พฤติกรรมสัตว์

22,537 views
22,327 views

Published on

Published in: Education

พฤติกรรมสัตว์

  1. 1. พฤติก รรมสัต ว์ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดจะมีแบบแผนของการตอบสนองการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมต่างๆกัน การตอบสนองอาจเกิดขึ้นทันทีทันใดหรืออาจเป็นไปอย่างช้าๆ แต่มีผลทำาให้สิ่งมีชีวิตมีการแสดงออกหรือมีพฤติกรรมในลักษณะต่างๆ ซึ่งมีผลต่อการดำารงชีวิตของสิ่งมีชีวิตด้วยความหมายของพฤติก รรม พฤติกรรม (Behavior) หมายถึง กิริยาของสิ่งมีชีวิตที่แสดงออกมาเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นทั้งสิ่งเร้าภายในและสิ่งเร้าภายนอก สิ่งเร้า (Stimulus) คือ สัญญาณหรือการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีผลต่อกิจกรรมของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วๆไปจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ 1. สิ่งเร้าภายในร่างกาย ได้แก่ ฮอร์โมน เอนไซม์ ความหิว ความเครียด ความต้องการทางเพศ เป็นต้น 2. สิ่งเร้าภายนอกร่างกาย ได้แก่ แสง เสียง อุณหภูมิ อาหาร นำ้า การ สัมผัส สารเคมี เป็นต้นกลไกการเกิด พฤติก รรมสิ่งมีชีวิตทุกชนิดสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้น (stimulus) ได้การตอบสนองดังกล่าวจะแตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดของสิ่งมีชีวิต โดยทั่วไปสัตว์จะแสดงการตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้รวดเร็วและสังเกตได้ง่าย เช่นการกินอาหาร การวิ่งหนีศัตรู เป็นต้น กิริยาที่สิ่งมีชีวิตแสดงออกมาเป็นการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้นนี้เรียกว่า พฤติกรรม (behavior)การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกสิ่งมีชีวิตนั้นๆ อาจเกิดขึ้นทันทีทันใด หรืออาจล่าช้าไปได้บ้าง และเนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นสิ่งมีชีวิตจึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อนำาไปสู่ความอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต จึงกล่าวได้ว่า พฤติกรรมเป็นกลไกอย่างหนึ่งในการรักษาสภาพสมดุล (homeostasis)ในสัตว์ต่างๆ พฤติกรรมของสัตว์เกิดจากการประสานงานกันระหว่างระบบประสาท ระบบกระดูก และระบบกล้ามเนื้อ ตลอดจนระบบต่อมที่มีท่อและต่อมไร้ท่อต่างๆ สัตว์แต่ละชนิดจึงมีพฤติกรรมแตกต่างกัน การศึกษาพฤติกรรมกระทำาได้ 2 วิธี คือ 1. วิธ ีท างสรีร วิท ยา (physiological approach) จุดมุ่งหมายของการ ศึกษาด้วยวิธีการนี้ก็เพื่อที่จะอธิบายพฤติกรรมในรูปแบบของกลไกการ ทำางานของระบบประสาท
  2. 2. 2. วิธ ีก ารทางจิต วิท ยา (phychological approach) เป็นการศึกษา ถึงผลของปัจจัยต่างๆ รอบตัวและภายในร่างกายสัตว์ที่มีต่อการพัฒนา และการแสดงออกของพฤติกรรมที่มองเห็นได้ชัดเจนขณะที่แมววิ่งไล่จับหนูหรือตะครุบจิ้งจกเป็นอาหาร ถ้าพิจารณาถึงกลไกของระบบประสาทที่ทำาให้ร่างกายตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้รวดเร็ว ก็น่าจะอธิบายได้ว่า แมวรับรู้สิ่งเร้าโดยการได้ยินและการเก็บเหยื่อซึ่งเป็นสิ่งเร้าภายนอก แล้วส่งกระแสประสาทไปยังสมอง จากนั้นสมองจะสั่งการมายังอวัยวะต่างๆ ให้ทำางานหรือแสดงพฤติกรรมออกมาในการแสดงพฤติกรรมของสัตว์นั้นนอกจากจะถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าแล้ว สัตว์จะแสดงพฤติกรรมได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุจูงใจ (motivation) ให้แสดงพฤติกรรมนั้นๆ เหตุจูงใจนี้หมายถึงความพร้อมภายในร่างกายของสัตว์ก่อนที่จะแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างของเหตุจูงใจนี้เช่น ความหิวโหยความกระหาย เหตุจูงใจเกิดจากการทำางานร่วมกันของปัจจัยหลายประการได้แก่ สุขภาพทั่วไปของสัตว์ ฮอร์โมน ระบบประสาท หรือประสบการณ์ที่สัตว์ได้รับ การที่สัตว์จะแสดงพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งออกมาได้ สัตว์จะต้องมีเหตุจูงใจอยู่ในระดับที่สูงพอสมควรและได้รับสิ่งเร้าหรือตัวกระตุ้นที่สอดคล้องกับเหตุจูงใจนั้นๆ ตัวอย่างเช่น เมื่อระดับนำ้าตาลในเลือดตำ่าจะไปกระตุ้นหน่วยรับความรู้สึกในสมอง สัตว์จะเกิดความหิวโหย และสมองจะสั่งคำาสั่งไปยังวงจรของกระแสประสาทที่ทำาหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมการกินอาหารให้พร้อมที่จะทำางาน เมื่อสัตว์ได้รับตัวกระตุ้นที่เหมาะสมคือ อาหารวงจรกระแสประสาทจะทำาให้เกิดพฤติกรรมการกินอาหารออกมาทันที ตัวกระตุ้นที่เหมาะสมกับความพร้อมในร่างกายของสัตว์ และทำาให้สัตว์ปลดปล่อยพฤติกรรมออกมาได้นี้ เรียกว่า ตัวกระตุ้นปลดปล่อย (releasingstimulus) ส่วนวงจรกระแสประสาทที่ไวต่อตัวกระตุ้นปลดปล่อยนี้เรียกว่ากลไกการปลดปล่อยพฤติกรรม (releasing mechanism) โดยทั่วไปความสัมพันธ์ระหว่างเหตุจูงใจ และตัวกระตุ้นปลดปล่อยจะเป็นปฏิภาคกลับกัน ถ้าเหตุจูงใจสูงสัตว์จะสามารถแสดงพฤติกรรมออกมาได้ แม้ตัวกระตุ้นปลดปล่อยจะไม่รุนแรง ในทางตรงข้ามถ้าเหตุจูงใจของสัตว์ตำ่า สัตว์จะแสดงพฤติกรรมได้ เมื่อตัวกระตุ้นปลดปล่อยมีความรุนแรงมากจากตัวอย่างการแสดงพฤติกรรมที่กล่าวมา คงพอจะทำาให้เห็นภาพกลไกโครงสร้างของร่างกายที่ควบคุมการเกิดพฤติกรรมได้ดังแผนภาพสำาหรับสิ่งมีชีวิตชั้นตำ่าที่ไม่มีระบบประสาทหรือมีระบบประสาทที่ไม่เจริญ จะมีโครงสร้างบางอย่าง เช่น มีเส้นใยประสานงาน และมีหน่วยรับความรู้สึกอยู่ที่ผิวของร่างกายซึ่งไวต่อสิ่งเร้าหลายชนิด เป็นกลไกควบคุมการเกิดพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตพวกนี้ด้วย
  3. 3. พฤติกรรมจะสลับซับซ้อนเพียงใดขึ้นกับระดับความเจริญของปัจจัยสำาคัญต่างๆ (ในแผนภาพ) อันก่อให้เกิดพฤติกรรมนั้นๆ ปัจจัยดังกล่าวแยกออกได้เป็น • หน่วยรับความรู้สึก (receptor) คือส่วนของเซลล์ หรือเนื้อเยื่อที่ไวเป็น พิเศษต่อสิ่งเร้าชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะ และสามารถเปลี่ยน พลังงานที่ได้รับจากการกระตุ้น เช่น แสง ความร้อน ให้เป็นกระแส ประสาท แบ่งเป็น หน่วยรับความรู้สึกภายนอกร่างกาย และหน่วยรับ ความรู้สึกภายในร่างกาย • ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system) คือ ศูนย์รวม ข้อมูลและออกคำาสั่ง ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ประสาท และเส้นใย ประสาทจำานวนมากมารวมกัน ซึ่งจะมีความสลับซับซ้อนมากน้อยเพียง ใดขึ้นกับชนิดของสัตว์ ในสัตว์มีกระดูกสันหลังจะมีระบบประสาทส่งนก ลางที่พัฒนาการดี เช่น สมอง และไขสันหลัง ในโพรโทซัว และฟองนำ้า จะไม่มีระบบประสาทส่วนกลางนี้เลย สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะมีหน่วยรับความ รู้สึกที่ไวต่อสิ่งเร้าอยู่ใกล้กับหน่วยปฏิบัติงานมาก จึงแสดงพฤติกรรมได้ โดยไม่ต้องผ่านระบบประสาทส่วนกลาง • หน่วยปฏิบัติงาน (effector) คือ ส่วนของร่างกายที่ใช้ตอบสนองต่อสิ่ง เร้าต่างๆ ในรูปการเคลื่อนไหว ระดับความเจริญของหน่วยปฏิบัติงาน ในสัตว์มักจะสัมพันธ์กับระดับความเจริญของหน่วยรับความรู้สึกของ ระบบประสาทส่วนกลาง เช่น ในสัตว์มักจะมีกล้ามเนื้อเป็นหน่วยปฏิบัติ งานสัตว์แสดงพฤติกรรมมากมายหลายอย่างเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่แตกต่างกันการแสดงพฤติกรรมไม่ได้เป็นไปอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมาเท่านั้น บางพฤติกรรมก็ซับซ้อนโดยเฉพาะพฤติกรรมของคนซึ่งยากแก่การจำาแนกได้ว่าการแสดงออกนั้นเป็นพฤติกรรมแบบใดแน่ อย่างไรก็ตามนักพฤติกรรมได้พยายามจำาแนกพฤติกรรมออกเป็นแบบต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการศึกษาและทำาความเข้าใจพฤติก รรมแบบต่า งๆ ในคนและสัต ว์พฤติก รรมที่เ ป็น มาตั้ง แต่ก ำา เนิด (innate behavior)ก. พฤติก รรมแบบรีเ ฟลซ์เมื่อเราเดินเหยียบหนามหรือของแหลม พฤติกรรมที่แสดงออกมา คือ ยกเท้าหนีทันที หรือเมือมีสิ่งของเข้ามาใกล้ๆ ตา ก็จะกระพริบตา เวลาที่เรายกเท้า ่
  4. 4. หนีหรือกระพริบตานั้น เราต้องคิดก่อนหรือไม่ ?การแสดงกิริยาดังกล่าวเป็นปฏิกิริยารีเฟลกซ์ ซึ่งได้ทราบมาแล้วในเรื่องระบบประสาท ปฏิกิริยานี้ทำาให้สิ่งมีชีวิตแสดงอาการตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ทันที พฤติกรรมที่แสดงออกด้วยการที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายตอบสนองต่อสิ่งเร้ามากระตุ้นได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่า พฤติกรรมแบบรีแฟลกซ์การตอบสนองดังกล่าวอยู่นอกเหนืออำานาจจิตใจ จึงทำาให้แสดงพฤติกรรมออกไปได้อย่างกระทันหัน พฤติกรรมรีแฟลกซ์เป็นพื้นฐานของพฤติกรรมที่ยุ่งยากและซับซ้อนที่เกิดขึ้นในคนและสัตว์ทั่วไปสัตว์ชั้นตำ่าที่ระบบประสาทยังไม่เจริญดี หรือในโพรทิสต์ซึ่งยังไม่มีระบบประสาทก็สามารถแสดงอาการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในสภาพแวดล้อมได้ ในลักษณะเดียวกับพฤติกรรมแบบรีเฟลซ์ กล่าวคือ เป็นไปในลักษณะกระตุ้นและตอบสนองนั่นเอง (stimulus response) อาทิเช่นพฤติกรรมที่เรียกว่า โอเรียนเตชั่น (orientation) ซึ่งหมายถึงพฤติกรรมที่สัตว์ตอบสนองต่อปัจจัยทางกายภาพ ให้เกิดดการวางตัวที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม เพื่อให้เหมาะสมกับการดำารงชีวิต