ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Like this? Share it with your network

Share

ศึกษาเปรียบเทียบหลักจริยศาสตร์ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท

  • 3,083 views
Uploaded on

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
No Downloads

Views

Total Views
3,083
On Slideshare
2,783
From Embeds
300
Number of Embeds
1

Actions

Shares
Downloads
34
Comments
0
Likes
1

Embeds 300

http://loei2.mcu.ac.th 300

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. ๑ ศึกษาเปรี ยบเทียบหลักจริ ยศาสตร์ ตามทัศนะของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท ผศ.ดร.จักรพรรณ วงศ์ พรพวัณ-----------------------------------------------------------------------------ความนํา จริ ยศาสตร์ หรื อจริ ยปรัชญา (Ethics or Theory of Morality) เป็ นศาสตร์ แขนงหนึงของวิชาปรั ชญาทีว่าด้วยเรื องความประพฤติ ศึ ก ษาถึ งความดี งามของสั งคมมนุ ษ ย์ โดยพยายามจําแนกแยกแยะพฤติกรรมหรื อการกระทําของมนุษย์วาถูกหรื อผิดอย่างไร แล้วแยกสิ งทีเห็นว่าถูกและผิด ่นันออกจากกัน เช่ น แยกความดีออกจากความเลว แยกสิ งทีควรออกจากสิ งทีไม่ค วร เป็ น ต้น จริ ยศาสตร์ จึงเป็ นศาสตร์ ทีว่าด้วยคุณลักษณะแห่งอุปนิสยและพฤติกรรมของมนุษย์ ซึงพฤติกรรมแต่ละ ัอย่างทีมนุษย์แสดงออกมานันย่อมเป็ นกระจกเงาส่ องให้มนุ ษย์ดวยกัน เองเห็นอุ ปนิ สัยของกัน และ ้กัน แล้วจริ ยศาสตร์ จะทํา หน้าทีเข้าไปช่ วยตีคุณค่า ของความเป็ นมนุ ษย์ในส่ วนของพฤติ กรรมทีแสดงออกมาด้วยความสมัครใจของมนุษย์เอง จากนันจริ ยศาสตร์ จะช่ วยตอบปั ญหาหรื อ แสดงผลของการกระทําหรื อพฤติกรรมของมนุษย์วา การกระทําในลักษณะใดทีถือว่ามีคุณค่าหรื อควรแก่การ ่ยกย่องสรรเสริ ญหรื อเป็ นการกระทําทีดี รวมทังหาคําตอบเกี ยวกับอุดมคติหรื อ เป้ าหมายของชี วต ิมนุษย์วาเป็ นอย่างไร แล้วหากฎเกณฑ์ในการตัดสิ นการกระทําของมนุษย์วา การกระทําในลักษณะ ่ ่ใดเป็ นการกระทําทีถูกต้อง เป็ นต้น เมือกล่าวโดยสาระแล้วจะเห็นได้วา จริ ยศาสตร์เป็ นศาสตร์ ทีว่า ่ด้วยอุดมคติอนสู งสุ ดทีมีความสัมพันธ์อยูกบชีวตมนุษย์ทีบ่งบอกถึงลัก ษณะทีดีหรื อ เลวแห่ ง ความ ั ่ั ิประพฤตินนว่า อะไรควรเว้น อะไรควรทํา อะไรผิด อะไรถูก อะไรดี อะไรชัว แล้วเปรี ยบเทียบ ัความประพฤติหรื อการกระทํานันๆ กับความดีเลิศทังหลาย การศึกษาเปรี ยบเทียบหลักจริ ยศาสตร์ ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท เป็ นการศึกษาทัศนะทางจริ ยปรัชญาเชิงเปรี ยบเทียบในส่ วนทีเห็นว่ามีความคิดเห็นสอดคล้องกัน การนําเอาทัศนะทังสองมาเปรี ยบเทียบกันก็เพือแสดงให้เห็นว่าปรัชญากรี กถึงแม้จะเป็ นปรัชญาสายตะวัน ตกทีเน้นการแสวงหาความจริ งด้านวัตถุ หรื อสสารเป็ นหลัก ก็ ตาม แต่ก็ มีนกปรัชญากรี กท่านหนึ งทีไม่ให้ ัความสนใจการแสวงหาความจริ งด้านสสารเลยคือ โสคราตีส (Socrates : พ.ศ. ๗๓ - ๑๔๔) โดยเขาให้ความเห็นว่า “การถกเถียงกันเพือให้ ร้ ู เรืองโลกธาตุว่า โลกคืออะไร มีประโยชน์ น้อย สู้ หันมาสนใจเรืองใกล้ ตัวคือเรื องมนุษย์ ดีกว่ า เพราะเป็ นผู้ ทําให้ โลกเจริ ญหรื อเสื อม”๑ ปรั ชญาของเขาจึงหันมาสนใจเรื องเกียวกับคนเป็ นสําคัญ เช่ น คนคืออะไร จะเป็ นคนดีได้อย่างไร เกี ยรติคืออะไร คุ ณธรรมคือ อะไร เป็ นต้น เมือกล่ าวโดยภาพรวมแล้วจะเห็ นได้ว่า ปรั ช ญาของโสคราตีส จะมุ่ ง เน้น ให้  ป.ธ. ๖, พธ.บ., M.A.(Phil.), M.A.(Bud.), Ph.D.(Phil.) อาจารย์ประจําวิทยาลัยสงฆ์เลย ๑ สถิต วงศ์ส วรรค์,ปรัชญาเบืองต้ น (กรุ งเทพ ฯ : อักษรพิทยา,๒๕๔๐), หน้า ๔๕.
  • 2. ๒ความสําคัญเกียวกับจริ ยศาสตร์ เป็ นส่ วนใหญ่ ทังนี เพื อให้มนุ ษ ย์มองเห็นคุ ณค่ าของความดี ความงาม และความจริ ง เพราะทัง ๓ เรื องนีถือว่าเป็ นแก่ นสาระสําคัญทีสุ ดสําหรับชีวตมนุษย์ ิ ตามทัศนะนีโสคราตีสมีความเห็นสอดคล้องกับพุทธปรัชญาเถรวาททีไม่เน้นการแสวงหาความจริ งเพือตอบปั ญหาด้านอภิปรัชญา(Metaphysics) เช่น ปั ญหาเกี ยวกับโลกทีว่า โลกเทียงหรื อโลกไม่เทียง โลกมีทีสิ นสุ ดหรื อไม่มี เป็ นต้น ปั ญหาเหล่านีพุทธปรัชญาจะไม่ตอบ ด้วยเห็ นว่า “ไม่เกิดประโยชน์ ไม่ เป็ นไปเพือความดับทุกข์ ไม่ เกียวข้ องกับชี วิตปัจจุ บัน”๒ แต่จะมุ่ งเน้นเฉพาะเรื องของชีวต สอนให้เข้าใจชีวต และการประคับประครองชีวิตให้รอดพ้นจากความทุก ข์ทรมานต่ างๆ ิ ิและเพือให้ง่ายต่อการศึกษาเปรี ยบเทียบหลักจริ ยศาสตร์ ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท จึงควรศึกษาจริ ยปรัชญาในแต่ละทัศนะดังนีจริ ยศาสตร์ ตามทัศนะของโสคราตีส โสคราตีส(Socrates) เป็ นนักปรัชญากรี กคนแรกทีให้ความสําคัญกับการแสวงหาความจริ งด้านจริ ยศาสตร์ และพยายามทีจะตอบปั ญหาด้านจริ ยศาสตร์ ตลอดการเผยแพร่ ปรัชญาของเขา ดังจะเห็นได้จากการแสวงหาความรู้ ข องเขาไม่ได้มีจุดมุ่ งหมายเพือนําความรู้ มาเพื อประดับสติปัญญาเท่านัน แต่ตองการนําความรู ้ มาเพือเป็ นฐานรองรับความประพฤติของมนุษย์ โดยเขาเสนอว่า คนทีมี ้ความรู ้ ทุกคนจะเป็ นคนประพฤติ ดี ในทํา นองกลับกัน คนจะประพฤติดี ได้ก็เ พราะเขามีค วามรู ้ดังนันความรู ้ กับความประพฤติดีจึงเป็ นสิ งทีแยกกันไม่อ อก ดังทีโสคราตีส กล่าวว่า “ความรู้ คือคุณธรรม” (knowledge is Virtue) นันคือ คนทีรู ้ ผิดชอบชัวดี ย่อมจะทําความดี เป็ นไปไม่ได้ทีคนรู ้ว่าความดีคืออะไรแล้วยังฝื นทําความชัว ส่ วนทีคนทําความชัวก็เพราะขาดความรู้ ผิดชอบชัวดี การทําผิดจึงเนื องมาจากความไม่รู้หรื ออวิชชา คนทําผิดเพราะหลงคิดว่าสิ งทีตนทําเป็ นความดี เขาเห็นผิดเป็ นชอบ ถ้าเขาได้รับการแนะนําให้รู้จกความถูกต้องแล้วเขาจะไม่ทา ผิ ดเลย เหตุนน โสคราตีส ั ํ ั ๓จึงกล่าวว่า “ไม่ มีใครทํ าผิ ด โดยจงใจ” ทีกล่าวเช่ นนันเพราะเขาเป็ นนัก ปรัช ญาทีมีคุณธรรมและเหตุ ผลสู ง เหนื ออารมณ์ จึงสามารถควบคุมอารมณ์ ได้ทุกสถานการณ์ และสามารถนําหลัก ความถูกต้องมาใช้เป็ นเกณฑ์ในการตัดสิ นความถูกผิดต่างๆ โดยไม่มีความลังเลสงสัยต่ อความจริ งทีตนกระทํา ดังจะเห็นได้จากเขากล้าเผชิญกับความจริ งถึงขนาดยอมดืมยาพิษตามคําสังประหารชีวตของ ิคณะผูพิพากษากรุ งเอเธนส์ โดยเขายอมตายเพือสังเวยต่อความจริ ง แต่ไม่ยอมทรยศต่อความจริ งที ้ตนเห็นว่าถูกต้องและชอบธรรมตามหลักจริ ยธรรม ๒ สนิ ท ศรี สาแดง,พุทธปรัชญา (กรุ งเทพ ฯ : นิ ลนาราการพิมพ์,๒๕๓๗), หน้า ๔๓. ํ ๓ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺ มจิ ตฺโต),ปรัชญากรีก บ่ อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก (กรุ งเทพ ฯ : ศยาม,๒๕๕๐), หน้า ๑๔๓.
  • 3. ๓แนวปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ ของโสคราตีส โสคราตีสได้ชือว่าเป็ นนักปรัชญาทีพยายามแสวงหาความรู ้ อยู่ตลอดเวลา เพราะเขาเป็ นนักปรัชญาทีไม่เคยอิมในรสแห่งการแสวงหาความรู ้ ถึงแม้วาจะมีคนประกาศยกย่องเขาว่าเป็ นคนฉลาด ่ทีสุ ดในกรุ งเอเธนส์ ก็ตาม แต่เขามักจะพูดในเชิงถ่อมตัวว่า “หนึงเดียวทีข้ าพเจ้ ารู้ คือรู้ว่าข้าพเจ้ าไม่รู้ อะไร”๔ เมือเขาคิดว่าเขายังไม่รู้ในเรื องใดเขาจึงพยายามศึกษาหาความรู ้ในเรื องนันๆ อยู่ตลอดเวลาแต่ความรู ้ ทีเขาแสวงหานันไม่ใช่ความรู ้วทยาการสาขาต่างๆ ตามทีคนนิยมแสวงหากันในยุคนัน แต่ ิเป็ นความรู ้ดานคุณธรรม ซึ งคุณธรรมตามความหมายของโสคราตีสในทีนีก็คือ “ความสามารถตาม ้ธรรมชาติ”๕ และความสามารถตามธรรมชาตินีเองเป็ นคุณธรรม ทังยังเป็ นแนวทางปฏิบติตามหลัก ัจริ ยศาสตร์ ของโสคราตีส อย่างเช่น คุณธรรมของทหารอยู่ทีมีความสามารถในการปองกันประเทศ ้คุณธรรมของครู อยู่ทีมีความสามารถในการสอนวิ ช า และคุณ ธรรมของความเป็ นมนุษ ย์ อยู่ทีมีความสามารถทําให้ พฤติกรรมหรื อจิตใจแตกต่ างจากสั ตว์ เดรัจฉานทัวไป เป็ นต้ น การทีคนจะแสวงหาความสุ ขตามหลักจริ ยศาสตร์ ได้นน จะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงการสร้ าง ัความสามารถตามธรรมชาติในตัวตนเสี ยก่อน ธรรมชาติดงกล่าวนีจะเกิ ดจากการเรี ยนรู้ เ ท่านัน ใน ัทีนีโสคราตีสหมายถึงการเรี ยนรู้ เพือ “รู้ ตัวเอง(Know thyself)”๖ ซึ งเป็ นสิ งทีมนุ ษย์ตองการรู ้ อ ย่าง ้แท้จริ งในฐานะทีเป็ นมนุษย์ และเมือมนุษย์รู้จกตัวเองดีพอแล้วก็จะเข้าใจธรรมชาติความเป็ นมนุษย์ ัได้มากทีสุ ด ผูแสวงหาความสุ ขจึงจําเป็ นต้องศึกษาเพือให้รู้จกตัวเองก่อนจึงจะรู ้ วาความสุ ขนันอยูที ้ ั ่ ่ใด และมีวธีการแสวงหาอย่างไร โสคราตีสกล่าวว่า “ความสุ ขทีบุคคลได้รับนั นส่ วนใหญ่ เป็ นเพียง ิมายา คือ ความไม่ จ ริ ง เป็ นความผิ วเผิ น เราจะเข้ าถึงความจริ งได้ จ ะต้ อ งมี แนวทาง และสิ งนั นจะต้ องมีเพียงหนึงเดียวคือเกิดจากจิตใจของเรา จะเข้ าถึงได้ ต้องศึกษาให้ เ ข้ าใจและปฏิบัติใ ห้ ลึกซึ งด้ วยสมองโดยทําจิตให้ เป็ นสมาธิแน่ วแน่ เพือกําจัดกิเลสให้ น้อยลง โดยเริ มการปฏิบัติด้วยการวางใจเป็ นอุเบกขา (เป็ นกลาง) ปล่ อยวางไม่ ยึดมันในสิ งใด ในทีสุ ดจะเข้าถึงแก่ นแท้ ของความจริ งอั นเป็ นปรมัตถ์ ”๗ โสคราตีสได้วางแนวทางการปฏิบติตามหลักจริ ยศาสตร์ หรื อ หลักคุ ณธรรมเพือให้มนุ ษย์ ัเข้าถึงความสุ ขไว้ ๕ ประการคือ๘ ๑. ความรอบรู้ (Wisdom) ๔ เรืองเดียวกัน, หน้า ๑๓๒. ๕ สถิต วงศ์ส วรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๗. ๖ สุจิตรา อ่อนค้อม, ปรัชญาเบืองต้ น ( กรุ งเทพฯ : อักษราพิพฒน์,๒๕๔๕), หน้า ๘๙. ั ๗ สถิต วงศ์สวรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๘. ๘ สุจิตรา อ่อนค้อม, อ้ างแล้ ว, หน้า ๘๙.
