• Share
  • Email
  • Embed
  • Like
  • Save
  • Private Content
09 52 01-0084 แผนฯ สารและสมบัติของสาร ม 4-6
 

09 52 01-0084 แผนฯ สารและสมบัติของสาร ม 4-6

on

  • 2,442 views

 

Statistics

Views

Total Views
2,442
Views on SlideShare
2,442
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
19
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Microsoft Word

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

    09 52 01-0084 แผนฯ สารและสมบัติของสาร ม 4-6 09 52 01-0084 แผนฯ สารและสมบัติของสาร ม 4-6 Document Transcript

    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 1 คู่ม ือ ครู แผนการจัด การเรีย นรู้ สารและสมบัต ิข องสาร ม. 4− 6 ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4− 6 ้ กลุ่ม สาระการเรีย นรู้ว ิท ยาศาสตร์ ตามหลัก สูต รแกนกลางการศึก ษาขั้น พื้น ฐาน พุท ธศัก ราช 2551 คู่ม ือ ครู แผนการจัด การเรีย นรู้ ออกแบบการจัด การเรีย นรู้ม ุ่ง เน้น คณะผู้เ ขีย น ดร.บัญชา แสนทวี กศ.บ., ค.ม., กศ.ด. • ยึด หลัก ว่า ผู้เ รีย นมีค วามสำา คัญ ที่ส ุด ชนิกานต์ นุ่มมีชัย กศ.บ., กศ.ม. • ใช้แ นวคิด Backward Design ผสม ภาวิณี รัตนคอน วท.บ., วท.ม. ผสานกับ แนวคิด ทฤษฎีก ารเรีย นรูต ่า ง ้ นริสรา ศรีเคลือบ วท.บ., วท.ม. ๆ อย่า งหลากหลาย คณะบรรณาธิก าร • ใช้ม าตรฐานการเรีย นรู้ และตัว ชี้ว ัด สุระ ดามาพงษ์ กศ.บ., กศ.ม. ชั้น ปีเ ป็น เป้า หมาย ลัดดา อินทร์พิมพ์ ค.บ. (เกียรตินิยม), ศษ.ม. • สร้า งเสริม สมรรถนะสำา คัญ ของผู้เ รีย น ในการสือ สาร การคิด ่ การแก้ป ัญ หา การใช้ท ัก ษะชีว ิต และ การใช้เ ทคโนโลยี • สร้า งเสริม พหุป ัญ ญา และความเข้า ใจที่ คงทนของผู้เ รีย น • สร้า งเสริม ทัก ษะกระบวนการทาง วิท ยาศาสตร์
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 2 คู่ม ือ ครู แผนการจัด การเรีย นรู้ สารและสมบัต ิข องสาร ม. 4− 6 ชั้น มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4−6 กลุ่ม สาระการเรีย นรู้ว ท ยาศาสตร์ ิ ตามหลัก สูต รแกนกลางการศึก ษาขั้น พื้น ฐาน พุท ธศัก ราช 2551 คณะผู้เ ขีย น ดร.บัญชา แสนทวี ชนิกานต์ นุ่มมีชัย ภาวิณี รัตนคอน นริสรา ศรีเคลือบ คณะบรรณาธิก าร สุระ ดามาพงษ์ ลัดดา อินทร์พิมพ์ สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ISBN 978–974–0000–00–0 สือ การเรีย นรู้ ช่ว งชั้น ที่ 4 ตามหลัก สูต รแกนกลางการศึก ษาขัน พื้น ่ ้ ฐาน พุท ธศัก ราช 2551 หนัง สือ เรีย น-แบบฝึก ทัก ษะ-แผนการจัด การเรีย นรู้ ฉบับ ศธ.อนุญ าต หนัง สือ เรีย นสาระการเรีย นรู้พ ื้น ฐาน ฉบับ ศธ. อนุญ าตให้ใ ช้ใ นสถาน ศึก ษา หนังสือเรียน-ปฏิบัติการ-คูมือครูฯ วิท ยาศาสตร์พ ื้น ฐาน เล่ม ่ ดำา รงชีว ิต ม. 4-6 ........ดร.บัญชา แสนทวี และคณะ หนังสือเรียน-ปฏิบัติการ-คูมือครูฯ วิท ยาศาสตร์พ ื้น ฐาน เล่ม ่ 6 .............................ดร.บัญชา แสนทวี และคณะ หนังสือเรียน-ปฏิบัติการ-คูมือครูฯ วิท ยาศาสตร์พ ื้น ฐาน เล่ม ่ .........................ดร.บัญชา แสนทวี และคณะ หนังสือเรียน-ปฏิบัติการ-คูมือครูฯ วิท ยาศาสตร์พ ื้น ฐาน เล่ม ่ 6 ..........................ดร.บัญชา แสนทวี และคณะ หนังสือเรียน-ปฏิบัติการ-คูมือครูฯ วิท ยาศาสตร์พ ื้น ฐาน เล่ม ่ 6 .............................................ดร.บัญชา แสนทวี และคณะ หนังสือเรียน-ปฏิบัติการ-คูมือครูฯ วิท ยาศาสตร์พ ื้น ฐาน เล่ม ่ อวกาศ ม. 4-6 ...............ดร.บัญชา แสนทวี และคณะ 1 สิง มีช ีว ิต กับ กระบวนการ ่ 2 ชีว ิต กับ สิ่ง แวดล้อ ม ม. 43 สารและสมบัต ิข องสาร ม. 4-6 4 แรงและการเคลื่อ นที่ ม. 45 พลัง งาน ม.46 โลก ดาราศาสตร์ และ แบบฝึก หัด ตรงตามหนัง สือ เรีย นสาระการเรีย นรู้พ ื้น ฐาน ของ สสวท. แบบฝึกหัด สารและสมบัต ิข องสาร ม. 4.........................................................................................................ดร.บัญชา แสนทวี และคณะ แบบฝึกหัด การเคลื่อ นที่แ ละพลัง งาน ม. 4 ...................................................................................................ดร.บัญชา แสนทวี และคณะ แบบฝึกหัด โลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ม. 5 .............................................................................................ดร.บัญชา แสนทวี และคณะ แบบฝึกหัด ชีว ิต กับ สิ่ง แวดล้อ ม สิง มีช ีว ิต และกระบวนการดำา รงชีว ิต ม. ่ คำา นำา 6 .........................................................ดร.บัญชา แสนทวี และณะ สื่อ การเรีย นรู้ส มบูร ณ์แ บบรวมเนื้อ หา -กระบวนการเรีย นรู้ สมบูร ณ์ใ นเล่ม เดีย ว
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 3 คู่มือครู แผนการจัด การเรีย นรู้ สารและสมบัต ิข องสาร ม. 4 − 6 นี้เป็นสื่อการเรียนรู้ที่จัดทำาขึ้นโดยยึดแนวการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดย ออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลางผสมผสานกับ แนวคิดของ Backward Design(BwD) โดยถือว่าผู้เรียนสำาคัญที่สุด คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร เล่มนี้ส่งเสริม นักเรียนให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ทั้งเป็นรายบุคคลและราย กลุ่ม เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสามารถสร้างองค์ ความรู้ได้ด้วยตนเอง ส่งเสริมนักเรียนให้เชื่อมโยงความรู้ทั้งในและ ต่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ในเชิงบูรณาการด้วยวิธีการที่หลากหลาย สร้างสถานการณ์การเรียนรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยครูมีบทบาท หน้าที่ในการเอื้ออำานวยความสะดวกให้แก่นักเรียน เพื่อให้นักเรียนมี คุณภาพตามสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดชั้นปี รวมทั้ง พัฒนานักเรียนให้มีสมรรถนะสำาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตาม ที่หลักสูตรกำาหนด เพื่อให้นักเรียนสามารถดำารงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นใน สังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างมีความสุข การจัดทำาคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์เล่มนี้ได้ จัดทำาตรงตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งครอบคลุมทุกสาระการเรียนรู้ ภายในเล่มได้นำาเสนอ แผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายชั่วโมงตามหน่วยการเรียนรู้ เพื่อครูนำา ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้สะดวก นอกจากนี้แต่ละหน่วยการเรียนรู้ ยังมีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และจิตวิทยาศาสตร์ และด้านทักษะ/ กระบวนการ ทำาให้ทราบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนแต่ละหน่วยการเรียน รู้ได้ทันที คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 นี้นำา เสนอเนื้อหาแบ่งเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 แนวทางการจัด แผนการจัด การเรีย นรู้ กลุ่ม สาระ การเรีย นรูว ิท ยาศาสตร์ สารและสมบัต ข องสาร ประกอบด้วย ้ ิ แนวทางการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ แนวคิด หลักการออกแบบการ จัดการเรียนรู้แบบ Backward Design แนวทางการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตารางวิเคราะห์ความสอดคล้องของ เนื้อหาในหน่วยการเรียนรู้กับสาระ มาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และตัวชี้วัดชั้นปี และโครงสร้างการแบ่งเวลารายชั่วโมงในการจัดการ เรียนรู้ ตอนที่ 2 แผนการจัด การเรีย นรู้ สารและสมบัต ข องสาร ิ ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4− 6 ได้เสนอแนะแนวทางการจัดการเรียนรู้แต่ละ ้
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 4 หน่วยการเรียนรู้ในสื่อการเรียนรู้ สมบูรณ์แบบ และหนังสือเรียนสาระ การเรียนรู้พื้นฐาน ซึ่งแบ่งเป็นแผนย่อยรายชั่วโมง แผนการจัดการ เรียนรู้แต่ละแผนมีองค์ประกอบครบถ้วนตามแนวทางการจัดทำา แผนการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษา ต อ น ที่ 3 เ อ ก ส า ร /ค ว า ม รู้เ ส ริม สำา ห รั บ ค รู ประกอบด้ วยแบบ ทดสอบต่าง ๆ และความรู้เสริมสำาหรับครูซึ่งบันทึกลงใน ซีดีรอม (CDROM) หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติ ของสาร ม. 4−6 นี้จะเป็นประโยชน์ต่อการนำาไปประยุกต์ใช้ในการ จัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของผู้เรียนต่อไป คณะผู้จ ัด ทำา ตอนที่ 1 แนวทางการจัด แผนการจัด การเรีย นรู้ กลุ่ม สาระ การเรีย นรู้ว ิท ยาศาสตร์ สารและสมบัต ิข อง สาร........................................................................... สารบัญ แนวทางการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ ............................................................................... แนวคิด หลักการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design (BwD)..................... แนวทางการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551........................................................................... ตารางวิเคราะห์ความสอดคล้องของเนื้อหาในหน่วยการเรียนรู้ กับสาระ มาตรฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และตัวชี้วดชั้นปี กลุ่มสาระ ั การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ ้ 4−6.............................................................  โครงสร้างการแบ่งเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู้ กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ ้ 4−6 ...................................................... ตอนที่ 2 แผนการจัด การเรีย นรู้ สารและสมบัต ิข องสาร ชัน ้ มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4− 6......................... หน่ว ยการเรีย นรูท ี่ 1 โครงสร้า งของ ้ สาร.........................................................................
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 5 ผังมโนทัศน์เป้าหมายการเรียนรู้และขอบข่ายภาระ งาน................................................ ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design………………………………………… ตอนที่ 1 โครงสร้า ง อะตอม.............................................................................. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 แบบจำาลองและอนุภาคมูลฐานของ อะตอม................................ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การจัดเรียงอิเล็กตรอนใน อะตอม........................................... ตอนที่ 2 ตาราง ธาตุ.................................................................................. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ตาราง ธาตุ.................................................................... ตอนที่ 3 พัน ธะ เคมี.................................................................................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 พันธะไอออนิกและพันธะโคเว เลนซ์...................................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 พันธะโลหะและสถานะของ สาร........................................... หน่ว ยการเรีย นรูท ี่ 2 ปฏิก ิร ิย า ้ เคมี........................................................................ ผังมโนทัศน์เป้าหมายการเรียนรู้และขอบข่ายภาระ งาน................................................. ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design………………………………………… แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 สมการเคมีและอัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมี....................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 ความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสารเริ่ม ต้น……………… ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมี................................ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 อุณหภูมิที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา เคมี............................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 ตัวเร่งปฏิกิริยาและธรรมชาติของสาร ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมี................................. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 ปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 6 และสิ่ง แวดล้อม.......................................................... หน่ว ยการเรีย นรูท ี่ 3 ้ ปิโ ตรเลีย ม.............................................................................. ผังมโนทัศน์เป้าหมายการเรียนรู้และขอบข่ายภาระ งาน................................................. ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design………………………………………… ตอนที่ 1 ปิโ ตรเลีย มและนำ้า มัน ดิบ .............................................................. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 ปิโตรเลียมและนำ้ามัน ดิบ............................................ ตอนที่ 2 แก๊ส ธรรมชาติ.......................................................................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 แก๊ส ธรรมชาติ.......................................................... หน่ว ยการเรีย นรูท ี่ 4 พอลิเ ม ้ อร์......................................................................... ผังมโนทัศน์เป้าหมายการเรียนรู้และขอบข่ายภาระ งาน................................................. ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design………………………………………… แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 ประเภทและสมบัติของพอลิเม อร์........................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 การสังเคราะห์พอลิเม อร์............................................. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 พลาสติกและยางชนิดต่าง ๆ..................................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 เส้นใย สังเคราะห์........................................................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 ปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิเม อร์............................................. หน่ว ยการเรีย นรูท ี่ 5 สารชีว ้ โมเลกุล ......................................................................... ผังมโนทัศน์เป้าหมายการเรียนรู้และขอบข่ายภาระ งาน................................................. ผังการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward Design…………………………………………
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 คาร์โบไฮเดรต............................................................. แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 สมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต................................ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 ไขมันและนำ้ามัน ........................................................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 21 โปรตีน......................................................................... แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 22 โปรตีนใน ร่างกาย........................................................ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 23 กรดนิวคลี อิก............................................................... บรรณานุก รม...................................................................................... .................. ตอนที่ 1 แนวทางการจัด แผนการเรีย นรู้ กลุ่ม สาระการเรีย นรู้ว ิท ยาศาสตร์
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 8 สารและสมบัต ิข องสาร 1. แนวทางการใช้แ ผนการจัด การเรีย นรู้ 1.1 องค์ป ระกอบของคู่ม ือ ครู แผนการจัด การเรีย นรู้ คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสารเล่มนี้จัดทำา ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางให้ครูใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 ช่วงชั้นที่ 4 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในคู่มือครู แผนการ จัดการเรียนรู้เล่มนี้แบ่งเนื้อหา 5 หน่วย ซึ่งแต่ละหน่วยจัดแบ่งการ จัดการเรียนรู้เป็นรายชั่วโมง สามารถใช้ควบคู่กับสื่อการเรียนรู้ สาร และสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 และหนังสือ เรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4−6 ประกอบด้วยหน่วยการเรียนรู้ ดังนี้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 โครงสร้างของสาร ตอนที่ 1 โครงสร้างอะตอม ตอนที่ 2 ตารางธาตุ ตอนที่ 3 พันธะเคมี หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ปฏิกิริยาเคมี หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ปิโตรเลียม ตอนที่ 1 ปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบ ตอนที่ 2 แก๊สธรรมชาติ หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 พอลิเมอร์ หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 สารชีวโมเลกุล
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 9 รูปแบบของคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสารเล่ม นี้ แบ่งเนื้อหาเป็น 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 แนวทางการจัด แผนการจัด การเรีย นรู้ กลุ่ม สาระ การเรีย นรูว ิท ยาศาสตร์ สารและสมบัต ข องสาร ้ ิ ตอนนี้เป็นส่วนที่นำาเสนอภาพกว้าง ๆ ของคู่มือครู แผนการ จัดการเรียนรู้ทั้งเล่ม ซึ่งประกอบด้วย 1) แนวทางการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แนวคิด หลักการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Backward design 3) แนวทางการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 4) ตารางวิเคราะห์ความสอดคล้องของเนื้อหาในหน่วยการ เรียนรู้กับสาระ มาตรฐานการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ และตัวชี้วัดชั้นปี กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ สารและสมบัติ ของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 5) โครงสร้างการแบ่งเวลารายชั่วโมงในการจัดการเรียนรู้ กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 ต อ น ที่ 2 แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้ ส า ร แ ล ะ ส ม บั ต ิ ข อ ง ส า ร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4− 6 ้ ตอนนี้เป็นส่วนที่นำาเสนอแผนการจัดการเรียนรู้รายหน่วยการ เรียนรู้ ซึ่งเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้อย่างละเอียดตามเนื้อหาของ แต่ละหน่วยการเรียนรู้ ซึ่งแผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน มีองค์ ประกอบครบถ้วนตามแนวทางการจัดทำาแผนการจัดการเรียนรู้ของ สถานศึกษา หน่วยการเรียนรู้แต่ละหน่วยมีรายละเอียด ซึ่งประกอบด้วย 1. ผัง มโนทัศ น์เ ป้า หมายการเรีย นรูแ ละขอบข่า ยภาระ ้ งาน 2. ผัง การออกแบบการจัด การเรีย นรูแ บบ Backward ้ Design (Backward Design Template) เป็นกรอบแนวคิดของ การจัดการเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ แบ่งเป็น 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน ขั้นที่ 2 ภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหลัก ฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ตามที่กำาหนดไว้อย่างแท้จริง ขั้นที่ 3 แผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้ แบบ WHERETO ผสมผสานกับการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับ ธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ทั้งนี้ได้ระบุว่าใน
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 10 หน่วยการเรียนรู้นี้แบ่งแผนการจัดการเรียนรู้ไว้กี่แผน และแต่ละแผน ใช้เวลาในการจัดกิจกรรมกี่ชั่วโมง 3. แผนการจัด การเรีย นรูร ายชัว โมง เป็นแผนการจัดการ ้ ่ เรียนรู้แบบเรียงหัวข้อ ซึ่งประกอบด้วย 3.1 ชือ แผนการจัด การเรีย นรู้ ประกอบด้วยลำาดับที่ของแผน ่ ชื่ อ แผน เวลาเรี ย น สาระที่ ชั้ น และหน่ ว ยการเรี ย นรู้ เช่ น แผนการ จัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง แบบจำาลองและอนุภาคมูลฐานของอะตอม เวลา 1 ชั่ ว โมง สาระที่ 3 สารและสมบั ติ ข องสาร ชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 4−6 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 โครงสร้างของสาร 3.2 ส า ร ะ สำา คัญ เป็นความคิดรวบยอดของเนื้อหาที่นำา มาใช้ จัดการเรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ 3.3 ตัว ชี้ว ัด ชั้น ปี เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ตรวจสอบนักเรียนหลังจาก เรี ย นจบเนื้ อ หาที่ นำา เสนอในแต่ ล ะแผนการจั ด การเรี ย นรู้ นั้ น ๆ ซึ่ ง สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร 3.4 จุ ด ป ร ะ ส ง ค์ ก า ร เ รี ย น รู้ เป็ น ส่ ว นที่ บ อกจุ ด มุ่ ง หมายที่ ต้องการให้เกิดขึ้นแก่นักเรียนภายหลังจากการเรียนจบในแต่ละแผน ทั้ ง ในด้ า นความรู้ (K) ด้ า นคุ ณ ธรรม จริ ย ธรรม และเจตคติ ท าง วิทยาศาสตร์ (A) ด้านทัก ษะ/กระบวนการ (P) ซึ่งสอดคล้ องสัม พัน ธ์ กับตัวชี้วดชั้นปีและเนื้อหาในแผนการจัดการเรียนรู้นั้น ๆ ั 3.5 ก า ร วัด แ ล ะ ป ร ะ เ มิน ผ ล ก า ร เ รีย น รู้ เป็นการตรวจสอบ ผลการจัดการเรียนรู้ว่าหลังจากจัดการเรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการ เรีย นรู้ แ ล้ ว นั กเรีย นมี พั ฒ นาการ มี ผลสัม ฤทธิ์ ทางการเรี ย น ตามเป้ า หมายที่คาดหวังไว้หรือไม่ และมีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุง ส่ ง เสริ ม ในด้ า นใดบ้ า ง ดั ง นั้ น ในแต่ ล ะแผนการจั ด การเรี ย นรู้ จึ ง ได้ ออกแบบวิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ด้าน ต่าง ๆ ของนักเรียนไว้อย่างหลากหลาย เช่น การทำาแบบทดสอบ การ ตอบคำา ถามสั้น ๆ การตรวจผลงาน การสังเกตพฤติกรรมทั้งที่เป็นราย บุคคลและกลุ่ม เป็นต้น โดยเน้นการปฏิบัติให้สอดคล้องและเหมาะสม กับตัวชี้วดและมาตรฐานการเรียนรู้ ั วิธีการและเครื่องมือในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เหล่านี้ ครูสามารถนำาไปใช้ประเมินนักเรียนได้ ทั้งในระหว่างการจัดการเรียน รู้และการทำากิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการนำาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำา วัน 3.6 ส า ระ ก าร เ รีย น รู้ เป็นหัวข้อย่อยที่นำา มาจัดการเรียนรู้ใน แต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้แกนกลาง 3.7 แ น ว ท า ง บู ร ณ า ก า ร เป็ น การเสนอแนะแนวทางการจั ด กิจกรรมการเรียนรู้ในเรื่องที่เรียนรู้ขอแต่ละแผนให้เชื่อมโยงสัมพันธ์ กับสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษา
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 11 ต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวาง และ สร้างองค์ความรู้ได้เต็มตามศักยภาพของแต่ละคน 3.8 กระบวนการจัด การเรีย นรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ เป็นการเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละเรื่อง มีขั้นตอน หลัก 3 ขั้น ได้แก่ 1. ขั้นนำาเข้าสู่บทเรียน 2. ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และ 3. ขั้นสรุป โดยขั้นการจัดการเรียนรู้ เน้นการจัดการเรียนรู้โดย การสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process) ที่ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นสร้างความสนใจ ขั้นสำารวจและค้นหา ขั้นอธิบาย และลงข้อสรุป ขั้นขยายความรู้และขั้นประเมิน ซึ่งรายละเอียดของการ จัดกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวครูสามารถศึกษาได้จากแนวทางการจัด กระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในตอนต่อไป 3.9 กิจ กรรมเสนอแนะเพิม เติม สำา หรับ กลุ่ม สนใจพิเ ศษ ่ เป็นกิจกรรมเสนอแนะสำาหรับให้นักเรียนได้พัฒนาเพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากที่ได้จัดการเรียนรู้มาแล้วในชั่วโมงเรียน กิจกรรม เสนอแนะมี 2 ลักษณะ คือ กิจกรรมสำาหรับผู้ที่มีความสามารถพิเศษและ ต้องการศึกษาค้นคว้าในเนื้อหานั้น ๆ ให้ลึกซึ้งกว้างขวางยิ่งขึ้น และ กิจกรรมสำาหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจเนื้อหาหรือยังไม่เกิดการเรียนรู้ตามเป้า หมาย ซึ่งมีลักษณะเป็นการเรียนซำ้าหรือซ่อมเสริม 3.10 สื่ อ /แ ห ล่ ง ก า ร เ รี ย น รู้ เป็ น รายชื่ อ สื่ อ การเรี ย นรู้ ทุ ก ประเภทที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งมีทั้งสื่อธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อ เทคโนโลยี และสื่อ บุค คล เช่น หนังสื อ เอกสารความรู้ รูป ภาพ เครื อ ข่ายอินเทอร์เน็ต วีดิทัศน์ ปราชญ์ชาวบ้าน เป็นต้น 3.11 บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ เป็นส่วนที่ให้ครูบันทึก ผลการจัดการเรียนรู้ว่าประสบความสำาเร็จหรือไม่ มีปัญหาหรือ อุปสรรคอะไรเกิดขึ้นบ้าง ได้แก้ไขปัญหาและอุปสรรคนั้นอย่างไร และ ข้อเสนอแนะสำาหรับการจัดการเรียนรู้ครั้งต่อไป ตอนที่ 3 เอกสาร/ความรู้เ สริม สำา หรับ ครู ประกอบด้วยแบบทดสอบต่างๆ และความรู้เสริมสำาหรับครู ได้ บันทึกลงในซีดีรอม โดยมิได้พิมพ์ไว้ในเล่มคู่มือครู เพื่อความสะดวก ของครูในการนำาไปใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งประกอบ ด้วย 1) มาตรฐานการเรีย นรู้ ตัว ชีว ด ชัน ปี และสาระการ ้ ั ้ เรีย นรู้แ กนกลาง กลุ่ม สาระการเรีย นรูว ิท ยาศาสตร์ สารและ ้ สมบัต ข องสาร ประกอบด้วย ิ (1) มาตรฐานการเรียนรู้ เป็นข้อกำาหนดคุณภาพของนักเรียน ด้านความรู้ ความคิด ทักษะ/กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม และ เจตคติทางวิทยาศาสตร์ เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 12 (2) ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นตัวระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และสามารถปฏิบัติ ได้ รวมถึงคุณลักษณะของนักเรียนในแต่ละระดับชัน ซึ่งสอดคล้องกับ ้ มาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร (3) สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะ/ กระบวนการเรียนรู้และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซึ่งกำาหนดให้ นักเรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจำาเป็นต้องเรียนรู้ ซึ่งกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบ่งเป็น 8 สาระ 2) กระบวนการจัด การเรีย นรู้ท ใ ช้ใ นกลุ่ม สาระการ ี่ เรีย นรู้ว ิท ยาศาสตร์ เป็นวิธีการหรือเทคนิคที่นำามาใช้ใน กระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 3) แฟ้ม สะสมผลงาน (Portfolio) เป็นการเก็บรวบรวมผล งานของนักเรียน โดยแสดงขันตอนในการจัดทำาแฟ้มสะสมผลงานและ ้ วิธีการคัดเลือกผลงานเพื่อเก็บในแฟ้มสะสมผลงาน 4) ผัง การออกแบบการจัด การเรีย นรูแ บบ Backward ้ Design เป็นแบบฟอร์มเพื่อให้ครูสามารถปรับปรุงแผนการจัดการ เรียนรู้ให้สอดคล้องกับสภาพความพร้อมของนักเรียนและสถานการณ์ เฉพาะหน้า รวมทั้งใช้เป็นผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะได้ แผนการ จัดการเรียนรู้นี้ได้อำานวยความสะดวกให้ครู โดยได้พิมพ์โครงสร้าง แผนการจัดการเรียนรู้ที่ออกแบบการเรียนรู้แบบ Backward Design ให้ครูเพิ่มเติมเฉพาะส่วนที่ครูปรับปรุงเองไว้ด้วยแล้ว 5) รูป แบบแผนการจัด การเรีย นรู้ร ายชัว โมง เป็นรูปแบบ ่ การเขียนการจัดการเรียนรู้ที่บอกรายละเอียดในแต่ละหัวข้อที่ปรากฏ อยู่ในแผนการจัดการเรียนรู้รายชั่วโมง 6) ใบงาน สารและสมบัต ิข องสาร ม. 4− 6 เป็นกิจกรรมที่ ฝึกให้นักเรียนได้ปฏิบัติจริง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งแบ่ง เป็นกิจกรรมการทดลอง กิจกรรมสังเกต กิจกรรมสำารวจ กิจกรรม สืบค้นข้อมูล 7) แบบทดสอบก่อ นเรีย นและหลัง เรีย น เป็นแบบทดสอบ แบบปรนัยและอัตนัย เพื่อใช้วัดความรู้ของนักเรียนก่อนและหลังเรียน 8) เครื่อ งมือ ประเมิน ผลด้า นคุณ ธรรม จริย ธรรม และ เจตคติท างวิท ยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่มีลักษณะเป็นแบบตรวจ สอบรายการและมาตรประมาณค่า โดยใช้วิธีการสังเกต สอบถาม หรือ สัมภาษณ์ ซึ่งครูสามารถนำาไปใช้ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของนักเรียนได้ ทั้งในระหว่างการจัดการเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรม ต่าง ๆ ซึ่งได้ใช้ตัวบ่งชี้คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของจิตวิทยาศาสตร์ 9) เครื่อ งมือ ประเมิน ด้า นทัก ษะ/กระบวนการ เป็นเครื่อง มือที่มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการและแบบมาตรประมาณค่า โดย ใช้วิธีการสังเกต สอบถาม หรือสัมภาษณ์ ซึ่งครูสามารถนำาไปใช้ ประเมินทักษะ/กระบวนการของนักเรียนได้ ทั้งในระหว่างการจัดการ
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 13 เรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งได้ใช้ตัวบ่งชี้คุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของจิตวิทยาศาสตร์ 10) เครื่อ งมือ ประเมิน สมรรถนะทางวิท ยาศาสตร์แ ละ ภาระงานของนัก เรีย นโดยใช้ม ิต ค ุณ ภาพ (Rubrics) เป็นเครื่อง ิ มือสำาหรับการประเมินตามสภาพจริง ที่ประกอบด้วยรายการที่ใช้ ประเมินหรือเกณฑ์ในการพิจารณาและคำาอธิบายระดับคุณภาพ มี ตัวอย่างเครื่องมือหลายประเภท เช่น แบบสังเกต แบบสำารวจ แบบ ประเมินการทดลอง แบบประเมินการศึกษาค้นคว้า แบบประเมินโครง งานวิทยาศาสตร์ โครงงานทั่วไป และแบบประเมินแฟ้มสะสมผลงาน 1.2 วิธ ีก ารใช้แ ผนการจัด การเรีย นรู้ การจัดการเรียนรู้ครูควรศึกษาคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สาร และสมบัติของสาร ม. 4−6 และศึกษาสื่อการเรียนรู้ที่จะใช้ประกอบ การจัดการเรียนรู้ หลังจากนั้นจึงวางแผนเตรียมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ก็จะช่วยให้การจัดการเรียนรู้ของครูเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางของคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เล่มนี้จะมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล อย่างสูงสุดก็ต่อเมื่อครูได้เตรียมการล่วงหน้า และเลือกวิธีการจัดการ เรียนรู้ให้เหมาะสมกับนักเรียน ที่สำาคัญสถานศึกษาแต่ละแห่งมีสภาพ แวดล้อมการเรียนรู้และสภาพนักเรียนที่แตกต่างกัน จึงเป็นไปไม่ได้ที่ คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้เล่มใด ๆ จะเหมาะสมและดีเยี่ยมสำาหรับ สถานศึกษา ครู และนักเรียนทุกคน ดังนัน จึงเป็นหน้าทีของครูทจะ ้ ่ ี่ ต้องเตรียมการจัดการเรียนรู้ พิจารณาปรับและเลือกสรรแผนการจัดการ เรียนรู้ให้เหมาะสมกับสภาพการเรียนรู้จริงของนักเรียนและสถาน ศึกษา 1.3 สัญ ลัก ษณ์ก ระบวนการเรีย นรู้ สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่กำาหนดไว้ที่กิจกรรมนั้นมีจุดมุ่งหมายและจุด เน้นที่แตกต่างกันตามลักษณะของกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องการให้ นักเรียนได้เรียนรู้ ซึ่งมีความสอดคล้องกับธรรมชาติของกลุ่มสาระการ เรียนรู้และจุดเน้นของหลักสูตร ดังนั้นสัญลักษณ์จึงเป็นแนวทางที่เอื้อ ประโยชน์ต่อนักเรียนที่จะศึกษาหาความรู้ตามรายละเอียดของกิจกรรม ในสื่อการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์สมบูรณ์แบบชุดนี้ได้กำาหนดสัญลักษณ์ ไว้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ สัญ ลัก ษณ์ห ลัก ของกลุ่ม สาระการเรีย นรู้ว ิท ยาศาสตร์ การสืบ ค้น ข้อ มูล เป็นกิจกรรมที่กำาหนดให้นักเรียน สืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ แล้วใช้ทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ เช่น การลงสรุปข้อมูล เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ด้วยตนเอง
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 14 การสำา รวจ เป็นกิจกรรมที่กำาหนดให้นักเรียนสำารวจ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ตามความคิดรวบยอดของแต่ละหัวเรื่อง แล้วใช้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสังเกต การจัดกระทำาและ สื่อความหมายข้อมูล การลงสรุปข้อมูล เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ด้วย ตนเอง การทดลอง เป็นกิจกรรมที่กำาหนดให้นักเรียนได้ปฏิบัติ การทดลองเพื่อพิสูจน์มโนทัศน์ที่เรียนรู้ โดยการออกแบบการทดลอง ดำาเนินการทดลอง และสรุปผลการทดลอง แล้วใช้ทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ เช่น การสังเกต การพยากรณ์ การจัดกระทำาและสื่อ ความหมายข้อมูล การลงสรุปข้อมูล เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ด้วยตนเอง การสัง เกต เป็นกิจกรรมที่กำาหนดให้นักเรียนสังเกต ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ตามความคิดรวบยอดของแต่ละหัวเรื่อง แล้วใช้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การจำาแนกการลงสรุปข้อมูล เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ด้วยตนเอง สัญ ลัก ษณ์เ สริม ของกลุ่ม สาระการเรีย นรู้ วิท ยาศาสตร์ โครงงาน เป็นกิจกรรมโครงงานคัดสรรที่นำาหลักการ แนวคิดของมโนทัศน์ในหัวเรื่องที่เรียนรู้มาใช้แก้ปัญหา การพัฒ นากระบวนการคิด เป็นกิจกรรมที่กำาหนดให้ นักเรียนได้ใช้กระบวนการคิดเพื่อเพิ่มพูนทักษะการคิดของตนเอง การประยุก ต์ใ ช้ใ นชีว ต ประจำา วัน เป็นกิจกรรมที่ ิ กำาหนดให้นักเรียนต้องนำาหลักการ แนวคิดของมโนทัศน์ในหัวเรื่องที่ เรียนรู้มาใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์จริงของชีวิตประจำาวัน การทำา ประโยชน์ใ ห้ส ัง คม เป็นกิจกรรมที่กำาหนดให้ นักเรียนนำาความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ไปปฏิบัติเพื่อให้ตระหนักในการ ทำาประโยชน์ให้สังคม การปฏิบ ัต ิจ ริง /ฝึก ทัก ษะ เป็นกิจกรรมที่กำาหนดให้ นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดและเพิ่มพูนทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 15 ความคิดสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่กำาหนดให้นักเรียนได้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างสรรค์ภาระงานเพิ่มพูนทักษะการคิด ของตนเอง 2. แนวคิด หลัก การออกแบบการจัด การเรีย นรู้แ บบ Backward Design (BwD) การจัดการเรียนรู้หรือการสอนเป็นงานที่ครูทุกคนต้องใช้กลวิธี ต่าง ๆ มากมายเพื่อให้นักเรียนสนใจที่จะเรียนรู้และเกิดผลตามที่ครู คาดหวัง การจัดการเรียนรู้จัดเป็นศาสตร์ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถ ตลอดจนประสบการณ์อย่างมาก ครูบางคนอาจจะละเลยเรื่องของการ ออกแบบการจัดการเรียนรู้หรือการออกแบบการสอน ซึ่งเป็นงานที่ครู จะต้องทำาก่อนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ การออกแบบการจัด การเรีย นรูท ำา อย่า งไร ทำา ไมจึง ต้อ ง ้ ออกแบบการจัด การเรีย นรู้ ครูทุกคนผ่านการศึกษาและได้เรียนรู้เกี่ยวกับการออกแบบการ เรียนรู้มาแล้ว ในอดีตการออกแบบการเรียนรู้จะเริ่มต้นจากการกำาหนด จุดประสงค์การเรียนรู้ การวางแผนการจัดการเรียนรู้ การดำาเนินการ จัดการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ปัจจุบันการเรียนรู้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม รวม ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาท ต่อการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้จากสื่อและ แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ที่มีอยู่รอบตัว ดังนั้นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ จึงเป็นกระบวนการสำาคัญที่ครูจำาเป็นต้องดำาเนินการให้เหมาะสมกับ ศักยภาพของนักเรียนแต่ละบุคคล วิกกินส์และแม็คไท นักการศึกษาชาวอเมริกันได้เสนอแนวคิด เกี่ยวกับการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ซึ่งเขาเรียกว่า Backward Design ซึ่งเป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ครูจะต้องกำาหนด ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียนก่อน โดยเขาทั้งสอง ให้ชื่อว่า ความเข้าใจที่คงทน (Enduring Understandings) เมื่อ กำาหนดความเข้าใจที่คงทนได้แล้ว ครูจะต้องบอกให้ได้ว่าความเข้าใจ ที่คงทนของนักเรียนนี้เกิดจากอะไร นักเรียนจะต้องมีหรือแสดง พฤติกรรมอะไรบ้าง ครูมีหรือใช้วิธีการวัดอะไรบ้างที่จะบอกว่านักเรียน มีหรือแสดงพฤติกรรมเหล่านั้นแล้ว จากนั้นครูจึงนึกถึงวิธีการจัดการ เรียนรู้ที่จะทำาให้นักเรียนเกิดความเข้าใจที่คงทนต่อไป แนวคิด ของ Backward Design
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 16 Backward Design เป็นการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ ผลลัพธ์ปลายทางเป็นหลัก ซึ่งผลลัพธ์ปลายทางนี้จะเกิดขึ้นกับ นักเรียนก็ต่อเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้ ทั้งนี้ครูจะต้องออกแบบการ จัดการเรียนรู้ โดยใช้กรอบความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลมีความสัมพันธ์ กัน จากนั้นจึงจะลงมือเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ขยายรายละเอียด เพิ่มเติมให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพต่อไป กรอบความคิดหลักของการออกแบบการจัดการเรียนรู้โดย Backward Design มีขั้นตอนหลักที่สำาคัญ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 กำาหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับ นักเรียน ขั้นที่ 2 กำาหนดภาระงานและการประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งเป็น หลักฐานที่แสดงว่านักเรียน มีผลการเรียนรู้ตามที่กำาหนดไว้อย่างแท้จริง ขั้นที่ 3 วางแผนการจัดการเรียนรู้ ขั้น ที่ 1 กำา หนดผลลัพ ธ์ป ลายทางที่ต ้อ งการให้เ กิด ขึ้น กับ นัก เรีย น ก่อนที่จะกำาหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับ นักเรียนนั้น ครูควรตอบคำาถามสำาคัญต่อไปนี้ − นักเรียนควรจะมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถทำาสิ่งใดได้ บ้าง − เนื้อหาสาระใดบ้างที่มีความสำาคัญต่อการสร้างความเข้าใจ ของนักเรียนและความเข้าใจที่คงทน (Enduring Understanding) ที่ครูต้องการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนมีอะไรบ้าง เมื่อจะตอบคำาถามสำาคัญดังกล่าวข้างต้น ให้ครูนึกถึงเป้าหมาย ของการศึกษา มาตรฐานการเรียนรู้ด้านเนื้อหาระดับชาติที่ปรากฏอยู่ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 รวมทั้ง มาตรฐานการเรียนรู้ระดับเขตพื้นที่การศึกษา หรือท้องถิ่น การทบทวนความคาดหวังของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน เนื่องจากมาตรฐานแต่ละระดับจะมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาสาระต่าง ๆ ซึ่งมีความแตกต่างลดหลั่นกันไป ด้วยเหตุนี้ขั้นที่ 1 ของ Backward Design ครูจึงต้องจัดลำาดับความสำาคัญและเลือกผลลัพธ์ปลายทาง ของนักเรียน ซึ่งเป็นผลการเรียนรู้ที่เกิดจากความเข้าใจที่คงทนต่อไป ความเข้า ใจที่ค งทนของนัก เรีย น ความเข้าใจที่คงทนคืออะไร ความเข้าใจที่คงทนเป็นความรู้ที่ลึก ซึ้ง ได้แก่ ความคิดรวบยอด ความสัมพันธ์ และหลักการของเนื้อหาและ วิชาที่นักเรียนเรียนรู้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งเป็นความรู้ที่อิงเนื้อหา ความรู้นี้เกิดจากการสะสมข้อมูลต่าง ๆ ของนักเรียนและเป็นองค์ความ รู้ที่นักเรียนสร้างขึ้นด้วยตนเอง
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 17 การเขีย นความเข้า ใจทีค งทนในการออกแบบการ ่ จัด การเรีย นรู้ ถ้าความเข้าใจที่คงทนหมายถึง สาระสำาคัญของสิ่งที่จะเรียนรู้ แล้ว ครูควรจะรู้ว่าสาระสำาคัญหมายถึงอะไร คำาว่า สาระสำาคัญ มาจาก คำาว่า Concept ซึ่งนักการศึกษาของไทยแปลเป็นภาษาไทยว่า สาระ สำาคัญ ความคิดรวบยอด มโนทัศน์ มโนมติ และสังกัป ซึ่งการเขียน แผนการจัดการเรียนรู้นิยมใช้คำาว่า สาระสำาคัญ สาระสำาคัญเป็นข้อความที่แสดงแก่นหรือเป้าหมายเกี่ยวกับเรื่อง ใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปรวมและข้อแตกต่างเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่อง หนึ่ง โดยอาจครอบคลุมข้อเท็จจริง กฎ ทฤษฎี ประเด็น และการสรุป สาระสำาคัญและข้อความที่มีลักษณะรวบยอดอย่างอื่น ประเภทของสาระสำาคัญ 1. ระดับกว้าง (Broad Concept) 2. ระดับการนำาไปใช้ (Operative Concept หรือ Functional Concept) ตัวอย่างสาระสำาคัญระดับกว้าง − สุขภาพของตัวอ่อนในครรภ์ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนของมารดา − พืชมีหลายชนิด มีประโยชน์ต่างกัน ตัวอย่างสาระสำาคัญระดับนำาไปใช้ − สุขภาพของตัวอ่อนในครรภ์ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตนของมารดา ในด้านการรับประทานอาหาร การเคลื่อนไหว และการรักษาสุขภาพ จิต − พืชมี 2 ประเภท คือ พืชล้มลุก และพืชยืนต้น พืชมีประโยชน์ ในการทำาให้มีสมดุลทางธรรมชาติ เป็นที่อยู่อาศัย เป็นยารักษาโรค เป็นเครื่องนุ่งห่ม และทำาให้โลกสวยงาม แนวทางการเขียนสาระสำาคัญ 1. ให้เขียนสาระสำาคัญของทุกเรื่อง โดยแยกเป็นข้อ ๆ (จำานวน ข้อของสาระสำาคัญจะเท่ากับจำานวนเรื่อง) 2. การเขียนสาระสำาคัญที่ดีควรเป็นสาระสำาคัญระดับการนำาไป ใช้ 3. สาระสำาคัญต้องครอบคลุมประเด็นสำาคัญครบถ้วน เพราะหาก ขาดส่วนใดไปแล้วจะทำาให้นักเรียนรับสาระสำาคัญที่ผิดไปทันที 4. การเขียนสาระสำาคัญที่จะให้ครอบคลุมประเด็นสำาคัญวิธีการ หนึ่งคือ การเขียนแผนผังสาระสำาคัญ ตัวอย่างการเขียนแผนผังสาระสำาคัญ ลักษณะของสัตว์ที่ นำามา ใช้แรงงาน
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 18 ด้านการใช้ แรงงาน ประโยชน์ ด้านการใช้เป็น อาหาร ด้านการเลี้ยง ไว้ดูเล่น ตัวอย่างสัตว์ที่นำา มาใช้ แรงงานแต่ละด้าน ส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ ที่นำามาใช้เป็น อาหาร ส่วนต่าง ๆ ของสัตว์ แต่ละชนิดที่นำามา ใช้ เป็นอาหาร ลักษณะของสัตว์ที่ เลี้ยง ไว้ดูเล่น ตัวอย่างของสัตว์ที่ เลี้ยงไว้ดูเล่น สาระสำาคัญของประโยชน์ของสัตว์: ประโยชน์ของสัตว์แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้แรงงาน ด้านการใช้เป็นอาหาร และด้านการเลี้ยงไว้ ดูเล่น 5. การเขียนสาระสำาคัญเกี่ยวกับเรื่องใดควรเขียนลักษณะเด่นที่ มองเห็นได้หรือนึกได้ออกมาเป็นข้อ ๆ แล้วจำาแนกลักษณะเหล่านั้น เป็นลักษณะจำาเพาะและลักษณะประกอบ 6. การเขียนข้อความที่เป็นสาระสำาคัญ ควรใช้ภาษาที่มีการ ขัดเกลาอย่างดี เลี่ยงคำาที่มีความหมายกำากวมหรือฟุ่มเฟือย ตัว อย่า งการเขีย นสาระสำา คัญ เรื่อ ง แมลง แมลง ลัก ษณะ ลัก ษณะ จำา เพาะ ประกอบ มีสี − ü มี 6 ขา − ü
