ประวัติว่ายน้าสากล
กีฬาว่ายน้า (Swimming) ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะมนุษย์สามารถว่ายน้าได้ตั้งแต่สมัยดึกดา
บรรพ์ โดยเฉพา...
ประชาชนชาวโลกได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการว่ายน้าเพิ่มมากขึ้น เมื่อเรือเอก Mathew Webb ได้ว่าย
น้าข้ามช่องแคบอังกฤษจากเมืองโด...
น้าวิสุทธารามย์) และสมาคมว่ายน้าสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ว่ายน้า
แห่งเอเชียในปี พ.ศ. 2509
ใน...
หัวหน้ากรรมการดูการกลับตัว (อยู่คนละด้านของสระ) 2 คน
กรรมการดูการกลับตัว (อยู่คนละด้านของสระ) 2 คน
หัวหน้าผู้บันทึก 1 คน
ผ...
- กรรมการดูการฟาวล์ ต้องเป็นผู้เข้าใจในกติกาเป็นอย่างดี และจะต้องช่วยดูการกลับตัวจากผู้ช่วยกรรมการ
กลับตัว และจะต้องทาการบ...
– รอบคัดเลือก ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะต้องแจ้งเวลาว่ายของตนไม่เกิน 12 เดือน ไว้ในใบสมัครใครไม่แจ้ง
ถือว่ามีเวลาช้าที่สุด และอ...
การกลับตัวให้ดาน้าได้ 1 ครั้ง
3.4 การว่ายแบบผีเสื้อ จะต้องคว่าหน้าตลอดระยะทาง ไม่ให้ม้วนตัวหงายกลับในการกลับตัว แขนทั้ง 2
...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

ประวัติว่ายน้ำสากล

4,026 views
3,909 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
4,026
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
35
Actions
Shares
0
Downloads
21
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ประวัติว่ายน้ำสากล

  1. 1. ประวัติว่ายน้าสากล กีฬาว่ายน้า (Swimming) ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง เพราะมนุษย์สามารถว่ายน้าได้ตั้งแต่สมัยดึกดา บรรพ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ที่ตั้งภูมิลาเนาอยู่ตามชายทะเล แม่น้า ลาคลอง และที่ราบลุ่มต่างๆ เช่น พวก เอสซีเรีย อียิปต์ กรีก และโรมัน มีการฝึกหัดว่ายน้ากันมาตั้งแต่ก่อนคริสตกาล เพราะมีผู้พบภาพวาดเกี่ยวกับ การว่ายน้าในถ้าบนภูเขาแถบทะเลทรายลิบยาน การว่ายน้าในสมัยนั้นเพียงเพื่อให้สามารถว่ายน้าข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามได้หรือเมื่อเกิดอุทกภัยน้าท่วม ป่าและที่อยู่อาศัยก็สามารถพาตัวไปในที่น้าท่วมไม่ถึงได้อย่างปลอดภัย การว่ายน้าได้มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน แต่มีหลักฐานบันทึกไว้ไม่นานนัก Ralph Thomas ให้ชื่อแบบว่ายน้าที่มนุษย์ใช้ว่ายกันมาตั้งแต่เดิมว่า ฮิวแมน สโตร์ก (Human stroke) นอกจากนี้พวก