• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
 

กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

on

  • 10,221 views

 

Statistics

Views

Total Views
10,221
Views on SlideShare
10,217
Embed Views
4

Actions

Likes
5
Downloads
101
Comments
1

1 Embed 4

http://thai-medical-error.blogspot.com 4

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel

11 of 1 previous next

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 กฎหมายรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 Document Transcript

    • หนา ๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมพลอดุลยเดช ิ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ตราไว ณ วันที่ ๒๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ เปนปที่ ๖๒ ในรัชกาลปจจุบัน ศุภมัสดุ พระพุทธศาสนกาลเปน อดีตภาค ๒๕๕๐ พรรษา ปจจุบัน สมัย จัน ทรคตินิยมสูกรสมพัตสร สาวนมาส ชุณหปกษ เอกาทสีดิถี สุริยคติกาล สิงหาคมมาส จตุวีสติมสุรทิน ศุกรวารโดยกาลบริเฉท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทรสยามิ น ทราธิ ร าช บรมนาถบพิ ต ร ทรงพระกรุ ณ าโปรดเกล า โปรดกระหม อ มให ป ระกาศว าประธานสภานิติบัญญัติแหงชาติไดนําความกราบบังคมทูลวา การปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขไดดําเนินวัฒนามากวาเจ็ดสิบหาป ตลอดระยะเวลาที่ผานมา ไดมีการประกาศใช ยกเลิก และแกไขเพิ่มเติม รัฐ ธรรมนูญหลายครั้ง เพื่อ ใหเหมาะสมแกสภาวการณของบานเมืองและกาลสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป และโดยที่รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย(ฉบั บชั่ ว คราว) พุ ท ธศั ก ราช ๒๕๔๙ ได บัญ ญั ติใ ห มีส ภาร า งรัฐ ธรรมนูญ และคณะกรรมาธิ ก ารยกร า งรั ฐ ธรรมนู ญ ขึ้ น มี ห น า ที่ จั ด ทํ า ร า งรั ฐ ธรรมนู ญ ฉบั บ ใหม ทั้ ง ฉบั บ สํ า หรั บ เป น แนวทางการปกครองประเทศ โดยใหป ระชาชนมี สวนรว มแสดงความคิดเห็น อยางกวา งขวางทุ กขั้น ตอนและนําความคิดเห็นเหลานั้นมาเปนขอคํานึงพิเศษในการยกรางและพิจารณาแปรญัตติโดยตอเนื่อง รา งรั ฐ ธรรมนู ญ ฉบั บ ที่จั ด ทํ า ใหม นี้ มี ส าระสํา คั ญ เพื่ อ ให บ รรลุ วั ตถุ ป ระสงค ร ว มกั น ของประชาชนชาวไทย ในการธํารงรักษาไวซึ่งเอกราชและความมั่นคงของชาติ การทํานุบํารุงรักษาศาสนา
    • หนา ๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ทุกศาสนาใหสถิตสถาพร การเทิดทูนพระมหากษัตริยเปนประมุขและเปนมิ่งขวัญของชาติ การยึดถือระบอบประชาธิ ป ไตยอั น มี พ ระมหากษั ต ริ ย ท รงเป น ประมุ ข เป น วิ ถี ท างในการปกครองประเทศการคุมครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ใหป ระชาชนมีบทบาทและมีสวนรวมในการปกครองและตรวจสอบการใชอํานาจรัฐอยางเปนรูปธรรม การกําหนดกลไกสถาบันทางการเมืองทั้งฝายนิติบัญญัติและฝายบริหาร ใหมีดุลยภาพและประสิทธิภาพตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งใหสถาบันศาลและองคกรอิสระอื่นสามารถปฏิบติหนาที่ไดโดยสุจริตเที่ยงธรรม ั เมื่อจัดทํารางรัฐ ธรรมนูญเสร็จแลว สภารางรัฐธรรมนูญไดเผยแพรใหประชาชนทราบและจัดใหมีการออกเสียงประชามติเพื่อใหความเห็นชอบแกรางรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การออกเสียงลงประชามติปรากฏผลวา ประชาชนผูมสิทธิเลือกตั้งโดยเสียงขางมากของผูมาออกเสียงประชามติเห็นชอบใหนําราง ีรัฐธรรมนูญฉบับใหมมาใชบังคับ ประธานสภานิติบัญญัติแหงชาติจึงนํารางรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ใหประกาศใชเปนรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยสืบไป ทรงพระราชดําริวาสมควรพระราชทานพระบรมราชานุมัติตามมติของมหาชน จึงมีพระบรมราชโองการดํารัสเหนือเกลาเหนือกระหมอมใหตรารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยฉบับนี้ขึ้นไว ใหใ ชแ ทนรัฐ ธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ซึ่งไดตราไว ณ วันที่ ๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙ ตั้งแตวันประกาศนี้เปนตนไป ขอปวงชนชาวไทย จงมีความสมัครสโมสรเปน เอกฉันท ในอัน ที่จะปฏิบัติตามและพิทักษรักษารัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยนี้ เพื่อธํารงคงไวซึ่งระบอบประชาธิปไตยและอํานาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และนํามาซึ่งความผาสุกสิริสวัสดิ์พิพัฒนชัยมงคลอเนกศุภผลสกลเกียรติยศสถาพรแกอาณาประชาราษฎรทั่วสยามรัฐสีมา สมดั่งพระบรมราชปณิธานปรารถนาทุกประการ เทอญ หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๑ ประเทศไทยเปนราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบงแยกมิได มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเปน ของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริยผูทรงเปน ประมุขทรงใชอํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้
    • หนา ๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การปฏิ บั ติ ห น า ที่ ข องรั ฐ สภา คณะรั ฐ มนตรี ศาล รวมทั้ ง องค ก รตามรั ฐ ธรรมนู ญและหนวยงานของรัฐ ตองเปนไปตามหลักนิตธรรม ิ มาตรา ๔ ศั ก ดิ์ ศ รี ค วามเป น มนุ ษ ย สิ ท ธิ เสรี ภ าพ และความเสมอภาคของบุ ค คลยอมไดรับความคุมครอง มาตรา ๕ ประชาชนชาวไทยไมวา เหลากํ าเนิด เพศ หรือศาสนาใด ยอ มอยูใ นความคุมครองแหงรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน มาตรา ๖ รัฐ ธรรมนูญเปนกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือขอบังคับ ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเปนอันใชบังคับมิได มาตรา ๗ ในเมื่อไมมีบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้บังคับแกกรณีใด ใหวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หมวด ๒ พระมหากษัตริย มาตรา ๘ องคพระมหากษัตริยทรงดํารงอยูในฐานะอันเปนที่เคารพสักการะ ผูใดจะละเมิดมิได ผูใดจะกลาวหาหรือฟองรองพระมหากษัตริยในทางใด ๆ มิได มาตรา ๙ พระมหากษัตริยทรงเปนพุทธมามกะ และทรงเปนอัครศาสนูปถัมภก มาตรา ๑๐ พระมหากษัตริยทรงดํารงตําแหนงจอมทัพไทย มาตรา ๑๑ พระมหากษั ต ริ ย ท รงไว ซึ่ ง พระราชอํ า นาจที่ จ ะสถาปนาฐานั น ดรศั ก ดิ์ แ ละพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ มาตรา ๑๒ พระมหากษัตริยทรงเลือกและทรงแตงตั้งผูทรงคุณวุฒิเปนประธานองคมนตรีคนหนึ่งและองคมนตรีอื่นอีกไมเกินสิบแปดคนประกอบเปนคณะองคมนตรี คณะองคมนตรี มี ห น า ที่ ถ วายความเห็ น ต อ พระมหากษั ต ริ ย ใ นพระราชกรณี ย กิ จ ทั้ ง ปวงที่พระมหากษัตริยทรงปรึกษา และมีหนาที่อื่นตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๑๓ การเลื อ กและแต ง ตั้ ง องคมนตรี ห รื อ การให อ งคมนตรี พ น จากตํ า แหน งใหเปนไปตามพระราชอัธยาศัย
    • หนา ๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ใหประธานรัฐสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานองคมนตรีหรือใหประธานองคมนตรีพนจากตําแหนง ใหประธานองคมนตรีเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งองคมนตรีอื่นหรือใหองคมนตรีอื่นพนจากตําแหนง มาตรา ๑๔ องคมนตรีต องไมเปน สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร สมาชิ กวุฒิสภา กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลปกครอง กรรมการป อ งกั น และปราบปรามการทุ จ ริ ตแห ง ชาติ กรรมการตรวจเงิ น แผ น ดิ นขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจํา พนักงานรัฐวิสาหกิจ เจาหนาที่อื่นของรัฐ หรือสมาชิกหรือเจาหนาที่ของพรรคการเมือง และตองไมแสดงการฝกใฝในพรรคการเมืองใด ๆ มาตรา ๑๕ กอ นเขารับหนาที่ องคมนตรีตองถวายสัตยปฏิญาณตอพระมหากษัตริยดวยถอยคํา ดังตอไปนี้ “ขาพระพุท ธเจา (ชื่ อผู ปฏิ ญาณ) ขอถวายสัตย ปฏิ ญาณว า ข าพระพุท ธเจา จะจงรัก ภัก ดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบั ติหนา ที่ดวยความซื่ อสัตยสุ จริต เพื่อประโยชนของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไวและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ” มาตรา ๑๖ องคมนตรี พ น จากตํ า แหน ง เมื่ อ ตาย ลาออก หรื อ มี พ ระบรมราชโองการใหพนจากตําแหนง มาตรา ๑๗ การแต งตั้ งและการให ขา ราชการในพระองค แ ละสมุห ราชองครั กษ พน จากตําแหนง ใหเปนไปตามพระราชอัธยาศัย มาตรา ๑๘ ในเมื่อพระมหากษัตริยจะไมประทับอยูในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไมไดดวยเหตุใดก็ตาม จะไดทรงแตงตั้งผูใดผูหนึ่งเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค และใหประธานรัฐสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ มาตรา ๑๙ ในกรณีที่พระมหากษัตริยมิไดท รงแตงตั้งผูสํา เร็จราชการแทนพระองคตามมาตรา ๑๘ หรือในกรณีที่พระมหากษัตริยไมสามารถทรงแตงตั้งผูสําเร็จราชการแทนพระองคเพราะยังไมทรงบรรลุนิ ติภาวะหรือเพราะเหตุ อื่น ให คณะองคมนตรีเ สนอชื่อผู ใ ดผูหนึ่ งซึ่งสมควรดํารงตําแหนงผูสาเร็จราชการแทนพระองคตอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อรัฐสภาใหความเห็นชอบแลว ํใหประธานรัฐสภาประกาศในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย แตงตั้งผูนั้น เปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค
    • หนา ๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในระหวางที่สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผูแทนราษฎรถูกยุบ ใหวุฒิสภาทําหนาที่รัฐสภาในการใหความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง มาตรา ๒๐ ในระหวางที่ไมมีผูสําเร็จราชการแทนพระองคตามที่บัญญัติไวใ นมาตรา ๑๘หรือมาตรา ๑๙ ใหประธานองคมนตรีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคเปนการชั่วคราวไปพลางกอน ในกรณีที่ผูสําเร็จราชการแทนพระองคซึ่งไดรับการแตงตั้งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ไมสามารถปฏิบัติ หนาที่ได ใหป ระธานองคมนตรีทําหนาที่ผูสําเร็จราชการแทนพระองคเปน การชั่วคราวไปพลางกอน ในระหวางที่ประธานองคมนตรีเปน ผูสําเร็จราชการแทนพระองคตามวรรคหนึ่ง หรือ ในระหวางที่ประธานองคมนตรีทําหนาที่ผูสําเร็จราชการแทนพระองคตามวรรคสอง ประธานองคมนตรีจะปฏิ บั ติ หน า ที่ ใ นฐานะเป น ประธานองคมนตรี มิไ ด ในกรณี เ ช น วา นี้ ให คณะองคมนตรี เ ลื อ กองคมนตรีคนหนึ่งขึ้นทําหนาที่ประธานองคมนตรีเปนการชั่วคราวไปพลางกอน มาตรา ๒๑ กอนเขารับหนาที่ ผูสําเร็จราชการแทนพระองคซึ่งไดรับการแตงตั้งตามมาตรา ๑๘หรือมาตรา ๑๙ ตองปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาดวยถอยคํา ดังตอไปนี้ “ข า พเจ า (ชื่ อ ผู ป ฏิ ญ าณ) ขอปฏิ ญ าณว า ข า พเจ า จะจงรั ก ภั ก ดี ต อ พระมหากษั ต ริ ย(พระปรมาภิไธย) และจะปฏิบติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริต เพื่อประโยชนของประเทศและประชาชน ัทั้งจะรักษาไวและปฏิบติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ” ั ในระหวางที่สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผูแทนราษฎรถูกยุบ ใหวุฒิสภาทําหนาที่รัฐสภาตามมาตรานี้ มาตรา ๒๒ ภายใตบังคับมาตรา ๒๓ การสืบราชสมบัติใหเปนไปโดยนัยแหงกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ การแกไขเพิ่มเติมกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสัน ตติวงศ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗เปนพระราชอํานาจของพระมหากษัตริยโดยเฉพาะ เมื่อมีพระราชดําริประการใด ใหคณะองคมนตรีจัดทํ าร างกฎมณเฑีย รบาลแก ไขเพิ่ม เติ ม กฎมณเฑียรบาลเดิม ขึ้น ทูลเกล าทู ลกระหมอ มถวายเพื่อ มีพระราชวินิจฉัย เมื่อทรงเห็นชอบและทรงลงพระปรมาภิไธยแลว ใหประธานองคมนตรีดําเนินการแจงประธานรัฐสภาเพื่อใหประธานรัฐสภาแจงใหรัฐสภาทราบ และใหประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ และเมื่อไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคับเปนกฎหมายได
    • หนา ๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในระหวางที่สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผูแทนราษฎรถูกยุบ ใหวุฒิสภาทําหนาที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคสอง มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ราชบัลลังกหากวางลงและเปนกรณีที่พระมหากษัตริยไดทรงแตงตั้งพระรัช ทายาทไวตามกฎมณเฑียรบาลวาดวยการสืบราชสันตติวงศ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ แลวใหคณะรัฐมนตรีแจงใหประธานรัฐสภาทราบ และใหประธานรัฐสภาเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อรับทราบและใหประธานรัฐ สภาอัญเชิญองคพระรัช ทายาทขึ้น ทรงราชยเปน พระมหากษัตริยสืบไป แลวใหประธานรัฐสภาประกาศใหประชาชนทราบ ในกรณีท่ราชบัลลังกหากวางลงและเปนกรณีที่พระมหากษัตริยมิไดทรงแตงตั้งพระรัชทายาท ีไว ต ามวรรคหนึ่ ง ให ค ณะองคมนตรี เ สนอพระนามผู สื บ ราชสั น ตติ ว งศ ต ามมาตรา ๒๒ ต อคณะรัฐมนตรีเพื่อเสนอตอรัฐสภาเพื่อรัฐสภาใหความเห็นชอบ ในการนี้ จะเสนอพระนามพระราชธิดาก็ได เมื่อรัฐสภาใหความเห็นชอบแลว ใหประธานรัฐสภาอัญเชิญองคผูสืบราชสันตติวงศขึ้นทรงราชยเปนพระมหากษัตริยสบไป แลวใหประธานรัฐสภาประกาศใหประชาชนทราบ ื ในระหวางที่สภาผูแทนราษฎรสิ้นอายุหรือสภาผูแทนราษฎรถูกยุบ ใหวุฒิสภาทําหนาที่รัฐสภาในการรับทราบตามวรรคหนึ่งหรือใหความเห็นชอบตามวรรคสอง มาตรา ๒๔ ในระหวางที่ยังไมมีประกาศอัญเชิญองคพระรัชทายาทหรือองคผูสืบราชสันตติวงศขึ้น ทรงราชยเปน พระมหากษัตริยตามมาตรา ๒๓ ใหประธานองคมนตรีเปน ผูสําเร็จราชการแทนพระองคเปนการชั่วคราวไปพลางกอน แตในกรณีที่ราชบัลลังกวางลงในระหวางที่ไดแตงตั้งผูสําเร็จราชการแทนพระองคไวตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๑๙ หรือระหวางเวลาที่ประธานองคมนตรีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองค ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ ง ใหผูสําเร็ จราชการแทนพระองคนั้น ๆแล ว แต ก รณี เป น ผู สํ า เร็ จ ราชการแทนพระองค ต อ ไป ทั้ ง นี้ จนกว า จะได ป ระกาศอั ญ เชิ ญ องคพระรัชทายาทหรือองคผสืบราชสันตติวงศขึ้นทรงราชยเปนพระมหากษัตริย ู ในกรณีท่ีผูสําเร็จราชการแทนพระองคซึ่งไดรับการแตงตั้งไวและเปน ผูสําเร็จราชการแทนพระองคตอไปตามวรรคหนึ่งไม สามารถปฏิบั ติหนาที่ ได ใหประธานองคมนตรีทําหนาที่ผู สําเร็ จราชการแทนพระองคเปนการชั่วคราวไปพลางกอน ในกรณีที่ประธานองคมนตรีเปนผูสําเร็จราชการแทนพระองคตามวรรคหนึ่ง หรือทําหนาที่ผูสําเร็จราชการแทนพระองคเปนการชั่วคราวตามวรรคสอง ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐ วรรคสามมาใชบังคับ
    • หนา ๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๒๕ ในกรณีที่คณะองคมนตรีจะตองปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๓วรรคสอง หรือประธานองคมนตรีจะตองปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง หรือมาตรา ๒๔ วรรคสอง และอยูในระหวางที่ไมมีประธานองคมนตรีหรือมีแตไมสามารถปฏิบัติหนาที่ไดใหคณะองคมนตรีที่เหลืออยูเลือกองคมนตรีคนหนึ่งเพื่อทําหนาที่ประธานองคมนตรี หรือปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๒๐ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง หรือตามมาตรา ๒๔ วรรคสาม แลวแตกรณี หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย สวนที่ ๑ บททั่วไป มาตรา ๒๖ การใชอํานาจโดยองคกรของรัฐทุกองคกร ตองคํานึงถึงศักดิ์ศรีความเปนมนุษยสิทธิและเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๒๗ สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไวโดยชัดแจง โดยปริยายหรือโดยคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ยอมไดรับความคุมครองและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองคกรตามรัฐธรรมนูญ และหนวยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใชบังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง มาตรา ๒๘ บุคคลยอมอางศักดิ์ศรีความเปนมนุษยหรือใชสิทธิและเสรีภาพของตนไดเทาที่ไมละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไมเปนปฏิปกษตอรัฐธรรมนูญ หรือไมขัดตอศีลธรรมอันดีของประชาชน  บุ ค คลซึ่ ง ถู ก ละเมิ ด สิ ท ธิ ห รื อ เสรี ภ าพที่ รั ฐ ธรรมนู ญ นี้ รั บ รองไว สามารถยกบทบั ญ ญั ติแหงรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใชสิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเปนขอตอสูคดีในศาลได บุคคลยอมสามารถใชสิทธิทางศาลเพื่อบังคับใหรัฐตองปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ไดโดยตรงหากการใชสิทธิและเสรีภาพในเรื่องใดมีกฎหมายบัญญัติรายละเอียดแหงการใชสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไวแลว ใหการใชสิทธิและเสรีภาพในเรื่องนั้นเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ บุคคลยอมมีสิทธิไดรับการสงเสริม สนับสนุน และชวยเหลือจากรัฐ ในการใชสทธิตามความ ิในหมวดนี้
    • หนา ๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙ การจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐ ธรรมนูญรับรองไว จะกระทํามิไดเวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กําหนดไวและเทาที่จําเปน และจะกระทบกระเทือนสาระสําคัญแหงสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได กฎหมายตามวรรคหนึ่งตองมีผลใชบังคับเปนการทั่วไป และไมมุงหมายใหใชบังคับแกกรณีใดกรณีหนึ่งหรือ แกบุคคลใดบุคคลหนึ่งเปน การเจาะจง ทั้งตองระบุบทบัญญัติแ หงรัฐ ธรรมนูญที่ใ หอํานาจในการตรากฎหมายนั้นดวย บทบัญญัติใ นวรรคหนึ่งและวรรคสองใหนํามาใชบังคับกับกฎที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายดวยโดยอนุโลม สวนที่ ๒ ความเสมอภาค มาตรา ๓๐ บุคคลยอมเสมอกันในกฎหมายและไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเทาเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไมเปน ธรรมตอ บุคคลเพราะเหตุแ หงความแตกตางในเรื่องถิ่น กําเนิ ดเชื้อ ชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิ การ สภาพทางกายหรื อสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไมขัดตอบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ จะกระทํามิได มาตรการที่รัฐกําหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือสงเสริมใหบุคคลสามารถใชสิทธิและเสรีภาพไดเชนเดียวกับบุคคลอื่น ยอมไมถือเปนการเลือกปฏิบัติโดยไมเปนธรรมตามวรรคสาม มาตรา ๓๑ บุคคลผูเปนทหาร ตํารวจ ขาราชการ เจาหนาที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจางขององคกรของรัฐ ยอมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเชนเดียวกับบุคคลทั่วไป เวนแตที่จํากัดไวในกฎหมายหรือกฎที่ออกโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย เฉพาะในสวนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม สวนที่ ๓ สิทธิและเสรีภาพสวนบุคคล มาตรา ๓๒ บุคคลยอมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและรางกาย
    • หนา ๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษดวยวิธีการโหดรายหรือไรมนุษยธรรม จะกระทํามิไดแต ก ารลงโทษตามคํ า พิ พ ากษาของศาลหรื อ ตามที่ ก ฎหมายบั ญ ญั ติ ไ ม ถื อ ว า เป น การลงโทษด ว ยวิธีการโหดรายหรือไรมนุษยธรรมตามความในวรรคนี้ การจับและการคุม ขั งบุค คล จะกระทํ ามิไ ด เวน แต มีคํา สั่งหรือ หมายของศาลหรือมี เหตุอยางอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ การคนตัวบุคคลหรือการกระทําใดอันกระทบตอสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิไดเวนแตมเี หตุตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่มีการกระทําซึ่งกระทบตอสิทธิและเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง ผูเสียหาย พนักงานอัยการหรือบุคคลอื่นใดเพื่อประโยชนของผูเสียหาย มีสิทธิรองตอศาลเพื่อใหสั่งระงับหรือเพิกถอนการกระทํา เชนวานั้น รวมทั้งจะกําหนดวิธีการตามสมควรหรือการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นดวยก็ได มาตรา ๓๓ บุคคลยอมมีเสรีภาพในเคหสถาน บุคคลยอมไดรบความคุมครองในการที่จะอยูอาศัยและครอบครองเคหสถานโดยปกติสุข ั การเข า ไปในเคหสถานโดยปราศจากความยิ น ยอมของผู ค รอบครอง หรือ การตรวจค นเคหสถานหรือในที่รโหฐาน จะกระทํามิได เวนแตมีคําสั่งหรือหมายของศาล หรือมีเหตุอยางอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๓๔ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยูภายในราชอาณาจักร การจํา กัดเสรี ภาพตามวรรคหนึ่ ง จะกระทํ ามิไ ด เว น แตโ ดยอาศั ยอํา นาจตามบทบั ญญั ติแห ง กฎหมาย เฉพาะเพื่ อ ความมั่น คงของรั ฐ ความสงบเรี ยบร อ ยหรื อ สวัส ดิ ภ าพของประชาชนการผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผูเยาว การเนรเทศบุคคลผูมีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือหามมิใหบุคคลผูมีสัญชาติไทยเขามาในราชอาณาจักร จะกระทํามิได มาตรา ๓๕ สิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง ตลอดจนความเปนอยูสวนตัวยอมไดรับความคุมครอง การกลาวหรือไขขาวแพรหลายซึ่งขอความหรือภาพไมวาดวยวิธีใดไปยังสาธารณชน อันเปนการละเมิดหรือกระทบถึงสิทธิของบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเปน อยูสวนตัวจะกระทํามิได เวนแตกรณีที่เปนประโยชนตอสาธารณะ
    • หนา ๑๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ บุคคลยอมมีสิทธิไดรับความคุมครองจากการแสวงประโยชนโดยมิชอบจากขอมูลสวนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๓๖ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยทางที่ชอบดวยกฎหมาย การตรวจ การกัก หรือการเปดเผยสิ่งสื่อสารที่บุคคลมีติดตอถึงกัน รวมทั้ง การกระทําดวยประการอื่น ใดเพื่อ ใหลวงรูถึ งขอความในสิ่งสื่อสารทั้งหลายที่บุคคลมี ติดตอถึงกัน จะกระทํามิไ ดเวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มาตรา ๓๗ บุคคลยอมมีเสรีภาพบริบูรณในการถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และยอมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตน เมื่อไมเปนปฏิปกษตอหนาที่ของพลเมืองและไมเปนการขัดตอความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ในการใชเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง บุคคลยอมไดรับความคุมครองมิใหรัฐกระทําการใด ๆ อันเปนการรอนสิทธิหรือเสียประโยชนอันควรมีควรได เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนาหรือปฏิบตตามศาสนธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือ แตกตางจากบุคคลอื่น ัิ มาตรา ๓๘ การเกณฑ แ รงงานจะกระทํ า มิ ไ ด เว น แต โ ดยอาศั ย อํ า นาจตามบทบั ญ ญั ติแหงกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชนในการปองปดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเปนการฉุกเฉิน หรือโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายซึ่งใหกระทําไดในระหวางเวลาที่ประเทศอยูในภาวะสงครามหรือการรบ หรือในระหวางเวลาที่มีประกาศสถานการณฉกเฉินหรือประกาศใชกฎอัยการศึก ุ สวนที่ ๔ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม มาตรา ๓๙ บุคคลไมตองรับโทษอาญา เวนแตไดกระทําการอันกฎหมายที่ใชอยูในเวลาที่กระทํานั้นบัญญัติเปน ความผิดและกําหนดโทษไว และโทษที่จะลงแกบุคคลนั้น จะหนักกวาโทษที่กําหนดไวในกฎหมายที่ใชอยูในเวลาที่กระทําความผิดมิได ในคดีอาญา ตองสันนิษฐานไวกอนวาผูตองหาหรือจําเลยไมมีความผิด กอ นมีคําพิพากษาอัน ถึงที่สุดแสดงวาบุคคลใดไดกระทําความผิด จะปฏิ บัติตอบุคคลนั้ นเสมือนเปนผูกระทําความผิดมิได
    • หนา ๑๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๔๐ บุคคลยอมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังตอไปนี้ (๑) สิทธิเขาถึงกระบวนการยุติธรรมไดโดยงาย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง (๒) สิทธิ พ้ืน ฐานในกระบวนพิ จารณา ซึ่ งอยา งน อยตอ งมี หลั กประกัน ขั้น พื้น ฐานเรื่อ งการไดรับการพิจารณาโดยเปดเผย การไดรับทราบขอเท็จจริงและตรวจเอกสารอยางเพียงพอ การเสนอขอเท็จจริง ขอโตแยง และพยานหลักฐานของตน การคัดคานผูพิพากษาหรือตุลาการ การไดรับการพิจารณาโดยผูพิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองคคณะ และการไดรับทราบเหตุผลประกอบคําวินิจฉัย คําพิพากษา หรือคําสั่ง (๓) บุคคลยอมมีสิทธิที่จะใหคดีของตนไดรับการพิจารณาอยางถูกตอง รวดเร็ว และเปนธรรม (๔) ผูเสียหาย ผูตองหา โจทก จําเลย คูกรณี ผูมีสวนไดเสีย หรือพยานในคดีมีสิทธิไดรับการปฏิบั ติที่ เ หมาะสมในการดํา เนิ น การตามกระบวนการยุติ ธรรม รวมทั้ งสิ ทธิ ใ นการไดรั บการสอบสวนอยางถูกตอง รวดเร็ว เปนธรรม และการไมใหถอยคําเปนปฏิปกษตอตนเอง (๕) ผูเสียหาย ผูตองหา จําเลย และพยานในคดีอาญา มีสิทธิไดรับความคุมครอง และความชวยเหลือที่จําเปนและเหมาะสมจากรัฐ สวนคาตอบแทน คาทดแทน และคาใชจายที่จําเปน ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ (๖) เด็ ก เยาวชน สตรี ผู สูง อายุ หรือ ผู พิก ารหรื อทุ พพลภาพ ย อมมีสิ ทธิ ได รับ ความคุมครองในการดําเนินกระบวนพิจารณาคดีอยางเหมาะสม และยอมมีสิทธิไดรับการปฏิบัติที่เหมาะสมในคดีที่เกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ (๗) ในคดีอาญา ผูตองหาหรือจําเลยมีสิทธิไดรับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่ถูกตองรวดเร็ว และเปนธรรม โอกาสในการตอสูคดีอยางเพียงพอ การตรวจสอบหรือไดรับทราบพยานหลักฐานตามสมควร การไดรับความชวยเหลือในทางคดีจากทนายความ และการไดรับการปลอยตัวชั่วคราว (๘) ในคดีแพง บุคคลมีสิทธิไดรับความชวยเหลือทางกฎหมายอยางเหมาะสมจากรัฐ สวนที่ ๕ สิทธิในทรัพยสิน มาตรา ๔๑ สิทธิของบุคคลในทรัพยสินยอมไดรับความคุมครอง ขอบเขตแหงสิทธิและการจํากัดสิทธิเชนวานี้ยอมเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
    • หนา ๑๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การสืบมรดกยอมไดรับความคุม ครอง สิทธิของบุคคลในการสืบมรดกยอมเปน ไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๔๒ การเวนคื น อสั ง หาริ ม ทรั พ ย จ ะกระทํ า มิ ไ ด เว น แต โ ดยอาศั ย อํ า นาจตามบทบัญญัติแ หงกฎหมาย เฉพาะกิจการของรัฐ เพื่อการอัน เปน สาธารณูปโภค การอันจําเปนในการปอ งกั น ประเทศ การไดม าซึ่ ง ทรั พ ยากรธรรมชาติ การผั ง เมื อ ง การส ง เสริ ม และรั ก ษาคุ ณ ภาพสิ่งแวดลอม การพัฒนาการเกษตรหรือการอุตสาหกรรม การปฏิรูปที่ดิน การอนุรักษโบราณสถานและแหลงทางประวัติศาสตร หรือเพื่อประโยชนสาธารณะอยางอื่น และตองชดใชคาทดแทนที่เปนธรรมภายในเวลาอัน ควรแก เจ าของตลอดจนผูท รงสิท ธิบ รรดาที่ ได รับ ความเสีย หายจากการเวนคื น นั้ นทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การกําหนดคาทดแทนตามวรรคหนึ่งตองกําหนดใหอยางเปนธรรมโดยคํานึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในทองตลาด การไดมา สภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย ความเสียหายของผูถูกเวนคืนและประโยชนที่รฐและผูถกเวนคืนไดรับจากการใชสอยอสังหาริมทรัพยที่ถูกเวนคืน ั ู กฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพยตองระบุวัตถุประสงคแหงการเวนคืนและกําหนดระยะเวลาการเขาใช อสัง หาริม ทรัพย ไวใ หชัดแจง ถามิ ไดใ ช เพื่อ การนั้ น ภายในระยะเวลาที่ กําหนดดัง กลา วตองคืนใหเจาของเดิมหรือทายาท การคืนอสังหาริมทรัพยใหเจาของเดิมหรือทายาทตามวรรคสาม และการเรียกคืนคาทดแทนที่ชดใชไป ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ สวนที่ ๖ สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ มาตรา ๔๓ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแขงขันโดยเสรีอยางเปนธรรม การจํากัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชนในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุมครองประชาชนในด านสาธารณูป โภค การรัก ษาความสงบเรี ยบรอ ยหรือ ศีล ธรรมอั น ดี ของประชาชนการจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุมครองผูบริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
    • หนา ๑๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐หรือสิ่งแวดลอม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อปองกันการผูกขาดหรือขจัดความไมเปนธรรมในการแขงขัน มาตรา ๔๔ บุคคลยอมมีสิทธิไดรับหลักประกันความปลอดภัยและสวัสดิภาพในการทํางานรวมทั้งหลักประกันในการดํารงชีพทั้งในระหวางการทํางานและเมื่อพนภาวะการทํางาน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ สวนที่ ๗ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน มาตรา ๔๕ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิม พการโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจํ า กั ด เสรี ภาพตามวรรคหนึ่ ง จะกระทํ า มิไ ด เว น แต โดยอาศั ย อํ า นาจตามบทบั ญ ญั ติแหงกฎหมาย เฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุมครองสิทธิ เสรีภาพ เกียรติยศ ชื่อเสียง สิทธิในครอบครัวหรือความเปนอยูสวนตัวของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอัน ดีของประชาชน หรือเพื่อปองกันหรือระงับความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน การสั่งปดกิจการหนังสือพิมพหรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทํามิได การหามหนังสือพิม พหรือสื่อมวลชนอื่น เสนอขาวสารหรือแสดงความคิดเห็น ทั้งหมดหรือบางสวน หรือการแทรกแซงดวยวิธีการใด ๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้ จะกระทํามิได เวนแตโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมายซึ่งไดตราขึ้นตามวรรคสอง การให นําขา วหรือ บทความไปใหเจ าหนา ที่ตรวจกอ นนํ าไปโฆษณาในหนั งสือพิ ม พหรื อสื่อมวลชนอื่น จะกระทํามิได เวนแตจะกระทําในระหวางเวลาที่ประเทศอยูในภาวะสงคราม แตทั้งนี้จะตองกระทําโดยอาศัยอํานาจตามบทบัญญัตแหงกฎหมายซึ่งไดตราขึ้นตามวรรคสอง ิ เจาของกิจการหนังสือพิมพหรือสื่อมวลชนอื่นตองเปนบุคคลสัญชาติไทย การใหเงินหรือทรัพยสิน อื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพหรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนรัฐจะกระทํามิได มาตรา ๔๖ พนักงานหรือลูกจางของเอกชนที่ประกอบกิจการหนังสือพิมพ วิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน หรือสื่อมวลชนอื่น ยอมมีเสรีภาพในการเสนอขาวและแสดงความคิดเห็นภายใตขอจํากัด
    • หนา ๑๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ตามรัฐธรรมนูญ โดยไมตกอยูภายใตอาณัติของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจาของกิจการนั้น แตตองไมขัดตอจริยธรรมแหงการประกอบวิช าชีพ และมีสิทธิจัดตั้งองคกรเพื่อปกปองสิทธิ เสรีภาพและความเปนธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองขององคกรวิชาชีพ ขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐ วิสาหกิจในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน หรือสื่อมวลชนอื่น ยอมมีเสรีภาพเชนเดียวกับพนักงานหรือลูกจางของเอกชนตามวรรคหนึ่ง การกระทําใด ๆ ไมวาโดยทางตรงหรือทางออมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง เจาหนาที่ของรัฐ หรือเจาของกิจการ อันเปน การขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอขาวหรือแสดงความคิดเห็นในประเด็น สาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ใหถือวาเปนการจงใจใชอํานาจหนาที่โดยมิ ช อบและไมมีผ ลใช บังคับ เวน แตเปน การกระทําเพื่ อ ให เปน ไปตามกฎหมายหรือ จริย ธรรมแหงการประกอบวิชาชีพ มาตรา ๔๗ คลื่นความถี่ที่ใชในการสงวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน และโทรคมนาคมเปนทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชนสาธารณะ ใหมีองคกรของรัฐที่เปนอิสระองคกรหนึ่งทําหนาที่จัดสรรคลื่นความถี่ตามวรรคหนึ่ง และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศ น และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การดําเนิน การตามวรรคสองตองคํานึงถึงประโยชนสูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับทองถิ่น ทั้งในดานการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐ ประโยชนสาธารณะอื่น และการแขงขันโดยเสรีอยางเปนธรรม รวมทั้งตองจัดใหภาคประชาชนมีสวนรวมในการดําเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ การกํากับการประกอบกิจการตามวรรคสองตองมีมาตรการเพื่อปองกัน มิใ หมีการควบรวมการครองสิทธิขามสื่อ หรือการครอบงํา ระหวางสื่อมวลชนดวยกันเองหรือโดยบุคคลอื่นใด ซึ่งจะมีผลเปนการขัดขวางเสรีภาพในการรับรูขอมูลขาวสารหรือปดกั้นการไดรับขอมูลขาวสารที่หลากหลายของประชาชน มาตรา ๔๘ ผู ดํ า รงตํ า แหน ง ทางการเมื อ งจะเป น เจ า ของกิ จ การหรื อ ถื อ หุ น ในกิ จ การหนังสือพิมพ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน หรือโทรคมนาคม มิได ไมวาในนามของตนเองหรือใหผูอื่นเปนเจาของกิจการหรือถือหุนแทน หรือจะดําเนินการโดยวิธการอื่นไมวาโดยทางตรงหรือทางออม ีที่สามารถบริหารกิจการดังกลาวไดในทํานองเดียวกับการเปนเจาของกิจการหรือถือหุนในกิจการดังกลาว
    • หนา ๑๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ สวนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา มาตรา ๔๙ บุคคลยอมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไมนอยกวาสิบสองปที่รัฐจะตองจัดใหอยางทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไมเก็บคาใชจาย ผูยากไร ผูพิการหรือทุพพลภาพ หรือผูอยูในสภาวะยากลําบาก ตองไดรับสิทธิตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อใหไดรับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น การจัดการศึ กษาอบรมขององคกรวิช าชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชนการเรียนรูดวยตนเอง และการเรียนรูตลอดชีวิต ยอมไดรับความคุมครองและสงเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ มาตรา ๕๐ บุคคลยอมมีเสรีภาพในทางวิชาการ การศึ กษาอบรม การเรี ยนการสอน การวิจัย และการเผยแพร งานวิ จัยตามหลั กวิช าการยอมไดรับความคุมครอง ทั้งนี้ เทาที่ไมขัดตอหนาที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน สวนที่ ๙ สิทธิในการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ มาตรา ๕๑ บุคคลยอมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและไดมาตรฐาน และผูยากไรมีสิทธิไดรับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไมเสียคาใชจาย บุ ค คลย อ มมี สิ ท ธิ ไ ด รั บ การบริ ก ารสาธารณสุ ข จากรั ฐ ซึ่ ง ต อ งเป น ไปอย า งทั่ ว ถึ ง และมีประสิทธิภาพ บุ ค คลย อ มมี สิ ท ธิ ไ ด รั บ การป อ งกั น และขจั ด โรคติ ด ต อ อั น ตรายจากรั ฐ อย า งเหมาะสมโดยไมเสียคาใชจายและทันตอเหตุการณ มาตรา ๕๒ เด็กและเยาวชน มีสิทธิในการอยูรอดและไดรับการพัฒนาดานรางกาย จิตใจและสติปญญา ตามศักยภาพในสภาพแวดลอมที่เหมาะสม โดยคํานึงถึงการมีสวนรวมของเด็กและเยาวชนเปนสําคัญ เด็ก เยาวชน สตรี และบุคคลในครอบครัว มีสิทธิไดรับความคุมครองจากรัฐ ใหปราศจากการใชความรุนแรงและการปฏิบัติอันไมเปนธรรม ทั้งมีสิทธิไดรับการบําบัดฟนฟูในกรณีที่มีเหตุดังกลาว
    • หนา ๑๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การแทรกแซงและการจํากัดสิทธิของเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว จะกระทํามิไดเวน แต โดยอาศัยอํ านาจตามบทบัญญัติ แ หงกฎหมาย เฉพาะเพื่อสงวนและรักษาไวซึ่ งสถานะของครอบครัวหรือประโยชนสูงสุดของบุคคลนั้น เด็กและเยาวชนซึ่งไมมีผูดูแลมีสิทธิไดรบการเลี้ยงดูและการศึกษาอบรมที่เหมาะสมจากรัฐ ั มาตรา ๕๓ บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปบริบูรณและไมมรายไดเพียงพอแกการยังชีพ มีสิทธิไดรับ ีสวัสดิการ สิ่งอํานวยความสะดวกอันเปนสาธารณะอยางสมศักดิ์ศรี และความชวยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ มาตรา ๕๔ บุคคลซึ่งพิการหรือทุพพลภาพ มีสิทธิเขาถึงและใชประโยชนจากสวัสดิการสิ่งอํานวยความสะดวกอันเปนสาธารณะ และความชวยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ บุคคลวิกลจริตยอมไดรับความชวยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ มาตรา ๕๕ บุคคลซึ่งไรที่อยูอาศัยและไมมีรายไดเพียงพอแกการยังชีพ ยอมมีสิทธิไดรับความชวยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ สวนที่ ๑๐ สิทธิในขอมูลขาวสารและการรองเรียน มาตรา ๕๖ บุ ค คลย อ มมี สิ ท ธิ ไ ด รั บ ทราบและเข า ถึ ง ข อ มู ล หรื อ ข า วสารสาธารณะในครอบครองของหนว ยราชการ หนวยงานของรั ฐ รัฐ วิ สาหกิ จ หรือ ราชการส วนท องถิ่น เวน แตการเปดเผยขอมูลหรือขาวสารนั้นจะกระทบตอความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือสวนไดเสียอันพึงไดรับความคุมครองของบุคคลอื่น หรือเปนขอมูลสวนบุคคล ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๕๗ บุ ค คลย อ มมี สิ ท ธิ ไ ด รั บ ข อ มู ล คํ า ชี้ แ จง และเหตุ ผ ลจากหน ว ยราชการหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น กอนการอนุญาตหรือการดําเนินโครงการหรือกิจกรรมใดที่อาจมีผลกระทบตอคุณภาพสิ่งแวดลอม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือสวนไดเสียสําคัญอื่น ใดที่เกี่ยวกับตนหรือชุมชนทองถิ่น และมีสิทธิแ สดงความคิดเห็น ของตนตอหนวยงานที่เกี่ยวของเพื่อนําไปประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกลาว การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพยการวางผังเมือง การกําหนดเขตการใชประโยชนในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบตอสวนไดเสียสําคัญของประชาชน ใหรัฐจัดใหมีกระบวนการรับฟงความคิดเห็นของประชาชนอยางทั่วถึงกอนดําเนินการ
