Hr1 Type And Physical Prop Fth 467

2,919 views
2,819 views

Published on

Published in: Business, Technology
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
2,919
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
9
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Hr1 Type And Physical Prop Fth 467

  1. 1. “ ชนิดและลักษณะทางกายภาพของสัตว์น้ำ” Fishery Products Technology (FTH-467) ดร . มนัส ชัยจันทร์
  2. 2. ลักษณะสำคัญของปลาในทางชีววิทยา <ul><li>เป็นสัตว์เลือดเย็น คือ อุณหภูมิของน้ำและตัวปลาจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน </li></ul><ul><li>หายใจด้วยเหงือก ยกเว้นพวกปลามีปอด </li></ul><ul><li>หากินและใช้ชีวิตอยู่ในน้ำเท่านั้น </li></ul><ul><li>มีกระดูกสันหลัง </li></ul><ul><li>มีขากรรไกรครบ ยกเว้นพวกปลาปากกลม </li></ul><ul><li>ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ด เมือกหรือแผ่นกระดูก </li></ul><ul><li>เคลื่อนไหวไปมา โดยอาศัยครีบและกล้ามเนื้อลำตัว </li></ul><ul><li>มีหัวใจสองห้อง </li></ul>
  3. 3. ลักษณะสำคัญของปลาในทางชีววิทยา ( ต่อ ) <ul><li>ปลาส่วนใหญ่ผสมพันธุ์ภายนอกร่างกาย โดยตัวเมียออกขามาก่อนแล้วตัวผู้จึงฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมกับไข่ ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะฟักออกมาเป็นตัวภายหลัง แต่มีปลาบางชนิดที่มีการผสมพันธุ์ภายในร่างกายของตัวเมีย เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบนและปลาเข็ม เป็นต้น แต่ตัวอ่อนไม่ได้รับอาหารทางสายสะดือเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม </li></ul><ul><li>ลำตัวซีกซ้ายและขวาเท่ากัน ปลาซีกเดียวหรือปลาลิ้นหมาเมื่ออยู่ในวัยอ่อนมีลำตัวซีกซ้ายและขวาเท่ากันเหมือนปลาทั่วไป แต่เมื่อเจริญวัย วิถีชีวิตในการดำรงชีพเปลี่ยนไป โดยต้องหากินตามพื้นท้องน้ำ ตาข้างหนึ่งจะเคลื่อนที่เข้ามาอยู่รวมกันกับอีกข้างหนึ่งเพื่อสะดวกในการหาอาหารและการดำรงชีวิต </li></ul>
  4. 4. การจำแนกชนิดของปลา <ul><li>การจำแนกปลาสามารถทำได้หลายวิธี เช่น </li></ul><ul><ul><li>การจัดแบ่งตามชั้น (class) </li></ul></ul><ul><ul><li>การจัดแบ่งตามลักษณะการอยู่รอด </li></ul></ul><ul><ul><li>การจัดแบ่งตามอุปนิสัย </li></ul></ul><ul><ul><li>การจัดแบ่งตามเครื่องมือการจับปลา เป็นต้น </li></ul></ul>
  5. 5. การจัดแบ่งตามชั้น (class) <ul><li>Cephalaspidomorphi เป็นปลาที่ไม่มีขากรรไกร เช่น ปลาตระกูลปลาไหล </li></ul><ul><li>Chondrichthyes (cartilaginous) ปลากระดูกอ่อน เช่นปลาฉลาม ปลากระเบน อาจเรียกปลาจำพวกนี้ว่า elasmobranches </li></ul><ul><li>Osteichthyes เป็นปลากระดูกแข็งทั่วไป อาจเรียกว่า teleosts </li></ul>
  6. 6. การจัดแบ่งตามลักษณะการอยู่รอด <ul><li>ปลาทะเล (marine fish) อาศัยในน้ำทะเล ถ้าอาศัยอยู่ในน้ำจืดจะตาย สามารถจำแนกตามลักษณะที่อยู่อาศัย ดังนี้ </li></ul><ul><ul><ul><li>- ปลาผิวน้ำ (pelagic) เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>- ปลาหน้าดิน (demersal) เป็นปลาที่อาศัยอยู่ใกล้ท้องทะเล เช่น ปลาทรายแดง ปลาเก๋า </li></ul></ul></ul><ul><li>ปลาน้ำจืด (fresh water fish) อาศัยอยู่ในน้ำจืดไม่สามารถรอดชีวิตในน้ำทะเล </li></ul><ul><li>ปลาย้ายถิ่น (migratory fish) ได้แก่ ปลาทะเลที่ไปวางไข่ในแหล่งน้ำจืดหรือ ปลาน้ำจืดที่ไปวางไข่ในทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาไหล ปลาซาร์ดีนบางชนิด </li></ul><ul><li>ปลากึ่งย้ายถิ่น (semi-migratory fish) ได้แก่ปลาที่หากินบริเวณน้ำกร่อย เช่นปากน้ำหรือทะเลสาบน้ำกร่อย เช่น ปลากะพง เป็นต้น </li></ul>
  7. 7. การจัดแบ่งตามอุปนิสัยการกิน <ul><li>ปลากินเนื้อ </li></ul><ul><li>ปลากินพืช </li></ul><ul><li>ปลากินแพลงก์ตอน </li></ul>