เช่น ปลาว่ายนำ้าในลักษณะที่หลังตั้งฉากกับแสงอาทิตย์ ทำาให้ศัตรูที่อยู่ในระดับตำ่ากว่ามองไม่เห็น เป็นการหลีกเลี่ยงศัตรูได้ เป็นต้น นอกจากนี้พฤติกรรมแบบโอเรียนเตชันนี้ ยังจะทำาให้เกิดการรวมกลุ่มของสัตว์ในปริเวณที่เหมาะกับการดำารงชีวิตของสัตว์ชนิดนั้นๆ อีกด้วย ทำาให้เราพบสัตว์ต่างชนิดในต่างบริเวณพารามีเซียมจะเคลื่อนที่เข้าสู่บริเวณที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งในธรรมชาติจะเป็นบริเวณที่มีแบคทีเรียซึ่งเป็นอาหารของพารามีเซียม แต่พารามีเซียมจะเคลื่อนที่ออกจากสารบางอย่างเช่น สารละลายโซเดียมคลอไรด์ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อเซลล์มีการศึกษาพฤติกรรมเพื่อตอบสนองต่อสิ่งเร้าอื่นของพารามีเซียม คือทดลองปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงไปในนำ้าบนสไลด์ที่มีพารามีเซียม พบว่าพารามีเซียมจะถอยออกมาห่างจากฟองคาร์บอนไดออกไซด์ โดยเบี่ยงด้านท้ายของลำาตัวไปนิดหนึ่ง และจึงค่อยเคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้าอีก ถ้ายังพบฟองคาร์บอนไดออกไซด์อีกพารามีเซียมก็จะถอยหนีในลักษณะเดิมอีกเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพ้นจากฟองคาร์บอนไดออกไซด์ จะเห็นได้ว่าทิศทางที่พารามีเซียมเคลื่อนที่ไปแต่ละครั้ง เมื่อหลบออกจากสิ่งเร้ามาแล้วนั้นมิได้สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้าเลย ถือว่า ทิศทางไม่แน่นอน เราเรียกพฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้าด้วยการเคลื่อนที่ทั้งตัวแบบมีทิศทางไม่แน่นอนว่า ไคนีซิส (kinesis) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ โอเรียนเตชันพฤติกรรมแบบนี้มักพบในโพรโทซัว หรือสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชั้นตำ่า ซึ่ง
  5. 5. ระบบประสาทเจริญที่ไม่ดี หน่วยรับความรู้สึกไม่มีประสิทธิภาพดีพอที่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่อยู่ไกลๆ จึงมีการตอบสนองต่อเมื่อมาอยู่ใกล้สิ่งเร้านั้นๆ โดยเคลื่อนเข้าหาหรือออกจากสิ่งเร้าสัตว์บางชนิดมีพฤติกรรมที่ต่างไปจากพารามีเซียม เช่น จากการทดลองเพื่อสังเกตการเคลื่อนที่ของพลานาเรียเข้าหาแสง เมื่อวางแหล่งแสงที่มีความเข้มของแสงเท่ากัน โดยให้มีระยะห่างจากพลานาเรียเท่าๆ กัน จะเห็นได้ว่า พลานาเรียเคลื่อนที่ไปในแนวตรงกลางระหว่างแหล่งแสง 2 แหล่งนั้นการทดลองอีกแบบหนึ่งเพื่อสังเกตการเคลื่อนที่ของพลานาเรียเข้าหาอาหารโดยนำาพลานาเรียที่อดอาหารมาวางไว้ในจานเพาะเชื้อที่มีนำ้า เมื่อหย่อนเศษตับลงไปในจานให้ห่างจากพลานาเรีย 10 เซนติเมตร พลานาเรียจะเคลื่อนที่เข้าหาเศษตับ เวลาเคลื่อนที่จะส่ายหัวไปมา เพื่อใช้อวัยวะรับความรู้สึกทั้งสองด้านของส่วนหัวเปรียบเทียบความเข้มของสิ่งเร้า จนกระทั่งถึงระยะ 2-3เซนติเมตร ก่อนจะถึงอาหาร พลานาเรียจะหยุดส่ายหัวแต่จะเคลื่อนที่ตรงๆไปยังอาหาร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพลานาเรียอยู่ในระยะที่ใกล้พอที่อวัยวะรับความรู้สึกสองด้านจะสามารถรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าได้เท่าๆ กันพลานาเรียเคลื่อนที่โดยพยามยามรักษาทิศทางที่จะทำาให้หน่วยรับความรู้สึกทั้งสองด้านซ้ายและด้านขวาของลำาตัวได้รับการกระตุ้นต่อสิ่งเร้าเท่าๆ กันไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนที่เข้าหาหรือออกจากสิ่งเร้า การเคลื่อนที่จึงมีการปรับทิศทางซ้ายขวา เช่น เมื่อจะเคลื่อนที่เข้าหาแสงสว่าง ก็จะพยายามเคลื่อนไปในทิศทางที่อวัยวะรับแสงคือ อายสปอต (eye spot) 2 ข้างได้รับการกระตุ้นเท่าๆ กัน ถ้าแหล่งกำาเนิดแสงนั้นอยู่นิ่ง ทิศทางการเคลื่อนที่ก็จะอยู่ในแนวตรงขึ้นเรื่อยๆ เข้าสู่แสงสว่าง จะเห็นได้ว่า ทิศทางของการเคลื่อนที่สัมพันธ์กับสิ่งเร้าเป็นการเคลื่อนที่แบบมีทิศทางแน่นอน เรียกพฤติกรรมการเคลื่อนที่แบบนี้ว่า แทกซิส (taxis) ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรมแบบโอเรียนเตชัน สิ่งมีชีวิตที่มีพฤติกรรมแบบแทกซิสนี้มักจะมีหน่วยรับความรู้สึกเจริญดีพอที่จะสามารถรับรู้และเปรียบเทียบสิ่งเร้าได้ตัวอย่างสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมแบบแทกซิส ได้แก่ หนอนแมลงวันซึ่งอยู่ใกล้จะเข้าสู่ระยะดักแด้เคลื่อนที่ออกจากแสงสว่างแต่เข้าหาความมืด ยูกลีนาเคลื่อนที่เข้าหาแสงสว่าง แมลงเม่าบินเข้าหาแสงสว่าง ค้างคาวบินเข้าหาแหล่งอาหารตามเสียงสะท้อน เป็นต้นข. พฤติก รรมแบบรีเ ฟลกซ์ต ่อ เนื่อ งพฤติกรรมบางอย่าง เมื่อพิจารณารายละเอียดแล้วจะประกอบด้วยพฤติกรรม
