• Like
ระบบเครือข่ายคอมผิวเตอร์
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

ระบบเครือข่ายคอมผิวเตอร์

  • 1,818 views
Uploaded on

 

More in: Education
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
1,818
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
8
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. ความรู้ท ั่ว ไปเกี่ย วกับเครือ ข่า ยคอมพิว เตอร์
  • 2. ความรู้ท ั่ว ไปเกี่ย วกับ เครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ ระบบเครือข่าย (Network) คือ กลุ่มของเทคโนโลยี (ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ตัวกลาง และอื่นๆ) ที่สามารถเชือมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ่ ทำาให้เครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านันสามารถติดต่อ ้ สื่อสารกัน และเปลี่ยนสารสนเทศระหว่างกัน และใช้ แหล่งข้อมูลร่วมกันแบบเรียลไทม์ (real time) ในปัจจุบันองค์กรบางองค์กรใช้ระบบรวมศูนย์กลาง คือ ใช้เครื่องเมนเฟรมและเครื่องเทอร์มินล แต่ใน ั ขณะเดียวกันระบบธุรกิจและโรงเรียนจำานวนมากได้ เปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์กลางเป็นระบบเครือข่าย
  • 3. ประโยชน์ข องการใช้ร ะบบ เครือ ข่า ย การใช้ง านพร้อ มกัน ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คนใช้โปรแกรม และข้อมูลต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน การใช้อ ุป กรณ์ร อบข้า งร่ว มกัน ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คน ใช้อุปกรณ์ ต่างๆ ในเครือข่ายร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องสแกน เนอร์ เป็นต้น การสือ สารส่ว นบุค คล ่ ระบบเครือข่ายสามารถทำาให้ผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น การสำา รองข้อ มูล ทีง า ยขึ้น ่ ่
  • 4. ชนิด ของเครือ ข่า ยคอมพิว เตอร์ เครือ ข่า ยระยะใกล้ห รือ เครือ ข่า ยแลน แลน คือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในพื้น ที่ใกล้ๆ กัน เช่น ในแผนกเดียวกัน ใน สำานักงาน หรือตึกทำาการเดียวกัน โดยแต่ละ เครื่องสามารถติดต่อสือสารกันได้ ่
  • 5. ชนิด ของเครือ ข่า ยคอมพิว เตอร์ (ต่อ ) เครือข่ายแลนเป็นเครือข่ายสำาคัญที่ปรับเปลี่ยนการ ทำางานภายในสำานักงานให้เป็นระบบสำานักงาน อัตโนมัติ โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการ สื่อสารข้อมูลมาช่วยอำานวยความสะดวก ในการ ทำางานในสำานักงานด้านต่างๆ ได้แก่ - การติดต่อสื่อสารภายในสำานักงาน เช่น การส่ง ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างพนักงาน การนัด หมาย เป็นต้น - การใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน เช่น การใช้แฟ้ม
