หน่วยที่  10  ไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้า .  ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า   ระดับแรงดันสำหรับสายส่งแรงสูง   ส่งจากโรงไฟฟ้า ระหว่างสถานีไฟฟ้า  69...
กระแสไฟฟ้าแบ่งได้เป็น  2  ประเภทคือ   <ul><li>ไฟฟ้ากระแสตรง   (direct current : DC)  คือการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนมีทิศทางก...
หน่วยวัดทางไฟฟ้า   <ul><li>ความต้านทานไฟฟ้า  (resistance)   เป็นคุณสมบัติของสสารที่ต่อต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า สสารที่มีควา...
สมการไฟฟ้า <ul><li>กฎของโอห์ม  (ohm’s low)   ค . ศ .  1862  นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน  George Simon Ohm  กล่าวว่ากระแสไฟฟ้าที่ไ...
วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น   <ul><li>-  วงจรอนุกรม   กระแสไฟฟ้าตลอดวงจรมีค่าเดียวกันตลอด แรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากับแรงดันที่ตกคร่อมอุป...
<ul><li>วงจรขนาน (parallel circuit)   กระแสไฟฟ้าไหลผ่านอุปกรณ์แต่ละตัว รวมกันจะเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่ไหลออกจากแหล่งจ่าย แรงด...
ส่วนประกอบของสายไฟฟ้า <ul><li>ประกอบด้วย  2  ส่วนคือ ตัวนำ และฉนวน </li></ul><ul><li>.  ประเภทของสายไฟฟ้า  แบ่งเป็น  2  ปร...
การเลือกสายไฟฟ้าที่เหมาะสม <ul><li>พิกัดแรงดัน   พิกัดกระแส   สายควบ  แรงดันตก   (voltage drop)  </li></ul>
อุปกรณ์ป้องกันระบบไฟฟ้า <ul><li>-  ฟิวส์  (fuse)   อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน ทำมาจากโลหะผสมสามารถนำไฟฟ้าได้ดี มีจุดหลอมละลาย...
วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง   <ul><li>ประเภทของหลอดไฟฟ้า  มีหลอดไส้  หลอดทัวสเตนฮาโลเจน  หลอดเรืองแสง เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดคอม...
ประเภทของมอเตอร์   <ul><li>-  มอเตอร์เหนี่ยวนำ  (induction motor)   นิยมใช้มา มี  1  เฟส และ  3  เฟส  แบบกรงกระรอก และ แบบ...
อุปกรณ์ที่สำคัญในการควบคุมมอเตอร์
การต่อลงดิน <ul><li>หมายถึงการต่อสายไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไฟฟ้าไปยังสายดิน โดยสายดินคือแท่งตัวนำทองแดงที่ตอดลงไปในดิน เพื่อป้องกั...
ล่อฟ้า
หน่วยที่  11  ระบบควบคุมทางวิศวกรรม
 
<ul><li>องค์ประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ประกอบด้วย </li></ul><ul><li>6  องค์ประกอบ คือ </li></ul><ul><li>1) ...
เครื่องมือ อุปกรณ์ควบคุมทางนิวแมติก ส่วนประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานและควบคุมการทำงานของระบบนิวแมติกมีดังต่อ...
การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ <ul><li>โครงสร้างของตัวเครื่องโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิค...
การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบควบคุมกลางกระจายการควบคุม  ดีซีเอส   (distributed control system: DCS)   <ul><li>วั...
หน่วยที่  12  หน่วยการผลิตและกระบวนการผลิตทางวิศวกรรมเคมี <ul><li>การผลิต หรือกระบวนการผลิต  (Manufacturing Process)   หมา...
จลนพลศาสตร์ของปฏิกิริยาแบบกวนผสม <ul><li>เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบกะ  ( Batch Reactor)   หลักการทำงานเบื้องต้นของถังปฏิกิริย...
เครื่องปฏิกิริยาหลายถังแบบต่อเนื่อง  ( Multiple Continuous  Reactor ) <ul><li>เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีการเอาถังกวนผสม...
เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบท่อไหล  (Tubular   Reactor   หรือ  Plug Flow   Reactor) <ul><li>เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีโครงสร...
กระบวนการผลิตและระบบการผลิตในงานอุตสาหกรรม   <ul><li>ปฏิกิริยาดูดซับระหว่างก๊าซกับของแข็ง </li></ul><ul><li>ปฏิกิริยาดูดซึ...
หน่วยที่  13  พื้นฐานวิศวกรรมอุตสาหกรรม  วิศวกรรมอุตสาหการ   คือการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงการทำงาน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยว...
การวางผังโรงงานและแผนภูมิการไหลของวัสดุ   <ul><li>การวางผังโรงงานแบ่งออกเป็น  4  ประเภท ใหญ่ๆ ด้วยกันคือ </li></ul><ul><li...
2  การวางผังโรงงานตามกระบวนการผลิต   (process layout)
3  การวางผังโรงงานแบบตำแหน่งงานคงที่   (fixed position layout)
4  การวางผังโรงงานแบบผสม
รูปแบบในการไหลของวัสดุ   <ul><li>1 )  การไหลแบบเส้นตรง  เป็นการไหลของวัสดุง่ายๆ ตามขั้นตอนการผลิต  พื้นที่อาคารโรงงานจะต้อ...
<ul><li>3 )  การไหลแบบตัว ยู   เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ยาวมาก  แต่มีพื้นที่โรงงานที่สั้นกว่า  มีการป้อนวัตถุดิบและการไห...
<ul><li>5 )  การไหลแบบไม่เป็นรูปแบบ   ดังแสดงในภาพที่  13.9  เหมาะสำหรับอาคารโรงงานที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และจุดติดตั้ง...
 
<ul><li>1.  พัสดุคงคลังประกอบด้วย </li></ul><ul><li>  1)  วัตถุดิบ </li></ul><ul><li>  2)  วัสดุในงานระหว่างทำ </li></ul><...
 
หน่วยที่  14   อันตรายจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม <ul><li>ระบบการผลิตนั้นประกอบไปด้วย  4 ขั้นตอน   </li></ul><ul><li>1.  ...
ประเภทการผลิต 4  ประเภท <ul><li>1.  กระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง  </li></ul><ul><li>2.  กระบวนการผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง </li></u...
ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการออกแบบกระบวนการผลิต   <ul><li>ปัจจัยสำคัญฯ เหล่านั้นได้แก่ </li></ul><ul><li>1.  ปัจจัยผลิตภ...
สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ก่อให้เกิดอันตราย แก่ผู้ปฏิบัติงานทางด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม   <ul><li>แบ่งออกได้  5  ประเภทคือ  <...
การเตรียมเยื่อกระดาษมี  2  วิธีการ -   การเตรียมเยื่อกระดาษโดยกระบวนการทางเคมีและ -  การเตรียมเยื่อกระดาษโดยใช้เครื่องจักร...
เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม   หมายถึง การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในทางวิศวกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัดจากคุณค่าของผลงานด้านวิศวกรรม ซ...
<ul><li>อุปสงค์  หมายถึง  ปริมาณความต้องการสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคมีความสามารถที่จะซื้อได้และมีความเต็มใจที่จะซื้อ </...
<ul><li>ค่าเสื่อมราคา  หมายถึง การลดคุณค่าของทรัพย์สินตามกาลเวลา หรือตามปริมาณการผลิต แบ่งออกได้เป็น  3  ประเภท คือ </li><...