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 19 มีพิษ ร้องได้ มีปีก ลำาตัวเป็นปล้อง มีหนวดคลำาทาง 2 เส้น เป็นอาหารได้ ไม่มีกระดูกสัน หลัง − − ü ü ü ü ü − − − − ü ü − สาระสำาคัญของแมลง: แมลงเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ลำาตัว เป็น 3 ปล้อง มี 6 ขา มีหนวดคลำาทาง 2 เส้น มีปีก 2 ปีก ตัวมีสีต่างกัน บางชนิดร้องได้ บางชนิดมีพิษ และบางชนิดเป็น อาหารได้ ขั้น ที่ 2 กำา หนดภาระงานและการประเมิน ผลการ เรีย นรู้ซ ึ่ง เป็น หลัก ฐานที่แ สดงว่า นัก เรีย นมีผ ลการเรีย นรู้ต ามที่ก ำา หนดไว้อ ย่า งแท้จ ริง เมื่อครูกำาหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน แล้ว ก่อนที่จะดำาเนินการขั้นต่อไปขอให้ครูตอบคำาถามสำาคัญ ต่อไปนี้ − นักเรียนมีพฤติกรรมหรือแสดงออกในลักษณะใด จึงทำาให้ครู ทราบว่า นักเรียนบรรลุผลลัพธ์ปลายทางตามที่กำาหนดไว้แล้ว − ครูมีหลักฐานหรือใช้วิธีการใดที่สามารถระบุได้ว่า นักเรียนมี พฤติกรรมหรือแสดงออกตามผลลัพธ์ปลายทางที่กำาหนดไว้ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักการของ Backward Design เน้นให้ครูรวบรวมหลักฐานการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่ จำาเป็นและมีหลักฐานเพียงพอที่จะกล่าวได้ว่า การจัดการเรียนรู้ทำาให้ นักเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์แล้วไม่ใช่เรียนแค่ให้จบตามหลักสูตรหรือเรียน ตามชุดของกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูกำาหนดไว้เท่านั้น วิธีการของ Backward Design ต้องการกระตุ้นให้ครูคิดล่วงหน้าว่า ครูควรจะ กำาหนดและรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์อะไรบ้างก่อนที่จะออกแบบ หน่วยการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักฐานดังกล่าวควรจะเป็นหลัก ฐานที่สามารถใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับ ที่มีประโยชน์สำาหรับผู้เรียนและ ครูได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ครูควรใช้วิธีการวัดและประเมินแบบต่อ เนื่องอย่างไม่เป็นทางการและเป็นทางการ ตลอดระยะเวลาที่ครูจัด กิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดที่ต้องการ ให้ครูทำาการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ระหว่างการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ที่เรียกว่า สอนไปวัด ผลไป
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 20 จึงกล่าวได้ว่าขั้นนี้ ครูควรนึกถึงพฤติกรรมหรือการแสดงออก ของนักเรียน โดยพิจารณาจากผลงานหรือชิ้นงานที่เป็นหลักฐานเชิง ประจักษ์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักเรียนเกิดผลลัพธ์ปลายทางตามเกณฑ์ที่ กำาหนดไว้แล้วและเกณฑ์ที่ใช้ประเมินควรเป็นเกณฑ์คุณภาพในรูป ของมิติคุณภาพ (Rubrics) อย่างไรก็ตามครูอาจจะมีหลักฐานหรือใช้ วิธีการอื่น ๆ เช่น การทดสอบก่อนและหลังเรียน การสัมภาษณ์ การ ศึกษาค้นคว้า การฝึกปฏิบัติขณะเรียนรู้ประกอบด้วยก็ได้ การกำา หนดภาระงานและการประเมิน ผลการเรีย นรู้ซ ง ึ่ เป็น หลัก ฐานทีแ สดงว่า นัก เรีย นมีผ ล ่ การเรีย นรูต ามผลลัพ ธ์ป ลายทางทีก ำา หนดไว้แ ล้ว ้ ่ หลังจากที่ครูได้กำาหนดผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับ นักเรียนแล้ว ครูควรกำาหนดภาระงานและวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ตามผลลัพธ์ปลาย ทางที่กำาหนดไว้แล้ว ภาระงาน หมายถึง งานหรือกิจกรรมที่กำาหนดให้นักเรียน ปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้/ตัวชี้วัดชั้นปี/มาตรฐาน การเรียนรู้ที่กำาหนดไว้ ลักษณะสำาคัญของงานจะต้องเป็นงานที่ สอดคล้องกับชีวิตจริงในชีวิตประจำาวัน เป็นเหตุการณ์จริงมากกว่า กิจกรรมที่จำาลองขึ้นเพื่อใช้ในการทดสอบ ซึ่งเรียกว่างานที่ปฏิบัติเป็น งานที่มีความหมายต่อผู้เรียน (Meaningful Task) นอกจากนี้ งาน และกิจกรรมจะต้องมีขอบเขตที่ชัดเจน สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้/ตัวชี้วัดชันปี/มาตรฐานการเรียนรู้ที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับ ้ นักเรียน ทั้งนี้เมื่อได้ภาระงานครบถ้วนตามที่ต้องการแล้ว ครูจะต้องนึกถึง วิธีการและเครื่องมือที่จะใช้วัดและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน ซึ่งมีอยู่มากมายหลายประเภท ครูจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับภาระงาน ที่นักเรียนปฏิบัติ ตัวอย่างภาระงานเรื่อง อาหารหลัก 5 หมู่และสารอาหารใน อาหารหลัก 5 หมู่ รวมทั้งการกำาหนดวิธีการวัดและประเมินผลการเรียน รู้ของนักเรียนดังตาราง
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 21 ตัวอย่าง ภาระงาน/ผลงาน แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง อาหารหลัก 5 หมู่และสารอาหารในอาหาร หลัก 5 หมู่ สาระที่ 1 : สิ่ง มีช ีว ิต กับ กระบวนการดำา รงชีว ิต มาตรฐาน ว 1.1 : เข้าใจหน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของ ระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตที่ทำางานสัมพันธ์กัน มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สือสารสิ่งทีเรียนรู้ ่ และนำาความรู้ไปใช้ในการดำารงชีวิตของตนเองและดูแลสิ่งมีชีวิต ตัว ชีว ด ้ ั ชัน ปี ้ วิเคราะห์ สารอาหาร และ อภิปราย ความ จำาเป็นที่ ร่างกาย ต้องได้รับ สารอาหาร สาระ การ เรีย นรู้ อาหาร หลัก 5 หมู่ ความ หมายและ ประเภท ของสาร อาหาร ภาระ งาน/ ผล งาน/ ชิ้น งาน รายงาน เรื่อง อาหาร หลัก 5 หมูและ ่ สาร อาหาร ใน อาหาร การวัด และประเมิน ผล วิธ ีก าร เครื่อ งมือ เกณฑ์ −ซักถาม ความรู้ −แบบ สัมภาษณ์ −ตรวจผล งาน −แบบตรวจ สอบ ผลงาน −แบบ สังเกตการณ์ −สังเกตกา ร −เกณฑ์ คุณภาพ 4 ระดับ −เกณฑ์ คุณภาพ 4 ระดับ −เกณฑ์ คุณภาพ กิจ กรรม การเรีย นรู้ การสำารวจสาร อาหารที่ได้ใน แต่ละวัน สื่อ การเรีย นรู้ 1. ภาพอาหารต่าง ๆ 2. ภาพเด็กที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และไม่แข็งแรง 3. แผนภูมิพีระมิดอาหาร 4. แบบบันทึกข้อมูลการสร้างคำาถาม ของนักเรียนจากประเด็นปัญหาที่ศึกษา 5. แบบบันทึกข้อมูลการอภิปรายจาก ประเด็นปัญหาที่ศึกษา 6. แบบบันทึกความรู้
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 22 ในสัดส่วน ที่เหมาะสม กับเพศ และวัย หลัก 5 หมู่ รายงาน −สังเกตกา ร ทำางาน กลุ่ม ทำางานกลุ่ม −แบบประเมิน พฤติกรรม การ ปฏิบัติ กิจกรรม เป็นราย บุคคล และเป็นกลุ่ม 4 ระดับ −เกณฑ์ คุณภาพ 4 ระดับ 7. ใบงานที่ 1 สำารวจสารอาหารที่ได้ ในแต่ละวัน 8. ใบกิจกรรมที่ 1 เรื่อง สารอาหารใน อาหารหลัก 5 หมู่ 9. ใบกิจกรรมที่ 2 การสำารวจสาร อาหารในอาหารหลัก 5 หมู่ 10. แบบทดสอบ เรื่อง สารอาหารใน อาหารหลัก 5 หมู่
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 23 ความเข้าใจที่คงทนจะเกิดขึ้นได้ นักเรียนจะต้องมีความสามารถ 6 ประการ ได้แก่ 1. การอธิบ าย ชีแ จง เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออก ้ โดยการอธิบายหรือชี้แจงในสิ่งที่เรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง สอดคล้อง มี เหตุมีผล และ เป็นระบบ 2. การแปลความและตีค วาม เป็นความสามารถที่นักเรียน แสดงออกโดยการแปลความและตีความได้อย่างมีความหมาย ตรง ประเด็น กระจ่างชัด และทะลุปรุโปร่ง 3. การประยุก ต์ ดัด แปลง และนำา ไปใช้ เป็นความสามารถที่ นักเรียนแสดงออกโดยการนำาสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมี ประสิทธิผล มีประสิทธิภาพ และคล่องแคล่ว 4. การมีม ุม มองทีห ลากหลาย เป็นความสามารถที่นักเรียน ่ แสดงออกโดยการมีมุมมองที่น่าเชื่อถือ เป็นไปได้ มีความลึกซึ้ง แจ่ม ชัด และแปลกใหม่ 5. การให้ค วามสำา คัญ ใส่ใ จในความรู้ส ก ของผูอ ื่น เป็น ึ ้ ความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดยการมีความละเอียดรอบคอบ เปิดเผย รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ระมัดระวังที่จะไม่ให้เกิดความ กระทบกระเทือนต่อผู้อื่น 6. การรู้จ ัก ตนเอง เป็นความสามารถที่นักเรียนแสดงออกโดย การมีความตระหนักรู้ สามารถประมวลผลข้อมูลจากแหล่งที่หลาก หลาย ปรับตัวได้ รู้จักใคร่ครวญ และมีความเฉลียวฉลาด นอกจากนี้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำาหนดสมรรถนะสำาคัญของนักเรียนหลังจากสำาเร็จการศึกษา ตามหลักสูตรไว้ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสือ สาร เป็นความสามารถของ ่ นักเรียนในการถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และ ทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์ อัน จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อ รองเพื่อประนีประนอม การเลือกที่จะรับและไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วย หลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพ โดยคำานึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถของนักเรียน ในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การ คิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดเชิงคุณธรรม และการคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อนำาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยว กับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 3. ความสามารถในการแก้ป ัญ หา เป็นความสามารถของ นักเรียนในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสิน ใจที่มีประสิทธิภาพ โดยคำานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และสิงแวดล้อม ่ 4. ความสามารถในการใช้ท ัก ษะ /กระบวนการและทัก ษะ ในการดำา เนิน ชีว ต เป็นความสามารถของนักเรียนในด้านการนำา ิ กระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำาเนินชีวิตประจำาวัน การทำางานและ การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่าง บุคคล การจัดการและหาทางออกที่เหมาะสมด้านความขัดแย้งและ ความแตกต่างระหว่างบุคคล การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของ สังคมและสภาพแวดล้อม การสืบเสาะหาความรู้ และการรู้จักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เ ทคโนโลยี เป็นความสามารถ ของนักเรียนในการเลือกใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ทั้งด้านวัตถุ แนวคิด และวิธีการในการพัฒนาตนเองและสังคมด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การทำางาน การแก้ปัญหา และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมและมีคุณธรรม นอกจากสมรรถนะสำาคัญของนักเรียนหลังจากสำาเร็จการศึกษา ตามหลักสูตรที่กล่าวแล้วข้างต้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้น ฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำาหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของ นักเรียนหลังจากสำาเร็จการศึกษาตามหลักสูตรไว้ 8 ประการ ดังนี้ 24 1. รั ก ช า ติ ศ า ส น์ ก ษั ต ริ ย ์ เป็ น คุ ณ ลั ก ษณะในฐานะ พลเมืองไทย ต้องรู้คุณค่า หวงแหน และเทิดทูนสถาบันสูงสุดของ ชาติ 2. ซื่ อ สั ต ย์ ส ุ จ ริ ต เป็ น คุ ณ ลั ก ษณะที่ ผู้ เ รี ย นมี จิ ต สำา นึ ก ค่ า นิยม และมีคุณธรรม จริยธรรมในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่นในสังคม อย่างมีความสุข 3. มี ว ิ น ั ย เป็ น คุ ณ ลั ก ษณะของนั ก เรี ย นด้ า นการประพฤติ ปฏิ บั ติ ต าม กฎ ระเบี ย บของสั ง คมอย่ า งมี ค วามรั บ ผิ ด ชอบ และ ความซื่อสัตย์ตอตนเองและผู้อื่น ่ 4. ใ ฝ่ เ รี ย น รู้ เป็ น คุ ณ ลั ก ษณะของนั ก เรี ย นด้ า นความ กระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้อยากรู้ อยากเรียน รักการอ่าน การเขียน การฟัง รู้จักตั้งคำาถามเพื่อหาเหตุผล ทั้งด้วยตนเองและ
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ร่วมกับผู้อื่นด้วยความขยัน หมั่นเพียร และอดทน และเปิดรับความ คิดใหม่ ๆ 5. อยู่อ ย่า งพอเพีย ง เป็นคุณลักษณะ ของนักเรียนในการ ดำารงชีวิตอย่างมีความพอประมาณใช้ สิ่งของอย่างประหยัด พอใจ ในสิ่งที่ตนมีอยู่บนหลักเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี 6. มุ่ ง มั่ น ใ น ก า ร ทำา ง า น เป็ น คุ ณ ลั ก ษณะของผู้ เ รี ย นที่ มี จิ ต สำา นึ ก ในการใช้ บริ ห ารงานและทรั พ ยากรอย่ า งคุ้ ม ค่ า และ ยั่งยืน ในการทำางานตามความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะและมุ่งมั่นต่อ ความสำาเร็จของงาน 7. รั ก ค ว า ม เ ป็ น ไ ท ย เป็ น คุ ณ ลั ก ษณะของผู้ เ รี ย นที่ รู้ จั ก หวงแหน อนุ รั ก ษ์ พั ฒ นาวิ ถี ชี วิ ต ของคนไทย ประพฤติ ต าม วัฒนธรรมไทยให้คงอยู่คู่ไทย 8. มีจ ิต สาธารณะ เป็นคุณลักษณะที่ผู้เรียนได้ทำาประโยชน์ ตามความสามารถ ความถนั ด และความสนใจในลั ก ษณะอาสา สมั ค ร เพื่ อ แสดงความรั บ ผิ ด ชอบ ความเสี ย สละ มี จิ ต มุ่ ง ทำา ประโยชน์ต่อครอบครัว ชุมชน สังคม ดังนั้นการกำาหนดภาระงานให้นักเรียนปฏิบัติ รวมทั้งการเลือก วิธีการและเครื่องมือประเมินผลการเรียนรู้นั้น ครูควรคำานึงถึงความ สามารถของนักเรียน 6 ประการ ตามแนวคิดของ Backward Design สมรรถนะสำาคัญและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียนหลังจาก สำาเร็จการศึกษาตามหลักสูตรที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อให้ภาระงาน วิธี การ และเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้มีครอบคลุมสิ่งที่สะท้อน ผลลัพธ์ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียนอย่างแท้จริง นอกจากนี้การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดของ Backward Design ในขั้นที่ 2 นี้ ครูจะต้องคำานึงถึงภาระงาน วิธีการ เครื่องวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีความเที่ยงตรง ความเชื่อถือได้ มีประสิทธิภาพ ตรงกับสภาพจริง มีความยืดหยุ่น และให้ความสบายใจ แก่นักเรียนเป็นสำาคัญ ขั้น ที่ 3 วางแผนการจัด การเรีย นรู้ เมื่อครูมีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกำาหนดผลลัพธ์ ปลายทางที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับนักเรียน รวมทั้งกำาหนดภาระงานและ การประเมินผลการเรียนรู้ ซึ่งเป็นหลักฐานที่แสดงว่านักเรียนเกิดการ เรียนรู้ตามที่กำาหนดไว้อย่างแท้จริงแล้ว ขั้นต่อไปครูควรนึกถึง กิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่จะจัดให้แก่นักเรียน การที่ครูจะนึกถึง กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะจัดให้นักเรียนได้นั้น ครูควรตอบคำาถามสำาคัญ ต่อ ไปนี้ 25
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 26 − ถ้าครูต้องการจะจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนเกิดความรู้เกี่ยวกับ ข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอด หลักการ และทักษะกระบวนการต่าง ๆ ที่จำาเป็นสำาหรับนักเรียน ซึ่งจะทำาให้นักเรียนเกิดผลลัพธ์ปลายทางตาม ที่กำาหนดไว้ รวมทั้งเกิดเป็นความเข้าใจที่คงทนต่อไปนั้น ครูสามารถ จะใช้วิธีการง่าย ๆ อะไรบ้าง − กิจกรรมการเรียนรู้ที่จะช่วยเป็นสื่อนำาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ และทักษะที่จำาเป็นมีอะไรบ้าง − สื่อและแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมและดีที่สุด ซึ่งจะทำาให้ผู้ เรียนบรรลุตามมาตรฐานของหลักสูตรมีอะไรบ้าง − กิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่กำาหนดไว้ควรจัดกิจกรรมใดก่อน และควรจัดกิจกรรมใด ภายหลัง − กิจกรรมต่าง ๆ ออกแบบไว้เพื่อตอบสนองความแตกต่าง ระหว่างบุคคลของนักเรียนหรือไม่ เพราะเหตุใด การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนเกิดผลลัพธ์ ปลายทางตามแนวคิดของ Backward Design นั้น วิกกินส์และแม็ค ไทได้เสนอแนะให้ครูเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดของ WHERETO (ไปที่ไหน) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ W แทน กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดให้นั้นจะต้องช่วยให้นักเรียนรู้ ว่าหน่วยการเรียนรู้นี้จะดำาเนินไปในทิศทางใด (Where) และสิ่งที่คาด หวังคืออะไร (What) มีอะไรบ้าง ช่วยให้ครูทราบว่านักเรียนมีความรู้ พื้นฐานและความสนใจอะไรบ้าง H แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรดึงดูดความสนใจนักเรียนทุกคน (Hook) ทำาให้นักเรียนเกิดความสนใจในสิ่งที่จะเรียนรู้ (Hold) และ ใช้สงที่นักเรียนสนใจเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ ิ่ E แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรส่งเสริมและจัดให้ (Equip) นักเรียนได้มีประสบการณ์ (Experience) ในแนวคิดหลัก/ความคิด รวบยอด และสำารวจ รวมทั้งวินิจฉัย (Explore) ในประเด็นต่าง ๆ ที่น่า สนใจ R แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้คิด ทบทวน (Rethink) ปรับ (Revise) ความเข้าใจในความรู้และงานที่ ปฏิบัติ E แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ประเมิน (Evaluate) ผลงานและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 T แทน กิจกรรมการเรียนรู้ควรออกแบบ (Tailored) สำาหรับ นักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ ความสนใจ และความสามารถที่แตกต่างกันของนักเรียน O แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้เป็นระบบ (Organized) ตามลำาดับการเรียนรู้ของนักเรียนและกระตุ้นให้ นักเรียนมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ตั้งแต่เริ่มแรกและตลอดไป ทั้งนี้เพื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผล อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า การวางแผนการจัดการเรียนรู้ที่มี การกำาหนดวิธีการจัดการเรียนรู้ การลำาดับบทเรียน รวมทั้งสื่อและ แหล่งการเรียนรู้ที่เฉพาะเจาะจงนั้น จะประสบผลสำาเร็จได้ก็ต่อเมื่อครู ได้มีการกำาหนดผลลัพธ์ปลายทาง หลักฐานและวิธีการวัดและประเมิน ผลที่แสดงว่านักเรียนมีผลการเรียนรู้ตามที่กำาหนดไว้อย่างแท้จริงแล้ว การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นเพียงสื่อที่จะนำาไปสู่เป้าหมายความ สำาเร็จที่ต้องการเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ถ้าครูมีเป้าหมายที่ชัดเจนก็จะช่วย ทำาให้การวางแผนการจัดการเรียนรู้และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถทำาให้นักเรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่กำาหนดไว้ได้ โดยสรุปจึงกล่าวได้ว่า ขั้นนี้เป็นการค้นหาสื่อการเรียนรู้ แหล่ง การเรียนรู้ และกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องเหมาะสมกับนักเรียน กิจกรรมที่กำาหนดขึ้นควรเป็นกิจกรรมที่จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถ สร้างและสรุปเป็นความคิดรวบยอดและหลักการที่สำาคัญของสาระที่ เรียนรู้ ก่อให้เกิดความเข้าใจที่คงทน รวมทั้งความรู้สึกและค่านิยมที่ดี ไปพร้อม ๆ กับทักษะความชำานาญ ตัว อย่า งผัง การออกแบบการจัด การเรีย นรูแ บบ Backward ้ Design 27
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 28 หน่ว ยการเรีย นรูท ี่...... ้ ขัน ที่ 1 ผลลัพ ธ์ป ลายทางทีต อ งการให้เ กิด ขึน กับ นัก เรีย น ้ ่ ้ ้ ตัว ชีว ัด ชัน ปี ้ ้ 1. ............................................................................................................... 2. ............................................................................................................... ความเข้า ใจที่ค งทนของ คำา ถามสำา คัญ ที่ท ำา ให้เ กิด ความเข้า ใจ นัก เรีย น ที่ค งทน นัก เรีย นจะเข้า ใจว่า … 1. ................................................ 1.................................................. 2. ............................................... ................... 2.................................................. ................... ความรูข องนัก เรีย นที่น ำา ไปสู่ ทัก ษะ/ความสามารถของนัก เรีย นที่ ้ ความเข้า ใจที่ค งทน นำา ไปสูค วามเข้า ใจที่ค งทน ่ นัก เรีย นจะรูว ่า … ้ นัก เรีย นจะสามารถ... 1. ............................................... 1. ................................................ .. .................. 2. ..................................... 2. ................................................ ............ .................. 3. ............................................... 3. .............................................................. ..... .. ขัน ที่ 2 ภาระงานและการประเมิน ผลการเรีย นรู้ซ ง เป็น หลัก ฐานที่ ้ ึ่ แสดงว่า นัก เรีย นมีผ ลการเรีย นรูต ามทีก ำา หนดไว้ ้ ่ อย่า งแท้จ ริง 1. ภาระงานที่ผ ู้เ รีย นต้อ งปฏิบ ัต ิ −....................................................................................................................... .... −.............................................................................................. ............................ 2. วิธ ีก ารและเครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย นรู้ ่ วิธ ีก ารประเมิน ผลการ เครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย นรู้ ่ เรีย นรู้ −............................................... −.......................................... −............................................... .....
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 29 −.......................................... ..... 3. สิ่ง ที่ม ุ่ง ประเมิน −.............................................................................................. ................................. −.............................................................................................. ................................. ขั้น ที่ 3 แผนการจัด การเรีย นรู้ −................................................................................................................ ....... −................................................................................................................ ....... เมื่อครูออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามผังการออกแบบการจัดการ เรียนรู้แบบ Backward Design แล้ว ครูสามารถเขียนแผนการ จัดการเรียนรู้เป็นรายชั่วโมงได้โดยใช้รูปแบบของแผนการจัดการ เรียนรู้แบบเรียงหัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ชือ แผน...(ระบุชอและลำาดับที่ของแผนการจัดการเรียนรู้) ่ ื่ ชือ เรือ ง...(ระบุชื่อเรื่องที่จะทำาการจัดการเรียนรู้) ่ ่ สาระที่...(ระบุสาระที่ใช้จัดการเรียนรู้) เวลา...(ระบุระยะเวลาที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ต่อ 1 แผน) ชัน ...(ระบุชนที่จัดการเรียนรู้) ้ ั้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่...(ระบุชื่อและลำาดับที่ของหน่วยการเรียน รู้) สาระสำา คัญ ...(เขียนความคิดรวบยอดหรือมโนทัศน์ของหัว เรื่องที่จะจัดการเรียนรู้) ตัว ชีว ด ชัน ปี...(ระบุตัวชี้วัดชั้นปีที่ใช้เป็นเป้าหมายของแผนการ ้ ั ้ จัดการเรียนรู้) จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้...(กำาหนดให้สอดคล้องกับสมรรถนะ สำาคัญและคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ของนักเรียนหลังจากสำาเร็จการศึกษา ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งประกอบด้วย
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ด้านความรู้ (Knowledge: K) ด้านคุณธรรม จริยธรรม และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Affective: A) ด้านทักษะ/กระบวนการ (Performance: P) การวัด และประเมิน ผลการเรีย นรู้...(ระบุวิธีการและเครื่องวัด และประเมินผลที่สอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน) สาระการเรีย นรู้...(ระบุสาระและเนื้อหาที่ใช้จัดการเรียนรู้ อาจ เขียนเฉพาะหัวเรื่องก็ได้) กระบวนการจัด การเรีย นรู้...(กำาหนดให้สอดคล้องกับ ธรรมชาติของกลุ่มสาระและการ บูรณาการข้ามสาระ) กิจ กรรมเสนอแนะ...(ระบุรายละเอียดของกิจกรรมที่นักเรียน ควรปฏิบัติเพิ่มเติม) แนวทางบูร ณาการ ...(เสนอแนะและระบุกิจกรรมของกลุ่ม สาระอื่นที่บูรณาการร่วมกัน) สือ /แหล่ง การเรีย นรู้...(ระบุสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้ที่ ่ ใช้ในการจัดการเรียนรู้) บัน ทึก ผลหลัง การจัด การเรีย นรู้...(ระบุรายละเอียดของผล การจัดการเรียนรู้ตามแผนที่ กำาหนดไว้ อาจนำาเสนอข้อเด่นและข้อด้อยให้เป็นข้อมูลที่ สามารถใช้เป็นส่วนหนึ่ง ของการทำาวิจัยในชั้นเรียนได้) ในส่วนของการเขียนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้น ให้ครูที่ เขียนโดยนำาขั้นตอนหลักของเทคนิค วิธีการของการจัดการเรียนรู้ที่ เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เช่น การเรียนแบบแก้ปัญหา การศึกษาเป็น รายบุคคล การอภิปรายกลุ่มย่อย/กลุ่มใหญ่ การฝึกปฏิบัติการ การ สืบค้นข้อมูล ฯลฯ มาเขียนในขั้นการจัดการเรียนรู้ โดยให้คำานึงถึง ธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ การใช้แนวคิดของการออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด ของ Backward Design จะช่วยให้ครูมีความมั่นใจในการจัดการ เรียนรู้และใช้แผนการจัดการเรียนรู้ของ ในการจัดการ เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป 3. แนวทางการจัด การเรีย นรู้ กลุ่ม สาระการเรีย นรู้ วิท ยาศาสตร์ 30
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ตามหลัก สูต รแกนกลางการศึก ษาขั้น พื้น ฐาน พุท ธศัก ราช 2551 วิทยาศาสตร์ทำาให้คนได้พัฒนาชีวิต ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะที่สำาคัญในการค้นคว้า หาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถ ตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสังคมแห่งความรู้ (knowledge based society) ทุกคนจึงจำาเป็นต้องได้รับการพัฒนา ให้รู้วิทยาศาสตร์ (scientific literacy for all) เพื่อที่จะมีความรู้ ความเข้าใจโลกธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น และ นำาความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ มีคุณธรรม ความรู้ วิทยาศาสตร์ไม่เพียงแต่นำามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยัง ช่วยให้คนมีความรู้ความเข้าใจธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน และที่ สำาคัญอย่างยิ่งคือ ความรู้วิทยาศาสตร์ช่วยเพิ่มขีดความสามารถใน การพัฒนาเศรษฐกิจ สามารถแข่งขันกับนานาประเทศและดำาเนินชีวิต อยู่ร่วมกันในสังคมโลกได้อย่างมีความสุข การที่จะสร้างความเข้มแข็ง ทางด้านวิทยาศาสตร์นั้นองค์ประกอบที่สำาคัญประการหนึ่งคือ การ จัดการศึกษา เพื่อเตรียมคนให้อยู่ในสังคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคที่มีประสิทธิภาพ วิทยาศาสตร์เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้หลักในโครงสร้างหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรและการ จัดการเรียนรู้ ตลอดจนการวัดและประเมินผลการเรียนรู้มีความสำาคัญ อย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนแต่ละ ระดับชั้นให้ต่อเนื่องเชื่อมโยง ตังแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง ้ มัธยมศึกษาปีที่ 6 ดังนั้น จึงจำาเป็นที่จะต้องจัดหลักสูตรแกนกลางที่มี การเรียงลำาดับความยากง่ายของเนื้อหาสาระในแต่ละระดับชั้น การ เชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะทำาให้ นักเรียนพัฒนาความคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิด วิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะที่สำาคัญในการค้นคว้า และสร้างองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานที่ตรวจ สอบได้ รวมถึงมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีในการสืบค้นข้อมูลและ การจัดการ การจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์ เน้นกระบวนการที่ นักเรียนเป็นผู้คิดลงมือปฏิบัติ ศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบด้วยกิจกรรมที่ หลากหลาย ทั้งการปฏิบัติกิจกรรมภาคสนาม การสังเกต การสำารวจ 31
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ตรวจสอบ การทดลองในห้องปฏิบัติการ การสืบค้นข้อมูลจากแหล่ง ข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิ การทำาโครงงานวิทยาศาสตร์ การศึกษาจาก แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น โดยคำานึงถึงวุฒิภาวะ ประสบการณ์เดิม สิ่ง แวดล้อม และวัฒนธรรมที่ต่างกันที่นักเรียนรับรู้มาแล้วก่อนเข้าสู่ ห้องเรียน การเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้นระหว่างที่นักเรียนมีส่วน ร่วมโดยตรงในการทำากิจกรรมการเรียนเหล่านั้น จึงจะมีความสามารถ ในการสืบเสาะหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการ ทางวิทยาศาสตร์ ได้พัฒนากระบวนการคิดขั้นสูง และคาดหวังว่า กระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวจะทำาให้นักเรียนได้รับการพัฒนาเจตคติ ทางวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรมในการใช้วิทยาศาสตร์อย่าง สร้างสรรค์ มีเจตคติและค่านิยมที่เหมาะสมต่อวิทยาศาสตร์ รวมทั้ง สามารถสื่อสารและทำางานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการเรียนรู้ครูต้องศึกษาเป้าหมายและปรัชญาของการ จัดการเรียนรู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ทำาความเข้าใจหลักการ ทฤษฎี การเรียนรู้ต่าง ๆ ตลอดจนกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการและ ถือว่านักเรียนมีความสำาคัญที่สุด แล้วพิจารณาเลือกนำาไปใช้ ออกแบบ กิจกรรมที่หลากหลายให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ เหมาะกับสภาพ แวดล้อมของโรงเรียน แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น และที่สำาคัญคือศักยภาพ ของนักเรียนด้วย ดังนั้น ในเนื้อหาสาระเดียวกัน ครูแต่ละโรงเรียนย่อม จัดการเรียนการสอนและใช้สื่อการเรียนการสอนที่แตกต่างกันได้ด้วย เหตุผลที่กล่าวข้างต้น วิธ ีก ารหรือ เทคนิค การจัด การเรีย นรู้ท ี่ใ ช้ใ นกลุ่ม สาระ การเรีย นรู้ว ิท ยาศาสตร์ วิธีการหรือเทคนิคที่นำามาใช้ในกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ มีอยู่มากมายหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีจะมีประสิทธิผลในการสร้างความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ และการให้โอกาสนักเรียนได้แสดงบทบาทแตก ต่างกันออกไป ดังนั้นในการพิจารณาเลือกวิธีการใดมาใช้ ครูต้อง วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ก่อนว่าต้องการให้นักเรียนเกิดพฤติกรรมใด ใน ระดับใด จึงจะนำามาปรับใช้ให้เหมาะสมกับนักเรียน ทั้งนี้เพื่อให้การ เรียนรู้ของนักเรียนบรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำาหนด ในคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้ เน้นการจัดการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ที่สอดคล้องกับแนวทางของ สถาบัน ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวง ศึกษาธิการ ซึ่งมีสาระพอสังเขปดังนี้ กระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ (Inquiry Process) กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เป็นเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ กระตุ้นให้นักเรียนได้สืบค้นหรือค้นหาคำาตอบในเรื่องหรือประเด็นที่ 32
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 กำาหนดขึ้น เน้นให้นักเรียนรู้จักรับผิดชอบกระบวนการเรียนรู้ของ ตนเอง โดนที่ครูมีบทบาทในการให้ความกระจ่างและเป็นผู้อำานวย ความสะดวก ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนสามารถค้นพบข้อมูลและจัดระบบ ความหมายของข้อมูลของตนเอง นักเรียนต้องผ่านการฝึกทักษะและ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้จากครู ก่อนที่จะทำาการสืบค้นข้อความรู้ หัวข้อหรือประเด็นที่นักเรียนศึกษานั้นควรสัมพันธ์กับหลักสูตรและ สอดคล้องกับพัฒนาการของนักเรียน ครูต้องตระหนักเสมอว่าต้องเน้น กระบวนการมากกว่า “ผลที่ได้จากกระบวนการ” และต้องตรวจสอบว่า ได้จัดสิ่งอำานวยความสะดวก สื่อ และแหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมที่จะเอื้อ อำานวยให้นักเรียนประสบความสำาเร็จในการเรียน ขั้นตอนกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน หลักดังนี้ 1. สร้า งความสนใจ การสร้างความสนใจเป็นการนำาเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่ สนใจ โดยที่ครูจัดสถานการณ์ หรือเรื่องราวที่น่าสนใจเพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสังเกต สงสัยใน เหตุการณ์หรือเรื่องราว หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียน เอง เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำาลังเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว จะเป็นตัว กระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำาถาม กำาหนดประเด็นที่จะศึกษา เมื่อได้ ประเด็นที่ต้องการศึกษา ทั้งครูและนักเรียนร่วมกันกำาหนดขอบเขตและ แจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น 2. สำา รวจและค้น หา หลังจากทำาความเข้าใจในประเด็นหรือคำาถามที่สนใจจะ ศึกษาแล้ว นักเรียนวางแผน กำาหนดแนวทางการสำารวจตรวจสอบ ตังสมมติฐาน และกำาหนดทาง ้ เลือกที่เป็นไปได้แล้วลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการตรวจสอบอาจทำาได้หลายวิธี เช่น การ ทดลอง การทำากิจกรรมภาคสนาม การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสาร อ้างอิงหรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลอย่างเพียงพอ สรุปสิ่งที่ คาดว่าจะเป็นคำาตอบของปัญหาหรือสมมติฐานนั้น 3. อธิบ ายและลงข้อ สรุป นักเรียนนำาข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้วิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำาเสนอผลใน รูปแบบต่าง ๆ เช่น การบรรยายสรุป การสร้างตาราง เป็นต้น ซึ่งการ ค้นพบในขั้นนี้อาจสนับสนุนหรือโต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่ 33
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เกี่ยวข้องกับประเด็นที่กำาหนดไว้ แต่ไม่ว่าผลจะอยู่ในรูปใดก็ตาม ก็ สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดความรู้ได้เช่นกัน 4. ขยายความรู้ เป็นขั้นตอนที่นักเรียนนำาความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับ ความรู้เดิม หรือแนวคิดที่ได้ ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือข้อสรุปที่ได้ไปอธิบายเหตุการณ์อื่น ๆ 5. ประเมิน ครูประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียนมี ความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำาไปสู่การนำาความรู้ไปประยุกต์ใช้ ในเรื่องหรือสถานการณ์อื่น ๆ ขั้นการจัดการเรียนรู้ในคู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้ได้ บูรณาการกระบวนการสืบเสาะหาความรู้กับเทคนิควิธีการจัดการเรียน รู้อื่น ๆ ที่นิยมใช้สำาหรับจัดการเรียนรู้ตามธรรมชาติของกลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ เช่น กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Process) การทดลอง(Experiment)/การฝึกปฏิบัติการ (Practice) การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small Group Discussion) กระบวนการแก้ ปัญหา (Problem Solving Process) กระบวนการเรียนรู้แบบร่วม แรงร่วมใจ(Cooperative Learning) และโครงงาน (Project Work) ซึ่งได้รวบรวมรายละเอียดบันทึกไว้ในซีดีรอม อย่างไรก็ตาม ครูควรศึกษาธรรมชาติของวิชาวิทยาศาสตร์ ความยากง่ายของเนื้อหาสาระ ความรู้ความสามารถนักเรียน สภาพ ความพร้อมด้านสื่ออุปกรณ์และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ของโรงเรียน เพื่อที่ จะได้นำาวิธีการจัดการเรียนรู้และเทคนิคต่าง ๆ ไปประยุกต์ใช้ในการ จัดการเรียนรู้ ครูสามารถใช้หลาย ๆ วิธีผสมผสานกันเพื่อสร้าง บรรยากาศในการเรียนรู้ และที่สำาคัญครูควรประเมินผลการจัดการ เรียนรู้และบันทึกข้อมูลไว้เพื่อนำาไปปรับปรุง และพัฒนา แผนการ จัดการเรียนรู้หรือทำาวิจัยในชั้นเรียนต่อไป การวัด และประเมิน ผลการเรีย นรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นขั้นตอนของการตรวจสอบ ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ ระหว่างการ จัดการเรียนรู้ และหลังจากจัดการเรียนรู้แล้ว นักเรียนมีพัฒนาการ มี ความสามารถ มีความสำาเร็จทางการเรียนหรือบรรลุผลการเรียนตามที่ คาดหวังหรือไม่ และมีผลการเรียนรู้อยู่ในระดับใด ในคู่มือ แผนการ จัดการเรียนรู้เล่มนี้ ได้ออกแบบวิธีการและเครื่องมือสำาหรับการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนไว้ ดังนี้ 34
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 1. กิจ กรรมฝึก ทัก ษะ ได้ออกแบบไว้ทั้งที่เป็นแบบทดสอบแบบ ปรนัยและอัตนัย เพื่อพัฒนาทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การเขียน การ อ่าน การแสดงความคิดเห็น ซึ่งครูสามารถเลือกกิจกรรมที่เห็นว่า สำาคัญมาเป็นเครื่องมือในการประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนได้ 2. แบบทดสอบก่อ นเรีย นและหลัง เรีย น ได้ออกแบบไว้เป็น แบบทดสอบแบบปรนัยเพื่อความสะดวกของครูในการตรวจสอบความ ก้าวหน้าทางการเรียนรู้ของนักเรียน อนึ่งแบบทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียนนี้ ครูอาจนำาไปใช้สำาหรับการวิจัยในชั้นเรียนได้ 3. การวัด และประเมิน ผลการเรีย นรู้ ได้ออกแบบการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ไว้ 3 ด้าน ดังนี้ 3.1 ด้า นความรู้ ได้ออกแบบไว้เป็นแบบทดสอบแบบปรนัย ตามตัวชี้วัดชั้นปีของแต่ละหน่วยการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน การเรียนรู้และสาระแกนกลาง ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบความรู้ความ คิดของนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว 3.2 ด้า นคุณ ธรรม จริย ธรรม และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ ได้ออกแบบไว้เป็นแบบตรวจสอบรายการและแบบ มาตรประมาณค่า โดยใช้วิธีการสังเกต สอบถาม หรือสัมภาษณ์ ซึ่งครู สามารถนำาไปใช้ประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนได้ ทั้ง ในระหว่างการจัดการเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งได้ใช้ตัว บ่งชี้คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของจิตวิทยาศาสตร์ ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ 1) เจตคติท างวิท ยาศาสตร์ เป็นลักษณะนิสัยของ นักเรียนที่คาดหวังจะได้รับการ พัฒนาในตัวนักเรียนโดยผ่านกระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คุณลักษณะของเจตคติทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย (1) ความสนใจใฝ่รู้หรือความอยากรู้อยากเห็น (2) ความมุ่งมั่น อดทน รอบคอบ (3) ความซื่อสัตย์ (4) ความประหยัด (5) ความใจกว้างร่วมแสดงความคิดเห็นและรับฟังความ คิดของผู้อื่น (6) ความมีเหตุผล (7) การทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ 2) เจตคติต อ วิท ยาศาสตร์ เป็นความรู้สึกที่นักเรียนมีต่อ ่ การทำากิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย คุณลักษณะของเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 35
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (1) พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์ (2) ศรัทธาและซาบซึ้งในผลงานทางวิทยาศาสตร์ (3) เห็นคุณค่าและประโยชน์ของวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี (4) ตระหนักในคุณและโทษของการใช้เทคโนโลยี (5) เรียนหรือเข้าร่วมกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์อย่าง สนุกสนาน (6) เลือกใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการคิดและปฏิบัติ (7) ตั้งใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ (8) ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมี คุณธรรม (9) ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโดย ใคร่ครวญ ไตร่ตรองถึงผลดีและผลเสีย 3.3 ด้า นทัก ษะ/กระบวนการ ได้ออกแบบไว้เป็นแบบตรวจ สอบรายการและแบบมาตรประมาณค่า โดยใช้วิธีการสังเกต สอบถาม หรือสัมภาษณ์ ซึ่งครูสามารถนำาไปใช้ประเมินทักษะ/กระบวนการของ นักเรียนได้ ทั้งในระหว่างการจัดการเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจนการนำาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำาวัน ซึ่งได้ใช้ตัวบ่งชี้ที่ เกี่ยวข้องกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิด ทักษะ การเรียนรู้ ทักษะการแก้ปัญหา และทักษะกระบวนการทำางานกลุ่ม ดังนี้ 1) พฤติก รรมในการปฏิบ ต ิก ิจ กรรม (เป็น รายบุค คล ั หรือ รายกลุ่ม ) เช่น ความรับผิดชอบ ความรอบคอบ ความมีระเบียบ วินัย ความขยันหมั่นเพียร ความซื่อสัตย์ ความสนใจ ความตั้งใจ เป็นต้น 2) ทัก ษะ/กระบวนการทางวิท ยาศาสตร์ ได้แก่ ทักษะ การสังเกต การลงความเห็นจากข้อมูล การจำาแนกประเภท การวัด การ ใช้ตัวเลข การสื่อความหมาย การพยากรณ์ การตั้งสมมุติฐาน การ กำาหนดและควบคุมตัวแปร การทดลอง การกำาหนดนิยามเชิงปฏิบัติ การของตัวแปร การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลาและการ ตีความหมายและลงข้อสรุป 3) ทัก ษะการคิด ได้แก่ ความสามารถในการสรุปความ คิด การแปลความ การวิเคราะห์หลักการ การนำาไปใช้ และการคิด อย่างมีวิจารณญาณ 4) ทัก ษะการเรีย นรู้ ได้แก่ ความสามารถในการ แสวงหาข้อมูลความรู้โดยการอ่าน การฟัง และการสังเกต ความ 36
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 37 สามารถในการสื่อสารโดยการพูด การเขียนและการนำาเสนอ ความ สามารถในการตีความ การสร้างแผนภูมิ แผนที่ ตาราง เวลา และการ จดบันทึก ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศต่าง ๆ 5) ทัก ษะกระบวนการกลุม ได้แก่ ความสามารถในการ ่ เป็นผู้นำาและผู้ตามในการปฏิบัติงานกลุ่ม การมีส่วนร่วมในการกำาหนด เป้าหมายในการทำางานกลุ่ม การปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย จากกลุ่มด้วยความรับผิดชอบ ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน กลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และความภาคภูมิใจในผลงานของกลุ่ม 6) ทัก ษะการแก้ป ญ หา ได้แก่ ความสามารถในการตั้ง ั คำาถามและการตั้งสมมุติฐานอย่างมีระบบ การรวบรวมข้อมูล การ วิเคราะห์ข้อมูล การทดสอบสมมติฐาน การแปลความหมายของข้อมูล การนำาเสนอข้อมูล และการสรุปผล อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนรู้และการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ จะเกิดประสิทธิผลและมีประสิทธิภาพได้ก็ต่อเมื่อครูได้เตรียม การสอนล่วงหน้า การฝึกทักษะในกิจกรรมต่าง ๆ ครูควรเปิดโอกาสให้ นักเรียนได้สืบค้นข้อมูลด้วยตนเอง ดำาเนินการวัดและประเมินผลการ เรียนรู้ตามสภาพจริง ทั้งนี้เนื่องจากโรงเรียนแต่ละแห่งมีสภาพแวดล้อม ทางการเรียนรู้และสภาพนักเรียนที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้ครูจึงต้องเตรี ยมการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือวัดและประเมินผลการเรียนรู้ให้ เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนและสภาพแวดล้อมของโรงเรียนของ ตน