  8. 8. การจัดแบ่งตามเครื่องมือการจับ <ul><li>ปลาอวนลาก </li></ul><ul><li>ปลาอวนล้อม </li></ul><ul><li>ปลาเบ็ดลาก เป็นต้น </li></ul>
  9. 9. รูปร่างลักษณะของปลา <ul><li>ปลาแต่ละชนิดมีรูปร่างแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มีรูปร่าง เพรียว (streamlined) </li></ul><ul><li>ปลาที่ว่ายน้ำได้ดีมักมีรูปร่างแบบ กระสวย (torpedo หรือ spindle) </li></ul><ul><li>ปลาที่มี รูปร่างแบน มักอาศัยหรือหากินบริเวณ ใต้ท้องทะเล </li></ul>
  10. 10. รูปทรงของปลา <ul><li>รูปทรงแบบกระสวย (fusiform, torpedo shaped) เช่น ปลาทู ปลาโอ ฉลาม </li></ul><ul><li>รูปทรงแบนข้าง (compressiform) จำแนกได้เป็น 3 แบบ คือ </li></ul><ul><ul><li>แบบรูปป้อม (bream type) เช่น ปลากระดี่ ปลาผีเสื้อ </li></ul></ul><ul><ul><li>แบบรูปเหลี่ยม (moonfish type) เช่น ปลาพระจันทร์ ปลาโฉมงาม </li></ul></ul><ul><ul><li>แบบลิ้นหมา (pleuronectiid type) เช่น ปลาลิ้นหมา ปลาลิ้นควาย ปลาซีกเดียว ปลาช่างชุน </li></ul></ul><ul><li>รูปทรงแบนลง (depressiform, flattened) เช่น ปลาฉลาก ปลากระเบน ปลากบปลาช้างเหยียบ </li></ul>
  11. 11. รูปทรงของปลา ( ต่อ ) <ul><li>รูปทรงแบบงู (anguilliform, serpentine, snake shaped) เช่น ปลาไหลชนิดต่างๆ </li></ul><ul><li>รูปทรงแบบเส้นด้าย (filiform, thread-like) เช่น ปลาไหลทะเลลึก </li></ul><ul><li>รูปทรงแบบแถบแบนยาว (taeniform, trachypteriform, ribbon shaped) เช่น ปลาดาบลาว ปลาดาบเงิน และปลาแถบ </li></ul><ul><li>รูปทรงแบบลูกธนู (sagittiform, arrow-like shaped) เช่น ปลาเข็ม ปลากระทุงเหว และปลาน้ำดอกไม้ </li></ul><ul><li>รูปทรงกลม (globiform) เช่น ปลาปักเป้า ปลาจุบ </li></ul>
  12. 12. การจัดรูปทรงปลาโดยการวัดเทียบสัดส่วน (morphometry) ระหว่างความยาวและความลึกของตัวปลา <ul><li>ปลาที่มีลำตัวยาว (elongate) มีอัตราส่วนระหว่างความยาวต่อความลึกของตัวปลามากกว่า 4 เท่า เช่น ปลาดาบเงิน ปลาดาบลาวและปลาไหล </li></ul><ul><li>ปลาที่มีลำตัวป้อม (oblong) มีอัตราส่วนระหว่างความยาวต่อความลึกระหว่าง 2-4 เท่า เช่น ปลาสีกุน ปลาใบขนุนและปลาลิ้นหมา </li></ul><ul><li>ปลาที่มีลำตัวกลม (ovate) มีอัตราส่วนระหว่างความยาวต่อความลึกน้อยกว่า 2 เท่า เช่น ปลาจะละเม็ดและปลาแป้น </li></ul>
  13. 13. สรีระของปลา <ul><li>ปลาส่วนใหญ่มีรูปร่าง สมมาตร (symmetry) ยกเว้นปลาซีกเดียว </li></ul><ul><li>สามารถแบ่งปลาได้เป็น 3 ส่วนคือ </li></ul><ul><ul><li>ส่วนหัว เริ่มจากปลายจะงอยถึงช่องเหงือก </li></ul></ul><ul><ul><li>ส่วนลำตัว เริ่มจากช่องเหงือกถึงครีบก้น </li></ul></ul><ul><ul><li>ส่วนหาง เริ่มจากครีบก้นถึงปลายครีบหาง </li></ul></ul>
  14. 14. สรีระของปลา ( ต่อ ) <ul><li>ปลาประกอบด้วยครีบสำหรับการเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่ </li></ul><ul><li>ครีบปลาประกอบด้วยผังผืดบางๆ ซึ่งอยู่บริเวณตอนบนและระหว่างก้านครีบ </li></ul><ul><li>โคนของก้านครีบฝังอยู่ในลำตัวและเชื่อมติดกันกับข้อต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ ทำให้ปลาสามารถเคลื่อนไหวครีบแต่ละส่วนได้อิสระ </li></ul><ul><li>ครีบปลามี 2 แบบ คือ </li></ul><ul><ul><li>ครีบเดี่ยว ได้แก่ ครีบด้านหลัง ครีบหางและครีบก้น </li></ul></ul><ul><ul><li>ครีบคู่ เช่น ครีบหูและครีบท้อง </li></ul></ul>
  15. 15. <ul><ul><li>โดยสรุป ปลาประกอบด้วยครีบต่างๆ ดังนี้ </li></ul></ul><ul><li>ครีบอก (pectoral fin หรือ breast fin) 1 คู่ </li></ul><ul><li>ครีบท้อง (ventral fin หรือ pelvic fin) 1 คู่ </li></ul><ul><li>ครีบหลัง (dorsal fin) 1 หรือ 2 ครีบ </li></ul><ul><li>ครีบก้น (anal fin) 2 ครีบ </li></ul><ul><li>ครีบหาง (caudal fin) 1 ครีบ </li></ul>สรีระของปลา ( ต่อ )