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ไฟฟ้าและวงจร

372

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
372
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
2
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ไฟฟ้าและวงจร

  1. 1. หน่วยที่ 10 ไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้า . ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า ระดับแรงดันสำหรับสายส่งแรงสูง ส่งจากโรงไฟฟ้า ระหว่างสถานีไฟฟ้า 69 kv 115kv 230kv 500kv อยู่ในความรับผิดชอบของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ระดับแรงดันสำหรับระบบจำหน่ายแรงสูง สถานีไฟฟ้าย่อยระบบจำหน่าย ไปยังหม้อแปลงระบบจำหน่าย 11 kv 22kv 33kv 22kv 24kv ระดับแรงดันสำหรับระบบจำหน่ายแรงต่ำ - ระบบ 1 เฟส 2 สาย 220 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ - ระบบแรงต่ำ 3 เฟส 4 สาย 380 โวลต์ 50 เฮิรตซ์
  2. 2. กระแสไฟฟ้าแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ <ul><li>ไฟฟ้ากระแสตรง (direct current : DC) คือการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนมีทิศทางการไหลในทิศทางเดียวจากขั้วลบไปยังขั้วบวก เช่นแบตเตอรี่รถยนต์ 24 volt ถ่านไฟฉาย 1.5 volt </li></ul><ul><li>ไฟฟ้ากระแสสลับ (alternating current: AC) เป็นการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนมีทิศทางไหลกลับไปกลับมาตลอดเวลา โดยการเคลื่อนที่ประจุไฟฟ้าบวกและลบสลับกันในตัวนำสาย เช่น ไฟฟ้าตามบ้าน 220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ </li></ul>
  3. 3. หน่วยวัดทางไฟฟ้า <ul><li>ความต้านทานไฟฟ้า (resistance) เป็นคุณสมบัติของสสารที่ต่อต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า สสารที่มีความต้านทานไฟฟ้าน้อยกว่าเรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า ส่วนสสารที่มีความต้านทานไฟฟ้ามากกว่าเรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า ความต้านทานมีหน่วยเป็นโอห์ม </li></ul><ul><li>แรงดันไฟฟ้า (voltage) เป็นแรงที่ทำให้อิเลคตรอนเกิดการเคลื่อนที่ หรือแรงที่ทำให้เกิดการไหลของไฟฟ้า มีหน่วยเป็น โวล์ท V </li></ul><ul><li>กระแสไฟฟ้า (current) เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ภายในตัวนำไฟฟ้า หน่วยเป็น แอมแปร์ A </li></ul><ul><li>กำลังงานไฟฟ้า (power) อัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงาน หรืออัดตราการทำงาน มีหน่วยเป็น วัตต์ watt W </li></ul><ul><li>พลังงานไฟฟ้า (energy) คือ กำลังไฟฟ้าที่ใช้ไประยะหนึ่ง มีหน่วยเป็น วัตต์ - ชั่วโมง (watt-hour) หรือ ยูนิต (unit) </li></ul><ul><li>ความถี่ (frequency) คือจำนวนรอบของกระแสไฟฟ้าสลับ มีหน่วยเป็น เฮิรตซ์ Hz </li></ul><ul><li>รอบ (cycle) คือการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าครบ 360 องศาซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไฟฟ้าค่าบวกและค่าลบได้สมบูรณ์ </li></ul><ul><li>แรงม้า (horse power) หรือกำลังม้า เป็นหน่วยวัดกำลังหรืออัตราการทำงาน 1 แรงม้า = 550 ฟุต - ปอนด์ หรือ 745.7 วัตต์ ประมาณ 746 วัตต์ </li></ul>
  4. 4. สมการไฟฟ้า <ul><li>กฎของโอห์ม (ohm’s low) ค . ศ . 1862 นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน George Simon Ohm กล่าวว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรจะแปรผันตรงกับแรงดันไฟฟ้าและแปรผกผันกับค่าความต้านทาน E = IR </li></ul><ul><li>สมการค่ากำลังไฟฟ้า มีหน่วยเป็นวัตต์ P=EI </li></ul><ul><li>สมการค่าพลังงานไฟฟ้า W = Pt กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง หรือยูนิต (unit) </li></ul>