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ 38 4. ตารางวิเ คราะห์ค วามสอดคล้อ งของเนื้อ หาในหน่ว ยการเรีย นรู้ก ับ สาระ มาตรฐาน การ เรีย นรู้ว ิท ยาศาสตร์ และตัว ชี้ว ัด ชั้น ปี กลุ่ม สาระการเรีย นรู้ว ิท ยาศาสตร์ สารและสมบัต ิ ของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4− 6 ้ สาระที่ 3 เนื้อ หา หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 1 โครงสร้า งของสาร ตอนที่ 1 โครงสร้างอะตอม ตอนที่ 2 ตารางธาตุ ตอนที่ 3 พันธะเคมี หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 2 ปฏิก ร ิย าเคมี ิ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 3 ปิโ ตรเลีย ม ตอนที่ 1 ปิโตรเลียมและ นำ้ามันดิบ ตอนที่ 2 แก๊สธรรมชาติ 3.1 8 มฐ. ว 3.2 ตัว ชีว ด ชั้น ปี ้ ั 1 2 3 4 5 1 2 3 4 5 6 7 8 9 1 2 3 4 5 6 8.1 7 8 9 10 11 1 2                                                                                   
    • คูมือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ่ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 4 พอ ลิเ มอร์ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 5 สารชีว โมเลกุล หมายเหตุ 39                              สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร สาระที่ 8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 5. โครงสร้า งการแบ่ง เวลารายชั่ว โมงในการ จัด การเรีย นรู้ กลุ่ม สาระการเรีย นรู้ว ิท ยาศาสตร์ สารและสมบัต ิ ของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4− 6 ้ หน่ว ยการเรีย น รู้/ แผนการจัด การ เรีย นรู้ หน่ว ยการเรีย นรู้ ที่ 1 ตอนที่ 1 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 1 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 2 ตอนที่ 2 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 3 ตอนที่ 3 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 4 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 5 หน่ว ยการเรีย นรู้ ที่ 2 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 6 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 7 เรื่อ ง จำา นวน ชั่ว โมง โครงสร้า งของสาร 7 โครงสร้า งอะตอม แบบจำาลองและอนุภาคมูลฐานของ อะตอม 3 1 การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม 2 ตารางธาตุ 2 2 ตารางธาตุ พัน ธะเคมี พันธะไอออนและพันธะโคเวเลนซ์ 2 1 พันธะโลหะและสถานะของสาร 1 ปฏิก ิร ิย าเคมี 7 สมการเคมีและอัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมี ที่มี ผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสาร เริ่มต้น ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2 2 40
    • แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 8 คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 9 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 10 หน่ว ยการเรีย นรู้ ที่ 3 ตอนที่ 1 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 11 ตอนที่ 2 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 12 อุณหภูมิที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยา เคมี ตัวเร่งปฏิกิริยาและธรรมชาติของ สาร ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม 1 ปิโ ตรเลีย ม 3 ปิโ ตรเลีย มและนำ้า มัน ดิบ 2 2 ปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบ แก๊ส ธรรมชาติ แก๊สธรรมชาติ หน่ว ยการเรีย น รู้/ แผนการจัด การ เรีย นรู้ หน่ว ยการเรีย นรู้ ที่ 4 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 13 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 14 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 15 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 16 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 17 หน่ว ยการเรีย นรู้ ที่ 5 แผนการจัดการ เรื่อ ง 1 1 1 1 จำา นวน ชั่ว โมง พอลิเ มอร์ 9 ประเภทและสมบัติของพอลิเมอร์ 1 การสังเคราะห์พอลิเมอร์ 2 พลาสติกและยางชนิดต่าง ๆ 2 เส้นใยสังเคราะห์ 2 ปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิเมอร์ 2 สารชีว โมเลกุล 10 คาร์โบไฮเดรต 2 41
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เรียนรู้ที่ 18 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 19 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 20 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 21 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 22 แผนการจัดการ เรียนรู้ที่ 23 สมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต 2 ไขมันและนำ้ามัน 2 โปรตีน 2 โปรตีนในร่างกาย 1 กรดนิวคลีอิก 1 สอบกลางภาคเรีย น สอบปลายภาคเรีย น รวม 2 2 40 42
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 43 ตอนที่ 2 แผนการจัด การเรีย นรู้ สารและสมบัต ิข องสาร ชั้น มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4− 6 หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 1 โครงสร้า งของสาร 7 ชัว โมง ่ ผัง มโนทัศ น์เ ป้า หมายการเรีย นรู้แ ละขอบข่า ยภาระงาน ความรู้ 1. วิวัฒนาการของแบบจำาลองอะตอม 2. โครงสร้างอะตอม อนุภาคมูลฐานของอะตอม และสัญลักษณ์ นิวเคลียร์ของธาตุ 3. การจัดเรียงอิเล็กตรอนในระดับพลังงานต่าง ๆ ของธาตุแต่ละชนิด 4. ความแตกต่างของอนุภาคมูลฐานในไอโซโทปของธาตุ 5. อิเล็กตรอนในระดับพลังงานนอกสุดเกี่ยวข้องกับสมบัติบางประการ และการเกิดปฏิกิริยาของธาตุ
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ทัก ษะ/ กระบวนการ 1. การสังเกต 2. การสืบค้นข้อมูล 3. การอภิปราย 4. การนำาความรู้ไป ใช้ในชีวิตประจำาวัน โครงสร้า ง ของสาร 44 คุณ ลัก ษณะที่พ ึง ประสงค์ 1. ใฝ่เรียนรู้ 2. มุ่งมั่นในการทำางาน 3. มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ 4. มีเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ 5. เห็นคุณค่าของการนำา ความรู้ไปใช้ประโยชน์ใน ภาระงาน/ชิน งาน ้ 1. สืบค้นข้อมูลการค้นพบโครงสร้างอะตอม 2. สังเกตแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอิเล็กตรอนกับนิวเคลียส 3. สังเกตการจัดตัวของอิเล็กตรอนในอะตอมของธาตุบางชนิด 4. สืบค้นข้อมูลสมบัติของธาตุโลหะ กึ่งโลหะ และอโลหะ 5. สังเกตความสัมพันธ์ของธาตุในแต่ละคาบกับระดับพลังงาน 6. สืบค้นข้อมูลจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสารประกอบไอออนิก ผัง การออกแบบการจัด การเรีย นรู้ หน่ว ยการเรีย นรูท ี่ 1 โครงสร้า งของสาร ้ ขัน ที่ 1 ผลลัพ ธ์ป ลายทางที่ต อ งการให้เ กิด ขึน กับ นัก เรีย น ้ ้ ้ ตัว ชีว ัด ช่ว งชัน ้ ้ 1. สืบค้นข้อมูลและอธิบายโครงสร้างอะตอมและสัญลักษณ์ นิวเคลียร์ของธาตุ (ว 3.1 ม. 4−6/1) 2. วิเคราะห์และอธิบายการจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ความ สัมพันธ์ระหว่างอิเล็กตรอนใน ระดับพลังงานนอกสุดกับสมบัติของธาตุและการเกิดปฏิกิริยา (ว 3.1 ม. 4−6/2)
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 3. อธิบายการจัดเรียงธาตุและทำานายแนวโน้มสมบัติของธาตุใน ตารางธาตุ (ว 3.1 ม. 4−6/3) 4. วิเคราะห์และอธิบายการเกิดพันธะเคมีในโครงผลึกและใน โมเลกุลของสาร (ว 3.1 ม. 4−6/4) 5. สืบค้นข้อมูลและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจุดเดือด จุดหลอมเหลวและสถานะของสารกับ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของสาร (ว 3.1 ม. 4−6/5) ความเข้า ใจที่ค งทนของ คำา ถามสำา คัญ ที่ท ำา ให้เ กิด นัก เรีย น ความเข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย นจะเข้า ใจว่า ... 1. อะตอมประกอบด้วยอนุภาค 1. อะตอมประกอบด้วยอนุภาค มูลฐานใดบ้าง มูลฐาน 3 ชนิด คือ โปรตอน 2. สัญลักษณ์นิวเคลียร์คืออะไร นิวตรอน และอิเล็กตรอน และเป็น 2. สัญลักษณ์นิวเคลียร์ คือ สัญลักษณ์แสดงค่าใด สัญลักษณ์ของธาตุที่เขียนแสดง 3. สัญลักษณ์นิวเคลียร์มี รายละเอียดเกี่ยวกับจำานวน ประโยชน์ลักษณะใด อนุภาคมูลฐานของอะตอม 3. เลขอะตอม คือ จำานวนโปรตอน 4. อิเล็กตรอนในอะตอมของธาตุ ในนิวเคลียสของอะตอม ส่วนเลข เคลื่อนที่รอบ นิวเคลียสลักษณะใด และ มวล คือ ผลรวมของจำานวน โปรตอนและนิวตรอนของอะตอม อิเล็กตรอนแต่ละ ตัวมีการเคลื่อนที่ห่างจาก 4. อิเล็กตรอนในอะตอมของธาตุมี นิวเคลียสเท่ากัน การจัดเรียงตัวในระดับพลังงาน หรือไม่ ลักษณะใด ต่าง ๆ ล้อมรอบนิวเคลียส ซึ่งแต่ละ 5. สมบัติบางประการและการเกิด ระดับพลังงานจะมีจำานวน ปฏิกิริยา อิเล็กตรอนเป็นค่าเฉพาะ ของธาตุขึ้นอยู่กับค่าใด 5. สมบัติบางประการและการเกิด 6. เกณฑ์ที่ใช้ในการจัดเรียงธาตุ ปฏิกิริยาเคมีของธาตุขึ้นอยู่กับ ในตารางธาตุ จำานวนอิเล็กตรอนในระดับ คืออะไร พลังงานนอกสุด 6. ตารางธาตุเกิดจากการจัดเรียง 7. ประโยชน์ของตารางธาตุคือ อะไร ธาตุโดยอาศัยเลขอะตอมและ 8. แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอม สมบัติที่คล้ายกันของธาตุให้เป็น ของธาตุหรือ หมวดหมู่ ไอออนเรียกว่าอะไร และแบ่ง 7. ตารางธาตุใช้ทำานายแนวโน้ม ได้กี่ชนิด สมบัติหรือการเกิดปฏิกิริยาของ อะไรบ้าง ธาตุในหมู่เดียวกันได้อย่างมี 45
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 46 เหตุผล 8. พันธะเคมีคือแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างอะตอมหรือไอออนของ ธาตุเพื่อให้อยู่รวมกันเป็นโมเลกุล 9. พันธะเคมีแบ่งออกเป็น 3 ชนิด คือ พันธะไอออนิก พันธะโคเว เลนซ์ และพันธะโลหะ 10. จุดเดือด จุดหลอมเหลว และ สถานะของสารขึ้นอยู่กับแรงยึด เหนี่ยวระหว่างอนุภาคของสาร 9. อะตอมของธาตุหรือ สารประกอบที่ยึดเหนี่ยว กันด้วยพันธะที่ต่างกันทำาให้ธาตุ หรือ สารประกอบนั้นมีสมบัติแตกต่าง กันหรือไม่ ลักษณะใด 10. แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค ของสารมีผลต่อจุดเดือด จุดหลอมเหลว และสถานะของสาร หรือไม่ ลักษณะใด ความรูข องนัก เรีย นที่น ำา ไปสู่ ้ ความเข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย นจะรูว ่า ... ้ 1. คำาสำาคัญ ได้แก่ อะตอม แบบ จำาลองอะตอม โปรตอน อิเล็กตรอน นิวตรอน เวเลนซ์อิเล็กตรอน กฎออกเตต โลหะ อโลหะ ตารางธาตุ กึ่งโลหะ พันธะเคมี พันธะไอออนิก พันธะโคเวเลนซ์ พันธะโลหะ 2. แบบจำาลองอะตอมแสดงให้เห็น ถึงลักษณะการ จัดเรียงตัวของอนุภาคมูลฐาน ภายในอะตอม 3. นิวเคลียสของอะตอมประกอบ ด้วยโปรตอน และนิวตรอน โดยมีอิเล็กตรอน เคลื่อนที่ ล้อมรอบนิวเคลียสในลักษณะ ทรงกลม 4. สัญลักษณ์นิวเคลียร์ประกอบ ด้วยสัญลักษณ์ ของอะตอม เลขมวล และเลข อะตอม ทัก ษะ/ความสามารถของ นัก เรีย นที่น ำา ไปสู่ ความเข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย น จะสามารถ... 1. สืบค้นข้อมูลการค้นพบ โครงสร้างอะตอม และแบบจำาลองอะตอมในยุค ต่าง ๆ 2. สังเกตแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อิเล็กตรอนกับ นิวเคลียส 3. สังเกตการจัดเรียงตัวของ อิเล็กตรอนใน ระดับพลังงานต่าง ๆ ในอะตอม ของธาตุ 4. สืบค้นข้อมูลสมบัติของธาตุ โลหะ กึ่งโลหะ และอโลหะ 5. สังเกตความสัมพันธ์ของธาตุ ในแต่ละคาบกับ ระดับพลังงาน 6. สืบค้นข้อมูลจุดหลอมเหลว และจุดเดือดของ สารประกอบไอออนิก
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 5. ธาตุจะมีจำานวนโปรตอนและ อิเล็กตรอนเท่ากัน เสมอ ส่วนจำานวนนิวตรอนจะ เท่ากันหรือ แตกต่างกันกับจำานวนโปรตอน หรืออิเล็กตรอน ก็ได้ 6. ธาตุชนิดเดียวกันจะมีจำานวน โปรตอนเท่ากัน ธาตุต่างชนิดกันจะมีจำานวน โปรตอนไม่เท่ากัน 7. ธาตุไอโซโทปคือธาตุที่มี จำานวนโปรตอนเท่ากัน แต่จำานวนนิวตรอนต่างกัน 8. อิเล็กตรอนในแต่ละระดับ พลังงานจะมีจำานวน ได้มากที่สุด เท่ากับ 2n2 (n = ระดับพลังงาน) 9. เวเลนซ์อิเล็กตรอนคือ อิเล็กตรอนที่อยู่ในระดับ พลังงานชั้นนอกสุด 10. ธาตุโลหะมีแนวโน้มในการ สูญเสียเวเลนซ์ อิเล็กตรอนไปได้ง่ายเมื่อเกิด ปฏิกิริยา แล้ว กลายเป็นไอออนที่มีประจุไฟฟ้า เป็นบวก 11. ธาตุอโลหะมีแนวโน้มในการ ดึงดูดเวเลนซ์อิเล็กตรอนเข้ามาในอะตอมเมื่อ เกิดปฏิกิริยา แล้วกลายเป็นไอออนที่มีประจุ เป็นลบ 12. ธาตุที่มีเวเลนซ์อิเล็กตรอน เท่ากับ 8 จะไม่ ว่องไวต่อการเกิดปฏิกิริยาและมี เสถียรภาพสูง 47
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 13. ธาตุที่อยู่ในแนวดิ่งทั้ง 18 หมู่ แบ่งเป็นกลุ่ม ย่อย A 8 หมู่ และกลุ่มย่อย B 10 หมู่ 14. เราสามารถใช้จำานวนเวเลนซ์ อิเล็กตรอนเป็น เกณฑ์บอกเลขที่หมู่ของธาตุใน หมู่ 1A−8A ได้ ซึ่งธาตุในหมู่เดียวกันมีแนว โน้มของสมบัติ คล้ายกัน 15. จำานวนอิเล็กตรอนที่มีได้มาก ที่สุดในแต่ละ คาบจะเท่ากับจำานวนธาตุที่มีใน คาบนั้น ๆ และธาตุที่อยู่คาบเดียวกันจะมี จำานวนระดับ พลังงานเท่ากัน 16. เราเรียกแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง อะตอมหรือ ไอออนของธาตุเพื่อให้อยู่รวม กันเป็นโมเลกุล ว่าพันธะเคมี 17. พันธะไอออนิกเกิดจากแรงยึด เหนี่ยวระหว่าง อะตอมของโลหะกับอโลหะรวม กันเป็นผลึก และเรียกสารที่เกิดขึ้นว่า สารประกอบไอออนิก 18. พันธะโคเวเลนซ์เกิดจากการ ใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกันเป็นคู่ ๆ ของ อะตอมโดย ไม่มีการถ่ายโอนอิเล็กตรอน และเรียกสารที่ เกิดขึ้นว่าสารโคเวเลนซ์ 19. พันธะโลหะเป็นแรงยึดเหนี่ยว 48
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ระหว่างไอออน บวกของอะตอมกับอิเล็กตรอนที่ เคลื่อนที่อย่าง อิสระ 20. อนุภาคของของแข็งมีพลังงาน ตำ่าที่สุด โมเลกุลเคลื่อนที่ช้ามากจึงถูก ยึดกันไว้อย่าง แข็งแรงด้วยแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างโมเลกุล 21. ของเหลวนั้นมีค่าพลังงานใน โมเลกุลตำ่ากว่า แก๊สแต่สงกว่าของแข็ง ทำาให้ ู แรงยึดเหนี่ยว ระหว่างโมเลกุลมีค่าน้อยกว่า ของแข็ง การเคลื่อนที่ของโมเลกุลจึงมี อิสระมากกว่า 22. แก๊สเป็นสถานะที่มีพลังงาน มากที่สุด โมเลกุล ของแก๊สจึงเคลื่อนที่ได้อย่าง อิสระมากกว่า ของแข็งและของเหลว แรงยึด เหนี่ยวระหว่าง โมเลกุลจึงมีน้อยมากเมื่อเทียบ กับสถานะอื่น ขัน ที่ 2 ภาระงานและการประเมิน ผลการเรีย นรูซ ึ่ง เป็น หลัก ้ ้ ฐานที่แ สดงว่า นัก เรีย นมีผ ลการเรีย นรู้ ตามที่ก ำา หนดไว้อ ย่า งแท้จ ริง 1. ภาระงานที่น ก เรีย นต้อ งปฏิบ ัต ิ ั − สืบค้นข้อมูลการค้นพบโครงสร้างอะตอม − สังเกตแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอิเล็กตรอนกับนิวเคลียส − สังเกตการจัดตัวของอิเล็กตรอนในอะตอมของธาตุบางชนิด − สืบค้นข้อมูลสมบัติของธาตุโลหะ กึ่งโลหะ และอโลหะ − สังเกตความสัมพันธ์ของธาตุในแต่ละคาบกับระดับพลังงาน − สืบค้นข้อมูลจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสารประกอบไอออนิก 49
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 2. วิธ ีก ารและเครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย นรู้ ่ วิธ ีก ารประเมิน ผลการ เครื่อ งมือ ประเมิน ผลการเรีย นรู้ เรีย นรู้ − การทดสอบ − แบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรียน − การสนทนาซักถาม − แบบบันทึกการสนทนา − การวัดเจตคติ − แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ และ − การวัดทักษะ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ − การประเมินตนเอง − แบบวัดทักษะ/กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ − แบบประเมินตนเองของนักเรียน 3. สิง ที่ม ง ประเมิน ่ ุ่ − ความสามารถในการอธิบาย ชีแจง, การแปลความและตีความ, ้ การประยุกต์ ดัดแปลง และ นำาไปใช้ การมีมุมมองที่หลากหลาย, การให้ความสำาคัญใส่ใจใน ความรู้สึกของผู้อื่น และ การรู้จักตนเอง − เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล − ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ − ทักษะการคิด − ทักษะการแก้ปัญหา − พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคคลหรือเป็นรายกลุ่ม ขัน ที่ 3 แผนการจัด การเรีย นรู้ ้ ตอนที่ 1 โครงสร้า งอะตอม 3 ชัว โมง ่ − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 แบบจำาลองและอนุภาคมูลฐานของ อะตอม 1 ชั่วโมง − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม 2 ชัวโมง ่ ตอนที่ 2 ตารางธาตุ 2 ชัว โมง ่ − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ตารางธาตุ 2 ชัวโมง ่ ตอนที่ 3 พัน ธะเคมี 50
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 2 ชัว โมง ่ − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 พันธะไอออนิกและพันธะโคเวเลนซ์ 1 ชัวโมง ่ − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 พันธะโลหะและสถานะของสาร 1 ชัวโมง ่ ตอนที่ 1 โครงสร้า งอะตอม แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 1 แบบจำา ลองและอนุภ าคมูล ฐาน ของอะตอม 1 ชั่ว โมง สาระที่ 3 สารและสมบัต ข องสาร ิ ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4-6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 1 โครงสร้า งของสาร 1. สาระสำา คัญ นักวิทยาศาตร์ได้สร้างแบบจำาลองอะตอมเพื่ออธิบายลักษณะและ สมบัติของอะตอม ซึ่งอะตอมประกอบด้วยอนุภาคมูลฐาน 3 ชนิด คือ โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ธาตุที่เป็นกลางทางไฟฟ้าจะมีจำานวนโปรตอนและอิเล็กตรอน เท่ากัน โดยธาตุชนิดเดียวกันจะมีจำานวนโปรตอนเท่ากัน และจำานวน อนุภาคมูลฐานในอะตอมของธาตุนั้นแสดงได้ด้วยสัญลักษณ์นิวเคลียร์ โดยเลขมวลคือจำานวนรวมของโปรตอนกับนิวตรอน และเลขอะตอมคือ จำานวนของโปรตอน 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ สืบค้นข้อมูลและอธิบายโครงสร้างอะตอมและสัญลักษณ์ นิวเคลียร์ของธาตุ (ว 3.1 ม. 4−6/1) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. อธิบายวิวัฒนาการของแบบจำาลองอะตอม (K) 2. อธิบายโครงสร้างพื้นฐานของอะตอม (K) 3. อธิบายความหมายของสัญลักษณ์นิวเคลียร์ และคำานวณหา อนุภาคมูลฐานจากสัญลักษณ์นิวเคลียร์ (K) 4. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 5. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 6. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 51
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 52 7. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องแบบจำาลองและอนุภาคมูลฐานของ อะตอมไปใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม และ ด้า นความรู้ (K) เจตคติท าง กระบวนการ (P) วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้เรื่อง 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ แบบจำาลองและ วิทยาศาสตร์เป็นราย กระบวนการทาง อนุภาคมูลฐานของ บุคคล วิทยาศาสตร์ อะตอม 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ 2. ประเมินกิจกรรม วิทยาศาสตร์เป็นราย คิด ฝึกทักษะระหว่าง บุคคล 3. ประเมินทักษะการ เรียน แก้ปัญหา 3. ทดสอบก่อนเรียน 4. ประเมินพฤติกรรม ในการปฏิบัติกิจกรรม เป็นรายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. แบบจำาลองอะตอม - แบบจำาลองอะตอมแบบต่าง ๆ 2. อนุภาคมูลฐานของอะตอม - สัญลักษณ์นิวเคลียร์ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย → เขียนบรรยายหรือจัดทำารายงานเกี่ยวกับ วิวัฒนาการของแบบจำาลอง อะตอมและอนุภาคมูลฐานของอะตอม คณิตศาสตร์ → คำานวณหาจำานวนอนุภาคมูลฐานของ อะตอมในธาตุจากเลขมวลและ เลขอะตอม หรือเขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์จาก จำานวนอนุภาคมูลฐานที่ คำานวณได้ ภาษาต่างประเทศ → ฟัง พูด อ่าน เขียนคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับแบบจำาลองและ
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 อนุภาคมูลฐานของอะตอมสารที่เรียน 53 รู้หรือที่นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ครูดำาเนินการทดสอบก่อนเรียนโดยให้นักเรียนทำาแบบทดสอบ ก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความพร้อมและพื้นฐานของนักเรียน ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูสนทนากับนักเรียนโดยสุ่มนักเรียน 2−3 คน ให้นักเรียน ตอบคำาถามต่อไปนี้ - นักวิทยาศาสตร์สร้างแบบจำาลองอะตอมขึ้นมาเพื่ออะไร - นักวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้าเกี่ยวกับแบบจำาลองอะตอมมีใคร บ้าง 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง แบบจำาลองและอนุภาคมูลฐานของอะตอม ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาภาพแบบจำาลองอะตอมของดอลตัน ทอมสัน รัทเทอร์ฟอร์ด โบร์ และแบบจำาลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก มาให้ นักเรียนดู และร่วมกันอภิปรายถึงลักษณะของอะตอม โดยครูใช้คำาถาม กระตุ้นดังนี้ - นักเรียนเรียงลำาดับของแบบจำาลองอะตอมจากเริ่มแรกไป สู่แบบจำาลองปัจจุบัน - แบบจำาลองแต่ละแบบมีความแตกต่างของหรือไม่ ลักษณะใด (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาวิวัฒนาการของแบบจำาลองอะตอมจาก ใบความรู้หรือในหนังสือ เรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า นักวิทยาศาสตร์แต่ละคน สร้างแบบจำาลองจากการสังเกตและข้อมูลจากการทดลอง ทำาให้ค้นพบ อนุภาคภายในอะตอมและลักษณะการจัดเรียงของอนุภาคเหล่านั้น ภายในอะตอม
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สืบค้นข้อมูล การค้นพบโครงสร้างอะตอม โดยดำาเนินการตามขั้นตอนดังนี้ - แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อการ ค้นพบโครงสร้างอะตอม เช่น ประวัติของนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบโครงสร้างอะตอม การทดลอง ที่ทำาใช้ศึกษา โครงสร้างอะตอม และลักษณะของอะตอมที่ค้นพบให้ สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นตามหัวข้อที่กำาหนด - สมาชิกแต่ละกลุ่มแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลตาม หัวข้อที่กลุ่มของตนเอง รับผิดชอบ โดยการสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรม วิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต - สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน - สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่ม (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากใบงาน 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ - โครงสร้างอะตอมในแต่ละแบบมีลักษณะใด และค้นพบ ด้วยวิธีใด (เช่น แบบจำาลองอะตอมดอลตันเป็นทฤษฎีอะตอมที่ใช้ อธิบายลักษณะและสมบัติของอะตอมดังนี้ ธาตุประกอบด้วยอนุภาคเล็ก ๆ หลายอนุภาคที่เรียกว่าอะตอม ซึ่งแบ่งแยกและทำาให้สูญหายไม่ได้ อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันจะมีสมบัติเหมือนกัน แต่จะมีสมบัติแตก ต่างจากอะตอมของธาตุอื่น และสารประกอบเกิดจากอะตอมของธาตุ มากกว่าหนึ่งชนิดทำาปฏิกิริยาเคมีกันในอัตราส่วนที่เป็นเลขลงตัวน้อย ๆ) - การศึกษาโครงสร้างอะตอมทำาให้ค้นพบอนุภาคใด ภายในอะตอม (โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน) - แบบจำาลองอะตอมที่อธิบายโครงสร้างอะตอมในปัจจุบัน คือแบบจำาลองใด และใน 54
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 อนาคตสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีกหรือไม่ เพราะอะไร (แบบกลุ่มหมอก ซึ่งในอนาคตถ้ามีผลการทดลองที่น่าเชื่อถือก็สามารถเปลี่ยนแปลง แบบจำาลองที่ใช้อยู่ได้ เพราะเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและทันสมัยขึ้น ทำาให้ผลการทดลองน่าเชื่อถือมากขึ้น) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดย ให้ได้ข้อสรุปว่า การศึกษาแบบจำาลองอะตอมของนักวิทยาศาสตร์เพื่อ นำามาใช้อธิบายลักษณะของอะตอม โดยค้นพบว่าอนุภาคมูลฐานของ อะตอมประกอบด้วย โปรตอนและนิวตรอนที่รวมกันอยู่ในนิวเคลียส และอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่รอบนิวเคลียสของอะตอม ครูอธิบายเกี่ยวกับ อนุภาคพื้นฐานของอะตอม โดยให้นักเรียนดูตารางแสดงจำานวน อนุภาคมูลฐานที่เป็นองค์ประกอบในอะตอมของธาตุบางชนิดใน หนังสือเรียนประกอบการอธิบาย เน้นให้นักเรียนเข้าใจว่าอะตอมของ ธาตุแต่ละชนิดมีจำานวนโปรตอนเท่ากับอิเล็กตรอน และธาตุชนิด เดียวกันจะมีจำานวนโปรตอนเท่ากัน ส่วนธาตุที่มีจำานวนโปรตอนเท่า กันแต่จำานวนนิวตรอนต่างกัน เรียกว่า ธาตุไอโซโทป 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัญลักษณ์นิวเคลียร์ว่า จำานวน โปรตอน นิวตรอน และ อิเล็กตรอนของอะตอมในธาตุสามารถเขียน A เป็นสัญลักษณ์ได้ด้วย สัญลักษณ์นิวเคลียร์ คือ Z X โดย X แทน สัญลักษณ์ของธาตุ A แทนเลขมวล และ Z แทนเลขอะตอม ซึ่งเลขมวล คือจำานวนรวมของโปรตอนและนิวตรอนของอะตอม และเลขอะตอมคือ จำานวนจำานวนโปรตอนในอะตอม (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ แบบจำาลองและอนุภาคมูลฐานของอะตอมจากหนังสือเรียนภาษา อังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำา ศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 55
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 วิธีใด (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น - โปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอนค้นพบด้วยแบบจำาลอง ของใคร และค้นพบด้วย - แบบจำาลองอะตอมที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนที่ของ อิเล็กตรอนในระดับพลังงาน ต่างกันคือแบบจำาลองใด - อนุภาคมูลฐานของอะตอมประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่ละ อนุภาคมีลักษณะเหมือนกัน หรือไม่ ลักษณะใด - อนุภาคมูลฐานของอะตอมประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่ละ อนุภาคมีลักษณะเหมือนกัน หรือไม่ ลักษณะใด 7 11 - จำานวนอนุภาคมูลฐานของ 3 Li และ 5 B มีค่าเท่าใด บ้าง ขัน สรุป ้ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับแบบจำาลองและอนุภาค มูลฐานของอะตอม โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน ทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ ให้นักเรียนที่นั่งใกล้กันหรือเลขที่ใกล้เคียงกันจับคู่กัน และ คำานวณหาจำานวนอนุภาคมูลฐานของธาตุชนิดต่าง ๆ ที่ครูกำาหนดให้ โดยกำาหนดให้เป็นสัญลักษณ์นิวเคลียร์ หรือครูอาจกำาหนดจำานวน อนุภาคมูลฐานและให้นักเรียนเขียนสัญลักษณ์นิวเคลียร์ เมื่อปฏิบัติ กิจกรรมเสร็จให้นักเรียนแลกเปลี่ยนผลการคำานวณกับเพื่อนต่างกลุ่ม หรือนำาเสนอผลการคำานวณหน้าชั้นเรียน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. ภาพแบบจำาลองอะตอมของดอลตัน ทอมสัน รัทเทอร์ฟอร์ด โบร์ และแบบจำาลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 56
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 2 การจัด เรีย งอิเ ล็ก ตรอนใน อะตอม 2 ชั่ว โมง สาระที่ 3 สารและสมบัต ข องสาร ิ ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4-6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 1 โครงสร้า งของสาร 1. สาระสำา คัญ การจัดเรียงตัวของอิเล็กตรอนมีความคล้ายคลึงกับวงโคจรของ ดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ กล่าวคืออิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่รอบ นิวเคลียสในระดับพลังงานต่างกัน และเรียกอิเล็กตรอนที่อยู่วงนอกสุด ว่า เวเลนซ์อิเล็กตรอน ความเป็นโลหะ อโลหะ และการเกิดปฏิกิริยาของธาตุขึ้นอยู่กับ จำานวนเวเลนซ์อิเล็กตรอน 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ วิเคราะห์และอธิบายการจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ความ สัมพันธ์ระหว่างอิเล็กตรอนใน ระดับพลังงานนอกสุดกับสมบัติของธาตุและการเกิดปฏิกิริยา (ว 3.1 ม. 4−6/2) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. อธิบายการจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอมและแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างอิเล็กตรอนกับนิวเคลียส (K) 2. อธิบายความสัมพันธ์ของเวเลนซ์อิเล็กตรอนกับสมบัติและการ เกิดปฏิกิริยาของธาตุ (K) 57
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องแบบจำาลองและอนุภาคมูลฐานของ อะตอมไปใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นคุณ ธรรม จริย ธรรม และ ด้า นความรู้ (K) เจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้เรื่อง 1. ประเมินเจตคติทาง การจัดเรียง วิทยาศาสตร์เป็นราย อิเล็กตรอนในอะตอม บุคคล 2. ประเมินกิจกรรม 2. ประเมินเจตคติต่อ ฝึกทักษะระหว่าง วิทยาศาสตร์เป็นราย เรียน บุคคล 3. ทดสอบหลังเรียน 58 ด้า นทัก ษะ/ กระบวนการ (P) 1. ประเมินทักษะ/ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการ คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการปฏิบัติกิจกรรม เป็นรายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม 2. ความสัมพันธ์ของอิเล็กตรอนกับสมบัติของธาตุ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย → เขียนบรรยายหรือจัดทำารายงานเกี่ยวกับแรงยึด เหนี่ยวระหว่าง อิเล็กตรอนกับนิวเคลียส และการจัดเรียง อิเล็กตรอนในอะตอมของธาตุ คณิตศาสตร์ → คำานวณหาจำานวนอิเล็กตรอนสูงสุดที่สามารถ เคลื่อนที่ได้ในแต่ละระดับ พลังงานของธาตุ คำานวณจำานวนอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่รอบ นิวเคลียสในแต่ละระดับ
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 พลังงานของธาตุ ภาษาต่างประเทศ → ฟัง พูด อ่าน เขียนคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับการจัดเรียง อิเล็กตรอนในอะตอมที่เรียนรู้หรือที่นักเรียน สนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูทบทวนเรื่องอนุภาคมูลฐานของอะตอม และให้นักเรียน ตอบคำาถามต่อไปนี้ - อนุภาคมูลฐานแต่ละชนิดจัดเรียงตัวในลักษณะใดภายใน อะตอม - การเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนภายในอะตอมมีลักษณะใด - แบบจำาลองใดแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน รอบนิวเคลียส 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาภาพแบบจำาลองอะตอมของโบร์มาให้นักเรียนดู และ ร่วมกันอภิปรายถึงลักษณะการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนรอบนิวเคลียส โดยครูใช้คำาถามกระตุ้นดังนี้ - อิเล็กตรอนเคลื่อนที่อยู่รอบนิวเคลียสโดยไม่ถูกโปรตอน ดึงดูดเข้าไปเพราะอะไร - อิเล็กตรอนและโปรตอนในนิวเคลียสมีแรงดึงดูดกันใน ลักษณะใด - อิเล็กตรอนสามารถเคลื่อนที่ในแต่ละระดับพลังงานได้ จำานวนเท่าใด (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาการจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอมจากใบ ความรู้หรือในหนังสือ 59
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 60 เรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ รอบนิวเคลียสในลักษณะวงโคจร ซึ่งวงโคจรที่อยู่ใกล้นิวเคลียสมาก ที่สุดจะมีจำานวนอิเล็กตรอนน้อยที่สุด และมีระดับพลังงานตำ่าที่สุด (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกต แรง ยึดเหนี่ยวระหว่างอิเล็กตรอนกับนิวเคลียส ตามขั้นตอนทาง วิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/กระบวนการสังเกตดังนี้ - ใส่ลูกเหล็กกลมจำานวน 100 ลูก ลงในถ้วยที่เตรียมไว้ แล้ว จุ่มแท่งแม่เหล็กลงในถ้วย - ค่อย ๆ ยกแท่งแม่เหล็กขึ้น สังเกตการเกาะของลูกเหล็ก บนแท่งแม่เหล็ก และ บันทึกผล - ใช้มือแกะลูกเหล็กออกทีละลูก โดยเริ่มแกะจากลูกเหล็ก ที่อยู่นอกสุดจนถึงลูกเหล็ก ที่อยู่ในสุด สังเกตแรงที่ต้องใช้แกะลูกเหล็กและบันทึกผล (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากใบงาน 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ - ลูกเหล็กกลมและแท่งแม่เหล็กในกิจกรรมใช้แทนสิ่งใด ในอะตอม (ลูกเหล็กกลม แทนอิเล็กตรอน แท่งแม่เหล็กแทนนิวเคลียส) - ลักษณะการจัดเรียงตัวของลูกเหล็กที่ถูกดึงดูดด้วยแม่ เหล็กมีลักษณะใด (จำานวน ลูกเหล็กที่อยู่แถวนอกมีมากกว่าจำานวนลูกเหล็กที่อยู่ใกล้แท่งแม่เหล็ก) - เมื่อนักเรียนลองเขี่ยลูกเหล็กให้หลุดออก แรงที่ใช้เขี่ยลูก เหล็กที่อยู่รอบนอกเท่ากับ ลูกเหล็กที่อยู่ติดกับแท่งแม่เหล็กหรือไม่ ลักษณะใด (ไม่เท่ากัน แรงที่ ใช้แกะลูกเหล็กที่อยู่นอกสุดจะใช้แรงดึงออกน้อยกว่าลูกเหล็กที่อยู่ใน สุดใกล้แท่งแม่เหล็ก) - นักเรียนสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรมได้ว่าอะไร (การเกาะ กันของลูกเหล็กกับแท่ง แม่เหล็กเปรียบเหมือนแรงดึงดูดของนิวเคลียสของอะตอมกับ อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อยู่รอบ ๆ)
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า แรงดึงดูดระหว่างอิเล็กตรอนที่มีประจุลบกับ นิวเคลียสที่มีประจุบวก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับแรงดึงดูดระหว่างลูก เหล็กกับขั้วแม่เหล็ก คือ แรงดึงดูดระหว่างนิวเคลียสกับอิเล็กตรอนที่อยู่ ใกล้จะมากกว่าแรงดึงดูดระหว่างนิวเคลียสกับอิเล็กตรอนที่อยู่ไกลออก ไป และวงโคจรที่อยู่ใกล้นิวเคลียสมากที่สุดจะมีจำานวนอิเล็กตรอนน้อย ที่สุด โดยอิเล็กตรอนที่อยู่ในระดับพลังงานชั้นนอกสุดนี้ว่า เวเลนซ์ อิเล็กตรอน และอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงานจะมีจำานวนได้มาก ที่สุด เท่ากับ 2n2 (n = ระดับพลังงาน) 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดเรียงอิเล็กตรอนในแต่ละ ระดับพลังงานว่าต้องเป็นไปตามกฎออกเตต และอธิบายถึงความ สัมพันธ์ของเวเลนซ์อิเล็กตรอนกับสมบัติความเป็นโลหะ อโลหะ และ การเกิดปฏิกิริยา โดยใช้ใบความรู้หรือเนื้อหาในหนังสือเรียนประกอบ (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สืบค้นข้อมูล การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอมของธาตุบางชนิด โดยดำาเนินการตาม ขั้นตอนดังนี้ - แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อการ ค้นพบโครงสร้างอะตอม เช่น เลขอะตอมของธาตุ และการจัดอิเล็กตรอนตามระดับพลังงาน ให้ สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นตามหัวข้อที่กำาหนด - สมาชิกแต่ละกลุ่มแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลตาม หัวข้อที่กลุ่มของตนเองรับผิดชอบ โดยการสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต - สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน - สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่ม (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากใบงาน (4) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดย ให้ได้ข้อสรุปว่า การจัดเรียง อิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงาน จะต้องเป็นไปตามกฎออกเตต คือ เว เลนซ์อิเล็กตรอนของอะตอมจะมีได้ไม่เกิน 8 อิเล็กตรอน และ อิเล็กตรอนถัดจากวงนอกสุดจะมีได้ไม่เกิน 18 ตัว 61
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (5) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอมจากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรือ อินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้ง คำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น - อิเล็กตรอนมีการจัดเรียงตัวล้อมรอบนิวเคลียสในลักษณะ ใด - ถ้าอะตอมชนิดหนึ่งมีระดับพลังงานของอิเล็กตรอน ทั้งหมด 5 ระดับ จำานวน อิเล็กตรอนสูงสุดในแต่ละระดับชั้นจะมีค่าเท่าใด - การจัดเรียงอิเล็กตรอนในแต่ละระดับพลังงานมีหลักการ ใด - ธาตุที่มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 2 มีสมบัติและแนวโน้ม การเกิดปฏิกิริยาลักษณะใด - ธาตุที่มีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 7 มีสมบัติและแนวโน้ม การเกิดปฏิกิริยาลักษณะใด ขัน สรุป ้ 1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการจัดเรียงอิเล็กตรอนใน อะตอม โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 2) ครูดำาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบ ทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดความก้าวหน้า/ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วย การเรียนรู้ที่ 1 ตอนที่ 1 8. กิจ กรรมเสนอแนะ ครูกำาหนดสัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ 5 ชนิดและให้นักเรียน คำานวณจำานวนอนุภาคมูลฐาน ระบุจำานวนอิเล็กตรอนในแต่ละระดับ 62
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 พลังงาน และบอกแนวโน้มของสมบัติและการเกิดปฏิกิริยาขอธาตุเหล่า นัน ครูอาจให้นักเรียนเขียนเป็นรายงานส่งครูหรือให้นักเรียนแลก ้ เปลี่ยนความรู้กับเพื่อนในห้องเรียน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. ภาพแบบจำาลองอะตอมของโบร์ 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. ตอนที่ 2 ตารางธาตุ แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 3 ตารางธาตุ 2 ชั่ว โมง สาระที่ 3 สารและสมบัต ข องสาร ิ ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4-6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 1 โครงสร้า งของสาร 1. สาระสำา คัญ นักวิทยาศาสตร์จัดธาตุต่าง ๆ ลงในตารางธาตุโดยอาศัยสมบัติ และการเรียงตามลำาดับเลข 63
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 อะตอมของธาตุ ทำาให้สามารถแบ่งธาตุในตารางธาตุออกเป็น 18 หมู่ 7 คาบ ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มย่อย A หรือธาตุตัวแทน (representatives element) ที่มีสมบัติเป็นโลหะ อโลหะ และกึงโลหะ และกลุ่มย่อย B หรือธาตุแทรนซิชัน (transition element) ่ หรือโลหะแทรนซิชัน การจัดเรียงธาตุเป็นหมวดหมู่ทำาให้ธาตุในหมู่เดียวกันมีสมบัติ คล้ายกันและมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากัน และธาตุในคาบเดียวกันมี จำานวนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนเท่ากัน การจัดตารางธาตุดังกล่าว ช่วยให้สามารถทำานายตำาแหน่งของธาตุได้เมื่อทราบสมบัติของธาตุ และสามารถทำานายสมบัติของธาตุได้เมื่อทราบตำาแหน่งของธาตุใน ตารางธาตุ 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ อธิบายการจัดเรียงธาตุและทำานายแนวโน้มสมบัติของธาตุใน ตารางธาตุ (ว 3.1 ม. 4−6/3) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. อธิบายการจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ และความสัมพันธ์ของ ธาตุในตารางธาตุ (K) 2. ทำานายแนวโน้มของสมบัติธาตุในตาราง (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องตารางธาตุไปใช้ในชีวิตประจำาวัน ได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม และ ด้า นความรู้ (K) เจตคติท าง กระบวนการ (P) วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้เรื่อง 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ ตารางธาตุ วิทยาศาสตร์เป็นราย กระบวนการทาง 2. ประเมินกิจกรรม บุคคล วิทยาศาสตร์ 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ ฝึกทักษะระหว่าง เรียน วิทยาศาสตร์เป็นราย คิด 3. ทดสอบก่อนเรียน บุคคล 3. ประเมินทักษะการ 4. ทดสอบหลังเรียน แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม 64
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 65 ในการปฏิบัติกิจกรรม เป็นรายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. วิวัฒนาการของตารางธาตุ - ตารางธาตุในปัจจุบัน 2. ความสัมพันธ์ของธาตุในตารางธาตุ - ความสัมพันธ์ของธาตุในหมู่ - ความสัมพันธ์ของธาตุในคาบ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย → เขียนบรรยายหรือจัดทำารายงานเกี่ยวกับตาราง ธาตุ ภาษาต่างประเทศ → ฟัง พูด อ่าน เขียนคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับตารางธาตุที่เรียนรู้หรือ ที่นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ครูดำาเนินการทดสอบก่อนเรียนโดยให้นักเรียนทำาแบบทดสอบ ก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความพร้อมและพื้นฐานของนักเรียน ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูสนทนากับนักเรียนโดยสุ่มนักเรียน 2−3 คน ให้นักเรียน ตอบคำาถามต่อไปนี้ - ตารางธาตุคืออะไร และมีความสำาคัญลักษณะใด - นักวิทยาศาสตร์ใช้หลักการใดในการจัดเรียงธาตุลงใน ตารางธาตุ 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง ตารางธาตุ ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (1) ครูนำาแผ่นตารางธาตุมาให้นักเรียน โดยครูใช้คำาถาม กระตุ้นดังนี้ - ธาตุในตารางธาตุแบ่งออกได้เป็นกี่หมู่ - ธาตุที่อยู่ในกลุ่ม B เรียกว่าอะไร - นักเรียนรู้จักธาตุใดในตารางธาตุบ้าง มีสมบัติลักษณะใด (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาวิวัฒนาการของตารางธาตุ และความ สัมพันธ์ของธาตุในตารางธาตุจากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดย ครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ตารางธาตุที่ใช้ในปัจจุบันได้จัด ธาตุตามเลขอะตอมจากน้อยไปมาก แบ่งเป็นกลุ่มย่อย A 8 หมู่ และกลุ่ม ย่อย B 10 หมู่ (2) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มปฏิบัติกิจกรรม สืบค้นข้อมูลสมบัติ ของธาตุโลหะ กึ่งโลหะ และอโลหะ โดยดำาเนินการตามขั้นตอนดังนี้ - แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อสมบัติ ของธาตุโลหะ กึ่งโลหะ และอโลหะ เช่น การนำาไฟฟ้าและความร้อน สถานะ ความแข็ง จุดเดือด และจุดหลอมเหลว ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นตาม หัวข้อที่กำาหนด - สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อที่กลุ่ม ของตนเองรับผิดชอบ โดย การสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรม สำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต - สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน - สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่ม (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากกิจกรรม (4) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มปฏิบัติกิจกรรม สังเกตความสัมพันธ์ ของธาตุในแต่ละคาบกับระดับพลังงาน ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/กระบวนการสังเกต ดังนี้ 66
