ความต้องการของนิสิตชั้นปีที่ 1 วส.เลย

1,100 views
1,034 views

Published on

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,100
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
7
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ความต้องการของนิสิตชั้นปีที่ 1 วส.เลย

  1. 1. (ก) กิตติกรรมประกาศ การวิจัยเพือศึกษาความต้ องการของนิสิตบรรพชิตชันปี ที ต่อการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี ของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลยเล่มนีสําเร็จลงด้ วยดีต้ องขอขอบคุณนิสิตชันปี ที ทีตอบแบบสอบถาม และขอบคุณคณะผู้บริหารทีสนับสนุนทุนเพือการวิจัย คณะผู้วิจัย
  2. 2. (ข)ชือเรืองงานวิจัย : ความต้ องการของนิสิตบรรพชิต ชันปี ที ต่อการจัดการศึกษาระดับ ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลยผูวิจัย : ้ พระไพรเวศน์ จิตตทนฺโต ฺ นายธงชัย สิงอุดม นายประสงค์ หัสรินทร์ปี การศึกษา : บทคัดย่อ การศึกษาครังนีมีวัตถุประสงค์เพือศึกษาความต้ องการของนิสิตชันปี ที ต่อการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย กลุ่มประชากรทีใช้ ในการศึกษาเป็ นนิสิตระดับปริญญาตรี ชันปี ที จํานวน คน เครืองมือทีใช้ ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็ นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลียและส่วนเบียงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาสรุปได้ ดังนี ด้ านการเรียนการสอน นิสิตเห็นว่าหลักสูตรมีมาตรฐานดี สามารถนําความรู้ไปสร้ างสรรค์ในทุกด้ าน การจัดรูปแบบกิจกรรมทีเกียวข้องกับการเรียน นําไปประยุกต์ใช้ ได้ ในชีวิตจริง ด้ านความคิดเห็นเกียวกับการจัดการศึกษา ต้ องการเรียนรู้และมีการฝึ กทักษะเพือนําไปใช้ ในการทํางาน การให้ คาแนะนําในการแก้ ปัญหาระหว่างการศึกษา นิสิตคาดหวังว่าจะ ํได้ รับการเรียนรู้และฝึ กทักษะในด้ านต่างๆ ได้ แก่ ความรู้และทักษะด้ านวิชาการ การทํางานเทคโนโลยีรวมทังทัศนคติทดีในการดํารงชีวิตการทํางานและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ี
  3. 3. (ค)Research Title: The needs of students 1st year on the education management: Academic year 2011 Bachelor degree in Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Loei Campus.Researcher Phra Phraivett Jittatanto Thongchai Singudom Prasong HutsaringAcademic year : 2011 (2554) Abstract This study aims to study needs of students towards the management of firstyear, bachelor degree in Mahachulalongkornrajavidyalaya University, Loei Campus.The population in the study consists of the 48 first year undergraduates. Researchtool employed in the study is questionnaire and the data analysis is done withaverage and standard deviations. The findings are as follows: i) Teaching and learning: Curriculum is good and can be adapted andapplied in every creative way. ii) Activities: The forms and types of activities related to teaching andlearning are useful and can be applied in actual life. iii) Management: Students want to be trained with skills which can be usedin real situation. They also need to know more about academic skills, knowledge,working skills, technology including positive attitude towards life, work and whole lifelearning.
  4. 4. บทที 1 ปฐมบท . ความเป็ นมาและความสําคัญของปั ญหา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ ( ) กําหนดแนวการจัดการศึกษาต้ องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่ าผู้เรียนมีความสําคัญทีสุด โดยต้ องเน้ นความสําคัญทังความรู้ คุณธรรมกระบวนการเรียนรู้ และบูรณาการตามความเหมาะสม มีความสําคัญต่อคุณลักษณะของประชาชนของชาติทีเน้ นการพัฒนาคุณภาพของคนเพือการพัฒนาสังคมในทุกมิติ ดังนัน การสอนทักษะการเรียน (Study Skills) รูปแบบต่างๆ ซึงรวมถึงทักษะการจัดการตนเอง (Self-Management) และการเน้ นกระบวนการอภิปัญญา(Met cognition) ย่อ มจะทําให้ ผ้ ูเรียนสามารถ เรียนรู้ได้ ด้วยตนเองเป็ นอย่างดีและเรียนรู้ไ ด้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดชีวิต หลักการนีจึงสนับสนุนแนวความคิดทีว่ าการให้ การศึกษากั บผู้เรียนของสถานศึกษาเป็ นการบริการสังคมทีมีเอกลักษณ์เป็ นอย่างยิง เรืองของหลักสูตรและการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้ กับเยาวชนหรือกลุ่มบุคคลต่างๆ จําเป็ นต้ องพิจารณาสภาพบริบทและความต้ องการของชุมชนและประเทศชาติ รวมทังตัวผู้เรียนและสถาบันครอบครัวของผู้เรียนเอง ดังนันจึงจําเป็ นต้ องให้ ความสําคัญกับการสือความเข้ าใจและการประสาน แนวคิดให้ กั บทังบุ คลากรในสถานศึก ษาเองและบุค ลากรในหน่วยงานหรื อองค์ก รต่ างๆในชุ มชนทุ กระดับ เพื อความรั บ ผิดชอบร่ วมกันในงานด้ านการจัดการศึก ษา ซึ งเป็ นงานทีทุ ก สังคมต้ อ งตระหนักในความสําคัญผู้สอน ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาทังหลายจึงควรได้ รับการเตรียมให้ เป็ นผู้ทมีความเข้ มแข็ง ทังในด้ านองค์ความรู้และทาง ีวิชาการ และวิชาชีพ มีคุณสมบัติทพึงประสงค์ เพือนําพาสังคมไปสู่สังคมแห่ งคุณภาพได้ อย่าง ีสมบูรณ์ เพือให้ สอดรับกับแนวทางการจัดการศึกษา ฉะนันจากเหตุผลข้ างต้ น ผู้ศึกษามีความสนใจทีจะทําการศึกษาความต้ องการของนิสิตชันปี ที ทีเป็ นบรรพชิตของมหาวิทยาลัยมหาจุ ฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลยต่ อ การจั ดการเรี ยนการสอนประจําปี การศึ ก ษา เพื อนําไปเป็ นข้ อ มู ลนําเสนอต่ อ ผู้ ทีเกียวข้ องต่อไป