  5. 5. วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น <ul><li>- วงจรอนุกรม กระแสไฟฟ้าตลอดวงจรมีค่าเดียวกันตลอด แรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากับแรงดันที่ตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัว </li></ul>
  6. 6. <ul><li>วงจรขนาน (parallel circuit) กระแสไฟฟ้าไหลผ่านอุปกรณ์แต่ละตัว รวมกันจะเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่ไหลออกจากแหล่งจ่าย แรงดันตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัว มีค่าเท่ากับแรงเคลื่อนไฟฟ้าของแหล่งจ่าย </li></ul>
  7. 7. ส่วนประกอบของสายไฟฟ้า <ul><li>ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ตัวนำ และฉนวน </li></ul><ul><li>. ประเภทของสายไฟฟ้า แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สายไฟฟ้าแรงดันสูง และสายไฟฟ้าแรงดันต่ำ </li></ul><ul><li>- สายไฟฟ้าแรงดันสูง มีสายเปลือย และสายหุ้มฉนวน </li></ul><ul><li>- สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ ใช้กับแรงดันไม่เกิน 750 โวล์ท </li></ul>
  8. 8. การเลือกสายไฟฟ้าที่เหมาะสม <ul><li>พิกัดแรงดัน พิกัดกระแส สายควบ แรงดันตก (voltage drop) </li></ul>
  9. 9. อุปกรณ์ป้องกันระบบไฟฟ้า <ul><li>- ฟิวส์ (fuse) อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน ทำมาจากโลหะผสมสามารถนำไฟฟ้าได้ดี มีจุดหลอมละลายต่ำ ฟิวส์ที่ดี เมื่อกระแสไหลเกิน 2.5 ของขนาดทนกระแสของฟิวส์ ฟิวส์ต้องขาด </li></ul><ul><li>- เซอร์กิตเบรกเกอน์ (circuit breaker :CB) </li></ul><ul><li>อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดกระแสไฟฟ้า เมื่อกระแสเกินหรือลัดวงจร สามารถกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่เปลี่ยนใหม่เหมือนฟิวส์ การทำงานมี 2 แบบคือ เชิงความร้อน และเชิงแม่เหล็ก </li></ul>
  10. 10. วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง <ul><li>ประเภทของหลอดไฟฟ้า มีหลอดไส้ หลอดทัวสเตนฮาโลเจน หลอดเรืองแสง เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ </li></ul>
  11. 11. ประเภทของมอเตอร์ <ul><li>- มอเตอร์เหนี่ยวนำ (induction motor) นิยมใช้มา มี 1 เฟส และ 3 เฟส แบบกรงกระรอก และ แบบวาวด์โรเตอร์ </li></ul><ul><li>- มอเตอร์ซิงโครนัส (synchronous motor) เป็นมอเตอร์ 3 เฟส มีขดลวดอาร์เมเจอร์ และขดลวดสนาม ความเร็วคงที่ </li></ul><ul><li>- มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC motor) มีขดลวดสนามอยุ่บนสเตเตอร์และขดลวดอาร์เมเจอร์อยู่บนสเตเตอร์ สามารถควบคุมความเร็วได้ดี แรงบิดเริ่มเดินเครื่องสูง </li></ul>
  12. 12. อุปกรณ์ที่สำคัญในการควบคุมมอเตอร์
  13. 13. การต่อลงดิน <ul><li>หมายถึงการต่อสายไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไฟฟ้าไปยังสายดิน โดยสายดินคือแท่งตัวนำทองแดงที่ตอดลงไปในดิน เพื่อป้องกันไฟรั่วซ๊อตบุคคลผู้ใช้งาน </li></ul><ul><li>1. ประเภทของการต่อลงดิน แบ่งเป็น 2 ประเภท </li></ul><ul><li>การต่อลงดินที่ระบบไฟฟ้า หมายถึง การต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าที่มีกระแสไหลผ่านลงดิน เช่น การต่อจุดนิวทรัล (neutral point) ลงดิน </li></ul><ul><li>การต่อลงดินที่อุปกรณ์ไฟฟ้า หมายถึงการต่อส่วนที่เป็นโลหะ ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านของอุปกรณ์ต่างๆ ลงดิน </li></ul><ul><li>2. ส่วนประกอบการต่อลงดิน </li></ul><ul><li>- หลักดิน หรือระบบหลักดิน (grounding electrode) เป็นหลักดิน นิยมใช้ทองแดง </li></ul><ul><li>- สายต่อหลักดิน </li></ul>
