ศัลยกรรมวิชามนุษย์กับการสร้างสรรค์ (Man  and  Creativity)<br /> เสนอ    <br />อาจารย์ภัทรา  โต๊ะบุรินทร์ <br />   คณะอักษร...
บทนำ<br />ศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องของคนมีริ้วรอยอีกต่อไป เพราะตอนนี้ศัลยกรรมตกแต่งเสริมความงามได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นไทย โ...
ศัลยกรรมตา (blephaloplasty)<br />
การทำศัลยกรรมตา<br />แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ<br /><ul><li> 	การทำศัลยกรรมตาสองชั้น
 	การทำศัลยกรรมตาชั้นเดียว</li></li></ul><li>การทำศัลกรรมตาสองชั้น <br />แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ<br /><ul><li> การทำศัลยกรรมต...
การทำศัลยกรรมตาล่าง (lower eyelid surgery)</li></li></ul><li>การทำศัลยกรรมตาบน (upper eyelid surgery)<br /><ul><li>กลุ่มแร...
การทำศัลยกรรมตาล่าง (lower eyelid surgery)<br />แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ<br /><ul><li>กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องถุงไขมั...
การทำศัลยกรรมตาล่าง (lower eyelid surgery)<br /><ul><li>กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มคนไข้ที่มีอายุมากขึ้น</li></ul>     เปลือกตาล่...
การทำศัลยกรรมตาชั้นเดียว<br />การผ่าตัดทำตาชั้นเดียว โดยทั่วไปศัลยแพทย์จะใช้<br />เทคนิคเดียวกับการผ่าตัดตกแต่งรูปตาบน แต่...
หลังการทำศัลยกรรมตาและการดูแลตนเอง<br />หลังทำศัลยกรรมตา ท่านอาจมีอาการเจ็บบ้างเล็กน้อย อาจมีอาการตึงและระคายตาใน 24-48 ชม...
สิ่งที่ควรรู้ในการทำศัลยกรรม<br />1.การทำตาบนตาล่าง ไม่สามารถขจัดรอยดำคล้ำของบริเวณรอบตาได้ <br />2.ไม่สามารถขจัดริ้วรอยเล...
ศัลยกรรมจมูก<br />
ศัลยกรรมจมูก<br />การ ตกแต่งจมูกหมายถึงการปรับเปลี่ยนรูปจมูกให้ดูสวยและรับกับใบหน้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความโด่ง ความคมหรือ...
เสริมจมูกมี 2 วิธี<br />ผ่าตัดและไม่ผ่าตัด แต่วิธีที่ได้รับการยอมรับและทำกันมานานได้แก่การผ่าตัดเสริมด้วยเนื้อเยื่อ หรือวั...
วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูก<br />ซิลิโคนอ่อน (Silicone)่<br />เนื้อเยื่อของร่างกาย ได้แก่ กระดูกและกระดูกอ่อน (แต่ปัจจุบันไม...
การตัดปีกจมูก<br />เป็นการตกแต่งบริเวณจมูกส่วนล่างให้มีความเหมาะสมกับบริเวณสันจมูก และจมูกส่วนบน แก้ไขปีกจมูกที่ใหญ่ ลดขนา...
ขั้นตอนการผ่าตัด<br />แพทย์จะให้ยานอนหลับที่มีฤทธิ์สั้นๆ ทั้งนี้เพื่อให้คุณนอนหลับลดความวิตก ในส่วนของการเสริมจมูกแพทย์จะน...
ขั้นตอนการผ่าตัด<br />ทั้งนี้การใช้วัสดุเย็บแผล หรือชนิดพลาสเตอร์ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์แต่ละท่านและในส่วนของการ ตัด...
ขั้นตอนการผ่าตัดทั้งหมด <br />แพทย์ใช้เวลาเพียง 30 - 45 นาที หลังการผ่าตัดให้นอนพักประมาณ 1 ชม. เพื่อประคบผ้าเย็น และให้หม...
ขั้นตอนการผ่าตัดทั้งหมด (ต่อ)<br />  ให้มาพบแพทย์หลังการผ่าตัดประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ ตามที่แพทย์นัดโดยทั่วไปจมูกจะยุบบวมและเ...
วิธีการดูแลหลังการเสริมจมูกและตัดปีกจมูก<br />ประคบผ้าเย็นประมาณ 24-48 ชม. หลังจากนั้นถ้ามีรอยฟกช้ำให้ใช้น้ำอุ่นประคบสลับก...
ข้อจำกัดของการผ่าตัด<br />การผ่าตัดจะเพื่อความงามหรือแก้ไขความพิการไม่สามารถแก้ได้ 100 % ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง ท่านจ...
ศัลยกรรมปาก<br />         ริมฝีปากเป็นส่วนที่บอบบางมากหากได้รับการทำตกแต่งให้เรียวเล็กแล้วก็จำเป็นควบคุมตัวเองในด้านโภชนาก...
ริมฝีปากดำคล้ำ...ทำให้จางลง<br />-ควรเลือกใช้ลิปสติกที่ได้มาตรฐาน สีอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ <br />   ไม่ควรใช้ดินสอเขียนตัดขอบป...
การรักษาริมฝีปากดำคล้ำด้วยเลเซอร์<br /><ul><li>แพทย์จะทายาชาบนริมฝีปากทิ้งไว้ ประมาณ 45นาที </li></ul> - ใช้แสงเลเซอร์เข้า...
เสริมริมฝีปากอูม  เสริมรอยยิ้มสวย<br />ศัลยแพทย์จะกรีดผิวหนังบนริมฝีปากส่วนที่เป็นสีชมพู เพื่อสอดไขมันหรือคอลาเจนเข้าไปตลอ...
ศัลยกรรมตกแต่งเสริมสวยคาง( Cosmetic surgery for the chin )<br />
เทคนิคการผ่าตัด <br />1. การเสริมกระดูกคาง - ใช้การตัดเลื่อนกระดูก หรือเสริมด้วยคางเทียม <br />2. การลดขนาดกระดูกคาง - ใช้...
4. การเปลี่ยนความหนาของผิวหนังที่คาง - ปัญหาในกลุ่มนี้พบน้อย ที่พบได้ คือเนื้อเยื่อที่คลุมกระดูกหนากว่าคนทั่วไป  ซึ่งส่วนท...
ไม่เกิน 1 ชั่วโมง สำหรับการใส่คางเทียม </li></ul>    กระดูกกรามล่าง <br />คางคือกระดูกส่วนปลายสุดของกรามล่าง<br />
การตัดเลื่อนกระดูก<br />วิธีนี้เป็นเทคนิคของศัลยกรรมเสริมสร้าง โดยเปิดแผลในช่องปาก ตรงร่องหน้าฟันล่าง  แล้วใช้เลื่อยตัดกระ...
แล้วเลื่อนกระดูกคางที่ถูกตัดออกมา ไปยึด ณ ตำแหน่งที่ต้องการ เช่น วาง<br />เลื่อนออกไปทางด้านหน้า  (เพื่อให้คางยื่น) <br />...
ส่วนการยึดกระดูก   ปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้แผ่นและสกรูที่ทำด้วย     ไททาเนียม (titanium plate and screw) ซึ่งให้ความแข็งแรงสูง ...
การเสริมด้วยคางเทียม  <br />ข้อพิจารณาในการเลือกคางเทียม<br />	1. ปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย - ต้องน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็น...
ข้อเสีย-ข้อดีของการใส่คางเทียม<br />	    เป็นเช่นเดียวกับการใส่วัสดุแปลกปลอมอื่นๆเข้าสู่ร่างกาย แต่มีบางกรณีที่<br />ไม่แน...
ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ <br />       ถ้าเป็นการใส่คางเทียม  ปัญหาหลักคือ การใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปใน<br />ร่างกาย  ซึ่งจะม...
- การติดเชื้อ: อยู่ที่ 5-7% ด้วยฝีมือผู้ที่ชำนาญมาก<br />		- กระดูกบางลงจากการถูกคางเทียมกดทับ: เกิดขึ้นทุกราย เพียงแต่จะ<...
การเลาะบริเวณคาง จะทำให้เกิดอาการชาชั่วคราวที่คาง   ริมฝีปาก    <br />ฟันล่างด้านหน้า ความรู้สึกจะกลับคืนมา  โดยอาจใช้เวลา...
ดูแลหลังทำ<br />หลังผ่าตัด <br />		สิ่งที่ตามมาแน่นอนหลังทำ คือ อาการบวม  ปวด  ชา  ที่คางและ<br />บริเวณรอบๆ แต่ทั้งหมดนี้...