  5. 5. . วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพือศึกษาความต้ องการของนิสิตชันปี ที ของนิสิตบรรพชิตต่อการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย . ขอบเขตของการศึกษา ในการศึ ก ษาความต้ อ งการของนิสิต บรรพชิ ต ชั นปี ที ต่ อ การจัดการศึ ก ษาระดั บปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุ ฬาลงกรณราชวิ ทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย ผู้ ศึกษาได้ กาหนดํขอบเขตการศึกษาไว้ ดังนี . ด้านประชากร ประชากรในการศึกษาครังนีได้ แก่ นิสิตบรรพชิต ทีกําลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีชันปี ที มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย . ด้านเนือหา การศึก ษาครั งนีมุ่ งศึ ก ษาความต้ อ งการของนิสิตชันปี ที ต่ อ การจัดการศึ กษาระดับปริ ญ ญาตรี มหาวิ ทยาลั ยมหาจุ ฬาลงกรณราชวิ ทยาลั ย วิ ทยาลั ยสงฆ์เลยโดยแบ่ งการศึ ก ษาออกเป็ น ด้ านคือ . ด้ านการเรียนการสอน . ด้ านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของนิสิต . ด้ านความสัมพันธ์ของผู้เรียนกับบุคลากรในสาขาวิชา . ด้ านสถานทีและสิงอํานวยความสะดวกต่างๆในการศึกษา . ด้ านการประกอบอาชีพ . นิยามศัพท์เฉพาะ ความต้องการ หมายถึง สิงทีนิสิตมีความต้ องการจะได้ รับในการศึกษาระดับปริญญาตรีชั นปี ที มหาวิ ทยาลั ย มหาจุ ฬ าลงกรณราชวิ ท ยาลั ย วิ ท ยาลั ยสงฆ์เ ลย การจั ดการศึ ก ษาหมายถึง การเรียนการสอน การจัดสภาพแวดล้ อม สถานที และกิจกรรมระดับปริญญาตรีชันปี ที มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย นิสิต หมายถึง นิสิตบรรพชิตระดับปริญญาตรี ชันปี ที มหาวิทยาลัยมหาจุ ฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย
  6. 6. . ประโยชน์ทีได้รบจากการศึกษา ั . ทราบความต้ องการของนิสิตบรรพชิตชันปี ที ต่อการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย . เพื อเป็ นแนวทางในการพัฒนาการสอนในการศึก ษาระดับ ปริญ ญาตรี ชันปี ทีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย
  7. 7. บทที เอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้อง ผู้ศึกษาได้ ศึกษาค้ นคว้ าเอกสารและงานวิจัยทีเกียวข้ องเพือใช้ ในการศึกษาความต้ องการของนิสิตต่อการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีบรรพชิตชันปี ที มหาวิทยาลัยมหาจุ ฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์เลย ตามลําดับหัวข้ อดังนี . การจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย . ความเป็ นมาของวิทยาลัยสงฆ์เลย . แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ . แนวคิดความต้ องการของมนุษย์ . งานวิจัยทีเกียวข้ อง . กรอบแนวคิดในการศึกษาวิจัย . การจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งคณะสงฆ์ไทย เป็ นสถาบันการศึกษาชั นสู ง ของคณะสงฆ์ ซึ งสมเด็จ บรมบพิ ต ร พระราชสมภารเจ้ า สมเด็จ พระปรมิ น ทรมหาจุ ฬ าลงกรณ์ พระจุ ล จอมเกล้ า เจ้ า อยู่ หั ว ได้ ท รงสถาปนาขึ นเมื อ พ.ศ. มี ชื อเดิ ม ว่ า"มหาธาตุวิทยาลัย" และมีพระบรมราชโองการเปลียนนามใหม่ว่า "มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย"เมื อ วั นที กั น ยายน พ.ศ. โดยมีพ ระราชประสงค์ จ ะให้ เ ป็ นอนุ ส รณ์ เฉลิ ม พระเกียรติยศของพระองค์สืบไป ดังปรากฏในประกาศพระราชปรารภในการก่อพระฤกษ์สังฆิกเสนาศน์ราชวิทยาลัยต่อไปนี 1 พระราชปรารถในการก่อพระฦกษ์สังฆิกเสนาสน์ราชวิทยาลัย พระพิมลธรรม พระพิมลธรรม (ช้ อย ฐานทตฺตเถร) สนองพระราชปรารถ ยุคริเริมการจัดการศึกษา ยุคปรับปรุงและขยายการศึกษา ยุครับรองปริญญาบัตรและสถานะของมหาวิทยาลัย1 เข้าถึงใน http://www.mcu.ac.th/site/history.php. ประวัติมหาวิทยาลัย. วันที ธันวาคม .
  8. 8. 5 . ความเป็ นมาของวิทยาลัยสงฆ์เลย วิทยาลัยสงฆ์เลยเป็ นส่วนงานสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุ ฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น ตังอยู่เลขที 366 อาคารกาญจนาภิเษก ชันที วัดศรีวิชัยวนาราม ตําบลกุดป่ องอําเภอเมือง จังหวัดเลย มีประวัติการก่อตังโดยย่อคือ เมือ พ.ศ. พระสุนทรปริยัติเมธี(พรหมา จนฺทโสภโณ) สมณศักดิในขณะนัน ซึงเป็ นเจ้ าคณะจังหวัดเลยร่ วมกับพระสังฆาธิการในเขตจังหวั ดเลย ได้ เสนอโครงการก่ อ ตังวิ ทยาลั ยสงฆ์เลยต่ อ มหาจุ ฬาลงกรณราชวิ ทยาลั ยวิทยาเขตขอนแก่น และได้ รับอนุมัติให้ ก่อตังศูนย์การศึกษาเลย สังกัดวิทยาเขตขอนแก่น ต่อมาเมือวันที สิงหาคม พ.ศ. ได้ รับการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย มหาจุ ฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้ ยกฐานะศูนย์การศึกษาเลยเป็ นวิทยาลัยสงฆ์เลย วัตถุประสงค์ในการก่อตังวิทยาลัยสงฆ์เลย ก็เพือตอบสนองความต้ องการของศึกษาของพระภิกษุสามเณร เพือสนองนโยบายของรัฐบาลในการกระจายโอกาสทางการศึกษาให้ ทวถึง ัแก่ผ้ ูด้อยโอกาส เพือเปิ ดโอกาสให้ บุคลากรในท้องถินได้ มีส่วนร่ วมดําเนินการศึกษาระดับบาลีอุดมศึกษาให้ เกิดประโยชน์แก่พระภิกษุสามเณรในชนบท และสามารถนําความรู้ดังกล่ าวไปประยุกต์ใช้ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ อย่างพึงประสงค์ และมีประสิทธิภาพ ดังนี . เพื อพั ฒ นาทรั พยากรบุ ค คลทางพระพุท ธศาสนาในท้ อ งถิ น ให้ มี คุ ณ ธรรม มีจริยธรรม มีความสามารถและมีศักยภาพในการบริหารกิจการคณะสงฆ์และสังคม . เพื อขยายโอกาสให้ พระสัง ฆาธิ ก าร ครู ส อนพระปริ ยั ติ ธ รรม และ พระภิ ก ษุสามเณรที สนองงานคณะสงฆ์ ใ นท้ อ งถิ น ได้ ศึ ก ษาวิ ช าการด้ านพระพุ ท ธศาสนาในระดับอุดมศึกษา . เพือผลิตบัณฑิตทีมีความรู้ ความสามารถด้ านพระพุทธศาสนา . เพือเป็ นแหล่งบริการด้ านพระพุทธศาสนา ทํานุบารุงศิลปวัฒนธรรม ํ ปัจจุบันทีวิทยาลัยสงฆ์เลยได้ เปิ ดหลักสูตรและจัดการเรียนการสอน สาขาวิชา คือ 1. สาขาวิชาการสอนภาษาไทย 2. สาขาวิชาพระพุทธศาสนา 3. สาขาวิชารัฐศาสตร์ วิชาเอกการปกครอง มีโครงการหลักสูตรประกาศนียบัตร คือ โครงการหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ป.บส.)