  • 4. ๔ ๒. ความกล้ าหาญ (Courage) ๓. ความรู้ จักประมาณ (Moderation) ๔. ความยุติธรรม (Justice) ๕. ความกตัญ ู (Piety) คุณธรรมทัง ๕ ประการนี เป็ นหลัก ปฏิ บติเ พือให้มนุ ษ ย์เข้าถึ งความดี งามแห่ งชี วิตอย่า ง ัแท้จริ ง และเป็ นความรู้ เชิงคุณธรรมทีจําเป็ นต้องมีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน โสคราตีสชื อว่ามนุ ษย์ทุกคนต้อ งการทําความดีตามหลัก คุณธรรมดังกล่ า ว แต่เหตุผลทีทําให้เขาทําความชัวในบางครั งเพราะเขาไม่รู้วาความดีซึงเป็ นความรู้ ทีแท้จริ งนันคือ อะไร เพือความเข้า ใจในหลัก ของคุ ณธรรม ่เหล่านี จึงควรศึกษารายละเอียดในแต่ละข้อเป็ นลําดับไป ความรอบรู้ คําว่า “ความรอบรู้ ” หมายถึง กระบวนการแห่งความรู ้ทีเกิดจากการแสวงหาด้วยวิธีก ารคิดทีลึก กว้าง ทะลุ และรอบคอบ๙ เพราะการคิดทําให้ผูคิดเป็ นคนรอบรู ้ ฉลาด ทันคน ทันโลก และทัน ้เหตุการณ์ ความรอบรู้ ดงกล่าวนีโสคราตีสเรี ยกว่า “วิชาธรรม”๑๐ หรื อ “ความรู ้ ดานคุ ณธรรม” คือ ั ้รอบรู้ เกียวกับการดํารงชีวตทีประเสริ ฐ ชีวตทีประเสริ ฐตามทัศนะของโสคราตีสคือชีวตทีใช้ปัญญา ิ ิ ิแสวงหาสัจธรรมและคุณธรรมเป็ นหลัก ดังจะเห็นได้จากชีวิตส่ วนตัวของเขาดําเนิ นไปอย่างเรี ยบง่าย ไม่สนใจต่อทรัพย์สมบัติหรื อชื อเสี ยงเกี ยรติยศ เพราะสิ งเหล่านี มีแต่จะฉุ ดให้วิญญาณเกลือกกลัวอยู่ก ับกิ เ ลสตัณหา มนุ ษ ย์จึง ควรหลี ก เลี ยงความสุ ข ทางกาย และหันมาปฏิ บติกิจกรรมทาง ัวิญญาณ คือการใช้ปัญญาไตร่ ตรองหาสิ งอันเป็ นสัจธรรมจนสามารถนําหลักสัจธรรมหรื อคุณธรรมนันมาประยุกต์ใช้ตามปรี ชาญาณ โดยการนํามาปฏิบติได้อย่างแนบเนียนเหมาะสมกับสิ งแวดล้อ ม ัทังนีเพือจะได้ยึดเป็ นหลักในการดํารงชีวตในสังคมต่อไป ิ วิธีการคิดในการแสวงหาความรอบรู ้ดานคุณธรรมตามทัศนะของโสคราตีสสามารถศึก ษา ้เปรี ยบเทียบได้จากตัวอย่างเนือหาข้างล่างนี โดยสังเขป นายสงบเป็ นครู มีฐานะปานกลาง ไม่รํารวยถึงกับมีรถเก๋ งส่ วนตัวไว้ใช้ เขาต้องโหนรถเมล์ไปทํางานทุกวัน แม้วาค่อนข้างจะลําบากแต่เขาก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน ความจริ งเขาอยู่ในฐานะทีพอจะ ่ผ่อนซื อรถเก่าๆ ได้สักคันแต่เขาก็ไม่เคยคิดจะทําเช่นนัน เงิน ส่ วนใหญ่ของเขาหมดไปกับหนังสื อเขาอ่านทุกอย่างทังเกี ยวข้องและไม่เกียวกับวิชาทีเขาสอน เขารู ้สึกว่าเมื อได้หนังสื อ เล่มใหม่มาเขา ๙ สนิ ท ศรี สําแดง, ความรู้เบืองต้นเกียวกับปรัชญาและศาสนา (กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยสยาม,๒๕๓๔),หน้า ๒๒. ๑๐ สถิต วงศ์สวรรค์, อ้างแล้ ว, หน้า ๑๕๑.
  • 5. ๕ได้ไปอยู่อีกโลกหนึงตามลําพัง เขาไม่ค่อยออกไปเทียวเตร่ และซื อเสื อผ้าสวยๆ มาใส่ เขาคิดว่าค่ าของคนอยู่ทีจิตใจมิใช่อยู่ทีวัตถุนอกกาย ครู สงบเห็นว่าคนสมัยนีไม่ค่อยได้อ บรมและขัดเกลาจิตใจของตนเอง มักปล่อยตัวให้ลุ่มหลงกับสิ งเย้ายวนต่างๆ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ไม่เห็ นจะช่ วยให้มนุ ษย์มีค วามสุ ข ความพอใจมากขึนกว่าก่อนเลย วิทยาศาสตร์ ทาให้ค นสะดวกสบายขึนก็ จริ งแต่ก็มิได้ให้สาระของชี วิต ํมันทําให้คนเกิ ดความระสําระสายทางใจไม่มีอะไรเป็ นหลักให้ยึดถือ เขารู ้ สึก ว่าคนเราเดียวนี อยากทําอะไรก็ทาไม่คานึงถึงคุณธรรมไม่คานึงถึงศาสนา ตัวอย่างเช่ น มีบางคนเห็นว่าควรปล่ อยให้ค น ํ ํ ํทําแท้งได้โดยเสรี เพราะเหตุวาถ้าไม่อนุญาตให้แพทย์ทาแท้งให้แก่ผมาร้ องขอแล้ว หญิงเหล่านีก็จะ ่ ํ ู้ไปหาหมอเถื อน ซึ งก่ อให้เ กิ ด อันตรายได้ม าก เรื องนี ครู ส งบอนาถใจมากทีจะให้ก ารฆ่าทารกบริ สุทธิ เป็ นสิ งทีถูกกฎหมาย คนเดียวนีไม่ยดหลักอะไรเลย จะเอาแต่สนุกท่าเดียว ึ แม้ครู สงบจะไม่รํารวยเหมือนเพือนบางคนเขาก็ ไม่ รู้สึกอะไร มีหลายครั งทีโอกาสได้เปิ ดให้ค รู สงบได้เ งิ น ก้อ นใหญ่ โดยที ต้อ งทําการทุจริ ต แต่เ ขาไม่เ คยคิ ดทีจะทํา เลย เขาคิ ดว่าเงิ น กับคุณธรรมมักจะเดินสวนทางกัน การเป็ นคนดีไม่จาเป็ นต้องเป็ นคนมังมีและมีความสุ ขสบายเสมอไป ํสําหรับเขาความดีเป็ นหลักประจําใจมิใช่ความสุ ข๑๑ ทีเกิดจากการแสวงหาทางวัตถุเ พือสนองความต้องการตน วิธีการคิดข้างต้นเป็ นวิธีการคิดเชิงจริ ยปรัชญาตามแนวทางของโสคราตีสทีเน้นความรอบรู ้ด้า นคุ ณธรรมเป็ นหลัก การทีคนจะมีคุ ณ ธรรมได้ ความสํ า คัญอยู่ ทีการรู ้ จก ตัวเองและสามารถ ัควบคุมตัวเองได้ มนุษย์ถารู้จกตัวเองดีพอและสามารถควบคุ มตัวเองได้ ถือว่าเป็ นผูมีค วามรอบรู ้ ้ ั ้ด้านคุณธรรมอย่างแท้จริ ง และจะเป็ นเหตุนามาซึ งความสุ ขหรื อสิ งดีงามอื นๆ แก่ ผู้รอบรู ้ โดยตรง ํเพราะคุณธรรมไม่เพียงแต่เป็ นความดีในตัวเองเท่านัน แต่ยงสามารถนําผลประโยชน์ต่างๆ มาให้ผู ้ ัปฏิบติคุณธรรมด้วย ดังทีโสคราตีสเชือว่า “เงินไม่ สามารถซือคุณธรรมได้ คุณธรรมต่ างหากจะเป็ น ัทีไหลมาซึ งเงินตราและอืนๆ”๑๒ ความกล้ าหาญ คําว่า “ความกล้ าหาญ” หมายถึง สิ งทีอยู่ตรงกลางระหว่างความบ้าบินกับความขลาดกลัวซึ งเป็ นความกล้าทีต่อสู ้กบความกลัว เป็ นการเอาชนะความกลัว แต่ไม่ใช่ ไม่รู้สึกกลัว ความกล้าหาญ ัเป็ นคุณธรรมของผูมีความพยายามเอาชนะความกลัว เป็ นการยืนหยัดในสิ งทีถูกต้องชอบธรรมและ ้เป็ นหน้าทีทีตนต้องทําและรับผิดชอบ ไม่ยอมให้ความกลัวมาขัดขวางความมุ่งมันของตน มีจิตใจ ๑๑ วิทย์ วิศทเวทย์, ปรัชญาทัวไป มนุษย์ โลก และความหมายของชีวต (กรุ งเทพฯ : อักษรเจริ ญทัศน์ ิ,๒๕๔๓), หน้า ๑. ๑๒ สถิต วงศ์สวรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๘.
  • 6. ๖ห้าวหาญ ตังมัน แม้ในภาวะวิกฤตก็ไม่ยอมสยบต่อแรงกดดันใดๆ ทีตนเห็นว่าไม่ถูก ต้องและชอบธรรม ดังที Mark Twain นักเขียนชาวอเมริ ก ันกล่าวว่า “การเป็ นคนกล้ าหาญไม่ ได้ หมายความว่ าเป็ นคนไม่ กลัว แต่ หมายถึงการกระทําในสิ งทีจําเป็ นต้ องทํา แม้ ว่าจะรู้ สึกกลัวก็ตาม”๑๓ โสคราตีสเป็ นนักปรัชญาทีมีความองอาจกล้าหาญยิง โดยเฉพาะกล้าทีจะยืน หยัดต่อสู้ ก บ ัความจริ ง ดังจะเห็นได้จากการเสนอหลักปรัชญาของเขาจะเน้นหนักในเรื องจริ ยธรรมโดยกระตุ ้นให้คนในสังคมเป็ นคนประพฤติดี ในทีสุ ดจึงไปขัดกับทัศนะของคนส่ วนมาก ซึ งได้รับอิ ทธิ พลจากกลุ่มโซฟิ สต์ ผลประโยชน์จงขัดกันกับกลุ่มผูมีอานาจและอิทธิ พลในกรุ งเอเธนส์ จึงถูกฟ้ องศาลใน ึ ้ ํข้อหายุยงส่ งเสริ มให้คนหนุ่มหัวรุ นแรงคิดนอกรี ตจากขนบประเพณีดงเดิม จึงถูกตัดสิ นให้ประหาร ัชีวตด้วยการบังคับให้ดืมยาพิษในฐานะบ่อนทําลายความมันคง ไม่ประสงค์ดีต่อสังคมเอเธนส์ และ ิบ่อนทําลายจิตใจเยาวชน โสคราตีส มีความกล้าหาญพอที จะประกาศว่าสิ งทีตนทําอยู่นนเป็ นสิ งที ัถูกต้องและเป็ นประโยชน์ต่อสังคมเอเธนส์ เขาเชื อว่า “ความจริ งย่อมไม่ หนี หาย ยอมตายดีกว่ าทรยศต่ อความจริ ง”๑๔ จึงยอมรับโทษอย่างวีรบุ รุษ ไม่สะทกสะท้านใดๆ พฤติ ก รรมอย่างนี เป็ นแบบอย่างหรื อเป็ นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญอย่างแท้จริ ง ความกล้าหาญเป็ นสิ งสําคัญสําหรับนักบริ หารมาก กล้าในสิ งทีควรกล้า กล้าทําในสิ งทีควรทํา คือกล้าอย่างมีเหตุผล และมีการตัดสิ นใจทีเด็ดเดียวทีจะกระทําในสิ งทีเป็ นประโยชน์ ต่อ องค์กรและส่ วนรวม ตัดเรื องผลประโยชน์ส่วนตัวออกไป ความกล้าในลักษณะนีจะช่วยให้สามารถเอาตัวรอดได้ดีและเป็ นประโยชน์ทงต่อตนและสังคม ั ความกล้า หาญนันเป็ นสิ งทีดี แต่ต้อ งเป็ นความกล้า ในสิ งทีถู กทีควรเท่านัน ต้องมี ความจริ งจัง จริ งใจ และไม่โลเล กล้าทีจะเผชิ ญหน้ากับปั ญหาทุ กรู ปแบบอย่างคนทีมีความเตรี ยมพร้ อ มอยู่ตลอดเวลา ข้อนีถือว่าเป็ นวิสัยทีสําคัญของผูทีมีความกล้าหาญ เมือเจอปั ญหาใหญ่ก็ไม่ หวันไหว ้ไปกับปั ญหานัน ถ้ามัวแต่กลัว ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปั ญหา หรื อมัวแต่คิดพึงคนอืนอยู่ตลอดเวลา ก็ไม่มีทางจะเอาตัวรอดได้ เพราะถึ งแม้จะมีค นคอยช่ วยเหลื ออยู่ต ลอดเวลา แต่ ก็มีสั ก ครั งทีต้อ งเผชิญหน้ากับปั ญหาคนเดียว แล้วเมือถึงเวลานันใครจะช่ วย และจะเอาชนะปั ญหาต่างๆ ได้อ ย่างไรถ้าไม่มีการเรี ยนรู ้ ทีจะเพิมความกล้าหาญให้กบตัวเองแล้ว ก็ไม่มีทางทีจะฝ่ าฟั นปั ญหาและอุปสรรค ัต่างๆ ได้ ความรู้ จักประมาณ คําว่า “ความรู้ จักประมาณ” หมายถึง การรู ้ จกเลือ กเดินทางสายกลาง ซึ งเป็ นการเลือกเอา ัส่ วนดีจากทังสองด้าน แล้วละทิงส่ วนทีไม่ดีทีเลยเถิดเกินไปของทังสองด้านนันเสี ย หมายความว่า ๑๓ http://www.wattana.ac.th/sadsanakit/annouce/courage.htm ๑๔ สถิต วงศ์ส วรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๙.