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 - ให้นักเรียนนับจำานวนธาตุที่อยู่ในแต่ละคาบของตาราง ธาตุและนำามาแสดงความสัมพันธ์ (ในรูปของตาราง) กับจำานวน อิเล็กตรอนมากที่สุดที่มีได้ในแต่ละคาบ - นำาข้อมูลที่ได้มาอภิปรายร่วมกันแล้วนำาเสนอผลการ ปฏิบัติกิจกรรม (5) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากกิจกรรม 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ กิจกรรม สืบค้นข้อมูลสมบัติของธาตุโลหะ กึ่งโลหะ และ อโลหะ − ธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะจัดอยู่ในหมู่ใดของตาราง ธาตุ (ธาตุโลหะ ได้แก่ หมู่ 1A และ 2A ธาตุอโลหะ ได้แก่ หมู่ 7A และ 8A ธาตุกึ่งโลหะ ได้แก่ หมู่ 3A−6A) − ธาตุโลหะ อโลหะ และกึ่งโลหะมีสมบัติลักษณะใดบ้าง (การนำาไฟฟ้าและความร้อน จุดหลอมเหลว และจุดเดือด) − ธาตุที่มีแนวโน้มของสมบัติเหมือนกันอยู่ในหมู่หรือใน คาบเดียวกัน เพราะอะไร (เพราะมีจำานวนเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากัน) กิจกรรม สังเกตความสัมพันธ์ของธาตุในแต่ละคาบกับ ระดับพลังงาน − ธาตุในคาบมีความสัมพันธ์ใดกับระดับพลังงาน (จำานวน อิเล็กตรอนที่มีได้มากที่สุดในคาบจะเท่ากับจำานวนธาตุที่มีในคาบนั้น ๆ) − ธาตุในคาบใดมีจำานวนชนิดของธาตุมากที่สุด เพราะ อะไร (คาบที่ 6 และ 7 เพราะมีจำานวนอิเล็กตรอนมากที่สุด เท่ากับ 32) − แนวโน้มขนาดของธาตุในหมู่เดียวกันมีลักษณะใดเมื่อ จำานวนคาบเพิ่มขึ้น (ธาตุโลหะจำามีความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยา มากขึ้น ขณะที่ธาตุอโลหะจะมีความว่องไวในการเกิดปฏิกิริยาลดลง) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดย ให้ได้ข้อสรุปว่า ธาตุที่อยู่ในหมู่เดียวกันจะมีแนวโน้มของสมบัติเหมือน กันเพราะธาตุที่อยู่หมู่เดียวกันมีจำานวนเวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากัน ส่วน ธาตุที่อยู่ในคาบเดียวกันนั้นจะมีจำานวนระดับพลังงานของอิเล็กตรอน 67
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เท่ากัน และจำานวนธาตุในคาบมีได้มาที่สุดเท่ากับจำานวนอิเล็กตรอน มากที่สุดที่สามารถเคลื่อนที่ได้ในระดับพลังงาน (คาบ) นั้น 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสมบัติของธาตุในแต่ละหมู่ โดย ใช้ใบความรู้หรือเนื้อหาในหนังสือเรียนประกอบการอธิบาย ครูเน้นให้ นักเรียนเข้าใจถึงสมบัติทางกายภาพทั่วไปและแนวโน้มในการเกิด ปฏิกิริยาของธาตุแต่ละหมู่ (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ตารางธาตุจากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอ ให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น − การจัดเรียงธาตุลงในตารางธาตุในอดีตแตกต่างกับ ปัจจุบันลักษณะใด − ความสัมพันธ์ของธาตุในหมู่เดียวกันและในคาบเดียวกัน มีลักษณะใด − ตารางธาตุมีความสำาคัญหรือไม่ ลักษณะใด − ธาตุในกลุ่ม B แตกต่างจาก 1A− 2A หรือไม่ ลักษณะใด − ถ้านักเรียนพบธาตุชนิดใหม่ที่มีเวเลนซ์อิเล็กตรอน เท่ากับ 8 นักเรียนจะทำานาย สมบัติของธาตุนี้ว่าอะไร ขัน สรุป ้ 1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับตารางธาตุ โดยร่วมกัน เขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 68
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 2) ครูดำาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบ ทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดความก้าวหน้า/ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วย การเรียนรู้ที่ 1 ตอนที่ 2 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติของธาตุในหมู่ต่าง ๆ เพิ่มเติม โดยเขียนเป็นรายงานหรือนำาเสนอหน้าห้องเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความ รู้กับเพื่อน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. แผ่นตารางธาตุ 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. ตอนที่ 3 พัน ธะเคมี แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 4 พัน ธะไอออนและพัน ธะโคเว เลนซ์ 1 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัต ข องสาร ิ ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4-6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 1 โครงสร้า งของสาร 69
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 1. สาระสำา คัญ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอะตอมหรือไอออนของธาตุ หรือ สารประกอบเรียกว่า พันธะเคมี แบ่งได้ 3 ชนิด คือ พันธะไอออนิก พันธะโคเวเลนซ์ และพันธะโลหะ ซึ่งธาตุหรือสารประกอบที่เกิดจาก พันธะต่างชนิดกันจะมีสมบัติแตกต่างกัน พันธะไอออนิกเกิดจากแรงยึดเหนี่ยวของไอออนที่มีประจุบวก ของธาตุโลหะและไอออนที่มีประจุลบของธาตุอโลหะ ซึ่งเป็นแรงยึด เหนี่ยวที่เกิดจากไอออนที่มีประจุไฟฟ้าต่างกัน พันธะไอออนิกจึงมี ความแข็งแรงมาก สารที่เกิดจากพันธะไอออนิกส่วนใหญ่จึงมีสถานะ ของแข็ง มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูง พันธะโคเวเลนซ์เกิดจากแรงยึดเหนี่ยวของอะตอมอโลหะและ อโลหะโดยมีการใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน แรงยึดเหนี่ยวชนิดนี้มี ความแข็งแรงน้อยกว่าพันธะไอออนิกมาก สารที่เกิดจากพันธะโคเว เลนซ์จึงพบได้ทั้งสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส และมี จุดหลอมเหลวและจุดเดือดตำ่า 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ 1. วิเคราะห์และอธิบายการเกิดพันธะเคมีในโครงผลึกและใน โมเลกุลของสาร (ว 3.1 ม. 4−6/4) 2. สืบค้นข้อมูลและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจุดเดือด จุดหลอมเหลวและสถานะของสารกับ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของสาร (ว 3.1 ม. 4−6/5) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. วิเคราะห์และอธิบายการเกิดพันธะไอออนิก (K) 2. วิเคราะห์และอธิบายการเกิดพันธะโคเวเลนซ์ และชนิดของ พันธะโคเวเลนซ์ (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องพันธะไอออนิกและพันธะโคเวเลนซ์ ไปใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นคุณ ธรรม ด้า นความรู้ (K) ด้า นทัก ษะ/ 70
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 จริย ธรรม และ เจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้เรื่อง 1. ประเมินเจตคติทาง พันธะไอออนิกและ วิทยาศาสตร์เป็นราย พันธะโคเวเลนซ์ บุคคล 2. ประเมินกิจกรรม 2. ประเมินเจตคติต่อ ฝึกทักษะระหว่าง วิทยาศาสตร์เป็นราย เรียน บุคคล 3. ทดสอบก่อนเรียน กระบวนการ (P) 71 1. ประเมินทักษะ/ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการ คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการปฏิบัติกิจกรรม เป็นรายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. พันธะไอออน 2. พันธะโคเวเลนซ์ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย → เขียนบรรยายหรือจัดทำารายงานเกี่ยวกับสมบัติ ของสารประกอบ ไอออนิกและสารประกอบโคเวเลนซ์ ภาษาต่างประเทศ → ฟัง พูด อ่าน เขียนคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับพันธะไอออนิกและ พันธะโคเวเลนซ์ที่เรียนรู้หรือที่นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ครูดำาเนินการทดสอบก่อนเรียนโดยให้นักเรียนทำาแบบทดสอบ ก่อนเรียนเพื่อตรวจสอบความพร้อมและพื้นฐานของนักเรียน ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูทบทวนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเวเลนซ์อิเล็กตรอนกับ กฎออกเตตให้นักเรียนฟัง และให้นักเรียนตอบคำาถามต่อไปนี้ - อธิบายความหมายของกฎออกเตต - ธาตุโลหะมีแนวโน้มในการรับหรือให้เวเลนซ์อิเล็กตรอนเพื่อให้ เวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 8 ตัว
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 72 - ธาตุอโลหะมีแนวโน้มในการรับหรือให้เวเลนซ์อิเล็กตรอนเพื่อให้ เวเลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 8 ตัว 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง พันธะไอออนิกและพันธะโคเวเลนซ์ ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับความหมายของพันธะเคมี และให้นักเรียนตอบคำาถามต่อไปนี้ - พันธะเคมีคืออะไร - พันธะเคมีระหว่างอะตอมในหมู่ต่าง ๆ ในตารางธาตุมี ลักษณะเดียวกันหมดหรือไม่ เพราะอะไร - พันธะเคมีแบ่งได้เป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาการเกิดพันธะไอออนิกและพันธะโคเว เลนซ์จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียน เข้าใจว่า พันธะไอออนิกเป็นพันธะระหว่างโลหะกับอโลหะ โดย โลหะจะให้เวเลนซ์อิเล็กตรอนกับอโลหะเพื่อให้ตัวเองมีเวเลนซ์ อิเล็กตรอนเท่ากับ 8 ตัวตามกฎออกเตตและกลายเป็นไอออนบวก ส่วน อโลหะจะรับเวเลนซ์อิเล็กตรอนจากโลหะเพื่อให้ตัวเองมีเวเลนซ์ อิเล็กตรอนเท่ากับ 8 ตามกฎออกเตตและกลายเป็นไอออนลบ แรงดึงดูดระหว่างอะตอมของพันธะนี้จึงเป็นแรงดึงดูดระหว่าง ประจุไฟฟ้าที่ตรงข้ามกัน พันธะโคเวเลนซ์เป็นพันธะระหว่างอโลหะด้วยกัน โดยมี การใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกันเพื่อให้เวเลนซ์อิเล็กตรอนของตัวเอง ครบ 8 ตัวตามกฎออกเตต ซึ่งแบ่งได้เป็น พันธะเดี่ยว พันธะคู่ และ พันธะสาม (2) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มปฏิบัติกิจกรรม สืบค้นข้อมูล จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสารประกอบไอออนิก โดยดำาเนินการ ตามขั้นตอนดังนี้
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 - แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อ จุดหลอมเหลวและจุดเดือด และ การนำาไฟฟ้า ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นตามหัวข้อที่กำาหนด - สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อที่กลุ่ม ของตนเองรับผิดชอบ โดยการสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรม วิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต - สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน - สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่ม (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากกิจกรรม 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ − สารประกอบในกิจกรรมเกิดจากพันธะระหว่างโลหะใด กับอโลหะใด (เช่น แคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) เกิดจากโลหะแคลเซียม (Ca) 1 อะตอมกับ อโลหะคลอรีน (Cl) 2 อะตอม) − เมื่อเกิดสารประกอบไอออนิก อะตอมของธาตุใน สารประกอบต้องให้และรับ เวเลนซ์อิเล็กตรอนจำานวนเท่าใดบ้าง (เช่น CaCl2 Ca 1 อะตอมให้เว เลนซ์อิเล็กตรอน 2 ตัวกลายเป็นไอออนบวก ส่วน Cl 2 อะตอมรับเว เลนซ์อิเล็กตรอนอะตอมละ 1 ตัวกลายเป็นไอออนลบ) − จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสารประกอบไอออนิกมี แนวโน้มลักษณะใด เพราะ อะไรจึงเป็นเช่นนัน (จุดหลอมเหลวและจุดเดือดมีค่าสูง เพราะพันธะยึด ้ เหนี่ยวที่แข็งแรงของไอออนต่างชนิดกัน) − การนำาไฟฟ้าของสารประกอบไอออนิกมีลักษณะใด เพราะอะไร (ไม่นำาไฟฟ้าในสถานะของแข็งเพราะไม่มีไอออนอิสระ เคลื่อนที่รอบ ๆ สาร แต่สามารถนำาไฟฟ้าได้เมื่อเป็นของเหลวเพราะ 73
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 พันธะไอออนิกถูกทำาลาย จึงเกิดเป็นไอออนบวกของโลหะและไอออน ลบของอโลหะเคลื่อนที่อย่างอิสระ) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดย ให้ได้ข้อสรุปว่า จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสารประกอบไอออนิก สูงเพราะเป็นแรงดึงดูดระหว่างไอออนหรือประจุต่างชนิดกันซึ่งมีความ แข็งแรงมาก จึงต้องใช้พลังงานหรือความร้อนสูงเพื่อทำาให้สารเปลี่ยน สถานะ และสารประกอบไอออนิกไม่นำาไฟฟ้าเพราะถึงแม้ว่าจะเกิดจาก แรงดึงดูดระหว่างไอออนต่างชนิดแต่ภายในสารไม่มีการเคลื่อนที่ของ ประจุทำาให้ไม่สามารถนำาไฟฟ้าได้ 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับชนิดของพันธะโคเวเลนซ์ สมบัติ ของสารประกอบโคเวเลนซ์ และสารโครงร่างผลึกตาข่ายโดยใช้ใบ ความรู้หรือเนื้อหาในหนังสือเรียนประกอบ (2) นักเรียนฝึกเขียนโครงสร้างแบบจำาลองอะตอมชนิด โครงสร้างลายเส้นแสดงการเกิดพันธะไอออนิกและพันธะโคเวเลนซ์ ของสารที่ครูกำาหนดให้ เช่น MgF2 K2S Br2 CH4 (3) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ พันธะไอออนิกและพันธะโค-เวเลนซ์ จากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ หรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์ พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น − พันธะเคมีคืออะไร แบ่งได้เป็นกี่ชนิด − สารหมู่ใดในตารางธาตุที่มักเกิดสารประกอบไอออนิก 74
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 − เมื่ออะตอมสร้างพันธะระหว่างกันแล้วเวเลนซ์อิเล็กตรอน ของอะตอมหรือไอออนนั้น ต้องมีจำานวนเท่าใด เพราะอะไร ขัน สรุป ้ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับพันธะไอออนิกและพันธะโค เวเลนซ์โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติของสารประกอบไอออนิก และสารประกอบโคเวเลนซ์เพิ่มเติมโดยเขียนเป็นรายงานส่งครู หรือนำา เสนอหน้าห้องเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 2. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 3. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 5 พัน ธะโลหะและสถานะของสาร 1 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัต ข องสาร ิ ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4-6 ้ 75
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 1 โครงสร้า งของสาร 1. สาระสำา คัญ พันธะโลหะเป็นพันธะระหว่างโลหะกับโลหะ เนื่องจากโลหะจะ เกิดการสูญเสียเวเลนซ์อิเล็กตรอนได้ง่าย เวเลนซ์อิเล็กตรอนเหล่านี้จึง เคลื่อนที่ไปอะตอมอื่นทั่วทั้งก้อนโลหะอย่างอิสระ จึงเสมือนอะตอมมีเว เลนซ์อิเล็กตรอนเท่ากับ 8 ตลอดเวลา ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าพันธะโลหะ เป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างไอออนบวกของอะตอมกับอิเล็กตรอนที่ เคลื่อนที่อย่างอิสระ ซึ่งแรงดึงดูดลักษณะนี้มีความแข็งแรงมาก จึงมัก พบสารในรูปของแข็ง และมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดสูงมาก สถานะของสารขึ้นอยู่กับแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล ถ้าแรงดึงดูด ระหว่างโมเลกุลมีค่ามาก สารนั้นจะอยู่ในสถานะของแข็ง และถ้า แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลลดลง อนุภาคของสารก็จะเคลื่อนที่ได้อิสระ มากขึ้นสารจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้บ้างหรือเรียกว่าอยู่ในสถานะ ของเหลว แต่ถ้าแรงดึงดูดลดลงมากจนอนุภาคของสารเคลื่อนที่ได้ อย่างอิสระ สารจะเปลี่ยนแปลงรูปร่างและปริมาตรได้ หรือเรียกว่าอยู่ ในสถานะแก๊ส 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ 1. วิเคราะห์และอธิบายการเกิดพันธะเคมีในโครงผลึกและใน โมเลกุลของสาร (ว 3.1 ม. 4−6/4) 2. สืบค้นข้อมูลและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างจุดเดือด จุดหลอมเหลวและสถานะของสารกับ แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของสาร (ว 3.1 ม. 4−6/5) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. วิเคราะห์และอธิบายการเกิดพันธะโลหะ (K) 2. อธิบายความสัมพันธ์ของสถานะของสารกับแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างอนุภาค (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องพันธะโลหะและสถานะของสารไป ใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ 76
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ด้า นคุณ ธรรม จริย ธรรม และ ด้า นความรู้ (K) เจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้เรื่อง 1. ประเมินเจตคติทาง พันธะโลหะและ วิทยาศาสตร์เป็นราย สถานะของสาร 2. บุคคล 2. ประเมินเจตคติต่อ ประเมินกิจกรรมฝึก ทักษะระหว่างเรียน วิทยาศาสตร์เป็นราย 3. ทดสอบหลังเรียน บุคคล ด้า นทัก ษะ/ กระบวนการ (P) 77 1. ประเมินทักษะ/ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการ คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการปฏิบัติกิจกรรม เป็นรายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. พันธะโลหะ 2. แรงยึดเหนี่ยวกับสถานะของสาร 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย → เขียนบรรยายหรือจัดทำารายงานเกี่ยวกับชนิด ของพันธะเคมีและสมบัติ ของธาตุหรือสารประกอบที่นำามาใช้ ประโยชน์ในชีวตประจำาวัน ิ ภาษาต่างประเทศ → ฟัง พูด อ่าน เขียนคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับพันธะโลหะและสถานะ ของสารที่เรียนรู้หรือที่นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูสนทนากับนักเรียนโดยสุ่มนักเรียน 2−3 คน ให้นักเรียน ตอบคำาถามต่อไปนี้ - พันธะโลหะเป็นพันธะระหว่างธาตุที่มีสมบัติใด - นักเรียนคิดว่าธาตุหรือสารประกอบที่เกิดจากพันธะโลหะ ควรมีสมบัติใด เพราะอะไร - สารที่อยู่ในสถานะต่าง ๆ มีความแตกต่างกันลักษณะใด 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง พันธะโลหะและสถานะของสาร ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับธาตุที่มีสมบัติเป็นโลหะและ ให้นักเรียนตอบคำาถามต่อไปนี้ - อะตอมของโลหะมีเวเลนซ์อิเล็กตรอนจำานวนเท่าไร - ความสัมพันธ์ในการเกิดปฏิกิริยาของโลหะกับเวเลนซ์ อิเล็กตรอนมีลักษณะใด - ถ้าโลหะมีแรงดึงดูดกัน อะตอมของธาตุเหล่านั้นจะดึงดูด กันในลักษณะใด (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาการเกิดพันธะโลหะจากใบความรู้หรือใน หนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า พันธะโลหะเป็น พันธะที่ยึดอะตอมของโลหะไว้ด้วยกัน โดยเป็นแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างไอออนบวกของอะตอมกับอิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อย่างอิสระ (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับพันธะ โลหะ โดยดำาเนินการตามขั้นตอนดังนี้ - แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อ จุดหลอมเหลวและจุดเดือด และการนำาไฟฟ้า ให้สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นตามหัวข้อที่ กำาหนด - สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อที่กลุ่ม ของตนเองรับผิดชอบ โดย การสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรม สำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต - สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน - สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่ม 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ 78
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 79 (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ − อะตอมของอโลหะสามารถเกิดพันธะโลหะได้หรือไม่ ลักษณะใด (ได้ โดยการใช้เวเลนซ์อิเล็กตรอนร่วมกัน เกิดเป็นพันธะโคเว เลนซ์) − อะตอมของโลหะมีการดึงดูดกันในลักษณะใด (เป็น แรงดึงดูดระหว่างไอออนบวกของ โลหะและเวเลนซ์อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อย่างอิสระรอบ ๆ โลหะ) − เมื่ออะตอมสร้างพันธะโลหะแล้ว เวเลนซ์อิเล็กตรอนมี ลักษณะใด (เวเลนซ์อิเล็กตรอนจะหลุดออกมาและเคลื่อนที่อย่างอิสระ) − จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของธาตุที่เกิดพันธะโลหะมี แนวโน้มลักษณะใด เพราะ อะไรจึงเป็นเช่นนัน (จุดหลอมเหลวและจุดเดือดมีค่าสูง เพราะเป็น ้ แรงดึงดูดระหว่างไอออนต่างชนิดกันคล้ายพันธะไอออนิก คือไอออน บวกของโลหะกับไอออนลบของเวเลนซ์อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อย่าง อิสระ) − การนำาไฟฟ้าของธาตุที่เกิดจากพันธะโลหะเหมือนหรือ แตกต่างกับสารประกอบ ไอออนิกลักษณะใด เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น (ต่างกัน คือสารที่เกิด พันธะโลหะสามารถนำาไฟฟ้าได้ในสถานะของแข็งเพราะมีอิเล็กตรอน ที่เคลื่นที่อย่างอิสระรอบ ๆ สาร) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดย ให้ได้ข้อสรุปว่า จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของธาตุที่เกิดพันธะโลหะ สูงเพราะเป็นแรงดึงดูดระหว่างไอออนบวกของโลหะและเวเลนซ์ อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่อย่างอิสระคล้ายกับสารประกอบไอออนิกซึ่งมี ความแข็งแรงมาก จึงต้องใช้พลังงานหรือความร้อนสูงเพื่อทำาให้สาร เปลี่ยนสถานะ แต่สารที่เกิดพันธะโลหะสามารถนำาไฟฟ้าได้ในสถานะ ของแข็งต่างจากสารประกอบไอออนิกที่นำาไฟฟ้าได้เมื่ออยู่ในสถานะ ของเหลวหรือสารละลาย เพราะเวเลนซ์อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปมาได้ อย่างอิสระจึงสามารถนำาประจุไฟฟ้าไปได้ทั่วทั้งสาร 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารในสถานะต่าง ๆ โดยใช้ใบ ความรู้หรือเนื้อหาในหนังสือเรียนประกอบ โดยให้ได้ข้อสรุปว่า
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 สถานะของสารเป็นผลจากแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล สารที่มีแรงดึงดูด ระหว่างโมเลกุลมากสารจะอยู่ในสถานะของแข็ง เมื่อสารได้รับ พลังงานหรือความร้อนที่มากพอแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลจะลดลง โมเลกุลจะเคลื่อนที่ได้บ้างซึ่งเป็นสถานะของของเหลว และเมื่อสารได้ รับพลังงานหรือความร้อนเพิ่มขึ้นจนทำาให้แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุล เหลือน้อยมาก จนกระทั่งโมเลกุลเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระเราเรียกจะสาร ในสถานะนี้ว่าแก๊ส (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ พันธะโลหะและสถานะของสารจากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรือ อินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้ง คำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น − พันธะโลหะแตกต่างจากพันธะไอออนิกลักษณะใด − อะตอมระหว่างโลหะไม่ดึงดูดกันด้วยพันธะโคเวเลนซ์ เพราะอะไร − พันธะระหว่างโลหะกับโลหะมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือด สูงกว่าพันธะระหว่าง อโลหะกับอโลหะเพราะอะไร − ความสัมพันธ์ของจุดหลอมเหลวและจุดเดือดกับ แรงดึงดูดของสารมีลักษณะใด − เรียงลำาดับแรงดึงดูดของสารในสถานะของแข็ง ของเหลว และแก๊ส − ปัจจัยใดมีผลต่อสถานะของสาร เพราะอะไร ขัน สรุป ้ 80
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 1) ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับพันธะโลหะและสถานะ ของสารโดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 2) ครูดำาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบ ทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดความก้าวหน้า/ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วย การเรียนรู้ที่ 1 ตอนที่ 3 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของพันธะเคมีของธาตุหรือ สารประกอบในชีวิตประจำาวันที่นำามาใช้ประโยชน์ และสมบัติของสาร เหล่านั้นโดยเขียนเป็นรายงานส่งครู หรือนำาเสนอหน้าห้องเรียนเพื่อ แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 2. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 3. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ 81
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 2 7 ชัว โมง ่ 82 ปฏิก ิร ิย าเคมี ผัง มโนทัศ น์เ ป้า หมายการจัด การเรีย นรู้แ ละขอบข่า ย ภาระงาน ความรู้ 1. ความหมายและการเขียนสมการเคมี 2. อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3. ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมี 4. ปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่ง แวดล้อม คุณ ลัก ษณะที่พ ึง ทัก ษะ/กระบวนการ ประสงค์ 1. การสังเกต 1. ใฝ่เรียนรู้ ปฏิก ร ิย า ิ 2. การอธิบาย 2. มุ่งมั่นในการทำางาน เคมี 3. การทดลอง 3. มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ 4. การนำภาระงาน/ชิน งาน าความรู้ไปใช้ ้ 4. มีเจตคติทาง ใน 1. สังเกตการเกิดปฏิกิริยาเคมี วิทยาศาสตร์ ชีวิตประจำาวัน ตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของลวดแมกนีเซียมกับกรดไฮ 2. สังเกตอั 5. เห็นคุณค่าของการนำา โดรคลอริก ความรู้ไปใช้ 3. สังเกตความเข้มข้นของสารเริ่มต้นกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 4. ทดลองการสลายตัวของโซเดียมไทโอซัลเฟตที่อุณหภูมิต่าง ๆ 5. ทดลองบทบาทของโลหะทองแดงในปฏิกิริยาระหว่างสังกะสีกับ กรดไฮโดรคลอริก
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ผัง การออกแบบการจัด การเรีย นรู้ หน่ว ยการเรีย นรูท ี่ 2 ปฏิก ิร ิย าเคมี ้ ขัน ที่ 1 ผลลัพ ธ์ป ลายทางที่ต อ งการให้เ กิด ขึน กับ นัก เรีย น ้ ้ ้ ตัว ชีว ัด ช่ว งชัน ้ ้ 1. ทดลอง อธิบาย และเขียนสมการของปฏิกิริยาเคมีทั่วไปที่พบในชีวิต ประจำาวัน รวมทั้งอธิบายผลของ สารเคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม(ว 3.2 ม.4-6) 2. ทดลองและอธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมีและนำาความรู้ไปใช้ ประโยชน์(ว 3.2 ม. 4-6) ความเข้า ใจที่ค งทนของ นัก เรีย น นัก เรีย นจะเข้า ใจว่า ... 1. รอบตัวเรามีปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ เกิดขึ้นอยู่ ตลอดเวลา การเกิดปฏิกิริยาเคมี จะมีการ เปลี่ยนแปลงสารเริ่มต้นใน ปฏิกิริยาเป็นสารใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติแตกต่าง จากเดิม 2. ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นสามารถ เขียนแทนด้วย สมการเคมี ที่ใช้สูตรเคมีหรือ คำา ถามสำา คัญ ที่ท ำา ให้เ กิด ความเข้า ใจที่ค งทน 1. การเปลี่ยนแปลงของสารที่เกิดขึ้น แต่ละชนิดเป็น การเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือไม่ 2. สมการเคมีคืออะไร และมีวิธีการ เขียนอย่างไร 3. อัตราเร็วของปฏิกิริยาเคมีที่เกิด ขึ้นวัดได้ด้วยวิธีการ ใด 4. อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะช้า– เร็วขึ้นอยู่กับ ปัจจัยใด 83
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 สัญลักษณ์ของธาตุ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง สารเริ่มต้นกับ ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสารอื่น ๆ ที่มี ส่วนเกี่ยวข้อง กับการเปลี่ยนแปลงทางเคมีหรือ ปฏิกิริยาเคมี 3. อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะช้า– เร็วแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความ เข้มข้นของสาร เริ่มต้น พื้นที่ผิวของสารที่เข้าทำา ปฏิกิริยา อุณหภูมิ ตัวเร่งปฏิกิริยา หรือธรรมชาติของ สาร ทำาให้ ปฏิกิริยาเคมีหลายชนิดถ้ามนุษย์ รู้จักควบคุมปัจจัย ต่าง ๆ ในการเกิดปฏิกิริยาได้ ก็ สามารถนำามาใช้ ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้ มากมาย ความรูข องนัก เรีย นที่น ำา ไปสู่ ้ ความเข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย นจะรูว ่า ... ้ 1. คำาสำาคัญ ได้แก่ ปฏิกิริยาเคมี สาร 5. มนุษย์นำาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการ เกิดปฏิกิริยาเคมี มาใช้ประโยชน์ในด้านใด และส่ง ผลกระทบต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมใน ลักษณะใดบ้าง เริ่มต้นหรือตัว ทำาปฏิกิริยา ผลิตภัณฑ์ สมการเคมี ตัว เร่ง ปฏิกิริยา ตัวหน่วงปฏิกิริยา 2. ปฏิกิริยาเคมี เป็นการเปลี่ยนแปลง ของสารที่ เกิดขึ้นเมื่อสารเริ่มต้นหรือตัวทำา ปฏิกิริยาเข้าทำา ปฏิกิริยากัน เกิดการแตกสลายของ พันธะเดิมแล้ว สร้างพันธะใหม่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี ทัก ษะ/ความสามารถของ นัก เรีย นที่จ ะนำา ไปสูค วาม ่ เข้า ใจทีค งทน นัก เรีย นจะ ่ สามารถ... 1. สังเกตการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2. สังเกตอัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมีของลวด แมกนีเซียมกับกรดไฮโดรคลอ ริก 3. สังเกตความเข้มข้นของสาร เริ่มต้นกับอัตรา การเกิดปฏิกิริยาเคมี 4. ทดลองการสลายตัวของ โซเดียมไทโอซัลเฟตที่ อุณหภูมิต่างๆ 84
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 สมบัติแตกต่าง 5. ทดลองบทบาทของโลหะ จากสารเริ่มต้น เช่น สีของสารละลาย ทองแดงในปฏิกิริยา เปลี่ยนแปลง ระหว่างสังกะสีกับกรดไฮโดร มีความร้อน มีแก๊ส หรือมีตะกอนเกิด คลอริก ขึ้น 3. สมการเคมี เขียนแทนด้วยสูตรเคมี หรือสัญลักษณ์ ของธาตุ ใช้เพื่อแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างสาร เริ่มต้นกับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสารอื่น ๆ ที่มีส่วน เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเคมี หรือปฏิกิริยา เคมี 4. การเขียนสมการเคมี จะใช้สัญลักษณ์ ตัวอักษร ภาษาอังกฤษเล็ก แสดงถึงลักษณะ ของสารเริ่มต้น และผลิตภัณฑ์ และต้องดุลสมการเคมี เพื่อทำา จำานวนอะตอมของธาตุในสารเริ่มต้น ให้เท่ากับ จำานวนอะตอมของธาตุในผลิตภัณฑ์ 5. เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมี สารเริ่มต้นใน ระบบที่ เกิดปฏิกิริยาจะมีปริมาณลดลงใน เวลาเดียวกับที่ ผลิตภัณฑ์เกิดมากขึ้น การวัด อัตราเร็วของปฏิกิริยา เคมีจึงวัดจากปริมาณของสารเริ่มต้น ที่ลดลงใน 1 หน่วยเวลา หรือปริมาณของ ผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นใน 1 หน่วยเวลา เรียกว่าอัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมี ซึ่งมี ความสัมพันธ์ดังนี้ 85
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 6. อัตราการเกิดปฏิกิริยาจะเกิดขึ้นช้า หรือเร็วขึ้นอยู่ กับปัจจัยต่าง ๆ คือ ความเข้มข้นของ สารเริ่มต้น พื้นที่ผิวของสารที่เข้าทำาปฏิกิริยา อุณหภูมิ ตัวเร่ง ปฏิกิริยา และธรรมชาติของสาร 7. มนุษย์สามารถนำาปฏิกิริยาเคมีไปใช้ ประโยชน์ใน บ้าน ทางการเกษตร และทาง อุตสาหกรรมได้ เช่น นำาปฏิกิริยาการสลายตัวของโซเดียม ไฮโดรเจน คาร์บอเนต (NaHCO3) ไปใช้ ประโยชน์ในการทำา ขนมหลายชนิด แต่ปฏิกิริยาเคมีบาง ชนิดเมื่อ เกิดขึ้นแล้วจะเกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็น อันตรายต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น ปฏิกิริยาการเกิด สนิมเหล็ก (Fe2O3) ปฏิกิริยาการเกิด ฝนกรดที่ ทำาลายสิ่งก่อสร้างและอาคารบ้าน เรือนที่มีโลหะเป็น ส่วนประกอบ เป็นต้น 86 ขัน ที่ 2 ภาระงานและการประเมิน ผลการเรีย นรูซ ึ่ง เป็น หลัก ฐานที่ ้ ้ แสดงว่า นัก เรีย นมีผ ลการเรีย นรู้ ตามที่ก ำา หนดไว้อ ย่า งแท้จ ริง 1. ภาระงานที่น ก เรีย นต้อ ง ั ปฏิบ ัต ิ – สังเกตการเกิดปฏิกิริยาเคมี – สังเกตอัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมีของลวด แมกนีเซียมกับกรดไฮโดรคลอ ริก – สังเกตความเข้มข้นของสาร เริ่มต้นกับ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – ทดลองการสลายตัวของ โซเดียมไทโอซัลเฟตที่อุณหภูมิต่าง ๆ – ทดลองบทบาทของโลหะ ทองแดงใน ปฏิกิริยาระหว่างสังกะสีกับกรด ไฮโดรคลอริก 87 2. วิธ ีก ารและเครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย นรู้ ่ วิธ ีก ารประเมิน ผลการเรีย นรู้ เครื่อ งมือ ประเมิน ผลการเรีย นรู้ – การทดสอบ – แบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง – การวัดเจตคติ เรียน – แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ – การวัดทักษะ และเจตคติ – การสนทนาซักถาม ต่อวิทยาศาสตร์ – การเขียนรายงาน – แบบวัดทักษะ/กระบวนการทาง – การประเมินตนเอง วิทยาศาสตร์ – การประเมินการปฏิบัติงานเป็น – แบบบันทึกการสนทนา รายบุคคลและ – แบบประเมินการเขียนรายงาน เป็นกลุ่ม – แบบประเมินตนเองของนักเรียน – แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติ งานเป็น รายบุคคลและเป็นกลุ่ม
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 3. สิง ที่ม ง ประเมิน ่ ุ่ 88 – ความสามารถในการอธิบาย ชี้แจง การแปลความและตีความ การประยุกต์ ดัดแปลง และนำาไปใช้ การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำาคัญ ใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง – เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล – ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ – ทักษะการคิด – ทักษะการแก้ปัญหา – พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคลหรือเป็นกลุ่ม ขัน ที่ 3 แผนการจัด การเรีย นรู้ ้ ปฏิก ร ิย าเคมี ิ เวลา 7 ชัว โมง ่ – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 สมการเคมีและอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เวลา 2 ชั่วโมง – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 ความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสารเริ่มต้น ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เวลา 2 ชั่วโมง – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 อุณหภูมิที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เวลา 1 ชั่วโมง – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 ตัวเร่งปฏิกิริยาและธรรมชาติของสาร ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เวลา 1 ชั่วโมง – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 10 ปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เวลา 1 ชั่วโมง แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 6 สมการเคมีและอัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมี เวลา 2 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัต ิข องสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4–6 ้ 1. สาระสำา คัญ
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เมื่อมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น สารเริ่มต้นหรือตัวทำาปฏิกิริยาจะเข้าทำา ปฏิกิริยากัน เกิดผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติแตกต่างจากสารเดิม สามารถ แสดงปฏิกิริยาเคมีของสารที่เกิดขึ้นได้ด้วยสมการเคมีที่เขียนแทนด้วย สูตรเคมีหรือสัญลักษณ์ของธาตุ เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสาร เริ่มต้นกับผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสารอื่น ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยา ในการเกิดปฏิกิริยาเคมี สารเริ่มต้นจะมีความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ การวัดอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจึงวัดจากปริมาณของสารเริ่มต้นที่ลด ลงใน 1 หน่วยเวลา หรือปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นใน 1 หน่วย เวลา 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ 1. ทดลอง อธิบาย และเขียนสมการของปฏิกิริยาเคมีทั่วไปที่พบ ในชีวิตประจำาวัน รวมทั้งอธิบายผลของสารเคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่ง แวดล้อม (ว 3.2 ม. 4–6/1) 2. ทดลองและอธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มีผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และนำาความรู้ไปใช้ประโยชน์ (ว 3.2 ม. 4– 6/2) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. ทดลองการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำาวันได้ (K) 2. อธิบายและเขียนสมการของปฏิกิริยาเคมีที่พบในชีวิตประจำา วันได้ (K) 3. ทดลองหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารได้ (K) 4. อธิบายการหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารได้ (K) 5. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 6. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 7. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 8. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องสมการเคมีและอัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีไปใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง 89
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 1. ซักถามความรู้ เรื่อง สมการเคมีและ อัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี 2. ประเมินกิจกรรม ฝึกทักษะ ระหว่างเรียน 3. ทดสอบก่อนเรียน วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ประเมินเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ เป็นรายบุคคล 2. ประเมินเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์ เป็นรายบุคคล 1. ประเมินทักษะ/ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการ คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. สมการและการเกิดปฏิกิริยาเคมี – ความหมายและการเขียนสมการเคมี 2. อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนบรรยายเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมี และเล่า ประสบการณ์ เกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำาวัน ที่นักเรียนได้ประสบมา คณิตศาสตร์ ดุลสมการเคมีของปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ และ คำานวณหาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสาร ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับสมการเคมีและ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เรียนรู้หรือที่ นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ครูดำาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบทดสอบ ก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความ พร้อมและพื้นฐานของนักเรียน ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูสนทนากับนักเรียนโดยสุ่มนักเรียน 2−3 คน ให้นักเรียน ตอบคำาถามต่อไปนี้ – รอบ ๆ ตัวเรามีการเปลี่ยนแปลงของสารเกิดขึ้นหรือไม่ อะไรบ้าง 90
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – การเปลี่ยนแปลงของสารที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลง ประเภทใด เพราะอะไร 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง สมการเคมีและอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาภาพการเกิดปฏิกิริยาเคมีแบบต่าง ๆ ที่พบเห็นใน ชีวิตประวัน เช่น โลหะที่เป็น สนิม ควันที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การสังเคราะห์ด้วยแสง ของพืช หรือการผสมปูนเพื่อ สร้างบ้านมาให้นักเรียนดู และร่วมกันอภิปรายถึงสาเหตุการเกิด ปฏิกิริยาเคมีแบบต่าง ๆ โดยครูใช้ คำาถามกระตุ้น ดังนี้ – ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นแต่ละชนิดมีสารใดเป็นสารเริ่มต้น และมีสารใดเป็นผลิตภัณฑ์ – สามารถเขียนสมการเคมีแสดงปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นได้ใน ลักษณะใด – ปฏิกิริยาเคมีแต่ละชนิดมีอตราการเกิดเร็ว–ช้าแตกต่างกัน ั หรือไม่ (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาสมการเคมีและอัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมีจากใบความรู้หรือใน หนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่ารอบ ๆ ตัวของเรา จะมีการเปลี่ยนแปลงประเภท การเกิดปฏิกิริยาเคมีอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถเขียนแสดงการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ด้วยสมการเคมี เช่น การเกิดสนิมเหล็ก (Fe2O3) ที่สามารถเขียนสมการแสดงได้ดังนี้ 4Fe(s) + 3O2 (g) 2Fe2O3 (s) (2) ครูอธิบายความหมายและความสำาคัญของตัวอักษรใน วงเล็บที่อยู่ด้านขวาของสูตร โมเลกุลของสารแต่ละชนิด ลูกศรที่ใช้ และตัวเลขที่อยู่หน้าโมเลกุล ของสารแต่ละชนิดในสมการ ดังนี้ 91
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 s (solid) ใช้แทนของแข็ง l (liquid) ใช้แทนของเหลว g (gas) ใช้แทนแก๊ส aq (aqueous) ใช้แทนสารละลายที่มีนำ้าเป็นตัวทำาละลาย ใช้ แสดงให้เห็นถึงทิศทางของการเกิดปฏิกิริยา จาก ซ้ายมือไปขวามือ ซึ่ง เป็นการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้าทิศทางเดียว และ ใช้แสดงการเกิดปฏิกิริยาที่ผันกลับได้ ซึ่งมีทั้ง ปฏิกิริยาที่ไปข้างหน้า คือ สารเริ่มต้นเปลี่ยนไปเป็นผลิตภัณฑ์ และปฏิกิริยาย้อนกลับคือ ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนกลับมาเป็นสารเริ่มต้น ส่วนตัวเลขที่อยู่หน้าโมเลกุลของสารแต่ละชนิด เป็นการทำา จำานวนอะตอมของสารเริ่มต้นให้เท่ากับจำานวนอะตอมของผลิตภัณฑ์ โดยการดุลสมการเคมี (3) ครูอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า เมื่อมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น สารเริ่มต้นจะมีความสัมพันธ์กับผลิตภัณฑ์ โดยในขณะที่กำาลังเกิด ปฏิกิริยา ถ้ามีผลิตภัณฑ์เกิดมาก สารเริ่มต้นก็จะลดลงมากตามไปด้วย การวัดอัตราเร็วของปฏิกิริยาเคมีจึงวัดจากปริมาณของสารเริ่มต้นที่ลด ลงใน 1 หน่วยเวลา หรือปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นใน 1 หน่วย เวลา (4) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการ เกิดปฏิกิริยาเคมี ตาม ขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/กระบวนการสังเกต ดังนี้ – เทสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 0.2 โมลต่อ ลิตร จำานวน 20 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในหลอดทดลอง – ใส่แผ่นสังกะสีขนาด 0.5×1 เซนติเมตร ลงในหลอด ทดลอง แล้วปิดปาก หลอดทดลองด้วยจุกยางที่ต่อกับหลอดนำาแก๊ส – ใส่ปลายหลอดนำาแก๊สอีกด้านลงในหลอดทดลองที่มีนำ้า อยู่เต็ม สังเกตการเปลี่ยนแปลงและบันทึกผล (5) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตอัตรา การเกิดปฏิกิริยาเคมีของลวดแมกนีเซียมกับกรดไฮโดรคลอริก ตามขั้น ตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/กระบวนการสังเกต ดังนี้ – นำาจุกคอร์กขนาดพอดีกับปากกระบอกตวงที่มีขนาด 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร มาบากด้านข้างตามยาวให้เป็นร่องเล็ก ๆ เพื่อให้ ของเหลวไหลออกได้ และกรีดที่บริเวณกึ่งกลางหน้าตัดของจุกคอร์ก 92
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ปลายด้านที่เล็กกว่าให้เป็นแนวยาวเล็ก ๆ ไว้สำาหรับเสียบลวด แมกนีเซียม – นำาลวดแมกนีเซียมยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ที่ขัด สะอาดแล้วม้วนขดให้เป็น เกลียวคล้ายสปริงแล้วนำาไปเสียบที่รอยกรีดกลางจุกคอร์ก – ใส่นำ้ากลั่นจำานวน 50 ลูกบาศก์เซนติเมตรลงในบีกเกอร์ ขนาด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร – ใส่สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 0.2 โมลต่อลิตร ลงในกระบอกตวงจนเต็ม แล้วปิดปากกระบอกตวงด้วยจุกคอร์ก – ควำ่ากระบอกตวงลงในบีกเกอร์ที่มีนำ้ากลั่นโดยให้ปาก กระบอกตวงอยู่ใต้นำ้า สังเกต ปริมาณของเหลวในกระบอกตวง เริ่มจับเวลาเมื่อของเหลวในกระบอก ตวงอยู่ที่ขีด 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร บันทึกเวลาที่ของเหลวลดลงทุก ๆ 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร จนของเหลวถึงขีด 8 ลูกบาศก์เซนติเมตร (6) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากใบงาน 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ กิจกรรม สังเกตการเกิดปฏิกิริยาเคมี – เมื่อใส่โลหะสังกะสีลงในสารละลายกรดไฮโดรคลอริก ผลที่ เกิดขึ้นคืออะไร (เกิดสารประกอบของเกลือ และเกิดฟองแก๊ส) – สารที่เกิดขึ้นมีสมบัติเหมือนสารเริ่มต้นหรือไม่ อย่างไร (ไม่ เหมือน สารที่เกิดขึ้นจะเป็นสารประกอบของเกลือ และสารที่อยู่ใน สถานะแก๊ส) – การเปลี่ยนแปลงของสารที่เกิดขึ้นเป็นการเปลี่ยนแปลงประเภท ปฏิกิริยาเคมีหรือไม่ เพราะอะไร (เป็นการเปลี่ยนแปลงประเภท ปฏิกิริยาเคมี เพราะได้สารผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติแตกต่างจากสาร เริ่ม ต้น) – สารเริ่มต้นและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปฏิกิริยานี้คือสารใด (สาร เริ่มต้น คือ โลหะสังกะสีกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริก ส่วน ผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้น คือ สารประกอบเกลือของซิงค์ (II) คลอไรด์ กับ แก๊สไฮโดรเจน) 93
