๑  ศึกษาเปรี ยบเทียบหลักจริ ยศาสตร์ ตามทัศนะของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท                                                ...
๒ความสําคัญเกียวกับจริ ยศาสตร์ เป็ นส่ วนใหญ่ ทังนี เพื อให้มนุ ษ ย์มองเห็นคุ ณค่ าของความดี ความงาม และความจริ ง เพราะทัง...
๓แนวปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ ของโสคราตีส          โสคราตีสได้ชือว่าเป็ นนักปรัชญาทีพยายามแสวงหาความรู ้ อยู่ตลอดเวลา เพราะ...
๔          ๒. ความกล้ าหาญ (Courage)          ๓. ความรู้ จักประมาณ (Moderation)          ๔. ความยุติธรรม (Justice)        ...
๕ได้ไปอยู่อีกโลกหนึงตามลําพัง เขาไม่ค่อยออกไปเทียวเตร่ และซื อเสื อผ้าสวยๆ มาใส่ เขาคิดว่าค่ าของคนอยู่ทีจิตใจมิใช่อยู่ทีว...
๖ห้าวหาญ ตังมัน แม้ในภาวะวิกฤตก็ไม่ยอมสยบต่อแรงกดดันใดๆ ทีตนเห็นว่าไม่ถูก ต้องและชอบธรรม ดังที Mark Twain นักเขียนชาวอเมริ...
๗ธรรมชาติของสรรพสิ งมันมีทงเคร่ งเกินไป พอดี(สายกลาง) และหย่อนเกินเหตุ ถ้าจะเลือกแบบเคร่ ง                                ...
๘          โสคราตีสได้ชือว่าเป็ นนักปรัชญาทีมีความยุติธรรมสู งส่ งท่านหนึ ง ดังจะเห็นได้จากเขากล้าทีจะคัดค้านคําสอนของกลุ่...
๙               ความกตัญ ู               คําว่า “ความกตัญ ู” หมายถึง ความรู ้ คุณ กล่ าวคือความเป็ นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ ม...
๑๐เติบใหญ่ ลําบากลําบนในการทํามาหากิ น เพือส่ งเสี ยให้เราได้เล่าเรี ยน ท่านฝากความหวังไว้ก บตัว                          ...
๑๑จริ ยธรรมและการปฏิบตตามกฎแห่งจริ ยธรรมทีถูกต้องแล้ว จัดได้วาเป็ นผูมีระเบียบทังกาย วาจา ใจ                       ัิ     ...
๑๒          ๑. วิชชาจรณสั มปันโน          ๒. หน้ าทีรั บผิดชอบ          ๓. มัชฌิมาปฏิปทา          ๔. กรรม          ๕. กตัญ...
๑๓บ้านเมือง ทําไมเอารัดเอาเปรี ยบผูอืน นันเป็ นเพราะเขามีความรู ้ แต่ขาดคุณธรรม ยิงรู้ มากเท่าไร ก็ยง                     ...
๑๔ข้อหนึงในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ นิวาโต แปลว่า การไม่พองลม การเอาลมออก คือเอามานะทิฐิออก มีความสงบเสงียม เจียมตน ไม่เบ่ง ไม...
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท

2,688

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
2,688
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
38
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Transcript of "ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท"

  1. 1. ๑ ศึกษาเปรี ยบเทียบหลักจริ ยศาสตร์ ตามทัศนะของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์ พรพวัณ-----------------------------------------------------------------------------ความนํา จริ ยศาสตร์ หรื อจริ ยปรัชญา (Ethics or Theory of Morality) เป็ นศาสตร์ แขนงหนึงของวิชาปรั ชญาทีว่าด้วยเรื องความประพฤติ ศึ ก ษาถึ งความดี งามของสั งคมมนุ ษ ย์ โดยพยายามจําแนกแยกแยะพฤติกรรมหรื อการกระทําของมนุษย์วาถูกหรื อผิดอย่างไร แล้วแยกสิ งทีเห็นว่าถูกและผิด ่นันออกจากกัน เช่ น แยกความดีออกจากความเลว แยกสิ งทีควรออกจากสิ งทีไม่ค วร เป็ น ต้น จริ ยศาสตร์ จึงเป็ นศาสตร์ ทีว่าด้วยคุณลักษณะแห่งอุปนิสยและพฤติกรรมของมนุษย์ ซึงพฤติกรรมแต่ละ ัอย่างทีมนุษย์แสดงออกมานันย่อมเป็ นกระจกเงาส่ องให้มนุ ษย์ดวยกัน เองเห็นอุ ปนิ สัยของกัน และ ้กัน แล้วจริ ยศาสตร์ จะทํา หน้าทีเข้าไปช่ วยตีคุณค่า ของความเป็ นมนุ ษย์ในส่ วนของพฤติ กรรมทีแสดงออกมาด้วยความสมัครใจของมนุษย์เอง จากนันจริ ยศาสตร์ จะช่ วยตอบปั ญหาหรื อ แสดงผลของการกระทําหรื อพฤติกรรมของมนุษย์วา การกระทําในลักษณะใดทีถือว่ามีคุณค่าหรื อควรแก่การ ่ยกย่องสรรเสริ ญหรื อเป็ นการกระทําทีดี รวมทังหาคําตอบเกี ยวกับอุดมคติหรื อ เป้ าหมายของชี วต ิมนุษย์วาเป็ นอย่างไร แล้วหากฎเกณฑ์ในการตัดสิ นการกระทําของมนุษย์วา การกระทําในลักษณะ ่ ่ใดเป็ นการกระทําทีถูกต้อง เป็ นต้น เมือกล่าวโดยสาระแล้วจะเห็นได้วา จริ ยศาสตร์เป็ นศาสตร์ ทีว่า ่ด้วยอุดมคติอนสู งสุ ดทีมีความสัมพันธ์อยูกบชีวตมนุษย์ทีบ่งบอกถึงลัก ษณะทีดีหรื อ เลวแห่ ง ความ ั ่ั ิประพฤตินนว่า อะไรควรเว้น อะไรควรทํา อะไรผิด อะไรถูก อะไรดี อะไรชัว แล้วเปรี ยบเทียบ ัความประพฤติหรื อการกระทํานันๆ กับความดีเลิศทังหลาย การศึกษาเปรี ยบเทียบหลักจริ ยศาสตร์ ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท เป็ นการศึกษาทัศนะทางจริ ยปรัชญาเชิงเปรี ยบเทียบในส่ วนทีเห็นว่ามีความคิดเห็นสอดคล้องกัน การนําเอาทัศนะทังสองมาเปรี ยบเทียบกันก็เพือแสดงให้เห็นว่าปรัชญากรี กถึงแม้จะเป็ นปรัชญาสายตะวัน ตกทีเน้นการแสวงหาความจริ งด้านวัตถุ หรื อสสารเป็ นหลัก ก็ ตาม แต่ก็ มีนกปรัชญากรี กท่านหนึ งทีไม่ให้ ัความสนใจการแสวงหาความจริ งด้านสสารเลยคือ โสคราตีส (Socrates : พ.ศ. ๗๓ - ๑๔๔) โดยเขาให้ความเห็นว่า “การถกเถียงกันเพือให้ ร้ ู เรืองโลกธาตุว่า โลกคืออะไร มีประโยชน์ น้อย สู้ หันมาสนใจเรืองใกล้ ตัวคือเรื องมนุษย์ ดีกว่ า เพราะเป็ นผู้ ทําให้ โลกเจริ ญหรื อเสื อม”๑ ปรั ชญาของเขาจึงหันมาสนใจเรื องเกียวกับคนเป็ นสําคัญ เช่ น คนคืออะไร จะเป็ นคนดีได้อย่างไร เกี ยรติคืออะไร คุ ณธรรมคือ อะไร เป็ นต้น เมือกล่ าวโดยภาพรวมแล้วจะเห็ นได้ว่า ปรั ช ญาของโสคราตีส จะมุ่ ง เน้น ให้  ป.ธ. ๖, พธ.บ., M.A.(Phil.), M.A.(Bud.), Ph.D.(Phil.) อาจารย์ประจําวิทยาลัยสงฆ์เลย ๑ สถิต วงศ์ส วรรค์,ปรัชญาเบืองต้ น (กรุ งเทพ ฯ : อักษรพิทยา,๒๕๔๐), หน้า ๔๕.