  • 7. ๗ธรรมชาติของสรรพสิ งมันมีทงเคร่ งเกินไป พอดี(สายกลาง) และหย่อนเกินเหตุ ถ้าจะเลือกแบบเคร่ ง ัสุ ดมันก็ตึงเกินไปอาจทําให้ให้ชีวตขาดสะบันได้ หรื อจะเอาแบบหย่อนยานมันก็หลวมเกิ นไป ทัง ิสองด้านนีจะทําให้ชีวตล้มเหลวตกหลุมตกบ่อไม่ราบรื นและเสี ยหลักในการดํารงชีวตในทีสุ ด ถ้าจะ ิ ิให้ดีทีสุ ดก็จงเลือกอย◌ู ◌่ตรงกลางระหว่างความสุ ดโต่งทังสองด้านนัน คือความพอดีนนเอง ั โสคราตีสถึงแม้จะเป็ นนักปรัชญาทีมีชือเสี ยงและมีความรู ้ ดีในวิทยาการแขนงต่างๆ แต่เขาก็ดารงชีวตอยูอย่างพอเพียงตามทางสายกลาง มีความเรี ยบง่าย ไม่สนใจการแต่งตัว ไม่สนใจใยดี ใน ํ ิ ่ลาภ ยศ สรรเสริ ญ สุ ขแบบชาวโลก อุทิศ ตนเพืออบรมสังสอนประชาชนให้เป็ นคนมีปัญญาและคุณธรรม การสอนวิทยาการต่างๆ ไม่มีการเรี ยกร้ องเก็บค่าตอบแทนเลย เพราะเขาเป็ นนักปรัชญาทีมีคุณธรรมสู งส่ ง มีความพอใจในความเป็ นนักปรัชญา จึงเป็ นทีรักของประชาชน คนทุกอาชี พชอบสนทนากับเขา แวดล้อมเขาเหมือนโสคราตีสเป็ นแม่เหล็ก ไม่ว่าเขาจะไปทีใดก็จะมีแต่คนเข้า มาหาเพือตักตวงเอาความรู ้ และคนเหล่านันได้กลายเป็ นศิ ษย์ของเขาในทีสุ ด เช่น พลาโต(Plato) เป็ นต้น มีคาของ อีหมิง ทีกล่าวไว้วา “สํ าหรั บผู้ทีรู้จักพอ แม้ จะยากจนข้ นแค้ นก็ยังมีความสุ ข ผู้ที ํ ่ไม่ รู้ จักพอแม้ว่าจะรํ ารวยมียศถาบรรดาศักดิก็ยังมีความทุกข์ หากต้ องการมีความสุ ข จะต้ องมีความพึงพอใจในสิ งทีตนเห็ นและมีอยู่ สามารถชืนชมกับ สิ งเล็กๆ น้ อยๆ ในชี วิตประจําวั นได้ โดยไม่ คิดน้ อยใจหรือคิดว่ าตนเองตําต้ อยด้ อยค่ า”๑๕ ผูทีจะมีความสุ ขได้นน คื อผู ้ทีพอใจในสิ งทีตนเองมี ขอ ้ ัเพียงแต่มีความพยายามในการทําให้ประสบความสําเร็ จก็เพียงพอ ไม่เป็ นทุก ข์เป็ น ร้ อนกับสิ งทีไม่สามารถจะหามาได้ และทําหน้าทีของตนให้ดีสุดไม่หวังผลเลอเลิศจนเกินความสามารถของตนเองรู ้ จกกําหนดขอบเขตของความปรารถนา สิ งใดทีควรได้ค วรมี ก็ จงพยายามทําให้สําเร็ จ สิ งใดเกิ น ักําลังก็จงยอมรับว่า แม้ยงไม่สามารถไขว่คว้ามาได้ก็จะหาหนทางในคราวต่อไป เมื อโอกาสมาถึงก็ ัพร้ อมทีจะตังใจกระทําในสิ งนันๆ ให้ดีทีสุ ดตามความรู ้ความสามารถของตน ความยุติธรรม คํา ว่า “ความยุ ติธรรม” หมายถึ ง ความเที ยงธรรม ความชอบธรรม ความชอบด้วยเหตุผล และสามารถแยกแยะได้วาอะไรคือผิด ชอบ ชัว ดี สําเร็ จมาจากคํา ๒ คํา คือ ยุติ และ ธรรม ่ตีความหมายตามตัวอักษรได้วา “เป็ นธรรมอันนําไปสู่ ความยุติคือจบลงทีเรืองราว” กล่าวคือผูรักษา ่ ้ความยุติธรรมนันต้อ งเป็ นผูสามารถชี แจงเหตุผ ลให้แก่ คู่กรณี จนเรื องราวนันๆ ยุติล งได้โดยไม่มี ้ความรู้ สึกแคลงใจใดๆ ความยุติธรรมจึงเป็ นสิ งทีช่วยให้คนเรารู ้ จกเสี ยสละเพือสังคมและความสงบ ัสุ ขของส่ วนรวม ทังช่วยให้สังคมธํารงอยู่ได้ โดยการให้ตามสิ ทธิ ของแต่ละคนอันจะพึงมีพึงได้ตามความชอบธรรม ๑๕ http://www.carefor.org/content/view/1543/153
  • 8. ๘ โสคราตีสได้ชือว่าเป็ นนักปรัชญาทีมีความยุติธรรมสู งส่ งท่านหนึ ง ดังจะเห็นได้จากเขากล้าทีจะคัดค้านคําสอนของกลุ่ มโซฟิ สต์ (Sophists) ซึ งเป็ นกลุ่มทีมีอิทธิ พลมากในสังคมกรี ก ยุค นันเพราะเขาเห็นว่าคําสอนของลัทธิ โซฟิ สต์เป็ นสิ งทีไม่มีความยุติธรรมและเป็ นภัยต่อสังคม ขืนปล่อยไว้ให้แพร่ หลายอยูเ่ ช่นนี คนจะไม่มีทียึด เหนี ยว ในเมือไม่ มีมาตรการความดี ทีแน่ นอนตายตัวเสี ยแล้ว ใครอยากจะทําอะไรก็ทาตามใจตัวเอง โดยอ้างว่าตนเห็น ชอบอย่างนัน เมือเป็ นเช่ นนี คนทีมี ํอํานาจก็จะถือโอกาสกดขีคนอืนให้อยู่ภายใต้อานาจได้ตามสบาย คนฉลาดก็จะเอาเปรี ยบคนโง่และ ํจะเกิ ดการสร้างอิทธิ พล ทุกคนแข่งขันกันกุมอํานาจอย่างปราศจากความรับผิดชอบ โสคราตีสเห็นว่าเสรี ภาพอย่างเลยเถิด เป็ นจุดบอดของประชาธิ ปไตย เพราะจะเปิ ดโอกาสให้คนเอารัดเอาเปรี ยบกันอย่างเสรี คนฉลาดจะฉกฉวยโอกาสใช้ช่องโหว่ของกฎหมายเอาเปรี ยบคนโง่ได้ คนทีมีตาแหน่ง ํหน้าทีจะใช่ เล่ ห์เ หลี ยมหลอกลวงเพื อเอาเปรี ยบประชาชนได้อ ย่า งเสรี ในทีสุ ดความหายนะจะตามมา เพราะจะแข่งขัน และเอาเปรี ยบกันจนลืมนึกถึงความปลอดภัยของสังคม ดังคําทีโสคราตีสกล่ าวไว้ว่า “สั งคมจะอยู่ได้ ต้องมี ความยุติธ รรม ความยุติธรรมจะมีได้ ต้อ งมี มาตรการเดี ยวกั นสํ าหรับตัดสิ นความจริงและความดี มาตรการสากลจะต้ องมีพืนฐานอยู่บนความจริ ง คนจะคิด ได้ตรงกันต้ องปราศจากกิเลสต้ องฝึ กสมาธิให้ กิเลสเบาบางลง”๑๖ ความยุติธ รรมตามทัศนะของโสคราตีสถือว่าเป็ นรากฐานของคุ ณธรรมทีดีงามในสังคมมนุษย์ ไม่มีความยุติธรรมใดเกิดขึนได้บนพืนฐานความมี อคติธรรม ไม่มีความสํ า เร็ จทีแท้จริ งหากปราศจากซึ งคุ ณธรรมแห่ ง ความยุติ ธ รรม ดังนัน เมื อไรก็ ตามทีความคิ ดภายในใจของคนเรามีความหวังร้ายต่อคนอืนแล้ว ก็ไม่สามารถจะตัดสิ นให้ผูหนึงผูใดให้ได้รับความชอบธรรมตามความ ้ ้เป็ นจริ งได้ แต่ควรมองย้อนกลับมาคิดอย่างมีเหตุผลด้วยความตระหนักว่า ความยุติธรรมนันเป็ นสิ งทีสามารถทําให้คนเราสามารถปฏิบติหน้าทีทุกอย่างเป็ นประโยชน์ทงแก่ส่วนรวมและต่อตนเองได้ ั ัสู งสุ ด การสร้ างนิสัยแห่งความยุติธรรมให้เกิดขึนในจิตใจของคนเราตามหลักการสร้ างความคิดทีมีเหตุผลจะนําพาชีวิตก้าวไปสู่ เป้ าหมายแห่งความสําเร็ จทีสมบู รณ์ได้ คุณลักษณะชี วิตทีวางอยู่บนรากฐานของความยุติธรรม เป็ นสิ งทีแสดงออกถึงความกล้าหาญ คือกล้าทีจะยืนหยัดอยู่บนฐานของความจริ ง กล่าวคือ การปฏิ เสธอารมณ์ ความรู ้ สึก ความพอใจส่ วนตัวหากสิ งนันตรงข้ามกับความจริ ง โสคราตีสมีคุณธรรมเหล่านีอย่างสมบูรณ์แบบ จึงกล้าทีจะยืนหยัดอยู่บนฐานแห่งความยุติธรรมพร้ อมทังนําคุณธรรมข้อนีมาเป็ นเครื องมือในการต่อสู ้กบความไม่เป็ นธรรมทีเห็นว่าเป็ นอันตรายต่อ ัสังคมจนกระทังยอมพลีชีพอย่างวีรบุรุษ ไม่สะทกสะท้านใดๆ พฤติกรรมอย่างนี เป็ น แบบอย่างทีดีควรเป็ นทียึดถือสําหรับอนุชนรุ่ นหลัง ๑๖ สถิต วงศ์ส วรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๔.