  6. 6. ย่อยๆ หลายพฤติกรรม เช่น การดูดนมของเด็กอ่อน ที่เริ่มตั้งแต่การกระตุ้นจากสิ่งเร้าคือความหิว เมื่อปากได้สัมผัสกับหัวนม ก็เป็นการกระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมดูดนมซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการกลืนที่เป็นปฏิกิริยารีเฟลกซ์ เมื่อยังไม่อิ่มก็จะเกิดปฏิกิริยากระตุ้นให้ดูดนมอีก ทารกจะแสดงพฤติกรรมดูดนมติดต่อกันไปจนกว่าจะอิ่ม จึงหยุดพฤติกรรมนี้ จะเห็นได้ว่า การดูดนมเป็นพฤติกรรมที่ประกอบด้วยพฤติกรรมย่อยๆ หลายพฤติกรรมเป็นปฏิกิริยารีเฟลกซ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไปกระตุ้นรีเฟลกซ์อื่นๆ ของระบบประสาทให้ทำางาน เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า พฤติกรรมแบบรีเฟลกซ์ต่อเนื่อง (chain ofreflexes) ตัวอย่างอื่นๆ ของพฤติกรรมแบบนี้ในสัตว์อื่นๆ เช่น การสร้างรังของนก การชักใยของแมงมุม การฟักไข่ การเลี้ยงดูลูกอ่อนของไก่เดิมทีนักชีววิทยานิยมเรียกพฤติกรรมแบบรีเฟลกซ์ต่อเนื่องว่า สัญชาตญาณ(instinct) แต่ปัจจุบันนี้ไม่นิยมและพบน้อยมากในทางพฤติกรรมและจิตวิทยาสมัยใหม่ เพราะความหมายของคำาว่าสัญชาตญาณนี้กว้างเกินไปซึ่งอาจหมายรวมไปถึงพฤติกรรมที่มีมาแต่กำาเนิดทุกๆ แบบด้วยพฤติกรรมแบบรีเฟลกซ์และรีเฟลก์ต่อเนื่องเป็นพฤติกรรมที่มีมาแต่กำาเนิด มีแบบแผนที่แน่นอนเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หรือถ้าได้ก็จะน้อยมาก เป็นลักษณะเฉพาะของสปีชียส์ ซึ่งสามารถแสดงได้โดยไม่จำาเป็นต้องเรียนรู้มาก่อน และกระตุ้นให้เกิดขึ้นได้ง่ายด้วยสิ่งเร้าแบบง่ายๆ ที่พบในสภาพแวดล้อมที่สัตว์อาศัยอยู่ เช่น ปัจจัยทางชีวภาพบางพฤติกรรมจะแสดงได้เมื่อมีความพร้อมทางร่างกาย เช่น การบินของนก นกแรกเกิดไม่สามารถบินได้ เมื่อเติบโตแข็งแรงจึงบินได้ เป็นต้นพฤติกรรมบางอย่างจองสัตว์จะต้องอาศัยประสบการณ์จึงจะเกิดพฤติกรรมนั้นๆ ได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อนำาแมลงปอมาแขวนไว้ที่ด้านหน้าของคางคก มันจะใช้ลิ้นตวัดจับแมลงปอกินเป็นอาหาร ต่อมามีผู้ทดลองได้นำาแมลงชนิดหนึ่งที่เรียกว่า รอบเบอร์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายผึ้งมาแขวนไว้ คางคกจะกินแมลงรอบเบอร์ ผู้ทดลองจึงนำาผึ้งมาแขวนแทน คางคกก็กินผึ้งแต่โดนผึ้งต่อย ต่อมาผู้ทดลองนำาแมลงรอบเบอร์และผึ้งมาแขวนอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่า คางคกไม่ยอมกินแมลงรอบเบอรฺหรือผึ้งเลย แต่เมื่อนำาแมลงปอมาแขวน คากคกจะจับแมลงปอกินการที่คางคกใช้ลิ้นตวัดจับแมลงกินเป็นอาหารเป็นพฤติกรรมที่มีมาแต่กำาเนิดส่วนการที่คางคกนั้นไม่กินผึ้งหรือแมลงที่มีลักษณะคล้ายผึ้งเลย เนื่องจากประสบการณ์ที่ได้รับพฤติกรรมที่อาศัยประสบการณ์นี้ เรียกว่า พฤติกรรมการเรียนรู้
  7. 7. พฤติก รรมการเรีย นรู้ (learning behavior)พฤติกรรมการเรียนรู้เป็นพฤติกรรมที่อาศัยประสบการณ์ หรือการเรียนรู้ของสัตว์ ส่วนใหญ่พบพฤติกรรมแบบนี้ในสัตว์ชั้นสูงที่มีระบบประสาทเจริญดี แต่ในสัตว์ชั้นตำ่าบางชนิดก็แสดงพฤติกรรมนี้ได้ ยิ่งเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการของระบบประสาทสูงมากเท่าไรก็จะยิ่งมีโอกาสเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ได้มากเท่านั้นพฤติกรรมหลายอย่างของสัตว์ที่จัดว่าเป็นพฤติกรรมการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งออกเป็นแบบต่างๆ ได้ดังนี้ก. การเรีย นรู้แ บบแฮบบิช ูเ อชัน (habituation)ถ้าสังเกตพฤติกรรมของสัตว์บางชนิด เช่น สุนัขที่เราเลี้ยงไว้ในบ้าน เมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินครั้งแรก สุนัขอาจจะตกใจหรือมีกิริยาตอบสนองด้วยการแหงนมองตามเสียงนั้น แต่พอได้ยินซำ้าๆ กันหลายครั้ง โดยที่สิ่งเร้านั้นไม่มีผลต่อตัวเองแต่อย่างใด สุนัขจะเลิกการตอบสนองที่เคยทำาอยู่เดิมนกที่สร้างรังอยู่ริมถนน จะตกใจและบินหนีทุกครั้งที่มีรถแล่นผ่าน แต่พอนานๆ เข้านกจะค่อยๆ เรียนรู้ว่าอันตรายจะไม่เกิดขึ้น จึงเลิกบินหนีและดำารงชีวิตปกติอีกตัวอย่างหนึ่งที่เกืดขึ้นกับคน และเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีต เช่น ในเวลาสงครามการเปิดสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ผู้ที่ได้ยินก็จะรีบหลบเข้าไปอยู่ในหลุมหลบภัย แต่ถ้าปรากฏว่า ไม่มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ทั้งๆ ที่เปิดสัญญาณ และเป็นเช่นนี้ติดต่อกันหลายๆ ครั้ง ความกลัวก็จะค่อยๆ ลดลงจนในที่สุดจะไม่เข้าไปหลบอยู่ในหลุมหลบภัยการที่สัตว์หยุดตอบสนองต่อสิ่งเร้าเดิม แม้จะยังไดรับการกระตุ้นอยู่ เนื่องจากสัตว์เรียนรู้แล้วว่าสิ่งเร้านั้นๆ ไม่มีผลต่อการดำาเนินชีวิตของตัวเอง เราเรียกพฤติกรรมดังกล่าวนี้ว่า พฤติกรรมการเรียนรู้แบบแฮบบิชูเอชัน พฤติกรรมนี้ในคนอาจมีประโยชน์ในแง่ที่เมื่อเกิดการเรียนรู้แบบแฮบบิชูเอชัน การตื่นเต้นตกใจจากเหตุการณ์ที่มากระตุ้นจะลดน้อยลง ทำาให้หัวใจและระบบของร่างกาย ซึ่งทำางานมากในขณะที่ตกใจกลับมาเป็นปกติ พฤติกรรมการเรียนรู้แบบแฮบบิชูเอชันอาจมีโทษในแง่ที่เมื่อละเลยไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น คือการเตือนภัย เมื่อถึงคราวเกิดภัยจริงๆ ก็อาจเป็นอันตรายได้พฤติกรรมการเรียนรู้แบบแฮบบิชูเอชันนี้เป็นการเรียนรู้ที่ต้องอาศียความ