  16. 16. การวัดขนาดของปลา <ul><li>ใช้ไม้บรรทัดหรือคาร์ลิปเปอร์ </li></ul><ul><li>หน่วยที่ใช้วัด คือ mm สำหรับปลาขนาดเล็ก และ cm/m สำหรับปลาขนาดใหญ่ </li></ul><ul><li>การวัดแบ่งได้ ดังนี้ </li></ul><ul><ul><li>การวัดความยาวทั้งหมด หรือความยาวเหยียด (total length; TL) ความยาวจากส่วนปลายสุดของจะงอยปากจนถึงปลายสุดของครีบหาง </li></ul></ul><ul><ul><li>การวัดความยาวมาตรฐาน (standard length; SL) ความยาวจากส่วนปลายสุดของจะงอยปากถึงฐานของครีบหาง </li></ul></ul><ul><ul><li>การวัดความยาวถึงส่วนหยักลึกของหาง (fork length; FL) ความยาวจากปลายสุดของจะงอยปากจนถึงส่วนหยักลึกของหางปลาที่มีลักษณะเป็นรูปส้อม </li></ul></ul><ul><ul><li>การวัดความลึก (body depth; BD) ระยะทางจากส่วนบนสุดของลำตัวเมื่อหุบครีบแล้วจนถึงส่วนท้องของตัวปลา </li></ul></ul><ul><ul><li>การวัดความกว้าง (body width, WD) ระยะทางจากด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งไปจนถึงด้านข้างอีกด้านหนึ่ง </li></ul></ul>
  17. 17. อวัยวะหุ้มลำตัว <ul><li>ปลาประกอบด้วยหนังหรือเกล็ดหุ้มลำตัว </li></ul><ul><li>ผิวหนังปลาประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น คือ </li></ul><ul><ul><li>ชั้นนอก (epidermis) ประกอบด้วย epithelial cell เรียงซ้อนกันหลายชั้น เมื่อเซลล์ชั้นนอกหลุดไป ผิวชั้นในก็จะสร้างเซลล์ใหม่ออกมาแทนที่ ระหว่างเซลล์ประกอบด้วย ต่อมขับเมือก เพื่อเคลือบผิวหนัง ป้องกันเชื้อจุลินทรีย์และลดความฝืดระหว่างตัวปลากับน้ำขณะว่ายน้ำ ปลาแต่ละชนิดมีปริมาณเมือกต่างกัน ปลาที่มีเกล็ดมีเมือกน้อยกว่าปลาที่ไม่มีเกล็ด </li></ul></ul><ul><ul><li>ชั้นใน (dermis) เป็น หนังแท้ อยู่เหนือกล้ามเนื้อ ประกอบด้วย เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ประสานตัวกันอย่างหนาแน่นกับ คอลลาเจน โดยมี อิลาสติ นกระจาย อยู่ทั่วไป มี เส้นเลือด เส้นประสาท และ เกล็ด ฝังอยู่ ผิวหนังชั้นนี้ทำหน้าที่ในการสร้างเกล็ด </li></ul></ul>
  18. 18. อวัยวะหุ้มลำตัว ( ต่อ ) <ul><li>ชั้นผิวหนังประกอบด้วย ถุงเม็ดสี (chromatophores) หลายชนิด ซึ่งให้สีแตกต่างกันในปลาแต่ละชนิด เช่น </li></ul><ul><ul><li>Yellow and red carotenoid lipochromes </li></ul></ul><ul><ul><li>Brown or black melanophores ประกอบด้วย melanin </li></ul></ul><ul><ul><li>Yellow flavine pigment </li></ul></ul><ul><li>สีของปลาจะเปลี่ยนแปลงขึ้นกับการ คลายตัว (relaxation) หรือการ หดตัว (contraction) ของถุงเม็ดสี ซึ่งแตกต่างตามสิ่งแวดล้อมและเวลา เช่น สีมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างการพรางตัว </li></ul>
  19. 19. <ul><li>เกล็ด (scale) </li></ul><ul><ul><li>ประกอบด้วย epidermis ซึ่งมี เซลล์ผลิตเมือก ปกคลุมอยู่ซึ่งทำหน้าที่ขับเมือกในการป้องกันลำตัวของปลา </li></ul></ul><ul><ul><li>ความมันของเกล็ดและผิวหนังเกิดจาก ผลึกกัวนีน (guanine) ซึ่งมีประกายสีเงิน </li></ul></ul><ul><ul><li>เกล็ดของปลา มี 4 ประเภท </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>Placoid scale พบในปลากระดูกอ่อน เช่น ฉลาม กระเบน โดยมีขนาดเท่าเดิมแม้ว่าตัวปลาจะมีขนาดเพิ่มขึ้น และถ้ามีการหลุดออกไปจะมีการสร้างทดแทนใหม่ </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>Ganoid scale </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>Cycloid scale </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>Tenoid scale </li></ul></ul></ul>อวัยวะหุ้มลำตัว ( ต่อ ) พบได้ทั่วไปในปลาน้ำจืดและน้ำเค็ม ขยายโตขึ้นตามขนาดของปลา
  20. 20. <ul><li>ปลาบางชนิดมีโครงสร้างกึ่งกระดูกและเกล็ดอยู่แนวข้างลำตัว เรียกว่า Scutes เช่น ปลาสเตอเจียน (sturgeon) และปลาทูแขก เป็นต้น </li></ul>อวัยวะหุ้มลำตัว ( ต่อ )
