษาเรื่องวิธีดึงดูดสิ่งที่เราตองการผานไปแลวถึงสามขั้นตอนและเพื่อกันลืม ผมจะทบทวนใหอีกครั้งดังนี้ 1. จงระบุออกมาใหชัดวาอะไรคือสิ่งที่พวกเราไมตองการ 2. จากนั้น จงเปลี่ยนสิ่งที่ไมตองการในขอหนึ่งใหกลายเปนสิ่งที่ตองการ 3. ใหดําเนินชีวิตประจําวันดวยการทําใหตนเองรูสึกดี (มาก ๆ ) กับสิ่งตาง ๆ ที่เรา ตองการในขอสอง บัดนี้เรากําลังเขามาสูขั้นตอนที่สี่ซึ่งเปนขั้นตอนสุดทายแลว 4. หลักการของขั้นที่4 มีอยูวา ใหเราทําตัวพรอมกับดําเนินชีวิตตอไปอยางราเริง ที่สุดเทาที่จะทําได และในระหวางนั้น ใหเชื่อวาสิ่งที่พวกเราตองการกําลังอยูบนเสนทาง ของมันที่ตรงดิ่งมาหาเรา และเราเองก็เชนกันที่กําลังอยูบนเสนทางที่ตรงดิ่งไปหามัน เรา และมันกําลังดึงดูดซึ่งกันและกัน จงใหเวลาเพื่อปลอยใหมันบังเกิดขึ้นโดยไรความกังวลจง ราเริงใหมาก ๆ เสมอ เมื่อเราไดทําถูกมาถึงสามขอแลว เปรียบไดกับเราไดหวานเมล็ดพันธุไปแลว ดังนั้นมันจะมีเวลาทิ้งชวงจํานวนหนึ่งกอนที่เราจะไดเก็บเกี่ยว ไมมีใครหรอกที่สามารถหวานในวันนี้แลวเก็บเกี่ยวในวันพรุงนี้ทันที ก็เชนกัน พวกเราตองไมใจรอนจนเกินไป สิ่งที่ควรทําที่สุดในชวงเวลาเชนนี้คือความรูสึกเชื่อมั่น ความรูสึกมั่นใจ และการปลอยวางกฏแหงการดึงดูดจะทํางานในสวนที่เหลือใหเราเปรียบเหมือนกับวาเราไดทําหนาที่ของเราคือหวานเมล็ดพันธุลงในดินแลว รดน้ําพรวนดินแลว ฉะนั้น หนาที่การเจริญเติบโตยอมเปนของเมล็ดพันธุดวยตัวมันเอง และเวลาที่มันตองใชเพื่อการเจริญเติบโตนี่แหละคือเวลาทิ้งชวงที่เราตองมอบใหกับมัน ฉะนั้น เราจะกังวลไปทําไมวาเมล็ดพันธุที่เราเพาะปลูกจะไมเจริญเติบโตใหเราเก็บเกี่ยว มันชางเหลวไหลสิ้นดี ดังนั้น นอกจากความราเริง ความปติยินดี ความเชื่อมั่นและการปลอยวางวามันจะตองเปนไปตามกฏอยางแนนอนแลวพวกเราอยาไปวิตกกังวลเปนอันขาด เพราะวาการวิตกกังวลแปลวาเรารูสึกไมดีตอสิ่งที่เราตองการ นั่นคือการทําตรงขามเสียแลว แลวเราจะไดสิ่งที่เราตองการไดอยางไรในเมื่อเรารูสึกไมดี และตอไปนี้เปนอาการของคนจํานวนหนึ่งที่เราหามเลียนแบบหากเราไมอยากผลักไสสิ่งที่เราตองการใหไกลออกไปอีก 142
  143. “ไอสิ่งที่ฉันตองการเนี่ย เมื่อไหรมันจะไดสักทีวะ?” “นี่มันก็หลายวันแลว แตไอที่รอคอยไมมีทาทีเลย ควาน้ําเหลวละมั้งเรา?” “ฉันก็ทําถูกทั้งสามขั้นตอนแลวนี่หวา แตไหงไมไดสิ่งที่ตองการวะ?” “เซ็งวะ เมื่อไหรมันจะมาสักทีวะ?” “ฉันกะแลววามันคงไมเปนไปอยางที่ฉันคิดหรอก” ยามใดที่เราพูดหรือนึกคิดดวยประโยคอยางนั้น มันทําใหเรารูสึกแยอยางชัดเจน มันจึงขัดแยงกับเจตนารมณที่เราพยายามจะสรางความรูสึกดีใหกับสิ่งที่เราตองการ สิ่งที่เราตองทําจริง ๆ คือสรางความรูสึกวาสบายใจ ราเริง ยิ้มแยมแจมใส ปติยินดี และมีชีวิตชีวาใหมาก ๆ สิ่งที่เราตองทําก็คือออกไปทํางานดวยความกระตือรือรนกระฉับกระเฉง ใหคงความราเริงไวมาก ๆ หากยามใดเกิดนึกถึงสิ่งที่ตองการขึ้นมาครั้งใด ก็ใหนึกคิดไปในลักษณะเชิงบวกทั้งสิ้น นี่แหละคือการรูสึกเชื่ออยางแทจริงและการเชื่ออยางแทจริงนั่นแหละคือเนื้อหาของหัวขอนี้ที่วา .... ปลอยใหมันบังเกิดขึ้น ในเมื่อพวกเราไดเขาใจเทคนิคการดึงดูดสิ่งที่ตองการอยางถองแทแลว มันยอมถึงเวลาแลวที่พวกเราจะสรางอนาคตใหอยูในกํามือของเรา และตอไปนี้คือเนื้อหาของภาคสุดทายที่จะทําใหพวกเรามองเห็ น โอกาสในโลกยุ ค ใหม ว า มั น สดใสซาบซ า กว า ยุ ค ใด นี่ คื อ ยุ ค ที่ ค นเราสามารถประสบความสําเร็จไดงายกวายุคกอน ๆ เราไปศึกษากันเถอะวา ในภาคที่ 4 จะมีขอมูลสําคัญอะไรบางแกพวกเราบาง 143
  144. ภาค 4อนาคตอยูในกํามือของเรา 144