  9. 9. 6 โดยมีพันธกิจตามพันธกิจของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยในด้ านต่างๆดังนี ด้านการผลิตบัณฑิต ผลิตและพัฒนาบัณฑิตให้ มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ประการ คือ มีปฏิปทาน่าเลือมใส ใฝ่ รู้ใฝ่ คิด เป็ นผู้นาด้ านจิตใจและปั ญญา มีความสามารถในการแก้ ปัญหา มีศรัทธา ํอุทศตนเพือพระพุทธศาสนา รู้จักเสียสละเพือส่วนรวม รู้เท่าทันความเปลียนแปลงของสังคม มี ิโลกทัศน์ กว้ างไกล มีศักยภาพทีจะพัฒนาตนเอง ให้ เพียบพร้ อมด้ วยคุณธรรมและจริยธรรม ด้านการวิจัยและพัฒนา การวิจัยและค้ นคว้ า เพือสร้ างองค์ความรู้ควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอน เน้ นการพั ฒนาองค์ ค วามรู้ ใ นพระไตรปิ ฎก โดยวิ ธี สหวิ ท ยาการแล้ ว นํา องค์ ค วามรู้ ทีค้ นพบมาประยุกต์ใช้ แก้ ปัญหา ศีลธรรม และจริยธรรมของสังคม รวมทังพัฒนา คุณภาพงานวิชาการด้ านพระพุทธศาสนา ด้านการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการวิชาการแก่สงคม ั ส่ ง เสริ ม พระพุ ท ธศาสนาและบริ ก ารวิ ช าการแก่ สั ง คม ตามปณิ ธ านการจั ด ตั งมหาวิ ทยาลั ย ด้ ว ยการปรั บ ปรุ ง กิ จ กรรมต่ า งๆ ให้ ประสานสอดคล้ อ ง เอื อต่ อ การส่ ง เสริ มสนับ สนุ นกิ จการคณะสงฆ์ สร้ างความรู้ ความเข้ าใจหลั ก คําสอนทางพระพุทธศาสนา สร้ างจิตสํานึกด้ านคุณธรรม จริ ยธรรมแก่ประชาชน จัดประชุม สัมมนา และฝึ กอบรม เพื อพัฒนาพระสงฆ์และบุคลากรทางศาสนา ให้ มีศักยภาพในการธํารงรักษา เผยแผ่ หลักคําสอน และเป็ นแกนหลักในการพัฒนาจิตใจในวงกว้ าง ด้านการทํานุ บํารุงศิลปวัฒนธรรม เสริมสร้ างและพัฒนาแหล่ งการเรียนรู้ด้านการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม ให้ เอือต่อการศึ กษา เพื อสร้ างจิตสํานึก และความภาคภูมิใจในความเป็ นไทย สนับสนุนให้ มีก ารนําภู มิปัญญาท้องถิน มาเป็ นรากฐานของการพัฒนาอย่างมีดุลยภาพ เปาประสงค์ของวิทยาลัยสงฆ์เลย ้ . จัดการศึก ษา ส่ งเสริ ม และพัฒนาวิ ชาการทางพระพุทธศาสนาประยุกต์เข้ ากั บศาสตร์ต่างๆ เพือการผลิตและพัฒนาคุณภาพบัณฑิต และทรัพยากรมนุษย์ให้ เป็ นทียอมรับของสังคม . เพือให้ มีโครงสร้ างทีกะทัดรัดและมีระบบการบริหารทีมีความคล่ องตัว สามารถดําเนินงานทุกด้ านได้ อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล โป่ งใส ตรวจสอบได้
  10. 10. 7 . เพือให้ บุคลากรทุกระดับในวิทยาเขตขอนแก่น เป็ นผู้มีความรู้ความสามารถให้ทันต่อความเปลียนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิงแวดล้ อม และเป็ นผู้ชีนําทางวิชาการด้ านพระพุทธศาสนา . เพือให้ สามารถปฏิบัติภารกิจหลักในด้ านการบริหาร การจัดการศึกษา การวิจัยการส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการวิชาการแก่สังคม และการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมได้ตามเป้ าหมาย . เพือพัฒนาวิทยาลัยสงฆ์เลยให้ เป็ นศูนย์กลางการศึกษาด้ านพุทธศาสนา สะสมอนุรักษ์ และพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิน พัฒนาองค์ความรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรม เพือมุ่งสู่การเป็ นศูนย์กลางการพัฒนาองค์ความรู้ และเป็ นผู้นาด้ านการวิจัยด้ านพระพุทธศาสนา ปรัชญา ํศิลปะและวัฒนธรรมในภูมิภาคนี . เพือให้ สามารถระดมทุนจากแหล่ งต่ าง ๆ ให้ เพียงพอต่อการจัดหาและพัฒนาอาคารสถานที บุคลากร ครุภัณฑ์ทางการศึกษาและเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยให้ ภาคเอกชนชุมชนและสังคมมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษาของคณะสงฆ์เพิมมากขึน . แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. ได้ กาหนดแนวการจัดการศึกษาของ ํชาติไว้ ในหมวดที 4 ตังแต่มาตรา ถึง มาตรา (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่ งชาติ ) ซึงสรุปสาระสําคัญได้ ดังนี . การจัดการศึกษาต้องเน้นผูเ้ รียนเป็ นศูนย์กลาง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและประสบการณ์การเรียนรูยึดหลักดังนี ้ . ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ดังนันจึงต้ องจัด สภาวะแวดล้ อ ม บรรยากาศรวมทังแหล่ งเรี ยนรู้ ต่าง ๆ ให้ หลากหลาย เพื อเอื อต่ อ ความสามารถของแต่ละบุคคล เพือให้ ผ้ ูเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติทสอดคล้ อง ี กั บ ความถนัดและความสนใจเหมาะสมแก่ วัย และศั ก ยภาพของผู้ เรี ยน เพื อให้ ก าร เรี ยนรู้ เกิ ดขึนได้ ทุก เวลาทุ ก สถานทีและเป็ นการเรี ยนรู้ กั นและกั น อั นก่ อ ให้ เกิ ดการ แลกเปลี ยนประสบการณ์ เพื อการมีส่ วนร่ วมในการพั ฒนาตนเองชุ มชน สั งคมและ ประเทศชาติ โดยการประสานความร่ วมมือ ระหว่ างสถานศึ กษากั บผู้ ปกครองบุ ค คล ชุมชนและทุกส่วนของสังคม . ผู้เรียนมีความสําคัญ ทีสุด การเรียนการสอนมุ่งเน้ นประโยชน์ของผู้เรียน เป็ นสําคั ญ จึงต้ องจัดให้ ผ้ ูเรียนได้ เรียนรู้จากประสบการณ์จริ ง ฝึ กปฏิ บัติให้ ทาได้ คิ ด ํ เป็ น ทําเป็ น มีนิสัยรักการเรียนรู้ และเกิดการใฝ่ รู้ใฝ่ เรียนอย่างต่อเนืองตลอดชีวิต