  2. 2. ๒ความสําคัญเกียวกับจริ ยศาสตร์ เป็ นส่ วนใหญ่ ทังนี เพื อให้มนุ ษ ย์มองเห็นคุ ณค่ าของความดี ความงาม และความจริ ง เพราะทัง ๓ เรื องนีถือว่าเป็ นแก่ นสาระสําคัญทีสุ ดสําหรับชีวตมนุษย์ ิ ตามทัศนะนีโสคราตีสมีความเห็นสอดคล้องกับพุทธปรัชญาเถรวาททีไม่เน้นการแสวงหาความจริ งเพือตอบปั ญหาด้านอภิปรัชญา(Metaphysics) เช่น ปั ญหาเกี ยวกับโลกทีว่า โลกเทียงหรื อโลกไม่เทียง โลกมีทีสิ นสุ ดหรื อไม่มี เป็ นต้น ปั ญหาเหล่านีพุทธปรัชญาจะไม่ตอบ ด้วยเห็ นว่า “ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ เป็ นไปเพือความดับทุกข์ ไม่ เกียวข้ องกับชี วิตปัจจุ บัน”๒ แต่จะมุ่ งเน้นเฉพาะเรื องของชีวต สอนให้เข้าใจชีวต และการประคับประครองชีวิตให้รอดพ้นจากความทุก ข์ทรมานต่ างๆ ิ ิและเพือให้ง่ายต่อการศึกษาเปรี ยบเทียบหลักจริ ยศาสตร์ ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท จึงควรศึกษาจริ ยปรัชญาในแต่ละทัศนะดังนีจริ ยศาสตร์ ตามทัศนะของโสคราตีส โสคราตีส(Socrates) เป็ นนักปรัชญากรี กคนแรกทีให้ความสําคัญกับการแสวงหาความจริ งด้านจริ ยศาสตร์ และพยายามทีจะตอบปั ญหาด้านจริ ยศาสตร์ ตลอดการเผยแพร่ ปรัชญาของเขา ดังจะเห็นได้จากการแสวงหาความรู้ ข องเขาไม่ได้มีจุดมุ่ งหมายเพือนําความรู้ มาเพื อประดับสติปัญญาเท่านัน แต่ตองการนําความรู ้ มาเพือเป็ นฐานรองรับความประพฤติของมนุษย์ โดยเขาเสนอว่า คนทีมี ้ความรู ้ ทุกคนจะเป็ นคนประพฤติ ดี ในทํา นองกลับกัน คนจะประพฤติดี ได้ก็เ พราะเขามีค วามรู ้ดังนันความรู ้ กับความประพฤติดีจึงเป็ นสิ งทีแยกกันไม่อ อก ดังทีโสคราตีส กล่าวว่า “ความรู้ คือคุณธรรม” (knowledge is Virtue) นันคือ คนทีรู ้ ผิดชอบชัวดี ย่อมจะทําความดี เป็ นไปไม่ได้ทีคนรู ้ว่าความดีคืออะไรแล้วยังฝื นทําความชัว ส่ วนทีคนทําความชัวก็เพราะขาดความรู้ ผิดชอบชัวดี การทําผิดจึงเนื องมาจากความไม่รู้หรื ออวิชชา คนทําผิดเพราะหลงคิดว่าสิ งทีตนทําเป็ นความดี เขาเห็นผิดเป็ นชอบ ถ้าเขาได้รับการแนะนําให้รู้จกความถูกต้องแล้วเขาจะไม่ทา ผิ ดเลย เหตุนน โสคราตีส ั ํ ั ๓จึงกล่าวว่า “ไม่ มีใครทํ าผิ ด โดยจงใจ” ทีกล่าวเช่ นนันเพราะเขาเป็ นนัก ปรัช ญาทีมีคุณธรรมและเหตุ ผลสู ง เหนื ออารมณ์ จึงสามารถควบคุมอารมณ์ ได้ทุกสถานการณ์ และสามารถนําหลัก ความถูกต้องมาใช้เป็ นเกณฑ์ในการตัดสิ นความถูกผิดต่างๆ โดยไม่มีความลังเลสงสัยต่ อความจริ งทีตนกระทํา ดังจะเห็นได้จากเขากล้าเผชิญกับความจริ งถึงขนาดยอมดืมยาพิษตามคําสังประหารชีวตของ ิคณะผูพิพากษากรุ งเอเธนส์ โดยเขายอมตายเพือสังเวยต่อความจริ ง แต่ไม่ยอมทรยศต่อความจริ งที ้ตนเห็นว่าถูกต้องและชอบธรรมตามหลักจริ ยธรรม ๒ สนิ ท ศรี สาแดง,พุทธปรัชญา (กรุ งเทพ ฯ : นิ ลนาราการพิมพ์,๒๕๓๗), หน้า ๔๓. ํ ๓ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺ มจิ ตฺโต),ปรัชญากรีก บ่ อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก (กรุ งเทพ ฯ : ศยาม,๒๕๕๐), หน้า ๑๔๓.
  3. 3. ๓แนวปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ ของโสคราตีส โสคราตีสได้ชือว่าเป็ นนักปรัชญาทีพยายามแสวงหาความรู ้ อยู่ตลอดเวลา เพราะเขาเป็ นนักปรัชญาทีไม่เคยอิมในรสแห่งการแสวงหาความรู ้ ถึงแม้วาจะมีคนประกาศยกย่องเขาว่าเป็ นคนฉลาด ่ทีสุ ดในกรุ งเอเธนส์ ก็ตาม แต่เขามักจะพูดในเชิงถ่อมตัวว่า “หนึงเดียวทีข้ าพเจ้ ารู้ คือรู้ว่าข้าพเจ้ าไม่รู้ อะไร”๔ เมือเขาคิดว่าเขายังไม่รู้ในเรื องใดเขาจึงพยายามศึกษาหาความรู ้ในเรื องนันๆ อยู่ตลอดเวลาแต่ความรู ้ ทีเขาแสวงหานันไม่ใช่ความรู ้วทยาการสาขาต่างๆ ตามทีคนนิยมแสวงหากันในยุคนัน แต่ ิเป็ นความรู ้ดานคุณธรรม ซึ งคุณธรรมตามความหมายของโสคราตีสในทีนีก็คือ “ความสามารถตาม ้ธรรมชาติ”๕ และความสามารถตามธรรมชาตินีเองเป็ นคุณธรรม ทังยังเป็ นแนวทางปฏิบติตามหลัก ัจริ ยศาสตร์ ของโสคราตีส อย่างเช่น คุณธรรมของทหารอยู่ทีมีความสามารถในการปองกันประเทศ ้คุณธรรมของครู อยู่ทีมีความสามารถในการสอนวิ ช า และคุณ ธรรมของความเป็ นมนุษ ย์ อยู่ทีมีความสามารถทําให้ พฤติกรรมหรื อจิตใจแตกต่ างจากสั ตว์ เดรัจฉานทัวไป เป็ นต้ น การทีคนจะแสวงหาความสุ ขตามหลักจริ ยศาสตร์ ได้นน จะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงการสร้ าง ัความสามารถตามธรรมชาติในตัวตนเสี ยก่อน ธรรมชาติดงกล่าวนีจะเกิ ดจากการเรี ยนรู้ เ ท่านัน ใน ัทีนีโสคราตีสหมายถึงการเรี ยนรู้ เพือ “รู้ ตัวเอง(Know thyself)”๖ ซึ งเป็ นสิ งทีมนุ ษย์ตองการรู ้ อ ย่าง ้แท้จริ งในฐานะทีเป็ นมนุษย์ และเมือมนุษย์รู้จกตัวเองดีพอแล้วก็จะเข้าใจธรรมชาติความเป็ นมนุษย์ ัได้มากทีสุ ด ผูแสวงหาความสุ ขจึงจําเป็ นต้องศึกษาเพือให้รู้จกตัวเองก่อนจึงจะรู ้ วาความสุ ขนันอยูที ้ ั ่ ่ใด และมีวธีการแสวงหาอย่างไร โสคราตีสกล่าวว่า “ความสุ ขทีบุคคลได้รับนั นส่ วนใหญ่ เป็ นเพียง ิมายา คือ ความไม่ จ ริ ง เป็ นความผิ วเผิ น เราจะเข้ าถึงความจริ งได้ จ ะต้ อ งมี แนวทาง และสิ งนั นจะต้ องมีเพียงหนึงเดียวคือเกิดจากจิตใจของเรา จะเข้ าถึงได้ ต้องศึกษาให้ เ ข้ าใจและปฏิบัติใ ห้ ลึกซึ งด้ วยสมองโดยทําจิตให้ เป็ นสมาธิแน่ วแน่ เพือกําจัดกิเลสให้ น้อยลง โดยเริ มการปฏิบัติด้วยการวางใจเป็ นอุเบกขา (เป็ นกลาง) ปล่ อยวางไม่ ยึดมันในสิ งใด ในทีสุ ดจะเข้าถึงแก่ นแท้ ของความจริ งอั นเป็ นปรมัตถ์ ”๗ โสคราตีสได้วางแนวทางการปฏิบติตามหลักจริ ยศาสตร์ หรื อ หลักคุ ณธรรมเพือให้มนุ ษย์ ัเข้าถึงความสุ ขไว้ ๕ ประการคือ๘ ๑. ความรอบรู้ (Wisdom) ๔ เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๓๒. ๕ สถิต วงศ์ส วรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๗. ๖ สุจิตรา อ่อนค้อม, ปรัชญาเบืองต้ น ( กรุ งเทพฯ : อักษราพิพฒน์,๒๕๔๕), หน้า ๘๙. ั ๗ สถิต วงศ์สวรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๘. ๘ สุจิตรา อ่อนค้อม, อ้ างแล้ ว, หน้า ๘๙.