    • หนา ๑๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๕๘ บุคคลย อมมี สิท ธิมีส วนรวมในกระบวนการพิ จารณาของเจ าหนาที่ ของรั ฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผลหรืออาจมีผลกระทบตอสิทธิและเสรีภาพของตน มาตรา ๕๙ บุคคลยอมมีสิทธิเสนอเรื่องราวรองทุกขและไดรับแจงผลการพิจารณาภายในเวลาอันรวดเร็ว มาตรา ๖๐ บุค คลย อ มมี สิ ท ธิ ท่ี จ ะฟ อ งหน ว ยราชการ หน ว ยงานของรั ฐ รั ฐ วิ ส าหกิ จราชการส ว นทอ งถิ่ น หรื อองค ก รอื่ น ของรั ฐ ที่ เ ป น นิ ติ บุค คล ให รั บ ผิด เนื่ อ งจากการกระทํ า หรื อการละเวนการกระทําของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยงานนั้น มาตรา ๖๑ สิทธิของบุคคลซึ่งเปน ผูบริโภคยอมไดรับความคุม ครองในการไดรับขอมูลที่เปนความจริง และมีสทธิรองเรียนเพื่อใหไดรับการแกไขเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกัน ิเพื่อพิทักษสทธิของผูบริโภค ิ ใหมีองคการเพื่อการคุม ครองผูบริโภคที่เปน อิสระจากหนวยงานของรัฐ ซึ่งประกอบดวยตัวแทนผูบริโภค ทําหนาที่ใหความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของหนวยงานของรัฐในการตราและการบังคับใชกฎหมายและกฎ และใหความเห็นในการกําหนดมาตรการตาง ๆ เพื่อคุมครองผูบริโภครวมทั้งตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือละเลยการกระทําอันเปน การคุม ครองผูบริโภค ทั้งนี้ใหรัฐสนับสนุนงบประมาณในการดําเนินการขององคการอิสระดังกลาวดวย มาตรา ๖๒ บุคคลยอมมีสิทธิติดตามและรองขอใหมีการตรวจสอบการปฏิบัติหนาที่ของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง หนวยงานของรัฐ และเจาหนาที่ของรัฐ บุคคลซึ่ งใหข อมู ลโดยสุจ ริต แก องคก รตรวจสอบการใชอํ านาจรัฐ หรื อหนว ยงานของรั ฐเกี่ยวกับการปฏิบัติหนาที่ของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง หนวยงานของรัฐ หรือเจาหนาที่ของรัฐยอมไดรับความคุมครอง สวนที่ ๑๑ เสรีภาพในการชุมนุมและการสมาคม มาตรา ๖๓ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ การจํ า กั ด เสรี ภาพตามวรรคหนึ่ ง จะกระทํ า มิไ ด เว น แต โดยอาศั ย อํ า นาจตามบทบั ญ ญั ติแหงกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุมครองความสะดวกของประชาชนที่จะใชที่ ส าธารณะ หรื อ เพื่ อ รั ก ษาความสงบเรี ย บร อ ยในระหว า งเวลาที่ ป ระเทศอยู ใ นภาวะสงครามหรือในระหวางเวลาที่มีประกาศสถานการณฉุกเฉินหรือประกาศใชกฎอัยการศึก
    • หนา ๑๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๖๔ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการรวมกัน เปน สมาคม สหภาพ สหพัน ธ สหกรณกลุมเกษตรกร องคการเอกชน องคการพัฒนาเอกชน หรือหมูคณะอื่น ขาราชการและเจาหนาที่ของรัฐยอมมีเสรีภาพในการรวมกลุมเชนเดียวกับบุคคลทั่วไป แตทั้งนี้ตองไมก ระทบประสิท ธิภาพในการบริห ารราชการแผน ดิ น และความต อเนื่ องในการจัด ทําบริการสาธารณะ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การจํ า กัด เสรี ภาพตามวรรคหนึ่ งและวรรคสอง จะกระทํา มิไ ด เว น แต โดยอาศัย อํ านาจตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย เฉพาะเพื่อคุมครองประโยชนสวนรวมของประชาชน เพื่อรักษาความสงบเรียบรอยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อปองกันมิใหมการผูกขาดตัดตอนในทางเศรษฐกิจ ี มาตรา ๖๕ บุคคลยอมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อสรางเจตนารมณทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดําเนินกิจกรรมในทางการเมืองใหเปนไปตามเจตนารมณนั้นตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ การจัดองคกรภายใน การดําเนินกิจการ และขอบังคับของพรรคการเมือง ตองสอดคลองกับหลักการพื้นฐานแหงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข สมาชิกสภาผู แ ทนราษฎรซึ่ งเป น สมาชิก ของพรรคการเมือง กรรมการบริห ารของพรรคการเมือง หรือสมาชิกพรรคการเมืองตามจํานวนที่กําหนดในพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง ซึ่งเห็นวามติหรือขอบังคับในเรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเปนสมาชิกอยูนั้นจะขัดตอสถานะและการปฏิบติหนาที่ของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือขัดหรือแยง ักับหลักการพื้นฐานแหงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีสิทธิรองขอใหศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวามติหรือขอบังคับดังกลาวขัดหรือแยงกับหลักการพื้นฐานแหงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข ใหมติหรือขอบังคับนั้นเปนอันยกเลิกไป สวนที่ ๑๒ สิทธิชุมชน มาตรา ๖๖ บุคคลซึ่งรวมกันเปนชุมชน ชุมชนทองถิ่น หรือชุมชนทองถิ่นดั้งเดิม ยอมมีสิทธิอนุรักษหรือฟนฟูจารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น ศิลปวัฒนธรรมอันดีของทองถิ่นและของชาติ
    • หนา ๑๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐และมี ส ว นร ว มในการจั ด การ การบํ า รุ ง รั ก ษา และการใช ป ระโยชน จ ากทรั พ ยากรธรรมชาติสิ่งแวดลอม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอยางสมดุลและยั่งยืน มาตรา ๖๗ สิทธิของบุคคลที่จะมีสวนรวมกับรัฐ และชุม ชนในการอนุรักษ บํารุงรักษาและการไดประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุมครองสงเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอม เพื่อใหดํารงชีพอยูไดอยางปกติและตอเนื่อ งในสิ่งแวดลอมที่ จ ะไม ก อ ให เ กิ ด อั น ตรายต อ สุ ข ภาพอนามั ย สวั ส ดิ ภ าพ หรื อ คุ ณ ภาพชี วิ ต ของตน ย อ มได รั บความคุมครองตามความเหมาะสม การดําเนิน โครงการหรือ กิจกรรมที่อาจกอ ใหเกิด ผลกระทบตอ ชุม ชนอยางรุ น แรงทั้งทางดา นคุ ณ ภาพสิ่ ง แวดล อ ม ทรั พ ยากรธรรมชาติ และสุ ข ภาพ จะกระทํ า มิ ไ ด เว น แต จ ะได ศึ ก ษาและประเมิ น ผลกระทบต อคุ ณภาพสิ่ งแวดลอ มและสุ ขภาพของประชาชนในชุ ม ชน และจั ดให มีกระบวนการรับฟงความคิดเห็นของประชาชนและผูมีสวนไดเสียกอน รวมทั้งไดใ หองคการอิสระซึ่งประกอบดวยผู แ ทนองคการเอกชนด านสิ่ง แวดล อ มและสุขภาพ และผูแทนสถาบั น อุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาดานสิ่งแวดลอมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือดานสุขภาพ ใหความเห็นประกอบกอนมีการดําเนินการดังกลาว สิทธิของชุมชนที่จะฟองหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการสวนทองถิ่นหรือองคกรอื่นของรัฐที่เปนนิติบุคคล เพื่อใหปฏิบัติหนาที่ตามบทบัญญัตินี้ ยอมไดรบความคุมครอง ั สวนที่ ๑๓ สิทธิพิทกษรัฐธรรมนูญ ั มาตรา ๖๘ บุคคลจะใชสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อลมลางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ มิได ในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทําการตามวรรคหนึ่ง ผูทราบการกระทําดังกลาวยอมมีสทธิเสนอเรื่องใหอัยการสูงสุดตรวจสอบขอเท็จจริงและยื่นคํารองขอใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ิสั่งการใหเลิกการกระทําดังกลาว แตทั้งนี้ ไมกระทบกระเทือนการดําเนินคดีอาญาตอผูกระทําการดังกลาว
    • หนา ๒๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในกรณีที่ศ าลรัฐ ธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการใหพรรคการเมืองใดเลิกกระทําการตามวรรคสองศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกลาวได ในกรณีที่ศาลรัฐ ธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรคการเมืองตามวรรคสาม ใหเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหนาพรรคการเมืองและกรรมการบริหารของพรรคการเมืองที่ถูกยุบในขณะที่กระทําความผิดตามวรรคหนึ่งเปนระยะเวลาหาปนับแตวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งดังกลาว มาตรา ๖๙ บุคคลยอมมีสิทธิตอตานโดยสันติวิธีซึ่งการกระทําใด ๆ ที่เปนไปเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ หมวด ๔ หนาที่ของชนชาวไทย มาตรา ๗๐ บุ ค คลมี ห น า ที่ พิ ทั ก ษ รั ก ษาไว ซึ่ ง ชาติ ศาสนา พระมหากษั ต ริ ย และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๗๑ บุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รักษาผลประโยชนของชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรา ๗๒ บุคคลมีหนาที่ไปใชสิทธิเลือกตั้ง บุคคลซึ่งไปใชสิทธิหรือไมไปใชสิทธิโดยไมแจงเหตุอันสมควรที่ทําใหไมอาจไปใชสิทธิไดยอมไดรบสิทธิหรือเสียสิทธิตามที่กฎหมายบัญญัติ ั การแจงเหตุที่ทําใหไมอาจไปเลือกตั้งและการอํานวยความสะดวกในการไปเลือกตั้ง ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๗๓ บุคคลมีหนาที่รับราชการทหาร ชวยเหลือในการปองกันและบรรเทาภัยพิบัติสาธารณะ เสีย ภาษี อากร ชว ยเหลือ ราชการ รับ การศึ กษาอบรม พิ ทัก ษ ปกป อง และสื บสานศิลปวัฒนธรรมของชาติและภูมิปญญาทองถิ่น และอนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๗๔ บุคคลผูเปนขาราชการ พนักงาน ลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐรัฐวิสาหกิจ หรือเจาหนาที่อื่นของรัฐ มีหนาที่ดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมายเพื่อรักษาประโยชนสวนรวมอํานวยความสะดวก และใหบริการแกประชาชนตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบานเมืองที่ดี ในการปฏิบัติหนาที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวของกับประชาชน บุคคลตามวรรคหนึ่งตองวางตนเปนกลางทางการเมือง
    • หนา ๒๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในกรณีที่บุคคลตามวรรคหนึ่งละเลยหรือไมปฏิบัติใหเปน ไปตามหนาที่ตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง บุคคลผูมีสวนไดเสียยอมมีสิทธิขอใหบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือผูบังคับบัญชาของบุคคลดังกลาว ชี้แจง แสดงเหตุผล และขอใหดําเนินการใหเปนไปตามบทบัญญัติในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได หมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐ สวนที่ ๑ บททั่วไป มาตรา ๗๕ บทบัญญัติในหมวดนี้เปนเจตจํานงใหรัฐดําเนินการตรากฎหมายและกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผนดิน ในการแถลงนโยบายตอ รัฐ สภา คณะรั ฐ มนตรีท่ี จะเขา บริห ารราชการแผน ดิน ต องชี้ แ จงตอรัฐ สภาใหชัดแจงวาจะดําเนิน การใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผน ดิน ใหเปนไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐ และตองจัดทํารายงานแสดงผลการดําเนินการ รวมทั้งปญหาและอุปสรรคเสนอตอรัฐสภาปละหนึ่งครั้ง มาตรา ๗๖ คณะรัฐ มนตรีตองจัดทําแผนการบริหารราชการแผนดิน เพื่อแสดงมาตรการและรายละเอียดของแนวทางในการปฏิบัติราชการในแตละปของการบริหารราชการแผนดิน ซึ่งจะตองสอดคลองกับแนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐ ในการบริหารราชการแผนดิน คณะรัฐมนตรีตองจัดใหมีแผนการตรากฎหมายที่จําเปนตอการดําเนินการตามนโยบายและแผนการบริหารราชการแผนดิน สวนที่ ๒ แนวนโยบายดานความมั่นคงของรัฐ มาตรา ๗๗ รัฐ ตองพิทักษ รักษาไวซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย เอกราช อธิ ปไตย และบูรณภาพแหงเขตอํานาจรัฐ และตองจัดใหมีกําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจําเปน และเพียงพอ เพื่อพิทักษรักษาเอกราช อธิปไตย ความมั่นคงของรัฐ สถาบันพระมหากษัตริย
    • หนา ๒๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ผลประโยชนแหงชาติ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขและเพื่อการพัฒนาประเทศ สวนที่ ๓ แนวนโยบายดานการบริหารราชการแผนดิน มาตรา ๗๘ รัฐตองดําเนินการตามแนวนโยบายดานการบริหารราชการแผนดิน ดังตอไปนี้ (๑) บริหารราชการแผน ดิน ใหเปน ไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่น คงของประเทศอยางยั่งยืน โดยตองสงเสริม การดําเนิน การตามปรัช ญาเศรษฐกิจพอเพียงและคํานึงถึงผลประโยชนของประเทศชาติในภาพรวมเปนสําคัญ (๒) จัดระบบการบริหารราชการสวนกลาง สวนภูมิภาค และสวนทองถิ่น ใหมีขอบเขตอํานาจหนาที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแกการพัฒนาประเทศ และสนับสนุนใหจังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชนของประชาชนในพื้นที่ (๓) กระจายอํานาจใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของทองถิ่นไดเอง สงเสริมใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีสวนรวมในการดําเนิน การตามแนวนโยบายพื้น ฐานแหงรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของทองถิ่น และระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดทั้งโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศในทองถิ่น ใหทั่วถึงและเทาเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพรอมใหเปนองคกรปกครองสวนทองถิ่นขนาดใหญ โดยคํานึงถึงเจตนารมณของประชาชนในจังหวัดนั้น (๔) พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุง เนน การพั ฒนาคุณ ภาพ คุณ ธรรม และจริ ยธรรมของเจาหนาที่ของรัฐ ควบคูไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทํางาน เพื่อใหการบริหารราชการแผนดินเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ และสงเสริมใหหนวยงานของรัฐใชหลักการบริหารกิจการบานเมืองที่ดีเปนแนวทางในการปฏิบติราชการ ั (๕) จัดระบบงานราชการและงานของรัฐ อย างอื่ น เพื่ อใหการจั ดทํา และการใหบริ การสาธารณะเปนไปอยางรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปรงใส และตรวจสอบได โดยคํานึงถึงการมีสวนรวมของประชาชน
    • หนา ๒๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๖) ดําเนินการใหหนวยงานทางกฎหมายที่มีหนาที่ใหความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดําเนินการอยางเปนอิสระ เพื่อใหการบริหารราชการแผนดินเปนไปตามหลักนิติธรรม (๗) จัดใหมีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดใหมีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเปนอิสระ เพื่อติดตามสอดสองใหมีการปฏิบัติตามแผนดังกลาวอยางเครงครัด (๘) ดําเนินการใหขาราชการและเจาหนาที่ของรัฐไดรับสิทธิประโยชนอยางเหมาะสม สวนที่ ๔ แนวนโยบายดานศาสนา สังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม มาตรา ๗๙ รัฐตองใหความอุปถัมภและคุมครองพระพุทธศาสนาซึ่งเปนศาสนาที่ประชาชนชาวไทยสวนใหญนับถือมาชานานและศาสนาอื่น ทั้งตองสงเสริมความเขาใจอันดีและความสมานฉันทระหวางศาสนิกชนของทุกศาสนา รวมทั้งสนับสนุนการนําหลักธรรมของศาสนามาใชเพื่อเสริมสรางคุณธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต มาตรา ๘๐ รัฐตองดําเนินการตามแนวนโยบายดานสังคม การสาธารณสุข การศึกษา และวัฒนธรรม ดังตอไปนี้ (๑) คุมครองและพัฒนาเด็กและเยาวชน สนับสนุนการอบรมเลี้ยงดูและใหการศึกษาปฐมวัยสงเสริมความเสมอภาคของหญิงและชาย เสริมสรางและพัฒนาความเปนปกแผนของสถาบันครอบครัวและชุมชน รวมทั้งตองสงเคราะหและจัดสวัสดิการใหแกผูสูงอายุ ผูยากไร ผูพิการหรือทุพพลภาพและผูอยูในสภาวะยากลําบาก ใหมีคุณภาพชีวิตที่ดขึ้นและพึ่งพาตนเองได ี (๒) สงเสริม สนับสนุน และพัฒนาระบบสุขภาพที่เนนการสรางเสริมสุขภาพอันนําไปสูสุขภาวะที่ ยั่งยื น ของประชาชน รวมทั้ง จัด และสง เสริม ให ประชาชนไดรั บบริก ารสาธารณสุ ขที่ มีมาตรฐานอยางทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ และสงเสริมใหเอกชนและชุมชนมีสวนรวมในการพัฒนาสุขภาพและการจัดบริการสาธารณสุข โดยผูมีหนาที่ใหบริการดังกลาวซึ่งไดปฏิบัติหนาที่ตามมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรม ยอมไดรบความคุมครองตามกฎหมาย ั (๓) พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบใหสอดคลองกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม จัดใหมีแ ผนการศึกษาแหงชาติ กฎหมายเพื่อพัฒ นา
    • หนา ๒๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐การศึกษาของชาติ จัดใหมีการพัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาใหกาวหนาทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก รวมทั้งปลูกฝงใหผเู รียนมีจิตสํานึกของความเปนไทย มีระเบียบวินัย คํานึงถึงประโยชนสวนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (๔) สงเสริมและสนับสนุน การกระจายอํานาจเพื่อใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น ชุมชนองคการทางศาสนา และเอกชน จัดและมีสวนรวมในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพการศึกษาใหเทาเทียมและสอดคลองกับแนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐ (๕) สงเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยในศิลปวิทยาการแขนงตาง ๆ และเผยแพรขอมูลผลการศึกษาวิจัยที่ไดรับทุนสนับสนุนการศึกษาวิจัยจากรัฐ (๖) สงเสริม และสนับสนุนความรูรักสามัคคีแ ละการเรียนรู ปลูกจิตสํานึก และเผยแพรศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติ ตลอดจนคานิยมอันดีงามและภูมิปญญาทองถิ่น สวนที่ ๕ แนวนโยบายดานกฎหมายและการยุติธรรม มาตรา ๘๑ รัฐตองดําเนินการตามแนวนโยบายดานกฎหมายและการยุติธรรม ดังตอไปนี้ (๑) ดู แ ลให มี ก ารปฏิ บั ติ แ ละบั ง คั บ การให เ ป น ไปตามกฎหมายอย า งถู ก ต อ ง รวดเร็ วเปน ธรรม และทั่วถึง สงเสริม การใหความชวยเหลือและใหความรูทางกฎหมายแกประชาชน และจัดระบบงานราชการและงานของรั ฐ อยางอื่น ในกระบวนการยุติธ รรมให มีประสิท ธิภ าพ โดยใหประชาชนและองคกรวิช าชีพมีสวนรวมในกระบวนการยุติธรรม และการชวยเหลือ ประชาชนทางกฎหมาย (๒) คุมครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลใหพนจากการลวงละเมิด ทั้งโดยเจาหนาที่ของรัฐและโดยบุคคลอื่น และตองอํานวยความยุตธรรมแกประชาชนอยางเทาเทียมกัน ิ (๓) จั ด ให มี ก ฎหมายเพื่ อ จั ด ตั้ ง องค ก รเพื่ อ การปฏิ รู ป กฎหมายที่ ดํ า เนิ น การเป น อิ ส ระเพื่อปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงกฎหมายใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญโดยตองรับฟงความคิดเห็นของผูท่ไดรับผลกระทบจากกฎหมายนั้นประกอบดวย ี (๔) จัดใหมีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองคกรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ดําเนินการเปนอิสระ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการดําเนินงานของหนวยงานที่เกี่ยวของกับกระบวนการยุติธรรม
    • หนา ๒๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๕) สนั บสนุ น การดํ าเนิ น การขององค กรภาคเอกชนที่ ใ ห ความช วยเหลื อ ทางกฎหมายแกประชาชน โดยเฉพาะผูไดรับผลกระทบจากความรุนแรงในครอบครัว สวนที่ ๖ แนวนโยบายดานการตางประเทศ มาตรา ๘๒ รัฐตองสงเสริม สัม พัน ธไมตรีแ ละความรวมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติตอกัน อยางเสมอภาค ตลอดจนตองปฏิบัติตามสนธิสัญญาดานสิทธิม นุษยชนที่ประเทศไทยเปนภาคี รวมทั้งตามพันธกรณีที่ไดกระทําไวกับนานาประเทศและองคการระหวางประเทศ รัฐตองสงเสริมการคา การลงทุน และการทองเที่ยวกับนานาประเทศ ตลอดจนตองใหความคุมครองและดูแลผลประโยชนของคนไทยในตางประเทศ สวนที่ ๗ แนวนโยบายดานเศรษฐกิจ มาตรา ๘๓ รัฐ ตองสงเสริมและสนับสนุน ใหมีการดําเนิน การตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาตรา ๘๔ รัฐตองดําเนินการตามแนวนโยบายดานเศรษฐกิจ ดังตอไปนี้ (๑) สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเปนธรรมโดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนใหมีการพัฒนาเศรษฐกิจอยางยั่งยืน โดยตองยกเลิกและละเวนการตรากฎหมายและกฎเกณฑที่ควบคุมธุรกิจซึ่งมีบทบัญ ญัติที่ไมสอดคลอ งกับความจําเป น ทางเศรษฐกิจ และตองไมป ระกอบกิจการที่ มีลักษณะเปนการแขงขันกับเอกชน เวนแตมีความจําเปนเพื่อประโยชนในการรักษาความมั่นคงของรัฐรักษาผลประโยชนสวนรวม หรือการจัดใหมีสาธารณูปโภค (๒) สนับสนุนใหมีการใชหลักคุณธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล ควบคูกับการประกอบกิจการ (๓) ควบคุมใหมีการรักษาวินัยการเงินการคลังเพื่อสนับสนุนเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีอากรใหมีความเปนธรรมและสอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพเศรษฐกิจและสังคม
    • หนา ๒๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๔) จัดใหมีการออมเพื่อการดํารงชีพในยามชราแกประชาชนและเจาหนาที่ของรัฐอยางทั่วถึง (๕) กํากับใหการประกอบกิจการมีการแขงขันอยางเสรีและเปนธรรม ปองกันการผูกขาดตัดตอนไมวาโดยทางตรงหรือทางออม และคุมครองผูบริโภค (๖) ดําเนินการใหมีการกระจายรายไดอยางเปนธรรม คุมครอง สงเสริมและขยายโอกาสในการประกอบอาชีพ ของประชาชนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมทั้งสงเสริมและสนับสนุน การพัฒนาภูมปญญาทองถิ่นและภูมิปญญาไทย เพื่อใชในการผลิตสินคา บริการ และการประกอบอาชีพ ิ (๗) สงเสริมใหประชากรวัยทํางานมีงานทํา คุมครองแรงงานเด็กและสตรี จัดระบบแรงงานสัมพันธและระบบไตรภาคีที่ผูทางานมีสิทธิเลือกผูแทนของตน จัดระบบประกันสังคม รวมทั้งคุมครอง ํใหผูทํางานที่มีคุณคาอยางเดียวกันไดรับคาตอบแทน สิทธิประโยชน และสวัสดิการที่เปนธรรมโดยไมเลือกปฏิบัติ (๘) คุมครองและรักษาผลประโยชนของเกษตรกรในการผลิตและการตลาด สงเสริม ใหสิน คา เกษตรได รั บผลตอบแทนสู งสุ ด รวมทั้ งส ง เสริม การรวมกลุ ม ของเกษตรกรในรู ป ของสภาเกษตรกรเพื่อวางแผนการเกษตรและรักษาผลประโยชนรวมกันของเกษตรกร (๙) สง เสริ ม สนับ สนุ น และคุม ครองระบบสหกรณ ใ ห เป น อิส ระ และการรวมกลุ มการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตลอดทั้งการรวมกลุมของประชาชนเพื่อดําเนินกิจการดานเศรษฐกิจ (๑๐) จั ด ให มี ส าธารณู ป โภคขั้ น พื้ น ฐานอั น จํ า เป น ต อ การดํ า รงชี วิ ต ของประชาชนเพื่ อประโยชนใ นการรักษาความมั่นคงของรัฐ ในทางเศรษฐกิจ และตองมิใ หสาธารณูปโภคขั้น พื้นฐานอันจําเปนตอการดํารงชีวิตของประชาชนอยูในความผูกขาดของเอกชนอันอาจกอความเสียหายแกรัฐ (๑๑) การดํ า เนิ น การใดที่ เ ป น เหตุ ใ ห โ ครงสร า งหรื อ โครงข า ยขั้ น พื้ น ฐานของกิ จ การสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐอันจําเปนตอการดํารงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่นคงของรัฐตกไปเปนกรรมสิทธิ์ของเอกชน หรือทําใหรัฐเปนเจาของนอยกวารอยละหาสิบเอ็ด จะกระทํามิได (๑๒) สงเสริมและสนับสนุน กิจการพาณิชยนาวี การขนสงทางราง รวมทั้ง การดําเนินการตามระบบบริหารจัดการขนสงทั้งภายในและระหวางประเทศ (๑๓) สงเสริมและสนับสนุน องคกรภาคเอกชนทางเศรษฐกิจทั้ งในระดับ ชาติ แ ละระดั บทองถิ่นใหมีความเขมแข็ง (๑๔) ส ง เสริ ม อุ ต สาหกรรมแปรรู ป ผลผลิ ต ทางการเกษตรเพื่ อ ให เ กิ ด มู ล ค า เพิ่ ม ในทางเศรษฐกิจ
    • หนา ๒๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ สวนที่ ๘ แนวนโยบายดานที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม มาตรา ๘๕ รั ฐ ต อ งดํ า เนิ น การตามแนวนโยบายด า นที่ ดิ น ทรั พ ยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม ดังตอไปนี้ (๑) กํ า หนดหลั ก เกณฑ ก ารใช ที่ ดิ น ให ค รอบคลุ ม ทั่ ว ประเทศ โดยให คํ า นึ ง ถึ ง ความสอดคลองกับสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ ทั้งผืนดิน ผืนน้ํา วิถีชีวิตของชุมชนทองถิ่น และการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอยางมีประสิทธิภาพ และกําหนดมาตรฐานการใชที่ดินอยางยั่งยืน โดยตองใหประชาชนในพื้นที่ที่ไดรับผลกระทบจากหลักเกณฑการใชที่ดินนั้นมีสวนรวมในการตัดสินใจดวย (๒) กระจายการถือครองที่ดินอยางเปนธรรมและดําเนินการใหเกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอยางทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น รวมทั้งจัดหาแหลงน้ําเพื่อใหเกษตรกรมีน้ําใชอยางพอเพียงและเหมาะสมแกการเกษตร (๓) จัดใหมีการวางผังเมือง พัฒนา และดําเนินการตามผังเมืองอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อประโยชนในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอยางยั่งยืน (๔) จัดใหมแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําและทรัพยากรธรรมชาติอื่นอยางเปนระบบ ีและเกิดประโยชนตอสวนรวม ทั้งต อ งใหประชาชนมีสวนรวมในการสงวน บํารุงรัก ษา และใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอยางสมดุล (๕) สงเสริม บํารุงรักษา และคุม ครองคุณภาพสิ่งแวดลอมตามหลักการพัฒนาที่ย่ังยืนตลอดจนควบคุมและกําจัดภาวะมลพิษที่มีผลตอสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประชาชน ชุม ชนทองถิ่น และองคกรปกครองสวนทองถิ่น ตองมีสวนรวมในการกําหนดแนวทางการดําเนินงาน สวนที่ ๙ แนวนโยบายดานวิทยาศาสตร ทรัพยสินทางปญญา และพลังงาน มาตรา ๘๖ รัฐตองดําเนินการตามแนวนโยบายดานวิทยาศาสตร ทรัพยสนทางปญญา และ ิพลังงาน ดังตอไปนี้
    • หนา ๒๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๑) สงเสริมใหมีการพัฒนาดานวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมดานตาง ๆ โดยจัดให มี ก ฎหมายเฉพาะเพื่ อ การนี้ จั ด งบประมาณสนั บ สนุ น การศึ ก ษา ค น คว า วิ จั ย และให มีสถาบัน การศึ กษาและพัฒ นา จั ดให มีก ารใชประโยชน จากผลการศึกษาและพั ฒ นา การถายทอดเทคโนโลยี ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ และการพั ฒ นาบุ ค ลากรที่ เ หมาะสม รวมทั้ ง เผยแพร ค วามรู ด า นวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีสมัยใหม และสนับสนุน ใหประชาชนใชหลักดานวิทยาศาสตรในการดํารงชีวิต (๒) สงเสริมการประดิษฐหรือการคนคิดเพื่อใหเกิดความรูใหม รักษาและพัฒนาภูมิปญญาทองถิ่นและภูมิปญญาไทย รวมทั้งใหความคุมครองทรัพยสนทางปญญา ิ (๓) สงเสริมและสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และใชประโยชนจากพลังงานทดแทนซึ่งไดจากธรรมชาติและเปนคุณตอสิ่งแวดลอมอยางตอเนื่องและเปนระบบ สวนที่ ๑๐ แนวนโยบายดานการมีสวนรวมของประชาชน มาตรา ๘๗ รัฐตองดําเนินการตามแนวนโยบายดานการมีสวนรวมของประชาชน ดังตอไปนี้ (๑) สงเสริม ใหประชาชนมีสวนรวมในการกําหนดนโยบายและวางแผนพัฒ นาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและระดับทองถิ่น (๒) สง เสริ ม และสนั บ สนุ น การมี สว นรว มของประชาชนในการตั ด สิน ใจทางการเมื อ งการวางแผนพัฒนาทางเศรษฐกิจ และสังคม รวมทั้งการจัดทําบริการสาธารณะ (๓) สงเสริมและสนับสนุนการมีสวนรวมของประชาชนในการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐทุกระดับ ในรูปแบบองคกรทางวิชาชีพหรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลาย หรือรูปแบบอื่น (๔) สงเสริมใหประชาชนมีความเขมแข็งในทางการเมือง และจัดใหมีกฎหมายจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองเพื่อชวยเหลือการดําเนินกิจกรรมสาธารณะของชุมชน รวมทั้งสนับสนุนการดําเนินการของกลุมประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเครือขายทุกรูปแบบใหสามารถแสดงความคิดเห็นและเสนอความตองการของชุมชนในพื้นที่ (๕) สงเสริมและใหการศึกษาแกประชาชนเกี่ยวกับการพัฒนาการเมืองและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข รวมทั้งสงเสริม ใหป ระชาชนไดใ ชสิทธิเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรม การมีสวนรวมของประชาชนตามมาตรานี้ตองคํานึงถึงสัดสวนของหญิงและชายที่ใกลเคียงกัน
    • หนา ๒๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ หมวด ๖ รัฐสภา สวนที่ ๑ บททั่วไป มาตรา ๘๘ รัฐสภาประกอบดวยสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภา รัฐสภาจะประชุมรวมกันหรือแยกกัน ยอมเปนไปตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ บุคคลจะเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาในขณะเดียวกันมิได มาตรา ๘๙ ประธานสภาผู แ ทนราษฎรเป น ประธานรัฐ สภา ประธานวุฒิ สภาเป น รองประธานรัฐสภา ในกรณีที่ไมมีประธานสภาผูแทนราษฎร หรือประธานสภาผูแทนราษฎรไมอยูหรือไมสามารถปฏิบัติหนาที่ประธานรัฐสภาได ใหประธานวุฒิสภาทําหนาที่ประธานรัฐสภาแทน ประธานรัฐสภามีอํานาจหนาที่ตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ และดําเนินกิจการของรัฐสภาในกรณีประชุมรวมกันใหเปนไปตามขอบังคับ ประธานรัฐสภาและผูทําหนาที่แทนประธานรัฐสภาตองวางตนเปนกลางในการปฏิบัติหนาที่ รองประธานรัฐ สภามีอํา นาจหน าที่ตามที่บัญญัติไ วใ นรัฐ ธรรมนู ญนี้ และตามที่ ประธานรัฐสภามอบหมาย มาตรา ๙๐ รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญและรางพระราชบัญญัติจะตราขึ้ นเป น กฎหมายได ก็ แ ต โ ดยคํ า แนะนํ า และยิ น ยอมของรั ฐ สภา และเมื่ อ พระมหากษั ต ริ ย ไ ดทรงลงพระปรมาภิไธยหรือถือเสมือนวาไดทรงลงพระปรมาภิไธยตามรัฐธรรมนูญนี้แลว ใหประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อใชบังคับเปนกฎหมายตอไป มาตรา ๙๑ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา มีสิทธิเขาชื่อรองตอประธานแหงสภาที่ตนเปนสมาชิกวา
    • หนา ๓๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐สมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งแหงสภานั้นสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๐๖ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗)(๘) (๑๐) หรือ (๑๑) หรือมาตรา ๑๑๙ (๓) (๔) (๕) (๗) หรือ (๘) แลวแตกรณี และใหประธานแหงสภาที่ไดรับคํารองสงคํารองนั้นไปยังศาลรัฐ ธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของสมาชิกผูนั้นสิ้นสุดลงหรือไม เมื่อศาลรัฐ ธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแลว ใหศ าลรัฐ ธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยนั้น ไปยังประธานแหงสภาที่ไดรับคํารองตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็น วาสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาคนใดคนหนึ่งมีเหตุสิ้นสุดลงตามวรรคหนึ่ง ใหสงเรื่องไปยังประธานแหงสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก และใหประธานแหงสภานั้นสงเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง มาตรา ๙๒ การออกจากตํ า แหน ง ของสมาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรหรื อ สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภาภายหลังวันที่สมาชิกภาพสิ้น สุดลง หรือวัน ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยวาสมาชิกภาพของสมาชิกคนใดคนหนึ่งสิ้นสุดลง ยอมไมกระทบกระเทือนกิจการที่สมาชิกผูนั้นไดกระทําไปในหนาที่สมาชิกรวมทั้งการไดรับเงิน ประจําตําแหน งหรือประโยชนตอบแทนอยางอื่น ก อ นที่สมาชิก ผูนั้นออกจากตําแหนง หรือกอ นที่ประธานแหงสภาที่ผูนั้น เปนสมาชิกไดรับ แจงคําวินิจฉัยของศาลรัฐ ธรรมนูญแล ว แต ก รณี เว น แต ใ นกรณี ที่ อ อกจากตํ า แหน ง เพราะเหตุ ที่ ผู นั้ น ได รั บ เลื อ กตั้ ง หรื อ สรรหามาโดยไมชอบดวยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ใหคืนเงินประจําตําแหนงและประโยชนตอบแทนอยางอื่นที่ผูนั้นไดรับมาเนื่องจากการดํารงตําแหนงดังกลาว สวนที่ ๒ สภาผูแทนราษฎร มาตรา ๙๓ สภาผู แ ทนราษฎรประกอบดว ยสมาชิก จํา นวนสี่ รอ ยแปดสิบ คน โดยเป นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบงเขตเลือกตั้งจํานวนสี่รอยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดสวนจํานวนแปดสิบคน
    • หนา ๓๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหใชวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ โดยใหใชบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบละหนึ่งใบ หลักเกณฑและวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ในกรณีที่ตําแหนงสมาชิกสภาผูแทนราษฎรวางลงไมวาดวยเหตุใด และยังมิไดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรขึ้นแทนตําแหนงที่วาง ใหสภาผูแทนราษฎรประกอบดวยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเทาที่มีอยู ภายใต บั ง คั บ มาตรา ๑๐๙ (๒) ในกรณี ที่ มี เ หตุ ใ ด ๆ ทํ า ให ใ นระหว า งอายุ ข องสภาผู แ ทนราษฎรมี ส มาชิ ก ซึ่ ง ได รั บ เลื อ กตั้ ง จากการเลื อ กตั้ ง แบบสั ด ส ว นมี จํ า นวนไม ถึ ง แปดสิ บ คนใหสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดสวนประกอบดวยสมาชิกเทาที่มอยู ี ในกรณีที่มเี หตุการณใด ๆ ทําใหการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใดมีจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมถึงสี่รอยแปดสิบคน แตมีจํานวนไมนอยกวารอยละเกาสิบหาของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร ทั้ ง หมด ให ถื อ ว า สมาชิ ก จํ า นวนนั้ น ประกอบเป น สภาผู แ ทนราษฎร แต ต อ งดํ า เนิ น การให มีสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรใหครบจํานวนตามที่บัญญัติไวใ นรัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งรอยแปดสิบวันและใหอยูในตําแหนงไดเพียงเทาอายุของสภาผูแทนราษฎรที่เหลืออยู มาตรา ๙๔ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้ง ใหผูมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผูสมัครรับเลือกตั้งไดเทาจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่มไดในเขตเลือกตั้งนั้น ี การคํานวณจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่จะพึงมีไดในแตละเขตเลือกตั้งและการกําหนดเขตเลือกตั้ง ใหดําเนินการดังตอไปนี้ (๑) ใหคํานวณเกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคน โดยคํานวณจากจํานวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปสุดทายกอนปที่มีการเลือกตั้ง เฉลี่ยดวยจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสี่รอยคน (๒) จังหวัดใดมีราษฎรไมถึงเกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคนตาม (๑) ใหจังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดหนึ่งคน จังหวัดใดมีราษฎรเกิน เกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคนใหจังหวัดนั้นมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคนทุกจํานวนราษฎรที่ถึงเกณฑจํานวนราษฎรตอสมาชิกหนึ่งคน
    • หนา ๓๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๓) เมื่อไดจํานวนสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรของแตละจังหวัดตาม (๒) แลว ถาจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่คํานวณไดยังไมครบสี่รอยคน ใหจังหวัดที่มีเศษเหลือจากการคํานวณตาม(๒) มากที่สุด มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน และใหเพิ่มจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามวิธการดังกลาวแกจังหวัดที่มเี ศษเหลือจากการคํานวณตาม (๒) ในลําดับรองลงมาตามลําดับ ีจนไดจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรครบสี่รอยคน  (๔) การกําหนดเขตเลือกตั้งใหดําเนินการโดยจังหวัดใดมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดไมเกินสามคน ใหถือเขตจังหวัดเปนเขตเลือกตั้ง แตถาจังหวัดใดมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดเกินสามคนใหแบงเขตจังหวัดออกเปนเขตเลือกตั้ง โดยจัดใหแตละเขตเลือกตั้งมีจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสามคน (๕) ในกรณีที่ แ บง เขตเลื อกตั้ งในจัง หวัด หนึ่ง ใหมี จํา นวนสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรครบสามคนทุกเขตไมได ใหแบงเขตเลือกตั้งออกเปนเขตเลือกตั้งที่มีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเขตละสามคนเสียกอน แตเขตที่เหลือตองไมนอยกวาเขตละสองคน ถาจังหวัดใดมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดสี่คน ใหแบงเขตเลือกตั้งออกเปนสองเขต เขตหนึ่งใหมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสองคน (๖) จังหวัดใดมีการแบงเขตเลือกตั้งมากกวาหนึ่งเขต ตองแบงพื้นที่ของเขตเลือกตั้งแตละเขตใหติดตอกัน และตองใหมจํานวนราษฎรในแตละเขตใกลเคียงกัน ี ใหดาเนินการนับคะแนนที่หนวยเลือกตั้ง และใหสงผลการนับคะแนนของหนวยเลือกตั้งนั้น ํไปรวมที่เขตเลือกตั้ง เพื่อนับคะแนนรวม แลวใหประกาศผลการนับคะแนนโดยเปดเผย ณ สถานที่แหงใดแหงหนึ่งแตเพียงแหงเดียวในเขตเลือกตั้งนั้นตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด เวนแตเปนกรณีที่มีความจําเปนเฉพาะทองที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งจะกําหนดใหนับ คะแนน รวมผลการนับคะแนน และประกาศผลการนับคะแนนเปนอยางอื่นก็ได ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๙๕ การเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรแบบสั ด ส ว น ให มี ก ารเลื อ กตั้ งสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรตามบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทําขึ้น โดยใหผูมีสิทธิเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดมีสทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองที่จัดทําบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งในเขต ิเลือกตั้งนั้นไดหนึ่งเสียง พรรคการเมื อ งหนึ่ ง จะส ง ผู ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง แบบสั ด ส ว นทุ ก เขตเลื อ กตั้ ง หรื อ จะส งเพียงบางเขตเลือกตั้งก็ได
    • หนา ๓๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ บัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งแบบสัดสวนของพรรคการเมืองใดที่ไดยื่นไวแลว ถาปรากฏวากอนหรือ ในวัน เลือกตั้งมีเหตุไมวาดวยประการใดที่มีผลทําใหบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น มีจํานวนผูสมัครรับเลือกตั้งแบบสัดสวนไมครบตามจํานวนที่พรรคการเมืองนั้นไดยื่นไว ใหถือวาบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้นมีจํานวนผูสมัครรับเลือกตั้งแบบสัดสวนเทาที่มีอยู และในกรณีนี้ใหถือวาสภาผูแทนราษฎรประกอบดวยสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเทาที่มีอยู มาตรา ๙๖ การกํา หนดเขตเลือ กตั้ งสํ าหรับ การเลื อกตั้ง สมาชิ กสภาผู แ ทนราษฎรแบบสัดสวน ใหดําเนินการดังตอไปนี้ (๑) ใหจัดแบงพื้น ที่ประเทศออกเปน แปดกลุม จังหวัด และใหแ ตละกลุม จังหวัดเปน เขตเลือกตั้ง โดยแตละเขตเลือกตั้งใหมีจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไดสิบคน (๒) การจัดกลุมจังหวัด ใหจัดจังหวัดที่มีพื้นที่ติดตอกันอยูใ นกลุมจังหวัดเดียวกัน และในกลุมจังหวัดทุกกลุมตองมีจํานวนราษฎรตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปสุดทายกอนปที่มีการเลือกตั้งรวมกันแลวใกลเคียงกัน ทั้งนี้ โดยใหจังหวัดทั้งจังหวัดอยูในเขตเลือกตั้งเดียว มาตรา ๙๗ การจัดทําบัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองสําหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบสัดสวน ใหดําเนินการดังตอไปนี้ (๑) บัญชีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งในแตละเขตเลือกตั้งตองมีรายชื่อผูสมัครรับเลือกตั้งครบตามจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบสัดสวนที่จะมีไดในแตละเขตเลือกตั้ง และตองเรียงตามลําดับหมายเลข แลวใหย่ืน ตอคณะกรรมการการเลือกตั้งกอนวัน เปดสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรแบบแบงเขตเลือกตั้ง (๒) รายชื่อของบุคคลตาม (๑) ตองไมซ้ํากับรายชื่อของผูสมัครรับเลือกตั้ง ทั้งแบบแบงเขตเลือกตั้งและแบบสัดสวนไมวาของพรรคการเมืองใด และตองคํานึงถึงโอกาส สัดสวนที่เหมาะสมและความเทาเทียมกันระหวางหญิงและชาย มาตรา ๙๘ การคํ านวณสัด ส ว นที่ ผู ส มัค รรั บเลื อ กตั้ ง ตามบั ญ ชีร ายชื่อ ของแต ล ะพรรคการเมืองจะไดรับเลือกในแตละเขตเลือกตั้ง ใหนําคะแนนที่แตละพรรคการเมืองไดรับในเขตเลือกตั้งนั้นมารวมกัน แลวคํานวณเพื่อแบงจํานวนผูที่จะไดรับเลือกของแตละพรรคการเมือง เปนสัดสวนที่สัมพันธกัน โดยตรงกับจํานวนคะแนนรวมขางตน คะแนนที่แตละพรรคการเมืองไดรับ และจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบสัดสวนที่จะพึงมีไดในเขตเลือกตั้งนั้น โดยใหผูสมัครรับเลือกตั้งซึ่งมีรายชื่อในบัญชีรายชื่อของแตละพรรคการเมืองไดรับเลือกตามเกณฑคะแนนที่คํานวณได เรียงตามลําดับ
