การตอบสนองของพืช55
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Like this? Share it with your network

Share

การตอบสนองของพืช55

  • 10,828 views
Uploaded on

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
No Downloads

Views

Total Views
10,828
On Slideshare
8,608
From Embeds
2,220
Number of Embeds
3

Actions

Shares
Downloads
212
Comments
0
Likes
3

Embeds 2,220

http://nuchanart.wordpress.com 2,207
http://www.google.co.th 12
http://webcache.googleusercontent.com 1

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. พืชทุกชนิดทีเจริญเติบโตขึนมา นอกจากต้องการปัจจัยสิงแวดล้อมและธาตุอาหารต่างๆ ซึงได้แก่ นํา ดิน ธาตุอาหารต่างๆ (เช่น Na, K, N และอืนๆ แสง อุณหภูมิ และกิจกรรมต่างๆทีเป็ นปฏิกริยาทางชีวเคมีภายในเซลล์แล้ว พืชยังต้องการสารอินทรียทีทําหน้ าทีควบคุมกิจกรรม ์ต่างๆ เหล่านัน ซึงได้แก่ ฮอร์โมนทีพืชสร้างขึนมาควบคุมการเจริญเติบโตของพืช จึงเรียกสารอินทรียเหล่านี ว่า สารควบคุม ์การเติบโตของพืช (plant growth regulator , PGR)
  • 2. สารเคมีนันสร้างมาจากบริเวณใด มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชอย่างไร และมีผลต่อ การตอบสนองของพืชอย่างไร ?
  • 3. การทดลองของ ชาร์ล Charles and Francis Darwin12 ชัวโมง
  • 4. จากการทดลองของ ชาร์ล Charles and Francis Darwin - สรุปว่าส่วนปลายยอดเป็ นส่วนรับแสง จะตอบสนองต่อแสงโดยโค้งงอเข้าหาแสง
  • 5. • ต่อมามีผอธิบายว่าทีปลาย ู้โคลีออพไทล์พืชโค้งงอเข้าหาแสงได้เนื องจากบริเวณยอดแรกเกิดหรือพลูมูล (Plumule)จะสร้างสาร และแสงทําให้สารแพร่จากด้านทีมีแสงมากไปยังด้านทีมีแสงน้ อยทําให้ด้านที ถูกแสงน้ อยมีปริมาณสารมากจะกระตุ้นให้เซลล์บริเวณนี ขยายตัวตามยาว ทําให้เกิดการโค้งงอนันเอง
  • 6. การทดลองของ ฟริสต์ เวนต์ Frits wentสมมติฐาน : ถ้าปลายยอดสร้างสารควบคุมการตอบสนองต่อแสงได้กน่าจะสะสมสารนี บนแผ่นวุ้นได้ ็การทดลอง : ตัดปลายยอดของต้นกล้าข้าวโอ๊ตนําไปวางบนวุ้นทีตัดเป็ นแผ่นเล็กๆ สักครู่แล้วนําชินวุ้นไปวางลงบน ต้นกล้าของอีกต้นหนึ งทีตัดปลายยอดออก
  • 7. การทดลองของ ฟริสต์ เวนต์ Frits went
  • 8. ความสัมพันธ์ของความโค้งงอของยอดข้าวโอ๊ต กับปริมาณปลายยอดบนแผ่นวุ้น
