Hr1 Type And Physical Prop Fth 467

  • 2,536 views
Uploaded on

 

More in: Business , Technology
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
2,536
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
4
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. “ ชนิดและลักษณะทางกายภาพของสัตว์น้ำ” Fishery Products Technology (FTH-467) ดร . มนัส ชัยจันทร์
  • 2. ลักษณะสำคัญของปลาในทางชีววิทยา
    • เป็นสัตว์เลือดเย็น คือ อุณหภูมิของน้ำและตัวปลาจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
    • หายใจด้วยเหงือก ยกเว้นพวกปลามีปอด
    • หากินและใช้ชีวิตอยู่ในน้ำเท่านั้น
    • มีกระดูกสันหลัง
    • มีขากรรไกรครบ ยกเว้นพวกปลาปากกลม
    • ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ด เมือกหรือแผ่นกระดูก
    • เคลื่อนไหวไปมา โดยอาศัยครีบและกล้ามเนื้อลำตัว
    • มีหัวใจสองห้อง
  • 3. ลักษณะสำคัญของปลาในทางชีววิทยา ( ต่อ )
    • ปลาส่วนใหญ่ผสมพันธุ์ภายนอกร่างกาย โดยตัวเมียออกขามาก่อนแล้วตัวผู้จึงฉีดน้ำเชื้อเข้าผสมกับไข่ ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะฟักออกมาเป็นตัวภายหลัง แต่มีปลาบางชนิดที่มีการผสมพันธุ์ภายในร่างกายของตัวเมีย เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบนและปลาเข็ม เป็นต้น แต่ตัวอ่อนไม่ได้รับอาหารทางสายสะดือเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
    • ลำตัวซีกซ้ายและขวาเท่ากัน ปลาซีกเดียวหรือปลาลิ้นหมาเมื่ออยู่ในวัยอ่อนมีลำตัวซีกซ้ายและขวาเท่ากันเหมือนปลาทั่วไป แต่เมื่อเจริญวัย วิถีชีวิตในการดำรงชีพเปลี่ยนไป โดยต้องหากินตามพื้นท้องน้ำ ตาข้างหนึ่งจะเคลื่อนที่เข้ามาอยู่รวมกันกับอีกข้างหนึ่งเพื่อสะดวกในการหาอาหารและการดำรงชีวิต
  • 4. การจำแนกชนิดของปลา
    • การจำแนกปลาสามารถทำได้หลายวิธี เช่น
      • การจัดแบ่งตามชั้น (class)
      • การจัดแบ่งตามลักษณะการอยู่รอด
      • การจัดแบ่งตามอุปนิสัย
      • การจัดแบ่งตามเครื่องมือการจับปลา เป็นต้น
  • 5. การจัดแบ่งตามชั้น (class)
    • Cephalaspidomorphi เป็นปลาที่ไม่มีขากรรไกร เช่น ปลาตระกูลปลาไหล
    • Chondrichthyes (cartilaginous) ปลากระดูกอ่อน เช่นปลาฉลาม ปลากระเบน อาจเรียกปลาจำพวกนี้ว่า elasmobranches
    • Osteichthyes เป็นปลากระดูกแข็งทั่วไป อาจเรียกว่า teleosts
  • 6. การจัดแบ่งตามลักษณะการอยู่รอด
    • ปลาทะเล (marine fish) อาศัยในน้ำทะเล ถ้าอาศัยอยู่ในน้ำจืดจะตาย สามารถจำแนกตามลักษณะที่อยู่อาศัย ดังนี้
        • - ปลาผิวน้ำ (pelagic) เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า
        • - ปลาหน้าดิน (demersal) เป็นปลาที่อาศัยอยู่ใกล้ท้องทะเล เช่น ปลาทรายแดง ปลาเก๋า
    • ปลาน้ำจืด (fresh water fish) อาศัยอยู่ในน้ำจืดไม่สามารถรอดชีวิตในน้ำทะเล
    • ปลาย้ายถิ่น (migratory fish) ได้แก่ ปลาทะเลที่ไปวางไข่ในแหล่งน้ำจืดหรือ ปลาน้ำจืดที่ไปวางไข่ในทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาไหล ปลาซาร์ดีนบางชนิด