    • หนา ๓๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐หมายเลขในบั ญชี รายชื่ อ ของพรรคการเมื องนั้น ทั้ งนี้ ตามหลัก เกณฑ แ ละวิธี การที่ บัญ ญัติ ไว ใ นพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรและการไดม าซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ให นํ า บทบั ญ ญั ติ ม าตรา ๙๔ วรรคสาม มาใช บั ง คั บ กั บ การนั บ คะแนนการเลื อ กตั้ งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบสัดสวนดวยโดยอนุโลม ทั้งนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจกําหนดใหมีการรวมผลการนับคะแนนเบื้องตนที่จังหวัดกอนก็ได มาตรา ๙๙ บุคคลผูมีคุณสมบัติดังตอไปนี้ เปนผูมสิทธิเลือกตั้ง ี (๑) มีสัญ ชาติ ไทย แตบุค คลผู มีสัญ ชาติ ไทยโดยการแปลงสัญ ชาติ ต องไดสัญ ชาติ ไทยมาแลวไมนอยกวาหาป (๒) มีอายุไมต่ํากวาสิบแปดปบริบูรณในวันที่ ๑ มกราคมของปที่มีการเลือกตั้ง และ (๓) มีชื่ออยูใ นทะเบียนบานในเขตเลือกตั้งมาแลวเปน เวลาไมนอยกวาเกาสิบวัน นับถึงวันเลือกตั้ง ผูมีสิทธิเลือกตั้งซึ่งอยูนอกเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยูในทะเบียนบาน หรือมีช่ืออยูในทะเบียนบานในเขตเลือกตั้งเปน เวลานอยกวาเกาสิบวัน นับถึงวัน เลือกตั้ง หรือมีถิ่นที่อยูน อกราชอาณาจักรยอมมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อ นไขที่บัญญัติไวใ นพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรและการไดม าซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๐๐ บุคคลผูมีลักษณะดังตอไปนี้ใ นวัน เลือกตั้ง เปน บุคคลตองหามมิใ หใชสิทธิเลือกตั้ง (๑) เปนภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช (๒) อยูในระหวางถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง (๓) ตองคุมขังอยูโดยหมายของศาลหรือโดยคําสั่งที่ชอบดวยกฎหมาย (๔) วิกลจริต หรือจิตฟนเฟอนไมสมประกอบ มาตรา ๑๐๑ บุ ค คลผู มี คุ ณ สมบั ติ ดั ง ต อ ไปนี้ เป น ผู มี สิ ท ธิ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง เป นสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไมต่ํากวายี่สิบหาปบริบูรณในวันเลือกตั้ง
    • หนา ๓๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๓) เปนสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแตเพียงพรรคเดียวเปนเวลาติดตอกันไมนอยกวาเกาสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง เวนแตในกรณีที่มีการเลือกตั้งทั่วไปเพราะเหตุยุบสภา ตองเปนสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งแตเพียงพรรคเดียวเปนเวลาติดตอกันไมนอยกวาสามสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง (๔) ผูสมัครรับเลือกตั้งแบบแบงเขตเลือกตั้ง ตองมีลักษณะอยางใดอยางหนึ่งดังตอไปนี้ดวย (ก) มีชื่ออยูใ นทะเบียนบานในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแลวเปน เวลาติดตอกันไมนอยกวาหาปนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง (ข) เปนบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง (ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยูในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเปน เวลาติดตอกันไมนอยกวาหาปการศึกษา (ง) เคยรั บ ราชการหรื อเคยมี ชื่ อ อยู ใ นทะเบี ย นบ า นในจั ง หวั ดที่ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ งเปนเวลาติดตอกันไมนอยกวาหาป (๕) ผู ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง แบบสั ด ส ว นต อ งมี ลั ก ษณะอย า งใดอย า งหนึ่ ง ตาม (๔) ด ว ยแตลักษณะดังกลาวในกรณีใดที่กําหนดถึงจังหวัด ใหหมายถึงกลุมจังหวัด (๖) คุณสมบัติอื่นตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๐๒ บุคคลผูมลักษณะดังตอไปนี้ เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ีเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร (๑) ติดยาเสพติดใหโทษ (๒) เปนบุคคลลมละลายหรือเคยเปนบุคคลลมละลายทุจริต (๓) เป น บุ ค คลผู มี ลั ก ษณะต อ งห า มมิ ใ ห ใ ช สิ ทธิ เ ลื อ กตั้ งสมาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรตามมาตรา ๑๐๐ (๑) (๒) หรือ (๔) (๔) ตองคําพิพากษาใหจําคุกและถูกคุมขังอยูโดยหมายของศาล (๕) เคยตองคําพิพากษาใหจําคุกโดยไดพน โทษมายังไมถึงหาปใ นวันเลือกตั้ง เวน แตใ นความผิดอันไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๖) เคยถูกไลออก ปลดออก หรือใหออกจากราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตตอหนาที่ หรือถือวากระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ
    • หนา ๓๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๗) เคยตองคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลใหทรัพยสิน ตกเปนของแผนดิน เพราะร่ํารวยผิดปกติหรือมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ (๘) เปนขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจํานอกจากขาราชการการเมือง (๙) เปนสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น (๑๐) เปนสมาชิกวุฒิสภาหรือเคยเปนสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงแลวยังไมเกินสองป (๑๑) เปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเปนเจาหนาที่อื่นของรัฐ (๑๒) เปน ตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผน ดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ (๑๓) อยูในระหวางตองหามมิใหดํารงตําแหนงทางการเมืองตามมาตรา ๒๖๓ (๑๔) เคยถูกวุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง มาตรา ๑๐๓ พรรคการเมื อ งที่ ส ง สมาชิ ก เข า เป น ผูส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ในการเลื อ กตั้ ง ในเขตเลือกตั้งใด ตองสงสมาชิกเขาสมัครรับเลือกตั้งใหครบจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่จะพึงมีไดในเขตเลือกตั้งนั้น และจะสงเกินจํานวนดังกลาวมิได เมื่ อ พรรคการเมื อ งใดส ง สมาชิ ก เข า สมั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง ครบจํ า นวนตามวรรคหนึ่ ง แล วแมภายหลังจะมีจํานวนลดลงจนไมครบจํานวน ไมวาดวยเหตุใด ใหถือวาพรรคการเมืองนั้นสงสมาชิกเขาสมัครรับเลือกตั้งครบจํานวนแลว เมื่อพรรคการเมืองใดสงสมาชิกเขาสมัครรับเลือกตั้งแลว พรรคการเมืองนั้นหรือผูสมัครรับเลือกตั้งของพรรคการเมืองนั้น จะถอนการสมัครรับเลือกตั้งหรือเปลี่ยนแปลงผูสมัครรับเลือกตั้งมิได มาตรา ๑๐๔ อายุของสภาผูแทนราษฎรมีกําหนดคราวละสี่ปนับแตวันเลือกตั้ง ในระหว า งอายุ ข องสภาผู แ ทนราษฎร จะมีก ารควบรวมพรรคการเมื อ งที่ มี ส มาชิ ก เป นสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมิได มาตรา ๑๐๕ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเริ่มตั้งแตวันเลือกตั้ง มาตรา ๑๐๖ สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลง เมื่อ (๑) ถึงคราวออกตามอายุของสภาผูแทนราษฎร หรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร (๒) ตาย (๓) ลาออก
    • หนา ๓๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๐๑ (๕) มีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๒ (๖) กระทําการอันตองหามตามมาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๖๖ (๗) ลาออกจากพรรคการเมืองที่ตนเปนสมาชิก หรือพรรคการเมืองที่ตนเปนสมาชิกมีม ติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในสี่ของที่ประชุม รวมของคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผูแทนราษฎรที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น ใหพนจากการเปนสมาชิกของพรรคการเมืองที่ตนเปนสมาชิก ในกรณีเชนนี้ ใหถือวาสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแตวันที่ลาออกหรือพรรคการเมืองมีมติเวน แตสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรผู นั้น ไดอุทธรณตอ ศาลรั ฐ ธรรมนูญ ภายในสามสิบวั น นับแตวัน ที่พรรคการเมืองมีม ติ คัดคานวามติดังกลาวมีลักษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม ถาศาลรัฐธรรมนูญวิ นิ จ ฉั ย ว า มติ ดั ง กล า วมิ ไ ด มี ลั ก ษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม ให ถื อ ว า สมาชิ ก ภาพสิ้ น สุ ด ลงนั บ แต วั น ที่ ศ าลรั ฐ ธรรมนู ญ วิ นิ จ ฉั ย แต ถ า ศาลรั ฐ ธรรมนู ญ วิ นิ จ ฉั ย ว า มติ ดั ง กล า วมี ลั ก ษณะตามมาตรา ๖๕ วรรคสาม สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรผูนั้น อาจเขาเปน สมาชิกของพรรคการเมืองอื่น ไดภายในสามสิบวันนับแตวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย (๘) ขาดจากการเปนสมาชิกของพรรคการเมืองในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรคการเมืองที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้นเปนสมาชิก และไมอาจเขาเปนสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นไดภายในหกสิ บวัน นับแตวัน ที่ ศ าลรัฐ ธรรมนูญมี คําสั่ง ในกรณีเช น นี้ใ หถือว าสิ้น สุดสมาชิ กภาพนับแตวันถัดจากวันที่ครบกําหนดหกสิบวันนั้น (๙) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง หรือศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยใหพนจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๙๑ หรือศาลฎีกามีคําสั่งตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสองในกรณีเชนนี้ ใหถือวาสิ้น สุดสมาชิกภาพนับ แตวัน ที่วุฒิสภามีม ติหรือศาลมีคําวินิจฉัยหรือมีคําสั่งแลวแตกรณี (๑๐) ขาดประชุมเกินจํานวนหนึ่งในสี่ของจํานวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกําหนดเวลาไมนอยกวาหนึ่งรอยยี่สิบวันโดยไมไดรับอนุญาตจากประธานสภาผูแทนราษฎร (๑๑) ตองคําพิพากษาถึงที่สุดใหจําคุก แมจะมีก ารรอการลงโทษ เวน แตเปน การรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท มาตรา ๑๐๗ เมื่ อ อายุ ข องสภาผู แ ทนราษฎรสิ้ น สุ ด ลง พระมหากษั ต ริ ย จ ะได ท รงตราพระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหมเปนการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตองกําหนด
    • หนา ๓๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐วันเลือกตั้งภายในสี่สิบหาวันนับแตวันที่อายุของสภาผูแ ทนราษฎรสิ้นสุดลง และวันเลือกตั้งนั้นตองกําหนดเปนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร มาตรา ๑๐๘ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจที่จะยุบสภาผูแทนราษฎรเพื่อใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหม การยุ บ สภาผู แ ทนราษฎรให ก ระทํ า โดยพระราชกฤษฎี ก า ซึ่ ง ต อ งกํ า หนดวั น เลื อ กตั้ งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรใหมเปนการเลือกตั้งทั่วไปภายในระยะเวลาไมนอยกวาสี่สิบหาวันแตไมเกินหกสิ บ วั น นั บ แต วั น ยุ บ สภาผู แ ทนราษฎร และวั น เลื อ กตั้ ง นั้ น ต อ งกํ า หนดเป น วั น เดี ย วกั นทั่วราชอาณาจักร การยุบสภาผูแทนราษฎรจะกระทําไดเพียงครั้งเดียวในเหตุการณเดียวกัน มาตรา ๑๐๙ เมื่ อ ตํ า แหน ง สมาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรว า งลงเพราะเหตุ อื่ น ใดนอกจากถึงคราวออกตามอายุของสภาผูแทนราษฎรหรือเมื่อมีการยุบสภาผูแทนราษฎร ใหดําเนินการดังตอไปนี้ (๑) ในกรณี ที่เ ป น ตํ า แหน งสมาชิ ก สภาผูแ ทนราษฎรที่ ม าจากการเลื อกตั้ งแบบแบ งเขตเลือกตั้ง ใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรขึ้นแทนตําแหนงที่วางภายในสี่สิบหาวันนับแตวันที่ตําแหนงนั้นวาง เวนแตอายุของสภาผูแทนราษฎรจะเหลือไมถึงหนึ่งรอยแปดสิบวัน (๒) ในกรณี ที่ เ ปน ตํ าแหน งสมาชิก สภาผู แ ทนราษฎรที่ม าจากการเลื อกตั้ งแบบสัด ส ว นใหประธานสภาผูแทนราษฎรประกาศใหผมีชื่ออยูในลําดับถัดไปในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองนั้น ูในเขตเลือกตั้งนั้น เลื่อนขึ้นมาเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแทนตําแหนงที่วาง โดยตองประกาศในราชกิจจานุเบกษาภายในเจ็ดวันนับแตวันที่ตําแหนงนั้นวางลง เวนแตไมมีรายชื่อเหลืออยูในบัญชีที่จะเลื่อนขึ้นมาแทนตําแหนงที่วาง ใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรแบบสัดสวนประกอบดวยสมาชิกเทาที่มีอยู สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเขามาแทนตาม (๑) ใหเริ่มนับแตวันเลือกตั้งแทนตําแหนงที่วาง สวนสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรผูเขามาแทนตาม (๒) ใหเริ่มนับ แตวันถัดจากวันประกาศชื่อในราชกิจจานุเบกษา และใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูเขามาแทนตําแหนงที่วางนั้น อยูในตําแหนงไดเพียงเทาอายุของสภาผูแทนราษฎรที่เหลืออยู มาตรา ๑๑๐ ภายหลังที่ คณะรัฐ มนตรี เขา บริห ารราชการแผ น ดิน แลว พระมหากษัตริ ยจะทรงแตงตั้งสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรผูเปน หัวหนาพรรคการเมืองในสภาผูแ ทนราษฎรที่สมาชิกในสังกัดของพรรคตนมิไดดํารงตําแหนงรัฐ มนตรี และมีจํานวนมากที่สุดในบรรดาพรรคการเมือง
    • หนา ๓๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ที่สมาชิกในสังกัดมิไดดํารงตําแหนงรัฐ มนตรี แตไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรในขณะแตงตั้ง เปนผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร ในกรณีที่ไมมีพรรคการเมืองใดในสภาผูแทนราษฎรมีลักษณะที่กําหนดไวตามวรรคหนึ่ง ใหสมาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรผู เ ป น หั ว หน า พรรคการเมื อ งซึ่ ง ได รั บ เสี ย งสนั บ สนุ น ข า งมากจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดของพรรคนั้นมิไดดํารงตําแหนงรัฐมนตรีเปนผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร ในกรณีที่มีเสียงสนับสนุนเทากัน ใหใชวิธีจับสลาก ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎรยอมพนจากตําแหนงเมื่อขาดคุณสมบัติดังกลาวในวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๒๔ วรรคสี่ มาใชบังคับโดยอนุโลม ในกรณีเชน นี้พระมหากษัตริยจะไดทรงแตงตั้งผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎรแทนตําแหนงที่วาง สวนที่ ๓ วุฒิสภา มาตรา ๑๑๑ วุ ฒิ ส ภาประกอบด ว ยสมาชิ ก จํ า นวนรวมหนึ่ ง ร อ ยห า สิ บ คน ซึ่ ง มาจากการเลื อกตั้ง ในแต ละจังหวัด จังหวั ดละหนึ่ งคน และมาจากการสรรหาเทากับ จํานวนรวมขางต นหักดวยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในกรณีที่มีการเพิ่มหรือลดจังหวัดในระหวางวาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งใหวุฒิสภาประกอบดวยสมาชิกเทาที่มีอยู ในกรณีที่ตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาวางลงไมวาดวยเหตุใด ๆ และยังมิไดมีการเลือกตั้งหรือสรรหาขึ้นแทนตําแหนงที่วาง แลวแตกรณี ใหวุฒิสภาประกอบดวยสมาชิกวุฒิสภาเทาที่มีอยู ในกรณีที่มีเหตุการณใด ๆ ทําใหสมาชิกวุฒิสภาไมครบจํานวนตามวรรคหนึ่ง แตมีจํานวนไมนอยกวารอยละเกาสิบหาของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ใหถือวาวุฒิสภาประกอบดวยสมาชิกจํานวนดังกลาว แตตองมีการเลือกตั้งหรือการสรรหาใหไดสมาชิกวุฒิสภาครบจํานวนตามวรรคหนึ่งภายในหนึ่งรอยแปดสิบวันนับแตวันที่มีเหตุการณดังกลาว และใหสมาชิกวุฒิสภาที่เขามานั้นอยูใ นตําแหนงเพียงเทาอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู
    • หนา ๔๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๑๑๒ การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในแตละจังหวัด ใหใชเขตจังหวัดเปนเขตเลือกตั้งและใหมีสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดละหนึ่งคน โดยใหผูมีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผูสมัครรับเลือกตั้งไดหนึ่งเสียงและใหใชวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ เพื่อประโยชนในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ใหผูสมัครรับเลือกตั้งสามารถหาเสียงเลือกตั้งไดก็แตเฉพาะที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหนาที่ของวุฒิสภา หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการเลือกตั้งและการหาเสียงเลือกตั้งของสมาชิกวุฒิสภาใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๑๓ ใหมีคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาคณะหนึ่ง ประกอบดวยประธานศาลรัฐ ธรรมนูญ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ประธานผูตรวจการแผน ดิน ประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ประธานกรรมการตรวจเงินแผนดิน ผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหนงไมต่ํากวาผูพิพากษาศาลฎีกาที่ที่ประชุมใหญศาลฎีกามอบหมายจํานวนหนึ่งคนและตุลาการในศาลปกครองสูงสุดที่ที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดมอบหมายจํานวนหนึ่งคนเปนกรรมการ ทําหนาที่สรรหาบุคคลตามมาตรา ๑๑๔ ใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับบัญชี รายชื่อ จากคณะกรรมการการเลื อกตั้ ง แลวแจง ผลการสรรหาให คณะกรรมการการเลือ กตั้ งประกาศผลผูไดรับการสรรหาเปนสมาชิกวุฒิสภา ใหกรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกกันเองใหกรรมการผูหนึ่งเปนประธานกรรมการ ในกรณีที่ไมมีกรรมการในตําแหนงใด หรือมีแตไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ถากรรมการที่เหลืออยูนั้นมีจํานวนไมนอยกวากึ่งหนึ่ง ใหคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาประกอบดวยกรรมการที่เหลืออยู มาตรา ๑๑๔ ใหคณะกรรมการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาดําเนินการสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสมจากผู ไ ด รั บ การเสนอชื่ อ จากองค ก รต า ง ๆ ในภาควิ ช าการ ภาครั ฐ ภาคเอกชน ภาควิ ช าชี พและภาคอื่ น ที่ เ ป น ประโยชน ใ นการปฏิ บั ติ ก ารตามอํ า นาจหน า ที่ ข องวุ ฒิ ส ภาเป น สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภาเทาจํานวนที่จะพึงมีตามที่กําหนดในมาตรา ๑๑๑ วรรคหนึ่ง ในการสรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่ง ใหคํานึงถึงความรู ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณที่จะเปนประโยชนในการปฏิบัติงานของวุฒิสภาเปนสําคัญ และใหคํานึงถึงองคประกอบจากบุคคลที่มี
    • หนา ๔๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ความรูความสามารถในดานตาง ๆ ที่แตกตางกัน โอกาสและความเทาเทียมกันทางเพศ สัดสวนของบุคคลในแตละภาคตามวรรคหนึ่งที่ใกลเคียงกัน รวมทั้งการใหโอกาสกับผูดอยโอกาสทางสังคมดวย หลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๑๕ บุคคลผูมีคุณ สมบัติและไมมีลักษณะตองหามดังตอไปนี้เปนผูมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือไดรับการเสนอชื่อเพื่อเขารับการสรรหาเปนสมาชิกวุฒิสภา (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไมต่ํากวาสี่สิบปบริบูรณในวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ไดรับการเสนอชื่อ (๓) สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา (๔) ผู ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ ง เป น สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภาที่ ม าจากการเลื อ กตั้ ง ต อ งมี ลั ก ษณะอย า งใดอยางหนึ่ง ดังตอไปนี้ดวย (ก) มีชื่ออยูใ นทะเบียนบานในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งมาแลวเปน เวลาติดตอกั นไมนอยกวาหาปนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง (ข) เปนบุคคลซึ่งเกิดในจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้ง (ค) เคยศึกษาในสถานศึกษาที่ตั้งอยูใ นจังหวัดที่สมัครรับเลือกตั้งเปน เวลาติดตอกันไมนอยกวาหาปการศึกษา (ง) เคยรั บ ราชการหรื อ เคยมี ชื่ อ อยู ใ นทะเบี ย นบ า นในจั ง หวั ด ที่ ส มั ค รรั บ เลื อ กตั้ งเปนเวลาติดตอกันไมนอยกวาหาป (๕) ไมเปน บุพการี คูสมรส หรือบุตรของผูดํารงตําแหนงสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรหรือผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (๖) ไม เ ป น สมาชิ ก หรื อ ผู ดํ า รงตํ า แหน ง ใดในพรรคการเมื อ งหรื อ เคยเป น สมาชิ ก หรื อเคยดํารงตําแหนงและพน จากการเปนสมาชิกหรือการดํารงตําแหนงใด ๆ ในพรรคการเมืองมาแลวยังไมเกินหาปนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ไดรับการเสนอชื่อ (๗) ไมเปน สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร หรือเคยเปน สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรและพน จากการเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรมาแลวไมเกินหาปนับถึงวันสมัครรับเลือกตั้งหรือวันที่ไดรับการเสนอชื่อ (๘) เปนบุคคลตองหามมิใหใชสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔)(๕) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑) (๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔)
    • หนา ๔๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๙) ไมเปน รัฐมนตรีหรือผูดํารงตําแหนงทางการเมืองอื่นซึ่งมิใชสมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่น หรือเคยเปนแตพนจากตําแหนงดังกลาวมาแลวยังไมเกินหาป มาตรา ๑๑๖ สมาชิกวุฒิสภาจะเปนรัฐมนตรี ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองอื่น หรือผูดํารงตําแหนงในองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มิได บุคคลผูเคยดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกภาพสิ้นสุดลงมาแลวยังไมเกิน สองปจะเปนรัฐมนตรี หรือผูดํารงตําแหนงทางการเมือง มิได มาตรา ๑๑๗ สมาชิ ก ภาพของสมาชิ ก วุ ฒิ ส ภาที่ ม าจากการเลื อ กตั้ ง เริ่ ม ตั้ ง แต วั น ที่ มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาที่ม าจากการสรรหาเริ่ม ตั้งแตวัน ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา สมาชิ ก ภาพของสมาชิ ก วุ ฒิ ส ภามี กํ า หนดคราวละหกป นั บ แต วั น เลื อ กตั้ ง หรื อ วั น ที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศผลการสรรหา แลวแตกรณี โดยสมาชิกวุฒิสภาจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินหนึ่งวาระไมได ใหสมาชิ กวุฒิสภาซึ่งสิ้น สุ ดสมาชิ กภาพตามวาระ อยูใ นตําแหนงเพื่อปฏิบัติหน าที่ตอไปจนกวาจะมีสมาชิกวุฒิสภาขึ้นใหม มาตรา ๑๑๘ เมื่อวาระของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง พระมหากษัตริยจะไดทรงตราพระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือ กตั้งสมาชิ กวุฒิสภาซึ่ง มาจากการเลือกตั้งใหมเปน การเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งตองกําหนดวัน เลือกตั้งภายในสามสิบวัน นับ แตวัน ที่วาระของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้งสิ้นสุดลง และวันเลือกตั้งนั้นตองกําหนดเปนวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เมื่อวาระของสมาชิกวุฒิสภาซึ่งมาจากการสรรหาสิ้น สุดลง ใหคณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกําหนดวัน เริ่มการสรรหาและระยะเวลาการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งตองทําการสรรหาใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันที่วาระของสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาสิ้นสุดลง มาตรา ๑๑๙ สมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลง เมื่อ (๑) ถึงคราวออกตามวาระ (๒) ตาย (๓) ลาออก (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๑๕ (๕) กระทําการอันตองหามตามมาตรา ๑๑๖ มาตรา ๒๖๕ หรือมาตรา ๒๖๖
    • หนา ๔๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๖) วุฒิสภามีม ติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง หรือศาลรัฐ ธรรมนูญมีคําวินิจฉัยใหพนจากสมาชิกภาพตามมาตรา ๙๑ หรือศาลฎีกามีคําสั่งตามมาตรา ๒๓๙ วรรคสองหรือมาตรา ๒๔๐ วรรคสาม ในกรณีเชนนี้ ใหถือวาสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแตวันที่วุฒิสภามีมติหรือศาลมีคําวินิจฉัยหรือมีคําสั่ง แลวแตกรณี (๗) ขาดประชุมเกินจํานวนหนึ่งในสี่ของจํานวนวันประชุมในสมัยประชุมที่มีกําหนดเวลาไมนอยกวาหนึ่งรอยยี่สบวัน โดยไมไดรบอนุญาตจากประธานวุฒิสภา ิ ั (๘) ต อ งคํ า พิ พ ากษาถึ ง ที่ สุ ด ให จํ า คุ ก แม จ ะมี ก ารรอการลงโทษ เว น แต เ ป น การรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท มาตรา ๑๒๐ เมื่ อ ตํ า แหน ง สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภาว า งลงเพราะเหตุ ต ามมาตรา ๑๑๙ ให นํ าบทบัญญัติมาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ และมาตรา ๑๑๘ มาใชบังคับกับการเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาในกรณีดังกลาว และใหสมาชิกวุฒิสภาผูเขามาแทนตําแหนงที่วางนั้น อยูในตําแหนงไดเพียงเทาวาระที่เหลืออยูของผูซึ่งตนแทน เวนแตวาระของสมาชิกวุฒิสภาที่วางลงจะเหลือไมถึงหนึ่งรอยแปดสิบวัน จะไมดําเนินการเลือกตั้งหรือการสรรหาก็ได มาตรา ๑๒๑ ในการที่ วุ ฒิ ส ภาจะพิ จ ารณาให บุ ค คลดํ า รงตํ า แหน ง ใดตามบทบั ญ ญั ติแหง รัฐ ธรรมนูญ นี้ ใหวุ ฒิส ภาแต งตั้ งคณะกรรมาธิ การขึ้ น คณะหนึ่ ง ทํ าหนา ที่ต รวจสอบประวั ติความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผูไดรับการเสนอชื่อใหดํารงตําแหนงนั้น รวมทั้งรวบรวมขอเท็จจริงและพยานหลักฐานอันจําเปน แลวรายงานตอวุฒิสภาเพื่อประกอบการพิจารณาตอไป การดําเนินการของคณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไปตามวิธีการที่กําหนดในขอบังคับการประชุมวุฒิสภา สวนที่ ๔ บทที่ใชแกสภาทั้งสอง มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภายอมเปนผูแทนปวงชนชาวไทยโดยไม อยูใ นความผูก มัด แห งอาณัติ มอบหมาย หรือ ความครอบงํ าใด ๆ และต องปฏิบั ติห นา ที่ด ว ยความซื่ อ สั ต ย สุ จ ริ ต เพื่ อ ประโยชน ส ว นรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขั ด กั นแหงผลประโยชน
    • หนา ๔๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒๓ กอนเขารับหนาที่ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตองปฏิญาณตนในที่ประชุมแหงสภาที่ตนเปนสมาชิกดวยถอยคําดังตอไปนี้ “ขาพเจา (ชื่อ ผูปฏิญาณ) ขอปฏิญาณวา ขาพเจาจะปฏิบั ติหนาที่ดวยความซื่อสัตยสุจริ ตเพื่ อ ประโยชน ข องประเทศและประชาชน ทั้ ง จะรั ก ษาไว แ ละปฏิ บั ติ ต ามซึ่ ง รั ฐ ธรรมนู ญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ” มาตรา ๑๒๔ สภาผู แ ทนราษฎรและวุ ฒิ ส ภาแต ล ะสภา มี ป ระธานสภาคนหนึ่ ง และรองประธานคนหนึ่งหรือสองคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งจากสมาชิกแหงสภานั้น ๆ ตามมติของสภา ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรดํารงตําแหนงจนสิ้นอายุของสภาหรือมีการยุบสภา ประธานและรองประธานวุฒิ ส ภาดํา รงตํ าแหน ง จนถึง วัน ก อนวัน เลื อ กประธานและรองประธานวุฒิสภาใหม ประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎร และประธานและรองประธานวุฒิสภา ยอมพนจากตําแหนงกอนวาระตามวรรคสองหรือวรรคสาม แลวแตกรณี เมื่อ (๑) ขาดจากสมาชิกภาพแหงสภาที่ตนเปนสมาชิก (๒) ลาออกจากตําแหนง (๓) ดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือขาราชการการเมืองอื่น (๔) ตองคําพิพากษาใหจําคุก แมคดีนั้นจะยังไมถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เวนแตเปนกรณีท่คดียังไมถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษ ีหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท ในระหว า งการดํ า รงตํ า แหน ง ประธานและรองประธานสภาผู แ ทนราษฎรจะเป นกรรมการบริหารหรือดํารงตําแหนงใดในพรรคการเมืองขณะเดียวกันมิได มาตรา ๑๒๕ ประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภามีอํานาจหนาที่ดําเนินกิจการของสภานั้น ๆ ใหเปน ไปตามขอบังคับ รองประธานมีอํานาจหนาที่ตามที่ประธานมอบหมายและปฏิบัติหนาที่แทนประธานเมื่อประธานไมอยูหรือไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภา และผูทําหนาที่แทน ตองวางตนเปนกลางในการปฏิบัติหนาที่ เมื่อประธานและรองประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานและรองประธานวุฒิสภาไมอยูในที่ประชุม ใหสมาชิกแหงสภานั้น ๆ เลือกกันเองใหสมาชิกคนหนึ่งเปนประธานในคราวประชุมนั้น
    • หนา ๔๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒๖ การประชุมสภาผูแทนราษฎรและการประชุมวุฒิสภาตองมีสมาชิกมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา จึงจะเปนองคประชุม เวนแตในกรณีการพิจารณาระเบียบวาระกระทูถามตามมาตรา ๑๕๖ และมาตรา ๑๕๗ สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาจะกําหนดเรื่ององคประชุมไวในขอบังคับเปนอยางอื่นก็ได การลงมติวินิจฉัยขอปรึกษาใหถือเอาเสียงขางมากเปนประมาณ เวนแตท่มีบัญญัติไวเปนอยางอื่น ีในรัฐธรรมนูญนี้ สมาชิ ก คนหนึ่ ง ย อ มมี เ สี ย งหนึ่ ง ในการออกเสี ย งลงคะแนน ถ า มี ค ะแนนเสี ย งเท า กั นใหประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาด ประธานรัฐสภา ประธานสภาผูแทนราษฎร และประธานวุฒิสภา ตองจัดใหมีการบันทึกการออกเสียงลงคะแนนของสมาชิกแตละคน และเปดเผยบันทึกดังกลาวไวใ นที่ท่ีประชาชนอาจเขาไปตรวจสอบได เวนแตกรณีการออกเสียงลงคะแนนเปนการลับ การออกเสียงลงคะแนนเลือกหรือใหความเห็นชอบใหบุคคลดํารงตําแหนงใด ใหกระทําเปนการลับ เวน แตที่มีบัญญัติไวเปนอยางอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ และสมาชิกยอมมีอิสระและไมถูกผูกพันโดยมติของพรรคการเมืองหรืออาณัติอื่นใด มาตรา ๑๒๗ ภายในสามสิบ วั น นั บ แต วัน เลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผูแ ทนราษฎร ให มี ก ารเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อใหสมาชิกไดมาประชุมเปนครั้งแรก ในปหนึ่งใหมีสมัยประชุมสามัญทั่วไป และสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ วันประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่ง ใหถือเปนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญทั่วไป สวนวันเริ่มสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติใหสภาผูแทนราษฎรเปน ผูกําหนด ในกรณีที่การเริ่มประชุมครั้งแรกตามวรรคหนึ่งมีเวลาจนถึงสิ้นปปฏิทินไมถึงหนึ่งรอยหาสิบวัน จะไมมีการประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติสําหรับปนั้นก็ได ในสมั ย ประชุ ม สามั ญ นิ ติ บั ญ ญั ติ ให รั ฐ สภาดํ า เนิ น การประชุ ม ได เ ฉพาะกรณี ที่ บั ญ ญั ติไวใ นหมวด ๒ หรือการพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญหรือรางพระราชบัญญัติการอนุมัติพระราชกําหนด การใหความเห็น ชอบในการประกาศสงคราม การรับฟงคําชี้แ จงและการใหค วามเห็ น ชอบหนังสื อสัญ ญา การเลือ กหรื อการใหความเห็น ชอบให บุคคลดํา รงตําแหน งการถอดถอนบุคคลออกจากตําแหนง การตั้งกระทูถาม และการแกไขเพิ่ม เติม รัฐ ธรรมนูญ เวน แต
    • หนา ๔๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐รัฐสภาจะมีมติใหพิจารณาเรื่องอื่นใดดวยคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภา สมั ย ประชุ ม สามั ญ ของรั ฐ สภาสมั ย หนึ่ ง ๆ ให มี กํ า หนดเวลาหนึ่ ง ร อ ยยี่ สิ บ วั นแตพระมหากษัตริยจะโปรดเกลาโปรดกระหมอมใหขยายเวลาออกไปก็ได การปดสมัยประชุม สมัยสามัญกอนครบกําหนดเวลาหนึ่งรอยยี่สิบวัน จะกระทําไดแ ตโดยความเห็นชอบของรัฐสภา มาตรา ๑๒๘ พระมหากษัตริยทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปดและทรงปดประชุม พระมหากษัตริยจะเสด็จพระราชดําเนินมาทรงทํารัฐพิธีเปดประชุมสมัยประชุมสามัญทั่วไปครั้ ง แรกตามมาตรา ๑๒๗ วรรคหนึ่ ง ด ว ยพระองค เ อง หรื อจะโปรดเกลา โปรดกระหม อ มใหพระรัชทายาทซึ่งบรรลุนิติภาวะแลว หรือผูใดผูหนึ่งเปนผูแทนพระองค มาทํารัฐพิธีก็ได เมื่อมีความจําเปนเพื่อประโยชนแหงรัฐ พระมหากษัตริยจะทรงเรียกประชุมรัฐสภาเปนการประชุมสมัยวิสามัญก็ได ภายใตบังคับมาตรา ๑๒๙ การเรียกประชุม การขยายเวลาประชุม และการปดประชุมรัฐสภาใหกระทําโดยพระราชกฤษฎีกา มาตรา ๑๒๙ สมาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรและสมาชิ ก วุ ฒิ ส ภาทั้ ง สองสภารวมกั น หรื อสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร มีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภา มีสิทธิเขาชื่อรองขอใหนําความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการประกาศเรียกประชุมรัฐสภาเปนการประชุมสมัยวิสามัญได คํารองขอดังกลาวในวรรคหนึ่ง ใหยื่นตอประธานรัฐสภา ใหประธานรัฐสภานําความกราบบังคมทูลและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ มาตรา ๑๓๐ ในที่ป ระชุ ม สภาผู แ ทนราษฎร ที่ป ระชุ ม วุ ฒิ สภา หรื อที่ ป ระชุม ร วมกั นของรัฐสภา สมาชิกผูใดจะกลาวถอยคําใดในทางแถลงขอเท็จจริง แสดงความคิดเห็น หรือออกเสียงลงคะแนน ยอมเปนเอกสิทธิ์โดยเด็ดขาด ผูใดจะนําไปเปนเหตุฟองรองวากลาวสมาชิกผูนั้นในทางใดมิได เอกสิ ท ธิ์ต ามวรรคหนึ่ง ไม คุ ม ครองสมาชิ กผู กล า วถ อ ยคํ า ในการประชุม ที่ มีก ารถ า ยทอดทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน หากถอยคําที่กลาวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกลาวถอยคํานั้นมีลักษณะเปนความผิดทางอาญาหรือละเมิดสิทธิในทางแพงตอบุคคลอื่นซึ่งมิใ ชรัฐมนตรีหรือสมาชิกแหงสภานั้น
    • หนา ๔๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในกรณีตามวรรคสอง ถาสมาชิกกลาวถอยคําใดที่อาจเปนเหตุใหบุคคลอื่นซึ่งมิใชรัฐมนตรีหรือสมาชิกแหงสภานั้นไดรับความเสียหาย ใหประธานแหงสภานั้นจัดใหมีการโฆษณาคําชี้แจงตามที่บุคคลนั้นรองขอตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กําหนดในขอบังคับการประชุมของสภานั้น ทั้งนี้โดยไมกระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลในการฟองคดีตอศาล เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไวในมาตรานี้ ยอมคุมครองไปถึงผูพิมพและผูโฆษณารายงานการประชุมตามขอบังคับของสภาผูแ ทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐ สภา แลวแตกรณี และคุมครองไปถึงบุคคลซึ่งประธานในที่ประชุมอนุญาตใหแถลงขอเท็จจริง หรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม ตลอดจนผูดํา เนิ น การถา ยทอดการประชุ ม สภาทางวิท ยุก ระจายเสี ยงหรื อวิท ยุโ ทรทัศ นที่ ไดรั บอนุญ าตจากประธานแหงสภานั้นดวยโดยอนุโลม มาตรา ๑๓๑ ในระหว างสมั ยประชุ ม ห ามมิ ใ ห จั บ คุ ม ขั ง หรื อหมายเรี ยกตั วสมาชิ กสภาผู แ ทนราษฎรหรื อ สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภา ไปทํ า การสอบสวนในฐานะที่ ส มาชิ ก ผู นั้ น เป น ผู ต อ งหาในคดีอาญา เวนแตในกรณีที่ไดรับอนุญาตจากสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก หรือในกรณีที่จับในขณะกระทําความผิด ในกรณี ที่มี การจับ สมาชิก สภาผูแ ทนราษฎรหรื อสมาชิ กวุ ฒิส ภาในขณะกระทํ าความผิ ดใหรายงานไปยังประธานแหงสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิกโดยพลัน และประธานแหงสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิกอาจสั่งใหปลอยผูถูกจับได ในกรณีที่มีการฟองสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในคดีอาญา ไมวาจะไดฟองนอกหรือในสมัยประชุม ศาลจะพิจารณาคดีนั้นในระหวางสมัยประชุมมิได เวนแตจะไดรับอนุญาตจากสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิก หรือเปนคดีอันเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง แตการพิจารณาคดีตองไมเปนการขัดขวางตอการที่สมาชิกผูนั้นจะมาประชุมสภา การพิจารณาพิพากษาคดีท่ศาลไดกระทํากอนมีคําอางวาจําเลยเปนสมาชิกของสภาใดสภาหนึ่ง ียอมเปนอันใชได ถาสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหวางสอบสวนหรือพิจารณาอยูกอนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แลวแตกรณี ตองสั่งปลอยทัน ทีถาประธานแหงสภาที่ผูนั้นเปนสมาชิกไดรองขอ
    • หนา ๔๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ คําสั่งปลอยใหมีผลบังคับตั้งแตวันสั่งปลอยจนถึงวันสุดทายแหงสมัยประชุม มาตรา ๑๓๒ ในระหว า งที่ อ ายุ ข องสภาผู แ ทนราษฎรสิ้ น สุ ด ลงหรื อ สภาผู แ ทนราษฎรถูกยุบ จะมีการประชุมวุฒิสภามิได เวนแตเปนกรณีดังตอไปนี้ (๑) การประชุม ที่ใ หวุฒิสภาทําหนาที่รัฐ สภาตามมาตรา ๑๙ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒มาตรา ๒๓ และมาตรา ๑๘๙ โดยถือคะแนนเสียงจากจํานวนสมาชิกของวุฒิสภา (๒) การประชุม ที่ใ หวุฒิส ภาทําหนาที่พิจารณาใหบุคคลดํารงตําแหนงใดตามบทบัญญั ติแหงรัฐธรรมนูญนี้ (๓) การประชุมที่ใหวุฒิสภาทําหนาที่พิจารณาและมีมติใหถอดถอนบุคคลออกจากตําแหนง มาตรา ๑๓๓ การประชุม สภาผูแทนราษฎร การประชุมวุฒิสภา และการประชุม รวมกันของรั ฐ สภา ย อ มเป น การเป ด เผยตามลั ก ษณะที่ กํ า หนดไว ใ นข อ บั ง คั บ การประชุ ม แต ล ะสภาแต ถ า คณะรั ฐ มนตรี หรื อ สมาชิ ก ของแต ล ะสภา หรื อ สมาชิ ก ของทั้ ง สองสภารวมกั น มี จํ า นวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา หรือจํานวนสมาชิกของทั้งสองสภาเทาที่มีอยูรวมกัน แลวแตกรณี รองขอใหประชุมลับ ก็ใหประชุมลับ มาตรา ๑๓๔ สภาผูแ ทนราษฎรและวุ ฒิ สภามีอํ า นาจตราข อบั ง คั บการประชุม เกี่ย วกั บการเลือกและการปฏิบัติหนาที่ของประธานสภา รองประธานสภา เรื่องหรือกิจการอันเปนอํานาจหนาทีของ ่คณะกรรมาธิการสามัญแตละชุด การปฏิบัติหนาที่และองคประชุมของคณะกรรมาธิการ วิธีการประชุมการเสนอและพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและรางพระราชบัญญัติ การเสนอญัตติการปรึกษา การอภิปราย การลงมติ การบัน ทึกการลงมติ การเปดเผยการลงมติ การตั้งกระทูถามการเปดอภิปรายทั่วไป การรักษาระเบียบและความเรียบรอย และการอื่นที่เกี่ยวของ รวมทั้งมีอํานาจตราขอบังคับเกี่ยวกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกและกรรมาธิการ และกิจการอื่นเพื่อดําเนินการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๑๓๕ สภาผูแ ทนราษฎรและวุฒิสภามีอํานาจเลือกสมาชิกของแตละสภาตั้งเป นคณะกรรมาธิ ก ารสามั ญ และมี อํ า นาจเลื อ กบุ ค คลผู เ ป น สมาชิ ก หรื อ มิ ไ ด เ ป น สมาชิ ก ตั้ ง เป นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อกระทํากิจการ พิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใด ๆ อันอยูในอํานาจหนาที่ของสภา แลวรายงานตอสภา มติตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญดังกลาวตองระบุกิจการหรือเรื่องใหชัดเจนและไมซําหรือซอนกัน ้