  • 9. จากการทดลองของ ฟริสต์ เวนต์ Frits went - ความโค้งของยอดข้าวโอ๊ตสัมพันธ์กบความเข้มข้น ัของสารทีมีอยู่ในแผ่นวุ้น เวนต์เรียกสารนี ว่า ออกซิน(auxin) ซึงทําให้ปลายโพลีออฟไทล์โค้งงอได้ นอกจากออกซินแล้ว ยังมี สารทีควบคุมการเจริญเติบโตของ พืชอีกหลายชนิด ต่อมาเรียกชือ สารพวกนี ว่า ฮอร์โมนพืช (plant hormone)
  • 10. ฮอร์โมนพืช แบ่งเป็ นกีชนิด หรือ กีกลุ่ม ?ปัจจุบน จะแบ่งฮอร์โมนพืชออกเป็ น 5 กลุ่ม คือ ั1. ออกซิน (auxin) มาจากภาษากรีก แปลว่า ทําให้ เพิม (to increase)2. ไซโทไคนิน (cytokinin) มาจาก เพิมการแบ่งเซลล์ cytokinesis3. จิบเบอเรลลิน (gibberellin) มาจากชือรา Gibberella fujikuroi4. กรดแอบไซซิค (abscisic acid) มาจาก การร่วงของใบ abscission5. เอทิลีน (ethylene) เป็ น ก๊าซ ช่วยเร่งการสุกผลไม้
  • 11. 1. ออกซิน (auxin) - ฮอร์โมนพืชตัวแรกทีค้นพบสร้างจาก เนื อเยือเจริญปลายยอด และใบอ่อน • ออกซิน ธรรมชาติ (Natural Auxin) – Indoleacetic acid (IAA) – Indole-3-Butyric Acid (IBA) • ออกซิน สังเคราะห์ (Synthetic Auxin) – Naphthalene Acetic Acid (NAA) – 2,4-Dicholophenoxy acetic acid (2,4-D) – 2,4,5-Trichlorophenoxy acetic acid (2,4,5-T)
  • 12. • หน้ าทีสําคัญ - เร่งการขยายตัวของเซลล์ และ กระตุ้นการแบ่งเซลล์ - กระตุ้นการออกราก - เร่งการออกดอกของพืชบางชนิด - ยับยังการเจริญของตาข้าง - ป้ องกันใบร่วง - เปลียนเพศดอก
  • 13. ก. ต้นพืชทีไม่ตดยอด ัข. ต้นพืชทีตัดยอดออกค. ต้นพืชทีตัดยอดออกแล้ววางแผ่นวุนทีมีออกซินบนยอด ้
  • 14. ก. ก้านใบพืชไม่จ่มออกซิน ุข. ก้านใบพืชจุ่มออกซิน
  • 15. การใช้ ออกซิน (IBA) เร่งการออกรากของกิงชํา
  • 16. การค้นพบของ Robert M. Muirภายหลังการปฏิสนธิแล้ว จะมีการกระตุ้นการสร้างออกซินในผนังรังไข่และพบว่าการเจริญของผลในชันต่อไปจะขึนกับเมล็ดในผลนันๆ
  • 17. ก. ผลกลุ่มสตรอเบอรีทีเจริญตามปกติข. ผลกลุ่มสตรอเบอรีหลังแกะเมล็ดของผลย่อยๆ ออกหมดค. ผลกลุ่มสตรอเบอรีทีมีเมล็ดของผลย่อยๆ ติดอยู่เพียงเมล็ดเดียวง. ผลกลุ่มสตรอเบอรีทีแกะเมล็ดของผลย่อยออกหมดแล้วเคลือบ ด้วยแผ่นวุ้นที มีออกซินอยู่
  • 18. การศึกษาความเข้มข้นของออกซิน ของการเจริญเติบโต ราก ตา และลําต้น
  • 19. 2. ไซโทไคนิน (cytokinin) เป็ นฮอร์โมนพืชทีค้นพบ เนื องมาจากการวิจยด้านการเพาะเลียงเนื อเยือพืช (plant ั tissue culture) โดยทีมนักวิจยนําโดย ั F. Skoog มหาวิทยาลัย Wisconsin พบว่านํามะพร้าว สามารถ เร่งการแบ่งเซลล์ในการเพาะเลียงเนื อเยือพืชได้ เรียกว่า kinetin ชนิดทีพบมากทีสุดในพืชคือ Zeatin (พบครังแรกใน ข้าวโพด) กระตุ้นการเกิดหน่ อใหม่ ตาใหม่