  8. 8. สามารถในการจำาสิ่งเร้าที่มากระตุ้นได้ จึงจะเกิดการเรียนรู้ว่าสิ่งเร้าใด ไม่เกิดโทษหรือประโยชน์ต่อตนอย่างไร สิ่งมีชีวิตที่จะแสดงพฤติกรรมแบบนี้ได้ดี จึงต้องมีระบบประสาทที่เจริญดีด้วยแสดงวงจรการเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไขเมื่อทดลองเป็นขั้นๆ ไปก. เมื่อกินอาหาร สุนัขนำ้าลายไหลข. เมื่อสั่นกระดิ่งให้อาหาร สุนขก็นำ้าลายไหล ัค. เมื่อสั่นกระดิ่งแต่ไม่ให้อาหาร สุนขก็ยังนำ้าลายไหล ั(ลูกศรแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของกระแสประสาท)ข. การเรีย นรู้แ บบมีเ งื่อ ไข (conditioning)เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov) นักสรีรวิทยาชาวรัสเซีย ศึกษาพฤติกรรมแบบนี้ โดยทดลองกับสุนัข ตามปกติเมื่อให้อาหารสุนัข สุนัขจะแสดงพฤติกรรมแบบรีเฟลกซ์อย่างง่าย คือ มีนำ้าลายไหลออกมาในทันทีที่อาหาร เนื่องจากมีการนำากระแสประสาทจากตุ่มรับรสที่ลิ้นผ่านไปที่สมอง แล้วส่งมาตามเซลล์ประสาทสั่งการไปที่ต่อมนำ้าลายกระตุ้นให้นำ้าลายไหล ในการทดลองระยะแรกพาฟลอฟสั่นกระดิ่งพบว่า สุนัขไม่แสดงพฤติกรรมนำ้าลายไหล ต่อมาพาฟลอฟสั่นกระดิ่ง พบว่า สุนัขไม่แสดงพฤติกรรม ต่อมาจึงได้สั่นกระดิ่งพร้อมกับให้อาหาร และทำาเช่นนี้ติดต่อกันหลายวัน ในที่สุดเมื่อสั่นกระดิ่งเพียงอย่างเดียวสุนัขก็นำ้าลายไหลได้ทั้งๆ ที่ไม่มีอาหารพฤติกรรมของสุนัขเช่นนี้ พาฟลอฟอธิบายว่า เป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า 2 ชนิด คือ อาหาร ซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่มิใช่เงื่อนไข (unconditioningstimulus) หรือสิ่งเร้าแท้ เพราะสุนัขเกิดการเรียรู้ว่าเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งจะได้กินอาหารด้วย ต่อมาแม้จะสั่นกระดิ่งอย่างเดียวก็ยังคงกระตุ้นให้แสดงพฤติกรรมเช่นเดียวกับเมื่อกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าทั้งสองอย่าง คือ นำ้าลายไหล ซึ่งเป็นปฏิกิริยารีเฟลกซ์ นั่นคือสิ่งเร้าทั้ง 2 ชนิด เกิดความสัมพันธ์กันการที่สัตว์แสดงพฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นเงื่อนไข (conditioning
  9. 9. stimulus) แม้ว่าจะไม่มีสิ่งเร้าที่แท้จริงอยู่ด้วย กล่าวคือ ลำาพังสิ่งเร้าที่เป็นเงื่อนไขเพียงอย่างเดียวก็สามารถกระตุ้นให้สัตว์นั้นๆ ตอบสนองได้เช่นเดียวกับกรณีที่มีแตสิ่งเร้าแท้โดยลำาพัง พาฟลอฟเรียกพฤติกรรมนี้ว่า การเรียนรู้แบบมีเงื่อนไขนักพฤติกรรมศึกษาการเกิดพฤติกรรมการมีเงื่อนไขในสัตว์ชนิดต่างๆ และพบว่า แม้แต่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชั้นตำ่าที่เพิ่งเริ่มมีระบบประสาท เช่น พวกพลานาเรียก็สามารถฝึกให้เกิดพฤติกรรมแบบมีเงื่อนไขได้แสดงพฤติกรรมการเรียนรูแบบมีเงื่อนไขของพลานาเรีย ้ก. เมื่อได้รับแสงพลานาเรียยืดตัวออกข. เมือกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าพลานาเรียหดตัวสั้นเข้าค. เมื่อให้แสงแล้วกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าสลับกันง. เมื่อให้แสงและไม่กระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า พลานาเรียจะหดตัวเมื่อฉายแสงไปยังพลานาเรีย พลานาเรียจะตอบสนองแสงสว่างด้วยการยืดยาวออก แต่เมื่อกระตุ้น้วยกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ พลานาเรียจะตอบสนองด้วยการหดตัวสั้นเข้า ถ้าให้แสงแล้วตามด้วยการปล่อยกระแสไฟฟ้า ทำาเช่นนี้ซำ้าๆ กัน 100 ครั้ง จะพบว่า ในที่สุดเมื่อนำาพลานาเรียมาอยู่ในที่มีแสง แม้จะไม่กระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า พลานาเรียก็จะหดตัวได้ ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อแสงสว่างโดยลำาพัง อย่างไรก็ดี พลานาเรียจะแสดงพฤติกรรมแบบมีเงื่อนไขได้จะต้องฝึกติดต่อกันไปเท่านั้น ต่างกับสุนัขซึ่งสามารถจดจำาพฤติกรรมที่ถูกฝึกได้เป็นระยะเวลานานๆค. การเรีย นรู้แ บบลองผิด ลองถูก (trial and error)การแสดงพฤติกรรมบางอย่างอาจมีการทดลองทำาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ จะเห็นได้ว่า เวลาที่เราใช้ในการลากเส้นจากจุดเริ่มต้นถึงปลายทางครั้งหลังๆจะน้อยกว่าในครั้งแรกๆ จำานวนครั้งที่เดินทางผิดก็จะลดน้อยลงด้วย แสดงว่าเราเกิดการเรียนรู้ว่าจะลากเส้นไปในทางวกวนถูกต้องอย่างไร โดยอาศัยการทดลองทำาดูก่อน เรารียกพฤติกรรมที่มีการทดลองทำาว่า การเรียนรู้แบบลองผิดลองถูก
