Your SlideShare is downloading. ×
0
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
หน่วยความจำสำรอง
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

หน่วยความจำสำรอง

18,807

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
18,807
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
21
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. รายงาน วิชาคอมพิวเตอร์ เรื่อง หน่วยความจำสำรอง เสนอต่อ คุณครู ภาคเรียนที่ 1/2552 โรงเรียนบดินทรเดชา ( สิงห์ สิงหเสนี )
  • 2. จัดทำโดย <ul><li>นาย ฉัตริน ดิษสน เลขที่ 2 </li></ul><ul><li>นาย ธีรัตน์ ชาติละออง เลขที่ 21 </li></ul><ul><li>นางสาว กาญจนา สุริยะวงศ์ เลขที่ 38 </li></ul><ul><li>นางสาว นิธิกานต์ อัครพีร์ญาพร เลขที่ 41 </li></ul><ul><li>นางสาว ธนัชพร ศิริไพบูลย์ เลขที่ 45 </li></ul><ul><li>นางสาวนวพรรณ รักลิขิตพร เลขที่ 46 </li></ul><ul><li>นางสาว ปริญญาพร ผาเป้า เลขที่ 49 </li></ul><ul><li>นางสาว ปิยนุช ชาติละออง เลขที่ 50 </li></ul><ul><li>นางสาว ลลิตา ดาวประกาย เลขที่ 54 </li></ul><ul><li>นางสาว วิรัญชนา ชาญพนา เลขที่ 57 </li></ul><ul><li>นางสาว หัตถดา กิตติธนนพร เลขที่ 59 </li></ul>
  • 3. คำนำ <ul><li>รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับความจำสำรอง โดยปกติแล้วระบบคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยหน่วยความจำหลัก ( Main Memory ) และหน่วยความจำสำรอง ( Second ary Memory หรือ External storage device ) ทั้งสองเป็นแหล่งที่ใช้สำหรับการเก็บข้อมูลภายในและภายนอกคอมพิวเตอร์ เพื่อให้การปฏิบัติการกับคอมพิวเตอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในที่นี้จะนำเสนอเฉพาะหน่วยความจำสำรอง </li></ul><ul><li>คณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานชิ้นนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย หากรายงานชิ้นนี้มีข้อผิดพลาดประการใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย </li></ul><ul><li>คณะผู้จัดทำ </li></ul><ul><li>23 ก . ค . 2552 </li></ul>
  • 4. สารบัญ <ul><li>ความหมายของหน่วยความจำสำรอง 1 </li></ul><ul><li>สิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกใช้หน่วยความจำสำรอง 3 </li></ul><ul><li>ชนิดของหน่วยความจำสำรอง 5 </li></ul><ul><li>เอกสารอ้างอิง 18 </li></ul>
  • 5. หน่วยความจำสำรอง <ul><li>หน่วยความจำสำรอง หรือ หน่วยความจำภายนอก ( External Storage Device ) เป็นหน่วยความจำที่ข้อมูล ไม่สูญหายถึงไม่มีกระแสไฟฟ้า เป็นหน่วยที่ใช้สำรองข้อมูลจากหน่วยความจำหลัก และสามารถนำข้อมูลเข้าสู่ หน่วย ความจำหลัก เพื่อทำการประมวลผลได้ ในการปฏิบัติการกับหน่วยความจำนี้ ต้องเสียเวลามาก เพราะเป็นการ ทำงานแบบจักรกล ( Machhin ) ดังนั้นการเลือกใช้หน่วยความจำสำรองต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ ก ) เวลาที่ใช้ใน การเข้าถึงข้อมูล ( Acess time ) หมายถึง กระบวนการในการค้นหาข้อมูล การอ่านข้อมูล การเขียนข้อมูล บนหน่วย จำสำรองนั้นดังนั้นเพื่อประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูลต้องเลือกหน่วยความจำสำรองที่ใช้เวลา ในการเข้า ถึงข้อมูลน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเข้าถึงข้อมูลโดยระบบคอมพิวเตอร์ วิธีการการเข้าถึงข้อมูลบนหน่วย ความจำ สำรองสามารถแบ่งออกได้ 2 วิธี คือ - การเข้าถึงแบบลำดับ ( Sequential Access )- การเข้าถึงข้อมูลโดนตรงหรือ แบบสุ่ม ( Random Access / Direct Access ) </li></ul>
  • 6. <ul><li>ข ) เวลาที่ใช้ในการถ่ายโอนข้อมูล ( Transfer Data ) หมายถึงกระบวน การในการถ่ายโอนข้อมูลจากหน่วยความจำสำรอง ไปเก็บที่หน่วยความจำหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามสาย ส่งข้อมูลภายในคอมพิวเตอร์ ( ก ) หน่วยความจำสำรองที่มีการเข้าถึงแบบลำดับ ( Sequential Access Storage Device ) ในการเข้าถึงข้อมูลต้องทำการเข้าถึงตั้งแต่ตำแหน่งเริ่มต้นของหน่วยความจำสำรอง ไปเรื่อยๆจนกว่าจะพบข้อมูลที่ต้องการ และทำการเข้าถึงข้อมูลตั้งแต่ต้นแฟ้มข้อมูลไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ้นสุดแฟ้มข้อมูล เพราะเราไม่สามารถกำหนดตำแหน่งให้หน่วยความจำสำรองแบบนี้ได้ ( Non Addressable ) ตัวอย่างของหน่วยความ จำสำรองแบบนี้ เช่น เทปแม่เหล็ก ( Magnetic Tape ) , บัตรเจาะรู เป็นต้น ( ข ) หน่วยความจำสำรองที่มีการเข้าถึง โดยตรงหรือแบบสุ่ม ( Direct Access Storage Device : DASD ) การเข้าถึงข้อมูลบนหน่วยความจำสำรองแบบนี้ สามารถเข้าถึงได้โดยตรงเพราะสามารถกำหนดหมายเลข ตำแหน่งให้ข้อมูลบนหน่วยความจำสำรองแบบนี้ได้ ตัวอย่างของหน่วยความจำสำรองแบบนี้ เช่น แผ่นจานแม่เหล็ก ( Magnetic Disk ) </li></ul>
  • 7. สิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อเลือกใช้หน่วยความจำสำรอง <ul><li>1 . เวลาเข้าถึงข้อมูล ( Access time ) : ใช้เวลาที่เหมาะสมกับลักษณะงาน </li></ul><ul><li>2 . อัตราการถ่ายโอนข้อมูล ( Transfer rate ) : อัตราการถ่ายโอนข้อมูลได้ปริมาณมากต่อหนึ่ง หน่วยเวลา </li></ul><ul><li>3 . ความจุของที่เก็บข้อมูล ( Acceptable capacity ) : มีความจุในการจัดเก็บข้อมูลมากเมื่อเทียบกับขนาดหรือพื้นที่ </li></ul>
  • 8. <ul><li>4 . ความปลอดภัย ( Security ) : ความเสียหายที่อาจเกิดจากการเคลื่อนย้าย หรือการทนต่อสภาวะแวดล้อม </li></ul><ul><li>5 . ราคา ( Cost ) : ราคาเหมาะสมเมื่อคิดราคาต่อหน่วย และประสิทธิภาพ </li></ul><ul><li>6 . มาตรฐาน ( Standardization ) : ความสามารถเข้ากันได้บนคอมพิวเตอร์ระบบต่างๆหรือต่างเครื่องกัน </li></ul><ul><li>7 . ความสะดวกในการพกพา ( Portability ) : การเคลื่อนย้าย </li></ul><ul><li>ไปในที่ต่างๆทำได้โดยสะดวกเมื่อมีความจำเป็นต้องเคลื่อนย้าย </li></ul>