  • 6. ชนิด ของเครือ ข่า ยคอมพิว เตอร์ (ต่อ ) ชนิด ของเครือ ข่า ยแลน (แบ่งตามการจัดการทรัพยากร ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์)  แบบลูกข่าย/แม่ข่าย (Client/Server) มีแม่ข่าย (Server) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ทมกจะใช้ควบคุม ี่ ั การทำางานในเครือข่ายเป็นผู้ให้บริการแก่คอมพิวเตอร์ลูก ข่าย (Client) ทีเชื่อมต่อในเครือข่ายแลน ่ - แบบแม่ข่ายกำาหนดหน้าทีเฉพาะ (Delicate Server) ่ - แบบแม่ข่ายไม่กำาหนดหน้าทีเฉพาะ (Non delicate ่ server)  แบบเพียร์ทเพียร์ (Peer-to-Peer) ู
  • 7. ชนิด ของเครือ ข่า ยคอมพิว เตอร์ (ต่อ ) เครือ ข่า ยระยะไกลหรือ เครือ ข่า ยแวน แวน คือ ระบบเครือข่ายแลนสองระบบเครือข่ายหรือ มากกว่าเชื่อมต่อกัน โดยส่วนมากจะครอบคลุมพื้นที่ กว้าง ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งมีสำานักงานขนาด ใหญ่ และฝ่ายการผลิตตั้งอยู่ที่เมืองหนึง ฝ่ายการ ่ ตลาดตั้งอยู่อีกเมืองหนึ่ง แต่ละแผนกต้องมีการใช้ ทรัพยากร ข้อมูล และโปรแกรม นอกจากนี้แต่ละ แผนกต้องการใช้ข้อมูลร่วมกับแผนกอื่นด้วย จึงต้องมี การระบบแวน
  • 8. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ การเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบบัส (Bus ่ Network) ใช้สายสัญญาณต่อเชื่อม ซึ่งเรียกว่า “บัส (Bus)” เป็นทางเดินของข้อมูลร่วมกันระหว่าง เครื่องคอมพิวเตอร์โดยสัญญาณจะถูกกระจาย ไปตลอดทั้งเส้นทาง
  • 9. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) ข้อ ดีข องการเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบบัส (Bus ่ Network)  การใช้สายส่งข้อมูลจะใช้สายส่งข้อมูลร่วมกันทำาให้ใช้ สายส่งข้อมูลได้อย่างงเต็มประสิทธิภาพช่วยลดค่าใช้จ่าย ในการติดตั้งและการบำารุง  เครือข่ายแบบบัสมีโครงสร้างทีง่ายและมีความน่าเชื่อถือ ่ เนืองจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว ่  การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายสามารถทำาได้ ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลทีมอยู่แล้วได้ ่ ี
  • 10. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) ข้อ เสีย ของการเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบบัส (Bus ่ Network)  การหาข้อผิดพลาดทำาได้ยาก เนืองจากในเครือข่ายจะ ่ ไม่มศนย์กลางในการควบคุมอยู่ทจุดใดจุดหนึง ดังนันการ ี ู ี่ ่ ้ ตรวจสอบข้อผิดพลาดจึงต้องทำาจากหลาย ๆ จุดในเครือ ข่าย  ในกรณีทเกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำาให้ทง ี่ ั้ เครือข่ายไม่สามารถทำางานได้  เมื่อมีผู้ใช้งานเพิมขึ้นอาจทำาให้เกิดการชนกันของข้อมูล ่ เมือมีการับส่งข้อมูล ่
  • 11. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) การเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบสตาร์ (Star ่ Network) การเชือมต่อเครือข่ายแบบสตาร์ เป็นการเชื่อมต่อ ่ เครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เข้าสูคอมพิวเตอร์ที่เป็น ่ ศูนย์กลางโดยใช้ฮับ (Hub) หรือสวิตช์ (Switch) เป็นจุดเชื่อมต่อและจะเรียกคอมพิวเตอร์ที่เป็น ศูนย์กลางนั้นว่า “โฮสต์คอมพิวเตอร์ (Host Computer)”