  21. 21. โครงสร้างกระดูก <ul><li>กระดูกเป็นโครงสร้างภายใน เชื่อมต่อระหว่างหัวกับหาง </li></ul><ul><li>มีหน้าที่ค้ำจุนอวัยวะภายในต่างๆ และเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ </li></ul><ul><li>กระดูก กลางลำตัว ประกอบด้วยชิ้นกระดูก (neural spines) เรียงตัวเป็นแนวยาว </li></ul><ul><li>ในช่องท้อง ประกอบด้วย ก้าง (pleural ribs) ทำหน้าที่ค้ำจุนกล้ามเนื้อ โดยที่ก้างจะอยู่ระหว่าง มัดกล้ามเนื้อ (myotome) ซึ่งมี เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (myocommata) เป็นตัวแบ่งมัดกล้ามเนื้อ </li></ul><ul><li>ปลาประกอบด้วยกระดูกเล็กๆ เรียกว่า false ribs หรือ pin bones เรียงตัวในแนวนอนเข้าไป ในกล้ามเนื้อ ก่อให้เกิดปัญหาในการผลิตปลาแล่ (fillet) และการบริโภค </li></ul>
  22. 22. โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา <ul><li>การจัดเรียงตัวแตกต่างจากสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เนื่องจากความแตกต่างในการดำรงชีวิตของสัตว์เหล่านี้ </li></ul><ul><li>กล้ามเนื้อปลาต้องมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อใช้ในการว่ายน้ำและสามารถต้านกระแสน้ำ </li></ul><ul><li>การจัดเรียงตัวของมัดกล้ามเนื้อของปลาจะมีรูปแบบเฉพาะเรียกว่า ไมโอโตม (Myotome ) </li></ul><ul><li>Myotome มีลักษณะคล้ายกับ ตัวอักษร W (W-shaped segment) เรียงตัวในแนวขนาน </li></ul><ul><li>แต่ละไมโอโตมจะเชื่อมต่อกันด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชั้นบางๆ ซึ่งเรียกว่า Myosepta หรือ Myocommata และจะยึดกับกระดูกและโครงสร้างผิวหนัง </li></ul>
  23. 23. โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  24. 24. <ul><li>ปลาไม่มีเอ็นสำหรับยึดมัดกล้ามเนื้อกับโครงกระดูก </li></ul><ul><li>เส้นผ่าศูนย์กลางของเซลล์กล้ามเนื้อจะแตกต่างกันไปและมีขนาดใหญ่ในกล้ามเนื้อส่วนล่าง (ventral) </li></ul><ul><li>ความยาวของเซลล์กล้ามเนื้อและความหนาของไมโอโตมจะเพิ่มขึ้นเมื่อปลาอายุมากขึ้น แต่ไมโอโตมมีจำนวนเท่าเดิมตลอดชีวิต </li></ul><ul><li>เซลล์กล้ามเนื้อประกอบด้วย sarcoplasma ที่ประกอบด้วย nuclei ไกลโคเจน ไมโทคอนเดรียและโปรตีนไมโอไฟบริลจำนวนมาก </li></ul><ul><li>เซลล์แต่ละเซลล์ล้อมรอบด้วยแผ่น connective tissue ที่เรียกว่า sarcolemma เชื้อมต่ออยู่กับ myocommata ที่ห่อหุ้ม myotome </li></ul>โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  25. 25. <ul><li>ไมโอไฟบริลประกอบด้วยโปรตีนหลัก คือ actin และ myosin เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบในลักษณะกล้ามเนื้อลาย ( striated muscle) </li></ul><ul><li>เซลล์กล้ามเนื้อหลายๆ เซลล์จัดเรียงตัวกันเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อ (muscle fibers) </li></ul><ul><li>เส้นใยกล้ามเนื้อมีความยาวน้อยกว่า 20 mm และมีเส้นผ่าศูนย์กลางในช่วง 0.02-1.0 mm </li></ul>โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  26. 26. <ul><li>กล้ามเนื้อปลาส่วนใหญ่ที่สามารถใช้ปริโภคเป็นกล้ามเนื้อส่วนลำตัว (somatic muscle) โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ซีกตามแนวกระดูกสันหลัง </li></ul><ul><li>แต่ละซีกของกล้ามเนื้อ สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ </li></ul><ul><ul><li>กล้ามเนื้อส่วนบน (upper mass หรือ dorsal) </li></ul></ul><ul><ul><li>กล้ามเนื้อส่วนล่าง (lower mass หรือ ventral) </li></ul></ul>โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  27. 