  145. บทที่ 1ภูเขาแหงความมั่งคั่งทั้งหกในโลกยุคใหมนี้ ความมั่งคั่งร่ํารวย และความสําเร็จคือโอกาสที่เปดกวาง แตสิ่งที่ขาดไมไดคือการมีเปาหมายหรือรูวาพวกเราจะมั่งคั่งร่ํารวยกับอะไรบาง? ฉะนั้น พวกเราตองมองไปที่ภาพใหญกอนวาตอนนี้คนในโลกกําลังร่ํารวยกับอะไรอยู จากนั้น พวกเราถึงจะคิดไดชัดเจนวาจะร่ํารวยกับเขาบางไดอยางไร ตอไปนี้คือภูเขาแหงความมั่งคั่งทั้งหกที่คนในโลกกําลังสรางกันอยู โลกแหงสินคา และบริการ ไดแกสินคาและบริการทุกชนิด โลกแหงอสังหาริมทรัพย ไดแก บาน ตึก และที่ดิน เปนตน โลกแหงการลงทุน เชน หุน พันธบัตร ตราสารหนี้ เปนตน โลกแหงธุรกิจเครือขาย ซึ่งปจจุบันขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ โลกแหงนักขายมืออาชีพ และสุดยอดนักบริหาร โลกแหงการทํา E-commerce ในอินเตอรเน็ต ตอนนี้พวกเราคงพอไดไอเดียคราว ๆ แลว ตอไปผมขอใหพวกเราใชความรูสึกกันสักหนอยเรารูสึกชอบแบบไหนละ ภูเขาทั้งหกนี้ลวนสามารถสรางความมั่งคั่งที่ไรขีดจํากัดไดทั้งสิ้น เราจึงตองเลือก หรืออาจเลือกโดยผสมผสานกันมากกวาหนึ่งอยางก็ได ขอใหพวกเราหลับตาลง แลวสรางจินตภาพดูวา พวกเรากําลังจะเปนเศรษฐีเงินลานกับภูเขาแหงความมั่งคั่งลูกไหน? สมมติวาเวลาไดผานไปสามปจากที่พวกเราไดอานหนังสือเลมนี้แลว พวกเราจะยื่นนามบัตรที่บงบอกวาเราอยูในธุรกิจดานไหน มันคืออะไรกันแนพวกเราบอกไดไหมครับขอใหตอบคําถามขอนี้ใหไดเพราะวามันสําคัญที่เราตองเห็นภาพใหญของตัวเราเองกอน แลวเราถึงจะสามารถดําเนินชีวิตไปตามนั้นได จงตัดสินใจใหเด็ดเดี่ยวเสียวาจะเปนเศรษฐีในดานไหน แลวอนาคตจะอยูในกํามือของเรา เอาละ พวกเรามาฝกพูดในจินตนาการกันหนอย อยาลืมใสความรูสึกเชื่อเขาไปดวยนะครับ ผมมั่งคั่งร่ํารวยจากการทําธุรกิจครับ ดิฉันมีอิสรภาพทางการเงินจากการสรางธรุกิจเครือขายคะ ดิฉันหาเงินลานไดจากอสังหาริมทรัพยคะ ดิฉันหาเงินลานไดจากการลงทุนในตลาดหุนคะ ดิฉันหาเงินลานไดจากการเปนสุดยอดนักขายคะ ผมหาเงินลานจากการเปนสุดยอดนักบริหารครับ ผมรวยในพริบตาจากโอกาสที่เปดกวางบนอินเตอรเน็ตครับ 145
  146. ยิ่งเรารูชัดเทาไหรวาตอนนี้เราเปนใคร และตอไปเราจะเปนใคร ยิ่งเรารูชัดเทาไหรวาตอนนี้เรากําลังทําอะไร และตอไปเรายังจะทําอะไรอีก ยิ่งเรารูทิศทางวาตอนนี้เราอยูที่ไหน และเรากําลังจะไปที่ไหนความสําเร็จยอมเปนเรื่องที่งายขึ้นและเร็วขึ้นเทานั้น คนแบบพวกเรานี้ผมเรียกวา…. คนที่มีเปาหมายครับ 146
  147. บทที่ 2ชวยสมองอีกสองเรื่องคนที่มีอนาคตคือคนที่มีเปาหมาย ยิ่งมีเปาหมายมากก็ยิ่งมีอนาคตมาก สวนคนที่มีเปาหมายนอยหรือไมมีเปาหมายเลย คือคนที่มีอนาคตนอยมากหรือไมมีอนาคตเลย ศาสตรแหงความสําเร็จจํานวนหนึ่ง ที่ผ มศึ ก ษาย้ํ า ตรงกั น ว า เป า หมายคื อ ปจ จัย ตั ว ใหญ ม ากที่ ข าดไมไ ดแ ละผมก็ เ ห็ น ด ว ยว า …นอกจากพลังแหงอารมณความรูสึกที่ผมไดเนนย้ํามาตลอดทั้งเลมเพื่อความสุขแลว เปาหมายคือพลังที่นําไปสูความสําเร็จ ฉะนั้น เมื่อไหรที่เรามีความรูสึกดี และมอบความรูสึกดีใหกับเปาหมายซะ เราจะกลายเปนแบบอยางของคนที่มีความสุขและความสําเร็จที่หาไดยากยิ่งที่ควาไวไดทั้งสองประการ และผมยอมรั บไมไดหากเราจะได ไว เพียงประการเดีย ว และเพราะวา ตอนนี้ พวกเราเกงเรื่ องพลังแหงอารมณหรือสภาวะจิตไปแลว ผมจึงไมหวงวา พวกเราจะไมมีความสุขอีกตอไป ผมเชื่อวาพวกเราจะสามารถจัดการใหตัวเราเองกลับมารูสึกดีมีความสุขไดอยางรวดเร็ว สิ่งที่เหลืออยูคือ การสอนใหสมองหรือความคิดของเราใชงานไดอยางมีประสิทธิภาพโดยการสอนมันวา… มีอะไรบางที่เราตองการ ที่มันจะตองรูและจดจําใหไดและใหความสําคัญกับสิ่งที่เราตองการอยูเสมอ ดังนั้นเราจึงตองชวยมันอีกสองเรื่อง คือ 1. เราตองบอกมันกอนวาเราตองการอะไรบาง… และ 2. เราตองชวยมันจดจําโดยเขียนออกมาใหละเอียด ซึ่งอันนี้แหละคือเปาหมายดังนั้น ถาเราอยากใหสมองมันชวยเรา เราตองชวยมันกอนเอาละ เราไปจัดการกับเรื่องแรกใหสมองกันเลย 147
  148. บทที่ 3สิ่งที่ฉันตองการ?หากวาจะมีคําถามใดคําถามหนึ่งที่อาจเปนสาเหตุใหคนเรามีโอกาสสุขสมหวังไดแลวละก็ มันยอมตองเปนคําถามนี้อยางแนนอน “ฉันตองการอะไร?” และใครก็ตามที่ไมสามารถตอบคําถามขอนี้ไดถูกตองแมนยํา ก็อยาหวังเลยวาจะไดพบกับคําวาความสมหวังที่แทจริง คนที่ไมรูวา “ฉันตองการอะไร?”