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – ปฏิกิริยาระหว่างสังกะสีกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริกเขียน สมการเคมีได้ในลักษณะใด (Zn(s) + 2HCl(aq) ZnCl2 (aq)+ H2(g)) กิจกรรม สังเกตอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของลวดแมกนีเซียม กับกรดไฮโดรคลอริก – ในกิจกรรมนี้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีคงที่หรือไม่ มีลักษณะ ใด (อัตราการเกิดปฏิกิริยาไม่คงที่ ในช่วงแรกอัตราการเกิดปฏิกิริยา จะเร็ว และจะช้าลงเรื่อย ๆ ตามเวลาที่ผ่านไป) – อัตราเร็วของปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นวัดจากสิ่งใด (วัดจาก ปริมาณของสารเริ่มต้นที่ลดลงหรือปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นใน 1 หน่วยเวลา) – กิจกรรมนี้มีปริมาณสารเริ่มต้นใดบ้างที่ลดลง (ปริมาณของ ลวดแมกนีเซียมกับความเข้มข้นของกรดไฮโดรคลอริกจะลดลง) – กิจกรรมนี้เมื่อเกิดปฏิกิริยาเคมีแล้วได้ผลิตภัณฑ์ใด (แก๊ส ไฮโดรเจน) – ผลสรุปของกิจกรรมนี้คืออะไร (ปฏิกิริยาเคมีระหว่างลวด แมกนีเซียมกับกรดไฮโดรคลอริกได้สารใหม่ คือ แก๊สไฮโดรเจน โดย เมื่อเริ่มต้นปฏิกิริยาจะเกิดแก๊สไฮโดรเจนเร็วมาก และจะช้าลงเมื่อเวลา ผ่านไป โดยมีอัตราการเกิด ปริมาตรแก๊สไฮโดรเจนลดลงไม่คงที่) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า เมื่อเกิด การเปลี่ยนแปลงประเภทปฏิกิริยาเคมี จะได้สารผลิตภัณฑ์ที่มีสมบัติ แตกต่างจากสารเริ่มต้น ซึ่งสามารถ เขียนสมการแสดงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างสังกะสีกับสารละลายกรด ไฮโดรคลอริกได้ ดังนี้ Zn(s) + 2HCl(aq) ZnCl2 (aq)+ H2(g) และสามารถเขียนสมการแสดงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างลวด แมกนีเซียมกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริกได้ดงนี้ ั Mg(s) + 2HCl(l) MgCl2(l)+H2(g) ซึ่งอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะเปลี่ยนแปลงตามการดำาเนินไป ของปฏิกิริยา โดยทั่วไป ปฏิกิริยาจะเกิดได้เร็วในช่วงแรกและเกิดช้าลงเมื่อเวลาผ่านไป 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคำานวณหาอัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมี ซึ่งสามารถคำานวณหาได้จากสูตร 94
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 หรือ โดยการวัดปริมาณสารเริ่มต้นที่ลดลงหรือปริมาณของผลิตภัณฑ์ ที่เกิดขึ้น อาจทำาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับลักษณะและสมบัติของสารเป็นเกณฑ์ (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ สมการเคมีและอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี จากหนังสือเรียนภาษา อังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำา ศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น – ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำาวันสามารถเขียน สมการเคมีได้ในลักษณะใด – การดุลสมการเคมีมีหลักการอะไรบ้าง – การศึกษาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีมีประโยชน์อย่างไร ขัน สรุป ้ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมการเคมีและอัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมี โดยร่วมกัน เขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ ให้นักเรียนสังเกตการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวว่าการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นการเกิดปฏิกิริยาเคมีหรือไม่ เกิดได้เร็วหรือ 95
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ช้าแตกต่างกันอย่างไร มีสารใดเป็นสารเริ่มต้น สารใดเป็นผลิตภัณฑ์ และสามารถเขียนแสดงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นด้วยสมการเคมีได้ในลักษณะ ใด 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. ภาพการเกิดปฏิกิริยาเคมีแบบต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำา วัน เช่น โลหะที่เป็นสนิม ควันที่เกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ การสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช หรือการผสมปูนเพื่อสร้างบ้าน 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 7 ความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสารเริ่ม แนวทางการ ต้น พัฒนา................................................................................... ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ... ่ 2. ปัญเวลาป2 ชัว โมง หา/อุ สรรคในการจัดการเรียน สาระที้.่ ............................................................ รู 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4–6 ้ แนวทาง แก้ไข..................................................................................... ......... 1. สาระสำา คัญ การเกิดปฏิกิริยาของสารส่วนใหญ่ เมื่อเกิดปฏิกิริยาไปได้ระยะ หนึง อัตราการเกิดปฏิกิริยาจะช้าลงเพราะเมื่อสารเริ่มต้นเข้าทำา ่ ปฏิกิริยา สารจำานวนหนึ่งจะถูกใช้ไป ความเข้มข้นของสารเริ่มต้นจึง ลดลง ทำาให้ปริมาณของผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นน้อยลงเรื่อย ๆ และใน ปฏิกิริยาที่สารเริ่มต้นมีสถานะเป็นของแข็งที่มีพื้นที่ผิวมาก เมื่อทำา ปฏิกิริยากับสารอีกชนิดหนึ่งที่มีสถานะเป็นของเหลวแล้ว จะมีผลให้ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเกิดได้เร็วขึ้นกว่าการเข้าทำาปฏิกิริยาของสารตั้ง ต้นที่มีสถานะเป็นของแข็งแต่มีพื้นที่ผิวน้อย 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ 96
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ทดลองและอธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มีผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และนำาความรู้ไปใช้ประโยชน์ (ว 3.2 ม. 4– 6/2) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. ทดลองหาความเข้มข้นของสารเริ่มต้นที่ทำาให้เกิดปฏิกิริยา เคมีเร็วขึ้นได้ (K) 2. อธิบายความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสารเริ่มต้นที่มีผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสาร เริ่มต้นที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์ กระบวนการ ความเข้มข้นและ เป็นรายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ พื้นที่ผิว ของสาร 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ เริ่มต้นที่มีผลต่อ วิทยาศาสตร์ คิด อัตราการเกิด เป็นรายบุคคล 3. ประเมินทักษะการ ปฏิกิริยาเคมี แก้ปัญหา 2. ประเมินกิจกรรม 4. ประเมินพฤติกรรม ฝึกทักษะ ในการ ระหว่างเรียน ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา – ความเข้มข้นของสารเริ่มต้น – พื้นที่ผิวของสารที่เข้าทำาปฏิกิริยา 6. แนวทางบูร ณาการ 97
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ภาษาไทย การเกิดปฏิกิริยา เขียนบรรยายเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออัตรา ตามที่นักเรียนได้ประสบมา คณิตศาสตร์ คำานวณหาความเข้มข้นของสารเริ่มต้น ที่ทำาให้อัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมีของสารเกิดเร็วขึ้นได้ ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสารเริ่ม ต้นที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เรียน รู้หรือที่นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูยกตัวอย่างปฏิกิริยาเคมีที่พบอยู่ทั่วไปในชีวิตประจำาวัน เช่น การผสมปูนเพื่อใช้ก่อสร้าง การเกิดสนิมของเหล็ก การย่อยสลาย ซากพืชซากสัตว์ด้วยจุลินทรีย์ ให้นักเรียนฟังโดยครูใช้คำาถามกระตุ้น ดังนี้ – ปฏิกิริยาเคมีใดเกิดได้เร็ว และปฏิกิริยาเคมีใดเกิดได้ช้า – อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารแต่ละชนิดขึ้นอยู่กับ ปัจจัยใดบ้าง 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง ความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสารเริ่มต้นที่มีผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยา โดย อาจใช้ปฏิกิริยาระหว่างแมกนีเซียมกับสารละลายกรดไฮโดรคลอริกที่ นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วเป็นตัวอย่างเพื่ออภิปรายร่วมกัน ดังนี้ Mg(s) + 2HCl(l) MgCl2(l)+H2(g) (2) ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่าในตอนเริ่มต้นปฏิกิริยา แมกนีเซียมจะทำาปฏิกิริยากับ สารละลายกรดไฮโดรคลอริกได้เร็ว เกิดผลิตภัณฑ์เป็นแก๊สไฮโดรเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะช้าลง แล้วตังคำาถาม ้ ถามนักเรียนดังนี้ 98
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – เมื่อเวลาผ่านไปปริมาตรของแก๊สไฮโดรเจนที่ได้จาก ปฏิกิริยาจะมากหรือน้อยลงจากเดิม – อัตราการเกิดปฏิกิริยาระหว่างแมกนีเซียมกับสารละลา ยกรดไฮโดรคลอริกช้าลง เพราะอะไร (3) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสารเริ่มต้น ที่มีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมีจากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยเชื่อม โยงความรู้ใหม่จากบทเรียนกับความรู้เดิมที่เรียนรู้มาแล้ว ด้วยการใช้ คำาถามนำากระตุ้นให้นักเรียนตอบจากความรู้และประสบการณ์ของ นักเรียน (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตความ เข้มข้นของสารเริ่มต้นกับ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/ กระบวนการสังเกต ดังนี้ – ใส่สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 2 โมลต่อลิตร จำานวน 10 ลูกบาศก์ เซนติเมตร ลงในหลอดทดลองขนาดใหญ่ – ทำาเครื่องหมาย x บนกระดาษสีขาวขนาดที่เห็นได้ ชัดเจนเมื่อนำามาวางชิดข้างหลอด ทดลองข้างหนึ่ง โดยให้เครื่องหมาย x อยู่สูงจากก้นหลอดประมาณ 2.5 เซนติเมตร – ใส่สารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟต (Na2S2O3) เข้มข้น 0.3 โมลต่อลิตร จำานวน 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในหลอดทดลองที่เตรียมได้ในขั้นตอนที่ 1 เขย่าให้เข้ากัน – สังเกตเครื่องหมาย x และจับเวลาตั้งแต่ผสมสารละลาย เข้าด้วยกัน จนกระทั่งมอง ไม่เห็นเครื่องหมาย x สังเกตการเปลี่ยนแปลง แล้วบันทึกเวลาที่ใช้ – ทำาการทดลองซำ้าอีก 4 ครั้ง โดยใช้โซเดียมไทโอ ซัลเฟตผสมกับนำ้ากลั่นตาม ปริมาตรที่กำาหนดให้ในตาราง แล้วจึงผสมกับกรดไฮโดรคลอริกเข้ม ข้น 2 โมลต่อลิตร จำานวนคงที่ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร 99
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ตารางกำา หนดปริม าตรของสารละลาย โซเดีย มไทโอซัล เฟต และปริม าตรของนำ้า ที่ใ ช้ใ นกิจ กรรม (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากใบงาน 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ – กิจกรรมนี้ต้องการให้นักเรียนทราบเรื่องใด (ความ สัมพันธ์ของความเข้มข้นของสารเริ่มต้นกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี) – ในกิจกรรมนี้กำาหนดให้ปริมาตรสารใดคงที่ และสารใด ผันแปรไป (กำาหนดให้ ปริมาตรสารละลายกรดไฮโดรคลอริกคงที่ และผันแปรปริมาตร สารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟต) – เมื่อความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟต น้อยลง เวลาที่ใช้ในการ เกิดปฏิกิริยาเป็นอย่างไร (เวลาที่ใช้ในการเกิดปฏิกิริยามากขึ้น) – ถ้ากำาหนดให้ความเข้มข้นของสารละลายโซเดียมไทโอ ซัลเฟตคงที่ และปรับเปลี่ยน ความเข้มข้นของสารละลายกรดไฮโดรคลอริก ผลการทดลองที่ได้จะ เป็นอย่างไร (เมื่อความเข้มข้นของสารละลายกรดไฮโดรคลอริกลดลง จะใช้เวลาในการเกิดปฏิกิริยามากขึ้น) 100
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – เวลาที่ใช้ในการเกิดปฏิกิริยาระหว่างสารละลายโซเดียม ไทโอซัลเฟตกับสารละลาย กรดไฮโดรคลอริกคงที่ตลอดการทดลองหรือไม่ (ไม่คงที่) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า ปฏิกิริยาระหว่างโซเดียมไทโอซัลเฟตกับกรดไฮโดรคลอริกจะได้สาร ใหม่ คือ ตะกอนขุ่นสีเหลืองของ กำามะถันที่ไม่ละลายนำ้า เมื่อเปลี่ยนความเข้มข้นของโซเดียมไทโอ ซัลเฟตให้ลดลงขณะที่ความเข้มข้นของ กรดไฮโดรคลอริกคงที่ พบว่าโซเดียมไทโอซัลเฟตที่มีความเข้มข้น มากสุด จะใช้เวลาในการเกิดตะกอน กำามะถันน้อยสุด และเมื่อความเข้มข้นของโซเดียมไทโอซัลเฟตลดลง เวลาที่ใช้ในการเกิดตะกอนจะมาก ขึ้น แสดงว่าอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีจะเปลี่ยนแปลงตามความเข้ม ข้นของสารเริ่มต้นที่เข้าทำาปฏิกิริยา นัน ้ 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับพื้นที่ผิวของสารเริ่มต้นที่มีผล ต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ว่า ในปฏิกิริยาที่สารเริ่มต้นมีสถานะเป็นของแข็งเมื่อทำาปฏิกิริยากับ สารอีกชนิดหนึงที่มีสถานะเป็นของเหลว ถ้าสารเริ่มต้นที่มีสถานะเป็น ่ ของแข็งมีพื้นผิวมาก อัตราการเกิดปฏิกิริยาจะเร็วกว่าสารเริ่มต้นที่มี สถานะเป็นของแข็งมีพื้นผิวน้อย (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของ สารเริ่มต้นที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี จากหนังสือเรียนภาษา อังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และ นำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่ง ครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง 101
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น – ความเข้มข้นของสารเริ่มต้นมีผลต่ออัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีในลักษณะใด – เพราะอะไรสารเริ่มต้นที่มีพื้นที่ผิวมากจึงมีอัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีเร็ว ขัน สรุป ้ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของ สารเริ่มต้นที่มีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโน ทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสาร เริ่มต้นที่มีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี จากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำาข้อมูลที่ค้นคว้า ได้มาจัดทำาเป็นรายงานหรือจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลก เปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 2. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 3. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 102
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา................................................................................... ... 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข..................................................................................... ......... แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 8 อุณหภูมิที่มีผลต่ออัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมี เวลา 1 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4–6 ้ 1. สาระสำา คัญ การเพิ่มอุณหภูมิมีผลให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้น 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ ทดลองและอธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มีผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และนำาความรู้ไปใช้ประโยชน์ (ว 3.2 ม. 4– 6/2) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. ทดลองหาอุณหภูมิที่เหมาะสมที่ทำาให้เกิดปฏิกิริยาเคมีเร็วขึ้น ได้ (K) 2. อธิบายการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่มีผลต่ออัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีได้ (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 103
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องอุณหภูมิที่มีผลต่ออัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีไปใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์ กระบวนการ อุณหภูมิที่มีผลต่อ เป็นรายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ อัตรา 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ การเกิดปฏิกิริยา วิทยาศาสตร์ คิด เคมี เป็นรายบุคคล 3. ประเมินทักษะการ 2. ประเมินกิจกรรม แก้ปัญหา ฝึกทักษะ 4. ประเมินพฤติกรรม ระหว่างเรียน ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา – อุณหภูมิ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนบรรยายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของ อุณหภูมิที่มีผลต่ออัตรา การเกิดปฏิกิริยาเคมีตามที่นักเรียนได้ประสบ มา ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับอุณหภูมิที่มีผล ต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เรียนรู้หรือที่ นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูทบทวนความรู้เดิมเรื่องความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสาร เริ่มต้นที่มีผลต่ออัตราการ 104
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เกิดปฏิกิริยาเคมีที่ได้เรียนรู้ผ่านมาแล้ว โดยครูใช้คำาถามกระตุ้น ดังนี้ – ความเข้มข้นและพื้นที่ผิวของสารเริ่มต้นเกี่ยวข้องกับอัตรา การเกิดปฏิกิริยาเคมีใน ลักษณะใด – สารเริ่มต้นที่มีสถานะเป็นของแข็งควรเพิ่มอัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีด้วยวิธีการใด 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่องอุณหภูมิที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูยกตัวอย่างความสามารถในการละลายของสารบาง ชนิดเมื่อเพิ่มอุณหภูมิของตัวทำา ละลายให้นักเรียนฟัง เช่น การละลายของนำ้าตาลทรายหรือเกลือแกง ในนำ้า ซึ่งพบว่าสารทั้ง 2 ชนิดจะ ละลายในนำ้าร้อนได้ดีกว่าในนำ้าเย็น แล้วตั้งคำาถามถามนักเรียน เช่น – อุณหภูมิที่สูงขึ้นมีผลต่อการละลายของนำ้าตาลทรายหรือ เกลือแกงในลักษณะใด – เมื่อเพิ่มอุณหภูมิของปฏิกิริยา อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี จะเพิ่มขึ้นเหมือนกับการ ละลายของนำ้าตาลทรายหรือเกลือแกงหรือไม่ (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาอุณหภูมิที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมี จากใบความรู้หรือใน หนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า การเพิ่มอุณหภูมิ มีผลให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเกิด ได้เร็วขึ้น เช่นเดียวกับการละลายของนำ้าตาลทรายหรือเกลือแกงในนำ้า ร้อน (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม ทดลองการ สลายตัวของโซเดียมไทโอซัลเฟตที่อุณหภูมิต่าง ๆ ตามขั้นตอนทาง วิทยาศาสตร์ ดังนี้ ขัน ที่ 1 กำาหนดปัญหา ้ 105
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – ที่อุณหภูมิแตกต่างกัน สารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟต จะทำาปฏิกิริยากับสารละลาย กรดซัลฟิวริกได้เท่ากันหรือไม่ ขัน ที่ 2 กำาหนดสมมุติฐาน ้ – ปฏิกิริยาระหว่างสารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟตกับสาร ละลายกรดซัลฟิวริกที่ อุณหภูมิสูงน่าจะเกิดได้เร็วกว่าที่อุณหภูมิตำ่า ขัน ที่ 3 ทดสอบสมมุติฐาน ้ – ใส่สารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟตเข้มข้น 0.1 โมลต่อ ลิตร ลงในหลอดทดลองขนาด ใหญ่ 2 หลอด จำานวนหลอดละ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร – นำาหลอดทดลองที่ 1 แช่ลงในนำ้าแข็ง และหลอดทดลอง ที่ 2 แช่ลงในนำ้าร้อน (อุณหภูมิประมาณ 60 ํำC) เป็นเวลาประมาณ 5 นาที – นำาหลอดทดลองทั้ง 2 หลอดขึ้นมาเช็ดข้างหลอดให้แห้ง ติดกระดาษกาวขนาด 1 × 1 เซนติเมตร ที่ด้านข้างหลอดทดลอง หลอดละ 1 แผ่น ให้สูง จากก้นหลอดประมาณ 2 เซนติเมตร สังเกตกระดาษกาวจากด้านตรง ข้ามของหลอดผ่านสารละลาย – ใส่สารละลายกรดซัลฟิวริกเข้มข้น 0.2 โมลต่อลิตร ลง ในหลอดทดลองทั้ง 2 หลอด จำานวนหลอดละ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร โดยไม่ต้องเขย่า จับเวลา ตังแต่เริ่มสังเกตเห็นกระดาษกาวจนกระทั่งมองไม่เห็นกระดาษกาวที่ ้ ติดอยู่จึงหยุดเวลา สังเกตการเปลี่ยนแปลง แล้วบันทึกเวลาที่ใช้ ขัน ที่ 4 วิเคราะห์ผลการทดลอง ้ − แปลความหมายข้อมูลที่ได้จากตารางบันทึกผลการ ทดลอง − นำาข้อมูลที่ได้มาพิจารณา เพื่ออธิบายว่าเป็นไปตามที่ นักเรียนตั้งสมมุติฐานหรือไม่ ขัน ที่ 5 สรุปผลการทดลอง ้ − นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทดลอง แล้วเขียนเป็น รายงานสรุปผลการทดลองส่งครู 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน 106
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ – การทดลองนี้ต้องการให้นักเรียนทราบเรื่องใด (ความ สัมพันธ์ของอุณหภูมิกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี) – การจับเวลาในการเกิดปฏิกิริยาควรทำาในขั้นตอนใด (เมื่อเริ่มผสมสารละลาย โซเดียมไทโอซัลเฟตกับสารละลายกรดซัลฟิวริกโดยไม่ต้องเขย่า) – ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากปฏิกิริยาระหว่างสารละลายโซเดียม ไทโอซัลเฟตกับสารละลายกรดซัลฟิวริกคือสารใด และมีลักษณะ อย่างไร (ผลิตภัณฑ์ คือ กำามะถัน เป็นตะกอนขุ่นสีขาวแขวนลอยอยู่ ในสารละลาย) – เวลาที่ใช้ในการเกิดปฏิกิริยาของสารละลายโซเดียมไท โอซัลเฟตกับสารละลาย กรดซัลฟิวริกในนำ้าร้อนแตกต่างจากในนำ้าเย็นหรือไม่ ลักษณะใด (สารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟตทำาปฏิกิริยากับสารละลายกรดซัลฟิว ริกในนำ้าร้อนเกิดปฏิกิริยาได้เร็วกว่าในนำ้าเย็น ) – ถ้าเปลี่ยนให้หลอดทดลองแช่อยู่ในนำ้าเดือดแทนนำ้าร้อน เวลาที่ใช้ในการ เกิดปฏิกิริยาจะเป็นอย่างไร เพราะเหตุใด (จะใช้เวลาน้อยกว่า เพราะ เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นจะทำาให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้น) – ผลสรุปของการทดลองนี้คืออะไร (การเพิ่มอุณหภูมิ ทำาให้ปฏิกิริยาระหว่างโซเดียม ไทโอซัลเฟตกับกรดซัลฟิวริกเกิดเร็วขึ้น แสดงว่าอุณหภูมิมีผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดย ให้ได้ข้อสรุปว่า การเพิ่มอุณหภูมิทำาให้ปฏิกิริยาระหว่างโซเดียมไทโอ ซัลเฟตกับกรดซัลฟิวริกเกิดเร็วขึ้น แสดงว่าอุณหภูมิมีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิที่มีผล ต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี จากหนังสือ วารสาร สารานุกรม วิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำา ข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำาเป็นรายงาน หรือจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้กัน 107
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ อุณหภูมิที่มีผลต่ออัตรา การเกิดปฏิกิริยาเคมี จากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น – อุณหภูมิมีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีในลักษณะใด – เพราะเหตุใดปฏิกิริยาเคมีบางชนิดเมื่อเพิ่มอุณหภูมิแล้ว ทำาให้ปฏิกิริยาเกิดช้าลง ขัน สรุป ้ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับอุณหภูมิที่มีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการนำาความรู้เรื่องอุณหภูมิที่มีผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำาวัน จากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และ อินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำาข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำาเป็นรายงานหรือจัด ป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 2. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 108
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 3. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา................................................................................... ... 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข..................................................................................... ......... แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 9 ตัวเร่งปฏิกิริยาและธรรมชาติของสาร ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เวลา 1 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4–6 ้ 1. สาระสำา คัญ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารจะขึ้นอยู่กับตัวเร่งปฏิกิริยา และธรรมชาติของสาร โดยปฏิกิริยาเคมีที่เพิ่มตัวเร่งปฏิกิริยาเข้าไปจะ ทำาให้ปฏิกิริยานั้นเกิดเร็วขึ้น ส่วนธรรมชาติของสารหรือสมบัติเฉพาะ ของสารเริ่มต้นที่แตกต่างกันจะทำาให้เกิดปฏิกิริยาเคมีได้ช้า–เร็วแตก ต่างกันได้ 2. ตัว ชีว ัด ช่ว งชัน ้ ้ 109
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ทดลองและอธิบายอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มีผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และนำาความรู้ไปใช้ประโยชน์ (ว 3.2 ม. 4– 6/2) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. ทดลองบทบาทของตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำาให้ปฏิกิริยาเคมีเกิดเร็ว ขึ้นได้ (K) 2. อธิบายสมบัติของตัวเร่งปฏิกิริยาและธรรมชาติของสารที่มีผล ต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีได้ (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องอุณหภูมิที่มีผลต่ออัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีไปใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์ กระบวนการ ตัวเร่งปฏิกิริยา เป็นรายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ และ 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ ธรรมชาติของสาร วิทยาศาสตร์ คิด ที่มีผล เป็นรายบุคคล 3. ประเมินทักษะการ ต่ออัตราการเกิด แก้ปัญหา ปฏิกิริยา 4. ประเมินพฤติกรรม เคมี ในการ 2. ประเมินกิจกรรม ปฏิบัติกิจกรรมเป็น ฝึกทักษะ รายบุคคลหรือราย ระหว่างเรียน กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา – ตัวเร่งปฏิกิริยา – ธรรมชาติของสาร 6. แนวทางบูร ณาการ 110
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ภาษาไทย เขียนบรรยายและเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับ สมบัติของตัวเร่ง ปฏิกิริยาและธรรมชาติของสารตามที่นักเรียน ได้ประสบมา ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยา และธรรมชาติของสารที่มีผลต่ออัตราการเกิด ปฏิกิริยาเคมีที่เรียนรู้ หรือที่นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูยกตัวอย่างปฏิกิริยาเคมีที่ต้องใช้กรดเป็นสารเริ่มต้นใน กระบวนการผลิต เช่น ปฏิกิริยาระหว่างแคลเซียมคาร์บอเนตกับกรดไฮโดรคลอริก ดังสมการ CaCO3(s) + 2HCl(aq) CaCl2(aq) +H2O(l) +CO2(g) แล้วตั้งคำาถามถามนักเรียนว่า – ถ้าต้องการเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีทำาได้ด้วยวิธี การใด – การเพิ่มความเข้มข้นของสารเริ่มต้น และการเพิ่ม อุณหภูมิจะช่วยให้อัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมีเร็วขึ้นได้หรือไม่ 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง ตัวเร่งปฏิกิริยาและธรรมชาติของสารที่มีผลต่อ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูอธิบายให้นักเรียนฟังว่า ในปฏิกิริยาที่ต้องใช้กรดเป็น สารเริ่มต้นในกระบวนการ ผลิต ถ้าเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารด้วยวิธีการเพิ่มความ เข้มข้นของกรดจะต้องสิ้นเปลือง ค่าใช้จ่ายมาก และการกำาจัดกรดที่เหลือจากปฏิกิริยาจะต้องทำาให้ เป็นกลางก่อนทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อม ทำาให้ 111
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น หรือถ้าเพิ่มอัตราการเกิดปฏิกิริยาด้วยการ เพิ่มอุณหภูมิก็จะสิ้นเปลือง เชื้อเพลิง ทำาให้บางครั้งการเพิ่มความเข้มข้นของสารเริ่มต้นหรือการ เพิ่มอุณหภูมิจึงไม่เหมาะสมต่อการ เร่งปฏิกิริยา แล้วตั้งคำาถามถามนักเรียน ดังนี้ – นอกจากการเพิ่มความเข้มข้นและการเพิ่มอุณหภูมิแล้ว ยัง มีวิธีการใดที่สามารถเพิ่ม อัตราการเกิดปฏิกิริยาได้อีกบ้าง – นักเรียนคิดว่าสมบัติของสารเริ่มต้นแต่ละชนิดจะมีส่วน เกี่ยวข้องกับอัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมีหรือไม่ ในลักษณะใด (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาตัวเร่งปฏิกิริยาและธรรมชาติของสารที่มี ผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมี จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียน เข้าใจว่า การใส่ตัวเร่งปฏิกิริยาเพิ่มเข้าไปในปฏิกิริยาจะทำาให้ ปฏิกิริยานั้นเกิดเร็วขึ้น และเมื่อหลังจากปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้ว ตัวเร่ง ปฏิกิริยาที่เพิ่มเข้าไปยังคงมีปริมาณและสมบัติทางเคมีเหมือนเดิม (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม ทดลอง บทบาทของโลหะทองแดงในปฏิกิริยาระหว่างสังกะสีกับกรดไฮโดร คลอริก ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ ขัน ที่ 1 กำาหนดปัญหา ้ – ทองแดงจะทำาหน้าที่เร่งให้สังกะสีทำาปฏิกิริยากับสารละ ลายกรดไฮโดรคลอริกได้เร็ว ขึ้นหรือไม่ ขัน ที่ 2 กำาหนดสมมุติฐาน ้ – แผ่นสังกะสีที่พันด้วยแผ่นทองแดงน่าจะทำาปฏิกิริยากับ สารละลายกรดไฮโดรคลอริกได้เร็วกว่าแผ่นสังกะสีที่ไม่ได้พันด้วยแผ่นทองแดง ขัน ที่ 3 ทดสอบสมมุติฐาน ้ – ใส่สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 1 โมลต่อลิตร ลงในหลอดทดลองขนาด กลาง 3 หลอด จำานวนหลอดละ 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร – หลอดทดลองที่ 1 ใส่แผ่นทองแดงขนาด 0.5 × 2 เซนติเมตร จำานวน 1 แผ่น 112
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 หลอดทดลองที่ 2 ใส่แผ่นสังกะสีขนาด 0.5 × 2 เซนติเมตร จำานวน 1 แผ่น หลอดทดลองที่ 3 ใส่แผ่นสังกะสีขนาด 0.5 × 2 เซนติเมตร ที่ พันด้วยแผ่นทองแดงขนาด 0.25 × 4 เซนติเมตร โดยรอบ – สังเกตผลที่เกิดขึ้นในหลอดทดลองทั้ง 3 หลอด นาน 5 นาที บันทึกผลการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละหลอด ขัน ที่ 4 วิเคราะห์ผลการทดลอง ้ − แปลความหมายข้อมูลที่ได้จากตารางบันทึกผลการ ทดลอง − นำาข้อมูลที่ได้มาพิจารณา เพื่ออธิบายว่าเป็นไปตามที่ นักเรียนตั้งสมมุติฐานหรือไม่ ขัน ที่ 5 สรุปผลการทดลอง ้ − นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทดลอง แล้วเขียนเป็น รายงานสรุปผลการทดลองส่งครู 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ – การทดลองนี้ต้องการให้นักเรียนทราบเรื่องใด (ผลของ โลหะทองแดงที่เป็นตัวเร่ง ปฏิกิริยาที่มีต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาระหว่างสังกะสีกับกรดไฮโดร คลอริก) – ในการทดลองนี้ใช้สารใดเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา (โลหะ ทองแดง) – ในขณะทำาการทดลอง นักเรียนควรระมัดระวังเรื่องใด บ้าง (ใช้กรดด้วยความ ระมัดระวัง อย่าให้ถูกร่างกายหรือเข้าตา) – การทดลองนี้เกิดปฏิกิริยาเคมีหรือไม่ ได้ผลิตภัณฑ์ใด (เกิดปฏิกิริยาเคมี ได้แก๊ส ไฮโดรเจน) – ปฏิกิริยาระหว่างกรดไฮโดรคลอริกกับสังกะสีแตกต่าง จากปฏิกิริยาระหว่างกรด 113
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ไฮโดรคลอริกกับสังกะสีที่พันด้วยทองแดงอย่างไร (ปฏิกิริยาระหว่างก รดไฮโดรคลอริกกับสังกะสีที่พันด้วยทองแดงจะเกิดปฏิกิริยาเคมีให้ ฟองแก๊สมากกว่า) – เมื่อปฏิกิริยาเกิดได้ 5–10 นาที แผ่นทองแดงที่พัน สังกะสีเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ อย่างไร (แผ่นทองแดงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่แผ่นสังกะสี เกิดการสึกกร่อน) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดย ให้ได้ข้อสรุปว่า แผ่นสังกะสีที่พันด้วยแผ่นทองแดงจะทำาปฏิกิริยากับ สารละลายกรดไฮโดรคลอริกเกิดฟองแก๊สอย่างรวดเร็วและมีปริมาณ มากกว่าปฏิกิริยาที่มีแต่แผ่นสังกะสีอย่างเดียว และพบว่าแผ่นสังกะสีมี การสึกกร่อน โดยที่แผ่นทองแดงที่พันอยู่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง แสดง ว่าทองแดงทำาหน้าที่เร่งให้สังกะสีเกิดปฏิกิริยาเร็วขึ้นโดยแผ่นทองแดง ไม่ได้เข้าทำาปฏิกิริยาด้วย 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยา และธรรมชาติของสารที่มีผล ต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี จากหนังสือ วารสาร สารานุกรม วิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำา ข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำาเป็นรายงานหรือจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ตัวเร่งปฏิกิริยาและธรรมชาติของสารที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมี จากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้ เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 114
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น – สมบัติของตัวเร่งปฏิกิริยามีอะไรบ้าง – การใส่ตัวเร่งปฏิกิริยามีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ในลักษณะใด – ธรรมชาติของสารหรือสมบัติของสารเริ่มต้นเกี่ยวข้องกับ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี หรือไม่ อย่างไร ขัน สรุป ้ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับตัวเร่งปฏิกิริยาและธรรมชาติ ของสารที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี โดยร่วมกันเขียนเป็น แผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับ ธรรมชาติของสารหรือสมบัติของ สารเริ่มต้นที่มีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี จากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำาข้อมูลที่ค้นคว้า ได้มาจัดทำาเป็นรายงานหรือจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลก เปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 2. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 3. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. 115
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 10 ปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่ง แวดล้อม เวลา 1 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4–6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 2 ปฏิกิริยาเคมี 1. สาระสำา คัญ การศึกษาอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและปัจจัยที่มีผลต่อการเกิด ปฏิกิริยาจะช่วยให้มนุษย์สามารถควบคุมปฏิกิริยาต่าง ๆ และสามารถ นำาปฏิกิริยาเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในบ้าน ในทางการเกษตร และ อุตสาหกรรมได้ แต่ปฏิกิริยาเคมีบางชนิดอาจเกิดผลิตภัณฑ์ที่เป็น อันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม เช่น ปฏิกิริยาการเกิดสนิมเหล็ก ปฏิกิริยาการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม ต่าง ๆ ที่ปล่อยสารประกอบออกไซด์ของกำามะถันและไนโตรเจนสู่ อากาศเกิดเป็นฝนกรดที่ตกลงมาทำาลายสิ่งก่อสร้างและอาคารบ้าน เรือนที่มีโลหะเป็นส่วนประกอบ 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ ทดลอง อธิบาย และเขียนสมการของปฏิกิริยาเคมีทั่วไปที่พบใน ชีวิตประจำาวัน รวมทั้งอธิบายผลของสารเคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่ง แวดล้อม (ว 3.2 ม. 4–6/1) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. อธิบายผลของสารเคมีที่มีต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ (K) 2. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 5. สามารถสื่อสารและนำาความรู้เรื่องปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมี ชีวิตและสิ่งแวดล้อมไปใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม ด้า นความรู้ (K) และเจตคติท าง กระบวนการ (P) วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์เป็น กระบวนการ ปฏิกิริยาเคมีที่มี รายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ 116
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ผลต่อ สิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม 2. ประเมิน กิจกรรมฝึก ทักษะระหว่าง เรียน 2. ประเมินเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์เป็น รายบุคคล 2. ประเมินทักษะการ คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลและเป็นก ลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ ปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนรายงานและเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับ ปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมตามที่นักเรียนได้ ประสบมา ศิลปะ จัดป้ายนิเทศเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีที่มีผลกระ ทบต่อสิ่งมีชีวตและ ิ สิ่งแวดล้อมและแนวทางป้องกันการเกิด ปฏิกิริยาเคมี ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีที่ มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เรียนรู้หรือที่ นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูสนทนาพูดคุยกับนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น สารเคมีในชีวิตประจำาวัน โดยตังคำาถามถามนักเรียน ดังนี้ ้ – นักเรียนใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารเคมีอะไรบ้างในชีวิตประจำาวัน – นักเรียนคิดว่าผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารเคมีที่เราใช้มีประโยชน์และ โทษต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะอะไร 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง ปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 117
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาภาพสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำาลายด้วยฝนกรด ภาพการนำา สารเคมีมาผลิตเป็นยารักษาโรค และภาพเกษตรกรที่พ่นยาปราบศัตรู พืชในแปลงเกษตร แล้วตังคำาถามถามนักเรียน ดังนี้ ้ – มนุษย์นำาปฏิกิริยาเคมีมาใช้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง – ปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นมีผลดีต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อมหรือไม่ อย่างไร (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่ง แวดล้อม จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้ นักเรียนเข้าใจว่า ปฏิกิริยาเคมีบางชนิดเมื่อเกิดขึ้นแล้วมนุษย์สามารถ นำาผลิตภัณฑ์ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน แต่ปฏิกิริยาเคมีบาง ชนิดผลิตภัณฑ์ที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ เช่น การเกิดฝนกรด และการเผาไหม้เชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ที่ไม่ สมบูรณ์ เป็นต้น (2) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีที่มี ผลต่อสิ่งมีชีวตและสิ่งแวดล้อม โดยดำาเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ ิ – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อย ให้เพื่อนสมาชิกช่วยกัน สืบค้นตามที่สมาชิกกลุ่มช่วยกันกำาหนดหัวข้อย่อย เช่น ปฏิกิริยาเคมีที่ มีประโยชน์ต่อสิ่งมีชวิตและสิ่งแวดล้อม ปฏิกิริยาเคมีที่ส่งผลกระทบต่อ ี สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม – สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูล ตามหัวข้อย่อยที่ตนเอง รับผิดชอบ โดยการสืบค้นจากใบความรู้ที่ครูเตรียมมาให้ หรือจาก หนังสือ วารสารวิทยาศาสตร์ สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรม สำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต – สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน – สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่ม และช่วยกันจัดทำา รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม 118
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มนำาเสนอผลจากการปฏิบัติ กิจกรรม (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจาก การปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้คำาถาม ต่อไปนี้ – ยกตัวอย่างปฏิกิริยาเคมีที่มีผลกระทบต่อตัวเรา (ปฏิกิริยาการเสียของอาหารกระป๋อง ปฏิกิริยาการเกิดฝนกรด ปฏิกิริยาที่ทำาให้แหล่งนำ้าเน่าเสีย) – นักเรียนมีวิธีแก้ไขการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่เป็นผลเสียต่อ สิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ด้วยวิธีการใด (ลดปริมาณการใช้สารเคมี บางชนิดที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่เป็นผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่ง แวดล้อม) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม (4) นักเรียนร่วมกันเขียนแผนที่ความคิดเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีที่ มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับปฏิกิริยา เคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม จากหนังสือ วารสาร วิทยาศาสตร์ สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และ อินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำาข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำาเป็นรายงานหรือจัด ป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม จากหนังสือเรียนภาษา อังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง แล้วรวบรวม คำาศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียน มาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามี ปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น 119
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – ประโยชน์และโทษของการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่มีต่อ มนุษย์มีอะไรบ้าง – นักเรียนจะมีแนวทางป้องกันการเกิดปฏิกิริยาเคมีที่มี ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมอย่างไร ยกตัวอย่างประกอบ ขัน สรุป ้ 1) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีที่มีผลต่อสิ่งมี ชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดย ร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 2) ครูดำาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบ ทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดความก้าวหน้า/ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วย การเรียนรู้ที่ 2 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนร่วมกันจัดป้ายนิเทศให้ความรู้เกี่ยวกับปฏิกิริยาเคมีที่มี ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมและแนวทางป้องกันการเกิด ปฏิกิริยาเคมีดังกล่าวให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. ภาพสิ่งก่อสร้างที่ถูกทำาลายด้วยฝนกรด ภาพการนำาสารเคมี มาผลิตเป็นยารักษาโรค และภาพเกษตรกรที่พ่นยาปราบศัตรูพืชใน แปลงเกษตร 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. 120