- แพทย์มักจะใช้ผ้าพันแผลหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปรัดบริเวณคางใน 2-3 วันแรก ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์<br />- ทานอาหารอ่อน และห...
ศัลยกรรมหน้าอก<br />ปัจจุบันการศัลยกรรมหน้าอกเป็นที่นิยมกันมากสำหรับสาวๆที่รู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเอง โดยที่เชื่อกั...
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพิ่มขนาดหน้าอก<br />- ถุงเต้านมเทียมประกอบด้วยเปลือกถุงที่ทำจากซิลิโคน และส่วนที่บรรจุในถุงก็คือน้ำเกลื...
วิธีการศัลยกรรมหน้าอก<br />ตำแหน่งที่ศัลยแพทย์จะทำเส้นแนวผ่าตัดมีอยู่ 3 ที่ด้วยกันคือ<br />1.บริเวณรักแร้ <br />2.บริเวณปา...
คุณสมบัติของผู้ที่จะศัลยกรรมหน้าอก<br />มีการเจริญเติบโตของเต้านมที่สมบูรณ์แล้ว(18 ปีขึ้นไป)<br />มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สมบูร...
ข้อดีของการศัลยกรรมหน้าอก<br />รูปร่างหน้าอกสวยงามขึ้น<br />ส่วนใหญ่จะมีสภาพจิตใจและความมั่นใจสูงขึ้น<br />เนื่องจากมั่นใจ...
รู้สึกถึงหน้าอกมีความนิ่มแบบไม่เป็นธรรมชาติ
อาจเกิดปัญหาเต้านมรั่วจากถุงเต้านมเทียมที่บรรจุน้ำเกลือ </li></ul>ทำให้เต้านมแฟบลง เสียเวลาในการผ่าตัดใหม่<br /><ul><li>เก...
การทำศัลยกรรมต้นขา<br />รูปภาพตัวอย่าง<br />สะโพกและต้นขา กรรมวิธีที่ใช้ในการทำให้อวัยวะเหล่านี้<br />กระชับขึ้น คือ โพลิแ...
การดูดไขมัน (Liposuction Surgery)<br />ยาที่ใช้ : ยาชาเฉพาะที่ ถ้าทำตำแหน่งเดียว เช่น หน้าท้อง หรือกระเปาะ	ด้านข้างต้นขา ถ...
การดูดไขมัน (Liposuction Surgery)<br />วิธีการผ่าตัด : การดูดไขมัน แพทย์จะทำเครื่องหมายบนร่างกายในตำแหน่งที่<br />ต้องการ ...
การดูดไขมัน (Liposuction Surgery)<br />แผลผ่าตัด: แผลเป็นเส้นตรงเล็กๆขนาดไม่เกิน 8 มิลลิเมตร ซ่อนอยู่ใน<br />รอยพับตามธรรม...
การดูดไขมัน (Liposuction Surgery)<br />การดูแลหลังทำ : เนื่องจากการ ดูดไขมัน นี้ มีบาดแผลเพียงเส้นเล็กๆ <br />ประมาณ ครึ่ง...
ศัลยกรรมการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง(Sex Reassignment Surgery)<br />
การผ่าตัดแปลงเพศเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะทางจิตใจ ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างการรับรู้เพศและสภาพร่างกายที...
คุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมที่จะเปลี่ยนแปลงเพศจากชายเป็นหญิง มีดังนี้<br />1. ผู้ผ่าตัดต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือถ้าอา...
ศัลยแพทย์ตกแต่งที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง จะนำผิวหนัง เนื้อเยื่อ และเส้นประสาทที่รับความรู้สึกทางเพศของผู้เข้ารับ...
เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศ<br />1. มีการวางยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์2. ทำการสร้างช่องคลอดใหม่อยู่ระหว่างทวารหนักกับท่อปัสสาวะ ลึกปร...
การผ่าตัดแปลงเพศสามารถแบ่งตามขั้นตอนการสร้างช่องคลอด (Vagina) ใหม่ และปุ่มความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ได้ 3 วิธีดังนี้<br ...
<ul><li>       2. SRS 2  ( Non skin inversion with scrotal skin graft )</li></ul>เทคนิคนี้เกิดจากการนำเอาผิวหนังจากองคชาต ...
<ul><li> 3.  SRS 3  ( The sigmoid colon vaginoplasty )</li></ul>ใช้ในกรณีที่ผู้ที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศที่มีองคชาตสั้นมาก ๆ ห...
ข้อเสีย<br />1. อาจเกิดแผลเป็นยาวประมาณ 7 ซม. เหนือหัวเหน่าด้านซ้าย<br />2. การผ่าตัดมีความยุ่งยากซับซ้อนต้องมีการเตรียมกา...
การดูแลหลังการผ่าตัด<br />คนไข้จะต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ. อย่างน้อย 4- 6 วัน เพื่อดูแลรักษาแผลในระหว่างที่พักรักษาตั...
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ศัลยกรรม1

1,126

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
1,126
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
1
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ศัลยกรรม1

  1. 1. ศัลยกรรมวิชามนุษย์กับการสร้างสรรค์ (Man and Creativity)<br /> เสนอ <br />อาจารย์ภัทรา โต๊ะบุรินทร์ <br /> คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร<br />
  2. 2. บทนำ<br />ศัลยกรรมไม่ใช่เรื่องของคนมีริ้วรอยอีกต่อไป เพราะตอนนี้ศัลยกรรมตกแต่งเสริมความงามได้รับความนิยมในหมู่วัยรุ่นไทย โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา แรงจูงใจในการทำศัลยกรรมมาจากธรรมชาติของวัยรุ่นที่รักสวยรักงาม เกรงว่าตนจะมีปมด้อย จึงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง ผ่า เสริม เติม ตัด เพื่อรูปลักษณ์ที่ดีขึ้น ประกอบกับกระแสความนิยมในหมู่ดาราเกาหลีที่กำลังมีอิทธิพลในสังคมไทยช่วยส่งเสริมให้การศัลยกรรมกลายเป็นเรื่องธรรมดา<br />
  3. 3. ศัลยกรรมตา (blephaloplasty)<br />
  4. 4. การทำศัลยกรรมตา<br />แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ<br /><ul><li> การทำศัลยกรรมตาสองชั้น
  5. 5. การทำศัลยกรรมตาชั้นเดียว</li></li></ul><li>การทำศัลกรรมตาสองชั้น <br />แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ<br /><ul><li> การทำศัลยกรรมตาบน (upper eyelid surgery)
  6. 6. การทำศัลยกรรมตาล่าง (lower eyelid surgery)</li></li></ul><li>การทำศัลยกรรมตาบน (upper eyelid surgery)<br /><ul><li>กลุ่มแรก เป็นกลุ่มที่ต้องการมีตา 2 ชั้น</li></ul>เพื่อเน้นตาให้ดูกลมโต เพราะความนิยมมีตา 2 ชั้น ยังเป็นที่นิยมใน หมู่คนไทย<br /><ul><li>กลุ่มที่สองคือ กลุ่มคนไข้ที่มีอายุมากขึ้น</li></ul>ในกลุ่มนี้ ปัญหาที่มาพบแพทย์ คือ หนังตาบนหย่อนยานลง โดยเฉพาะบริเวณหางตา จึงทำให้ชั้นตาแลดูเล็กลง ในบางคนที่สูงอายุมาก ชั้นตาอาจปิดลงมากจนขนตาอาจทิ่มแทงเข้า ไปในตา ทำให้เกิดระคายเคือง ก่อให้เกิดการอักเสบของตาได้บ่อยๆ การเก็บหนังตามนอกจากจะทำเพื่อ ความสวยงามแล้ว ในบางรายก็เป็นการรักษาไปด้วยพร้อมกัน<br />แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ<br />
  7. 7.