  4. 4. ๔ ๒. ความกล้ าหาญ (Courage) ๓. ความรู้ จักประมาณ (Moderation) ๔. ความยุติธรรม (Justice) ๕. ความกตัญ ู (Piety) คุณธรรมทัง ๕ ประการนี เป็ นหลัก ปฏิ บติเ พือให้มนุ ษ ย์เข้าถึ งความดี งามแห่ งชี วิตอย่า ง ัแท้จริ ง และเป็ นความรู้ เชิงคุณธรรมทีจําเป็ นต้องมีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน โสคราตีสชื อว่ามนุ ษย์ทุกคนต้อ งการทําความดีตามหลัก คุณธรรมดังกล่ า ว แต่เหตุผลทีทําให้เขาทําความชัวในบางครั งเพราะเขาไม่รู้วาความดีซึงเป็ นความรู้ ทีแท้จริ งนันคือ อะไร เพือความเข้า ใจในหลัก ของคุ ณธรรม ่เหล่านี จึงควรศึกษารายละเอียดในแต่ละข้อเป็ นลําดับไป ความรอบรู้ คําว่า “ความรอบรู้ ” หมายถึง กระบวนการแห่งความรู ้ทีเกิดจากการแสวงหาด้วยวิธีก ารคิดทีลึก กว้าง ทะลุ และรอบคอบ๙ เพราะการคิดทําให้ผูคิดเป็ นคนรอบรู ้ ฉลาด ทันคน ทันโลก และทัน ้เหตุการณ์ ความรอบรู้ ดงกล่าวนีโสคราตีสเรี ยกว่า “วิชาธรรม”๑๐ หรื อ “ความรู ้ ดานคุ ณธรรม” คือ ั ้รอบรู้ เกียวกับการดํารงชีวตทีประเสริ ฐ ชีวตทีประเสริ ฐตามทัศนะของโสคราตีสคือชีวตทีใช้ปัญญา ิ ิ ิแสวงหาสัจธรรมและคุณธรรมเป็ นหลัก ดังจะเห็นได้จากชีวิตส่ วนตัวของเขาดําเนิ นไปอย่างเรี ยบง่าย ไม่สนใจต่อทรัพย์สมบัติหรื อชื อเสี ยงเกี ยรติยศ เพราะสิ งเหล่านี มีแต่จะฉุ ดให้วิญญาณเกลือกกลัวอยู่ก ับกิ เ ลสตัณหา มนุ ษ ย์จึง ควรหลี ก เลี ยงความสุ ข ทางกาย และหันมาปฏิ บติกิจกรรมทาง ัวิญญาณ คือการใช้ปัญญาไตร่ ตรองหาสิ งอันเป็ นสัจธรรมจนสามารถนําหลักสัจธรรมหรื อคุณธรรมนันมาประยุกต์ใช้ตามปรี ชาญาณ โดยการนํามาปฏิบติได้อย่างแนบเนียนเหมาะสมกับสิ งแวดล้อ ม ัทังนีเพือจะได้ยึดเป็ นหลักในการดํารงชีวตในสังคมต่อไป ิ วิธีการคิดในการแสวงหาความรอบรู ้ดานคุณธรรมตามทัศนะของโสคราตีสสามารถศึก ษา ้เปรี ยบเทียบได้จากตัวอย่างเนือหาข้างล่างนี โดยสังเขป นายสงบเป็ นครู มีฐานะปานกลาง ไม่รํารวยถึงกับมีรถเก๋ งส่ วนตัวไว้ใช้ เขาต้องโหนรถเมล์ไปทํางานทุกวัน แม้วาค่อนข้างจะลําบากแต่เขาก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน ความจริ งเขาอยู่ในฐานะทีพอจะ ่ผ่อนซื อรถเก่าๆ ได้สักคันแต่เขาก็ไม่เคยคิดจะทําเช่นนัน เงิน ส่ วนใหญ่ของเขาหมดไปกับหนังสื อเขาอ่านทุกอย่างทังเกี ยวข้องและไม่เกียวกับวิชาทีเขาสอน เขารู ้สึกว่าเมื อได้หนังสื อ เล่มใหม่มาเขา ๙ สนิ ท ศรี สําแดง, ความรู้เบืองต้นเกียวกับปรัชญาและศาสนา (กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยสยาม,๒๕๓๔),หน้า ๒๒. ๑๐ สถิต วงศ์สวรรค์, อ้างแล้ ว, หน้า ๑๕๑.
  5. 5. ๕ได้ไปอยู่อีกโลกหนึงตามลําพัง เขาไม่ค่อยออกไปเทียวเตร่ และซื อเสื อผ้าสวยๆ มาใส่ เขาคิดว่าค่ าของคนอยู่ทีจิตใจมิใช่อยู่ทีวัตถุนอกกาย ครู สงบเห็นว่าคนสมัยนีไม่ค่อยได้อ บรมและขัดเกลาจิตใจของตนเอง มักปล่อยตัวให้ลุ่มหลงกับสิ งเย้ายวนต่างๆ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ไม่เห็ นจะช่ วยให้มนุ ษย์มีค วามสุ ข ความพอใจมากขึนกว่าก่อนเลย วิทยาศาสตร์ ทาให้ค นสะดวกสบายขึนก็ จริ งแต่ก็มิได้ให้สาระของชี วิต ํมันทําให้คนเกิ ดความระสําระสายทางใจไม่มีอะไรเป็ นหลักให้ยึดถือ เขารู ้ สึก ว่าคนเราเดียวนี อยากทําอะไรก็ทาไม่คานึงถึงคุณธรรมไม่คานึงถึงศาสนา ตัวอย่างเช่ น มีบางคนเห็นว่าควรปล่ อยให้ค น ํ ํ ํทําแท้งได้โดยเสรี เพราะเหตุวาถ้าไม่อนุญาตให้แพทย์ทาแท้งให้แก่ผมาร้ องขอแล้ว หญิงเหล่านีก็จะ ่ ํ ู้ไปหาหมอเถื อน ซึ งก่ อให้เ กิ ด อันตรายได้ม าก เรื องนี ครู ส งบอนาถใจมากทีจะให้ก ารฆ่าทารกบริ สุทธิ เป็ นสิ งทีถูกกฎหมาย คนเดียวนีไม่ยดหลักอะไรเลย จะเอาแต่สนุกท่าเดียว ึ แม้ครู สงบจะไม่รํารวยเหมือนเพือนบางคนเขาก็ ไม่ รู้สึกอะไร มีหลายครั งทีโอกาสได้เปิ ดให้ค รู สงบได้เ งิ น ก้อ นใหญ่ โดยที ต้อ งทําการทุจริ ต แต่เ ขาไม่เ คยคิ ดทีจะทํา เลย เขาคิ ดว่าเงิ น กับคุณธรรมมักจะเดินสวนทางกัน การเป็ นคนดีไม่จาเป็ นต้องเป็ นคนมังมีและมีความสุ ขสบายเสมอไป ํสําหรับเขาความดีเป็ นหลักประจําใจมิใช่ความสุ ข๑๑ ทีเกิดจากการแสวงหาทางวัตถุเ พือสนองความต้องการตน วิธีการคิดข้างต้นเป็ นวิธีการคิดเชิงจริ ยปรัชญาตามแนวทางของโสคราตีสทีเน้นความรอบรู ้ด้า นคุ ณธรรมเป็ นหลัก การทีคนจะมีคุ ณ ธรรมได้ ความสํ า คัญอยู่ ทีการรู ้ จก ตัวเองและสามารถ ัควบคุมตัวเองได้ มนุษย์ถารู้จกตัวเองดีพอและสามารถควบคุ มตัวเองได้ ถือว่าเป็ นผูมีค วามรอบรู ้ ้ ั ้ด้านคุณธรรมอย่างแท้จริ ง และจะเป็ นเหตุนามาซึ งความสุ ขหรื อสิ งดีงามอื นๆ แก่ ผู้รอบรู ้ โดยตรง ํเพราะคุณธรรมไม่เพียงแต่เป็ นความดีในตัวเองเท่านัน แต่ยงสามารถนําผลประโยชน์ต่างๆ มาให้ผู ้ ัปฏิบติคุณธรรมด้วย ดังทีโสคราตีสเชือว่า “เงินไม่ สามารถซือคุณธรรมได้ คุณธรรมต่ างหากจะเป็ น ัทีไหลมาซึ งเงินตราและอืนๆ”๑๒ ความกล้ าหาญ คําว่า “ความกล้ าหาญ” หมายถึง สิ งทีอยู่ตรงกลางระหว่างความบ้าบินกับความขลาดกลัวซึ งเป็ นความกล้าทีต่อสู ้กบความกลัว เป็ นการเอาชนะความกลัว แต่ไม่ใช่ ไม่รู้สึกกลัว ความกล้าหาญ ัเป็ นคุณธรรมของผูมีความพยายามเอาชนะความกลัว เป็ นการยืนหยัดในสิ งทีถูกต้องชอบธรรมและ ้เป็ นหน้าทีทีตนต้องทําและรับผิดชอบ ไม่ยอมให้ความกลัวมาขัดขวางความมุ่งมันของตน มีจิตใจ ๑๑ วิทย์ วิศทเวทย์, ปรัชญาทัวไป มนุษย์ โลก และความหมายของชีวต (กรุ งเทพฯ : อักษรเจริ ญทัศน์ ิ,๒๕๔๓), หน้า ๑. ๑๒ สถิต วงศ์สวรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๘.
