ความหมายของ    โปรแกรมคอมพิว เตอร์ความหมายของโปรแกรมคอมพิว เตอร์      โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง คำาสั่งหรือชุดคำาสั่ง ที่...
กันโดยทั่วไปว่า "จอมอนิเตอร์" (Monitor) หรือจะพิมพ์ข้อมูลออกทางกระดาษโดยใช้เครื่องพิมพ์ก็ได้ภาษาโปรแกรมมิ่ง (Programming L...
ภาษาคอมพิวเตอร์ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ลำาดับขั้นตอนในการประมวลผลของโปรแกรมเท่านั้น3. การเขีย นโปรแกรมด้ว ยภาษาคอมพิว เตอร...
สามารถครอบคลุมการปฏิบัติงานในเงื่อนไขต่างๆ ได้ครบถ้วนนอกจากนี้อาจตรวจสอบการทำางานของโปรแกรมด้วยการสมมติตัวเองเป็นคอมพิวเตอ...
การพัฒนาโปรแกรมจะดำานเนินการตามขั้นตอนที่ 1-6 ซึ่งแต่ละขั้นตอน สามารถย้อนกลับไปทำาในขั้นตอนก่อนหน้านี้ได้เมื่อเกิดความผิดพ...
นักคอมพิวเตอร์จึงได้พัฒนาภาษาแอสเซมบลีขึ้นมาเพื่อให้สามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้นภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ต่อมาใน...
ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีต้องใช้ แอสเซมเบลอ(Assembler) แปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำางานตามต...
ภาษาระดับ สูง มาก (Very high-level Language)เป็นภาษายุคที่ 4 (fourth-generation language) หรือ 4GLsจะเป็นภาษาที่ใช้เขียนโป...
   การเขียนโปรแกรมจะเน้นที่ผลของงานว่า                       ต้องการอะไร ไม่สนใจว่าจะทำาได้อย่างไร                      ...
นำามาใช้งานอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเมื่อศึกษาและพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยภาษาใดภาษาหนึ่งแล้ว การเปลี่ยนไปใช้ภาษาอื่นในภายหลังจะเ...
ใช้สำาหรับงานด้านFORTRAN (FORmula                       คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์TRANslator)                       วิศวกรรมศา...
ภาษาธรรมชาติภาษาหนึ่ง                               ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงาน    RPG (Report Program        ทางธุรกิจ จะมีคุ...
เป็นภาษาระดับสูงที่ออกแบบมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 นิยมใช้สำาหรับการแก้ปัญหาทางด้านธุรกิจ เช่น การจัดเก็บ เรียกใช้ และประมวลผลท...
UNIX ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมคู่กับภาษาซี และมีการใช้งานอยู่ในเครื่องทุกระดับ       ภาษา เป็นภาษาระดับสูงที...
โปรแกรมเดลไฟ       หลักการของโปรแกรมเชิงวัตถุได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานแล้ว โดยภาษาเริ่มแรกคือ Simula-67 ได้รับการพัฒนาขึ...
- Visual Basic       ภาษา Visual Basic พัฒนาโดย Prof. Kemeny และKurtz ที่เมือง Dartmouth ในปีค.ศ. 1960 โดยมีจุดประสงค์สำาห...
ว่า RAD (Repid Application Development) ปัจจุบันนี้มีผู้ใช้งานภาษา Visual Basic เป็นจำานวนมาก โดยภาษา VisualBasic ได้รับกา...
การเลือ กใช้ภ าษาคอมพิว เตอร์     ในการเลือกใช้ภาษาในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้ ก็จะมีดารพิจารณาหลายอย่าง   ด้วยกัน ดัง...
1) ส่วนที่เป็นข้อความทั่วๆไป2) ส่วนที่เป็นคำาสั่งที่ใช้ในการกำาหนดรูปแบบของข้อความที่แสดงซึ่งเราเรียกคำาสั่งนี้ว่า แท็ก(Ta...
แสดงผล ซึ่งเป็นภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย World Wide WebConsortium (W3C) ซึ่งมีแม่แบบคือภาษา SGML (Standard Generalized Markup...
ข้อมูลในเว็บบราวเซอร์ตรง Title barตัวอักษรที่อยู่ระหว่าง <body> จะเป็น Tag ที่ใช้แสดงตัวอักษรภายในเว็บบราวเซอร์ตัวอักษรระห...
จะต้องมีหนึ่งคู่กัน เช่น <b> และ </b> โดยจะมี Tag เริ่มต้น(Start Tag) และ Tag สิ้นสุด (EndTag) ซึ่งตัวอักษรที่อยู่ระหว่าง ...
และ XHTML2.4 Tag Attributes      Tag สามารถที่จะกำาหนดให้มีคุณสมบัติ (Attribute) เพิ่มเติม ซึ่งคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านั้นสา...
<p>This is another paragraph</p>โดยทั่วไปแล้ว HTML จะทำาการเพิ่มบรรทัดว่างก่อน และหลังParagraph เสมอ3.3 Line Breaks     Ta...
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการกำาหนดการเปิดเอกสารในหน้าต่างเว็บบราวเซอร์ใหม่5.3 The Anchor Tag and the Name Attribute     Name At...
ทั้งข้อความ รูปภาพ ฟอร์ม (Form) ตาราง และอื่น ๆ7.1 Tables และ Border Attribute     โดยทั่วไปแล้วถ้า Table ไม่มีการกำาหนด B...
Tag <img> จะต้องประกอบไปด้วย Attribute src ซึ่ง srcเปรียบเสมือนแหล่งที่เก็บรูปภาพ(Source) ซึ่งค่าที่อยู่ใน src ก็คือ URL ข...
คำา สั่ง ในภาษา HTML                        คำา สั่ง พื้น ฐาน< !– ข้อความ –>คำาสั่ง หมายเหตุ ใช้อธิบายความหมาย ขื่อผู้    ...
รูปภาพ ตัวอักษร ตาราง เป็นต้น                    รูป แบบตัว อัก ษร<font size = “3″> ขนาดตัวอักษรข้อความ </font><font color...
จุด เชื่อ มโยงข้อ มูล<a href =”#news”> Hot News กำาหนดจุดเชื่อมชื่อ news</a> ,                           ส่วน “a name” คือ...
การแสดงผลแบบรายการ<OL value = “1″ >                            ใช้คำาสั่ง <OL> เป็นเริ่มและ<LI> รายการที่ 1               ...
ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์

27,050

Published on

0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
27,050
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
90
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ความหมายของโปรแกรมคอมพิวเตอร์

  1. 1. ความหมายของ โปรแกรมคอมพิว เตอร์ความหมายของโปรแกรมคอมพิว เตอร์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง คำาสั่งหรือชุดคำาสั่ง ที่เขียนขึ้นมาเพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำางานตามที่เราต้องการ เราจะให้คอมพิวเตอร์ทำาอะไรก็เขียนเป็นคำาสั่ง ซึ่งต้องสั่งเป็นขั้นตอนและแต่ละขั้นตอนต้องทำาอย่างละเอียดและครบถ้วน ซึ่งจะเกิดเป็นงานชิ้นหนึ่งขึ้นมามีชื่อเรียกว่า "โปรแกรม" ซอฟต์แวร์จะแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้ 2 ประเภท คือ 1.1 ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software) 1.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application Software)ขั้น ตอนที่ 1 : รับ ข้อ มูล เข้า (Input) เริ่มต้นด้วยการนำาข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถผ่านทางอุปกรณ์ชนิดต่างๆ แล้วแต่ชนิดของข้อมูลที่จะป้อนเข้าไปเช่น ถ้าเป็นการพิมพ์ข้อมูลจะใช้แผงแป้นพิมพ์ (Keyboard) เพื่อพิมพ์ข้อความหรือโปรแกรมเข้าเครื่อง ถ้าเป็นการเขียนภาพจะใช้เครื่องอ่านพิกัดภาพกราฟิค (Graphics Tablet) โดยมีปากกาชนิดพิเศษสำาหรับเขียนภาพ หรือถ้าเป็นการเล่นเกมก็จะมีก้านควบคุม (Joystick) สำาหรับเคลื่อนตำาแหน่งของการเล่นบนจอภาพเป็นต้นขั้น ตอนที่ 2 : ประมวลผลข้อ มูล (Process) เมื่อนำาข้อมูลเมาแล้ว เครื่องจะดำาเนินการกับข้อมูลตามคำาสั่งที่ได้รับมาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ การประมวลผลอาจจะมีได้หลายอย่าง เช่น นำาข้อมูลมาหาผลรวม นำาข้อมูลมาจัดกลุ่มนำาข้อมูลมาหาค่ามากที่สุด หรือน้อยที่สดเป็นต้น ุขั้น ตอนที่ 3 : แสดงผลลัพ ธ์ (Output) เป็นการนำาผลลัพธ์จากการประมวลผลมาแสดงให้ทราบทางอุปกรณ์ที่กำาหนดไว้ โดยทั่วไปจะแสดงผ่านทางจอภาพ หรือเรียก
  2. 2. กันโดยทั่วไปว่า "จอมอนิเตอร์" (Monitor) หรือจะพิมพ์ข้อมูลออกทางกระดาษโดยใช้เครื่องพิมพ์ก็ได้ภาษาโปรแกรมมิ่ง (Programming Language) ภาษาโปรแกรมมิ่ง หมาย ถึง ภาษาใดๆ ที่ถูกออกแบบโครงสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการเขียนคำาสั่งหรือชุดคำาสั่ง ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษที่มนุษย์เข้าใจ ประกอบด้วยโครงสร้างของภาษา(Structure) รูปแบบไวยากรณ์ (Syntax) และคำาศัพท์ต่างๆ (Vocabulary หรือ Keyword) เพื่อสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำางานตามที่เราต้องการ ในงานเขียนโปรแกรมจะต้องมีการเตรียมงานเกี่ยวกับการเขียนโปแกรมอย่างเป็นขั้นตอน เรียกขั้นตอนเหล่านี้ว่า “ขั้น ตอนการพัฒ นาโปรแกรม ” ดังนี้ขั้น ตอนการพัฒ นาโปรแกรม1. การวิเ คราะห์ป ัญ หาการวิเคราะห์ปัญหา ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ 1.1 กำาหนดวัตถุประสงค์ของงาน เพื่อพิจารณาว่าโปรแกรมต้องทำาการประมวลผลอะไรบ้าง 1.2 พิจารณาข้อมูลนำาเข้า เพื่อให้ทราบว่าจะต้องนำาข้อมูลอะไรเข้าคอมพิวเตอร์ ข้อมูลมีคุณสมบัติเป็นอย่างไร ตลอดจนถึงลักษณะและรูปแบบของข้อมูลที่จะนำาเข้า 1.3 พิจารณาการประมวลผล ให้ทราบว่าโปรแกรมมีขั้นตอนการประมวลผลอย่างไร มีเงื่อนไปการประมวลผลอะไรบ้าง 1.4 พิจารณาข้อสนเทศนำาออก เพื่อให้ทราบว่ามีข้อสนเทศอะไรที่จะแสดง รูปแบบและสื่อที่จะใช้ในการแสดงผล2. การออกแบบโปรแกรม การออกแบบขั้นตอนการทำางานของโปรแกรมเป็นขั้นตอนที่ใช้เป็นแนวทางในการลงรหัสโปรแกรม ผู้ออกแบบขั้นตอนการทำางานของโปรแกรมอาจใช้เครื่องมือต่างๆ ช่วยในการออกแบบอาทิเช่น คำาสั่งลำาลอง (Pseudo code) หรือ ผังงาน (Flowchart) การออกแบบโปรแกรมนั้นไม่ต้องพะวงกับรูปแบบคำาสั่ง
  3. 3. ภาษาคอมพิวเตอร์ แต่ให้มุ่งความสนใจไปที่ลำาดับขั้นตอนในการประมวลผลของโปรแกรมเท่านั้น3. การเขีย นโปรแกรมด้ว ยภาษาคอมพิว เตอร์ การเขียนโปรแกรมเป็นการนำาเอาผลลัพธ์ของการออกแบบโปรแกรม มาเปลี่ยนเป็นโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องให้ความสนใจต่อรูปแบบคำาสั่งและกฎเกณฑ์ของภาษาที่ใช้เพื่อให้การประมวลผลเป็นไปตามผลลัพธ์ที่ได้ออกแบบไว้ นอกจากนั้นผู้เขียนโปรแกรมควรแทรกคำาอธิบายการทำางานต่างๆ ลงในโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมนั้นมีความกระจ่างชัดและง่ายต่อการตรวจสอบและโปรแกรมนี้ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งของเอกสารประกอบ4. การทดสอบและแก้ไ ขโปรแกรม การทดสอบโปรแกรมเป็นการนำาโปรแกรมที่ลงรหัสแล้วเข้าคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบรูปแบบกฎเกณฑ์ของภาษา และผลการทำางานของโปรแกรมนั้น ถ้าพบว่ายังไม่ถูกก็แก้ไขให้ถูกต้องต่อไป ขันตอนการทดสอบและแก้ไขโปรแกรม อาจแบ่งได้ ้เป็น 3 ขั้น 4.1 สร้างแฟ้มเก็บโปรแกรมซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำาโปรแกรมเข้าผ่านทางแป้นพิมพ์โดยใช้โปรแกรมประมวลคำา 4.2 ใช้ตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์แปลโปรแกรมที่สร้างขึ้นเป็นภาษาเครื่อง โดยระหว่างการแปลจะมีการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและกฎเกณฑ์ในการใช้ภาษา ถ้าคำาสั่งใดมีรูปแบบไม่ถูกต้องก็จะแสดงข้อผิดพลาดออกมาเพื่อให้ผู้เขียนนำาไปแก้ไขต่อไป ถ้าไม่มีข้อผิดพลาด เราจะได้โปรแกรมภาษาเครื่องที่สามารถให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ 4.3 ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผลของโปรแกรมโปรแกรมที่ถูกต้องตามรูปแบบและกฎเกณฑ์ของภาษา แต่อาจให้ผลลัพธ์ของการประมวลผลไม่ถูกต้องก็ได้ ดังนั้นผู้เขียนโปรแกรมจำาเป็นต้องตรวจสอบว่าโปรแกรมประมวลผลถูกต้องตามต้องการหรือไม่ วิธีการหนึ่งก็คือ สมมติขอมูลตัวแทนจากข้อมูลจริงนำาไป ้ให้โปรแกรมประมวลผลแล้วตรวจสอบผลลัพธ์ว่าถูกต้องหรือไม่ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องก็ต้องดำาเนินการแก้ไขโปรแกรมต่อไป การสมมติขอมูลตัวแทนเพื่อการทดสอบเป็นสิ่งที่มีความสำาคัญเป็น ้อย่างมาก ลักษณะของข้อมูลตัวแทนที่ดีควรจะสมมติทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลที่ผดพลาด เพื่อทดสอบว่าโปรแกรมที่พัฒนาขึ้น ิ
  4. 4. สามารถครอบคลุมการปฏิบัติงานในเงื่อนไขต่างๆ ได้ครบถ้วนนอกจากนี้อาจตรวจสอบการทำางานของโปรแกรมด้วยการสมมติตัวเองเป็นคอมพิวเตอร์ทีจะประมวลผล แล้วทำาตามคำาสั่งทีละคำาสั่งของโปรแกรมนั้นๆ วิธีการนี้อาจทำาได้ยากถ้าโปรแกรมมีขนาดใหญ่ หรือมีการประมวลผลที่ซับซ้อน5. การทำา เอกสารประกอบโปรแกรม การทำาเอกสารประกอบโปรแกรมเป็นงานที่สำาคัญของการพัฒนาโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมช่วยให้ผู้ใช้โปรแกรมเข้าใจวัตถุประสงค์ ข้อมูลที่จะต้องใช้กับโปรแกรม ตลอดจนผลลัพธ์ที่จะได้จากโปรแกรม การทำาโปรแกรมทุกโปรแกรมจึงควรต้องทำาเอกสารกำากับ เพื่อใช้สำาหรับการอ้างอิงเมื่อจะใช้งานโปรแกรมและเมื่อต้องการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรมที่จัดทำา ควรประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้ 1. วัตถุประสงค์ 2. ประเภทและชนิดของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ใน โปรแกรม 3. วิธีการใช้โปรแกรม 4. แนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบโปรแกรม 5. รายละเอียดโปรแกรม 6. ข้อมูลตัวแทนที่ใช้ทดสอบ 7. ผลลัพธ์ของการทดสอบ6. การบำา รุง รัก ษาโปรแกรม เมื่อโปรแกรมผ่านการตรวจสอบตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้วและถู ก นำา มาให้ผู้ใช้ ได้ ใ ช้ ง าน ในช่ ว งแรกผู้ ใช้ อ าจจะยั ง ไม่ คุ้ นเคยก็อาจทำาให้เกิดปัญหาขึ้นมาบ้าง ดังนั้นจึงต้องมีผู้คอยควบคุมดู แลและคอยตรวจสอบการทำา งาน การบำา รุ ง รั ก ษาโปรแกรมจึ งเป็นขั้นตอนที่ผู้เขียนโปรแกรมต้องคอยเฝ้าดูและหาข้อผิดพลาดของโปรแกรมในระหว่ า งที่ ผู้ ใ ช้ ใ ช้ ง านโปรแกรม และปรั บ ปรุ งโปรแกรมเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น หรือในการใช้งานโปรแกรมไปนานๆ ผู้ใช้อาจต้องการเปลี่ยนแปลงการทำางานของระบบงานเดิมเพื่ อ ให้ เ หมาะกั บ เหตุ ก ารณ์ นั ก เขี ย นโปรแกรมก็ จ ะต้ อ งคอยปรับปรุงแก้ไขโปรแกรมตามความต้องการของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง
  5. 5. การพัฒนาโปรแกรมจะดำานเนินการตามขั้นตอนที่ 1-6 ซึ่งแต่ละขั้นตอน สามารถย้อนกลับไปทำาในขั้นตอนก่อนหน้านี้ได้เมื่อเกิดความผิดพลาด หรือพัฒนาโปรแกรมไม่ครบถ้วน หรือไม่ตรงตามความต้องการของู้ใช้ในทุกขั้นตอน ซึ่งการดำาเนนการต่งๆ ของขั้นตอนที่ 1-6 เราจะต้องมีการดำาเนินการทำาเอกสารประกอบโปรแกรม ควบคู่กับการดำาเนนการพัฒนาโปรแกรมตลอดเมื่อเกิดารแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลอะไรก็ตามในโปรแกรมจะต้องทำาการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรมในอนาคต สำาหรับผู้พัฒนาที่จะต้องมาดูแลการใช้งานโปรแกรม และเมื่อพัฒนาโปรแกรมเสร็จแล้ว ก็จะต้องดำาเนินการทำาเอกสารประกอบการใช้งานให้กับผู้ใช้ เพื่อที่จะสามารถใช้โปรแกรมได้ครบถ้วน และถูกต้องภาษาคอมพิว เตอร์ (ComputerProgramming Language)ชนิด ของภาษาคอมพิว เตอร์ ภาษาคอมพิวเตอร์เริ่มมาจากในมหาวิทยาลัย หรือในหน่วยงานของรัฐบาลที่ต้องการทำางานบางอย่าง นอกจากนี้ บางภาษาเกิดขึ้นเพราะความต้องการด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และอื่น ๆ อีกมากมาย ทำาให้มีภาษาเกิดขึ้นเป็นจำานวนมากจากการที่มีภาษาจำานวนมากมายนั้น ทำาให้ต้องกำาหนดระดับของภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยในการแบ่งประเภทของภาษาเหล่านั้นการกำาหนดว่าเป็นภาษาระดับตำ่าหนือภาษาระดับสูง จะขึ้นอยู่กับภาษานั้นใกล้เคียงกับเครื่องคอมพิวเตอร์ (ใกล้เคียงกับรหัส 0 และ1 เรียกว่า ภาษาระดับตำ่า) หรือว่าใกล้เคียงกับภาษาที่มนุษย์ใช้(ใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ เรียกว่า ภาษาระดับสูง)ภาษาเครื่อ ง (Machine Language) ก่อนปีค.ศ. 1952มีภาษาคอมพิวเตอร์เพียงภาษาเดียวเท่านั้นคือ ภาษาเครื่อง(Machine Language) ซึ่งเป็นภาษาระดับตำ่าที่สุด เพราะใช้เลขฐานสองแทนข้อมูล และคำาสั่งต่าง ๆ ทั้งหมดจะเป็นภาษาที่ขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือหน่วยประมวลผลที่ใช้ นั่นคือปต่ละเครื่องก็จะมีรูปแบบของคำาสั่งเฉพาะของตนเอง ซึ่งนักคำานวณและนักเขียนโปรแกรมในสมัยก่อนต้องรู้จักวิธีที่จะรวมตัวเลขเพื่อแทนคำาสั่งต่า ๆ ทำาให้การเขียนโปรแกรมยุ่งยากมาก
  6. 6. นักคอมพิวเตอร์จึงได้พัฒนาภาษาแอสเซมบลีขึ้นมาเพื่อให้สามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้นภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) ต่อมาในปีค.ศ. 1952 ได้มีการพัฒนาโปรแกรมภาษาระดับตำ่าตัวใหม่ ชื่อภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language) โดยที่ภาษาแอสเซมบลีใช้รหัสเป็นคำาแทนคำาสั่งภาษาเครื่อง ทำาให้นักเขียนโปรแกรมสามารถเขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น ถึงแม้ว่าการเขียนโปรแกรมจะยังไม่สะดวกเท่ากับการเขียนโปรแกรมภาษาอื่น ๆ ในสมัยนี้ แต่ถ้าเปรียบเทียบในสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นการพัฒนาไปสู่ยุคของการเขียนโปรแกรมแบบใหม่ คือใช้สัญลักษณ์แทนเลข 0 และ1 ของภาษาเครื่อง ซึ่งสัญลักษณ์ที่ใช้จะเป็นคำาสั่งสั้น ๆ ที่จะได้ง่าย เรียกว่า นิมอนิกโคด (mnemonic code) เช่น สัญ ลัก ษณ์น ิว มอ ความหมาย นิก โคด การบวก (Add) การเปรียบเทียบ A (Compare) C การคูณ (Muliply) MP การเก็บข้อมูลใน STO หน่วยความจำา (Store) ตัว อย่า งนิว มอนิก โคด ถึงแม้ว่านิวมอนิกโคดที่ใช้จะไม่ใช้คำาในภาษาอังกฤษ แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายให้ผู้ใช้สามารถจดจำาได้ง่ายกว่าสัญลักษณ์เลข 0 และ 1 ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลียังสามารถกำาหนดชื่อของที่เก็บข้อมูลในหน่วยความจำาเป็นคำาในภาษาอังกฤษ แทนที่จะเป็นเลขที่ตำาแหน่งในหน่วยความจำา เช่นTOTAL , INCOME เป็นต้น แต่ข้อจำากัดของภาษาภาษาแอสเซมบลี คือ จะแตกต่างกันไปในแต่ละเครื่องเช่นเดียวกับภาษาเครื่อง
  7. 7. ผู้เขียนโปรแกรมภาษาแอสเซมบลีต้องใช้ แอสเซมเบลอ(Assembler) แปลภาษาแอสเซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำางานตามต้องการภาษาระดับ สูง (High Level Language) ในปีค.ศ. 1960 ได้มีการพัฒนา ภาษาระดับสูง (HighLevel Language) ขึน ภาษาระดับสูงจะใช้คำาในภาษาอังกฤษ ้แทนคำาสั่งต่าง ๆ รวมทั้งสามารถใช้นิพจน์ทางคณิตศาสตร์ได้ด้วยทำาให้นักเขียนโปรแกรมสามารถใช้เวลามุ่งไปในการศึกษาถึงทางแก้ปัญหาเท่านั้น ไม่ต้องเป็นกังวลว่าคอมพิวเตอร์จะทำางานอย่างไรอีกต่อไป ภาษาระดับสูงนี้ถือว่าเป็น ภาษายุคที่สาม (third-generation language) ซึ่งทำาให้เกิดการประมวลผลข้อมูลเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาลระหว่างปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 1970 และมีผู้หันมาใช้คอมพิวเตอร์กันมากขึ้น โดยสังเกตได้จามเครื่องเมนเฟรมจากจำานวนร้อยเครื่องเพิ่มขึ้นเป็นหมื่นเครื่อง อย่างไรก็ตาม ภาษาระดับสูงก็ยังคงต้องการตัวแปลภาษาให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อสั่งให้เครื่องทำางานต่อไป ตัวแปลภาษาที่นิยมใช้งานกันโดยทั่วไปจะเป็นแบบคอมไพเลอร์ ซึ่งแต่ละภาษาก็มีคอมไพเลอร์ไม่เหมือนกัน รวมทั้งคอมไพเลอร์แต่ละตัวก็จะต่างกันไปบนเครื่องแต่ละชนิดด้วย เช่น ถ้าเขียนโปรแกรมภาษา COBOL บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ก็จะต้องเลือกใช้คอมไพเลอร์ภาษา COBOLที่ทำางานบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งการเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่งภาษาใดบนเครื่องที่ต่างกันอาจจะแตกต่างกันได้ เพราะคอมไพเลอร์ที่ใช้ต่างกันนั่นเอง ภาษาคอมพิวเตอร์บางภาษาได้ถูออแบบมาให้ใช้แก้ปัญหางานเฉพาะบางอย่าง เช่น การควบคุมหุ่นยนต์ การสร้างภาพกราฟฟิก เป็นต้น แต่ภาษาคอมพิวเตอร์โดยมากจะมีความยืดหยุ่นให้ใช้งานทั่ว ๆ ไปได้ เช่น ภาษา BASIC ภาษา COBOL หรือภาษา FORTRAN เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีภาษา C ที่ได้รับความนิยมมากเช่นกัน