  • 9. ชนิดของหน่วยความจำสำรอง <ul><li>หน่วยความจำสำรองที่เรารู้จักกันดี ( 2541 ) คงเป็น ฟลอปปี้ดิสก์ ( Floppy Disk ) ฮาร์ดดิสก์ ( Hard Disk ) และแผ่นซีดี แต่ในโลก ของระบบคอมพิวเตอร์ยังมีหน่วยความจำสำรองอีกเป็นจำนวนมาก ที่มีการใช้งานกันในระบบคอมพิวเตอร์ระบบต่างๆ เช่น เทปกระดาษ บัตรเจาะรู หรือเทปแม่เหล็ก อุปกรณ์เหล่านี้เป็นหน่วยความจำสำองทั้งนั้น แต่อาจเป็นเพราะว่าไม่เป็น ที่นิยม กันมากนัก การทำงานล่าช้า ความไม่ปลอดภัยของข้อมูลและรวมทั้งการที่เครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในวงการคอมพิวเตอร์ ดังนั้นในเอกสารจึงให้รายละเอียดกับอุปกรณ์ที่นิยมใช้กันมากเป็นส่วนใหญ่ จากประวัติการพัฒนา การของคอมพิวเตอร์พอที่จะให้รายละเอียดและชนิดของอุปกรณ์ที่เป็นหน่วยความจำสำรอง ได้ดังนี้ 1 . แผ่นจานแม่เหล็ก ( Disk ) เป็นสื่อบันทึกข้อมูล รูปร่างแบนกลม คล้ายแผ่นจานเสียง ผิวหน้าฉาบด้วยสารซึ่งมีอำนาจแม่เหล็ก ใช้เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลในหน่วยความจำสำรอง มีทั้งประเภท แผ่นจานแม่เหล็ก ชนิดอ่อน และ ชุดจานแม่เหล็กชนิดแข็ง </li></ul>
  • 10. <ul><li>ก . แผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อนหรือดิสเก็ต (Floppy Disk หรือ Diskettes ) หมายถึง แผ่นจานแม่เหล็กที่ใช้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ มีลักษณะอ่อนบาง ทำด้วยไมลาร์ฉาบผิวนอกด้วยออกไซด์ของเหล็ก บรรจุในซองสี่เหลี่ยมจัตุรัส เพื่อป้องกันฝุ่นละออง ใช้เป็นสื่อบันทึกข้อมูลที่มีราคาถูกมีชื่อเป็นทางการว่า ฟลอปปี้ดิสก์ ( Floppy Disk ) แผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อนนี้จุข้อมูลได้น้อยและมีอัตราการส่งข้อมูลต่ำเมื่อเทียบกับชุดจานแม่เหล็กชนิดแข็ง ขนาดทั่ว ไปของแผ่นจานแม่เหล็กชนิดแข็ง ขนาดทั่วไปของแผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อน จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว ( ไม่ใช้แล้ว ) 5 1/4 นิ้ว ( ไม่นิยมใช้แล้ว ) หรือ 3 1/2 นิ้ว </li></ul>
  • 11. <ul><li>ประเภทของจานแม่เหล็กชนิดอ่อน 1) การแบ่งประเภทของแผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อนเมื่อแบ่งตามลักษณะของด้านที่ใช้แบ่งออกเป็น ก ) ใช้งานหน้าเดียว ( single - side : SS ) ใช้เก็บข้อมูลได้เพียงด้านเดียวเท่านั้น ข ) ใช้งานได้ทั้งสองหน้า ( Double - Side : DS ) ใช้เก็บข้อมูลได้ทั้งสองด้าน 2 ) การแบ่งประเภทของแผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อนเมื่อแบ่งประเภทตามความหนาแน่นจะแบ่งออกเป็น ก ) ความหนาแน่นเท่า เดียว ( Single - Density : SD ) มีความสามารถในการเก็บข้อมูลลงแผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อนตามปกติ ข ) ความหนาแน่นสอง เท่า ( Double - Density : DD ) มีความสามารถในการเก็บข้อมูลลงแผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อนได้มากเป็นสอง เท่าของระบบปกติ ค ) ความหนาแน่นสูง ( High - Density : HD ) มีความสามารถในการเก็บข้อมูลได้สูงมากในการใช้จานแม่เหล็กชนิดอ่อนจะ ต้องใช้งานร่วมกับเครื่องขับแผ่นจานแม่เหล็ก ( Disk Drive ) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำหรับการอ่าน / เขียนข้อมูล บนแผ่นจานแม่เหล็ก ถ้าช่องป้องกันเขียนของแผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อนเปิดอยู่ไม่ได้ปิด ท่านจะสามารถอ่านหรือเขียนข้อมูลลงสู่ จานแม่เหล็ก ชนิดอ่อนได้แต่ถ้าช่องป้องกันการเขียนถูกปิดด้วยเทปท่านจะสามารถ อ่านข้อมูลได้อย่างเดียวไม่สามารถ เขียนข้อมูล แผ่นจานแม่เหล็กชนิด อ่อนได้ ถ้าท่านต้องการจะเขียนข้อมูลลงสู่จานแม่เหล็กชนิดอ่อนท่านต้องดึง เทปที่ปิดช่องป้องกัน การเขียนออกเสียก่อนข้อควรระวัง ในการ ใช้แผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อน ควรให้อยู่ห่างจากควันสิ่งสกปรกความร้อน โดย เฉพาะอย่างยิ่งแหล่งที่มีอำนาจแม่เหล็ก เช่น มอเตอร์ หรือ แม้แต่ของเด็กเล่นชนิดที่มีอำนาจแม่เหล็ก ซึ่งจะลบข้อมูลของ ท่านได้ในการคำนวณหาเนื้อที่เก็บข้อมูลของแผ่นจานแม่เหล็กแบบอ่อนจำต้องทราบรายละเอียดต่างๆดังนี้ก่อน </li></ul>
  • 12. <ul><li>คือ 1 ) จำนวน ร่องบันทึก ( Track ) ร่องบันทึกหมายถึงร่องบันทึกข้อมูลตามแนวเส้นรอบวงบนแผ่นจานแม่เหล็ก หรือตามความกว้างของ เทป แม่เหล็ก เหมือนร่องบันทึกจานเสียง แต่ว่าร่องบันทึกข้อมูลแต่ละร่องไม่ต่อเนื่องกัน 2 ) จำนวนเซกเตอร์ ( Secter ) ในแต่ละ ช่องบันทึกเซกเตอร์หมายถึงส่วนหนึ่งของร่องบันทึก เช่น บนแผ่นจานแม่เหล็ก ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลได้เซกเตอร์ละ 512 ไบต์ 3 ) จำนวนข้อมูลที่สามารถบันทึกได้ในแต่ละเซกเตอร์ตัวอย่าง เช่น แผ่นจานแม่เหล็กแบบอ่อน ชนิด 360 KB จะมี 40 ร่องบันทึก ตั้งแต่ร่องที่ 0 ถึง 39 ตัวเลขน้อยจะอยู่ที่ขอบแผ่น ตัวเลขมากจะเข้าไปหาศูนย์กลางแผ่น แต่ละร่องบันทึกจะแบ่ง ย่อยออกไปอีกเป็นเซกเตอร์ โดยมี 9 เซกเตอร์ต่อร่องบันทึก ดังนั้นท่านสามารถคำนวณหาจำนวนไบต์สำหรับ แผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อนแบบสองหน้าได้ดังนี้จำนวนเซกเตอร์ คือ 9 * 40 เท่ากับ 360 เซกเตอร์แต่ละเซกเตอร์เก็บข้อมูลได้ 512 ไบต์ ดังนั้นจะเก็บข้อมูลได้ เท่ากับ 512 * 360 เท่ากับ 184,320 ไบต์แต่เนื่องจากเป็นจานแม่เหล็กที่บันทึกได้ 2 หน้า ดังนั้น เนื้อที่ทั้งหมดที่สามารถบันทึกข้อมูลได้จะเท่ากับ 184,320 * 2 ซึ่งเท่ากับ 368,640 ไบต์ ซึ่งหมายถึงว่าสามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 1/3 ล้านตัวอักษรขนาดและความจุของแผ่นจานแม่เหล็กที่นิยมใช้งานในปัจจุบัน ได้แก่ 1 ) แผ่นจานแม่เหล็กขนาด 5 1/4 นิ้ว แบ่งเป็น - ชนิด DS,DD จุข้อมูลได้ 360 KB - ชนิด DS,HD จุข้อมูลได้ 1.2 MB2 ) แผ่นจานแม่เหล็กขนาด 3 1/2 นิ้ว แบ่งเป็น - ชนิด DS,DD จุข้อมูลได้ 720 KB - ชนิด DD,HD จุข้อมูลได้ 1.44 MB </li></ul>
  • 13. <ul><li>ชุดจานแม่เหล็กชนิดแข็งหรือฮาร์ดดิสก์ ( Hard Disk ) หมายถึงหน่วยความจำสำรองที่เก็บข้อมูลได้มากกว่าและทำงานได้เร็วกว่าแผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อน มีความจุมาก บางรุ่นมีความจุถึง 4 GB ( IDE ) และมีการพัฒนาให้มีความจุมากขึ้นตามลลำดับ โดยทั่วไปแล้วจานแม่เหล็กแบบแข็ง จะถอด ออกจากเครื่องขับไม่ได้จึงเรียกว่าดิสก์ติดอยู่กับที่ ( Fixed Disk ) นิยมใช้กันมากโดยเฉพาะกับเครื่อง ไมโครคอมพิวเตอร ์ในปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ หรือจานแม่เหล็กชนิดแข็งนี้มีลักษณะหลายอย่างเหมือนฟล็อปปี้ดิสก์หรือแผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อน แต่ฮาร์ดดิสก์มักเป็นแผ่นจานอะลูมิเนียม ส่วนฟล็อปปี้ดิสก์จะทำจากแผ่นพลาสติกไมลาร์ แผ่นจานอะลูมิเนียมของฮาร์ดดิสก์ หลายแผ่นจะอยู่รวมกันในหน่วยขับจานแม่เหล็กชนิดแข็งหนึ่งหน่วย จานแม่เหล็กชนิดนี้จะปั่นได้เร็วกว่าและเก็บข้อมูลได ้ มากกว่าแผ่นจานแม่เหล็กชนิดอ่อน โดยปกติหน่วยขับจานแม่เหล็กชนิดแข็งจะถูกปิดผนึกอย่างดีใน กรอบโลหะเพื่อ ป้องกันฝุ่นและสิ่งเปรอะเปื้อนต่างๆแต่อย่าง ไรก็ตามการทำสำเนา หรือที่เรียกกันว่าการแบคอัพ ( Backing Up ) จากฮาร์ดดิสก์ ลงสู่ฟล็อปปี้ดิสก์ หรือเทปแม่เหล็ก ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันกรณีที่ฮาร์ดดิสก์เกิดขัดข้อง หรือเสียหายจนเป็นเหตุ ให้ข้อมูลถูกทำลาย สำหรับงานที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แล้วอาจกล่าวได้ว่า ข้อมูลของท่านเป็นสิ่งที่มีค่าซึ่งอาจมีค่ามากกว่าตัว เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้จัดการข้อมูลนั้นอีกด้วย ดังนั้นจึงถือว่าการสำรองข้อมูลเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง </li></ul>
  • 14. <ul><li>ลักษณะการทำงานของแผ่นจานแม่เหล็ก จานแม่เหล็กหรือที่เรียกกันทั่วไปว่า ดิสก์ ( Disk ) เป็นอุปกรณ์บันทึกข้อมูลที่สา มารถเข้าถึงได้โดยตรง ( Direct Access Storage Device : DASD ) ที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวาง เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ เร็วเหมาะสำหรับงานที่ต้องการความเร็วสูงเช่น การประมวลผลโต้ตอบ ( Interactive processing ) หรือ การประมวลผลแบบ ออนไลน์ ( Online ) และยังใช้ได้ดีในการประมวลผลแบบกลุ่ม ( Batch Processing ) ลักษณะทางกาย ภาพเป็นแผ่นจานแม่เหล็ก ( Disk platter ) ที่ฉาบด้วยสารแม่เหล็ก มีการแบ่งเป็น วงรอบ ( Cylinder ) แทร็ก ( Track ) และเซกเตอร์ ( Secter ) วงรอบ ( Cylinder ) หมายถึงชุดของแทร็กที่อยู่ในรอบเดียวกันของแผ่นจานแม่เหล็กแต่ละแผ่นที่วางซ้อนกันอยู่ ในชุดแผ่นจาน แม่เหล็กเดียวกัน ในกรณีที่ชุดแม่เหล็กที่มีมากกว่า 1 แผ่นในการอ่านเขียนข้อมูลของแผ่นดิสก์จะ อาศัยหัวอ่าน / เขียน หรือเรียกสั้นๆว่า หัวอ่าน ซึ่งทำหน้าที่บันทึกข้อมูลลงแผ่นดิสก์ หรือ อ่านข้อมูลจากแผ่นดิสก์ หัวอ่านจะ เลื่อนเข้าออกในแนว ตั้งฉากกับจุดศูนย์กลางการหมุนของแผ่นดิสก์ เมื่อมีการเข้าถึงข้อมูล แผ่นดิสก์จะหมุนรอบแกนหมุน ด้วยความเร็วต่อรอบ ค่าหนึ่ง และหัวอ่านจะเลื่อนไปมาเพื่อทำการอ่านหรือเขียนข้อมูล </li></ul>