  • 20. แหล่งทีสร้าง และ หน้ าทีสําคัญของไซโทไคนิน• แหล่งทีสังเคราะห์ ในพืชชันสูง คือ บริเวณเนื อเยือที กําลัง เจริญ โดยเฉพาะทีราก ต้ นอ่อน และ ผล• หน้ าทีสําคัญ – กระตุ้นการแบ่งเซลล์ และ เร่งการขยายตัวของเซลล์ – ส่งเสริมการเจริญของตาข้าง - ชะลอการแก่ของใบ – ช่วยการงอกของเมล็ด - ควบคุมการปิดเปิดปากใบ – และ อืน ๆ… โดยทําหน้ าทีร่วมกับ Auxin
  • 21. การทํางานร่วมกันของ Auxin และ Cytokinin
  • 22. การขยายพันธุกล้วยไม้ด้วยวิ ธีเพาะเลียงเนื อเยือ ์
  • 23. การย้ายลูกกล้วยไม้ หรือ เอาออกจากขวดเพาะเลียง
  • 24. การเลียงลูกกล้วยไม้ในกระถางในโรงเรือน
  • 25. 3. จิบเบอเรลลิน (gibberellin) เป็ นฮอร์โมนพืช ทีค้นพบโดยปัญหาทีพบโดยชาวนา ญีปุ่ น เกียวกับโรคชนิดหนึ งของข้าว ทีทําให้ลาต้นสูง ํ กว่าปกติ และ ให้ผลผลิตตํา ซึงต่อมา นักวิทยาศาสตร์ชาว ญีปุ่ นชือ E. Kurosawa ในปี 1938 พบว่าสาเหตุ เกิดมาจากสารทีผลิตโดยเชือรา ชนิด หนึ งชือ Gibberella fujikuroi ซึงเมือแยกและทําให้ บริสทธิแล้ว จึงตังชือ สารนี ว่า gibberellin ุ
  • 26. Gibberella fujikuroi
  • 27. • แหล่งทีสังเคราะห์ ในพืชชันสูง คือ บริเวณเนื อเยือที กําลังเจริญ เช่น ปลายยอด ปลายราก ใบอ่อน และ ต้นอ่อน• หน้ าทีสําคัญของ GA – เร่งการขยายตัวของเซลล์ และ การยืดของลําต้ น – เร่งการออกดอก – การแสดงออกของเพศดอก – การติดผล – ช่วยการงอกของเมล็ด และ ตา (bud) – ทําลายการพักตัวของเมล็ด
  • 28. Foolish cabbages !กระหลําปลีโง่ ! ทีฉี ดพ่นด้วย กรดจิบเบอเรลลิก (GA3)
  • 29. GA3ทําให้ลาต้นยืดยาว และ ออกดอก ํ( rosette genotype of Brassica napus)
  • 30. Gibberellin (GA) Bioassay
  • 31. ผลของ GA3 ต่อความยาวช่อ และ ขนาดของผลองุ่น ชนิดไม่มีเมล็ด
  • 32. ผลของ GA3 ต่อความยาวช่อ และ ขนาดของผลองุ่น ชนิดไม่มีเมล็ด
  • 33. ก. พวงองุ่นทีได้จากต้ นทีไม่ให้จิบเบอเรลลินข. พวงองุ่นทีได้จากต้ นทีให้ จิบเบอเรลลิน
  • 34. 5. เอทิลีน (ethylene) เป็ นทีทราบกันมานานแล้วว่า ผลไม้สก หรือ ุ ผลไม้ทีเน่ าเสีย จะมีผลไปเร่งให้ ผลไม้อืนสุกเร็วขึน ซึงพบว่าเกิด จากการปล่อยสารระเหยบางชนิดออกมา และ ในปี 1934 R. Gane เป็ นผูพิสจน์ ว่า สารนี คือ เอทิลีน (C2H4) ต่อมาพบว่า ้ ู นอกจากจะมีผลในการกระตุ้นการสุกของผลไม้แล้ว ยังมีผลต่ อพืช ในแง่อืน ๆ อีกหลายอย่าง เช่น การร่วงของใบ การออกดอกของ สับปะรด การเพิมปริมาณของนํายางพารา เป็ นต้ น เป็ นฮอร์โมน ชนิดเดียวทีเป็ นก๊าซ