    • หนา ๔๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะกรรมาธิการตามวรรคหนึ่งมีอํานาจออกคําสั่งเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงขอเท็จจริงหรือแสดงความเห็นในกิจการที่กระทําหรือในเรื่องที่พิจารณาสอบสวนหรือศึกษาอยูนั้น ได และใหคําสั่งเรียกดังกลาวมีผ ลบังคับตามที่กฎหมายบัญญัติ แตคําสั่งเรียกเชน วานั้นมิใ หใชบังคับกับผูพิพากษาหรือตุลาการที่ปฏิบติตามอํานาจหนาที่ในกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาอรรถคดีหรือ ัการบริหารงานบุคคลของแตละศาล และมิใหใชบังคับกับผูตรวจการแผนดินหรือกรรมการในองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญที่ปฏิบัติตามอํานาจหนาที่โดยตรงในแตละองคกรตามรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญหรือตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ แลวแตกรณี ในกรณี ที่ บุค คลตามวรรคสองเป น ขา ราชการ พนั ก งาน หรื อ ลูก จ างของหน วยราชการหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ใหประธานคณะกรรมาธิการแจงใหรัฐมนตรีซึ่งบังคับบัญชาหรือกํากับดูแ ลหนวยงานที่บุคคลนั้น สังกัดทราบและมีคําสั่งใหบุคคลนั้น ดําเนินการตามวรรคสอง เวนแตเปนกรณีท่เี กี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชนสําคัญของแผนดิน ใหถือวาเปนเหตุยกเวนการปฏิบัติตามวรรคสอง เอกสิทธิ์ที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๓๐ นั้น ใหคุมครองถึงบุคคลผูกระทําหนาที่ตามมาตรานี้ดวย กรรมาธิการสามัญซึ่งตั้งจากผูซึ่งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั้งหมด ตองมีจํานวนตามหรือใกลเคียงกับอัตราสวนของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรของแตละพรรคการเมืองหรือกลุมพรรคการเมืองที่มอยูในสภาผูแทนราษฎร ี ในระหวางที่ยังไมมขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎรตามมาตรา ๑๓๔ ใหประธานสภา ีผูแทนราษฎรเปนผูกําหนดอัตราสวนตามวรรคหา สวนที่ ๕ การประชุมรวมกันของรัฐสภา มาตรา ๑๓๖ ในกรณีตอไปนี้ ใหรัฐสภาประชุมรวมกัน (๑) การใหความเห็นชอบในการแตงตั้งผูสําเร็จราชการแทนพระองคตามมาตรา ๑๙ (๒) การปฏิญาณตนของผูสําเร็จราชการแทนพระองคตอรัฐสภาตามมาตรา ๒๑ (๓) การรั บ ทราบการแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม กฎมณเฑี ย รบาลว า ด ว ยการสื บ ราชสั น ตติ ว งศพระพุทธศักราช ๒๔๖๗ ตามมาตรา ๒๒
    • หนา ๕๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๔) การรับทราบหรือใหความเห็นชอบในการสืบราชสมบัตตามมาตรา ๒๓ ิ (๕) การมีมติใหรัฐสภาพิจารณาเรื่องอื่นในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติไดตามมาตรา ๑๒๗ (๖) การใหความเห็นชอบในการปดสมัยประชุมตามมาตรา ๑๒๗ (๗) การเปดประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๒๘ (๘) การตราขอบังคับการประชุมรัฐสภาตามมาตรา ๑๓๗ (๙) การใหความเห็น ชอบใหพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญหรือรา งพระราชบัญญัติตามมาตรา ๑๔๕ (๑๐) การปรึกษารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือรางพระราชบัญญัติใหมตามมาตรา ๑๕๑ (๑๑) การใหความเห็น ชอบใหพิจารณารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติม รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือรางพระราชบัญญัติตอไปตามมาตรา ๑๕๓ วรรคสอง (๑๒) การแถลงนโยบายตามมาตรา ๑๗๖ (๑๓) การเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๗๙ (๑๔) การใหความเห็นชอบในการประกาศสงครามตามมาตรา ๑๘๙ (๑๕) การรับฟงคําชี้แจงและการใหความเห็นชอบหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ (๑๖) การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ มาตรา ๑๓๗ ในการประชุ ม ร ว มกั น ของรั ฐ สภาให ใ ช ข อ บั ง คั บ การประชุ ม รั ฐ สภาในระหว า งที่ ยั ง ไม มี ข อ บั ง คั บ การประชุ ม รั ฐ สภา ให ใ ช ข อ บั ง คั บ การประชุ ม สภาผู แ ทนราษฎรโดยอนุโลมไปพลางกอน ในการประชุมรวมกันของรัฐสภา ใหนําบทที่ใชแกสภาทั้งสองมาใชบังคับโดยอนุโลม เวนแตในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการซึ่งตั้งจากผูซ่ึงเปนสมาชิกของแตละสภาจะตองมีจํานวนตามหรือใกลเคียงกับอัตราสวนของจํานวนสมาชิกของแตละสภา สวนที่ ๖ การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๘ ใหมีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ดังตอไปนี้
    • หนา ๕๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๑) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (๒) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง (๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ (๕) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (๖) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (๗) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยผูตรวจการแผนดิน (๘) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต (๙) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการตรวจเงินแผนดิน มาตรา ๑๓๙ รางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญจะเสนอไดก็แตโดย (๑) คณะรัฐมนตรี (๒) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแ ทนราษฎร หรือสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา มีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภา หรือ (๓) ศาลรัฐ ธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองคกรอิสระตามรัฐ ธรรมนูญ ซึ่งประธานศาลและประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น มาตรา ๑๔๐ การพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาใหกระทําเปนสามวาระ ดังตอไปนี้ (๑) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ และในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลําดับมาตรา ใหถือเสียงขางมากของแตละสภา (๒) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สาม ตองมีคะแนนเสียงเห็นชอบดวยในการที่จะใหออกใชเปนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา ใหนําบทบัญญัติในหมวด ๖ สวนที่ ๗ การตราพระราชบัญญัติ มาใชบังคับกับการพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดวยโดยอนุโลม
    • หนา ๕๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔๑ เมื่อรัฐสภาใหความเห็นชอบกับรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญแลวกอ นนําขึ้น ทูลเกลาทูลกระหมอมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ใหสงศาลรัฐ ธรรมนูญพิจารณาความชอบดวยรัฐธรรมนูญซึ่งตองกระทําใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับเรื่อง คํ า วิ นิ จ ฉั ย ของศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ที่ วิ นิ จ ฉั ย ว า ร า งพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ใดมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ ใหขอความที่ขัดหรือแยงนั้นเปนอันตกไป ในกรณีที่วินิจฉัยวาขอความดังกลาวเปนสาระสําคัญหรือรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ ใหรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเปนอันตกไป ในกรณี ที่คําวิ นิจฉัยของศาลรัฐ ธรรมนูญ มีผลทํา ใหขอ ความที่ ขัดหรื อ แยงต อรัฐ ธรรมนู ญเปนอันตกไปตามวรรคสอง ใหสงรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นกลับคืนสภาผูแทนราษฎรและวุ ฒิส ภาเพื่อ พิ จารณาตามลํ า ดับ ในกรณี เช น วา นี้ ให สภาผูแ ทนราษฎรหรื อ วุฒิ สภาพิจ ารณาแกไขเพิ่ม เติม เพื่อมิใหขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญได โดยมติในการแกไขเพิ่ม เติม ใหใ ชคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา แลวใหนายกรัฐมนตรีดําเนินการตามมาตรา ๙๐ และมาตรา ๑๕๐ หรือมาตรา ๑๕๑ แลวแตกรณี ตอไป สวนที่ ๗ การตราพระราชบัญญัติ มาตรา ๑๔๒ ภายใตบังคับมาตรา ๑๓๙ รางพระราชบัญญัติจะเสนอไดก็แตโดย (๑) คณะรัฐมนตรี (๒) สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวายี่สิบคน (๓) ศาลหรือองคกรอิสระตามรัฐ ธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดองคกรและกฎหมายที่ประธานศาลและประธานองคกรนั้นเปนผูรักษาการ หรือ (๔) ผูมีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไมนอยกวาหนึ่งหมื่นคนเขาชื่อเสนอกฎหมายตามมาตรา ๑๖๓ ในกรณีท่ีรางพระราชบัญญัติซึ่งมีผูเสนอตาม (๒) (๓) หรือ (๔) เปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงินจะเสนอไดก็ตอเมื่อมีคํารับรองของนายกรัฐมนตรี
    • หนา ๕๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในกรณีที่ประชาชนไดเสนอรางพระราชบัญญัติใดตาม (๔) แลว หากบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)ไดเสนอรางพระราชบัญญัติที่มีหลักการเดียวกับรางพระราชบัญญัตินั้นอีก ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๖๓วรรคสี่ มาใชบังคับกับการพิจารณารางพระราชบัญญัตินั้นดวย รางพระราชบัญญัติใหเสนอตอสภาผูแทนราษฎรกอน ในการเสนอรางพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่งตองมีบัน ทึกวิเคราะหสรุปสาระสําคัญของรางพระราชบัญญัติเสนอมาพรอมกับรางพระราชบัญญัติดวย รางพระราชบัญญัติที่เสนอตอรัฐสภาตองเปดเผยใหประชาชนทราบและใหประชาชนสามารถเขาถึงขอมูลรายละเอียดของรางพระราชบัญญัตินั้นไดโดยสะดวก มาตรา ๑๔๓ รางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน หมายความถึงรางพระราชบัญญัติวาดวยเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังตอไปนี้ (๑) การตั้งขึ้น ยกเลิก ลด เปลี่ยนแปลง แกไข ผอน หรือวางระเบียบการบังคับอันเกี่ยวกับภาษีหรืออากร (๒) การจัดสรร รั บ รักษา หรือจายเงิน แผ น ดิน หรือการโอนงบประมาณรายจายของแผนดิน (๓) การกูเงิน การค้ําประกัน การใชเงินกู หรือการดําเนินการที่ผูกพันทรัพยสินของรัฐ (๔) เงินตรา ในกรณีท่เี ปนที่สงสัยวารางพระราชบัญญัติใดเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงินที่จะตองมี คํ า รั บ รองของนายกรั ฐ มนตรี ห รื อ ไม ให เ ป น อํ า นาจของที่ ป ระชุ ม ร ว มกั น ของประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผูแทนราษฎรทุกคณะ เปนผูวินิจฉัย ใหประธานสภาผูแทนราษฎรจัดใหมีการประชุมรวมกันเพื่อพิจารณากรณีตามวรรคสอง ภายในสิบหาวันนับแตวันที่มกรณีดังกลาว ี มติของที่ประชุมรวมกันตามวรรคสอง ใหใชเสียงขางมากเปนประมาณ ถาคะแนนเสียงเทากันใหประธานสภาผูแทนราษฎรออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเปนเสียงชี้ขาด มาตรา ๑๔๔ รางพระราชบัญญัติใ ดที่สมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปน ผูเ สนอและในขั้น รับหลักการไมเป น รา งพระราชบัญ ญัติเกี่ ยวด วยการเงิน แต สภาผูแ ทนราษฎรไดแ ก ไขเพิ่ม เติม และประธานสภาผูแทนราษฎรเห็นวาการแกไขเพิ่มเติมนั้นทําใหมีลักษณะเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน ใหประธานสภาผูแทนราษฎรสั่งระงับการพิจารณาไวกอน และภายในสิบหาวันนับแตวันที่มี
    • หนา ๕๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐กรณีดัง กลาว ใหประธานสภาผูแ ทนราษฎรสงรา งพระราชบัญญั ตินั้น ไปใหที่ประชุม รว มกัน ของประธานสภาผู แ ทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิ ก ารสามั ญ ของสภาผู แ ทนราษฎรทุ ก คณะเปนผูวินิจฉัย ในกรณี ที่ ที่ ป ระชุ ม ร ว มกั น ตามวรรคหนึ่ ง วิ นิ จ ฉั ย ว า การแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม นั้ น ทํ า ใหรางพระราชบัญญัตินั้นมีลักษณะเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน ใหประธานสภาผูแทนราษฎรสงรางพระราชบัญญัตินั้นไปใหนายกรัฐมนตรีรับรอง ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไมใหคํารับรอง ใหสภาผูแทนราษฎรดําเนินการแกไขเพื่อมิใหรางพระราชบัญญัตินั้นเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน มาตรา ๑๔๕ รา งพระราชบั ญ ญั ติที่ ค ณะรัฐ มนตรี ร ะบุไ ว ใ นนโยบายที่ แ ถลงต อรั ฐ สภาตามมาตรา ๑๗๖ ว า จํ า เป น ต อ การบริ ห ารราชการแผ น ดิ น หากสภาผู แ ทนราษฎรมี ม ติ ไ ม ใ หความเห็นชอบ และคะแนนเสียงที่ไมใหความเห็นชอบไมถึงกึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั้งหมดเทาที่มีอยู คณะรัฐมนตรีอาจขอใหรัฐสภาประชุมรวมกันเพื่อมีมติอีกครั้งหนึ่ง หากรัฐสภามีมติให ค วามเห็ น ชอบให ตั้ ง บุ ค คลซึ่ ง เป น หรื อ มิ ไ ด เ ป น สมาชิ ก ของแต ล ะสภามี จํ า นวนเท า กั น ตามที่ ค ณะรั ฐ มนตรี เ สนอ ประกอบกั น เป น คณะกรรมาธิ ก ารร ว มกั น ของรั ฐ สภาเพื่ อ พิ จ ารณารางพระราชบัญญัตินั้น และใหคณะกรรมาธิการรวมกันของรัฐสภารายงานและเสนอรางพระราชบัญญัติที่ไดพิจารณาแลวตอรัฐสภา ถารัฐสภามีมติเห็นชอบดวยรางพระราชบัญญัตินั้น ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถารัฐสภามีมติไมใหความเห็นชอบ ใหรางพระราชบัญญัตินั้นเปนอันตกไป มาตรา ๑๔๖ ภายใตบังคับมาตรา ๑๖๘ เมื่อสภาผูแทนราษฎรไดพิจารณารางพระราชบัญญัติที่เสนอตามมาตรา ๑๔๒ และลงมติเห็นชอบแลว ใหสภาผูแทนราษฎรเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นตอวุฒิสภา วุฒิสภาตองพิจารณารางพระราชบัญญัติที่เสนอมานั้น ใหเสร็จภายในหกสิบวัน แตถารางพระราชบัญญัตินั้นเปน รางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน ตองพิจารณาใหเสร็จภายในสามสิบวันทั้งนี้ เวนแตวุฒิสภาจะไดลงมติใหขยายเวลาออกไปเปนกรณีพิเศษซึ่งตองไมเกินสามสิบวัน กําหนดวันดังกลาวใหหมายถึงวันในสมัยประชุม และใหเริ่มนับแตวันที่รางพระราชบัญญัตินั้นมาถึงวุฒิสภา ระยะเวลาดังกลาวในวรรคหนึ่ง ไมใ หนับรวมระยะเวลาที่อยูใ นระหวางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๔๙ ถาวุฒิสภาพิจารณารางพระราชบัญญัติไมเสร็จภายในกําหนดเวลาที่กลาวในวรรคหนึ่ง ใหถือวาวุฒิสภาไดใหความเห็นชอบในรางพระราชบัญญัตินั้น
    • หนา ๕๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในกรณี ที่ ส ภาผู แ ทนราษฎรเสนอร า งพระราชบั ญ ญั ติ เ กี่ ย วด ว ยการเงิ น ไปยั ง วุ ฒิ ส ภาใหประธานสภาผูแทนราษฎรแจงไปดวยวารางพระราชบัญญัติที่เสนอไปนั้นเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน คําแจงของประธานสภาผูแทนราษฎรใหถือเปนเด็ดขาด ในกรณีที่ประธานสภาผูแทนราษฎรมิไดแจงไปวารางพระราชบัญญัติใดเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน ใหถอวารางพระราชบัญญัตินั้นไมเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน ื มาตรา ๑๔๗ ภายใตบังคับมาตรา ๑๖๘ เมื่อวุฒิสภาไดพิจารณารางพระราชบัญญัติเสร็จแลว (๑) ถาเห็นชอบดวยกับสภาผูแทนราษฎร ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ (๒) ถาไมเห็นชอบดวยกับสภาผูแทนราษฎร ใหยับยั้งรางพระราชบัญญัตินั้นไวกอน และสงรางพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผูแทนราษฎร (๓) ถาแกไขเพิ่มเติม ใหสงรางพระราชบัญญัติตามที่แกไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผูแทนราษฎรถ า สภาผู แ ทนราษฎรเห็ น ชอบด ว ยกั บ การแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม ให ดํ า เนิ น การต อ ไปตามมาตรา ๑๕๐ถาเปนกรณีอื่น ใหแตละสภาตั้งบุคคลซึ่งเปน หรือมิไดเปน สมาชิกแหงสภานั้น ๆ มีจํานวนเทากันตามที่ สภาผู แ ทนราษฎรกําหนด ประกอบเปน คณะกรรมาธิ การร วมกัน เพื่อพิ จารณารา งนั้น และใหคณะกรรมาธิการรวมกันรายงานและเสนอรางพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการรวมกันไดพิจารณาแลวตอสภาทั้งสอง ถาสภาทั้งสองตางเห็นชอบดวยรางพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการรวมกันไดพิจารณาแลว ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถาสภาใดสภาหนึ่งไมเห็นชอบดวย ก็ใหยับยั้งรางพระราชบัญญัตินั้นไวกอน คณะกรรมาธิการรวมกันอาจเรียกเอกสารจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาแถลงขอเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในการพิจารณารางพระราชบัญญัติได และเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๓๐ นั้นใหคุมครองถึงบุคคลผูกระทําหนาที่ตามมาตรานี้ดวย  การประชุมคณะกรรมาธิการรวมกันตองมีกรรมาธิการของสภาทั้งสองมาประชุมไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมดจึงจะเปนองคประชุม และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๓๗ มาใชบังคับโดยอนุโลม ถาวุฒิสภาไมสงรางพระราชบัญญัติคืนไปยังสภาผูแทนราษฎรภายในกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๔๖ใหถือวาวุฒิสภาไดใหความเห็นชอบในรางพระราชบัญญัตินั้น และใหดําเนินการตามมาตรา ๑๕๐ ตอไป มาตรา ๑๔๘ รางพระราชบัญญัติที่ตองยับยั้งไวตามมาตรา ๑๔๗ นั้น สภาผูแทนราษฎรจะยกขึ้ น พิ จ ารณาใหม ไ ด ต อ เมื่ อ เวลาหนึ่ ง ร อ ยแปดสิ บ วั น ได ล ว งพ น ไปนั บ แต วั น ที่ วุ ฒิ ส ภาส ง
    • หนา ๕๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐รางพระราชบัญญั ตินั้ น คื น ไปยัง สภาผู แ ทนราษฎร สํ าหรับกรณี การยั บยั้ง ตามมาตรา ๑๔๗ (๒)และนับแตวันที่สภาใดสภาหนึ่งไมเห็นชอบดวย สําหรับกรณีการยับยั้งตามมาตรา ๑๔๗ (๓) ในกรณีเชน วานี้ ถาสภาผู แ ทนราษฎรลงมติยืน ยัน รางเดิมหรือรา งที่คณะกรรมาธิการรวมกัน พิจารณาดว ยคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรแลว ใหถือวารางพระราชบัญญัตินั้นเปนอันไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา และใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถารางพระราชบัญญัติที่ตองยับยั้งไวเปนรางพระราชบัญญัติเกี่ยวดวยการเงิน สภาผูแทนราษฎรอาจยกรางพระราชบัญญัตินั้นขึ้น พิจารณาใหมไดทันที ในกรณีเชนวานี้ ถาสภาผูแทนราษฎรลงมติยืนยันรางเดิมหรือรางที่คณะกรรมาธิการรวมกันพิจารณาดวยคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรแลว ใหถือวารางพระราชบัญญัตินั้นเปนอันไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา และใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ มาตรา ๑๔๙ ในระหว า งที่ มี ก ารยั บ ยั้ ง ร า งพระราชบั ญ ญั ติ ใ ดตามมาตรา ๑๔๗คณะรัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจะเสนอรางพระราชบัญญัติท่ีมีหลักการอยางเดียวกันหรือคลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติที่ตองยับยั้งไวมิได ในกรณีที่สภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเห็นวารางพระราชบัญญัติที่เสนอหรือสงใหพิจารณานั้น เปนรางพระราชบัญญัติที่มหลักการอยางเดียวกันหรือคลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติ ีที่ตองยับยั้ งไว ให ประธานสภาผูแ ทนราษฎรหรือ ประธานวุ ฒิสภาสงร างพระราชบัญญั ติดัง กลา วใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาเปนรางพระราชบัญญัติที่มีหลักการอยางเดียวกันหรือคลายกันกับหลักการของรางพระราชบัญญัติที่ตองยับยั้งไว ใหรางพระราชบัญญัตินั้นเปนอันตกไป มาตรา ๑๕๐ รางพระราชบัญญัติที่ไดรับความเห็นชอบของรัฐสภาแลว ใหนายกรัฐมนตรีนําขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายภายในยี่สิบวันนับแตวัน ที่ไดรับรางพระราชบัญญัตินั้นจากรัฐ สภาเพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธย และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว ใหใชบังคับเปนกฎหมายได มาตรา ๑๕๑ รางพระราชบัญญัติใด พระมหากษัตริยไมทรงเห็นชอบดวยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพนเกาสิบวันแลวมิไดพระราชทานคืนมา รัฐสภาจะตองปรึกษารางพระราชบัญญัตินั้นใหม ถารัฐสภามีมติยนยันตามเดิมดวยคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมด ืเทาที่มีอยูของทั้งสองสภาแลว ใหนายกรัฐ มนตรีนํารางพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระมหากษัตริยมิไดทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายในสามสิบวัน
    • หนา ๕๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ใหนายกรัฐมนตรีนําพระราชบัญญัตินั้นประกาศในราชกิจจานุเบกษาใชบังคับเปนกฎหมายไดเสมือนหนึ่งวาพระมหากษัตริยไดทรงลงพระปรมาภิไธยแลว มาตรา ๑๕๒ การพิจ ารณารา งพระราชบั ญญั ติที่ ประธานสภาผูแ ทนราษฎรวิ นิจ ฉัย วา มีสาระสําคัญเกี่ยวกับเด็ก เยาวชน สตรี ผูสูงอายุ หรือผูพิการหรือทุพพลภาพ หากสภาผูแทนราษฎรมิไดพิจารณาโดยกรรมาธิการเต็มสภา ใหสภาผูแทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นประกอบดวยผูแทนองคการเอกชนเกี่ยวกับบุคคลประเภทนั้นมีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนกรรมาธิการทั้งหมด ทั้งนี้ โดยมีสัดสวนหญิงและชายที่ใกลเคียงกัน มาตรา ๑๕๓ ในกรณีที่อายุของสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎรรางรัฐ ธรรมนูญแกไขเพิ่ม เติมหรือบรรดารางพระราชบัญญัติที่พระมหากษัตริยไมทรงเห็นชอบดวยหรือเมื่อพนเกาสิบวันแลวมิไดพระราชทานคืนมา ใหเปนอันตกไป ในกรณีที่อายุของสภาผูแ ทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร ภายหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอันเปนการเลือกตั้งทั่วไป รัฐ สภา สภาผูแทนราษฎร หรือวุฒิสภาแลวแตกรณี จะพิจารณารางรัฐ ธรรมนูญแกไขเพิ่ม เติม หรือรางพระราชบัญญัติที่รัฐ สภายังมิไดใ หความเห็นชอบตอไปได ถาคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหมภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปรองขอภายในหกสิบวันนับ แตวัน เรียกประชุม รัฐ สภาครั้งแรกหลังการเลือกตั้งทั่วไป และรัฐ สภามีม ติเห็น ชอบดวย แตถาคณะรั ฐ มนตรี มิ ไ ด ร อ งขอภายในกํ า หนดเวลาดั ง กล า ว ให ร า งรั ฐ ธรรมนู ญ แก ไ ขเพิ่ ม เติ ม หรื อรางพระราชบัญญัตินั้นเปนอันตกไป การพิ จารณาร า งรัฐ ธรรมนู ญ แกไ ขเพิ่ม เติ ม หรื อ รา งพระราชบัญ ญั ติ ตอ ไปตามวรรคสองใหเปนไปตามขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา หรือรัฐสภา แลวแตกรณี สวนที่ ๘ การควบคุมการตรากฎหมายที่ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๕๔ รางพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาใหความเห็นชอบแลว กอนที่นายกรัฐมนตรีจะนําขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายเพื่อพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธยตามมาตรา ๑๕๐ หรือรางพระราชบัญญัติใดที่รัฐสภาลงมติยืนยันตามมาตรา ๑๕๑ กอนที่นายกรัฐมนตรีจะนํารางพระราชบัญญัตินั้นขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายอีกครั้งหนึ่ง
    • หนา ๕๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๑) หากสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภารวมกันมี จํ า นวนไม น อ ยกว า หนึ่ ง ในสิ บ ของจํ า นวนสมาชิ ก ทั้ ง หมดเท า ที่ มี อ ยู ข องทั้ ง สองสภา เห็ น ว าร า งพระราชบั ญ ญั ติ ดั ง กล า วมี ข อ ความขั ด หรื อ แย ง ต อ รั ฐ ธรรมนู ญ นี้ หรื อ ตราขึ้ น โดยไม ถู ก ต อ งตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ ใหเสนอความเห็นตอประธานสภาผูแทนราษฎร ประธานวุฒิสภาหรือประธานรัฐสภา แลวแตกรณี แลวใหประธานแหงสภาที่ไดรับความเห็นดังกลาวสงความเห็นนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจงใหนายกรัฐมนตรีทราบโดยไมชักชา (๒) หากนายกรั ฐ มนตรี เ ห็ น ว า ร า งพระราชบั ญ ญั ติ ดั ง กล า วมี ข อ ความขั ด หรื อ แย ง ต อรัฐธรรมนูญนี้ หรือตราขึ้นโดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ ใหสงความเห็นเชนวานั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย และแจงใหประธานสภาผูแทนราษฎรและประธานวุฒิสภาทราบโดยไมชักชา ในระหว า งที่ ศ าลรั ฐ ธรรมนู ญ พิ จ ารณาวิ นิ จ ฉั ย ให น ายกรั ฐ มนตรี ร ะงั บ การดํ า เนิ น การเพื่อประกาศใชรางพระราชบัญญัติดังกลาวไวจนกวาศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย  ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวารางพระราชบัญญัตินั้นมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐ ธรรมนูญนี้หรือตราขึ้น โดยไมถูกตองตามบทบัญญัติแ หงรัฐ ธรรมนูญนี้ และขอความดังกลาวเปน สาระสําคัญใหรางพระราชบัญญัตินั้นเปนอันตกไป ถาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวารางพระราชบัญญัตินั้นมีขอความขัดหรือแยงตอรัฐ ธรรมนูญนี้แตมใชกรณีตามวรรคสาม ใหขอความที่ขัดหรือแยงนั้นเปนอันตกไป และใหนายกรัฐมนตรีดําเนินการ ิตามมาตรา ๑๕๐ หรือมาตรา ๑๕๑ แลวแตกรณี ตอไป มาตรา ๑๕๕ บทบัญญัติมาตรา ๑๕๔ ใหนํามาใชบังคับกับรางขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎรรางขอบังคับการประชุม วุฒิสภา และรางขอบังคับการประชุม รัฐ สภา ที่สภาผูแทนราษฎร วุฒิสภาหรือรัฐสภา แลวแตกรณี ใหความเห็นชอบแลว แตยังมิไดประกาศในราชกิจจานุเบกษาดวยโดยอนุโลม สวนที่ ๙ การควบคุมการบริหารราชการแผนดิน มาตรา ๑๕๖ สมาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรหรื อ สมาชิก วุ ฒิ ส ภาทุ ก คนมีสิ ท ธิ ตั้ ง กระทู ถ ามรัฐมนตรีในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหนาที่ได แตรัฐมนตรียอมมีสิทธิท่จะไมตอบเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นวา ีเรื่องนั้นยังไมควรเปดเผยเพราะเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือประโยชนสําคัญของแผนดิน
    • หนา ๕๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๑๕๗ การบริหารราชการแผนดินเรื่องใดที่เปนปญหาสําคัญที่อยูในความสนใจของประชาชน เปน เรื่องที่กระทบถึงประโยชนของประเทศชาติหรือประชาชน หรือที่เปน เรื่องเรงดวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรอาจแจงเปนลายลักษณอักษรตอประธานสภาผูแทนราษฎรกอนเริ่มประชุมในวันนั้นวาจะถามนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผูรับผิดชอบในการบริหารราชการแผนดินเรื่องนั้นโดยไมตองระบุคําถาม และใหประธานสภาผูแทนราษฎรบรรจุเรื่องดังกลาวไวในวาระการประชุมวันนั้น การถามและการตอบกระทู ต ามวรรคหนึ่ ง ให ก ระทํ า ได สั ป ดาห ล ะหนึ่ ง ครั้ ง และใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรผูนั้น ตั้งกระทูถามดวยวาจาเรื่องการบริหารราชการแผน ดินนั้น ไดเรื่องละไมเกินสามครั้ง ทั้งนี้ ตามขอบังคับการประชุมสภาผูแทนราษฎร มาตรา ๑๕๘ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท าที่มี อยู ของสภาผู แ ทนราษฎร มี สิท ธิเข าชื่ อเสนอญัต ติข อเปดอภิป รายทั่ วไปเพื่ อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรี ญัตติดังกลาวตองเสนอชื่อผูสมควรดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีคนตอไปซึ่งเปน บุคคลตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง ดวย และเมื่อไดมีการเสนอญัตติแ ลว จะมีการยุบสภาผูแทนราษฎรมิได เวนแตจะมีการถอนญัตติหรือการลงมตินั้นไมไดคะแนนเสียงตามวรรคสาม การเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปตามวรรคหนึ่ง ถาเปน เรื่องที่ เกี่ยวกับพฤติกรรมของนายกรัฐ มนตรีท่ีมีพฤติการณรํ่ารวยผิดปกติ สอไปในทางทุจริตตอหนาที่ราชการ หรือจงใจฝาฝนบทบั ญ ญั ติ แ ห ง รั ฐ ธรรมนู ญ หรื อ กฎหมาย จะเสนอโดยไม มี ก ารยื่ น คํ า ร อ งขอตามมาตรา ๒๗๑กอนมิได และเมื่อไดมีการยื่นคํารองขอตามมาตรา ๒๗๑ แลว ใหดําเนินการตอไปไดโดยไมตองรอผลการดําเนินการตามมาตรา ๒๗๒ เมื่อการอภิปรายทั่วไปสิ้นสุดลงโดยมิใชดวยมติใหผานระเบียบวาระเปดอภิปรายนั้นไปใหสภาผูแทนราษฎรลงมติไววางใจหรือไมไววางใจ การลงมติในกรณีเชนวานี้มิใหกระทําในวันเดียวกับวันที่การอภิปรายสิ้นสุด มติไมไววางใจตองมีคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร ในกรณีที่มติไมไววางใจมีคะแนนเสียงไมมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายนั้น เปนอันหมดสิทธิที่จะเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไมไววางใจนายกรัฐมนตรีอีกตลอดสมัยประชุมนั้น
    • หนา ๖๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในกรณีที่มติไมไววางใจมีคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแ ทนราษฎร ใหป ระธานสภาผู แ ทนราษฎรนํา ชื่ อผู ที่ ได รั บ การเสนอชื่ อตามวรรคหนึ่ งกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป และมิใหนํามาตรา ๑๗๒ มาใชบังคับ มาตรา ๑๕๙ สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหกของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท าที่มี อยู ของสภาผู แ ทนราษฎร มี สิท ธิเข าชื่ อเสนอญัต ติข อเปดอภิป รายทั่ วไปเพื่ อลงมติไมไววางใจรัฐมนตรีเปน รายบุคคล และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๘ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ มาใชบังคับโดยอนุโลม รัฐ มนตรีคนใดพน จากตําแหนงเดิม แตยังคงเปน รัฐ มนตรีใ นตําแหนงอื่นภายหลังจากวัน ที่สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรเขาชื่อตามวรรคหนึ่ง ใหรัฐ มนตรีคนนั้ น ยังคงตองถูกอภิปรายเพื่อลงมติไมไววางใจตามวรรคหนึ่งตอไป ใหนําความในวรรคสองมาใชบังคับกับรัฐมนตรีผูซึ่งพนจากตําแหนงเดิมไมเกินเกาสิบวันกอนวั น ที่ ส มาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรเข า ชื่ อ ตามวรรคหนึ่ ง แต ยั ง คงเป น รั ฐ มนตรี ใ นตํ า แหน ง อื่ น ด ว ยโดยอนุโลม มาตรา ๑๖๐ ในกรณี ท่ีส มาชิ กสภาผู แ ทนราษฎรที่ มิ ไ ดอ ยู ใ นพรรคการเมื อ งที่ ส มาชิ กในสังกัดของพรรคนั้นดํารงตําแหนงรัฐมนตรีมีจํานวนไมถึงเกณฑที่จะเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ ใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจํานวนมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรดังกลาวทั้งหมดเทาที่มีอยูมีสิทธิเขาชื่อเสนอญัตติขอเปดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม ไว วางใจนายกรัฐ มนตรี ห รือ รัฐ มนตรี เป น รายบุ คคลตามมาตรา ๑๕๘ หรื อมาตรา ๑๕๙ ไดเมื่อคณะรัฐมนตรีไดบริหารราชการแผนดินมาเกินกวาสองปแลว มาตรา ๑๖๑ สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท า ที่ มี อยู ข องวุ ฒิส ภา มีสิ ท ธิ เ ข าชื่ อ ขอเปด อภิ ป รายทั่ ว ไปในวุ ฒิ ส ภาเพื่ อ ให คณะรั ฐ มนตรี แ ถลงขอเท็จจริงหรือชี้แจงปญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินโดยไมมีการลงมติ การขอเปดอภิปรายทั่วไปตามมาตรานี้ จะกระทําไดครั้งเดียวในสมัยประชุมหนึ่ง มาตรา ๑๖๒ ในกรณีที่มีการประชุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อตั้งกระทูถามในเรื่องใดเกี่ยวกับงานในหนาที่ หรือการอภิปรายไมไววางใจนายกรัฐ มนตรีหรือรัฐ มนตรีผูใด ใหเปนหนาที่ของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผูนั้นตองเขารวมประชุมสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภาเพื่อชี้แจงหรือตอบกระทูถามในเรื่องนั้น ดวยตนเอง เวนแตมีเหตุจําเปน อันมิอาจหลีกเลี่ยงไดทําใหไมอาจเขาชี้แจง
    • หนา ๖๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐หรื อ ตอบกระทู แต ต อ งแจ ง ให ป ระธานสภาผู แ ทนราษฎรหรื อ ประธานวุ ฒิ ส ภาทราบก อ นหรื อในวันประชุมสภาในเรื่องดังกลาว สมาชิกสภาผูแทนราษฎรมีอสระจากมติพรรคการเมืองในการตั้งกระทูถาม การอภิปราย และ ิการลงมติในการอภิปรายไมไววางใจ หมวด ๗ การมีสวนรวมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน มาตรา ๑๖๓ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งไมนอยกวาหนึ่งหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานรัฐสภาเพื่อใหรัฐสภาพิจารณารางพระราชบัญญัติตามที่กําหนดในหมวด ๓ และหมวด ๕ แหงรัฐธรรมนูญนี้ คํารองขอตามวรรคหนึ่งตองจัดทํารางพระราชบัญญัติเสนอมาดวย หลักเกณฑและวิธีการเขาชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการพิจารณารางพระราชบัญญัติตามวรรคหนึ่ง สภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาตองใหผูแทนของประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นชี้แจงหลักการของรางพระราชบัญญัติและคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารางพระราชบัญญัติดังกลาวจะตองประกอบดวยผูแทนของประชาชนผูมสทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอรางพระราชบัญญัตินั้นจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวน ี ิกรรมาธิการทั้งหมดดวย มาตรา ๑๖๔ ประชาชนผูมสิทธิเลือกตั้งจํานวนไมนอยกวาสองหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอ ีประธานวุฒิสภาเพื่อใหวุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตําแหนงได คํา รอ งขอตามวรรคหนึ่ง ตอ งระบุ พฤติก ารณ ที่ก ลา วหาว าผู ดํา รงตํ าแหน งดั งกลา วกระทํ าความผิดเปนขอ ๆ ใหชัดเจน หลักเกณฑ วิธการ และเงื่อนไขในการที่ประชาชนจะเขาชื่อรองขอตามวรรคหนึ่ง ใหเปนไป ีตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา ๑๖๕ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งยอมมีสิทธิออกเสียงประชามติ การจัดใหมการออกเสียงประชามติใหกระทําไดในเหตุ ดังตอไปนี้ ี (๑) ในกรณีที่คณะรั ฐ มนตรีเห็น ว ากิจการในเรื่ องใดอาจกระทบถึงประโยชนไดเสียของประเทศชาติ ห รื อ ประชาชน นายกรั ฐ มนตรี โ ดยความเห็ น ชอบของคณะรั ฐ มนตรี อ าจปรึ ก ษา
    • หนา ๖๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ประธานสภาผูแ ทนราษฎรและประธานวุฒิสภาเพื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาใหมีการออกเสียงประชามติได (๒) ในกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติใหมีการออกเสียงประชามติ การออกเสียงประชามติตาม (๑) หรือ (๒) อาจจัดใหเปนการออกเสียงเพื่อมีขอยุติโดยเสียงขางมากของผูมีสิทธิออกเสียงประชามติในปญหาที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ หรือเปนการออกเสียงเพื่อใหคําปรึกษาแกคณะรัฐมนตรีก็ได เวนแตจะมีกฎหมายบัญญัติไวเปนการเฉพาะ การออกเสียงประชามติตองเปนการใหออกเสียงเห็นชอบหรือไมเห็นชอบในกิจการตามที่จัดใหมีการออกเสียงประชามติ และการจัดการออกเสียงประชามติในเรื่องที่ขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญหรือเกี่ยวกับตัวบุคคลหรือคณะบุคคล จะกระทํามิได ก อ นการออกเสี ย งประชามติ รั ฐ ต อ งดํ า เนิ น การให ข อ มู ล อย า งเพี ย งพอ และให บุ ค คลฝายที่เห็นชอบและไมเห็นชอบกับกิจการนั้น มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของตนไดอยางเทาเทียมกัน หลักเกณฑและวิธีการออกเสียงประชามติใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ ซึ่งอยางนอยตองกําหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการออกเสียงประชามติระยะเวลาในการดําเนินการ และจํานวนเสียงประชามติ เพื่อมีขอยุติ หมวด ๘ การเงิน การคลัง และงบประมาณ มาตรา ๑๖๖ งบประมาณรายจายของแผนดินใหทําเปนพระราชบัญญัติ ถาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณออกไมทันปงบประมาณใหม ใหใชกฎหมายวาดวยงบประมาณรายจายในปงบประมาณปกอนนั้นไปพลางกอน มาตรา ๑๖๗ ในการนําเสนอรางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณตองมีเอกสารประกอบซึ่งรวมถึงประมาณการรายรับ และวัตถุประสงค กิจกรรม แผนงาน โครงการในแตละรายการของการใชจายงบประมาณใหชัดเจน รวมทั้งตองแสดงฐานะการเงิน การคลังของประเทศเกี่ยวกับภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดจากการใชจายและการจัดหารายได ประโยชนและการขาดรายไดจากการยกเวนภาษีเฉพาะรายในรูปแบบตาง ๆ ความจําเปนในการตั้งงบประมาณผูกพัน
    • หนา ๖๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ขามป ภาระหนี้และการกอหนี้ของรัฐและฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจ ในปที่ขออนุมัติงบประมาณนั้นและปงบประมาณที่ผานมาเพื่อใชประกอบการพิจารณาดวย หากรายจายใดไมสามารถจัดสรรงบประมาณใหแกหนวยราชการ รัฐวิสาหกิจหรือหนวยงานอื่นใดของรัฐไดโดยตรง ใหจัดไวในรายการรายจายงบกลาง โดยตองแสดงเหตุผลและความจําเปนในการกําหนดงบประมาณรายจายงบกลางนั้นดวย ให มี ก ฎหมายการเงิ น การคลั ง ของรั ฐ เพื่ อ กํ าหนดกรอบวิ นั ย การเงิน การคลั ง ซึ่ ง รวมถึ งหลักเกณฑเกี่ยวกับการวางแผนการเงินระยะปานกลาง การจัดหารายได การกําหนดแนวทางในการจัดทํางบประมาณรายจายของแผนดิน การบริหารการเงินและทรัพยสิน การบัญชี กองทุนสาธารณะการกอหนี้หรือการดําเนิน การที่ผูกพันทรัพยสินหรือภาระทางการเงินของรัฐ หลักเกณฑการกําหนดวงเงินสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปน และการอื่นที่เกี่ยวของ ซึ่งจะตองใชเปนกรอบในการจัดหารายได กํากับการใชจายเงินตามหลักการรักษาเสถียรภาพ พัฒนาทางเศรษฐกิจอยางยั่งยืน และความเปนธรรมในสังคม มาตรา ๑๖๘ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพิ่มเติม และรางพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจาย สภาผูแทนราษฎรจะตองวิเคราะหและพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหนึ่งรอยหาวันนับแตวัน ที่รางพระราชบัญญัติดังกลาวมาถึงสภาผูแทนราษฎร ถาสภาผูแทนราษฎรพิจารณารางพระราชบัญญัตินั้นไมแลวเสร็จภายในกําหนดเวลาที่กลาวในวรรคหนึ่ง ใหถือวาสภาผูแทนราษฎรไดใ หความเห็นชอบในรางพระราชบัญญัตินั้นและใหเสนอรางพระราชบัญญัติดังกลาวตอวุฒิสภา ในการพิจารณาของวุฒิสภา วุฒิสภาจะตองใหความเห็นชอบหรือไมใหความเห็นชอบภายในยี่ สิ บ วั น นั บ แต วั น ที่ ร า งพระราชบั ญ ญั ติ นั้ น มาถึ ง วุ ฒิ ส ภา โดยจะแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม ใด ๆ มิ ไ ดถาพนกําหนดเวลาดังกลาวใหถือวาวุฒิสภาไดใหความเห็นชอบในรางพระราชบัญญัตินั้น ในกรณีเชนนี้และในกรณีที่วุฒิสภาใหความเห็นชอบ ใหดําเนินการตอไปตามมาตรา ๑๕๐ ถารางพระราชบัญญัติดังกลาววุฒิสภาไมเห็นชอบดวย ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๔๘ วรรคสองมาใชบังคับโดยอนุโลม ในการพิจารณารางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณ รางพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพิ่มเติม และรางพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจาย สมาชิกสภาผูแทนราษฎร
