Mil chap 1 ____ julia nov29

454 views
403 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
454
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
3
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Mil chap 1 ____ julia nov29

  1. 1. ประเมินตัวเองก่ อนเข้ าเรียน หลักสูตรรู้เท่ าทันสือและสารสนเทศสําหรับพ่ อแม่ ผู้ปกครองโปรดทําเครื องหมาย ลงในช่อง ทีตรงกับความเป็ นจริ งของท่านมากทีสุด คําตอบลําดับ ลองประเมินตัวเองเกียวสือและสารสนเทศ ใช่ ไม่ ใช่ ไม่ แน่ ใจ 1 ท่านมักจะเชือ คิด หรื อทําตามทีสือบอกเสมอ 2 ท่านมักจะสอบถาม หรื อตรวจสอบข้ อมูลทีสือบอก เพราะบางที สิงทีสือบอกอาจจะไม่ใช่ หรื อไม่ใช่ทงหมด ฯลฯ ั 3 ท่านรู้ จก หรื อมีความสามารถในการใช้ สือออนไลน์ ั 4 ท่านมักจะเข้ าใจ หรื อสามารถทีจะตีความ หรื อแปลความหมาย / เจตนาต่างๆจากสือหรื อจากการนําเสนอของสือได้ 5 ท่านมีความรู้ / เข้ าใจเกียวกับเทคนิคการสร้ างภาพ การแต่งภาพ การปรับภาพ ฯลฯ ทีสามารถทําได้ ทุกอย่างตามทีสือต้ องการ แม้ บางครังอาจจะไม่จริ งบ้ างก็ตาม ฯลฯ 6 ท่านมีทกษะหรื อมีความรู้ ในการค้ นหาข้ อมูล /สารสนเทศทีท่าน ั ต้ องการได้ 7 ท่านสามารถบอกได้ ว่าสารสนเทศ หรื อข้ อมูลทีสือนําเสนอ เป็ น ข้ อเท็จจริ ง หรื อเป็ นเพียงความคิดเห็น หรื อเป็ นเพียงการชักจูง เพือจุดมุงหมายบางอย่าง ฯลฯ ่ 8 ท่านสามารถแนะนํา /สอน ให้ บุตรหลานรู้ จก หรื อรู้ เท่าทันสือและ ั สารสนเทศได้ อย่างถูกต้ อง/ มันใจ เช่น สอนให้ ร้ ูจกแยกแยะ / ั พิจารณาเนือหาจากสือ หรื อสามารถสอนให้ ลกสามารถค้ นหา ู สารสนเทศ / ข้ อมูลทีลูกต้ องการได้ เป็ นต้ น 9 สือสามารถทําให้ ลกหลานของท่านเปลียนไปได้ ทังด้ านดี หรื อ ู ด้ านไม่ดี
  2. 2. หลักสูตรรู้เท่ าทันสือและสารสนเทศสําหรับพ่ อแม่ ผู้ปกครองคําอธิบายหลักสูตร หลักสูตรรู้เท่าทันสือและสารสนเทศสําหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง เป็ นหลักสูตรการเรี ยนรู้ ตามอัธยาศัยทีเปิ ดโอกาสให้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ได้ เติมเต็มทักษะด้ านการรู้ เท่าทันสือและสารสนเทศ เพือนํ าความรู้ ไปบูรณาการในการแนะนําแนะแนวทางการเปิ ดรับ การบริ โภคสือและสารสนเทศของบุตรหลานทีกําลังตกหลุมพลางของกลุ่มธุรกิ จ ทีใช้ สื อและสารสนเทศเป็ นเครื องมือทางการตลาดโน้ มน้ าว ชักจูงใจเด็กและเยาวชนซึงเป็ นวัย ที ไม่มีวุฒิ ภ าวะโตพอที จะแยกแยะได้ ว่ าเรื องไหนหลอกหรื อ โฆษณาเกิ นจริ ง พ่ อ แม่ผู้ปกครองจึงต้ องมีวิธีจดการกับปั ญหาทีเกิดขึนอย่างจริงจังและรู้ เท่าทัน ับทที 1 การรู้เท่ าทันสือและสารสนเทศ (Media and Information