  • 35. • แหล่งทีสังเคราะห์ ในพืชชันสูง คือ เนื อเยือผลไม้ทีสุก ใบแก่ และ ดอก• หน้ าทีสําคัญของเอทิลีน – กระตุ้นการสุกของผลไม้ – กระตุ้นการร่วงของใบ – กระตุ้นการออกดอก – ยับยังการยืดตัวของลําต้ น – ยับยัง หรือ กระตุ้นการออกราก ใบ หรือ ดอก แล้วแต่ชนิด ของพืช และ มีผลต่ออีกหลายๆ ขบวนการของพืชทีเกียวกับความแก่
  • 36. เอทิลีนกระตุ้นการออกดอกของสับปะรด
  • 37. เอทิ ลีน กับ การสุกของผลไม้
  • 38. เอทิ ลีน กับ การสุกของผลไม้
  • 39. 5. กรดแอบไซซิค (abscisic acid หรือ ABA) ค้นพบจากการศึกษา สารเร่งกระบวนการร่วงของใบทีเรียกว่า abscission และ เมือมี การทําให้บริสทธิพบว่าเป็ นสาร ตัวเดียวกันกับ สารยับยังการ ุ เจริญของตา (bud dormancy-inducing substances) ทีเรียกกัน ว่า dormin และสารยับยังการยืดตัวของ coleoptile โดย auxin (IAA) ทีเรียกว่า growth inhibitor ชือ abscissic acid หรือ ABA เป็ นทียอมรับกันในปี 1967
  • 40. • แหล่งทีสังเคราะห์ ในพืชชันสูง คือ มีการสังเคราะห์ได้ทงทีบริเวณ ั ลําต้ น ราก ใบ และ ทีผล เป็ นฮอร์โมนทีต่างจาก 3 ตัวแรก คือ เป็ น สารชนิดเดียวคือ abscisic acid• หน้ าทีสําคัญของABA – เริมต้ นคิดว่าทําหน้ าทีเกียวกับการร่วงของใบ และการยับยัง การเจริญของตา แต่ ในปัจจุบนพบว่าเกียวกับสองขบวนการนี ั น้ อย – การหน้ าทีหลัของ ABA คือ ยับยังการเจริญ หรือ ยับยัง การทํางานของฮอร์โมนชนิดอืน ๆ - ยับยังการงอกของเมล็ด – กระตุ้นการปิดของปากใบเมือขาดนํา
  • 41. หน้ าทีของฮอร์โมนพืช ชนิดของ บริเวณทีสร้าง หน้ าที ฮอร์โมนพืชออกซิน -เนือเยือเจริญปลายยอด -กระตุนการขยายตัวตามยาวของเซลล์ ้ -ใบอ่อน -กระตุนการเปลียนแปลงรูปร่างของราก ้ -เอ็มบริโอ -ยับยังการเจริญของตาข้าง -ชะลอการหลุดร่วงของใบ -พัฒนารังไข่เป็ นผลโดยไม่ตองได้รบการ ้ ั ปฏิสนธิ
  • 42. หน้ าทีของฮอร์โมนพืช ชนิดของ บริเวณทีสร้าง หน้ าที ฮอร์โมนพืชไซโทไคนิน -เนือเยือเจริญปลายราก -กระตุนการแบ่งเซลล์ ้ -ผลอ่อน -กระตุนการเกิดตาข้าง ้ -ยับยังการเจริญของตาข้าง -ชะลอการสลายตัวของคลอโรฟิลล์จิบเบอเรลลิน -เนือเยือเจริญเหนือข้อ -กระตุนให้เซลล์แบ่งตัวและเซลล์ ้ ของพืชใบเลียงเดียว ขยายตัวตามยาว -เนือเยือเจริญปลายยอด -กระตุนการงอกของเมล็ด ้ -ใบอ่อน -กระตุนการออกดอกของพืชบางชนิด ้ -เอ็มบริโอ -พัฒนารังไข่เป็ นผลโดยไม่ตองได้รบการ ้ ั ปฏิสนธิ
