ไฟฟ้าและวงจร
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

ไฟฟ้าและวงจร

on

  • 614 views

 

Statistics

Views

Total Views
614
Views on SlideShare
612
Embed Views
2

Actions

Likes
0
Downloads
1
Comments
0

1 Embed 2

http://118.175.21.186 2

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft PowerPoint

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

ไฟฟ้าและวงจร Presentation Transcript

  • 1. หน่วยที่ 10 ไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้า . ระบบส่งจ่ายไฟฟ้า ระดับแรงดันสำหรับสายส่งแรงสูง ส่งจากโรงไฟฟ้า ระหว่างสถานีไฟฟ้า 69 kv 115kv 230kv 500kv อยู่ในความรับผิดชอบของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ระดับแรงดันสำหรับระบบจำหน่ายแรงสูง สถานีไฟฟ้าย่อยระบบจำหน่าย ไปยังหม้อแปลงระบบจำหน่าย 11 kv 22kv 33kv 22kv 24kv ระดับแรงดันสำหรับระบบจำหน่ายแรงต่ำ - ระบบ 1 เฟส 2 สาย 220 โวลต์ ความถี่ 50 เฮิรตซ์ - ระบบแรงต่ำ 3 เฟส 4 สาย 380 โวลต์ 50 เฮิรตซ์
  • 2. กระแสไฟฟ้าแบ่งได้เป็น 2 ประเภทคือ
    • ไฟฟ้ากระแสตรง (direct current : DC) คือการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนมีทิศทางการไหลในทิศทางเดียวจากขั้วลบไปยังขั้วบวก เช่นแบตเตอรี่รถยนต์ 24 volt ถ่านไฟฉาย 1.5 volt
    • ไฟฟ้ากระแสสลับ (alternating current: AC) เป็นการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนมีทิศทางไหลกลับไปกลับมาตลอดเวลา โดยการเคลื่อนที่ประจุไฟฟ้าบวกและลบสลับกันในตัวนำสาย เช่น ไฟฟ้าตามบ้าน 220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์
  • 3. หน่วยวัดทางไฟฟ้า
    • ความต้านทานไฟฟ้า (resistance) เป็นคุณสมบัติของสสารที่ต่อต้านการไหลของกระแสไฟฟ้า สสารที่มีความต้านทานไฟฟ้าน้อยกว่าเรียกว่า ตัวนำไฟฟ้า ส่วนสสารที่มีความต้านทานไฟฟ้ามากกว่าเรียกว่า ฉนวนไฟฟ้า ความต้านทานมีหน่วยเป็นโอห์ม
    • แรงดันไฟฟ้า (voltage) เป็นแรงที่ทำให้อิเลคตรอนเกิดการเคลื่อนที่ หรือแรงที่ทำให้เกิดการไหลของไฟฟ้า มีหน่วยเป็น โวล์ท V
    • กระแสไฟฟ้า (current) เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเลคตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ภายในตัวนำไฟฟ้า หน่วยเป็น แอมแปร์ A
    • กำลังงานไฟฟ้า (power) อัตราการเปลี่ยนแปลงพลังงาน หรืออัดตราการทำงาน มีหน่วยเป็น วัตต์ watt W
    • พลังงานไฟฟ้า (energy) คือ กำลังไฟฟ้าที่ใช้ไประยะหนึ่ง มีหน่วยเป็น วัตต์ - ชั่วโมง (watt-hour) หรือ ยูนิต (unit)
    • ความถี่ (frequency) คือจำนวนรอบของกระแสไฟฟ้าสลับ มีหน่วยเป็น เฮิรตซ์ Hz
    • รอบ (cycle) คือการเปลี่ยนแปลงทางไฟฟ้าครบ 360 องศาซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไฟฟ้าค่าบวกและค่าลบได้สมบูรณ์
    • แรงม้า (horse power) หรือกำลังม้า เป็นหน่วยวัดกำลังหรืออัตราการทำงาน 1 แรงม้า = 550 ฟุต - ปอนด์ หรือ 745.7 วัตต์ ประมาณ 746 วัตต์
  • 4. สมการไฟฟ้า