  8. 8. การทำศัลยกรรมตาล่าง (lower eyelid surgery)<br />แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ<br /><ul><li>กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีปัญหาเรื่องถุงไขมันใต้ตาโต</li></ul> ทำให้ตาแลดูพองบวมเหมือนคนเพิ่งตื่นนอนตลอดเวลา กรณีนี้อาจ พบได้ทั้งในคนอายุน้อย เช่นกัน กลุ่มนี้จะไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการหย่อนยานของหนังตาล่างมากนัก<br />
  9. 9. การทำศัลยกรรมตาล่าง (lower eyelid surgery)<br /><ul><li>กลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มคนไข้ที่มีอายุมากขึ้น</li></ul> เปลือกตาล่างและกล้ามเนื้อใต้ตาจะเริ่มหย่อนยาน ทำให้ไขมันใต้ตาแทรกตัวออกมาโป่งพองอยู่บริเวณตาล่าง การตัดแต่งตาล่าง จึงเป็นการเอาส่วนของไขมันออกร่วมกับการเอาหนังตาล่างออกด้วย จึงทำให้ท่านดูอ่อนเยาว์ลง ดวงตาจะดูสดใสขึ้น ความเต่งตึงของของผิวหนังตาจะอยู่ได้นานอีกหลายปี ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพผิวของแต่ละคนรวมทั้งการดูแลและการถนอมผิวรอบตา หลังการผ่าตัด ก็มีส่วนช่วยให้ภาวะการณ์กลับมาของการหย่อนยานช้าลง<br />
  10. 10.
  11. 11. การทำศัลยกรรมตาชั้นเดียว<br />การผ่าตัดทำตาชั้นเดียว โดยทั่วไปศัลยแพทย์จะใช้<br />เทคนิคเดียวกับการผ่าตัดตกแต่งรูปตาบน แต่มีจุดมุ่งหมายต่างกัน <br />คือ ต้องการทำให้ชั้นตาเล็กลงที่สุด ซึ่งศัลยแพทย์จะใช้วิธีการฉีดยา<br />ชาบริเวณที่จะทำการผ่าตัด แล้วกรีดชั้นตาเอาไขมันออก จากนั้นจึง<br />เย็บยึดชั้นตากับกล้ามเนื้อด้านล่าง แล้วเย็บปิดบาดแผลที่ชั้น<br />ผิวหนัง<br />
  12. 12. หลังการทำศัลยกรรมตาและการดูแลตนเอง<br />หลังทำศัลยกรรมตา ท่านอาจมีอาการเจ็บบ้างเล็กน้อย อาจมีอาการตึงและระคายตาใน 24-48 ชม. แรก ควรประคบบริเวณแผลผ่าตัดด้วยน้ำแข็ง หลังจากนั้นจึงประคบต่อด้วยน้ำอุ่น อาการบวมต่างๆ จะเริ่มยุบลง อาการเขียวคล้ำรอบตาในบางคนจะเริ่มหายไป ถ้าเป็นการผ่าตัดที่ทำที่เปลือกตาด้านนอก แพทย์จะนัดตัดไหมประมาณ 5-7 วัน หลังจากการผ่าตัด ชั้นตาจะเริ่มเข้าที่ประมาณ 1-3 เดือน ขึ้นอยู่กับการผ่าตัดทำมากน้อยเพียงใด อาจมีตาพร่ามัวบ้าง หรือ ในบางรายเมื่อกระพริบตาจะรู้สึกตึง แต่อาการทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่หลัง 2-4 สัปดาห์ งดเว้นการออกกำลังกายสักระยะหนึ่ง อีกทั้งงดเว้นการดื่ม alcohol ซึ่งจะทำให้มีน้ำคั่งที่บริเวณแผล และทำให้ชั้นตายุบบวมช้าลง<br />
  13. 13. สิ่งที่ควรรู้ในการทำศัลยกรรม<br />1.การทำตาบนตาล่าง ไม่สามารถขจัดรอยดำคล้ำของบริเวณรอบตาได้ <br />2.ไม่สามารถขจัดริ้วรอยเล็กๆที่อยู่บนผิวรอบตาได้ <br />3.ในบางรายควรร่วมกับการดึงขมับ (forehead lift) หรือการดึงหน้า (facelift) <br />4.ความเข้าใจที่ว่าการทำศัลยกรรมตาบนและตาล่างจะช่วยลดริ้วรอยตีนกา (crow's feet) ด้านข้างตาได้นั้นเป็นความเข้าใจที่ผิด ศัลยกรรมตาบน-ตาล่างอาจช่วยลดริ้วรอยตีนกาได้บ้าง แต่ริ้วรอยที่เกิดที่หางตานั้น เกิดจากการหดตัว (action) ของกล้ามเนื้อข้างตา<br />
  14. 14. ศัลยกรรมจมูก<br />
  15. 15. ศัลยกรรมจมูก<br />การ ตกแต่งจมูกหมายถึงการปรับเปลี่ยนรูปจมูกให้ดูสวยและรับกับใบหน้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความโด่ง ความคมหรือแม้แต่ความกว้างของปีกจมูกก็ตาม <br />
  16. 16. เสริมจมูกมี 2 วิธี<br />ผ่าตัดและไม่ผ่าตัด แต่วิธีที่ได้รับการยอมรับและทำกันมานานได้แก่การผ่าตัดเสริมด้วยเนื้อเยื่อ หรือวัสดุบางชนิดเข้าไป อาทิเช่น กระดูกอ่อน,แผ่นหนัง,ไขมัน หรือ แท่งซิลิโคน เป็นต้น<br />
  17. 17. วัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูก<br />ซิลิโคนอ่อน (Silicone)่<br />เนื้อเยื่อของร่างกาย ได้แก่ กระดูกและกระดูกอ่อน (แต่ปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม)<br />
  18. 18. การตัดปีกจมูก<br />เป็นการตกแต่งบริเวณจมูกส่วนล่างให้มีความเหมาะสมกับบริเวณสันจมูก และจมูกส่วนบน แก้ไขปีกจมูกที่ใหญ่ ลดขนาดรูจมูกที่กว้างและตัดปีก จมูกที่กางออก<br />
  19. 19. ขั้นตอนการผ่าตัด<br />แพทย์จะให้ยานอนหลับที่มีฤทธิ์สั้นๆ ทั้งนี้เพื่อให้คุณนอนหลับลดความวิตก ในส่วนของการเสริมจมูกแพทย์จะนำแท่งซิลิโคนซึ่งได้ตกแต่งและทำ รูปร่างให้เรียบร้อยตามที่กำหนดไว้มาใส่ที่สันจมูก โดยแผลที่ผ่าตัดจะมี ความยาวประมาณ 1 ซม. บริเวณขอบรูจมูกอาจจะเป็นข้างเดียว หรือสองข้างก็ได้ตามแต่ความถนัดของแพทย์<br />จากนั้นจะมีการผ่าตัดสร้างช่องว่าง (Pocket) ที่สันจมูกใต้เยื่อหุ้มกระดูกจมูกให้สามารถใส่แท่งซิลิโคนที่เตรียมไว้ได้ เมื่อใส่เข้าไปก็ตรวจสอบความเรียบร้อย เย็บปิดแผลประมาณ 3 เข็ม ปิดพลาสเตอร์ หรือเฝือกจมูกเพื่อช่วยป้องกันตัวจมูกและลดอาการบวมเป็นอันเรียบร้อย<br />
  20. 20. ขั้นตอนการผ่าตัด<br />ทั้งนี้การใช้วัสดุเย็บแผล หรือชนิดพลาสเตอร์ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์แต่ละท่านและในส่วนของการ ตัดปีกจมูก แพทย์จะทำการผ่าตัดเนื้อเยื่อส่วนเกินออกและจัดฐานปีกจมูกใหม่ ขั้นตอนนี้แพทย์จะ<br /> สามารถกำหนดความ<br /> กว้างของรูจมูกได้ด้วย<br />
  21. 21. ขั้นตอนการผ่าตัดทั้งหมด <br />แพทย์ใช้เวลาเพียง 30 - 45 นาที หลังการผ่าตัดให้นอนพักประมาณ 1 ชม. เพื่อประคบผ้าเย็น และให้หมดฤทธิ์ยานอนหลับ    แล้วคุณก็สามารถกลับบ้านได้ ถ้ามีการตัดไหม แพทย์จะนัดหลังการผ่าตัด ประมาณ 5-7 วัน      <br />
  22. 22. ขั้นตอนการผ่าตัดทั้งหมด (ต่อ)<br />  ให้มาพบแพทย์หลังการผ่าตัดประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ ตามที่แพทย์นัดโดยทั่วไปจมูกจะยุบบวมและเข้าที่ประมาณ 1 เดือน ดังนั้นคุณต้องระมัดระวังพอสมควรเรื่องการโดนกระแทก และควรอยู่ห่างเด็กเล็กหรือสัตว์เลี้ยงไว้ เพราะต้องรอเวลาเพื่อให้แท่งซิลิโคนถูกเนื้อจมูกห่อหุ้มให้แน่นมากๆ ก่อน (ประมาณ 1-3 เดือน) จึงจะสามารถทนแรงกระทบได้มาก แล้วคุณสามารถทำกิจกรรมได้ตามปกติ พร้อมกับมีจมูกที่โด่งสวยและมีปีกจมูกที่เหมาะสมกลมกลืนกับใบหน้าอีกด้วย<br />
  23. 23.
