ใบความรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ

106,953 views
106,207 views

Published on

7 Comments
8 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
106,953
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2,674
Actions
Shares
0
Downloads
589
Comments
7
Likes
8
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ใบความรู้เรื่องการอ่านจับใจความสำคัญ

  1. 1. การอ่านจับใจความสำาคัญและการอ่านคิดวิเคราะห์ความสำาคัญ การอ่านเป็นทักษะที่จำาเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาหาความรู้ และพัฒนาชีวิต ซึ่งนอกจากจะทำาให้เกิดความรู้แล้วยังก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ได้แนวคิดในการดำาเนินชีวิต การอ่านจึงเป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับ และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้เรื่องต่างๆ การอ่านที่ดีมีประสิทธิภาพ จะต้องอ่านแล้วจับใจความได้ สรุปสาระสำาคัญของเรื่องที่อ่านได้แต่การสำารวจการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนพบว่าปัญหาที่สำาคัญในการอ่านของผู้เรียนคืออ่านแล้วจับใจความสำาคัญไม่ได้ ไม่สามารถสรุปประเด็นได้ ไม่สามารถแยกความรู้ ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นไม่สามารถแยกใจความสำาคัญกับใจความรองได้ ทำาให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการอ่านเท่าที่ควรทั้งยังเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการเรียนรูและการศึกษาวิชาต่างๆด้วย ้ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ได้กำาหนดคุณภาพของผู้เรียนด้านความเข้าใจในการอ่านไว้ในช่วงชั้นเช่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 กำาหนดให้อ่านแล้ว ..เข้าใจข้อความที่อาน.. ่ช่วงชั้น 2 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ..อ่านแล้วจับประเด็นสำาคัญแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น วิเคราะห์ความตีความ สรุปความได้.. ช่วงชั้นที่ 3 คือมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 อ่านแล้วแสดงความคิดเห็นเชิง วิเคราะห์ประเมินค่าเรื่องที่อ่านอย่างมีเหตุผลและในช่วงชั้นปีที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 อ่านแล้วสามารถตีความแปลความ และขยายความเรื่องที่อย่างลึกซึ้ง วิเคราะห์ วิจารณ์ประเมินค่าเรื่องที่อ่านได้.. ซึ่งผู้เรียนจะมีคุณภาพดังกล่าวได้ ต้องมีความสามารถในการอ่านจับใจความและเข้าใจเรื่องราวต่างๆ จากการอ่านได้เป็นอย่างดีความหมาย
