วารสารฉบับที่ 3 ย้อนรอยอดีต
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

วารสารฉบับที่ 3 ย้อนรอยอดีต

on

  • 395 views

 

Statistics

Views

Total Views
395
Views on SlideShare
395
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
0
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

วารสารฉบับที่ 3 ย้อนรอยอดีต วารสารฉบับที่ 3 ย้อนรอยอดีต Document Transcript

  • ย้อนรอยอดีต ****โลกหมุนรอบตัวเอง ก็จะทาให้เกิดปรากฏการณ์ กลางวันและกลางคืน ประกอบกันเป็น1วัน และเมื่อท่านลองหมุนรอบตัวเองดูบ้าง พร้อมกับนึกถึงวันคืนที่โลกหมุนไปแล้ว กี่รอบครั้ง ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย พูดภาษาพระ ก็ต้องบอกว่า มีการเปลี่ยนแปลงดังนี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ก็เช่นเดียวกัน กรมการทหารสื่อสาร ตั้งขึ้นมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2467 กล้องถ่ายภาพนิ่ง SPEED GRAPHICมาถึงวันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2552นี้ โลกก็หมุน ใช้ฟิล์มชนิดแผ่น ขนาด 3 x 5 นิ้ว เล็นส์สามารถพับเก็บได้มาแล้ว 31,025 รอบ และมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งสถานที่ บุคคล ตลอดจน เครื่องมือเครืองใช้ ซึ่งมีความทันสมัยขึ้น มาเป็นลาดับ ่ กองการภาพ กรมการทหารสื่อสาร ก็นับได้ว่าในวันที่ 15พ.ย.52 นี้ โลกก็จะหมุนมาแล้ว20,075 รอบ ความเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นได้ก็คือ เริ่มมีใช้ในกองทัพบกสหรัฐ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2จากแรกเริ่ม มีที่ตั้งอยู่ภายใน กรมการทหารสื่อสาร บรรจุในกองทัพบกไทย สมัย ฯพณฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์บริเวณ อาคารกีฬาในปัจจุบัน เครื่องมือ และภารกิจในสมัยนั้นก็จะเป็นการบันทึกภาพนิ่งเป็นส่วนใหญ่กล้องที่ใช้ก็จะเป็นกล้อง ขนาดใหญ่ที่มีชื่อว่า SPEEDGRAPHIC ( สปีดกราฟฟิกส์ )นาเข้าบรรจุอยู่ในอัตราของกองทัพบกสหรัฐ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2และบรรจุในกองทัพบกไทย สมัย ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก ภาพที่บันทึกโดยแผ่นฟิล์มขนาด 3x5นิ้ว มีความยุ่งยากมาก ไม่สะดวก สบาย เหมือน ด้วยกล้อง SPEED GRAPHICสมัยนี้ ฟิล์มที่ใช้ เป็นฟิล์มแผ่น ขนาด 3 นิ้ว มีทั้งเป็นแผ่นกระจก และแผ่นฟิล์มแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันหนึ่งแผ่นฟิล์มต่อหนึ่งภาพ ก่อนจะไปถ่ายภาพ ต้องนาฟิล์มบรรจุลงในแม็กกะซีน(ฟังดูเหมือนใส่ลูกปืนเลย)ซึ่งจะต้องทาในห้องมืด ก่อนจะถ่ายภาพ ก็นาแม็กฯใส่ไว้หลังกล้อง แล้วดึง แผ่นกันแสงออก เพื่อพร้อม กล้อง SPEED GRAPHICถ่ายภาพ เวลาถ่ายภาพเสร็จ ก็ต้องนาแผ่นกันแสงปิด ที่ยังอยู่ในการดูแลรักษาของแผนกภาพนิ่ง กองการภาพ สส.