  • 9. ๙ ความกตัญ ู คําว่า “ความกตัญ ู” หมายถึง ความรู ้ คุณ กล่ าวคือความเป็ นผู้มีใจกระจ่าง มีสติ มีปัญญาบริ บูรณ์ รู ้อุปการคุณทีผูอืนกระทําแล้วแก่ตน ผูใดก็ตามทีทําคุณแก่ ตนแล้ว ไม่วาจะมากก็ตาม น้อย ้ ้ ่ก็ตาม เช่น เลียงดูสังสอน ให้ทีพัก ให้งานทํา เป็ นต้น ย่อมระลึกถึงด้วยความซาบซึ งอยู่เสมอ ไม่ลืมอุปการคุณนันเลย อีกนัยหนึง ความกตัญ ู หมายถึง ความรู้ บุญ หรื อ รู ้ อุปการะของบุญทีตนทําไว้แล้ว รู ้ วาทีตนเองพ้นจากภัยอันตรายทังหลายได้ดีมีสุข อยู่ในปั จจุบนก็เพราะบุญทังหลายทีเคยทําไว้ ่ ัในอดีตส่ งผลให้ จึงไม่ลืมอุปการะของบุญนันเลย และสร้ างสมบุญใหม่ให้ยิงๆ ขึนไป รวมความกตัญ ูจงหมายถึง การรู ้จกบุญคุณ อะไรก็ตามทีเป็ นบุญ หรื อมีคุณต่อตน แล้วก็ตามระลึกนึกถึงด้วย ึ ัความซาบซึ งไม่ลื มเลย คนมี ค วามกตัญ ูถึ งแม้จะนัยน์ ตาบอดมืดทังสองข้า ง แต่ ใจของเขาใสกระจ่างยิงกว่าดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ รวมกันเสี ยอีก โสคราตีสนับว่าเป็ นนักปรัชญาทีมีความกตัญ ูเป็ นเลิศโดยเฉพาะต่อชาติ ดังจะเห็นได้จากภาพลักษณ์ทีเขาแสดงออกถึงความรั กชาติ ห่ วงใยชาติ เกลงว่าชาติจะถูก กลืนหรื อถูก ทําลายด้วยหลักคําสอนของลัทธิ โซฟิ สต์ เขาใช้หลักปรัชญาในการชี แจงและหัก ล้า งคําสอนของกลุ่มโซฟิ สต์เพือให้สั งคมโดยเฉพาะวัย หนุ่ มสาวได้เ ข้า ใจและเข้า ถึ ง หลักความรู ้ คู่ คุณ ธรรม การปฏิ บติก ารัดังกล่าวนับว่าเป็ นอันตรายยิง เพราะไปขัดกับกลุ่มผลประโยชน์เดิ มซึ งมีอิ ทธิ พลทางด้านการเมืองเขาจึงโดนกลันแกล้งจนกระทังถึงแก่ชีวิต การประหารชีวตโสคราตีสถือว่าเป็ นตราบาปอันหนึ งใน ิหน้าประวัติศาสตร์ ของประชาธิ ปไตยกรี กทีใช้ระบบเผด็จการโดยเสี ยงข้างมากมาเป็ นเครื องมือในการประหารชีวตโสคราตีส และการตายของโสคราตีสในครังนันเป็ นการแสดงออกถึงความกตัญ ู ิทีมีต่อความรักชาติอย่างเปี ยมล้น อาจกล่าวได้วาเป็ นการยอมตายเพือชาติโดยแท้ ่ คัมภีร์กตัญ ูของจีนกล่าวไว้วา “ความกตัญ ูเป็ นรากฐานของคุณธรรมทังปวง”๑๗ นันคือ ่คนทีจะมีคุณธรรมได้นน ก่อนอืนจิตใจของเขาจะต้อ งเปี ยมไปด้วยคุ ณธรรม คือ เป็ นคนดี ซื อสัตย์ ัสุ จิต สง่าผ่าเผย การทีคนเราจะมี ความคิดใฝ่ ดี ตังใจทําความดีสร้ างสมคุณธรรมให้เกิ ด ขึนในตัวเป็ นสิ งทีเกิดขึนได้ยาก แต่ทียากยิงกว่านันก็คือ ทําอย่างไรจึงจะรั กษาความตังใจทีดี นนไว้ โดยไม่ ัท้อถอยไม่เลิ กกลางคัน เพราะในการทําความดีย่อมมีอุปสรรค มี ปัญหาขัดขวางมากมาย ไหนจะปั ญหาภายนอกจากคนรอบข้าง จากสิ งแวดล้อม ไหนจะปั ญหาภายในจากกิ เลสรุ มล้อ มประดังกันเข้า มา เราจะเอาตัวรอด ยืนหยัดสู ้ ปัญหาทังหลายทีเข้ามาผจญได้โดยไม่ ทอถอย ก็ต้องมีสิงทียึด ้เหนี ยวใจไว้ นันคือความกตัญ ู พืนฐานในการคิดเรื องความกตัญ ูสามารถยกตัวอย่างวิธีการคิดได้ดงนี : เวลาเด็กไปเรี ย น ัหนังสื อบางครังแม้จะยากแสนยากถึงกับคิดท้อถอยจะเลิกเสี ยกลางคัน เพือนฝูงบางคนชวนไปเทียวเตร่ เฮฮา ดูน่าสนุกกว่ามาก แต่เมือนึกถึงคุณพ่อคุณแม่ คิดว่าท่านอุตส่ าห์ทะนุถนอมเลียงดูเ รามาจน ๑๗ http//pyramidtennis.com/variousnews/variousnews-detail.php? variousnews_id=1&lang=th
  • 10. ๑๐เติบใหญ่ ลําบากลําบนในการทํามาหากิ น เพือส่ งเสี ยให้เราได้เล่าเรี ยน ท่านฝากความหวังไว้ก บตัว ัเรา อยากเห็นตัวเราได้ดีมีความเจริ ญก้าวหน้าในชีวต พอคิดได้เท่านี ความกตัญ ูก็จะเกิ ดขึน มีแรง ิสู ้ มีกาลังใจ แม้จะยากแสนยาก แม้จะเหนือยแสนเหนือย ก็กดฟั นสู ้มุมานะ ตังใจเรี ยนให้ดีให้ได้ ไม่ ํ ัยอมประพฤติตวไปในทางเสื อมเสี ยแก่ วงศ์ตระกูล ความกตัญ ูจึงเป็ นคุณธรรมทีสําคัญยิงทีจะ ัประคองใจของเราให้ดารงคงมันอยู่ในคุณธรรมอันยิงๆ ขึนไป ํจริ ยศาสตร์ ตามทัศนะพุทธปรัชญาเถรวาท หลักจริ ยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาทมีฐานความคิดคล้ายกับโสคราตีสตรงที สอนให้ค นประพฤติดี เน้นความรู ้ คู่ คุณ ธรรม หรื อ วิชชาจรณะสัมปั น โน แต่ คา ว่า “วิชชา” หรื อ “ความรู้ ” ํในทางพุทธปรัชญานัน หมายถึงความรู ้ แจ้ง ซึ งเป็ นความรู ้ทีเกิดจากญาณ หรื อความรู้ดีรู้ชว มิใช่เป็ น ัความรู้ ชนิดศิลปวิทยาการต่างๆ เพราะความรู ้ เหล่านัน เป็ นเพียงความรู ้ดานศิลปะเท่ านัน๑๘ ส่ วนคํา ้ว่า “จรณะ” หรื อ “จริ ยศาสตร์ ” หมายถึงการปฏิบติอนเป็ นแนวทางบรรลุวชชาหรื อวิธีการปฏิ บติที ั ั ิ ัจะเข้าถึงความสมบูรณ์ในระดับภูมิชนของคุณธรรมในระดับต่างๆ มีความสํารวมในอินทรี ย์ คื อ ตา ัหู จมูก ลิน กาย ใจ มีความละอายแก่ใจในการกระทําบาป มีความเกรงกลัวต่อบาปทุจริ ต สะดุ ้งกลัวทีจะกระทําบาป และผลของบาป และมีความเพียรพยายามเป็ นเครื องกล้าหาญ ต้านอุปสรรคศรัตรู ๑๙เป็ นต้น สาระแห่งจรณะหรื อจริ ยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาท เรี ยกว่า “จริ ยธรรมหรือศี ลธรรม”นันคือผูใดประกอบให้มีขึนในตนได้ จัก อํานวยประโยชน์อย่างไพศาล อย่างเช่ นคํากล่าวที ว่า สี ล ้สัมปทา ผูสมบูรณ์ดวยศี ล ย่อมเป็ นผูมนคง คงที ไม่หวันไหว คนจิตใจไม่ มีศีล ก็ ย่อมขาดคุณธรรม ้ ้ ้ ัคิดทําร้าย เบียดเบียน รังแกผูอืน คิดอยากจะได้ของผูอืน แม้เขาไม่ให้ก็หาอุบายเอาในทางมิชอบ คิด ้ ้อยากจะได้สมบัติอนเป็ นทีหวงแหนของผูอืน ไม่ใคร่ ยนดีในสิ ทธิ หน้าทีของตน คิดแต่จะใช้ลินเล่ห์ ั ้ ิเพทุ บายให้ผู้อื นหลงเชื อ หรื อ คิดแต่จะได้เ สพสิ งทีทํา ลายสติ สัมปชัญ ญะของตน เมือไม่ ได้ดง ัต้องการ ก็หาทางทําลายซึ งกันและกัน หมดความเป็ นระเบียบเรี ยบร้ อย หมดความเป็ นสง่าราศี ไม่วา ่จะเป็ นสตรี หรื อบุรุษก็เช่นกัน ดังทีปราชญ์กล่าวไว้วา “อันสตรี ไม่ มีศีลก็สินสวย บุ รุษ ด้ วยไม่ มี ศีลก็ ่สิ นศรี เป็ นสมณะไม่ มีศีลก็สินดี เป็ นข้ าราชการศีลไม่ มีกาลีเมือง” นีแสดงให้เห็นว่า ชนทุกระดับชันจะอยูกนด้วยความร่ มเย็นเป็ นสุ ขได้ ก็เพราะแต่ละคนเห็นคุณค่าของจริ ยธรรมทีจําเป็ นต้องประพฤติ ่ัร่ วมกันในฐานะเป็ นสัตว์สังคมทีมีเหตุผลและสามารถสร้ างคุณธรรมให้เกิดขึนในจิตใจตนได้ เมือมี ๑๘ พระครู วิวิธธรรมโกศล (ชัยวัฒน์ ธมฺมวฑฺฒโน),มุทิตานุสรณ์ พระครูวิวธธรรมโกศล (กรุ งเทพ ฯ : ิมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔), หน้า ๓๙๘. ๑๙ เรืองเดียวกัน, หน้า ๓๙๙ – ๔๐๐.
  • 11. ๑๑จริ ยธรรมและการปฏิบตตามกฎแห่งจริ ยธรรมทีถูกต้องแล้ว จัดได้วาเป็ นผูมีระเบียบทังกาย วาจา ใจ ัิ ่ ้อันไม่เป็ นพิษภัยแก่กนและกัน ัแนวปฏิบัติตามหลักจริยศาสตร์ ของพุทธปรัชญาเถรวาท พุทธปรัชญาเถรวาทได้วางหลักการปฏิบติตามหลักจริ ยศาสตร์ ไว้หลายระดับด้วยกัน แต่ที ัเป็ นหัวใจสําคัญนันมีอยู่ ๓ ระดับด้วยกัน คือ ๑. การไม่ทาบาปทังปวง(สพฺพปาปสฺ ส อกรณํ) ํ ๒. การทํากุศลคือความดีให้พรังพร้อม(กุสลสฺ สูปสมฺ ปทา) ๓. การทําจิตให้ผ่องแผ้ว(สจิตฺตปริ โยทปนํ) หลักธรรมปฏิบติทง ๓ ระดับข้างต้น เป็ นหลักจริ ยศาสตร์ ตามแนวพุทธปรัช ญาเถรวาททีมี ั ัจุดมุ่งหมายเพือให้ผูปฏิ บติงดเว้นจากอกุศลกรรม (บาปกรรม) ทังปวง เพราะอกุศลกรรมทีได้กระทํา ้ ัลงไปทังในทีลับหรื อทีแจ้ง ไม่ให้ผลเป็ นคุณแต่ประการใด มีแต่ให้ผลเป็ นโทษ เป็ นทุกข์เดือดร้ อ นทังในปั จจุบ ันและอนาคต และเมื องดเว้น จากการกระทําอกุ ศลกรรมโดยเด็ดขาดแล้ว ต้องมีการปฏิบติโดยการตังความเพียรหมันประกอบบุญกุศล เพราะบุญเป็ นธรรมชาติทีชําระสั นดานของตน ัให้สะอาด มีลกษณะสงบร่ มเย็น เป็ นสุ ข ไม่ให้ผ ลเป็ นโทษเป็ นทุกข์เดือดร้ อ นแต่ประการใด และ ัจากนันเป็ นการฝึ กจิตให้สะอาด บริ สุทธิ ปราศจากอาสวกิเลส ทังอย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียด อันเป็ นจุดมุ่งหมายทีสําคัญทีสุ ดในการปฏิ บติตามหลักจริ ยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาท ั พุทธปรัชญาเถรวาทได้กาหนดหลักปฏิบติตามแนวจริ ยศาสตร์ในฐานะทีมีหลักคําสอนเน้น ํ ัในเรื องของกรรมคือการกระทําของแต่ละบุคคลว่ามีผลต่อความเสื อมและความเจริ ญของชี วต โดย ิให้พิจารณาพฤติกรรมของบุคคลว่าดีหรื อชัวอยู่ทีการกระทํา เช่นการปฏิ บติตามหลักศีล ๕ ซึ งถือว่า ัเป็ นมาตรฐานวางไว้สําหรับกําหนดวัดความประพฤติของมนุษย์ในขันความเป็ นกัลยาณชน หรื อ ทีเรี ย กว่า “มนุ ษ ยธรรม” ส่ วนผู ้ทีมีค วามประพฤติตํากว่ามาตรฐานนี ถื อ ว่ายังไม่เ ป็ นมนุ ษ ย์โ ดยสมบูรณ์แบบและไม่น่าไว้ใจ๒๐ ในพฤติกรรมหรื อการกระทํา เพราะยังเป็ นบุคคลทีมีสั ญชาตญาณคล้ายสัตว์เดรัจฉานทัวไป นอกจากนี จริ ยศาสตร์ ในพุทธปรัชญาเถรวาทยังได้กล่าวถึงคุณธรรมทีมนุษย์ตองประพฤติ ้ร่ วมกันในระหว่างบุคคล ซึ งมีความคล้ายคลึงกับหลักจริ ยปรัชญาของโสคราตีสทีว่าด้วยเรื องความรอบรู้ ความกล้าหาญ ความรู ้ จกประมาณ ความยุติธรรม และความกตัญ ู ซึ งคุณธรรมเหล่านีมี ัหลักปฏิบติในพุทธปรัชญาเถรวาททังสิ น และในทีนีจะได้กล่าวเฉพาะหลักพุทธจริ ยศาสตร์ ในส่ วน ัทีเห็นว่ามีความสอดคล้องกับจริ ยปรัชญาของโสคราตีส ประกอบด้วย ๒๐ สนิ ท ศรี สาแดง, ปรัชญาเถรวาท (กรุ งเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๔), หน้า ๒๕๑. ํ