    • กฎของโอห์ม (ohm’s low) ค . ศ . 1862 นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน George Simon Ohm กล่าวว่ากระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรจะแปรผันตรงกับแรงดันไฟฟ้าและแปรผกผันกับค่าความต้านทาน E = IR
    • สมการค่ากำลังไฟฟ้า มีหน่วยเป็นวัตต์ P=EI
    • สมการค่าพลังงานไฟฟ้า W = Pt กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง หรือยูนิต (unit)
  • 5. วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น
    • - วงจรอนุกรม กระแสไฟฟ้าตลอดวงจรมีค่าเดียวกันตลอด แรงเคลื่อนไฟฟ้าเท่ากับแรงดันที่ตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัว
  • 6.
    • วงจรขนาน (parallel circuit) กระแสไฟฟ้าไหลผ่านอุปกรณ์แต่ละตัว รวมกันจะเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่ไหลออกจากแหล่งจ่าย แรงดันตกคร่อมอุปกรณ์แต่ละตัว มีค่าเท่ากับแรงเคลื่อนไฟฟ้าของแหล่งจ่าย
  • 7. ส่วนประกอบของสายไฟฟ้า
    • ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ตัวนำ และฉนวน
    • . ประเภทของสายไฟฟ้า แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สายไฟฟ้าแรงดันสูง และสายไฟฟ้าแรงดันต่ำ
    • - สายไฟฟ้าแรงดันสูง มีสายเปลือย และสายหุ้มฉนวน
    • - สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ ใช้กับแรงดันไม่เกิน 750 โวล์ท
  • 8. การเลือกสายไฟฟ้าที่เหมาะสม
    • พิกัดแรงดัน พิกัดกระแส สายควบ แรงดันตก (voltage drop)
  • 9. อุปกรณ์ป้องกันระบบไฟฟ้า
    • - ฟิวส์ (fuse) อุปกรณ์ป้องกันกระแสเกิน ทำมาจากโลหะผสมสามารถนำไฟฟ้าได้ดี มีจุดหลอมละลายต่ำ ฟิวส์ที่ดี เมื่อกระแสไหลเกิน 2.5 ของขนาดทนกระแสของฟิวส์ ฟิวส์ต้องขาด
    • - เซอร์กิตเบรกเกอน์ (circuit breaker :CB)
    • อุปกรณ์ทำหน้าที่ตัดกระแสไฟฟ้า เมื่อกระแสเกินหรือลัดวงจร สามารถกลับมาใช้ใหม่ได้ไม่เปลี่ยนใหม่เหมือนฟิวส์ การทำงานมี 2 แบบคือ เชิงความร้อน และเชิงแม่เหล็ก
  • 10. วงจรไฟฟ้าแสงสว่าง
    • ประเภทของหลอดไฟฟ้า มีหลอดไส้ หลอดทัวสเตนฮาโลเจน หลอดเรืองแสง เช่น หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์
  • 11. ประเภทของมอเตอร์
    • - มอเตอร์เหนี่ยวนำ (induction motor) นิยมใช้มา มี 1 เฟส และ 3 เฟส แบบกรงกระรอก และ แบบวาวด์โรเตอร์
    • - มอเตอร์ซิงโครนัส (synchronous motor) เป็นมอเตอร์ 3 เฟส มีขดลวดอาร์เมเจอร์ และขดลวดสนาม ความเร็วคงที่
    • - มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC motor) มีขดลวดสนามอยุ่บนสเตเตอร์และขดลวดอาร์เมเจอร์อยู่บนสเตเตอร์ สามารถควบคุมความเร็วได้ดี แรงบิดเริ่มเดินเครื่องสูง
  • 12. อุปกรณ์ที่สำคัญในการควบคุมมอเตอร์
  • 13. การต่อลงดิน
    • หมายถึงการต่อสายไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไฟฟ้าไปยังสายดิน โดยสายดินคือแท่งตัวนำทองแดงที่ตอดลงไปในดิน เพื่อป้องกันไฟรั่วซ๊อตบุคคลผู้ใช้งาน
    • 1. ประเภทของการต่อลงดิน แบ่งเป็น 2 ประเภท
    • การต่อลงดินที่ระบบไฟฟ้า หมายถึง การต่อส่วนใดส่วนหนึ่งของระบบไฟฟ้าที่มีกระแสไหลผ่านลงดิน เช่น การต่อจุดนิวทรัล (neutral point) ลงดิน