เปรียบเหมือนกับกอนหิน เมื่อผมถามกอนหินวา “คุณกอนหิน คุณตองการอะไรครับ?” กอนหินจะตอบวา “ประทานโทษ นี่คุณจะบาหรือไง ผมไมรูหรอกครับวาผมตองการอะไรผมไมรูดวยซ้ําวาผมมีตัวตนและอันที่จริงนั้น ผมพูดไมไดอีกดวย” แตคนเราไมใชกอนหิน เราคือมนุษยที่เฉลียวฉลาดที่สุด เรามีสมองที่มีศักยภาพมากที่สุด แตเราตองบอกมันใหชัดเจนวาเราตองการอะไรเสียกอน แลวมันจะชวยเราไดอยางมีประสิทธิภาพ และหนทางเดียวที่เราจะชวยใหมันรูก็คือบอกกลาวเลาสิบกับมันซะ คุณผูอานที่รักไดโปรดตอบคําถามนี้อีกครั้ง สิ่งที่ฉันตองการอยางแทจริงคือ ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… ……………………………………………………………… สิ่งที่พวกเราตองการอยางแทจริงนั้นมีมากมาย เนื้อที่วางในหนังสือเลมนี้มีนอยในการใหพวกเรา ไดซอมเขียนถึงความตองการเพียง 9 ขอขางบนนี้ไมพอหรอก พวกเราตัองหาสมุดสวนตัวมาเขียนเพิ่มคอย ๆ ทําไปเรื่อย? ๆ วันไหนนึกถึงอะไรไดเพิ่มเติมอีกก็ใหเขียนเพิ่มเขาไปจนกวาจะสมบูรณ สวนอะไรที่เราเกิดเปลี่ยนใจวาไมอยากได ก็ใหขีดฆาออกจากรายการที่ไดเขียนไว ยิ่งไปกวานั้น พวกเราอยาเผลอไปใชถอยคําที่อาจทําใหสับสนได เชนอยาใชคําวา “ควร” ในยามที่เรากําลังยุงอยูกับเรื่อง “สิ่งที่ฉันตองการ” เชน 148
  149. “ฉันควรซื้อรถคันนี้ไหม?” ใหเปลี่ยนเปน “ฉันตองการซื้อรถคันนี้ไหม?” สิ่งที่ผมพยายามย้ําเตือนพวกเราก็คือ…. ตอนนี้เรากําลังพิจารณาวาเราตองการอะไรจริง ๆ เราไมไดสนใจวามัน “ควร” ไหมเปรียบเหมือ นถ า เราสนใจหญิง สาวคนหนึ่ง ที่เราอยากรูที่สุดคือ “ฉั น ต องการแตง งานกับหญิ ง สาวคนนี้หรือไม?” ถาตองการจะไดพิจารณาเรื่องวิธีการตอไป ถาไมตองการก็จบซะ แตไมใชถามอยางนี้ “ฉันควรแตงงานกับหญิงสาวคนนี้หรือไม?” นี่แหละที่เปนตนตอที่ทําใหสับสนในแงที่วา… มันเปนคําถามที่อาจทําใหเราไมรูวาจริง ๆ แลวเราตองการอะไร โลกใบนี้สับสนวุนวายเพราะวาคนจํานวนมากไมรูใจตัวเองวาตองการอะไรกันแน คําวา “ควร” คือตัวบอนทําลายที่เกงที่สุดในโลกนี้เลยทีเดียว “ฉันควรกลับบานตอนนี้ไหม?” คําถามแบบนี้เหมือนดีและมีเหตุผลใชไหม? แตผมใหคะแนนเทากับศูนย มันทําใหสมองทํางานหนักโดยไมจําเปน จงเปลี่ยนไปถามวา “ฉันตองการกลับบานตอนนี้ไหม?” งาย ๆ แคนี้เอง จงใหทิศทางการคิดที่ชัดเจนกับสมองซะ แลวมันจะงายขึ้นเยอะ “ฉันควรไปดูหนังเรื่องนี้ไหม?” คําถามแบบนี้ก็เชนกันที่ไมไดเรื่อง พวกเราจงถามใหมวา “ฉันตองดูหนังเรื่องนี้ไหม?” แบบนี้คอยรูเรื่องหนอย แบบนี้ซิที่ชวยสมองใหทํางานอยางมีประสิทธิภาพ “ฉันควรมีสุขภาพที่ ดี ใช ไหม?” บา ชัด ๆ ที่ถามตนเองแบบนี้ เปน คํ าถามที่เหมือนดีแตแยเ พราะไปถามซะซับซอนเชียว จงถามใหมันตรงประเด็นวา “ฉันตองการมีสุขภาพที่ดีไหม?” ถาตองการ ก็ทําไปตามนั้นถาไมตองการก็ทําไปตามนั้น แตอยางนอยตองรูใหชัดวาเราตองการอะไรกันแนใหได คุณผูอานที่รัก ไมวาเรากําลังอยูที่ไหน? เมื่อไหร? กับใคร? หรืออยูในสถานการณใด ๆ จงถามตนเองวา “ตอนนี้ฉันตองการอะไร?” จงฝกใหเคยชินจนอยูตัวที่จะถามตนเองวา “ฉันตองการอะไร” ไปจนตลอดชีวิต แลวชีวิตของพวกเราจะแสนวิเศษ สวนคําถามที่วา “ฉันตองทําอะไรตอไป” หรือ “ฉันควรทําอยางไร” นั้น พวกมันเปนคําถามที่สามารถถามไดตอเมื่อเรารูแลววา…เราตองการอะไร 149
  150. บทที่4ตั้งเปาหมายเมื่อเรารูชัดเจนแลววา เราตองการอะไร ขั้นตอไปที่เราตองชวยสมอง คือ ชวยใหมันจดจําอยางฝงใจดวยการเขียนสิ่งที่ตองการและวิธีที่จะไดมาดวยเทคนิคที่เรียกวา “การตั้งเปาหมาย” พวกเราหลายคนมักคิดวา “แตฉันตองจําไดอยูแลวนี่วาฉันตองการอะไร” นี่คือสิ่งที่คนสวนใหญในโลกเปนกันทั้งนั้น ผมกลาพูดวา “คนสวนใหญ” เชียวรึ! ยิ่งกวากลาอีกเพราะตัวเลขที่ผมรูทําใหผมช็อก มีคนรอยละ 3 เทานั้นที่เขียนเปาหมายลงบนกระดาษ สวนใหญที่เหลืออีกรอยละ 97 ไมเคยทําเลยชั่วชีวิตยิ่งไปกวานั้น ตัวเลขเกี่ยวกับผลประโยชนที่คนสองกลุมนี้ไดรับก็นาตกใจไมแพกัน กลาวคือคนที่มีเปาหมายประสบความสําเร็จเปน 2 ถึง 10 เทาของคนที่ไมมีเปาหมายหรือไมไดเขียนเปาหมายไวในกระดาษ ดว ยเหตุ ผลนี้ ผมมั ก บอกกับผูฟ งในการบรรยายของผมทุกครั้ง วา “ใหรีบยา ยตนเองใหกลายเปนคนรอยละ 3 ที่เขียนสิ่งที่ตองการลงบนกระดาษ และที่จริงพวกเรานาจะตื่นเตนที่เราไดกลายเปนคนรอยละ 3 นั่น และคําถามเดียวที่ผมสามารถถามพวกเราไดก็คือ “พวกเราตองการกลายเปนคนรอยละ 3 ไหมละ?” ถาตองการมันก็งาย ถาไมตองการ เชื่อผมเถอะ… วางหนังสือเลมนี้ลงหรือไมก็บริจาคมันใหกับคนอื่นเสียเถอะตอไปนี้คือคําถามสําคัญคุณตองการและตัดสินใจที่จะกลายเปนคนรอยละ 3 ทีมีอนาคตมากหรือไม? หากคําตอบคือใช งั้นเราไปดูตอวาการตั้งเปาหมายที่ดีมีองคประกอบอะไรบาง? 