  24. 24. วิธีการดูแลหลังการเสริมจมูกและตัดปีกจมูก<br />ประคบผ้าเย็นประมาณ 24-48 ชม. หลังจากนั้นถ้ามีรอยฟกช้ำให้ใช้น้ำอุ่นประคบสลับกับน้ำเย็น<br />นอนศีรษะสูง หนุนหมอนประมาณ 2-3 ใบ<br />จมูกจะบวมประมาณ 2-3 วัน ในวันที่ 4 ก็จะเริ่มยุบ<br />ทานอาหารตามปกติ ยกเว้นอาหารรสจัด และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และบุหรี่ ในช่วง 2 อาทิตย์แรก<br />พลาสเตอร์ที่ปิดแผลไว้ สามารถแกะออกได้ในวันที่ 3<br />รับประทานยาตามแพทย์สั่ง<br />
  25. 25. ข้อจำกัดของการผ่าตัด<br />การผ่าตัดจะเพื่อความงามหรือแก้ไขความพิการไม่สามารถแก้ได้ 100 % ซึ่งขึ้นกับปัจจัยหลายๆอย่าง ท่านจะต้องปรึกษาแพทย์ถึงข้อจำกัดดังกล่าว <br />คุณไม่สามารถเลือกรูปร่าง หรือขนาดของจมูกจากหนังสือ เนื่องจากลักษณะใบหน้าหรือส่วนประกอบของใบหน้าไม่เหมือนกัน จมูกแต่ละแบบก็เหมาะสำหรับใบหน้าแต่ละแบบ <br />การผ่าตัดจมูกเป็นการแก้ไขความไม่สมดุล มิใช่การแกะสลัก <br />การผ่าตัดจมูกไม่สามารถผ่าตัดนำเนื้อเยื่อออกมากเกินไป เพราะจะทำให้จมูกไม่คงรูป <br />ผิวหนังบริเวณจมูกก็ไม่สามารถตัดทิ้งมากได้เหมาะจะทำให้เกิดการดึงรั้ง <br />ลักษณะผิวหนัง อายุ และความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับจมูก จะเป็นข้อจำกัดของการผ่าตัด <br />
  26. 26. ศัลยกรรมปาก<br /> ริมฝีปากเป็นส่วนที่บอบบางมากหากได้รับการทำตกแต่งให้เรียวเล็กแล้วก็จำเป็นควบคุมตัวเองในด้านโภชนาการ อาหารการกินต่างๆ ถ้าหากไม่มีการจำกัดแล้วก็จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคและผลข้างเคียง อีกทั้งยังเป็นส่วนที่เชื้อโรคจะเข้าสู่ร้างกายได้ง่ายอีกทางหนึ่งได้เช่นกัน<br />
  27. 27. ริมฝีปากดำคล้ำ...ทำให้จางลง<br />-ควรเลือกใช้ลิปสติกที่ได้มาตรฐาน สีอ่อนๆ เป็นธรรมชาติ <br /> ไม่ควรใช้ดินสอเขียนตัดขอบปากแรงๆ หรือสีเข้มจัดเกินไป<br /> - ควรหมั่นทาลิปมันหรือลิปกลอส เพื่อบำรุงความชุ่มชื้น<br /> ให้กับริมฝีปากอย่างสม่ำเสมอ <br /> - ควรงดสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด<br />
  28. 28. การรักษาริมฝีปากดำคล้ำด้วยเลเซอร์<br /><ul><li>แพทย์จะทายาชาบนริมฝีปากทิ้งไว้ ประมาณ 45นาที </li></ul> - ใช้แสงเลเซอร์เข้าไปทำให้เม็ดสีกระจายให้มีขนาดเล็กๆ ขณะทำเลเซอร์จะไม่รู้สึกเจ็บ <br /> - หลังการรักษาประมาณ 4 - 6วัน ริมฝีปากจะมีสีอ่อนลง <br /> สำหรับผู้ที่มีริมฝีปากสีเข้มมาก ถ้าได้รับการรักษาซ้ำจะได้ผลการรักษาที่ดีมากขึ้น<br />
  29. 29. เสริมริมฝีปากอูม เสริมรอยยิ้มสวย<br />ศัลยแพทย์จะกรีดผิวหนังบนริมฝีปากส่วนที่เป็นสีชมพู เพื่อสอดไขมันหรือคอลาเจนเข้าไปตลอดตามแนวยาวของริมฝีปาก โดยบาดแผลที่เกิดขึ้นจะอยู่บนริมฝีปากส่วนที่เป็นสีชมพู จึงทำให้มองไม่เห็นบาดแผลเมื่อหายแล้ว<br />ผลข้างเคียงหลังผ่าตัด<br /> จะมีอาการบวม และจะค่อย ๆ บรรเทาลง ควรประคบถุงน้ำแข็ง <br />เพื่อช่วยลดอาการบวมของริมฝีปาก ทำความสะอาดบาดแผลด้วย <br />ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์เพื่อฆ่าเชื้อโรค หลีกเลี่ยงการยิ้มหรือพูดคุย มาก ๆ และดื่มน้ำโดยใช้หลอดดูด งดรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็นจัด จนกว่าบาดแผลจะหายดี อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเลือดออก หรือแผลติดเชื้อ ให้รีบไปพบศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดทันที <br />
  30. 30.
  31. 31. ศัลยกรรมตกแต่งเสริมสวยคาง( Cosmetic surgery for the chin )<br />
  32. 32. เทคนิคการผ่าตัด <br />1. การเสริมกระดูกคาง - ใช้การตัดเลื่อนกระดูก หรือเสริมด้วยคางเทียม <br />2. การลดขนาดกระดูกคาง - ใช้การตัดเลื่อนกระดูกเท่านั้น ไม่แนะนำให้<br />เหลากระดูกให้เล็กลง เพราะมีข้อเสียหลายอย่าง เช่น เป็นไปได้ยากที่จะเหลากระดูก<br />ได้รูปร่างปกติแต่ขนาดเล็กลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องการลดขนาดอย่างมาก <br />เป็นต้น<br /> 3. การเปลี่ยนรูปร่างกระดูกคาง โดยไม่เปลี่ยนขนาด - ตัวอย่างเช่น กรณีที่คางไม่<br />อยู่ในตำแหน่งกลางอย่างปกติ ทำให้เห็นได้ว่า คางเบี้ยว พบได้น้อยในคนปกติ <br />ส่วนใหญ่จะเกิดจากกระดูกกรามล่างหักมากกว่า การรักษาที่แนะนำให้ใช้การตัดเลื่อน<br />กระดูก<br />
  33. 33. 4. การเปลี่ยนความหนาของผิวหนังที่คาง - ปัญหาในกลุ่มนี้พบน้อย ที่พบได้ คือเนื้อเยื่อที่คลุมกระดูกหนากว่าคนทั่วไป ซึ่งส่วนที่หนามักเป็นกล้ามเนื้อจึงตัดออกไม่ได้ อาจต้องไปตัดเลื่อนกระดูกแทน อีกกรณีหนึ่ง ผิวหนังบุ๋มไม่เรียบมีร่องตรงกลาง หรือที่เรียกคางแฉก สามารถใช้การฉีดไขมันแก้ไขได้<br />ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัด<br /><ul><li>1-2 ชั่วโมง สำหรับการตัดเลื่อนกระดูก
  34. 34. ไม่เกิน 1 ชั่วโมง สำหรับการใส่คางเทียม </li></ul> กระดูกกรามล่าง <br />คางคือกระดูกส่วนปลายสุดของกรามล่าง<br />
  35. 35. การตัดเลื่อนกระดูก<br />วิธีนี้เป็นเทคนิคของศัลยกรรมเสริมสร้าง โดยเปิดแผลในช่องปาก ตรงร่องหน้าฟันล่าง แล้วใช้เลื่อยตัดกระดูกคางในแนวนอน<br />โดยอาจจะตัดกระดูกทิ้งไปส่วนหนึ่งก็ได้ ถ้าต้องการลดความยาวคาง <br />ทิ้งชิ้นกลาง เลื่อนชิ้นล่างขึ้นไปยึดกับกระดูกกราม<br />ตัดชิ้นกลางด้วย<br />
  36. 36. แล้วเลื่อนกระดูกคางที่ถูกตัดออกมา ไปยึด ณ ตำแหน่งที่ต้องการ เช่น วาง<br />เลื่อนออกไปทางด้านหน้า (เพื่อให้คางยื่น) <br />เลื่อนไปทางด้านหลัง (เพื่อให้คางหดเล็กลง)<br />หรือสอดชิ้นกระดูกที่ได้นำมาจากส่วนอื่นของร่างกาย (bone graft) เข้าไปคั่น (เพื่อให้คางยาวขึ้น)<br />
  37. 37. ส่วนการยึดกระดูก ปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้แผ่นและสกรูที่ทำด้วย ไททาเนียม (titanium plate and screw) ซึ่งให้ความแข็งแรงสูง ปฏิกิริยาจากร่างกายต่ำมาก ปลอดภัยสูง หรืออาจจะใช้แผ่นและสกรูที่ทำด้วยวัสดุละลายได้ (resorbalbe plate and screw) แต่ยังมีราคาสูงกว่าแบบโลหะมาก<br />หมายเหตุ - วิธีที่แสดงเป็นแบบพื้นฐานง่ายๆ ในทางปฏิบัติ มีการ<br />ปรับปรุงพัฒนาเทคนิคในรายละเอียดมาก และอาจไม่เป็นดังรูปที่เห็น<br />
  38. 38. การเสริมด้วยคางเทียม <br />ข้อพิจารณาในการเลือกคางเทียม<br /> 1. ปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกาย - ต้องน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ <br /> 2. รูพรุนในเนื้อวัสดุ - สำหรับให้เนื้อเยื่อร่างกายงอกแทรกเข้าไป จะได้ยึดคาง<br />เทียมไว้ แต่อาจมีโอกาสติดเชื้อสูงขึ้น และยามที่ต้องผ่าตัดเพื่อเอาออกก็จะยากขึ้น <br /> 3. ความแข็ง - บางชนิดแข็งมาก บางชนิดนิ่มมาก ข้อนี้สำคัญ ทำแล้วคางจะ<br />แข็งหรือนิ่ม<br /> 4. รูปร่าง - แบบเดิมจะเป็นชนิดกลมนูน (central chin implant) แต่พบปัญหาจึง<br />ออกแบบให้ยื่นยาวไปทางด้านข้าง ทำให้มีพื้นที่สัมผัสกับกระดูกกรามล่างมากขึ้น ขอบก็<br />เรียบกลมกลืนไปกับกระดูกปกติ เรียกว่า anatomical extended chin implant ซึ่งเป็นที่<br />นิยมสูงสุดในต่างประเทศ <br /> 5. ขนาด - มีหลักการว่า ยิ่งต้องการให้คางใหม่ยื่นไปมากเท่าใด คางเทียมที่ใช้<br />ต้องมีความกว้างมากขึ้นเท่านั้น<br />
  39. 39. ข้อเสีย-ข้อดีของการใส่คางเทียม<br /> เป็นเช่นเดียวกับการใส่วัสดุแปลกปลอมอื่นๆเข้าสู่ร่างกาย แต่มีบางกรณีที่<br />ไม่แนะนำให้ใช้คางเทียมเป็นอย่างยิ่ง คือ<br /> 1. ต้องการเพิ่มขนาดคางอย่างมาก เช่น มากกว่า 4-5มม. เพราะจะต้องใส่คาง<br />เทียมขนาดใหญ่มาก ซึ่งจะมีภาวะแทรกซ้อนสูงขึ้นมาก <br /> 2. ปัญหาอยู่ที่รูปร่างคาง ไม่ใช่ขนาด การใส่คางเทียมอาจจะทำให้รูปร่าง<br />กลับมาดี แต่จะสร้างปัญหาใหม่จากการที่คางยาวขึ้น ยื่นมากขึ้น <br />3. กระดูกคางยาว หรือใหญ่เกินไป คางเทียมย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาได้<br />คางเทียมจะถูกวางไว้ที่ด้านหน้า ณ ตำแหน่งล่างสุดของกรามล่าง ซึ่งกระดูกหนาแข็งแรง และเพื่อหลีกเลี่ยงรากฟัน<br />
  40. 40. ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้ <br /> ถ้าเป็นการใส่คางเทียม ปัญหาหลักคือ การใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าไปใน<br />ร่างกาย ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นกับปัจจัย 2 ประการ<br /> - ประสบการณ์ของศัลยแพทย์<br /> - คุณสมบัติของคางเทียมที่ใช้ <br /> แต่ถ้าเป็นการตัดเลื่อนกระดูก ปัญหาขึ้นกับศัลยแพทย์เป็นหลักว่า มี<br />ความรู้ ได้รับการฝึกฝน และมีประสบการณ์ในการทำมากน้อยเพียงใด<br /> อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่า การใส่คางเทียม นอกจากต้องอาศัยฝีมือแพทย์<br />แล้วยังมีสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้คือ ปฏิกิริยาของร่างกายต่อสิ่งแปลกปลอม เช่น<br />
  41. 41. - การติดเชื้อ: อยู่ที่ 5-7% ด้วยฝีมือผู้ที่ชำนาญมาก<br /> - กระดูกบางลงจากการถูกคางเทียมกดทับ: เกิดขึ้นทุกราย เพียงแต่จะ<br />มากหรือน้อย และขึ้นกับชนิดของคางเทียม ถ้าเป็นชนิดมีรูพรุนโอกาสกระดูก<br />บางลงน้อยกว่า ถ้าเป็นวัสดุแข็งการกดทับกระดูกมากกว่า <br /> - การเลื่อนที่: เมื่อเราใส่คางเทียมและคลุมเนื้อเยื่อกลับเข้าที่ เนื้อเยื่อที่<br />คลุมบวกกับปฏิกิริยาหดรัดตามธรรมชาติเพื่อไล่สิ่งแปลกปลอมก็จะเป็นตัวทำให้<br />คางเทียมเลื่อนที่ได้<br />นอกเหนือจากนี้ ปัญหาจะคล้ายๆกัน คือ มีปัญหาทั่วไปที่เกิดขึ้นกับการ<br />ผ่าตัดทุกชนิด กับปัญหาเฉพาะ ได้แก่<br />
  42. 42. การเลาะบริเวณคาง จะทำให้เกิดอาการชาชั่วคราวที่คาง ริมฝีปาก <br />ฟันล่างด้านหน้า ความรู้สึกจะกลับคืนมา โดยอาจใช้เวลานานถึง 6-12 เดือน<br />ชาถาวรบริเวณคาง ริมฝีปาก ฟันล่างด้านหน้า อาจจะมีอาการ<br />แปลกๆร่วมด้วย เช่น ปวดแปล๊บ ชายิบๆ ความรู้สึกอาจจะกลับคืนมาบ้าง แต่<br />จะไม่ทั้งหมด โอกาสจะพบปัญหานี้ได้บ่อยกว่าถ้าใช้วิธีตัดเลื่อนกระดูก<br /> คางแม่มดหรือคางห้อย (witches' chin) คือเป็นผลจากการเลาะ<br />เนื้อเยื่อออกจากกระดูกคาง แล้วไม่ซ่อมกลับให้เข้าที่ ทำให้เนื้อเยื่อส่วนนั้นไร้<br />ที่ยึดเกาะ ห้อยย้อย เป็นเรื่องของเทคนิคการผ่าตัด<br /> เห็นรอยต่อระหว่างคางใหม่กับกระดูกกรามล่าง ในกรณีที่เสริมคาง <br />โดยไม่ว่าจะใช้วิธีใด มีโอกาสที่จะเห็นคางใหม่นูนเด่นออกจากกรามล่าง <br />เทคนิคที่ดีไม่ควรปล่อยให้เห็นรอยต่อชัดเจนมากเกินไป<br />
  43. 43. ดูแลหลังทำ<br />หลังผ่าตัด <br /> สิ่งที่ตามมาแน่นอนหลังทำ คือ อาการบวม ปวด ชา ที่คางและ<br />บริเวณรอบๆ แต่ทั้งหมดนี้เป็นอาการชั่วคราว แนะนำให้<br /> - นอนยกศีรษะสูงให้มากที่สุด<br /> - ถ้าแผลอยู่ในช่องปาก ต้องรักษาความสะอาดในช่องปากอย่างดี <br />หมั่นบ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ทุก 2-3 ชั่วโมงและทุกครั้งหลังอาหาร ไม่<br />จำเป็นต้องใช้ยาบ้วนปากชนิดแรงจัด<br /> - ใช้ความเย็นประคบ<br /> - ทานแต่ยาที่แพทย์สั่งให้<br />