    • การต่อลงดินที่อุปกรณ์ไฟฟ้า หมายถึงการต่อส่วนที่เป็นโลหะ ที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านของอุปกรณ์ต่างๆ ลงดิน
    • 2. ส่วนประกอบการต่อลงดิน
    • - หลักดิน หรือระบบหลักดิน (grounding electrode) เป็นหลักดิน นิยมใช้ทองแดง
    • - สายต่อหลักดิน
  • 14. ล่อฟ้า
  • 15. หน่วยที่ 11 ระบบควบคุมทางวิศวกรรม
  • 16.  
  • 17.
    • องค์ประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต ประกอบด้วย
    • 6 องค์ประกอบ คือ
    • 1) เครื่องจักรอุปกรณ์ในการผลิต
    • 2) เครื่องมือวัด
    • 3) เครื่องส่งสัญญาณ
    • 4) สายสัญญาณ
    • 5) เครื่องควบคุม
    • 6) เครื่องบันทึกสัญญาณ
  • 18. เครื่องมือ อุปกรณ์ควบคุมทางนิวแมติก ส่วนประกอบของเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงานและควบคุมการทำงานของระบบนิวแมติกมีดังต่อไปนี้ - เครื่องอัดลม - เครื่องระบายความร้อนของลมอัด - เครื่องทำลมแห้ง - ชุดทำความสะอาดลม - ลิ้นหรือวาล์วลดความดัน - วาล์วควบคุม - ระบบหล่อลื่นในระบบนิวแมติก - กระบอกสูบ - วงจรไฟฟ้าควบคุม หม้อเก็บลมอัด เครื่องอัดลม เครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน เครื่องทำลมแห้ง
  • 19. การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์
    • โครงสร้างของตัวเครื่องโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ ( พีแอลซี ) นั้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก
    • 1. หน่วยประมวลผลกลาง (central processing unit) หรือไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor) เป็นหน่วยการทำงานที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลกลาง และควบคุมการสั่งงานของระบบการทำงาน
    • 2. หน่วยความจำ (program หรือ memory unit) เป็นหน่วยของเครื่องที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บข้อมูลและโปรแกรมควบคุมการทำงาน ข้อมูลหรือโปรแกรมที่เก็บไว้สามารถถูกนำออกมาใช้ได้ตามต้องการ
    • 3. หน่วยรับสัญญาณอินพุต (input unit) จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอกที่จะนำมาเชื่อมต่อใช้งานกับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ มี และแรมต้องจ่ายไฟเลี้ยง และแบบรอมอยู่ในรูปโมดูล
    • 4. หน่วยส่งสัญญาณเอาต์พุต (output unit) จะเป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ที่จะนำมาเชื่อมต่อใช้งานกับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์ สัญญาณแบบอนาล็อก หรือ ดิจิตอล
    • 5. หน่วยจ่ายกำลังไฟฟ้า (power supply unit) ทำหน้าที่ในการจ่ายกำลังไฟฟ้าให้กับตัวโปรแกรมมาเบิ้ลลอจิคอลคอนโทรลเลอร์
  • 20. การควบคุมอัตโนมัติโดยประยุกต์ใช้งานระบบควบคุมกลางกระจายการควบคุม ดีซีเอส (distributed control system: DCS)
    • วัตถุประสงค์ของการออกแบบระบบดีซีแอส เป็นความต้องการออกแบบมาใช้ในการควบคุมระบบในลักษณะการกระจายการควบคุม หน่วยการผลิต ควบคุมการทำงานของระบบการผลิตแบบต่อเนื่อง (continuous process)