1. ระบุสิ่งที่ตองการใหชัดเจนวามันคืออะไรบนหัวกระดาษ 2. ใสระยะเวลาที่คาดวาจะใชเพื่อใหไดมันมา หรือบอกกําหนดเสนตายเอาไววาเราจะ ทําใหเสร็จภายในวันที่เทาไหร เดือนอะไร และปไหน? 3. เขียนเหตุผลใหมากที่สุดวาทําไมเราถึงตองการสิ่งนี้ ยิ่งเรามีเหตุผลหรือความจําเปน มากเทาไหร นั่นแปลวาเรามีแรงขับหรือแรงจูงใจมากมายตอการที่จะยอมทุมเทเพื่อใหได มันมา คําวา “ทําไม” นั้นเปนคําที่ตองใชดวยความระมัดระวัง แตถาเรารูชัดเจนแลววาเรา ตองการอะไร คําถามที่ถามตอไปวา “ทําไมฉันถึงตองการมันนักละฉันทําไปเพื่อใครหรือ เพื่ออะไรละ” คําถามทํานองนี้กลับทําใหเรายิ่งรูชัดวา… เราตองการสิ่งที่เราตั้งเปาหมาย 150
  151. ไวจริงหรือเปลา ตามปกติแลวมันจะใหพลังกับเรามากขึ้น เพราะมันกระตุนใหเราลงมือทํา เพื่อบรรเทาหรือใหไดมาสิ่งที่เรายังขาดแคลนอยูนั่นเอง ผมเคยพบคนมามากที่บอกวาทํา เพื่อลูก เพื่อพอแม เพื่อนอง ๆ เพื่อจะไดไปทองเที่ยวรอบโลก หรือเพื่ออะไรก็ตาม สิ่ง เหลานั้นแหละคือเหตุผลที่อาจเปนไปไดในขอที่ 3 นี้ ฉะนั้น จงระดมสมองและเขียนพวก มันออกมามาก ๆ 4. ระดมความคิดถึงการกระทําตาง ๆ ที่อาจเปนไปไดทั้งหมด ในขั้นตอนนี้ยังไมตอง คิดถึงลําดับความสําคัญเพราะจะทําใหยาก ขอใหเขียนมันออกมาเทาที่จะนึกคิดได เขียน ใหมาก ๆ ขั้นตอนนี้อาจกินเวลาหลายวันก็ได และเมื่อไหรที่คิดเพิ่มอีก ก็เขียนเพิ่มเขามา ในหัวขอนี้อีก 5. เอาขอมูลจากขอ 4 มาจัดลําดับความสําคัญ เขียววาอะไรตองทํากอน อะไรตองทํา หลัง นี่คือการวางแผน ลองนึกถึงตอนที่เราเคยจัดตารางสอนไปโรงเรียนดูสิ สิ่งที่เราทําใน ขั้นตอนที่ 4 ก็คลายกับแผนของการปฏิบัติที่จัดตารางสอนแลวนั่นเอง 6. ใหลงมือทําไปตามแผนที่ไดกําหนดไวในขอที่ 5 ทันที คนจํานวนหนึ่งวางแผนเสร็จ แล ว เมื่ อ ทํ า มาจนถึ ง ข อ ที่ 5 แต แ ล ว กลั บ หยุ ด อยู แ ค นั้ น มั น น า เสี ย ดายจริ ง ๆ มี ก าร ลอเลียนกันมากกับเรื่องแบบนี้ เชน “คุณวางแผนไวหรือยัง?” แลวคําตอบที่ไดกลับมาคือ “วางไวแลวครับ คือผมเอาแผนวางไวแลวครับ” ก็เลยไมไดทําสักที ขงจื้อสอนไวดีมากวา “หนทางหมื่นลี้ เริ่มตนที่กาวแรก” ฉะนั้นพวกเราตองรีบรอนที่จะทําใหมันแนนอนลงไป ดวยการ “ทํามันไปเลยทันทีเมื่อวางแผนเสร็จ” หาไมแลวเราอาจลังเลได อันวาคนโลเลนั้น คืออาการของคนที่พายเรือในอาง หรือทําอะไรครึ่ง ๆ กลาง ๆ คือมักไปไดไมถึงไหนสักที ฉะนั้น กอนที่จะเกิดการเปลี่ยนใจขึ้น จงมุงเนนไปที่การปฏิบัติจนเกิดแรงสงที่หนุนใหเรา ทําตอไปไดโดยงาย และดํารงการกระทําและแรงสงนั้นไว นี่แหละคือวินัยเล็ก ๆ ที่ผมเคย กลาวถึงมาแลว 7. ทําตอไปอยางคงเสนคงวา โดยสังเกตหรือใหรูสึกไววาเรากําลังไดผลลัพธอะไรอยู ถา มันใชสิ่งที่เราตองการ ก็ขอใหเรามุงเนนการปฏิบัติตอไป แตถาไมใช ขอใหเราปรับแผน โดยเปลี่ยนวิธีการใหม ๆ จากนั้นสังเกตอีกวาเรากําลังไดผลลัพธแบบไหนอยู ตรงกับที่เรา ตองการหรือไม หากไมใชก็เปลี่ยนอีก ถาหากวาไมใชอีกก็เปลี่ยนอีก ทําไป ยืดหยุนไป ปรับวิธีการไปจนกวาเราจะบรรลุเปาหมายที่เราตองการ อนึ่ง เปาหมายบางอยางไมมีกําหนดวันทําเสร็จ ในกรณีนี้ใหระบุวา “ตองทําตลอดไป” เชนเรื่องการดู แ ลสุ ข ภาพให ดี ที่ สุ ด อยู เ สมอย อ มเป น เป า หมายที่ ไ ม มี วั น ทํ า เสร็ จ เช น เดี ย วกั บ สุ ข ภาพที่ ดีเจตนารมณที่จะมีสภาวะจิตที่แข็งแกรง อารมณดี มีความสุข ความสงบ สุขภายใน และนามธรรมอืน ๆ ่ 151
  152. อีกมากลวนแลวแตเปนเปาหมายที่เมื่อตั้งขึ้นมาแลว ลวนเขาขายเปนเปาหมายยาวนานตราบจนชีวิตจะหาไมทั้งสิ้น ในเมื่อผมไดกลาวถึงเปาหมายแลว ผมยังมีสูตรแหงความสําเร็จที่จะมอบใหอีกดวย มันเปนสูตรที่งายและตรงกับสามัญสํานึกของเราเปนอยางยิ่ง อานครั้งเดียวก็นาจะจําขึ้นใจไดแลว 152
