ใช้เงินทำงำน ... เยียงทำส แบบ Wave Riders                    ่         ถ้าพูดถึงเงิน 20,000 บาท สาหรับใครบ้างคนก็คงไม่มากน...
จากนั้น เราก็นาคะแนนพื้นฐาน และ คะแนนเทคนิค ก็มา Plot Metrix                                    Rabbit                    ...
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Money working

957

Published on

Use Money Working in Wave Riders Way

Published in: Economy & Finance
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
957
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
38
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Money working

  1. 1. ใช้เงินทำงำน ... เยียงทำส แบบ Wave Riders ่ ถ้าพูดถึงเงิน 20,000 บาท สาหรับใครบ้างคนก็คงไม่มากนัก แต่กับใครบางคนก็ไม่ง่ายเลยทีจะหามา ่ได้... เรากาลังพูดถึง รายได้จานวน 20,000 บาทต่อเดือน คิดเป็นปี ก็ปีละ 240,000 บาท ...ด้วยเงินจานวนเท่านี้ จริงๆ แล้วถ้าไม่ได้ใช้อะไรมากมาย ก็คงจะเพียงพอ กับการใช้จ่ายในชีวิตประจาวัน ของบางคน หรือบางครอบครัว อย่างสบายๆ ผมจึงมีความคิดอย่างหนึงว่า ถ้าเราสามารถได้เงินจานวนนี้ มาจากเงินปันผลในหุ้น (แน่นอนล่ะ มัน ่ต้องหัก ภาษี 10% ด้วย..เอาน่าอย่างเพิ่งไปคิดให้ปวดหัว) หลักการ ก็คือว่า ถ้าเราวางเงินเก็บเย็นๆ ของเราไว้ในหุ้นของบริษัทฯ ที่มั่นคง ให้ผลตอบแทนค่อนข้างสูง สามารถจ่ายปันผลให้เราได้อย่างต่อเนื่อง ได้ 20,000 บาท ทุกๆ เดือน หรือ ก็คือ 240,000 บาทต่อปี โดยที่เราไม่ต้องไปคอยดูราคา ซื้อๆ ขายๆ มันทุกวัน ... (... จริงดิ.. ได้อย่างนั้น ก็ เจ๋งสิ.... แล้ว มันจะเป็นไปได้ไหม... ) สมมุติว่า เรามองหา ปันผล 6% ต่อปี เป็น เงิน 240,000 บาท ก็หมายความว่า เราต้องใช้ เงินต้น 4ล้าน ในการลงทุนซื้อหุ้น และถือไว้นิ่งๆ ...แต่บริษัทฯ ทีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่มบริษัทฯ ไหนจ่ายปันผล ่ ีให้ผู้ถือหุ้น ทุกเดือนแน่นอน จะมี ก็จ่ายปันผล ปีละ 1 ครั้ง หรือ ปีละ 2 ครั้ง หรือ ถ้าผลประกอบการดีจัด ก็อาจจะแถมให้อีกครั้ง เป็น 3 ครั้ง .. เราจึงต้องกระจายซื้อหุ้นบริษัทฯ หลายแห่ง เพื่อทีจะได้ ปันผลทุกเดือน ่หรือ ทุกๆ สองเดือน และยังเป็นการกระจายความเสี่ยงจาก Cycle ของกิจการต่างๆ ด้วย .. บริษัทฯ ที่สามารถให้ผลตอบแทนได้สง มากกว่า 8% ต่อปี อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่าน ูมา ในตลาดหุ้นตอนนี้มันช่างน้อยเหลือเกิน แต่ถ้าขยายวงออกไปให้เป็น มากกว่า 6% ย้อนหลังแค่ 3 ปีที่ผ่านมา ก็พอจะมีให้เลือกมากหน่อย แน่นอนว่า ในการเลือกลงทุน เราก็คงจะต้องเลือก บริษัทฯ ที่มีความมั่งคง มีผลประกอบการที่ดีด้วยและมีราคาหุ้น ที่ไม่สงเกินกว่า มูลค่าที่แท้จริง มากจนเกินไป.. เพื่อที่จะได้เด้งที่สอง จากการเติบโตของ ูมูลค่าหุ้นในอนาคต.. (อ่ะนะ ... หลักการดี ใครก็คิดได้ ทายังไง ล่ะ...) ก็ตองทาการคัดตัวหุ้น เข้ารอบกันล่ะ โดยใช้ ค่า P/E , P/Bv, ROE, D/E ratio เหล่านี้ ต้องถูกนามา ้พิจารณาประกอบการเลือก...ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานของกิจการในช่วงที่ผ่านมา และอีกสิ่งที่จะต้องพิจารณาด้วยก็คือ ผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจ รอบโลกกลมๆ ใบนี้ ซึ่งมีเกิดขึ้นให้เห็นเพิ่มขึ้นทุกวันๆ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติการเงินในสหรัฐ วิกฤติหนี้ของกลุ่มประเทศยุโรป และยังต้องคอยติดตาม นโยบายของรัฐที่จะออกมาในอนาคตด้วย ... Criteria หรือ เงื่อนไขในการคัดกรองหุ้นของบริษัทฯ ทีมีพื้นฐานดี นั้นก็มีตารา บทวิเคราะห์ มากมาย ่ให้ค้นหากัน .. ใครจะใช้เงื่อนไขยังไงแบบไหน ก็ตามความเสี่ยงทีจะรับได้ หรือจะตามความชอบส่วนตัวก็ ่แล้วแต่นะครับ เพราะนักลงทุนบางคน เขาไม่ลงทุนในกลุ่มบริษัทฯ ที่เขาไม่ถนัด ถึงแม้มันจะดีกว่าแค่ไหนก็ตาม เมื่อเราเลือกหุ้นเข้ามาใน Focus Group ของเราได้แล้ว จากนั้นให้คะแนนด้านพื้นฐาน กับหุ้นของบริษัทฯ เหล่านั้น จาก 1-10 คะแนน โดยทีหุ้นที่ปัจจัย ่พื้นฐานน่าสนใจที่สุดตาม เงื่อนไขของเราที่ตั้งไว้ เช่น เราใช้ P/E , P/Bv, D/E และข้อมูลในการดาเนินกิจการในอนาคต เป็นตัวชี้วัดคะแนน 4 อย่าง ก็อย่างละ 10 คะแนน แล้วก็ทา Criteria Score Card ขึ้นมาให้กับตัวชี้วัดทั้ง 4 ได้คะแนนเฉลี่ยออกมาเท่าไหร่ ก็ บันทึก ไว้ . เราทาการให้คะแนนด้านพื้นฐานไปแล้ว ต่อไปก็ต้องมาให้คะแนน ด้านเทคนิค กันบ้างล่ะ แนะนาให้ใช้ Weekly Chart มาดูปัจจัยด้านเทคนิค เพื่อดูว่าหน้าตากราฟในภาพใหญ่ๆ มีรูปแบบกราฟของหุ้นเป็นยังไงบ้าง ดูน่าสนใจมากมาน้อยแค่ไหน...แล้วเราก็จะให้คะแนน ด้านเทคนิค จาก 1-10 คะแนน เช่นกัน ด้วยภาพทางเทคนิคในภาพใหญ่ หุ้นที่มหน้าตาที่พร้อมวิงขึ้นได้อย่างแข็งแรงในตอนนี้ หรือในอนาคต ให้ 9-10 ี ่คะแนน หุ้นที่พักตัว หรือ sideway แต่มีแนวโน้มจะขึ้นได้ เพียงรอ Signal ก็ให้คะแนน 6-8 ส่วนหุ้นที่หลับหรือออกข้างแคบๆ ก็อาจจะให้คะแนน 4-5 คะแนน และหุ้นที่ออกอาการไหลลง ก็คงจะให้คะแนนน้อยกว่า 4ไปตามลาดับความเลวร้าย
  2. 2. จากนั้น เราก็นาคะแนนพื้นฐาน และ คะแนนเทคนิค ก็มา Plot Metrix Rabbit Eagle Technical Score Turtle Cow Fundamental Score Eagle จะเป็น หุ้นที่เรา มองหำ เพราะเป็น หุ้นได้คะแนนสูง ทั้งพื้นฐาน และเทคนิค จะ เป็นหุ้นที่บินได้สูง บินได้ไกล และให้ผลตอบแทน ทั้ง ปันผล และการเติบโตของราคา หุ้น ได้อย่างอลังการ Cow จะเป็นหุ้น ทีพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ภาพราคาด้านเทคนิค จะยังไม่สวยนัก เป็นหุ้น ่ เลี้ยงดูง่ายให้ปันผลสูง เหมือนวัวที่ปล่อยไว้ในทุ่งหญ้าก็อยู่ได้ และให้นมได้ตลอดเวลา Rabbit เป็นหุ้นที่ได้คะแนนเทคนิคสูง แต่พื้นฐานค่อนข้างอ่อนแอ ถึงจะให้ปันผลดี แต่ หุ้นพวกนี้ วิ่งเร็วกระโดดขึ้นลงไปมา อยู่เสมอ พื้นฐานอ่อนแอ ป่วยง่าย ต้องคอยจับตา เฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา Turtle จะเป็นหุ้นที่ให้ปันผลดี แต่ราคาไม่มีขยับไปไหน พื้นฐานก็ธรรมดา ไม่ค่อยโต แต่ไม่ตาย อึดมาก กิจการไปเรื่อยๆ ให้ปันผลไม่หวือหวา แต่ก็จ่ายตามเวลามาเรื่อยๆ. ส่วนนักลงทุนแต่ละคนชอบหุ้นแบบไหน จะกระจายความเสี่ยงยังไง ก็จัดการไปตามความชอบและความต้องการของแต่ละคน เพราะอย่างไร หุ้นที่เราคัดมานั้นก็ล้วน เป็นหุ้นที่ ให้ปันผล มากกว่า 6% ต่อปีตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ทั้งสิ้น ก็ ลองดูเป็น ไอเดีย ในการใช้ทุนที่มี วางลงไปให้ถูกที่ถูกทาง ... By Pragasit Thitaram บันทึกไว้ 2011-11-28

×