  • 12. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) ข้อ ดีข องการเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบสตาร์ ่ (Star Network)  เครือข่ายแบบสตาร์จะมีโฮสต์คอมพิวเตอร์อยู่ ที่จุดเดียวทำาให้ง่ายในการติดตั้งหรือจัดการ กับระบบ  จุดใช้งาน 1 จุด ต่อกับสายส่งข้อมูล 1 เส้น เมื่อเกิดการเสียหายของจุดใช้งานใดในเครือ ข่ายจะไม่สงผลกระทบต่อการทำางานของจุด ่ อื่น ๆ
  • 13. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) ข้อ เสีย ของการเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบ ่ สตาร์ (Star Network)  เนืองจากแต่ละจุดจะต่อโดยตรงกับโฮสต์ ่ คอมพิวเตอร์ ดังนันจึงต้องใช้สายส่งข้อมูล ้ จำานวนมากทำาให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ในการติดตั้งและบำารุงรักษา  การเพิ่มจุดใหม่เข้าในระบบจะต้องเดินสาย จากโฮสต์คอมพิวเตอร์ออกมาส่งผลให้การ ขยายระบบทำาได้ยาก
  • 14. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) การเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบริง (Ring Network) ่ การเชือมต่อเครือข่ายแบบริง มีการต่อเชื่อมกันเป็น ่ วงแหวน (Ring Network) การรับส่งข้อมูลจะเป็น ไปในทิศทางเดียวกัน การติดต่อสื่อสารจะใช้ “โทเค็น (Token)” เป็นสื่อกลางในการติดต่อภายในเครือข่าย
  • 15. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) ข้อ ดีข องการเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบริง (Ring ่ Network)  ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ความยาวของสายส่งข้อมูล จะใกล้เคียงกับแบบบัส แต่จะน้อยกว่าแบบสตาร์ ทำาให้เพิ่มความน่าเชือถือของการส่งข้อมูลได้มาก ่ ขึ้น  เหมาะสำาหรับใช้กับเคเบิลเส้นใยแก้วนำาแสง เนื่องจากจะช่วยให้ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง ข้อมูลในวงแหวนจะเดินทางเดียว ในการส่งแต่ละ
  • 16. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) ข้อ เสีย ของการเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบริง ่ (Ring Network)  การส่งข้อมูลบนวงแหวนจะต้องผ่านทุก ๆ จุดที่อยู่ ในวงแหวน ดังนั้นหากมีจุดใดจุดหนึ่งเสียหาย ทั้ง เครือข่ายก็จะไม่สามารถติดต่อกันได้ จนกว่าจะนำา จุดที่เสียหายออกไป หรือแก้ไขให้ใช้งานได้  ในการตรวจสอบข้อผิดพลาดอาจต้องทดสอบ ระหว่างจุดกับจุดถัดไป เพื่อหาดูว่าจุดใดเสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและเสียเวลามาก
  • 17. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) การเชือ มเครือ ข่า ยแบบผสม (Mesh Network) ่ การเชือมต่อเครือข่ายแบบผสม เป็นเครือข่ายที่ไม่มีรูป ่ แบบที่แน่นอน เครือข่ายแบบผสมนี้จะใช้การผสมรูป แบบการเชื่อมต่อหลาย ๆ แบบเข้าด้วยกัน เช่น ใช้ เครือข่ายแบบบัสผสมกับเครือข่ายแบบสตาร์ เป็นต้น