  6. 6. ๖ห้าวหาญ ตังมัน แม้ในภาวะวิกฤตก็ไม่ยอมสยบต่อแรงกดดันใดๆ ทีตนเห็นว่าไม่ถูก ต้องและชอบธรรม ดังที Mark Twain นักเขียนชาวอเมริ ก ันกล่าวว่า “การเป็ นคนกล้ าหาญไม่ ได้ หมายความว่ าเป็ นคนไม่ กลัว แต่ หมายถึงการกระทําในสิ งทีจําเป็ นต้ องทํา แม้ ว่าจะรู้ สึกกลัวก็ตาม”๑๓ โสคราตีสเป็ นนักปรัชญาทีมีความองอาจกล้าหาญยิง โดยเฉพาะกล้าทีจะยืน หยัดต่อสู้ ก บ ัความจริ ง ดังจะเห็นได้จากการเสนอหลักปรัชญาของเขาจะเน้นหนักในเรื องจริ ยธรรมโดยกระตุ ้นให้คนในสังคมเป็ นคนประพฤติดี ในทีสุ ดจึงไปขัดกับทัศนะของคนส่ วนมาก ซึ งได้รับอิ ทธิ พลจากกลุ่มโซฟิ สต์ ผลประโยชน์จงขัดกันกับกลุ่มผูมีอานาจและอิทธิ พลในกรุ งเอเธนส์ จึงถูกฟ้ องศาลใน ึ ้ ํข้อหายุยงส่ งเสริ มให้คนหนุ่มหัวรุ นแรงคิดนอกรี ตจากขนบประเพณีดงเดิม จึงถูกตัดสิ นให้ประหาร ัชีวตด้วยการบังคับให้ดืมยาพิษในฐานะบ่อนทําลายความมันคง ไม่ประสงค์ดีต่อสังคมเอเธนส์ และ ิบ่อนทําลายจิตใจเยาวชน โสคราตีส มีความกล้าหาญพอที จะประกาศว่าสิ งทีตนทําอยู่นนเป็ นสิ งที ัถูกต้องและเป็ นประโยชน์ต่อสังคมเอเธนส์ เขาเชื อว่า “ความจริ งย่อมไม่ หนี หาย ยอมตายดีกว่ าทรยศต่ อความจริ ง”๑๔ จึงยอมรับโทษอย่างวีรบุ รุษ ไม่สะทกสะท้านใดๆ พฤติ ก รรมอย่างนี เป็ นแบบอย่างหรื อเป็ นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญอย่างแท้จริ ง ความกล้าหาญเป็ นสิ งสําคัญสําหรับนักบริ หารมาก กล้าในสิ งทีควรกล้า กล้าทําในสิ งทีควรทํา คือกล้าอย่างมีเหตุผล และมีการตัดสิ นใจทีเด็ดเดียวทีจะกระทําในสิ งทีเป็ นประโยชน์ ต่อ องค์กรและส่ วนรวม ตัดเรื องผลประโยชน์ส่วนตัวออกไป ความกล้าในลักษณะนีจะช่วยให้สามารถเอาตัวรอดได้ดีและเป็ นประโยชน์ทงต่อตนและสังคม ั ความกล้า หาญนันเป็ นสิ งทีดี แต่ต้อ งเป็ นความกล้า ในสิ งทีถู กทีควรเท่านัน ต้องมี ความจริ งจัง จริ งใจ และไม่โลเล กล้าทีจะเผชิ ญหน้ากับปั ญหาทุ กรู ปแบบอย่างคนทีมีความเตรี ยมพร้ อ มอยู่ตลอดเวลา ข้อนีถือว่าเป็ นวิสัยทีสําคัญของผูทีมีความกล้าหาญ เมือเจอปั ญหาใหญ่ก็ไม่ หวันไหว ้ไปกับปั ญหานัน ถ้ามัวแต่กลัว ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปั ญหา หรื อมัวแต่คิดพึงคนอืนอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่มีทางจะเอาตัวรอดได้ เพราะถึ งแม้จะมีค นคอยช่ วยเหลื ออยู่ต ลอดเวลา แต่ ก็มีสั ก ครั งทีต้อ งเผชิญหน้ากับปั ญหาคนเดียว แล้วเมือถึงเวลานันใครจะช่ วย และจะเอาชนะปั ญหาต่างๆ ได้อ ย่างไรถ้าไม่มีการเรี ยนรู ้ ทีจะเพิมความกล้าหาญให้กบตัวเองแล้ว ก็ไม่มีทางทีจะฝ่ าฟั นปั ญหาและอุปสรรค ัต่างๆ ได้ ความรู้ จักประมาณ คําว่า “ความรู้ จักประมาณ” หมายถึง การรู ้ จกเลือ กเดินทางสายกลาง ซึ งเป็ นการเลือกเอา ัส่ วนดีจากทังสองด้าน แล้วละทิงส่ วนทีไม่ดีทีเลยเถิดเกินไปของทังสองด้านนันเสี ย หมายความว่า ๑๓ http://www.wattana.ac.th/sadsanakit/annouce/courage.htm ๑๔ สถิต วงศ์ส วรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๙.
  7. 7. ๗ธรรมชาติของสรรพสิ งมันมีทงเคร่ งเกินไป พอดี(สายกลาง) และหย่อนเกินเหตุ ถ้าจะเลือกแบบเคร่ ง ัสุ ดมันก็ตึงเกินไปอาจทําให้ให้ชีวตขาดสะบันได้ หรื อจะเอาแบบหย่อนยานมันก็หลวมเกิ นไป ทัง ิสองด้านนีจะทําให้ชีวตล้มเหลวตกหลุมตกบ่อไม่ราบรื นและเสี ยหลักในการดํารงชีวตในทีสุ ด ถ้าจะ ิ ิให้ดีทีสุ ดก็จงเลือกอย◌ู ◌่ตรงกลางระหว่างความสุ ดโต่งทังสองด้านนัน คือความพอดีนนเอง ั โสคราตีสถึงแม้จะเป็ นนักปรัชญาทีมีชือเสี ยงและมีความรู ้ ดีในวิทยาการแขนงต่างๆ แต่เขาก็ดารงชีวตอยูอย่างพอเพียงตามทางสายกลาง มีความเรี ยบง่าย ไม่สนใจการแต่งตัว ไม่สนใจใยดี ใน ํ ิ ่ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุ ขแบบชาวโลก อุทิศ ตนเพืออบรมสังสอนประชาชนให้เป็ นคนมีปัญญาและคุณธรรม การสอนวิทยาการต่างๆ ไม่มีการเรี ยกร้ องเก็บค่าตอบแทนเลย เพราะเขาเป็ นนักปรัชญาทีมีคุณธรรมสู งส่ ง มีความพอใจในความเป็ นนักปรัชญา จึงเป็ นทีรักของประชาชน คนทุกอาชี พชอบสนทนากับเขา แวดล้อมเขาเหมือนโสคราตีสเป็ นแม่เหล็ก ไม่ว่าเขาจะไปทีใดก็จะมีแต่คนเข้า มาหาเพือตักตวงเอาความรู ้ และคนเหล่านันได้กลายเป็ นศิ ษย์ของเขาในทีสุ ด เช่น พลาโต(Plato) เป็ นต้น มีคาของ อีหมิง ทีกล่าวไว้วา “สํ าหรั บผู้ทีรู้จักพอ แม้ จะยากจนข้ นแค้ นก็ยังมีความสุ ข ผู้ที ํ ่ไม่ รู้ จักพอแม้ว่าจะรํ ารวยมียศถาบรรดาศักดิก็ยังมีความทุกข์ หากต้ องการมีความสุ ข จะต้ องมีความพึงพอใจในสิ งทีตนเห็ นและมีอยู่ สามารถชืนชมกับ สิ งเล็กๆ น้ อยๆ ในชี วิตประจําวั นได้ โดยไม่ คิดน้ อยใจหรือคิดว่ าตนเองตําต้ อยด้ อยค่ า”๑๕ ผูทีจะมีความสุ ขได้นน คื อผู ้ทีพอใจในสิ งทีตนเองมี ขอ ้ ัเพียงแต่มีความพยายามในการทําให้ประสบความสําเร็ จก็เพียงพอ ไม่เป็ นทุก ข์เป็ น ร้ อนกับสิ งทีไม่สามารถจะหามาได้ และทําหน้าทีของตนให้ดีสุดไม่หวังผลเลอเลิศจนเกินความสามารถของตนเองรู ้ จกกําหนดขอบเขตของความปรารถนา สิ งใดทีควรได้ค วรมี ก็ จงพยายามทําให้สําเร็ จ สิ งใดเกิ น ักําลังก็จงยอมรับว่า แม้ยงไม่สามารถไขว่คว้ามาได้ก็จะหาหนทางในคราวต่อไป เมื อโอกาสมาถึงก็ ัพร้ อมทีจะตังใจกระทําในสิ งนันๆ ให้ดีทีสุ ดตามความรู ้ความสามารถของตน ความยุติธรรม คํา ว่า “ความยุ ติธรรม” หมายถึ ง ความเที ยงธรรม ความชอบธรรม ความชอบด้วยเหตุผล และสามารถแยกแยะได้วาอะไรคือผิด ชอบ ชัว ดี สําเร็ จมาจากคํา ๒ คํา คือ ยุติ และ ธรรม ่ตีความหมายตามตัวอักษรได้วา “เป็ นธรรมอันนําไปสู่ ความยุติคือจบลงทีเรืองราว” กล่าวคือผูรักษา ่ ้ความยุติธรรมนันต้อ งเป็ นผูสามารถชี แจงเหตุผ ลให้แก่ คู่กรณี จนเรื องราวนันๆ ยุติล งได้โดยไม่มี ้ความรู้ สึกแคลงใจใดๆ ความยุติธรรมจึงเป็ นสิ งทีช่วยให้คนเรารู ้ จกเสี ยสละเพือสังคมและความสงบ ัสุ ขของส่ วนรวม ทังช่วยให้สังคมธํารงอยู่ได้ โดยการให้ตามสิ ทธิ ของแต่ละคนอันจะพึงมีพึงได้ตามความชอบธรรม ๑๕ http://www.carefor.org/content/view/1543/153
  8. 8. ๘ โสคราตีสได้ชือว่าเป็ นนักปรัชญาทีมีความยุติธรรมสู งส่ งท่านหนึ ง ดังจะเห็นได้จากเขากล้าทีจะคัดค้านคําสอนของกลุ่ มโซฟิ สต์ (Sophists) ซึ งเป็ นกลุ่มทีมีอิทธิ พลมากในสังคมกรี ก ยุค นันเพราะเขาเห็นว่าคําสอนของลัทธิ โซฟิ สต์เป็ นสิ งทีไม่มีความยุติธรรมและเป็ นภัยต่อสังคม ขืนปล่อยไว้ให้แพร่ หลายอยูเ่ ช่นนี คนจะไม่มีทียึด เหนี ยว ในเมือไม่ มีมาตรการความดี ทีแน่ นอนตายตัวเสี ยแล้ว ใครอยากจะทําอะไรก็ทาตามใจตัวเอง โดยอ้างว่าตนเห็น ชอบอย่างนัน เมือเป็ นเช่ นนี คนทีมี ํอํานาจก็จะถือโอกาสกดขีคนอืนให้อยู่ภายใต้อานาจได้ตามสบาย คนฉลาดก็จะเอาเปรี ยบคนโง่และ ํจะเกิ ดการสร้างอิทธิ พล ทุกคนแข่งขันกันกุมอํานาจอย่างปราศจากความรับผิดชอบ โสคราตีสเห็นว่าเสรี ภาพอย่างเลยเถิด เป็ นจุดบอดของประชาธิ ปไตย เพราะจะเปิ ดโอกาสให้คนเอารัดเอาเปรี ยบกันอย่างเสรี คนฉลาดจะฉกฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเอาเปรี ยบคนโง่ได้ คนทีมีตาแหน่ง ํหน้าทีจะใช่ เล่ ห์เ หลี ยมหลอกลวงเพื อเอาเปรี ยบประชาชนได้อ ย่า งเสรี ในทีสุ ดความหายนะจะตามมา เพราะจะแข่งขัน และเอาเปรี ยบกันจนลืมนึกถึงความปลอดภัยของสังคม ดังคําทีโสคราตีสกล่ าวไว้ว่า “สั งคมจะอยู่ได้ ต้องมี ความยุติธ รรม ความยุติธรรมจะมีได้ ต้อ งมี มาตรการเดี ยวกั นสํ าหรับตัดสิ นความจริงและความดี มาตรการสากลจะต้ องมีพืนฐานอยู่บนความจริ ง คนจะคิด ได้ตรงกันต้ องปราศจากกิเลสต้ องฝึ กสมาธิให้ กิเลสเบาบางลง”๑๖ ความยุติธ รรมตามทัศนะของโสคราตีสถือว่าเป็ นรากฐานของคุ ณธรรมทีดีงามในสังคมมนุษย์ ไม่มีความยุติธรรมใดเกิดขึนได้บนพืนฐานความมี อคติธรรม ไม่มีความสํ า เร็ จทีแท้จริ งหากปราศจากซึ งคุ ณธรรมแห่ ง ความยุติ ธ รรม ดังนัน เมื อไรก็ ตามทีความคิ ดภายในใจของคนเรามีความหวังร้ายต่อคนอืนแล้ว ก็ไม่สามารถจะตัดสิ นให้ผูหนึงผูใดให้ได้รับความชอบธรรมตามความ ้ ้เป็ นจริ งได้ แต่ควรมองย้อนกลับมาคิดอย่างมีเหตุผลด้วยความตระหนักว่า ความยุติธรรมนันเป็ นสิ งทีสามารถทําให้คนเราสามารถปฏิบติหน้าทีทุกอย่างเป็ นประโยชน์ทงแก่ส่วนรวมและต่อตนเองได้ ั ัสู งสุ ด การสร้ างนิสัยแห่งความยุติธรรมให้เกิดขึนในจิตใจของคนเราตามหลักการสร้ างความคิดทีมีเหตุผลจะนําพาชีวิตก้าวไปสู่ เป้ าหมายแห่งความสําเร็ จทีสมบู รณ์ได้ คุณลักษณะชี วิตทีวางอยู่บนรากฐานของความยุติธรรม เป็ นสิ งทีแสดงออกถึงความกล้าหาญ คือกล้าทีจะยืนหยัดอยู่บนฐานของความจริ ง กล่าวคือ การปฏิ เสธอารมณ์ ความรู ้ สึก ความพอใจส่ วนตัวหากสิ งนันตรงข้ามกับความจริ ง โสคราตีสมีคุณธรรมเหล่านีอย่างสมบูรณ์แบบ จึงกล้าทีจะยืนหยัดอยู่บนฐานแห่งความยุติธรรมพร้ อมทังนําคุณธรรมข้อนีมาเป็ นเครื องมือในการต่อสู ้กบความไม่เป็ นธรรมทีเห็นว่าเป็ นอันตรายต่อ ัสังคมจนกระทังยอมพลีชีพอย่างวีรบุรุษ ไม่สะทกสะท้านใดๆ พฤติกรรมอย่างนี เป็ น แบบอย่างทีดีควรเป็ นทียึดถือสําหรับอนุชนรุ่ นหลัง ๑๖ สถิต วงศ์ส วรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๔.