  11. 11. 8 . มุ่งปลูกฝังและสร้างลักษณะทีพึงประสงค์ให้กบผูเ้ รียน โดยเน้นความรู ้ คุณธรรม ัค่านิยมทีดีงามและบู รณาการความรู ในเรืองต่าง ๆ อย่างสมดุล รวมทังการฝึ กทักษะและ ้กระบวนการคิดการจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ใช้ความรูโดยให้ผูเ้ รียน ้มีความรูและประสบการณ์ในเรืองต่าง ๆ ดังนี ้ . ความรู้เรื องเกียวกับตนเองและความสัมพั นธ์ของตนเองกับสังคม ได้ แ ก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกียวกับประวัติศาสตร์ความเป็ นมา ของสั ง คมไทยและระบบการเมื อ งการปกครองในระบอบประชาธิ ป ไตยอั น มี พระมหากษัตริย์ทรงเป็ นประมุข . ความรู้ แ ละทัก ษะด้ านวิ ทยาศาสตร์ แ ละเทคโนโลยี รวมทังความรู้ ค วาม เข้ า ใจและประสบการณ์ เรื องการจั ดการ การบํา รุ ง รั ก ษา และการใช้ ป ระโยชน์ จาก ทรัพยากรธรรมชาติและสิงแวดล้ อมอย่างสมดุลยังยืน . ความรู้เกียวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการ รู้จักประยุกต์ใช้ ภูมิปัญญา . ความรู้และทักษะด้ านคณิตศาสตร์และด้ านภาษา เน้ นการใช้ ภาษาไทยอย่าง ถูกต้ อง . ความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ และการดํารงชีวิตอย่างมีความสุข . กระบวนการเรียนรู ้ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติได้กําหนดแนวทางในการจัดกระบวนการเรียนรูของสถานศึกษาและหน่วยงานทีเกียวข้อง ดังนี ้ . จัดเนือหาสาระและกิจกรรมให้ สอดคล้ องกับความสนใจและความถนัดของ ผู้เรียน โดยคํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล . ให้ มีการฝึ กทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และ การประยุกต์ความรู้มาใช้ เพือป้ องกันและแก้ ไขปัญหา . จัดกิจกรรมให้ ผ้ ูเรียนได้ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึ กการปฏิบัติให้ ทาได้ ํ คิดเป็ น ทําเป็ น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่ รู้อย่างต่อเนือง . จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้ สัดส่วน สมดุลกัน รวมทังปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมทีดีงาม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ ใน ทุกวิชา . ส่งเสริมสนับสนุนให้ ผ้ ูสอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้ อมสือการ เรียนและอํานวยความสะดวก เพือให้ ผ้ ู เรี ยนเกิดการเรียนรู้แ ละมีความรอบรู้ รวมทัง สามารถใช้ การวิจัยเป็ นส่วนหนึงของกระบวนการเรียนรู้ . ผู้ เรี ยนและผู้สอนเรี ยนรู้ไปพร้ อมกันจากสือการเรียนการสอนและแหล่ ง วิทยาการประเภทต่าง ๆ
  12. 12. 9 . การเรียนรู้เกิดขึนได้ ทุกเวลา ทุกสถานที มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่ าย เพือร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ . การส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนรู ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ ได้ ้กําหนดบทบาทในการส่งเสริมการเรียนรูของรัฐ และสถานศึกษาต่าง ๆ ดังนี ้ . รัฐต้ องส่งเสริมการดําเนินงาน และการจัดตังแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุก รูปแบบ ได้ แ ก่ ห้ องสมุดประชาชน พิ พิธภั ณฑ์ หอศิ ลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะสวน พฤกษศาสตร์ อุ ท ยานวิ ท ยาศาสตร์ แ ละเทคโนโลยี ศู น ย์ ก ารกี ฬ าและนั น ทนาการ แหล่งข้ อมูลและแหล่งการเรียนรู้ อย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ . ให้ คณะกรรมการการศึ ก ษาขั นพื นฐาน กํา หนดหลั ก สู ต รแกนกลาง การศึกษาขันพืนฐานเพือความเป็ นไทย ความเป็ นพลเมืองดีของชาติ การดํารงชีวิตและ การประกอบอาชีพตลอดจนเพือการศึกษาต่อ . ให้ ส ถานศึ ก ษาขั นพื นฐาน มี ห น้ า ทีจั ด ทํา สาระของหลั ก สู ต รในส่ ว นที เกี ยวข้ อ งกั บ สภาพปั ญ หาในชุ ม ชนและสัง คม ภู มิปั ญ ญาท้ อ งถิ นคุ ณ ลั ก ษณะอั นพึ ง ประสงค์ เพือเป็ นสมาชิกทีดีของครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ . หลักสูตรการศึกษาระดับต่าง ๆ ต้ องมีลักษณะหลากหลายเหมาะสมกับแต่ ละระดับ โดยมุ่งพั ฒนาคุณ ภาพชี วิตของบุ ค คล สาระของหลัก สูตร ทังทีเป็ นวิ ชาการ วิชาชีพ ต้ องมุ่งพัฒนาคนให้ มีความสมดุล ทังด้ านความรู้ ความคิด ความสามารถ ความ ดีงาม และความรับผิดชอบต่อสังคม . ให้ ส ถานศึ ก ษาร่ ว มกั บ บุ ค คล ครอบครั ว ชุ มชน องค์ ก รชุ ม ชนองค์ ก ร ปกครองส่ วนท้ อ งถิ น เอกชน องค์ ก รเอกชน องค์ ก รวิ ช าชี พ สถาบั นศาสนา สถาน ประกอบการ และสถาบันสังคมอืน ส่งเสริมความเข้ มแข็งของชุมชน โดยจัดกระบวนการ เรียนรู้ภายในชุมชน เพือให้ ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้ อมูล ข่ า วสาร และรู้ จั ก เลื อ กสรรภู มิ ปั ญ ญาและวิ ท ยาการต่ า ง ๆ เพื อพั ฒ นาชุ ม ชนให้ สอดคล้ อ งกั บ สภาพปั ญ หาและความต้ อ งการ รวมทังหาวิ ธี ก ารสนั บ สนุ น ให้ มี ก าร เปลียนแปลงประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน . ให้ สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนทีมีประสิทธิภ าพรวมทัง การส่งเสริมให้ ผ้ ูสอนสามารถวิจัยเพือพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทเหมาะสมกับผู้เรียนใน ี แต่ละระดับการศึกษา