  • 43. หน้ าทีของฮอร์โมนพืช ชนิดของ บริเวณทีสร้าง หน้ าที ฮอร์โมนพืชเอทิลน ี -เนือเยือผลไม้ใกล้สก ุ -เร่งการสุกของผลไม้ -ใบแก่ -กระตุนการหลุดร่วงของใบ ้ -บริเวณข้อ -กระตุนการออกดอกของพืชบางชนิด ้กรดแอบไซ -ลําต้น -ยับยังการเจริญเติบโตของตาซิก -ผลดิบ -การปิ ดเปิ ดของปากใบ -ราก -กระตุนการหลุดร่วงของใบ ้ -ใบแก่ -ยับยังการงอกของเมล็ด
  • 44. ความแตกต่างระหว่างฮอร์โมนพืชและฮอร์โมนสัตว์1. แหล่งสังเคราะห์ในพืช ไม่แน่ นอน เหมือนในสัตว์2. ตําแหน่ งการทํางานในพืช ไม่แน่ นอน และ ไม่จาเป็ นต้องเป็ นคน ํ ละทีกับแหล่งสร้าง3. การทํางานโดยความเข้มข้นของฮอร์โมน ไม่ชดเจนั4. การทํางานของฮอร์โมนพืช แต่ละตัวมีหลายอย่าง และ มักทํางาน ร่วมกับกับฮอร์โมนชนิดอืน ๆ ด้วยเสมอ
  • 45. การตอบสนองของพืชต่อสิงแวดล้อมการตอบสนองของพืชต่อการเปลียนแปลงของปัจจัยภายนอก จะมีกระบวนการเช่นเดียวกับกระบวนการสือสารระหว่างเซลล์ คือ o การรับสัญญาณ o การส่งสัญญาณ
  • 46. การตอบสนองของพืชต่อสิงแวดล้อมการรับสัญญาณ คือ การที พืชหรือส่วนของพืชรับสัญญาณการ เปลียนแปลงของปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที มากระตุ้น เช่น กลไกการรับแสงของสารสีในกระบวนการตอบสนองต่อ ทิศทางของแสง เป็ นต้นการส่งสัญญาณ คือ การที กลไกรับสัญญาณในพืชส่งสัญญาณทีรับได้ ไปให้ เซลล์ในส่วนของพืชทีตอบสนองต่อปัจจัยกระตุ้นนัน ในรูป ของกระแสไฟฟ้ าและสารเคมีต่างๆ เช่ น ฮอร์โมนพืช เป็ นต้ น
  • 47. การเคลือนไหวทีเกิดเนื องจากการเจริญเติบโต (growth movement)1. การเคลือนไหวเนื องจากการเจริญเติบโต (growth movement) - การตอบสนองต่ อสิงเร้าภายนอก (paratonic movement หรือ stimulus movement) - การตอบสนองที เกิดจากสิงเร้าภายใน (autonomic movement)2. การตอบสนองทีเกิดจากสิงเร้าภายในต้ นพืชเอง (autononic movement)
  • 48. การตอบสนองของพืชต่อสิงแวดล้อม1. การตอบสนองที เกิดจากสิงเร้าภายนอก (paratonic movement หรือ stimulus movement) มี 2 แบบ คือ1.1 แบบมีทิศทางเกียวข้องสัมพันธ์กบสิงเร้า (tropism หรือ tropic ั movement) การตอบสนองแบบนี อาจจะทําให้ส่วนของพืชโค้ง เข้าหาสิงเร้า เรียกว่า positive tropism หรือ เคลือนทีหนี สิงเร้า ทีมากระตุ้น เรียกว่า negative tropism จําแนกได้ตามชนิดของ สิงเร้าดังนี
  • 49. 1.1.1 โฟโททรอปิซึม (phototropism) เป็ นการตอบสนองของพืชที ตอบสนองต่อสิงเร้าที เป็ นแสง พบว่าที ปลายยอดพืช (ลําต้ น) มี ทิศทางการเจริญเติบโตเจริญเข้าหาแสงสว่าง (positive phototropism) ส่วนทีปลายรากจะมีทิศทางการเจริญเติบโตหนี จากแสงสว่าง (negative phototropism)