  2. 2. การอ่านจับใจความ คือ การอ่านที่มงค้นหาสาระของ ุ่เรื่องหรือของหนังสือแต่ละเล่มที่เป็นส่วนใจความสำาคัญ และส่วนขยายใจความสำาคัญของเรื่อง ใจความสำาคัญของเรื่อง คือ ข้อความทีมีสาระคลุมข้อ ่ความอื่นๆ ในย่อหน้านั้นหรือเรื่องนันทั้งหมด ข้อความอื่น ๆ เป็น ้เพียงส่วนขยายใจความสำาคัญเท่านัน ข้อความหนึ่งหรือตอนหนึ่ง ้จะมีใจความสำาคัญที่สุดเพียงหนึ่งเดียว นอกนั้นเป็นใจความรองคำาว่าใจความสำาคัญนี้ ผู้รได้เรียกไว้เป็นหลายอย่าง เช่น ข้อคิด ู้สำาคัญของเรื่อง แก่นของเรื่อง หรือ ความคิดหลัก ของเรื่องแต่จะเป็นอย่างไรก็ตาม ใจความสำาคัญก็คือสิ่งที่เป็นสาระที่สำาคัญที่สุดของเรื่องนั่นเอง ใจความสำาคัญส่วนมากจะมีลักษณะเป็นประโยค ซึ่งอาจปรากฏอยู่ในส่วนใดส่วนหนึ่งของย่อหน้าก็ได้ จุดที่พบใจความสำาคัญของเรื่องในแต่ละย่อหน้ามากที่สุดคือ ประโยคที่อยู่ตอนต้นย่อหน้าเพราะผู้เขียนมักบอกประเด็นสำาคัญไว้ก่อน แล้วจึงขยายรายละเอียดให้ชัดเจน รองลงมาคือประโยคตอนท้ายย่อหน้า โดยผู้เขียนจะบอกรายละเอียดหรือประเด็นย่อยก่อน แล้วจึงสรุปด้วยประโยคที่เป็นประเด็นไว้ภายหลัง สำาหรับจุดที่พบใจความสำาคัญยากขึ้นก็คือ ประโยคตอนกลางย่อหน้า ซึ่งผู้อ่านจะต้องใช้ความสังเกตและพิจารณาให้ดี ส่วนจุดที่หาใจความสำาคัญยากที่สุดคือย่อหน้าที่ไม่มีประโยคใจความสำาคัญปรากฏชัดเจน อาจมีประโยคหรืออาจอยู่รวมๆกันในย่อหน้าก็ได้ ซึ่งผู้อ่านจะต้องสรุปออกมาเองแนวการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความให้บรรลุจุดประสงค์ มีแนวทางดังนี้ 1.ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านได้ชัดเจน เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ เพื่อความเพลิดพลิน หรือเพื่อบอกเจตนาของผู้เขียน เพราะจะเป็นแนวทางกำาหนดการอ่านได้อย่างเหมาะสม และจับใจความหรือคำาตอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 2.สำารวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าวๆ เช่น ชื่อเรื่อง คำานำา สารบัญ คำาชี้แจงการใช้หนังสือ ภาคผนวก ฯลฯ เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทำาให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องหรือหนังสือที่อ่านได้กว้างขวางและรวดเร็ว
  3. 3. 3.ทำาความเข้าใจลักษณะของหนังสือว่าประเภทใด เช่นสารคดี ตำารา บทความ ฯลฯซึ่งจะช่วยให้มีแนวทางอ่านจับใจความสำาคัญ ได้ง่าย 4.ใช้ความสามารถทางภาษาในด้านการแปลความหมายของคำา ประโยค และข้อความต่างๆอย่างถูกต้องรวดเร็ว 5.ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาประกอบ จะทำาความเข้าใจและจับใจความที่อ่านได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นขั้นตอนการอ่านจับใจความ 1.อ่านผ่านๆโดยตลอด เพื่อให้รู้วาเรื่องที่อานว่าด้วย ่ ่เรื่องอะไร จุดใดเป็นจุดสำาคัญของเรื่อง 2.อ่านให้ละเอียด เพื่อทำาความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเรื่องเพราะจะทำาให้ความเข้าใจไม่ติดต่อกัน 3.อ่านซำ้าตอนที่ไม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนให้แน่นอนถูกต้อง 4.เรียบเรียงใจความสำาคัญของเรื่องด้วยตนเองแนวการอ่านจับใจความ การอ่านจับใจความให้บรรลุจุดประสงค์ มีแนวทางดังนี้ 1.ตั้งจุดมุ่งหมายในการอ่านได้ชัดเจน เช่น อ่านเพื่อหาความรู้ เพื่อความเพลิดพลิน หรือเพื่อบอกเจตนาของผู้เขียนเพราะจะเป็นแนวทางกำาหนดการอ่านได้อย่างเหมาะสม และจับใจความหรือคำาตอบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 2.