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 3 เวลา 3 ชั่ว โมง ปิโ ตรเลีย ม ผัง มโนทัศ น์เ ป้า หมายการจัด การเรีย นรู้แ ละขอบข่า ย ภาระงาน ความรู้ 1. ปิโตรเลียมและ นำ้ามันดิบ 2. แก๊สธรรมชาติ 121
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ทัก ษะ/ กระบวนการ 1. การสืบค้น ข้อมูล 2. การสังเกต 3. การอธิบาย 4. การนำาความรู้ ปิโ ตรเลีย ม 122 คุณ ลัก ษณะที่พ ง ึ ประสงค์ 1. ใฝ่เรียนรู้ 2. มุ่งมั่นในการทำางาน 3. มีเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์ 4. มีเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ ภาระงาน/ชิน งาน ้ 1. สืบค้นข้อมูลปิโตรเลียมกับ เศรษฐกิจและสังคม 2. สังเกตการกลั่นแยกสาร 3. สืบค้นข้อมูลผลกระทบที่เกิดจาก การขนส่งนำ้ามันดิบ ผัง การออกแบบการจัด การเรีย นรู้ หน่ว ยการเรีย นรูท ี่ 3 ปิโ ตรเลีย ม ้ ขัน ที่ 1 ผลลัพ ธ์ป ลายทางที่ต อ งการให้เ กิด ขึน กับ นัก เรีย น ้ ้ ้ ตัว ชีว ัด ช่ว งชัน ้ ้ 1. สืบค้นข้อมูลและอธิบายการเกิดปิโตรเลียม กระบวนการแยกแก๊ส ธรรมชาติ และการกลั่น ลำาดับส่วนนำ้ามันดิบ (ว 3.1 ม. 4−6/3) 2. สืบค้นข้อมํูลและอภิปรายการนำาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยกแก๊ส ธรรมชาติและการกลั่นลำาดับส่วน นำ้ามันดิบไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งผลของผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งมีชีวตและ ิ
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 สิ่งแวดล้อม (ว 3.1 ม. 4−6/3) ความเข้า ใจที่ค งทนของ นัก เรีย น นัก เรีย นจะเข้า ใจว่า ... 1. ปิโตรเลียมเกิดจากการสลายตัว ของซากพืช ซากสัตว์ที่ทับถมอยู่ใต้ทะเลภาย ใต้อุณหภูมิและ ความดันสูงเป็นเวลานานหลาย ล้านปี 2. ปิโตรเลียมประกอบด้วยนำ้ามัน ดิบและแก๊ส ธรรมชาติ การนำานำ้ามันดิบมา ใช้ประโยชน์ต้อง นำามากลั่นลำาดับส่วนเพื่อแยก สารอื่น ๆ ที่ปน อยู่ออกก่อน แล้วจึงนำาส่วนที่ เป็น ไฮโดรคาร์บอนไปกลั่นแยกออก เป็นผลิตภัณฑ์ ต่าง ๆ 3. แก๊สธรรมชาติเกิดจากการ ทับถมและแปรสภาพ ของอินทรียสารในชั้นหินใต้ผิว โลกในรูป สารประกอบที่มีสถานะเป็นแก๊ส 4. มีเทน อีเทน โพรเพน และบิว เทน เป็น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยกแก๊ส ธรรมชาติและ การกลั่นลำาดับส่วนนำ้ามันดิบ นำา ไปใช้ประโยชน์ ได้มากมาย เช่น เป็นเชื้อเพลิง และสารตั้งต้น 5. การนำาผลิตภัณฑ์จากการกลั่น นำ้ามันดิบและ คำา ถามสำา คัญ ที่ท ำา ให้เ กิด ความเข้า ใจที่ค งทน 1. ปิโตรเลียมหมายถึงอะไร เกิด จากสิ่งใด 2. ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น นำ้ามันปิโตรเลียม มีอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีความ แตกต่างกัน ในเรื่องใด 3. นำ้ามันดิบมีส่วนประกอบอะไร บ้าง เราจะแยก ส่วนประกอบของนำ้ามันดิบไปใช้ ประโยชน์ได้ โดยวิธีใด 4. เมื่อนำานำ้ามันดิบไปกลั่นแยก แล้วจะได้ ผลิตภัณฑ์ใด 5. การกำาจัดนำ้ามันดิบอย่างถูกวิธี ทำาได้โดยวิธีใด 6. แก๊สธรรมชาติหมายถึงอะไร ประกอบด้วย ส่วนประกอบอะไรบ้าง 7. ขั้นตอนการแยกแก๊สธรรมชาติ ทำาได้โดยวิธีใด 8. ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยก แก๊สธรรมชาติมี อะไรบ้าง และนำาไปใช้ ประโยชน์ในเรื่องใด 9. เราจะป้องกันอันตรายจากการ ใช้แก๊สหุงต้ม อาหารได้โดยวิธีใด 123
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แก๊สธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ อาจเป็นอันตราย ต่อร่างกายได้ เนื่องจากการเผา ไหม้ที่ ไม่สมบูรณ์ ทำาให้เกิดแก๊สพิษที่มี ผลต่อระบบ หายใจของมนุษย์และสิ่ง แวดล้อม จึงควรศึกษา วิธีการกำาจัดอย่างถูกวิธี เพื่อลด ปัญหาและ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ความรูข องนัก เรีย นที่น ำา ไปสู่ ้ ความเข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย นจะรูว ่า ... ้ 1. คำาสำาคัญ ได้แก่ นำ้ามันดิบ การก ลั่นลำาดับส่วน สารประกอบไฮโดรคาร์บอน แก๊สธรรมชาติ 2. ปิโตรเลียมเกิดจากซากพืชและ สัตว์ที่ตายแล้วทับถมกันอยู่เป็น เวลานานนับหลายล้านปี จนกลายเป็นชั้นหินเรียงซ้อน กันเป็นชั้น ๆ จากพื้นผิวโลกลง ไป เมื่อซากพืชซากสัตว์เหล่านี้ ถูกกดทับอยู่ใต้เปลือกโลกเป็น เวลานานจะรวมตัวเป็น สารประกอบไฮโดรคาร์บอน หลายชนิดปะปนกัน มีทั้งสารที่ มีสถานะเป็นของเหลว คือ นำ้ามันดิบหรือนำ้ามันปิโตรเลียม และที่มีสถานะเป็นแก๊ส คือ แก๊สธรรมชาติ 3. การสำารวจหาแหล่งปิโตรเลียม เป็นการศึกษาลักษณะของหิน ใต้เปลือกโลกว่ามีสมบัติการ กักเก็บปิโตรเลียมได้หรือไม่ 124 ทัก ษะ/ความสามารถของ นัก เรีย นที่จ ะนำา ไปสู่ค วาม เข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย นจะ สามารถ... 1. อธิบายความหมายและความ สำาคัญของ ปิโตรเลียม 2. สืบค้นข้อมูลปิโตรเลียมกับ เศรษฐกิจและสังคม 3. สังเกตการกลั่นแยกสาร 4. อธิบายขั้นตอนการกลํัํ่นแยก สาร ผลิตภัณฑ์ ที่ได้จากการกลั่น และการนำาไป ใช้ประโยชน์ 5. สืบค้นข้อมูลผลกระทบที่เกิดจาก การขนส่ง นำ้ามันดิบ 6. สืบค้นข้อมูลแก๊สชีวภาพ 7. อธิบายอันตรายที่เกิดจากการ ใช้ และการกำาจัด อย่างถูกวิธี
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ทำาได้โดยการใช้เครื่องมือวัด ความเร็วของคลื่นไหวสะเทือน ทำาให้สามารถระบุได้ว่า ลักษณะชั้นหินบริเวณใดมี โอกาสที่จะเป็นแหล่ง ปิโตรเลียม 4. นำ้ามันดิบเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ จากการกลั่น นำ้ามันปิโตรเลียม นำ้ามันดิบมี สมบัติทาง กายภาพ เช่น นำ้าหนัก ความ หนาแน่น ความ ถ่วงจำาเพาะ แตกต่างกันไป ตามชนิดของ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ เป็น องค์ประกอบ 5. การนำานำ้ามันดิบมาใช้ต้องนำา มาแยกด้วยวิธี การกลั่นลำาดับส่วนก่อน โดย อาศัยหลักการ ที่สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ชนิดต่าง ๆ ในนำ้ามันดิบมี จุดเดือดต่างกัน สามารถแยก ออกจากกันได้โดยใช้ความ ร้อน ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้แต่ละ ช่วงจุดเดือดจะมีลักษณะและ สมบัติที่แตกต่างกัน สามารถ นำาไปใช้ประโยชน์ได้แตกต่าง กัน 6. ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น นำ้ามันดิบที่มีความสำาคัญและมี การนำาไปใช้ค่อนข้างสูงใน ปัจจุบัน คือ นำ้ามันเตา นำ้ามัน ดีเซล และนำ้ามันเบนซิน 7. การเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของ นำ้ามันทำาให้เกิดแก๊ส 125
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 คาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งเป็น สาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อม และยังเป็นอันตรายต่อระบบ หายใจของมนุษย์ เนื่องจาก แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์จะจับ กับเฮโมโกลบิน ทำาให้เลือด ลำาเลียงออกซิเจนไปสู่เซลล์ ร่างกายและรับ คาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์ มายังปอดได้น้อยลง ดังนั้นการ ได้รับแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ เข้าสู่ร่างกายจำานวนมากหรือ เป็นเวลานานจึงเป็นอันตราย ต่อชีวิต 8. การกำาจัดนำ้ามันที่รั่วไหลลงสู่ แหล่งนำ้าอย่างถูกวิธี ทำาได้โดย การใช้วัสดุดดคราบนำ้ามันที่ ู ผิวนำ้า หรือใช้แบคทีเรียบาง ชนิดช่วยในการย่อยสลาย ซึ่ง จะช่วยลดปัญหาสภาพ แวดล้อมเสื่อมโทรมจากการรั่ว ไหลของนำ้ามันลงสู่แหล่งนำ้าได้ 9. แก๊สธรรมชาติเป็นปิโตรเลียม ชนิดหนึ่งที่เกิดจากการทับถม และแปรสภาพของอินทรียสาร ในชั้นหินใต้พื้นผิวโลกให้อยู่ ในรูปของสารประกอบที่มี สถานะเป็นแก๊ส ซึ่งประกอบ ด้วยสารไฮโดรคาร์บอนเป็น หลัก 10. แก๊สธรรมชาติประกอบด้วย 2 กลุ่ม ใหญ่ ๆ คือ 1. กลุ่มแก๊สที่เป็น สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ประกอบด้วยแก๊สมีเทน (CH4) และสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่น เช่น 126
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 อีเทน (C2H6) โพรเพน (C3H8) บิวเทน (C4H10) ซึ่งมีสถานะ เป็นแก๊สที่อุณหภูมิและ ความดันบรรยากาศปกติ และ แก๊สโซลีนธรรมชาติ ซึ่ง ประกอบด้วยเพนเทน (C5H12) เฮกเซน (C6H14) เฮปเทน (C7H10) และออกเทน (C8H18) ซึ่งมีสถานะเป็นของเหลวที่ อุณหภูมิและความดัน บรรยากาศปกติ และ 2. กลุ่ม แก๊สที่ไม่ใช่สารประกอบ ไฮโดรคาร์บอน ได้แก่ แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ไฮโดรเจนซัลเฟต (H2S) ไนโตรเจน (N) และไอนำ้า (H2O) 11. แก๊สธรรมชาติที่ขุดเจาะขึ้นมา มีทั้งสารที่เป็นของเหลวและ แก๊สผสมกัน ก่อนนำาแก๊ส ธรรมชาติไปใช้ประโยชน์จะ ต้องแยกของเหลวที่ผสมอยู่กับ แก๊สออกจากกันก่อน แล้วจึงส่ง แก๊สผสมเข้าสู่หอกลั่นเพื่อแยก แก๊สแต่ละชนิดออกเพื่อนำาไป ใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกัน 12. แก๊สธรรมชาติหลังผ่านเข้าสู่ หอกลั่นเพื่อแยกสารแต่ละชนิด แล้วจะได้แก๊สหลายชนิดที่มี ประโยชน์แตกต่างกัน เช่น มีเทนใช้เป็นเชื้อเพลิงใน โรงงานไฟฟ้า อุตสาหกรรม ซีเมนต์ อีเทน และโพรเพนใช้ ในอุตสาหกรรมผลิตเม็ด พลาสติกและเส้นใยสังเคราะห์ 13. การใช้แก๊สหุงต้มอาจเกิด อันตรายได้ เพราะ 127
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แก๊สนี้ไวไฟมาก ถ้ารั่วไหล ออกจากถังไปผสมกับอากาศ ภายนอกด้วยสัดส่วนที่พอ เหมาะ เมื่อถูกกับเปลวไฟก็จะ เกิดการระเบิดและลุกไหม้อย่าง รวดเร็ว เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ จึงควรเรียนรู้การใช้อย่างถูก วิธี ขัน ที่ 2 ภาระงานและการประเมิน ผลการเรีย นรูซ ึ่ง เป็น หลัก ้ ้ ฐานที่แ สดงว่า นัก เรีย นมีผ ลการเรีย นรู้ ตามที่ก ำา หนดไว้อ ย่า งแท้จ ริง 1. ภาระงานที่น ก เรีย นต้อ ง ั ปฏิบ ัต ิ − สืบค้นข้อมูลปิโตรเลียมกับ เศรษฐกิจและสังคม − สังเกตการกลั่นแยกสาร − สืบค้นข้อมูลผลกระทบที่เกิดจาก การขนส่ง นำ้ามันดิบ − สืบค้นข้อมูลแก๊สชีวภาพ 2. วิธ ีก ารและเครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย นรู้ ่ วิธ ีก ารประเมิน ผลการเรีย นรู้ เครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย น ่ รู้ − การทดสอบ − แบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง − การสนทนาซักถาม เรียน − แบบบันทึกการสนทนา − การวัดเจตคติ − แบบวัดเจตคติทาง − การวัดทักษะ วิทยาศาสตร์และเจตคติ ต่อวิทยาศาสตร์ − การประเมินตนเอง − แบบวัดทักษะ/กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ − แบบประเมินตนเองของ นักเรียน ขัน ที่ 3 แผนการจัด การเรีย นรู้ ้ 128
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ตอนที่ 1 ปิโ ตรเลีย ม 2 ชัว โมง ่ − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 11 ปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบ 2 ชัวโมง ่ ตอนที่ 2 แก๊ส ธรรมชาติ 1 ชัว โมง ่ − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 แก๊สธรรมชาติ 1 ชัวโมง ่ ตอนที่ 1 ปิโ ตรเลีย มและนำ้า มัน ดิบ แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 11 ปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบ เวลา 2 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4−6 ้ 1. สาระสำา คัญ ปิโตรเลียมเป็นแหล่งพลังงานที่มีความสำาคัญและจำาเป็นต่อการ ดำารงชีวิตของมนุษย์ เกิดจากอินทรียสารหรือซากพืชซากสัตว์ที่ตาย แล้วทับถมกันเป็นเวลานานหลายล้านปี ปิโตรเลียมประกอบด้วยนำ้ามัน ดิบและแก๊สธรรมชาติ การนำานำ้ามันดิบมาใช้ประโยชน์ต้องนำามากลั่น ลำาดับส่วนเพื่อแยกสารอื่น ๆ ที่ปนอยู่ออกก่อน แล้วจึงนำาส่วนที่เป็นไฮโดรคาร์บอนไปกลั่นแยกออก เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์ ที่ได้จากการกลั่นนำ้ามันดิบสามารถนำาไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น เป็นเชื้อเพลิงหุงต้มอาหาร เป็นต้น 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ 1. สืบค้นข้อมูลและอธิบายการเกิดปิโตรเลียม กระบวนการแยก แก๊สธรรมชาติ และการกลั่น ลำาดับส่วนนำ้ามันดิบ (ว 3.1 ม. 4−6/3) 129
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 2. สืบค้นข้อมํูลและอภิปรายการนำาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยก แก๊สธรรมชาติและการกลั่น ลำาดับส่วนนำ้ามันดิบไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งผลของผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งมี ชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ว 3.1 ม. 4−6/3) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. อธิบายหลักการแยกสารโดยวิธีการกลั่นและกระบวนการกลั่น ลำาดับส่วนนำ้ามันดิบได้ (K) 2. บอกผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นลำาดับส่วนนำ้ามันดิบได้ (K) 3. บอกประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ได้จากการกลั่นลำาดับ ส่วนนำ้ามันดิบได้ (K) 4. บอกถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากสารในผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการก ลั่นลำาดับส่วนนำ้ามันดิบได้ (K) 5. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 6. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 7. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 8. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบไปใช้ใน ชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์ กระบวนการ ปิโตรเลียมและ เป็นรายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ นำ้ามันดิบ 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ 2. ประเมินกิจกรรม วิทยาศาสตร์ คิด ฝึกทักษะ เป็นรายบุคคล 3. ประเมินทักษะการ ระหว่างเรียน แก้ปัญหา 3. ทดสอบก่อนเรียน 4. ประเมินพฤติกรรม 130
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 4. ทดสอบหลังเรียน ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. กำาเนิดและแหล่งปิโตรเลียม 2. นำ้ามันดิบ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนบรรยายเกี่ยวกับปิโตรเลียมและนำ้ามัน ดิบ และเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวกับปิโตรเลียม และนำ้ามันดิบตามที่นักเรียนได้ประสบมา ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับปิโตรเลียมและ นำ้ามันดิบที่เรียนรู้หรือที่นักเรียนสนใจ สังคมศึกษา ศาสนาและ สนทนาเกี่ยวกับราคานำ้ามันที่ใช้กับ เครื่องยนต์แต่ละชนิด ภาวะการ วัฒนธรรม (เศรษฐศาสตร์) ขาดแคลนนำ้ามัน และการรณรงค์ให้ ประหยัดการใช้นำ้ามันเพื่อลดปัญหาภาวะการ ขาดแคลนนำ้ามันภายในประเทศ รวมถึง ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ ของนำ้ามัน 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ครูดำาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบทดสอบ ก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความ พร้อมและพื้นฐานของนักเรียน ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูสนทนากับนักเรียนโดยนำาข่าวจากหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับ ราคานำ้ามันที่ใช้กับเครื่องยนต์ ทุกชนิด รวมถึงภาวะการขาดแคลนนำ้ามัน และการรณรงค์ให้ช่วยกัน ประหยัดนำ้ามัน จากนั้นครูสุ่มนักเรียน 2−3 คน ให้นักเรียนตอบคำาถาม ต่อไปนี้ − นักเรียนทราบหรือไม่ว่านำ้ามันที่ใช้กับเครื่องยนต์ชนิด ใดมีราคาแพงที่สุด − นำ้ามันที่ใช้กับเครื่องยนต์เหล่านี้มีแหล่งกำาเนิดมาจากที่ ใด − ประเทศไทยมีแหล่งผลิตนำ้ามันเหล่านี้หรือไม่ เพราะ อะไร 131
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง ปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบ ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาแผนที่แสดงแหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทยมาให้ นักเรียนดู และร่วมกันอภิปราย ถึงปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบ โดยครูใช้คำาถามกระตุ้นดังนี้ − ประเทศไทยมีการสำารวจพบแหล่งปิโตรเลียมมากที่สุดที่ บริเวณใด − นอกจากประเทศไทยแล้ว ยังมีประเทศใดอีกบ้างที่เป็น แหล่งผลิตปิโตรเลียมและ นำ้ามันดิบ และสามารถส่งเป็นสินค้าส่งออกทำารายได้ให้กับประเทศ − ประชากรของประเทศนั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ในลักษณะ ใด (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบจากใบความรู้ หรือในหนังสือเรียน โดยครู ช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ปิโตรเลียมเป็นแหล่งพลังงานที่มี ความสำาคัญและจำาเป็นต่อการดำารงชีวิต ของมนุษย์ เกิดจากอินทรียสารหรือซากพืชซากสัตว์ที่ตายแล้วทับถม กันเป็นเวลานานหลายล้านปี ปิโตรเลียมประกอบด้วยนำ้ามันดิบและแก๊สธรรมชาติ ประเทศที่เป็น แหล่งผลิตปิโตรเลียมจะมีสภาพ เศรษฐกิจและสังคมแตกต่างกัน (2) นักเรียนแบ่งกลุ่มและปฏิบัติ กิจกรรม สืบค้นข้อมูล ปิโตรเลียมกับเศรษฐกิจ และสังคม โดยดำาเนินการตามขั้นตอนดังนี้ − แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อย ให้เพื่อนสมาชิก ช่วยกันสืบค้น ตามที่สมาชิกกลุ่มช่วยกันกำาหนดหัวข้อย่อย − สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อที่กลุ่ม ของตนเองรับผิดชอบ โดย 132
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 การสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรม สำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต − สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน − สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่ม 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ − แหล่งปิโตรเลียมที่สำาคัญของโลกอยู่ที่ใด (ประเทศใน แถบตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย คูเวต) − ประเทศไทยมีแหล่งปิโตรเลียมหรือไม่ ที่บริเวณใด (มี ที่ อำาเภอฝาง จังหวัด เชียงใหม่ อำาเภอลานกระบือ จังหวัดกำาแพงเพชร และอ่าวไทย) − ประชากรในประเทศที่ผลิตนำ้ามันดิบเป็นสินค้าส่งออกมี สภาพความเป็นอยู่ ในลักษณะใด (ถ้าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ประชากรจะมีสภาพความ เป็นอยู่ที่ดีกว่าประเทศที่กำาลัง พัฒนา เพราะมีเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการดำารงชีวิต) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า ประเทศที่ เป็นแหล่งผลํิตปิโตรเลียมแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มประเทศที่พัฒนา แล้วกับกลุ่มประเทศที่กำาลังพัฒนา ซึ่งกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วประชากรจะมีการดำารงชีวิตที่ดี มี เทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า เอื้ออำานวยต่อ การดำารงชีวิตของประชากร 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำานำ้ามันดิบมากลั่นเพื่อใช้ ประโยชน์ เนื่องจากต้องนำามาแยกสารที่ปนอยู่ออกก่อนโดยการกลั่น ลำาดับส่วน ซึ่งการกลั่นลำาดับส่วนจะใช้หลักการแยกสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอนแต่ละชนิดที่มีจุดเดือดต่างกันโดยใช้ความร้อน 133
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (2) แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 5−6 ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการก ลั่นแยกสาร ตามขั้นตอน ทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/กระบวนการสังเกตดังนี้ − ผสมเอทานอลกับนำ้าในอัตราส่วน 1:2 แล้วตวงใส่ใน หลอดทดลองขนาดใหญ่ที่จะใช้ กลั่นประมาณ 20 ลูกบาศก์เซนติเมตร และใส่เศษกระเบื้องลงไป 1−2 ชิน ้ − ปิดหลอดทดลองดังกล่าวด้วยจุกยางพร้อมกับติดตั้งเทอร์ มอมิเตอร์ไว้ที่รูข้างหนึ่ง ของจุกยาง แล้วนำาไปใส่ในบีกเกอร์ซึ่งมีนำ้าอยู่ประมาณ 150 ลูกบาศก์ เซนติเมตรที่วางอยู่บนตะแกรงลวด จับหลอดทดลองให้แน่นด้วยที่จับ − พันท่อพลาสติกซึ่งต่ออยู่กับหลอดนำาแก๊สด้วยผ้าหรือ สำาลีชุบนำ้า แล้วงอหลอดนำา แก๊สที่เสียบจุกยาง โดยให้ปลายข้างหนึ่งของท่อพลาสติกอยู่ในหลอด ทดลองขนาดกลางซึ่งเป็นหลอดเก็บของเหลว และแช่ไว้ในบีกเกอร์อีก ใบหนึ่ง ซึ่งมีนำ้าอยู่ประมาณ 25 ลูกบาศก์เซนติเมตร − ต้มสารละลายให้ร้อนขึ้นช้า ๆ ด้วยตะเกียงแอลกอฮอล์ สังเกตแล้วบันทึกเวลาและ อุณหภูมิลงในตาราง − ต้มสารละลายต่อไปจนของเหลวในหลอดทดลองเหลือ ประมาณ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร จึงหยุดสังเกตและบันทึกผลลงใน ตาราง − นำาสารละลายที่เหลือในหลอดกลั่นและสารที่กลั่นได้ แยกใส่ในหลอดทดลองขนาด กลางหลอดละ 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร แล้วเติมนำ้ากลั่นลงไป 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร เขย่า สังเกตและบันทึกผลลงในตาราง (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากใบงาน (4) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า ของเหลว ต่าง ๆ ที่ผสมกันอยู่สามารถแยกออกจากกันได้โดยอาศัยสมบัติของ จุดเดือดที่แตกต่างกัน ของเหลวที่มีจุดเดือดตำ่าจะกลั่นออกมาก่อน จาก นันของเหลวที่มีจุดเดือดสูงจะกลั่นออกมาภายหลัง ้ (5) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่น นำ้ามันดิบ อันตรายที่เกิดจากการใช้ และการกำาจัดอย่างถูกวิธี จากนั้น ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มค้นคว้าข้อมูลและจัดทำาตารางแสดงผลิตภัณฑ์ต่าง 134
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ๆ ที่ได้จากการกลั่นลำาดับส่วนนำ้ามันดิบ แล้วนำาข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัด ทำาเป็นรายงาน จัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (6) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยว กับปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบ จากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อน ในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น - นำ้ามันดิบมีส่วนประกอบอะไรบ้าง - การกลั่นลำาดับส่วนมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร - ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นนำ้ามันดิบมีอะไรบ้าง มีผลก ระทบต่อสิ่งมีชีวตและ ิ สิ่งแวดล้อมหรือไม่ ลักษณะใด - การกำาจัดอย่างถูกวิธีทำาได้อย่างไร ขัน สรุป ้ 1) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 2) ครูดำาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบ ทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดความก้าวหน้า/ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วย การเรียนรู้ที่ 3 ตอนที่ 1 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนสืบค้นข้อมูลโดยปฏิบัติ กิจกรรม สืบค้นข้อมูลผลกระทบ ที่เกิดจากการขนส่งนำ้ามันดิบ 135
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 จากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับ เยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้ง นำาข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำาเป็นรายงาน หรือจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. ข่าวจากหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับราคานำ้ามันที่ใช้กับเครื่องยนต์ ทุกชนิด รวมถึงภาวะการขาดแคลนนำ้ามัน และการรณรงค์ให้ช่วยกัน ประหยัดนำ้ามัน 2. แผนที่แสดงแหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทย 3. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 4. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 5. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. 136
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ตอนที่ 2 แก๊ส ธรรมชาติ แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 12 แก๊สธรรมชาติ เวลา 1 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4−6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 3 ปิโตรเลียม 1. สาระสำา คัญ แก๊สธรรมชาติเกิดจากการทับถมและแปรสภาพของอินทรียสาร ที่มีสถานะเป็นแก๊ส แก๊สธรรมชาติที่สำารวจพบประกอบด้วยกลุ่มแก๊สที่ เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน และธาตุ ไฮโดรเจน กับกลุ่มแก๊สที่ไม่ใช่สารประกอบไฮโดรคาร์บอน เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ ไนโตรเจน และไอนำ้า การนำาแก๊สธรรมชาติมา ใช้ประโยชน์ต้องนำามาผ่านกระบวนการแยกแก๊สต่าง ๆ ก่อน จึงจะได้ แก๊สที่สามารถนำาไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้ แก๊สธรรมชาติอาจรั่วไหล และทำาให้เกิดอันตรายได้ จึงจำาเป็นต้องรู้จักการป้องกันอย่างถูกวิธี 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ 1. สืบค้นข้อมูลและอธิบายการเกิดปิโตรเลียม กระบวนการแยก แก๊สธรรมชาติ และการกลั่น ลำาดับส่วนนำ้ามันดิบ (ว 3.1 ม. 4−6/3) 2. สืบค้นข้อมํูลและอภิปรายการนำาผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการแยก แก๊สธรรมชาติและการกลั่น ลำาดับส่วนนำ้ามันดิบไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งผลของผลิตภัณฑ์ต่อสิ่งมี ชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ว 3.1 ม. 4−6/3) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. อธิบายถึงกระบวนการแยกแก๊สได้ (K) 2. บอกประโยชน์และอันตรายจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จาก การแยกแก๊สได้ (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 137
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องแก๊สธรรมชาติไปใช้ในชีวิตประจำา วันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์ กระบวนการ แก๊สธรรมชาติ เป็นรายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินกิจกรรม 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ ฝึกทักษะ วิทยาศาสตร์ คิด ระหว่างเรียน เป็นรายบุคคล 3. ประเมินทักษะการ 3. ทดสอบก่อนเรียน แก้ปัญหา 4. ทดสอบหลังเรียน 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. แก๊สธรรมชาติ 2. ส่วนประกอบของแก๊สธรรมชาติ 3. ผลิตภัณฑ์จากการแยกแก๊สธรรมชาติ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนบรรยายเกี่ยวกับแก๊สธรรมชาติ และเล่า ประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับแก๊สธรรมชาติตามที่นักเรียนได้ ประสบมา ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับแก๊สธรรมชาติ ที่เรียนรู้หรือที่นักเรียนสนใจ 138
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ครูดำาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบทดสอบ ก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความ พร้อมและพื้นฐานของนักเรียน ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูทบทวนความรู้เดิมเรื่องปิโตรเลียมและนำ้ามันดิบที่ได้เรียนรู้ ผ่านมาแล้ว โดยครูใช้คำาถาม กระตุ้นดังนี้ - ปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นของเหลวและสถานะแก๊สเรียก ว่าอะไร - ในชีวตประจำาวันของคนเรามีส่วนเกี่ยวข้องกับ ิ ปิโตรเลียมที่มีสถานะเป็นแก๊ส ในลักษณะใด 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง แก๊สธรรมชาติ ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำา CD-ROM ที่เกี่ยวกับแก๊สธรรมชาติมาเปิดให้ นักเรียนดู จากนั้นครู ตังประเด็นคำาถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปราย ดังนี้ ้ - แก๊สธรรมชาติมีต้นกำาเนิดจากอะไร - ส่วนประกอบของแก๊สธรรมชาติมีอะไรบ้าง - ก่อนจะนำาแก๊สธรรมชาติไปใช้ประโยชน์ ต้องดำาเนินการ ตามขั้นตอนใด (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาแก๊สธรรมชาติจากใบความรู้หรือใน หนังสือเรียน โดยครูช่วย อธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า แก๊สธรรมชาติเป็นปิโตรเลียมชนิดหนึ่งที่ เกิดจากการทับถมและแปรสภาพของ อินทรียสารในชั้นหินใต้พื้นผิวโลก (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับแก๊ส ธรรมชาติ โดยดำาเนินการ 139
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ตามขั้นตอนดังนี้ - แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อย ให้เพื่อนสมาชิกช่วยกัน สืบค้น ตามที่สมาชิกกลุ่มช่วยกันกำาหนดหัวข้อย่อย - สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อที่กลุ่ม ของตนเองรับผิดชอบ โดย การสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรม สำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต - สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน - สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่ม 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ - แก๊สธรรมชาติหมายถึงอะไร (ปิโตรเลียมชนิดหนึ่งที่เกิด จากการทับถมและแปร สภาพของอินทรียสารในชั้นหินใต้พื้นผิวโลก) - แก๊สธรรมชาติมีส่วนประกอบของสารอะไรบ้าง (สารประกอบไฮโดรคาร์บอนและ สารที่ไม่ใช่สารประกอบไฮโดรคาร์บอน) - ขั้นตอนการแยกแก๊สธรรมชาติทำาได้โดยวิธีใด (แยกสาร ที่เป็นของเหลวและแก๊สออก กำาจัดสารเจือปน กำาจัดคาร์บอนไดออกไซด์และความชื้น ลดอุณหภูมิ แล้วส่งเข้าสู่หอกลั่นเพื่อแยกแก๊ส แต่ละชนิดออกต่อไป) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า แก๊ส ธรรมชาติประกอบด้วยส่วนประกอบ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแก๊สที่เป็น สารประกอบไฮโดรคาร์บอน และกลุ่ม 140
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แก๊สที่ไม่ใช่สารประกอบไฮโดรคาร์บอน แก๊สธรรมชาติที่ขุดเจาะขึ้น มาได้จะต้องนำามาแยกสารตาม ขั้นตอนก่อน แล้วจึงนำาไปใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกัน 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากการแยกแก๊ส ธรรมชาติ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้ สามารถนำามาใช้ประโยชน์ได้แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังสามารถผลิต แก๊สธรรมชาติได้โดยวิธีการอื่น เพื่อนำามาใช้ประโยชน์ในชีวตประจำา ิ วันได้เช่นกัน (2) แบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 5−6 ปฏิบัติกิจกรรม สืบค้น ข้อมูลแก๊สชีวภาพ โดย ดำาเนินการตามขั้นตอนดังนี้ - แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อย ให้เพื่อนสมาชิก ช่วยกันสืบค้น ตามที่สมาชิกกลุ่มช่วยกันกำาหนดหัวข้อย่อย - สมาชิกแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลตามหัวข้อที่กลุ่ม ของตนเองรับผิดชอบ โดย การสืบค้นจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรม สำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต - สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน - สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่ม (3) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากการใช้ และ การกำาจัดอย่างถูกวิธี จากนั้น ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากแก๊ส ธรรมชาติและการป้องกันอันตราย จากการใช้ แล้วนำาข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำาเป็นรายงาน หรือจัด ป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (4) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยว กับแก๊สธรรมชาติจากหนังสือ เรียนภาษาอังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้งคำาแปล ลงสมุดส่งครู 141
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 142 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น - ประเทศไทยพบแหล่งแก๊สธรรมชาติหรือไม่ ที่บริเวณใด - แก๊สธรรมชาติที่ขุดเจาะขึ้นมานั้นมีส่วนประกอบอะไร บ้าง สามารถนำาขึ้นมาใช้ ประโยชน์ได้ทันทีหรือไม่ หากยังใช้ไม่ได้ทันทีต้องผ่านกระบวนการ ใดก่อนจึงจะนำาไปใช้ประโยชน์ได้ - หากเกิดการรั่วของแก๊สหุงต้มขณะใช้งาน ควรปฏิบัติตน ในลักษณะใด ขัน สรุป ้ 1) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับแก๊สธรรมชาติ โดยร่วมกัน เขียนเป็นแผนที่ความคิด หรือผังมโนทัศน์ 2) ครูดำาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบ ทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดความก้าวหน้า/ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ตอนที่ 2 8. กิจ กรรมเสนอแนะ ให้นักเรียนที่นั่งใกล้กันหรือเลขที่ใกล้เคียงกันจับคู่กัน สืบค้น ข้อมูลเกี่ยวกับแก๊สธรรมชาติจากหนังสือ วารสาร สารานุกรม วิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำา ข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำาเป็นรายงาน หรือจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. CD-ROM ที่เกี่ยวกับแก๊สธรรมชาติ 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 143 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 4 ชัว โมง ่ พอลิเ มอร์ เวลา 9 ผัง มโนทัศ น์เ ป้า หมายการจัด การเรีย นรู้แ ละขอบข่า ย ภาระงาน ความรู้ 1. ความหมายของพอลิเมอร์ 2. การจำาแนกประเภทของพอลิเมอร์ 3. โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ 4. การเกิดพอลิเมอร์ 5. พอลิเมอร์ในชีวิตประจำาวัน 6. ปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิเมอร์ ทัก ษะ/กระบวนการ 1. การสังเกต 2. การสืบค้นข้อมูล 3. การอธิบาย 4. การนำาความรู้ไปใช้ ใน ชีวิตประจำาวัน พอลิเ มอร์ คุณ ลัก ษณะที่พ ึง ประสงค์ 1. ใฝ่เรียนรู้ 2. มุ่งมั่นในการทำางาน 3. มีเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ 4. มีเจตคติทาง วิทยาศาสตร์
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ภาระงาน/ชิน งาน ้ 1. สังเกตการสังเคราะห์พอลิเมอร์ 2. สังเกตสมบัติของพลาสติก 3. สืบค้นข้อมูลการทำายางในประเทศไทย 4. สังเกตการทำาเส้นใยสังเคราะห์ 5. สังเกตสมบัติของเส้นใย 6. สังเกตการสลายตัวของพลาสติก ผัง การออกแบบการจัด การเรีย นรู้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 4 พอลิเ มอร์ ขัน ที่ 1 ผลลัพ ธ์ป ลายทางที่ต อ งการให้เ กิด ขึน กับ นัก เรีย น ้ ้ ้ ตัว ชีว ัด ช่ว งชัน ้ ้ 1. ทดลองและอธิบายการเกิดพอลิเมอร์ สมบัติของพอลิเมอร์ 2. อภิปรายการนำาพอลิเมอร์ไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งผลที่เกิดจากการ ผลิตและใช้พอลิเมอร์ต่อสิ่งมีชีวิต และสิงแวดล้อม ่ ความเข้า ใจที่ค งทนของ คำา ถามสำา คัญ ที่ท ำา ให้เ กิด นัก เรีย น ความเข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย นจะเข้า ใจว่า ... 1. พอลิเมอร์คืออะไร มีกี่ประเภท 1. พอลิเมอร์ คือ สารประกอบที่ และแต่ละ โมเลกุลมีขนาด ประเภทมีสมบัติแตกต่างกันใน ใหญ่ และมีมวลโมเลกุลมาก เรื่องใด เกิดจากโมเลกุล ของมอนอเมอร์ที่เหมือนกันหรือ 2. มนุษย์สังเคราะห์พอลิเมอร์ได้ ด้วยวิธีการใด แตกต่างกัน มา พอลิเมอร์ที่สังเคราะห์ขึ้น ยึดต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ สามารถนำาไปใช้ 144
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 2. พอลิเมอร์มีหลายชนิด สามารถ จำาแนกพอลิเมอร์เป็นกลุ่มได้โดยใช้เกณฑ์ ต่าง ๆ เช่น แหล่งกำาเนิด ชนิดของมอนอเม อร์ที่เป็น องค์ประกอบในโมเลกุล สมบัติ ของพอลิเมอร์ และการใช้งาน 3. ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชัน (Polymerization) เป็น การสังเคราะห์พอลิเมอร์ โดย นำาสารมอนอเมอร์ มาทำาปฏิกิริยาเคมีภายใต้ สภาวะที่เหมาะสม แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบต่อเติม ที่เกิดจากมอ นอเมอร์ที่มี พันธะคู่รวมตัวกันภายใต้สภาวะ ที่เหมาะสม และปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชัน แบบควบแน่น ที่ เกิดจากมอนอเมอร์อย่างน้อย 2 ชนิด มารวมกัน และให้สารโมเลกุลเล็ก เช่น นำ้า หรือแอมโมเนีย ออกมาด้วย 4. พลาสติก ยาง เส้นใย สังเคราะห์ ซิลิโคน และโฟม เป็นพอลิเมอร์ สังเคราะห์ที่ใช้มากใน ชีวิตประจำาวัน การใช้อย่าง ฟุ่มเฟือยจะทำาให้ เกิดปัญหาการสะสมของขยะ จากพอลิเมอร์ จำานวนมาก ซึ่งขยะเหล่านี้จะ ประโยชน์ในชีวตประจำาวันของ ิ เราในลักษณะ . ใดบ้าง 3. การใช้พอลิเมอร์อย่างผิดวิธี และฟุ่มเฟือยมี ผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่ง แวดล้อมหรือไม่ ในลักษณะใด 145
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ถูกกำาจัดหรือ ทำาลายได้ยาก ส่งผลกระทบต่อ สิ่งมีชีวตและ ิ สิ่งแวดล้อมอย่างมาก ความรูข องนัก เรีย นที่น ำา ไปสู่ ้ ความเข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย นจะรูว ่า ... ้ 1. คำาสำาคัญ ได้แก่ มอนอเมอร์ โฮโมพอลิเมอร์โค พอลิเมอร์ พอลิเมอไรเซชัน เท อร์มอพลาสติก พลาสติกเทอร์มอเซต กระบวน การวัลคาไนเซชัน 2. พอลิเมอร์ คือ สารประกอบที่ โมเลกุลมีขนาด ใหญ่ และมีมวลโมเลกุลมาก เกิดจากมอนอเมอร์ที่เหมือนกันหรือแตกต่าง กัน มีจำานวน ตังแต่หลายพันจนถึงหลายหมื่น ้ โมเลกุลมายึด ต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ 3. พอลิเมอร์มีหลายประเภท แบ่ง ประเภทตาม แหล่งกำาเนิดจะแบ่งได้เป็นพอลิ เมอร์ ธรรมชาติและพอลิเมอร์ สังเคราะห์ แบ่งตามชนิด ของมอนอเมอร์ที่เป็นองค์ ประกอบในโมเลกุล จะแบ่งได้เป็นโฮโมพอลิเมอร์ และโคพอลิเมอร์ และเมื่อแบ่งตามสมบัติของพอลิ เมอร์และการ ใช้งาน จะแบ่งได้เป็นกลุ่มของ ทัก ษะ/ความสามารถของ นัก เรีย นที่จ ะนำา ไปสู่ค วาม เข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย นจะ สามารถ... 1. สังเกตการสังเคราะห์พอลิเมอร์ 2. สังเกตสมบัติของพลาสติก 3. สืบค้นข้อมูลการทำายางใน ประเทศไทย 4. สังเกตการทำาเส้นใยสังเคราะห์ 5. สังเกตสมบัติของเส้นใย 6. สังเกตการสลายตัวของ พลาสติก 146
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เส้นใย สารยืดหยุ่น และพลาสติก 4. สมบัติด้านกายภาพของพอลิเม อร์จะขึ้นอยู่กับ โครงสร้าง โดยพอลิเมอร์ที่มี โครงสร้างแบบสาย ยาวหรือโซ่ตรง จะมีความ เหนียว แข็งแรง สามารถยืดตัว และโค้งงอได้ มาก พอลิเมอร์ที่มี โครงสร้างแบบสาขาหรือแขนง จะมีความ หนาแน่นน้อย และโค้งงอได้ดี และพอลิเมอร์ที่ มีโครงสร้างแบบตาข่ายหรือ ร่างแห จะแข็งแรง ทนทาน เนื่องจากโมเลกุลยึด กันแน่นใน 3 ทิศทาง ทำาให้โค้งงอได้น้อย คง รูปร่าง และไม่ ยืดหยุ่น 5. ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชัน เป็นการสังเคราะห์ พอลิเมอร์ จากมอนอเมอร์ที่ได้ จากการกลั่น ปิโตรเลียมและการแยกแก๊ส ธรรมชาติ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ ปฏิกิริยาพอลิ เมอไรเซชันแบบ ต่อเติม เกิดจากมอนอเมอร์ที่มี พันธะคู่รวมตัว กันภายใต้อุณหภูมิ ความดัน และ ตัวเร่ง ปฏิกิริยาที่เหมาะสม และ ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบควบแน่น เกิดจากมอ นอเมอร์อย่าง 147
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 น้อย 2 ชนิดมารวมกัน โดยมอ นอเมอร์แต่ละ ชนิดจะมีหมู่ที่ทำาหน้าที่เฉพาะ มากกว่าหนึ่งหมู่ เมื่อเกิดปฏิกิริยาจะให้ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นสาร โมเลกุลเล็กออกมาด้วย 6. พลาสติกเป็นพอลิเมอร์ที่ถูกนำา มาใช้ใน ชีวิตประจำาวันเป็นจำานวนมาก เพราะมีสมบัติ พิเศษหลายอย่าง เช่น มีนำ้า หนักเบา มีความ เหนียว แข็งแรง ไม่ทำาปฏิกิริยา กับอากาศ กรด เบส และสารเคมี เป็นฉนวน ความร้อนและ ฉนวนไฟฟ้าที่ดี และสามารถนำา ไปขึ้นเป็น รูปทรงต่าง ๆได้ง่าย 7. พลาสติกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามสมบัติที่ แตกต่างกันเมื่อได้รับความร้อน คือ เทอร์มอ พลาสติก เป็นพลาสติกที่มีความ ยืดหยุ่นและ โค้งงอ สามารถหลอมซำ้าแล้วทำา เป็นรูปร่างเดิม หรือรูปร่างใหม่โดยที่สมบัติของ พลาสติกไม่ เปลี่ยนแปลง และพลาสติกเทอร์ มอเซต เป็น พลาสติกที่เมื่อขึ้นรูปตาม ต้องการแล้วจะแข็งตัว มีความแข็งแรง ทนต่อความ ร้อนและความดัน แต่ไม่สามารถนำากลับมาขึ้นรูป 148
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เป็นผลิตภัณฑ์ ใหม่ได้อีก 8. ยางเป็นพอลิเมอร์ที่สามารถ ผลิตได้จากวัตถุดิบ ที่มีอยู่ในธรรมชาติและจากการ สังเคราะห์ขึ้น จากสารเคมี ยางธรรมชาติ เกิด จากมอนอเมอร์ ที่เรียกว่าไอโซปรีน จำานวน หลายพันหลายหมื่น โมเลกุลมารวมตัวกันเป็นพอลิ ไอโซปรีน ซึ่งมี สมบัติต้านทานต่อแรงดึงสูง ทน ต่อการขัดถู ยืดหยุ่นได้ดี ไม่ละลายนำ้า แต่ จะแข็งและเปราะ ที่อุณหภูมิตำ่า เหนียวและอ่อน ตัวเมื่อร้อน และ ไม่ทนต่อนำ้ามันเบนซิน และตัว ทำาละลายอินทรีย์ 9. กระบวนการวัลคาไนเซชัน เป็นการปรับปรุง คุณภาพของยางธรรมชาติ โดย การเติมกำามะถัน ลงไปทำาปฏิกิริยากับยาง ใช้ตัว เร่งปฏิกิริยาและ ตัวกระตุ้นที่เหมาะสม เผาที่ อุณหภูมิสูง เรียกยาง ที่ได้นี้ว่า ยางวัลคาไนล์ ซึ่งมี ความยืดหยุ่นได้ดี มีความคงตัวสูง และไม่ละลาย ในตัวทำาละลาย อินทรีย์ 10. ยางสังเคราะห์หรือยางเทียม เป็นพอลิเมอร์ที่มี สมบัติยืดหยุ่นได้ดีมาก แต่ถ้า ได้รับความร้อน 149
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 สมบัติต่าง ๆ จะเสียไป ไม่ สามารถหลอม กลับมาใช้ใหม่ได้เหมือน พลาสติก ยางเทียมมี หลายชนิด ได้แก่ พอลิบิวตาได อีน นีโอพรีน ยางสไตรีนบิวตาไดอีน และยา งอะคริโลไนตริล บิวตาไดอีนสไตรีน 11. เส้นใยสังเคราะห์เป็นพอลิเม อร์ที่เกิดขึ้นจาก ปฏิกิริยาการรวมตัวระหว่างมอ นอเมอร์ 2 ชนิด ที่ไม่มีพันธะคู่ระหว่างอะตอม คาร์บอนกับ คาร์บอน แต่มีหมู่อื่นซึ่งไวต่อ ปฏิกิริยาแทน เช่น หมู่อะมิโน (–NH2) หมู่คาร์บอก ซิล (–CO2H) หรือหมู่ไฮดรอกซิล (–OH) เส้นใยสังเคราะห์ที่ ผลิตได้จะมีความเหนียว ทนทาน ยับยาก ซัก รีดได้ง่าย และทนต่อกรด–เบส ได้ดีกว่าเส้นใย ธรรมชาติ 12. ปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิ เมอร์ส่วนมากเกิด จากการเลือกใช้ประเภทของ พอลิเมอร์ไม่ เหมาะสมกับการใช้งาน และ ปัญหาในการ ทำาลายขยะพอลิเมอร์ที่ไม่ถูกวิธี ทำาให้เกิดผล เสียต่อสิ่งมีชวิตและสิ่งแวดล้อม ี 13. วิธีการลดปัญหาขยะพลาสติก ที่ดีที่สุด เช่น 150
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 การลดปริมาณการใช้พอลิเมอร์ สังเคราะห์ ให้เหลือเท่าที่จำาเป็น และนำา พลาสติกที่ใช้แล้ว บางชนิดกลับมาใช้ใหม่ เป็นต้น ขัน ที่ 2 ภาระงานและการประเมิน ผลการเรีย นรูซ ึ่ง เป็น หลัก ้ ้ ฐานที่แ สดงว่า นัก เรีย นมีผ ลการเรีย นรู้ ตามที่ก ำา หนดไว้อ ย่า งแท้จ ริง 1. ภาระงานที่น ก เรีย นต้อ ง ั ปฏิบ ัต ิ – สังเกตการสังเคราะห์พอลิเมอร์ – สังเกตสมบัติของพลาสติก – สืบค้นข้อมูลการทำายางใน ประเทศไทย – สังเกตการทำาเส้นใยสังเคราะห์ – สังเกตสมบัติของเส้นใย – สังเกตการสลายตัวของ พลาสติก 2. วิธ ีก ารและเครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย นรู้ ่ วิธ ีก ารประเมิน ผลการเรีย นรู้ เครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย น ่ รู้ – การทดสอบ – แบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง – การวัดเจตคติ เรียน – แบบวัดเจตคติทางวิทยาศาสตร์ – การวัดทักษะ และเจตคติ – การสนทนาซักถาม ต่อวิทยาศาสตร์ – การเขียนรายงาน – แบบวัดทักษะ/กระบวนการทาง – การประเมินตนเอง วิทยาศาสตร์ – การประเมินการปฏิบัติงานเป็น – แบบบันทึกการสนทนา รายบุคคลและ – แบบประเมินการเขียนรายงาน เป็นกลุ่ม – แบบประเมินตนเองของ นักเรียน – แบบประเมินพฤติกรรมการ 151