  13. 13. 10 . การประเมินผลการเรียนรู ้ ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้ระบุถงวิธีการ ึประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู ไว้ว่า ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผลผูเ้ รียน โดย ้พิจารณา จากพั ฒนาการของผู้ เรี ยน ความประพฤติ การสังเกตพฤติก รรมการเรี ยน การร่ วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึก ษา นอกจากนันการประเมินผลผู้ เรี ยนยังต้ องเกียวข้ องกับหลัก การสําคัญคือ . ใช้ วิธีการทีหลากหลายในการประเมินผู้เรียน . ใช้ วิธีการทีหลากหลายในการจัดสรรโอกาสเข้ าศึกษาต่อ . ใช้ การวิจัยเพือพัฒนากระบวนการเรียนการสอนทีเหมาะสมกับผู้เรียน . มุ่งการประกันคุณภาพ โดยสถานศึกษาทําการประเมินผลภายในทุกปี และ รายงานผลการประเมินต่อต้ นสังกัดและสาธารณชน . สถานศึกษาได้ รับการประเมินภายนอกอย่างน้ อย ครัง ทุก ปี . แนวคิดความต้องการของมนุ ษย์ ความต้ องการเป็ นปัจจัยสําคัญมากเมือเทียบกับปั จจัยอืน ๆ ของความแตกต่างของบุคคลเพราะเป็ นความรู้สึกภายในและได้ รับอิทธิพลมาจากหลาย ๆ ประการด้ วยกัน คือ ความต้ องการเป็ นผลรวมของปัจจัยต่าง ๆ จากจิตทีสังออกมา การสังออกมาในรูปของความต้ องการนีย่อมมีผลทําให้ ร่างกายเกิดพฤติกรรมทังทีเป็ นทีพึ งปรารถนาและไม่เป็ นทีพึ งปรารถนาของสังคม(ลักขณา สริวัฒน์, , หน้ า ) ทฤษฎีทเกียวข้ องกับความต้ องการได้ มีนักจิตวิทยา ีหลาย ๆ ท่านเสนอไว้ ดังนี ความหมายของความต้ องการ ความต้ องการหมายถึง ความประสงค์อย่างแรงกล้ าทีจะกระทําการบางอย่าง อาจเป็ นสิงทีเป็ นจริงหรือเป็ นสิงทีสมมติขนก็ได้ และมีโอกาสทีจะเป็ นไป ึได้ เกิดขึนได้ หรือปรากฏให้ เห็นได้ โดยสามารถชีแจงเหตุผลให้ เข้ าใจ และมีกาหนดระยะเวลา ํE-learning Consumer Behavior “ความต้ อ งการและจู งใจ” (ระบบออนไลน์) แหล่ งทีมาhttp://www.bc.msu.ac.th ( เมษายน ) ได้ ให้ ความต้ องการ หมายถึงการทีบุคคลรับรู้ถึงความแตกต่างระหว่ างสภาพในอุดมคติและสภาพความเป็ นจริงในปั จจุ บัน ซึงมีอิทธิพลเพียงพอทีจะกระตุ้นให้ เกิดพฤติกรรม เราสามารถแบ่งความต้ องการออกเป็ น ลักษณะ คือ . ความต้ องการทางกายภาพ เป็ นระดับความต้ องการขันแรก ซึงเป็ นความต้ องการพืนฐานและเป็ นความต้ องการเพือให้ ชีวิตอยู่รอด
  14. 14. 11 . ความต้ องการทางจิตใจ หรือความต้ องการทีเป็ นความปรารถนา ซึงถือว่ าเป็ นความต้ องการขันทุติยภูมิ ทีเป็ นผลจากสภาพจิตใจ และความสัมพันธ์กับบุคคลอืนทฤษฎีความต้ องการ(Need Theory) ความต้ องการของคนจะเพิมมากขึนเรือยๆ ซึงในแต่ละขันของความต้ องการต้ องได้ รับการตอบสนองนันๆเสียก่อน ขันต่อๆไปจึงจะตามมา และสภาพของความตึงเครียด ความไม่ พึงพอใจ ซึงจะกระตุ้นให้ บุคคลกระทําการเพือให้ บ รรลุวัตถุ ประสงค์ ทีเชือว่ าตอบสนองแรงดล(Impulse) แรงขับ(Drive = ตัณหา) Impulse หมายถึง ความโน้ มเอียงทีจะกระทําโดยไม่ได้ คิดถึงผลเสียอะไรไว้ ล่วงหน้ าทังสิน Drive หมายถึง ปัจจัยทีมาผลักดันให้ บุคคลหรือสัตว์กระทําอย่างใด อย่างหนึงลงไปโดยไม่คิดถึงผลทีเกิดขึนและปั จจัยเหล่ านีมีแรงดันเกินกว่าทีตัวเองจะควบคุมไว้ ได้ ทฤษฎีลําดับความต้องการ (Hierarchy of Needs Theory) เป็ นทฤษฎีทพัฒนาขึนโดย อับราฮัม มาสโลว์ (อ้ างใน พจน์ ศุภพิชณ์, ี , หน้ า ) นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแบรนดีส์ เป็ นทฤษฎีทีรู้จักกันมากทีสุดทฤษฎีหนึง ซึงระบุว่าบุคคลมีความต้ องการเรียงลําดับจากระดับพืนฐานทีสุดไปยังระดับสูงสุด กรอบความคิดทีสําคัญของทฤษฎีนมี ประการคือ ี . บุคคลเป็ นสิงมีชีวิตทีมีความต้ องการ ความต้ องการมีอิทธิพลหรือแรงจู งใจต่ อพฤติกรรมความต้ องการทียังไม่ได้ รับการตอบสนองเท่านันทีเป็ นเหตุจูงใจ ส่วนความต้ องการทีได้ รับการตอบสนองแล้ วไม่เป็ นเหตุจูงใจอีกต่อไป . ความต้ องการของบุคคลเป็ นลําดับชั นเรียงตามความสําคัญ จากความต้ องการพืนฐานไปจนถึงความต้ องการทีซับซ้ อน . เมือความต้ องการลําดับตําได้ รับ การตอบสนองอย่างดีแล้ ว บุ คคลจะก้ าวไปสู่ความต้ องการลําดับทีสูงขึนต่อไป ทฤษฎีความต้ องการสามประการ ของ McClelland และคณะ เสนอว่ าความต้ องการของมนุษย์เกิดขึนผ่านประสบการณ์ของชีวิต ไม่ใช่ เกิดตามธรรมชาติ แบ่ งออกเป็ น ประเภทคือ ความต้ องการอํานาจ ความต้ อ งการอํานาจสังคม และความต้ อ งการประสบความสําเร็จลําดับขันความต้ องการตามแนวคิดของมาสโลว์มาสโลว์ (Abraham H. Maslow อ้ างใน พรรณีชูทัย เจนจิต, , หน้ า - ) ผู้ก่อตังจิตวิทยาสาขามนุษยนิยม เป็ นผู้หนึงทีได้ ศึกษาค้ นคว้ าถึ งความต้ อ งการของมนุษย์โดยมองเห็นว่ า มนุ ษย์ทุก คนล้ วนแต่ มีความต้ อ งการทีจะสนองความต้ อ งการให้ กั บ ตนเองทังสินซึ งความต้ อ งการของมนุ ษย์ นีมีมากมายหลายอย่ า งด้ วยกัน เขาได้ นาความต้ องการเหล่านันมาจัดเรียงเป็ นลําดับขันจากขันตําสุดไปขันสูงสุดเป็ น ํขัน โดยทีมนุ ษย์จะแสดงความต้ อ งการในขันสูงๆ ถ้ าความต้ อ งการในขันต้ น ๆ ได้ รั บ การตอบสนองเสียก่อน มาสโลว์ได้ อธิบายถึงลักษณะความต้ องการในแต่ละขันไว้ ดังนี
  15. 15. 12 . ความต้ องการทางกาย (Physiological Needs) เป็ นความต้ องการขันพืนฐานทีชาวพุทธเรียกว่า ปัจจัย 4 แต่ทางตะวันตกรวมความต้ องการทางเพศ (Sex) ด้ วย . ความต้ อ งการความปลอดภัย (Security Needs) เป็ นความต้ อ งการทีให้ ทังร่างกายและจิตใจได้ รับความปลอดภัยจากภัยต่าง ๆ ทังปวง . ความต้ องการทางสังคม (Social Needs) เป็ นความต้ องการส่วนหนึงของสังคมซึงเป็ นธรรมชาติอย่างหนึงของมนุษย์ เช่ น ความต้ องการทีได้ อยู่ในหมู่หรือพวก ต้ องการความรัก . ความต้ องการเกียรติยศชือเสียง (Esteem Needs) เมือความต้ องการทางสังคมได้ รับการตอบสนองแล้ ว คนเราจะต้ องการสร้ างสถานภาพของตัวเองให้ สูงเด่น มีความภูมิใจและสร้ างการนับ ถือ ตนเอง ชื นชมในความสําเร็จของงานทีทํา ความรู้ สึก มันใจในตัวเองและเกียรติยศ เช่ น ยศ ตําแหน่ ง ระดับเงินเดือนทีสูง งานทีท้ าทาย ได้ รั บการยกย่อ งจากผู้อืน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจในงาน ความต้ องการมีความรู้ความสามารถ เป็ นต้ น . ความต้ องการความสําเร็จในชีวิต (Self-actualization