  • 18. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) การเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบไร้ส าย (Wireless ่ Network) เริ่มแรกนั้นสามารถรับส่งข้อมูลได้ 2 Mbps (Megabits per Second) จนพัฒนาให้สามารถส่ง ข้อมูลได้ 11 Mbps ด้วยราคาที่ถูกลง ทำาให้เครือ ข่ายไร้สายได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งเครือข่ายไร้ สายนี้จะใช้เทคโนโลยีที่สามารถส่งข้อมูลไปบน ความถี่ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ ซึ่งเรียกว่า “Spread Spectrum” โดยข้อมูลที่แยกส่งออกไปนั้น จะประกอบกันเหมือนเดิมที่ ตัวรับสัญญาณ
  • 19. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) การเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบไร้ส าย ่ (Wireless Network)
  • 20. โครงสร้า งของเครือ ข่า ย คอมพิว เตอร์ (ต่อ ) การเชือ มต่อ เครือ ข่า ยแบบไร้ส าย ่ (Wireless Network)
  • 21. อุป กรณ์เ ครือ ข่า ย (Network Devices) อุป กรณ์ท วนสัญ ญาณ (Repeater) อุปกรณ์ทวนสัญญาณทำางานใน Layer ที่ 1 ของ OSI Model เป็นอุปกรณ์ที่ทำาหน้าที่รับสัญญาณ ดิจิตอลเข้ามาแล้วสร้างใหม่ (Regenerate) ให้เป็น เหมือนสัญญาณข้อมูลเดิมที่สงมาจากต้นทาง จากนั้น ่ ค่อยส่งต่อออกไปยังอุปกรณ์ตัวอื่น ทำาให้สามารถส่ง สัญญาณไปได้ไกลขึ้น โดยที่สญญาณไม่สญหาย ั ู
  • 22. อุป กรณ์เ ครือ ข่า ย (Network Devices) (ต่อ ) ฮับ (Hub) Hub ใช้ในการเชือมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย ่ จะมี “พอร์ต (Port)” ใช้เชือมต่อระหว่าง Hub กับ ่ เครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เครือข่ายตัวอื่น ๆ Hub จะทวนสัญญาณและส่งต่อข้อมูลนั้นออกไปที่ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่กับ Hub
  • 23. อุป กรณ์เ ครือ ข่า ย (Network Devices) (ต่อ ) บริด จ์ (Bridge) บริดจ์ ทำางานใน Layer ที่ 2 ของ OSI Mode ใช้ เชือมต่อ Segment ของเครือข่าย 2 Segment หรือ ่ มากกว่าเข้าด้วยกัน โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่ใช้ Data Link Protocol ตัวเดียวกัน และ Network Protocol ตัวเดียวกัน เช่น ต่อ Ethernet LAN (ใช้ Topology แบบบัส และใช้โปรโตคอล Ethernet) 2 Segment เข้าด้วยกัน Bridge สามารถกรองข้อมูลที่จะส่งต่อได้ โดยตรวจ
  • 24. อุป กรณ์เ ครือ ข่า ย (Network Devices) (ต่อ ) เราเตอร์ (Router) เราเตอร์ ทำางานใน Layer ที่ 3 ของ OSI Model ใช้ เชือมต่อเครือข่าย 2 เครือข่ายหรือมากกว่าเข้าด้วย ่ กัน โดยที่เครือข่ายนั้นจะต้องใช้ Network Protocol ตัวเดียวกัน แต่ใช้ Data Link Protocol ต่างกันได้ (ต่อ Ethernet LAN เข้ากับ Token LAN ได้) Router สามารถกรองข้อมูลได้เช่นเดียวกับ Bridge และสามารถหาเส้นทางในการส่งแพ็คเก็ต ข้อมูลไปยังเครื่องปลายทางได้สั้นที่สุดด้วย