Literacy) วัตถุประสงค์ . เพือให้ เข้ าใจคําจํากัดความและหลักการวิเคราะห์เพือการรู้เท่าทันสือ . เพือให้ เข้ าใจคําจํากัดความและองค์ประกอบสําคัญของการรู้ สารสนเทศ 3. เพือให้ เข้ าใจหลักการวิเคราะห์เพือการรู้ เท่าทันสือและสารสนเทศ กิจกรรม . นําสือมาวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ . วิเคราะห์ปัญหาลูกติดเกมโดยใช้ ทกษะการรู้สารสนเทศ โดยระบุปัญหา สาเหตุ และวิธี ั แก้ ปัญหาด้ วยทักษะการรู้สารสนเทศ ประเด็นทีควรพิจารณา .ความเข้ าใจทีหลากหลายขององค์ประกอบสือ .การใช้ ข้อมูลจากหลายแหล่งและความน่าเชือถือของแหล่งสารสนเทศ 3.การประยุกต์ทกษะการรู้ สารสนเทศในกระบวนการตัดสินใจและการแก้ ปัญหา ั หน่ วยที 1 ความหมาย ความสําคัญของ MIL การรู้ เท่าทันสือและสารสนเทศ (Media and Information Literacy) เป็ นกระบวนการทีประกอบด้ วยหลักการของการรู้ เ ท่าทันสือ(Media Literacy) และการรู้ เท่าทันสารสนเทศ (InformationLiteracy) จากสือเดิม เช่น สือสิงพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ ภาพยนตร์ และสือใหม่ เช่น สือดิจิทล ัอินเทอร์ เน็ต โทรศัพท์มือถือ และสือ Social Network ต่างๆ
  3. 3. การรู้เท่ าทันสือ(Media Literacy) Media Literacy เป็ นคําศัพท์วิชาการด้ านการสือสารมวลชน ทีเกิดขึนในประเทศแคนาดาและใช้ แ พร่ ห ลายกันในประเทศสหรั ฐ อเมริ กา บางประเทศในยุโรปและญี ปุ่ น เป็ นคําเดียวกันกับคํ าว่าmedia studies (ใช้ ในอังกฤษ) media education (ใช้ ในอังกฤษและฝรังเศส) และ media literacy (ใช้ ในอเมริ กา)เป็ นแนวคิดที ได้ รับ การยอมรั บในระดับสากล ดังได้ ระบุไว้ ในยุทธศาสตร์ การดําเนินงานด้ านสือสารมวลชนขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ซึงอยู่ในกรอบแนวคิดเรื อง“การส่งเสริ มเสรี ภาพในการแสดงออกและการเสริ มสร้ างสมรรถนะในการเข้ าถึงข้ อมูลข่าวสารและความรู้ อย่างทัวถึง และเท่าเทียมกัน”โดยมีหลักการหนึงระบุไว้ ว่าด้ วย “การยกระดับการรู้ เท่าทันสือให้ สูงขึน” ส่งผลให้ ประเทศสมาชิกนานาประเทศขององค์การยูเนสโกได้ ขานรับหลักการนี และนําไปขับเคลือนในประเทศของตน สําหรับประเทศไทยนัน ได้ มีการขับเคลือนกระบวนการรู้ เท่าทันสือมาเป็ นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี และยังต้ องการการขับเคลือนต่อไปอย่างไม่หยุดยัง เพือการสร้ างภูมิค้ มกันให้ กบเยาวชนของชาติ ุ ั หลักการวิเคราะห์ เพือการรู้เท่ าทันสือ หลักการสําหรั บการพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสือทีกล่าวมาข้ างต้ นทีว่าด้ วยการเข้ าถึงสือการวิเคราะห์ สือ การประเมินค่าสือ และการสร้ างสรรค์สือ ทักษะเหล่านีคือทักษะทีต้ องใช้ วิเคราะห์ ถึงรายละเอียดในแบบจําลององค์ประกอบของการวิเคราะห์สือ (Key Concept Model of Media Analysis)ดังภาพที 2.1