  • 50. 1.1.2 จีโอทรอปิซึ ม (geotropism) เป็ นการตอบสนองของพืชที ตอบสนองต่อแรงโน้ มถ่วงของโลกโดยรากพืชจะเจริญเข้าหา แรงโน้ มถ่วงของโลก (positive geotropism) เพือรับนําและแร่ธาตุ จากดิน ส่วนปลายยอดพืช (ลําต้ น) จะเจริญเติบโตในทิศทางตรง ข้ามกับแรงโน้ มถ่วงของโลก (negative geotropism) เพือชูใบรับ แสงสว่าง
  • 51. 1.1.3 เคมอทรอปิซึม (chemotropism) เป็ นการตอบสนองของพืช โดยการเจริญเข้าหาหรือหนี จากสารเคมีบางอย่างที เป็ นสิงเร้า เช่น การงอกของหลอดละอองเรณู ไปยังรังไข่ของพืช โดยมี สารเคมีบางอย่างเป็ นสิงเร้า
  • 52. 1.1.4 ไฮโดรทรอปิซึม (hydrotropism) เป็ นการตอบสนองของพืชที ตอบสนองต่อความชื น ซึงรากของพืชจะงอกไปสู่ ทีมีความชืน
  • 53. 1.1.5 ทิกมอทรอปิซึม (thigmotropism) เป็ นการตอบสนองของพืช บางชนิดทีตอบสนองต่อการสัมผัส เช่น การเจริญของ มือเกาะ (tendril) ซึงเป็ นโครงสร้างทียืนออกไปพันหลักหรือ เกาะบนต้ นไม้ อืนหรือพืชพวกทีลําต้นแบบเลือยจะพันหลักในลักษณะบิดลําต้น ไปรอบๆเป็ นเกลียว เช่ น ต้นตําลึง ต้นพลู ต้นองุ่น ต้นพริกไทย
  • 54. 1.1.6 ทอร์โมทรอปิซึม (themotropism) เป็ นการตอบสนองของพืช โดยมีต่อสิงเร้าทีเป็ นอุณหภูมิ เช่น การออกดอก หรือการงอกของ เมล็ดบางชนิดเมืออุณหภูมิตา ํ
  • 55. 1.2 แบบมีทิศทางทีไม่สมพันธ์กบทิศทางของสิงเร้า ั ั (nasty หรือ nastic movement) การตอบสนองแบบนี จะมีทิศทางคงทีคือ การเคลือนขึนหรือ ลงเท่านัน ไม่ขึนกับทิศทางของสิงเร้า
  • 56. 1.2.1 photonasty เป็ นการตอบสนองที เกิดจากการกระตุ้นของ แสง เช่น การบานของดอกไม้ (epinasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ ด้านใน หรือด้านบนของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาด มากกว่ากลุ่มเซลล์ด้านนอกหรือด้านล่าง
  • 57. การบานของดอกไม้
  • 58. การหุบของดอกไม้ (hyponasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ด้านนอก หรือ ด้านล่างของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาดมากกว่ากลุ่มเซลล์ ด้านบน ตัวอย่างเช่ น - ดอกบัว ส่วนมากมักหุบในตอนกลางคืน และ บานในตอนกลางวัน - ดอกกระบองเพชร ส่วนมากจะบานใน ตอนกลางคืนและหุบ ในตอนกลางวัน
  • 59. 1.2.2 thermonasty เป็ นการตอบสนองของพืช ทีเกิดจากการ กระตุ้นของอุณหภูมิ ท้ าให้เกิดการเคลือนไหวได้ เช่น การบาน ของดอกบัวสวรรค์ ทิวลิป เมือได้รบอุณหภูมิสง ั ู