  • 25. OSI Model (Open Systems Interconnection Model) หน่วยงานกำาหนดมาตรฐานสากล หรือ ISO ระบุว่าควรแบ่งโปรโตคอลออกเป็น 7 เลเยอร์ (Layer) และในแต่ละเลเยอร์ควรมีหน้าที่อะไร บ้าง ดังนั้นเมื่อบริษัทต่าง ๆ ได้ผลิตโปรโตคอล ใหม่ขึ้นมา ก็ออกแบบให้สอดคล้องกับ OSI Model นี้เพื่อให้สามารถติดต่อสือสารกับระบบ ่ ของต่างบริษัทได้
  • 26. OSI Model (Open Systems Interconnection Model) (ต่อ ) Application Layer ประกอบไปด้วย Application Protocol ต่าง ๆ ทีมผู้นิยมใช้งาน เช่น ่ ี E-mail, File Transfer เป็นต้น Presentation Layer จัดการเกี่ยวกับรูปแบบของข้อมูลโดย การแปลงข้อมูลให้อยูในรูปแบบทีเป็น ่ ่ มาตรฐานที่ทกเครื่องเข้าใจ ุ Session Layer สร้างการเชื่อมต่อเชิงตรรกะระหว่าง เครื่องสองเครือง ทำาการ Synchronize ่ ข้อมูลเพื่อป้องกันปัญหาการเชื่อมต่อ หลุด Transport Layer ตัดข้อมูลออกเป็น segment ตรวจสอบ ความครบถ้วน ให้บริการเรื่องคุณภาพ Network layer แปลงข้อมูลเป็น packet และกำาหนด เส้นทาง Data Link Layer อธิบายการส่งข้อมูลไปบนสื่อกลาง เพิ่ม
  • 27. โปรโตคอล (Protocol) โปรโตคอล คือ ระเบียบวิธีการ กฎ และข้อ กำาหนดต่าง ๆ ใน การติดต่อ สือสารรวมถึง ่ มาตรฐานที่ใช้ เพื่อให้สามารถ ส่งผ่านข้อมูล
  • 28. โปรโตคอล (Protocol) (ต่อ ) TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) โปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ในการสื่อสารระหว่าง เครื่องคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันใช้ระบบปฏิบัติ การที่ต่างกันและอยู่บนเครือข่ายที่ต่างกันให้ สามารถสื่อสารกันผ่านทางเครือข่ายได้โดย TCP/IP จะประกอบไปด้วยโปรโคตอล 2 ตัว TCP (Transmission Control Protocol) และ IP (Internet Protocol)
  • 29. โปรโตคอล (Protocol) (ต่อ ) HTTP (Hyper Text Transfer Protocol) โปรโตคอลที่ใช้ในการส่งเว็บเพจ (Web Page) ที่อยู่ บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์มาให้เครื่องไคลเอ็นท์ที่ทำาการ ร้องขอไปทำาให้ผใช้งานสามารถท่องไปในเว็บไซต์ ู้ ต่าง ๆ ทั่วโลกได้ FTP (File Transfer Protocol ) โปรโตคอลที่ใช้ในการส่งโอนไฟล์ข้อมูลผ่านเครือ ข่ายอินเตอร์โดยจะเรียกการโอนไฟล์จากเครื่อง เซิร์ฟเวอร์มาที่เคลื่อนไคลเอ็นท์ว่า “Download” และ
  • 30. โปรโตคอล (Protocol) (ต่อ ) SMTP (Simple Mail Transport Protocol) โปรโตคอลที่ใช้ในการส่ง E-mail ไปยัง Mailbox ที่จุดหมายปลายทาง POP3 (Post Office Protocol – 3) โปรโตคอลที่ใช้ในการดึง E-mail จาก Maibox ของผู้ให้บริการมาเก็บไว้ที่เครื่อง ตนเองเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการับ E-Mail
  • 31. การประยุก ต์ใ ช้เ ทคโนโลยีก าร สื่อ สารในธุร กิจ Videoconference Voice Mail Fax GPS (Global Positioning System)