27. <ul><li>กล้ามเนื้อส่วนใหญ่มี สีขาว (white muscle หรือ ordinary muscle) </li></ul><ul><li>ปลาบางชนิดมี กล้ามเนื้อดำ (dark muscle) ปริมาณสูง </li></ul><ul><li>กล้ามเนื้อดำมักพบใต้ผิวหนังข้างลำตัว (lateral line) </li></ul><ul><li>สัดส่วนของเนื้อดำและเนื้อขาวของปลาขึ้นกับกิจกรรมของปลาแต่ละชนิด </li></ul><ul><ul><li>ปลาผิวน้ำที่มีการเคลื่อนที่ว่องไว เช่น mackerel tuna อาจพบกล้ามเนื้อดำ ร้อยละ 48 ของน้ำหนักตัว </li></ul></ul><ul><ul><li>ส่วนปลาผิวดินมักพบกล้ามเนื้อดำในปริมาณน้อย </li></ul></ul>โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  28. 28. <ul><li>ปลาที่มีอัตราส่วนระหว่างกล้ามเนื้อดำต่อกล้ามเนื้อทั้งหมดมากกว่าร้อยละ 12 จัดอยู่ในกลุ่มปลาเนื้อดำ เช่น sardine herring </li></ul><ul><li>ปลาที่มีอัตราส่วนดังกล่าวต่ำกว่าร้อยละ 3 จัดเป็นปลาเนื้อขาว เช่น ปลากะพง </li></ul><ul><li>กล้ามเนื้อดำใช้สำหรับเคลื่อนที่โดยปกติของปลาที่มีการเคลื่อนตัวคล่องแคล่วและว่ายน้ำตลอดเวลา เพราะเนื้อดำมีไขมันสูง ซึ่งใช้เป็นแหล่งพลังงานสะสมสำหรับการเคลื่อนที่ ส่วนกล้ามเนื้อขาวนั้นใช้สำหรับการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เช่น การหนีศัตรู การล่าเหยื่อ เป็นต้น </li></ul>โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  29. 29. <ul><li>กล้ามเนื้อดำประกอบด้วยไนโตรเจนที่สกัดได้ (extractive nitrogen) และ creatine สูงกว่ากล้ามเนื้อขาว </li></ul><ul><li>Creatine สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้าง ATP </li></ul><ul><li>โดยทั่วไป Creatine มักอยู่ในรูปสารประกอบฟอสเฟต เช่น creatine phosphate (CP) </li></ul><ul><li>CP+ADP----------------> ATP+creatine ( เร่งโดย creatine kinase) </li></ul><ul><li>กล้ามเนื้อดำเกิดการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่ากล้ามเนื้อขาว เพราะเนื้อดำประกอบด้วยสารประกอบเอมีนที่ระเหยได้ เลือด ไขมัน ไมโฮโกลบินและไกลโคเจนที่สูงกว่า สารเหล่านี้สามารถเกิดปฏิกริยาออกซิเดชันภายหลังการตายก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และการเสื่อมเสียได้ </li></ul>โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  30. 30. ระบบการสูบฉีดโลหิต <ul><li>การสูบฉีดโลหิตของปลา ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ </li></ul><ul><ul><li>หัวใจปั๊มเลือดไปยังเหงือก </li></ul></ul><ul><ul><li>เลือดได้รับออกซิเจนบริเวณเหงือก </li></ul></ul><ul><ul><li>เลือดจะแพร่ไปยังหลอดแคปิลลารีซึ่งออกซิเจนและสารอาหารจะถูกส่งไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ </li></ul></ul><ul><ul><li>สารอาหารที่ได้จากการย่อยจะถูกดูดซึมจากลำไส้แล้วถูกส่งไปยังตับและแพร่ผ่านเลือดเพื่อส่งไปยังส่วนต่างๆ </li></ul></ul><ul><ul><li>เลือดจะถูกส่งไปยังไตเพื่อกำจัดของเสีย </li></ul></ul>
  31. 31. <ul><li>ภายหลังที่เหงือกได้รับออกซิเจน เลือดจะถูกเก็บไว้ใน dorsal aorta และถูกแพร่ผ่านไปยังแคปิลลารี เลือดเสียจะกลับสู่หัวใจ </li></ul><ul><li>การนำเลือดออกจากตัวปลา (bleeding) มีความสำคัญต่อคุณภาพของเนื้อปลา โดยควรเอาเลือดออก ( เช่น ใช้วิธีตัดคอ : throat cutting) ภายใน 10-20 นาที ก่อนควักไส้ </li></ul><ul><li>การนำเลือดออกจากตัวปลาจะมีประสิทธิภาพสูงถ้ากระทำในขณะปลามีชีวิต และควรกระทำก่อนปลาเข้าสู่ ระยะเกร็งตัว (rigor mortis) เพราะกล้ามเนื้อมีการหดตัวทำให้เลือดถูกบีบออกจากกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น </li></ul><ul><li>การเปลี่ยนแปลงสีที่มีสาเหตุจากเลือดภายในกล้ามเนื้อปลา อาจเป็นผลมาจากการจัดการระหว่างการเตรียมหรือการขนส่งทำให้มี เลือดกักเก็บไว้ในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (haematoma) </li></ul><ul><li>การใช้แรงกดทับปลาที่ตาย เช่น การวางปลาซ้อนทับกันเป็นจำนวนมาก ไม่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสีแต่จะก่อให้เกิดการสูญเสียน้ำหนักของปลา </li></ul>ระบบการสูบฉีดโลหิต ( ต่อ )