  • 60. 2. การตอบสนองทีเกิดจากสิงเร้าภายในของต้นพืชเอง (autonomic movement) เป็ นการตอบสนองทีเกิดจากการ กระตุ้นจากสิงเร้าภายในจําพวกฮอร์โมนออกซิน ท้าให้การ เจริญของล้าต้ นทังสองด้านไม่เท่ากัน ได้แก่2.1 การเอนหรือแกว่งยอดไปมา (nutation movement) เป็ นการ เคลือนไหวที เกิดเฉพาะส่วนยอดของพืช สาเหตุเนื องจาก ด้าน ทังสองด้านของล้าต้น(บริเวณยอดพืช)เติบโตไม่เท่ากันhttp://plantsresponse.exteen.com/20110104/entry/page/2
  • 61. 2.2 การบิดล้าต้นไปรอบๆ เป็ นเกลียว (spiral movement) เป็ นการเคลือนไหวที มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เนื องจากส่วนยอด ของพืชจะค่อยๆ บิดเป็ นเกลียวขึนไป เพราะลําต้นทังสองด้าน เติบโตไม่เท่ากัน พืชบางชนิดมีลาต้ นอ่อนทอดเลือยพันหลักใน ํ ลักษณะ การบิดลําต้นไปรอบ ๆ เป็ นเกลียว เพือพยุงลําต้นไว้ (twining) เช่น พริกไทย อัญชัน ตําลึง ฯลฯ
  • 62. การเคลือนไหวทีเกิดเนื องจากการเปลียนแปลงแรงดันเต่ง (turgor movement) ปกติพืชจะมีการเคลือนไหวตอบสนองต่ อการสัมผัส (สิงเร้าจากภายนอก) ช้ามาก แต่มีพืชบางชนิดทีตอบสนองได้เร็ว โดยการสัมผัสจะไปทําให้มีการเปลียนแปลงของปริมาณนําภายในเซลล์ ทําให้แรงดันเต่ง (turgor pressure) ของเซลล์เปลียนแปลงไป ซึงเป็ นไปอย่างรวดเร็วและไม่ถาวร ซึงมีหลายแบบ คือ
  • 63. 1. การหุบของใบจากการสะเทือน (contract movement) การหุบใบของต้นไมยราบ ตรงบริเวณโคนก้านใบและโคนก้านใบ ย่อยจะมีกลุ่มเซลล์ชนิดหนึ ง เรียกว่า พัลไวนัส เป็ นเซลล์ขนาด ใหญ่ ผนังเซลล์บาง มีความไวสูงต่อสิงเร้าเมือสิงเร้ามาสัมผัสจะ ท้าให้ แรงดันเต่งของกลุ่มเซลล์นันสูญเสียนําให้กบเซลล์ ั ข้างเคียงท้าให้ ใบหุบลงในทันที หลังจากนันนําจะซึ มผ่านกลับ เข้าสู่เซลล์ พัลไวนัสอีกท้าให้แรงดันเต่งเพิมขึนและกางใบออก ตามเดิม
  • 64. พัลไวนัสทีโคนก้านใบ
  • 65. - การหุบของใบพืชพวกที มีการเปลียนแปลงรูปร่างไปเพือจับแมลง ได้แก่ ใบของต้ นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นสาหร่ายข้าวเหนี ยว ฯลฯพืชกินแมลงนี จะมีการเปลียนแปลงรูปร่างของใบเพือดักจับแมลง ภายในใบจะมีกลุ่มเซลล์หรือขนเล็กๆ ทีไวต่อสิงเร้าอยู่ทางด้านในของใบ เมือแมลงบินมาสัมผัสจะเกิดการสูญเสียนํา ใบจะหุบทันที แล้วจึงปล่อยเอนไซม์เพือย่อยโปรตี นของแมลงให้ เป็ น กรดอะมิโน จากนันจึงดูดซึ มทีผิวด้านในนันเอง
  • 66. ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นว่านกาบหอยแคง