  8. 8. ภาษาระดับ สูง มาก (Very high-level Language)เป็นภาษายุคที่ 4 (fourth-generation language) หรือ 4GLsจะเป็นภาษาที่ใช้เขียนโปรแกรมได้สั้นกว่าภาษาในยุคก่อน ๆ การทำางานบางอย่างสามารถใช้เพียง 5 ถึง 10 บรรทัดเท่านั้น ในขณะที่ถ้าเขียนด้วยภาษา อาจต้องใช้ถึง 100 บรรทัด โดยพื้นฐานแล้ว ภาษาในยุคที่ 4 นี้มีคุณสมบัติที่แยกจากภาษาในยุคก่อนๆ อย่างชัดเจน กล่าวคือภาษาในยุคก่อนนั้นใช้หลักการของ การเขียนโปรแกรมแบบโพรซีเยอร์ (procedurl language) ในขณะที่ภาษาในยุคที่ 4 จะเป็นแบบ ไม่ใช้โพรซีเยอร์(nonprocedurl language) ผู้เขียนโปรแกรมเพียงแต่กำาหนดว่าต้องการให้โปรแกรมทำาอะไรบ้างก็สามารถเขียนโปรแกรมได้ทันที โดยไม่ต้องทราบว่าทำาได้อย่างไร ทำาให้การเขียนโปรแกรมสามารถทำาได้ง่ายและรวดเร็วมีนักเขียนโปรแกรมกล่าวว่า ถ้าใช้ภาษาในยุคที่ 4 นี้เขียนโปรแกรมจะทำาให้ได้งานที่เพิ่มขึ้นถึงสิบเท่าตัว ตัวอย่างเช่น ถ้าต้องการพิมพ์รายงานแสดงจำานวนรายการสินค้าที่ขายให้ลูกค้าแต่ละคนในหนึ่งเดือน โดยให้แสดงยอดรวมของลูกค้าแต่ละคนและให้ขึ้นหน้าใหม่สำาหรับการพิมพ์รายงานลูกค้าแต่ละคน จะเขียนโดยใช้ภาษาในยุคที่ 4 ได้ดังนี้ TABLE FILE SALES SUM UNIT BY MONTH BY CUSTOMER BY PROJECT ON CUSTOMER SUBTOTAL PAGE BREAK ENDจากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเป็นงานที่ซับซ้อน ซึ่งถ้าใข้ภาษาCOBOL เขียนอาจจะต้องใช้ถึง 500 คำาสั่ง แต่ถ้าใช้ภาษาในยุคที่ 4 นี้จะเป็นสิ่งที่ทำาได้ไม่ยากเลยข้อ ดีข องภาษาในยุค ที่ 4
  9. 9.  การเขียนโปรแกรมจะเน้นที่ผลของงานว่า ต้องการอะไร ไม่สนใจว่าจะทำาได้อย่างไร  ช่วยพัฒนาเนื้องาน เพราะเขียนและแก้ไข โปรแกรมได้ง่าย  ไม่ต้องเสียเวลาอบรมผู้เขียนโปรแกรมมาก นัก ไม่ว่าผู้ที่จะมาเขียนโปรแกรมนั้นมี ความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมหรือไม่  ผู้เขียนโปรแกรมไม่ต้องทราบถึงฮาร์ดแวร์ ของเครื่องและโครงสร้างโปรแกรมภาษาในยุคที่ 4 นี้ยังมีภาษาที่ใช้สำาหรับเรียกดูข้อมูลจากฐานข้อมูลได้ เรียกว่า ภาษาเรียกค้นข้อมูล (query language) โดยปกติแล้วการเก็บข้อมูลลงในฐานข้อมูล และการแสดงรายงานจากฐานข้อมูล จะต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า แต่บางครั้งอาจมีการเรียกดูข้อมูลพิเศษที่ไม่ได้มีการวางแผนไว้ ถ้าผู้ใช้เรียนรู้ภาษาเรียกค้นข้อมูลก็จะขอดูรายงานต่าง ๆ นอกเหนือจากที่ได้มีการวางแผนไว้ได้โดยใช้เวลาไม่มากนัก ภาษาเรียกค้นข้อมูลที่เป็นมาตรฐานเรียกว่า SQL (Structured Query Language) และนอกจากนี้ยังมีภาษา Query Bu Example หรือ QBE ที่ได้รับความนิยมการใช้งานมากเช่นกันภาษาธรรมชาติ (Nature Language) เป็น ภาษายุคที่5 (fifth generation language) หรือ 5GLs ธรรมชาติหมายถึงธรรมชาติของมนุษย์ คือไม่ต้องสนใจถึงคำาสั่งหรือลำาดับของข้อมูลที่ถูกต้อง ผู้ใช้เพียงแต่พิมพ์สิ่งที่ต้องการลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นคำาหรือประโยคตามที่ผู้ใช้เข้าใจ ซึ่งจะทำาให้มีรูปแบบของคำาสั่งหรือประโยคที่แตกต่างกันออกไปได้มากมาย เพราะผู้ใช้แต่ละคนอาจจะใช้ประโยคต่างกัน ใช้คำาศัพท์ต่างกัน หรือแม้กระทั่งบางคนอาจจะใช้ศัพท์แสลงก็ได้ คอมพิวเตอร์จะพยายามแปลคำาหรือประโยคเหล่านั้นตามคำาสั่ง แต่ถ้าไม่สามารถแปลให้เข้าใจได้ ก็จะมีคำาถามกลับมาถามผู้ใช้เพื่อยืนยันความถูกต้องภาษาธรรมชาติจะใช้ ระบบฐานความรู้ (knowledge basesystem) ช่วยในการแปลความหมายของคำาสั่งต่าง ๆการเลือ กใช้ค อมพิว เตอร์ เนื่องจากในปัจจุบันทุก ๆ ปีจะมีภาษาคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นมากมาย และภาษาต่าง ๆ จะมีจุดดีและจุดด้อยแตกต่างกันไป ผู้ใช้จึงจำาเป็นต้องทำาการคัดเลือกภาษาที่จะ
  10. 10. นำามาใช้งานอย่างระมัดระวัง เนื่องจากเมื่อศึกษาและพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยภาษาใดภาษาหนึ่งแล้ว การเปลี่ยนไปใช้ภาษาอื่นในภายหลังจะเป็นเรื่องที่ยากลำาบากอย่างยิ่ง ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องสูญเสียไป รวมทั้งปัญหาของบุคลากรที่ต้องศึกษาหาความชำานาญใหม่อีกด้วยในการเลือกภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะนำามาใช้ สิ่งที่ควรพิจารณาคือ - ในหน่วยงานหนึ่ง ๆ ควรจะใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาเดียวกัน เพราะการดูแลรักษาซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น ตลอดจนการจัดหาบุคลากรจะกระทำาให้ง่ายกว่า - ในการเลือกภาษาควรเลือกโดยดูจากคุณสมบัติหรือข้อดีของภาษานั้น ๆ เป็นหลัก - ถ้าโปรแกรมที่เขียนขึ้นนั้นต้องนำาไปทำางานบนเครื่องต่างๆ กัน ควรเลือกภาษาที่สามารถใช้งานได้บนทุกเครื่อง เพราะจะทำาให้เขียนโปรแกรมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น - ผู้ใช้ควรจำากัดภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ ไม่ควรติดตั้งตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์ทุกภาษาบนเครื่องทุกเครื่อง - ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้ จะถูกจำากัดโดยนักเขียนโปรแกรมที่มีอยู่ เพราะควรใช้ภาษาที่มีผู้รู้อยู่บ้าง - บางครั้งในงานที่ไม่ยุ่งยากนัก อาจใช้ภาษาคอมพิวเตอร์พื้นฐาน เช่น ภาษา BASIC เพราะเขียนโปรแกรมได้ง่ายและรวดเร็ว รวมทั้งมีติดตั้งอยู่บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนมากอยู่แล้ว ภาษาคอมพิวเตอร์ การใช้งาน BASIC (Beginners All- สำาหรับผู้เริ่มศึกษาการเขียน purpose Symbolic โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ Instruction Code) COBOL (Common นิยมใช้ในงานธุรกิจบน Business Oriented เครื่องขนาดใหญ่ Language)
  11. 11. ใช้สำาหรับงานด้านFORTRAN (FORmula คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์TRANslator) วิศวกรรมศาสตร์Pascal (ชื่อของ Blaise ใช้ในวิทยาลัย และPascal) มหาวิทยาลัย สำาหรับนักเขียนโปรแกรมC และใช้ในวิทยาลัย มหาวิทยาลัยC++ สำาหรับผู้ผลิตซอฟต์แวร์ เริ่มต้นได้รับการออกแบบให้ เป็นภาษาสำาหรับงานทางALGOL (ALGOrithmic วิทยาศาสตร์ และต่อมามีLanguage) การพัฒนาต่อเป็นภาษา PL/I และ Pascal ออกแบบโดยบริษัท IBM ใน ปีค.ศ. 1968 เป็นภาษาที่APL (A Programming โต้ตอบกับผู้ใช้ทันที เหมาะLanguage) สำาหรับจัดการกับกลุ่มของ ข้อมูลทีสัมพันธ์กันในรูป ่ แบบตาราง ถูกออกแบบมาให้ใช้กับ ข้อมูลที่ไม่ใช้ตัวเลข ซึ่งอาจ เป็นสัญลักษณ์พิเศษหรือตัวLISP (LIST Processing) อักษรก็ได้ นิยมใช้ในด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (Artifical Inelligence) นิยมใช้ในโรงเรียน เพื่อLOGO สอนทักษะการแก้ปัญหาให้ กับนักเรียน ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงานPL/I (Programming ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์Language One) และธุรกิจPROLOG นิยมใช้มากในงานด้าน(PROgramming LOGIC) ปัญญาประดิษฐ์ จัดเป็น