    • ปลากึ่งย้ายถิ่น (semi-migratory fish) ได้แก่ปลาที่หากินบริเวณน้ำกร่อย เช่นปากน้ำหรือทะเลสาบน้ำกร่อย เช่น ปลากะพง เป็นต้น
  • 7. การจัดแบ่งตามอุปนิสัยการกิน
    • ปลากินเนื้อ
    • ปลากินพืช
    • ปลากินแพลงก์ตอน
  • 8. การจัดแบ่งตามเครื่องมือการจับ
    • ปลาอวนลาก
    • ปลาอวนล้อม
    • ปลาเบ็ดลาก เป็นต้น
  • 9. รูปร่างลักษณะของปลา
    • ปลาแต่ละชนิดมีรูปร่างแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มีรูปร่าง เพรียว (streamlined)
    • ปลาที่ว่ายน้ำได้ดีมักมีรูปร่างแบบ กระสวย (torpedo หรือ spindle)
    • ปลาที่มี รูปร่างแบน มักอาศัยหรือหากินบริเวณ ใต้ท้องทะเล
  • 10. รูปทรงของปลา
    • รูปทรงแบบกระสวย (fusiform, torpedo shaped) เช่น ปลาทู ปลาโอ ฉลาม
    • รูปทรงแบนข้าง (compressiform) จำแนกได้เป็น 3 แบบ คือ
      • แบบรูปป้อม (bream type) เช่น ปลากระดี่ ปลาผีเสื้อ
      • แบบรูปเหลี่ยม (moonfish type) เช่น ปลาพระจันทร์ ปลาโฉมงาม
      • แบบลิ้นหมา (pleuronectiid type) เช่น ปลาลิ้นหมา ปลาลิ้นควาย ปลาซีกเดียว ปลาช่างชุน
    • รูปทรงแบนลง (depressiform, flattened) เช่น ปลาฉลาก ปลากระเบน ปลากบปลาช้างเหยียบ
  • 11. รูปทรงของปลา ( ต่อ )
    • รูปทรงแบบงู (anguilliform, serpentine, snake shaped) เช่น ปลาไหลชนิดต่างๆ
    • รูปทรงแบบเส้นด้าย (filiform, thread-like) เช่น ปลาไหลทะเลลึก
    • รูปทรงแบบแถบแบนยาว (taeniform, trachypteriform, ribbon shaped) เช่น ปลาดาบลาว ปลาดาบเงิน และปลาแถบ
    • รูปทรงแบบลูกธนู (sagittiform, arrow-like shaped) เช่น ปลาเข็ม ปลากระทุงเหว และปลาน้ำดอกไม้
    • รูปทรงกลม (globiform) เช่น ปลาปักเป้า ปลาจุบ
  • 12. การจัดรูปทรงปลาโดยการวัดเทียบสัดส่วน (morphometry) ระหว่างความยาวและความลึกของตัวปลา
    • ปลาที่มีลำตัวยาว (elongate) มีอัตราส่วนระหว่างความยาวต่อความลึกของตัวปลามากกว่า 4 เท่า เช่น ปลาดาบเงิน ปลาดาบลาวและปลาไหล
    • ปลาที่มีลำตัวป้อม (oblong) มีอัตราส่วนระหว่างความยาวต่อความลึกระหว่าง 2-4 เท่า เช่น ปลาสีกุน ปลาใบขนุนและปลาลิ้นหมา
    • ปลาที่มีลำตัวกลม (ovate) มีอัตราส่วนระหว่างความยาวต่อความลึกน้อยกว่า 2 เท่า เช่น ปลาจะละเม็ดและปลาแป้น
  • 13. สรีระของปลา
    • ปลาส่วนใหญ่มีรูปร่าง สมมาตร (symmetry) ยกเว้นปลาซีกเดียว
    • สามารถแบ่งปลาได้เป็น 3 ส่วนคือ
      • ส่วนหัว เริ่มจากปลายจะงอยถึงช่องเหงือก
      • ส่วนลำตัว เริ่มจากช่องเหงือกถึงครีบก้น
      • ส่วนหาง เริ่มจากครีบก้นถึงปลายครีบหาง
  • 14. สรีระของปลา ( ต่อ )
    • ปลาประกอบด้วยครีบสำหรับการเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่
    • ครีบปลาประกอบด้วยผังผืดบางๆ ซึ่งอยู่บริเวณตอนบนและระหว่างก้านครีบ
    • โคนของก้านครีบฝังอยู่ในลำตัวและเชื่อมติดกันกับข้อต่อกระดูกและกล้ามเนื้อ ทำให้ปลาสามารถเคลื่อนไหวครีบแต่ละส่วนได้อิสระ
    • ครีบปลามี 2 แบบ คือ
      • ครีบเดี่ยว ได้แก่ ครีบด้านหลัง ครีบหางและครีบก้น
      • ครีบคู่ เช่น ครีบหูและครีบท้อง
  • 15.