  • 32. การประยุก ต์ใ ช้เ ทคโนโลยีก าร สื่อ สารในธุร กิจ (ต่อ ) อิน เตอร์เ น็ต (Internet) อินเตอร์เน็ต คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ มาก ซึ่งเกิดจากการเชือมเครือข่ายย่อย ๆ จำานวนมาก ่ เข้าไว้ด้วยกันทำาให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทั่วโลกไม่ ว่าจะเป็นชนิดใดหรือขนาดใดตาม สามารถส่งผ่าน และแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศซึ่งกันและกันได้ โดยใช้โปรโตคอลเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันเหมือน เส้นใยแมงมุม หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า “เวิลด์ ไวด์เว็บ (World Wide Web: WWW)”
  • 33. INTERNET อินเตอร์เน็ต คืออะไร?  ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มการเชื่อมต่อกัน ี ขนาดใหญ่มาก  ระบบใช้ในการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ทวโลก ั่  เป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลได้ทวโลก ั้ ความเป็นมาของอินเตอร์เน็ต  เกิดจากการทหาร (ARPAnet) กระทรวงกลาโหม ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1992 รัฐบาลสหรัฐได้มี การเปิดให้มการใช้งานอินเตอร์เน็ตในรูปแบบเครือ ี ข่ายสาธารณะ
  • 34. การสื่อสารในอินเตอร์เน็ต S rvrห อ e e รื ISP เค อ รื่ ง ต้ ท ง นา ป า ทง ลย า เค อ รื่ ง ป า ทง ลย า เค อ รื่ ง ป า ทง ลย า
  • 35. บริการที่มีใน INTERNET  E-mail  World Wild Web (WWW)  ค้นหาข้อมูล (Search Engine) เช่น Google , OPAC ของสำานัก หอสมุด  File Transfer Protocol (FTP) บริการดาวโหลดไฟล์ หรืออัพโหลด ไฟล์  Telnet การใช้คอมพิวเตอร์แบบรีโมทต์  Instant Messenger การติดต่อสื่อสารโดยใช้ข้อความรับส่งระหว่าง ผู้ส่งและผู้รับโดยตรง เช่น MSN, Yahoo Messenger เป็นต้น  เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น Twitter, Google+และ Facebook เป็นต้น
  • 36. E-mailบริ(ElectronicsINTERNET การที่มีใน mail)
  • 37. บริการที่มีใน INTERNET WWW (World Wide Web)
  • 38. ค้นหาข้อมูล (Search Engine)http://www.google.comhttp://www.yahoo.comhttp://www.live.com
  • 39. การค้นหาข้อมูลด้วย Google ป้อ นคำา สำา คัญ (keyword) หรือ วลีล งในช่อ งค้น หา ภาษาไทย หรือ อัง กฤษ ก็ไ
  • 40. เทคนิคในการค้นหาใน Google  เลือกหัวข้อค้นหาให้เหมาะสมที่สุด  ถ้าไม่ต้องการให้สิ่งที่ ถ้าใช้ keyword เป็นภาษาอังกฤษ ค้นหาเจอมี keyword ที่  พิมพ์เล็กกับพิมพ์ใหญ่จะมีความ หมายเดียวกัน เช่น ManGo กับ กำาหนด ให้ใส่ mango เครื่องหมายลบ ( - ) ไว้ ถ้ามีคำาสำาคัญที่ต้องการค้นหา ใน หน้า keyword เช่น  ครั้งเดียวกันมากกว่า 1 คำา ให้เว้น ด้วย space มีความหมายเหมือน bass –music และ (and) เช่น integrated mathematical  ข้อมูลจาก  ต้องการค้นหาเฉพาะที่เหมือนกับที่ http://www.google.co. กำาหนดให้ใส่ “ ” ล้อม th/intl/th/help/basics.h keyword tml