  • 15. <ul><li>เวลาที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูล ( Access time ) สำหรับดิสก์ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1 . เวลาในการค้นหา ( Seek time ) คือช่วง เวลาที่หัวอ่านเลื่อนจากแทร็กที่อยู่ปัจจุบัน ไปเหนือ แทร็กที่ต้องการอ่าน / เขียน ข้อมูล 2 . เวลาที่รอให้เซกเตอร์หมุน มาถึง หัวอ่านหรือ เวลาแฝง ( Latendy time ) คือช่วงเวลาที่แผ่นดิสก์หมุนตัวเองจนกระทั่งเซกเตอร์ที่ต้องการอ่านมา อยู่ใต้หัว อ่าน 3 . เวลาถ่ายเทข้อมูล ( Transmission time ) คือ เวลาที่หัวอ่านใช้ในการอ่าน / เขียนข้อมูลบนแผ่นดิสก์ดังนั้น เวลาในการเข้า ถึงข้อมูล = เวลาแสวงหา + เวลาแฝง + เวลาถ่ายเทข้อมูลวิธีการจัดเก็บข้อมูลบนแผ่นจานแม่เหล็ก มี 2 วิธี 1 . จัดเก็บแบบ มาตรฐานแบบเซกเตอร์ ( Secter Method ) โดยการ แบ่งแทร็กให้เป็นเซกเตอร์ มีขนาดคงที่ และใช้ การอ้างอิง หมายเลขเซกเตอร์ ( Secter Number ) และ หมายเลขแทรก ( Track Number ) โดยทุกๆแทร็ก มีความจุเท่ากัน หมายเลข เวกเตอร์ จะเรียงลำ ดับจากเซกเตอร์ ที่ 1 เรื่อยๆไปจนถึง เซกเตอร์สุดท้ายของจานแม่เหล็ก วิธีการจัดเก็บแบบนี้ที่เราคุ้นเคย คือวิธีการจัดเก็บ ของระบบปฏิบัติการ Dos2 . จัดเก็บแบบกำหนดบล๊อกเอง ( User - defined Block Method ) เป็นวิธีการจัดเก็บที่ไม่ได้แบ่ง แทร็กออกเป็นเซกเตอร์ แต่ปล่อย ผู้ใช้กำหนดขนาดของบล๊อกเอง ซึ่งจะมีความคล่องตัวมากขึ้น ในการใช้เนื้อที่แผ่นจาน และสามารถจัดการกับระเบียนความยาวแปรผันได </li></ul>
  • 16. ข้อดีและข้อเสียของแผ่นจานแม่เหล็ก <ul><li>ข้อดี 1 . สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการด้วยรวดเร็ว </li></ul><ul><li>2 . เข้าถึงข้อมูลได้ทั้งแบบลำดับ และ โดยตรง หรือ แบบสุ่ม </li></ul><ul><li>3 . การจัดระบบแฟ้มข้อมูลทำได้หลายรูปแบบเช่นแฟ้มลำดับ แฟ้ม สุ่มและแฟ้มลำดับเชิงดรรชนี </li></ul><ul><li>4 . ผู้ใช้หลายคนสามารถเข้าถึงข้อมูลพร้อมกันได้ ( Multi access ) </li></ul><ul><li>5 . ไม่จำกัดความยาวของระเบียนที่ทำการบันทึก ข้อเสีย </li></ul><ul><li>ข้อเสีย </li></ul><ul><li>1 . ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบต้นทุนต่อไบต์ </li></ul><ul><li>2 . ข้อมูลหลังการปรับปรุงจะหายไปทำให้ระบบการสำรองและความปลอดภัย ของข้อมูลทำได้ยาก </li></ul>