  10. 10. มีการศึกษาพฤติกรรมของสัตว์ชั้นตำ่าบางชนิด เช่น ไส้เดือนดิน เพื่อจะดูว่ามีพฤติกรรมอย่างไร เมื่อนำาไปใส่ไว้ในกล่องพลาสติกรูปตัว T ที่ด้านหนึ่งมืดและชื้น อีกด้านหนึ่งโปร่งและมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ปรากฏว่าในการทดลองซำ้าๆ กันไม่ตำ่ากว่า 200 ครั้ง ไส้เดือนดินที่ผ่านการฝึกมาแล้วจะเลือกทางได้ถูก คือ เคลื่อนที่ไปทางที่มืดและชื้น ประมาณร้อยละ 90 แต่ในระยะก่อนฝึกโอกาสที่ไส้เดือนดินจะเลือกถูกหรือผิดมีร้อยละ 50 เท่านั้นได้มีการศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกในสัตว์อื่นๆ หลายชนิด น ให้หนูเนผ่านทางวกวนไปหาอาหาร พบว่า หนูสามารถเรียนรู้ทางวกวนได้อย่างรวดเร็วสัตว์บางชนิด เช่น สัตว์ครึ่งนำ้าครึ่งบก ซึ่งเรียนรู้ได้ช้า แต่เมื่อนำามาทดลองกับทางวกวนอย่างง่ายๆ ก็สามารถเรียนรู้ได้เร็วขึ้น ถ้าถูกทำาโทษเมื่อเดินไปผิดทาง ในการพิจารณาว่าสัตว์มีพฤติกรรมการเรียนรู้แบบลองผิดลองถูกได้ดีหรือไม่นั้น ดูได้จากจำานวนครั้งที่ทำาผิดน้อยลงง. การเรีย นรู้แ บบฝัง ใจ (imprinting)นักชีววิทยาชาวออสเตรียชื่อ ดร.คอนราด ลอเรนซ์ (Dr.Konrad Lorenz)ได้ศึกษาพฤติกรรมนี้โดยการทำาการทดลองในปี ค.ศ.1935 ดร.ลอเรนซ์ ได้ฟักไข่ห่าน เมื่อลูกห่านฟักออกจากไข่สิ่งแรกที่ลูกห่านเห็นคือ ดร.ลอเรนซ์ลูกห่านจึงเดินตาม ดร.ลอเร้นซ์แต่ไม่เดินตามแม่ห่านซึ่งได้พบทีหลังเลยดร.ลอเรนซ์ได้ทดลองฟักไข่ห่านหลายๆ ครั้ง จนในที่สุดสรุปได้ว่า ลูกห่านที่เพิ่งฟักอออกจากไข่จะเดินตามวัตถุที่เคลื่อนที่และจำาเสียงได้ ซึ่งเห็นเป็นครั้งอรกหลังจากที่ฟักออกมาจากไข่ พฤติกรรมดังกล่าวนี้เป็นพฤติกรรมการเรียนรู้แบบฝังใจนอกจากนี้ ดร.ลอเรนซ์ ยังพบว่า ลูกห่านจะเริ่มเกิดการเรียนรู้แบบฝังใจในช่วงประมาณ 36 ชั่วโมงแรกหลังจากที่ฟักออกมาจากไข่ ถ้าพ้นระยะนี้ไปแล้วห่านจะไม่เกิดการเรียนรู้แบบฝังใจได้เลย แม้สิ่งเร้านั้นจะเป็นแม่ของมัน
  11. 11. เอง ความฝังใจที่เกิดขึ้นอาจเป็นไปตลอดชีวิตหรืออาจจะแสดงอยู่เพียงระยะหนึ่ง ระยะเวลาที่เกิดพฤติกรรมฝังใจของสัตว์ต่างๆ จะแตกต่างกันออกไป แต่จะเหมือนกันในสัตว์ชนิดเดียวกัน เช่น สัตว์ประเภทนก ช่วงที่เกิดความฝังใจประมาณ 36 ชั่วโมงหลังจากฟักออกจากไข่สิ่งเร้าที่กระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการฝังใจ นอกจากจะเป็นการมองเห็นแล้วเสียงหรือกลิ่นยังกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมนี้ด้วย เช่น ลูกเป็ดเมื่อฟักออกจากไข่ ได้ยินเสียงแม่เป็ดร้องอยู่นอกรังโดยที่ยังไม่ได้เห็นตัวก็อาจจะวิ่งออกไปตามหาแหล่งของเสียง เมื่อได้ยินเสียงนั้นอีกในธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตที่สัตว์เห็นเคลื่อนที่หรือส่งเสียงมักจะเป็นแม่ของตัวเอง จึงเกิดความผูกพันยึดเหนี่ยวกับแม่จ. การเรีย นรู้แ บบใช้เ หตุผ ล (reasoning)เป็นพฤติกรรมขั้นสูงสุดของการเรียนรู้ ในการศึกษาพฤติกรรมนี้ได้มีผู้ทำาหารทดลองกับสัตว์ชนิดต่างๆ อย่างกว้างขวางแผนภาพแสดงการทดลองเปรียบเทียบพฤติกรรมระหว่างเด็กอายุ 5 ขวบ สุนข และไก่ ัจากภาพเป็นการทดลองที่เปรียบพฤติกรรมระหว่างเด็กอายุ 5 ขวบ สุนัขและไก่โดยให้อยู่ในสภาพที่หิวและอยู่ในรั้ว นอกรั้วมีขนมสำาหรับเด็ก อาหารสำาหรับสุนัขและสำาหรับไก่วางอยู่แล้ว สังเกตว่าทั้งเด็ก สุนัข และไก่จะมีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร ผลปรากฏว่า ไก่ไม่สามารถออกมากินอาหารได้ ส่วนสุนัขนั้นครั้งแรกเดินตรงไปยังอาหารแต่ติดรั้ว ครั้งต่อมาเดินอ้อมออกมานอกรั้ว และได้กินอาหาร สำาหรับเด็กเมื่ออยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็เดินอ้อมรั้วออกมาถึงจานอาหารได้เลยจากการทดลองนี้ จะเห็นว่า ไก่ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ส่วนสุนัขแก้ปัญหาโดยการทดลองทำาก่อนเมื่อวิธีแรกไม่สำาเร็จจึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ส่วนเด็กจะเห็นได้ว่า สามารถแก้ปัญหาโดยการทดลองทำาก่อนเมื่อวิธีแรกไม่สำาเร็จจึงเปลี่ยนวิธีใหม่ ส่วนเด็กนั้นจะเห็นว่า สามารถแก้ปัญหานี้โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกพฤติกรรมที่สิ่งมีชีวิตสามารถแก้ปัญหาสถานการณ์ใหม่ได้ในครั้งแรกหรือแก้ปัญหาในสถานการณ์ที่แตกต่างไปจากสถานการณ์เดิม โดยอาศัยการเรียนรู้จากสถานการณ์แบบอื่นๆ หรือจากหลายๆ สถานการณ์ เป็นการเรียน