  • แม็กฯ แล้วจึงถอดแม็กฯฟิล์มออก ถึงจะเปลี่ยนแม็กฯฟิล์มแผ่นใหม่แทน อย่างมากก็สามารถพกพาแผ่นฟิล์มพร้อมแม็กฯไปได้ไม่ถึง 10 แผ่นฟิล์ม....ลองคิดดู ว่า ช่างภาพสมัยก่อน ต้องมีความสามารถเป็นอย่างมาก เพื่อเก็บภาพที่สมบูรณ์ที่สุด ไม่สามารถถ่ายทิ้งถ่ายขว้างเหมือนสมัยนี้ ถ่ายไป 36 ภาพ ใช้ได้ไม่กี่ภาพ เลนส์ก็ไม่มีซูม แต่มีรูรับแสงที่สามารถปรับได้ สปีดชัทเตอร์ก็มีเพียงสองสปีด ไฟแวบถ่ายภาพหรือที่เราๆ เรียกกันว่า แฟลท เป็นระบบหนึ่งหลอดหนึ่งภาพ คือถ่ายเสร็จก็ ปลดหลอดทิ้งเลย ดังนั้นเวลา กล้องถ่ายภาพนิ่ง SPEED GRAPHIC ประกอบกับไฟถ่ายภาพชนิดหลอด หนึงหลอดต่อหนึ่งภาพ ่ถ่ายภาพกลางคืนก็ต้องพกหลอดไฟเป็นกระเป๋าเลยเมื่อช่างถ่ายภาพเสร็จภารกิจ ก็จะนาแม็กฯทั้งหมด ส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่ล้างอัดขยาย เพื่อทาการล้างอัดภาพตามขนาดที่ต้องการเพื่อเผยแพร่ หรือส่งให้กับผู้บังคับบัญชาต่อไป นี่แค่กล้องถ่ายภาพทั่วไปในสมัยก่อนน๊ะครับ ยังมีกล้องพิเศษอีก ที่เราเรียกกันสมัยนี้ว่ากล้องหมุน หรือที่เรียกตามภาษาราชการว่า กล้องถ่ายภาพมุมกว้าง สมัยก่อนกองการภาพก็มีใช้ ทันสมัยที่สุดในสมัยต้นๆนั้น เป็นกล้องที่ใช้ไขลาน ตัวเลนส์จะทาหน้าที่หมุนเมื่อดันเลนส์ไปที่จุดเริ่มต้น ก็เท่ากับเป็นการไขลาน และเมื่อกดชัทเตอร์ เลนส์ก็จะหมุมกลับมาที่เดิมพร้อมกับเปิดหน้ากล้องไปด้วย ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ใช้ตัวกล้องทั้งตัวเป็นตัวหมุน มุมที กล้องถ่ายมุมกว้างใช้ฟิล์มขนาด 120 มม.หมุนก็ได้กว้างกว่า และยังมีเครื่องอานวยความสะดวก ทางานด้วยการไขลาน ใช้ ภารกิจในการถ่ายภาพหมู่มากกว่า กล้องเก่านี้ ทามุมได้ 140 องศา สมัยใหม่ ภาพมุมกว้างไม่เกิน 140 องศา จากซ้ายไปขวา บรรจุในกองการภาพ ประมาณปี พ.ศ. 2510สามารถหมุนได้ 360 องศา
  • ส่วนกล้องถ่ายภาพบุคคลที่ใช้ในสถานที่หรือที่เรียกว่ากล้องสตูดิโอ ก็จะเป็นกล้องแบบร้านถ่ายภาพทั่วไป ใช้ฟิล์มแผ่นขนาด 3 นิ้ว บรรจุใส่กล่องไม้ การทางานคล้ายกับกล้อง SPEED GRAPHIC สามารถถ่ายภาพได้ทั้งขาวดาและสี ตัวกล้องทาด้วยไม้ ใช้ลูกยางปั๊มลมเป็นตัวเปิดปิดชัทเตอร์ สามารถมองเห็นได้จากหลังกล้อง ซึ่งจะเป็นภาพสะท้อนหัวกลับ เวลาถ่ายภาพต้องใช้ผ้าคลุมด้านหลังเพื่อการมองเห็นจะได้ชัดเจน สามารถแบ่งเฟรมทีละครึ่งของแผ่นฟิล์มดังนั้นเมื่อมีใครมาถ่ายภาพครึ่งตัว ก็ต้องรอให้มีมาถ่ายอีกคน จึงจะนาฟิล์มออกมาล้างได้ เพื่อเป็นการประหยัด ตอนนี้ กองการภาพก็ได้รักษาไว้ ซึ่งในอนาคต กาลังจะทาเป็นห้องแสดงวิวัฒนาการของ กล้องถ่ายภาพบุคคล แบบประจาที่ใช้ฟิล์มชนิดแผ่นกองการภาพ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้มาศึกษา ต่อไป ขนาด 3 x 5 นิ้ว ตัวกล้องทาด้วยไม้ ใช้ลูกยางลมในการ กดชัทเตอร์ถ่ายภาพ เริ่มใช้ประมาณปี พ.ศ. 2510 สาหรับทางด้านงานภาพยนตร์ ในสมัยก่อนกองการภาพได้มีการปฏิบัติหน้าที่อย่างมากมาย มีการถ่ายทาภาพยนตร์แทบไม่ได้หยุดหย่อน ยิ่งช่วงที่มีความคิดแตกแยกทางการปกครอง ทาให้ต้องมีการจัดทาภาพยนตร์ประชาสัมพันธ์ อย่างต่อเนื่องทั้งแนวข่าว สารคดี และละคร เพื่อให้เกิดความรักชาติ รัก กองถ่ายทาภาพยนตร์ ของกองการภาพในสมัยก่อนแผ่นดิน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์เรียกว่าเป็นการทางานแบบเบ็ดเสร็จเลยก็ว่าได้ ในกองถ่ายทา มีทั้งผู้กากับ เจ้าหน้าที่สร้างเรื่อง เจ้าหน้าที่ไฟเรียกว่าสีแสงเสียงเพียบ ตามแบบกองถ่ายทาภาพยนตร์ทั่วไป เมื่อถ่ายทาจนสมบูรณ์เรียบร้อย ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน ตลอดจน ผ่านการตรวจสอบกองการภาพก็จะนาภาพยนตร์นั้นๆ ไปฉายยังพื้นที่ พ.อ.ทวี วุฒิยานันท์ ใช้กล้องใหม่ในสมัยสงครามเวียดนามเป้าหมายอีกด้วย
  • ในยุคต้นๆ ก็ใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์แบบไม่บันทึกเสียง ยี่ห้อ Bell & Howell 70 DRเป็นแบบไขลาน ไขลานครั้งหนึ่งก็ถ่ายภาพยนตร์ได้ประมาณ 10 ถึง 15 ฟิต ฟิล์มที่ใช้ก็เป็นมาตราฐานขนาด 16 มม. ความยาว 100 ฟิต ถ้าคิดเป็นเวลาก็ได้ ประมาณ 3นาที ก็ลองคิดดูแล้วกัน ถ้าจะถ่ายหนัง กล้องถ่ายภาพยนตร์แบบไม่บันทึกเสียง ยี่ห้อสารคดีสักเรื่อง ต้องการความยาว 15 นาที ก็ต้องใช้ Bell & Howell 70 DRฟิล์ม 5 ม้วน เผื่อเสีย เผื่อหัวท้ายม้วนด้วย อย่างน้อย ก็ต้อง สัก 10 ม้วนฟิล์ม เมื่อถ่ายทาเสร็จ ก็จะเป็นขั้นตอนการผลิตให้ได้ชมกัน เริ่มตั้งแต่การล้างฟิล์มภาพยนตร์ ซึ่งกองการภาพ เราก็มีเครื่องล้างฟิล์มภาพยนตร์ขาวดา ครั้งแรก ก็ได้มาจากสานัก กล้องและเครื่องตัดต่อฟิล์มขนาด 16 มม.นายกรัฐมนตรี สมัยฯพณฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นผบ.ทบ.