    • หนา ๖๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐จะแปรญัตติเพิ่มเติมรายการหรือจํานวนในรายการมิได แตอาจแปรญัตติในทางลดหรือตัดทอนรายจายซึ่งมิใชรายจายตามขอผูกพันอยางใดอยางหนึ่ง ดังตอไปนี้ (๑) เงินสงใชตนเงินกู (๒) ดอกเบี้ยเงินกู (๓) เงินที่กําหนดใหจายตามกฎหมาย ในการพิจารณาของสภาผูแทนราษฎร วุฒิสภา หรือของคณะกรรมาธิการ การเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทําดวยประการใด ๆ ที่มีผลใหสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีสวนไมวาโดยทางตรงหรือทางออมในการใชงบประมาณรายจาย จะกระทํามิได ในกรณีที่ส มาชิ กสภาผูแ ทนราษฎรหรือ สมาชิกวุฒิ สภา มี จํานวนไม นอยกวา หนึ่ง ในสิ บของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา เห็นวามีการกระทําฝาฝนบทบัญญัติตามวรรคหกใหเสนอความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา และศาลรัฐธรรมนูญตองพิจารณาวินิจฉัยภายในเจ็ดวัน นับ แตวัน ที่ไดรับความเห็น ดังกลาว ในกรณีที่ศ าลรัฐ ธรรมนูญวินิจฉัยวามีการกระทําฝาฝนบทบัญญัติตามวรรคหก ใหการเสนอ การแปรญัตติหรือการกระทําดังกลาวสิ้นผลไป รัฐตองจัดสรรงบประมาณใหเพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญศาลยุติธรรม ศาลปกครองและองคกรตามรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณางบประมาณรายจายของรัฐสภา ศาล และองคกรตามวรรคแปด หากหนวยงานนั้นเห็น วางบประมาณรายจายที่ไดรับการจัดสรรใหนั้น ไมเพียงพอ ใหสามารถเสนอคําขอแปรญัตติตอคณะกรรมาธิการไดโดยตรง มาตรา ๑๖๙ การจ า ยเงิ น แผ น ดิ น จะกระทํ า ได ก็ เ ฉพาะที่ ไ ด อ นุ ญ าตไว ใ นกฎหมายวาดวยงบประมาณรายจาย กฎหมายวาดวยวิธีการงบประมาณ กฎหมายเกี่ยวดวยการโอนงบประมาณหรือกฎหมายวาดวยเงินคงคลัง เวนแตในกรณีจําเปนเรงดวนรัฐบาลจะจายไปกอนก็ได แตตองเปนไปตามหลักเกณฑและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีเชน วานี้ตองตั้งงบประมาณรายจายเพื่อ ชดใชเงินคงคลังในพระราชบัญญัติโอนเงินงบประมาณรายจาย พระราชบัญญัติงบประมาณรายจายเพิ่มเติม หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปงบประมาณถัดไป ทั้งนี้ ใหกําหนดแหลงที่มาของรายไดเพื่อชดใชรายจายที่ไดใชเงินคงคลังจายไปกอนแลวดวย
    • หนา ๖๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในระหวางเวลาที่ประเทศอยูในภาวะสงครามหรือการรบ คณะรัฐมนตรีมีอํานาจโอนหรือนํารายจายที่กําหนดไวสําหรับหนวยราชการหรือรัฐวิสาหกิจใดไปใชในรายการที่แตกตางจากที่กําหนดไวในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจายประจําปไดทันที และใหรายงานรัฐสภาทราบโดยไมชักชา ในกรณีที่มีการโอนหรือนํารายจายตามงบประมาณที่กําหนดไวในรายการใดไปใชในรายการอื่นของหนวยราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ใหรฐบาลรายงานรัฐสภาเพื่อทราบทุกหกเดือน ั มาตรา ๑๗๐ เงิ น รายได ข องหน ว ยงานของรั ฐ ใดที่ ไ ม ต อ งนํ า ส ง เป น รายได แ ผ น ดิ นใหหนวยงานของรัฐ นั้นทํารายงานการรับและการใชจายเงินดังกลาว เสนอตอคณะรัฐมนตรีเมื่อสิ้นปงบประมาณทุกป และใหคณะรัฐมนตรีทํารายงานเสนอตอสภาผูแทนราษฎรและวุฒิสภาตอไป การใชจายเงินรายไดตามวรรคหนึ่งตองอยูภายใตกรอบวินัยการเงินการคลังตามหมวดนี้ดวย  หมวด ๙ คณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๑ พระมหากษั ต ริ ย ท รงแต ง ตั้ ง นายกรั ฐ มนตรี ค นหนึ่ ง และรั ฐ มนตรี อื่ น อี กไมเกิน สามสิ บหาคน ประกอบเปน คณะรัฐ มนตรี มีหนา ที่บริห ารราชการแผน ดิน ตามหลั กความรับผิดชอบรวมกัน นายกรัฐมนตรีตองเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรซึ่งไดรับแตงตั้งตามมาตรา ๑๗๒ ใหประธานสภาผูแทนราษฎรเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีจะดํารงตําแหนงติดตอกันเกินกวาแปดปมิได มาตรา ๑๗๒ ใหสภาผูแทนราษฎรพิจารณาใหความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรไดรับแตงตั้งเปน นายกรัฐ มนตรีใ หแ ลวเสร็จภายในสามสิบวันนับ แตวันที่มีการเรียกประชุม รัฐสภาเปนครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๗ การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ตองมีสมาชิกสภาผูแทนราษฎรไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรรับรอง มติ ข องสภาผู แ ทนราษฎรที่ เ ห็ น ชอบด ว ยในการแต ง ตั้ ง บุ ค คลใดให เ ป น นายกรั ฐ มนตรีตองมีคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร การลงมติในกรณีเชนวานี้ใหกระทําโดยการลงคะแนนโดยเปดเผย
    • หนา ๖๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๑๗๓ ในกรณีที่พนกําหนดสามสิบวัน นับแตวันที่มีการเรียกประชุม รัฐสภาเพื่อใหสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรไดมาประชุม เปน ครั้งแรกแลว ไมปรากฏวามีบุคคลใดไดรับคะแนนเสียงเห็นชอบใหไดรับแตงตั้งเปนนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม ใหประธานสภาผูแทนราษฎรนําความขึ้นกราบบังคมทูลภายในสิบหาวันนับแตวันที่พนกําหนดเวลาดังกลาวเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแตงตั้งบุคคลซึ่งไดรับคะแนนเสียงสูงสุดเปนนายกรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๔ รัฐมนตรีตองมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไมต่ํากวาสามสิบหาปบริบูรณ (๓) สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา (๔) ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๓) (๔) (๖) (๗) (๘) (๙) (๑๑)(๑๒) (๑๓) หรือ (๑๔) (๕) ไมเคยตองคําพิพากษาใหจําคุกโดยไดพนโทษมายังไมถึงหาปกอนไดรับแตงตั้ง เวนแตในความผิดอันไดกระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๖) ไมเป น สมาชิกวุ ฒิสภา หรือเคยเป น สมาชิกวุ ฒิสภาซึ่งสมาชิ กภาพสิ้น สุ ดลงมาแล วยังไมเกินสองปนับถึงวันที่ไดรับแตงตั้งเปนรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๕ ก อ นเข า รั บ หน า ที่ รั ฐ มนตรี ต อ งถวายสั ต ย ป ฏิ ญ าณต อ พระมหากษั ต ริ ยดวยถอยคํา ดังตอไปนี้ “ขาพระพุท ธเจา (ชื่ อผู ปฏิ ญาณ) ขอถวายสัตย ปฏิ ญาณว า ข าพระพุท ธเจา จะจงรัก ภัก ดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบั ติหนา ที่ดวยความซื่ อสัตยสุ จริต เพื่อประโยชนของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไวและปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยทุกประการ” มาตรา ๑๗๖ คณะรัฐมนตรีที่จะเขาบริหารราชการแผนดินตองแถลงนโยบายตอรัฐสภาและชี้แจงการดําเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแหงรัฐตามมาตรา ๗๕ โดยไมมีการลงมติความไววางใจทั้งนี้ ภายในสิบหาวันนับแตวันเขารับหนาที่ และเมื่อแถลงนโยบายตอรัฐสภาแลวตองจัดทําแผนการบริหารราชการแผนดิน เพื่อกําหนดแนวทางการปฏิบัติราชการแตละปตามมาตรา ๗๖ ก อ นแถลงนโยบายต อ รั ฐ สภาตามวรรคหนึ่ ง หากมี ก รณี ที่ สํ า คั ญ และจํ า เป น เร ง ด ว นซึ่งหากปลอ ยใหเนิ่น ชาไปจะกระทบตอประโยชนสําคัญของแผน ดิน คณะรัฐ มนตรีที่เขารับหนาที่จะดําเนินการไปพลางกอนเพียงเทาที่จําเปนก็ได
    • หนา ๖๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๑๗๗ รัฐมนตรียอมมีสิทธิเขาประชุมและแถลงขอเท็จจริงหรือแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมสภา และในกรณีที่สภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภามีมติใหเขาประชุมในเรื่องใด รัฐมนตรีตองเขารวมประชุม และใหนําเอกสิทธิ์ที่บัญญัติไวในมาตรา ๑๓๐ มาใชบังคับโดยอนุโลม ในการประชุมสภาผูแทนราษฎร ถารัฐมนตรีผูใดเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรในขณะเดียวกันดวยหามมิใ หรั ฐ มนตรีผูนั้ นออกเสีย งลงคะแนนในเรื่อ งที่เกี่ยวกั บการดํา รงตําแหน ง การปฏิบัติหนา ที่หรือการมีสวนไดเสียในเรื่องนั้น มาตรา ๑๗๘ ในการบริ ห ารราชการแผ น ดิ น รั ฐ มนตรี ต อ งดํ า เนิ น การตามบทบั ญ ญั ติแห งรั ฐ ธรรมนู ญ กฎหมาย และนโยบายที่ ได แ ถลงไวต ามมาตรา ๑๗๖ และตอ งรั บผิ ดชอบต อสภาผูแ ทนราษฎรในหนาที่ของตน รวมทั้งตองรับผิดชอบรวมกัน ตอรัฐสภาในนโยบายทั่วไปของคณะรัฐมนตรี มาตรา ๑๗๙ ในกรณีที่มีปญหาสําคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผนดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟงความคิดเห็นของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจงไปยังประธานรัฐสภาขอใหมีการเปดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรวมกันของรัฐสภาก็ได ในกรณีเชนวานี้รัฐสภาจะลงมติในปญหาที่อภิปรายมิได มาตรา ๑๘๐ รัฐมนตรีทั้งคณะพนจากตําแหนง เมื่อ (๑) ความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ (๒) อายุสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือมีการยุบสภาผูแทนราษฎร (๓) คณะรัฐมนตรีลาออก ในกรณีท่ความเปนรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา ๑๘๒ (๑) (๒) (๓) (๔) ี(๕) (๗) หรือ (๘) ใหดําเนินการตามมาตรา ๑๗๒ และมาตรา ๑๗๓ โดยอนุโลม มาตรา ๑๘๑ คณะรัฐมนตรีที่พนจากตําแหนง ตองอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหมจะเขารับหนาที่ แตในกรณีพนจากตําแหนงตามมาตรา ๑๘๐ (๒)คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะปฏิบัตหนาที่ไดเทาที่จําเปน ภายใตเงื่อนไขที่กําหนด ดังตอไปนี้ ิ (๑) ไมกระทําการอัน เปน การใชอํานาจแตงตั้งหรือโยกยายขาราชการซึ่งมี ตําแหนงหรื อเงินเดือนประจํา หรือพนักงานของหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือกิจการที่รัฐถือหุนใหญ หรือใหบุคคลดังกลาวพนจากการปฏิบัติหนาที่หรือพนจากตําแหนง หรือใหผูอื่นมาปฏิบัติหนาที่แทน เวนแตจะไดรบความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งกอน ั
    • หนา ๖๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๒) ไมกระทําการอันมีผลเปนการอนุมัติใหใชจายงบประมาณสํารองจายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปน เวนแตจะไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งกอน (๓) ไมกระทําการอัน มีผลเปนการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผ ลเปนการสรางความผูกพันตอคณะรัฐมนตรีชุดตอไป (๔) ไมใชทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทําการใดซึ่งจะมีผลตอการเลือกตั้งและไมกระทําการอันเปนการฝาฝนขอหามตามระเบียบที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกําหนด มาตรา ๑๘๒ ความเปนรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ตองคําพิพากษาใหจําคุก แมคดีนั้นจะยังไมถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เวนแตเปนกรณีที่คดียังไมถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท (๔) สภาผูแทนราษฎรมีมติไมไววางใจตามมาตรา ๑๕๘ หรือมาตรา ๑๕๙ (๕) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๗๔ (๖) มีพระบรมราชโองการใหพนจากความเปนรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๘๓ (๗) กระทําการอันตองหามตามมาตรา ๒๖๗ มาตรา ๒๖๘ หรือมาตรา ๒๖๙ (๘) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง นอกจากเหตุท่ีทํ าใหความเปน รัฐ มนตรีสิ้น สุด ลงเฉพาะตัวตามวรรคหนึ่งแลว ความเป นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเมื่อครบกําหนดเวลาตามมาตรา ๑๗๑ วรรคสี่ ดวย ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ มาใชบงคับกับการสิ้นสุดของความเปนรัฐมนตรี ัตาม (๒) (๓) (๕) หรือ (๗) หรือวรรคสอง โดยใหคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนผูสงเรื่องใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไดดวย มาตรา ๑๘๓ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการใหรัฐมนตรีพนจากความเปน รัฐมนตรีตามที่นายกรัฐมนตรีถวายคําแนะนํา มาตรา ๑๘๔ ในกรณี เ พื่ อ ประโยชน ใ นอั น ที่ จ ะรั ก ษาความปลอดภั ย ของประเทศความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่น คงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปองปดภัยพิบัติสาธารณะพระมหากษัตริยจะทรงตราพระราชกําหนดใหใชบงคับดังเชนพระราชบัญญัติก็ได ั
    • หนา ๖๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่ง ใหกระทําไดเฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นวาเปนกรณีฉุกเฉินที่มีความจําเปนรีบดวนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได ในการประชุม รัฐสภาคราวตอไป ใหคณะรัฐมนตรีเสนอพระราชกําหนดนั้น ตอรัฐสภาเพื่อพิจารณาโดยไมชักชา ถาอยูน อกสมัยประชุมและการรอการเปดสมัยประชุมสามัญจะเปนการชักชาคณะรัฐมนตรีตองดําเนินการใหมีการเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือไมอนุมัติพระราชกํา หนดโดยเร็ ว ถ าสภาผูแ ทนราษฎรไม อนุ มัติ หรื อสภาผูแ ทนราษฎรอนุมั ติแ ตวุ ฒิส ภาไมอนุมัติและสภาผูแทนราษฎรยืนยันการอนุมัติดวยคะแนนเสียงไมมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร ใหพระราชกําหนดนั้น ตกไป แตทั้งนี้ไมกระทบกระเทือนกิจการที่ไดเปนไปในระหวางที่ใชพระราชกําหนดนั้น หากพระราชกํ า หนดตามวรรคหนึ่ ง มี ผ ลเป น การแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม หรื อ ยกเลิ ก บทบั ญ ญั ติแหงกฎหมายใด และพระราชกําหนดนั้นตองตกไปตามวรรคสาม ใหบทบัญญัติแหงกฎหมายที่มีอยูกอนการแกไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก มีผลใชบังคับตอไปนับแตวันที่การไมอนุมัติพระราชกําหนดนั้นมีผล ถาสภาผูแ ทนราษฎรและวุฒิสภาอนุมัติพระราชกําหนดนั้น หรือถาวุฒิสภาไมอนุมัติและสภาผูแทนราษฎรยืนยันการอนุมัตดวยคะแนนเสียงมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มอยูของ ิ ี สภาผูแทนราษฎร ใหพระราชกําหนดนั้นมีผลใชบังคับเปนพระราชบัญญัติตอไป การอนุมัติหรือไมอนุมัติพระราชกําหนด ใหน ายกรัฐ มนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาในกรณีไมอนุมัติ ใหมีผลตั้งแตวันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา การพิจารณาพระราชกําหนดของสภาผูแทนราษฎรและของวุฒิสภาในกรณียืนยันการอนุมัติพระราชกําหนด จะตองกระทําในโอกาสแรกที่มีการประชุมสภานั้น ๆ มาตรา ๑๘๕ กอนที่ส ภาผูแ ทนราษฎรหรือ วุฒิ สภาจะไดอ นุมั ติพ ระราชกํ าหนดใดตามมาตรา ๑๘๔ วรรคสาม สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของแตละสภา มีสิทธิเขาชื่อเสนอความเห็นตอประธานแหงสภาที่ตนเปนสมาชิกวาพระราชกําหนดนั้นไมเปนไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง และใหประธานแหงสภานั้นสงความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับแตวันที่ไดรับความเห็นเพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยนั้นไปยังประธานแหงสภาที่สงความเห็นนั้นมา
    • หนา ๗๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ เมื่ อ ประธานสภาผู แ ทนราษฎรหรื อ ประธานวุ ฒิ ส ภาได รั บ ความเห็ น ของสมาชิ กสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งแลว ใหรอการพิจารณาพระราชกําหนดนั้นไวกอนจนกวาจะไดรับแจงคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาพระราชกําหนดใดไมเปนไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ใหพระราชกําหนดนั้นไมมีผลบังคับมาแตตน คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญวาพระราชกําหนดใดไมเปนไปตามมาตรา ๑๘๔ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด  มาตรา ๑๘๖ ในระหวางสมัยประชุม ถามีความจําเปนตองมีกฎหมายเกี่ยวดวยภาษีอากรหรื อ เงิ น ตราซึ่ ง จะต อ งได รั บ การพิ จ ารณาโดยด ว นและลั บ เพื่ อ รั ก ษาประโยชน ข องแผ น ดิ นพระมหากษัตริยจะทรงตราพระราชกําหนดใหใชบังคับดังเชนพระราชบัญญัติก็ได พระราชกําหนดที่ไดตราขึ้นตามวรรคหนึ่ง จะตองนําเสนอตอสภาผูแทนราษฎรภายในสามวันนับ แตวัน ถัดจากวัน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และใหนําบทบัญญัติม าตรา ๑๘๔ มาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๑๘๗ พระมหากษั ต ริ ย ท รงไว ซึ่ ง พระราชอํ า นาจในการตราพระราชกฤษฎี ก าโดยไมขัดตอกฎหมาย มาตรา ๑๘๘ พระมหากษั ต ริ ย ท รงไว ซึ่ ง พระราชอํา นาจในการประกาศใช แ ละเลิ ก ใชกฎอัยการศึกตามลักษณะและวิธีการตามกฎหมายวาดวยกฎอัยการศึก ในกรณีที่มีความจําเปน ตองประกาศใชกฎอัยการศึกเฉพาะแหงเปนการรีบดวน เจาหนาที่ฝายทหารยอมกระทําไดตามกฎหมายวาดวยกฎอัยการศึก มาตรา ๑๘๙ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการประกาศสงครามเมื่อไดรับความเห็นชอบของรัฐสภา มติใหความเห็นชอบของรัฐสภาตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภา ในระหวางที่อายุสภาผูแทนราษฎรสิ้นสุดลงหรือสภาผูแทนราษฎรถูกยุบ ใหวุฒิสภาทําหนาที่รัฐสภาในการใหความเห็นชอบตามวรรคหนึ่ง และการลงมติตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมดเทาที่มีอยู
    • หนา ๗๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการทําหนังสือสัญญาสันติภาพสัญญาสงบศึก และสัญญาอื่น กับนานาประเทศหรือกับองคการระหวางประเทศ หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญาหรือตามกฎหมายระหวางประเทศ หรือจะตองออกพระราชบัญญัติเพื่อใหการเปนไปตามหนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบตอความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอยางกวางขวาง หรือมีผลผูกพันดานการคา การลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอยางมีนัยสําคัญ ตองไดรับความเห็น ชอบของรัฐสภา ในการนี้ รัฐ สภาจะตองพิจารณาใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันที่ไดรับเรื่องดังกลาว กอนการดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองคการระหวางประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีตองใหขอมูลและจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นของประชาชน และตองชี้แจงตอรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ ใหคณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจาตอรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบดวย เมื่ อ ลงนามในหนั ง สื อ สั ญ ญาตามวรรคสองแล ว ก อ นที่ จ ะแสดงเจตนาให มี ผ ลผู ก พั นคณะรั ฐ มนตรีต อ งให ประชาชนสามารถเข าถึ ง รายละเอีย ดของหนั ง สือ สั ญญานั้น และในกรณี ที่การปฏิบติตามหนังสือสัญญาดังกลาวกอใหเกิดผลกระทบตอประชาชนหรือผูประกอบการขนาดกลาง ัและขนาดยอม คณะรัฐ มนตรีตอ งดําเนิน การแก ไขหรือเยียวยาผู ไดรับผลกระทบนั้น อยางรวดเร็ วเหมาะสม และเปนธรรม ใหมีกฎหมายวาดวยการกําหนดขั้น ตอนและวิธีการจัดทํา หนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอยางกวางขวาง หรือมีผลผูกพันดานการคา หรือการลงทุนอยางมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแกไขหรือเยียวยาผูไดรับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกลาวโดยคํานึงถึงความเปน ธรรมระหวางผูที่ไดประโยชนกับผูที่ไดรับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป ในกรณีท่มปญหาตามวรรคสอง ใหเปนอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยชี้ขาด โดยให ี ีนําบทบัญญัติตามมาตรา ๑๕๔ (๑) มาใชบังคับกับการเสนอเรื่องตอศาลรัฐธรรมนูญโดยอนุโลม มาตรา ๑๙๑ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการพระราชทานอภัยโทษ มาตรา ๑๙๒ พระมหากษัตริยทรงไวซึ่งพระราชอํานาจในการถอดถอนฐานันดรศักดิ์และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ
    • หนา ๗๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๓ พระมหากษัตริยทรงแตงตั้งขาราชการฝายทหารและฝายพลเรือน ตําแหนงปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเทา และทรงใหพนจากตําแหนง เวนแตกรณีที่พนจากตําแหนงเพราะความตาย มาตรา ๑๙๔ ขาราชการและพนักงานของรัฐซึ่งมีตําแหนงหรือเงิน เดือนประจําและมิใ ชขาราชการการเมือง จะเปนขาราชการการเมืองหรือผูดํารงตําแหนงทางการเมืองอื่นมิได มาตรา ๑๙๕ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผนดิน ตองมีรัฐ มนตรีลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เวนแตที่มีบัญญัติไวเปนอยางอื่น ในรัฐธรรมนูญนี้ บทกฎหมายที่ทรงลงพระปรมาภิไธยแลวหรือถือเสมือนหนึ่งวาไดทรงลงพระปรมาภิไธยแลวใหประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยพลัน มาตรา ๑๙๖ เงิ น ประจํ า ตํ า แหน ง และประโยชน ต อบแทนอย า งอื่ น ขององคมนตรีประธานและรองประธานสภาผู แ ทนราษฎร ประธานและรองประธานวุฒิ สภา ผู นํา ฝา ยค านในสภาผูแทนราษฎร สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ใหกําหนดโดยพระราชกฤษฎีกาซึ่งตองกําหนดใหจายไดไมกอนวันเขารับหนาที่ บํ า เหน็ จ บํ า นาญหรื อ ประโยชน ต อบแทนอย า งอื่ น ขององคมนตรี ซึ่ ง พ น จากตํ า แหน งใหกาหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ํ หมวด ๑๐ ศาล สวนที่ ๑ บททั่วไป มาตรา ๑๙๗ การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเปนอํานาจของศาลซึ่งตองดําเนินการใหเปนไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย ผูพิพากษาและตุลาการมีอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีใหเปนไปโดยถูกตอง รวดเร็วและเปนธรรม ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
    • หนา ๗๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การโยกยายผูพิพากษาและตุลาการโดยไมไดรับความยินยอมจากผูพิพากษาและตุลาการนั้นจะกระทํามิได เวนแตเปนการโยกยายตามวาระตามที่กฎหมายบัญญัติ เปนการเลื่อนตําแหนงใหสูงขึ้นเป น กรณี ที่ อ ยู ใ นระหว า งถู ก ดํ า เนิ น การทางวิ นั ย หรื อ ตกเป น จํ า เลยในคดี อ าญา เป น กรณี ที่กระทบกระเทือนตอความยุติธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดี หรือมีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุจําเปนอื่นอันไมอาจกาวลวงได ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ผูพิพากษาและตุลาการจะเปนขาราชการการเมืองหรือผูดํารงตําแหนงทางการเมืองมิได มาตรา ๑๙๘ บรรดาศาลทั้งหลายจะตั้งขึ้นไดก็แตโดยพระราชบัญญัติ การตั้ งศาลขึ้ น ใหม เพื่ อ พิจ ารณาพิ พากษาคดี ใ ดคดี หนึ่ ง หรื อคดีท่ี มี ขอ หาฐานใดฐานหนึ่ งโดยเฉพาะแทนศาลที่มีอยูตามกฎหมายสําหรับพิจารณาพิพากษาคดีนั้น จะกระทํามิได การบัญญัตกฎหมายใหมีผลเปนการเปลี่ยนแปลงหรือแกไขเพิ่มเติมกฎหมายวาดวยธรรมนูญศาล ิหรือวิธพิจารณาเพื่อใชแกคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ จะกระทํามิได ี มาตรา ๑๙๙ ในกรณีที่มีปญหาเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ระหวางศาลยุติธรรม ศาลปกครองศาลทหาร หรือศาลอื่น ใหพิจารณาวินจฉัยชี้ขาดโดยคณะกรรมการคณะหนึ่งซึ่งประกอบดวยประธาน ิศาลฎีกาเปนประธาน ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลอื่น และผูทรงคุณวุฒิอื่นอีกไมเกินสี่คนตามที่กฎหมายบัญญัติ เปนกรรมการ หลักเกณฑการเสนอปญหาตามวรรคหนึ่งใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๐๐ พระมหากษั ต ริ ยท รงแต งตั้ ง ผู พิ พากษาและตุ ล าการ และทรงให พ น จากตําแหนง เวนแตกรณีที่พนจากตําแหนงเพราะความตาย การแตงตั้งและการใหผูพิพากษาและตุลาการในศาลอื่นนอกจากศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรมศาลปกครอง และศาลทหาร พนจากตําแหนง ตลอดจนอํานาจพิพากษาคดีและวิธีพิจารณาของศาลดังกลาว ใหเปนไปตามกฎหมายวาดวยการจัดตั้งศาลนั้น มาตรา ๒๐๑ ก อ นเข า รั บ หน า ที่ ผู พิ พ ากษาและตุ ล าการต อ งถวายสั ต ย ป ฏิ ญ าณต อพระมหากษัตริยดวยถอยคําดังตอไปนี้ “ขาพระพุทธเจา (ชื่อผูปฏิญาณ) ขอถวายสัตยปฏิญาณวา ขาพระพุทธเจาจะจงรักภักดีตอพระมหากษัตริย และจะปฏิบัติหนาที่ในพระปรมาภิไธยดวยความซื่อสัตยสุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อใหเกิดความยุติธรรมแกประชาชน และความสงบสุขแหงราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไวและ
    • หนา ๗๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ปฏิบัติตามซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุขตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ” มาตรา ๒๐๒ เงินเดือน เงินประจําตําแหนง และประโยชนตอบแทนอื่นของผูพิพากษาและตุลาการ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้ จะนําระบบบัญชีเงินเดือนหรือเงินประจําตําแหนงของขาราชการพลเรือนมาใชบังคับมิได ใหนําความในวรรคหนึ่งมาใชบังคับกับกรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ และกรรมการตรวจเงินแผนดิน ดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๐๓ บุค คลจะดํ ารงตํ าแหน งกรรมการในคณะกรรมการตุ ล าการศาลยุ ติธ รรมกรรมการในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง หรือกรรมการในคณะกรรมการตุลาการของศาลอื่นตามกฎหมายวา ดวยการนั้น ในเวลาเดีย วกัน มิไ ด ทั้งนี้ ไมว าจะเปน กรรมการโดยตําแหนง หรื อกรรมการผูทรงคุณวุฒิ สวนที่ ๒ ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๔ ศาลรัฐธรรมนูญประกอบดวยประธานศาลรัฐธรรมนูญคนหนึ่งและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอื่น อีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภาจากบุคคลดังตอไปนี้ (๑) ผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหนงไมต่ํากวาผูพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ จํานวนสามคน (๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งไดรับเลือกโดยที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดโดยวิธีลงคะแนนลับ จํานวนสองคน (๓) ผูทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตรซึ่งมีความรูความเชี่ยวชาญทางดานนิติศาสตรอยางแทจริงและไดรับเลือกตามมาตรา ๒๐๖ จํานวนสองคน (๔) ผูทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร รัฐประศาสนศาสตร หรือสังคมศาสตรอื่น ซึ่งมีความรูความเชี่ยวชาญทางดานการบริหารราชการแผนดินอยางแทจริงและไดรบเลือกตามมาตรา ๒๐๖ จํานวน ัสองคน
    • หนา ๗๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในกรณีที่ไมมีผูพิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุดไดรับเลือกตาม (๑)หรือ (๒) ใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุด แลวแตกรณีเลือกบุคคลอื่นซึ่งมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๕ และมีความรู ความเชี่ยวชาญทางด า นนิ ติ ศ าสตร ที่ เ หมาะสมจะปฏิ บั ติ ห น า ที่ เ ป น ตุ ล าการศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ให เ ป น ตุ ล าการศาลรัฐธรรมนูญตาม (๑) หรือ (๒) แลวแตกรณี ให ผู ไ ด รั บ เลื อ กตามวรรคหนึ่ ง ประชุ ม และเลื อ กกั น เองให ค นหนึ่ ง เป น ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แลวแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๕ ผูทรงคุณ วุฒิตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ตองมี คุณสมบัติ และไม มีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้ (๑) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (๒) มีอายุไมต่ํากวาสี่สิบหาปบริบูรณ (๓) เคยเปน รั ฐ มนตรี ตุล าการพระธรรมนู ญในศาลทหารสูงสุ ด กรรมการการเลื อกตั้ งผูตรวจการแผน ดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดินหรือ กรรมการสิ ทธิม นุษยชนแหง ชาติ หรือ เคยรับ ราชการในตําแหนง ไม ต่ํากวารองอัยการสู งสุ ดอธิบดีหรือผูดํารงตําแหนงทางบริหารในหนวยราชการที่มีอํานาจบริหารเทียบเทาอธิบดี หรือดํารงตําแหนงไมต่ํากวาศาสตราจารย หรือเคยเปนทนายความที่ประกอบวิชาชีพอยางสม่ําเสมอและตอเนื่องไมนอยกวาสามสิบปนับถึงวันที่ไดรับการเสนอชื่อ (๔) ไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๑๐๐ หรือมาตรา ๑๐๒ (๑) (๒) (๔) (๕) (๖) (๗)(๑๓) หรือ (๑๔) (๕) ไมเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ขาราชการการเมือง สมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น (๖) ไมเปนหรือเคยเปน สมาชิกหรือผูดํารงตําแหนงอื่นของพรรคการเมือง ในระยะสามปกอนดํารงตําแหนง (๗) ไมเปน กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ
    • หนา ๗๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๒๐๖ การสรรหาและการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ(๔) ใหดําเนินการดังตอไปนี้ (๑) ใหมีคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญคณะหนึ่ง ประกอบดวยประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผูแทนราษฎร ผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร และประธานองคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญซึ่งเลือกกันเองใหเหลือหนึ่งคน เปนกรรมการ ทําหนาที่สรรหาและคัดเลือกผูทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๐๔ (๓) และ (๔) ใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีเหตุทํ าให ตองมีการเลื อกบุ คคลใหดํ ารงตําแหนง ดังกล าว แล วให เสนอรายชื่อ ผูได รับเลือกพรอ มความยินยอมของผูนั้นตอประธานวุฒิสภา มติในการคัดเลือกดังกลาวตองลงคะแนนโดยเปดเผยและตองมีคะแนนไมนอยกวาสองในสามของจํานวนกรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยู ในกรณีที่ไมมีกรรมการในตําแหนงใด หรือมีแตไมสามารถปฏิบัติหนาที่ได ถากรรมการที่เหลืออยูนั้นมีจํานวนไมนอยกวากึ่งหนึ่งให คณะกรรมการสรรหาตุล าการศาลรั ฐ ธรรมนูญ ประกอบด วยกรรมการที่ เหลื ออยู ทั้ งนี้ ให นํ าบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๓ วรรคสองมาใชบังคับโดยอนุโลม (๒) ให ป ระธานวุ ฒิ ส ภาเรี ย กประชุ ม วุ ฒิ ส ภาเพื่ อ มี ม ติ ใ ห ค วามเห็ น ชอบบุ ค คลผู ไ ด รั บการคัดเลือกตาม (๑) ภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับรายชื่อ การลงมติใหใชวิธีลงคะแนนลับ ในกรณีที่วุฒสภาใหความเห็นชอบ ใหประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป ในกรณีที่ ิวุฒิสภาไมเห็นชอบในรายชื่อใด ไมวาทั้งหมดหรือบางสวน ใหสงรายชื่อนั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพรอมดวยเหตุผลเพื่อใหดําเนินการสรรหาใหม หากคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไมเห็นดวยกับวุฒิสภาและมีมติยืนยันตามมติเดิมดวยคะแนนเอกฉันท ใหสงรายชื่อนั้นใหประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป แตถามติที่ยืนยันตามมติเดิมไมเปนเอกฉันท ใหเริ่มกระบวนการสรรหาใหม ซึ่งตองดําเนินการใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่มเี หตุใหตองดําเนินการดังกลาว ในกรณีท่ีไมอาจสรรหาผูทรงคุณวุฒิตาม (๑) ไดภายในเวลาที่กําหนด ไมวาดวยเหตุใด ๆใหท่ีประชุม ใหญศาลฎีกาแตงตั้งผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหนงไมต่ํากวาผูพิพากษาศาลฎีกาจํานวนสามคน และใหที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดแตงตั้งตุลาการในศาลปกครองสูงสุดจํานวนสองคน เปนกรรมการสรรหาเพื่อดําเนินการตาม (๑) แทน มาตรา ๒๐๗ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตอง (๑) ไมเปนขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจํา
    • หนา ๗๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๒) ไมเปนพนักงานหรือลูกจางของหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่นหรือไมเปนกรรมการหรือที่ปรึกษาของรัฐวิสาหกิจหรือของหนวยงานของรัฐ (๓) ไม ดํ ารงตํา แหนง ใดในหา งหุ น ส ว น บริ ษั ท หรือ องค ก ารที่ ดํ าเนิ น ธุ ร กิ จโดยมุ ง หาผลกําไรหรือรายไดมาแบงปนกัน หรือเปนลูกจางของบุคคลใด (๔) ไมประกอบวิชาชีพอิสระอื่นใด ในกรณีที่ที่ประชุมใหญศาลฎีกาหรือที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเลือกบุคคลหรือวุฒิสภาใหความเห็นชอบบุคคลตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) โดยไดรับความยินยอมของบุคคลนัน ้ผูไดรับเลือกจะเริ่มปฏิบัติหนาที่ไดตอเมื่อตนไดลาออกจากการเปนบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) หรือแสดงหลักฐานใหเปน ที่เชื่อไดวาตนไดเลิกประกอบวิชาชีพอิสระดังกลาวแลว ซึ่งตองกระทําภายในสิบหาวันนับแตวันที่ไดรับเลือกหรือไดรับความเห็นชอบ แตถาผูนั้นมิไดลาออกหรือเลิกประกอบวิชาชีพอิสระภายในเวลาที่กําหนด ใหถือวาผูนั้น มิไดเคยรับเลือกหรือไดรับความเห็นชอบใหเปน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ แลวแตกรณี มาใชบังคับ มาตรา ๒๐๘ ประธานศาลรั ฐ ธรรมนู ญ และตุ ล าการศาลรั ฐ ธรรมนู ญ มี ว าระการดํ า รงตําแหนงเกาปนับแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว  ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งพนจากตําแหนงตามวาระ ใหปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวาประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งไดรับแตงตั้งใหมจะเขารับหนาที่ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเปน เจาพนักงานในการยุติธรรมตามกฎหมาย มาตรา ๒๐๙ นอกจากการพนจากตําแหนงตามวาระ ประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหนง เมื่อ (๑) ตาย (๒) มีอายุครบเจ็ดสิบปบริบูรณ (๓) ลาออก (๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๕ (๕) กระทําการอันเปนการฝาฝนมาตรา ๒๐๗ (๖) วุฒิสภามีมติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนออกจากตําแหนง
    • หนา ๗๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๗) ตองคําพิพากษาใหจําคุก แมคดีนั้นจะยังไมถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษ เวนแตเปนกรณีที่คดียังไมถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิดอันไดกระทําโดยประมาท ความผิดลหุโทษหรือความผิดฐานหมิ่นประมาท เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เหลืออยูปฏิบัติหนาที่ตอไปไดภายใตบังคับมาตรา ๒๑๖ มาตรา ๒๑๐ ในกรณี ที่ ป ระธานศาลรั ฐ ธรรมนู ญ และตุ ล าการศาลรั ฐ ธรรมนู ญ พ น จากตําแหนงตามวาระพรอมกันทั้งหมด ใหเริ่ม ดําเนินการตามมาตรา ๒๐๔ และมาตรา ๒๐๖ ภายในสามสิบวันนับแตวันที่พนจากตําแหนง ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหนงนอกจากกรณีตามวรรคหนึ่ง ใหดําเนินการดังตอไปนี้ (๑) ในกรณี ที่ เ ป น ตุ ล าการศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ซึ่ ง ได รั บ เลื อ กโดยที่ ป ระชุ ม ใหญ ศ าลฎี ก าใหดําเนินการตามมาตรา ๒๐๔ ใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่พนจากตําแหนง (๒) ในกรณีที่ เป น ตุล าการศาลรัฐ ธรรมนู ญซึ่ งไดรั บ เลื อกโดยที่ ป ระชุม ใหญ ตุล าการในศาลปกครองสูงสุด ใหดําเนินการตามมาตรา ๒๐๔ ใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่พนจากตําแหนง (๓) ในกรณีที่เปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๐๔ (๓) หรือ (๔) ใหดําเนินการตามมาตรา ๒๐๖ใหแลวเสร็จภายในสามสิบวันนับแตวันที่พนจากตําแหนง ในกรณีที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหนงไมวาทั้งหมดหรือบางสวนนอกสมัยประชุมของรัฐสภา ใหดําเนินการตามมาตรา ๒๐๖ ภายในสามสิบวันนับแตวันเปดสมัยประชุมของรัฐสภา ในกรณีที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญพนจากตําแหนง ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามมาใชบังคับ มาตรา ๒๑๑ ในการที่ศาลจะใชบทบัญญัติแหงกฎหมายบังคับแกคดีใด ถาศาลเห็นเองหรือคูความโตแยงพรอมดวยเหตุผลวาบทบัญญัติแหงกฎหมายนั้นตองดวยบทบัญญัติมาตรา ๖ และยังไมมีคํ า วิ นิ จ ฉั ย ของศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ในส ว นที่ เ กี่ ย วกั บ บทบั ญ ญั ติ นั้ น ให ศ าลส ง ความเห็ น เช น ว า นั้ นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะไดพิจารณาวินิจฉัย ในระหวางนั้นใหศาลดําเนินการพิจารณาตอไปไดแตใหรอการพิพากษาคดีไวชั่วคราว จนกวาจะมีคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
    • หนา ๗๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นวาคําโตแยงของคูความตามวรรคหนึ่งไมเปนสาระอันควรไดรับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไมรับเรื่องดังกลาวไวพิจารณาก็ได คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหใชไดในคดีท้ังปวง แตไมกระทบกระเทือนถึงคําพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแลว มาตรา ๒๑๒ บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไวมีสิทธิยื่นคํารองตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อมีคําวินิจฉัยวาบทบัญญัติแหงกฎหมายขัดหรือแยงตอรัฐธรรมนูญได การใชสิทธิตามวรรคหนึ่งตองเปนกรณีที่ไมอาจใชสิทธิโดยวิธีการอื่น ไดแ ลว ทั้งนี้ ตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๓ ในการปฏิบั ติห นา ที่ ศาลรัฐ ธรรมนูญ มีอํ านาจเรี ยกเอกสารหรื อหลัก ฐานที่ เ กี่ ย วข อ งจากบุ ค คลใด หรื อ เรี ย กบุ ค คลใดมาให ถ อ ยคํ า ตลอดจนขอให พ นั ก งานสอบสวนหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ดําเนินการใดเพื่อประโยชนแหงการพิจารณาได ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจแตงตั้งบุคคลหรือคณะบุคคลเพื่อปฏิบัติหนาที่ตามที่มอบหมาย มาตรา ๒๑๔ ในกรณีที่มีความขัดแยงเกี่ยวกับอํานาจหนาที่ระหวางรัฐสภา คณะรัฐ มนตรีหรือองคกรตามรัฐธรรมนูญที่มิใชศาลตั้งแตสององคกรขึ้นไป ใหประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี หรือองคกรนั้น เสนอเรื่องพรอมความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาวินิจฉัย มาตรา ๒๑๕ ในกรณีท่ีศาลรัฐธรรมนูญเห็น วาเรื่องใดหรือประเด็น ใดที่ไดมีการเสนอใหศาลรั ฐ ธรรมนู ญ พิ จ ารณา เป น เรื่ อ งหรื อ ประเด็ น ที่ ศ าลรั ฐ ธรรมนู ญ ได เ คยพิ จ ารณาวิ นิ จ ฉั ย แล วศาลรัฐธรรมนูญจะไมรับเรื่องหรือประเด็นดังกลาวไวพิจารณาก็ได มาตรา ๒๑๖ องค ค ณะของตุ ล าการศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ในการนั่ ง พิ จ ารณาและในการทํ าคําวินิจฉัย ตองประกอบดวยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไมนอยกวาหาคน คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหถือเสียงขางมาก เวนแตจะมีบัญญัติเปนอยางอื่นในรัฐธรรมนูญนี้ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเปนองคคณะทุกคนจะตองทําความเห็นในการวินิจฉัยในสวนของตนพรอมแถลงดวยวาจาตอที่ประชุมกอนการลงมติ คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและความเห็นในการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทุกคนใหประกาศในราชกิจจานุเบกษา