  153. บทที่5สูตรความสําเร็จกลาวกันวา ความสําเร็จทิ้งรองรอยใหคนเราไดศึกษาสาเหตุแหงความสําเร็จอยูเสมอ ผมขอแนะนําสักสูตรหนึ่งที่ผมชอบเปนพิเศษ สูตรนี้คือ K-F-C K = Know what want รูวาคุณตองการอะไร F = Find out what you are getting รูวาตัวคุณเองกําลังไดอะไรอยู C = Change what you do until you get what you want เปลี่ยนสิ่งที่คุณทําจนกวาคุณจะไดรับสิ่งที่คุณตองการ สูตรนี้เมื่อพิจารณาโดยเนื้อหาของมันแลว… มีใครบางไมรู?มันชางเปนสามัญสํานึกที่งายแท ๆ เชียว แตใหผมสารภาพบาปหนอยดีไหม ผมเพิ่งรูและใชมันอยางจริง ๆ จัง ๆ มาไมเกิน 4 ปเทานั้นเอง คิดดูสิครับวาจะมีคนอื่นที่เปนแบบผมเยอะไหม ผมคิดวาเยอะถามวาทําไมผมไปเชื่อแบบนั้นละ ก็ถาความสําเร็จมันทวมทนไปกับคนจํานวนมากในประเทศแลวละก็ทําไมเรายังจะตองไปแกไขปญหาเรื่องปากทองกันนักเลา นั่นยอมหมายความวา มันกลับเปนเรื่องที่เพื่อนรวมชาติและเพื่อนรวมโลกของเรารูจักหรือเขาใจสูตรแหงความสําเร็จนอยมาก และใหตายเฮอะ… ตั้งแตอนุบาลยันปริญญาตรี เคยมีใครสักคนบอกผมเรื่องสูตรแหงความสําเร็จบางไหมพับผาเถอะ!!! พวกเรามักรูกันอยางกระทอนกระแทน ไมคอยเปนระบบ และสวนใหญไมรูเลย ผมคิดวาฝรั่งก็ไมรู ครั้งหนึ่งผมเคยคุยกับเพื่อนชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเมื่อปที่แลว ผมบังเอิญไดถามเขาถึงคนดัง ๆ หลายคนที่เปนผูนําในดานการพัฒนาตนเองที่อยูในสหรัฐอเมริกา แตเขาไมรูจักใครแมแตคนเดียว…. ใหตายสิโรบิ้น ผมตองรีบเปลี่ยนเรื่องคุยแทบไมทัน และผมไดตระหนักรูวา คนในโลกที่สนใจศึกษาเรื่องการพัฒนาตนเองอยางไมหยุดยั้งนั้นไมมีมากเลยเมื่อเทียบกับประชากรโลกที่มีถึงราวกวาหกพันลานคนฉะนั้น เมื่อพวกเรารูสูตรนี้ K-F-C แลว ผมวาพวกเราเปนตอนะ 153
  154. บทที่ 6สิ่งที่หยุดยั้งเราไวคือ ความกลัวการที่คนเราไมคอยรูวาพวกเขาตองการอะไรจริง ๆ นับวาเปนปญหาที่หนักหนวงในตัวมันเองมากอยูแลว แตปญหาไมไดจบลงแคนั้น เพราะตอใหคนเรารูวาพวกเขาตองการอะไรแลวก็ตาม แตจะขาดการกระทําหาไดไม ครั้นมองไปตามความเปนจริงที่วา… ผูคนขาดการกระทําหรือเปลา? มันก็ไมเชิงนัก แตผมรูสึกวา คนจํานวนมากดําเนินชีวิตไปในลักษณะที่มีความกลัวครอบงําพวกเขามากเกินไป มันจึงเกิดอาการของโรคที่เรียกวา “ไมกลาทํา หรือทําอยางกลัว ๆ” ดังนั้นความกลัวเลยกลายมาเปนปญหาใหญของคนทั่วไป แทบทุกครั้งนสัมมนาของผม ผมจะเตือนใจคนฟงดวยประโยคแรกที่ดังกึกกองวา“สิ่งที่หยุดยั้งคุณไว คือความกลัว สิ่งที่ปลดปลอยคุณ คือความกลา” ฉะนั้น ความสําเร็จจะเกิดขึ้นงายเมื่อพวกเราปฏิบัติภารกิจทั้งมวล ดวยความกลาหาญที่มากขึ้น คนจํานวนมากเก็บกักความกลัวไวในความคิด การที่ไมสามารถตัดสินใจได หรือการคิดวนไปเวียนมาวา จะลงมือทําสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม…เสียเวลากวาการใชเวลาทําจริงหลายเทา และสุขภาพจิตก็เสียหายตามไปดวย ฉะนั้น พวกเราตองทําความเขาใจกับความกลัวใหมากขึ้น แลวเราจะเอาชนะความกลัวไดมากขึ้นตามไปดวย เราไปจัดการกับความกลัวกันเถอะ 154
  155. บทที่ 7เรากลัวอะไรกันบาง?เพื่อใหเขาใจถึงความกลัว พวกเราตองรูกอนวาเราอาจกลัวอะไรไดบาง สิ่งที่เรากลัวหรืออาจกลัวไดแก 1. กลัวถูกปฏิเสธ ทํ า ไมคนเราถึ ง กลั ว การปฏิ เ สธกั น นั ก ล ะ ? เพราะว า ตั้ ง แต เ ล็ ก จนโต คนทั่ ว ไปได เชื่อมโยงความหายของการปฏิเสธไวในแงลบลวน ๆ สมองของพวกเขาถูกสอนวา “การถูก ปฏิเสธคือความเจ็บปวด” นอกจากนั้นมันยังอาจหมายถึง การไมไดรับการยอมรับ ความนา อับอาย ความรูสึกวาทําอะไรก็ไมสําเร็จ (ลมเหลว) หรือแมกระทั่ง “ฉันไมเปนที่รัก” โอโฮ.. มัน ชางเปนการตีความที่หนักหนาสาหัสมาก และเพื่อลดความเสี่ยงที่จะพบกับความเจ็บปวดที่ พวกเขาอาจใหความหมายเชิงลบไปตาง ๆ นา ๆ พวกเขาจึงเลือกจะไมทําอะไรก็ตามที่มี แนวโนมวาอาจจะไดรับการปฏิเสธ ในที่สุด รูปแบบนี้ไดรุกลามไปจนใหญโตขึ้นเรื่อย ๆ จนชิน กับการกลัวเอาไวกอน การไมทําทําใหพวกเขาปลอดภัยจากการอาจถูกปฏิเสธ แตการไมทําก็ ทําใหพวกเขาไมคอยไดผลลัพธอะไรในชีวิตเชนกัน ชางนาสงสารอะไรเชนนั้นที่พยายามหนี ออกจากความเจ็บปวดที่อาจไดรับจากคนอื่น แตตองมาเจ็บปวดกับตนเองเมื่อคิดไดวา “ฉัน ไมมีผลลัพธอะไร!” ฉะนั้นพวกเราตองปลดปลอยความกลัวออกไปจากความคิด ตอไปนี้คือวิธี เอาชนะความกลัวตัวนี้ ผมขอใหพวกเราพยายามใหความหมายใหมเชน การถูกปฏิเสธ คือ ความจําเปนของคนอื่น เปนเรื่องปกติแมแตตัวเราเองก็ตองทํา เชนนั้นกับคนอื่นบาง การถูกปฏิเสธ คือการลงทุนที่ตองจายออกไปเพื่อความสําเร็จ นอกจากการถูกปฏิเสธ แปลวาความเจ็บปวดแลว มันยังอาจแปลวาอะไรไดอีกที่ดีกวานั้น (การพูดเชนนี้เปนการใหสติ เพื่อฉุกคิด) นอกจากวาพวกเราไดฝกใหความหมายใหมแลว จงใชหลักการที่วา “ทั้ง ๆ ที่ยังกลัว จงลอง หรือพยายามทําในสิ่งที่กลัว แลวความกลัวจะคอย ๆ ลดลงและสูญสิ้นไปเอง” 2. กลัวความลมเหลว ทําไมคนเราถึงกลัวความลมเหลวกันนัก? เพราะวาเขากลัววาจะเหน็ดเหนื่อย เสียแรง เปลา เกรงวาจะขาดทุน กลัววาจะไดมาไมคุมกับที่จายไป กลัววาคนจะดูถูกหรือเยาะเยยถาก 155