      • โดยสรุป ปลาประกอบด้วยครีบต่างๆ ดังนี้
    • ครีบอก (pectoral fin หรือ breast fin) 1 คู่
    • ครีบท้อง (ventral fin หรือ pelvic fin) 1 คู่
    • ครีบหลัง (dorsal fin) 1 หรือ 2 ครีบ
    • ครีบก้น (anal fin) 2 ครีบ
    • ครีบหาง (caudal fin) 1 ครีบ
    สรีระของปลา ( ต่อ )
  • 16. การวัดขนาดของปลา
    • ใช้ไม้บรรทัดหรือคาร์ลิปเปอร์
    • หน่วยที่ใช้วัด คือ mm สำหรับปลาขนาดเล็ก และ cm/m สำหรับปลาขนาดใหญ่
    • การวัดแบ่งได้ ดังนี้
      • การวัดความยาวทั้งหมด หรือความยาวเหยียด (total length; TL) ความยาวจากส่วนปลายสุดของจะงอยปากจนถึงปลายสุดของครีบหาง
      • การวัดความยาวมาตรฐาน (standard length; SL) ความยาวจากส่วนปลายสุดของจะงอยปากถึงฐานของครีบหาง
      • การวัดความยาวถึงส่วนหยักลึกของหาง (fork length; FL) ความยาวจากปลายสุดของจะงอยปากจนถึงส่วนหยักลึกของหางปลาที่มีลักษณะเป็นรูปส้อม
      • การวัดความลึก (body depth; BD) ระยะทางจากส่วนบนสุดของลำตัวเมื่อหุบครีบแล้วจนถึงส่วนท้องของตัวปลา
      • การวัดความกว้าง (body width, WD) ระยะทางจากด้านข้างด้านใดด้านหนึ่งไปจนถึงด้านข้างอีกด้านหนึ่ง
  • 17. อวัยวะหุ้มลำตัว
    • ปลาประกอบด้วยหนังหรือเกล็ดหุ้มลำตัว
    • ผิวหนังปลาประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น คือ
      • ชั้นนอก (epidermis) ประกอบด้วย epithelial cell เรียงซ้อนกันหลายชั้น เมื่อเซลล์ชั้นนอกหลุดไป ผิวชั้นในก็จะสร้างเซลล์ใหม่ออกมาแทนที่ ระหว่างเซลล์ประกอบด้วย ต่อมขับเมือก เพื่อเคลือบผิวหนัง ป้องกันเชื้อจุลินทรีย์และลดความฝืดระหว่างตัวปลากับน้ำขณะว่ายน้ำ ปลาแต่ละชนิดมีปริมาณเมือกต่างกัน ปลาที่มีเกล็ดมีเมือกน้อยกว่าปลาที่ไม่มีเกล็ด
      • ชั้นใน (dermis) เป็น หนังแท้ อยู่เหนือกล้ามเนื้อ ประกอบด้วย เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ประสานตัวกันอย่างหนาแน่นกับ คอลลาเจน โดยมี อิลาสติ นกระจาย อยู่ทั่วไป มี เส้นเลือด เส้นประสาท และ เกล็ด ฝังอยู่ ผิวหนังชั้นนี้ทำหน้าที่ในการสร้างเกล็ด
  • 18. อวัยวะหุ้มลำตัว ( ต่อ )
    • ชั้นผิวหนังประกอบด้วย ถุงเม็ดสี (chromatophores) หลายชนิด ซึ่งให้สีแตกต่างกันในปลาแต่ละชนิด เช่น
      • Yellow and red carotenoid lipochromes
      • Brown or black melanophores ประกอบด้วย melanin
      • Yellow flavine pigment
    • สีของปลาจะเปลี่ยนแปลงขึ้นกับการ คลายตัว (relaxation) หรือการ หดตัว (contraction) ของถุงเม็ดสี ซึ่งแตกต่างตามสิ่งแวดล้อมและเวลา เช่น สีมีการเปลี่ยนแปลงระหว่างการพรางตัว
  • 19.
    • เกล็ด (scale)
      • ประกอบด้วย epidermis ซึ่งมี เซลล์ผลิตเมือก ปกคลุมอยู่ซึ่งทำหน้าที่ขับเมือกในการป้องกันลำตัวของปลา
      • ความมันของเกล็ดและผิวหนังเกิดจาก ผลึกกัวนีน (guanine) ซึ่งมีประกายสีเงิน
      • เกล็ดของปลา มี 4 ประเภท
        • Placoid scale พบในปลากระดูกอ่อน เช่น ฉลาม กระเบน โดยมีขนาดเท่าเดิมแม้ว่าตัวปลาจะมีขนาดเพิ่มขึ้น และถ้ามีการหลุดออกไปจะมีการสร้างทดแทนใหม่
        • Ganoid scale
        • Cycloid scale
        • Tenoid scale
    อวัยวะหุ้มลำตัว ( ต่อ ) พบได้ทั่วไปในปลาน้ำจืดและน้ำเค็ม ขยายโตขึ้นตามขนาดของปลา
  • 20.