  12. 12. ภาษาธรรมชาติภาษาหนึ่ง ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงาน RPG (Report Program ทางธุรกิจ จะมีคุณสมบัติใน Generator) การสร้างโปรแกรมสำาหรับ พิมพ์รายงานที่ยืดหยุ่นมาก ภาษาคอมพิว เตอร์ก ับ การใช้ง านตัว อย่า งภาษาคอมพิว เตอร์ ปัจจุบันนี้มีภาษาคอมพิวเตอร์ให้เลือกใช้มากมายหลายภาษา แต่ละภาษาก็ถูกออกแบบมาให้ใช้กับงานด้านต่าง ๆ กันตัวอย่างเช่น บางภาษาก็ออกแบบมาให้ใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจบางภาษาก็ใช้ในการคำานวณที่ซับซ้อน ซึ่งจะกล่าวโดยสรุปถึงการใช้งานของแต่ละภาษาดังนี้- ภาษา BASIC เป็นภาษาที่ใช้ง่าย และติดตั้งอยู่บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนมาก ใช้สำาหรับผู้เริ่มต้นศึกษาการเขียนโปรแกรมและผู้ที่เขียนโปรแกรมเป็นงานอดิเรก นิยมใช้ในการเขียนโปรแกรมสั้น ๆ ภาษา BASIC รุ่นแรกใช้ interpreter เป็นตัวแปลภาษา ทำาให้เขียนโปรแกรม ทดสอบ และแก้ไขโปรแกรมได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ทำางานได้ช้า ทำาให้ผู้ที่เขียนโปรแกรมเชี่ยวชาญแล้วไม่นิยมใช้งาน แต่ปัจจุบันนี้มีภาษา BASIC รุ่นใหม่ออกมาซึ่งใช้ conplier เป็นตัวแปลภาษา ทำาให้ทำางานได้คล่อ่งตัวขึ้น เช่น Microsofts Quick BASIC และ Visual Basicเป็นต้น- ภาษา COBOL
  13. 13. เป็นภาษาระดับสูงที่ออกแบบมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1960 นิยมใช้สำาหรับการแก้ปัญหาทางด้านธุรกิจ เช่น การจัดเก็บ เรียกใช้ และประมวลผลทางด้านบัญชี ตลอดจนทำางานด้านการควบคุมสินค้าคงคลัง การรับและจ่ายเงิน เป็นต้นคำาสั่งของภาษา COBOL จะคล้ายกับภาษาอังกฤษทำาให้สามารถอ่านและเขียนโปรแกรมได้ไม่ยากนัก ในยุคแรก ๆ ภาษา COBOLจะได้รับความนิยมบนเครื่องระดับเมนเฟรม แต่ปัจจุบันนี้จะมีตัวแปลภาษา COBOL ที่ใช้บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ด้วย รวมทั้งมีภาษา COBOL ที่ได้รับการออกแบบตามแนวทางเชิงวัตถุ(Object Oriented) เรียกว่า Visual COBOL ซึ่งช่วยให้โปรแกรมสามารถทำาได้ง่ายขึ้น และสามารถนำาโปรแกรมที่เขียนไว้มาใช้ในการพัฒนางานอื่น ๆ อีก- ภาษา Fortran เป็นภาษาระดับสูงที่ได้รับการพัฒนาโดยบริษัท IBM ตั้งแต่ปีค.ศ. 1957 ย่อมาจากคำาว่า FORmula TRANslator ซึ่งถือว่าเป็นการกำาเนิดของภาษาระดับสูงภาษาแรก นิยมใช้สำาหรับงานที่มีการคำานวณมาก ๆ เช่น งานทางด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น- ภาษา Pascal เป็นภาษาระดับสูงที่เอื้ออำานวยให้ผู้เขียนโปรแกรมเขียนโปรแกรมได้อย่างมีโครงสร้าง และเขียนโปรแกรมได้ง่ายกว่าภาษาอื่น นิยมใช้บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ เป็นภาษาสำาหรับการเรียนการสอน และการเขียนโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ ภาษาปาสคาลมีตัวแปลภาษาทั้งที่เป็น interpreter และ Compilerโดยจะมีโปรแกรมเทอร์โบปาสคาล (Turbo Pascal) ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในวงการศึกษาและธุรกิจ เนื่องจากได้รับการปรับปรุงให้ตัวข้อเสียของภาษาปาสคาลรุ่นแรก ๆ ออก- ภาษา C และ C++ ภาษา C ถูกพัฒนาขึ้นโดย ในปีค.ศ. 1972 ที่หองปฏิบัติ ้การเบลล์ของบริษัท AT&T เป็นภาษาที่ใช้เขียนระบบปฏิบัติการ
  14. 14. UNIX ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ได้รับความนิยมคู่กับภาษาซี และมีการใช้งานอยู่ในเครื่องทุกระดับ ภาษา เป็นภาษาระดับสูงที่ได้รับความนิยมในหมู่นักเขียนโปรแกรมเป็นอย่างมาก เนื่องจากภาษา จะเป็นภาษาที่รวมเอกข้อดีของภาษาระดับสูงในเรื่องของความยืดหยุ่นและไวยากรณ์ที่ง่ายต่อการเข้าใจ กับข้อดีของภาษาแอสเซมบลีในเรื่องของประสิทธิภาพและความเร็วในการทำางานทำาให้โปรแกรมที่พัฒนาด้วยภาษาซีทำางานได้เร็วกว่าโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงอื่น ๆ ในขณะที่การพัฒนาและแก้ไขโปรแกรมสามารถทำาได้ง่ายเช่นเดียวกันภาษาระดับสูงทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ภาษา C ยังได้มีการพัฒนาก้าวหน้าขึ้นไปอีก โดยทำาการประยุกต์แนวความคิดของการโปรแกรมเชิงวัตถุเข้ามาใช้ในภาษา ทำาให้เกิดเป็นภาษาใหม่คือ C++ (++ ในความหมายของภาษาซีคือการเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งนั่นเอง) ซึ่งเป็นภาษาที่ได้รับความนิยมใช้งานพัฒนาโปรแกรมอย่างมาก- ภาษาโปรแกรมเชิง วัต ถุ (Object-OrientedProgramming Language) นักเขียนโปรแกรมบางคนคิดว่าการเขียนโปรแกรมขนาดใหญ่นั้น บางครั้งก็เป็นงานที่หนักและเสียเวลามาก จึงได้พยายามคิดหาวิธีที่จะทำาให้การเขียนโปรแกรมนั้นง่ายขึ้น และสามารถเขียนได้อย่าวรวดเร็ว ทำาให้เกิดเทคนิค การโปรแกรมเชิงวัตถุ(Object-Oriented Programming) หรือ OOP เพื่อช่วยลดความยุ่งยากของการเขียนโปรแกรม Object-Oriented Programming ต่างจากการเขียนโปรแกรมโดยทั่ว ๆ ไป โดยการเขียนโปรแกรมตามปกตินั้น ผู้เขียนโปรแกรมจะพิจารณาถึงขั้นตอนการแก้ปัญหาของโปรแกรมเหล่านั้น แต่เทคนิคของ OOP จะมองเป็น วัตถุ (object) เช่นกล่องโต้ตอบ (dialog box) หรือไอคอนบนจอภาพ เป็นต้น โดยออบเจ็คใดออบเจ็คหนึ่งจะทำางานเฉพาะที่แน่นอน ถ้าผู้ใช้ต้องการทำางานชนิดนั้นก็สามารถคัดลอกไปใช้ในโปรแกรมที่ต้องการได้ทันที
  15. 15. โปรแกรมเดลไฟ หลักการของโปรแกรมเชิงวัตถุได้รับการพัฒนามาเป็นเวลานานแล้ว โดยภาษาเริ่มแรกคือ Simula-67 ได้รับการพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี 1967 และต่อมาก็มีภาษา smalltalk ซึ่งเป็นภาษาเชิงวัตถุเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ หลักการของ OOP ยังได้รับการนไปเสริมเข้ากับภาษาโปรแกรมในยุคที่ 3 คือ C จนเกิดเป็นภาษาใหม่คือ C++ รวมทั้งยังมีการเสริมเข้ากับ การโปรแกรมแบบภาพ(visual programming) ทำาให้เกิด Visual Basic ซึ่งมีรากฐานมาจาก BASIC และ Delphi ซึ่งมีรากฐานมาจาก Pascalนอกจากนี้ ในปัจจุบันจะมีภาษาที่ใช้หลักการโปรแกรมเชิงวัตถุตัวใหม่ล่าสุดซึ่งกำาลังมาแรงและมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมสูงคู่กันอินเตอร์เน็ต นั่นคือภาษา JAVA- ภาษาที่อ อกแบบมาสำา หรับ OOP การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ที่มี การติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟฟิก (Graphical User Interface หรือ GUI) เช่นMicrosoft Windows และ World Wide Web จะสามารถทำาได้ง่าย รวดเร็วและเสียค่าใช้จ่ายไม่มากนัก ด้วยเครื่องมือในการพัฒนาที่ใช้หลักการของ OOP ซึ่งในปัจจุบันจะมีเครื่องมือประเภทนี้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากอยู่ 2 ภาษา คือ VisualBasic และ JAVA
