Your SlideShare is downloading. ×
  • Like
Ecosystem ii
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Now you can save presentations on your phone or tablet

Available for both IPhone and Android

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

Ecosystem ii

  • 2,410 views
Published

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
2,410
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1

Actions

Shares
Downloads
16
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ระหว ี การศึกษาความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิต อาจแบงเปน 2 ระดับ คือ 1) Autecolgy : ระหวางสิ่งมีชีวิตชนิดเดียว (individual organism / individual species) เชน ตนไมชนิดหนึ่ง 2) Synecology : สังคมของกลุมสิ่งมีชีวิต เชน ปาไม
  • 2. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ี ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบง ไดเปน 3 ประเภทใหญ คือ1. การไดรับประโยชนรวมกัน (mutualism) เปนการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่ได  ประโยชนดวยกันทั้งสองชนิด
  • 3. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ี • แมลงกับดอกไม แมลงดูดน้ําหวานจาก ดอกไมเปนอาหาร และดอกไมก็มีแมลง ชวยผสมเกสร • นกเอี้ยงกับควาย นกเอี้ยงไดกินแมลงตางๆ จากหลังควาย และควายก็ไดนกเอี้ยงชวย กําจัดแมลงที่มา กอความรําคาญ
  • 4. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ี • มดดํากับเพลี้ย เพลี้ยไดรับประโยชนในการที่ มดดําพาไปดูดน้ําเลี้ยงที่ตนไม และมดดําก็จะ ไดรับน้ําหวาน • ปูเสฉวนกับดอกไมทะเล ปูเสฉวนอาศัย ดอกไมทะเลพรางตัวจากศัตรู และยังอาศัยเข็ม พิษจากดอกไมทะเลปองกันศัตรู สวนดอกไม ทะเลก็ไดรับอาหารจากปูเสฉวนที่กําลังกิน อาหารดวย
  • 5. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ี• โปรโตซัวในลําไสปลวก ปลวกไมมีน้ํายอยสําหรับยอยเซลลูโลสในเนื้อไม โปรโตซัว ชวยในการยอย จนทําใหปลวกสามารถกินไมได และโปรโตรซัวก็ไดรับสารอาหารจากการยอยสลายเซลลูโลส
  • 6. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ี ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบง ไดเปน 3 ประเภทใหญ คือ2. ภาวะอิงอาศัยหรือภาวะเกื้อกูล (commensalism) เปนการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิต โดยที่ฝายหนึ่งได  ประโยชน สวนอีกฝายหนึ่งไมไดประโยชนแตก็ไม เสียประโยชน
  • 7. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ี• ปลาฉลามกับเหาฉลาม เหาฉลามอาศัย อยูใกลตัวปลาฉลามและกินเศษอาหาร จากปลาฉลาม ซึ่งปลาฉลามจะไมได ประโยชน แตก็ไมเสียประโยชน• พลูดางกับตนไมใหญ พลูดางอาศัยรมเงา และความชืนจากตนไม โดยตนไมไมได ้ ประโยชนแตขณะเดียวกันก็ไมเสียประโยชน