    • ปลาบางชนิดมีโครงสร้างกึ่งกระดูกและเกล็ดอยู่แนวข้างลำตัว เรียกว่า Scutes เช่น ปลาสเตอเจียน (sturgeon) และปลาทูแขก เป็นต้น
    อวัยวะหุ้มลำตัว ( ต่อ )
  • 21. โครงสร้างกระดูก
    • กระดูกเป็นโครงสร้างภายใน เชื่อมต่อระหว่างหัวกับหาง
    • มีหน้าที่ค้ำจุนอวัยวะภายในต่างๆ และเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ
    • กระดูก กลางลำตัว ประกอบด้วยชิ้นกระดูก (neural spines) เรียงตัวเป็นแนวยาว
    • ในช่องท้อง ประกอบด้วย ก้าง (pleural ribs) ทำหน้าที่ค้ำจุนกล้ามเนื้อ โดยที่ก้างจะอยู่ระหว่าง มัดกล้ามเนื้อ (myotome) ซึ่งมี เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (myocommata) เป็นตัวแบ่งมัดกล้ามเนื้อ
    • ปลาประกอบด้วยกระดูกเล็กๆ เรียกว่า false ribs หรือ pin bones เรียงตัวในแนวนอนเข้าไป ในกล้ามเนื้อ ก่อให้เกิดปัญหาในการผลิตปลาแล่ (fillet) และการบริโภค
  • 22. โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา
    • การจัดเรียงตัวแตกต่างจากสัตว์ปีกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เนื่องจากความแตกต่างในการดำรงชีวิตของสัตว์เหล่านี้
    • กล้ามเนื้อปลาต้องมีความยืดหยุ่นสูงเพื่อใช้ในการว่ายน้ำและสามารถต้านกระแสน้ำ
    • การจัดเรียงตัวของมัดกล้ามเนื้อของปลาจะมีรูปแบบเฉพาะเรียกว่า ไมโอโตม (Myotome )
    • Myotome มีลักษณะคล้ายกับ ตัวอักษร W (W-shaped segment) เรียงตัวในแนวขนาน
    • แต่ละไมโอโตมจะเชื่อมต่อกันด้วยเนื้อเยื่อเกี่ยวพันชั้นบางๆ ซึ่งเรียกว่า Myosepta หรือ Myocommata และจะยึดกับกระดูกและโครงสร้างผิวหนัง
  • 23. โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  • 24.
    • ปลาไม่มีเอ็นสำหรับยึดมัดกล้ามเนื้อกับโครงกระดูก
    • เส้นผ่าศูนย์กลางของเซลล์กล้ามเนื้อจะแตกต่างกันไปและมีขนาดใหญ่ในกล้ามเนื้อส่วนล่าง (ventral)
    • ความยาวของเซลล์กล้ามเนื้อและความหนาของไมโอโตมจะเพิ่มขึ้นเมื่อปลาอายุมากขึ้น แต่ไมโอโตมมีจำนวนเท่าเดิมตลอดชีวิต
    • เซลล์กล้ามเนื้อประกอบด้วย sarcoplasma ที่ประกอบด้วย nuclei ไกลโคเจน ไมโทคอนเดรียและโปรตีนไมโอไฟบริลจำนวนมาก
    • เซลล์แต่ละเซลล์ล้อมรอบด้วยแผ่น connective tissue ที่เรียกว่า sarcolemma เชื้อมต่ออยู่กับ myocommata ที่ห่อหุ้ม myotome
    โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  • 25.
    • ไมโอไฟบริลประกอบด้วยโปรตีนหลัก คือ actin และ myosin เรียงตัวอย่างเป็นระเบียบในลักษณะกล้ามเนื้อลาย ( striated muscle)
    • เซลล์กล้ามเนื้อหลายๆ เซลล์จัดเรียงตัวกันเป็นเส้นใยกล้ามเนื้อ (muscle fibers)
    • เส้นใยกล้ามเนื้อมีความยาวน้อยกว่า 20 mm และมีเส้นผ่าศูนย์กลางในช่วง 0.02-1.0 mm
    โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  • 26.
    • กล้ามเนื้อปลาส่วนใหญ่ที่สามารถใช้ปริโภคเป็นกล้ามเนื้อส่วนลำตัว (somatic muscle) โดยสามารถแบ่งเป็น 2 ซีกตามแนวกระดูกสันหลัง
    • แต่ละซีกของกล้ามเนื้อ สามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
      • กล้ามเนื้อส่วนบน (upper mass หรือ dorsal)
      • กล้ามเนื้อส่วนล่าง (lower mass หรือ ventral)
    โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  • 27.