  12. 12. รู้แบบใช้เหตุผลมนุษย์สามารถที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าต่างๆ ทั้งแบบที่ง่ายๆ และที่สลับซับซ้อนได้ นอกจากนี้มนุษย์ยังสามารถนำาสิ่งที่เรียนรู้มาสร้างเป็นกฏเกณฑ์ต่างๆ และสามารถที่จะบันทึกสิ่งที่ได้เรียรู้เก็บไว้ในสมอง การตอบสนองต่อสิ่งเร้าส่วนใหญ่เกิดจากการศึกษาเหตุผลโดยอาศัยความรู้ที่บันทึกไว้ในสองนี่เอง พฤติกรรมแบบนี้จะพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชั้นสูงและคนได้มีการศึกษาว่าสัตว์อื่นๆ เช่น สุนัข มีพฤติกรรมแบบใช้เหตุผลหรือไม่ โดยผูกสุนัขให้เชือกอ้อมเสาอีกต้นหนึ่ง แล้วสังเกตดูว่า สุนัขจะสามารถแก้ปัญหาเพื่อให้ได้กินอาหารที่ใส่ไว้ในจานใกล้ๆ ตัวได้อย่างไรจากการทดลองพบว่า เมื่อสุนัขเห็นอาหาร สุนัขจะพยายามใช้กำาลังดึงตัวเองเข้าหาอาหารดังภาพ สัตว์อื่นๆ เช่น หนู หรือไก่ ก็พยายามทำาแบบเดียวกับสุนัขจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมการเรียนรู้นี้มีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งจะอำานวยให้สัตว์สามารถปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อการอยู่รอดได้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงจำาเป็นสำาหรับสัตว์ที่มีช่วงชีวิตที่ยาวนานปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่า พฤติกรรมเป็นผลจากการทำางานร่วมกันเองระหว่างพันธุกรรมและประสบการณ์ โดยที่หน่วยพันธุกรรมควบคุมระดับความเจริญของโครงสร้างต่างๆ ของสัตว์ที่เป็นปัจจัยสำาคัญอันจะก่อให้เกิดพฤติกรรมได้ เช่น ระบบประสาท ฮอร์โมน กล้ามเนื้อ และขอบเขตที่พฤติกรรมนั้นๆ ถูกดัดแปลงไปได้มากบ้างน้อยบ้าง ยากที่จะตัดสินลงไปว่าพันธุกรรมหรือประสบการณ์จะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมากกว่ากัน อย่างไรก็ดีพฤติกรรมจะเห็นได้ชัดเจนในสัตว์ชั้นตำ่ามากกว่าสัตว์ชั้นสูงความสัม พัน ธ์ร ะหว่า งพฤติก รรมกับ พัฒ นาการของระบบประสาทจากการศึกษาพฤติกรรมสิ่งมีชีวิตแบบต่างๆ ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมแบบหนึ่งๆ ไม่ได้มีในสิ่งมีชีวิตทุกๆ ชนิด สิ่งมีชีวิตต่างชนิดกันอาจตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งเร้าอย่างเดียวกันด้วยพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป เช่น คนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจะมีความสามารถแสดงพฤติกรรมอย่างมีเหตุผล และมีความประณีตมากกว่าสัตว์อื่นๆ ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากการพัฒนาของระบบประสาท ดังแสดงในตารางต่อไปนี้
  13. 13. จากตาราง จะเห็นได้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีระบบประสาทพัฒนามากขึ้นจะมีพฤติกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น ถ้านำาพฤติกรรมต่างๆ ที่พบในสิ่งมีชีวิตชั้นตำ่าไปจนถึงสัตว์ชั้นสูงมากเปรียบเทียบกันในรูปของกราฟ จะได้กราฟดังภาพจะเห็นว่า สัตว์ทั้งหลายสามารถแสดงพฤติกรรมที่แม้ว่าจะแตกต่างกันออกไปแต่ก็ล้วนเป็นไปเพื่อการตอบสนองต่อสิ่งเร้า มีการเคลื่อนที่เข้าหาอาหาร หนีอันตราย หลบหนี สภาวะที่ไม่เหมาะสม ฯลฯพฤติก รรมทางสัง คมพฤติก รรมทางสัง คม (social behavior) สัตว์ทอยู่รวมกันเป็นหมวดหมู่ ี่เป็นสังคมที่มีความจำาเป็นที่จะต้องสื่อสาร ติดต่อกันเพื่อที่จะทำาให้สัตว์สามารถอยู่ร่วมกันได้ เมื่อใดก็ตามที่พฤติกรรมของสัตว์ตัวหนึ่งทำาให้พฤติกรรมของสัตว์อีกตัวหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเพื่อนร่วมสปีชีส์หรือต่างสปีชีส์เปลี่ยนไปได้ ก็กล่าวได้ว่าเกิดการสื่อสารขึ้น ดังนั้น การสื่อสารจึงมีองค์ประกอบที่สำาคัญคือผู้ส่งสัญญาณและผู้รับสัญญาณ การสื่อสารกระทำาได้หลายรูปแบบ ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์และชนิดของผู้ส่งสัญญาณและผู้รับสัญญาณ เราอาจจำาแนกพฤติกรรมทางสังคมที่ใช้ในการสื่อสารได้ดังนี้ก. การสื่อ สารด้ว ยท่า ทางท่าทางที่แสดงออกมา อาจเป็นมาแต่กำาเนิดหรือเกิดจากการเรียนรู้ โดยการแสดงออกทางท่าทางหรือทางสีหน้า เราคงจะพอนึกออกได้ว่า สัตว์เลี้ยงในบ้าน เช่น สุนัขหรือแมวแสดงท่าทางและลักษณะอย่างไร เมื่อเวลาโกรธตกใจ หรือประจบ หรือแม้แต่นักเรียนเองก็สามารถสังเกตอารมณ์และความรู้สึกของเพื่อนๆ ได้จากทางสีหน้าหรือท่าทางการสื่อสารด้วยท่าทาง มีประโยชน์ต่อสัตว์ในด้านอื่นๆ หลายประการ เช่นใช้เป็นสื่อในการเกี้ยวพาราสี และการผสมพันธุ์ แบบแผนของพฤติกรรมของสัตว์บางชนิดประกอบด้วยท่าทางหลายขั้นตอนที่สัมพันธ์กันและเป็นแบบเฉพาะในผึ้งงานเมื่อออกไปหาอาหารแล้วกลับมารัง สามารถบอกให้ผึ้งตัวอื่นๆทราบถึงแหล่งอาหารได้ด้วย การเต้น ซึ่งมี 2 แบบด้วยกัน คือ แบบเลขแปดแสดงว่าแหล่งอาหารอยู่ไกล แต่ถ้าแหล่งอาหารอยู่ใกล้จะเต้นแบบวงกลมดังภาพ