  • 17. <ul><li>2 . อุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลด้วยแสง ( Optical Storage ) เป็นสื่อบันทึกข้อมูลอีกประเภทหนึ่งที่มีความสามารถในการบันทึกข้อมูลได้เป็นจำนวนมากเมื่อเทียบกับ จานแม่เหล็ก เป็นสื่อที่ทำด้วยแผ่นวัสดุจำพวกพลาสติก โดยทำเป็นรูปวงกลมคล้ายแผ่นเสียง เรียกกันโดยทั่วไปคอมแพกดิสก์ ( Compact Disk ) กลไกการเขียน / อ่าน ข้อมูลใช้หลักการของพลังงานแสงเลเซอร์ เพื่อทำให้เกิดจุดบนแผ่นจานนั้นในขณะที่เขียน และเมื่อเวลาอ่านข้อมูล ลำแสงเลเซอร์จะถูกลดพลังงานลงและฉายไปบนแผ่นจานนั้น จากจุดที่เกิดขึ้นบนแผ่นจานจะทำให้การหักเหของแสงแต่ละพื้นผิวไม่เท่ากัน ดังนั้นถ้าเรามองแผ่นจานคอมแพกดิสก์อย่างละเอียด ( ใช้อุปกรณ์ช่วย ) ผิวหน้าของแผ่นจานจะไม่เรียบจะมีลักษณะเป็นหลุมเป็นบ่อ ส่วนที่เป็นหลุมลงไปเรียกว่าแลนด์ ( land ) ส่วนที่ไม่เป็นหลุมลงไปเรียกว่า พิต ( pit ) </li></ul>
  • 18. <ul><li>ผิวแผ่นจาน 2 รูปแบบนี้ใช้แทนรหัสข้อมูลที่เป็น 1 และ 0 ตามลำดับ ซึ่งก็คือค่าบิตนั่นเอง และเป็นจุดที่เล็กมากเมื่อเทียบกับข้อมูลที่บันทึกบนแผ่นจานแม่เหล็ก จึงทำให้คอมแพกดิสก์นี้มีความจุที่มากกว่า แต่มีข้อเสียอยู่ว่า ปัจจุบันนี้อุปกรณ์ในการเขียนข้อมูลลงบนคอมแพกดิสก์ มีราคาสูงอยู่ ผู้ใช้โดยส่วนใหญ่จึงสามารถอ่านข้อมูลจากคอมแพกดิสก์ได้เพียงอย่างเดียว ซึ่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า ซีดี - รอม ( CD - ROM : Compact Disk Read Only ) และไม่สามารถบันทึกข้อมูลลงบนซีดี - รอมได้ จึงเหมาะกับข้อมูลที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง </li></ul><ul><li>และในปัจจุบันนี้ได้มีแผ่นซีดี ที่สามารถเขียน / อ่าน ได้หลายๆครั้งเหมือนแผ่นจานแม่เหล็กรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลในแผ่นซีดี มีการแบ่งเป็นเซกเตอร์และแทร็กเหมือนกับแผ่นจานแม่เหล็ก แต่การแบ่งเป็นเซกเตอร์นี้แต่ละเซกเตอร์มีขนาดเท่ากันทุกเซกเตอร์และไม่ได้ใช้เส้นรัศมี จากจุดกึ่งกลางดิสก์เป็นตัวแบ่งเซกเตอร์ ด้วยวิธีการนี้จึงจำเป็นต้องใช้มอเตอร์ที่หมุนได้หลายความเร็วในการหมุนแผ่นดิสก์ เพื่อให้ได้การอ่านข้อมูลที่สม่ำเสมอทุกเซกเตอร์ทั้งเซกเตอร์ที่อยู่นอกรอบ และวงใน ( Constant Linear Velocity ) ด้วยวิธีการหมุนแบบนี้ ( Multi SPIN ) ทำให้ซีดีสามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้นนั่นเอง </li></ul>
  • 19. ข้อดีและข้อจำกัดของแผ่นซีดี <ul><li>ข้อดี </li></ul><ul><li>1 . อัตราความเร็วในการถ่ายทอดข้อมูลสูง แต่ยังน้อยกว่าแผ่นจานแม่เหล็ก </li></ul><ul><li>2 . เข้าถึงข้อมูลได้ทั้งแบบลำดับ และ โดยตรง หรือ แบบสุ่ม </li></ul><ul><li>3 . การจัดระบบแฟ้มข้อมูลทำได้หลายรูปแบบเช่นแฟ้มลำดับ แฟ้มสุ่มและแฟ้มลำดับเชิงดรรชนี </li></ul><ul><li>4 . ผู้ใช้หลายคนสามารถเข้าถึงข้อมูลพร้อมกันได้ ( Multi access ) </li></ul><ul><li>5 . การพกพาสะดวก </li></ul><ul><li>ข้อเสีย </li></ul><ul><li>การเข้าถึงข้อมูลช้ากว่าแผ่นจานแม่เหล็ก </li></ul><ul><li>การบันทึกข้อมูลลงใหม่ทำได้ยากหรือไม่ได้เลย ( เพราะปัจจุบันอุปกรณ์ในการ เขียนยังมีราคาสูงอยู่ </li></ul>