และนายกรัฐมนตรี และเครื่องที่เห็นในภาพเป็นเครื่องที่ 2 โดยเริ่มติดตั้ง พร้อมกับอาคารใหม่ในพื้นที่บางเขน ปัจจุบันเสื่อมสภาพหมดแล้ว เครื่องล้างฟิล์มภาพยนตร์นี้ เป็นแบบอัตโนมัติล้างได้เฉพาะฟิล์มขาวดา มีน้ายาหลายอย่าง จนถึง ในสมัยแรกๆ ที่บางเขน กองการภาพมีกาลังพลมากมาย เหมือนกับ บ.ถ่ายทาภาพยนตร์ดังๆ เลยระบบอบฟิล์ม พูดง่ายๆ ล้างเสร็จฉายได้เลย ดังนั้นสมัยที่ ททบ.7 (ขาวดา)หรือ ททบ.5 ในปัจจุบันกองการภาพได้บันทึกภาพยนตร์ทั้งภารกิจผู้บังคับบัญชา และภารกิจของกองทัพบก ดาเนินการส่งภาพยนตร์พร้อมบทบรรยาย เพื่องานข่าวและประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด ทางานกันจนขนาดเปิด เครื่องล้างฟิล์มภาพยนตร์ขาวดาแบบอัตโนมัตบริษัทถ่ายทาภาพยนตร์กันเลย เช่น บ.รัชฟิล์ม ก็เป็นของนายทหารจากกองการภาพ ตากล้องและอีกหลายๆคน ก็ได้ทางานพิเศษกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าเอาของหลวงไปทาน๊ะ เอาแรงกันอย่างเดียว ใครว่างก็ไปช่วยกัน จึงทาให้กองการภาพมีบุคลากรที่มีคุณภาพมากมาย เป็นการเปิดโลกทัศน์กันอีกแบบ เมื่อผ่านกระบวนการล้างเสร็จก็ต้องมาตัดต่อ การตัดต่อก็ไม่ เจ้าหน้าที่ตัดต่อกาลังดาเนินการตัดต่อฟิล์มภาพยนตร์ค่อยยุ่งยากมากนัก แต่ต้องใช้สายตาอย่างมาก ตามบทบรรยาย
  • ปกติฟิล์มภาพยนตร์จะเทียบกับเวลาได้ก็คือ 24 เฟรมต่อ 1วินาที ดังนั้นที่บอกว่าต้องใช้สายตาก็คือต้องมองให้ดี เวลามีภาพเสียอาจเสียเพียง 1เฟรม ก็จะต้องหาให้เจอ ซึ่งอาจทาให้ภาพยนตร์กระตุก ยิ่งถ้าใช้กล้องที่สมัยใหม่หน่อย เดินกล้องด้วยไฟฟ้า มักจะเกิดช่องว่างระหว่างคัท มักจะเป็นเฟรมที่มีแสงสว่างมาก เจ้าหน้าที่เสียงกาลังบันทึกเสียงและเมื่อทาการตัดต่อได้ภาพตามบทบรรยายแล้ว ก็จะ เพื่อบันทึกลงฟิล์มภาพยนตร์เป็นขั้นตอนการบันทึกเสียง โดยบันทึกเสียงคาบรรยายเปล่าๆมาหนึ่งม้วนเทป ซึ่งอาจใช้เวลาน้อยกว่าเวลาของภาพยนตร์ เจ้าหน้าที่เสียงก็จะฉายภาพยนตร์พร้อมกับเปิดเทปเสียงไป เวลาเดียวกันก็อัดเสียงใหม่อีกม้วนหนึ่ง ช่วงไหนไม่มีคาบรรยาย ก็จะเปิดแผ่นเสียง เพลงบรรเลงเบาๆ ให้เข้ากับบรรยากาศ เจ้าหน้าที่สาเนาฟิล์มภาพยนตร์ กาลังใช้เครื่องสาเนาฟิล์มของภาพยนตร์ ทาจนได้เวลาของเทปเสียงเท่ากับ เพื่อการแจกจ่าย หรือทาฟิล์มภาพยนตร์ต้นฉบับความยาวของภาพยนตร์ เจ้าหน้าที่เสียง ก็จะทาการบันทึกเสียงลงม้วนภาพยนตร์ที่สามารถบันทึกเสียงได้ม้วนฟิล์มภาพยนตร์แบบบันทึกเสียงได้นี้ จะเป็นฟิล์มภาพยนตร์ที่มี ร่องหนามเตยเพียงด้านเดียว เป็นม้วนภาพยนตร์เปล่าที่ยังไม่มีการบันทึกภาพ โดยใช้เครื่องมือพิเศษในการบันทึก ใช้เสียงจากม้วนเทปแปลงสัญญาณเป็นเส้นแสงฉายไปที่แถบเสียง ก็คือส่วนที่ไม่มีหนามเตยนั้นเอง จากนั้นเจ้าหน้าที่พิมพ์ฟิล์ม ก็จะรับไปดาเนินการต่อ ขั้นตอนนี้ต้องทาในห้องมืดเท่านั้น เริ่ม เครื่องสาเนาฟิล์มภาพยนตร์ 16 มม.