    • กล้ามเนื้อส่วนใหญ่มี สีขาว (white muscle หรือ ordinary muscle)
    • ปลาบางชนิดมี กล้ามเนื้อดำ (dark muscle) ปริมาณสูง
    • กล้ามเนื้อดำมักพบใต้ผิวหนังข้างลำตัว (lateral line)
    • สัดส่วนของเนื้อดำและเนื้อขาวของปลาขึ้นกับกิจกรรมของปลาแต่ละชนิด
      • ปลาผิวน้ำที่มีการเคลื่อนที่ว่องไว เช่น mackerel tuna อาจพบกล้ามเนื้อดำ ร้อยละ 48 ของน้ำหนักตัว
      • ส่วนปลาผิวดินมักพบกล้ามเนื้อดำในปริมาณน้อย
    โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  • 28.
    • ปลาที่มีอัตราส่วนระหว่างกล้ามเนื้อดำต่อกล้ามเนื้อทั้งหมดมากกว่าร้อยละ 12 จัดอยู่ในกลุ่มปลาเนื้อดำ เช่น sardine herring
    • ปลาที่มีอัตราส่วนดังกล่าวต่ำกว่าร้อยละ 3 จัดเป็นปลาเนื้อขาว เช่น ปลากะพง
    • กล้ามเนื้อดำใช้สำหรับเคลื่อนที่โดยปกติของปลาที่มีการเคลื่อนตัวคล่องแคล่วและว่ายน้ำตลอดเวลา เพราะเนื้อดำมีไขมันสูง ซึ่งใช้เป็นแหล่งพลังงานสะสมสำหรับการเคลื่อนที่ ส่วนกล้ามเนื้อขาวนั้นใช้สำหรับการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว เช่น การหนีศัตรู การล่าเหยื่อ เป็นต้น
    โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  • 29.
    • กล้ามเนื้อดำประกอบด้วยไนโตรเจนที่สกัดได้ (extractive nitrogen) และ creatine สูงกว่ากล้ามเนื้อขาว
    • Creatine สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นในการสร้าง ATP
    • โดยทั่วไป Creatine มักอยู่ในรูปสารประกอบฟอสเฟต เช่น creatine phosphate (CP)
    • CP+ADP----------------> ATP+creatine ( เร่งโดย creatine kinase)
    • กล้ามเนื้อดำเกิดการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วกว่ากล้ามเนื้อขาว เพราะเนื้อดำประกอบด้วยสารประกอบเอมีนที่ระเหยได้ เลือด ไขมัน ไมโฮโกลบินและไกลโคเจนที่สูงกว่า สารเหล่านี้สามารถเกิดปฏิกริยาออกซิเดชันภายหลังการตายก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และการเสื่อมเสียได้
    โครงสร้างกล้ามเนื้อปลา ( ต่อ )
  • 30. ระบบการสูบฉีดโลหิต
    • การสูบฉีดโลหิตของปลา ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
      • หัวใจปั๊มเลือดไปยังเหงือก
      • เลือดได้รับออกซิเจนบริเวณเหงือก
      • เลือดจะแพร่ไปยังหลอดแคปิลลารีซึ่งออกซิเจนและสารอาหารจะถูกส่งไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ
      • สารอาหารที่ได้จากการย่อยจะถูกดูดซึมจากลำไส้แล้วถูกส่งไปยังตับและแพร่ผ่านเลือดเพื่อส่งไปยังส่วนต่างๆ
      • เลือดจะถูกส่งไปยังไตเพื่อกำจัดของเสีย
  • 31.
    • ภายหลังที่เหงือกได้รับออกซิเจน เลือดจะถูกเก็บไว้ใน dorsal aorta และถูกแพร่ผ่านไปยังแคปิลลารี เลือดเสียจะกลับสู่หัวใจ
    • การนำเลือดออกจากตัวปลา (bleeding) มีความสำคัญต่อคุณภาพของเนื้อปลา โดยควรเอาเลือดออก ( เช่น ใช้วิธีตัดคอ : throat cutting) ภายใน 10-20 นาที ก่อนควักไส้
    • การนำเลือดออกจากตัวปลาจะมีประสิทธิภาพสูงถ้ากระทำในขณะปลามีชีวิต และควรกระทำก่อนปลาเข้าสู่ ระยะเกร็งตัว (rigor mortis) เพราะกล้ามเนื้อมีการหดตัวทำให้เลือดถูกบีบออกจากกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น
    • การเปลี่ยนแปลงสีที่มีสาเหตุจากเลือดภายในกล้ามเนื้อปลา อาจเป็นผลมาจากการจัดการระหว่างการเตรียมหรือการขนส่งทำให้มี เลือดกักเก็บไว้ในเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ (haematoma)
    • การใช้แรงกดทับปลาที่ตาย เช่น การวางปลาซ้อนทับกันเป็นจำนวนมาก ไม่เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสีแต่จะก่อให้เกิดการสูญเสียน้ำหนักของปลา
    ระบบการสูบฉีดโลหิต ( ต่อ )
  • 32. ปลาหมึก
    • ปลาหมึกที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและนิยมบริโภค ได้แก่
      • ปลาหมึกกระดอง (cuttle fish)
      • ปลาหมึกกล้วย (squid)
      • ปลาหมึกสาย (octupus)
  • 33.