สำารวจส่วนประกอบของหนังสืออย่างคร่าวๆ เช่น ชื่อเรื่อง คำานำา สารบัญ คำาชี้แจงการใช้หนังสือ ภาคผนวก ฯลฯ เพราะส่วนประกอบของหนังสือจะทำาให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องหรือหนังสือที่อ่านได้กว้างขวางและรวดเร็ว 3.ทำาความเข้าใจลักษณะของหนังสือว่าประเภทใด เช่นสารคดี ตำารา บทความ ฯลฯซึ่งจะช่วยให้มีแนวทางอ่านจับใจความสำาคัญ ได้ง่าย 4.ใช้ความสามารถทางภาษาในด้านการแปลความหมายของคำา ประโยค และข้อความต่างๆอย่างถูกต้องรวดเร็ว
  4. 4. 5.ใช้ประสบการณ์หรือภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านมาประกอบจะทำาความเข้าใจและจับใจความที่อ่านได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นขั้นตอนการอ่านจับใจความ 1.อ่านผ่าน ๆโดยตลอด เพื่อให้รู้วาเรื่องที่อานว่าด้วย ่ ่เรื่องอะไร จุดใดเป็นจุดสำาคัญของเรื่อง 2.อ่านให้ละเอียด เพื่อทำาความเข้าใจอย่างชัดเจน ไม่ควรหยุดอ่านระหว่างเรื่องเพราะจะทำาให้ความเข้าใจไม่ติดต่อกัน 3.อ่านซำ้าตอนที่ไม่เข้าใจ และตรวจสอบความเข้าใจบางตอนให้แน่นอนถูกต้อง 4.เรียบเรียงใจความสำาคัญของเรื่องด้วยตนเองการอ่านวิเคราะห์ความสำาคัญ การอ่านวิเคราะห์เป็นทักษะการอ่านในระดับที่สูงขึ้นกว่าการอ่านทั่วๆไป กล่าวคือ มิใช่เป็นเพียงการอ่านเพื่อความรู้และความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่ยังต้องมีการวิเคราะห์สิ่งที่ผู้เขียนได้เขียนในด้านต่าง ๆ ด้วย ครูควรจัดให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการอ่านวิเคราะห์อย่างจริงจัง เพื่อนำาไปสู่การสร้างความรู้ความคิด การตัดสินใจแก้ปัญหาและสร้างวิสัยทัศน์ในการดำาเนินชีวิตความหมาย การอ่านเชิงวิเคราะห์เป็นการอ่านหนังสือแต่ละเล่มอย่างละเอียดให้ได้ความครบถ้วนแล้วจึงแยกแยะให้ได้ว่าส่วนต่าง ๆ นั้นมีความหมายและความสำาคัญอย่างไรบ้าง แต่ละด้านสัมพันธ์กับส่วนอื่น ๆ อย่างไร วิธีอ่านแบบวิเคราะห์นี้ อาจใช้วิเคราะห์องค์ประกอบของคำาและวลี การใช้คำาในประโยควิเคราะห์สำานวนภาษาจุดประสงค์ของผู้แต่ง ไปจนถึงการวิเคราะห์นัยหรือเบื้องหลังการจัดทำาหนังสือหรือเอกสารนั้น การวิเคราะห์เรื่องที่อ่านทุกชนิด สิ่งที่จะละเลยเสียมิได้ก็คือ การพิจารณาถึงการใช้ถ้อยคำาสำานวนภาษาว่ามีความเหมาะ
  5. 5. สมกับระดับ และประเภทของงานเขียนหรือไม่ เช่น ในบทสนทนาก็ไม่ควรใช้ภาษาที่เป็นแบบแผน ควรใช้สำานวนให้เหมาะสมกับสภาพจริงหรือเหมาะ แก่กาลสมัยที่เหตุการณ์ในหนังสือนั้นเกิดขึ้นเป็นต้น ดังนั้น การอ่านวิเคราะห์จึงต้องใช้เวลาอ่านมาก และยิ่งมีเวลาอ่านมากก็ยิ่งมีโอกาสวิเคราะห์ ได้ดีมากขึ้น การอ่านในระดับนี้ ต้องรู้จักตั้งคำาถามและจัดระเบียบเรื่องราวที่อ่าน เพื่อจะได้เข้าใจเรื่องและความคิดของผู้เขียนต้องการการวิเคราะห์การอ่าน การวิเคราะห์การอ่านประกอบด้วย 1.รูปแบบ 2.กลวิธีในการประพันธ์ 3.เนื้อหาหรือเนื้อเรื่อง 4.สำานวนภาษากระบวนการวิเคราะห์ 1.ดูรูปแบบของงานประพันธ์ว่าใช้รูปแบบใด อาจเป็นนิทาน บทละคร นวนิยาย เรื่องสั้นบทร้อยกรอง หรือบทควมจากหนังสือพิมพ์ 2.