  156. ถาง และคิดวามันนาอับอาย แตขึ้นชื่อวามันเปนความกลัวแลว มันมีโทษมากกวาคุณ คนเราอาจกลัวลมเหลวไดแตตองไมรุนแรงถึงขนาดไมกลาทําอะไรเลยตราบใดที่สมองยังเชื่อมโยงวาความล ม เหลวคื อ ความเจ็ บ ปวด ตราบนั้ น พวกเขาก็ จ ะพยายามหนี ไ ปให ไ กลจากความเจ็บปวดหรือความเสี่ยงที่อาจพบกับความเจ็บปวดอยูเสมอ (แตมักหนีไมพนโดยไปเจอกับความเจ็บปวดในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกวา “โรคชวยเหลือตนเองไมได” นั่นเอง) ทางแกจึงเหมือนกับที่ไดกลาวมาแลว คือตองพยายามฝกการใหความหมายใหมกับคําวา “ลมเหลว” ความลมเหลว คือสิ่งชั่วคราวที่เกิดขึ้นเพื่อนําไปสูความสําเร็จ (คิดถึงเด็กหัดตั้งไข ตองลมกอนแตดวยการพยายามตอไป ในที่สุดความลมเหลวชั่วคราวไดยุติลงตลอดไป) ไมมีความลมเหลวหรอก มีแตความสําเร็จในการผลิตผลลัพธที่เกิดจากการกระทําเสมอ นอกจากความลมเหลวแปลวาความเจ็บปวดแลว มันยังอาจแปลวาอะไรไดอีกทีดกวา ่ ีนั้น (การพูดเชนนี้เปนการใหสติเพื่อฉุกคิด) และที่ลืมไมไดคือ “ทั้ง ๆ ที่ยังกลัว ฉันจะลองหรือพยายามทําในสิ่งที่กลัว แลวความกลัวของฉันจะคอย ๆ ลดลงและสูญสิ้นไปเอง”3. กลัวถูกหาวาโง / กลัวความอับอายบางครั้งเราอาจกลัวการกระทําบางอยางเชน การยกมือถามครูในชั้นเรียนเมื่อเรายังไมเขาใจดีแตนั้นมันอาจแปลวาฉันโง และดวยเหตุนั้นเราจึงละการกระทํานั้นซะทั้ง ๆ ที่ถาเราทําลงไปคนที่จะชมวาเรากลาจะมีมากกวาคนที่ดูถูกเรา บางที่เราอาจไมยอมทําเพราะวาเราไมไดเตรียมตัวมาใหดี เชนตองออกไปพูดหนาเวที เรากลัววาจะทําไดไมดีพอ เราอาจไดรับความอับอาย เราจึงกลัวขึ้นมาทันที แตเรื่องนี้แกไขไดดวยการเตรียมตัวใหดีขึ้น แลวเราจะรูสึกมั่นใจวาจะทําไดดี สวนเรื่องกลัววาใครจะหาวาเราโงนั้น มันเปนเรื่องเล็กแท ๆ แตขืนเรายังกลัวตอไปมันจะทําใหเรากอนิสัยที่ชวยเหลือตนเองไมได การกลัววาคนอื่นจะวาเราโงนั้น แทบจะรอยทั้งรอยที่เราคิดไปเอง คิดอยูฝายเดียว สวนคนอื่นนั้น พวกเขามักสนใจตนเองมากกวาที่จะสนใจเรา ผมอยากทาทายใหพวกเราลองไปยืนที่หนาหางเซ็นทรัลสาขาไหนก็ได แลวแกลงถามคนเดินผานไปผานมาวา “ขอโทษครับแถวนี้มีหางเซ็นทรัลไหมครับ?” ทุกคนจะชี้ไปที่ขางหลังพวกเราแลวบอกวา “นี่ไง” รอยละรอยจะชวยตอบคําถามนี้ใหกับพวกเรา ไมมีแมแตคนเดียวที่พูดวา “ทําไมโงอยางนี้วะ ก็ขางหลังคุณไง” แลวเราจะพบวาคนจํานวนมากอยากชวยเหลือเราขอควรระวังมีอยูอยางเดียว คือตองถามดวยความสุภาพ และก็อยางที่ผมไดบอกไว “ทั้ง ๆ ที่ยังกลัว จงลองหรือพยายามทําในสิ่งที่กลัว แลวความกลัวจะคอย ๆ ลดลงและสูญสิ้นไปเอง” 156
  157. 4. กลัวการเปลี่ยนแปลง ทําไมคนเราถึงกลัวการเปลี่ยนแปลงทั้ง ๆ ที่คนทุกคนกําลังเปลี่ยนแปลงอยูแลวทุกขณะจิต เหตุผลเดียวคือพวกเขากลัววาจะไดรับสิ่งที่แยกวาเดิม เห็นไดชัดวามันมีปญหาเรื่องการคาดหวังนั่นเองสมมติวาถาพวกเขากําลังจะไดรับสิ่งที่ดีกวาเดิม พวกเขาตองปติยินดีแทนความกลัว ดังนั้น ผมขอใหพวกเรากลับไปอานเรื่องกฏแหงการคาดหวังอีกครั้ง แลวพวกเราจะไมกลวการเปลี่ยนแปลง เทคนิคมากมายที่ไดกลาวไปแลวในหนังสือเลมนี้สามารถจักการกับปญหาทุกรูปแบบได ผมอยากใหพวกเราตระหนักวาเรากําลังเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลาทั้งอยางชา ๆ หรืออยางฉับพลัน โดยรวมแลวมันเปนเรื่องธรรมชาติ จําไดไหมวาผมเคยแนะนําถึงขนาดใหพวกเราแทรกแซงระบบใหญภายในตัวเราเอง ฉะนั้น พวกเราตองเอาชนะความกลัวตอการเปลี่ยนแปลงใหได มันไดสรางความเสียหายใหกับคนมานับไมถวน เชน คนบางคนไมยอมเปลี่ยนอาชีพที่หมดอนาคตแลวเพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง ขอใหพวกเราจงกลาที่จะเปลี่ยนแปลงกอนที่จะสายเกินไปจนไมทันการณ ผมมีเรื่องตลกเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงจะเลาใหฟง ลูกชายถามพอวา “ผมไมอยากใหพอแกเลยฮะ” พอบอกวา “ไมไดหรอก” ลูกชายจึงถามต