  14. 14. ล่อฟ้า
  15. 15. หน่วยที่ 11 ระบบควบคุมทางวิศวกรรม
  16. 17. <ul><li>องค์ประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ประกอบด้วย </li></ul><ul><li>6 องค์ประกอบ คือ </li></ul><ul><li>1) เครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิต </li></ul><ul><li>2) เครื่องมือวัด </li></ul><ul><li>3) เครื่องส่งสัญญาณ </li></ul><ul><li>4) สายสัญญาณ </li></ul><ul><li>5) เครื่องควบคุม </li></ul><ul><li>6) เครื่องบันทึกสัญญาณ </li></ul>
  17. 18. เครื่องมือ อุปกรณ์ควบคุมทางนิวแมติก ส่วนประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานและควบคุมการทำงานของระบบนิวแมติกมีดังต่อไปนี้ - เครื่องอัดลม - เครื่องระบายความร้อนของลมอัด - เครื่องทำลมแห้ง - ชุดทำความสะอาดลม - ลิ้นหรือวาล์วลดความดัน - วาล์วควบคุม - ระบบหล่อลื่นในระบบนิวแมติก - กระบอกสูบ - วงจรไฟฟ้าควบคุม หม้อเก็บลมอัด เครื่องอัดลม เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน เครื่องทำลมแห้ง
  18. 19. การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ <ul><li>โครงสร้างของตัวเครื่องโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ ( พีแอลซี ) นั้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก </li></ul><ul><li>1. หน่วยประมวลผลกลาง (central processing unit) หรือไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) เป็นหน่วยการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลกลาง และควบคุมการสั่งงานของระบบการทำงาน </li></ul><ul><li>2. หน่วยความจำ (program หรือ memory unit) เป็นหน่วยของเครื่องที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมควบคุมการทำงาน ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เก็บไว้สามารถถูกนำออกมาใช้ได้ตามต้องการ </li></ul><ul><li>3. หน่วยรับสัญญาณอินพุต (input unit) จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอกที่จะนำมาเชื่อมต่อใช้งานกับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ มี และแรมต้องจ่ายไฟเลี้ยง และแบบรอมอยู่ในรูปโมดูล </li></ul><ul><li>4. หน่วยส่งสัญญาณเอาต์พุต (output unit) จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ที่จะนำมาเชื่อมต่อใช้งานกับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ สัญญาณแบบอนาล็อก หรือ ดิจิตอล </li></ul><ul><li>5. หน่วยจ่ายกำลังไฟฟ้า (power supply unit) ทำหน้าที่ในการจ่ายกำลังไฟฟ้าให้กับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ </li></ul>
  19. 20. การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบควบคุมกลางกระจายการควบคุม ดีซีเอส (distributed control system: DCS) <ul><li>วัตถุประสงค์ของการออกแบบระบบดีซีแอส เป็นความต้องการออกแบบมาใช้ในการควบคุมระบบในลักษณะการกระจายการควบคุม หน่วยการผลิต ควบคุมการทำงานของระบบการผลิตแบบต่อเนื่อง (continuous process) </li></ul><ul><li>การทำงานของระบบดีซีแดส ระบบควบคุมแบบ พีแอลซี ในระบบ ดีซีเอส การควบคุมด้วยอุปกรณ์ประเภท พีแอลซี จะสั่งการผ่านอุปกรณ์ควบคุม เช่น การใช้คอมพิวเตอร์บุคคล (personal computer) ผู้ควบคุมระบบจะสามารถทำการตรวจสอบติดตามผล และสั่งการโปรแกรมได้ </li></ul>