  • 67. หยาดนํ าค้าง
  • 68. 2.2 การหุบใบตอนพลบคําของพืชตระกูลถัว (sleep movement)เป็ นการตอบสนองต่อการเปลียนแปลงความเข้มของแสงของพืชตระกูลถัวเช่นก้ามปู กระถิน มะขาม ผักกระเฉด ฯลฯ ซึงใบจะหุบในตอนเย็นหรือพลบคํา (ต้นไม้นอน) และจะกางใบออกตอนรุ่งเช้า การตอบสนองนี เกิดจากการที มีเปลียนแปลงแรงดันเต่งของกลุ่มเซลล์พลไวนัส ที อยู่ทางด้านบน และด้านล่างของโคนก้านใบ ัย่อย เช่นเดียวกันกับต้ นไมยราบเมือถูกสิงเร้าสัมผัส
  • 69. 2.2 การหุบใบตอนพลบคําของพืชตระกูลถัว (sleep movement)เป็ นการตอบสนองต่อการเปลียนแปลงความเข้มของแสงของพืชตระกูลถัวเช่นก้ามปู กระถิน มะขาม ผักกระเฉด ฯลฯ ซึงใบจะหุบในตอนเย็นหรือพลบคํา (ต้นไม้นอน) และจะกางใบออกตอนรุ่งเช้า การตอบสนองนี เกิดจากการที มีเปลียนแปลงแรงดันเต่งของกลุ่มเซลล์พลไวนัส ที อยู่ทางด้านบน และด้านล่างของโคนก้านใบ ัย่อย เช่นเดียวกันกับต้ นไมยราบเมือถูกสิงเร้าสัมผัส
  • 70. sleep movement
  • 71. 2.3. การเปิดปิดของปากใบ (guard cell movement) การเปิด-ปิดของปากใบขึนอยู่กบความเต่งของเซลล์คม (guard ั ุcell) ในตอนกลางวันเซลล์คมมีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ุเกิดขึน ทําให้ภายในเซลล์คมมีระดับนําตาลสูงขึน นําจากเซลล์ ุข้างเคียงจะซึมผ่านเข้าเซลล์คม ทําให้เซลล์คมมีแรงดันเต่ง ุ ุเพิมขึน ดันให้ ผนังเซลล์คมทีแนบชิดติดกันให้เผยออก จึงทําให้ ุปากใบเปิด แต่เมือระดับนําตาลลดลงเนื องจากไม่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง นําก็จะซึมออกจากเซลล์คม ทําให้แรงดันเต่ง ุในเซลล์คมลดลงเซลล์จะเหียวและปากใบก็จะปิด ุ
  • 72. การตอบสนองต่อสิงเร้าของพืชด้วยการเคลือนไหวแบบต่างๆ ทีเกิดขึนจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการดํารงชีวิตของพืช สรุปได้ดงนี ั1. การหันยอดเข้าหาแสงสว่าง ช่วยให้พืชสังเคราะห์อาหารได้อย่างทัวถึง2. การหันรากเข้าสู่ศนย์กลางของโลก ช่วยให้รากอยูในดิน ซึงเป็ นแหล่ง ที พืช ู ่ได้รบนําและแร่ธาตุ ั3. การเจริญเข้าหาสารเคมีของละอองเรณู ช่วยในการผสมพันธุ์ การขยายกลีบช่วยในการกระจายหรือรับละอองเกสร4. การเคลือนไหวแบบ nutation , spiral movement และ twining movementช่วยให้พืชเกาะพันกับสิงอืนๆสามารถชูกิงหรือยอด เพือรับแสงแดด หรือชูดอกและผลเพือการสืบพันธุหรือกระจายพันธุ์ ์5. การหุบของต้นกาบหอยแครงช่วยในการจับแมลงหรืออาหาร การหุบของไมยราบช่วยในการหลบหลีกศัตรู