อ ไปว า “ทํ า ไมละฮะพ อ ” ขื น พ อ ไม แ ก ล งไปเรื่ อ ย ๆ พ อ ก็ ต ายไปแล ว นะสิ ลู ก เอ ย ลู กตองการอยางนั้นหรือ?” พอทั้งตอบและถามกลับไปบาง คุณผูอานที่รัก จงสังหารอสูรกายตอนที่ตัวมันยังเล็ก จงจัดการกับความรูสึกกลัวตอนที่มันยังไมเติบใหญ หาไมแลวมันจะมีพลังมากจนยากที่จะเอาชนะได และทั้ง ๆ ที่ยังกลัว จงเขาไปเผชิญหนากับมัน จงลองเขาไปมีประสบการณกับสิ่งที่กลัว จงลองทําในสิ่งที่กลัว จงลองไปอยูในที่มืดถาเรากลัวความมืด จงลองไปหัดวายน้ํา ถาเรากลัวน้ํา จงลองไปฝกทําสิ่งใหม ๆถาเรากลัวการเปลี่ยนแปลง แลวความกลัวในทุกรูปแบบจะคอย ๆ สูญสิ้นไปเอง 157
  158. บทที่ 8หมดสิทธิ์หยุดการพัฒนาตนเองสมัยกอนเมื่อไมเกินรุนพอแมของเรามานี้เอง เมื่อคนเราไดจบการศึกษาแลว คนสวนใหญจะถือวา “ฉันเรียนมายี่สิบปแลว พอกันที ไดเวลาทํางานแลว” แตมั่นไมเปนปญหาสักเทาไหรในยุคนั้น แตใชไมไดสํ า หรั บ ยุ ค ป จ จุ บั น จากนี้ ไ ปทุ ก ๆ สามป โลกจะเปลี่ ย นแปลงอย า งก า วกระโดด ลองนึ ก ถึ งโทรศัพทมือถือเมื่อกอนเมื่อเทียบกับวันนี้ดูสิ ก็แคสามปเทานั้น…แตมันคนละเรื่องกันไปแลว และภูเขาแหงความรูใหมกําลังเพิ่มขึ้นเปนสองเทาของตัวมันในทุก ๆ สามป นี่คือโลกยุคใหมที่พวกเราจะตองตื่นตัวในทุก ๆ ดานโดยรวม คติพจน ประจําใจที่ดีที่สุดในวันนี้คือ “การเรียนรูที่จะพัฒนาแบบตอเนื่องอยางไมหยุดยั้ง” หากเรายังชะลาใจตอไป อีกหนอยเราจะใชอะไรไมเปนเลย! ผมขอแนะนําใหพวกเราสรางนิสัยรักการอานใหมาก ๆ เพราะวาโลกยุคใหมนี้ คือยุคที่ความรูเปนพระเจา สวนเงินที่เคยเปนพระเจากําลังออนแรงลงไปแลว ทําไมละ ก็เพราะตอนนี้เราไมไดเผชิญหนากับการไมมีเงินสภาพคลองนั้นมีอยูแลว แตคําถามเดียวก็คือ จะเอาเงินไปทําอะไรละ? ผมยอมรับวาคนที่ไมมีเงินยอมคิดวาเงินสําคัญมาก แตคนที่มีเงินแลวไมมีความรูละจะทําไง? หลาย ๆ คนเก็บเงินไวเฉย ๆ จริงไหมละครั้นลองหันไปมองคนที่มีความรูกันบาง ผมสามารถเห็นคนอายุนอย ๆ ที่เกงกลาเรื่องการออกแบบเว็บไซทที่กําลังรวยเอา ๆ ดวยพลังแหงความรู เขาไมตองมีเงิน แตเขามีความรูนั่นแหละที่จะทําใหเขามีเงิน เรื่องอยางนี้เปนไปไมไดเลยในสมัยกอน แตสมัยนี้มันกลับตาลปตรกันหมดแลว คนมีความรูถูกซื้อตัวกันเปนวาเลน รวยงายกวาที่ตัวเขาเองไดฝนไวดวยซ้ํา ผมขอยืนยันวา… เงินคือประกาศิตในสมัยกอน แตความรูคือประกาศิตในยุคแหงปจจุบัน และคนตัวเล็ก ๆ ทุกคนมีสิทธิ์สรางเรื่องที่ยิ่งใหญได ฉะนั้ น หากพวกเราหมั่ น ศึ ก ษาอะไรก็ ต ามเพิ่ ม เติ ม วั น ละหนึ่ ง ชั่ ว โมง ภายในสามป เ ราจะเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น หากวาเราอานหนังสือในวงการของเราสัปดาหละ 1 เลม ปหนึ่งเราจะอานได 52เลมนั่นเปรียบไดกับเราไดมอบปริญญาใหกับตัวเราเองปละหนึ่งใบ และหากวาเรามีวินัยอยางตอเนื่องเมื่อผานไป 10 ป เราจะอานได 520 เลม นั่นแหละความรูระดับอัจฉริยะ! ผมไดตั้งปณิธานไววาจะเปนผูเชี่ยวชาญภาษาจีนกลางภายในสามปผมสรางวินัยวาจะทํางานในตอนกลางวัน สวนตอนกลางคืนจะใชวลาที่วางจากการเลนและสอนลูกมาศึกษาทบทวนภาษาจีน สามปแปปเดียวก็ผานไปแลว แตความรูที่ไดเพิ่มพูนขึ้นทุกวันจะอยูกับผมไปจนตาย ผมคะเนวา มีคนจีนราวหนึ่งพันสามรอยลานคนจากประชากรโลกทั้งหมดราวหกพันลานคน พูดงาย ๆ คือ ราวทุกสี่คนเปนคนจีนหนึ่งคน ฉะนั้นไมวาผมจะเดินทางไปไหนในโลก ผมยอมหาคนที่ผมจะสนทนาดวยไดแน และมันไมจําเปนวาตองเปนภาษาจีน หากเราชอบภาษาไหนหรือทักษะใด ขอใหขวนขวายที่จะเรงศึกษาโดยไว อะไรลวนอาจเปนไปไดในโลกนี้ยุคนี้ทั้งนั้น จําไวเสมอวา นี่มันคือยุคของความรูเปนใหญ เดี๋ยวนี้มันเปนยุคที่เขาขายแมกระทั่งไอเดียกันแลว จะประดุจมีแสงรัศมีที่เรืองรองรอบตัว มีแตคนที่อยากจะเชิญเราไปรวมทํา 158
  159. การคา ขอคําปรึกษาหารือ หรือเชิญเราไปทํางานใหเขา ชางเปนเกียรติและมีศักดิ์ศรีอะไรเชนนั้น! สวนใครที่ยังไมเชื่อวาโลกไดเปลี่ยนไปแลว แถมทําตัวไรการพัฒนาอยางตอเนื่อง ชีวิตไรความรูของเขาคงไดเฉาอยูกับเงินที่เก็บไวตามลําพังอยางเงียบ ๆ และเดียวดาย 159