ชนชาติสลาฟและพวกสแกนดิเนเวียรู้จักการว่ายน้าอีกแบบหนึ่ง โดยใช้เท้าเคลื่อนไหวในน้าคล้ายกบว่ายน้า หรือที่เรียกว่าฟล็อกคิก (Flogkick) แต่วิธีการเคลื่อนไหวของท่าแบบนี้จะทาให้ว่ายน้าได้ไม่เร็วนัก การแข่งขันว่ายน้าครั้งแรกได้จัดขึ้น วูลวิช บาร์ท (Woolwich Baths) ใกล้กับกรุงลอนดอน ประเทศ อังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2416 การแข่งขันครั้งนั้นมีการแข่งขันเพียงแบบเดียวคือ แบบฟรีสไตล์ (Free style) โดยผู้ ว่ายน้าแต่ละคนจะว่ายแบบใดก็ได้ในการแข่งขันครั้งนี้ J. Arhur Trudgen เป็นผู้ได้รับชัยชนะ โดยเขาได้ว่าย แบบเดียวกับพวกอินเดียแดงในอเมริกาใต้คือแบบยกแขนกลับเหนือน้า ซึ่งเป็นวิธีการว่ายน้าของเขาได้ กลายเป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากจนได้ชื่อว่า ท่าว่ายน้าแบบทรัดเจน (Trudgen stroke)
  2. 2. ประชาชนชาวโลกได้ให้ความสนใจเกี่ยวกับการว่ายน้าเพิ่มมากขึ้น เมื่อเรือเอก Mathew Webb ได้ว่าย น้าข้ามช่องแคบอังกฤษจากเมืองโดเวอร์ คาเลียส เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2418 โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 21 ชั่วโมง 45 นาที ด้วยการว่ายแบบกบ (Breast stroke) ข่าวความสาเร็จอันนี้ได้สร้างความพิศวงและตื่นเต้นไปทั่วโลก ต่อมาเด็กชาวอเมริกันชื่อ Gertude Ederle ได้ว่ายน้าข้ามช่องแคบอังกฤษ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2469 ทา เวลาได้14 ชั่วโมง 31 นาที โดยว่ายน้าแบบท่าวัดวา (Crawa stroke) จะเห็นได้ว่าในชั่วระยะเวลา 50 ปี การว่ายน้าได้วิวัฒนาการก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก ถ้าหากได้พิจารณาถึงเวลาของคนทั้งสองที่ทาได้ แบบและวิธีว่ายน้าได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความเร็วขึ้นเสมอ ในบรรดานักว่ายน้าทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวแลนเคเชียร์และออสเตรเลีย ได้ดัดแปลงวิธีว่ายน้าแบบทรัดเจน ซึ่งก็ได้รับผลดีใน เวลาต่อมา กล่าวคือ Barney Kieran ชาวออสเตรเลียและ T. S. Battersby ชาวอังกฤษ ได้ว่ายน้าแบบที่ ปรับปรุงมาจากทรัดเจน เป็นผู้ครองตาแหน่งชนะเลิศของโลกเมื่อปี พ.ศ. 2449-2415 Alex Wickham ชาวเกาะโซโลมอนเป็นผู้ริเริ่มการว่ายน้าแบบท่าวัดวาและเป็นผู้ครองตาแหน่งชนะเลิศ ของโลก ระยะทาง 50 หลา เขาได้กล่าวว่าเด็กโซโลมอนทุกคนว่ายน้าแบบนี้ทั้งนั้น ต่อมาท่าว่ายน้าแบบวัด วาจึงเป็นที่นิยมฝึกหัดกันโดยทั่วไป กีฬาว่ายน้าได้จัดเข้าไว้ในการแข่งขันโอลิมปิกเมื่อปี พ.