  • 12. ๑๒ ๑. วิชชาจรณสั มปันโน ๒. หน้ าทีรั บผิดชอบ ๓. มัชฌิมาปฏิปทา ๔. กรรม ๕. กตัญ กตเวที ู คุณธรรมเหล่านีเป็ นส่ วนหนึงของพุทธจริ ยปรั ชญาเถรวาท ทีทําให้ผู้ประพฤติตามมีจิตใจผ่องใสเป็ นปกติ มีความเห็นถูกต้องชอบธรรม ยึดถือความถูกต้องเป็ นหลัก และสามารถดําเนินชีวต ิอยู่ได้ดวยปั ญญาหรื อทีเรี ยกง่ายๆ ว่า “ผู้ร้ ู ” ซึ งประกอบไปด้วย ความเป็ นผูรู้ดี คือรู ้ ว่าอะไรดี อะไร ้ ้ชัว ความเป็ นผูรู้ถู ก คื อรู ้ ว่าอะไรถู ก อะไรผิด และความเป็ นผูรู้ชอบ คือ รู้ ว่าอะไรบาป อะไรบุญ ้ ้อะไรคุณ อะไรโทษเป็ นต้น ซึ งจะอธิ บายในแต่ละข้อดังต่อไปนี วิชชาจรณสั มปันโน คําว่า “วิชชาจรณสั มปันโน”๒๑ หมายถึง ความถึงพร้ อมด้วยวิชชาและจรณะ คือสมบูรณ์ดวย ้ความรอบรู ้ และความประพฤติอย่างครบถ้วน ทีว่าวิชชาหรื อความรู ้ นน หมายเอาความรู ้ ดีรู้ชว ซึ ง ั ัเป็ นความรู ้ประเภทคุณธรรมทีเกิ ดจากการฝึ กฝนจิตจนเกิดเป็ นสัมมาทิฐิ ทีพร้อ มจะแสดงพฤติกรรมออกมาเป็ นสัมมาปฏิ บติ ส่ วนจรณะหมายเอาความประพฤติทีถูกต้อ งดี งาม มีระเบียบวินัยอยู่ใน ักรอบกฎกฏิ กาของสังคม ไม่ สร้ างความเดือดร้ อนเบียดเบียนตนเองและผูอื นให้ลาบากยากแค้น ้ ํรวมทังให้สามารถกระทําความดีได้สะดวก จนบรรลุเป้ าหมายสุ ดท้ายของชีวต เช่น ฆราวาสผูครอง ิ ้เรื อนทัวไปควรถือศี ล ๕ อุบาสก อุบาสิ กา ต้องถือศีล ๘ สามเณรถื อศี ล ๑๐ และภิ กษุถือ ศี ล ๒๒๗เป็ นต้น ความถึงพร้ อมด้วยวิชชาและจรณะในพุทธปรัชญาเถรวาทนี ถ้ากล่าวโดยหลักปฏิ บติทวไป ั ัในเชิ งจริ ยศาสตร์ ก็มีเนือหาสอดคล้องกับหลักจริ ยปรัชญาของโสคราตีสทีว่า “ความรู้ ค่ คณธรรม” ู ุ ความถึงพร้ อมด้วยความรู ้และความประพฤติ(ความรู ้ดีและความประพฤติดี) จะเกิ ดขึ นได้ต้องอาศัยหลักคุณธรรมประกอบความรู ้ ถ้ามีเฉพาะความรู้หรื อวิชาการทัวไปแต่ ข าดคุ ณธรรมก็ไม่ถือว่าเป็ นความรู ้ ทีแท้จริ ง แต่จะกลายเป็ นความรู ้ ประเภทสุ นขหางด้วนคือขาดสติคอยทําหน้าทีเป็ น ัหางเสื อควบคุมนาวาจิตทีคิดในทางอกุศลกรรม เช่ น บางคนมีความรู ้ มากมาย แต่ทาไมถึงโกงกิ น ํ ๒๑ วิชชาจรณสัมปันโน : เป็ นพระนามของพระพุทธเจ้า และเป็ นบทพุ ทธคุณ บทหนึ งในจํานวน ๙ บททรงมีวชชา ๓ และวิชชา ๘ และจรณะ ๑๕ อย่างสมบูร ณ์ ความถึงพร้ อมด้วยวิชชา สร้ างความเป็ นสัพ พัญ ูให้ ิพระพุทธเจ้า ส่วนความถึงพร้อมด้วยจรณะ สร้างความเป็ นผูกอรปด้วยพระมหากรุ ณาธิ คณแก่พระพุทธเจ้า คือเมื อ ้ ุพระองค์ทรงรู ้สิงที เป็ นประโยชน์และไม่เป็ นประโยชน์ดวยความเป็ นสัพ พัญ ู แล้วทรงเว้นสิ งทีไม่เป็ นประโยชน์ ้ทรงชักนําแต่ในสิ งทีเป็ นประโยชน์ ด้วยความเป็ นผูกอรปไปด้วยพระมหากรุ ณาธิ คณแก่สตว์โลกทังปวง ้ ุ ั
  • 13. ๑๓บ้านเมือง ทําไมเอารัดเอาเปรี ยบผูอืน นันเป็ นเพราะเขามีความรู ้ แต่ขาดคุณธรรม ยิงรู้ มากเท่าไร ก็ยง ้ ิเห็นแก่ตวหรื อเอาเปรี ยบผูอืนชนิดซ่อนเร้นมากเท่านัน ั ้ ความรู้ และความประพฤติ(ความรู ้ -คุณธรรม) จะเกิ ดขึนได้ตองอาศัยปั จจัยหลายอย่าง แต่ใน ้ทีนีจะเสนอหลักคุณธรรมข้อหนึง คือความอ่อนน้อมถ่อมตน(มัททวะ)๒๒ เพือลดทิฐิ มานะในการน้อมรับเอาความรู ้ ความสามารถของผูอืนทีเขามีดีในส่ วนนันๆ มาเป็ นจุดแข็งในการดําเนินกิจกรรม ้ต่างๆ ของตน อย่างเช่นสมัยโบราณนักปกครองมักจะมีกุนซื อ(ทีปรึ กษา) ในด้านตางๆ เพือให้งานการปกครองหรื อบริ หารเป็ นไปอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ เช่ น เล่า ปี ในเรื องสามก๊ก ก็เ ป็ นผูน ําอีก ท่าน ้หนึงในประวัติศาสตร์ จนทีประสบผลสําเร็ จในด้านการปกครองด้วยการใช้หลักคุ ณธรรมคือ ความ ีอ่อนน้อมถ่อมตน ดังจะเห็นได้จากเขาสามารถเชิญขงเบ้งผูหยิงทรนงมาช่ วยงานจนตลอดชี วิตการ ้เป็ นผูนาของเขาอย่างน่าทึง ้ ํ ขงเบ้ ง เป็ นนักปราชญ์ทีถือตัวมากอยู่ทีภูเขาโงลังกัง ในสมัยทีจีนแตกเป็ นสามก๊กผูมีวาสนา ้แย่งอํานาจกันเป็ นใหญ่ แต่ละก๊กก็พยายามทีจะรวบรวมคนดีมีฝีมือมีสติปัญญาไว้เป็ นพรรคพวก ขงเบ้งได้รับการติดต่อจากผูมีอานาจหลายคนแต่ไม่มีใครสมหวัง แต่แล้วอยู่ต่อมาปรากฏว่า ขงเบ้งต้อง ้ ํออกจากบ้านเดินตามหลังเล่าปี มาร่ วมวางแผนทําสงครามให้เล่าปี จนตลอดชีวต แม้เ ล่ า ปี จะหนี ตาย ิออกไปก่ อ น ขงเบ้ง ก็ไม่ยอมทอดทิงบุตรของเล่ าปี ทีเป็ นดัง นี น่ าสงสัยว่า เล่า ปี มีดี อะไรหรื อจึงสามารถเอาชนะจิตใจของขงเบ้งได้ สิ งทีเล่าปี สามารถเอาชนะใจของขงเบ้งได้น น ไม่ใช่ เล่ ห์ก ระัเท่ ห์ อ น ลึ ก ซึ ง หรื อ เวทมนต์ค าถา หรื อ กําลัง ภายในทังสิ น แต่ สิ งนันก็ คื อ “มื อ สิ บ นิ ว” ทีเล่ า ปี ัประคองประนมด้วยความรู ้สึกอันซื อสัตย์สุจริ ตนี เอง เล่าปี ได้ชือว่าเป็ นผู ้ยิงใหญ่ ทีมี มารยาทงามทีสุ ด อ่อนน้อมถ่อมตน จนได้ชือว่าผูพนมมือสิ บทิศ จะเรี ยกว่าเล่าปี สร้ างชี วต สร้ างอํานาจวาสนา ้ ิบารมีสํา เร็ จด้วยการพนมมือ สิ บนิ วก็ ไ ม่ ผิด ความอ่ อนน้อ มถ่อ มตนจึงถื อว่าเป็ นมนต์ข ลังอัน ๒๓ศักดิสิ ทธิ ของมนุษย์ทงหลาย ขงเบ้งผูหยังรู ้ ฟ้ามหาสมุทรทีต้องสยบต่อเล่าปี ก็เพราะมนต์อนนีแหละ ั ้ ัโบราณจึงถือกันว่า “ให้ อ่อนน้ อมเหมือนเล่ าปี ซื อสั ตย์เหมือนกวนอู รอบรู้เหมือนขงเบ้ ง เก่ งเหมือนไกรทอง คล่ องแคล่ วเหมือนอิเหนา” เมือศึกษาจริ ยวัตรของเล่าปี จะเห็นได้วา ท่านมีหลักมัททวะอยู่ในตัวอย่างสมบูรณ์แบบ คือ ่การไม่แสดงออกถึงความสามารถทีตัวเองมีอยูให้ผูอืนทราบเพือข่มผูอืน ซึ งก็ตรงกับหลักธรรมอีก ่ ้ ้ ๒๒ มัททวะ : ความถ่อมตนในความหมายทางโลก คื อความอ่อนโยนต่อบุคคลอื นในสังคม อัน เป็ นมารยาทที บุ คคลในสั ง คมจะพึ ง ปฏิ บ ัติต่อกัน เพื อผลดี ในทางสัง คม ส่ ว นความถ่อ มตนในทางธรรมนัน มีความหมายกว้างขวางมาก คือหมายถึงความสามารถโอนอ่อนผ่อนตาม น้อมไป หรื อเปลียนไปในทางแห่ งความดีทําให้เกิดการผสมผสานกันอย่างดีในทางการงานและบุคคลแก่บุคคลทุกระดับชีวิต ๒๓ พระพุทธวรญาณ (มงคล วิโรจโน), เก็บเล็กผสมน้ อย (กรุ งเทพ ฯ : มหาวิท ยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๘), หน้ า ๖๑.
  • 14. ๑๔ข้อหนึงในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ นิวาโต แปลว่า การไม่พองลม การเอาลมออก คือเอามานะทิฐิออก มีความสงบเสงียม เจียมตน ไม่เบ่ง ไม่ทะนงตน ไม่มีความมานะถือตัว ไม่อวดดือถือดี ไม่ยโสโอหัง ไม่ดูถูกเหยียดหยามใคร ไม่ก ระด้าง ไม่เย่อ หยิง จองหอง กล่ าวได้ว่าเป็ นลัก ษณะของผู้มีความรู้ และคุณธรรม หรื อเป็ นผูถึงพร้ อมด้วยวิชชาและจรณะ ๒ ประการ คือ ้ ๑. คบกัลยามิตร คือคบคนดี จะได้คอยแนะนําเตือนสติเราให้ประเมินค่าของตนเองถูกต้องตามความเป็ นจริ ง คอยแนะนําปลูกสร้ างนิสัยดีๆ ให้กบเรา ไม่คบคนประจบสอพอ ซึ งจะพาเราไป ัในทางเสี ย นอกจากนีจะต้องแสดงความเคารพบูชาบุคคลทีควรบูชาเสมอๆ เราจะได้ตระหนักเสมอว่า ผูทีมีคุณธรรมสู งกว่าเรายังมีอยู่ ้ ๒. มีโยนิโสมนสิ การ คือรู ้จกคิดไตร่ ตรอง เช่น พิจารณาว่า อุจจาระ ปั สสาวะของเราก็เหม็น ัเหมือนกับของคนอืนๆ เขา เราเองก็ไม่ได้อยูคาฟ้ า ถึงจะเก่งอย่างไร ในทีสุ ดก็ตองตายเหมือนกัน ตัว ่ ํ ้เราไม่ได้วเิ ศษเหนือไปกว่าคนอื นเลย สิ งใดทีเป็ นข้อ ถือตัวของเรา เช่ น ชาติตระกู ล ฐานะ รู ปร่ างหน้าตา ตําแหน่งหน้าทีการงาน บริ วาร ให้หมันนําสิ งนันมาพิจารณาเนื องๆ ว่าสิ งเหล่านันไม่เทียงแท้ ไม่จีรังยังยืน ไม่ได้อยูกบเราตลอดไป ่ั หน้ าทีรับผิดชอบ คําว่า “หน้ าทีรับผิดชอบ” หมายถึง หน้าทีทีได้รับมอบหมายให้ทาจะหลีกเลียงละเลยไม่ได้ ํในทางจริ ยธรรมเรี ยกว่า “หน้ าทีทางศีล ธรรม” ซึ งทุก สัง คมย่ อมกํา หนดหน้า ทีทางศี ลธรรมไว้สําหรับปฏิบติ หน้าทีทางศีลธรรมต่างจากหน้าทีตามกฎหมาย เพราะไม่มีการตราเป็ นข้อบังคับ หรื อ ัลายลัก ษณ์ อ ก ษร แต่ถื อ เป็ นธรรมเนี ย มปฏิ บติ ผู ้ทีละเมิ ด หรื อ ละเลย แม้จ ะไม่ถู ก ลงโทษตาม ั ักฎหมาย แต่ก็ถูกตําหนิติเตียนจากสังคม หรื อถึงกับไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย คําว่า “รั บผิด” ในความหมายเชิงจริ ยศาสตร์ ไม่ใช่ หมายถึงการรับโทษหรื อถูกลงโทษอย่างใดอย่างหนึง แต่เ ป็ นการยอมรับความผิดพลาดของตนเองโดยใจจริ ง ส่ วนคําว่า “รั บชอบ” ไม่ได้หมายถึง การได้รับรางวัล หรื อ รั บคําชมเชย แต่หมายถึ งการยอมรั บความถู กต้อ ง อันได้แ ก่ ค วามถูกต้องตามความมุ่งหมาย ถูก ต้อ งตามหลักวิชาการ และถู ก ต้องตามหลักวิธีการ อันจะก่ อให้เกิดประโยชน์ทาให้รู้วา จะทําให้งานเสร็ จสมบูรณ์ได้อย่างไร จักได้ถือปฏิบติต่อไป ํ ่ ั ในจริ ยปรัชญาของโสคราตีสเรี ยกหน้าทีรับผิดชอบนี ว่า “ความกล้ าหาญ” คือกล้าในสิ งทีควรกล้า กล้าทําในสิ งทีควรทํา แต่ต้องเป็ น ความกล้าอย่างมีเหตุ ผลและมีก ารตัดสิ นใจทีเด็ดเดียวความกล้าในลักษณะนีจะช่ วยให้สามารถเอาตัวรอดได้ดีเป็ นประโยชน์ทงต่อตนเองและส่ วนรวม ถ้า ัไม่กล้าเผชิ ญหน้ากับปั ญหาหรื อมัวแต่คิดทีจะพึงคนอืนอยู่ตลอดเวลา ก็ ไม่มีทางจะเอาตัวรอดได้เพราะถึงแม้จะมีคนคอยช่ วยเหลืออยู่ต ลอดเวลา แต่ก็ตองมีสักครั งทีต้อ งเผชิ ญหน้ากับปั ญหาคน ้เดียว แล้วเมือถึงเวลานันจะสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างไร
  • 15. ๑๕ ความกล้าหาญในหน้าทีรั บผิดชอบในเชิ งจริ ยธรรมถือว่ามีความสํ าคัญยิง เพราะเป็ นการเลือกกระทําในสิ งทีถูกต้องและสมเหตุสมผลทีสุ ด เช่น ความกล้าหาญต่อหน้าทีของตน ต้องปฏิบติ ัหน้าทีให้จริ งจัง ไม่ละทิงหน้าที ไม่ปัดความรับผิดชอบในหน้าที ไม่แกล้งทําลายหน้าที โดยเอางานอืนมาบังหน้า แต่ถือหน้าทีรับผิดชอบเป็ นสําคัญ อีกประการหนึงคือ ความรับผิดชอบต่อความดี ซึ งถือว่าเป็ นยอดของหน้าทีทีรับผิดชอบ และคําว่า “ความดี” มีใช้กันอีกศัพท์หนึ งว่า “ธรรม” ได้แก่การรักษาธรรมไว้ เช่น ความเทียงธรรม ความยุติธรรม ความชอบธรรม และ ความเป็ นธรรม ในทุกๆ กรณี ของการปฏิบติหน้าที ั มัชฌิมาปฏิปทา คําว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หมายถึง การปฏิ บติตนพอดี เป็ นทางเปิ ดดวงตาทีมืดไม่เห็น แสง ัสว่าง เปิ ดความหนวกทีไม่ได้ยิน ให้ได้ยิน เป็ นทางนําไปสู่ ความไม่เหน็ดเหนื อย เป็ นทางนําไปสู่ความรู ้ แ ละความหลุด พ้น เรี ยกว่า “นิ พพาน” หรื อ “บรมสุ ข” ทางที เรี ย กว่า มัช ฌิ มาปฏิ ปทาประกอบด้วยการกระทํา ๘ ประการ(มรรค ๘ - อัฏฐังคิกมรรค) คือมีศ รั ทธาถูกทาง มีก ารพิจารณาถูก มีการปราศรัยถูก มีการกระทําถูก มีความเป็ นอยู่ถูก มีค วามเพียรถูก มีความคิดถู ก และมีสมาธิถู ก ทาง๒๔ ในจริ ย ปรั ช ญาของโสคราตีส เรี ยกคุ ณธรรมข้อ นี ว่า “ความรู้ จั ก ประมาณ” ซึ งก็ มีความหมายสอดคล้องกับหลักมัชฌิมาปฏิ ปทาหรื อทางสายกลางในพุทธปรัชญาเถรวาทนันเอง แท้จริ ง มนุษ ย์เรานันมักจะมีความโน้มเอียงไปในทางสุ ดโต่งสองทาง คื อสุ ดโต่งในทางความคิดและสุ ดโต่งในทางปฏิ บติ เช่ น ในยุค หนึ งมนุ ษย์พากันเพลิดเพลิ นมัวเมาในการแสวงหา ัความสุ ขเนื อหนัง โดยให้ความสําคัญกับการบํารุ งบําเรอร่ างกายมากจนเกิ นพอดี และในยุคนันมนุษย์จะไม่เห็นความสําคัญทางจิตใจเลย ซึ งทางพุทธศาสนา เรี ยกว่า “กามสุ ขัลลิกานุ โยค” ต่ อ มาในอีกยุคหนึง มนุ ษย์บางพวกมีความรู ้สึกเบือหน่าย รังเกียจความสุ ขทางร่ างกาย แล้วพากันแสวงหาความสุ ขทางด้านจิตใจอย่างเต็มที ยอมสละความสุ ขทางร่ า งกายโดยสิ นเชิ ง บางครั งถึงกับทรมานร่ างกายด้วยวิธีการต่างๆ เพือให้ตนบรรลุภาวะสู งสุ ดด้านจิตใจ แล้วกลายเป็ นการเสพติดทางจิตไปซึ งทางพุทธศาสนาเรี ยกการปฏิบติรูปแบบนี ว่า “อัตตกิลมถานุโยค” การแสวงหาความจริ งแบบสุ ด ัต่างทังสองด้านนี พุทธศาสนาได้ปฏิเสธโดยสิ นเชิง เพราะไม่เอือประโยชน์ใดๆ ต่ อ การปฏิ บติเพือ ับรรลุ คุ ณ ธรรมหรื อ การดํา เนิ น ชี วิต ของมนุ ษ ย์ทุก ๆ ด้าน จึง บัญญัติรู ปแบบการปฏิ บติ ใหม่ว่า ั“มัชฌิมาปฏิปทา” แปลว่า ทางสายกลาง ซึ งเป็ นทางปฏิบติทีอยู่ตรงกลางระหว่างทางสุ ดโต่งทังสอง ัอันจะทําให้เกิดความพอดีและปฏิ บติตรงกับความเป็ นจริ งทีสุ ด ั หลักมัชฌิมาปฏิปทาของพุทธปรั ชญาเถรวาทและหลักความรู ้ จก ประมาณในจริ ยปรั ชญา ัของโสคราตีส กล่าวได้วาเป็ นหลักคุณธรรมสากลทีสามารถนําไปประยุกต์ใช้กบศาสตร์ ต่างๆ ได้ดี ่ ั ๒๔ http:// www.dhamma – isara. Org/arsan_historyl.html
  • 16. ๑๖ทีสุ ด เช่ น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หว ได้ทรงนําเอาทางสายกลางนีมาประยุกต์ใช้กบการดํารงชี พ ั ัของมนุ ษ ย์ ซึ งเราเรี ยกแนวพระราชดํา ริ ข องพระองค์ท่ านว่า “ปรั ชญาเศรษฐกิ จ พอเพียง” คื อแนวทางและวิถีการดํารงชีวิตทีพึ งปรารถนาของประชาชนทุกระดับ๒๕ ที เน้นความพออยู่ พอกิ นและพอเพียงเป็ นหลัก ดังมีพระราชกระแสตอนหนึงว่า “คําว่ า พอเพียง มีความหมายกว้ างขวางกว่ าความสามารถในการพึงตนเอง หรือความสามารถในการยืนบนขาของตนเอง เพราะความพอเพียงหมายถึง การทีมีความพอ คือมีความโลภน้ อย เมือโลภน้ อยก็เบี ยดเบียนคนอื นน้ อย ถ้ าประเทศใดมีความคิดนีมีความคิดว่ าทําอะไรต้ องพอเพียง หมายความว่ า พอประมาณ ซื อตรง ไม่ โลภ อย่ างมากคนเราก็อาจเป็ นสุ ข พอเพียงนี อาจจะมี มาก อาจจะมีของหรู ห ราบ้ างก็ ได้ แต่ ว่าต้ องไม่ เ บี ยดเบี ยนคนอืน...” ๒๖ พระราชดํารั ส ในเรื อง “เศรษฐกิจ พอเพี ยง” ดังทียกมาแสดงข้า งต้น นี แสดงให้เ ห็น ถึ งกรอบและแนวคิดของการพัฒนาอันเนืองมาจากพระราชดําริ ทีพยายามมุ่งมันประสงค์ถึงหลัก แห่ งมัชฌิมาปฏิปทา หรื อ การเดินทางสายกลาง อย่างชัดเจน ซึ งกรอบแนวคิดดังกล่าวนี สอดคล้อ งกับลักษณะของเศรษฐกิ จแนวพุทธ ซึ งมีหลักเกณฑ์อยู่ทีความสมดุล ระหว่างวัตถุก ับจิตใจ หรื อการสร้ างทางสายกลาง เพือแสวงหาสาระทีแท้จริ งของชี วิต นันก็คือ ความสุ ขทางจิ ตใจมี คุ ณค่ากว่าความสุ ขทางวัตถุ ซึ งจะก่ อให้เกิ ดความเห็นแก่ตวและนําไปสู่ ปัญหาสังคมนานัปการทีทราบกันดีอยู่ ัแล้วในสังคมปั จจุบน ั กรรม คําว่า “กรรม” หมายถึง การกระทําทีประกอบด้วยความตังใจหรื อจงใจทีจะกระทําสิ งต่างๆและคําว่า “กรรม” นี เป็ นคํากลางๆ ทีใช้ประกอบกับคําอืนๆ และจะแสดงความหมายไปตามคํานันๆ เช่น กุศลกรรม แปลว่า กรรมดี อกุศลกรรม แปลว่า กรรมชัว เป็ นต้น มนุ ษย์เราเกี ยวข้อ งกับกรรมมาโดยตลอด ตังแต่ ตืนนอน จนถึ งหลับไปใหม่ ก็มีเ จตนาทีจะกระทําอะไรต่างๆ พูดอะไรต่างๆ คิดอะไรต่างๆ อยู่เสมอ โดยปกติมนุษย์ปุถุชนทัวไปจะไม่มีใครหยุดนิ งอยู่เฉยๆ ได้ ถึงมือไม่ทํา ปากก็พูด ถึงปากไม่พูด ใจก็คิดถึงเรื องต่างๆ อยู่ตลอดเวลา กรรมจะดีหรื อไม่ดีก็สุดแต่ผลทีเกิดขึนจากการกระทํานันๆ ถ้าให้เกิ ดผลเป็ นคุณเกื อกูลแก่ตนเองและผูอืน ก็เป็ นกรรมดี หรื อ กุศลกรรม แปลว่า กรรมทีเป็ น กิ จของคนฉลาด หรื อบุ ญ กรรม ้กรรมทีเป็ นบุญ คือความดีเป็ นเครื องชําระล้างความชัว เช่น รักษาศีล ประพฤติธรรมทีคู่กบศี ล หรื อ ั ๒๕ สํา นั กงานมูลนิ ธิ ช ัย พัฒ นา, สาระสํ า คัญ และข้ อ มูล พืนฐานที ควรทราบเกี ยวกั บ โครงการอั นเนืองมาจากพระราชดําริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอันเนืองมาจากพระราชดําริ (กรุ งเทพฯ : มูลนิ ธิชยพัฒนา, ั๒๕๕๐), หน้า ๖๕. ๒๖ เรืองเดียวกัน, หน้า ๗๔.