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ปฏิบัติงานเป็น รายบุคคลและเป็นกลุ่ม 3. สิง ที่ม ง ประเมิน ่ ุ่ – ความสามารถในการอธิบาย ชีแจง การแปลความและตีความ การ ้ ประยุกต์ ดัดแปลง และนำาไปใช้ การมีมุมมองที่หลากหลาย การให้ความสำาคัญ ใส่ใจในความรู้สึก ของผู้อื่น และการรู้จักตนเอง – เจตคติทางวิทยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์เป็นรายบุคคล – ทักษะ/กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ – ทักษะการคิด – ทักษะการแก้ปัญหา – พฤติกรรมการปฏิบัติกิจกรรมเป็นรายบุคลหรือเป็นกลุ่ม ขัน ที่ 3 แผนการจัด การเรีย นรู้ ้ พอลิเ มอร์ เวลา 9 ชัว โมง ่ – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 ประเภทและสมบัติของพอลิเมอร์ เวลา 1 ชั่วโมง – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14 การสังเคราะห์พอลิเมอร์ เวลา 2 ชั่วโมง – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 15 พลาสติกและยางชนิดต่าง ๆ เวลา 2 ชั่วโมง – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 16 เส้นใยสังเคราะห์ เวลา 2 ชั่วโมง – แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 ปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิเมอร์ เวลา 2 ชั่วโมง 152
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 13 ประเภทและสมบัติของพอลิเมอร์ เวลา 1 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4–6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 4 พอลิเมอร์ 1. สาระสำา คัญ พอลิเมอร์ เกิดจากมอนอเมอร์ที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน มา ยึดต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ การจำาแนกประเภทของพอลิเมอร์จะใช้ เกณฑ์ต่าง ๆ เช่น แหล่งกำาเนิด ชนิดของมอนอเมอร์ที่เป็นองค์ประกอบ ในโมเลกุล สมบัติของพอลิเมอร์และการใช้งาน โดยพอลิเมอร์แต่ละ ชนิดจะมีสมบัติแตกต่างกันขึ้นอยู่กับโครงสร้างของพอลิเมอร์นั้น 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ ทดลองและอธิบายการเกิดพอลิเมอร์ สมบัติของพอลิเมอร์ (ว 3.2 ม. 4–6/5) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. อธิบายความหมายของพอลิเมอร์และจำาแนกประเภทของพอลิ เมอร์ได้ (K) 2. อธิบายโครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ได้ (K) 3. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 4. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องประเภทและสมบัติของพอลิเมอร์ไป ใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม ด้า นความรู้ (K) และเจตคติท าง กระบวนการ (P) วิท ยาศาสตร์ (A) 153
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 1. ซักถามความรู้ เรื่อง ประเภทและ สมบัติของ พอลิเมอร์ 2. ประเมิน กิจกรรมฝึก ทักษะระหว่าง เรียน 3. ทดสอบก่อน เรียน 1. ประเมินเจตคติทาง วิทยาศาสตร์เป็น รายบุคคล 2. ประเมินเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์เป็น รายบุคคล 1. ประเมินทักษะ/ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการ คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลและราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. ความหมายของพอลิเมอร์ 2. การจำาแนกประเภทของพอลิเมอร์ 3. โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนรายงานและเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับ ประเภทและสมบัติของ พอลิเมอร์ตามที่นักเรียนได้ประสบมา ศิลปะ จัดป้ายนิเทศเกี่ยวกับประเภทของพอลิเมอร์ และสมบัติของพอลิเมอร์ประเภทต่าง ๆ ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับประเภทและ สมบัติของพอลิเมอร์ที่เรียนรู้หรือที่นักเรียน สนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ครูดำาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบทดสอบ ก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความ พร้อมและพื้นฐานของนักเรียน ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูนำาภาพผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ชนิดต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวิต ประวัน เช่น กล่องพลาสติก ผ้าใยสังเคราะห์ โฟม ท่อนำ้า มาให้นักเรียน ดู โดยใช้คำาถามกระตุ้นดังนี้ 154
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ไม่ – ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ถูกนำาไปใช้ประโยชน์แตกต่างกันหรือ – นักเรียนจะจำาแนกผลิตภัณฑ์เหล่านี้ออกเป็นกลุ่มได้โดยใช้ เกณฑ์อะไร 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง ประเภทและสมบัติของพอลิเมอร์ ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาภาพโครงสร้างสมมุติของพอลิเมอร์และมอนอเมอร์ ให้นักเรียนดู แล้วตั้งคำาถามถามนักเรียนดังนี้ – พอลิเมอร์และมอนอเมอร์คืออะไร – พอลิเมอร์เกิดขึ้นได้อย่างไร (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาประเภทและสมบัติของพอลิเมอร์ จากใบ ความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า พอลิเมอร์ คือ สารประกอบที่โมเลกุลมีขนาดใหญ่ และมีมวลโมเลกุล มาก เกิดจากโมเลกุลของมอนอเมอร์เดี่ยวที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน มายึดต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ ทำาให้พอลิเมอร์มีหลายชนิดซึ่งมี โครงสร้างแตกต่างกันไป สมบัติของพอลิเมอร์จึงขึ้นอยู่กับโครงสร้าง ของพอลิเมอร์แต่ละชนิดด้วย (2) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเภทและ สมบัติของพอลิเมอร์ โดยดำาเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อย ให้เพื่อนสมาชิกช่วยกัน สืบค้น ตามที่สมาชิกกลุ่มช่วยกันกำาหนดหัวข้อย่อย เช่น ประเภทของ พอลิเมอร์ โครงสร้าง และสมบัติของพอลิเมอร์ – สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูล ตามหัวข้อย่อยที่ตนเอง รับผิดชอบ โดยการสืบค้นจากใบความรู้ที่ครูเตรียมมาให้หรือจาก หนังสือ วารสารวิทยาศาสตร์ สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรม สำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต 155
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน – สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่มและช่วยกันจัดทำา รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับประเภทและสมบัติของพอลิเมอร์ 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มนำาเสนอผลจากการปฏิบัติ กิจกรรม (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจาก การปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้คำาถาม ต่อไปนี้ – เกณฑ์ที่ใช้จำาแนกประเภทของพอลิเมอร์มีอะไรบ้าง (จำาแนกตามแหล่งกำาเนิด ชนิดของมอนอเมอร์ที่เป็นองค์ประกอบใน โมเลกุล สมบัติและการใช้งาน) – พอลิเมอร์แต่ละประเภทมีโครงสร้างแตกต่างกัน อย่างไร(พอลิเมอร์บางชนิดโครงสร้างจะประกอบด้วยมอนอเมอร์ชนิด เดียวกัน แต่พอลิเมอร์บางชนิดจะประกอบด้วยมอนอเมอร์ที่ต่างชนิด กัน) – พอลิเมอร์แต่ละชนิดมีสมบัติเหมือนกันหรือไม่ เพราะ อะไร (ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างและมอนอเมอร์ที่เป็นองค์ ประกอบ) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม (4) นักเรียนร่วมกันเขียนแผนที่ความคิดเกี่ยวกับประเภทและ สมบัติของพอลิเมอร์ 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับประเภทและ สมบัติของพอลิเมอร์ จากหนังสือ วารสารวิทยาศาสตร์ สารานุกรม วิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำา ข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำาเป็นรายงานหรือจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ประเภทและสมบัติของพอลิ-เมอร์ จากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรือ อินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง แล้วรวบรวมคำาศัพท์ พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ 156
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียน มาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามี ปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น – สมบัติของพอลิเมอร์ธรรมชาติแตกต่างจากพอลิเม อร์สังเคราะห์หรือไม่ – โครงสร้างของพอลิเมอร์เกี่ยวข้องกับสมบัติของพอลิเม อร์หรือไม่ อธิบาย – โฮโมพอลิเมอร์และโคพอลิเมอร์คืออะไร ขัน สรุป ้ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับประเภทและสมบัติของพอลิเม อร์ โดยร่วมกันเขียนเป็น แผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนร่วมกันจัดป้ายนิเทศให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทของพอลิ เมอร์ และสมบัติของพอลิเมอร์ประเภทต่าง ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. ภาพผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ชนิดต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวิตประวัน เช่น กล่องพลาสติก ผ้าใยสังเคราะห์ โฟม และท่อนำ้า 2. ภาพโครงสร้างสมมุติของพอลิเมอร์และมอนอเมอร์ 3. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 4. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 5. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้............................................................................. 157
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แนวทางการ พัฒนา.............................................................................................. 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้...................................................................... แนวทาง แก้ไข..................................................................................................... . 3. สิ่งที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม แผน...................................................................................... เหตุผล................................................................................................... ............ 4. การปรับปรุงแผนการจัดการเรียน รู้......................................................................... (ลงชือ ) ................................. ่ (............................) ผู้ส อน 158
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 14 การสังเคราะห์พอลิเมอร์ เวลา 2 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัต ิข องสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4–6 ้ 1. สาระสำา คัญ ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชัน เป็นปฏิกิริยาการสังเคราะห์พอลิเมอร์ แบ่งได้ 2 ประเภท ตามลักษณะการเกิดปฏิกิริยา คือ ปฏิกิริยาพอลิเมอ ไรเซชันแบบต่อเติม เป็นปฏิกิริยาเกิดพอลิเมอร์จากมอนอเมอร์ที่มี พันธะคู่รวมตัวกัน ใช้อุณหภูมิ ความดัน และตัวเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสม และปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบควบแน่น เป็นปฏิกิริยาเกิดพอลิเมอร์ จากมอนอเมอร์อย่างน้อย 2 ชนิด มารวมกัน เมื่อรวมกันหรือควบแน่น แล้วจะมีสารโมเลกุลเล็ก เช่น นำ้าหรือแอมโมเนียเกิดขึ้นด้วย 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ ทดลองและอธิบายการเกิดพอลิเมอร์ สมบัติของพอลิเมอร์ (ว 3.2 ม. 4–6/5) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. ทดลองการเกิดพอลิเมอร์ได้ (K) 2. อธิบายการเกิดพอลิเมอร์ได้ (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องการสังเคราะห์พอลิเมอร์ไปใช้ใน ชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์ กระบวนการ การสังเคราะห์พอ เป็นรายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ ลิเมอร์ 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ 159
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 2. ประเมินกิจกรรม ฝึกทักษะ ระหว่างเรียน วิทยาศาสตร์ เป็นรายบุคคล คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 160 5. สาระการเรีย นรู้ การเกิดพอลิเมอร์ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนบรรยายเกี่ยวกับการสังเคราะห์ พอลิเมอร์ที่นักเรียนได้ประสบ มา ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับการสังเคราะห์ พอลิเมอร์ที่เรียนรู้หรือที่นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูทบทวนความรู้เดิมเรื่อง ความหมายของพอลิเมอร์ มอนอเม อร์ และโครงสร้างของพอลิเมอร์ที่นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านมาแล้ว โดยครูใช้คำาถามกระตุ้นดังนี้ – พอลิเมอร์เกิดขึ้นได้อย่างไร – โครงสร้างของมอนอเมอร์มีกี่แบบ อะไรบ้าง 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง การสังเคราะห์พอลิเมอร์ ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูให้นักเรียนอาสาสมัครออกมาเขียนสูตรโครงสร้างของ สารที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงซึ่งเป็น สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัว ที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วที่หน้าชั้น เรียน เช่น อีเทน (C2H6) และโพรเพน (C3H8)
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 อีเทน (C2H6) โพรเพน (C3H8) สูตรโครงสร้าง สูตรโครงสร้าง c-c c-c-c (2) ครูเขียนตัวอย่างสูตรโครงสร้างของสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว เช่น อีทีน (C2H4) และ โพรพีน (C3H6) ที่หน้าชั้นเรียน อีทีน (C2H4) สูตรโครงสร้าง c=c โพรพีน (C3H6) สูตรโครงสร้าง c-c=c (3) ให้นักเรียนเปรียบเทียบและอภิปรายร่วมกันถึงความแตก ต่างของสารประกอบ ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวกับสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว โดยครู ใช้คำาถามกระตุ้นดังนี้ – พันธะของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวแตกต่างกับ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่ อิ่มตัวหรือไม่ ในลักษณะใด – พันธะเดี่ยวและพันธะคู่มีสมบัติแตกต่างกันในลักษณะใด (4) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาการสังเคราะห์พอลิเมอร์ จากใบความรู้ หรือในหนังสือเรียน โดยครู ช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า พอลิเมอร์เกิดจากมอนอเมอร์ที่ปลาย ด้านหนึงของโมเลกุลมีพันธะคู่ระหว่างอะตอมของคาร์บอนกับคาร์บอน ่ เรียกปฏิกิริยาการสังเคราะห์พอลิเมอร์นี้ว่า ปฏิกิริยาพอลิเมอไร-เซชัน ซึ่งแบ่งได้ 2 ประเภท คือ ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบต่อเติม และ ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบควบแน่น (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการ สังเคราะห์พอลิเมอร์ ตาม ขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/กระบวนการสังเกต ดังนี้ – นำาถ้วยกระเบื้องขนาดความจุ 20 ลูกบาศก์เซนติเมตร จำานวน 2 ใบ มาทาด้านในถ้วยด้วยวาสลีนบาง ๆ ให้ทั่ว 161
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – นำาสารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ จำานวน 20 ลูกบาศก์ เซนติเมตร ใส่ลงในบีกเกอร์ขนาด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร แล้วใส่ยูเรียจำานวน 10 กรัม ลงไป ใช้แท่ง แก้วคนจนยูเรียละลายหมด สังเกตการเปลี่ยนแปลงและบันทึกผล – เทสารละลายที่เตรียมได้ในขั้นตอนที่ 2 ลงในถ้วย กระเบื้องที่เตรียมไว้ทั้ง 2 ใบ ปริมาณเท่า ๆ กัน – หยดสารละลายกรดซัลฟิวริกเข้มข้น 3 โมลต่อลิตร จำานวน 10 หยด ลงในถ้วย กระเบื้องใบที่ 1 ใช้แท่งแก้วคนโดยเร็ว ยกแท่งแก้วขึ้น สังเกตการ เปลี่ยนแปลงและบันทึกผล – ตั้งสารละลายในถ้วยกระเบื้องใบที่ 2 นานข้ามคืน (24 ชัวโมง) สังเกตการณ์ ่ เปลี่ยนแปลงและบันทึกผล หมายเหตุ – ระวังอย่าให้ไอของสารละลายฟอร์มัลดีไฮด์เข้าตาและจมูก เพราะสารละลายฟอร์มัลดีไฮด์มีกลิ่นฉุนจะทำาให้แสบตาและจมูกได้ – ระวังอย่าให้สารละลายกรดซัลฟิวริกถูกร่างกายหรือเสื้อผ้าถ้า ถูกสารละลายต้องรีบล้างออกด้วยนำ้าทันที (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากใบงาน 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ – สารละลายที่ได้จากการผสมยูเรียกับสารละลายฟอร์มั ลดีไฮด์ เมื่อใส่กรดลงไป แตกต่างจากสารละลายที่ทิ้งค้างคืนไว้หรือไม่ อย่างไร (ผลที่ได้ไม่ แตกต่างกัน คือ ได้ของแข็งสีขาวขุ่นเหมือนกัน) – กิจกรรมนี้ใส่กรดซัลฟิวริกลงไปเพื่อจุดประสงค์ใด (เพื่อ ทำาหน้าที่เป็นตัวเร่ง ปฏิกิริยา ทำาให้สารละลายเปลี่ยนสถานะเป็นของแข็งเร็วขึ้น) – พอลิเมอร์ที่ได้จากกิจกรรมมีลักษณะอย่างไร (เป็น ของแข็งสีขาวขุ่น รูปร่างตามถ้วย ที่เป็นแม่แบบ) 162
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – ในกิจกรรมนี้มีสารใดเป็นมอนอเมอร์และมีสารใดเป็นพอ ลิเมอร์ อธิบาย (มียูเรีย ฟอร์มัลดีไฮด์เป็นมอนอเมอร์ และมีพอลิยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์เป็นพอลิเม อร์) – ปฏิกิริยาพอลิเมอร์ไรเซชันในกิจกรรมนี้เป็นแบบใด เพราะอะไร (ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบควบแน่น เพราะเกิดจากมอ นอเมอร์ 2 ชนิด มารวมกัน) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดย ให้ได้ข้อสรุปว่า การสังเคราะห์พอลิเมอร์ชนิดยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์ เกิด จากปฏิกิริยาระหว่างยูเรียกับสารละลายฟอร์มัลดีไฮด์ ได้สารใหม่คือยู เรียฟอร์มัลดีไฮด์มอนอเมอร์ ที่มีกรดซัลฟิวริกเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา โดยยู เรียฟอร์มัลดีไฮด์ที่เกิดขึ้นจำานวนมากนั้นจะทำาปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซ ชัน ได้ยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์และนำ้า 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับความแตกต่างของปฏิกิริยาพอลิ เมอไรเซชันแบบต่อเติมกับปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบควบแน่น โดยปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบต่อเติม จะเกิดจากมอนอเมอร์ที่มี พันธะคู่รวมตัวกัน ภายใต้อุณหภูมิ ความดัน และตัวเร่งปฏิกิริยาที่ เหมาะสม ส่วนปฏิกิริยาพอลิเมอไร-เซชันแบบควบแน่น จะเกิดจากมอ นอเมอร์อย่างน้อย 2 ชนิด มารวมกัน โดยมอนอเมอร์แต่ละชนิดมีหมู่ที่ ทำาหน้าที่เฉพาะมากกว่าหนึ่งหมู่ เมื่อรวมกันหรือควบแน่นกันแล้วจะมี สารโมเลกุลเล็ก เช่น นำ้า หรือแอมโมเนียเกิดขึ้นด้วย (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ การสังเคราะห์พอลิเมอร์ จากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรือ อินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้ง คำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 163
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น – ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันคืออะไร – ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบ่งได้กี่แบบ อะไรบ้าง – ยกตัวอย่างพอลิเมอร์และสารเริ่มต้นที่ใช้สังเคราะห์พอลิ เมอร์ที่นักเรียนรู้จัก ขัน สรุป ้ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับการสังเคราะห์พอลิเมอร์ โดย ร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการสังเคราะห์พอลิเมอร์ชนิด ต่าง ๆ จากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรม สำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำาข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำา เป็นรายงานจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 2. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 3. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4–6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ 164
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 15 พลาสติกและยางชนิดต่าง ๆ เวลา 2 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4–6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 4 พอลิเ มอร์ 1. สาระสำา คัญ พลาสติกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ เทอร์มอพลาสติก เป็น พลาสติกที่มีโครงสร้างแบบโซ่ตรงเป็นสายยาวหรือแบบโซ่กิ่ง มีความ ยืดหยุ่นและโค้งงอ สามารถหลอมซำ้าแล้วทำาเป็นรูปร่างเดิมหรือรูปร่าง ใหม่โดยที่สมบัติของพลาสติกไม่เปลี่ยนแปลง พลาสติกเทอร์มอเซต เป็นพลาสติกที่มีโครงสร้างแบบตาข่ายหรือร่างแห ทนต่อความร้อน และความดัน แต่ไม่สามารถนำากลับมาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้อีก ยางสังเคราะห์ทำาได้โดยการปรับปรุงคุณภาพของยางธรรมชาติ ด้วยกระบวนการวัลคาไนเซชัน โดยการเติมกำามะถัน ใช้ตัวเร่ง ปฏิกิริยาและตัวกระตุ้นที่เหมาะสม เผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 140 ํำC ยางสังเคราะห์มีหลายชนิด เช่น พอลิบิวตาไดอีน นีโอพรีน ยางเอส บี อาร์ และยางเอ บี เอส 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ 1. ทดลองและอธิบายการเกิดพอลิเมอร์ สมบัติของพอลิเมอร์ (ว 3.2 ม. 4-6/5) 2. อภิปรายการนำาพอลิเมอร์ไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งผลที่เกิดจาก การผลิตและใช้พอลิเมอร์ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ว. 3.2 ม. 4-6/6) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. ทดสอบสมบัติของพลาสติกได้ (K) 2. อธิบายสมบัติของพลาสติกและยางสังเคราะห์ (K) 3. บอกประโยชน์ของพลาสติกและยางสังเคราะห์ได้ (K) 4. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 5. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 6. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 7. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องพลาสติกและยางชนิดต่าง ๆ ไปใช้ ในชีวิตประจำาวันได้ (P 165
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม จริย ธรรม และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง เรื่อง วิทยาศาสตร์ พลาสติกและยาง เป็นรายบุคคล ชนิด 2. ประเมินเจตคติต่อ ต่าง ๆ วิทยาศาสตร์ 2. ประเมินกิจกรรม เป็นรายบุคคล ฝึกทักษะ ระหว่างเรียน ด้า นทัก ษะ/ กระบวนการ (P) 1. ประเมินทักษะ/ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการ คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ พอลิเมอร์ในชีวิตประจำาวัน – พลาสติก – ยาง 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนบรรยายเกี่ยวกับพลาสติกและยางชนิด ต่าง ๆ ตามที่นักเรียน ได้ประสบมา ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับพลาสติกและ ยางชนิดต่าง ๆ ที่เรียนรู้หรือที่นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 166
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 1) ครูให้นักเรียนร่วมกันยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์พลาสติกและยาง ที่ใช้ในชีวตประจำาวัน เช่น อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องอุปโภคต่าง ๆ ิ โดยครูตั้งคำาถามถามนักเรียน ดังนี้ – ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจำาวันเป็นพลาสติกหรือ ยาง – นักเรียนคิดว่าผลิตภัณฑ์พลาสติกแต่ละชนิดผลิตมาจาก พลาสติกประเภทเดียวกัน หรือไม่ เพราะอะไร 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง พลาสติกและยางชนิดต่าง ๆ ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับการจำาแนกประเภทของพอลิ เมอร์ตามสมบัติของพอลิ-เมอร์และการใช้งาน ที่นักเรียนได้เรียนรู้มา แล้ว แล้วตังคำาถามถามนักเรียน เช่น ้ – พลาสติกและยางมีสมบัติแตกต่างกันในลักษณะใด – พลาสติกและยางแต่ละประเภทมีสมบัติเหมือนกันหรือไม่ ในลักษณะใด (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) นักเรียนศึกษาพลาสติกและยางชนิดต่าง ๆ จากใบความรู้ หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยเชื่อมโยงความรู้ใหม่จากบทเรียนกับ ความรู้เดิมที่เรียนรู้มาแล้ว ด้วยการใช้คำาถามนำากระตุ้นให้นักเรียน ตอบจากความรู้และประสบการณ์ของนักเรียน (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรม สังเกตสมบัติ ของพลาสติก ตาม ขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/กระบวนการสังเกตดังนี้ – ต้มนำ้าในบีกเกอร์ขนาด 250 ลูกบาศก์เซนติเมตร ประ มาณครึ่งบีกเกอร์จนเดือด แล้วใส่พลาสติกตัวอย่างทั้ง 3 ชิ้น ลงไป ต้ม ต่อนาน 5 นาที – ใช้คีมโลหะคีบชิ้นพลาสติกขึ้นมา แล้วบิดพลาสติกใน ขณะที่ร้อนให้เป็นเกลียว 167
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 สังเกตว่าบิดได้หรือไม่ แล้ววางไว้ให้เย็น สังเกตการเปลี่ยนแปลงและ บันทึกผล – ต้มพลาสติกตัวอย่างซำ้าอีก นาน 5 นาที สังเกตการ เปลี่ยนแปลงแล้วบันทึกผล (3) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติกิจกรรมสืบค้นข้อมูล การทำายางในประเทศไทย ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/กระบวนการสังเกต ดังนี้ – แต่ละกลุ่มวางแผนการสืบค้นข้อมูล โดยแบ่งหัวข้อย่อย ให้เพื่อนสมาชิกช่วยกัน สืบค้น ตามที่สมาชิกกลุ่มช่วยกันกำาหนดหัวข้อย่อย เช่น แหล่งวัตถุดิบ วิธีการทำายางแผ่นในประเทศไทย – สมาชิกกลุ่มแต่ละคนหรือกลุ่มย่อยช่วยกันสืบค้นข้อมูล ตามหัวข้อย่อยที่ตนเอง รับผิดชอบ โดยการสืบค้นจากใบความรู้ที่ครูเตรียมมาให้หรือจาก หนังสือ วารสารวิทยาศาสตร์ สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรม สำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต – สมาชิกกลุ่มนำาข้อมูลที่สืบค้นได้มารายงานให้เพื่อน ๆ สมาชิกในกลุ่มฟัง รวมทั้ง ร่วมกันอภิปรายซักถามจนคาดว่าสมาชิกทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ ตรงกัน – สมาชิกกลุ่มช่วยกันสรุปความรู้ที่ได้ทั้งหมดเป็นผลงาน ของกลุ่มและช่วยกันจัดทำา รายงานการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการทำายางในประเทศไทย (4) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากใบงาน 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ กิจกรรม สังเกตสมบัติของพลาสติก – กิจกรรมนี้เตรียมตัวอย่างพลาสติก พอลิเอทิลีน และฟอร์ ไมกาได้จากวัสดุชนิดใด (พลาสติกพอลิเอทิลีน เตรียมจากวัสดุ เช่น หลอดดูด ขวดพลาสติก พลาสติกฟอร์ไมกา เตรียมจากวัสดุ เช่น ถ้วย ชาม ที่จับหม้อ) 168
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – ถ้าต้องการทดสอบสมบัติของพลาสติกชนิดไนลอน จะ เตรียมตัวอย่างพลาสติกได้ จากวัสดุชนิดใด (ถุงน่อง พรม) – พลาสติกชนิดพอลิเอทิลีนเมื่อแช่ในนำ้าร้อนแล้วบิด จะ ให้ผลเหมือนพลาสติกชนิด ฟอร์ไมกาหรือไม่ (พลาสติกชนิดพอลิเอทิลีน เมื่อแช่ในนำ้าร้อนแล้วบิด จะบิดได้ แต่พลาสติกชนิดฟอร์ไมกาจะบิดไม่ได้) – กิจกรรมนี้ นักเรียนใช้หลักเกณฑ์อะไรในการแบ่ง ประเภทของพลาสติก (สมบัติของพลาสติกเมื่อได้รับความร้อนเป็น เกณฑ์) – จากกิจกรรมแบ่งประเภทของพลาสติกเมื่อได้รับความ ร้อนได้กี่ประเภท อะไรบ้าง (แบ่งได้ 2 ประเภท คือ ประเภทที่ได้รับความร้อนแล้วอ่อนตัว กับ ประเภทที่ได้รับความร้อนแล้วไม่อ่อนตัว) กิจกรรมสืบค้นข้อมูลการทำายางในประเทศไทย – ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์มีองค์ประกอบและ สมบัติเหมือนหรือต่างกันใน เรื่องใด (ยางธรรมชาติกับยางสังเคราะห์มีองค์ประกอบแตกต่างกัน โดยยางธรรมชาติมีไอโซปรีนเป็นมอนอเมอร์ ส่วนมอนอเมอร์ของยาง สังเคราะห์ขึ้นอยู่กับชนิดของยางนั้น ๆ เช่น ยาง SBR มีสไตรีนบิวตา ไดอีนเป็นมอนอเมอร์ เป็นต้น) – ยางสังเคราะห์ถูกนำามาใช้ประโยชน์ในด้านใดมาก ที่สุด (ยางสังเคราะห์ถูกนำามาใช้ ในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ โดยนำามาผลิตเป็นชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น ท่อยาง หม้อนำ้า ท่อยางกรองอากาศ ท่อยางนำ้ามันเบรก และยางขอบ ประตู เป็นต้น) – กระบวนการวัลคาไนเซชันคืออะไร (กระบวนการวัลคา ไนเซชัน คือ กระบวนการ ที่ใช้เพิ่มคุณภาพของยางธรรมชาติหรือยางดิบให้มีความยืดหยุ่นได้ดี มีความคงตัวสูง ไม่ละลายในตัวทำาละลายอินทรีย์ ทำาได้โดยเติม กำามะถันลงไปทำาปฏิกิริยากับยาง และใช้ตวเร่งปฏิกิริยาที่เหมาะสม) ั (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า การแบ่ง ประเภทของพลาสติกสามารถใช้สมบัติหรือลักษณะของพลาสติกที่เมื่อ ได้รับความร้อนเป็นเกณฑ์ในการ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ ประเภทที่ได้รับความร้อนแล้วอ่อนตัว เรียกเทอร์ มอพลาสติก และประเภทที่ 169
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ได้รับความร้อนแล้วไม่อ่อนตัว เรียกเทอร์มอเซต ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกยางแผ่นรายใหญ่ และมีการส่ง ออกในรูปของยางแท่งเป็นจำานวนมาก ซึ่งได้มีการปรับปรุงคุณภาพ ยางธรรมชาติที่ผลิตได้ให้มีสมบัติดีขึ้นด้วยกระบวนการวัลคาไน-เซ ชัน ทำาให้ได้ยางสังเคราะห์ที่มีความยืดหยุ่นดี มีความคงตัวสูง และไม่ ละลายในตัวทำาละลายอินทรีย์ 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติของ พลาสติกประเภทต่าง ๆ และวิธีการเพิ่มคุณภาพของยางด้วยกระบวน การวัลคาไนเซชัน จากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำาข้อมูลที่ค้นคว้า ได้มาจัดทำาเป็นรายงานหรือจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลก เปลี่ยนเรียนรู้กัน (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ พลาสติกและยางชนิดต่าง ๆ จากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อน ในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อม ทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น – เทอร์มอพลาสติกกับพลาสติกเทอร์มอเซตแตกต่างกันใน เรื่องใด – กระบวนการวัลคาไนเซชันทํำให้ยางมีคุณภาพดีขึ้นได้ อย่างไร – การเลือกพลาสติกและยางแต่ละประเภทมาใช้งานควร คำานึงถึงข้อจำากัดใด 170
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ขัน สรุป ้ ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับพลาสติกและยางชนิดต่าง ๆ โดยร่วมกันเขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนร่วมกันจัดป้ายนิเทศให้ความรู้เกี่ยวกับสมบัติของ พลาสติกและยางที่เหมาะสมต่อการนำามาใช้ประโยชน์ให้เพื่อน ๆ ได้ ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4– 6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 2. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4– 6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 3. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4– 6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................. ........................ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข............................................................... ............................... 171
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 16 เส้นใยสังเคราะห์ เวลา 2 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4–6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 4 พอลิเ มอร์ 1. สาระสำา คัญ เส้นใยสังเคราะห์เป็นพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งซึ่งอาจเกิดจากการนำา เส้นใยธรรมชาติมาดัดแปลงโครงสร้างให้มีสมบัติต่างจากเดิม หรือเกิด จากปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชันแบบควบแน่นของมอนอเมอร์ 2 ชนิดที่มี หมู่ไวต่อปฏิกิริยา ได้แก่ หมู่อะมิโน (–NH2) หมู่คาร์บอกซิล (–CO2H) หรือหมู่ไฮดรอกซิล (–OH) เส้นใยสังเคราะห์ที่ได้จะมีสมบัติต่างจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น แห้งเร็ว ไม่ยับง่าย ทนต่อสารเคมีและจุลินทรีย์ เป็นต้น 2. ตัว ชีว ัด ช่ว งชัน ้ ้ อภิปรายการนำาพอลิเมอร์ไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งผลที่เกิดจาก การผลิตและใช้พอลิเมอร์ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ว 3.2 ม. 4−6/6) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. อธิบายความหมาย การเกิด และสมบัติของเส้นใยสังเคราะห์ (K) 2. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 3. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 4. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 5. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องเส้นใยสังเคราะห์ไปใช้ในชีวิต ประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม ด้า นความรู้ (K) และเจตคติท าง กระบวนการ (P) วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ 172
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เรื่อง เส้นใย สังเคราะห์ 2. ประเมิน กิจกรรมฝึก ทักษะระหว่าง เรียน วิทยาศาสตร์เป็น รายบุคคล 2. ประเมินเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์เป็น รายบุคคล กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินทักษะการ คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลและราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ เส้นใยสังเคราะห์ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย บรรยายหรือจัดทำารายงานเกี่ยวกับเส้นใย สังเคราะห์ ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับเส้นใย สังเคราะห์ที่เรียนรู้หรือที่นักเรียนสนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับเส้นในธรรมชาติและเส้นใย สังเคราะห์ โดยใช้คำาถามต่อไปนี้ − เส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์แตกต่างกัน ลักษณะใด − เสื้อผ้าที่ผสมเส้นใยสังเคราะห์มักมีสมบัติลักษณะใด 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่องเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้เรื่อง เส้นใยสังเคราะห์ ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาภาพเสื้อผ้าที่มีป้ายบอกสัดส่วนของชนิดเส้นใยที่ใช้ ในการผลิต โดยนำาผ้าฝ้าย 100% มา 1 ตัว และเสื้อผ้าที่มีสัดส่วนหรือ 173
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ชนิดของเส้นใยที่แตกต่างกันมา 2-3 ตัวแล้วตั้งคำาถามถามนักเรียน ดังนี้ − เสื้อผ้าชนิดใดที่มีส่วนผสมของเส้นใยสังเคราะห์ และ เส้นใยสังเคราะห์นั้นมีชื่อว่าอะไร − ถ้านักเรียนลองขยำาเสื้อทุกตัว นักเรียนคิดว่าเสื้อชนิดใด จะยับง่ายกว่ากัน (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาเรื่อง เส้นใยสังเคราะห์จากใบความรู้หรือ ในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า เส้นใย สังเคราะห์ผลิตได้ทั้งจากการนำาเส้นใยธรรมชาติมาผ่านกระบวนการ เพื่อปรับปรุงโครงสร้างแล้วนำามาปั่นเป็นเส้นใยใหม่ หรือใช้มอนอเมอร์ ที่มีหมู่ไวต่อปฏิกิริยา เช่น หมู่อะ-มิโน (–NH2) หมู่คาร์บอกซิล (– CO2H) หรือหมู่ไฮดรอกซิล (–OH) มาผลิตเป็นเส้นใย (2) นักเรียนแบ่งกลุ่มและปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการทำาเส้นใย สังเคราะห์ ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ – ใส่สำาลีหรือกระดาษเยื่อจำานวน 0.25 กรัม ที่ดึงหรือฉีก ให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ลงในบีกเกอร์ขนาด 200 ลูกบาศก์เซนติเมตร ใบที่ 1 แล้วใช้ช้อนตักผง คอปเปอร์ (II) คาร์บอเนตจำานวน 1 กรัม โรยลงไปแล้วคนให้ทั่ว – เติมสารละลายแอมโมเนียเข้มข้น จำานวน 15 ลูกบาศก์ เซนติเมตรลงไป คนให้ สารละลายผสมกันจนได้ของเหลวข้นสีนำ้าเงิน – ใส่สารละลายกรดซัลฟิวริกเข้มข้น 3 โมลต่อลิตร จำานวน 30 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในบีกเกอร์ใบที่ 2 และใส่นำ้ากลั่นจำานวน 30 ลูกบาศก์เซนติเมตรลง ในบีกเกอร์ใบที่ 3 – นำาหลอดฉีดยา (ไม่มีเข็ม) ดูดสารละลายตามข้อ 2 จำานวนครึ่งหนึงของที่มีอยู่แล้ว ่ นำาเข็มฉีดยามาใส่ที่ปลายของกระบอกสูบ – จุ่มปลายเข็มลงในสารละลายกรดซัลฟิวริกที่อยู่ในบีก เกอร์ใบที่ 2 โดยฉีดสารให้พุ่ง โดยเร็วติดต่อกัน พร้อมกับส่ายเข็มไปมาเพื่อให้เส้นใยกระจายตัว และ ห้ามยกปลายเข็มออกจากสารละลายกรดซัลฟิวริกเพราะจะทำาให้สารที่ ได้ขาดเป็นท่อน ๆ สังเกตและบันทึกผล 174
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – ทำาเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 5 แต่ให้ฉีดสารละลายลงใน นำ้ากลั่นที่อยู่ในบีกเกอร์ใบที่ 3 แทน สังเกตและบันทึกผล (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากกิจกรรม (4) นักเรียนแบ่งกลุ่มและปฏิบัติกิจกรรม สังเกตสมบัติของ เส้นใย ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ – ตัดผ้าฝ้าย ผ้าไหม ผ้าไนลอน ผ้าเทโทรอน (พอลิเอสเท อร์) ออกเป็น 4 ส่วน เท่า ๆ กัน แล้วจัดแยกผ้าออกเป็น 4 ชุด – นำาเศษผ้าชุดที่ 1 ไปเผาไฟทีละชิ้นสังเกตความยากง่าย ในการติดไฟ กลิ่นควัน และลักษณะของเถ้า บันทึกผล – นำาเศษผ้าชุดที่ 2 วางเรียงบนกระจกแผ่นที่ 1 หยดนำ้า หมึกลงตรงกลางผ้า 1–2 หยด แล้วนำาไปซัก สังเกตและบันทึกผล – นำาเศษผ้าชุดที่ 3 วางเรียงบนกระจกแผ่นที่ 2 หยดสารละ ลายกรดซัลฟิวริกลง ตรงกลางผ้า 1–2 หยด แล้วนำาไปซัก สังเกตและบันทึกผล – นำาเศษผ้าชุดที่ 4 วางเรียงบนกระจกแผ่น ที่ 3 หยด สารละลายโซเดียมไฮดรอก ไซด์ลงตรงกลางผ้า 1–2 หยด แล้วนำาไปซัก สังเกตและบันทึกผล (5) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากกิจกรรม 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มนำาเสนอผลจากการปฏิบัติกิจกรรม (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย และหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้คำาถาม ต่อไปนี้ กิจกรรม สังเกตการทำาเส้นใยสังเคราะห์ – วิธีการผสมคอปเปอร์ (II) คาร์บอเนตลงในสำาลี (ฝ้าย) ควรทำาอย่างไร (ใช้ช้อนตักคอปเปอร์ (II) คาร์บอเนตโรยหรือคลุกให้ ทั่วสำาลี) – เมื่อเติมสารละลายแอมโมเนียเข้มข้นลงไป จะเกิดการ เปลี่ยนแปลงในลักษณะใด 175
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (ได้สารสีนำ้าเงินเข้ม เมื่อใช้แท่งแก้วคน เส้นใยปุยฝ้ายจะละลายช้า ๆ ได้สารละลายข้นคล้ายกาวสีนำ้าเงินเข้ม) – สารที่ได้จากการฉีดสารละลายลงในสารละลายกรด ซัลฟิวริกและลงในนำ้ากลั่น แตกต่างกัน หรือไม่ (เมื่อฉีดสารละลายลงในสารละลายกรดซัลฟิวริก จะได้เส้นใยยาวติดต่อกัน มีสีนำ้าเงินเข้ม ต่อมาสีนำ้าเงินเข้มจะจางลง จนเกือบเป็นสีขาว ส่วนสารที่ฉีดลงในนำ้ากลั่นจะไม่เป็นเส้น แต่จะ ละลายในนำ้าได้สารละลายสีนำ้าเงิน) – เส้นใยสังเคราะห์ที่ได้จากกิจกรรมนี้ผลิตขึ้นจากหลัก การใด (ละลายเซลลูโลสใน ตัวทำาละลายที่เหมาะสม แล้วนำากลับไปเป็นเส้นใยเซลลูโลสใหม่อีก โดยนำามาทำาปฏิกิริยากับสารเคมีจะได้สารที่มีลักษณะเหนียวข้น เมื่อ นำาไปเข้าเครื่องอัดที่มีรูเล็ก ๆ จะได้เส้นใยยาวที่สามารถนำามาย้อมสี ต่าง ๆ หรือนำาไปปั่นให้ยาวได้ตามต้องการ) – ผลสรุปของกิจกรรมนี้คืออะไร (การสังเคราะห์เส้นใยใน การทดลองนี้เป็นการนำาเอาสำาลีซึ่งเป็นเซลลูโลสมาผสมกับคอปเปอร์ (II) คาร์บอเนตและสารละลายแอมโมเนีย ได้สารละลายข้นคล้ายกาว มีสีนำ้าเงินเข้ม เมื่อฉีดสารละลายที่ได้ลงในสารละลายกรดซัลฟิวริกจะ ได้เส้นใยเล็ก ๆ ซึ่งก็คือเส้นใยเซลลูโลสนั่นเอง) กิจกรรม สังเกตสมบัติของเส้นใย – ผ้าที่นำามาชนิดใดเป็นผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ และ ผ้าชนิดใดที่ทอจากเส้นใยสังเคราะห์ (ผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ ได้แก่ ผ้าฝ้าย ผ้าไหม ส่วนผ้าที่ทอจากเส้นใยสังเคราะห์ คือ ผ้า ไนลอน ผ้าเทโทรอน) – ผ้าที่นำามาทำากิจกรรมควรมีลักษณะของเส้นใยเป็น อย่างไร (มีความบางใกล้เคียง กันหรือเท่ากัน และควรเป็นเศษผ้าใหม่ ๆ) – ผ้าฝ้ายและผ้าไหมมีสมบัติการติดไฟเหมือนกันหรือไม่ (ผ้าฝ้ายและผ้าไหมติดไฟ ง่ายเหมือนกัน โดยผ้าฝ้ายเมื่อติดไฟจะมีกลิ่นคล้ายกระดาษไหม้ ส่วน ผ้าไหมเมื่อติดไฟจะมีกลิ่นคล้ายเส้นผมไหม้) – ผ้าฝ้ายและผ้าไนลอนมีความคงทนต่อสารเคมีแตกต่าง กันหรือไม่ เพราะอะไร (ผ้าฝ้ายและผ้าไนลอนจะไม่ทนต่อสารเคมีที่เป็นกรด เมื่อผ้าฝ้ายถูก กรดจะเปื่อยยุ่ย ส่วนผ้าไนลอน เมื่อถูกกรดจะละลายเหนียว แต่เมื่อผ้า ฝ้ายและผ้าไนลอนถูกสารเคมีที่เป็นเบสจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง) 176
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 – เส้นใยธรรมชาติและเส้นใยสังเคราะห์ที่นำามาทำา กิจกรรมมีสมบัติเหมือนหรือ ต่างกันในเรื่องใด (มีสมบัติแตกต่างกัน คือ ผ้าที่ผลิตจากเส้นใย ธรรมชาติจะติดไฟได้ง่าย ไม่ทนต่อสารเคมีที่เป็น กรดมีสีจางลงเมื่อซัก เอารอยเปื้อนออก ส่วนผ้าที่ทอจากเส้นใยสังเคราะห์จะติดไฟได้ช้า กว่า มีความทนต่อสารเคมีที่เป็นกรด–เบสได้แตกต่างกัน) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ ข้อสรุปว่า สำาลีหรือฝ้ายเป็นพอลิเมอร์ชนิดหนึ่งที่พบได้ตามธรรมชาติ ซึ่งเรียกว่าเซลลลูโลส เราสามารถนำาเส้นใยธรรมชาตินี้ผ่าน กระบวนการทางเคมีเพื่อให้โครงสร้างของเซลลูโลสเปลี่ยนไป หรือ เรียกสารใหม่นี้ว่า คิวพรัมโมเนียมเรยอน (Cuprummonium Rayon) ซึ่งเป็นการปรับปรุงสมบัติของเซลลูโลส ให้ดีขึ้น เส้นใยธรรมชาติมีสมบัติแตกต่างจากเส้นใยสังเคราะห์ โดย เส้นใยธรรมชาติจะมีกลิ่นไหม้เหมือนเส้นผมหรือกระดาษไหม้ เมื่อ สกปรกจะซักออกยาก และไม่ทนต่อสารเคมี ส่วนเส้นใยสังเคราะห์จะมี กลิ่นไหม้เหมือนพลาสติก ซักสิ่งสกปรกออกง่าย และทนต่อสารเคมี มากกว่าเส้นใยธรรมชาติ 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับพอลิเมอร์ชนิดต่าง ๆ เช่นซิลิ โคนและโฟม โดยใช้ใบความรู้หรือเนื้อหาในหนังสือเรียนประกอบ (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ เส้นใยธรรมชาติจากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และ นำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง แล้วรวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลง สมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้า มี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำาถาม เช่น 177
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 − ยกตัวอย่างชนิดของเส้นใยสังเคราะห์ และชนิดของมอ นอเมอร์เป็นสารตั้งต้น − สมบัติของเส้นใยสังเคราะห์มีลักษณะใด − ถ้านักเรียนต้องออกไปเดินป่าในหน้าฝน นักเรียนจะ เลือกเสื้อที่ผลิตจากเส้นใยชนิดใด เพราะอะไร ขัน สรุป ้ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับเส้นใยสังเคราะห์ โดยร่วมกัน เขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือ ผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับเส้นใยสังเคราะห์ชนิดต่าง ๆ แล้วจัดทำาเป็นรายงานส่งครู หรือนำาเสนอหน้าห้องเรียนเพื่อแลก เปลี่ยนความรู้กับเพื่อในห้อง 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. เสื้อผ้าฝ้ายและเสื้อผ้าที่มีป้ายบอกสัดส่วนของชนิดเส้นใยที่ใช้ ในการผลิต 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. 178