    • ปลาหมึกเป็นสัตว์ทะเลที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
    • อยู่ในคลาส Cephalopods
    • ประกอบด้วย ส่วนหัว (head) และลำตัว (mantle)
    • ไม่มีเปลือกหุ้มภายนอก
    • มีรยางค์ (tentacle) รอบปาก 4-5 คู่เรียกว่า หนวด
    • บนหนวดแต่ละเส้นมีปุ่มดูดเรียงเป็นแถว
    • ภายในปากมีเขี้ยว 2 อันคือเขี้ยวบนและเขี้ยวล่าง คล้ายปากนกแก้ว
    ปลาหมึก ( ต่อ )
  • 34. ปลาหมึก ( ต่อ )
    • ภายในลำตัวปลาหมึกมีโครงสร้างของแข็งเรียกว่า กระดองหมึก
      • กระดองของ squid มี chitin เป็นองค์ประกอบ
      • กระดองของ cuttle fish มีหินปูนเป็นองค์ประกอบจึงมีลักษณะเป็นแผ่นแข็ง สีขาวขุ่น เรียกว่า ลิ้นทะเล
    • ภายในลำตัวมีท่อทางเดินอาหาร ระบบขับถ่าย และระบบสืบพันธุ์
    • ส่วนปลายสุดของท่อทางเดินอาหารมีถุงหมึก สำหรับรบกวนหรือหลบหลีกศัตรู
    • เนื้อสัมผัสที่เหนียวเป็นลักษณะเฉพาะของปลาหมึก เพราะปลาหมึกไม่มีโครงกระดูก จึงจำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพื่อป้องกันอวัยวะภายใน
    • เนื้อที่ใช้บริโภคส่วนใหญ่เป็นส่วนลำตัว (mantle)
  • 35. ปลาหมึก ( ต่อ )
    • เนื้อส่วนลำตัวของปลาหมึก ประกอบด้วย ชั้นเนื้อเยื่อ 5 ชั้น ได้แก่
    • Visceral lining/Inner tunic/Muscle fibers/Outer tunic/Outer lining
    • ชั้นกลางเป็นชั้นที่หนามากที่สุด ( ประมาณร้อยละ 98 ของความหนาทั้งหมด )
      • ประกอบด้วยแผ่นของเส้นใยกล้ามเนื้อ (muscle fiber) หลายแผ่นเรียงซ้อนกัน
      • เส้นใยกล้ามเนื้อประกอบด้วยไมโอไฟบริลจำนวนมาก
      • บริเวณใจกลางของเส้นใยกล้ามเนื้อประกอบด้วย sarcoplasm mitochondria และ nuclei
      • ปกติเส้นใยกล้ามเนื้อมีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยเฉลี่ยประมาณ 3.5 ไมครอน
  • 36.
    • ชั้นของเส้นใยกล้ามเนื้ออยู่ระหว่างชั้นของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน 2 ชั้น คือ
      • Outer tunic ประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจน และอยู่ติดกับ outer lining ซึ่งมีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันเป็นองค์ประกอบและอยู่ติดกับผิวหนัง
      • Inner tunic ประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจนที่มีการจับตัวกันหลวมๆ และถูกปกคลุมด้วย visceral lining ที่ไม่มีลักษณะเป็นเส้นใย
    ปลาหมึก ( ต่อ )
  • 37.
    • เนื้อปลาหมึกมี collagen สูงกว่าปลาประมาณ 3 เท่า
    • โปรตีนไมโอไฟบริลในเนื้อปลาหมึกละลายได้สูง ส่งผลให้เกิดการสูญเสียโปรตีนระหว่างกระบวนการแปรรูปได้ง่าย เช่น ระหว่างขั้นตอนการล้าง การแช่น้ำเกลือและการทำละลาย เป็นต้น
    • ผิวของปลาหมึกประกอบด้วย ถุงเม็ดสี (chromatophore ) จำนวนมาก
      • ภายในประกอบด้วยเม็ดสี เช่น สีแดง สีดำ สีเหลือง
      • ถุงเม็ดสีกระจายอยู่ทั่วไป
      • สามารถขยายหรือหดตัวได้โดยการควบคุมของระบบประสาท
      • เมื่อจุดสีขยายเป็นวงใหญ่จะมีลักษณะเป็นสีแดงปนม่วง / ขณะหดตัวจะมีสีจาง
      • ภายหลังการตายเส้นประสาทซึ่งควบคุมการทำงานจะหยุดทำงาน ดังนั้นสีของปลาหมึกจะจางภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ( ประมาณ 1 ชั่วโมง )
    ปลาหมึก ( ต่อ )
  • 38.