  • 20. <ul><li>3 . เทปแม่เหล็ก ( Magnetic Tape ) เทปแม่เหล็ก เป็นหน่วยความจำสำรองที่มีวิธีการเข้าถึงแบบลำดับ ( SASD : Sequential Access Storage Device ) เหมาะสำหรับการจัดเก็บข้อมูล ที่มีขนาดใหญ่และต้องการความเร็วในการเข้าถึงข้อมูลำไม่มากนัก ซึ่งเหมาะสำหรับการประมวลผลแบบกลุ่ม ลักษณะทางกายภาพ ( Physical ) เทปแม่เหล็กทำด้วยสารพลาสติกฉาบแม่เหล็ก โดยทั่วไปกว้าง 1/2 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 10.5 นิ้ว ส่วนความยาวประมาณ 2400-3600 ฟุต ความหนาแน่นในการบันทึก ข้อมูลเริ่มจาก 800, 1000, 1600, 3200, 6250 CPI ( CPI : Character Per Inches ) ดังนั้นความจุของเทปสามารถคำนวณโดย ประมาณได้ดังนี้ ความจุเทป 1 ม้วน = ความหนาแน่น * ความยาวของม้วนเทป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดของเทปแม่เหล็กด้วยเช่นกัน ที่ใช้กันในปัจจุบันนี้แบ่งเป็น 3 ประเภทคือ 1 ) เทปม้วน ( reel tape ) ความกว้าง 0.5 นิ้ว ความยาวมีตั้งแต่ 600,1200,2400,3600 ฟุต ส่วนขนาดที่มาตรฐานคือ 2400 ฟุต 2 ) เทปแคร์ทริดจ์ ( tape cartridge ) ความกว้าง 0.25 นิ้ว ความยาวมีตั้งแต่ 140-300 ฟุต 3 ) เทปตลับ ( cassette tape ) ความกว้าง 0.25 นิ้วความยาวตั้งแต่ 150-300 ฟุตในการอ่าน / เขียนเทปแม่เหล็กนั้นจะต้อง เครื่องอ่านเทปแม่เหล็กให้ถูกต้องตามประเภทด้วยการแทนค่าข้อมูลใน เทปแม่เหล็กมี 2 ระบบ คือ 1 . ระบบ 7 แถบ ( 7-track tape ) ใช้กับรหัสข้อมูลแบบ BCD ก ) ระบบ 9 แถบ ( 9-track tape ) ใช้กับรหัสข้อมูลแบบ EBCDIC หรือ ASCII โดยแต่ละแถบ แทนข้อมูล 1 บิต สำหรับบิตที่เกินมาใช้เป็นบิตภาวะ ( Paritycheckbit ) </li></ul>
  • 21. <ul><li>ข้อดีของการใช้เทปแม่เหล็ก ข้อดี </li></ul><ul><li>1 . ไม่จำกัดความยาวของระเบียนข้อมูลสามารถบันทึกข้อมูลได้โดยสะดวก </li></ul><ul><li>2 . ราคาถูกกว่าแผ่นจานแม่เหล็กเมื่อเทียบต่อหน่วย </li></ul><ul><li>3 . ใช้เป็นแหล่งสำรองข้อมูลขนาดใหญ่ได้ดี </li></ul><ul><li>4 . การพกพาสะดวกสบายกว่า แผ่นจานแม่เหล้ก </li></ul><ul><li>ข้อจำกัดของการใช้เทปแม่เหล็ก </li></ul><ul><li>1 . ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรง ต้องอ่านตั้งแต่ต้นไปเรื่อย </li></ul><ul><li>2 . ประมวลผลได้แบบลำดับเท่านั้น ( Sequential processing ) </li></ul><ul><li>3 . สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ครั้งละ 1 คน เท่านั้น </li></ul><ul><li>4 . สภาพแวดล้อม เช่นความร้อนความชื้นอุณหภูมิมี ผลต่อข้อมูลที่บันทึกมา </li></ul><ul><li>5 . ไม่สามารถปรับปรุงข้อมูลของระเบียนหนึ่งได้ในเทปม้วนเดียวกัน </li></ul>
  • 22. เอกสารอ้างอิง <ul><li>www . geocities . com / metar_ngamwilai / untitled16 . htm </li></ul>

×