  • 41. จริยธรรมในการใช้งานบนระบบอินเทอร์เน็ต  ไม่แอบอ้างข้อมูลของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ควรให้เกียรติแก่เจ้าของข้อมูลโดยการระบุ แหล่งที่มา (URL:Uniform Resource Locator) ของข้อมูลที่นำามาจากอินเทอร์เน็ต  ไม่นำาข้อมูลส่วนตัว ความลับของผูอื่นที่ไม่ได้ ้ รับอนุญาตเผยแพร่หรือส่งต่อไปในระบบ อินเทอร์เน็ต  เมื่อข้อมูลที่สืบค้นได้ในระบบอินเทอร์เน็ตมี ความคุ้มครอง เช่น ลิขสิทธิ์ สิทธิบตร เป็นต้น ั
  • 42. บริการที่มีใน INTERNET FTP (File Transfer Protocol)
  • 43. IM (InstantMessenger) เช่น MSN ของ ไมโครซอฟท์ ายสังคมออนไลน์ เครือข่ Twitter เครือข่ายสังคมออนไลน์ facebook
  • 44. Telnet Pin e
  • 45. สารานุกรมออนไลน์(WIKIPEDIA) http://www.wi kipedia.org
  • 46. บริการที่มีใน INTERNETนต่างๆ ที่สามารถใช้ได้บนระบบอินเทอร์เน็ต เรียกว่า เช่น ไปรษณีย์อิเลคทรอนิกส์ (E-mail) บริการดาวน์โหลด อัพโหลดแฟ้ม ข้อมูล บริการค้นหาข้อมูล กระดานข่าว บริการสนทนาออนไลน์
  • 47. E-Mail จดหมายอีเล็กทรอนิกส์  ย่อมาจาก Electronic Mail  ใช้ในการรับส่งจดหมายผ่านอินเตอร์เน็ต  ต้องมีโปรแกรมรับส่ง อีเมล์ เช่น  Pine,Mail  Eudora, E-mail connection  Microsoft internet mail อยูใน Internet ่ Explorer  Hotmail , Yahoo Mail , Gmail
  • 48. E-Mail จดหมายอีเล็กทรอนิกส์  เป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด  การติดต่อต้องมี E-mail Address เช่น goggig@hotmail.com sunee@chiangmai.ac.th ชื่อสมาชิกอินเตอร์เน็ต @ โดเมนเนม ประเภท ประเทศ
  • 49. E-Mailจดหมายอีเล็กทรอนิกส์  ประเภทของโดเมน  .com องค์กรเอกชน ใช้ com เช่น www.microsoft.com  .edu สถาบันการศึกษาใช้ ac เช่น www.chiangmai.ac.th  .gov องค์กรรัฐใช้ go เช่น www.nectec.go.th  .mil องค์กรทหารใช้ mi เช่น www.navy.mil  .net องค์กรให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ใช้ net
  • 50. E-Mailจดหมายอีเล็กทรอนิกส์  IP Address  IP Address เป็นหมายเลขประจำาตัวของเครื่อง คอมพิวเตอร์  ในการติดต่อระหว่างเครื่องต้องทราบ IP Address เป็นตัวเริ่มต้นและจุดปลายทาง  IP Address ประกอบด้วยเลข 4 ชุด มี จุดคั่น เช่น 100.40.10.4  โดยมีความหมายเช่นเดียวกันกับ Domain name  http://207.68.156.54 = http//:www.microsoft.com
  • 51. World Wild Webเครือข่ายใยแมงมุม บริการใน Internet ที่นำาเสนอข้อมูลคล้ายหน้า กระดาษ สามารถค้นหาข้อมูลได้ เรียกว่า Web page โดยมีหน้าแรกเรียกว่า Home page Web page แต่ละหน้าสามารถเชื่อมโยงหากัน ได้เรียกว่า Link
  • 52. World Wild Webการเชื่อมโยง ลักษณะของการเชื่อมโยง  เชื่อมโยงในหน้าเดียวกัน  เชื่อมโยงต่างหน้า  เชื่อมโยงไปยัง Web site อื่นๆ Web page เขียนโดยภาษา HTML (Hyper Text Markup Language)
  • 53. World Wild Web การเชื่อมโยง ตัวอย่าง ภาษา HTML บน เว็บ INTERNET 53
  • 54. World Wild WebURL ไฟล์โค๊ดถูกเก็บใน Web Server และ ถูกเรียก ใช้โดย Browser เช่น Internet Explorer (IE), Firefox, Chrome, Safari URL (Uniform Resource Locator) รูปแบบ มาตราฐานเพื่อ การเรียกใช้บริการอินเตอร์เน็ต โดยผูใช้ไม่จำาเป็นต้องใส่ path และ ชื่อไฟล์ ้ ข้อมูลก็จะปรากฏขึ้นมาที่ Browser ให้ทันที เช่น http://www.science.cmu.ac.th