ศ. 2436 และได้จัดการแข่งขันมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุดังกล่าวกีฬาว่ายน้าก็ได้รับความสนใจจากคนทั่วไป และถือเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันกีฬา โอลิมปิก มีการพัฒนากีฬาว่ายน้าให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นเป็นลาดับ โดยมีผู้คิดแบบและประเภทของการว่ายน้าเพื่อ ความสนุกสนาน และความตื่นเต้นในการแข่งขันมากขึ้น ประวัติกีฬาว่ายน้าในประเทศไทย สมาคมว่ายน้าสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้จดทะเบียนสมาคมต่อกรมตารวจเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2502 ผู้ดารงตาแหน่งนายกสมาคมว่ายน้าฯคนแรกคือ พลเรือโท สวัสดิ์ ภูติอนันต์ ร.น. ในปีเดียวกันนี้ สมาคมว่ายน้าฯได้เข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ว่ายน้านานาชาติในปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลได้อนุมัติเงิน งบประมาณจานวน 10 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างสระว่ายน้ามาตรฐานขนาดความยาว 50 เมตร กว้าง 25 เมตร พร้อมทั้งที่กระโดดน้า และอัฒจันทร์คนดูจานวน 5,000 ที่นั่ง ณ บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ และเปิดใช้ใน การแข่งขัน เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2506 เรียกว่า สระว่ายน้าโอลิมปิก (ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นสระว่าย
  3. 3. น้าวิสุทธารามย์) และสมาคมว่ายน้าสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์ว่ายน้า แห่งเอเชียในปี พ.ศ. 2509 ในปี พ.ศ. 2548 สมาคมว่ายน้าสมัครเล่นแห่งประเทศไทยเปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมว่ายน้าแห่งประเทศไทย” ชื่อย่อ ส.ว.ท. ชื่อภาษาอังกฤษ THAILAND SWIMMING ASSOCIATION ชื่อย่อ AST สมาคมว่ายน้า แห่งประเทศไทย ( ส.ว.ท. ) เป็นผู้ส่งเสริมสนับสนุนการเล่นกีฬาว่ายน้า กระโดดน้า โปโลน้า และระบาใต้ น้า ปัจจุบันกีฬาว่ายน้าในประเทศไทยได้รับความสนใจจากประชาชนมากยิ่งขึ้น ประกอบกับ กระทรวงศึกษาธิการได้บรรจุกีฬาว่ายน้าไว้ในหลักสูตรเกือบทุกระดับ มีการจัดกิจกรรมการแข่งขันตลอด ทั้งปี บรรจุลงในการแข่งขันระดับประเทศ คือ กีฬานักเรียนนักศึกษาแห่งชาติ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ กีฬา แห่งชาติ กีฬาชิงแชมป์ ประเทศไทยทั้งสระ 50 เมตร สระ 25 เมตร ส่วนระดับนาๆชาติก็มีการจัดการแข่งขันในระดับ ซีเกมส์ เอเชียเกมส์ โอลิมปิค ชิงแชมป์ โลกทั้งสระ 50 เมตร สระ 25 เมตร