แยกเนื้อเรื่องออกเป็นส่วนๆ ให้เห็นว่าใครทำาอะไรที่ไหน อย่างไร เมื่อไร 3.แยกพิจารณาแต่ละส่วนให้ละเอียดลงไปว่าประกอบกันอย่างไร หรือประกอบด้วยอะไรบ้าง 4.พิจารณาให้เห็นว่าผู้เขียนให้กลวิธีเสนอเรื่องอย่างไรการอ่านเชิงวิเคราะห์ในขันต่าง ๆ ้ 1.การอ่านวิเคราะห์คำา การอ่านวิเคราะห์คำา เป็นการอ่านเพื่อให้ผู้อ่านแยกแยะถ้อยคำาในวลี ประโยค หรือข้อความต่างๆ โดยสามารถบอกได้ว่าคำาใดใช้อย่างไร ใช้อย่างไร ใช้ผิดความหมาย ผิดหน้าที่ไม่เหมาะสม ไม่ชัดเจนอย่างไรควรจะต้องหาทางแก้ไข ปรับปรุงอย่างไรเป็นต้น เช่น 1.อย่าเอาไปใช้ทับกระดาษ
  6. 6. 2.ที่นรับอัดพระ ี่ 3.เขาท่องเที่ยวไปทัวพิภพ ่ 4.เจ้าอาวาสวัดนี้มรณกรรมเสียแล้ว 2.การอ่านวิเคราะห์ประโยค การอ่านวิเคราะห์ประโยค เป็นการอ่านเพื่อแยกแยะประโยคต่างๆ ว่าเป็นประโยคที่ถูกต้องชัดเจนหรือไม่ ใช้ประโยคผิดไปจาก แบบแผนของภาษาอย่างไร เป็นประโยคทีถูกต้อง ่สมบูรณ์เพียงใดหรือไม่ มีหน่วยความคิดในประโยคขาดเกินหรือไม่ เรียงลำาดับความใน ประโยคที่ใช้ได้ถูกต้องชัดเจนหรือไม่ ใช้ฟุ่มเฟือยโดยไม่จำาเป็นหรือใช้รูปประโยคที่สื่อความหมายไม่ชัดเจนหรือไม่เมื่อพบข้อบกพร่องต่างๆแล้วก็สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เช่น 1) สุขภาพของคนไทยไม่ดีส่วนใหญ่ 2) การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯเกิดการจลาจล 3) ทุกคนย่อมประสบความสำาเร็จท่ามกลางความขยันหมั่นเพียร 4) เขามักจะเป็นหวัดในทุกครั้งที่ฝนเริ่มตก 3.การอ่านวิเคราะห์ทัศนะของผู้แต่ง ผู้อ่านต้องพิจารณาไตร่ตรองให้รอบคอบว่าผู้เขียนเสนอทัศนะมีนำ้าหนักเหตุผลประกอบข้อเท็จจริงน่าเชื่อถือเพียงใดเป็นคนมองโลกในแง่ใด เป็นต้น 4.การอ่านวิเคราะห์รส การอ่านวิเคราะห์รส หมายถึง การอ่านอย่างพิจารณาถึงความซาบซึ้งประทับใจที่ได้จากการอ่าน วิธีการที่จะทำาให้เข้าถึงรสอย่างลึกซึ้ง คือการวิเคราะห์รสของเสียงและรสของภาพ 4.1 ด้านรสของเสียง ผู้อ่านจะรู้สึกได้ชัดจากการอ่านออกเสียงดังๆไม่ว่าจะเป็นการอ่านอย่างปกติหรือการอ่านทำานองเสนาะ จึงจะช่วยให้รู้สึกถึงความไพเราะของจังหวะ และความเคลื่อนไหว ซึงแฝงอยู่ในเสียง ทำาให้เกิดความรู้สึกไปตาม ่ท่วงทำานองของเสียงสูงตำ่าจากเนื้อเรื่องที่อาน ่ 4.2 ด้านรสของภาพ เมื่อผู้อ่านอ่านแล้วเกิดความเข้าใจเรื่อง ในขณะเดียวกัน
  7. 7. ทำาให้เห็นภาพด้วย เป็นการสร้างเสริมให้ผู้อ่านได้เข้าใจความหมาย การเขียนบรรยายความด้วยถ้อยคำาไพเราะ ทังร้อยแก้วและ ้ร้อยกรอง ก่อให้เกิดภาพขึ้นในใจผู้อ่าน ทำาให้เกิดความเพลิดเพลินและเข้าใจความหมายของเรื่องได้ดียิ่งขึ้น 5.