  • 55. World Wild Web รูปแบบของ URL  Protocal://host.domain/path/file  protocolหมายถึง ข้อตกลงในการสื่อสารกันใน ระบบอินเทอร์เน็ต โปรโตคอลทีเรียกในอินเตอร์เน็ต เช่น ่  http://Hyper Text Transfer Protocol เป็นโปรโตคอลใช้เรียกบริการWeb site  ftp:// File Transfer Protocol เป็น โปรโตคอลใช้เรียกบริการ FTP  news:// NNTP เป็นโปรโตคอลใช้เรียก บริการ UseNet News group  gopher:// เป็นโปรโตคอลใช้เรียกบริการ
  • 56. World Wild Webรูปแบบของ URL  Host หมายถึงชือโฮสต์ที่ใช้บริการ ่  Domain หมายถึงโดเมนเนม  path หมายถึง เส้นทางที่เก็บไฟล์ในโฮสต์ ส่วนใหญ่เก็บ ในลักษณะของไดเรค ทอรี  file ชือ แฟ้มข้อมูลหรือ ไฟล์ ่
  • 57. ตัวอย่าง World Wild Web วพบ.นพรัต น์ว ชิร ะ  http://www.bcnnv.ac.th สารสนเทศห้อ งสมุด  http://library.bcnnv.ac.th/
  • 58. File Transfer Protocolบริการอัพโหลดและดาวน์โหลดไฟล์การดาวน์โ หลด (Download)  หมายถึงการทำาสำาเนาไฟล์จากเครื่อง คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นมาไว้ที่เครื่องของเรา หากทำาตรงกันข้างเรียกว่า Upload  การเรียกใช้บริการ FTP ให้พมพ์ ftp:// ตาม ิ ด้วยชื่อของ FTP site หรือ FTP server เช่น ftp://mail.cm.edu  FTP site มี 2 แบบ คือ Anonymous FTP และ Private FTP  โปรแกรมทีใช้ Download เช่น Cute FTP, ่ WS_FTP หรือ FTP ทีอยูใน บราวเซอร์ ่ ่
  • 59. บริการอัพโหลดและดาวน์โหลดไฟล์INTERNET59
  • 60. File Transfer Protocolบริการดาวน์โหลดไฟล์ วิธการดาวน์โหลด ทำาได้ 2 แบบ คือ ี  ดาวน์โหลดผ่าน เว็บ เช่น ดาวน์โหลดโปรแกรม WS_FTP จาก www.ws_ftp.com มาเก็บไว้ใน Desktop แล้วทำาการติดตั้ง  ดาวน์โหลดผ่านโปรแกรมโอนไฟล์โดยตรง เช่น WS_FTP หรือ Cute FTP  การใช้โปรแกรมโดยตรงสามารถทำาการ Upload และ Download ได้
  • 61. File Transfer Protocolบริการอัพโหลดไฟล์ การอัพ โหลด ( Upload) เป็นการนำาไฟล์จากเครื่อง client ไปไว้บน Server  การ Upload เว็บไซต์ของเราขึ้นไว้บน Server ถือ เป็นการ public เว็บให้แพร่หลาย Internet Ser clie dat ver nt Computer a
  • 62. Telnetการใช้คอมพิวเตอร์ระยะไกล หมาย ความว่าผูใช้สามารถใช้ Server ตัวใดๆ ้ ในโลกที่เชือมกับอินเตอร์เน็ต ่ โดย Server ดังกล่าวต้องอนุญาติให้คุณใช้ คือ ผูใช้ต้องมีบัญชีและรหัสผ่านนั่นเอง ้ บริการ Telnet สามารถสัง Server ให้ทำางาน ่ ได้ เช่น รันโปรแกรมหรือ คอม ไพล์โปรแกรม
  • 63. ข้อแนะนำาในการใช้งานบนระบบอินเทอร์เน็ต รหัสผ่าน: การป้องกันด่านแรก เชือมต่อเครือข่ายสังคมอย่างปลอดภัย ่ ใช้อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย
  • 64. จบการเรียนรู้เรื่องเครือข่ายอินเทอร์เน็ตและ เวิล์ดไวด์เว็บ คำาถาม ??? ข้อสงสัย ???