  44. 44. - แพทย์มักจะใช้ผ้าพันแผลหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปรัดบริเวณคางใน 2-3 วันแรก ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำแพทย์<br />- ทานอาหารอ่อน และหลีกเลี่ยงการพูดหรือการเคี้ยวมากๆ และ<br />การออกแรงหนักในช่วงแรก<br /> อาการบวมและชาควรลดลงเรื่อยๆภายหลัง 2-3 วันหลังผ่าตัด หากมีปวดหรือบวมมากผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที<br />
  45. 45. ศัลยกรรมหน้าอก<br />ปัจจุบันการศัลยกรรมหน้าอกเป็นที่นิยมกันมากสำหรับสาวๆที่รู้สึกไม่มั่นใจในรูปร่างของตัวเอง โดยที่เชื่อกันว่าการเพิ่มขนาดหน้าอกช่วยให้รูปร่างส่วนบนของร่างกายดูดีขึ้นได้<br />
  46. 46. อุปกรณ์ที่ใช้ในการเพิ่มขนาดหน้าอก<br />- ถุงเต้านมเทียมประกอบด้วยเปลือกถุงที่ทำจากซิลิโคน และส่วนที่บรรจุในถุงก็คือน้ำเกลือหรือเจล <br />- ถ้าเป็นถุงน้ำเกลือจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเพราะประกอบด้วยน้ำและเกลือ แต่อาจรั่วได้ทำให้หน้าอกแฟบลง ต้องเสียเวลาในการผ่าตัดเปลี่ยนถุงน้ำเกลือใหม่<br />- ถ้าเป็นซิลิโคนเจลจะนิยมใช้ภายหลัง <br />จะไม่ค่อยพบการรั่ว และไม่เกี่ยวข้อง<br />กับการเกิดมะเร็งเต้านม<br />
  47. 47. วิธีการศัลยกรรมหน้าอก<br />ตำแหน่งที่ศัลยแพทย์จะทำเส้นแนวผ่าตัดมีอยู่ 3 ที่ด้วยกันคือ<br />1.บริเวณรักแร้ <br />2.บริเวณปานนม <br />3.บริเวณใต้ราวนม <br />ใต้ราวนม<br />ปานนม<br />
  48. 48. คุณสมบัติของผู้ที่จะศัลยกรรมหน้าอก<br />มีการเจริญเติบโตของเต้านมที่สมบูรณ์แล้ว(18 ปีขึ้นไป)<br />มีวุฒิภาวะทางอารมณ์สมบูรณ์ (EQ)<br />มีสุขภาพทางกายแข็งแรงพอที่จะผ่าตัดใหญ่ได้<br />มีเวลาที่จะดูแลหลังการผ่าตัดเพียงพอ<br />
  49. 49. ข้อดีของการศัลยกรรมหน้าอก<br />รูปร่างหน้าอกสวยงามขึ้น<br />ส่วนใหญ่จะมีสภาพจิตใจและความมั่นใจสูงขึ้น<br />เนื่องจากมั่นใจในรูปร่างตัวเองมากขึ้น<br />การเสริมหน้าอกไม่มีผลเสียของการตั้งครรภ์และการให้นมบุตร<br />การเสริมหน้าอกไม่เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งหรือโรคเรื้อรัง อื่นๆ<br />ข้อเสียของการศัลยกรรมหน้าอก<br /><ul><li>เจ็บหลังจากผ่าตัดเสร็จใหม่ๆ
  50. 50. รู้สึกถึงหน้าอกมีความนิ่มแบบไม่เป็นธรรมชาติ
  51. 51. อาจเกิดปัญหาเต้านมรั่วจากถุงเต้านมเทียมที่บรรจุน้ำเกลือ </li></ul>ทำให้เต้านมแฟบลง เสียเวลาในการผ่าตัดใหม่<br /><ul><li>เกิดพังผืดขึ้นหุ้มรอบถุงซิลิโคนมากเกินไปทำให้รู้สึกตึงหน้าอก</li></ul>อาจเกิดอาการเจ็บบริเวณหน้าอกได้ ต้องเสียเวลาในการผ่าตัดซ้ำ <br />
  52. 52. การทำศัลยกรรมต้นขา<br />รูปภาพตัวอย่าง<br />สะโพกและต้นขา กรรมวิธีที่ใช้ในการทำให้อวัยวะเหล่านี้<br />กระชับขึ้น คือ โพลิแซกชั่น (liposaction) ซึ่งจากความเห็น<br />ของ นายคาร์ลิดิช ศัลยแพทย์ ได้ให้ความเห็นว่า ส่วนมากคนไข้<br />ที่มาทำการรักษาด้วยวิธีการโพลิแซกชั่นนั้น มักไม่เห็นอายุต่ำกว่า <br />30 ปี เท่าใดนั้น แต่หากจะว่าไปแล้ว การออกกำลังกายควบคุม<br />อาหารเป็นสิ่งที่ดีในการทำให้สะโพกและต้นขามีความกระชับได้ <br />โดยไม่จำเป็นที่จะต้องทำโพลิแซกชั่น ให้ยุ่งยากเลย<br />ก่อนทำ<br />หลังทำ<br />ใช้เวลาทำ : ประมาณ 1-4 ชม ขึ้นกับปริมาณไขมันที่ต้องการดูดออก<br />สถานบริการ : ทำที่คลินิก ถ้าต้องดมยาทำที่โรงพยาบาล<br />
  53. 53. การดูดไขมัน (Liposuction Surgery)<br />ยาที่ใช้ : ยาชาเฉพาะที่ ถ้าทำตำแหน่งเดียว เช่น หน้าท้อง หรือกระเปาะ ด้านข้างต้นขา ถ้าหากทำพร้อมกันหลายตำแหน่งหรือปริมาณไขมัน ที่เอาออกมาก ก็ใช้การดมยา<br />การเตรียมตัวก่อนทำ : การดูดไขมัน เป็นการเกลารูปร่าง ถ้ามีรูปร่างอ้วนมากและมีความต้องการจะลดน้ำหนักอยู่แล้ว ควรรอจนน้ำหนักใกล้เคียงหรือเข้าที่ และพิจารณาดูดไขมันในส่วนที่ไม่สมดุลกับรูปร่างส่วนอื่น การลดน้ำหนักโดยการควบคุมอาหารและออกกำลังกายก่อนดูดไขมันมีผลดีต่อผลหลังการดูดไขมันหากใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่มีการเตรียมตัวอื่นเป็นพิเศษ ไม่ต้องอดอาหาร ควรรับประทานอาหารให้ไม่อิ่มเกินไปหากต้องดมยา จะได้ตรวจเช็คร่างกายทั้งระบบเลือด ปอด และ หัวใจ ว่ามีความแข็งแรง พร้อมที่จะดมยา เพื่อความความปลอดภัยในการดมยา และต้อง งดอาหารและน้ำ 6 ชั่วโมงก่อนดมยา<br />...<br />
  54. 54. การดูดไขมัน (Liposuction Surgery)<br />วิธีการผ่าตัด : การดูดไขมัน แพทย์จะทำเครื่องหมายบนร่างกายในตำแหน่งที่<br />ต้องการ เพื่อกะจำนวนไขมันที่ต้องเอาออกรวมถึงตำแหน่งที่ต้องแก้ไข เพื่อให้ได้ทรวดทรงที่ต้องการและฉีดยาชาที่ได้เตรียมขึ้น (เพื่อให้ยาชาออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น นานขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการดูดไขมัน และช่วยลดปริมาณเลือดที่ออก) ในบริเวณที่จะดูดไขมัน แพทย์จะทำการดูดไขมันผ่านแผลเล็กๆ ขนาดครึ่งเซนติเมตร และแผลจะซ่อนตามซอกรอยพับของร่างการ เช่นในซอกขาหนีบหรือหลุมสะดือ การดูดไขมันจะใช้เครื่องมือขนาดแตกต่างกัน ดูดไขมันในแต่ละระดับ และสิ้นสุดที่เป็นการดูดปรับละเอียดในระดับตื้นใกล้ผิว เพื่อลดปัญหาผิวเป็นคลื่นไม่สม่ำเสมอ เมื่อได้ทรวดทรงที่ต้องการแล้ว จากนั้นก็ถึงขั้นตอนการเย็บปิดแผลให้เรียบร้อยที่สุดโดยเย็บเพียง 1-2 เข็มต่อจุด เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย <br />