ระดับเยาวชนก็มีรายการซีเอจกรุ๊ป เอเชียเอจกรุ๊ป กีฬาว่ายน้านักเรียนอาเซียนเป็นต้น กติกาการแข่งขันว่ายน้า การตัดสิน ลาดับที่ผู้แข่งขันทุกคนจะกาหนดโดยการเปรียบเทียบเวลาที่เป็นทางการของแต่ละคนถ้าเวลาทางการเท่ากัน หลายๆ คน ก็ให้ลาดับที่เท่ากันในรายการนั้นๆ ได้ ผู้ควบคุมการแข่งขัน ผู้ตัดสินชี้ขาด 1 คน กรรมการดูฟาวล์ 4 คน ผู้ปล่อยตัว 2 คน
  4. 4. หัวหน้ากรรมการดูการกลับตัว (อยู่คนละด้านของสระ) 2 คน กรรมการดูการกลับตัว (อยู่คนละด้านของสระ) 2 คน หัวหน้าผู้บันทึก 1 คน ผู้บันทึก 1 คน ผู้รับรายงานตัว 2 คน กรรมการเชือกฟาวล์ 1 คน ผู้ประกาศ 1 คน จากการแข่งขันไม่สามารถใช้อุปกรณ์แบบอัตโนมัติได้จะต้องมีการแต่ตั้งกรรมการเจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้น คือ หัวหน้าผู้จับเวลา 1 คน ผู้จับเวลาลู่ละ 3 คน (กรรมการจับเวลาสารอง 2 คน) หัวหน้าเส้นชัย 1 คน กรรมการเส้นชัย (อย่างน้อย) 1 คน หน้าที่ - ผู้ตัดสินชี้ขาด เป็นผู้ควบคุมและมีอานาจสูงที่สุด โดยจะมอบหมายหน้าที่ และให้คาชี้แนะกับเจ้าหน้าที่ ต่างๆ จะต้องตัดสินปัญหาทุกชนิดการตัดสินขั้นสุดท้ายถือเป็นสิ้นสุดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ - ผู้ปล่อยตัว มีอานาจควบคุมการแข่งขันอย่างเต็มที่ เมื่อได้รับสัญญาณมือจากผู้ตัดสินชี้ขาด การปล่อยตัวแต่ ละรายการผู้ปล่อยตัวจะอยู่หางจากสระ 5 เมตร - ผู้รับรายงานตัว ต้องเตรียมกรอกรายชื่อนักว่ายน้าลงในแบบฟอร์มแต่ละรายการก่อนการแข่งขัน - หัวหน้ากรรมการดูการกลับตัว ดูแลว่าเจ้าหน้าที่ดูการกลับตัวทุกคน ทาหน้าที่ในการแข่งขันเป็นอย่างดี เมื่อ พบเห็นว่ามีการทาผิดกติกาจะต้องแจ้งให้ผู้ตัดสินชี้ขาดทราบทันที่ - กรรมการดูการกลับตัว ต้องดูแลและเตือนเมื่อนักว่ายน้าในลู่ของตนว่ายเข้ามาเหลือระยะทางอีก 5 เมตร
  5. 5. - กรรมการดูการฟาวล์ ต้องเป็นผู้เข้าใจในกติกาเป็นอย่างดี และจะต้องช่วยดูการกลับตัวจากผู้ช่วยกรรมการ กลับตัว และจะต้องทาการบันทึกการทาผิดกติกาของแต่ละลู่ ให้ต่อผู้ตัดสินชี้ขาด - หัวหน้าผู้จับเวลา ต้องเก็บรวบรวมแบบฟอร์มบันทึกเวลาของกรรมการจับเวลาทุกคน ในกรณีที่นาฬิกาจับ เวลาไม่สามารถจับเวลาได้หัวหน้าผู้จับเวลาอาจทาการตรวจสอบนาฬิกาเรือนนั้น - กรรมการจับเวลา นาฬิกา แต่ละเรือนจะต้องได้รับจากคณะกรรมการดาเนินการแข่งขัน จะต้องเดินเวลาเมื่อ มีสัญญาณเริ่ม และต้องหยุดเวลาเมื่อผู้เข้าแข่งขันในลู่ว่ายของเขาได้สิ้นสุดการว่ายที่สมบูรณ์ - หัวหน้ากรรมการเส้นชัย เป็นผู้มอบหมายให้กรรมการเส้นชัยแต่ละคนอยู่ในตาแหน่งที่กาหนดไว้และ กรรมการเส้นชัยจะรวบรวมข้อมูลลาดับที่ให้หัวหน้ากรรมการเส้นชัย หัวหน้ากรรมการเส้นชัยจะต้องนา ส่งผลต่อผู้ตัดสินชี้ขาด และจะต้องบันทึกข้อมูลการแข่งขันที่ใบบันทึกด้วยเครื่องอัตโนมัติ ภายหลังการ แข่งขันแต่ละรายการสิ้นสุด - กรรมการเส้นชัย มีหน้าที่กดปุ่มสัญญาณเท่านั้นจะต้องไม่ทาหน้าที่ก้าวก่ายการจับเวลาในรายการเดียวกัน - เจ้าหน้าที่ควบคุมการแข่งขัน รับผิดชอบตรวจสอบผลการแข่งขัน กรรมการทุกคนจะต้องตัดสินใจด้วยตัว ของตัวเอง นอกเสียจากว่าปัญหานั้นๆ กติกาได้บอกไว้อย่างชัดเจนแล้ว การจับเวลา - ให้มีจุดทศนิยม 2 ตาแหน่ง - ถ้านาฬิกาจับเวลา 2 ใน 3 เรือน เท่ากันให้ใช้การจับเวลานั้น - ถ้านาฬิกาทั้ง 3 เรือนนั้น ไม่ตรงกัน ให้ใช้เวลาของนาฬิกาที่เป็นเวลาที่เป็นทางการ แนะนาการดูว่ายน้า 1. การจัดเข้าลู่ว่ายในรอบคัดเลือกและรอบชิงชนะเลิศ 1.1 การแข่งขันอื่นๆ อาจใช้ระบบจับฉลากเป็นเครื่องกาหนดตาแหน่งลู่ว่ายของผู้เข้าแข่งขันได้ 1.2 ถ้าเป็นการแข่งขันระดับนานาชาติ การจัดเข้าสู่ลู่ว่าย ดังนี้
  6. 6. – รอบคัดเลือก ผู้เข้าแข่งขันทุกคนจะต้องแจ้งเวลาว่ายของตนไม่เกิน 12 เดือน ไว้ในใบสมัครใครไม่แจ้ง ถือว่ามีเวลาช้าที่สุด และอยู่ในลาดับสุดท้ายของบัญชีรายชื่อ ถ้ามีหลายคนให้ตัดสินโดยการจับฉลาก – ถ้ามี 2 ชุด ผู้มีเวลาเร็วที่สุดให้อยู่ในชุดที่ 2 ให้ผู้มีเวลาเร็วคนที่ 2 อยู่ในชุดที่ 1 ผู้มีเวลาเร็วเป็นคนที่ 3 ให้ อยู่ในชุดที่ 2 และผู้มีเวลาเร็วคนที่ 4 อยู่ในชุดที่ 1 สลับไปเรื่อยๆ – ถ้ามี 3 ชุด ผู้มีเวลาเร็วที่สุดอยู่ในชุดที่ 3 ผู้ที่มีเวลาเร็วคนที่ 2 อยู่ในชุดที่ 2 ผู้มีเวลาเร็วคนที่ 3 อยู่ในชุดที่ 1 สลับไปเรื่อย (ชุด 3-2-1) – ถ้ามี 4 ชุด หรือมากกว่า ใน 3 ชุด ให้จัดเหมือนกันกับชุดที่ 3 โดยที่ผู้มีเวลาเร็วที่สุดให้ไปชุดที่ 4 (ชุด 4- 3-2-1) การกาหนดลู่ของการว่าย 50 เมตร ลู่หมายเลข 1 จะอยู่ทางขวาของสระเมื่อยืนหันหน้าไปทางปลาย สระ ผู้มีเวลาเร็วที่สุดจะอยู่กลางสระลู่ที่ 3 หรือ 4 คนที่มีเวลารองลงไปให้อยู่ทาง…มือของคนแรก คนที่มี เวลารองลงไปอีกให้อยู่ทาง…มือของคนแรก สลับกันไปเรื่อยๆ ถ้าเวลาเท่ากันให้จับฉลาก 2. การเริ่มต้นแตกต่างกัน ดังนี้ 2.1 ฟรีสไตล์ , กบ และผีเสื้อ จะต้องเริ่มโดยการกระโดดพุ่งตัวออกจากแท่นกระโดดลงไปในน้า 2.2 กรรเชียง และผลัดผสม จะต้องเริ่มจากในน้า 2.3 การเริ่มต้นที่มีการฟาวล์เกิดขึ้น จะต้องมีเสียงสัญญาณการฟาวล์ และจะต้องปล่อยเชือกฟาวล์ลงไปใน น้าด้วย 3. แบบของการว่าย มีหลายแบบ คือ 3.1 การว่ายแบบฟรีสไตล์ คือการว่ายแบบใดก็ได้ยกเว้นการว่ายแบบเดี่ยวผสม หรือผลัดผสมจะต้องว่าย นอกเหนือจากการว่ายแบบกรรเชียง, กบ หรือผีเสื้อ การกลับตัวก็สามารถที่จะใช้ส่วนหนึ่งส่วนใดแตะขอบ สระได้ 3.2 การว่ายแบบกรรเชียง จะต้องถีบตัวออกในลักษณะนอนหงาย ต้องว่ายในท่านอนหงายตลอดการ แข่งขัน บางส่วนของร่างกายต้องพ้นผิวน้าตลอดการแข่งขัน ยกเว้นเวลากลับตัวจะจมน้าไม่เกิน 15 เมตร เมื่อ กลับตัวแล้วจะต้องมีส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายแตะผนังสระและเข้าเส้นชัยในท่านอนหงาย 3.3 การว่ายแบบกบ จะต้องอยู่ในลักษณะคว่าหน้า แขนทั้ง 2 ข้างจะต้องเคลื่อนไหวไปพร้อมกัน มือทั้ง 2 ต้องพุ้งไปข้างหน้าพร้อมกันส่วนข้อศอกอยู่ใต้ผิวน้าเมื่อดึงมือไปข้างหน้าพร้อมกันจะต้องอยู่ใต้ผิวน้า ขาทั้ง 2 ต้องเคลื่อนที่พร้อมกัน การเตะเท้า เตะไปด้านหลัง การกลับตัว การเข้าเส้นชัยต้องแตะด้วยมือทั้ง 2 ข้าง พร้อมกัน การดึงแขน 1 ครั้ง และการเตะขา 1 ครั้ง จะต้องมีบางส่วนของศีรษะโผล่พ้นระดับให้เห็น ยกเว้น
  7. 7. การกลับตัวให้ดาน้าได้ 1 ครั้ง 3.4 การว่ายแบบผีเสื้อ จะต้องคว่าหน้าตลอดระยะทาง ไม่ให้ม้วนตัวหงายกลับในการกลับตัว แขนทั้ง 2 จะต้องยกเหนือน้าพร้อมๆ กัน การเข้าเส้นชัย และการกลับตัวจะต้องแตะขอบสระด้วยมือทั้ง 2 พร้อมๆ กัน ดึงแขนใต้น้าได้ 1 ครั้งเท่านั้น 3.5 การว่ายแบบผสม 3.5.1 การว่ายแบบเดี่ยวผสม ผู้เข้าแข่งขันจะต้องว่าย 4 แบบ ตามลาดับ ผีเสื้อ, กรรเชียง, กบ, และฟรี สไตล์ 3.5.2 การว่ายแบบผลัดผสม มีผู้เข้าแข่งขัน 4 คน ต้องว่ายคนละ 1 แบบ ตามลาดับ คือ กรรเชียง, กบ, ผีเสื้อ และฟรีสไตล์ 4. การแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องว่ายตลอดระยะทางที่กาหนดไว้ต้องเข้าเส้นชัยตามลู่เดิมที่เขาตั้งต้น การกลับตัวต้อง กระทากับผนังหรือขอบสระเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เดินหรือก้าวที่ก้นสระ ผู้ที่ว่ายเข้าไปในลู่ของคนอื่นจะถูก ปรับให้แพ้การแข่งขันว่ายผลัดจะต้องมีทีมละ 4 คน และถ้าผู้เล่นคนใดกระโดดออกจากแท่นก่อนที่เพื่อน ร่วมทีมจะว่ายเข้ามาแตะผนังสระ จะต้องให้ออกจากการแข่งขัน ยกเว้นขากลับมาแตะอีกครั้งหนึ่ง…… โดย ไม่ต้องขึ้นไปกระโดด ผู้ว่ายผลัดเมื่อว่ายเสร็จแล้ว จะต้องขึ้นจากสระทันที ชนิดของการแข่งขัน (จะมีการบันทึกเป็นสถิติโลก) ฟรีสไตล์ 50, 100, 200, 400, 800 และ 1,500 เมตร กรรเชียง 100 และ 200 เมตร กบ 100 และ 200 เมตร ผีเสื้อ 100 และ 200 เมตร เดี่ยวผสม 200 และ 400 เมตร ผลัดฟรีสไตล์ 4 x 100 และ 4 x 200 เมตร ผลัดผสม 4 x 100 เมตร

×