  4. 4. ผู้ประกอบการสือ (Media Agencies) ประเภทของสือ ภาษาของสือ (Media Categories) (Media Languages) องค์ ประกอบของ การวิเคราะห์ สือ ผู้เปิ ดรับสือ เทคโนโลยีของสือ (Media Audiences) (Media Technologies) การนําเสนอของสือ (Media Representations) ภาพที . แบบจําลององค์ประกอบของการวิเคราะห์สือ (อ้ างจากพรทิพย์ เย็นจะบก,พ.ศ. 2554)แบบจําลององค์ ประกอบของการวิเคราะห์ สือ (Key Concept Model of Media Analysis) แบบจําลององค์ประกอบของการวิเคราะห์สือประกอบด้ วยองค์ประกอบหลักๆทีจะต้ องพิจารณาหรื อวิเคราะห์ประกอบกับ ) ผู้ประกอบการสือ (Media Agencies) ผู้ ป ระกอบการสื อหมายถึ ง เจ้ า ของหรื อ ผู้ ป ระกอบการสื อที มี อ ยู่ ห ลายระดับด้ วยกัน อาจจะเป็ นระดับองค์ กร สถานี หน่วยงานราชการหรื อบริ ษัทเอกชนทีเป็ นเจ้ าของสือ หรื ออาจหมายถึง เจ้ าของคอลัมน์ ผู้อํานวยการผลิ ต ภาพยนตร์ เจ้ าของรายการวิท ยุ เจ้ าของรายการโทรทัศ น์ตลอดจนผู้อุปถัมภ์ รายการที เป็ นผู้กํ าหนดเปาหมาย กํ าหนดนโยบาย กํ าหนดแนวเนื อหาและรู ป แบบ ้รายการ ในการสร้ างสรรค์สอประเภทต่างๆออกมา ื 2) ประเภทสือ (Media Categories) สือมีอยู่หลากหลายประเภทในทีนี สือ หมายถึง สือมวลชนประเภท วิทยุ โทรทัศน์ภาพยนตร์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และอินเทอร์ เน็ต ทีจําแนกตามลักษณะเฉพาะของสือ และในสือแต่ละ
  5. 5. ประเภทเรายัง จํ า แนกตามประเภท รู ป แบบและเนื อหาที สื อนํ า เสนอ เช่ น ในหนัง สื อ พิ ม พ์ แ ต่ล ะฉบับประกอบด้ วยหลายคอลัมน์ เช่น ข่าว บทความ นิยาย รายการโทรทัศน์ก็ประกอบด้ วยรายการหลายรู ปแบบในแต่ละช่วงเวลาต่าง ๆ เป็ นรายการละคร เกมโชว์ ข่าว เป็ นต้ น 3) เทคโนโลยีของสือ (Media Technologies) เทคโนโลยีของสือ หมายถึง องค์ประกอบเชิงวิทยาศาสตร์ ทีใช้ สร้ างสือต่างๆ ขึนเป็ นเครื องมื อ ประกอบการพิ ม พ์ การสร้ างภาพ การบัน ทึ ก ภาพ เสี ย ง ข้ อ ความ กราฟิ ก อาจจะเป็ นเทคโนโลยีง่าย ๆ หรื อมีความสลับซับซ้ อนด้ วยระบบเครื องจักรกล ดิจิตอล คลืนแสง คลืนเสียงในระบบต่างๆ ประกอบกับศิลปะแขนงต่าง ๆ ทีนํามาใช้ อย่างลงตัวในกระบวนการผลิตสือทุกประเภท 4) ภาษาของสือ (Media Languages) สือแต่ละประเภทมีภาษาของตนเอง ผู้เปิ ดรับสือเป็ นผู้ตีความสิงทีสือนําเสนอ สือทีใช้ แต่เสียงอย่างเดียว อย่างวิทยุกระจายเสียงใช้ ภาษาพูดเป็ นหลัก แต่สือสิงพิ มพ์ จะใช้ ภาษาเขียนเป็ นหลัก ในขณะเดียวกัน สิงทีประกอบอยู่ในสือต่างๆ สามารถเป็ นสัญลักษณ์ ทีสือความหมายได้ โครงสร้ างการเล่าเรื อง การดําเนินเรื องของภาพยนตร์ ตางๆ ใช้ การตัดต่อภาพสือความหมายได้ ด้วยเช่นกัน ละครอาจ ่สือ ความดี ความชัว ผ่านตัวละครต่าง ๆ ได้ สิงทีสือด้ วยภาษาใช้ การสร้ างรหัสเพือสือความหมาย แต่ผ้ รับ ูสารจะเป็ นผู้ถอดรหัสและตีความออกมาตามประสบการณ์และความรู้ ของตนเอง 5) ผู้เปิ ดรับสือ (Media Audiences) ผู้เปิ ดรั บสือหมายถึงกลุ่มเปาหมายของสือ ทีอาจเป็ นผู้ชมรายการโทรทัศน์ ผู้ฟัง ้รายการวิทยุ ผู้อ่านหนังสือพิมพ์ กลุ่มเปาหมายของสือแต่ละประเภทแตกต่างกันด้ วย เพศ วัย การศึกษา ้ประสบการณ์ ความชอบ ความสนใจ ทัศนคติ ประเพณี วัฒนธรรม ซึงความหลากหลายเหล่านีจะส่งผลให้การตีความ การรับรู้ และการเข้ าใจภาษาของสือ เนือหาของสือแตกต่างกันออกไปด้ วย ในขณะเดียวกันสือแต่ละประเภทจะมีกลุมเปาหมายเฉพาะของตน แต่ไม่สามารถควบคุมผู้เปิ ดรับคนอืน ๆ ได้ การตีความของ ่ ้ผู้เปิ ดรับสือจึงส่งผลกระทบในวงกว้ างได้ 6) การนําเสนอของสือ (Media Representations) การนําเสนอของสือ หมายรวมถึง การนําเสนอเนือหาในรู ปแบบต่าง ๆ ของสือ ซึงส่ ง ผลต่อ การรั บ รู้ ของผู้ เ ปิ ดรั บ เป็ นอย่ า งยิ ง การนํ า เสนอข่ า วใหญ่ ใ นหน้ า หนึ ง ย่ อ มหมายถึง ข่ า วที มีองค์ ป ระกอบที สํ าคัญ กว่าข่ าวเล็ก ๆ ในหน้ าใน การนํ าเสนอของละครช่วงหลังข่าวกับละครช่ วงเช้ าวันอาทิตย์ทําให้ เห็นคุณค่าความยิงใหญ่ของละครแตกต่างออกไป เทคนิคการนําเสนอเนือหาต่างๆ สามารถทํ า ให้ ผ้ ู รับ เชื อในสิ งที อาจถู กหลอกลวงไปในทางที ผิ ด ได้ หรื อ เทคนิ ค การสร้ างภาพจํ า ลองเหตุก ารณ์ประวัติศาสตร์ ต่าง ๆ ทําให้ คนดูมีส่วนร่ วมรับรู้ ในอดีตของชาติตนได้ ทังนีเป็ นเพราะคําทีว่า “สือทังหมดถูกประกอบสร้ างขึน”
  6. 6. การรู้สารสนเทศ (Information Literacy) การรู้สารสนเทศ(Information Literacy) เป็ นส่วนสําคัญพืนฐานของการเรี ยนรู้ด้วยตนเองและการเรี ยนรู้ ตลอดชี วิต เนืองจากการรู้ สารสนเทศ หมายถึง การรู้ ว่าต้ องการสารสนเทศอะไร เมือไรสารสนเทศนันอยู่ทีใด รู ป แบบใด เมือศึกษา ค้ นคว้ าและอ่านดูแ ล้ วเชื อถื อได้ มากน้ อยเพี ย งใด โดยการสังเคราะห์ก่อนทีจะนํามาไปใช้ เพือการสือสารเผยแพร่ ให้ ผ้ อืนเข้ าใจได้ ซึงองค์ประกอบสําคัญของการรู้ เท่า ูทันสารสนเทศคือ 1) ความตระหนัก ในความต้ อ งการสารสนเทศ (Recognize information needs) คือการรู้ วา ตนเองมีความต้ องการสารสนเทศใดบ้ าง ่ 2) ความสามารถในการเข้ าถึง การประเมินคุณภาพ หรื อความน่าเชื อถื อของ สารสนเทศได้ (Locate and evaluate the quality of information) คือ การ รู้ วา สารสนเทศทีตนต้ องการนันสามารถทีจะหาได้ จากแหล่งใด ด้ วยวิธีการ ่ ใด และเมื อหามาได้ แล้ ว สามารถที จะประเมิ น ได้ ว่ า คุ ณ ภาพของ สารสนเทศทีได้ มานันมีคณภาพหรื อไม่ มากน้ อยเพียงใด เป็ นต้ น ุ 3) ความสามารถในการจัด เก็ บ และการสื บ ค้ น แหล่ ง สารสนเทศตามที ตน ต้ องการ (Store and retrieve information) คือความรู้ ความสามารถ และ ทักษะในการจัดเก็บ และการนํามาใช้ อีกได้ อย่างมีประสิทธิภาพ 4) ความสามารถในการใช้ ส ารสนเทศอย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพสอดคล้ อ งกั บ คุณธรรมจริ ยธรรมของสังคมนันๆ (Make effective and ethical use of information) 5) ความสามารถในการประยุ ก ต์ ใ ช้ สารสนเทศในการสื อสารอย่ า งมี ประสิทธิ ภาพ (Apply information to create and communicate knowledge)แบบจําลององค์ ประกอบของการวิเคราะห์ สารสนเทศ (Key Concept Model of InformationAnalysis) แบบจําลององค์ประกอบของการวิเคราะห์สารสนเทศประกอบด้ วยองค์ประกอบหลักๆหลายแนวทาง และแบบจําลองทีได้ รับความนิยมมากในปั จจุบนคือ แบบจําลองการรู้ สารสนเทศตามโมเดล ัBig Skills ทีพัฒนาขึนโดย Mike Eisenberg และ Bob Berkowitz ได้ นําไปใช้ ตงแต่ระดับอนุบาลถึง ัระดับอุดมศึกษา เพราะเป็ นทังทักษะชีวิตและทักษะการแก้ ปัญหาโดยใช้ สารสนเทศ มีการนําไปประยุกต์เพือการเรี ยนการสอนทักษะสารสนเทศในสถาบันการศึกษาต่างๆ โดยทักษะทัง ทักษะดังกล่าวไม่จําเป็ นต้ องเรี ยงลําดับ ได้ แก่
  7. 7. ทักษะที การกําหนดภาระงาน (Task Definition) เป็ นการระบุปัญหาหรื อกําหนดขอบเขตของสารสนเทศทีต้ องการใช้ และกําหนดวัตถุประสงค์เพือการค้ นหาสารสนเทศในขันต่อไป ทั ก ษะที การกํ า หนดกลยุ ท ธ์ แ สวงหาสารสนเทศ (InformationSeeking Strategies) เป็ นการกําหนดว่าแหล่งสารสนเทศใดมีสารสนเทศทีต้ องการ และประเมินความเหมาะสมของแหล่งสารสนเทศกับปั ญหาทีได้ กําหนดไว้ ข้างต้ น เพือให้ สารสนเทศได้ ตรงกับความต้ องการอย่างแท้ จริ ง ทักษะที การกําหนดแหล่งสารสนเทศและการเข้ าถึงสารสนเทศ(Location and Access) เป็ นการระบุแหล่งทีอยู่ของสารสนเทศและค้ นหาสารสนเทศตามแหล่งสารสนเทศทีได้ กําหนดไว้ ทักษะที การใช้ สารสนเทศ (Use of Information) เป็ นการอ่านพิจารณาสารสนเทศทีต้ องการ และคัดเลือกข้ อมูลข่าวสารทีเกียวข้ องออกมาใช้ ได้ ตรงกับทีต้ องการ ทักษะที 5 การสังเคราะห์ (Synthesis) เป็ นการสร้ างชินงานขึนใหม่ โดยการใช้ เทคนิคการคิดวิเคราะห์และออกแบบงานใหม่ให้ ดีกว่าเดิม ทักษะที 6 การประเมินผล (Evaluation) เป็ นการประเมินผลงานทีได้ ทําขึน รวมทังการประเมินกระบวนการแก้ ไขปั ญหาสารสนเทศด้ วย หน่ วยที 2 หลักการวิเคราะห์ เพือการรู้เท่าทันสือและสารสนเทศ หลักการวิเคราะห์เพือการรู้ เท่าทันสือและสารสนเทศ (Media and Information Literacy) จะต้ องใช้ องค์ป ระกอบหลัก ของทังการวิ เ คราะห์สื อและการรู้ สารสนเทศ นํ าเข้ าสู่ก ระบวนการคิดวิเ คราะห์ 5ขันตอน ประกอบด้ วย 1) การเปิ ดรั บ และการเข้ าถึงทังสือและสารสนเทศนันๆ (Access) Assael (1985, pp. 218-224) ได้ ให้ ความหมายการเปิ ดรับว่าเป็ นการทีประสาทสัมผัสของผู้บริ โภคซึงถูกกระตุ้นโดยสิงเร้ า ซึงผู้บ ริ โภคจะเป็ นผู้เลือกเองว่าสิงเร้ าใดตรงกับ ความต้ องการของผู้บริ โภคและผู้บริ โภคจะหลีกเลียงการเปิ ดรับสิงทีเร้ าตนไม่ต้องการไม่สนใจ และเห็นว่าไม่สําคัญ และหากผู้บริ โภคเลือก ก็จะเกิดกระบวนการเปิ ดรับ ทังนีกระบวนการเปิ ดรับจะมีความสัมพันธ์ กับความตังใจในการรับสารด้ วย โดยทีความสนใจ (interest) และความเกียวข้ อง (involvement) ของผู้บริ โภคกับสิงเร้ านันจะสะท้ อนออกมาในระดับของความตังใจ (attention) ทีผู้บริ โภคให้ กบสิงเร้ านัน นอกจากนียังมีเกณฑ์ในการ ัเปิ ดรับสือของผู้รับสาร(จรรยา, 2553.) ดังนี 1.เลือกรับสือทีมีอยู่ (availability) โดยผู้รับสารจะรับสือทีไม่ต้องมีความพยายามมากซึง หมายถึงสือทีสามารถจัดหามาได้ ง่ายกว่าสืออืน ๆ
  8. 8. 2. เลือกรับสือทีสะดวกและนิยม (convenience and preferences) ผู้รับสารจะเปิ ดรับสือทีสะดวกกับตัวเองเป็ นหลัก เช่นผู้รับสารบางคนจะต้ องใช้ เวลาในการเดินทาง อยู่บนรถยนต์ดังนันสือทีสะดวกในการเปิ ดรับก็คือ การเปิ ดฟั งวิทยุในรถยนต์เป็ นต้ น 3. เลือกรับตามความเคยชิน (accustomed) ผู้รับสารบางคนจะติดอยู่กบการ ัเปิ ดรับสือเดิม ๆ ทีเคยชินทีตนเคยเปิ ดรับอยู่เป็ นประจํา ซึงมักพบในบุคคลทีมีอายุมาก ถ้ าเคยรับสือใดก็มักจะรับสือนันๆ และไม่สนใจสือใหม่ ๆ 4. เลือกเปิ ดรับสือตามลักษณะเฉพาะของสือ (characteristic of media)คุณลักษณะของสือมีผลต่อการเลือกเปิ ดรับสือของผู้รับสาร เช่น ลักษณะเด่นของหนังสือพิมพ์มลกษณะ ี ัพิเศษ คือเป็ นสือทีมีราคาถูก สามารถอ่านข่าวสารได้ รายละเอียดมาก และสามารถพกพานําติดตัวไปได้ ซึงผู้รับสารจะเลือกเพราะติดกับลักษณะเฉพาะของสือ 5. เลือกเปิ ดรับสือทีสอดคล้ องกับตนเอง (consistency) ผู้รับสารจะเลือกเปิ ดรับสือทีมีความสอดคล้ องกับความรู้ ค่านิยม ความเชือ และทัศนคติของตนเอง 2) การวิเคราะห์ ทงสือและสารสนเทศนันๆ (Analyze) ั การวิเคราะห์องค์ประกอบของแนวคิดหลักในการรู้เท่าทันสือและสารสนเทศเป็ นการศึกษารายละเอียดในองค์ประกอบของสือและสารสนเทศทีสําคัญตามหลัก ML และ IL 3) การเข้ าใจสือและสารสนเทศนันๆ (Interpret) ความสามารถในการเข้ าใจสือและสารสนเทศ คือการทีผู้รับสารเข้ าใจธรรมชาติของสือแต่ละประเภท