  9. 9. ๙ ความกตัญ ู คําว่า “ความกตัญ ู” หมายถึง ความรู ้ คุณ กล่ าวคือความเป็ นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริ บูรณ์ รู ้อุปการคุณทีผูอืนกระทําแล้วแก่ตน ผูใดก็ตามทีทําคุณแก่ ตนแล้ว ไม่วาจะมากก็ตาม น้อย ้ ้ ่ก็ตาม เช่น เลียงดูสังสอน ให้ทีพัก ให้งานทํา เป็ นต้น ย่อมระลึกถึงด้วยความซาบซึ งอยู่เสมอ ไม่ลืมอุปการคุณนันเลย อีกนัยหนึง ความกตัญ ู หมายถึง ความรู้ บุญ หรื อ รู ้ อุปการะของบุญทีตนทําไว้แล้ว รู ้ วาทีตนเองพ้นจากภัยอันตรายทังหลายได้ดีมีสุข อยู่ในปั จจุบนก็เพราะบุญทังหลายทีเคยทําไว้ ่ ัในอดีตส่ งผลให้ จึงไม่ลืมอุปการะของบุญนันเลย และสร้ างสมบุญใหม่ให้ยิงๆ ขึนไป รวมความกตัญ ูจงหมายถึง การรู ้จกบุญคุณ อะไรก็ตามทีเป็ นบุญ หรื อมีคุณต่อตน แล้วก็ตามระลึกนึกถึงด้วย ึ ัความซาบซึ งไม่ลื มเลย คนมี ค วามกตัญ ูถึ งแม้จะนัยน์ ตาบอดมืดทังสองข้า ง แต่ ใจของเขาใสกระจ่างยิงกว่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ รวมกันเสี ยอีก โสคราตีสนับว่าเป็ นนักปรัชญาทีมีความกตัญ ูเป็ นเลิศโดยเฉพาะต่อชาติ ดังจะเห็นได้จากภาพลักษณ์ทีเขาแสดงออกถึงความรั กชาติ ห่ วงใยชาติ เกลงว่าชาติจะถูก กลืนหรื อถูก ทําลายด้วยหลักคําสอนของลัทธิ โซฟิ สต์ เขาใช้หลักปรัชญาในการชี แจงและหัก ล้า งคําสอนของกลุ่มโซฟิ สต์เพือให้สั งคมโดยเฉพาะวัย หนุ่ มสาวได้เ ข้า ใจและเข้า ถึ ง หลักความรู ้ คู่ คุณ ธรรม การปฏิ บติก ารัดังกล่าวนับว่าเป็ นอันตรายยิง เพราะไปขัดกับกลุ่มผลประโยชน์เดิ มซึ งมีอิ ทธิ พลทางด้านการเมืองเขาจึงโดนกลันแกล้งจนกระทังถึงแก่ชีวิต การประหารชีวตโสคราตีสถือว่าเป็ นตราบาปอันหนึ งใน ิหน้าประวัติศาสตร์ ของประชาธิ ปไตยกรี กทีใช้ระบบเผด็จการโดยเสี ยงข้างมากมาเป็ นเครื องมือในการประหารชีวตโสคราตีส และการตายของโสคราตีสในครังนันเป็ นการแสดงออกถึงความกตัญ ู ิทีมีต่อความรักชาติอย่างเปี ยมล้น อาจกล่าวได้วาเป็ นการยอมตายเพือชาติโดยแท้ ่ คัมภีร์กตัญ ูของจีนกล่าวไว้วา “ความกตัญ ูเป็ นรากฐานของคุณธรรมทังปวง”๑๗ นันคือ ่คนทีจะมีคุณธรรมได้นน ก่อนอืนจิตใจของเขาจะต้อ งเปี ยมไปด้วยคุ ณธรรม คือ เป็ นคนดี ซื อสัตย์ ัสุ จิต สง่าผ่าเผย การทีคนเราจะมี ความคิดใฝ่ ดี ตังใจทําความดีสร้ างสมคุณธรรมให้เกิ ด ขึนในตัวเป็ นสิ งทีเกิดขึนได้ยาก แต่ทียากยิงกว่านันก็คือ ทําอย่างไรจึงจะรั กษาความตังใจทีดี นนไว้ โดยไม่ ัท้อถอยไม่เลิ กกลางคัน เพราะในการทําความดีย่อมมีอุปสรรค มี ปัญหาขัดขวางมากมาย ไหนจะปั ญหาภายนอกจากคนรอบข้าง จากสิ งแวดล้อม ไหนจะปั ญหาภายในจากกิ เลสรุ มล้อ มประดังกันเข้า มา เราจะเอาตัวรอด ยืนหยัดสู ้ ปัญหาทังหลายทีเข้ามาผจญได้โดยไม่ ทอถอย ก็ต้องมีสิงทียึด ้เหนี ยวใจไว้ นันคือความกตัญ ู พืนฐานในการคิดเรื องความกตัญ ูสามารถยกตัวอย่างวิธีการคิดได้ดงนี : เวลาเด็กไปเรี ย น ัหนังสื อบางครังแม้จะยากแสนยากถึงกับคิดท้อถอยจะเลิกเสี ยกลางคัน เพือนฝูงบางคนชวนไปเทียวเตร่ เฮฮา ดูน่าสนุกกว่ามาก แต่เมือนึกถึงคุณพ่อคุณแม่ คิดว่าท่านอุตส่ าห์ทะนุถนอมเลียงดูเ รามาจน ๑๗ http//pyramidtennis.com/variousnews/variousnews-detail.php? variousnews_id=1&lang=th
  10. 10. ๑๐เติบใหญ่ ลําบากลําบนในการทํามาหากิ น เพือส่ งเสี ยให้เราได้เล่าเรี ยน ท่านฝากความหวังไว้ก บตัว ัเรา อยากเห็นตัวเราได้ดีมีความเจริ ญก้าวหน้าในชีวต พอคิดได้เท่านี ความกตัญ ูก็จะเกิ ดขึน มีแรง ิสู ้ มีกาลังใจ แม้จะยากแสนยาก แม้จะเหนือยแสนเหนือย ก็กดฟั นสู ้มุมานะ ตังใจเรี ยนให้ดีให้ได้ ไม่ ํ ัยอมประพฤติตวไปในทางเสื อมเสี ยแก่ วงศ์ตระกูล ความกตัญ ูจึงเป็ นคุณธรรมทีสําคัญยิงทีจะ ัประคองใจของเราให้ดารงคงมันอยู่ในคุณธรรมอันยิงๆ ขึนไป ํจริ ยศาสตร์ ตามทัศนะพุทธปรัชญาเถรวาท หลักจริ ยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาทมีฐานความคิดคล้ายกับโสคราตีสตรงที สอนให้ค นประพฤติดี เน้นความรู ้ คู่ คุณ ธรรม หรื อ วิชชาจรณะสัมปั น โน แต่ คา ว่า “วิชชา” หรื อ “ความรู้ ” ํในทางพุทธปรัชญานัน หมายถึงความรู ้ แจ้ง ซึ งเป็ นความรู ้ทีเกิดจากญาณ หรื อความรู้ดีรู้ชว มิใช่เป็ น ัความรู้ ชนิดศิลปวิทยาการต่างๆ เพราะความรู ้ เหล่านัน เป็ นเพียงความรู ้ดานศิลปะเท่ านัน๑๘ ส่ วนคํา ้ว่า “จรณะ” หรื อ “จริ ยศาสตร์ ” หมายถึงการปฏิบติอนเป็ นแนวทางบรรลุวชชาหรื อวิธีการปฏิ บติที ั ั ิ ัจะเข้าถึงความสมบูรณ์ในระดับภูมิชนของคุณธรรมในระดับต่างๆ มีความสํารวมในอินทรี ย์ คื อ ตา ัหู จมูก ลิน กาย ใจ มีความละอายแก่ใจในการกระทําบาป มีความเกรงกลัวต่อบาปทุจริ ต สะดุ ้งกลัวทีจะกระทําบาป และผลของบาป และมีความเพียรพยายามเป็ นเครื องกล้าหาญ ต้านอุปสรรคศรัตรู ๑๙เป็ นต้น สาระแห่งจรณะหรื อจริ ยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาท เรี ยกว่า “จริ ยธรรมหรือศี ลธรรม”นันคือผูใดประกอบให้มีขึนในตนได้ จัก อํานวยประโยชน์อย่างไพศาล อย่างเช่ นคํากล่าวที ว่า สี ล ้สัมปทา ผูสมบูรณ์ดวยศี ล ย่อมเป็ นผูมนคง คงที ไม่หวันไหว คนจิตใจไม่ มีศีล ก็ ย่อมขาดคุณธรรม ้ ้ ้ ัคิดทําร้าย เบียดเบียน รังแกผูอืน คิดอยากจะได้ของผูอืน แม้เขาไม่ให้ก็หาอุบายเอาในทางมิชอบ คิด ้ ้อยากจะได้สมบัติอนเป็ นทีหวงแหนของผูอืน ไม่ใคร่ ยนดีในสิ ทธิ หน้าทีของตน คิดแต่จะใช้ลินเล่ห์ ั ้ ิเพทุ บายให้ผู้อื นหลงเชื อ หรื อ คิดแต่จะได้เ สพสิ งทีทํา ลายสติ สัมปชัญ ญะของตน เมือไม่ ได้ดง ัต้องการ ก็หาทางทําลายซึ งกันและกัน หมดความเป็ นระเบียบเรี ยบร้ อย หมดความเป็ นสง่าราศี ไม่วา ่จะเป็ นสตรี หรื อบุรุษก็เช่นกัน ดังทีปราชญ์กล่าวไว้วา “อันสตรี ไม่ มีศีลก็สินสวย บุ รุษ ด้ วยไม่ มี ศีลก็ ่สิ นศรี เป็ นสมณะไม่ มีศีลก็สินดี เป็ นข้ าราชการศีลไม่ มีกาลีเมือง” นีแสดงให้เห็นว่า ชนทุกระดับชันจะอยูกนด้วยความร่ มเย็นเป็ นสุ ขได้ ก็เพราะแต่ละคนเห็นคุณค่าของจริ ยธรรมทีจําเป็ นต้องประพฤติ ่ัร่ วมกันในฐานะเป็ นสัตว์สังคมทีมีเหตุผลและสามารถสร้ างคุณธรรมให้เกิดขึนในจิตใจตนได้ เมือมี ๑๘ พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน),มุทิตานุสรณ์ พระครูวิวธธรรมโกศล (กรุ งเทพ ฯ : ิมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า ๓๙๘. ๑๙ เรืองเดียวกัน, หน้า ๓๙๙ – ๔๐๐.