  32. 32. ปลาหมึก <ul><li>ปลาหมึกที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและนิยมบริโภค ได้แก่ </li></ul><ul><ul><li>ปลาหมึกกระดอง (cuttle fish) </li></ul></ul><ul><ul><li>ปลาหมึกกล้วย (squid) </li></ul></ul><ul><ul><li>ปลาหมึกสาย (octupus) </li></ul></ul>
  33. 33. <ul><li>ปลาหมึกเป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง </li></ul><ul><li>อยู่ในคลาส Cephalopods </li></ul><ul><li>ประกอบด้วย ส่วนหัว (head) และลำตัว (mantle) </li></ul><ul><li>ไม่มีเปลือกหุ้มภายนอก </li></ul><ul><li>มีรยางค์ (tentacle) รอบปาก 4-5 คู่เรียกว่า หนวด </li></ul><ul><li>บนหนวดแต่ละเส้นมีปุ่มดูดเรียงเป็นแถว </li></ul><ul><li>ภายในปากมีเขี้ยว 2 อันคือเขี้ยวบนและเขี้ยวล่าง คล้ายปากนกแก้ว </li></ul>ปลาหมึก ( ต่อ )
  34. 34. ปลาหมึก ( ต่อ ) <ul><li>ภายในลำตัวปลาหมึกมีโครงสร้างของแข็งเรียกว่า กระดองหมึก </li></ul><ul><ul><li>กระดองของ squid มี chitin เป็นองค์ประกอบ </li></ul></ul><ul><ul><li>กระดองของ cuttle fish มีหินปูนเป็นองค์ประกอบจึงมีลักษณะเป็นแผ่นแข็ง สีขาวขุ่น เรียกว่า ลิ้นทะเล </li></ul></ul><ul><li>ภายในลำตัวมีท่อทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย และระบบสืบพันธุ์ </li></ul><ul><li>ส่วนปลายสุดของท่อทางเดินอาหารมีถุงหมึก สำหรับรบกวนหรือหลบหลีกศัตรู </li></ul><ul><li>เนื้อสัมผัสที่เหนียวเป็นลักษณะเฉพาะของปลาหมึก เพราะปลาหมึกไม่มีโครงกระดูก จึงจำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพื่อป้องกันอวัยวะภายใน </li></ul><ul><li>เนื้อที่ใช้บริโภคส่วนใหญ่เป็นส่วนลำตัว (mantle) </li></ul>
  35. 35. ปลาหมึก ( ต่อ ) <ul><li>เนื้อส่วนลำตัวของปลาหมึก ประกอบด้วย ชั้นเนื้อเยื่อ 5 ชั้น ได้แก่ </li></ul><ul><li>Visceral lining/Inner tunic/Muscle fibers/Outer tunic/Outer lining </li></ul><ul><li>ชั้นกลางเป็นชั้นที่หนามากที่สุด ( ประมาณร้อยละ 98 ของความหนาทั้งหมด ) </li></ul><ul><ul><li>ประกอบด้วยแผ่นของเส้นใยกล้ามเนื้อ (muscle fiber) หลายแผ่นเรียงซ้อนกัน </li></ul></ul><ul><ul><li>เส้นใยกล้ามเนื้อประกอบด้วยไมโอไฟบริลจำนวนมาก </li></ul></ul><ul><ul><li>บริเวณใจกลางของเส้นใยกล้ามเนื้อประกอบด้วย sarcoplasm mitochondria และ nuclei </li></ul></ul><ul><ul><li>ปกติเส้นใยกล้ามเนื้อมีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5 ไมครอน </li></ul></ul>
  36. 36. <ul><li>ชั้นของเส้นใยกล้ามเนื้ออยู่ระหว่างชั้นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน 2 ชั้น คือ </li></ul><ul><ul><li>Outer tunic ประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจน และอยู่ติดกับ outer lining ซึ่งมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเป็นองค์ประกอบและอยู่ติดกับผิวหนัง </li></ul></ul><ul><ul><li>Inner tunic ประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจนที่มีการจับตัวกันหลวมๆ และถูกปกคลุมด้วย visceral lining ที่ไม่มีลักษณะเป็นเส้นใย </li></ul></ul>ปลาหมึก ( ต่อ )
  37. 37. <ul><li>เนื้อปลาหมึกมี collagen สูงกว่าปลาประมาณ 3 เท่า </li></ul><ul><li>โปรตีนไมโอไฟบริลในเนื้อปลาหมึกละลายได้สูง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียโปรตีนระหว่างกระบวนการแปรรูปได้ง่าย เช่น ระหว่างขั้นตอนการล้าง การแช่น้ำเกลือและการทำละลาย เป็นต้น </li></ul><ul><li>ผิวของปลาหมึกประกอบด้วย ถุงเม็ดสี (chromatophore ) จำนวนมาก </li></ul><ul><ul><li>ภายในประกอบด้วยเม็ดสี เช่น สีแดง สีดำ สีเหลือง </li></ul></ul><ul><ul><li>ถุงเม็ดสีกระจายอยู่ทั่วไป </li></ul></ul><ul><ul><li>สามารถขยายหรือหดตัวได้โดยการควบคุมของระบบประสาท </li></ul></ul><ul><ul><li>เมื่อจุดสีขยายเป็นวงใหญ่จะมีลักษณะเป็นสีแดงปนม่วง / ขณะหดตัวจะมีสีจาง </li></ul></ul><ul><ul><li>ภายหลังการตายเส้นประสาทซึ่งควบคุมการทำงานจะหยุดทำงาน ดังนั้นสีของปลาหมึกจะจางภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ( ประมาณ 1 ชั่วโมง ) </li></ul></ul>ปลาหมึก ( ต่อ )