  14. 14. ข. การสื่อ สารด้ว ยเสีย งสัตว์หลายชนิดใช้เสียงเป็นสื่อในการติดต่อระหว่างกัน นิโก ทินเบอร์เกน(Niko Tinbergen) ได้ทำาการทดลองเกี่ยวกับพฤติกรรมการสื่อสารด้วยเสียงของสัตว์การทดลองดังภาพ แม่ไก่จะไม่แสดงพฤติกรรมใดๆ ต่อลูกไก่ที่อยู่ในครอบแก้ว เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงร้องของลูกไก่ถึงแม้จะเห็นลูกไก่ก็ตาม ส่วนภาพต่อมาเสียงร้องของลูกไก่ก่อให้เกิดปฏิกิริยากับแม่ไก่ คือพยายามจะไปตามเสียงของลูก ถึงแม้จะไม่เห็นตัวลูกไก่ก็ตามจากตัวอย่างดังกล่าว จะเห็นได้ว่า เสียงใช้เป็นสื่อระหว่างสิ่งมีชีวิตและก่อให้เกิดปฏิกิริยาตามชนิดของเสียงนั้น ในธรรมชาติสัตว์มักจะส่งเสียงเมื่อภัยมาเสียงนั้นเป็นการช่วยเตือนภัยให้กับตัวอื่นด้วย เช่น นกร้องเมื่อภัยมาแล้วบินหนี นอกจากนี้สัตว์หลายชนิดยังใช้เสียงเป็นสื่อในการเรียกคู่มาผสมพันธุ์เช่น เสียงที่เกิดจากการขยับปีกของยุงตัวเมีย ซึ่งนอกจากเรียกยุงตัวผู้แล้วยังบ่งบอกถึงสปีชีส์ของยุงได้ด้วย เสียงร้องของนกตัวผู้ที่เรียกร้องความสนใจจากนกตัวเมียแล้วยังเป็นสิ่งเร้าให้เกิดพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการสืบพพันธุ์ด้วย เช่น ได้มีผู้ทำาการทดลองจับกบตัวเมียชนิดหนึ่งมาจำานวนหนึ่ง ปล่อยไว้ในห้องทดลอง แล้วเปิดเทปเสียงของกบตัวผู้ชนิดเดียวกัน ปรากฏว่า กบตัวเมียเข้ามาหาต้นเสียงนั้น และกบตัวเมียหลายตัววางไข่ได้นอกจากนี้สัตว์ยังใช้เสียงเป็นสื่อแสดงความโกรธ ความกลัว การขู่ การบอกความเป็นเจ้าของสถานที่ สัตว์บางชนิดสามารถกำาหนดสถานที่ของแหล่งอาหารโดยรับเสียงสะท้อนกลับ เช่น ค้างคาว เป็นต้น
  15. 15. ค. การสื่อ สารด้ว ยการสัม ผัสการสัมผัสก็นับเป็นสื่อที่มีความสำาคัญอย่างหนึ่งของสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนำ้านม แสดงพฤติกรรมของลูกลิงที่มีต่อหุ่นที่ใช้แทนแม่ลิง นักพฤติกรรมพบว่า การที่แม่และลูกลิงมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มีส่วนสำาคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทางอารมณ์ของลูกอ่อนสัตว์บางชนิดใช้การสัมผัสเป็นสื่อบอกถึงความเป็นมิตรหรืออ่อนน้อมด้วยเช่น สุนัขเข้าไปเลียปากให้กับตัวที่เหนือกว่า หรือลิงชิมแพนซีจะยื่นมือให้ลิงตัวที่มีอำานาจเหนือกว่าจับในลักษณะหงายมือให้จับ สัตว์บางชนิดใช้การสัมผัสเพื่อขออาหาร เช่น ลูกนกนางนวลบางชนิดจะใช้จะงอยปากจิกที่จะงอยปากของแม่เพื่อกระตุ้นให้ตัวแม่ไปหาอาหารมาให้ง. การสื่อ สารด้ว ยสารเคมีในเรื่องของฮอร์โมน เราทราบมาแล้วว่า สัตว์บางชนิดใช้ฟีโรโมนเป็นท่อกลางดึงดูดเพศตรงข้าม เช่น พวกผีเสื้อกลางคืนตัวเมียสามารถปล่อยฟีโรโมนออกจากร่างกายแม้เพียงปริมาณเล็กน้อย แต่ผีเสื้อกลางคือตัวผู้ที่อยู่ห่างไกลหลายกิโลเมตรก็ยังได้กลิ่นและบินมาหาได้ถูก นักชีววิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของแมลง ได้สกัดฟีโรโมนจากแมลงตัวเมียเอามาใช้ล่อแมลงตัวผู้หลายชนิดให้มาหาได้ การค้นพบในทำานองนี้นับว่า มีประโยชน์อย่างยิ่งในการควบคุมประชากรของแมลงอย่างที่ให้คุณและให้โทษต่อพืชเศรษฐกิขของมนุษย์นอกจากนี้สัตว์บางชนิดยังใช้ฟีโรโมนในการเตือนภัย หรือแสดงความเป็นเจ้าของอาณาเขต เช่น กวางบางชนิด เช็ดสารบางชนิดที่สร้างจากต่อมบริเวณใบหน้ากับต้นไม้ตามทาง หรือสุนัขถ่ายปัสสาวะในที่ต่างๆ เพื่อกำาหนดอาณาเขตหากเคยสังเกตมดที่เดินตามกัน จะเห็นว่า มดเดินตามรอบเดินได้อย่างถูกต้องแม้กระทั่งทางเดินจะคดโค้งไปอย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะมดปล่อยฟีโรโมนที่
  16. 16. เป็นสารเคมีพวกกรดฟอร์มิกไว้ตามทางที่มีกลิ่นนั้นไปยังแหล่งอาหารได้ แต่ถ้ามดไม่พบอาหารก็จะไม่ปล่อยสารฟีโรโมนออกมาเวลาเดินกลับรังจะเห็นได้ว่า สิ่งมีชีวิตต่างๆ มีการแสดงพฤติกรรมทางสังคมในการอยู่ร่วมกันพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นมักจะเป็นไปในทางที่จะช่วยปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ในหมู่ของตนให้ดีขึ้น เช่น อาจช่วยให้หาอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันหรือหลบหลีกศัตรูที่มาทำาอันตราย ช่วยให้สืบพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

×