Needs) เป็ นความต้ องการระดับสูงสุด คือ ต้ องการจะเติมเต็มศักยภาพของตนเอง ต้ องการความสําเร็จในสิงทีปรารถนาสูงสุดความเจริญก้ าวหน้ า การพัฒนาทักษะความสามารถให้ ถึงขีดสุดยอด มีความเป็ นอิสระในการตัดสินใจและการคิดสร้ างสรรค์สิงต่างๆ การก้ าวสู่ตาแหน่งทีสูงขึนในอาชีพและการงาน ํเป็ นต้ น ทฤษฎีความต้องการตามแนวความคิดของเมอร์เรย์ (Murray) เมอเรย์ (อ้ างใน วราภรณ์ ตระกูลสฤษดิ, , หน้ า - ) มีความคิดเห็นว่ าความต้ อ งการเป็ นสิงทีบุค คลได้ สร้ างขึน ก่ อให้ เกิดความรู้สึกซาบซึง ความต้ องการนีบางครั งเกิดขึนเนืองจากแรงกระตุ้นภายในของบุคคล และบางครังอาจเกิดความต้ องการเนืองจากสภาพสังคมก็ได้ หรืออาจกล่าวได้ ว่า ความต้ องการเป็ นสิงทีเกิดขึน เนืองมาจากสภาพทางร่ างกายและสภาพจิตใจนันเอง ทฤษฎีความต้ องการตามหลักการของเมอร์เรย์ สามารถสรุปได้ ดังนี . ความต้ อ งการทีจะเอาชนะด้ ว ยการแสดงออกความก้ า วร้ า ว (Need forAggression) ความต้ องการทีจะเอาชนะผู้อืน เอาชนะต่อสิงขัดขวางทังปวงด้ วยความรุนแรง มีการต่อ สู้ การแก้ แ ค้ น การทําร้ ายร่ างกาย หรื อฆ่ าฟั นกั น เช่ น การพูดจากระทบกระแทกกั บบุคคลทีไม่ชอบกันหรือมีปัญหากัน เป็ นต้ น . ความต้ องการทีจะเอาชนะฟั นฝ่ าอุปสรรคต่าง ๆ (Need for Counteraction)ความต้ องการทีจะเอาชนะนีเป็ นความต้ องการทีจะฟนั ฝ่ าอุปสรรค ความล้ มเหลวต่าง ๆ ด้ วยการสร้ างความพยายามขึนมา เช่ น เมื อได้ รั บ คํา ดูถู ก ดูหมิน ผู้ ไ ด้ รั บ จะเกิ ดความพากเพี ย รพยายามเพือเอาชนะคําสบประมาทจนประสบความสําเร็จ เป็ นต้ น
  16. 16. 13 . ความต้ องการทีจะยอมแพ้ (Need for Abasement) ความต้ องการชนิดนีเป็ นความต้ องการทีจะยอมแพ้ ยอมรับผิด ยอมรับคําวิจารณ์ หรือยอมรับการถูกลงโทษ เช่ น การเผาตัวตายเพื อประท้ วงระบบการปกครอง พั นท้ ายนรสิงห์ไ ม่ยอมรับอภัยโทษ ต้ องการจะรั บโทษตามกฎเกณฑ์ เป็ นต้ น . ความต้ องการทีจะป้ องกันตนเอง (Need for Defendant) เป็ นความต้ องการทีจะป้ องกั น ตนเองจากคํา วิ พ ากย์ วิจ ารณ์ การตําหนิ ติ เ ตี ย น ซึ งเป็ นการป้ องกั น ทางด้ า นจิ ต ใจพยายามหาเหตุผ ลมาอธิ บ ายการกระทําของตน มีก ารป้ องกั นตนเองเพื อให้ พ้นผิ ดจากการกระทําต่าง ๆ เช่นให้ เหตุผลว่ าสอบตกเพราะครูสอนไม่ดี ครูอาจารย์ทีไม่มีวิญญาณครู ขีเกียจอบรมสังสอนศิษย์ . ความต้ องการเป็ นอิสระ (Need for Autonomy) ความต้ องการชนิดนีเป็ นความต้ อ งการทีปรารถนาจะเป็ นอิ สระจากสิงกดขีทังปวง ต้ อ งการทีจะต่ อสู้ดินรนเพื อเป็ นตัวของตัวเอง . ความต้ องการความสําเร็จ (Need for Achievement) คือ ความต้ องการทีจะกระทําสิงต่าง ๆ ทียากลําบากให้ ประสบความสําเร็จ จากการศึ กษาพบว่ า เพศชายจะมีระดับความต้ องการความสําเร็จมากกว่าเพศหญิง . ความต้ องการสร้ างมิตรภาพกับบุค คลอืน (Need for Affiliation) เป็ นความต้ องการทีจะทําให้ ผ้ ูอืนรักใคร่ ต้ องการรู้จักหรือมีความสัมพันธ์กับบุคคลอืน ต้ องการเอาอกเอาใจ มีความซือสัตย์ต่อเพือนฝูง พยายามสร้ างความสัมพันธ์ใกล้ ชิดกับบุคคลอืน . ความต้ องการความสนุกสนาน (Need for Play) เป็ นความต้ องการทีจะแสดงความสนุกสนาน ต้ องการหัวเราะเพือการผ่อนคลายความตึงเครียด มีการสร้ างหรือเล่าเรืองตลกขบขัน เช่น มีการพักผ่อนหย่อนใจ มีส่วนร่วมในเกมกีฬา เป็ นต้ น . ความต้ องการแยกตนเองจากผู้อืน (Need for Rejection) บุคคลมักจะมีความปรารถนาในการทีจะแยกตนเองออกจากผู้อืน ไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ ายกับบุคคลอืน ต้ องการเมินเฉยจากผู้อืน ไม่สนใจผู้อืน . ความต้ องการความช่ วยเหลือจากบุคคลอืน (Need for Succedanea) ความต้ องการประเภทนีจะเป็ นความต้ องการให้ บุคคลอืนมีความสนใจ เห็นอกเห็นใจ มีความสงสารในตนเองต้ องการได้ รับความช่วยเหลือ การดูแล ให้ คาแนะนําดูแลจากบุคคลอืนนันเอง ํ . ความต้ องการทีจะให้ ความช่ วยเหลือต่อบุคคลอืน (Need for Nurture) เป็ นความต้ องการทีจะเข้ าร่ วมในการทํากิจกรรมกับบุคคลอืน โดยการให้ ความช่ วยเหลือให้ บุคคลอืนพ้ นจากภัยอันตรายต่าง ๆ . ความต้ องการทีจะสร้ างความประทับใจให้ กับผู้อืน (Need for Exhibition) เป็ นความต้ องการทีจะให้ บุคคลอืนได้ เห็น ได้ ยินเกียวกับเรืองราวของตนเอง ต้ องการให้ ผ้ ูอืนมีความ
  17. 17. 14สนใจ สนุกสนาน แปลกใจ หรือตกใจในเรืองราวของตนเอง เช่ น เล่ าเรืองตลกขบขันให้ บุคคลอืนฟังเพือบุคคลอืนจะเกิดความประทับใจในตนเอง เป็ นต้ น . ความต้ องการมีอิทธิพลเหนือบุคคลอืน (Need for Dominance) เป็ นความต้ องการทีจะให้ บุคคลอืนมีการกระทําตามคําสังหรือความคิด ความต้ องการของตน ทําให้ เกิดความรู้สึกว่าตนมีอิทธิพลเหนือกว่าบุคคลอืน . ความต้ องการทีจะยอมรับนับถือผู้อาวุโสกว่า (Need for Deference) เป็ นความต้ อ งการทียอมรั บ นับ ถื อ ผู้ทีอาวุ โสกว่ าด้ วยความยินดี รวมทังนิยมชมชื นในบุค คลทีมีอานาจ ํเหนือกว่าพร้ อมทีจะให้ ความร่วมมือกับบุคคลดังกล่าวด้ วยความยินดี . ความต้ อ งการหลี ก เลี ยงความรู้ สึก ล้ มเหลว (Need for Avoidance ofInferiority) ความต้ องการจะหลีกเลียงให้ พ้นจากความอับอายทังหลาย ต้ องการหลีกเลียงการดูถูก หรือการกระทําต่าง ๆ ทีก่อให้ เกิดความละอายใจ รู้สึกอับอายล้ มเหลว พ่ายแพ้ . ความต้ องการทีจะหลีกเลียงจากอันตราย (Need for Avoidance Harm)ความต้ องการนีเป็ นความต้ องการทีจะหลีกเลียงความเจ็บปวดทางด้ านร่ างกาย ต้ องการได้ รับความปลอดภัยจากอันตรายทังปวง . ความต้ อ งการทีจะหลี ก เลี