  20. 21. หน่วยที่ 12 หน่วยการผลิตและกระบวนการผลิตทางวิศวกรรมเคมี <ul><li>การผลิต หรือกระบวนการผลิต (Manufacturing Process) หมายถึง การนำเอาวัตถุดิบที่เป็นสสารหรือสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งที่อยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว หรือ ก๊าซ ที่เรียกว่าสารตั้งต้น (reactant) มาทำการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางด้านกายภาพ ทางด้านเคมี ให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าการ (Product หรือ Goods) ที่ทำให้คุณสมบัติของสารเปลี่ยนไปจำเป็นต้องมีปัจจัยหรือกระบวนการทางด้านกายภาพ หรือกระบวนการทางด้านเคมีเสริมได้แก่ อุณหภูมิ ความดัน โดยมีถังปฎิกิริยาเคมี หรือเครื่องปฏิกิริยาเคมี (Chemical Reactor </li></ul><ul><li>งานวิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering) หรือวิศวกรรมระบบ (Process Engineering) เป็นการศึกษาการออกแบบ การควบคุมการทำงานของกระบวนการผลิตในงานอุตสาหกรรมที่เน้นการเลือกกระบวนการปฏิกิริยาเคมี เลือกเงื่อนไขการผลิต การควบคุมการปฏิบัติการที่เหมาะสม </li></ul>
  21. 22. จลนพลศาสตร์ของปฏิกิริยาแบบกวนผสม <ul><li>เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบกะ ( Batch Reactor) หลักการทำงานเบื้องต้นของถังปฏิกิริยาเคมีคือการนำสารตั้งต้น หรือสารนำเข้า (reactants หรือ feed) ใส่เข้าไปในถังปฏิกิริยาเคมีในปริมาณที่คำนวณไว้ แล้วให้มีการกวนผสม (Mixing) ให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นอย่างสมบูรณ์ </li></ul>
  22. 23. เครื่องปฏิกิริยาหลายถังแบบต่อเนื่อง ( Multiple Continuous Reactor ) <ul><li>เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีการเอาถังกวนผสมแบบสมบูรณ์หลายถัง (Continuous Stirred Tank Reactor : CSTR) ต่ออนุกรมกันซึ่งสามารถกำหนดให้ความเข้มข้นของสารตั้งต้นในแต่ละถังมีค่าสม่ำเสมอ (Uniform) และเท่ากับค่าความเข้มข้นในของไหลที่ไหลออกของแต่ละถัง </li></ul>
  23. 24. เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบท่อไหล (Tubular Reactor หรือ Plug Flow Reactor) <ul><li>เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายกับเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนระบบท่อ (Heat Exchanger) ที่มีการไหลในท่อไหลขนานกันหลายท่อ </li></ul>
  24. 25. กระบวนการผลิตและระบบการผลิตในงานอุตสาหกรรม <ul><li>ปฏิกิริยาดูดซับระหว่างก๊าซกับของแข็ง </li></ul><ul><li>ปฏิกิริยาดูดซึมระหว่างก๊าซกับของเหลว </li></ul><ul><li>ปฏิกิริยาดูดซึมระหว่างก๊าซกับของเหลว </li></ul>
  25. 26. หน่วยที่ 13 พื้นฐานวิศวกรรมอุตสาหกรรม วิศวกรรมอุตสาหการ คือการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงการทำงาน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน วัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อให้องค์กรสามารถเพิ่มผลิตภาพ มีกำไรและประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น <ul><li>การเลือกทำเลที่ตั้งโรงงาน </li></ul><ul><li>แหล่งวัตถุดิบ </li></ul><ul><li>ตลาด </li></ul><ul><li>แรงงานและค่าจ้าง </li></ul><ul><li>สาธารณูปโภค </li></ul><ul><li>การจราจรขนส่ง </li></ul><ul><li>สิ่งแวดล้อม </li></ul><ul><li>กรรมสิทธิ์ที่ดิน </li></ul><ul><li>กฎหมายที่เกี่ยวข้อง </li></ul>