รู้ วาผู้ประกอบการสือคือใคร ใช้ สอประเภทใด เทคโนโลยีทีใช้ คออะไร รู ปแบบการนําเสนอของ ่ ื ืสือเป็ นแบบใด และภาษาทีใช้ ในสือ นอกจากนี ยังต้ องมีความเข้ าใจในสารสนเทศนันๆตามเกณฑ์มาตรฐานของสมาคมการศึกษาบรรณารักษ์ วิสคอนซิน ได้ แก่ 1. สามารถแยกแยะและอธิบายความต้ องการเกียวกับสารสนเทศทีจําเป็ น ในการแก้ ปัญหา 2. สามารถวินิจฉัย แยกแยะและเลือกใช้ แหล่งสารสนเทศได้ อย่างเหมาะสม 3. สามารถวางแผนการสืบค้ นสารสนเทศได้ อย่างมีประสิทธิ ภาพ 4. สามารถอธิบาย วิเคราะห์ผลการสืบค้ นและเลือกแหล่งสารสนเทศทีตรง กับความต้ องการ 5. สามารถระบุแหล่งและค้ นคืนสารสนเทศในเรื องทีต้ องการจากแหล่ง สารสนเทศต่าง ๆ ได้ 6. สามารถประเมินคุณค่าและเลือกใช้ สารสนเทศได้ 7. สามารถจัดระบบ สังเคราะห์ รวบรวมและประยุกต์สารสนเทศไปใช้ ประโยชน์ได้
  9. 9. 8. สามารถกําหนดแนวทางแสวงหาสารสนเทศด้ วยตนเองได้ 9. มีความเข้ าใจเกียวกับแหล่งและทรัพยากรสารสนเทศ ทังในด้ าน องค์ประกอบ กระบวนการผลิต สถาบันบริ การและการเผยแพร่ สารสนเทศ 10. มีจริ ยธรรมในการใช้ และเผยแพร่สารสนเทศ 4) การประเมินค่ าสือและสารสนเทศนันๆ (Evaluate) หลังจากการทีผู้รับสารผ่านการวิเคราะห์ และทําความเข้ าใจสือและสารสนเทศแล้ ว ผู้รับสารควรทีจะทําการประเมินค่าสิงทีนําเสนอว่ามีคณภาพและคุณค่ามากน้ อยเพียงใด ไม่ว่าจะเป็ นเนือหาที ุสือนําเสนอหรื อวิธีการนําเสนอในรู ปแบบใดก็ตาม สือได้ ใช้ เทคนิคอะไร ก่อให้ เ กิดความสนใจ ความพอใจขึน หรื อทําให้ หลงเชือไปโดยขาดการวิเคราะห์อย่างถ่องแท้ 5) การใช้ สือและสารสนเทศนันให้ เกิดประโยชน์ และเหมาะสม (Utilization) หลังจากการทีผู้รับสารผ่านการวิเคราะห์และประเมินค่าสือและสารสนเทศแล้ ว ผู้รับสารจะต้ องมีการใช้ สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้ องกับคุณธรรมจริ ยธรรมของสังคมนันๆ หน่ วยที 3 กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ กิจกรรมเสริ มการเรี ยนรู้ในบทที 1 แบ่งออกเป็ น 2 กิจกรรม ตามประเด็นหลักสําคัญๆของบท ดังนี กิจกรรมที 1 เสริ มพลังการรู้เท่ าทันสือ ให้ ผ้ เู รี ยนวิเคราะห์โฆษณาในสือทีเปิ ดรับบ่อยทีสุดตามองค์ประกอบหลักๆ ของการวิเคราะห์สือ (Media analysis) ดังต่อไปนีคือ ใครคือผู้ประกอบการสือ หรื อใครคือเจ้ าของสือนันๆ 1) ระบุผ้ ประกอบการสือ หรื อเจ้ าของสือนันๆ ู 2) ระบุผ้ อปถัมภ์หรื อผู้สนับสนุนในการกําหนดเปาหมายในการสร้ างสือทีผู้เรี ยน ูุ ้ เลือกเปิ ดรับ ประเภทสือ 1) ระบุประเภทของสือทีเลือกเปิ ดรับ 2) ระบุรูปแบบและเนือหาทีสือนําเสนอ เทคโนโลยีของสือ ระบุเทคโนโลยีทีสือเลือกใช้ ภาษาของสือ 1) ระบุภาษาต่างๆทีสือใช้ ในการนําเสนอเนือหาต่อกลุ่มเปาหมาย ้ 2) แปลความหมาย หรื อ ตี ค วามจากสื อตามประสบการณ์ แ ละความรู้ ของ ตนเองจากภาษาทีสือใช้