  • 8. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ี • กลวยไมกับตนไมใหญ กลวยไมยึดเกาะที่ ลําตนหรือกิ่งของตนไม ซึ่งไดรับความชื้น และแรธาตุจากตนไม โดยที่ตนไมไมไดรับ ประโยชน แตก็ไมเสียประโยชน• เพรียงที่อาศัยเกาะบนผิวหนังของวาฬ เพื่อหาอาหาร วาฬไมไดประโยชน แตก็ไมเสียประโยชน
  • 9. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ี ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศแบงได เปน 3 ประเภทใหญ คือ3. ฝายหนึ่งไดประโยชนและอีกฝายหนึ่งเสียประโยชน ซึ่งแบงเปน 2 แบบ คือ 1) การลาเหยื่อ (predation) เปนความสัมพันธ โดย มีฝายหนึ่งเปนผูลา (predator) และอีกฝายหนึ่งเปน เหยื่อ (prey) หรือเปนอาหารของอีกฝาย เชน งูกับกบ
  • 10. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ีความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตใน สัตวพหุบาทระบบนิเวศแบงไดเปน 3 ประเภทใหญ คือ2) ภาวะปรสิต (parasitism) เปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต ที่มฝาย ีหนึ่งเปนผูเบียดเบียน เรียกวาปรสิต (parasite) และอีกฝายหนึ่งเปนเจาของบาน (host)
  • 11. ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิต ี • ตนกาฝากเชน ฝอยทองที่ขึ้นอยูบน ตนไมใหญจะดูดน้ําและอาหารจาก ตนไมใหญ • หมัด เห็บ ไร พยาธิตางๆ ที่อาศัยอยู กับรางกายคนและสัตว • เชื้อโรคตางๆ ที่ทําใหเกิดโรคกับคน และสัตว
  • 12. ปจจัยกําหนดลักษณะของระบบนิเวศ• 1. อุณหภูมิ บริเวณที่อากาศรอนแถบทะเลทราย จะมี อูฐที่เปนสัตวมีความทนตออากาศรอนแหงแลง และ มีพืชพวกกระบองเพชรทีสามารถดํารงชีวิตอยูได ่• 2. ความชืน ในระบบนิเวศใดที่มีความชืนมาก มักจะ ้ ้ มีพืชและสัตวอาศัยอยูอยางหนาแนน• 3. แสง พืชที่ขึ้นอยูใตเงาไมในปายอมแตกตางกันกับ พืชที่ขึ้นในที่โลงแจง
  • 13. ปจจัยกําหนดลักษณะของระบบนิเวศ• 4. ดิน เปนที่รวมของธาตุอาหารตางๆ ดินที่มีความ อุดมสมบูรณหรือมีธาตุอาหารที่แตกตางกันยอมทํา ใหพืชและสัตวที่อาศัยดินนั้น ดํารงชีวิตอยูแตกตาง กัน• 5. ไฟปา การเกิดไฟปาแตละครั้ง ทําใหชีวิตของพืช และสัตวเปลี่ยนไป• 6. มลภาวะ เปนปจจัยที่เขามามีบทบาทในการ เปลี่ยนแปลงหรือกําหนดลักษณะของสิ่งมีชีวิตใน ระบบนิเวศ
  • 14. ปจจัยกําหนดลักษณะของระบบนิเวศ• 7. การแยงชิงกัน ทําใหสิ่งมีชีวิตที่ไมสามารถแสวงหา ทรัพยากรไดตองลมตายไป• 8. การกินซึ่งกันและกัน เชน ในทุงที่ปลูกขาวโพด จะมี ตั๊กแตนมากินและทําลายขาวโพดเสียหาย เพราะไมมี สัตวอื่นมาจับตั๊กแตนกินเปนอาหาร• 9. ปรสิต ถือเปนพวกที่กินซึ่งกันและกันก็ได แตมีขอ แตกตางที่วาพวกปรสิตจะดูดกินพืชและสัตวอื่นๆ เปนอาหารโดยที่พืชและสัตวนั้นจะไมตายโดยทันที
  • 15. ประเภทของระบบนิเวศ1. ระบบนิเวศทางธรรมชาติและ ใกลธรรมชาติ (Natural and seminatural ecosystem) เปนระบบที่ตองพึ่งพลังงาน จากดวงอาทิตย เพื่อที่จะ ทํางานได
  • 16. ประเภทของระบบนิเวศ1.1 ระบบนิเวศบนบก (Terresttrial ecosystems) 1) ระบบนิเวศกึ่งบก เชน ปาพรุ 2) ระบบนิเวศบนบกแท เชน ปาดิบ ทุงหญา ทะเลทราย1.2 ระบบนิเวศแหลงน้ํา (Aguative cosystems) 1) ระบบนิเวศน้ําจืด 2) ระบบนิเวศน้ําทะเล เชน มหาสมุทรแนวปะการัง ทะเลภายในที่เปนน้ําเค็ม น้ํากรอย