  26. 27. การวางผังโรงงานและแผนภูมิการไหลของวัสดุ <ul><li>การวางผังโรงงานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ใหญ่ๆ ด้วยกันคือ </li></ul><ul><li>1 การวางผังโรงงานตามชนิดของผลิตภัณฑ์ (product layout) </li></ul>
  27. 28. 2 การวางผังโรงงานตามกระบวนการผลิต (process layout)
  28. 29. 3 การวางผังโรงงานแบบตำแหน่งงานคงที่ (fixed position layout)
  29. 30. 4 การวางผังโรงงานแบบผสม
  30. 31. รูปแบบในการไหลของวัสดุ <ul><li>1 ) การไหลแบบเส้นตรง เป็นการไหลของวัสดุง่ายๆ ตามขั้นตอนการผลิต พื้นที่อาคารโรงงานจะต้องมีความยาวเพียงพอ ด้านข้างของอาคารทั้ง 2 ด้านอาจจะออกแบบเป็นสำนักงานหรือหน่วยงานสนับสนุน เช่น แผนกซ่อมบำรุง แผนกออกแบบ เป็นต้น </li></ul><ul><li>2 ) การไหลแบบตัวเอส หรือซิกแซก เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ยาวมากและมีพื้นที่โรงงานที่สั้นกว่า มีการป้อนเข้าของวัตถุดิบและการไหลออกของผลิตภัณฑ์คนละด้านของอาคารโรงงาน </li></ul>
  31. 32. <ul><li>3 ) การไหลแบบตัว ยู เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ยาวมาก แต่มีพื้นที่โรงงานที่สั้นกว่า มีการป้อนวัตถุดิบและการไหลออกของผลิตภัณฑ์ด้านเดียวกัน </li></ul><ul><li>4 ) การไหลแบบวงกลม เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่มีความยาวมาก อาคารโรงงานที่มีลักษณะทรงจัตุรัส วัสดุและสินค้าเข้า – ออก จุดเดียวกัน เช่น แผนกรับ - ส่งสินค้าและวัตถุดิบอยู่ ณ จุดเดียวกัน </li></ul>8 7 6 5 1 1 2 3 4 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ 1 1 2 3 4 5 6 7 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์
  32. 33. <ul><li>5 ) การไหลแบบไม่เป็นรูปแบบ ดังแสดงในภาพที่ 13.9 เหมาะสำหรับอาคารโรงงานที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และจุดติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ติดตั้งถาวรอยู่ก่อนแล้ว จำเป็นต้องจัดสายการผลิตให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่ </li></ul>2 4 5 6 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ 1 3
  33. 35. <ul><li>1. พัสดุคงคลังประกอบด้วย </li></ul><ul><li> 1) วัตถุดิบ </li></ul><ul><li> 2) วัสดุในงานระหว่างทำ </li></ul><ul><li> 3) วัสดุซ่อมบำรุง </li></ul><ul><li> 4) สินค้าสำเร็จรูป </li></ul><ul><li>2. ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับพัสดุคงคลัง </li></ul><ul><li> 1) ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ </li></ul><ul><li> 2) ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา </li></ul><ul><li> 3) ค่าใช้จ่ายเนื่องจากสินค้าขาดแคลน </li></ul><ul><li> 4) ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องจักรใหม่ </li></ul><ul><li>ลำดับความสำคัญในการวิเคราะห์งาน คือ </li></ul><ul><li>- มีความเร่งด่วน - มีต้นทุนการผลิตสูง - มีความต้องการความชำนาญสูง - มีความเสี่ยงสูง </li></ul>
  34. 37. หน่วยที่ 14 อันตรายจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม <ul><li>ระบบการผลิตนั้นประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน </li></ul><ul><li>1. วัตถุดิบนำเข้า </li></ul><ul><li>2. กระบวนการ </li></ul><ul><li>3. ผลผลิต / ผลิตภัณฑ์ </li></ul><ul><li>4. ข้อมูลป้อนกลับ </li></ul>
  35. 38. ประเภทการผลิต 4 ประเภท <ul><li>1. กระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง </li></ul><ul><li>2. กระบวนการผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง </li></ul><ul><li>3. กระบวนการผลิตแบบผลิตซ้ำ </li></ul><ul><li>4. กระบวนการผลิตแบบงานโครงการ </li></ul>