    • หนา ๘๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ คํา วิ นิ จ ฉัย ของศาลรั ฐ ธรรมนู ญ อย า งน อยต อ งประกอบดว ยความเป น มาหรื อ คํ ากล า วหาสรุปขอเท็จจริงที่ไดมาจากการพิจารณา เหตุผลในการวินิจฉัยในปญหาขอเท็จจริงและขอกฎหมาย และบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอางอิง คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใหเปนเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองคกรอื่นของรัฐ วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๗ ศาลรั ฐ ธรรมนู ญ มี ห น ว ยธุ ร การของศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ที่ เ ป น อิ ส ระ โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานศาลรัฐธรรมนูญ การแต ง ตั้ ง เลขาธิ ก ารสํ า นั ก งานศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ต อ งมาจากการเสนอของประธานศาลรัฐธรรมนูญและไดรับความเห็นชอบของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามที่กฎหมายบัญญัติ สํ า นั ก งานศาลรั ฐ ธรรมนู ญ มี อิ ส ระในการบริ ห ารงานบุ ค คล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ สวนที่ ๓ ศาลยุติธรรม มาตรา ๒๑๘ ศาลยุติธรรมมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เวน แตคดีที่รัฐ ธรรมนูญนี้หรือกฎหมายบัญญัติใหอยูในอํานาจของศาลอื่น มาตรา ๒๑๙ ศาลยุติธรรมมีสามชั้น คือ ศาลชั้นตน ศาลอุทธรณ และศาลฎีกา เวนแตที่มีบัญญัติไวเปนอยางอื่นในรัฐธรรมนูญนี้หรือตามกฎหมายอื่น ศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติใหเสนอตอศาลฎีกาได โ ดยตรง และคดี ที่ อุ ท ธรณ ห รื อ ฎี ก าคํ า พิ พ ากษาหรื อ คํ า สั่ ง ของศาลชั้ น ต น หรื อ ศาลอุ ท ธรณตามที่กฎหมายบัญญัติ เวนแตเปนกรณีที่ศาลฎีกาเห็นวาขอกฎหมายหรือขอเท็จจริงที่อุทธรณหรือฎีกานั้น จะไมเปน สาระอันควรแกการพิจารณา ศาลฎีกามีอํานาจไมรับคดีไวพิจารณาพิพากษาได ทั้งนี้ตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญศาลฎีกากําหนด
    • หนา ๘๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ใหศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และใหศาลอุทธรณมีอํานาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท อ งถิ่ น และผู บ ริ ห ารท อ งถิ่ น ทั้ ง นี้ วิ ธี พิ จ ารณาและวิ นิ จ ฉั ย คดี ใ ห เ ป น ไปตามระเบี ย บที่ที่ประชุมใหญศาลฎีกากําหนด โดยตองใชระบบไตสวนและเปนไปโดยรวดเร็ว ใหมีแ ผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองในศาลฎีกา โดยองคคณะผูพิพากษาประกอบดวยผูพิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดํารงตําแหนงไมต่ํากวาผูพิพากษาศาลฎีกาหรือผูพิพากษาอาวุโสซึ่งเคยดํารงตําแหนงไมต่ํา กวาผู พิพากษาศาลฎีก าจํานวนเก าคน ซึ่งไดรับ เลือกโดยที่ ประชุ ม ใหญศาลฎีกาโดยวิธีลงคะแนนลับ และใหเลือกเปนรายคดี อํานาจหนาที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและวิธีพิจารณาคดี อ าญาของผู ดํ า รงตํ า แหน ง ทางการเมื อ ง ให เ ป น ไปตามที่ บั ญ ญั ติ ไ ว ใ นรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ แ ละในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง มาตรา ๒๒๐ การแตงตั้งและการใหผูพิพากษาในศาลยุติธรรมพนจากตําแหนง ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมกอน แลวจึงนําความกราบบังคมทูล การเลื่อนตําแหนง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษผูพิพากษาในศาลยุติธรรม ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ในการนี้ใหคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมแต ง ตั้ ง คณะอนุ ก รรมการขึ้ น ชั้ น ศาลละหนึ่ ง คณะ เพื่ อ เสนอความคิ ด เห็ น ในเรื่ อ งดั ง กล า วเพื่อประกอบการพิจารณา การใหความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามวรรคหนึ่งและวรรคสองตองคํานึงถึงความรูความสามารถและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกลาวดวย เปนสําคัญ มาตรา ๒๒๑ คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมประกอบดวยบุคคลดังตอไปนี้ (๑) ประธานศาลฎีกาเปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูท รงคุ ณ วุ ฒิใ นแต ล ะชั้น ศาล ได แ ก ศาลฎี ก าหกคน ศาลอุท ธรณ สี่ ค นและศาลชั้น ตน สองคน ซึ่งเปน ขาราชการตุลาการในแตละชั้น ศาล และไดรับเลือกจากขาราชการตุลาการในแตละชั้นศาล (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิจํานวนสองคน ซึ่งไมเปนขาราชการตุลาการ และไดรับเลือกจากวุฒิสภา คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และวิธีการเลือกกรรมการผูทรงคุณวุฒิ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ
    • หนา ๘๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในกรณี ที่ ไ ม มี ก รรมการผู ท รงคุ ณ วุ ฒิ ต ามวรรคหนึ่ ง (๓) หรื อ มี แ ต ไ ม ค รบสองคนถ า คณะกรรมการตุ ล าการศาลยุ ติ ธ รรมจํ า นวนไม น อ ยกว า เจ็ ด คนเห็ น ว า มี เ รื่ อ งเร ง ด ว นที่ ต อ งใหความเห็นชอบ ใหคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจํานวนดังกลาวเปนองคประกอบและองคประชุมพิจารณาเรื่องเรงดวนนั้นได มาตรา ๒๒๒ ศาลยุติธรรมมีหนวยธุรการของศาลยุติธรรมที่เปน อิสระ โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรมเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานศาลฎีกา การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลยุติธรรม ตองมาจากการเสนอของประธานศาลฎีกาและไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ สํานักงานศาลยุติธรรมมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ สวนที่ ๔ ศาลปกครอง มาตรา ๒๒๓ ศาลปกครองมี อํ า นาจพิ จารณาพิ พ ากษาคดี พิ พ าทระหว า งหนว ยราชการหน วยงานของรัฐ รัฐ วิ สาหกิ จ องค กรปกครองส วนทอ งถิ่ น หรือ องค กรตามรั ฐ ธรรมนู ญ หรื อเจาหนาที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหวางหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาที่ของรัฐดวยกัน อันเนื่องมาจากการใชอํานาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดําเนินกิจการทางปกครองของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หรือองคกรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจาหนาที่ของรัฐทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ รวมทั้งมีอํานาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติใหอยูในอํานาจของศาลปกครอง อํานาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไมรวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององคกรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเปนการใชอํานาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององคกรตามรัฐธรรมนูญนั้น ใหมศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองชั้นตน และจะมีศาลปกครองชั้นอุทธรณดวยก็ได ี มาตรา ๒๒๔ การแตงตั้งและการใหตุลาการในศาลปกครองพน จากตําแหนง ตองไดรับความเห็น ชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติกอน แลวจึงนําความกราบบังคมทูล
    • หนา ๘๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ผูทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตรและผูทรงคุณวุฒิในการบริหารราชการแผนดินอาจไดรับแตงตั้งใหเปนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดได การแตงตั้งใหบุคคลดังกลาวเปนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดใหแตงตั้งไมนอยกวาหนึ่งในสามของจํานวนตุลาการในศาลปกครองสูงสุดทั้งหมด และตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติและไดรับความเห็นชอบจากวุฒิสภากอน แลวจึงนําความกราบบังคมทูล การเลื่อนตําแหนง การเลื่อนเงิน เดือน และการลงโทษตุลาการในศาลปกครอง ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ ตุลาการศาลปกครองในชั้นศาลใดจะมีจํานวนเทาใด ใหเปนไปตามที่คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองกําหนด มาตรา ๒๒๕ การแตงตั้งตุลาการในศาลปกครองใหดํารงตําแหนงประธานศาลปกครองสู ง สุ ด นั้ น เมื่ อ ได รั บ ความเห็ น ชอบของคณะกรรมการตุ ล าการศาลปกครองและวุ ฒิ ส ภาแล วใหนายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป มาตรา ๒๒๖ คณะกรรมการตุลาการศาลปกครองประกอบดวยบุคคล ดังตอไปนี้ (๑) ประธานศาลปกครองสูงสุดเปนประธานกรรมการ (๒) กรรมการผูทรงคุณวุฒิจํานวนเกาคนซึ่งเปนตุลาการในศาลปกครองและไดรับเลือกจากตุลาการในศาลปกครองดวยกันเอง (๓) กรรมการผูทรงคุณวุฒิซ่งไดรับเลือกจากวุฒิสภาสองคน และจากคณะรัฐมนตรีอีกหนึ่งคน ึ คุณสมบัติ ลักษณะตองหาม และวิธีการเลือกกรรมการผูทรงคุณวุฒิ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณี ท่ี ไ ม มี ก รรมการผู ท รงคุ ณ วุ ฒิ ต ามวรรคหนึ่ ง (๓) หรื อ มี แ ต ไ ม ค รบสามคนถาคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจํานวนไมนอยกวาหกคนเห็นวาเปนเรื่องเรงดวนที่ตองใหความเห็น ชอบ ใหคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองจํานวนดังกลาวเปน องคประกอบและองคประชุมพิจารณาเรื่องเรงดวนนั้นได มาตรา ๒๒๗ ศาลปกครองมีหนวยธุรการของศาลปกครองที่เปน อิสระ โดยมีเลขาธิการสํานักงานศาลปกครองเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานศาลปกครองสูงสุด การแตงตั้งเลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง ตองมาจากการเสนอของประธานศาลปกครองสูงสุดและไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามที่กฎหมายบัญญัติ
    • หนา ๘๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ สํานักงานศาลปกครองมีอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่นทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ สวนที่ ๕ ศาลทหาร มาตรา ๒๒๘ ศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งผูกระทําผิดเปนบุคคลที่อยูในอํานาจศาลทหารและคดีอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การแตงตั้งและการใหตุลาการศาลทหารพนจากตําแหนง ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หมวด ๑๑ องคกรตามรัฐธรรมนูญ สวนที่ ๑ องคกรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ๑. คณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา ๒๒๙ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกอบดวย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกสี่คน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซ่ึงมีความเปนกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ ให ประธานวุฒิ ส ภาลงนามรั บ สนองพระบรมราชโองการแต งตั้ ง ประธานกรรมการและกรรมการตามวรรคหนึ่ง มาตรา ๒๓๐ กรรมการการเลือกตั้งตองมีคุณสมบัตและไมมีลักษณะตองหาม ดังตอไปนี้ ิ (๑) มีอายุไมต่ํากวาสี่สิบปบริบูรณ (๒) สําเร็จการศึกษาไมต่ํากวาปริญญาตรีหรือเทียบเทา (๓) มีคุณสมบัตและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๕ (๑) (๔) (๕) และ (๖) ิ
    • หนา ๘๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๔) ไมเปนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผูตรวจการแผนดิน กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ กรรมการตรวจเงินแผนดิน หรือกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๗ มาใชบังคับกับกรรมการการเลือกตั้งดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๓๑ การสรรหาและการเลื อ กประธานกรรมการและกรรมการการเลื อ กตั้ งใหดําเนินการดังนี้ (๑) ใหมีคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งจํานวนเจ็ดคน ซึ่งประกอบดวย ประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผูแทนราษฎร ผูนําฝายคานในสภาผู แ ทนราษฎร บุ ค คลซึ่ ง ที่ ป ระชุ ม ใหญ ศ าลฎี ก าคั ด เลื อ กจํ า นวนหนึ่ ง คน และบุ ค คลซึ่งที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจํานวนหนึ่งคน เปนกรรมการ ทําหนาที่สรรหาผูมคุณสมบัติตามมาตรา ๒๓๐ ซึ่งสมควรเปนกรรมการการเลือกตั้ง จํานวนสามคน เสนอตอประธาน ีวุฒิสภา โดยตองเสนอพรอมความยินยอมของผูไดรับการเสนอชื่อนั้น มติในการสรรหาดังกลาวตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสองในสามของจํานวนกรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยู ในกรณีที่ไมมีกรรมการในตําแหนงใด หรือมีแตไมสามารถปฏิบตหนาที่ได ถากรรมการที่เหลืออยูนั้นมีจํานวนไมนอยกวากึ่งหนึ่ง ัิใหคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งประกอบดวยกรรมการที่เหลืออยู ทั้งนี้ ใหนําบทบัญญัติในมาตรา ๑๑๓ วรรคสอง มาใชบงคับโดยอนุโลม ั บุคคลซึ่งที่ประชุมใหญศาลฎีกาและที่ประชุม ใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดเลือกตามวรรคหนึ่ง ตองมิใชผูพิพากษาหรือตุลาการ และตองไมเปนกรรมการสรรหาผูดํารงตําแหนงในองคกรตามรัฐธรรมนูญอื่นในขณะเดียวกัน (๒) ใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาพิจารณาสรรหาผูมีคุณสมบัตตามมาตรา ๒๓๐ ซึ่งสมควรเปน ิกรรมการการเลือกตั้งจํานวนสองคน เสนอตอประธานวุฒิสภา โดยตองเสนอพรอมความยิน ยอมของผูนั้น (๓) การสรรหาตาม (๑) และ (๒) ใหกระทําภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีเหตุที่ทําใหตองมีการเลือกบุคคลใหดํารงตําแหนงดังกลาว ในกรณีที่มีเหตุที่ทําใหไมอาจดําเนินการสรรหาไดภายในเวลาที่กําหนดหรือไมอาจสรรหาไดครบจํานวนภายในเวลาที่กําหนดตาม (๑) ใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาพิจารณาสรรหาแทนจนครบจํานวนภายในสิบหาวันนับแตวันที่ครบกําหนดตาม (๑)
    • หนา ๘๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๔) ใหประธานวุฒิสภาเรียกประชุมวุฒิสภาเพื่อมีมติใหความเห็นชอบผูไดรับการสรรหาตาม(๑) (๒) หรือ (๓) ซึ่งตองกระทําโดยวิธีลงคะแนนลับ (๕) ในกรณีที่วุฒิสภาใหความเห็นชอบใหดําเนินการตาม (๖) แตถาวุฒิสภาไมเห็นชอบในรายชื่อใด ไมวาทั้งหมดหรือบางสวน ใหสงรายชื่อนั้น กลับไปยังคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งหรือที่ประชุมใหญศาลฎีกา แลวแตกรณี เพื่อใหดําเนินการสรรหาใหม หากคณะกรรมการสรรหากรรมการการเลือกตั้งหรือที่ประชุมใหญศาลฎีกา ไมเห็นดวยกับวุฒิสภา และมีมติยืนยันตามมติเดิมดวยคะแนนเอกฉันทหรือดวยคะแนนไมนอยกวาสองในสามของที่ประชุมใหญศาลฎีกา แลวแตกรณีใหดําเนินการตอไปตาม (๖) แตถามติท่ยนยันตามมติเดิมไมเปนเอกฉันทหรือไมไดคะแนนตามที่กําหนด ีืใหเริ่ม กระบวนการสรรหาใหม ซึ่งตองดําเนิน การใหแ ลวเสร็จภายในสามสิบวัน นับแตวัน ที่มีเหตุใหตองดําเนินการดังกลาว (๖) ใหผูไดรับความเห็นชอบตาม (๔) หรือ (๕) ประชุมและเลือกกัน เองใหคนหนึ่งเปนประธานกรรมการการเลือกตั้ง และแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ และใหประธานวุฒิสภานําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงแตงตั้งตอไป มาตรา ๒๓๒ กรรมการการเลื อ กตั้ ง มี ว าระการดํ า รงตํ า แ หน ง เจ็ ด ป นั บ แต วั น ที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว กรรมการการเลือกตั้งซึ่งพนจากตําแหนงตามวาระ ตองอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวากรรมการการเลือกตั้งซึ่งไดรับแตงตั้งใหมจะเขารับหนาที่ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๙ (๑) (๒) (๓) (๕) (๖) (๗) และการขาดคุณ สมบัติและมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๓๐ มาใชบังคับกับการพนจากตําแหนงของกรรมการการเลือกตั้งดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๓๓ สมาชิ ก สภาผูแ ทนราษฎร สมาชิ ก วุฒิ ส ภา หรือ สมาชิ กของทั้ งสองสภารวมกัน มีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสิบของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภา มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานรัฐ สภาวากรรมการการเลือกตั้งคนใดคนหนึ่งขาดคุณ สมบัติหรือมีลักษณะตองหาม หรือกระทําการอันตองหามตามมาตรา ๒๓๐ และใหประธานรัฐ สภาสงคํารองนั้น ไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายในสามวันนับแตวันที่ไดรับคํารอง เพื่อใหศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
    • หนา ๘๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคําวินิจฉัยแลว ใหศาลรัฐธรรมนูญแจงคําวินิจฉัยไปยังประธานรัฐสภาและประธานกรรมการการเลือกตั้ง ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๙๒ มาใชบงคับกับการพนจากตําแหนงของกรรมการการเลือกตั้งดวย ัโดยอนุโลม มาตรา ๒๓๔ ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหนงตามวาระพรอมกัน ทั้งคณะใหดําเนินการสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ภายในเกาสิบวันนับแตวันที่พนจากตําแหนง ในกรณีที่กรรมการการเลือกตั้งพนจากตําแหนงเพราะเหตุอื่นนอกจากถึงคราวออกตามวาระใหดําเนินการสรรหาตามมาตรา ๒๓๑ ใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวัน ที่มีเหตุดังกลาว และใหผไดรบความเห็นชอบอยูในตําแหนงเพียงเทาวาระที่เหลืออยูของผูซึ่งตนแทน ู ั มาตรา ๒๓๕ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง เป น ผู ค วบคุ ม และดํ า เนิ น การจั ด หรื อ จั ด ให มีการเลือกตั้งหรือการสรรหาสมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น และผูบริหารทองถิ่น แลวแตกรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ประธานกรรมการการเลือกตั้งเปนผูรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลื อ กตั้ ง สมาชิก สภาผู แ ทนราษฎรและการได ม าซึ่ งสมาชิ ก วุฒิ ส ภา พระราชบั ญ ญัติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว า ด ว ยพรรคการเมื อ ง พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว า ด ว ยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติ และกฎหมายวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น และเปนนายทะเบียนพรรคการเมือง ใหมีสํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนหนวยงานที่เปนอิสระในการบริหารงานบุคคลการงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๓๖ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้ (๑) ออกประกาศหรือวางระเบียบกําหนดการทั้งหลายอันจําเปนแกการปฏิบัติตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง รวมทั้งวางระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและการดําเนินการใด ๆของพรรคการเมือง ผูสมัครรับเลือกตั้ง และผูมีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อใหเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมและกําหนดหลักเกณฑการดําเนินการของรัฐในการสนับสนุนใหการเลือกตั้งมีความเสมอภาค และมีโอกาสทัดเทียมกันในการหาเสียงเลือกตั้ง
    • หนา ๘๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๒) วางระเบียบเกี่ยวกับขอหามในการปฏิบัติหนาที่ของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีขณะอยูในตําแหนงเพื่อปฏิบัติหนาที่ตามมาตรา ๑๘๑ โดยคํานึงถึงการรักษาประโยชนของรัฐ และคํานึงถึงความสุจริต เที่ยงธรรม ความเสมอภาค และโอกาสทัดเทียมกันในการเลือกตั้ง (๓) กําหนดมาตรการและการควบคุมการบริจาคเงินใหแกพรรคการเมือง การสนับสนุนทางการเงินโดยรัฐ การใชจายเงินของพรรคการเมืองและผูสมัครรับเลือกตั้ง รวมทั้งการตรวจสอบบัญชีทางการเงิน ของพรรคการเมืองโดยเปดเผย และการควบคุมการจายเงินหรือรับเงิน เพื่อประโยชนใ นการลงคะแนนเลือกตั้ง (๔) มีคํ า สั่ง ใหข า ราชการ พนั ก งาน หรื อลู ก จ างของหน วยราชการ หน ว ยงานของรั ฐรัฐ วิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือเจาหนาที่อ่ืน ของรัฐ ปฏิบัติการทั้งหลายอัน จําเปน ตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง (๕) สืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปญหาหรือขอโตแยงที่เกิดขึ้นตามกฎหมายตามมาตรา ๒๓๕ วรรคสอง (๖) สั่งใหมีการเลือกตั้งใหมหรือออกเสียงประชามติใหมในหนวยเลือกตั้งใดหนวยเลือกตั้งหนึ่งหรือทุกหนวยเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอัน ควรเชื่อไดวาการเลือกตั้งหรือการออกเสียงประชามติใ นหนวยเลือกตั้งนั้น ๆ มิไดเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (๗) ประกาศผลการเลือกตั้ง ผลการสรรหา และผลการออกเสียงประชามติ (๘) ส ง เสริ ม และสนั บ สนุ น หรื อ ประสานงานกั บ หน ว ยราชการ หน ว ยงานของรั ฐรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือสนับสนุนองคการเอกชน ในการใหการศึกษาแกประชาชนเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข และสงเสริมการมีสวนรวม ทางการเมืองของประชาชน (๙) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคลใด หรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา ตลอดจนขอใหพนักงานอัยการ พนักงานสอบสวนหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐ วิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ดําเนินการเพื่อประโยชนแหงการปฏิบัติหนาที่ การสืบสวน สอบสวน หรือวินิจฉัยชี้ขาด
    • หนา ๘๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจแตงตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผูแ ทนองคการเอกชนเพื่อปฏิบัติหนาที่ตามที่มอบหมาย มาตรา ๒๓๗ ผูสมัครรับเลือกตั้งผูใ ดกระทําการ กอ หรือสนับสนุน ใหผูอื่น กระทําการอันเปนการฝาฝนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผ ลทําใหการเลือกตั้งมิไดเปน ไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ใหเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกลาวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรและการไดม าซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ถา การกระทํ า ของบุค คลตามวรรคหนึ่ ง ปรากฏหลั กฐานอั น ควรเชื่อ ไดว า หัว หน า พรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผูใด มีสวนรูเห็น หรือปลอยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทํานั้นแลว มิไดยับยั้งหรือแกไขเพื่อใหการเลือกตั้งเปนไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ใหถือวาพรรคการเมืองนั้นกระทําการเพื่อใหไดมาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิไดเปนไปตามวิถีทางที่บัญญัติไวใ นรัฐ ธรรมนูญนี้ตามมาตรา ๖๘ และในกรณีท่ีศ าลรัฐ ธรรมนูญมีคําสั่งใหยุบ พรรคการเมือ งนั้ น ให เพิ กถอนสิท ธิ เลื อกตั้ง ของหั วหน าพรรคการเมื องและกรรมการบริห ารพรรคการเมืองดังกลาวมีกําหนดเวลาหาปนับแตวันที่มีคําสั่งใหยุบพรรคการเมือง มาตรา ๒๓๘ คณะกรรมการการเลือกตั้งตองดําเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาขอเท็จจริงโดยพลันเมื่อมีกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังตอไปนี้ (๑) ผูมีสิทธิเลือกตั้ง ผูสมัครรับเลือกตั้ง หรือพรรคการเมืองซึ่งมีสมาชิกสมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง คัดคานวาการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น เปน ไปโดยไมถูกตองหรือไมชอบดวยกฎหมาย (๒) ผูเขารับการสรรหา หรือสมาชิกขององคกรตามมาตรา ๑๑๔ วรรคหนึ่ง คัดคานวาการสรรหาสมาชิกวุฒิสภานั้น เปนไปโดยไมถูกตองหรือไมชอบดวยกฎหมาย (๓) ปรากฏหลักฐานอัน ควรเชื่อไดวา กอนไดรับเลือกตั้งหรือสรรหา สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่น ผูใ ดไดกระทําการใด ๆ โดยไมสุจริตเพื่อใหตนเองไดรับเลือกตั้งหรือสรรหา หรือไดรับเลือกตั้งหรือสรรหามาโดยไมสุจริตโดยผลของการที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดไดกระทําลงไปโดยฝาฝน หลักเกณฑตามพระราชบัญญัติประกอบ
    • หนา ๙๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐รั ฐ ธรรมนู ญ ว า ด ว ยการเลื อ กตั้ ง สมาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรและการได ม าซึ่ ง สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภาพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง หรือกฎหมายวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น (๔) ปรากฏหลั ก ฐานอัน ควรเชื่ อ ได ว าการออกเสีย งประชามติมิ ไ ดเ ปน ไปโดยชอบด ว ยกฎหมาย หรื อผู มีสิ ท ธิเ ลือ กตั้ งคั ดค านว าการออกเสีย งประชามติใ นหนว ยเลื อกตั้ง ใดเป น ไปโดยไมถูกตองหรือไมชอบดวยกฎหมาย เมื่อดําเนินการตามวรรคหนึ่งเสร็จแลว คณะกรรมการการเลือกตั้งตองพิจารณาวินิจฉัยสั่งการโดยพลัน มาตรา ๒๓๙ ในกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งวินิจฉัยใหมีการเลือกตั้งใหมหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกอนการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ใหคําวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งเปนที่สุด ในกรณี ที่ ป ระกาศผลการเลื อ กตั้ ง แล ว ถ า คณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง เห็ น ว า ควรให มีการเลือกตั้งใหมหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผูใด ใหยื่นคํารองตอศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย เมื่อศาลฎีกาไดรับคํารองของคณะกรรมการการเลือกตั้งแลว สมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรื อสมาชิ กวุ ฒิส ภาผู นั้น จะปฏิบั ติห นา ที่ ตอ ไปไมไ ด จนกว าศาลฎี กาจะมี คํา สั่ง ยกคํ าร อ งในกรณี ที่ ศ าลฎี ก ามี คํ า สั่ ง ให มี ก ารเลื อ กตั้ ง ใหม ใ นเขตเลื อ กตั้ ง ใดหรื อ เพิ ก ถอนสิ ท ธิ เ ลื อ กตั้ งสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาผูใด ใหสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาในเขตเลือกตั้งนั้นสิ้นสุดลง ในกรณีที่บุคคลตามวรรคสองปฏิบัติหนาที่ตอไปไมได มิใหนับบุคคลดังกลาวเขาในจํานวนรวมของสมาชิกเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎรหรือวุฒิสภา แลวแตกรณี ใหนํ าความในวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม มาใช บังคั บกับ การเลื อกตั้ งสมาชิ กสภาทองถิ่น และผูบริหารทองถิ่นดวยโดยอนุโลม โดยการยื่น คํารองตอศาลตามวรรคสองใหยื่น ตอศาลอุทธรณ และใหคําสั่งของศาลอุทธรณเปนที่สุด มาตรา ๒๔๐ ในกรณีที่มการคัดคานวาการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาผูใดเปนไปโดยไมถูกตอง ีหรือไมชอบดวยกฎหมาย หรือปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อไดวากอนไดรับการสรรหา สมาชิกวุฒิสภาผูใดกระทําการตามมาตรา ๒๓๘ ใหคณะกรรมการการเลือกตั้งดําเนินการสืบสวนสอบสวนโดยพลัน
    • หนา ๙๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ เมื่ อ คณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ได วิ นิ จ ฉั ย สั่ ง การเป น อย า งใดแล ว ให เ สนอต อ ศาลฎี ก าเพื่อพิจารณาวินิจฉัยโดยพลัน และใหนําความในมาตรา ๒๓๙ วรรคสองและวรรคสาม มาใชบังคับกับการที่สมาชิกวุฒิสภาผูนั้นไมอาจปฏิบัติหนาที่ตอไปได โดยอนุโลม ในกรณีที่ศาลฎีกามีคําสั่งใหเพิกถอนการสรรหาหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาผูใดใหสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาผูนั้นสิ้นสุดลงนับแตวันที่ศาลฎีกามีคําสั่ง และใหดําเนินการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาใหมแทนตําแหนงที่วาง ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองประธานกรรมการการเลือกตั้งจะรวมดําเนินการหรือวินิจฉัยสั่งการมิได และใหคณะกรรมการการเลือกตั้งมีองคประกอบเทาที่มีอยู การคัดคานและการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ใหเปนไปตามที่บัญญัติไวใ นพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรและการไดม าซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๒๔๑ ในระหวางที่พระราชกฤษฎีกาใหมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา ประกาศใหมีการสรรหาสมาชิกวุฒิสภา หรือประกาศใหมีการออกเสียงประชามติมีผลใชบังคับ หามมิใหจับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวกรรมการการเลือกตั้งไปทําการสอบสวน เวนแตในกรณีที่ไดรับอนุญาตจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือในกรณีที่จับในขณะกระทําความผิด ในกรณีที่มีการจับกรรมการการเลือกตั้งในขณะกระทําความผิด หรือจับ หรือคุมขังกรรมการการเลือกตั้งในกรณีอื่น ใหรายงานไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งโดยดวน และประธานกรรมการการเลือกตั้งอาจสั่งใหปลอยผูถูกจับได แตถาประธานกรรมการการเลือกตั้งเปน ผูถูกจับหรือคุม ขังใหเปนอํานาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งเทาที่มีอยูเปนผูดําเนินการ ๒. ผูตรวจการแผนดิน มาตรา ๒๔๒ ผูตรวจการแผนดินมีจํานวนสามคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งเปนที่ยอมรับนับถือของประชาชน มีความรอบรูและมีประสบการณในการบริหารราชการแผนดิน วิสาหกิจ หรือกิจกรรมอันเปนประโยชนรวมกันของสาธารณะ และมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ
    • หนา ๙๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ให ผูไ ด รับ เลือ กเป น ผู ต รวจการแผ น ดิ น ประชุ ม และเลื อกกั น เองใหค นหนึ่ งเป น ประธานผูตรวจการแผนดินแลวแจงผลใหประธานวุฒิสภาทราบ ใหประธานวุฒิสภาเปน ผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานผูตรวจการแผนดินและผูตรวจการแผนดิน คุณสมบัติและลักษณะตองหามของผูตรวจการแผนดินใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยผูตรวจการแผนดิน ผูตรวจการแผนดินมีวาระการดํารงตําแหนงหกปนับแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว ํ ให มี สํ า นั ก งานผู ต รวจการแผ น ดิ น เป น หน ว ยงานที่ เ ป น อิ ส ระในการบริ ห ารงานบุ ค คลการงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๔๓ การสรรหาและการเลือกผูตรวจการแผนดิน ใหนําบทบัญญัติม าตรา ๒๐๖และมาตรา ๒๐๗ มาใชบังคับโดยอนุโลม โดยใหมีคณะกรรมการสรรหาจํานวนเจ็ดคนประกอบดวยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผูแทนราษฎรผูนํา ฝายคา นในสภาผูแ ทนราษฎร บุ คคลซึ่ง ที่ป ระชุ ม ใหญศ าลฎี กาคัดเลือ กจํา นวนหนึ่ งคน และบุคคลซึ่งที่ประชุมใหญตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกจํานวนหนึ่งคน และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๓๑ (๑) วรรคสอง มาใชบังคับดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๔๔ ผูตรวจการแผนดินมีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้ (๑) พิจารณาและสอบสวนหาขอเท็จจริงตามคํารองเรียนในกรณี (ก) การไมปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัตินอกเหนืออํานาจหนาที่ตามกฎหมายของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น (ข) การปฏิบัติหรือละเลยไมปฏิบัติหนาที่ของขาราชการ พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือราชการสวนทองถิ่น ที่กอใหเกิดความเสียหายแกผูรองเรียนหรือประชาชนโดยไมเปนธรรม ไมวาการนั้นจะชอบหรือไมชอบดวยอํานาจหนาที่ก็ตาม (ค) การตรวจสอบการละเลยการปฏิบัติหนาที่หรือการปฏิบัติหนาที่โดยไมชอบดวยกฎหมายขององคกรตามรัฐธรรมนูญและองคกรในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ไมรวมถึงการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล
    • หนา ๙๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (ง) กรณีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ (๒) ดําเนินการเกี่ยวกับจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม และมาตรา ๒๘๐ (๓) ติดตาม ประเมินผล และจัดทําขอเสนอแนะในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ รวมตลอดถึงขอพิจารณาเพื่อแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในกรณีท่เี ห็นวาจําเปน (๔) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิ บัติห นาที่ พรอ มขอ สังเกตต อคณะรัฐ มนตรีสภาผูแ ทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป ทั้งนี้ ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจานุเบกษาและเปดเผยตอสาธารณะดวย การใชอํานาจหนาที่ตาม (๑) (ก) (ข) และ (ค) ใหผูตรวจการแผน ดิน ดําเนิน การเมื่อมีการรองเรียน เวนแตเปนกรณีท่ีผูตรวจการแผนดินเห็นวาการกระทําดังกลาวมีผลกระทบตอความเสียหายของประชาชนสวนรวมหรือเพื่อคุม ครองประโยชนสาธารณะ ผูตรวจการแผน ดิน อาจพิจารณาและสอบสวนโดยไมมีการรองเรียนได มาตรา ๒๔๕ ผูตรวจการแผน ดินอาจเสนอเรื่องตอศาลรัฐ ธรรมนูญหรือศาลปกครองไดเมื่อเห็นวามีกรณีดังตอไปนี้ (๑) บทบัญญัติแ หงกฎหมายใดมีปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญ ใหเ สนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐ ธรรมนูญ และใหศาลรัฐ ธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยโดยไมชักชา ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (๒) กฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่น ใดของบุคคลใดตามมาตรา ๒๔๔ (๑) (ก) มีปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญหรือ กฎหมาย ใหเสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครองและให ศ าลปกครองพิ จ ารณาวิ นิ จ ฉั ย โดยไม ชั ก ช า ทั้ ง นี้ ตามพระราชบั ญ ญั ติ ว า ด ว ยการจั ด ตั้ งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ๓. คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ มาตรา ๒๔๖ คณะกรรมการปอ งกั น และปราบปรามการทุจ ริต แหง ชาติ ประกอบด ว ยประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกแปดคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา
    • หนา ๙๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติตองเปน ผูซึ่งมีความซื่อสัตยสุจริตเปน ที่ประจักษและมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามตามมาตรา ๒๐๕ โดยเคยเปนรัฐมนตรี กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผนดิน กรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ หรือกรรมการตรวจเงินแผนดินหรื อ เคยรับ ราชการในตํา แหน ง ไมต่ํ า กว า อธิ บ ดี หรื อ ผูดํ า รงตํ าแหน งทางบริ หารในหน วยราชการที่มีอํานาจบริหารเทียบเทาอธิบดี หรือดํารงตําแหนงไมต่ํากวาศาสตราจารย ผูแ ทนองคการพัฒ นาเอกชน หรื อ ผู ป ระกอบวิ ช าชี พ ที่ มี อ งคก รวิ ช าชีพ ตามกฎหมายมาเป น เวลาไม น อ ยกวา สามสิ บ ปซึ่งองคการพัฒนาเอกชนหรือองคกรวิชาชีพนั้นใหการรับรองและเสนอชื่อเขาสูกระบวนการสรรหา การสรรหาและการเลือกกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใชบังคับโดยอนุโลม โดยใหมีคณะกรรมการสรรหาจํานวนหาคนประกอบดวยประธานศาลฎีกา ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานสภาผูแทนราษฎร และผูนําฝายคานในสภาผูแทนราษฎร ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการและกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ใหมกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตประจําจังหวัด โดยคุณสมบัติ กระบวนการ ีสรรหา และอํานาจหนาที่ ใหเปนไปตามที่บัญญัติไวใ นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา ๒๔๗ กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีวาระการดํารงตําแหนงเกาปนับแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติซึ่งพนจากตําแหนงตามวาระ ตองปฏิบัติหนาที่ตอไปจนกวากรรมการซึ่งไดรับแตงตั้งใหมจะเขารับหนาที่ การพน จากตําแหนง การสรรหา และการเลือกกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติแทนตําแหนงที่วาง ใหนาบทบัญญัติมาตรา ๒๐๙ และมาตรา ๒๑๐ มาใชบังคับโดยอนุโลม ํ มาตรา ๒๔๘ สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่ งในสี่ของจํานวนสมาชิ กทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร หรือประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งไมนอยกวาสองหมื่นคน มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาวากรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูใ ดกระทํา
    • หนา ๙๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐การขาดความเที่ยงธรรม จงใจฝาฝนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือมีพฤติการณที่เปนการเสื่อมเสียแกเกียรติศักดิ์ของการดํารงตําแหนงอยางรายแรง เพื่อใหวุฒิสภามีมติใหพนจากตําแหนง มติของวุฒิสภาใหกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติพน จากตําแหนงตามวรรคหนึ่ง ตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภา มาตรา ๒๔๙ สมาชิ ก สภาผูแ ทนราษฎร สมาชิ ก วุฒิ ส ภา หรือ สมาชิ กของทั้ งสองสภามีจํ า นวนไม น อ ยกว า หนึ่ง ในห าของจํ านวนสมาชิ ก ทั้ งหมดเทา ที่ มี อ ยูข องทั้ งสองสภา มี สิท ธิ เ ข าชื่อรองขอตอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุ จ ริต แหง ชาติ ผูใ ดร่ํา รวยผิ ดปกติ กระทํ า ความผิ ด ฐานทุ จ ริต ต อหน าที่ หรือ กระทํ าความผิ ดตอตําแหนงหนาที่ราชการ คํารองขอตามวรรคหนึ่งตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดํารงตําแหนงดังกลาวกระทําการตามวรรคหนึ่งเปนขอ ๆ ใหชัดเจน และใหยื่นตอประธานวุฒิสภา เมื่อประธานวุฒิสภาไดรับคํารองแลว ใหสงคํารองดังกลาวไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองเพื่อพิจารณาพิพากษา กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติผูถูกกลาวหา จะปฏิบัติหนาที่ในระหวางนั้ น มิ ไ ด จนกว า จะมี คํ า พิ พ ากษาของศาลฎี ก าแผนกคดี อ าญาของผู ดํ า รงตํ า แหน ง ทางการเมื อ งใหยกคํารองดังกลาว ในกรณีที่กรรมการปอ งกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติไมอ าจปฏิบัติหนาที่ไดตามวรรคสาม และมี ก รรมการป อ งกั น และปราบปรามการทุ จ ริ ต แห ง ชาติ เ หลื อ อยู น อ ยกว า กึ่ ง หนึ่ งของจํานวนกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติทั้ งหมด ใหประธานศาลฎีกาและประธานศาลปกครองสูงสุดรวมกันแตงตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไมมีลักษณะตองหามเชนเดียวกับกรรมการปองกัน และปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ทําหนาที่เปนกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเปนการชั่วคราว โดยใหผูที่ไดรับแตงตั้งอยูในตําแหนงไดจนกวากรรมการปองกันและปราบปรามการทุ จ ริ ต แห ง ชาติ ที่ ต นดํ า รงตํ าแหน ง แทนจะปฏิ บั ติ ห น า ที่ ไ ด หรื อ จนกว า จะมีคําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวาผูนั้นกระทําความผิด มาตรา ๒๕๐ คณะกรรมการปอ งกั นและปราบปรามการทุ จริ ตแหง ชาติมี อํา นาจหนา ที่ดังตอไปนี้