  16. 16. - Visual Basic ภาษา Visual Basic พัฒนาโดย Prof. Kemeny และKurtz ที่เมือง Dartmouth ในปีค.ศ. 1960 โดยมีจุดประสงค์สำาหรับใช้สอนในห้องคอมพิวเตอร์ เมื่อมีการพัฒนาเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ขึ้นในยุคแรก ๆ จะมีหน่วยความจำาไม่เพียงพอที่จะทำางานกับโปรแกรมภาษาอื่น เช่น FORTRAN และ COBOLเพราะขนาดของตัวแปรภาษาซึ่งต้องใช้หน่วยความจำาสูงมาก แต่เครื่องเหล่านั้นสามารถใช้ภาษา BASIC ได้ เพราะภาษา BASICใช้ตัวแปลภาษาที่มีขนาดเล็ก และตัวแปลภาษานั้นไม่ต้องเก็บอยู่ในหน่วยความจำาทั้งหมดก็สามารถทำางานได้ เป็นเหตุให้ภาษาBASIC ได้รับความนิยมบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์จะได้รับการพัฒนาสูงขึ้นในเรื่องของความเร็วและหน่วยความจำาเท่าใดก็ตาม แต่ภาษา Visual Basic จะแตกต่างจากภาษา BASIC โดยสิ้นเชิง ทั้งในแง่ของหน่วยความจำาที่ต้องการ และวิธีการพัฒนาโปรแกรม โปรแกรมวิช วลเบสิค ภาษา Visual Basic ได้รับการออกแบบและพัฒนาโดยบริษัท Microsoft มีจุดประสงค์ในการใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาโปรแกรมที่มีการติดต่อับผู้ใช้เป็นแบบกราฟฟิก โดยจะมีเครื่องมื่อต่าง ๆ ที่ช่วยในการพัฒนาโปรแกรมอย่างรวดเร็ว หรือที่นิยมเรียก
  17. 17. ว่า RAD (Repid Application Development) ปัจจุบันนี้มีผู้ใช้งานภาษา Visual Basic เป็นจำานวนมาก โดยภาษา VisualBasic ได้รับการออกแบบให้ทำางานบนระบบวินโดว์เวอร์ชั่นต่าง ๆจากไมโครซอฟต์ เช่น Visual Basic 3 ทำางานบนระบบวินโดว์3.11 ส่วน Visual Basic 4 และ 5 ทำางานบนระบบวินโดว์ 95เป็นต้น- JAVA ภาษาใหม่ที่มาแรงที่สุดในปัจจุบัน คงจะไม่มีภาษาไหนที่เทียบได้รับภาษาจาวาซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัทซันไมโครซิสเตมส์ ในปี 1991 โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างผลิตภัณฑ์อิเลคทรอนิกส์สำาหรับผู้บริโภคที่ง่ายต่อการใช้ง่าย มีค่าใช้จ่ายตำ่า ไม่มีข้อผิดพลาด และสามารถใช้กับเครื่องใด ๆ ก็ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นข้อดีของจาวาที่เหนือกว่าภาษาอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่โปรแกรมซึ่งเขียนขึ้นด้วยจาวาสามารถนำาไปใช้กับเครื่องต่าง ๆ โดยไม่ต้องทำาการคอมไพล์โปรแกรมใหม่ ทำาให้ไม่จำากัดอยู่กับเครื่องหรือโอเอสตัวใดตัวหนึ่ง แม้ว่าการใช้งานจาวาในช่วงแรกจะจำากัดอยู่กับ World Wide Web (WWW) และ Internetแต่ในปัจจุบันได้มีการนำาจาวาไปประยุกต์ใช้กับงานด้านซอฟต์แวร์ต่าง ๆ อย่างมากมาย ตั้งแต่ซอฟต์แวร์อรรถประโยชน์(Utility) ไปจนกระทั่งซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ เช่น โปรแกรมชุดจากบริษัท Corel ซึ่งประกอบด้วยโปรแกรมหลัก ๆ คือ โปรแกรมเวิร์โปรเซสซิ่ง สเปรดซีต พรีเซนเตชั่น ที่เขียนขึ้นด้วยจาวาทั้งหมด จาวายังสามารถนำาไปใช้เป็นภาษาสำาหรับอุปกรณ์แบบฝังต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์ และอุปกรณ์ขนาดมือถือแบบต่าง ๆ เป็นต้นรวมทั้งยังได้รับความนิยมนำาไปใช้กับอุปกรณ์ที่ใช้สำาหรับเข้าสู่อินเตอร์เน็ตโดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้แล้ว จาวายังเป็นภาษาที่ถูกใช้งานในคอมพิวเตอร์แบบเอ็นซี (NC) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์แบบใหม่ล่าสุด ที่เน้นการทำางานเป็นเครือข่ายว่าแอพเพลต (applet) ที่ต้องการใช้งานขณะนั้นมาจากเครื่องแม่ทำาให้การติดต่อสื่อสารสารผ่านเครือข่ายใช้ช่องทางการสื่อสารน้อยกว่าการดึงมาทั้งโปรแกรมเป็นอย่างมาก
  18. 18. การเลือ กใช้ภ าษาคอมพิว เตอร์ ในการเลือกใช้ภาษาในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นี้ ก็จะมีดารพิจารณาหลายอย่าง ด้วยกัน ดังที่จะกล่าวดังต่อไปนี้ -ในบางครั้งซึ่งในงานที่ไม่ยุ่งยากนักก็อาจใช้ภาษาคอมพิวเตอร์พื้นฐานอย่างเช่น ภาษา Basic เพราะเขียนโปรแกรมได้ง่าย รวดเร็ว และก็ยังมีติดตั้งอยู่บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนมากอยู่ด้วย - ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้ก็จะถูกจำากัดโดยนักเขียนโปรแกรม เพราะว่าเราควรใช้ภาษา ที่มีผู้รอยู่บ้าง ู้ - ผู้ใช้ก็ควรที่จะกำาจัดภาษาคอมพิวเตอร์ที่จะใช้ด้วยไม่ควรติดตั้งตัวแปลภาษาคอมพิวเตอร์ ทุกภาษาบนเครื่อง -ในการเลือกภาษาในการเขียนโปรแกรม เราก็ควรเลือกโดยการดูจากคุณสมบัติหรือข้อดีของ ภาษานั้น ๆ เป็นหลักด้วยลัก ษณะของภาษา htmlองค์ประกอบของภาษา HTML สามารถแบ่งออกเป็น 2ส่วน คือ
  19. 19. 1) ส่วนที่เป็นข้อความทั่วๆไป2) ส่วนที่เป็นคำาสั่งที่ใช้ในการกำาหนดรูปแบบของข้อความที่แสดงซึ่งเราเรียกคำาสั่งนี้ว่า แท็ก(Tag) โดยแท็กคำาสั่งของ HTML จะอยู่ในเครื่องหมาย < และ >ซึ่งมีหลักในการเขียน คือส่วนเริ่มต้นของแท็ก เรียกว่า “แท็กเปิด” และส่วนจบของแท็กเรียกว่า “แท็กปิด” โดยส่วนของแท็กปิดจะต้องมีเครื่องหมาย Slash (/) ดังนี้ในกรณีที่ใช้แท็กซ้อนกันมากกว่า 1 แท็ก เราจะต้องใช้แท็กปิดปิดแท็กในสุดก่อน แล้วจึงไล่ปิดแท็กอื่นๆ ตามลำาดับ เช่น- บางแท็กไม่ต้องมีแท็กปิดก็สามารถใช้งานได้ คือ <br> , <hr>- สามารถพิมพ์แท็กเป็นตัวเล็ก หรือตัวใหญ่ก็ได้ แต่ควรจะเลือกใช้เพียงแบบเดียว- บางแท็กจะมีตัวกำาหนดคุณสมบัติ เรียกว่า แอททริบิวท์(Attribute) และค่าที่ถูกกำาหนดให้ใช้แท็ก (Value) โดยจะเขียนไว้หลังแท็กเช่น <hr width=600 size=5>แท็ก <hr> เป็นการกำาหนดเส้นขั้นทางแนวนอนแอททริบิวท์ width กำาหนดความยาวของเส้นค่าที่ใช้กำาหนด 60 ค่าความยาวของเส้นหลัก การเขีย นภาษา HTML1. รู้จ ัก กับ ภาษา HTML (HTML Introduction) HTML ย่อมาจาก HyperText Markup Language เป็นหนึ่งในภาษาคอมพิวเตอร์ ที่มีลักษณะเป็นภาษาในเชิงการบรรยายเอกสารไฮเปอร์มีเดีย(Hypermedia Document DescriptionLanguage) เพื่อเผยแพร่เอกสารในระบบเครือข่าย WWW(World Wide Web) มีโครงสร้างภาษาโดยใช้ตัวกำากับ (Markup Tags) เพื่อทำาหน้าที่ควบคุมการแสดงผลข้อมูล รูปภาพ และวัตถุอื่น ๆผ่านทางโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ ซึ่งในแต่ละ Tag จะมีส่วนขยาย(Attribute) เพื่อควบคุมการ