  11. 11. ๑๑จริ ยธรรมและการปฏิบตตามกฎแห่งจริ ยธรรมทีถูกต้องแล้ว จัดได้วาเป็ นผูมีระเบียบทังกาย วาจา ใจ ัิ ่ ้อันไม่เป็ นพิษภัยแก่กนและกัน ัแนวปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ ของพุทธปรัชญาเถรวาท พุทธปรัชญาเถรวาทได้วางหลักการปฏิบติตามหลักจริ ยศาสตร์ ไว้หลายระดับด้วยกัน แต่ที ัเป็ นหัวใจสําคัญนันมีอยู่ ๓ ระดับด้วยกัน คือ ๑. การไม่ทาบาปทังปวง(สพฺพปาปสฺ ส อกรณํ) ํ ๒. การทํากุศลคือความดีให้พรังพร้อม(กุสลสฺ สูปสมฺ ปทา) ๓. การทําจิตให้ผ่องแผ้ว(สจิตฺตปริ โยทปนํ) หลักธรรมปฏิบติทง ๓ ระดับข้างต้น เป็ นหลักจริ ยศาสตร์ ตามแนวพุทธปรัช ญาเถรวาททีมี ั ัจุดมุ่งหมายเพือให้ผูปฏิ บติงดเว้นจากอกุศลกรรม (บาปกรรม) ทังปวง เพราะอกุศลกรรมทีได้กระทํา ้ ัลงไปทังในทีลับหรื อทีแจ้ง ไม่ให้ผลเป็ นคุณแต่ประการใด มีแต่ให้ผลเป็ นโทษ เป็ นทุกข์เดือดร้ อ นทังในปั จจุบ ันและอนาคต และเมื องดเว้น จากการกระทําอกุ ศลกรรมโดยเด็ดขาดแล้ว ต้องมีการปฏิบติโดยการตังความเพียรหมันประกอบบุญกุศล เพราะบุญเป็ นธรรมชาติทีชําระสั นดานของตน ัให้สะอาด มีลกษณะสงบร่ มเย็น เป็ นสุ ข ไม่ให้ผ ลเป็ นโทษเป็ นทุกข์เดือดร้ อ นแต่ประการใด และ ัจากนันเป็ นการฝึ กจิตให้สะอาด บริ สุทธิ ปราศจากอาสวกิเลส ทังอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด อันเป็ นจุดมุ่งหมายทีสําคัญทีสุ ดในการปฏิ บติตามหลักจริ ยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาท ั พุทธปรัชญาเถรวาทได้กาหนดหลักปฏิบติตามแนวจริ ยศาสตร์ในฐานะทีมีหลักคําสอนเน้น ํ ัในเรื องของกรรมคือการกระทําของแต่ละบุคคลว่ามีผลต่อความเสื อมและความเจริ ญของชี วต โดย ิให้พิจารณาพฤติกรรมของบุคคลว่าดีหรื อชัวอยู่ทีการกระทํา เช่นการปฏิ บติตามหลักศีล ๕ ซึ งถือว่า ัเป็ นมาตรฐานวางไว้สําหรับกําหนดวัดความประพฤติของมนุษย์ในขันความเป็ นกัลยาณชน หรื อ ทีเรี ย กว่า “มนุ ษ ยธรรม” ส่ วนผู ้ทีมีค วามประพฤติตํากว่ามาตรฐานนี ถื อ ว่ายังไม่เ ป็ นมนุ ษ ย์โ ดยสมบูรณ์แบบและไม่น่าไว้ใจ๒๐ ในพฤติกรรมหรื อการกระทํา เพราะยังเป็ นบุคคลทีมีสั ญชาตญาณคล้ายสัตว์เดรัจฉานทัวไป นอกจากนี จริ ยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาทยังได้กล่าวถึงคุณธรรมทีมนุษย์ตองประพฤติ ้ร่ วมกันในระหว่างบุคคล ซึ งมีความคล้ายคลึงกับหลักจริ ยปรัชญาของโสคราตีสทีว่าด้วยเรื องความรอบรู้ ความกล้าหาญ ความรู ้ จกประมาณ ความยุติธรรม และความกตัญ ู ซึ งคุณธรรมเหล่านีมี ัหลักปฏิบติในพุทธปรัชญาเถรวาททังสิ น และในทีนีจะได้กล่าวเฉพาะหลักพุทธจริ ยศาสตร์ ในส่ วน ัทีเห็นว่ามีความสอดคล้องกับจริ ยปรัชญาของโสคราตีส ประกอบด้วย ๒๐ สนิ ท ศรี สาแดง, ปรัชญาเถรวาท (กรุ งเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๔), หน้า ๒๕๑. ํ
  12. 12. ๑๒ ๑. วิชชาจรณสั มปันโน ๒. หน้ าทีรั บผิดชอบ ๓. มัชฌิมาปฏิปทา ๔. กรรม ๕. กตัญ กตเวที ู คุณธรรมเหล่านีเป็ นส่ วนหนึงของพุทธจริ ยปรั ชญาเถรวาท ทีทําให้ผู้ประพฤติตามมีจิตใจผ่องใสเป็ นปกติ มีความเห็นถูกต้องชอบธรรม ยึดถือความถูกต้องเป็ นหลัก และสามารถดําเนินชีวต ิอยู่ได้ดวยปั ญญาหรื อทีเรี ยกง่ายๆ ว่า “ผู้ร้ ู ” ซึ งประกอบไปด้วย ความเป็ นผูรู้ดี คือรู ้ ว่าอะไรดี อะไร ้ ้ชัว ความเป็ นผูรู้ถู ก คื อรู ้ ว่าอะไรถู ก อะไรผิด และความเป็ นผูรู้ชอบ คือ รู้ ว่าอะไรบาป อะไรบุญ ้ ้อะไรคุณ อะไรโทษเป็ นต้น ซึ งจะอธิ บายในแต่ละข้อดังต่อไปนี วิชชาจรณสั มปันโน คําว่า “วิชชาจรณสั มปันโน”๒๑ หมายถึง ความถึงพร้ อมด้วยวิชชาและจรณะ คือสมบูรณ์ดวย ้ความรอบรู ้ และความประพฤติอย่างครบถ้วน ทีว่าวิชชาหรื อความรู ้ นน หมายเอาความรู ้ ดีรู้ชว ซึ ง ั ัเป็ นความรู ้ประเภทคุณธรรมทีเกิ ดจากการฝึ กฝนจิตจนเกิดเป็ นสัมมาทิฐิ ทีพร้อ มจะแสดงพฤติกรรมออกมาเป็ นสัมมาปฏิ บติ ส่ วนจรณะหมายเอาความประพฤติทีถูกต้อ งดี งาม มีระเบียบวินัยอยู่ใน ักรอบกฎกฏิ กาของสังคม ไม่ สร้ างความเดือดร้ อนเบียดเบียนตนเองและผูอื นให้ลาบากยากแค้น ้ ํรวมทังให้สามารถกระทําความดีได้สะดวก จนบรรลุเป้ าหมายสุ ดท้ายของชีวต เช่น ฆราวาสผูครอง ิ ้เรื อนทัวไปควรถือศี ล ๕ อุบาสก อุบาสิ กา ต้องถือศีล ๘ สามเณรถื อศี ล ๑๐ และภิ กษุถือ ศี ล ๒๒๗เป็ นต้น ความถึงพร้ อมด้วยวิชชาและจรณะในพุทธปรัชญาเถรวาทนี ถ้ากล่าวโดยหลักปฏิ บติทวไป ั ัในเชิ งจริ ยศาสตร์ ก็มีเนือหาสอดคล้องกับหลักจริ ยปรัชญาของโสคราตีสทีว่า “ความรู้ ค่ คณธรรม” ู ุ ความถึงพร้ อมด้วยความรู ้และความประพฤติ(ความรู ้ดีและความประพฤติดี) จะเกิ ดขึ นได้ต้องอาศัยหลักคุณธรรมประกอบความรู ้ ถ้ามีเฉพาะความรู้หรื อวิชาการทัวไปแต่ ข าดคุ ณธรรมก็ไม่ถือว่าเป็ นความรู ้ ทีแท้จริ ง แต่จะกลายเป็ นความรู ้ ประเภทสุ นขหางด้วนคือขาดสติคอยทําหน้าทีเป็ น ัหางเสื อควบคุมนาวาจิตทีคิดในทางอกุศลกรรม เช่ น บางคนมีความรู ้ มากมาย แต่ทาไมถึงโกงกิ น ํ ๒๑ วิชชาจรณสัมปันโน : เป็ นพระนามของพระพุทธเจ้า และเป็ นบทพุ ทธคุณ บทหนึ งในจํานวน ๙ บททรงมีวชชา ๓ และวิชชา ๘ และจรณะ ๑๕ อย่างสมบูร ณ์ ความถึงพร้ อมด้วยวิชชา สร้ างความเป็ นสัพ พัญ ูให้ ิพระพุทธเจ้า ส่วนความถึงพร้อมด้วยจรณะ สร้างความเป็ นผูกอรปด้วยพระมหากรุ ณาธิ คณแก่พระพุทธเจ้า คือเมื อ ้ ุพระองค์ทรงรู ้สิงที เป็ นประโยชน์และไม่เป็ นประโยชน์ดวยความเป็ นสัพ พัญ ู แล้วทรงเว้นสิ งทีไม่เป็ นประโยชน์ ้ทรงชักนําแต่ในสิ งทีเป็ นประโยชน์ ด้วยความเป็ นผูกอรปไปด้วยพระมหากรุ ณาธิ คณแก่สตว์โลกทังปวง ้ ุ ั