    • การทำงานของระบบดีซีแดส ระบบควบคุมแบบ พีแอลซี ในระบบ ดีซีเอส การควบคุมด้วยอุปกรณ์ประเภท พีแอลซี จะสั่งการผ่านอุปกรณ์ควบคุม เช่น การใช้คอมพิวเตอร์บุคคล (personal computer) ผู้ควบคุมระบบจะสามารถทำการตรวจสอบติดตามผล และสั่งการโปรแกรมได้
  • 21. หน่วยที่ 12 หน่วยการผลิตและกระบวนการผลิตทางวิศวกรรมเคมี
    • การผลิต หรือกระบวนการผลิต (Manufacturing Process) หมายถึง การนำเอาวัตถุดิบที่เป็นสสารหรือสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งที่อยู่ในรูปของแข็ง ของเหลว หรือ ก๊าซ ที่เรียกว่าสารตั้งต้น (reactant) มาทำการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางด้านกายภาพ ทางด้านเคมี ให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้าการ (Product หรือ Goods) ที่ทำให้คุณสมบัติของสารเปลี่ยนไปจำเป็นต้องมีปัจจัยหรือกระบวนการทางด้านกายภาพ หรือกระบวนการทางด้านเคมีเสริมได้แก่ อุณหภูมิ ความดัน โดยมีถังปฎิกิริยาเคมี หรือเครื่องปฏิกิริยาเคมี (Chemical Reactor
    • งานวิศวกรรมเคมี (Chemical Engineering) หรือวิศวกรรมระบบ (Process Engineering) เป็นการศึกษาการออกแบบ การควบคุมการทำงานของกระบวนการผลิตในงานอุตสาหกรรมที่เน้นการเลือกกระบวนการปฏิกิริยาเคมี เลือกเงื่อนไขการผลิต การควบคุมการปฏิบัติการที่เหมาะสม
  • 22. จลนพลศาสตร์ของปฏิกิริยาแบบกวนผสม
    • เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบกะ ( Batch Reactor) หลักการทำงานเบื้องต้นของถังปฏิกิริยาเคมีคือการนำสารตั้งต้น หรือสารนำเข้า (reactants หรือ feed) ใส่เข้าไปในถังปฏิกิริยาเคมีในปริมาณที่คำนวณไว้ แล้วให้มีการกวนผสม (Mixing) ให้เกิดปฏิกิริยาเคมีขึ้นอย่างสมบูรณ์
  • 23. เครื่องปฏิกิริยาหลายถังแบบต่อเนื่อง ( Multiple Continuous Reactor )
    • เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีการเอาถังกวนผสมแบบสมบูรณ์หลายถัง (Continuous Stirred Tank Reactor : CSTR) ต่ออนุกรมกันซึ่งสามารถกำหนดให้ความเข้มข้นของสารตั้งต้นในแต่ละถังมีค่าสม่ำเสมอ (Uniform) และเท่ากับค่าความเข้มข้นในของไหลที่ไหลออกของแต่ละถัง
  • 24. เครื่องปฏิกิริยาเคมีแบบท่อไหล (Tubular Reactor หรือ Plug Flow Reactor)
    • เป็นเครื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีโครงสร้างคล้ายกับเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อนระบบท่อ (Heat Exchanger) ที่มีการไหลในท่อไหลขนานกันหลายท่อ
  • 25. กระบวนการผลิตและระบบการผลิตในงานอุตสาหกรรม
    • ปฏิกิริยาดูดซับระหว่างก๊าซกับของแข็ง
    • ปฏิกิริยาดูดซึมระหว่างก๊าซกับของเหลว
    • ปฏิกิริยาดูดซึมระหว่างก๊าซกับของเหลว
  • 26. หน่วยที่ 13 พื้นฐานวิศวกรรมอุตสาหกรรม วิศวกรรมอุตสาหการ คือการวิเคราะห์อย่างละเอียดถึงการทำงาน และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน วัตถุดิบ เครื่องจักร อุปกรณ์ เพื่อให้องค์กรสามารถเพิ่มผลิตภาพ มีกำไรและประสิทธิภาพการทำงานสูงขึ้น
    • การเลือกทำเลที่ตั้งโรงงาน