  38. 38. <ul><li>กุ้งเป็นสัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลัง </li></ul><ul><li>มีเปลือกซึ่งประกอบด้วยสาร chitin ห่อหุ้มลำตัว </li></ul><ul><li>เปลือกกุ้งแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ </li></ul><ul><ul><li>ตอนหน้าหุ้มหัวและอกซึ่งรวมเป็นส่วนเดียวกันเรียกว่า carapace </li></ul></ul><ul><ul><li>ตอนที่ห่อหุ้มส่วนลำตัว (abdomen) </li></ul></ul><ul><li>ร่างกายของกุ้งแบ่งออกเป็นปล้องทั้งหมด 19 ปล้อง </li></ul><ul><ul><li>ส่วนหัว 5 ปล้อง </li></ul></ul><ul><ul><li>ส่วนอก 8 ปล้อง </li></ul></ul><ul><ul><li>ส่วนท้อง 6 ปล้อง </li></ul></ul>กุ้ง
  39. 39. <ul><li>แต่ละปล้องมีรยางค์ 1 คู่ </li></ul><ul><li>นัยน์ตาเป็นตารวม ก้านตาโยกคลอนได้ </li></ul><ul><li>มีหนวด 2 คู่ ทำหน้าที่รับความรู้สึก </li></ul><ul><ul><li>คู่แรกแต่ละเส้นที่ปลายแยกออกเป็นหนวดเส้นเล็กๆ ข้างละ 1 คู่ </li></ul></ul><ul><ul><li>คู่ที่ 2 ค่อนข้างยาว </li></ul></ul><ul><li>กุ้งมีขา 5 คู่ ทำหน้าที่เป็นก้ามหนีบและขาเดิน อยู่บริเวณส่วนอก </li></ul><ul><li>ใต้ท้องมีรยางค์ว่ายน้ำอยู่ 5 คู่ และในกุ้งตัวเมียใช้สำหรับยึดเกาะไข่ซึ่งได้รับการผสมน้ำเชื้อ โดยใช้เป็นที่ฟักไข่ </li></ul><ul><li>ปล้องสุดท้ายเป็นส่วนของหาง ทำหน้าที่คล้ายหางเสือเรือ เป็นแผ่นแบน 2 ข้าง ปลายหางแหลมและแข็ง </li></ul>กุ้ง ( ต่อ )
  40. 40. กุ้ง ( ต่อ ) <ul><li>อวัยวะภายในของกุ้งส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณหัว ประกอบด้วยหัวใจ อวัยวะย่อยอาหาร ระบบประสาทและอวัยวะสืบพันธุ์ </li></ul><ul><li>อวัยวะย่อยอาหารของกุ้งประกอบด้วย กระเพาะอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณอกมีลักษณะเป็นถุง ถ้ามีอาหารในกระเพาะจะเห็นเป็นสีดำ </li></ul><ul><li>ถัดจากกระเพาะอาหารจะเป็นส่วนลำไส้ทอดไปตามแนวสันหลัง และไปเปิดตรงปลายสุดของรยางค์หางอันกลาง </li></ul><ul><li>มี ตับและตับอ่อน เป็นอวัยวะช่วยย่อยอาหาร มีลักษณะเป็นถุงอ่อนนุ่มสีเหลืองแสด มักเรียกว่า มันกุ้ง </li></ul>
  41. 41. <ul><li>กุ้งหายใจด้วยเหงือกซึ่งอยู่ที่ด้านข้างของกระดองหัวและเกาะติดกับรยางค์หัว </li></ul><ul><li>เหงือกมีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ ซ้อนกันหลายชั้น หล่อเลี้ยงด้วยเลือดซึ่งไม่มีสี </li></ul><ul><li>เลือดกุ้งประกอบด้วยสารจำพวก hemocyanin ซึ่งเป็นสารประกอบจำพวก ทองแดง แต่เมื่อทิ้งให้เลือดกุ้งสัมผัส อากาศ จะกลายเป็น สีฟ้า </li></ul><ul><li>กุ้งสดมีสีแตกต่างกัน เช่น สีดำ เทา ฟ้า แดง ซึ่งขึ้นกับชนิดและประเภทของเม็ดสี การเจริญเติบโต พันธุ์ อายุ </li></ul><ul><li>เม็ดสีที่มีผลต่อสีของกุ้งส่วนใหญ่ พบบริเวณผิวใต้เปลือก </li></ul><ul><li>กลุ่มเม็ดสีที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ carotenoid </li></ul>กุ้ง ( ต่อ )
  42. 42. <ul><li>เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อยู่ในไฟลัม Mollusca </li></ul><ul><li>ลำตัวไม่แบ่งเป็นปล้องๆ </li></ul><ul><li>อวัยวะภายในรวมอยู่ในสัณฐานเดียวกัน </li></ul><ul><li>หัวเป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าสุด หัวของหอยฝาเดียวมีขนาดใหญ่กว่าหัวของหอยฝาคู่ </li></ul><ul><li>มีปากและอวัยวะสำหรับใช้ในการสัมผัส เช่น ตาและหนวด </li></ul><ul><li>เท้ามีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อแข็งแรง </li></ul><ul><li>หอยทุกชนิดมีแผ่นเนื้อเยื่อเหนียวห่อหุ้มลำตัวและอวัยวะภายใน เรียกว่า mantle ทำหน้าที่ห่อหุ้มอวัยวะและการสร้างเปลือก </li></ul><ul><li>อวัยวะภายในประกอบด้วย ระบบทางเดินอาหาร หัวใจ เส้นเลือด อวัยวะขับถ่าย อวัยวะรับสัมผัส ระบบประสาทและระบบสืบพันธุ์ </li></ul>หอย