  55. 55. การดูดไขมัน (Liposuction Surgery)<br />แผลผ่าตัด: แผลเป็นเส้นตรงเล็กๆขนาดไม่เกิน 8 มิลลิเมตร ซ่อนอยู่ใน<br />รอยพับตามธรรมชาติ เช่น รอยพับขาหนีบ รอยขาพับบริเวณเข่าใน หลุมของสะดือ โดยมีประมาณ 1-2 แผล ต่อหนึ่งตำแหน่งที่ดูดไขมัน ตัดไหมเมื่อครบ 7 วัน<br />ช่วงพักฟื้น : หากใช้ยาชาเฉพาะที่ หลังทำสามารถทำงานได้ทันทีหากใช้การดมยา จะต้องพัก โรงพยาบาล 1 วัน เพื่อการดูแลหลัง<br />ดมยาอย่างเต็มที่ หลังจากฟื้นจากการดมยาดีแล้ว ก็สามารถกลับบ้านได้<br />
  56. 56. การดูดไขมัน (Liposuction Surgery)<br />การดูแลหลังทำ : เนื่องจากการ ดูดไขมัน นี้ มีบาดแผลเพียงเส้นเล็กๆ <br />ประมาณ ครึ่งเซนติเมตร จึงสามารถทำตัวตามปกติ สามารถอาบน้ำโดนแผล<br />ได้เลย แล้วซับให้แห้ง ควรใช้ผ้ายืดหรือชุดยืดเพื่อรัดบริเวณที่ดูดไขมันไว้<br />ตลอดเวลาโดยเฉพาะ 48 ชั่วโมงแรก(ยกเว้นตอนอาบน้ำ) เพื่อกดให้โพรงที่<br />เกิดจากการดูดไขมันออกไปยุบติดกัน จะได้หายได้เร็ว ลดอาการบวม เขียว <br />และไม่มีน้ำเหลืองคั่งในโพรง และสามารถใส่ต่ออีก 2 สัปดาห์เพื่อให้ได้ผลดี<br />ขึ้น สามารถทำงานปกติได้ แต่ควรงดการทำงานหรือออกกำลังกายที่รุนแรง<br />ที่มีการขยับของบริเวณที่ทำมาก เพราะจะทำให้โพรงที่เกิดจากการดูดไขมัน<br />ติดกันยาก<br />
  57. 57. ศัลยกรรมการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง(Sex Reassignment Surgery)<br />
  58. 58. การผ่าตัดแปลงเพศเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะทางจิตใจ ที่เกิดความขัดแย้งระหว่างการรับรู้เพศและสภาพร่างกายที่ไม่สอดคล้องกัน ตั้งแต่กำเนิดซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Gender Dysphoria โดยการผ่าตัดเพื่อให้มีอวัยวะเพศตรงตามสภาพจิตใจที่ต้องการของตนเอง และทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขกับเพศที่ตนเองได้เลือกใหม่ ดังนั้นการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงเพศจึงเป็นการผ่าตัดครั้งสำคัญที่สุด ซึ่งจะมีผลต่อวิถีชีวิตใหม่ จึงควรมีการเตรียมตัวหาข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตัดสินใจเลือกแพทย์ผู้ผ่าตัด ต้องเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ และมีความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศเป็นอย่างดี ซึ่งจะทำให้ได้รับรูปร่างของอวัยวะเพศภายนอกสวยงามเหมือนธรรมชาติ มีความลึกของช่องคลอดตามความเหมาะสมกับสภาพของร่างกายและสามารถรับความรู้สึกทางเพศได้ดี จะช่วยให้ผู้ที่รับการผ่าตัดมีสภาพร่างกายสอดคล้องกับสภาพจิตใจ สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข<br />
  59. 59. คุณสมบัติของผู้ที่เหมาะสมที่จะเปลี่ยนแปลงเพศจากชายเป็นหญิง มีดังนี้<br />1. ผู้ผ่าตัดต้องมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือถ้าอายุไม่ถึง 20 ปี ต้องให้ บิดา<br />มารดา หรือผู้ปกครองที่ถูกต้องตามกฏหมายอนุญาตให้ผ่าตัดได้<br />2. ต้องได้รับฮอร์โมนเพศหญิงติดต่อกันมาไม่น้อยกว่า 1 ปี<br />3. มีความรู้สึกเป็นผู้หญิงมานานแล้ว หรือตั้งแต่เริ่มจำความได้<br />4. เคยใช้ชีวิตแบบผู้หญิงมาไม่น้อยกว่า 1 ปี<br />5. รู้สึกรังเกียจอวัยวะเพศของตนเอง คิดว่าเป็นส่วนเกิน<br />6. ได้ผ่านการประเมินสภาพจิตใจและได้รับใบรับรองจากจิตแพทย์ ว่าอยู่<br />ภาวะที่ปกติและเหมาะสมที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศได้<br />7. ต้องมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์<br />
  60. 60. ศัลยแพทย์ตกแต่งที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศจากชายเป็นหญิง จะนำผิวหนัง เนื้อเยื่อ และเส้นประสาทที่รับความรู้สึกทางเพศของผู้เข้ารับการผ่าตัด มาตกแต่งให้เป็นอวัยวะเพศหญิงที่สมบูรณ์แบบ โดย<br />1. ทำให้มีอวัยวะเพศให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุด2. ทำให้ผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดได้รับช่องคลอดที่ลึกที่สุด เท่าที่ผิวหนังของ<br />ผู้ป่วยจะทำได้3. เก็บรักษาเส้นประสาทความรู้สึกทางเพศมาเก็บไว้ที่ปุ่มรับความรู้สึก<br />ทางเพศของผู้หญิง (clitoris) ให้ความรู่สึกทางเพศเหมือนปกติ4. ต้องทำการผ่าตัดและตกแต่ง ซ่อนแผลเป็นให้เห็นแผลเป็นให้มีโอกาส<br />เห็นน้อยที่สุด<br />
  61. 61.
  62. 62. เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศ<br />1. มีการวางยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์2. ทำการสร้างช่องคลอดใหม่อยู่ระหว่างทวารหนักกับท่อปัสสาวะ ลึกประมาณ 6-7 นิ้ว3. นำผิวหนังจากบริเวณองคชาตเดิมไปติดเป็นผนังช่องคลอดก็จะได้ช่องคลอดใหม่<br />เกิดขึ้น เหมือนผู้หญิง4. ตัดแกนองคชาตออกและเก็บเส้นประสาทรับความรู้สึกทางเพศเพื่อเตรียมทำปุ่มรับ<br />ความรู้สึกทางเพศ (Clitoris)5. ตัดท่อปัสสาวะเพศชายให้สั้นลงแล้วตกแต่งให้สามารถปัสสาวะพุ่งลงเหมือนผู้หญิง <br />ถ้าทำการผ่าตัดไม่ดี เวลานั่งปัสสาวะอาจจะพุ่งขึ้นมาได้6. ตกแต่งบริเวณภายนอกได้แก่ แคมนอก (Major Labia) แคมใน (Minor Labia) <br />ท่อปัสสาวะและ ปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ให้สวยงามเหมือนอวัยวะเพศ<br />หญิงที่สมบรูณ์ และยังคงมีความรู้สึกทางเพศอยู่เหมือนเดิม<br />
  63. 63.