ยงจากการถู ก ตําหนิหรื อ ถู ก ลงโทษ (Need forAvoidance of Blame) เป็ นความต้ องการทีจะหลีกเลียงการลงโทษด้ วยการคล้ อยตามกลุ่ม หรือยอมรับคําสังหรือปฏิบัติตามกฎข้ อบังคับของกลุ่ม เพราะกลัวถูกลงโทษ . ความต้ องการความเป็ นระเบียบเรียบร้ อย (Need for Orderliness) เป็ นความต้ องการทีจะจัดสิงของต่าง ๆ ให้ อยู่ในสภาพทีเป็ นระเบียบเรียบร้ อย มีความประณีต งดงาม . ความต้ องการทีจะรักษาชือเสียง เป็ นความต้ องการทีจะรักษาชือเสียงของตนทีมีอยู่ไว้ จนสุดความสามารถ เช่น การไม่ยอมขโมย แม้ ว่าตนเองจะหิว หรือไม่ยอมทําความผิดไม่คดโกงผู้ใดเพือชือเสียงวงศ์ตระกูล เป็ นต้ น . ความต้ อ งการให้ ต นเองมี ค วามแตกต่ า งจากบุ ค คลอื น (Need forContrariness) เป็ นความต้ องการทีอยากจะเด่น นําสมัย ไม่เหมือนใคร ความต้ องการเป็ นแรงกระตุ้นทีทําให้ ทากิจกรรมต่าง ๆ เพือตอบสนองความต้ องการนัน การแสดงออกของความ ํต้ องการในแต่ละสังคมจะแตกต่างกันออกไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของสังคมของตน ยิงไปกว่ านันคนในสังคมเดียวกันยังมีพฤติก รรมในการแสดงความต้ อ งการทีต่างกันอีกด้ วย เพราะสิงเหล่านีเกิดจากการเรียนรู้ของตน ซึงความต้ องการอย่างเดียวกันทําให้บุคคลมีพฤติกรรมทีแตกต่างกันได้ และพฤติกรรมอาจสนองความต้ องการได้ หลาย ๆ ทางและมากกว่าหนึงอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ตังใจทํางาน เพือไว้ ขนเงินเดือนและได้ ชือเสียงเกียรติยศ ึความยกย่องและยอมรับจากผู้อืน
  18. 18. 15 ทฤษฎีสองปั จจัยของเฮอร์สเบอร์ก (Herzberg’s Two-Factor Theory) เฮอร์เบอร์ก (Herzberg) ได้ ร่วมกับมอร์สเนอร์และซินเดอร์แมน (Mausner andSnyderman) (อ้ างใน ลักขณา สริวัฒน์, , หน้ า ) ศึกษาความต้ องการของคนเกียวกับการทํางาน (Herzberg’s Two-Factor Theory) และสรุปความต้ องการของคนเราในการทํางานได้ เป็ น ชนิด โดยเรียงตามลําดับจากมากไปหาน้ อย แบ่ งออกเป็ น พวก คือ ปั จจัยเพือสุขภาพทีจําเป็ นสําหรับทุกคน (Hygiene Factors) และปั จจัยเพือการจู งใจให้ ขยันตังใจทํางาน(Motivator Factors) ปัจจัยทัง 2 พวกนียังแบ่ งออกเป็ นปั จจัยทีได้ รับการกระตุ้นจากภายนอกและปัจจัยทีได้ รับการกระตุ้นจากภายในให้ ต่อสู้งาน ดังรายละเอียดต่อไปนี . ปัจจัยจูงใจภายนอก (Extrinsic Factors) เช่ น ค่ าตอบแทน เงินเดือน ได้ รับการสอนงานหรือเทคนิค หรือมีหัวหน้ าทีเก่ง มีความสัมพันธ์อันดีกับเพือนร่ วมงานและเจ้ านายหรือลูกน้ องและสภาพการทํางานทีดีมีความมันคงในการทํางาน . ปั จจัยจู งใจภายใน (Intrinsic Factors) เช่ น ความสัมฤทธิผลในงานทีทํา การยอมรับหรือการได้ รับการยกย่องจากเพือนร่ วมงาน การได้ รับผิดชอบในงานทีทําหรืองานของผู้อื นความก้ าวหน้ าในตําแหน่ งงานหรื อ ในหน้ าที ได้ ทางานทีถนัดหรือ ชอบ และมีโอกาสได้ ํประสบการณ์ใหม่ ๆ จากงานทีทํา มาสโลว์ แบ่ งความต้ อ งการเหล่ านีออกเป็ นสองกลุ่ม คื อ ความต้ องการทีเกิดจากความขาดแคลน ( Deficiency needs) เป็ นความต้ องการระดับตํา ได้ แก่ความต้ องการทางกายและความต้ องการความปลอดภั ย อีก กลุ่ มหนึงเป็ นความต้ อ งการก้ าวหน้ าและพั ฒนาตนเอง(Growth need)ได้ แก่ความต้ องการทางสังคม เกียรติยศชือเสียง และความต้ องการเติมความสมบูรณ์ให้ ชีวิตจัดเป็ นความต้ องการระดับสูง และอธิบายว่า ความต้ องการระดับตําจะได้ รับการตอบสนองจากปัจจัยภายนอกตัวบุคคล ส่วนความต้ องการระดับสูงจะได้ รับการสนองตอบจากปัจจัยในตัวบุคคลเอง ตามทฤษฎีของมาสโลว์ ความต้ องการทีได้ รับการตอบสนองอย่างดีแล้ วจะไม่สามารถเป็ นเงือนไขจูงใจบุคคลได้ อีกต่อไป แม้ ผลวิจัยในเวลาต่อมาไม่สนับสนุนแนวคิดทังหมดของมาสโลว์ แ ต่ ท ฤษฎี ลํา ดั บ ความต้ อ งการของมาสโลว์ ก็เ ป็ นทฤษฎี ทีเป็ นพื นฐานในการอธิ บ ายองค์ประกอบของแรงจูงใจ ซึงมีการพัฒนาในระยะหลังๆ . งานวิจัยทีเกียวข้อง
  19. 19. 16 จากการวิ จัยเอกสารและงานวิ จัยทีเกี ยวข้ อ งกั บความต้ องการจองนิสิตต่อ การจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาอุตสาหกรรมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่ าส่ วนของเนือหาความต้ อ งการประกอบกั บ ความเป็ นจริ งรวมกั นนัน ผู้ ศึ ก ษายังไม่ พ บผลงานศึกษาในด้ านนีเลย ส่วนใหญ่จะมุ่งเน้ นประเด็นในการศึกษาเกียวกับความต้ องการในส่วนทีแตกต่างกันออกไป ได้ ดังนี กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์, สุภาพร อัศววิโรจน์, จันทิรา แก้ วสูง, คนึงนิจ ฉลาดธัญกิจ,สุภาณี สุพิชญ์ และปิ ลันธนา สงวนบุญญพงษ์ ( ) ได้ วิจัยเรือง การศึกษาความพึงพอใจของนิสิตระดับบัณฑิตศึกษาทีมีต่อการจัดการเรียนการสอนของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้ าพระนครเหนือ ผลการวิจัยพบว่า ด้ านหลักสูตร วิธีสอนและกิจกรรมการเรียนการสอนและอาจารย์ผู้สอน นิสิตระดับบัณฑิตศึกษามีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมาก การบริการทางวิชาการ มีความพึงพอใจในระดับปานกลาง ส่วนด้ านอาคารสถานทีและสิงแวดล้ อม มีความพึงพอใจในระดับน้ อย เมือพิจารณาแต่ละข้ อของแต่ละด้ าน พบว่า ด้ านหลักสูตร นิสิตมีความพึงพอใจมากทีสุด ได้ แก่ ลักษณะโครงสร้ างของหลักสูตร ความทันสมัยของหลักสูตร และเนือหาในหลักสูตรด้ านการบริการทางวิชาการ นิสิตมีค วามพึงพอใจมากทีสุด ได้ แก่ การให้ บริการของห้ องสมุ ดและแหล่งข้ อมูลในการค้ นคว้ า ด้ านอาจารย์ผ้ ูสอน นิสิตมีความพึงพอใจมากทีสุดได้ แก่ อาจารย์ผู้สอนมีความรู้ความสามารถในวิชาทีสอน