    • กุ้งเป็นสัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลัง
    • มีเปลือกซึ่งประกอบด้วยสาร chitin ห่อหุ้มลำตัว
    • เปลือกกุ้งแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
      • ตอนหน้าหุ้มหัวและอกซึ่งรวมเป็นส่วนเดียวกันเรียกว่า carapace
      • ตอนที่ห่อหุ้มส่วนลำตัว (abdomen)
    • ร่างกายของกุ้งแบ่งออกเป็นปล้องทั้งหมด 19 ปล้อง
      • ส่วนหัว 5 ปล้อง
      • ส่วนอก 8 ปล้อง
      • ส่วนท้อง 6 ปล้อง
    กุ้ง
  • 39.
    • แต่ละปล้องมีรยางค์ 1 คู่
    • นัยน์ตาเป็นตารวม ก้านตาโยกคลอนได้
    • มีหนวด 2 คู่ ทำหน้าที่รับความรู้สึก
      • คู่แรกแต่ละเส้นที่ปลายแยกออกเป็นหนวดเส้นเล็กๆ ข้างละ 1 คู่
      • คู่ที่ 2 ค่อนข้างยาว
    • กุ้งมีขา 5 คู่ ทำหน้าที่เป็นก้ามหนีบและขาเดิน อยู่บริเวณส่วนอก
    • ใต้ท้องมีรยางค์ว่ายน้ำอยู่ 5 คู่ และในกุ้งตัวเมียใช้สำหรับยึดเกาะไข่ซึ่งได้รับการผสมน้ำเชื้อ โดยใช้เป็นที่ฟักไข่
    • ปล้องสุดท้ายเป็นส่วนของหาง ทำหน้าที่คล้ายหางเสือเรือ เป็นแผ่นแบน 2 ข้าง ปลายหางแหลมและแข็ง
    กุ้ง ( ต่อ )
  • 40. กุ้ง ( ต่อ )
    • อวัยวะภายในของกุ้งส่วนใหญ่อยู่ในบริเวณหัว ประกอบด้วยหัวใจ อวัยวะย่อยอาหาร ระบบประสาทและอวัยวะสืบพันธุ์
    • อวัยวะย่อยอาหารของกุ้งประกอบด้วย กระเพาะอาหาร ซึ่งอยู่บริเวณอกมีลักษณะเป็นถุง ถ้ามีอาหารในกระเพาะจะเห็นเป็นสีดำ
    • ถัดจากกระเพาะอาหารจะเป็นส่วนลำไส้ทอดไปตามแนวสันหลัง และไปเปิดตรงปลายสุดของรยางค์หางอันกลาง
    • มี ตับและตับอ่อน เป็นอวัยวะช่วยย่อยอาหาร มีลักษณะเป็นถุงอ่อนนุ่มสีเหลืองแสด มักเรียกว่า มันกุ้ง
  • 41.
    • กุ้งหายใจด้วยเหงือกซึ่งอยู่ที่ด้านข้างของกระดองหัวและเกาะติดกับรยางค์หัว
    • เหงือกมีลักษณะเป็นเยื่อบางๆ ซ้อนกันหลายชั้น หล่อเลี้ยงด้วยเลือดซึ่งไม่มีสี
    • เลือดกุ้งประกอบด้วยสารจำพวก hemocyanin ซึ่งเป็นสารประกอบจำพวก ทองแดง แต่เมื่อทิ้งให้เลือดกุ้งสัมผัส อากาศ จะกลายเป็น สีฟ้า
    • กุ้งสดมีสีแตกต่างกัน เช่น สีดำ เทา ฟ้า แดง ซึ่งขึ้นกับชนิดและประเภทของเม็ดสี การเจริญเติบโต พันธุ์ อายุ
    • เม็ดสีที่มีผลต่อสีของกุ้งส่วนใหญ่ พบบริเวณผิวใต้เปลือก
    • กลุ่มเม็ดสีที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ carotenoid
    กุ้ง ( ต่อ )
  • 42.
    • เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อยู่ในไฟลัม Mollusca
    • ลำตัวไม่แบ่งเป็นปล้องๆ
    • อวัยวะภายในรวมอยู่ในสัณฐานเดียวกัน
    • หัวเป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าสุด หัวของหอยฝาเดียวมีขนาดใหญ่กว่าหัวของหอยฝาคู่
    • มีปากและอวัยวะสำหรับใช้ในการสัมผัส เช่น ตาและหนวด
    • เท้ามีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อแข็งแรง
    • หอยทุกชนิดมีแผ่นเนื้อเยื่อเหนียวห่อหุ้มลำตัวและอวัยวะภายใน เรียกว่า mantle ทำหน้าที่ห่อหุ้มอวัยวะและการสร้างเปลือก
    • อวัยวะภายในประกอบด้วย ระบบทางเดินอาหาร หัวใจ เส้นเลือด อวัยวะขับถ่าย อวัยวะรับสัมผัส ระบบประสาทและระบบสืบพันธุ์
    หอย
  • 43.