    • หนา ๙๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๑) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการถอดถอนออกจากตําแหนงเสนอตอวุฒิสภาตามมาตรา ๒๗๒ และมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม (๒) ไตสวนขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทั้งทําความเห็นเกี่ยวกับการดําเนินคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองสงไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตามมาตรา ๒๗๕ (๓) ไตสวนและวินิจฉัยวาเจาหนาที่ของรัฐตั้งแตผูบริหารระดับสูงหรือขาราชการซึ่งดํารงตําแหนงตั้งแตผูอํานวยการกองหรือเทียบเทาขึ้นไปร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดฐานทุจริตตอหนาที่หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ หรือความผิดตอตําแหนงหนาที่ในการยุติธรรม รวมทั้งดําเนินการกับเจาหนาที่ของรัฐหรือขาราชการในระดับต่ํากวาที่รวมกระทําความผิดกับผูดํารงตําแหนงดังกลาวหรือกับผูดํารงตําแหนงทางการเมือง หรือที่กระทําความผิดในลักษณะที่คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเห็น สมควรดําเนิน การดวย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต (๔) ตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริง รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของทรัพยสินและหนี้สินของผูดํารงตําแหนงตามมาตรา ๒๕๙ และมาตรา ๒๖๔ ตามบัญชีและเอกสารประกอบที่ไดยื่นไว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑและวิธีการที่คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติกําหนด (๕) กํากับดูแลคุณธรรมและจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง (๖) รายงานผลการตรวจสอบและผลการปฏิ บัติห นาที่ พรอ มขอ สังเกตต อคณะรัฐ มนตรีสภาผูแ ทนราษฎร และวุฒิสภา ทุกป ทั้งนี้ ใหประกาศรายงานดังกลาวในราชกิจจานุเบกษาและเปดเผยตอสาธารณะดวย (๗) ดําเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๑๓ มาใชบังคับกับการปฏิบัติหนาที่ของคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติดวยโดยอนุโลม ประธานกรรมการป อ งกั น และปราบปรามการทุ จริ ตแห งชาติแ ละกรรมการป องกั น และปราบปรามการทุจริตแหงชาติเปนเจาพนักงานในการยุติธรรมตามกฎหมาย มาตรา ๒๕๑ คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีหนวยธุรการของคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติที่เปนอิสระ โดยมีเลขาธิการคณะกรรมการ
    • หนา ๙๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ การแตงตั้งเลขาธิการคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ตองไดรับความเห็นชอบของคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติและวุฒิสภา ใหมีสานักงานคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเปนหนวยงานที่เปน ํอิสระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ๔. คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน มาตรา ๒๕๒ การตรวจเงิน แผน ดิน ใหกระทําโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผน ดิน ที่เปนอิสระและเปนกลาง คณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน ประกอบดวย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งจากผูมีความชํานาญและประสบการณดานการตรวจเงินแผนดินการบัญชี การตรวจสอบภายใน การเงินการคลัง และดานอื่น การสรรหาและการเลือกกรรมการตรวจเงิน แผน ดิน และผูวาการตรวจเงิน แผน ดิน ใหนํ าบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสามและวรรคสี่ มาตรา ๒๐๖ และมาตรา ๒๐๗ มาใชบังคับโดยอนุโลม เวนแตองคประกอบของคณะกรรมการสรรหาใหเปนไปตามมาตรา ๒๔๓ ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผนดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน กรรมการตรวจเงิ น แผ น ดิ น มี ว าระการดํ า รงตํ า แหน ง หกป นั บ แต วั น ที่ พ ระมหากษั ต ริ ยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว คุณ สมบัติ ลักษณะตองหาม และการพน จากตําแหนงของกรรมการตรวจเงิน แผนดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน รวมทั้งอํานาจหนาที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน ผูวาการตรวจเงินแผนดิน และสํานักงานการตรวจเงินแผนดิน ใหเปนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการตรวจเงินแผนดิน
    • หนา ๙๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การกํ า หนดคุ ณ สมบั ติ แ ละวิ ธี ก ารเลื อ กบุ ค คลซึ่ ง จะได รั บ การแต ง ตั้ ง เป น กรรมการตรวจเงินแผนดินและผูวาการตรวจเงินแผนดิน จะตองเปนไปเพื่อใหไดบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสมมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ และเพื่อใหไดหลักประกันความเปนอิสระในการปฏิบัติหนาที่ของบุคคลดังกลาว มาตรา ๒๕๓ คณะกรรมการตรวจเงินแผนดินมีอํานาจหนาที่กําหนดหลักเกณฑมาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน ใหคําปรึกษา แนะนํา และเสนอแนะใหมีการแกไขขอบกพรองเกี่ยวกับการตรวจเงินแผนดิน และมีอํานาจแตงตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังที่เปนอิสระเพื่อทําหนาที่วินิจฉัยการดําเนิน การที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลัง และการงบประมาณ และใหคดีที่พิพาทเกี่ยวกับคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินัยทางการเงินและการคลังในเรื่องดังกลาวเปนคดีที่อยูในอํานาจของศาลปกครอง ใหผูวาการตรวจเงิน แผน ดิน มีอํานาจหนาที่เกี่ยวกับการตรวจเงิน แผน ดิน ที่เปน อิสระและเปนกลาง มาตรา ๒๕๔ คณะกรรมการตรวจเงิ น แผ น ดิ น มี ห น ว ยธุ ร การของคณะกรรมการตรวจเงิน แผน ดิน ที่เปน อิสระ โดยมีผูวาการตรวจเงินแผน ดินเปนผูบังคับบัญชาขึ้นตรงตอประธานกรรมการตรวจเงินแผนดิน ให มีสํ า นัก งานการตรวจเงิ น แผ น ดิน เป น หน วยงานที่เ ป น อิ ส ระในการบริ ห ารงานบุค คลการงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ สวนที่ ๒ องคกรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ๑. องคกรอัยการ มาตรา ๒๕๕ พนั ก งานอั ย การมี อํ า นาจหน า ที่ ต ามที่ บั ญ ญั ติ ใ นรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ แ ละตามกฎหมายวาดวยอํานาจและหนาที่ของพนักงานอัยการและกฎหมายอื่น พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหนาที่ใหเปนไปโดยเที่ยงธรรม
    • หนา ๙๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การแตงตั้งและการใหอัยการสูงสุดพน จากตําแหนงตองเปน ไปตามมติของคณะกรรมการอัยการ และไดรับความเห็นชอบจากวุฒสภา ิ ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งอัยการสูงสุด องคกรอัยการมีหนว ยธุรการที่เป น อิสระในการบริห ารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น โดยมีอัยการสูงสุดเปนผูบังคับบัญชา ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ พนักงานอัยการตองไมเปนกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐในทํานองเดียวกันเวนแตจะไดรับอนุมัติจากคณะกรรมการอัยการ ทั้งตองไมประกอบอาชีพหรือวิช าชีพ หรือกระทํากิจการใดอันเปนการกระทบกระเทือนถึงการปฏิบัติหนาที่ หรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แหงตําแหนงหนาที่ราชการ และตองไมเปน กรรมการ ผูจัดการ หรือที่ปรึกษากฎหมาย หรือดํารงตําแหนงอื่น ใดที่มีลักษณะงานคลายคลึงกันนั้นในหางหุนสวนบริษัท ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๒ มาใชบังคับโดยอนุโลม ๒. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ มาตรา ๒๕๖ คณะกรรมการสิท ธิม นุษยชนแหงชาติ ประกอบด วย ประธานกรรมการคนหนึ่งและกรรมการอื่นอีกหกคน ซึ่งพระมหากษัตริยทรงแตงตั้งตามคําแนะนําของวุฒิสภา จากผูซึ่งมีความรูหรือประสบการณดานการคุมครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนเปนที่ประจักษ ทั้งนี้ โดยตองคํานึงถึงการมีสวนรวมของผูแทนจากองคการเอกชนดานสิทธิมนุษยชนดวย ใหประธานวุฒิสภาเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแตงตั้งประธานกรรมการและกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ คุ ณ สมบั ติ ลั ก ษณะต อ งห า ม การถอดถอน และการกํ า หนดค า ตอบแทนกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ กรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีวาระการดํารงตําแหนงหกปนับแตวันที่พระมหากษัตริยทรงแตงตั้ง และใหดํารงตําแหนงไดเพียงวาระเดียว ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๔ วรรคสาม มาตรา ๒๐๖ มาตรา ๒๐๗ และมาตรา ๒๐๙ (๒)มาใชบังคับโดยอนุโลม เวนแตองคประกอบของคณะกรรมการสรรหาใหเปนไปตามมาตรา ๒๔๓
    • หนา ๑๐๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ให มี สํ า นั ก งานคณะกรรมการสิ ท ธิ ม นุ ษ ยชนแห ง ชาติ เ ป น หน ว ยงานที่ เ ป น อิ ส ระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๕๗ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีอํานาจหนาที่ ดังตอไปนี้ (๑) ตรวจสอบและรายงานการกระทําหรือการละเลยการกระทํา อัน เปน การละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือไมเปนไปตามพันธกรณีระหวางประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเปนภาคีและเสนอมาตรการการแกไขที่เหมาะสมตอบุคคลหรือหนวยงานที่กระทําหรือละเลยการกระทําดังกลาวเพื่อดําเนินการ ในกรณีที่ปรากฏวาไมมีการดําเนินการตามที่เสนอ ใหรายงานตอรัฐสภาเพื่อดําเนินการตอไป (๒) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผูรองเรียนวาบทบัญญัติแหงกฎหมายใดกระทบตอสิทธิม นุษยชนและมีปญหาเกี่ยวกับความชอบดวยรัฐธรรมนูญทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ (๓) เสนอเรื่องพรอมดวยความเห็นตอศาลปกครอง ในกรณีที่เห็นชอบตามที่มีผูรองเรียนวากฎ คํ า สั่ง หรื อ การกระทํา อื่ น ใดในทางปกครองกระทบต อ สิ ท ธิม นุ ษ ยชนและมี ป ญ หาเกี่ ย วกั บความชอบดวยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (๔) ฟองคดีตอศาลยุติธรรมแทนผูเสียหาย เมื่อไดรับการรองขอจากผูเสียหายและเปนกรณีที่เห็นสมควรเพื่อแกไขปญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนเปนสวนรวม ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ (๕) เสนอแนะนโยบายและขอ เสนอในการปรับ ปรุ งกฎหมาย และกฎ ตอ รัฐ สภาหรื อคณะรัฐมนตรีเพื่อสงเสริมและคุมครองสิทธิมนุษยชน (๖) สงเสริมการศึกษา การวิจัย และการเผยแพรความรูดานสิทธิมนุษยชน (๗) สงเสริมความรวมมือและการประสานงานระหวางหนวยราชการ องคการเอกชน และองคการอื่นในดานสิทธิมนุษยชน (๘) จัดทํารายงานประจําปเพื่อประเมินสถานการณดานสิทธิมนุษยชนภายในประเทศและเสนอตอรัฐสภา (๙) อํานาจหนาที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ในการปฏิบัติหนาที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตองคํานึงถึงผลประโยชนสวนรวมของชาติและประชาชนประกอบดวย
    • หนา ๑๐๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติมีอํานาจเรียกเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวของจากบุคคลใดหรือเรียกบุคคลใดมาใหถอยคํา รวมทั้งมีอํานาจอื่น เพื่อประโยชนในการปฏิบัติหนาที่ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ๓. สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ มาตรา ๒๕๘ สภาที่ ป รึ ก ษาเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห ง ชาติ มี ห น า ที่ ใ ห คํ า ปรึ ก ษาและขอเสนอแนะตอคณะรัฐมนตรีในปญหาตาง ๆ ที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวของ แผนพั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คมแห ง ชาติ แ ละแผนอื่ น ตามที่ ก ฎหมายบั ญ ญั ติ ต อ งใหสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ใหความเห็นกอนพิจารณาประกาศใช องค ป ระกอบ ที่ ม า อํ า นาจหน าที่ และการดํา เนิ น งานของสภาที่ป รึ ก ษาเศรษฐกิ จ และสังคมแหงชาติ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ให มี สํ า นั ก งานสภาที่ ป รึ ก ษาเศรษฐกิ จ และสัง คมแห ง ชาติเ ป น หน ว ยงานที่ เ ป น อิ ส ระในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณ และการดําเนินการอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ หมวด ๑๒ การตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ สวนที่ ๑ การตรวจสอบทรัพยสิน มาตรา ๒๕๙ ผู ดํ า รงตํ า แหน ง ทางการเมื อ งดั ง ต อ ไปนี้ มี ห น า ที่ ยื่ น บั ญ ชี แ สดงรายการทรัพยสินและหนี้สิน ของตน คูสมรส และบุตรที่ยังไมบรรลุนิติภาวะตอคณะกรรมการปองกัน และปราบปรามการทุจริตแหงชาติ ทุกครั้งที่เขารับตําแหนงหรือพนจากตําแหนง (๑) นายกรัฐมนตรี (๒) รัฐมนตรี (๓) สมาชิกสภาผูแทนราษฎร
    • หนา ๑๐๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๔) สมาชิกวุฒิสภา (๕) ขาราชการการเมืองอื่น (๖) ผูบริหารทองถิ่นและสมาชิกสภาทองถิ่นตามที่กฎหมายบัญญัติ บัญชีตามวรรคหนึ่งใหยื่นพรอมเอกสารประกอบซึ่งเปนสําเนาหลักฐานที่พิสูจนความมีอยูจริงของทรัพยสินและหนี้สินดังกลาว รวมทั้งสําเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินไดบุคคลธรรมดาในรอบปภาษีที่ผานมา การยื่ น บั ญ ชีแ สดงรายการทรั พ ยสิ น และหนี้สิ น ตามวรรคหนึ่ งและวรรคสอง ใหร วมถึ งทรัพยสินของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองที่มอบหมายใหอยูในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไมวาโดยทางตรงหรือทางออมดวย มาตรา ๒๖๐ บัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สินตามมาตรา ๒๕๙ ใหแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สินที่มีอยูจริงในวันที่เขารับตําแหนงหรือวันที่พนจากตําแหนง แลวแตกรณี และตองยื่นภายในกําหนดเวลาดังตอไปนี้ (๑) ในกรณีที่เปนการเขารับตําแหนง ใหยื่นภายในสามสิบวันนับแตวันเขารับตําแหนง (๒) ในกรณีที่เปนการพนจากตําแหนง ใหยื่นภายในสามสิบวันนับแตวันพนจากตําแหนง (๓) ในกรณีที่บุคคลตามมาตรา ๒๕๙ ซึ่งไดยื่นบัญชีไวแลว ตายในระหวางดํารงตําแหนงหรือ กอ นยื่น บัญ ชีหลั งจากพ น จากตําแหน ง ให ทายาทหรือ ผูจั ดการมรดก ยื่น บัญชี แ สดงรายการทรัพยสินและหนี้สนที่มีอยูในวันที่ผูดํารงตําแหนงนั้นตาย ภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ผูดํารงตําแหนงตาย ิ ผูดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ผูบริหารทองถิ่น สมาชิกสภาทองถิ่น หรือผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ซึ่งพนจากตําแหนง นอกจากตองยื่นบัญชีตาม (๒) แลว ใหมีหนาที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สินที่มีอยูจริงในวันครบหนึ่งปนับแตวันที่พนจากตําแหนงดังกลาวอีกครั้งหนึ่งโดยใหยื่นภายในสามสิบวันนับแตวันที่พนจากตําแหนงมาแลวเปนเวลาหนึ่งปดวย มาตรา ๒๖๑ บั ญ ชี แ สดงรายการทรั พ ย สิ น และหนี้ สิ น และเอกสารประกอบของนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ใหเปดเผยใหสาธารณชนทราบโดยเร็วแตตองไมเกินสามสิบวันนับแตวันที่ครบกําหนดตองยื่นบัญชีดังกลาว บัญชีของผูดํารงตําแหนงอื่นจะเปดเผยไดตอเมื่อการเปดเผยดังกลาวจะเปนประโยชนตอการพิจารณาพิพากษาคดีหรือการวินิจฉัยชี้ขาด และไดรับการรองขอจากศาลหรือผูมีสวนไดเสียหรือคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน
    • หนา ๑๐๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ให ป ระธานกรรมการป อ งกั น และปราบปรามการทุ จ ริ ต แห ง ชาติ จั ด ให มี ก ารประชุ มคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเพื่อตรวจสอบความถูกตองและความมีอยูจริงของทรัพยสินและหนี้สินดังกลาวโดยเร็ว มาตรา ๒๖๒ ในกรณีที่มีการยื่นบัญชีเพราะเหตุที่ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองผูใดพนจากตําแหนงหรือตาย ใหคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติทําการตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของทรัพยสิน และหนี้สินของผูดํารงตําแหนงนั้น แลวจัดทํารายงานผลการตรวจสอบรายงานดังกลาวใหประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในกรณีที่ปรากฏวาผูดํารงตําแหนงตามวรรคหนึ่งผูใดมีทรัพยสินเพิ่มขึ้นผิดปกติ ใหประธานกรรมการป องกั นและปราบปรามการทุจริต แหง ชาติส งเอกสารทั้งหมดที่มีอ ยูพร อมทั้ง รายงานผลการตรวจสอบไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดําเนินคดีตอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองใหทรัพยสนที่เพิ่มขึ้นผิดปกตินั้นตกเปนของแผนดินตอไป และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๗๒ วรรคหา ิมาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๖๓ ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองผูใดจงใจไมยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สินและเอกสารประกอบตามที่กําหนดไวในรัฐธรรมนูญนี้ หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพยสินและหนี้สินและเอกสารประกอบดวยขอความอัน เปน เท็จ หรือปกปดขอเท็จจริงที่ควรแจงใหทราบใหคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเสนอเรื่องใหศ าลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวินิจฉัยตอไป ถ า ศาลฎี ก าแผนกคดี อ าญาของผู ดํ า รงตํ า แหน ง ทางการเมื อ งวิ นิ จ ฉั ย ว า ผู ดํ า รงตํ า แหน งทางการเมืองผูใดกระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง ใหผูนั้นพนจากตําแหนงในวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวินิจฉัย โดยใหนําบทบัญญัติม าตรา ๙๒ มาใชบังคับโดยอนุโลมและผูนั้นตองหามมิใหดํารงตําแหนงทางการเมืองหรือดํารงตําแหนงใดในพรรคการเมืองเปนเวลาหาปนับแตวันที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองวินิจฉัยดวย มาตรา ๒๖๔ บทบั ญญั ติ ม าตรา ๒๕๙ มาตรา ๒๖๐ มาตรา ๒๖๑ วรรคสอง และมาตรา ๒๖๓ วรรคหนึ่ง ใหใชบังคับกับเจาหนาที่ของรัฐ ตามที่คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติกําหนดดวยโดยอนุโลม
    • หนา ๑๐๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ คณะกรรมการปอ งกั นและปราบปรามการทุ จริ ตแหง ชาติอ าจเป ดเผยบัญ ชีแ สดงรายการทรัพยสิน และหนี้สินและเอกสารประกอบที่มี การยื่น ไว แ กผูมีสวนไดเสียได ถาเปน ประโยชนใ นการดําเนินคดีหรือการวินิจฉัยการกระทําความผิด ตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต สวนที่ ๒ การกระทําที่เปนการขัดกันแหงผลประโยชน มาตรา ๒๖๕ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตอง (๑) ไมดํารงตําแหนงหรือหนาที่ใ ดในหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐ วิสาหกิจหรือตําแหนงสมาชิกสภาทองถิ่น ผูบริหารทองถิ่น หรือขาราชการสวนทองถิ่น (๒) ไมรับหรือแทรกแซงหรือกาวกายการเขารับสัมปทานจากรัฐ หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเขาเปนคูสัญญากับรัฐ หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจอัน มีลักษณะเปน การผูกขาดตัดตอน หรือเปน หุน สวนหรือผูถือหุนในหางหุนสวนหรือบริษัทที่รับสัมปทานหรือเขาเปนคูสัญญาในลักษณะดังกลาว ทั้งนี้ ไมวาโดยทางตรงหรือทางออม (๓) ไมรับเงินหรือประโยชนใด ๆ จากหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเปนพิเศษนอกเหนือไปจากที่หนวยราชการ หนวยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ปฏิบัติตอบุคคลอื่น ๆในธุรกิจการงานตามปกติ (๔) ไมกระทําการอันเปนการตองหามตามมาตรา ๔๘ บทบั ญญั ติม าตรานี้มิ ใ ห ใ ช บัง คับ ในกรณีที่ สมาชิก สภาผู แ ทนราษฎรหรื อสมาชิก วุฒิ สภารับเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินปพระบรมวงศานุวงศ หรือเงินอื่นใดในลักษณะเดียวกัน และมิใหใชบังคับในกรณีที่สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภารับหรือดํารงตําแหนงกรรมาธิการของรัฐสภา สภาผูแทนราษฎร หรือวุฒิสภา หรือกรรมการที่ไดรับแตงตั้งในการบริหารราชการแผนดิน ใหนําความใน (๒) (๓) และ (๔) มาใชบังคับกับคูสมรสและบุตรของสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา และบุคคลอื่น ซึ่งมิใชคูสมรสและบุตรของสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรหรือ
    • หนา ๑๐๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐สมาชิกวุฒิสภานั้น ที่ดํา เนิน การในลั กษณะผูถูกใช ผูรวมดํา เนิน การ หรือผูไดรับมอบหมายจากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาใหกระทําการตามมาตรานี้ดวย มาตรา ๒๖๖ สมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาตองไมใชสถานะหรือตําแหนงการเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเขาไปกาวกายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชนของตนเอง ของผูอ่น หรือของพรรคการเมือง ไมวาโดยทางตรงหรือทางออม ในเรื่องดังตอไปนี้ ื (๑) การปฏิบัติราชการหรือการดําเนินงานในหนาที่ประจําของขาราชการ พนักงาน หรือลูก จ างของหน วยราชการ หน ว ยงานของรั ฐ รัฐ วิ สาหกิ จ กิจ การที่ รั ฐ ถื อ หุ น ใหญ หรือ ราชการสวนทองถิ่น (๒) การบรรจุ แตงตั้ง โยกยาย โอน เลื่อนตําแหนง และเลื่อนเงินเดือนของขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจําและมิใชขาราชการการเมือง พนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการหนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุนใหญ หรือราชการสวนทองถิ่น หรือ (๓) การให ข า ราชการซึ่ ง มี ตํ า แหน ง หรื อ เงิ น เดื อ นประจํ า และมิ ใ ช ข า ราชการการเมื อ งพนักงาน หรือลูกจางของหนวยราชการ หนวยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุนใหญ หรือราชการสวนทองถิ่น พนจากตําแหนง มาตรา ๒๖๗ ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๖๕ มาใชบังคับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐ มนตรีดวย เวนแตเปนการดํารงตําแหนงหรือดําเนินการตามบทบัญญัติแหงกฎหมาย และจะดํารงตําแหนงใดในหางหุนสวน บริษัท หรือองคการที่ดําเนินธุรกิจโดยมุงหาผลกําไรหรือรายไดมาแบงปนกัน หรือเปนลูกจางของบุคคลใดก็มิไดดวย มาตรา ๒๖๘ นายกรัฐ มนตรีแ ละรัฐ มนตรี จะกระทํ าการใดที่บัญญัติไ วใ นมาตรา ๒๖๖มิได เวน แตเปนการกระทําตามอํานาจหนาที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ไดแถลงตอรัฐสภาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๖๙ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีตองไมเปนหุนสวนหรือผูถือหุนในหางหุนสวนหรือบริษัท หรือไมคงไวซึ่งความเปน หุน สวนหรือผูถือหุน ในหางหุน สวนหรือบริษัทตอไป ทั้งนี้ตามจํานวนที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผูใดประสงคจะไดรับประโยชนจากกรณีดังกลาวตอไป ใหน ายกรัฐ มนตรีหรือรัฐ มนตรีผูนั้น แจงใหประธานกรรมการปองกัน และปราบปรามการทุจริตแหงชาติทราบภายในสามสิบวันนับแตวันที่ไดรับแตงตั้ง และใหนายกรัฐมนตรี
    • หนา ๑๐๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐หรือรัฐ มนตรีผูนั้ น โอนหุน ในหา งหุน สวนหรือบริ ษัทดังกลาวให นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพยสิน เพื่ อประโยชนของผูอื่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะกระทําการใดอันมีลักษณะเปนการเขาไปบริหารหรือจัดการใด ๆเกี่ยวกับหุนหรือกิจการของหางหุนสวนหรือบริษัทตามวรรคหนึ่ง มิได บทบั ญ ญั ติ ม าตรานี้ ใ ห นํ า มาใช บั ง คั บ กั บ คู ส มรสและบุ ต รที่ ยั ง ไม บ รรลุ นิ ติ ภ าวะของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีดวย และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๕๙ วรรคสาม มาใชบังคับโดยอนุโลม สวนที่ ๓ การถอดถอนจากตําแหนง มาตรา ๒๗๐ ผูดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาประธานศาลฎี ก า ประธานศาลรั ฐ ธรรมนู ญ ประธานศาลปกครองสู ง สุ ด หรื อ อั ย การสู ง สุ ดผูใดมีพฤติการณร่ํารวยผิดปกติ สอไปในทางทุจริตตอหนาที่ สอวากระทําผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการสอวากระทําผิดตอตําแหนงหนาที่ใ นการยุติธรรม สอวาจงใจใชอํานาจหนาที่ขัดตอบทบัญญัติแ หงรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอยางรายแรง วุฒิสภามีอํานาจถอดถอนผูนั้นออกจากตําแหนงได บทบัญญัติวรรคหนึ่งใหใชบังคับกับผูดํารงตําแหนงดังตอไปนี้ดวย คือ (๑) ตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง ผูตรวจการแผน ดิน และกรรมการตรวจเงินแผนดิน (๒) ผู พิ พ ากษาหรื อ ตุ ล าการ พนั ก งานอั ย การ หรื อ ผู ดํ า รงตํ า แหน ง ระดั บ สู ง ทั้ ง นี้ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการปองกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา ๒๗๑ สมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรจํานวนไมนอยกวาหนึ่ งในสี่ของจํานวนสมาชิ กทั้งหมดเทาที่มีอยูของสภาผูแทนราษฎร มีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาเพื่อใหวุฒิสภามีม ติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตําแหนงได คํารองขอดังกลาวตองระบุพฤติการณที่กลาวหาวาผูดํารงตําแหนงดังกลาวกระทําความผิดเปนขอ ๆ ใหชัดเจน
    • หนา ๑๐๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ สมาชิกวุฒิสภาจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในสี่ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภามีสิทธิเขาชื่อรองขอตอประธานวุฒิสภาเพื่อใหวุฒิสภามีม ติตามมาตรา ๒๗๔ ใหถอดถอนสมาชิกวุฒิสภาออกจากตําแหนงได ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งจํานวนไมนอยกวาสองหมื่นคนมีสิทธิเขาชื่อรองขอใหถอดถอนบุคคลตามมาตรา ๒๗๐ ออกจากตําแหนงไดตามมาตรา ๑๖๔ มาตรา ๒๗๒ เมื่อไดรับคํารองขอตามมาตรา ๒๗๑ แลว ใหประธานวุฒิสภาสงเรื่อ งใหคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติดําเนินการไตสวนใหแลวเสร็จโดยเร็ว เมื่อไตสวนเสร็จแลว ใหคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติทํารายงานเสนอต อ วุ ฒิ ส ภา โดยในรายงานดั ง กล า วต อ งระบุ ใ ห ชั ด เจนว า ข อ กล า วหาตามคํ า ร อ งขอข อ ใดมีมูลหรือไม เพียงใด มีพยานหลักฐานที่ควรเชื่อไดอยางไร พรอมทั้งระบุขอยุติวาจะใหดําเนิน การอยางไรดวย ในกรณี ที่ ค ณะกรรมการป อ งกั น และปราบปรามการทุ จ ริ ต แห ง ชาติ เ ห็ น ว า ข อ กล า วหาตามคํารองขอขอใดเปนเรื่องสําคัญ จะแยกทํารายงานเฉพาะขอนั้นสงไปใหประธานวุฒิสภาตามวรรคหนึ่งเพื่อใหพิจารณาไปกอนก็ได ถาคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีมติดวยคะแนนเสียงไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการทั้งหมดเทาที่มอยู วาขอกลาวหาใดมีมูล นับแตวันดังกลาวผูดํารงตําแหนง ีที่ถูกกลาวหาจะปฏิบัติหนาที่ตอไปมิไดจนกวาวุฒิสภาจะมีมติ และใหประธานกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติสงรายงานและเอกสารที่มีอยูพรอมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดําเนินการตามมาตรา ๒๗๓ และอัยการสูงสุด เพื่อดําเนินการฟองคดีตอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตอไป แตถาคณะกรรมการปองกัน และปราบปรามการทุจริตแหงชาติเห็นวาขอกลาวหาใดไมมีมูล ใหขอกลาวหาขอนั้นเปนอันตกไป ในกรณี ที่ อั ย การสู ง สุ ด เห็ น ว า รายงาน เอกสาร และความเห็ น ที่ ค ณะกรรมการป อ งกั นและปราบปรามการทุจริตแหงชาติสงใหตามวรรคสี่ยังไมสมบูรณพอที่จะดําเนินคดีได ใหอัยการสูงสุดแจงใหคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติทราบเพื่อดําเนินการตอไป โดยใหระบุขอที่ไมสมบูรณนั้นใหครบถวนในคราวเดียวกัน ในกรณีนี้ ใหคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติแ ละอัยการสูงสุดตั้งคณะทํางานขึ้น คณะหนึ่ง โดยมีผูแ ทนจากแตละฝายจํานวน
    • หนา ๑๐๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐เทากัน เพื่อดําเนินการรวบรวมพยานหลักฐานใหสมบูรณ แลวสงใหอัยการสูงสุด เพื่อฟองคดีตอไปในกรณีท่ีคณะทํางานดังกลาวไมอาจหาขอยุติเกี่ยวกับการดําเนิน การฟองคดีได ใหคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีอํานาจดําเนินการฟองคดีเองหรือแตงตั้งทนายความใหฟองคดีแทนก็ได มาตรา ๒๗๓ เมื่ อ ได รั บ รายงานตามมาตรา ๒๗๒ แล ว ให ป ระธานวุ ฒิ ส ภาจั ด ให มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณากรณีดังกลาวโดยเร็ว ในกรณีที่คณะกรรมการปองกัน และปราบปรามการทุจริตแหงชาติสงรายงานใหน อกสมัยประชุ ม ให ป ระธานวุ ฒิ ส ภาแจ ง ให ป ระธานรั ฐ สภาทราบเพื่ อ นํ า ความกราบบั ง คมทู ล เพื่ อ มีพระบรมราชโองการเรียกประชุมรัฐสภาเปนการประชุมสมัยวิสามัญ และใหประธานรัฐสภาลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ มาตรา ๒๗๔ สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภามี อิ ส ระในการออกเสีย งลงคะแนนซึ่ ง ต อ งกระทํ า โดยวิ ธีลงคะแนนลับ มติที่ใหถอดถอนผูใ ดออกจากตําแหนง ใหถือเอาคะแนนเสียงไมนอยกวาสามในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของวุฒิสภา ผูใดถูกถอดถอนออกจากตําแหนงใหผูน้นพนจากตําแหนงหรือใหออกจากราชการนับแตวันที่ ัวุฒิสภามีมติใหถอดถอน และใหตัดสิทธิผูนั้นในการดํารงตําแหนงใดในทางการเมืองหรือในการรับราชการเปนเวลาหาป มติของวุฒิส ภาตามมาตรานี้ ใ หเป น ที่สุด และจะมีการรอ งขอให ถอดถอนบุค คลดัง กลา วโดยอาศัยเหตุเดียวกันอีกมิได แตไมกระทบกระเทือนการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง สวนที่ ๔ การดําเนินคดีอาญาผูดํารงตําแหนงทางการเมือง มาตรา ๒๗๕ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผูแทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภาหรือขาราชการการเมืองอื่น ถูกกลาวหาวาร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่ราชการ
    • หนา ๑๐๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือกระทําความผิดตอตําแหนงหนาที่หรือทุจริตตอหนาที่ตามกฎหมายอื่นใหศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง มีอํานาจพิจารณาพิพากษา บทบัญญัติวรรคหนึ่งใหใชบงคับกับกรณีที่บุคคลดังกลาวหรือบุคคลอื่นเปนตัวการ ผูใช หรือ ัผู ส นั บ สนุ น รวมทั้ ง ผู ใ ห ผู ข อให หรื อ รั บ ว า จะให ท รั พ ย สิ น หรื อ ประโยชน อื่ น ใดแก บุ ค คลตามวรรคหนึ่ง เพื่อจูงใจใหกระทําการ ไมกระทําการ หรือประวิงการกระทําอันมิชอบดวยหนาที่ดวย การยื่นคํารองตอคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเพื่อใหดําเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒) ให เ ป น ไปตามพระราชบั ญญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว า ดว ยการป อ งกั นและปราบปรามการทุจริต ในกรณี ที่ ผู ถู ก กล า วหาตามวรรคหนึ่ ง เป น ผู ดํ า รงตํ า แหน ง นายกรั ฐ มนตรี รั ฐ มนตรีประธานสภาผูแ ทนราษฎร หรือ ประธานวุฒิ สภา ผูเ สีย หายจากการกระทํ าดั งกล าวจะยื่ น คํ าร อ งตอคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเพื่อใหดําเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒)หรื อ จะยื่ น คํ า ร อ งต อ ที่ ป ระชุ ม ใหญ ศ าลฎี ก าเพื่ อ ขอให ตั้ ง ผู ไ ต ส วนอิ ส ระตามมาตรา ๒๗๖ ก็ ไ ดแตถาผูเสียหายไดยื่นคํารองตอคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติแลว ผูเสียหายจะยื่ น คํ าร องตอ ที่ป ระชุ มใหญ ศ าลฎี กาไดต อเมื่อ คณะกรรมการป องกัน และปราบปรามการทุ จริ ตแหงชาติไมรับดําเนินการไตสวน ดําเนินการลาชาเกินสมควร หรือดําเนินการไตสวนแลวเห็นวาไมมีมูลความผิดตามขอกลาวหา ในกรณีที่คณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติเห็นวามีเหตุอันควรสงสัยวามีกรณีตามวรรคสี่ และคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติมีมติใหดําเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒) ดวยคะแนนเสียงไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนกรรมการทั้งหมดเทาที่มีอยูใหคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติดําเนินการตามมาตรา ๒๕๐ (๒) โดยเร็วในกรณีนี้ ผูเสียหายจะยื่นคํารองตอที่ประชุมใหญศาลฎีกาตามวรรคสี่ มิได ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๗๒ วรรคหนึ่ง วรรคสี่ และวรรคหา มาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๗๖ ในกรณี ที่ ที่ ป ระชุ ม ใหญ ศ าลฎี ก าเห็ น ควรดํ า เนิ น การตามคํ า ร อ งที่ ยื่ นตามมาตรา ๒๗๕ วรรคสี่ ใหที่ประชุมใหญศาลฎีกาพิจารณาแตงตั้งผูไตสวนอิสระจากผูซึ่งมีความเปนกลางทางการเมืองและมีความซื่อสัตยสุจริตเปนที่ประจักษ หรือจะสงเรื่องใหคณะกรรมการปองกัน
    • หนา ๑๑๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐และปราบปรามการทุจริตแหงชาติดําเนินการไตสวนตามมาตรา ๒๕๐ (๒) แทนการแตงตั้งผูไตสวนอิสระ ก็ได คุณสมบัติ อํานาจหนาที่ วิธีการไตสวน และการดําเนินการอื่นที่จําเปนของผูไตสวนอิสระใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ เมื่อผูไตสวนอิสระไดดําเนินการไตสวนหาขอเท็จจริงและสรุปสํานวนพรอมทําความเห็นแลวถาเห็นวาขอกลาวหามีมูล ใหสงรายงานและเอกสารที่มีอยูพรอมทั้งความเห็นไปยังประธานวุฒิสภาเพื่อดําเนินการตามมาตรา ๒๗๓ และสงสํานวนและความเห็น ไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟองคดีตอศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองตอไป และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๗๒ วรรคหามาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๗๗ ในการพิ จ ารณาคดี ให ศ าลฎี ก าแผนกคดี อ าญาของผู ดํ า รงตํ า แหน ง ทางการเมืองยึดสํานวนของคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ หรือของผูไตสวนอิสระ แลวแตกรณี เปนหลักในการพิจารณา และอาจไตสวนหาขอเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมไดตามที่เห็นสมควร วิธีพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองใหเปน ไปตามที่บัญญัติไวในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมื อ ง และให นํ า บทบั ญ ญั ติ ม าตรา ๒๑๓ มาใช บั ง คั บ กั บ การปฏิ บั ติ ห น า ที่ ข องศาลฎี ก าแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองดวยโดยอนุโลม บทบั ญ ญั ติ ว า ด ว ยความคุ ม กั น ของสมาชิ ก สภาผู แ ทนราษฎรและสมาชิ ก วุ ฒิ ส ภาตามมาตรา ๑๓๑ มิใ หนํามาใชบังคับกับการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง มาตรา ๒๗๘ การพิพากษาคดีใหถือเสียงขางมาก โดยผูพิพากษาซึ่งเปนองคคณะทุกคนตองทําความเห็นในการวินิจฉัยคดีเปนหนังสือพรอมทั้งตองแถลงดวยวาจาตอที่ประชุมกอนการลงมติ คําสั่งและคําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองใหเปดเผยและเปนที่สุด เวนแตเปนกรณีตามวรรคสาม ในกรณี ที่ผูต องคํา พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอ าญาของผู ดํารงตํ าแหนง ทางการเมือ งมี พ ยานหลั ก ฐานใหม ซึ่ ง อาจทํ า ให ข อ เท็ จ จริ ง เปลี่ ย นแปลงไปในสาระสํ า คั ญ อาจยื่ น อุ ท ธรณ
    • หนา ๑๑๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ตอที่ประชุม ใหญศาลฎีกาภายในสามสิบวันนับแตวันที่มีคําพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองได หลักเกณฑการยื่นอุทธรณและการพิจารณาวินิจฉัยของที่ประชุมใหญศาลฎีกา ใหเปนไปตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญศาลฎีกากําหนด หมวด ๑๓ จริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมืองและเจาหนาที่ของรัฐ มาตรา ๒๗๙ มาตรฐานทางจริยธรรมของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ขาราชการ หรือเจาหนาที่ของรัฐแตละประเภท ใหเปนไปตามประมวลจริยธรรมที่กําหนดขึ้น มาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง จะตองมีกลไกและระบบในการดําเนิน งานเพื่อ ใหการบั ง คั บ ใช เ ป น ไปอย า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ รวมทั้ ง กํ า หนดขั้ น ตอนการลงโทษตามความร า ยแรงแหงการกระทํา การฝาฝนหรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง ใหถือวาเปนการกระทําผิดทางวินัย ในกรณีท่ผูดํารงตําแหนงทางการเมืองฝาฝนหรือไมปฏิบัติตาม ใหผูตรวจการแผนดินรายงาน ีตอรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือสภาทองถิ่นที่เกี่ยวของ แลวแตกรณี และหากเปนการกระทําผิดรายแรงใหสงเรื่องใหคณะกรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติพิจารณาดําเนินการ โดยใหถือ เปนเหตุที่จะถูกถอดถอนจากตําแหนงตามมาตรา ๒๗๐ การพิจารณา สรรหา กลั่น กรอง หรือแตงตั้งบุคคลใด เขาสูตําแหนงที่มีสวนเกี่ยวขอ งในการใชอํานาจรัฐ รวมทั้งการโยกยาย การเลื่อนตําแหนง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษบุคคลนั้นจะตองเปนไปตามระบบคุณธรรมและคํานึงถึงพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกลาวดวย มาตรา ๒๘๐ เพื่อประโยชนในการดําเนินการตามหมวดนี้ ใหผูตรวจการแผนดินมีอํานาจหนาที่เสนอแนะหรือ ใหคําแนะนําในการจั ดทําหรือปรับ ปรุงประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙วรรคหนึ่ง และสงเสริมใหผูดํารงตําแหนงทางการเมือง ขาราชการ และเจาหนาที่ของรัฐ มีจิตสํานึกในด า นจริ ย ธรรม รวมทั้ ง มี ห น าที่ ร ายงานการกระทํ า ที่ มี ก ารฝ าฝ น ประมวลจริ ยธรรมเพื่ อ ให ผู ที่
    • หนา ๑๑๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐รับผิดชอบในการบังคับการใหเปนไปตามประมวลจริยธรรมดําเนินการบังคับใหเปนไปตามประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ วรรคสาม ในกรณีที่การฝาฝน หรือไมปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมมีลักษณะรายแรงหรือมีเหตุอันควรเชื่อไดวาการดําเนินการของผูรับผิดชอบจะไมเปนไปดวยความเปนธรรม ผูตรวจการแผนดินจะไตสวนและเปดเผยผลการไตสวนตอสาธารณะก็ได หมวด ๑๔ การปกครองสวนทองถิ่น มาตรา ๒๘๑ ภายใต บัง คั บมาตรา ๑ รัฐ จะต อ งให ความเป น อิ สระแก อ งค ก รปกครองสวนทองถิ่นตามหลักแหงการปกครองตนเองตามเจตนารมณของประชาชนในทองถิ่น และสงเสริมใหองคกรปกครองสวนทองถิ่น เปน หนวยงานหลักในการจัดทําบริการสาธารณะ และมีสวนรวมในการตัดสินใจแกไขปญหาในพื้นที่ ทองถิ่นใดมีลักษณะที่จะปกครองตนเองได ยอมมีสิทธิจัดตั้งเปนองคกรปกครองสวนทองถิ่นทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๘๒ การกํ า กั บ ดู แ ลองค ก รปกครองส ว นท อ งถิ่ น ต อ งทํ า เท า ที่ จํ า เป น และมีหลักเกณฑ วิธีการ และเงื่อ นไขที่ชัดเจนสอดคลองและเหมาะสมกับรูปแบบขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยตองเปนไปเพื่อการคุมครองประโยชนของประชาชนในทองถิ่นหรือประโยชนของประเทศเปนสวนรวม และจะกระทบถึงสาระสําคัญแหงหลักการปกครองตนเองตามเจตนารมณของประชาชนในทองถิ่น หรือนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติไวมิได ในการกํากับดูแลตามวรรคหนึ่ง ใหมีการกําหนดมาตรฐานกลางเพื่อเปน แนวทางใหองคกรปกครองสวนทองถิ่นเลือกไปปฏิบัติไดเอง โดยคํานึงถึงความเหมาะสมและความแตกตางในระดับของการพัฒนาและประสิทธิภาพในการบริหารขององคกรปกครองสวนทองถิ่นในแตละรูปแบบโดยไมกระทบตอความสามารถในการตัดสินใจดําเนินงานตามความตองการขององคกรปกครองสวนทองถิ่นรวมทั้งจัดใหมีกลไกการตรวจสอบการดําเนินงานโดยประชาชนเปนหลัก