  20. 20. แสดงผล ซึ่งเป็นภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย World Wide WebConsortium (W3C) ซึ่งมีแม่แบบคือภาษา SGML (Standard Generalized Markup Language)การสร้างไฟล์ HTML จะต้องอาศัยโปรแกรมที่มีคุณสมบัติเป็นเท็กซ์เอดิเตอร์ (TextEditor) โดยใช้สำาหรับเขียนคำาสั่งต่าง ๆ ที่ต้องการแสดงผลทางจอภาพ และเก็บเป็นไฟล์ โดยมีนามสกุล .html หรือ .htm1.1 เริ่ม ต้น เขีย นภาษา HTML การเริ่มต้นเขียนภาษา HTML สามารถทำาได้โดยง่าย ถ้าใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์(Windows) ให้เปิดโปรแกรม Notepadพิมพ์คำาสั่งตามตัวอย่างต่อไปนี้<html><head><title>Title of page</title></head><body>This is my first homepage. <b>This text is bold</b></body></html>บันทึกไฟล์ โดยตั้งชื่อ ”mypage.htm” หรือ ”mypage.html”เปิดโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ เลือก ”Open” ในเมนู File และค้นหาไฟล์ที่ต้องการโปรแกรมเว็บบราวเซอร์จะแสดงผลจากคำาสั่งออกทางจอภาพTag แรกในเอกสาร HTML คือ <html> ซึ่งเป็น Tag ที่บอกให้เว็บบราวเซอร์รู้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของเอกสาร HTML และ Tag สุดท้ายในเอกสาร ก็คือ</html> ซึ่งเป็น Tag ที่บอกเว็บบราวเซอร์ว่านี่คือจุดสิ้นสุดของเอกสาร HTMLตัวอักษรระหว่าง <head> และ </head> เป็น Tag ส่วนหัวเอกสารที่ใช้บอกข้อมูล ต่างๆ (Header Information) จะไม่แสดงข้อมูลที่อยู่ภายใน Tag นี้ออกทางจอภาพตัวอักษรที่อยู่ระหว่าง <title> เป็น Tag ที่แสดงชื่อของเอกสารซึ่ง Tag <title> จะแสดง
  21. 21. ข้อมูลในเว็บบราวเซอร์ตรง Title barตัวอักษรที่อยู่ระหว่าง <body> จะเป็น Tag ที่ใช้แสดงตัวอักษรภายในเว็บบราวเซอร์ตัวอักษรระหว่าง <b> และ </b> จะทำาให้ตัวอักษรที่แสดงเป็นตัวหนา1.2 ควรเลือ กระหว่า ง HTM และ HTML เมื่อทำาการบันทึกเอกสาร HTML สามารถทำาการเลือกบันทึกได้ทั้ง .htm หรือ .html ในตัวอย่างนี้ได้ใช้การบันทึกแบบ .htm ซึ่งควรที่จะทำาการบันทึกเป็นนามสกุล .htm ให้ตดเป็นนิสัย ิเนื่องจากในอดีตที่ผ่านมายังมีบางโปรแกรมที่อนุญาตให้เปิดได้เฉพาะสามตัวอักษร หมายความว่าจะทำาให้เปิดได้เฉพาะเอกสาร .htm เท่านั้น แต่ในซอฟต์แวร์เวอร์ชันใหม่ เราก็สามารถที่จะทำาการบันทึกเอกสารให้เป็น .html ได้เช่นกัน1.3 HTML Editors ปัจจุบันนี้สามารถที่จะทำาการสร้างเอกสาร HTML ได้อย่างง่ายดาย โดยใช้ WYSIWYG(what you see is what you get) ซึ่งผลลัพธ์ของโปรแกรมที่เห็นจะเหมือนกับหน้าจอที่ได้ทำาการสร้างขึ้นมา เช่นโปรแกรม FrontPage, Adobe Photoshop,Macromedia Dreamweaverแต่ถ้าต้องการที่จะเพิ่มทักษะความสามารถในการพัฒนาเว็บ ก็ควรที่จะทำาการเรียนรู้คำาสั่งและสร้างเอกสาร HTML ด้วยตัวเอง2. องค์ป ระกอบของ HTML (HTML Elements) เอกสาร HTML ก็คือไฟล์เอกสาร (Text File) ที่สร้างขึ้นโดยมีองค์ประกอบของ HTML ซึ่งองค์ประกอบของ HTML ก็คือ Tag ต่าง ๆ นั่นเอง2.1 HTML Tags HTML Tags จะประกอบด้วยเครื่องหมาย < และ > โดยปกติทั่วไปแล้ว HTML Tag
  22. 22. จะต้องมีหนึ่งคู่กัน เช่น <b> และ </b> โดยจะมี Tag เริ่มต้น(Start Tag) และ Tag สิ้นสุด (EndTag) ซึ่งตัวอักษรที่อยู่ระหว่าง Tag เริ่มต้น และ Tag สิ้นสุด จะเรียกว่าองค์ประกอบ โดยทั่วไปแล้ว HTML Tag สามารถเขียนได้ 2 รูปแบบ (Not CaseSensitive) เช่น <b> จะมีความหมายเหมือนกับ <B>2.2 HTML Elementsจากตัวอย่างต่อไปนี้<html><head><title>Title of page</title></head><body>This is my first homepage. <b>This text is bold</b></body></html>HTML Element ก็คือ<b> This text is bold </b>HTML Element เริ่มต้นที่ Tag เริ่มต้น ก็คือ: <b>ภายใน HTML Element จะมีส่วนประกอบ ก็คือ: This text isboldHTML Element สิ้นสุดที่ Tag สิ้นสุด ก็คือ: </b>จุดประสงค์ของ Tag <b> ก็คือการกำาหนดให้แสดงตัวอักษรเป็นตัวหนา2.3 ทำา ไมถึง ต้อ งใช้ Tag ที่เ ป็น ตัว อัก ษรพิม พ์เ ล็ก(Lowercase) ก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึง HTML Tag ว่าสามารถเขียนได้ 2รูปแบบ: <B> จะมีความหมายเช่นเดียวกับ <b> แต่จากตัวอย่างที่ผ่านมาได้ใช้ Tag ที่เป็นตัวอักษรพิมพ์เล็ก เนื่องจากว่าในอนาคตข้างหน้าภาษา HTML จะถูกกำาหนดให้ใช้ Tag ที่เป็นตัวอักษรพิมพ์เล็ก โดยที่ WorldWide Web Consortium (W3c) ได้มีขอกำาหนดให้ใช้ Tag ที่ ้เป็นตัวอักษรพิมพ์เล็กใน HTML 4
  23. 23. และ XHTML2.4 Tag Attributes Tag สามารถที่จะกำาหนดให้มีคุณสมบัติ (Attribute) เพิ่มเติม ซึ่งคุณสมบัติต่าง ๆ เหล่านั้นสามารถเพิ่มเติมได้ในส่วนของ HTML ElementTag ที่ใช้ในการกำาหนดองค์ประกอบของตัวเอกสาร HTML:<body> สามารถที่จะเพิ่มเติมคุณสมบัติ bgcolor ซึ่งคำาสั่ง bgcolor จะทำาให้เว็บบราวเซอร์เปลี่ยนสีพื้นหลังของเอกสาร HTMLเช่น <body bgcolor = ”red”> หมายถึงการกำาหนดพื้นหลังของเอกสาร HTML ให้เป็นสีแดงTag ที่ใช้สร้างตาราง: <table> สามารถทำาการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติของเส้นขอบ(Border) ได้โดยใช้คำาสั่ง <table border = ”0”> หมายถึงกำาหนดให้ตารางนั้นไม่มีเส้นขอบAttribute จะต้องประกอบด้วย ชื่อ และค่า: name = ”value”โดยทั่วไปแล้ว Attribute จะเพิ่มลงในส่วนของ Tag เริ่มต้นของ HTML Element3. พื้น ฐาน HTML Tagsวิธีการที่จะเรียนรู้ภาษา HTML ที่ดีที่สุดก็คือการลงมือปฏิบัติ3.1 Headings Heading เป็นการกำาหนดหัวข้อ โดยใช้ Tag <h1> ถึง<h6> โดยที่ <h1> เป็นการกำาหนดหัวข้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุด <h6> เป็นการกำาหนดหัวข้อที่มขนาด ีเล็กที่สุดโดยทั่วไปแล้ว HTML จะทำาการเพิ่มบรรทัดว่างก่อน และหลังHeading เสมอ3.2 Paragraphs Paragraphs เป็นการกำาหนดย่อหน้า โดยใช้ Tag <p><p>This is a paragraph</p>
  24. 24. <p>This is another paragraph</p>โดยทั่วไปแล้ว HTML จะทำาการเพิ่มบรรทัดว่างก่อน และหลังParagraph เสมอ3.3 Line Breaks Tag <br> ใช้สำาหรับต้องการขึ้นบรรทัดใหม่ แต่ไม่ได้เป็นการเริ่ม paragraph ใหม่<p>This is a paragraph <br> with line breaks</p>Tag <br> จะมีไม่ Tag ปิด3.4 Comments in HTML Comment ใช้สำาหรับแทรกคำาแนะนำาลงในเอกสาร HTMLแต่ comment จะไม่ถูกนำาไปแสดงในเว็บบราวเซอร์ สามารถใช้ comment ในการอธิบายcode ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจและสามารถแก้ไข code ได้ภายหลัง4. HTML Character Entities บางกรณีตัวอักษรพิเศษเช่น © หรือ ® ถ้าต้องการที่จะแสดงผลในเว็บบราวเซอร์ จะต้องใช้ Character Entity เพื่อที่จะทำาให้ตัวอักษรพิเศษเหล่านั้นแสดงผลได้ทางเว็บบราวเซอร์5. HTML Links HTML ใช้ Hyperlink เพื่อทำาการเชื่อมโยงไปยังเอกสารอื่น ๆ ที่อยู่ในเว็บ5.1 The Anchor Tag and the Href Attribute HTML ใช้ Tag <a> (anchor) เพื่อทำาการเชื่อมโยงไปยังเอกสารอื่น ๆ โดยสามารถที่จะเชื่อมโยงไปยังเอกสาร HTML, รูปภาพ, เสียง และอื่น ๆรูปแบบที่ใช้ในการสร้าง anchor5.2 The Target Attribute ในส่วนของเป้าหมาย (Target Attribute) สามารถกำาหนดพื้นที่ในการเปิดเอกสาร จาก