  13. 13. ๑๓บ้านเมือง ทําไมเอารัดเอาเปรี ยบผูอืน นันเป็ นเพราะเขามีความรู ้ แต่ขาดคุณธรรม ยิงรู้ มากเท่าไร ก็ยง ้ ิเห็นแก่ตวหรื อเอาเปรี ยบผูอืนชนิดซ่อนเร้นมากเท่านัน ั ้ ความรู้ และความประพฤติ(ความรู ้ -คุณธรรม) จะเกิ ดขึนได้ตองอาศัยปั จจัยหลายอย่าง แต่ใน ้ทีนีจะเสนอหลักคุณธรรมข้อหนึง คือความอ่อนน้อมถ่อมตน(มัททวะ)๒๒ เพือลดทิฐิ มานะในการน้อมรับเอาความรู ้ ความสามารถของผูอืนทีเขามีดีในส่ วนนันๆ มาเป็ นจุดแข็งในการดําเนินกิจกรรม ้ต่างๆ ของตน อย่างเช่นสมัยโบราณนักปกครองมักจะมีกุนซื อ(ทีปรึ กษา) ในด้านตางๆ เพือให้งานการปกครองหรื อบริ หารเป็ นไปอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ เช่ น เล่า ปี ในเรื องสามก๊ก ก็เ ป็ นผูน ําอีก ท่าน ้หนึงในประวัติศาสตร์ จนทีประสบผลสําเร็ จในด้านการปกครองด้วยการใช้หลักคุ ณธรรมคือ ความ ีอ่อนน้อมถ่อมตน ดังจะเห็นได้จากเขาสามารถเชิญขงเบ้งผูหยิงทรนงมาช่ วยงานจนตลอดชี วิตการ ้เป็ นผูนาของเขาอย่างน่าทึง ้ ํ ขงเบ้ ง เป็ นนักปราชญ์ทีถือตัวมากอยู่ทีภูเขาโงลังกัง ในสมัยทีจีนแตกเป็ นสามก๊กผูมีวาสนา ้แย่งอํานาจกันเป็ นใหญ่ แต่ละก๊กก็พยายามทีจะรวบรวมคนดีมีฝีมือมีสติปัญญาไว้เป็ นพรรคพวก ขงเบ้งได้รับการติดต่อจากผูมีอานาจหลายคนแต่ไม่มีใครสมหวัง แต่แล้วอยู่ต่อมาปรากฏว่า ขงเบ้งต้อง ้ ํออกจากบ้านเดินตามหลังเล่าปี มาร่ วมวางแผนทําสงครามให้เล่าปี จนตลอดชีวต แม้เ ล่ า ปี จะหนี ตาย ิออกไปก่ อ น ขงเบ้ง ก็ไม่ยอมทอดทิงบุตรของเล่ าปี ทีเป็ นดัง นี น่ าสงสัยว่า เล่า ปี มีดี อะไรหรื อจึงสามารถเอาชนะจิตใจของขงเบ้งได้ สิ งทีเล่าปี สามารถเอาชนะใจของขงเบ้งได้น น ไม่ใช่ เล่ ห์ก ระัเท่ ห์ อ น ลึ ก ซึ ง หรื อ เวทมนต์ค าถา หรื อ กําลัง ภายในทังสิ น แต่ สิ งนันก็ คื อ “มื อ สิ บ นิ ว” ทีเล่ า ปี ัประคองประนมด้วยความรู ้สึกอันซื อสัตย์สุจริ ตนี เอง เล่าปี ได้ชือว่าเป็ นผู ้ยิงใหญ่ ทีมี มารยาทงามทีสุ ด อ่อนน้อมถ่อมตน จนได้ชือว่าผูพนมมือสิ บทิศ จะเรี ยกว่าเล่าปี สร้ างชี วต สร้ างอํานาจวาสนา ้ ิบารมีสํา เร็ จด้วยการพนมมือ สิ บนิ วก็ ไ ม่ ผิด ความอ่ อนน้อ มถ่อ มตนจึงถื อว่าเป็ นมนต์ข ลังอัน ๒๓ศักดิสิ ทธิ ของมนุษย์ทงหลาย ขงเบ้งผูหยังรู ้ ฟ้ามหาสมุทรทีต้องสยบต่อเล่าปี ก็เพราะมนต์อนนีแหละ ั ้ ัโบราณจึงถือกันว่า “ให้ อ่อนน้ อมเหมือนเล่ าปี ซื อสั ตย์เหมือนกวนอู รอบรู้เหมือนขงเบ้ ง เก่ งเหมือนไกรทอง คล่ องแคล่ วเหมือนอิเหนา” เมือศึกษาจริ ยวัตรของเล่าปี จะเห็นได้วา ท่านมีหลักมัททวะอยู่ในตัวอย่างสมบูรณ์แบบ คือ ่การไม่แสดงออกถึงความสามารถทีตัวเองมีอยูให้ผูอืนทราบเพือข่มผูอืน ซึ งก็ตรงกับหลักธรรมอีก ่ ้ ้ ๒๒ มัททวะ : ความถ่อมตนในความหมายทางโลก คื อความอ่อนโยนต่อบุคคลอื นในสังคม อัน เป็ นมารยาทที บุ คคลในสั ง คมจะพึ ง ปฏิ บ ัติต่อกัน เพื อผลดี ในทางสัง คม ส่ ว นความถ่อ มตนในทางธรรมนัน มีความหมายกว้างขวางมาก คือหมายถึงความสามารถโอนอ่อนผ่อนตาม น้อมไป หรื อเปลียนไปในทางแห่ งความดีทําให้เกิดการผสมผสานกันอย่างดีในทางการงานและบุคคลแก่บุคคลทุกระดับชีวิต ๒๓ พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน), เก็บเล็กผสมน้ อย (กรุ งเทพ ฯ : มหาวิท ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๘), หน้ า ๖๑.
  14. 14. ๑๔ข้อหนึงในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ นิวาโต แปลว่า การไม่พองลม การเอาลมออก คือเอามานะทิฐิออก มีความสงบเสงียม เจียมตน ไม่เบ่ง ไม่ทะนงตน ไม่มีความมานะถือตัว ไม่อวดดือถือดี ไม่ยโสโอหัง ไม่ดูถูกเหยียดหยามใคร ไม่ก ระด้าง ไม่เย่อ หยิง จองหอง กล่ าวได้ว่าเป็ นลัก ษณะของผู้มีความรู้ และคุณธรรม หรื อเป็ นผูถึงพร้ อมด้วยวิชชาและจรณะ ๒ ประการ คือ ้ ๑. คบกัลยามิตร คือคบคนดี จะได้คอยแนะนําเตือนสติเราให้ประเมินค่าของตนเองถูกต้องตามความเป็ นจริ ง คอยแนะนําปลูกสร้ างนิสัยดีๆ ให้กบเรา ไม่คบคนประจบสอพอ ซึ งจะพาเราไป ัในทางเสี ย นอกจากนีจะต้องแสดงความเคารพบูชาบุคคลทีควรบูชาเสมอๆ เราจะได้ตระหนักเสมอว่า ผูทีมีคุณธรรมสู งกว่าเรายังมีอยู่ ้ ๒. มีโยนิโสมนสิ การ คือรู ้จกคิดไตร่ ตรอง เช่น พิจารณาว่า อุจจาระ ปั สสาวะของเราก็เหม็น ัเหมือนกับของคนอืนๆ เขา เราเองก็ไม่ได้อยูคาฟ้ า ถึงจะเก่งอย่างไร ในทีสุ ดก็ตองตายเหมือนกัน ตัว ่ ํ ้เราไม่ได้วเิ ศษเหนือไปกว่าคนอื นเลย สิ งใดทีเป็ นข้อ ถือตัวของเรา เช่ น ชาติตระกู ล ฐานะ รู ปร่ างหน้าตา ตําแหน่งหน้าทีการงาน บริ วาร ให้หมันนําสิ งนันมาพิจารณาเนื องๆ ว่าสิ งเหล่านันไม่เทียงแท้ ไม่จีรังยังยืน ไม่ได้อยูกบเราตลอดไป ่ั หน้ าทีรับผิดชอบ คําว่า “หน้ าทีรับผิดชอบ” หมายถึง หน้าทีทีได้รับมอบหมายให้ทาจะหลีกเลียงละเลยไม่ได้ ํในทางจริ ยธรรมเรี ยกว่า “หน้ าทีทางศีล ธรรม” ซึ งทุก สัง คมย่ อมกํา หนดหน้า ทีทางศี ลธรรมไว้สําหรับปฏิบติ หน้าทีทางศีลธรรมต่างจากหน้าทีตามกฎหมาย เพราะไม่มีการตราเป็ นข้อบังคับ หรื อ ัลายลัก ษณ์ อ ก ษร แต่ถื อ เป็ นธรรมเนี ย มปฏิ บติ ผู ้ทีละเมิ ด หรื อ ละเลย แม้จ ะไม่ถู ก ลงโทษตาม ั ักฎหมาย แต่ก็ถูกตําหนิติเตียนจากสังคม หรื อถึงกับไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย คําว่า “รั บผิด” ในความหมายเชิงจริ ยศาสตร์ ไม่ใช่ หมา฀

×