  36. 39. ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการออกแบบกระบวนการผลิต <ul><li>ปัจจัยสำคัญฯ เหล่านั้นได้แก่ </li></ul><ul><li>1. ปัจจัยผลิตภัณฑ์ </li></ul><ul><li>2. ปัจจัยทางวัสดุ </li></ul><ul><li>3. ปัจจัยเครื่องจักร </li></ul><ul><li>4. ปัจจัยการผลิต </li></ul><ul><li>5. ปัจจัยต้นทุน </li></ul>
  37. 40. สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ก่อให้เกิดอันตราย แก่ผู้ปฏิบัติงานทางด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม <ul><li>แบ่งออกได้ 5 ประเภทคือ </li></ul><ul><li>1. สิ่งแวดล้อมทางด้านกายภาพ </li></ul><ul><li>2. สิ่งแวดล้อมทางด้านเคมี </li></ul><ul><li>3. สิ่งแวดล้อมทางด้านชีวภาพ </li></ul><ul><li>4. สิ่งแวดล้อมทางด้านเออร์โกโนมิคส์ </li></ul><ul><li>5. สิ่งแวดล้อมทางด้านจิตสังคม </li></ul>
  38. 41. การเตรียมเยื่อกระดาษมี 2 วิธีการ - การเตรียมเยื่อกระดาษโดยกระบวนการทางเคมีและ - การเตรียมเยื่อกระดาษโดยใช้เครื่องจักร <ul><li>อันตรายจากอุตสาหกรรมหลอมเหล็ก เกิดจาก ฝุ่น ความร้อน ก๊าซ CO 2 โลหะหนักหลายชนิด </li></ul><ul><li>อันตรายจากกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ </li></ul><ul><li>1. กระบวนการตัดเวเฟอร์ ได้แก่ ฝุ่นที่อยู่ในรูปของตะกอนเปียกของสารหนู </li></ul><ul><li>( arsenic) </li></ul><ul><li>2. กระบวนการเชื่อมชิพลงบนแผ่นเฟรม ได้แก่ ไอระเหยของอะซิโตน </li></ul><ul><li>3. กระบวนการหุ้มชิพและเส้นลวดด้วยเรซิน ได้แก่ สารพลวงและ </li></ul><ul><li>สารประกอบโบรมีน </li></ul>
  39. 42. เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม หมายถึง การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในทางวิศวกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัดจากคุณค่าของผลงานด้านวิศวกรรม ซึ่งประกอบด้วย - ประสิทธิภาพเชิงกายภาพ - ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐศาสตร์ <ul><li>การคำนวณรายได้ประชาชาติ มี 3 วิธี คือ </li></ul><ul><li>- การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านผลิตภัณฑ์ </li></ul><ul><li>- การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านรายได้ </li></ul><ul><li>- การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านรายจ่าย </li></ul>
  40. 43. <ul><li>อุปสงค์ หมายถึง ปริมาณความต้องการสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคมีความสามารถที่จะซื้อได้และมีความเต็มใจที่จะซื้อ </li></ul><ul><li>อุปทาน หมายถึง ปริมาณการเสนอขายสินค้าหรือบริการที่ผู้เสนอขายยินดีขายสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ด้วยความเต็มใจ </li></ul><ul><li>จุดดุลยภาพ หมายถึง จุดที่เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน ซึ่งมีปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณอุปทาน </li></ul>
  41. 44. <ul><li>ค่าเสื่อมราคา หมายถึง การลดคุณค่าของทรัพย์สินตามกาลเวลา หรือตามปริมาณการผลิต แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ </li></ul><ul><li>1. การเสื่อมราคาทางกายภาพ </li></ul><ul><li>2. การเสื่อมราคาทางการใช้งาน </li></ul><ul><li>3. การเสื่อมราคาจากอุบัติเหตุ </li></ul>
  1. A particular slide catching your eye?

    Clipping is a handy way to collect important slides you want to go back to later.

×