    • แหล่งวัตถุดิบ
    • ตลาด
    • แรงงานและค่าจ้าง
    • สาธารณูปโภค
    • การจราจรขนส่ง
    • สิ่งแวดล้อม
    • กรรมสิทธิ์ที่ดิน
    • กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
  • 27. การวางผังโรงงานและแผนภูมิการไหลของวัสดุ
    • การวางผังโรงงานแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ใหญ่ๆ ด้วยกันคือ
    • 1 การวางผังโรงงานตามชนิดของผลิตภัณฑ์ (product layout)
  • 28. 2 การวางผังโรงงานตามกระบวนการผลิต (process layout)
  • 29. 3 การวางผังโรงงานแบบตำแหน่งงานคงที่ (fixed position layout)
  • 30. 4 การวางผังโรงงานแบบผสม
  • 31. รูปแบบในการไหลของวัสดุ
    • 1 ) การไหลแบบเส้นตรง เป็นการไหลของวัสดุง่ายๆ ตามขั้นตอนการผลิต พื้นที่อาคารโรงงานจะต้องมีความยาวเพียงพอ ด้านข้างของอาคารทั้ง 2 ด้านอาจจะออกแบบเป็นสำนักงานหรือหน่วยงานสนับสนุน เช่น แผนกซ่อมบำรุง แผนกออกแบบ เป็นต้น
    • 2 ) การไหลแบบตัวเอส หรือซิกแซก เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ยาวมากและมีพื้นที่โรงงานที่สั้นกว่า มีการป้อนเข้าของวัตถุดิบและการไหลออกของผลิตภัณฑ์คนละด้านของอาคารโรงงาน
  • 32.
    • 3 ) การไหลแบบตัว ยู เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ยาวมาก แต่มีพื้นที่โรงงานที่สั้นกว่า มีการป้อนวัตถุดิบและการไหลออกของผลิตภัณฑ์ด้านเดียวกัน
    • 4 ) การไหลแบบวงกลม เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่มีความยาวมาก อาคารโรงงานที่มีลักษณะทรงจัตุรัส วัสดุและสินค้าเข้า – ออก จุดเดียวกัน เช่น แผนกรับ - ส่งสินค้าและวัตถุดิบอยู่ ณ จุดเดียวกัน
    8 7 6 5 1 1 2 3 4 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ 1 1 2 3 4 5 6 7 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์
  • 33.
    • 5 ) การไหลแบบไม่เป็นรูปแบบ ดังแสดงในภาพที่ 13.9 เหมาะสำหรับอาคารโรงงานที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่และจุดติดตั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ติดตั้งถาวรอยู่ก่อนแล้ว จำเป็นต้องจัดสายการผลิตให้เข้ากับสิ่งที่มีอยู่
    2 4 5 6 วัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ 1 3
  • 34.  
  • 35.
    • 1. พัสดุคงคลังประกอบด้วย
    • 1) วัตถุดิบ
    • 2) วัสดุในงานระหว่างทำ
    • 3) วัสดุซ่อมบำรุง
    • 4) สินค้าสำเร็จรูป
    • 2. ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับพัสดุคงคลัง
    • 1) ค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
    • 2) ค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษา
    • 3) ค่าใช้จ่ายเนื่องจากสินค้าขาดแคลน
    • 4) ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งเครื่องจักรใหม่
    • ลำดับความสำคัญในการวิเคราะห์งาน คือ
    • - มีความเร่งด่วน - มีต้นทุนการผลิตสูง - มีความต้องการความชำนาญสูง - มีความเสี่ยงสูง
  • 36.  
  • 37. หน่วยที่ 14 อันตรายจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรม
    • ระบบการผลิตนั้นประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน
    • 1. วัตถุดิบนำเข้า
    • 2. กระบวนการ
    • 3. ผลผลิต / ผลิตภัณฑ์
    • 4. ข้อมูลป้อนกลับ
  • 38. ประเภทการผลิต 4 ประเภท
    • 1. กระบวนการผลิตแบบต่อเนื่อง
    • 2. กระบวนการผลิตแบบไม่ต่อเนื่อง
    • 3. กระบวนการผลิตแบบผลิตซ้ำ
    • 4. กระบวนการผลิตแบบงานโครงการ
  • 39. ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาในการออกแบบกระบวนการผลิต
    • ปัจจัยสำคัญฯ เหล่านั้นได้แก่
    • 1. ปัจจัยผลิตภัณฑ์
    • 2. ปัจจัยทางวัสดุ
    • 3. ปัจจัยเครื่องจักร
    • 4. ปัจจัยการผลิต
    • 5. ปัจจัยต้นทุน
  • 40. สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ก่อให้เกิดอันตราย แก่ผู้ปฏิบัติงานทางด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม
    • แบ่งออกได้ 5 ประเภทคือ
    • 1. สิ่งแวดล้อมทางด้านกายภาพ
    • 2. สิ่งแวดล้อมทางด้านเคมี
    • 3. สิ่งแวดล้อมทางด้านชีวภาพ
    • 4. สิ่งแวดล้อมทางด้านเออร์โกโนมิคส์
    • 5. สิ่งแวดล้อมทางด้านจิตสังคม
  • 41. การเตรียมเยื่อกระดาษมี 2 วิธีการ - การเตรียมเยื่อกระดาษโดยกระบวนการทางเคมีและ - การเตรียมเยื่อกระดาษโดยใช้เครื่องจักร
    • อันตรายจากอุตสาหกรรมหลอมเหล็ก เกิดจาก ฝุ่น ความร้อน ก๊าซ CO 2 โลหะหนักหลายชนิด
    • อันตรายจากกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์
    • 1. กระบวนการตัดเวเฟอร์ ได้แก่ ฝุ่นที่อยู่ในรูปของตะกอนเปียกของสารหนู
    • ( arsenic)
    • 2. กระบวนการเชื่อมชิพลงบนแผ่นเฟรม ได้แก่ ไอระเหยของอะซิโตน
    • 3. กระบวนการหุ้มชิพและเส้นลวดด้วยเรซิน ได้แก่ สารพลวงและ
    • สารประกอบโบรมีน
  • 42. เศรษฐศาสตร์วิศวกรรม หมายถึง การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในทางวิศวกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวัดจากคุณค่าของผลงานด้านวิศวกรรม ซึ่งประกอบด้วย - ประสิทธิภาพเชิงกายภาพ - ประสิทธิภาพเชิงเศรษฐศาสตร์
    • การคำนวณรายได้ประชาชาติ มี 3 วิธี คือ
    • - การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านผลิตภัณฑ์
    • - การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านรายได้
    • - การคำนวณรายได้ประชาชาติด้านรายจ่าย
  • 43.
    • อุปสงค์ หมายถึง ปริมาณความต้องการสินค้าหรือบริการที่ผู้บริโภคมีความสามารถที่จะซื้อได้และมีความเต็มใจที่จะซื้อ
    • อุปทาน หมายถึง ปริมาณการเสนอขายสินค้าหรือบริการที่ผู้เสนอขายยินดีขายสินค้าหรือบริการนั้น ๆ ด้วยความเต็มใจ
    • จุดดุลยภาพ หมายถึง จุดที่เส้นอุปสงค์และเส้นอุปทานตัดกัน ซึ่งมีปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณอุปทาน
  • 44.
    • ค่าเสื่อมราคา หมายถึง การลดคุณค่าของทรัพย์สินตามกาลเวลา หรือตามปริมาณการผลิต แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
    • 1. การเสื่อมราคาทางกายภาพ
    • 2. การเสื่อมราคาทางการใช้งาน
    • 3. การเสื่อมราคาจากอุบัติเหตุ