  • 17. ๑๗แม้กิจการทีดีทีชอบ ทีเป็ นสุ จริ ตธรรมต่างๆ เช่น การตังใจช่วยมารดาบิดาทําการงาน การตังใจเรี ยนการตังใจประพฤติตนให้ดี การช่วยเหลือเกือกูลมิตรสหาย การทําสาธารณสงเคราะห์ ต่างๆ เป็ น ต้นถือว่าเป็ นกรรมดีทงนัน ส่ วนกรรมทีให้เกิดผลเป็ นโทษเบียดเบียนตนเองและผูอืนให้เดื อ ดร้อ น ถือ ั ้ว่าเป็ นกรรมชัว หรื อ อกุศลกรรม แปลว่า กรรมทีเป็ นกิ จของคนไม่ฉลาด เป็ นบาปกรรม เช่ น การประพฤติผิดในศีลธรรม ประพฤติทุจริ ตต่างๆ ทีตรงกันข้ามกับกุศลกรรมทังมวล ทีกล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นว่า วิถีชีวตของสัตว์โลกย่อมเป็ นไปตามแรงกรรมทีได้กระทํา ิไว้และผลของการกระทํานันๆ จะทําให้ชีวตมนุ ษย์เ ปลียนแปลงไปในทางทีดีและไม่ดี ให้ประสบ ิกับความเสื อมและความเจริ ญตามแรงกรรมทีกระทําไว้ ทีเป็ นเช่นนีเพราะกรรมมีลกษณะให้ผลเป็ น ัธรรมชาติ ธรรมชาติจะทําหน้าทีตรงไปตรงมา ปราศจากความเมตตาปรานี เช่ น ถ้าเรานําเด็กทารกสองเดือน ร่ างกายเปลือยเปล่า ตากอากาศหนาว เด็กคนนันก็จะเป็ นหวัด ธรรมชาติจะไม่คานึงว่าเด็ก ํน่าเอ็นดูจะไม่ให้เป็ นหวัด ธรรมชาติจะไม่ยกโทษให้แก่ผูฝ่าฝื นกฎของมัน ใครเหยียบไฟก็ร้อ น ตก ้นําถ้าว่ายไม่เป็ นก็ตาย กฎของเหตุผลก็เหมือนกฎธรรมชาติ มีค วามเทียงตรง คงเส้ นคงวา ไม่เลือกปฏิบติ ใครจะหลบเลียงไม่ได้ มีความยุติธรรมและครอบคลุมแซกซึมไปทัวอณู ของจักรวาล๒๗ ั ในจริ ยปรัชญาของโสคราตีสได้พูดถึงคุณธรรมข้อหนึ งทีต้องการให้มนุ ษย์ทาหน้าทีอย่าง ํตรงไปตรงมานี ว่า “ความยุติธรรม” ซึ งเป็ นเสมือนหนึงกฎธรรมชาติทีว่าด้วยเรื องของกรรมในพุทธปรัชญาเถรวาท ทีเน้นการให้วบากหรื อผลชนิดเทียงธรรมทีสุ ด เหมือนกับกฎธรรมชาติทีกําหนดให้ ิแสงอาทิตย์ร้อน แสงจันทร์ เย็นตา ในส่ วนของโลก ทีอยูในเส้ นทางของดวงอาทิตย์ จะได้รับความ ่ร้ อนและแสงสว่างเสมอกัน กฎธรรมชาติบงคับให้โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ให้ดวงจันทร์ หมุนรอบ ัโลก และให้หมุนรอบตัวเอง ภาวะแห่งความเป็ นไปของธรรมชาติเช่นนีเป็ นสิ งทีหลบเลียงไม่ได้ ถือว่าเป็ นหัวใจของความยุติธรรมในการแสดงผลต่างๆ กตัญ กตเวที ู คําว่า “กตัญ กตเวที” หมายถึง การรู้จกบุญคุณคนแล้วทําการตอบแทนคุณความดีของเขา ู ัด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึง เพราะการรู ้บุญคุณคนหรื อรู ้ อปการคุณทีผูอืนกระทําให้ตนได้รับความ ุ ้ดี แล้วกระทําการตอบแทน ถือว่าเป็ นหลักแห่งความยุติธรรมและความเป็ นธรรมอย่างหนึงในสังคมมนุษย์ เพราะเป็ นการสอดคล้องกับหลักคําสอนทีว่า “ทําดีได้ ดี ทําชั วได้ ชัว” เพราะถ้ามีใครทําความดีให้กบเราแล้ว และเราได้รับผลประโยชน์จากการทําดีของเขา เป็ นต้นว่า ได้ลาภ ยศ สรรเสริ ญ และ ัความสุ ข แต่ถาเรารับรู ้แต่ผลประโยชน์ทีเกิดขึนแก่ ตน ไม่รับรู้ คุณความดี ของเขาเลย ย่อ มถื อได้ว่า ้ไม่ยุติธรรมต่อกัน ในพุทธศาสนาเชื อว่าผูทีมีความกตัญ ูต่อพ่อแม่ ครู อาจารย์ ตลอดถึงวัตถุสิงของ ้ใช้สอยต่างๆ แล้วจะมีความเจริ ญรุ่ งเรื องประสบความสําเร็ จในชี วต ส่ วนผูทีเนรคุณนันจะประสบ ิ ้ ๒๗ สนิ ท ศรี สาแดง, พุทธปรัชญา (กรุ งเทพฯ : นิ ลนาราการพิมพ์,๒๕๓๗), หน้า ๙๙. ํ
  • 18. ๑๘ความวิบติเป็ นทีรังเกียจของสังคม ถึงกับมีการเปรี ยบเทียบว่า “คนทีเนรคุณนั นเป็ นคนไร้ ค่ามีจิตใจ ักระด้ างดังเนือหิน เขาจะกรุณาคนอืนได้ อย่างไรในเมือคนทีมีบุญคุณต่ อเขายังทําให้ เขาสํ านึ กไม่ ได้ ” ในพุทธศาสนาได้กล่าวถึงสิ งทีควรแก่ความกตัญ ูไว้ ๕ ประการ คือ๒๘ ๑. กตั ญ ูต่อบุ คคล คือใครก็ตามทีเคยมีพระคุณต่อเรา ไม่ว่าจะมากน้อ ยเพียงไร จะต้องกตัญ ูรู้คุณท่าน ติดตามระลึกถึงเสมอด้วยความซาบซึ งพยายามหาโอกาสตอบแทนคุ ณท่ านให้ได้โดยเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์ บิดามารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ พระมหากษัตริ ย์หรื อผูปกครองทีทรงทศพิธราชธรรม จะต้องตามระลึกนึกถึงพระคุณของท่านให้จงหนักให้ปฏิบติตวให้ ้ ั ัเป็ นลูกทีดีของพ่อแม่ เป็ นศิ ษย์ทีดีข องครู อาจารย์ เป็ น พลเมื องทีดีของประเทศชาติ และเป็ นพุทธมามกะสมชือ ๒. กตัญ ูต่อสั ตว์ คือสัตว์ทีมีคุณต่อเรา เช่น ช้าง ม้า วัว ควาย ทีใช้งาน จะต้องใช้ดวยความ ้กรุ ณาปรานี ไม่เฆียนตีมนจนเหลือเกิน อย่าใช้งานหนักจนเป็ นการทรมาน และเลียงดูให้อาหารอย่า ัให้อ ดอยากให้ได้กิ น ได้น อนได้พก ผ่อ นตามเวลา ตัวอย่ างในเรื องกตัญ ูต่ อสั ตว์นีมีอ ยู่ว่า ใน ัสมัยก่ อนพุทธกาล วันหนึ ง พระเจ้า กรุ งราชคฤห์ เสด็จประพาสอุทยาน และได้บรรทมหลับในอุทยานนัน ขณะนันมีงูเห่ าตัวหนึงเลือยเข้ามาและกําลังจะฉกกัดพระองค์ เผอิญมีกระแตตัวหนึงเห็นเข้าแล้วร้ องขึน พระองค์จึงสะดุงตืนและไล่งูหนีไปทัน ทรงระลึก ถึงคุณของกระแตว่าเป็ นผูช่วยชีวต ้ ้ ิพระองค์ไว้ จึงรับสังให้พระราชทานเหยือแก่ ก ระแตในอุท ยานนันทุ ก วัน และห้ามไม่ ให้ใครทําอันตรายแก่ กระแตในอุทยานนัน คนทังหลายจึงเรี ยกอุทยานนันว่า “เวฬุ วันกลันทกนิ วาปสถาน”แปลว่า ป่ าไผ่อนเป็ นทีพระราชทานเหยือแก่ กระแต ซึ งต่อมาก็คือ “เวฬุ วันมหาวิหาร” วัดแห่ งแรก ัในพระพุทธศาสนา ๓. กตัญ ูต่อสิ งของ คือของสิ งใดก็ ตามทีมีคุณต่อเรา เช่ นหนังสื อ ธรรมะ หนังสื อ เรี ยนสถานศึกษา วัด ต้นไม้ ป่ าไม้ วัสดุอุปกรณ์ทีใช้ในการหาเลียงชีพ ฯลฯ จะต้องปฏิบติต่อสิ งเหล่านีให้ ัดี ไม่ลบหลู่ดูแคลน ไม่ทาลาย ตัวอย่าง เช่ น ไม้คานทีใช้หาบของขาย เมือเจ้าของตังตัวได้ รํารวยขึน ํก็ไม่ทิง ยังคิดถึงคุณของไม้คานอยู่ ถือเป็ นของคู่ชีวต ช่วยเหลือตนสร้างฐานะมา จึงเลียมทองเก็บไว้ ิเป็ นทีระลึก อย่างนี ก็มี มีก ล่าวไว้ในเตมี ยชาดกว่า “อย่ าว่ าถึ งคนทีเราได้ พึงพาอาศั ยกันเลย แม้ แต่ต้ นไม้ ทีได้อาศั ยร่ มเงา ก็หาควรจะหักกิงลิดก้ านรานใบของมันไม่ ผู้ใดพํานั กอาศั ยนั งนอนใต้ ร่มเงาของต้ นไม้ ใดแล้ ว ยังขืนหักกิงลิดก้ านรานใบ เด็ดยอดขุดรากถากเปลือก ผู้นันชือว่ าทํ า ร้ ายมิตร เป็ นคนชัวช้ าเลวทราม จะมีแต่ อัปมงคลเป็ นเบืองหน้ า” ๔. กตัญ ต่อบุญ คือรู ้วาคนเราเกิดมามีอายุยืนยาว ร่ างกายแข็งแรง ผิว พรรณดี สติปัญญา ู ่เฉลียวฉลาด มีความสุ ขความเจริ ญ มีความก้าวหน้า มีทรัพย์สมบัติมาก ก็เนืองมาจากผลของบุญ จะไปสวรรค์หรื อกระทังไปพระนิพพานได้ก็ดวยบุญ กล่าวได้วา ทุกอย่างสําเร็ จได้ดวยบุญ ทังบุญเก่ า ้ ่ ้ ๒๘ http://roswell.fortunecity.com/ barada/195/mk25.htm
  • 19. ๑๙ทีได้สะสมมาดีแล้ว และบุญใหม่ทีเพียรสร้ างขึนประกอบกัน จึงมีความรู ้ คุณของบุญ มี ความอ่อ นน้อมในตัว ไม่ดูถูกบุญ ตามระลึกถึงบุญเก่าให้จตใจชุ่มชืน และไม่ประมาทในการสร้ างบุญใหม่ ให้ ิยิงๆ ขึนไป ๕. กตัญ ต่อตนเอง คือรู ้วาร่ างกายของเรานี เป็ นอุปกรณ์สํ าคัญทีเราจะได้อ าศัยใช้ในการ ู ่ทําความดี ใช้ในการสร้ างบุญกุศลนานาประการเพือความสุ ข ความเจริ ญก้าวหน้า แก่ ตนเองต่ อไปจึงทะนุถนอมดู แ ลร่ างกายรัก ษาสุ ขภาพให้ดี ไม่ทาลายด้วยการกินเหล้าเสพสิ งเสพย์ติด เทียวเตร่ ํดึกๆ ดืนๆ และไม่นาร่ างกายนีไปประกอบความชัว เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เจ้าชู ้ อันเป็ นการทําลาย ํตนเอง ในปรัชญาจริ ยศาสตร์ ของโสคราตีสได้กล่าวถึงความกตัญ ูไว้เ ช่ นเดี ยวกัน แต่ โสคราตีสไม่ไ ด้พูดในรายละเอี ยดมากนัก เขาแสดงออกทางพฤติก รรมทีมี ต่อ ความรั ก ชาติ และพยายามปกป้ องเมือเห็นว่าชาติกาลังถูกมอมเมาด้วยหลักคําสอนของกลุ่มโซฟิ สต์ เขาลุก ขึ นต่อ ต้านหลัก คํา ํสอนของกลุ่ มโซฟิ สต์ โดยใช้หลัก การทีว่า “ความรู้ ค่ ูคุณธรรม” เป็ น เครื องมือในการโต้แ ย้งหาเหตุผลทีถูกต้อ งและแท้จริ ง เขามีความอุ ตสาหะและอาจหาญในการสอนจริ ยปรัชญาเพือลบล้างเนื อร้ ายคือ มิจฉาทิฐิ ในใจคน แล้วสร้ า งความเห็นให้ถู กต้อ งและให้มีจิตสํานึ ก ต่อ ความเป็ น ชาติร่ วมกัน การปฏิบติการเพือชาติเช่นนี แม้รู้วามีภยแต่เขาไม่หวันเกรงภัยใดๆ ทังสิ น จนในทีสุ ดเขาถูก ั ่ ักลันแกล้งกระทังตัวตาย นีแสดงให้เห็นว่า ในประวัติศาสตร์ อีกหน้าหนึงของกรี กโบราณ โสคราตีสได้ ยอมสละชีวิตเพราะเลือดแห่ งความกตัญ ูต่อชาติกรี กโดยแท้ การปฏิ บติภาระกิ จอันใหญ่หลวง ัของโสคราตีสในครังนีนันถือว่าเป็ นการแสดงออกถึงความกตัญ ูกตเวทีต่อแผ่นดินกรี กทีตนอาศัยอยู่ เป็ นการกระทําความดีชนิดทีตกนําไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ดังจะเห็นได้วาแม้กาลเวลาจะผ่านพ้น ่มานานแล้วก็ตาม แต่ชือเสี ยงเกียรติคุณความดีของเขายังปรากฏให้เราได้ศึกษากันมาจนถึงปั จจุบน ัเปรี ยบเทียบหลักจริยศาสตร์ ตามทัศนะของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาท เมือศึกษาหลักจริ ยศาสตร์ ตามทัศนะของโสคราตีส กับพุทธปรั ช ญาเถรวาทแล้ว พบว่าทังสองทัศนะมีจุดมุ่งหมายทางจริ ยปรัชญาคล้ายกัน คือมุ่ งให้มนุ ษย์ในสังคมมีความรู ้ คู่คุณธรรมหรื อถึงพร้ อ มด้วยวิช ชาและจรณะเหมือ นกัน ทังโสคราตีส และพุท ธปรั ช ญาเถรวาทต่ า งก็ เ รี ย กจริ ยปรัชญาในภาพรวมว่า “คุณธรรม” มีไว้เพือเป็ นฐานรองรับความประพฤติของมนุ ษย์ทุก ระดับ ถ้ามนุษย์ไม่มีคุณธรรมเป็ นฐานรองรับความประพฤติ นันก็ หมายความว่ามนุ ษย์ยงไม่เข้าถึงความรู ้ ที ัเรี ยกว่า “ความสามารถตามธรรมชาติ”๒๙ คือสิ งทีมนุษย์พยายามฝึ กฝนตนเองเพือให้เข้าถึงหลักสัจธรรมความดีงามทังปวง จนกลายเป็ น คุณธรรมทีฝังแน่นอยู่ในจิตใจ แล้วแสดงผลปรากฎออกมาทางพฤติกรรมทัง ๓ คือกาย วาจา ใจอย่างชัดเจน ๒๙ สถิต วงศ์สวรรค์, อ้ างแล้ ว, หน้า ๔๗.