จากนาฟิล์มภาพยนตร์ที่ถูกบันทึกเสียงด้วยแสง แต่ยัง สามารถสาเนาฟิล์มความยาวได้ถึง 1,600 ฟิต หรือความยาวภาพยนตร์ประมาณ 45 นาทีไม่ได้ล้าง และฟิล์มภาพยนตร์ที่ล้างแล้ว มาทาการสาเนาลงม้วนที่บันทึกเสียงแล้ว เรียกว่าก๊อปปี้ เฟลมต่อเฟลมเลยทีเดียว จากนั้น ก็จะนาฟิล์มที่ได้ทั้งภาพและเสียงนี้ ไปล้าง จนเสร็จกระบวนการ เราก็จะได้ภาพยนตร์ที่พร้อมฉายได้
  • เป็นไงครับฟังดูแล้วยุ่งยากมากๆ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า ภาพยนตร์ที่ได้กล่าวมานี้ ได้ทาไว้ เมื่อกว่า50 ปีที่แล้ว เรายังสามารถนามาฉายได้ดีอยู่เลย มาถึงช่วงสุดท้ายแล้ว ในโลกแห่งเทคโนโลยีที่ทันสมัย การบันทึกเรื่องราว ด้วยวัสดุหรืออุปกรณ์ใดๆที่เป็นระบบดิจิตอล สักวันหนึ่ง จะเกิดการสูญหาย ไม่สามารถหาชมได้อีก ดังนั้นประวัติศาสตร์ที่เป็นดิจิตอล ก็จะถูกลบเลือนไปได้เช่นกัน ผู้เขียนเองก็มีฟิล์มภาพยนตร์ 16 มม.ที่เรียกว่าเป็นอนาลอกแท้ๆ สมัยการสู้รบที่เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ พ.อ.สมจริง สิงหเสนี ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรฐ จ.พิษณุโลก(ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก) เรียกว่าเป็นภาพยนตร์ (ผู้บันทึกภาพยนตร์ ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก)ต้นฉบับเลยก็ว่าได้ ขณะนี้ได้ดาเนินการจัดทาเป็นวีดิทัศน์ และบันทึกไว้ในรูปแบบแผ่นวีซีดี ตามคาร้องขอของเจ้าของฟิล์มภาพยนตร์ เพื่อให้การรับชมเป็นไปด้วยความสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาฟิล์มภาพยนตร์ จากผู้ที่ถ่ายทามา ด้วยความยากลาบาก และเสี่ยงอันตราย โดยในไม่นานนี้จะได้นาภาพยนตร์ดังกล่าวไปเก็บไว้ที่ หอภาพยนตร์แห่งชาติ ถ้าผู้ใดหรือหน่วยงานใดสนใจที่จะได้ไว้เพื่อการศึกษา ติดต่อได้ที่พ.อ.สมจริง สิงหเสนี ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 3 ค่ายสมเด็จพระเอกาทศรฐ จ.พิษณุโลก ต้องกราบขอบพระคุณผู้ที่ให้ข้อมูล ทั้งหมด แต่อาจจะมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง เนื่องจากผู้เล่าให้ฟังท่านก็อายุมากทั้งสองท่านแล้ว คือ พ.อ.ทวี วุฒิยานันท์ ช่างถ่ายภาพยนตร์ กภ.สส.(คุณพ่อ) ส.ต.หญิงน้อย วุฒิยานันท์ ช่างถ่ายภาพ กภ.สส.(คุณแม่) แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าน๊ะครับ พ.ต.นิวัฒน์ วุฒิยานันท์ ช่างถ่ายภาพ กภ.สส. { อ๊อดวีดีโอ } oodvdo@hotmail.com