  160. บทที่ 9สถิติไมโกหก ปจจุบันมีเศรษฐีในสหรัฐราว 5 ลานคน มีเศรษฐีเกิดใหมมากกวาปละ 100,000 คน เฉลี่ยแลวทุก ๆ 5 นาทีที่ผานไปจะเกิดเศรษฐีใหม 1 คน คาดวาคาเฉลี่ยกําลังเรงขึ้นไปที่ 1 นาทีตอ 1 คน พวกเขาเกือบทั้งหมด เริ่มตนจากมือเปลา พวกเขาเกือบทั้งหมด เคยลมเหลว ถังแตก ลมละลาย ราว 3.3 ครั้งกอนเปนเศรษฐีคุณผูอานที่รัก สมัยนี้ ผูคนเปนเศรษฐีไดงายกวาสมัยกอนเพราะวาอุปสรรคหลายประการไดถูกกําจัดทิ้งไปแลวเชน สมัยกอนมีสงครามบอย รบกันแตละครั้งก็ยาวนาน แลวจะเอากะจิตกะใจที่ไหนไปทํามา คาขายได โรคระบาดในสมัยกอนทําใหคนตายเปนเบือแบบนับไมถวนแตเดี๋ยวนี้ไมมีการตายทีละมาก ๆ อยางนั้นอีกแลว สมัยนี้ตายแค 5 คนก็เปนขาวดังไปทั่วโลกแลว คนในยุคนี้มีเทคโนโลยีที่เปนเลิศ ทําใหคาขายกันไดสะดวก รวดเร็วกวา คิดดูสิ ทุกอยางดีกวา สะดวกสบายกวา มีบริการมากกวา รวดเร็วกวา สมัยนี้คือยุคจิ๊กโกใจรอน ดังนั้น เจาของธุรกิจ ก็ตองรีบควาโอกาสไว คือใหบริการสงสินคาแบบ “โคตรดวน” (ขอชมดวยจิตคารวะ) เมื่อยี่สิบ ปกอนผมเคยสั่งหนังสือตางประเทศ หกเดือนยังไมไดเลย มันตางกันมากเมื่อเทียบกับสมัยนี้ แลวคิดดูสิอยางไหนจะขายไดมากกวากัน ระหวางหกเดือนไปแลวยังไมไดสินคากับจะสงให ภายในสามวัน สวนสินคาภายในประเทศไมตองพูดถึงบางอยางนั้นล้ําหนาไปไกลมากถึง ขนาดที่วา ถาอาหารที่นํามาสงไมรอนไมเก็บเงิน โอ.. ชางล้ําเลิศจริง ๆ ยิ่ ง ไปกว า นั้ น ด ว ยเทคโนโลยี มั น จึ ง เป น ยุ ค ที่ ตั ว สิ น ค า มี คุ ณ ภาพสู ง และราคาถู ก นี่ คื อ ข อไดเปรียบอยางชัดเจน มันจึงขายดีเปนเทน้ําเททา และผูคนที่รูจักทํามาคาขายจึงตางพากันรวยเอา ๆเปนวาเลน นี่คือยุคที่ร่ํารวยไดงายที่สุดแลวขอบอก 160
  161. บทที่ 10เปนเจาแหงการใชกลยุทธการดําเนินชีวิตนั้นตองมีกลยุทธ และสุดยอดแหงกลยุทธก็คือการที่ พวกเราคนหาตนแบบของคนที่ไดสิ่งที่พวกเราตองการไปแลวใหพบตอไปนี้คือสี่ขั้นตอนในการดําเนินกลยุทธขั้นสุดยอด 1. อยาเริ่มตนเรียนรูจากศูนยโดยไมจําเปน 2. คนหาวาใครคือคนที่ มี เปน หรือได ในสิ่งที่เราตองการไปแลว 3. จงศึกษา ไตถาม วาเขาทําไดอยางไร 4. จากนั้นจงทําตามเพื่อผลิตผลลัพธซ้ําในสิ่งที่เราตองการ ยกตัวอยางเชน ถาพวกเราอยากลดความอวน จงหาตนแบบของคนที่รูปรางสมสวนและสุขภาพดีใหพบ ถามเขาวาเขาเชื่อในอะไร เขากินอะไร เขาออกกําลังกายและดูแลตนเองอยางไร เมื่อไดเคร็ดลับจากเขาแลว ใหลองทําตามไปเพื่อสรางผลลัพธอยางเดียวกับเขา จําไววา จงอยาไปหาหมอหรือใครก็ตามที่อวนฉุเพื่อขอความชวยเหลือเรื่องการลดน้ําหนักเปนอันขาด นั่นไมใชตนแบบที่จะใหคําปรึกษาที่เหมาะสมกับเราได ลําพังเขาเองยังเอาตัวไมรอดเลย! ในทํานองเดียวกัน จงหาตนแบบในทุกเรื่องที่พวกเราตองการใหพบ ถามเขาวาเขาทําอยางนันได ้อยางไร จงขอเคล็ดลับจากเขา จากนั้นนําไปปฏิบัติดูวามันใหผลลัพธตรงกับที่เราตองการหรือไม ถาไมจงหาตนแบบใหม วิธีนี้เราจะประหยัดเวลาไดเปนอันมาก 161
  162. บทที่ 11พวกเราตองการมันไหม?ในที่สุด ภารกิจของผมกับหนังสือเลมนี้ไดเดินทางใกลถึงจุดหมายปลายทางแลว ผมอยากฝากคําถามที่สําคัญใหพวกเราตอบ ไมมีใครบังคับใครได พวกเราแตละคนตองตัดสินใจดวยตัวเอง สิ่งตอไปนี้พวกเราแตละคนตองการมันไหม? 1. การดําเนินชีวิตอยางปฏิหาริยดวยการมีสุขภาพรางกายที่แข็งแรงยิ่ง 2. การดําเนินชีวิตอยางปฏิหาริยดวยการมีสมองที่เฉลียวฉลาดเปนเลิศ 3. การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการเปนเจาแหงการเงินและหนาที่การงาน 4. การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการเปนเจาแหงความสัมพันธที่เลอเลิศ 5. การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการเปนเจาแหงดุลยภาพของกาลเวลา 6. การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการเปนนายแหงอารมณความรูสึก 7. และสุดทาย การดําเนินชีวิตอยางปาฏิหาริยดวยการมีจิตวิญญาณที่สงบสุข และเปยมสุขคุณผูอานที่เคารพ ผมมีคําพูดนับลานคําที่ไดพูดออกไปแลว และผมหวังวาผมจะมีคําพูดอีกหนึ่งลานคําที่จะไดพบกับพวกเราอีกครั้งในอนาคตอันใกล ผมขออวยพรใหพวกเรามีแตความสุขและความราเริงอยูเสมอ และถอยคําสุดทายจากสวนลึกแหงจิตใจของผมที่ขอมอบใหก็คือ “การตัดสินใจคือบิดาแหงการกระทํา และการลงมือทํา คือการเริ่มตนที่แทจริง” จนกวาจะพบกันอีกครั้ง รักยิ่ง วันชัย ประชาเรืองวิทย 162

×