การอ่านเพื่อวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหาและการตีความเนื้อหาของข้อความ การอ่านเชิงวิเคราะห์ ยังมีสิ่งที่ต้องพิจารณา คือ การวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา และการตีความเนื้อหาของหนังสือซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 5.1 การวิเคราะห์ขอบเขตของปัญหา มีหลักปฏิบัติดังนี้ 5.1.1 จัดประเภทหนังสือตามชนิดและเนื้อหา หนังสือแต่ละประเภทมีวิธีอ่านต่างกัน ก่อนอ่านต้องวิเคราะห์รู้ว่า หนังสือเล่มนั้นอยู่ในประเภทใด การแบ่งประเภทจะดูแต่ชื่อเรื่องหรือลักษณะภายนอกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ต้องสำารวจเนื้อหาด้วย อย่างไรก็ตาม ชื่อเรื่องเป็นสิ่งแรกที่ใช้เป็นแนวทางได้ เพราะผู้เขียนย่อมต้องพยายามตั้งชื่อเรื่องให้ตรงแนวเขียนหรือจุดมุ่งหมายในการเขียนของตนให้มากที่สุด 5.1.2 สรุปให้สั้นที่สุดว่า หนังสือนั้นกล่าวถึงอะไร หนังสือที่ดีทุกเล่มต้องมีเอกภาพ มีการจัดองค์ประกอบของส่วนย่อยอย่างมีระเบียบผู้อ่านต้องพยายามสรุปภาพดังกล่าวออกมาเพียง 1-2 ประโยคว่า หนังสือเล่มนั้นมีอะไรเป็นจุดสำาคัญหรือเป็นแก่นเรื่องแล้วจึงหาความสัมพันธ์กับส่วนสำาคัญต่อไป 5.1.3 กำาหนดโครงสังเขปของหนังสือเมื่ออ่านต้องตั้งประเด็นด้วยว่าจากเอกภาพของหนังสือเล่มนั้นมีส่วนประกอบสำาคัญบ้าง ส่วนที่สำาคัญๆสัมพันธ์กันโดยตลอดหรือไม่ และแต่ละส่วนก็มีหน้าที่ของตน สนับสนุนซึงกันและกันหรือไม่ ่ 5.1.4 กำาหนดปัญหาที่ผู้เขียนต้องการแก้ ผู้อ่านควรพยายามอ่านและค้นพบว่าผู้เขียนเสนอปัญหา อะไรอย่างไร มีปัญหาย่อยอะไร และให้คำาตอบไว้ตรงๆหรือไม่ การตั้งปัญหาเป็นวิธีการหนึ่ง ที่จะทำาให้เข้าใจเรื่อง แจ่มแจ้ง ยิงตั้งปัญหา ่ได้กว้างขวางลึกซึ้งเพียงใด ยิ่งเข้าใจได้เพิ่มขึ้นเพียงนั้น
  8. 8. 5.2 การตีความเนื้อหาของหนังสือ การตีความเป็นสิ่งที่ผู้อ่านทำาความเข้าใจความคิดของผู้เขียน พิจารณาวัตถุประสงค์ของผู้เขียน ซึ่งบางครั้งผู้เขียนไม่ได้บอกความหมายหรือนัยของข้อความที่เขียนออกมาตรงๆ แต่ผู้อ่านต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจบริบทของเรื่องเป็นอย่างดี จึงจะตีความได้ถูกต้อง การทำาความเข้าใจความคิดของผู้เขียนนั้น ไม่ว่าความคิดจะถูกต้องหรือไม่เราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตามแต่การพยายามเข้าใจเช่นนั้นทำาให้เราไม่วิจารณ์ผู้เขียนอย่างไม่ยุติธรรม แต่จะพิจารณาทั้งข้อดี ข้อบกพร่อง ของงานเขียนนั้นอย่างแจ่มแจ้ง การตีความเนื้อหาของหนังสือมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ 5.2.1 ตีความหมายของคำาสำาคัญและค้นหาประโยคสำาคัญที่สุด ผู้อ่านต้องพยายามเข้าใจคำาสำาคัญและเข้าใจประเด็นที่สำาคัญที่ผู้เขียนเสนอ เพื่อเข้าใจความคิดของผู้เขียน 5.2.2 สรุปความคิดสำาคัญของผู้เขียน โดยพิจารณาว่าประโยคใดเป็นเหตุ ประโยคใดเป็นผลประโยคใดเป็นข้อสรุป ซึ่งบางครั้งผู้เขียนไม่ได้สรุปความคิดออกมาให้เห็นชัดเจน แต่ผู้อ่านต้องพยายามสรุปออกมาให้ได้ 5.2.3 ตัดสินว่าอะไรคือการแก้ปัญหาของผู้เขียน เมื่อผู้อ่านตีตวามสำาคัญให้ตรงกับผู้เขียน เข้าใจความคิดสำาคัญของผู้เขียน และสรุปความคิดของผู้เขียนได้แล้วผู้อ่านก็จะวิเคราะห์หรือตัดสินได้ว่า จากเรื่องราวหรือเหตุผลต่างๆที่ผู้เขียนนำามาเสนอนั้นมีความสมเหตุสมผลหนักแน่น น่าเชื่อถือได้หรือไม่เพียงใด เพื่อนำาไปสู่การวิจารณ์หนังสือเรื่องนั้นๆต่อไป

×