    • กล้ามเนื้อของหอยเชลล์ (scallop adductor muscle)
      • ประกอบด้วยเซลล์ชนิด uninucleate ซึ่งมีไฟบริลเดี่ยวๆ (single striated fibril)
      • ไฟบริลประกอบด้วย thick และ thin filament
      • โดยที่ thick filament ถูกล้อมรอบด้วย thin filament จำนวน 8 เส้น
      • ไม่มีเนื้อเยื่อเกี่ยวพันระหว่างเซลล์ ดังนั้นเส้นใยกล้ามเนื้อจึงต่อกันอย่างหลวมๆ
    หอย ( ต่อ )
  • 44. ปู
    • เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง
    • มีกระดองเป็นเปลือกหุ้มลำตัว
    • ปูอยู่ในอันดับ Decapoda มีขา 10 ขาหรือ 5 คู่
      • ขาคู่แรกเรียกว่า ก้าม
      • ขาคู่ที่ 2-5 เรียกว่า ขาเดินหรือขาว่ายน้ำ
    • ขาแต่ละข้างมีรอยแยกหรือข้อต่อติดกันเป็นส่วนๆ เรียกแต่ละส่วนว่า ปล้อง
      • ขาแต่ละข้าง มี 7 ปล้อง ปล้องที่ 1 อยู่ติดกับลำตัว ข้อต่อของขาปล้องที่ 2 และ 3 จะติดต่อกันไม่สามารถพับงอได้
    • ลักษณะของปลายขาเดินคู่ที่ 4 ของปูบางชนิดมีลักษณะแบนคล้ายใบพายเพื่อทำหน้าที่ในการว่ายน้ำ เช่น ปูม้าและปูทะเล
  • 45. ปู ( ต่อ )
    • ปูมีจับปิ้ง มีลักษณะคล้ายแผ่นกระเบื้องเรียงต่อกันอยู่ 7 แผ่น
    • จับปิ้งของปูเพศผู้มีลักษณะเรียวเล็ก ส่วนเพศเมียมีลักษณะกลมกว้างใหญ่เกือบเต็มส่วนอก
    • อวัยวะภายใน หัวใจ กระเพาะอาหาร ระบบประสาทและระบบสืบพันธุ์มีกระดองปกคลุมอยู่
    • ปูรับออกซิเจนโดยผ่านทางเหงือกซึ่งเรียกว่า นมปู
    • เลือดของปูมีสีฟ้าเนื่องจากประกอบด้วยสารจำพวกทองแดง
    • เมื่อปูบาดเจ็บมีแผล เลือดซึ่งมีลักษณะเป็นน้ำใสๆจะซึมออกมา เมื่อได้รับความร้อนจะตกตะกอนเป็นสีขาวขุ่น
  • 46. ปู ( ต่อ )
    • ปูนิ่ม (soft shell crab)
    • โครงสร้างภายนอกนิ่มเนื่องจากการลอกคราบเพื่อกำจัดเอากระดองเก่าออกไป
    • กระดองปูนิ่มมีลักษณะโปร่งใสและนุ่มกว่ากระดองปูปกติ
    • ปูนิ่มจะมีของเหลวอิสระในลำตัวปริมาณมาก (free body fluid)
    • ลำดับขั้นตอนการลอกคราบแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
      • ระยะก่อนลอกคราบ (precdysis, premolt)
      • ระยะลอกคราบ (ecdysis, molting)
      • ระยะหลังลอกคราบ (postecdysis, postmolting)
  • 47.
    • ระยะเวลาที่ปูลอกคราบจนกระทั่งสร้างกระดองใหม่จะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชม .
    • กระดองเริ่มแข็งตัวและแข็งแรงสมบูรณ์เต็มที่ภายในระยะเวลาประมาณ 7 วัน
    • เมื่อสิ้นสุดระยะการลอกคราบ ปูจะเจริญเติบโตอย่างช้าๆภายในกระดองใหม่
    • เมื่อถึงระยะที่ปูมีการเจริญเติบโตเต็มที่ภายใต้กระดองใหม่ที่ถูกสร้างใหม่ ปูจะเริ่มเข้าสู่วงจรการลอกคราบอีกครั้ง
    • โดยปกติ ปูจะลอกคราบเดือนละ 1 ครั้ง
    • เมื่อปูลอกคราบแล้ว ปูจะดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ เข้าไปเพื่อช่วยให้กระดองแข็งตัว โดยกระบวนการนี้จะทำให้เกิดน้ำขึ้น และใช้ระยะเวลาประมาณ 2-4 วันเพื่อให้กระดองแข็งเต็มที่
    ปู ( ต่อ )