  25. 25. ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการกำาหนดการเปิดเอกสารในหน้าต่างเว็บบราวเซอร์ใหม่5.3 The Anchor Tag and the Name Attribute Name Attribute ใช้สำาหรับกำาหนดชื่อของ anchor(Name anchor) เมื่อใช้ชื่อของ anchorสามารถที่จะทำาการกระโดดไปยังจุดที่ต้องการในเว็บเพจเดียวกันได้ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นโครงสร้างของการกำาหนดชื่อของ anchor6. HTML Frames Frames สามารถทำาให้แสดงเว็บเพจได้มากกว่า 1 หน้าภายในหนึ่งหน้าวินโดวส์6.1 The Frameset Tag Tag <frameset> เป็นการแบ่งหน้าวินโดวส์ โดยสามารถกำาหนดได้ทั้ง แถว และคอลัมน์ค่า (values) ของแถว/คอลัมน์ จะเป็นค่าที่ใช้กำาหนดขนาดของจอภาพ6.2 The Frame Tag Tag <frame> ใช้กำาหนดชื่อเอกสาร HTML ที่ตองการ ้แสดงในแต่ละคอลัมน์ หรือแถวจากตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการกำาหนดให้มี 2 คอลัมน์ ในคอลัมน์แรกกำาหนดให้มีขนาด 25%ของความกว้างของหน้าจอวินโดวส์ คอลัมน์ที่สองกำาหนดให้มีขนาด 75% ของความกว้างของหน้าจอวินโดวส์ เอกสาร HTML ”frame_a.htm” จะถูกแสดงผลที่คอลัมน์แรก และเอกสารHTML ”frame_b.htm” จะถูกแสดงผลคอลัมน์ที่สอง7. HTML Tables Tables จะถูกกำาหนดโดย Tag <table> Table จะถูกแบ่งออกเป็นแถว (Tag <tr>) ในแต่ละแถวจะแบ่งเป็นเซลล์ข้อมูล (Data Cells) (Tag <td>) ซึ่งในเซลล์ข้อมูลนั้นสามารถที่จะเป็นได้
  26. 26. ทั้งข้อความ รูปภาพ ฟอร์ม (Form) ตาราง และอื่น ๆ7.1 Tables และ Border Attribute โดยทั่วไปแล้วถ้า Table ไม่มีการกำาหนด Border เว็บบราวเซอร์จะไม่แสดงขอบของตารางออกทางหน้าจอ ดังนั้นเพื่อให้เว็บบราวเซอร์ทำาการแสดงขอบของตาราง จะต้องเพิ่มBorder Attribute ลงไป7.2 Headings in a Table หัวของตารางกำาหนดโดย Tag <th>8. HTML Lists HTML จะประกอบด้วย Ordered Lists และ UnorderedLists8.1 Unordered Lists Unordered List คือรายการ (items) ซึ่งจะแสดงเป็นเครื่องหมาย โดย Unordered Listเริ่มต้นด้วย Tag <ul> และในแต่ละรายการจะเริ่มต้นด้วย Tag<li>8.2 Ordered Lists Ordered List ก็คือรายการ แต่จะแสดงด้วย โดยOrdered List จะเริ่มต้อนด้วย Tag <ol>และในแต่ละข้อจะเริ่มต้นด้วย Tag <li>9. HTML Images HTML สามารถที่จะแสดงรูปภาพในเอกสาร HTML9.1 Image Tag และ Src Attribute ใน HTML ถ้าต้องการที่จะแทรกรูปภาพลงในเอกสารจะใช้Tag <img> โดย <img>ประกอบไปด้วย Attribute และจะไม่มี Tag ปิด โดยทำาหน้าที่แสดงรูปภาพในเว็บบราวเซอร์ ใน
  27. 27. Tag <img> จะต้องประกอบไปด้วย Attribute src ซึ่ง srcเปรียบเสมือนแหล่งที่เก็บรูปภาพ(Source) ซึ่งค่าที่อยู่ใน src ก็คือ URL ของรูปภาพที่ต้องการแสดงในเว็บบราวเซอร์นั่นเองโครงสร้างของ Tag <img> มีดังนี้<img src = ”url”>URL จะเป็นตัวที่บอกถึงสถานที่จัดเก็บรูปภาพ เช่นถ้ารูปภาพมีชื่อว่า "boat.gif" จัดเก็บไว้ในไดเรกทอรี่ ”image” ซึ่งอยู่ใน ”www.it.msu.ac.th” จะมีURL ดังนี้http://www.it.msu.ac.th/image/images/boat.gif9.2 Alt Attribute alt attribute ใช้แสดงข้อความ (alternate text) ในแต่ละรูปภาพ แสดงดังตัวอย่างต่อไปนี้<img src = ”boat.gif” alt = ”Big Boat”>alt attribute ใช้บอกผู้อ่านเมื่อเว็บบราวเซอร์ไม่สามารถทำาการแสดงรูปภาพนั้นออกทางหน้าจอ ดังนั้นจากตัวอย่างข้างต้น ถ้าไม่สามารถทำาการแสดงรูปภาพ เว็บบราวเซอร์จะทำาการแสดงข้อความ ”Big Boat” แทน10. HTML Backgrounds HTML สามารถที่จะแสดงพื้นหลัง (Background) เป็นสีและก็สามารถแสดงเป็นรูปภาพได้ Tag <body> จะประกอบด้วย 2 Attribute ซึ่งสามารถกำาหนดให้เป็นสี หรือรูปภาพก็ได้10.1 Bgcolorbgcolor attribute จะทำาการกำาหนดพื้นหลังของเว็บเพจให้มีสีสัน โดยค่าของ bgcolor จะประกอบด้วยเลขฐานหก (Hexadecimal Number), ค่าสี RGBหรือชือของสี ่
  28. 28. คำา สั่ง ในภาษา HTML คำา สั่ง พื้น ฐาน< !– ข้อความ –>คำาสั่ง หมายเหตุ ใช้อธิบายความหมาย ขื่อผู้ เขียนโปรแกรม และอื่นๆ<br> คำาสั่งขึ้นบรรทัดใหม่<p> ข้อความ คำาสั่งย่อหน้าใหม่</p><hrwidth=”50%” คำาสั่ง ตีเส้น, กำาหนดขนาดเส้นsize = “3″>&nbsp; คำาสั่ง เพิ่มช่องว่าง<IMG SRC = คำาสั่งแสดงรูปภาพชื่อ Photo.gif“PHOTO.GIF”><CENTER>ข้อความ คำาสั่งจัดให้ข้อความอยู่กึ่งกลาง</CENTER><HTML> คำาสั่ง <HTML> คือคำาสั่งเริ่มต้นในการเขียน</HTML> โปรแกรม HTML และมีคำาสั่ง </HTML> เพื่อ บอกจุดสิ้นสุดโปรแกรม<HEAD> คำาสั่ง <HEAD> คือคำาสั่งบอกส่วนที่เป็นชื่อ</HEAD> เรื่อง โดยมีคำาสั่งย่อย <TITLE> อยู่ภายใน<TITLE> คำาสั่ง <TITLE> คือคำาสั่งบอกชื่อเรื่อง จะไป</TITLE> ปรากฏที่ Title Bar<BODY> คำาสั่ง <BODY> คือคำาสั่งบอกส่วนเนื้อเรื่อง ที่</BODY> จะถูกแสดงผลในเวปบราวเซอร์ ประกอบด้วย
  29. 29. รูปภาพ ตัวอักษร ตาราง เป็นต้น รูป แบบตัว อัก ษร<font size = “3″> ขนาดตัวอักษรข้อความ </font><font color =“red”> ข้อความ สีตัวอักษร</font><font face =“Arial”> ข้อความ รูปแบบตัวอักษร</font><besefont size =“2″> ข้อความ กำาหนดค่าเริ่มต้นของขนาดตัวอักษร</font><b> ข้อความ </b> ตัวอักษรหนา<i> ข้อความ </i> ตัวอักษรเอน<u> ข้อความ </u> ขีดเส้นใต้ตัวอักษร<tt> ข้อความ </tt> ตัวอักษรแบบพิมพ์ดีด หมายเหตุุ เราสามารถใช้คำาสั่งกำาหนด รูปแบบตัวอักษร หลายๆรูปแบบได้ เช่น <font face = “Arial” size = “3″ color = “red”> ข้อความ </font> เป็นต้น
  30. 30. จุด เชื่อ มโยงข้อ มูล<a href =”#news”> Hot News กำาหนดจุดเชื่อมชื่อ news</a> , ส่วน “a name” คือ<a name =”news”> ตำาแหน่งที่ลิงค์ไป (เอกสาร เดียวกัน)<a href =”news.html”> Hot สร้างลิงค์ไปยังเอกสารชื่อNews </a> “news.html”<a href=”http://www.thai.com”> Thai สร้างลิงค์ไปยังเวปไซท์อื่น</a><a href สร้างลิงค์ไปยังเวปไซท์อื่น=”http://www.thai.com” และเปิดหน้าต่างใหม่target = “_blank” > Thai </a><a href สร้างลิงค์โดยใช้รูปภาพชื่อ=”http://www.thai.com”> photo.gif เป็นตัวเชื่อม<img src = “photo.gif”> </a><a href=”mailto:yo@mail.com”> สร้างลิงค์มายังอีเมลEmail </a> การแสดงผลแบบรายการแบบมีห มายเลขกำา กับ
  31. 31. การแสดงผลแบบรายการ<OL value = “1″ > ใช้คำาสั่ง <OL> เป็นเริ่มและ<LI> รายการที่ 1 ปิดท้ายด้วย </OL> ส่วนคำา<LI> รายการที่ 2 สั่ง <LI> เป็นตำาแหน่งของ</OL> รายการที่ต้องการนำาเสนอ เราสามารถกำาหนดให้แสดง ผลรายการได้หลายแบบเช่น เรียงลำาดับ 1,2,3… หรือ I,II,III… หรือ A,B,C,… ได้ ทั้งนี้จะต้องเพิ่มคำาสั่งเข้าไป ที่ <OL value = “A”> เป็นต้น การแสดงผลแบบรายการแบบมีส ัญ ลัก ษณ์ก ำา กับ<UL type = “square”> การแสดงผลแบบรายการ<LI> รายการที่ 1 ใช้คำาสั่ง <UL> เป็นเริ่มและ<LI> รายการที่ 2 ปิดท้ายด้วย </UL> ส่วนคำา</UL> สั่ง <LI> เป็นตำาแหน่งของ รายการ ที่ตองการนำาเสนอ ้ เราสามารถกำาหนดให้แสดง ผลรายการแบบต่างๆ ดังต่อ ไปนี้ - รูปวงกลมทึบ “disc” - รูปวงกลมโปร่ง “circle” - รูปสี่เหลี่ยม “square” ได้ทั้งนี้จะต้องเพิ่มคำาสั่ง เข้าไปที่ <UL type = “square”> เป็นต้น

×