  43. 43. <ul><li>กล้ามเนื้อของหอยเชลล์ (scallop adductor muscle) </li></ul><ul><ul><li>ประกอบด้วยเซลล์ชนิด uninucleate ซึ่งมีไฟบริลเดี่ยวๆ (single striated fibril) </li></ul></ul><ul><ul><li>ไฟบริลประกอบด้วย thick และ thin filament </li></ul></ul><ul><ul><li>โดยที่ thick filament ถูกล้อมรอบด้วย thin filament จำนวน 8 เส้น </li></ul></ul><ul><ul><li>ไม่มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันระหว่างเซลล์ ดังนั้นเส้นใยกล้ามเนื้อจึงต่อกันอย่างหลวมๆ </li></ul></ul>หอย ( ต่อ )
  44. 44. ปู <ul><li>เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง </li></ul><ul><li>มีกระดองเป็นเปลือกหุ้มลำตัว </li></ul><ul><li>ปูอยู่ในอันดับ Decapoda มีขา 10 ขาหรือ 5 คู่ </li></ul><ul><ul><li>ขาคู่แรกเรียกว่า ก้าม </li></ul></ul><ul><ul><li>ขาคู่ที่ 2-5 เรียกว่า ขาเดินหรือขาว่ายน้ำ </li></ul></ul><ul><li>ขาแต่ละข้างมีรอยแยกหรือข้อต่อติดกันเป็นส่วนๆ เรียกแต่ละส่วนว่า ปล้อง </li></ul><ul><ul><li>ขาแต่ละข้าง มี 7 ปล้อง ปล้องที่ 1 อยู่ติดกับลำตัว ข้อต่อของขาปล้องที่ 2 และ 3 จะติดต่อกันไม่สามารถพับงอได้ </li></ul></ul><ul><li>ลักษณะของปลายขาเดินคู่ที่ 4 ของปูบางชนิดมีลักษณะแบนคล้ายใบพายเพื่อทำหน้าที่ในการว่ายน้ำ เช่น ปูม้าและปูทะเล </li></ul>
  45. 45. ปู ( ต่อ ) <ul><li>ปูมีจับปิ้ง มีลักษณะคล้ายแผ่นกระเบื้องเรียงต่อกันอยู่ 7 แผ่น </li></ul><ul><li>จับปิ้งของปูเพศผู้มีลักษณะเรียวเล็ก ส่วนเพศเมียมีลักษณะกลมกว้างใหญ่เกือบเต็มส่วนอก </li></ul><ul><li>อวัยวะภายใน หัวใจ กระเพาะอาหาร ระบบประสาทและระบบสืบพันธุ์มีกระดองปกคลุมอยู่ </li></ul><ul><li>ปูรับออกซิเจนโดยผ่านทางเหงือกซึ่งเรียกว่า นมปู </li></ul><ul><li>เลือดของปูมีสีฟ้าเนื่องจากประกอบด้วยสารจำพวกทองแดง </li></ul><ul><li>เมื่อปูบาดเจ็บมีแผล เลือดซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำใสๆจะซึมออกมา เมื่อได้รับความร้อนจะตกตะกอนเป็นสีขาวขุ่น </li></ul>
  46. 46. ปู ( ต่อ ) <ul><li>ปูนิ่ม (soft shell crab) </li></ul><ul><li>โครงสร้างภายนอกนิ่มเนื่องจากการลอกคราบเพื่อกำจัดเอากระดองเก่าออกไป </li></ul><ul><li>กระดองปูนิ่มมีลักษณะโปร่งใสและนุ่มกว่ากระดองปูปกติ </li></ul><ul><li>ปูนิ่มจะมีของเหลวอิสระในลำตัวปริมาณมาก (free body fluid) </li></ul><ul><li>ลำดับขั้นตอนการลอกคราบแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน </li></ul><ul><ul><li>ระยะก่อนลอกคราบ (precdysis, premolt) </li></ul></ul><ul><ul><li>ระยะลอกคราบ (ecdysis, molting) </li></ul></ul><ul><ul><li>ระยะหลังลอกคราบ (postecdysis, postmolting) </li></ul></ul>
  47. 47. <ul><li>ระยะเวลาที่ปูลอกคราบจนกระทั่งสร้างกระดองใหม่จะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม . </li></ul><ul><li>กระดองเริ่มแข็งตัวและแข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่ภายในระยะเวลาประมาณ 7 วัน </li></ul><ul><li>เมื่อสิ้นสุดระยะการลอกคราบ ปูจะเจริญเติบโตอย่างช้าๆภายในกระดองใหม่ </li></ul><ul><li>เมื่อถึงระยะที่ปูมีการเจริญเติบโตเต็มที่ภายใต้กระดองใหม่ที่ถูกสร้างใหม่ ปูจะเริ่มเข้าสู่วงจรการลอกคราบอีกครั้ง </li></ul><ul><li>โดยปกติ ปูจะลอกคราบเดือนละ 1 ครั้ง </li></ul><ul><li>เมื่อปูลอกคราบแล้ว ปูจะดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ เข้าไปเพื่อช่วยให้กระดองแข็งตัว โดยกระบวนการนี้จะทำให้เกิดน้ำขึ้น และใช้ระยะเวลาประมาณ 2-4 วันเพื่อให้กระดองแข็งเต็มที่ </li></ul>ปู ( ต่อ )

×