อาจารย์ให้ ความสําคัญต่อคําปรึกษาของผู้เรียน ด้ านอาคารสถานทีและสิงแวดล้ อม นิสิตมีความพึงพอใจปานกลาง ได้ แก่ สภาพห้ องเรียน สภาพห้ องอาหาร จึงสรุปได้ ว่าความต้ องการ เป็ นความประสงค์ทมนุษย์ทุกคนจะกระทําการบางอย่าง ีอาจเป็ นสิงทีเป็ นจริ งหรื อเป็ นสิงทีสมมติขึนก็ไ ด้ และมีโอกาสทีจะเป็ นไปได้ เกิดขึนได้ หรื อปรากฏให้ เห็นได้ โดยสามารถชีแจงเหตุผลให้ เข้ าใจ และมีกาหนดระยะเวลา ความต้ องการจะ ํแบ่งออกเป็ นขันลําดับจากความต้ องการขันตําสุดไปจนถึงความต้ องการขันสูงสุดของชีวิต ทวิท สิงห์ปลอด ( ) ได้ ศึกษาสภาพความเป็ นจริงและสภาพความต้ องการต่อการให้ บริก ารของบัณ ฑิตวิทยาลั ย มหาวิทยาลั ยรามคําแหง ตามความคิดเห็นของนิสิตระดับบั ณ ฑิตศึ ก ษา คณะศึ ก ษาศาสตร์ มหาวิ ทยาลั ยรามคํา แหง ผลการศึ ก ษาพบว่ า นิ สิตระดั บบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง ทุกสาขาวิชามีความคิดเห็นต่อสภาพความเป็ นจริงของการให้ บริ การของบัณ ฑิตวิทยาลั ย มหาวิ ทยาลั ยรามคําแหง โดยรวมอยู่ ในระดั บ ปานกลาง และความต้ อ งการของการให้ บริ ก ารของบั ณ ฑิ ต วิ ท ยาลั ย มหาวิ ท ยาลั ยรามคํา แหงโดยรวมอยู่ ใ นระดั บ มากทีสุ ด ความคิ ดเห็นของนิ สิ ตระดับ บั ณ ฑิต ศึ ก ษา คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคําแหง ต่อสภาพความเป็ นจริงและความคิดเห็นต่อสภาพ ความ
  20. 20. 17ต้ อ งการของการให้ บริ ก าร ทังด้ านงานมาตรฐานการศึ กษา และด้ านงานบริ การวิช าการของบั ณ ฑิตวิ ทยาลั ยมหาวิ ทยาลั ยรามคําแหง แตกต่ างกั นอย่ างมีนัยสําคั ญ ทางสถิ ติทีระดับ .สภาพความเป็ นจริงและสภาพความต้ องการของการให้ บริการด้ านงานมาตรฐานการศึกษาและด้ านงานบริ การวิช าการของบัณ ฑิตวิ ทยาลั ย มหาวิทยาลั ยรามคําแหง เมือแยกตามสาขาวิ ช าแตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทระดับ . ี จันทรกานต์ ล้ อประเสริฐพร ( ) ได้ ศึกษาความต้ องการและอัตมโนทัศน์ของนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผลการศึกษาพบว่า นิสิตระดับปริญญาโทโดยรวมและนิสิตระดับปริญญาโททุกระบบมีความต้ องการอยู่ในระดับมาก โดยนิสิตระดับปริญญาโทระบบพิเศษ มีความต้ องการความรักและเป็ นเจ้ าของสูงทีสุด นิสิตระดับปริญญาโทระบบปกติ มีความต้ องการทีจะเข้ าใจตนเองสูงทีสุด นิสิตระดับ ปริ ญญาโทโดยรวมและนิสิตระดับปริญ ญาโททุก ระบบมีความต้ องการอยู่ในระดับมาก โดยนิสิตปริญญาโททุกกลุ่มมีความต้ องการด้ านครอบครัวสูงทีสุดและมีความต้ องการด้ านอาชีพการงานตําทีสุด ยกเว้ นนิสิตระดับปริญญาโทระบบพิเศษมีความต้ องการในด้ านการเรียนตําทีสุด นิสิตระดับปริญญาโทโดยรวมทุกระบบนันมีอัตมโนทัศน์ด้านการเรี ยนและอารมณ์ อ ยู่ ในระดับ เป็ นจริ งมาก และด้ านความสัมพั นธ์ อ ยู่ ในระดับ ปานกลางยกเว้ นนิสิตระดับปริญญาโทระบบพิเศษมีอัตมโนทัศน์ด้านอารมณ์ในระดับปานกลาง โดยนิสิตทุก กลุ่มมีอั ตมโนทัศ น์สูงทีสุดในด้ านการเรี ยน และตําทีสุดในด้ านความสัมพั นธ์ นิสิตระดับปริ ญ ญาโทระบบปกติ มีค วามต้ อ งการด้ านกายภาพน้ อ ยกว่ า แต่ มีค วามต้ อ งการทีจะเข้ าใจตนเองอย่างแท้ จริง มีอัตมโนทัศ น์ด้านการเรี ยน ด้ านอารมณ์ และด้ านความสัมพันธ์มากกว่ านิสิตระดับปริญญาโท ระบบพิเศษ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติทระดับ .ี สายสิน เสวกวรรณ์ ( ) ได้ ประเมินการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา สาขาการบริหารการศึกษาของสถาบันราชภัฏกําแพงเพชร ผลการประเมินพบว่ า ความเหมาะสมของปัจจัยเบืองต้ น ได้ แก่ ด้ านนิสิต ด้ านอาจารย์ผ้ ูสอน ด้ านผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ ด้ านบุคลากรในสํานักงานบัณฑิตวิทยาลัย ด้ านหลักสูตร ด้ านงบประมาณ ด้ านวัดสุอุปกรณ์และอาคารสถานทีด้ านแหล่ งค้ นคว้ า และด้ านการวางแผน ผู้ ใ ห้ ข้อ มู ลมีค วามคิ ดเห็น สอดคล้ อ งกั นว่ ามีค วามเหมาะสม อยู่ในระดับมาก ผลการประเมินความเหมาะสมของกระบวนการดําเนินงาน พบว่ าด้ านการบริหารจัดการด้ านการดําเนินการตามแผน ด้ านการจัดการเรียนการสอน ด้ านการจัดทําวิทยานิพนธ์ ด้ านการจัดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ผู้ให้ ข้อมูลมีความคิดเห็นสอดคล้ องกันว่ ามีความเหมาะสม อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนด้ านปัญหาและอุปสรรค ผู้ให้ ข้อมูลมีความคิดเห็นสอดคล้ องกันว่า ประธานกรรมการทีปรึกษาวิทยานิพนธ์มีจานวนไม่เพียงพอ ส่วนทีเป็ นปั ญหา ํรองลงมา ได้ แก่ สํานักวิทยบริการควรมีตาราและวารสารต่างประเทศด้ วยผลการประเมินความ ํ
  21. 21. 18เหมาะสมของผลผลิ ต ของการจั ด การศึ ก ษาระดั บ บั ณ ฑิต ศึ ก ษา อั น ได้ แ ก่ คุ ณ ภาพของมหาบั ณ ฑิต ในด้ านคุณ ธรรม จริ ยธรรม ด้ านผู้ มีวิสัยทัศ น์ก ว้ างไกล ด้ านความใฝ่ รู้ ใฝ่ ศึ ก ษาค้ นคว้ าอย่างสมําเสมอ ด้ านความเป็ นผู้นาทางสังคมในท้ องถิน และผู้นาการเปลียนแปลงทาง ํ ํสังคม ด้ านความเป็ นผู้ ททํางานโดยมุ่งถึงความสําเร็จ และคุ ณภาพของงานเป็ นสําคั ญ พบว่ า ีเพือนร่วมงานของมหาบัณฑิต และมหาบัณฑิต มีความคิดเห็นสอดคล้ องกันว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก แนวทางพั ฒนาการจัดการศึ ก ษาระดับ บั ณ ฑิต ของสถาบั นราชภั ฏ กําแพงเพชรมีแนวทางในการพัฒนาทีสําคัญ ได้ แก่ ควรกําหนดจํานวนนิสิตทีเข้ ารับการศึกษาให้ เหมาะสมกับทรัพยากรทีมีอยู่ ได้ แก่ อาจารย์ ห้ องเรียน และวัสดุอุปกรณ์ ควรมีการสนับสนุนอาจารย์และพัฒนาบุคลากรในสถาบันใà

×