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 17 ปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิเมอร์ เวลา 2 ชัว โมง ่ สาระที่ 3 สารและสมบัติของสาร ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4-6 ้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 4 พอลิเ มอร์ 1. สาระสำา คัญ การพัฒนาพอลิเมอร์ให้มีสมบัติที่ดีขึ้นทำาให้มนุษย์ใช้พอลิเมอร์ อย่างฟุ่มเฟือย ทำาให้เกิดปัญหาขยะพอลิเมอร์เป็นจำานวนมากที่ทำาลาย ได้ยาก เราจึงควรพยายามหาวิธีการต่าง ๆ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวโดย ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด 2. ตัว ชีว ัด ช่ว งชัน ้ ้ อภิปรายการนำาพอลิเมอร์ไปใช้ประโยชน์ รวมทั้งผลที่เกิดจาก การผลิตและใช้พอลิเมอร์ต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม (ว 3.2 ม. 4−6/6) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. อธิบายผลกระทบของขยะพอลิเมอร์ต่อสิ่งแวดล้อม (K) 2. วิเคราะห์ทางแก้ปัญหาเกี่ยวกับขยะพอลิเมอร์ (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิเมอร์ไป ใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นคุณ ธรรม จริย ธรรม ด้า นความรู้ (K) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง เรื่อง วิทยาศาสตร์เป็น ปัญหาที่เกิด รายบุคคล ด้า นทัก ษะ/ กระบวนการ (P) 1. ประเมินทักษะ/ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ 179
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 จากการใช้ พอลิเมอร์ 2. ประเมิน กิจกรรมฝึก ทักษะระหว่าง เรียน 3. ทดสอบหลัง เรียน 2. ประเมินเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์เป็น รายบุคคล 2. ประเมินทักษะการ คิด 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลและราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ ปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิเมอร์ 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย บรรยายหรือจัดทำาป้ายรณรงค์การแก้ปัญหา ขยะพอลิเมอร์ภายใน โรงเรียนหรือชุมชน ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับปัญหาที่เกิด จากการใช้พอลิเมอร์ที่เรียนรู้หรือที่นักเรียน สนใจ 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของผลิตภัณฑ์ พอลิเมอร์โดยใช้คำาถามต่อไปนี้ − นักเรียนใช้ผลิตภัณฑ์ใดที่ผลิตมาจากพอลิเมอร์หรือไม่ มี อะไรบ้าง − นักเรียนเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากพอลิเมอร์แทน ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติเพราะอะไร − นักเรียนคิดว่าขยะพอลิเมอร์ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะอะไร 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่องเพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้เรื่อง ปัญหาที่เกิดจาก การใช้พอลิเมอร์ ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ 180
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาตารางแสดงระยะเวลาในการย่อยสลายของวัสดุชนิด ต่าง ๆ ให้นักเรียนดู แล้วตั้งคำาถามถามนักเรียนดังนี้ วัส ดุ เวเลาที่ใ ช้ วัส ดุ เวลาทีใ ช้ ่ ในการย่อ ย ในการย่อ ย สลาย สลาย เศษกระดาษ 2-5 เดือน รองเท้าหนัง 25-40 ปี เปลือกส้ม กระป๋อง 6 เดือน 80-100 ปี ถ้วยกระดาษ อะลูมิเนียม 5 ปี 450 ปี เคลือบ ถุงพลาสติก 12 ปี 400-500 ปี ก้นบุหรี่ โฟม ตารางนี้บ้าง – ในชีวตประจำาวันนักเรียนใช้ผลิตภัณฑ์ชนิดใดบ้าง ิ − ผลิตภัณฑ์ที่นักเรียนใช้ในชีวิตประจำาวันมีสิ่งใดใน − เมื่อนักเรียนเห็นตัวเลขระยะเวลาในการย่อยสลายของ พลาสติกแล้วรู้สึกอย่างไร (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาเรื่อง ปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิเมอร์ จากใบความรู้หรือในหนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียน เข้าใจว่า พอลิเมอร์มีสมบัติในการทนสารเคมีและจุลินทรีย์ที่จะมาย่อย สลายสูง จึงทำาให้พอลิเมอร์มีอายุการใช้งานนานและใช้เวลานานมาก ในการย่อยสลาย ทำาให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับขยะพอลิเมอร์มากมาย โดย เฉพาะพลาสติกที่นิยมนำามาใช้งานหลากหลายด้าน (2) นักเรียนแบ่งกลุ่มและปฏิบัติกิจกรรม สังเกตการสลายตัว ของพลาสติก ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ดังนี้ – ตัดถุงพลาสติกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ขนาด 4 x 4 เซนติเมตร จำานวน 3 ชิน และชิ้น ้ ขนาดใหญ่อีก 1 ชิน ้ – นำาพลาสติกชิ้นเล็กใส่ลงในขวดแก้ว ขวดละ 1 ชิ้น จาก นันเทสารละลายกรด ้ 181
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ไฮโดรคลอริก สารละลายโซเดียมไฮดรอกไซด์ และเฮกเซน ลงใน แต่ละขวดตามลำาดับ ปิดฝาให้แน่น แช่ทิ้งไว้ 1 คืน สังเกตการ เปลี่ยนแปลง บันทึกผล – นำาพลาสติกชิ้นใหญ่ที่เตรียมไว้ไปเผาในที่โล่งแจ้งหรือ ในตู้ควัน สังเกตการ เปลี่ยนแปลง (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากกิจกรรม 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มนำาเสนอผลจากการปฏิบัติกิจกรรม (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย และหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้คำาถาม ต่อไปนี้ – เมื่อแช่พลาสติกลงในสารละลายกรดไฮโดรคลอริกจะ เกิดการเปลี่ยนแปลงในลักษณะใด (ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง) – เมื่อแช่พลาสติกลงในเฮกเซนจะเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ (ไม่เกิดการ เปลี่ยนแปลง) – เมื่อเผาพลาสติกด้วยไฟจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใน ลักษณะใด (พลาสติกจะลุกไหม้ เกิดเขม่าควัน และส่วนหนึงจะหลอมละลายหยดลงบนพื้น) ่ – พลาสติกที่ใช้ในกิจกรรมนี้เป็นพลาสติกประเภทใด (เป็นพลาสติกชนิดเทอร์มอพลาสติก) – ผลสรุปของกิจกรรมนี้คืออะไร (พลาสติกไม่ละลายใน สารละลายกรด สารละลาย เบส นำ้า และตัวทำาละลายอินทรีย์บางชนิดเมื่อเผาจะติดไฟและให้เขม่า ควัน) (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ ได้ข้อสรุปว่า ปัญหาเกี่ยวกับขยะจากพลาสติกเนื่องจาก พลาสติกเป็น สารที่มีโมเลกุลใหญ่และมีโครงสร้างที่ทนต่อสารเคมีจึงทำาให้พลาสติก ย่อยสลายได้ยาก นอกจากนี้เมื่อนำาไปเผาไฟแล้วยังก่อให้เกิดเขม่า ควันซึงเป็นมลพิษทางอากาศอีกด้วย ่ 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ปัญหาขยะพลาสติก เช่น การผลิตพลาสติกรีไซเคิล การผลิตพลาสติกผสมระหว่างเซลลูโลสกับ พลาสติกเพื่อให้เกิดการย่อยสลายได้ง่ายขึ้น หรือการเติมสารเคมีที่ 182
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ช่วยเพิ่มอัตราการย่อยสลายของพอลิเมอร์ และอธิบายปัญหาจากการ ผลิตโฟมที่ต้องใช้สาร CFC โดยใช้ใบความรู้หรือเนื้อหาในหนังสือ เรียนประกอบ (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ ปัญหาที่เกิดจากการใช้พอลิเมอร์ จากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรือ อินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง แล้วรวบรวมคำาศัพท์ พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้า มี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำาถาม เช่น − ปัญหาที่เกิดจากขยะพลาสติกเกิดจากสาเหตุใด − นักเรียนมีวิธีการลดปัญหาขยะจากพอลิเมอร์อย่างไร บ้าง − สาร CFC มีผลต่อมลพิษทางอากาศในลักษณะใด − ถ้านักเรียนเห็นคนกำาลังเผาขยะจากพอลิเมอร์อยู่ นักเรียนจะบอกเหตุผลใดเพื่อให้คนนั้นเลิกเผาขยะจากพอลิเมอร์ ขัน สรุป ้ (1) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากการใช้ พอลิเมอร์โดยร่วมกันเขียนเป็น แผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ (2) ครูดำาเนินการทดสอบหลังเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบ ทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดความก้าวหน้า/ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วย การเรียนรู้ที่ 4 8. กิจ กรรมเสนอแนะ นักเรียนค้นคว้าปัญหาจากขยะพอลิเมอร์เพิ่มเติม แล้วจัดทำาเป็น รายงานส่งครูหรือจัดทำาป้ายนิเทศเพื่อรณรงค์การใช้ผลิตภัณฑ์พอลิเม อร์อย่างถูกวิธี วิธีลดขยะจากพอลิเมอร์ และวิธีกำาจัดพอลิเมอร์อย่างถูก วิธี 183
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. ตารางแสดงระยะเวลาในการย่อยสลายของพอลิเมอร์ชนิด ต่าง ๆ 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4−6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. 184
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 5 10 ชัว โมง ่ 185 สารชีว โมเลกุล ผัง มโนทัศ น์เ ป้า หมายการจัด การเรีย นรู้แ ละขอบข่า ย ภาระงาน ทัก ษะ/ กระบวนการ 1. การสืบค้น ข้อมูล 2. การสังเกต 3. การสำารวจ 4. การอธิบาย 5. การทดลอง 6. การนำาความรู้ ความรู้ 1. คาร์โบไฮเดรต 2. สมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต 3. ไขมันและนำ้ามัน 4. โปรตีน 5. โปรตีนในร่างกาย 6. กรดนิวคลิอิก สารชีว โมเลกุล คุณ ลัก ษณะที่พ ง ึ ประสงค์ 1. ใฝ่เรียนรู้ 2. มุ่งมั่นในการทำางาน 3. มีเจตคติต่อ วิทยาศาสตร์ 4. มีเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ ภาระงาน/ชิน งาน ้ 1. สังเกตการทดสอบนำ้าตาลโมเลกุล เดี่ยว 2. ทดลองสมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต 3. สังเกตเปรียบเทียบปริมาณกรดไข มันไม่อิ่มตัว ในนำ้ามันพืชกับนำ้ามันสัตว์ 4. สังเกตประโยชน์จากไขมัน
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ผัง การออกแบบการจัด การเรีย นรู้ หน่ว ยการเรีย นรู้ท ี่ 5 สารชีว โมเลกุล ขัน ที่ 1 ผลลัพ ธ์ป ลายทางที่ต อ งการให้เ กิด ขึน กับ นัก เรีย น ้ ้ ้ ตัว ชีว ัด ช่ว งชัน ้ ้ 1. ทดลองและอธิบายองค์ประกอบ ประโยชน์ และปฏิกิริยาบางชนิด ของคาร์โบไฮเดรต (ว 3.2 ม. 4−6/7) 2. ทดลองและอธิบายองค์ประกอบ ประโยชน์ และปฏิกิริยาบางชนิด ของไขมันและนำ้ามัน (ว 3.2 ม. 4−6/8) 3. ทดลองและอธิบายองค์ประกอบ ประโยชน์ และปฏิกิริยาบางชนิด ของโปรตีนและกรดนิวคลิอิก (ว 3.2 ม. 4−6/9) ความเข้า ใจที่ค งทนของ คำา ถามสำา คัญ ที่ท ำา ให้เ กิด นัก เรีย น ความเข้า ใจที่ค งทน นัก เรีย นจะเข้า ใจว่า ... 1. สารชีวโมเลกุลเป็นสารอินทรีย์ 1. สารชีวโมเลกุลหมายถึงอะไร ประกอบด้วย ที่มีธาตุคาร์บอน สารอาหารหลักอะไรบ้าง ไฮโดรเจน และออกซิเจนเป็น 2. สารอาหารประเภท องค์ประกอบหลัก คาร์โบไฮเดรตพบได้ใน ประกอบด้วยโครงสร้างที่เป็น อาหารจำาพวกใด และมีองค์ โมเลกุลขนาดเล็ก คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และ ประกอบและ โครงสร้างในลักษณะใด ไขมัน 3. การตรวจสอบคาร์โบไฮเดรต 2. คาร์โบไฮเดรตประกอบด้วย ทำาได้โดยวิธีใด โมเลกุลขนาดเล็ก ของมอโนแซ็กคาไรด์ที่เชื่อมต่อ 4. ไขมันและนำ้ามันพบได้ใน อาหารจำาพวกใด มี กันเป็นโมเลกุล องค์ประกอบและโครงสร้างใน ที่ใหญ่ขึ้น คือ ไดแซ็กคาไรด์ ลักษณะใด และพอลิแซ็ก5. เราสามารถตรวจสอบอาหาร คาไรด์ 3. ไขมันประกอบด้วยกรดไขมันที่ จำาพวกไขมันได้ โดยวิธีใด เชื่อมต่อกับ 6. การบริโภคไขมันที่ขาดความ โมเลกุลของกลีเซอรอลด้วย ระมัดระวังจะเป็น พันธะเคมี กรด 186
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวแตก ต่างกันตรงพันธะ เคมีที่เชื่อมต่อกัน ทำาให้กรดไข มันอิ่มตัวส่วน ใหญ่มีสภาพเป็นของแข็ง และ กรดไขมัน ไม่อิ่มตัวมีสภาพเป็นของเหลว 4. โปรตีนประกอบด้วยกรดแอมิโน จำานวนมาก เชื่อมต่อกันเป็นโซ่ยาว โปรตีน แต่ละชนิด แตกต่างกันขึ้นอยู่กับโครงสร้าง ในการ เรียงลำาดับและสัดส่วนที่กรดแอ มิโนมารวมตัว กัน 5. กรดนิวคลิอิกเป็นสารชีว โมเลกุลที่สำาคัญอีก ชนิดหนึง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ ่ กรดดีออกซี ไรโบนิวคลิอิก (DNA) ทำาหน้าที่ เป็นสาร พันธุกรรม และกรดไรโบ นิวคลิอิก (RNA) ทำาหน้าที่ในการสังเคราะห์ โปรตีนภายในเซลล์ ความรู้ข องนัก เรีย นทีน ำา ไป ่ สู่ค วามเข้า ใจทีค งทน ่ นัก เรีย นจะรูว ่า ... ้ 1. คำาสำาคัญ ได้แก่ สารชีวโมเลกุล ไรโบส กลูโคส กาแล็กโทส ฟรักโทส ซูโครส มอลโทส แล็กโทส แป้ง เซลลูโลส ไกลโคเจน ไขมัน นำ้ามัน ไตรกลีเซอไรด์ ปฏิกิริยา อันตรายต่อร่างกายในลักษณะ ใด 7. โปรตีนมีองค์ประกอบและ โครงสร้างในลักษณะ ใด 8. เราทดสอบโปรตีนในอาหาร โดยใช้สารละลาย ชนิดใด 9. กรดนิวคลิอิกประกอบด้วยธาตุ อะไรบ้าง 10. กรดนิวคลิอิกที่พบในเซลล์ ของสิงมีชีวิตคือ ่ อะไร ทัก ษะ/ความสามารถของ นัก เรีย นที่จ ะนำา ไปสูค วาม ่ เข้า ใจทีค งทน นัก เรีย นจะ ่ สามารถ... 1. สังเกตการทดสอบนำ้าตาล โมเลกุลเดี่ยว 2. ทดลองสมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต 3. สังเกตเปรียบเทียบปริมาณกรด ไขมันไม่อิ่มตัว 187
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ไฮโดรจิเนชัน กรดไขมันจำาเป็น คอเลสเตอรอล สะปอนนิฟิเคชัน กรดแอมิโน พันธะเพป ไทด์ การแปร สภาพโปรตีน กรดแอมิโนจำาเป็น คุณค่าทาง ชีววิทยา กรดนิวคลิอิก 2. สารชีวโมเลกุลเป็นสารอินทรีย์ ที่มีธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจนเป็น องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต ไข มัน และโปรตีน ซึ่งมีอยู่ในอาหารที่รับประทาน ในแต่ละวัน 3. คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหาร หลักที่ให้พลังงาน แก่ร่างกาย ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน มีทั้ง โมเลกุลขนาด เล็กที่เรียกว่า มอโนแซ็กคาไรด์ ไดแซ็กคาไรด์ และโมเลกุลขนาดใหญ่ที่เรียก ว่า พอลิแซ็กคาไรด์ 4. มอโนแซ็กคาไรด์หรือนำ้าตาล โมเลกุลเดี่ยว เป็น คาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลเล็ก ที่สุด ร่างกาย ดูดซึมไปใช้ได้ทันที ละลายนำ้า ได้ดี และมีรส หวาน เช่น ไรโบส กลูโคส 5. ไดแซ็กคาไรด์หรือนำ้าตาล โมเลกุลคู่ เป็น คาร์โบไฮเดรตที่ประกอบด้วย ในนำ้ามันพืชกับนำ้ามันสัตว์ 4. สังเกตประโยชน์จากไขมัน 5. สังเกตการทดสอบโปรตีนใน อาหาร 6. สำารวจการเรียงตัวของกรดแอมิ โน 188
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 นำ้าตาลโมเลกุล เดี่ยว 2 โมเลกุลมาเชื่อมต่อกัน ด้วยพันธะเคมี ร่างกายไม่สามารถดูดซึมได้ ทันที ต้องย่อย สลายด้วยเอนไซม์ก่อน เช่น ซูโครส มอลโทส 6. พอลิแซ็กคาไรด์เป็น คาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุล ขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วย หน่วยย่อยของ กลูโคสจำานวนมากเชื่อมต่อกัน ละลายนำ้าได้ ยากหรือไม่ละลายเลย เช่น แป้ง เซลลูโลส 7. ไขมันและนำ้ามันประกอบด้วย คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน ถ้าอยู่ ในสภาพ ของแข็ง ณ อุณหภูมิปกติจะ เรียกว่า ไขหรือ ไขมัน แต่ถ้าอยู่ในสภาพของ ของเหลวจะ เรียกว่า นำ้ามัน ทั้งไขมันและ นำ้ามันเป็น สารประกอบที่เรียกว่า ไตรกลีเซอไรด์ เกิดจาก การรวมตัวกันของกรดไขมันกับ กลีเซอรอล 8. กรดไขมันแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. กรด ไขมันอิ่มตัว มีสมบัติแข็งตัวง่าย มีจุด หลอมเหลวสูง และ 2. กรดไขมัน ไม่อิ่มตัว มีสมบัติแข็งตัวยาก มี จุดหลอมเหลวตำ่า 189
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 9. โปรตีนเป็นสารชีวโมเลกุลที่มี ขนาดใหญ่มาก ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียก ว่า กรดแอมิโน ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยพันธะเพป ไทด์ระหว่างหมู่ คาร์บอกซิลของโมเลกุลหนึ่งกับ หมู่แอมิโนของ อีกโมเลกุลหนึ่ง 10. โปรตีนในธรรมชาติแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1. กรดแอมิโนที่จำาเป็น ร่างกาย สังเคราะห์ ไม่ได้ จำาเป็นต้องได้รับจาก อาหาร และ 2. กรดแอมิโนที่ไม่จำาเป็น ร่างกายสังเคราะห์ ได้ ไม่จำาเป็นต้องได้รับจาก อาหาร 11. กรดนิวคลิอิกเป็นสารชีว โมเลกุลที่สำาคัญอีก ชนิดหนึ่ง แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ กรดดีออกซี ไรโบนิวคลิอิก (DNA) ทำา หน้าที่เป็นสาร พันธุกรรม และกรดไรโบ นิวคลิอิก (RNA) ทำาหน้าที่ในการสังเคราะห์ โปรตีนภายในเซลล์ ขัน ที่ 2 ภาระงานและการประเมิน ผลการเรีย นรูซ ึ่ง เป็น หลัก ้ ้ ฐานที่แ สดงว่า นัก เรีย นมีผ ลการเรีย นรู้ ตามที่ก ำา หนดไว้อ ย่า งแท้จ ริง 190
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 1. ภาระงานที่น ก เรีย นต้อ ง ั ปฏิบ ัต ิ − สังเกตการทดสอบนำ้าตาล โมเลกุลเดี่ยว − ทดลองสมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต − สังเกตเปรียบเทียบปริมาณ กรดไขมัน ไม่อิ่มตัวในนำ้ามันพืชกับนำ้ามัน สัตว์ − สังเกตประโยชน์จากไขมัน − สังเกตการทดสอบโปรตีนใน อาหาร − สำารวจการเรียงตัวของกรดแอ มิโน 2. วิธ ีก ารและเครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย นรู้ ่ วิธ ีก ารประเมิน ผลการเรีย นรู้ เครือ งมือ ประเมิน ผลการเรีย น ่ รู้ − การทดสอบ − แบบทดสอบก่อนเรียนและหลัง − การสนทนาซักถาม เรียน − แบบบันทึกการสนทนา − การวัดเจตคติ − แบบวัดเจตคติทาง − การวัดทักษะ วิทยาศาสตร์และเจตคติ ต่อวิทยาศาสตร์ − การประเมินตนเอง − แบบวัดทักษะ/กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ − แบบประเมินตนเองของ นักเรียน ขัน ที่ 3 แผนการจัด การเรีย นรู้ ้ สารชีว โมเลกุล 10 ชัว โมง ่ − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 คาร์โบไฮเดรต 2 ชัวโมง ่ − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 สมบัติบางประการของคาร์โบไฮเดรต 2 ชั่วโมง 191
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 ไขมันและนำ้ามัน ชั่วโมง − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 21 โปรตีน ชั่วโมง − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 22 โปรตีนในร่างกาย 1 ชัวโมง ่ − แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 23 กรดนิวคลิอิก 1 ชัวโมง ่ 192 2 2 สารชีว โมเลกุล แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 18 คาร์โบไฮเดรต เวลา 2 ชัว โมง ่ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวตและกระบวนการดำารงชีวิต ิ ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4−6 ้ 1. สาระสำา คัญ สารชีวโมเลกุลเป็นสารอินทรีย์ที่มีธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และ ออกซิเจนเป็นองค์ประกอบหลัก ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน และกรดนิวคลิอิก คาร์โบไฮเดรตเป็นสารอาหารหลักที่ให้ พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ประกอบด้วยโมเลกุลขนาดเล็ก ของมอนอแซ็กคาไรด์ (monosaccharide) ที่เชื่อมต่อกันเป็นโมเลกุลที่ ใหญ่ขึ้นคือไดแซ็กคาไรด์ (disaccharide) และ พอลิแซ็กคาไรด์ (polysaccharide) 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ ทดลองและอธิบายองค์ประกอบ ประโยชน์ และปฏิกิริยาบางชนิด ของคาร์โบไฮเดรต (ว 3.2 ม. 4−6/7) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. บอกชนิด หน้าที่ และแหล่งอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตได้ (K) 2. อธิบายโครงสร้าง สมบัติบางประการของคาร์โบไฮเดรตได้ (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A)
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องคาร์โบไฮเดรตไปใช้ในชีวิตประจำา วันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์ กระบวนการ คาร์โบไฮเดรต เป็นรายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินกิจกรรม 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ ฝึกทักษะ วิทยาศาสตร์ คิด ระหว่างเรียน เป็นรายบุคคล 3. ประเมินทักษะการ 3. ทดสอบก่อนเรียน แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ คาร์โบไฮเดรต − แหล่งอาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรต − องค์ประกอบและโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรต 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนบรรยายเกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรต และเล่า ประสบการณ์ที่เกี่ยวกับแหล่งอาหารที่ให้ คาร์โบไฮเดรตตามที่นักเรียนได้ประสบมา ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรตที่เรียนรู้หรือที่นักเรียน สนใจ สุขศึกษาและพลศึกษา เลือกรับประทานอาหารจากแหล่ง อาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรต เพื่อการเจริญ เติบโตของร่างกาย 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ 193
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ครูดำาเนินการทดสอบก่อนเรียน โดยให้นักเรียนทำาแบบทดสอบ ก่อนเรียน เพื่อตรวจสอบความ พร้อมและพื้นฐานของนักเรียน ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับอาหารเช้าที่นักเรียนรับ ประทานมาจากบ้าน โดยครูตั้ง ประเด็นคำาถามต่อไปนี้ - อาหารเช้าที่นักเรียนรับประทานมีอะไรบ้าง - อาหารเช้าที่รับประทานไปนั้นประกอบด้วยสารอาหาร หลักประเภทใดบ้าง - สารอาหารหลักเหล่านี้รวมเรียกว่าอะไร (สารชีว โมเลกุล) - ถ้าต้องการพลังงานจากอาหารในปริมาณมาก ควรเลือก รับประทานสารอาหารหลัก ที่มีสารชีวโมเลกุลประเภทใด 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ คำาตอบของคำาถาม เพื่อ เชื่อมโยงไปสู่การเรียนรู้เรื่อง คาร์โบไฮเดรต ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาจานข้าวสวย เผือก มันฝรั่ง ผัก และผลไม้มาให้ นักเรียนดู และร่วมกันอภิปราย ถึงคาร์โบไฮเดรต โดยครูใช้คำาถามกระตุ้นดังนี้ - อาหารเหล่านี้ประกอบด้วยสารชีวโมเลกุลประเภทใด (คาร์โบไฮเดรต) - นักเรียนคิดว่าคาร์โบไฮเดรตที่พบในอาหารแต่ละชนิดมี ความแตกต่างกันหรือไม่ (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาคาร์โบไฮเดรตจากใบความรู้หรือใน หนังสือเรียน โดยครูช่วยอธิบาย ให้นักเรียนเข้าใจว่า คาร์โบไฮเดรตเป็นสารชีวโมเลกุลที่ประกอบด้วย ธาตุคาร์บอน ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน มีทั้งโมเลกุลเดี่ยวและโมเลกุลคู่ขนาดต่าง ๆ กัน 194
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (2) นักเรียนแบ่งกลุ่มและปฏิบัติ กิจกรรม สังเกตการทดสอบ นำ้าตาลโมเลกุลเดี่ยว ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/กระบวนการสังเกตดังนี้ - ใส่สารละลายเบเนดิกต์ลงในหลอดทดลองขนาดกลาง 5 หลอด หลอดละ 2 ลูกบาศก์เซนติเมตร - เติมสารละลายกลูโคสเข้มข้น 1 โมลต่อลิตร สารละลาย นำ้าตาลทรายเข้มข้น 1 โมลต่อลิตร นำ้าผลไม้ นมสดชนิดจืด และนำ้า กลั่นชนิดละ 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลงในหลอดทดลองที่ 1, 2, 3, 4, และ 5 ตามลำาดับ เขย่าหลอดทดลองให้สารในแต่ละหลอดผสมเป็น เนื้อเดียวกัน สังเกตและบันทึกผลการเปลี่ยนแปลง - ใส่นำ้าลงไปในบีกเกอร์ขนาด 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ประมาณ 125 ลูกบาศก์เซนติเมตร ต้มจนเกือบเดือด แล้วนำาหลอด ทดลองทั้ง 5 หลอดอุ่นในนำ้าร้อนเกือบเดือด ประมาณ 3 นาที สังเกต และบันทึกผลการเปลี่ยนแปลง (3) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่ ได้จากใบงาน 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ - หลังนำาสารละลายไปอุ่นในนำ้าร้อน สารละลายทำา ปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์ให้ผลเหมือนกันหรือไม่ เพราะเหตุใด (ให้ผลไม่เหมือนกัน คือ สารละลายกลูโคสเปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิก ต์เป็นสีส้มแดง มีตะกอนสีแดงอิฐ สารละลายนำ้าตาลทรายเปลี่ยนสีสาร ละลายเบเนดิกต์เป็นสีส้มแดง นำ้าผลไม้เปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกต์ เป็นสีส้ม นมสดชนิดจืดเปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกต์เป็น สีเหลือง และนำ้ากลั่นไม่เปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกต์ ที่เป็นเช่นนี้ เพราะสารละลายที่นำามาทดสอบแต่ละชนิดมีปริมาณมอโนแซ็กคาไรด์ ไม่เท่ากัน) - นักเรียนใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการตัดสินว่าสารละลายที่ นำามาทดสอบเป็นสารละลาย ที่มีนำ้าตาลโมเลกุลเดี่ยว (การเปลี่ยนสีสารละลายเบเนดิกต์จาก สารละลายสีฟ้าเป็นสีส้มแดงและมีตะกอนสีแดงอิฐ) 195
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดยให้ได้ข้อสรุปว่า สารละลาย กลูโคสเป็นนำ้าตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือมอโนแซ็กคาไรด์ 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรตที่มีขนาดโมเลกุล ต่าง ๆ ได้แก่ นำ้าตาลโมเลกุลเดี่ยวหรือมอโนแซ็กคาไรด์ นำ้าตาล โมเลกุลคู่หรือไดแซ็กคาไรด์ และพอลิแซ็กคาไรด์ โดยเน้นให้นักเรียน เข้าใจถึงโครงสร้างของนำ้าตาลแต่ละชนิดและแหล่งอาหารที่พบ นำ้าตาลชนิดต่าง ๆ (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาต่างประเทศ เกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรตจากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษหรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์พร้อมทั้งคำาแปลลง สมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น - คาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายใช้เป็นแหล่งพลังงานมากที่สุด คืออะไร - คาร์โบไฮเดรตมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร ขัน สรุป ้ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับคาร์โบไฮเดรต โดยร่วมกัน เขียนเป็นแผนที่ความคิดหรือ ผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับองค์ ประกอบและโครงสร้างของคาร์โบไฮเดรตจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต 196
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 รวมทั้งนำาข้อมูลที่ค้นคว้าได้มาจัดทำาเป็นรายงาน หรือจัดป้ายนิเทศให้ เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. ข้าวสวย เผือก มันฝรั่ง ผัก และผลไม้ 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. 3. สิ่งที่ไม่ได้ปฏิบัติตาม แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 19 สมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต เวลา 2 ชัว โมง ่ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวตและกระบวนการดำารงชีวิต ิ ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4−6 ้ 1. สาระสำา คัญ คาร์โบไฮเดรตแต่ละชนิดมีสมบัติที่แตกต่างกัน แม้จะประกอบ ด้วยโมเลกุลของกลูโคสเหมือนกัน เนื่องจากการรวมตัวหรือโครงสร้าง ของโมเลกุลต่างกัน 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ ทดลองและอธิบายองค์ประกอบ ประโยชน์ และปฏิกิริยาบางชนิด ของคาร์โบไฮเดรต (ว 3.2 ม. 4−6/7) 197
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. ทดลองเกี่ยวกับสมบัติบางประการของคาร์โบไฮเดรตได้ (K) 2. เห็นความสำาคัญของคาร์โบไฮเดรตที่มีผลทำาให้ร่างกายเจริญ เติบโต และเลือกบริโภคอาหาร ได้อย่างเหมาะสม (K) 3. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 4. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 5. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 6. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องสมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรตไปใช้ในชีวิตประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์ กระบวนการ สมบัติบางประการ เป็นรายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ ของ 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ คาร์โบไฮเดรต วิทยาศาสตร์ คิด 2. ประเมินกิจกรรม เป็นรายบุคคล 3. ประเมินทักษะการ ฝึกทักษะ แก้ปัญหา ระหว่างเรียน 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ 1. สมบัติบางประการของคาร์โบไฮเดรต 2. บทบาทและหน้าที่ของคาร์โบไฮเดรต 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนบรรยายเกี่ยวกับสมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต และเล่าประสบการณ์ที่เกี่ยว กับบทบาทและหน้าที่ของคาร์โบไฮเดรตตาม ที่นักเรียนได้ประสบมา 198
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับสมบัติบางประการของคาร์โบไฮเดรต ที่เรียนรู้หรือที่นักเรียนสนใจ สุขศึกษาและพลศึกษา เลือกรับประทานอาหารจากแหล่ง อาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรต เพื่อการเจริญ เติบโตของร่างกาย 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูทบทวนความรู้เดิมเรื่องคาร์โบไฮเดรตที่ได้เรียนรู้ผ่านมา แล้ว โดยครูใช้คำาถามกระตุ้น ดังนี้ - คาร์โบไฮเดรตที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่มากและมีสูตร โครงสร้างที่ซับซ้อนคืออะไร (พอลิแซ็กคาไรด์) - พอลิแซ็กคาไรด์แบ่งเป็นกี่ชนิด อะไรบ้าง 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง สมบัติบางประการของคาร์โบไฮเดรต ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำานำ้าตาลกลูโคส นำ้าตาลซูโครส แป้งมัน และสำาลีมา ให้นักเรียนดู จากนั้นครูตั้ง ประเด็นคำาถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายดังนี้ - สิ่งเหล่านี้จัดเป็นคาร์โบไฮเดรตหรือไม่ - ถ้าสิ่งเหล่านี้เป็นคาร์โบไฮเดรต นักเรียนคิดว่า คาร์โบไฮเดรตเหล่านี้มีสมบัติแตกต่าง กันหรือไม่ นักเรียนจะทดสอบโดยวิธีใด (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาสมบัติบางประการของคาร์โบไฮเดรต จากใบความรู้หรือในหนังสือ เรียน โดยครูช่วยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า คาร์โบไฮเดรตแต่ละ ชนิดแม้จะประกอบด้วยโมเลกุลของ กลูโคสเหมือนกัน แต่ก็จะมีสมบัติที่แตกต่างกัน 199
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (2) แบ่งนักเรียนกลุ่มละ 5−6 คน ปฏิบัติ กิจกรรม ทดลอง สมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ดังนี้ ขัน ที่ 1 กำาหนดปัญหา ้ - คาร์โบไฮเดรตแต่ละชนิดมีสมบัติแตกต่างกันหรือไม่ ขัน ที่ 2 กำาหนดสมมุติฐาน ้ - คาร์โบไฮเดรตแต่ละชนิดน่าจะมีสมบัติแตกต่างกัน ขัน ที่ 3 ทดสอบสมมุติฐาน ้ - สังเกตลักษณะภายนอกของนำ้าตาลกลูโคส ซูโครส แป้งมัน และสำาลี แล้วบันทึก ผลการสังเกต - ใส่นำ้าตาลกลูโคส ซูโครส แป้งมัน และสำาลีลงใน หลอดทดลองขนาดกลาง 4 หลอด หลอดละ 0.5 กรัม แล้วเติมนำ้ากลั่นลงไปหลอดละประมาณ 5 ลูกบาศก์เซนติเมตร เขย่าหลอดทดลองแต่ละหลอดเบา ๆ สังเกตและ บันทึกผลการเปลี่ยนแปลง - หยดสารละลายเบเนดิกต์ลงในหลอดทดลองทั้ง 4 หลอด หลอดละ 5 หยด สังเกตและบันทึกผลการเปลี่ยนแปลง - ใส่นำ้าลงไปในบีกเกอร์ขนาด 250 ลูกบาศก์ เซนติเมตร ประมาณ 125 ลูกบาศก์ เซนติเมตร ต้มให้เดือด แล้วนำาหลอดทดลองในขั้นตอนที่ 3 แช่ลงไป ในนำ้าเดือดประมาณ 2 นาที สังเกตและบันทึกผลการเปลี่ยนแปลง - ทำาการทดลองเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 2 แล้วหยด สารละลายไอโอดีนลงในแต่ละ หลอด หลอดละประมาณ 3 หยด เขย่าให้สารในหลอดผสมเข้าด้วย กัน สังเกตและบันทึกผลการเปลี่ยนแปลง - ทำาการทดลองเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 2 เติมสารละลา ยกรดไฮโดรคลอริกลงไป หลอดละ 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร นำาไปต้มในนำ้าเดือดประมาณ 15 นาที ทิ้งให้เย็น ทำาให้เป็นกลางโดยการหยดสารละลายโซเดียมไฮดร อกไซด์ลงไปในหลอดทดลองทีละหยด และทดสอบความเป็นกลางด้วย กระดาษลิตมัส แล้วแบ่งสารละลายทั้ง 4 หลอด ออกเป็นหลอดละ 2 ส่วนเท่า ๆ กัน ส่วนที่ 1 ทดสอบกับสารละลายเบเนดิกต์ และส่วนที่ 2 ทดสอบกับสารละลายไอโอดีน สังเกตและบันทึกผลการเปลี่ยนแปลง ขัน ที่ 4 วิเคราะห์ผลการทดลอง ้ - แปลความหมายข้อมูลที่ได้จากการบันทึกผลการทดลอง 200
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 - นำาข้อมูลที่ได้มาพิจารณาเพื่ออธิบายว่าเป็นไปตามที่ นักเรียนตั้งสมมุติฐานหรือไม่ ขัน ที่ 5 สรุปผลการทดลอง ้ - นักเรียนร่วมกันสรุปผลการทดลอง แล้วเขียนเป็น รายงานสรุปผลการทดลองส่งครู 3) ขัน อธิบ ายและลงข้อ สรุป ้ (1) นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนกลุ่มนำาเสนอผลการปฏิบัติ กิจกรรมหน้าชั้นเรียน (2) นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายและหาข้อสรุปจากการ ปฏิบัติกิจกรรม โดยใช้แนว คำาถามต่อไปนี้ - นำ้าตาลกลูโคสเหมือนหรือแตกต่างจากนำ้าตาลซูโครส ในเรื่องใด (นำ้าตาลกลูโคสและนำ้าตาลซูโครส เป็นคาร์โบไฮเดรต เหมือนกัน แต่นำ้าตาลกลูโคสเป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทมอโนแซ็กคา ไรด์ ส่วนนำ้าตาลซูโครสเป็นคาร์โบไฮเดรตประเภทไดแซ็กคาไรด์) - ก่อนเติมกรดไฮโดรคลอริก แป้งมันและสำาลีสามารถทำา ปฏิกิริยากับสารละลาย ไอโอดีนได้หรือไม่ (ก่อนเติมกรดไฮโดรคลอริก แป้งมันจะเปลี่ยน สารละลายไอโอดีนเป็นตะกอนสีนำ้าเงินเข้มหรือม่วงดำาได้ ส่วนสำาลีไม่ ทำาปฏิกิริยากับสารละลายไอโอดีน) - เพราะเหตุใดหลังเติมกรดไฮโดรคลอริก แป้งมันจึงไม่ เกิดปฏิกิริยากับสารละลายไอโอดีน (เพราะกรดไฮโดรคลอริกสามารถ ย่อยแป้งมันเป็นนำ้าตาลโมเลกุลเดี่ยวได้) - นำ้าตาลซูโครสก่อนเติมกรดไฮโดรคลอริกสามารถเปลี่ยน สีสารละลายเบเนดิกต์ได้ หรือไม่ ลักษณะใด (นำ้าตาลซูโครสสามารถเปลี่ยนสีสารละลายเบเน ดิกต์ได้เป็นสีเขียว สีเหลือง และตะกอนสีส้มแดง แต่ช้ากว่ากลูโคส เพราะนำ้าตาลซูโครสเป็นนำ้าตาลโมเลกุลคู่ ต้องย่อยสลายเป็นนำ้าตาล โมเลกุลเดี่ยวก่อน) - ลักษณะภายนอกของนำ้าตาลกลูโคสและนำ้าตาลซูโครส เหมือนหรือแตกต่างกันในลักษณะใด นักเรียนจะมีวิธีการทดสอบเพื่อ แยกความแตกต่างได้โดยวิธีใด (นำ้าตาลกลูโคสและนำ้าตาลซูโครสมี ลักษณะภายนอกเป็นผลึกสีขาวเหมือนกัน สามารถแยกความแตกต่าง ของนำ้าตาลทั้ง 2 ชนิดได้จากเวลาที่ใช้ในการเกิดปฏิกิริยากับสารละ ลายเบเนดิกต์ โดยนำ้าตาลซูโครสจะเกิดปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิก ต์ได้ช้ากว่านำ้าตาลกลูโคส) 201
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 (3) นักเรียนและครูร่วมกันสรุปผลจากการปฏิบัติกิจกรรม โดย ให้ได้ข้อสรุปว่า 1) นำ้าตาลกลูโคสและนำ้าตาลซูโครสมีสมบัติสามารถ ละลายในนำ้าได้ดี ทำาปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์ได้ 2) แป้งมัน และสำาลีมีสมบัติไม่ละลายนำ้า ไม่ทำาปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกต์ แต่ หลังต้มกับกรดไฮโดรคลอริกแล้ว แป้งมันจะเปลี่ยนสีสารละลายเบเน ดิกต์ได้ และเมื่อนำาไปทดสอบกับสารละลายไอโอดีน พบว่านำ้าแป้งที่ไม่ นำาไปต้มกับกรดไฮโดรคลอริกเท่านั้นที่เกิดปฏิกิริยากับสารละลาย ไอโอดีน 4) ขัน ขยายความรู้ ้ (1) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ของ คาร์โบไฮเดรต โดยเน้นให้นักเรียนเข้าใจถึงความสำาคัญของ คาร์โบไฮเดรตต่อร่างกาย (2) นักเรียนค้นคว้าบทความหรือคำาศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับ สมบัติบางประการของคาร์โบไฮเดรตจากหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ หรืออินเทอร์เน็ต และนำาเสนอให้เพื่อนในห้องฟัง รวบรวมคำาศัพท์ พร้อมทั้งคำาแปลลงสมุดส่งครู 5) ขัน ประเมิน ้ (1) ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่าจากหัวข้อที่เรียนมา และการปฏิบัติกิจกรรม มีจุด ใดบ้างที่ยังไม่เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้ นักเรียนเข้าใจ (2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหา หรืออุปสรรคใด และได้มี การแก้ไขอย่างไรบ้าง (3) นักเรียนและครูร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติ กิจกรรม และการนำาความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ (4) ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบ คำาถาม เช่น - คาร์โบไฮเดรตแต่ละประเภทมีสมบัติแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด - คาร์โบไฮเดรตมีบทบาทหน้าที่ที่สำาคัญต่อร่างกายใน ลักษณะใด ขัน สรุป ้ นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรต โดยร่วมกันเขียน 202
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 เป็นแผนที่ความคิดหรือผังมโนทัศน์ 8. กิจ กรรมเสนอแนะ ให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสมบัติบางประการของ คาร์โบไฮเดรตจากหนังสือ วารสาร สารานุกรมวิทยาศาสตร์ สารานุกรมสำาหรับเยาวชน และอินเทอร์เน็ต รวมทั้งนำาข้อมูลที่ค้นคว้า ได้มาจัดทำาเป็นรายงาน หรือจัดป้ายนิเทศให้เพื่อน ๆ ได้ทราบเพื่อแลก เปลี่ยนเรียนรู้กัน 9. สือ /แหล่ง การเรีย นรู้ ่ 1. นำ้าตาลกลูโคส นำ้าตาลซูโครส แป้งมัน และสำาลี 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน สารและสมบัติของสาร ชันมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด ้ 3. สื่อการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร สมบูรณ์แบบ ชัน ้ มัธยมศึกษาปีที่ 4-6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 4. แบบฝึกทักษะ สารและสมบัติของสาร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 บริษัท สำานักพิมพ์วัฒนาพานิช จำากัด 10. บัน ทึก หลัง การจัด การเรีย นรู้ 1. ความสำาเร็จในการจัดการเรียน รู้.................................................................... แนวทางการ พัฒนา.............................................................................. ........ 2. ปัญหา/อุปสรรคในการจัดการเรียน รู้............................................................. แนวทาง แก้ไข................................................................................ .............. 203
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 แผนการจัด การเรีย นรู้ท ี่ 20 ไขมันและนำ้ามัน เวลา 2 ชัว โมง ่ สาระที่ 1 สิ่งมีชีวตและกระบวนการดำารงชีวิต ิ ชัน มัธ ยมศึก ษาปีท ี่ 4−6 ้ 1. สาระสำา คัญ ไขมันประกอบด้วยกรดไขมัน (fatty acid) ที่เชื่อมต่อกันกับ โมเลกุลของกลีเซอรอล (glycerol) ด้วยพันธะเคมี กรดไขมันอิ่มตัวและ ไม่อิ่มตัวแตกต่างกันตรงพันธะเคมีที่เชื่อมต่อกัน ทำาให้กรดไขมันอิ่มตัว ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นของแข็ง และกรดไขมันไม่อิ่มตัวมีสภาพเป็น ของเหลว เราสามารถนำาไขมันและนำ้ามันไปใช้ประโยชน์ในเชิง อุตสาหกรรมได้มากมาย นอกจากนี้ไขมันและนำ้ามันยังมีบทบาทหน้าที่ ที่สำาคัญต่อร่างกายหลายประการ 2. ตัว ชีว ด ช่ว งชัน ้ ั ้ ทดลองและอธิบายองค์ประกอบ ประโยชน์ และปฏิกิริยาบางชนิด ของไขมันและนำ้ามัน (ว 3.2 ม. 4−6/8) 3. จุด ประสงค์ก ารเรีย นรู้ 1. บอกชนิด หน้าที่ และแหล่งอาหารที่มีไขมันและนำ้ามันได้ (K) 2. อธิบายโครงสร้าง สมบัติบางประการของไขมันและนำ้ามันได้ (K) 3. ทดสอบสมบัติบางประการของไขมันและนำ้ามันได้ (K) 4. เห็นความสำาคัญของไขมันและนำ้ามันที่มีผลทำาให้ร่างกาย เจริญเติบโต และเลือกบริโภค อาหารได้อย่างเหมาะสม (K) 204
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 5. มีความสนใจใฝ่รู้หรืออยากรู้อยากเห็น (A) 6. พอใจในประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (A) 7. ทำางานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ (A) 8. สื่อสารและนำาความรู้เรื่องไขมันและนำ้ามันไปใช้ในชีวิต ประจำาวันได้ (P) 4. การวัด และการประเมิน ผลการเรีย นรู้ ด้า นความรู้ (K) ด้า นคุณ ธรรม ด้า นทัก ษะ/ จริย ธรรม กระบวนการ (P) และเจตคติท าง วิท ยาศาสตร์ (A) 1. ซักถามความรู้ 1. ประเมินเจตคติทาง 1. ประเมินทักษะ/ เรื่อง วิทยาศาสตร์ กระบวนการ ไขมันและนำ้ามัน เป็นรายบุคคล ทางวิทยาศาสตร์ 2. ประเมินกิจกรรม 2. ประเมินเจตคติต่อ 2. ประเมินทักษะการ ฝึกทักษะ วิทยาศาสตร์ คิด ระหว่างเรียน เป็นรายบุคคล 3. ประเมินทักษะการ แก้ปัญหา 4. ประเมินพฤติกรรม ในการ ปฏิบัติกิจกรรมเป็น รายบุคคลหรือราย กลุ่ม 5. สาระการเรีย นรู้ ไขมันและนำ้ามัน - แหล่งอาหารที่ให้ไขมันและนำ้ามัน - องค์ประกอบและโครงสร้างของไขมันและกรดไขมัน - ประโยชน์จากไขมัน - บทบาทและหน้าที่ของไขมันและนำ้ามัน 6. แนวทางบูร ณาการ ภาษาไทย เขียนบรรยายเกี่ยวกับไขมันและนำ้ามัน และ เล่าประสบการณ์ที่เกี่ยวกับไขมันและนำ้ามัน ตามที่นักเรียนได้ประสบมา ภาษาต่างประเทศ ฟัง พูด อ่าน และเขียนคำาศัพท์ภาษา อังกฤษเกี่ยวกับไขมันและ นำ้ามันที่เรียนรู้หรือที่นักเรียนสนใจ 205
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 สุขศึกษาและพลศึกษา เลือกรับประทานอาหารจากแหล่ง อาหารที่ให้ไขมันและนำ้ามัน เพื่อการเจริญ เติบโตของร่างกาย 7. กระบวนการจัด การเรีย นรู้ ขัน นำา เข้า สู่บ ทเรีย น ้ 1) ครูทบทวนความรู้เดิมเรื่องคาร์โบไฮเดรตที่ได้เรียนรู้ผ่านมา แล้ว โดยครูใช้คำาถามกระตุ้น ดังนี้ - ถ้าร่างกายต้องการพลังงานเพื่อทำากิจกรรมในแต่ละวัน ควร บริโภคอาหารที่มีสาร ชีวโมเลกุลประเภทใด - ถ้าร่างกายต้องการทั้งพลังงานและความอบอุ่น ควรบริโภค อาหารที่มีสารชีวโมเลกุลประเภทใด 2) นักเรียนร่วมกันตอบคำาถามและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำา ตอบของคำาถาม เพื่อเชื่อมโยง ไปสู่การเรียนรู้เรื่อง ไขมันและนำ้ามัน ขัน จัด กิจ กรรมการเรีย นรู้ ้ จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่ง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขัน สร้า งความสนใจ ้ (1) ครูนำาภาพชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในสภาพอากาศที่หนาว เย็นมาให้นักเรียนดู จากนั้น ครูตั้งประเด็นคำาถามให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายดังนี้ - ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น ลักษณะนี้ ต้องการอาหารที่มีสาร ชีวโมเลกุลที่ให้ทั้งพลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย นักเรียนคิดว่า อาหารที่คนเหล่านี้ควรเลือก รับประทานน่าจะประกอบด้วยอะไรบ้าง (2) นักเรียนร่วมกันอภิปรายหาคำาตอบเกี่ยวกับคำาถามตาม ความคิดเห็นของแต่ละคน 2) ขัน สำา รวจและค้น หา ้ (1) ให้นักเรียนศึกษาไขมันและนำ้ามันจากใบความรู้หรือใน หนังสือเรียน โดยครูช่วย อธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า ไขมันเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานสูงและ ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเมื่อเทียบ กับสารอาหารประเภทอื่น เกิดจากการรวมตัวของกรดไขมันกับกลีเซ อรอล ซึ่งกรดไขมันในธรรมชาติ 206
    • คู่มือครู แผนการจัดการเรียนรู้ สารและสมบัติของสาร ม. 4−6 207 มี 2 ประเภท คือ กรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันไม่อิ่มตัว พบทั่วไปใน ไข่แดง นำ้ามันพืช นำ้ามันสัตว์ (2) นักเรียนแบ่งกลุ่มและปฏิบัติ กิจกรรม สังเกตเปรียบเทียบ ปริมาณกรดไขมันไม่อิ่มตัว ในนำ้ามันพืชกับนำ้ามันสัตว์ ตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ โดยใช้ทักษะ/ กระบวนการสังเกตดังนี้ - ใส่นำ้ามันถั่วเหลืองปริมาณ 10 ลูกบาศก์เซนติเมตร ลง ในบีกเกอร์ขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร แล้วนำาไปอุ่นให้ร้อน - หยดสารละลายทิงเจอร์ไอโอดีนทีละหยด คนด้วยแท่ง แก้ว รอจนกว่าสีของ ทิงเจอร์ไอโอดีนหายไปแล้วจึงหยดต่อไป สังเกตการเปลี่ยนแปลงจน กระทั่งหยดสุดท้ายสีที่ไม่เป