    • หนา ๑๑๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๒๘๓ องคกรปกครองสวนทองถิ่น ยอมมีอํานาจหนาที่โดยทั่วไปในการดูแ ลและจัดทําบริการสาธารณะเพื่อประโยชนของประชาชนในทองถิ่น และยอมมีความเปนอิสระในการกําหนดนโยบาย การบริหาร การจัดบริการสาธารณะ การบริหารงานบุคคล การเงินและการคลัง และมีอํานาจหนาที่ของตนเองโดยเฉพาะ โดยตองคํานึงถึงความสอดคลองกับการพัฒนาของจังหวัดและประเทศเปนสวนรวมดวย องคกรปกครองสวนทองถิ่นยอมไดรับการสงเสริมและสนับสนุนใหมีความเขมแข็งในการบริ ห ารงานได โ ดยอิ ส ระและตอบสนองต อ ความต อ งการของประชาชนในท อ งถิ่ น ได อ ย า งมีประสิทธิภาพ สามารถพัฒนาระบบการคลังทองถิ่นใหจัดบริการสาธารณะไดโดยครบถวนตามอํานาจหนาที่ จัดตั้งหรือรวมกัน จัดตั้งองคการเพื่อการจัดทําบริการสาธารณะตามอํานาจหนาที่ เพื่อใหเกิดความคุมคาเปนประโยชน และใหบริการประชาชนอยางทั่วถึง ใหมีกฎหมายกําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจ เพื่อกําหนดการแบงอํานาจหนาที่และจัดสรรรายไดระหวางราชการสวนกลางและราชการสวนภูมิภาคกับองคกรปกครองสวนทองถิ่นและระหวางองคกรปกครองสวนทองถิ่นดวยกันเอง โดยคํานึงถึงการกระจายอํานาจเพิ่มขึ้นตามระดับความสามารถขององคกรปกครองสวนทองถิ่น แตละรูปแบบ รวมทั้งกําหนดระบบตรวจสอบและประเมินผล โดยมีคณะกรรมการประกอบดวยผูแทนหนวยราชการที่เกี่ยวของ ผูแทนองคกรปกครองสวนทองถิ่น และผูทรงคุณวุฒิ โดยมีจํานวนเทากัน เปนผูดําเนินการใหเปนไปตามกฎหมาย ใหมีกฎหมายรายไดทองถิ่น เพื่อกําหนดอํานาจหนาที่ใ นการจัดเก็บภาษีและรายไดอื่นขององคกรปกครองสวนทองถิ่น โดยมีหลักเกณฑที่เหมาะสมตามลักษณะของภาษีแตละชนิด การจัดสรรทรัพยากรในภาครัฐ การมีรายไดที่เพียงพอกับรายจายตามอํานาจหนาที่ขององคกรปกครองสวนทองถิ่นทั้งนี้ โดยคํ านึง ถึงระดั บขั้น การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ของทองถิ่น สถานะทางการคลั งขององคก รปกครองสวนทองถิ่น และความยั่งยืนทางการคลังของรัฐ ในกรณีที่มีการกําหนดอํานาจหนาที่และการจัดสรรรายไดใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่นแลว คณะกรรมการตามวรรคสามจะตองนําเรื่องดังกลาวมาพิจารณาทบทวนใหมทุกระยะเวลาไมเกินหาป เพื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมของการกําหนดอํานาจหนาที่ และการจัดสรรรายไดที่ไดกระทําไปแลว ทั้งนี้ ตองคํานึงถึงการกระจายอํานาจเพิ่มขึ้นใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่นเปนสําคัญ
    • หนา ๑๑๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ การดําเนินการตามวรรคหา เมื่อไดรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและรายงานรัฐสภาแลวใหมีผลบังคับได มาตรา ๒๘๔ องคกรปกครองสวนทองถิ่นตองมีสภาทองถิ่นและคณะผูบริหารทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น สมาชิกสภาทองถิ่นตองมาจากการเลือกตั้ง คณะผูบริหารทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นใหมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือมาจากความเห็นชอบของสภาทองถิ่น การเลื อกตั้ งสมาชิ กสภาท อ งถิ่ น และคณะผู บ ริห ารท องถิ่ น หรื อผู บ ริห ารท องถิ่ น ที่ ม าจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ใหใชวิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ สมาชิกสภาทองถิ่น คณะผูบริหารทองถิ่น หรือผูบริหารทองถิ่น มีวาระการดํารงตําแหนงคราวละสี่ป คณะผูบริหารทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นจะเปนขาราชการซึ่งมีตําแหนงหรือเงินเดือนประจําพนั ก งานหรื อ ลู ก จ า งของหน ว ยราชการ หน ว ยงานของรั ฐ หรื อ รั ฐ วิ ส าหกิ จ หรื อ ของราชการสวนทองถิ่น และจะมีผลประโยชนขัดกันกับการดํารงตําแหนงตามที่กฎหมายบัญญัติมิได คุณสมบัติของผูมีสิทธิเลือกตั้งและผูมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หลักเกณฑและวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาทองถิ่น คณะผูบริหารทองถิ่นและผูบริหารทองถิ่น ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่คณะผูบริหารทองถิ่น ตองพน จากตําแหนงทั้งคณะ หรือผูบริหารทองถิ่น พน จากตําแหนงและจําเปนตองมีการแตงตั้งคณะผูบริหารทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นเปนการชั่วคราว มิใหนําบทบัญญัติวรรคสาม และวรรคหก มาใชบังคับ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การจัดตั้งองคกรปกครองสวนทองถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีโครงสรางการบริหารที่แตกตางจากที่บัญญัติไวในมาตรานี้ ใหกระทําไดตามที่กฎหมายบัญญัติ แตคณะผูบริหารทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นตองมาจากการเลือกตั้ง ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ มาตรา ๒๖๗ และมาตรา ๒๖๘ มาใชบังคับกับสมาชิกสภาทองถิ่น คณะผูบริหารทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่น แลวแตกรณี ดวยโดยอนุโลม มาตรา ๒๘๕ ประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งในองคกรปกครองสวนทองถิ่นใดเห็นวาสมาชิกสภาทองถิ่น คณะผู บริห ารท องถิ่ น หรื อผู บริห ารท องถิ่ น ผู ใ ดขององคก รปกครองส วนท องถิ่ น นั้ น
    • หนา ๑๑๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ไมสมควรดํารงตําแหนงตอไป ใหมีสิทธิลงคะแนนเสียงถอดถอนสมาชิกสภาทองถิ่น คณะผูบริหารทองถิ่นหรือผูบริหารทองถิ่นผูนั้นพนจากตําแหนง ทั้งนี้ จํานวนผูมีสิทธิเขาชื่อ หลักเกณฑและวิธีการเขาชื่อ การตรวจสอบรายชื่อ และการลงคะแนนเสียง ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๘๖ ประชาชนผูมสิทธิเลือกตั้งในองคกรปกครองสวนทองถิ่นมีสิทธิเขาชื่อรองขอ ีตอประธานสภาทองถิ่นเพื่อใหสภาทองถิ่นพิจารณาออกขอบัญญัติทองถิ่นได จํานวนผูมีสิทธิเขาชื่อ หลักเกณฑและวิธีการเขาชื่อ รวมทั้งการตรวจสอบรายชื่อ ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๘๗ ประชาชนในท อ งถิ่ น มี สิ ท ธิ มี ส ว นร วมในการบริ ห ารกิ จ การขององค ก รปกครองสวนทองถิ่น โดยองคกรปกครองสวนทองถิ่นตองจัดใหมีวิธีการที่ใหประชาชนมีสวนรวมดังกลาวไดดวย ในกรณีที่การกระทําขององคกรปกครองสวนทองถิ่นจะมีผลกระทบตอชีวิตความเปนอยูของประชาชนในท อ งถิ่ น ในสาระสํ า คั ญ องค ก รปกครองส ว นท อ งถิ่ น ตอ งแจ ง ข อมู ล รายละเอี ย ดใหประชาชนทราบกอนกระทําการเปนเวลาพอสมควร และในกรณีที่เห็นสมควรหรือไดรับการรองขอจากประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งในองคกรปกครองสวนทองถิ่น ตองจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นกอนการกระทํานั้น หรืออาจจัดใหประชาชนออกเสียงประชามติเพื่อตัดสินใจก็ได ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ องค ก รปกครองส ว นท อ งถิ่ น ต อ งรายงานการดํ าเนิ น งานต อ ประชาชนในเรื่ อ งการจั ด ทํ างบประมาณ การใชจาย และผลการดําเนินงานในรอบป เพื่อใหประชาชนมีสวนรวมในการตรวจสอบและกํากับการบริหารจัดการขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ในการจัดทํางบประมาณขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ตามวรรคสาม ใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๖๘ วรรคหก มาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๘๘ การแตงตั้งและการใหขาราชการและลูกจางขององคกรปกครองสวนทองถิ่นพนจากตําแหนง ตองเปนไปตามความเหมาะสมและความจําเปนของแตละทองถิ่น โดยการบริหารงานบุคคลขององคกรปกครองสวนทองถิ่นตองมีมาตรฐานสอดคลองกัน และอาจไดรับการพัฒนารวมกันหรือสับเปลี่ยนบุคลากรระหวางองคกรปกครองสวนทองถิ่นดวยกันได รวมทั้งตองไดรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการขาราชการสวนทองถิ่นซึ่งเปนองคกรกลางบริหารงานบุคคลสวนทองถิ่นกอน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ
    • หนา ๑๑๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ในการบริหารงานบุคคลขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ตองมีองคกรพิทักษระบบคุณธรรมของขาราชการสวนทองถิ่น เพื่อสรางระบบคุมครองคุณธรรมและจริยธรรมในการบริหารงานบุคคลทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ คณะกรรมการข า ราชการส ว นท อ งถิ่ น ตามวรรคหนึ่ ง จะต อ งประกอบด ว ย ผู แ ทนของหนวยราชการที่เกี่ยวของ ผูแทนขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ผูแทนขาราชการสวนทองถิ่นและผูทรงคุณวุฒิ โดยมีจํานวนเทากัน ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ การโยกยาย การเลื่อนตําแหนง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษขาราชการและลูกจางขององคกรปกครองสวนทองถิ่น ใหเปนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา ๒๘๙ องคกรปกครองสวนทองถิ่นยอมมีอํานาจหนาที่บํารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณีภูมปญญาทองถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของทองถิ่น ิ องคกรปกครองสวนทองถิ่นยอมมีสิทธิท่ีจะจัดการศึกษาอบรม และการฝกอาชีพตามความเหมาะสมและความตองการภายในทองถิ่นนั้น และเขาไปมีสวนรวมในการจัดการศึกษาอบรมของรัฐโดยคํานึงถึงความสอดคลองกับมาตรฐานและระบบการศึกษาของชาติ การจัดการศึกษาอบรมภายในทองถิ่นตามวรรคสอง องคกรปกครองสวนทองถิ่นตองคํานึงถึงการบํารุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี ภูมิปญญาทองถิ่น และวัฒนธรรมอันดีของทองถิ่นดวย มาตรา ๒๙๐ องคกรปกครองสวนทองถิ่นยอมมีอํานาจหนาที่สงเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดลอมตามที่กฎหมายบัญญัติ กฎหมายตามวรรคหนึ่งอยางนอยตองมีสาระสําคัญดังตอไปนี้ (๑) การจัดการ การบํารุงรักษา และการใชประโยชนจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่อยูในเขตพื้นที่ (๒) การเขาไปมีสวนรวมในการบํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอมที่อยูนอกเขตพื้นที่ เฉพาะในกรณีที่อาจมีผลกระทบตอการดํารงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ของตน (๓) การมีสวนรวมในการพิจารณาเพื่อริเริ่มโครงการหรือกิจกรรมใดนอกเขตพื้นที่ซึ่งอาจมีผลกระทบตอคุณภาพสิ่งแวดลอมหรือสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ (๔) การมีสวนรวมของชุมชนทองถิ่น
    • หนา ๑๑๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ หมวด ๑๕ การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ การแก ไ ขเพิ่ ม เติ ม รั ฐ ธรรมนู ญ ให ก ระทํ า ได ต ามหลั ก เกณฑ แ ละวิ ธี ก ารดังตอไปนี้ (๑) ญัตติข อแก ไขเพิ่ม เติ ม ตอ งมาจากคณะรั ฐ มนตรี สมาชิกสภาผู แ ทนราษฎรมีจํ านวนไม น อ ยกว า หนึ่ ง ในห า ของจํ า นวนสมาชิ ก ทั้ ง หมดเท า ที่ มี อ ยู ข องสภาผู แ ทนราษฎร หรื อ จากสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและสมาชิกวุฒสภามีจํานวนไมนอยกวาหนึ่งในหาของจํานวนสมาชิกทั้งหมด ิเท า ที่ มี อ ยู ข องทั้ ง สองสภา หรื อ จากประชาชนผู มี สิ ท ธิ เ ลื อ กตั้ ง จํ า นวนไม น อ ยกว า ห า หมื่ น คนตามกฎหมายวาดวยการเขาชื่อเสนอกฎหมาย ญัต ติข อแกไ ขเพิ่ม เติ ม รั ฐ ธรรมนู ญที่ มีผ ลเปน การเปลี่ ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได (๒) ญัตติขอแกไขเพิ่มเติมตองเสนอเปนรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมและใหรัฐสภาพิจารณาเปนสามวาระ (๓) การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ใหใชวิธีเรียกชื่อและลงคะแนนโดยเปดเผย และตองมีคะแนนเสียงเห็นชอบดวยในการแกไขเพิ่มเติม นั้น ไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภา (๔) การพิจารณาในวาระที่สองขั้น พิจารณาเรียงลําดับมาตรา ตองจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นจากประชาชนผูมีสิทธิเลือกตั้งที่เขาชื่อเสนอรางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมดวย การออกเสียงลงคะแนนในวาระที่สองขั้นพิจารณาเรียงลําดับมาตรา ใหถือเอาเสียงขางมากเปนประมาณ (๕) เมื่อการพิจ ารณาวาระที่สองเสร็จ สิ้น แล ว ใหรอไวสิบ หาวัน เมื่ อพน กํ าหนดนี้แ ล วใหรัฐสภาพิจารณาในวาระที่สามตอไป (๖) การออกเสี ยงลงคะแนนในวาระที่ สามขั้ น สุ ดท าย ให ใ ช วิธี เรี ยกชื่อ และลงคะแนนโดยเปดเผย และตองมีคะแนนเสียงเห็นชอบดวยในการที่จะใหออกใชเปนรัฐธรรมนูญมากกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเทาที่มีอยูของทั้งสองสภา
    • หนา ๑๑๘เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๗) เมื่อการลงมติไดเปนไปตามที่กลาวแลว ใหนํารางรัฐธรรมนูญแกไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวาย และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๕๐ และมาตรา ๑๕๑ มาใชบังคับโดยอนุโลม บทเฉพาะกาล มาตรา ๒๙๒ ให ค ณะองคมนตรี ซึ่ ง ดํ า รงตํ า แหน ง อยู ใ นวั น ประกาศใช รั ฐ ธรรมนู ญ นี้เปนคณะองคมนตรีตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๒๙๓ ให ส ภานิ ติ บั ญ ญั ติ แ ห ง ชาติ ต ามรั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ราชอาณาจั ก รไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ทําหนาที่รัฐสภา สภาผูแทนราษฎร และวุฒิสภาตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้จนกวาจะมีการประชุมรัฐสภาเปนครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๗ ในระหวางเวลาตามวรรคหนึ่ง ถาบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติใหประธานรัฐสภา ประธานสภาผูแทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภา เปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการใหประธานสภานิติบัญญัติแหงชาติเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ในวาระเริ่มแรก หากปรากฏวาเมื่อตองมีการประชุมรัฐสภาเปนครั้งแรกตามมาตรา ๑๒๗ แลวแตยังไมมีวุฒิสภา ใหสภานิติบัญญัติแ หงชาติทําหนาที่วุฒิสภาตอไป เวน แตการพิจารณาใหบุคคลดํารงตําแหนงและการถอดถอนจากตําแหนงตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ จนกวาจะมีวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ และกิจการใดที่สภานิติบัญญัติแหงชาติไดดําเนินการในระหวางเวลาดังกลาว ใหมีผลเปนการดําเนินการของวุฒิสภา และในกรณีที่บทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติใหประธานวุฒิสภาเปน ผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ใหประธานสภานิติบัญญัติแหงชาติเปนผูลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ มิใหนําบทบัญญัติมาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ มาตรา ๑๐๑ มาตรา ๑๐๒ มาตรา ๑๐๖ มาตรา ๑๐๙มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๓ มาตรา ๑๑๔ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๙ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๑๙๗ วรรคสี่มาตรา ๒๖๑ และบทบัญญัติแหงกฎหมายใดที่หามมิใหบุคคลดํารงตําแหนงทางการเมือง มาใชบังคับกับการดํารงตําแหนงของสมาชิกสภานิติบัญญัติแหงชาติ ใหนําบทบัญญัติม าตรา ๑๕๓ มาใชบังคับกับการสิ้น สุดของสภานิติบัญญัติแ หงชาติดวยโดยอนุโลม
    • หนา ๑๑๙เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๒๙๔ ใหสภารางรัฐธรรมนูญและคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ สิ้นสุดลงในวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อประโยชนแ หงการขจัดสวนไดเสีย หามมิใ หกรรมาธิการยกรางรัฐ ธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเปนสมาชิกสภาผูแทนราษฎรหรือดํารงตําแหนงสมาชิกวุฒิสภาภายในสองป นับแตวันที่พนจากตําแหนงตามวรรคหนึ่ง มาตรา ๒๙๕ ใหสภานิติบัญญัติแหงชาติพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดว ยการเลื อกตั้ งสมาชิกสภาผู แ ทนราษฎรและการได ม าซึ่ งสมาชิก วุฒิสภา รางพระราชบัญญั ติประกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว า ด ว ยพรรคการเมื อ ง และร า งพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ไดรับจากคณะกรรมาธิการยกรางรัฐธรรมนูญ ใหแลวเสร็จภายในระยะเวลาที่กําหนดตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ในกรณี ที่ พ น กํ า หนดเวลาตามวรรคหนึ่ ง แล ว แต ส ภานิ ติ บั ญ ญั ติ แ ห ง ชาติ ยั ง พิ จ ารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญดังกลาวไมแ ลวเสร็จ ใหประธานสภานิติบัญญัติแ หงชาตินํารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการยกรางรัฐ ธรรมนูญจัดทําขึ้นทูลเกลาทูลกระหมอมถวายภายในเจ็ดวันเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย โดยถือเสมือนวาสภานิติบัญญัติแหงชาติไดใหความเห็นชอบรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาวแลว ในระหวางที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง และพระราชบัญญัติประกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว า ด ว ยคณะกรรมการการเลื อ กตั้ ง ตามวรรคหนึ่ ง ยั ง ไม มี ผ ลใช บั ง คั บใหพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๑ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ ยังคงใชบังคับตอไปจนกวาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาวจะมีผลใชบังคับ มาตรา ๒๙๖ ใหดําเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญนี้ใหแลวเสร็จภายในเกาสิบวัน และดําเนิน การใหไดม าซึ่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐ ธรรมนูญนี้ใ หแ ลวเสร็จภายในหนึ่ ง ร อ ยห า สิ บ วั น ทั้ ง นี้ นั บ แต วั น ที่ พ ระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ตามมาตรา ๒๙๕มีผลใชบังคับ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรทั่วไปครั้งแรกภายหลังวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ผูมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตองเปน สมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมือ งหนึ่งแตเพีย งพรรคเดีย ว
    • หนา ๑๒๐เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ไมนอยกวาสามสิบวันนับถึงวันเลือกตั้ง สวนระยะเวลาตามมาตรา ๑๐๑ (๔) (ก) ใหใชกําหนดเปนเวลาหนึ่งป และระยะเวลาตามมาตรา ๑๐๑ (๔) (ค) และ (ง) ใหใชกําหนดเปนสองป ในวาระเริ่ ม แรก ห า มมิ ใ ห ผู เ คยเป น สมาชิ ก วุ ฒิ ส ภาซึ่ ง ได รั บ เลื อ กตั้ ง เป น ครั้ ง แรกตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ ดํารงตําแหนงเปนสมาชิกวุฒิสภาซึ่งจะมีการไดมาเปนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ และมิใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๑๕ (๙) และมาตรา ๑๑๖วรรคสอง มาใชบั งคั บ กับ ผูเ คยเปน สมาชิก วุฒิ ส ภาซึ่ง ไดรั บเลื อกตั้ง ครั้ ง หลั งสุ ด ตามรั ฐ ธรรมนู ญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๒๙๗ ในวาระเริ่มแรก ใหสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหามีวาระสามปนับแตวันเริ่มตนสมาชิกภาพ และมิใหนําบทบัญญัติเกี่ยวกับการหามดํารงตําแหนงติดตอกันเกินหนึ่งวาระมาใชบังคับกับบุคคลดังกลาวในการสรรหาคราวถัดไปหลังจากสิ้นสุดสมาชิกสภาพ มาตรา ๒๙๘ ใหคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผนดินอยูในวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้คงเป น คณะรั ฐ มนตรี ต ามบทบั ญ ญั ติ แ ห ง รั ฐ ธรรมนู ญ นี้ และให พ น จากตํ า แหน ง ทั้ ง คณะเมื่ อคณะรัฐมนตรีท่ต้งขึ้นใหมตามรัฐธรรมนูญนี้เขารับหนาที่ ีั ใหคณะมนตรีความมั่น คงแหงชาติตามรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช ๒๕๔๙ พนจากตําแหนงทั้งคณะพรอมกับคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผนดินอยูใ นวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ดวย มิใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๗๑ วรรคสอง มาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๔ และมาตรา ๑๘๒(๔) (๗) และ (๘) มาใชบังคับกับการดํารงตําแหนงนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผนดินอยูในวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๒๙๙ ให ผู ต รวจการแผ น ดิ น ของรั ฐ สภา ซึ่ ง ดํ า รงตํ า แหน ง อยู ใ นวั น ประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ เปนผูตรวจการแผนดินตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ และใหคงดํารงตําแหนงต อ ไปจนกว า จะสิ้ น สุ ด วาระ โดยให เ ริ่ ม นั บ วาระตั้ ง แต วั น ที่ พ ระมหากษั ต ริ ย ท รงแต ง ตั้ งและใหผูตรวจการแผนดินดังกลาวเลือกกันเองใหคนหนึ่งเปนประธานผูตรวจการแผนดินใหแลวเสร็จภายในหกสิบวันนับแตวันที่ประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ และใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๔๒ วรรคสองและวรรคสาม มาใชบังคับโดยอนุโลม
    • หนา ๑๒๑เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ ใหกรรมการการเลือกตั้ง กรรมการปองกันและปราบปรามการทุจริตแหงชาติ และสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ซึ่งดํารงตําแหนงอยูในวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ คงดํารงตําแหนงตอไปจนกวาจะสิ้นสุดวาระ โดยใหเริ่มนับวาระตั้งแตวันที่ไดรับแตงตั้ง ให กรรมการสิ ทธิ ม นุ ษ ยชนแหง ชาติซึ่ งดํ ารงตํา แหนง อยู ใ นวัน ประกาศใชรั ฐ ธรรมนู ญ นี้คงดํารงตําแหนงตอไปจนกวาจะมีการแตงตั้งคณะกรรมการสิทธิม นุษยชนแหงชาติตามบทบัญญัติแห ง รั ฐ ธรรมนู ญ นี้ แต ถ าบุ ค คลดั ง กล าวได รับ แต งตั้ ง ให ดํา รงตํา แหนง ยั ง ไมเ กิ น หนึ่ ง ป นับ ถึ ง วั นประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ มิใหนําบทบัญญัติเกี่ยวกับการหามดํารงตําแหนงติดตอกันเกินหนึ่งวาระมาใชบังคับกับบุคคลนั้นในการแตงตั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติขึ้นใหมเปนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ใหบุคคลตามมาตรานี้ปฏิบัติหนาที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวของที่ใชบังคับอยูใ นวัน ประกาศใชรัฐ ธรรมนูญนี้ตอไป จนกวาจะมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายเพื่อใหเปนไปตามรัฐธรรมนูญนี้ขึ้นใชบังคับ เวนแตบทบัญญัติใดขัดหรือแยงกับบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ใหใชบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้แทน มาตรา ๓๐๐ ให ค ณะตุ ล าการรั ฐ ธรรมนู ญ ตามรั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ราชอาณาจั ก รไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ เปนศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ โดยใหผูดํารงตําแหนงประธานศาลฎีกาเปนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผูดํารงตําแหนงประธานศาลปกครองสูงสุดเปน รองประธานศาลรัฐ ธรรมนูญ แตใ หผูพิพากษาในศาลฎีกาหรือตุลาการในศาลปกครองสูงสุ ดที่ไดรบเลือกตามมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ัคงดํารงตําแหนงเปนตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญตอไปจนกวาจะมีการแตงตั้งตุลาการศาลรัฐ ธรรมนูญขึ้นใหมตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งตองไมเกินหนึ่งรอยหาสิบวันนับแตวันที่ไดมีการแตงตั้งประธานสภาผู แ ทนราษฎรและผู นํ า ฝ า ยค า นในสภาผู แ ทนราษฎรภายหลั ง จากการเลื อ กตั้ งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรเปนการทั่วไปครั้งแรกตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ มิใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๕ (๓) มาตรา ๒๐๗ (๑) (๒) และมาตรา ๒๐๙ (๕) มาใชบังคับกับการดํารงตําแหนงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ให บ ทบั ญ ญั ติ ม าตรา ๓๕ วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ของรั ฐ ธรรมนู ญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ยังคงมีผลใชบังคับตอไปจนกวาจะมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญขึ้นใชบังคับ
    • หนา ๑๒๒เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ บรรดาคดีหรือการใดที่อยูในระหวางดําเนินการของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่งใหศ าลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ดําเนินการตอไป และเมื่อมีการแตงตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐ ธรรมนูญ นี้แ ล ว บรรดาคดีห รือ การที่คา งดํ าเนิ น การนั้ น ให โอนไปอยูใ นอํ านาจหน าที่ ของศาลรัฐธรรมนูญที่แตงตั้งขึ้นใหมนั้น ในระหวางที่ยังมิไดมีการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ใหศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกขอกําหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัยไดแตท้ังนี้ ตองตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาวใหแลวเสร็จภายในหนึ่งป นับแตวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๓๐๑ ให ดํ า เนิ น การสรรหาคณะกรรมการตรวจเงิ น แผ น ดิ น และผู ว า การตรวจเงินแผนดินภายในหนึ่งรอยยี่สิบวันนับแตวันที่มีการแตงตั้งประธานสภาผูแทนราษฎรและผูนําฝายคานในสภาผูแ ทนราษฎร ภายหลังจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแ ทนราษฎรเปน การทั่วไปครั้งแรกตามบทบั ญญั ติ แ หง รั ฐ ธรรมนู ญ นี้ และหากยั ง ไม มี ป ระธานศาลรั ฐ ธรรมนูญ ที่ ม าจากการสรรหาตามรัฐธรรมนูญนี้ ใหคณะกรรมการสรรหาประกอบดวยกรรมการเทาที่มีอยู ในระหว า งที่ ยั ง ไม มี ค ณะกรรมการตรวจเงิ น แผ น ดิ น ให ผู ว า การตรวจเงิ น แผ น ดิ น เป นผูใชอํานาจหนาที่แทนประธานกรรมการตรวจเงินแผนดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผนดิน มาตรา ๓๐๒ ใหพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังตอไปนี้มีผลใชบังคับตอไปภายใตเงื่อนไขที่กําหนดไวในมาตรานี้ (๑) พระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรั ฐ ธรรมนู ญ ว า ด ว ยผู ต รวจการแผ น ดิ น ของรั ฐ สภาพ.ศ. ๒๕๔๒ โดยใหป ระธานผู ต รวจการแผน ดิ น เปน ผู รั ก ษาการตามพระราชบั ญ ญั ติป ระกอบรัฐธรรมนูญนี้ (๒) พระราชบั ญ ญัติ ป ระกอบรัฐ ธรรมนู ญ วา ด ว ยการป องกั น และปราบปรามการทุ จ ริ ตพ.ศ. ๒๕๔๒ โดยใหประธานกรรมการปองกัน และปราบปรามการทุจริตแหงชาติเปน ผูรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ (๓) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการตรวจเงินแผนดิน พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยใหประธานกรรมการตรวจเงินแผนดินเปนผูรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
    • หนา ๑๒๓เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๔) พระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญวาดวยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผูดํารงตําแหนงทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยใหประธานศาลฎีกาเปน ผูรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ใหถื อวา การแก ไขเพิ่ม เติม พระราชบัญ ญัติ ประกอบรัฐ ธรรมนูญ โดยพระราชบั ญญัติ ที่ไ ดประกาศใชบงคับในระหวางวันที่รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ ัมีผลใชบังคับ เปนการแกไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญนี้ ใหผูรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ดําเนิน การปรับปรุงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อใหเปนไปตามที่บัญญัติไวในรัฐธรรมนูญนี้ภายในหนึ่งปนับแตวัน ประกาศใชรัฐ ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่ยังไมมีผูดํารงตําแหนงที่เปนผูรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกลาว ระยะเวลาหนึ่งปใหเริ่มนับตั้งแตวันที่มีการแตงตั้งผูดํารงตําแหนงนั้น ใหสภาผูแทนราษฎรพิจารณารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้ใหแลวเสร็จภายในหนึ่งรอยยี่สิบวัน นับแตวัน ที่ไดรับรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐ ธรรมนูญดังกลาว และใหวุฒิสภาพิจารณาใหแลวเสร็จภายในเกาสิบวันนับแตวันที่ไดรับรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น การลงมติใหแกไขเพิ่มเติมหรือไมใหความเห็นชอบรางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ตองมีคะแนนเสียงไมนอยกวากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกของแตละสภา ใหคณะกรรมการการเลือกตั้งจัดทํารางพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญวาดวยการออกเสียงประชามติเ พื่อใหเ ปน ไปตามบทบั ญญัติ แ ห งรัฐ ธรรมนู ญนี้ โดยใหนํ าความในวรรคสาม วรรคสี่และวรรคหา มาใชบังคับโดยอนุโลม มาตรา ๓๐๓ ในวาระเริ่มแรก ใหคณะรัฐมนตรีที่เขาบริหารราชการแผนดินภายหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเปน ครั้งแรกตามรัฐ ธรรมนูญนี้ ดําเนิน การจัดทํา หรือปรับปรุงกฎหมายในเรื่อ งดังตอไปนี้ ใหแลวเสร็จภายในเวลาที่กําหนด (๑) กฎหมายที่เกี่ยวกับการกําหนดรายละเอียดเพื่อสงเสริมและคุม ครองการใชสิทธิและเสรีภาพตามมาตรา ๔๐ มาตรา ๔๔ บทบัญญัติใ นสวนที่ ๗ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็ นของบุคคลและสื่อมวลชน สวนที่ ๘ สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา สวนที่ ๙ สิทธิในการไดรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ สวนที่ ๑๐ สิทธิในขอมูลขาวสารและการรองเรียน รวมทั้งกฎหมายวาดวยขอมูลสวนบุคคลตามมาตรา ๕๖ สวนที่ ๑๒ สิทธิชุมชน กฎหมายวาดวยการจัดตั้งองคการ
    • หนา ๑๒๔เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐เพื่อการคุมครองผูบริโภคที่เปนอิสระตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง กฎหมายวาดวยสภาพัฒนาการเมืองตามมาตรา ๗๘ (๗) กฎหมายเพื่อจัดตั้งองคกรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตามมาตรา ๘๑ (๔)กฎหมายวาดวยการจัดตั้งสภาเกษตรกรตามมาตรา ๘๔ (๘) กฎหมายวาดวยการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมืองตามมาตรา ๘๗ (๔) และกฎหมายวาดวยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติตามมาตรา ๒๕๖ ภายในหนึ่งปนับแตวันที่แถลงนโยบายตอรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ (๒) กฎหมายเพื่อการพัฒนาการศึกษาของชาติตามมาตรา ๘๐ โดยสงเสริมการศึกษาในระบบการศึกษานอกโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัย การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูตลอดชีวิต วิทยาลัยชุมชนหรือรูปแบบอื่น รวมทั้งปรับปรุงกฎหมายเพื่อกําหนดหนวยงานรับผิดชอบการจัดการศึกษาที่เหมาะสมและสอดคลองกับระบบการศึกษาทุกระดับของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ภายในหนึ่งปนับแตวัน ที่แถลงนโยบายตอรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ (๓) กฎหมายตามมาตรา ๑๙๐ วรรคหา โดยอยางนอยตองมีรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีก ารดํ าเนิ น การจั ดทํา หนั งสือ สัญญาที่มี การตรวจสอบถวงดุลระหว างคณะรัฐ มนตรีแ ละรัฐ สภามีความโปรงใส มีประสิทธิภาพ และใหประชาชนมีสวนรวมอยางแทจริง รวมทั้งรายละเอียดเกี่ยวกับการศึกษาวิจัยที่มีความเปน อิสระซึ่งดําเนินการกอนการเจรจาทําหนังสือสัญญา โดยไมมีการขัดกันระหวางประโยชนของรัฐกับผลประโยชนของผูศึกษาวิจัยไมวาในชวงเวลาใดของการบังคับใชหนังสือสัญญาภายในหนึ่งปนับแตวันที่แถลงนโยบายตอรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ (๔) กฎหมายตามมาตรา ๘๖ (๑) และมาตรา ๑๖๗ วรรคสาม ภายในสองปนับแตวัน ที่แถลงนโยบายตอรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ (๕) กฎหมายวาดวยการกําหนดแผนและขั้น ตอนการกระจายอํานาจใหแกองคกรปกครองสวนทองถิ่น กฎหมายรายไดทองถิ่น กฎหมายจัดตั้งองคกรปกครองสวนทองถิ่น กฎหมายเกี่ยวกับขาราชการสวนทองถิ่น และกฎหมายอื่นตามหมวด ๑๔ การปกครองสวนทองถิ่น เพื่อใหเปน ไปตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้ ภายในสองปนับแตวันที่แถลงนโยบายตอรัฐสภาตามมาตรา ๑๗๖ในการนี้ จะจัดทําเปนประมวลกฎหมายทองถิ่นก็ได ในกรณีที่ปรากฏวากฎหมายใดที่ตราขึ้น กอ นวัน ประกาศใชรัฐ ธรรมนูญนี้ มีเนื้อหาสาระเปนไปตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญนี้แลว ใหถอเปนการยกเวนที่จะไมตองดําเนินการตามมาตรานี้อีก ื
    • หนา ๑๒๕เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ มาตรา ๓๐๔ ใหดําเนินการจัดทําประมวลจริยธรรมตามมาตรา ๒๗๙ ใหแลวเสร็จภายในหนึ่งปนับแตวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๓๐๕ ในวาระเริ่ม แรก มิใ หนําบทบัญญัติ ดังตอไปนี้ม าใชบังคับกับกรณีตาง ๆภายใตเงื่อนไขดังตอไปนี้ (๑) มิใหนําบทบัญญัติมาตรา ๔๗ วรรคสอง มาใชบังคับจนกวาจะมีการตรากฎหมายตามมาตรา ๔๗ จั ด ตั้ ง องค ก รเพื่ อ ทํ า หน า ที่ จั ด สรรคลื่ น ความถี่ แ ละกํ า กั บ ดู แ ลการประกอบกิ จ การวิ ท ยุ ก ระจายเสี ย ง วิ ท ยุ โ ทรทั ศ น และกิ จ การโทรคมนาคม ซึ่ ง ต อ งไม เ กิ น หนึ่ ง ร อ ยแปดสิ บ วั นนั บ แต วั น ที่ แ ถลงนโยบายต อ รั ฐ สภา โดยอย า งน อ ยกฎหมายดั ง กล า วต อ งมี ส าระสํ า คั ญ ให มีคณะกรรมการเฉพาะดาน เปน หน วยยอยภายในองคกรนั้น แยกตางหากจากกัน ทําหนา ที่กํากั บการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน และกํากับการประกอบกิจการโทรคมนาคม และมีรายละเอียดวาดวยการกํากับและคุมครองการดําเนินกิจการ การจัดใหมีกองทุนพัฒนาทรัพยากรสื่อสารและสง เสริม ให ภาคประชาชนมีส วนรว มในการดําเนิน การสื่ อมวลชนสาธารณะ แตทั้ งนี้ ตอ งไมกระทบกระเทื อ นถึ ง การอนุ ญ าต สั ม ปทาน หรื อ สั ญ ญาที่ ช อบด ว ยกฎหมายที่ ไ ด ก ระทํ า ขึ้ นกอนวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ จนกวาการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญานั้นจะสิ้นผล (๒) ภายใตบังคับมาตรา ๒๙๖ วรรคสาม มิใหนําบทบัญญัตมาตรา ๑๐๒ (๑๐) เฉพาะในสวน ิที่เกี่ยวกับการเคยเปนสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๑๕ (๙) และมาตรา ๑๑๖ วรรคสอง มาใชบังคับกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการดํารงตําแหนงทางการเมืองเปนครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ (๓) มิ ใ ห นํ า บทบั ญ ญั ติ ม าตรา ๑๔๑ มาใช บั ง คั บ กั บ การตราพระราชบั ญ ญั ติ ป ระกอบรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๕ (๔) มิใ หนําบทบัญญัติม าตรา ๑๖๗ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง มาตรา ๑๖๘ วรรคเกามาตรา ๑๖๙ เฉพาะกรณีการกําหนดแหลงที่มาของรายไดเพื่อชดใชรายจายที่ไดใชเงินคงคลังจายไปกอนและมาตรา ๑๗๐ มาใชบังคับภายในหนึ่งปนับแตวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ (๕) การใดที่เกี่ยวกับการจัดทําหรือดําเนิน การตามหนังสือสัญญาที่ไดดําเนิน การไปแลวกอ นวัน ประกาศใชรัฐ ธรรมนูญนี้ ใหเปน อันใชได และมิใ หนําบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ วรรคสามมาใชบังคับ แตใหนําบทบัญญัติมาตรา ๑๙๐ วรรคสาม มาใชบังคับกับการดําเนินการที่ยังคงคางอยูและตองดําเนินการตอไป
    • หนา ๑๒๖เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐ (๖) มิใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๐๙ (๒) มาใชบังคับกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแหงชาติซึ่งดํารงตําแหนงอยูในวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ (๗) มิใหนําบทบัญญัติมาตรา ๒๕๕ วรรคหา และมาตรา ๒๘๘ วรรคสาม มาใชบังคับภายในหนึ่งปนับแตวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๓๐๖ ในวาระเริ่ ม แรก ใหผู พิ พ ากษาในศาลฎีก าที่เ คยดํา รงตํ า แหน งไม ต่ํา กว าผูพิพากษาศาลฎีกาซึ่ งมีอายุ ครบหกสิบปบ ริบูรณ ใ นปงบประมาณ ๒๕๕๐ สามารถปฏิบั ติหนา ที่ผูพิพากษาอาวุโสในศาลฎีกาตามมาตรา ๒๑๙ ได ทั้งนี้ จนกวาจะมีการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการกําหนดหลักเกณฑการปฏิบัติหนาที่ของผูพิพากษาอาวุโส ภายในหนึ่ ง ป นั บ แต วั น ประกาศใช รั ฐ ธรรมนู ญ นี้ ใ ห ต รากฎหมายกํ า หนดหลั ก เกณฑให ผู พิ พากษาศาลยุ ติ ธรรมดํา รงตํ าแหน ง ได จ นถึ งอายุ ครบเจ็ ดสิ บ ป และผูพิ พ ากษาศาลยุติ ธ รรมซึ่งมีอายุครบหกสิบปบริบูรณขึ้นไปในปงบประมาณใดซึ่งไดปฏิบัติหนาที่มาแลวไมนอยกวายี่สิบปและผานการประเมินสมรรถภาพในการปฏิบัติหนาที่ สามารถขอไปดํารงตําแหนงผูพิพากษาอาวุโสในศาลซึ่งไมสูงกวาขณะดํารงตําแหนงได กฎหมายที่จะตราขึ้นตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง จะตองมีบทบัญญัติใ หผูที่จะมีอายุครบหกสิบปบริบูรณขึ้นไปในปงบประมาณใดในระยะสิบปแรกนับแตวันที่กฎหมายดังกลาวมีผลใชบังคับทยอยพนจากตําแหนงที่ดํารงอยูเปน ลําดับในแตละปตอเนื่องกัน ไปและสามารถขอไปดํารงตําแหนงผูพิพากษาอาวุโสตอไปได ใหนําบทบัญญัติในวรรคสอง และวรรคสาม ไปใชกับพนักงานอัยการดวย โดยอนุโลม มาตรา ๓๐๗ ใหก รรมการตุล าการศาลยุ ติธ รรมผูท รงคุ ณวุ ฒิซึ่ง ดํารงตํ าแหนง อยูใ นวั นประกาศใช รั ฐ ธรรมนู ญ นี้ คงดํ า รงตํ า แหน ง เป น กรรมการตุ ล าการศาลยุ ติ ธ รรมต อ ไป เว น แตกรรมการผูทรงคุณวุฒิที่อายุครบหกสิบปบริบูรณในปงบประมาณ ๒๕๕๐ และกรรมการผูทรงคุณวุฒิในชั้นศาลใดที่ยายไปจากชั้นศาลนั้น ทั้งนี้ ไมเกินหนึ่งรอยแปดสิบวันนับแตวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๓๐๘ ใหคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผนดินอยูในวันประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้แตงตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีการดําเนินการที่เปนอิสระภายในเกาสิบวันนับแตวันประกาศใชรั ฐ ธรรมนู ญ นี้ โดยให ค ณะกรรมการดั ง กล า วมี ห น า ที่ ศึ ก ษาและเสนอแนะการจั ด ทํ า กฎหมายที่จําเปนตองตราขึ้นเพื่ออนุวัติการตามบทบัญญัติแหงรัฐธรรมนูญ และใหคณะกรรมการดังกลาวจัดทํา
    • หนา ๑๒๗เลม ๑๒๔ ตอนที่ ๔๗ ก ราชกิจจานุเบกษา ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๐กฎหมายเพื่อจัดตั้งองคกรเพื่อการปฏิรูปกฎหมาย ตามมาตรา ๘๑ (๓) ใหแลวเสร็จภายในหนึ่งปนับแตวัน ประกาศใชรัฐธรรมนูญนี้ โดยในกฎหมายดังกลาวอยางนอยตองมีบทบัญญัติกําหนดใหมีหนาที่สนับสนุนการดําเนินการรางกฎหมายของประชาชนผูมสิทธิเลือกตั้งดวย ี การดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ไมเปน การตัดอํานาจหนาที่ของหนวยงานอื่น ที่มีหนาที่ตองจัดทํากฎหมายในความรับผิดชอบ มาตรา ๓๐๙ บรรดาการใด ๆ ที่ ไ ด รั บ รองไว ใ นรั ฐ ธรรมนู ญ แห ง ราชอาณาจั ก รไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๔๙ วาเปนการชอบดวยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกลาวไมวากอนหรือหลังวัน ประกาศใชรัฐ ธรรมนูญนี้ ใหถือวาการนั้น และการกระทํานั้นชอบดวยรัฐธรรมนูญนี้ผูรับสนองพระบรมราชโองการ มีชัย ฤชุพันธุประธานสภานิติบัญญัติแหงชาติ