  • 20. ๒๐ คําว่า “ความสามารถตามธรรมชาติ” ในทีนีหมายถึ ง คุณธรรมหรื อ หลักจริ ยปรั ชญาทัง ๕ประการทีกล่าวมาแล้วข้างต้น ซึ งโสคราตีสและพุทธปรัชญาเถรวาทได้มีความเห็นทีสอดคล้อ งกันดังจะอธิ บายเปรี ยบเทียบโดยสังเขปดังนี ความรอบรู้ : โสคราตีส หมายเอาความรู ้ ทีขนานคู่ไปกับคุณธรรม ซึ งเรี ยกว่า “ความรู้ คู่คุณธรรม” ในขณะทีพุทธปรัชญาเถรวาทเรี ยกคุณธรรมข้อนี คล้ายกันว่า “วิชชาจรณสั มปั นโน” คือความเป็ นผูรู้ดีแ ละความประพฤติดี ทังสองทัศนะยอมรับว่าความรู ้ และความประพฤติจะต้องไป ้ด้วยกันจะขาดสิ งใดสิ งหนึงไม่ได้ ความกล้าหาญ : โสคราตีส หมายเอาสมรรถภาพของวิญญาญแห่ ง เจตนารมณ์ ทีใช้เ หตุ ผลนําหน้าความกล้าหาญ ซึ งเป็ นความกล้าที อยู่ตรงกลางระหว่างความบ้าบิ นกับความขลาดกลัวของมนุษย์ ในขณะทีพุทธปรัชญาเถรวาทเรี ยกความกล้าหาญนีว่า “หน้ าทีรั บผิดชอบ” คือหน้าทีทีได้รับมอบหมายให้ทาจะหลีกเลียงละเลยไม่ได้ ซึ งทางจริ ยธรรมเรี ยกว่า “หน้ าทีทางศีลธรรม” เป็ นหน้าที ํทีไม่มีการตราเป็ นข้อบังคับ แต่ถือเป็ นธรรมเนียมปฏิบติ ผูทีละเมิดหรื อละเลย แม้จะไม่ถู กลงโทษ ั ้ตามกฎหมาย แต่ก็ถูกตําหนิติเตียนจากสังคม ความรู้ จักประมาณ : โสคราตีส หมายเอาการใช้เ หตุ ผลมาควบคุมความต้องการอันถือ ว่าเป็ นสมรรถภาพของวิญญาญขันตําสุ ดให้อยู่ในขีดพอดี(มัชฌิมา) โดยมีความเชื อว่าเหตุผลต้องอยู่เหนื ออารมณ์ความต้องการทุกอย่าง และเหตุผลนีเองเป็ นตัวกลันกรองความต้องการของมนุ ษย์ให้รู ้ จกความพอประมาณหรื อ ความพอดี ในขณะทีพุทธปรั ชญาเถรวาทเรี ยกความรู้ จกประมาณนี ว่า ั ั“มัชฌิมาปฏิปทา” คือหลักการปฏิบติทีอยู่ตรงกลางระหว่างความสุ ดโต่ง ๒ ด้าน คือกามสุ ขลลิกานุ ั ัโยคและอัตตกิ ล มถานุ โยค อันเป็ นทางนํา ไปสู่ ความไม่สําเร็ จทังสองด้าน แต่ให้ปฏิ บติตามหลัก ัมัชฌิมาปฏิปทา คือทางสายกลางอันเป็ นทางนําไปสู่ ความสําเร็ จแห่งการปฏิบติทุกด้าน ั ความยุติธรรม : โสคราตีส หมายเอาความสมดุล ภายในจิตใจของบุคคลทีมีรากฐานความดีงามทีตังอยูบนพืนฐานอันปราศจากอคติธรรม ในขณะทีพุทธปรัชญาเถรวาทเรี ยกความยุติธรรมนีว่า ่“กรรม” หมายถึงการกระทําทีมีลกษณะให้ผลเป็ นธรรมชาติชนิดตรงไปตรงมา ปราศจากอคติใดๆ ัทังสิ น ผูทากรรมใดไว้ยอมได้รับผลของกรรมนันอย่างยุติธรรมเสมอภาคจะหลบเลียงเบียงบ่ายหนี ้ ํ ่กฎแห่งกรรมไม่ได้ ความกตัญ ู : โสคราตีส ได้ชือว่าเป็ นนักปรัชญาทีมีความกตัญ ต่อชาติ มากทีสุ ด จะเห็น ูได้จากพฤติกรรมทีแสดงออกต่อความรักชาติของเขานันเอาชีวตเป็ นเดิมพันทีเดียว ทังนีเพียงเพือให้ ิคนภายในชาติกรี กมีความเห็นถูกต้องเป็ นสัมมาทิฐิ การปฏิบติการเพือชาติของโสคราตี สดังกล่ าว ัพุทธปรัชญาเถรวาทถือว่าโสคราตีส ได้นาคุ ณธรรมข้อ “กตัญ ูกตเวที” มาปฏิ บติตลอดชี วิตการ ํ ัทํางานของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ และคุณธรรมข้อนี ทังโสคราตีสและพุทธปรัชญาเถรวาทค่อนข้างจะมีความเห็นทีสอดคล้องกันทีสุ ด
  • 21. ๒๑เปรี ยบเทียบความต่ างกันระหว่ างจริยศาสตร์ ของโสคราตีสกับพุทธปรั ชญาเถรวาท จริ ยศาสตร์ ของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาทถึงแม้จะมีแนวความคิดทีคล้ายคลึงกันจนแทบจะแยกไม่ออก แต่ถาจะมองให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแนวความคิดทังสองแล้ว พอจะ ้แยกได้ดงนี ั โสคราตีส : เชื อว่า ความรู ้ กบคุ ณธรรมเป็ นสิ งเดี ยวกัน นันคือผูทีได้ชือว่ามีค วามรู ้ ทุกคน ั ้จะต้องเป็ นคนประพฤติดีหรื อมีคุณธรรมประจําใจอยู่แล้ว เพราะคุณธรรมกับความรู ้ เป็ นของคู่ ก น ัแยกกันไม่ไ ด้ ดังที โสคราตี ส กล่าวว่า “ความรู้ กับความประพฤติ ดีเป็ นสิ งทีแยกกั นไม่ ออก” นี ๒๙แสดงให้เห็นว่า โสคราตีสไม่ได้แยกความรู ้กบความประพฤติออกจากกัน เพราะเขาหมายเอาความรู ้ ัระดับสู ง ซึ งนันก็คือ “เหตุผล” เมือคนมีเหตุผลสู งก็จะสามารถควบคุมอารมณ์ฝ่ายตําได้ทุก เมือ ซึ งความรู้ ทีได้จากการคิดด้วยวิธีการแห่ งเหตุผลทีสู งส่ งนีก็คือ “คุณธรรม” นันเอง ดังนันคุ ณธรรมกับความรู้ ตามทัศนะของโสคราตีสจึงเป็ นสิ งทีแยกกันไม่ได้ พุทธปรัชญาเถรวาท : เชือว่า ความรู ้กบคุณธรรมไม่ใช่สิงเดียวกัน แยกออกเป็ นความรู ้ทาง ัโลกและความรู ้ ทางธรรม(คุณธรรม) ความรู ้ ทางโลก หมายถึงความรู ้ ทีเกิ ดจากการศึ กษาเล่าเรี ยนวิชาการทางโลกหรื อเพียรฝึ กหัดเพือให้เกิ ดประสบการณ์นามาประกอบอาชีพเป็ นไปเพือลาภ ยศ ํสรรเสริ ญ สุ ข ในขณะเดียวกันเมือเกิดเสื อมลาภ เสื อมยศ นิ นทา และทุกข์ ความรู ้ ทางโลกไม่ อาจช่วยได้ ส่ วนความรู ้ ทางธรรม หมายถึงความรู ้ ทีเกิ ดจากการเรี ยนรู ้ และเข้าถึงสัจธรรมของความจริ งทีว่า ทุกๆ สิ งล้วนไม่เทียง เป็ นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้ เมือมีลาภ ก็ตองเสื อมลาภ เมือมี ้ยศ ก็ตองเสื อมยศ เมือมีสรรเสริ ญ ก็ต้องมีนินทา เมือมีสุ ข ก็ต้องมีทุก ข์ เมือเรี ยนเข้าใจและนําไป ้ปฏิ บัติอย่ า งจริ ง จังแล้ว ก็ จะเกิ ดวิปัส สนาปั ญ ญาซึ งทําให้เ กิ ด สภาวธรรมความจริ งทีว่า “สั พเพสั งขารา อนิ จจา สั พเพ สั งขารา ทุกขา สั พเพ ธั มมา อนั ตตา” ความว่า “สั งขารทังปวงไม่ เทียงสั งขารทังปวงเป็ นทุกข์ ธรรมทังปวงเป็ นอนัตตาคือสลายไปในทีสุ ด ” ผูน ันย่อมจะพ้นไปจากความ ้ทุกข์โดยสิ นเชิ ง โสคราตีส : เชื อว่า ความรู ้ แ ละความจริ ง ได้มาโดยการสร้ างคําจํา กัดความ นันคื อเมือต้อ งการความรู ้ เ กี ยวกับ เรื องใด จะต้อ งสร้ า งคํา จํา กัดความเกี ยวกับเรื องนัน เช่ น ต้องการรู ้ ว่ าคุณธรรมคืออะไร ความยุติธรรมคืออะไร ความงามคืออะไร ก็จะต้องหาคําจํากัดความในเรื องนันๆโดยการสนทนาแบบถาม-ตอบ เพือหาคําจํากัดความทีถูกต้องและชัดเจนของเรื องเหล่านัน วิธีการนีเรี ยกว่า “วิภาษวิธี” (Dialectic)๓๐ ซึ งเป็ นวิธีการหาความจริ งด้วยหลัก การทางตรรกศาสตร์ ทีจัดอยู่ในระดับชันของเหตุผลในการแสวงหาความรู้ และความจริ ง ๒๙ พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺ มจิ ตฺโต), อ้ างแล้ ว, หน้า ๑๔๓. ๓๐ เรื องเดียวกัน, หน้า ๑๔๑.
  • 22. ๒๒ พุทธปรัชญาเถรวาท : เชื อว่า ความรู้ ทีได้ชือว่า “วิชชา” นันจะต้อ งเป็ นความรู้ ประเภท “รู้แจ้ งเห็นจริง” โดยผ่านการปฏิบติทีเรี ยกว่า “จรณะ” อันเป็ นแนวทางบรรลุความจริ งแท้ มีวชชา ๓๓๑ ั ิและวิชชา ๘๓๒ เป็ นต้น ความรู ้เหล่านีเป็ นความรู ้ ชนสู งสุ ดในทางพระพุทธศาสนา และเป็ นความรู ้ ัขันภาวนามยปั ญ ญา ซึ งสู ง กว่าความรู ้ ในระดับเหตุ ผลของโสคราตี ส ผู ้ทีได้บรรลุ ความรู ้ ช ันนีเรี ยกว่า “นิพพาน” หรื อ “บรมธรรม”ความสรุ ป แนวความคิดเรื องจริ ยศาสตร์ ตามทัศนะของโสคราตีสกับพุทธปรัชญาเถรวาทถือได้วาเป็ น ่ระบบแนวความคิดทางจริ ยปรัชญาทีโยงความคิดระหว่างปรัชญาตะวันตกกับปรัชญาตะวันออกได้กลมกลืนมากทีสุ ด นันคือฐานความคิดทีว่าความรู ้ กบคุณธรรมจะต้องเป็ นของคู่กน จะขาดสิ งใดสิ ง ั ัหนึงไม่ได้ เพราะศาสตร์ ทงสองต่ างก็ เป็ น วิถีในการดําเนิ นกิ จกรรมชี วิตด้วยกัน โสคราตี สมองว่า ัความรู ้ กบคุ ณธรรมเป็ นสิ งเดี ยวกัน กล่ าวคื อคนที มีความรู ้ จะต้องรู้ รั บผิดชอบชัวดี ส่ วนคนทีทํา ัความชัวก็เพราะเขาขาดความรู ้ผดชอบชัวดี แม้ในพุทธปรัชญาเถรวาทก็มีความเห็นสอดคล้องกันว่า ิคนทีมีความรู ้และความประพฤติ ดีย่อมจะเป็ นคนดีแ ละทํา ความชัวได้ยาก ส่ วนคนทีทําความชัวก็เพราะเขาขาดคุณธรรมนําชี วิต นันก็หมายความว่าความรู ้ กบคุ ณธรรมถึงแม้จะเป็ นคนละสิ งตาม ัทัศนะของพุทธปรัชญาเถรวาท แต่ก็ตองเป็ นสิ งทีขนานคู่ไปด้วยกัน ้ โสคราตีสเชือว่ามนุษย์มีเหตุผ ลเหนื อ อารมณ์ จึงสามารถควบคุมอารมณ์ เหนือ ความรู้ สึกฝ่ ายตําได้ แต่ในความเป็ นจริ งของมนุษย์ทวไป เหตุผลยังตกเป็ นทาสของอารมณ์ ด้วยเหตุนีกระมังที ัศิษย์เอกอย่างอาริ สโตเติลจึงได้มีความเห็นแย้งกับผูเ้ ป็ นอาจารย์ว่า คนบางคนมี ค วามรู ้ ดีแต่ก็ยงฝื น ัทําความผิดทังทีรู้ วาเป็ นความผิด ทีเป็ นเช่ นนีเพราะเขาไม่สามารถจะยับยังใจตัวเองได้ กิ เลสตัณหา ่พาทําเช่ นนันและอารมณ์ค วามต้อ งการได้กลายเป็ นนายของเหตุผ ลอย่างสิ นเชิ ง ในเรื องนี พุทธปรั ชญาเถรวาท มองว่าเมื อมนุ ษย์ข าดคุณธรรมก็ มก จะใช้เหตุผ ลเป็ นเครื อ งมื อกระทํา ในสิ งที ผิ ด ัเสมอ หรื อทีเรี ยกว่า “ผิดศีลผิดธรรม” ทีเป็ นเช่นนีโสคราตีสมองว่า เพราะเขายังไม่รู้หรื อ เข้าไม่ถึงหลักคุณธรรมทีแท้จริ ง เขาจึงกระทํา ผิดเพราะเขายังมีอวิช ชาคือ ความไม่ รู้ปิดบัง อยู่ ดังนันจริ ยปรัชญาของโสคราตีส และพุทธปรั ชญาเถรวาทจึงเน้นสอนให้คนได้ศึกษาเรี ยนรู ้ แ ละปฏิ บติตาม ัหลักคุณธรรมเพือเป็ นฐานรองรับความประพฤติของมนุษย์ในสังคมด้วยกันเอง สังคมจะอยู่อย่างมีความสุ ขและมีความรู ้ทีแท้จริ งได้ก็เพราะว่ามนุษย์มีความรู้ และคุณธรรมอยูในใจอย่างสมบูรณ์แบบ ่ความรู้ และคุณธรรมนี เองเป็ นสิ งสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมอย่างแท้จริ ง ๓๑ วิชชา ๓ ประกอบด้วย ๑. ปุพเพนิ วาสานุสสติญาณ ๒.จุตปาตญาณ ๓.อาสวักขยญาณ ู ๓๒ วิชชา ๘ ประกอบด้วย ๑. วิปัสสนาญาณ ๒.มโนมยิทธิ ๓.อิทธิ วธี ๔.ทิพพโสต ๕.เจโตปริ ยญาณ ิ๖.ปุพเพนิ วาสานุสสติญาณ ๗.ทิพพจักขุ ๘.อาสวักขยญาณ
  • 23. ๒๓บรรณานุกรมธรรมโกศาจารย์,พระ. (ประยูร ธมฺ มจิตฺโต),ปรั ชญากรี ก บ่ อเกิดภูมิปัญญาตะวันตก. กรุ งเทพ ฯ : ศยาม, ๒๕๕๐.พุทธวรญาณล,พระ. (มงคล วิโรจโน), เก็บเล็กผสมน้ อย. กรุ งเทพ ฯ : มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ- ราชวิทยาลัย,๒๕๔๘.วิธธรรมโกศล,พระครู . (ชัยวัฒน์ ธมฺ มวฑฺฒโน),มุทิตานุสรณ์ พระครูวิวธธรรมโกศล. กรุ งเทพ ฯ : ิ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๓๔.วิทย์ วิศทเวทย์, ปรั ชญาทัวไป มนุษย์ โลก และความหมายของชีวิต. กรุ งเทพฯ : อักษรเจริ ญทัศน์, ๒๕๔๓.สนิท ศรี สําแดง, ความรู้เบืองต้ นเกียวกับปรั ชญาและศาสนา. กรุ งเทพฯ : มหาวิทยาลัยสยาม, ๒๕๓๔.สนิท ศรี สําแดง,พุทธปรัชญา. กรุ งเทพ ฯ : นิลนาราการพิมพ์,๒๕๓๗.สถิต วงศ์สวรรค์,ปรั ชญาเบืองต้ น. กรุ งเทพ ฯ : อักษรพิทยา,๒๕๔๐.สนิท ศรี สําแดง, ปรั ชญาเถรวาท. กรุ งเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,๒๕๔๔.สุ จิตรา อ่อนค้อม, ปรั ชญาเบืองต้ น. กรุ งเทพฯ : อักษราพิพฒน์,๒๕๔๕. ัสํานักงานมูลนิธิชยพัฒนา, สาระสํ าคัญและข้ อมูลพืนฐานทีควรทราบเกียวกับโครงการอัน ั เนืองมาจากพระราชดําริและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอันเนืองมาจากพระราชดําริ . กรุ งเทพฯ : มูลนิธิชยพัฒนา,๒๕๕๐. ัhttp://www.wattana.ac.th/sadsanakit/annouce/courage.htmhttp://www.carefor.org/content/view/1543/153http//pyramidtennis.com/variousnews/variousnews-detail.php? variousnews_id=1&lang=thhttp:// www.dhamma – isara. Org/arsan_historyl.htmlhttp://roswell.fortunecity.com/ barada/195/mk25.htm