  64. 64. การผ่าตัดแปลงเพศสามารถแบ่งตามขั้นตอนการสร้างช่องคลอด (Vagina) ใหม่ และปุ่มความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ได้ 3 วิธีดังนี้<br />1. SRS 1 (Penile skin inversion) เป็นการนำเอาผิวหนังขององคชาตสอดกลับเข้าไปตกแต่งทำเป็นช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับการความนิยมกันอย่างแพร่หลาย ข้อดี คือ เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน สำหรับแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญและมี ประสบการณ์ จะใช้เวลาในการผ่าตัดแปลงเพศ โดยใช้เทคนิคนี้ ประมาณ 4 ชั่วโมง  ข้อเสีย คือไม่เหมาะกับผู้ที่มีความยาวขององคชาตสั้นกว่า 4 นิ้ว เพราะจะทำให้ได้ช่องคลอดที่ไม่ลึก (โดยปกติแล้วความลึกของช่องคลอดเท่ากับความยาวของหนังที่หุ้มองคชาต ลบ 1 นิ้ว (เผื่อผิวหนังที่จะใช้ทำแคมใน )** เทคนิคนี้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 คืน <br />
  65. 65. <ul><li> 2. SRS 2 ( Non skin inversion with scrotal skin graft )</li></ul>เทคนิคนี้เกิดจากการนำเอาผิวหนังจากองคชาต ไปทำเป็นช่องคลอดแล้วต่อด้วยผิวหนังจากถุงอัณฑะ เพื่อให้ได้ความลึกของช่องคลอดตามที่ต้องการและเพียงพอต่อการใช้งาน ถ้าต่อผิวหนังจากถุงอัณฑะแล้วยังได้ความลึกไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ผ่าตัด ศัลยแพทย์ตกแต่งอาจจะพิจารณานำผิวหนังจากที่อื่นๆ เช่น ต้นขา หน้าท้อง มาเพิ่มความลึกของช่องคลอดอีกก็ได้ ข้อดี คือ สามารถช่วยให้คนที่มีองคชาตสั้น มีโอกาสได้ช่องคลอดที่ลึกตามความต้องการ ข้อเสีย คือ การผ่าตัดจะยุ่งยากซับซ้อน และใช้เวลาผ่าตัดเพิ่มขึ้น เทคนิคนี้แพทย์ผู้มีประสบการณ์และความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศ ใช้เวลาประมาณ <br />6 ชั่วโมง<br />** พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 6 คืน<br />
  66. 66. <ul><li> 3. SRS 3 ( The sigmoid colon vaginoplasty )</li></ul>ใช้ในกรณีที่ผู้ที่ทำการผ่าตัดแปลงเพศที่มีองคชาตสั้นมาก ๆ หรือผ่าตัดช่วยเหลือผู้ที่ช่องคลอดตีบตัน ซึ่งสามารถใช้กับผู้ที่ยังไม่เคยผ่าตัดแปลงเพศ ช่องคลอดที่มาจากส่วนหนึ่งของสำไส้ใหญ่นี้จะมีน้ำหล่อลื่นดี ข้อดี1. สามารถช่วยเหลือคนที่เคยผ่าตัดแปลงเพศมาแล้วช่องคลอดตีบตันไม่สามารถร่วมเพศได้ให้กลับมาเป็นปกติได้ 2. สามารถช่วยเหลือคนที่มีองคชาตสั้น มาก ๆ โดยแพทย์พิจารณาแล้วไม่สามารถผ่าตัดแบบ SRS 1,SRS 2 ได้ 3. ช่องคลอดมีสารหล่อลื่นตามธรรมชาติ 4. สามารถกำหนดความลึกของช่องคลอดได้<br />
  67. 67. ข้อเสีย<br />1. อาจเกิดแผลเป็นยาวประมาณ 7 ซม. เหนือหัวเหน่าด้านซ้าย<br />2. การผ่าตัดมีความยุ่งยากซับซ้อนต้องมีการเตรียมการผ่าตัดเอา<br />ส่วนของสำไส้ ใหญ่ ออกมาโดยต้องมีการสวนล้างลำไส้ใหญ่<br />ให้สะอาดก่อนผ่าตัด 1 วัน<br />3. ผู้ทำการผ่าตัดอาจจะมีอาการท้องอืด 2 – 3 วัน หลังการผ่าตัด<br />
  68. 68. การดูแลหลังการผ่าตัด<br />คนไข้จะต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ. อย่างน้อย 4- 6 วัน เพื่อดูแลรักษาแผลในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ. นั้นคนไข้จะต้องปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้<br />1. ให้คนไข้งดรับประทานอาหารที่มีกากและเครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้ นม<br />นมเปรี้ยว โยเกิร์ต เพราะจะเกิดการกระตุ้นทำให้เกิดการขับถ่ายในช่วง <br />2 วันแรกหลังการผ่าตัด ซึ่งอาจจะทำให้แผลมีการปนเปื้อนอุจจาระได้<br />2. 1-2 วันแรกหลังผ่าตัด คนไข้ควรนอนอยู่ในท่านอนหงาย ยกสะโพกให้<br />สูง และแยกขาทั้ง 2 ออกจากกันเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอาการบวมได้ดีขึ้น<br />3. วันที่ 3 หลังการผ่าตัดสามารถนอนตะแคงได้<br />
  69. 69. 4. วันที่ 4 หลังการผ่าตัดแพทย์ผู้ผ่าตัดจะทำการถอดสาย drain ออกและเปิดแผล<br />ทำความสะอาดแผล และถอดสายสวนปัสสาวะออก ผู้ป่วยผ่าตัดแบบ SRS 1 สามารถ<br />กลับบ้านได้ และกลับมาตัดไหมในวันที่ 7 อีกครั้งสำหรับผู้ที่ทำการผ่าตัดแบบ SRS 2<br />(ใช้ผิวหนังส่วนอื่นมาเพิ่มความลึกของช่องคลอด) หรือผู้ที่ผ่าตัดแบบ SRS 3 <br />(ใช้ลำไส้มาตกแต่งเป็นช่องคลอด) แพทย์จะยังไม่ถอดสายสวนปัสสาวะออก และ<br />คนไข้ต้องนอนอยู่บนเตียงต่อไปจนถึงวันที่ 6<br />5. คนที่ผ่าตัดแบบ SRS 3 จะงดน้ำและอาหารหลังการผ่าตัดจนกระทั่งมีอาการ<br />ผายลมก่อน จึงจะเริ่มจิบน้ำและรับประทานอาหารเหลวได้ ถ้ารับประทานอาหารเร็ว<br />เกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อยได้ ดังนั้นสำหรับผู้ที่<br />ผ่าตัดแบบ SRS 3 ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด<br />
  70. 70. 6. วันที่ 6 คนที่ผ่าตัดแบบ SRS 2 หรือ SRS 3 จะถูกถอดสายสวนปัสสาวะ เปิด<br />แผลทำความสะอาดแผลและกลับบ้านได้<br /> 7. ผู้ผ่าตัด SRS 1, SRS2 , SRS3 กลับมาพบแพทย์เพื่อตัดไหมและขยายช่อง<br />คลอดโดยใ Dilator ที่ทาง คลินิกจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อรักษาความกว้างและเพิ่มความ<br />ลึกให้คงที่ควรหมั่นขยายช่องคลอดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ <br /> ครึ่งชั่วโมง<br /> 8. ผู้ผ่าตัดต้องทำความสะอาดแผลพร้อมกับขยายช่องคลอด ทุกวันอย่างน้อย <br />วันละ 2 ครั้ง จนกว่าแผลภายนอกและในช่องคลอดจะหายสนิทดี<br />9. งดมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน<br />10. มาพบแพทย์ตามนัดทุก ๆ 1 สัปดาห์ หลังผ่าตัดจนครบ 1 เดือน เพื่อให้ผลการ<br />ผ่าตัดที่ได้สมบูรณ์และสวยงามใกล้เคียงธรรมชาติ<br />
  71. 71. ศัลยกรรมวิชามนุษย์กับการสร้างสรรค์ (Man and Creativity)จัดทำโดย<br />1.นางสาวสินีนาฎ เกิดทรัพย์ รหัสนักศึกษา 07520622<br />2.นางสาวกนกวรรณ ตุ้มสังข์ทอง รหัสนักศึกษา 08520002<br /> 3.นางสาวกนิษฐา โพธิ์วัน รหัสนักศึกษา 08520004<br /> 4.นางสาวจิตรดา จิตรีเชื้อ รหัสนักศึกษา 08520024<br />5.นางสาวดาริน ศรีภาชา รหัสนักศึกษา 08520056 <br />6.นางสาวธันย์ชนก สินไชย รหัสนักศึกษา 08520073<br />7.นางสาววริษา ยางงาม รหัสนักศึกษา 08520150 <br />8.นางสาวหทัยชนก คงอินทร์ รหัสนักศึกษา 08520195<br />9.นางสาวอัมพร ทิพยพรวรรักษ์ รหัสนักศึกษา 09521684<br /> <br />เสนอ <br />อาจารย์ภัทรา โต๊ะบุรินทร์ <br />คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร<br />
  1. A particular slide catching your eye?

    Clipping is a handy way to collect important slides you want to go back to later.

×