  • 17. ประเภทของระบบนิเวศ2. ระบบนิเวศเมือง-อุตสาหกรรม (Urban-industral ecosystem) เปนระบบที่ตองพึ่งแหลง พลังงานเพิ่มเติม เชน น้ํามัน เชื้อเพลิง พลังนิวเคลียร เปนระบบนิเวศที่มนุษยสราง ขึ้นมาใหม
  • 18. ประเภทของระบบนิเวศ3. ระบบนิเวศเกษตร (Agricultural ecosystems) เปนระบบที่มนุษยปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบ นิเวศทางธรรมชาติขึ้นมาใหม
  • 19. การจําแนกระบบนิเวศ (Ecosystem Classification) ในทางนิเวศวิทยา แบงระบบนิเวศในโลกนี้ ออกเปน 2 ระบบใหญๆ คือ1. ระบบนิเวศบนบก (Terrestrial Ecosystem) ระบบนิเวศที่ชุมชื้น ระบบนิเวศที่ชุมชื้นนอย และ คอนขางไปทางแหงแลง ระบบนิเวศที่แหงแลงมาก
  • 20. การจําแนกระบบนิเวศ (Ecosystem Classification)2. ระบบนิเวศในน้ํา (Aquatic Ecosystem) - ระบบนิเวศน้ําจืด ระบบน้ํานิ่ง และ ระบบน้ําไหล - ระบบนิเวศน้ําทะเล ระบบน้ํากรอย และ ระบบน้ําเค็ม
  • 21. ปาชายเลน
  • 22. ปาพรุ
  • 23. ปาชายหาด
  • 24. ปาดงดิบชื้น
  • 25. ปาดงดิบแลง
  • 26. ปาดิบเขา
  • 27. ปาสนเขา
  • 28. ปาเบญจพรรณ
  • 29. ปาเต็งรัง
  • 30. ปาทุง
  • 31. ทุงหญาเขตรอน
  • 32. ระบบนิเวศในแหลงน้ําจืด (น้ํานิ่ง)
  • 33. ระบบนิเวศในแหลงน้ําจืด (น้ําไหล)
  • 34. ปจจัยที่มีผลตอสิ่งมีชีวิตในแหลงน้ําจืดอุณหภูมิปริมาณออกซิเจนละลายในน้ําปริมาณแรธาตุความขุน-ใสของน้ํากระแสน้ํา
  • 35. ระบบนิเวศในแหลงน้ําทะเล (น้ําเค็ม)
  • 36. ระบบนิเวศในแหลงน้ําทะเล (น้ํากรอย)
  • 37. ปจจัยที่มีผลตอสิ่งมีชีวิตในแหลงน้ําทะเลอุณหภูมิความลึกความเค็มกระแสน้ําคลื่น และการขึ้น-ลงของน้ํา
  • 38. นิเวศพัฒนา (Eco-development)หมายถึง การพัฒนาใดๆ ที่เปนการกระทําของมนุษย เพื่อการดํารงอยูในสังคม โดยไมทําใหเกิดการกระทบกระเทือนตอคุณภาพสิ่งแวดลอม และการเปลี่ยนแปลงสมดุลของระบบนิเวศ
  • 39. นิเวศพัฒนา (Eco-development)แนวคิดของนิเวศพัฒนา ใหมีการทําลาย-สูญเสียทรัพยากรธรรมชาตินอยที่สุด มีการควบคุมผลกระทบสิงแวดลอมจาก ่ของเสียหรือมลพิษที่เกิดจากการดําเนินกิจกรรม พิจารณาขีดความทนทานของระบบนิเวศ การใชทรัพยากรธรรมชาติตองใหมีการสูญเปลานอยที่สุด
  • 40. นิเวศพัฒนา (Eco-development)แนวคิดของนิเวศพัฒนา ตองมีการฟนฟู ติดตาม ตรวจสอบและเฝาระวังคุณภาพสิ่งแวดลอม ไมควรปรับเปลี่ยนโครงสรางและการทํางานของระบบนิเวศไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง มีการแบงเขตการใชทรัพยากรธรรมชาติที่ชัดเจน
  • 41. ระบบนิเวศการศึกษาเกี่ยวกับนิเวศวิทยาและระบบนิเวศ จะทําใหมนุษยสามารถนําความรูมาเปนเครื่องมือในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดลอมปญหามลพิษ และบทบาทที่มตอ ีสิ่งแวดลอม เพื่อการอยูรวมกันของสรรพสิ่งในระบบนิเวศ ใหเปนไปในลักษณะของการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันในแนวทางการพัฒนาอยางยั่งยืน
  • 42. Thank You for Your Attention