  10. 10. ผู้เปิ ดรั บสือ ระบุกลุมเปาหมายหลักและกลุมเป้ าหมายรองของสือนันๆ ่ ้ ่ การนําเสนอของสือ 1) บอกรู ปแบบ หรื อวิธีการการนําเสนอของสือ 2) บอกเนือหาทีสือนําเสนอ………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมที 2 เสริ มพลังทักษะการรู้ สารสนเทศ (IL) ให้ ผ้ เู รี ยนจัดทําโครงการแก้ ปัญหาลูกติดเกม ตามโมเดล Big Skills ทักษะที การกําหนดภาระงาน 1) ระบุปัญหาทีเกียวข้ องและความต้ องการในการหาทางแก้ ปัญหา 2) กําหนดหัวข้ อเรื องทีต้ องการศึกษาค้ นคว้ า และทําโครงเรื องโดยสังเขป ทักษะที การกําหนดกลยุทธ์ แสวงหาสารสนเทศ 1) กําหนดคําสําคัญเพือใช้ สืบค้ น 2) กําหนดประเภทสารสนเทศ / เนือหาทีเหมาะสมกับหัวข้ อเรื อง หรื อปั ญหา นันๆ 3) เลือกสารสนเทศ /เนือหาจากแหล่งสารสนเทศทีหลากหลายเพือหาคําตอบ (หนังสือ บทความวารสาร ฐานข้ อมูลต่าง ๆ อินเทอร์ เน็ต ผู้เชียวชาญ ฯลฯ) ทักษะที การกําหนดแหล่ งสารสนเทศและการเข้ าถึงสารสนเทศ การเข้ าถึงเนือหาโดยรู้ แหล่งสารสนเทศ /แหล่งข้ อมูลข่าวสารทีต้ องการ ทักษะที การใช้ สารสนเทศ 1) ค้ นหาสารสนเทศจากฐานข้ อมูลทีเกียวข้ อง หรื อจากอินเทอร์ เน็ต 2) ให้ ตวอย่าง URL อัน โดยให้ สรุ ปประเด็นสําคัญทีได้ จากการค้ นหา / ศึกษา ั ในฐานข้ อมูล / แหล่งข้ อมูล / เว็บไซต์นนๆ ั 3) ระบุเหตุผลสัน ๆ ในการเลือกฐานข้ อมูล / แหล่งข้ อมูล / เว็บไซต์นนๆั ทักษะที การสังเคราะห์ 1) ทําโครงเรื องอย่างเป็ นระบบ และกําหนดรูปแบบการนําเสนอ 2) เสนอแนวทางการแก้ ปัญหา และนําไปใช้ ประโยชน์ ทักษะที การประเมินผล ประเมินผลจากข้ อมูล / สารสนเทศ และจากการนําเสนอข้ อมูล/สารสนเทศนันๆ
  11. 11. บทที 2 ธรรมชาติของสือ วัตถุประสงค์ 1. เพือให้ เข้ าใจลักษณะเฉพาะของสือทังทีเป็ นสือเดิมและสือใหม่ 2. เพือให้ เข้ าใจผลกระทบ อันตราย ของความไม่ร้ ูเท่าทันสือและสารสนเทศ โดยเฉพาะ จากสือใหม่ประเภทสือออนไลน์ 3. เพือแนะนําวิธีการสอนลูกให้ ร้ ู เท่าทันสือและสารสนเทศโดยเฉพาะจากสือใหม่ประเภท สือออนไลน์ กิจกรรม . นําสือมาวิเคราะห์ลกษณะและคุณสมบัติเด่น จํานวน 3 ชนิด ั ประเด็นทีควรพิจารณา .ความเข้ าใจลักษณะและคุณสมบัติเด่นของสือแต่ละชนิด .ความสามารถในการสอนลูกให้ ร้ ู เท่าทันสือและสารสนเทศโดยเฉพาะจากสือใหม่ ประเภทสือออนไลน์ หน่ วยที 1 สือเดิม (Traditional Media) สือเดิม (Traditional Media) เป็ นสือทีเกิดขึนก่อนในยุคต้ นๆ ได้ แก่ สือสิงพิมพ์ วิทยุกระจายเสียงโทรทัศน์ ภาพยนตร์ ซงเป็ นสือมวลชนทีเข้ าถึงผู้รับสารได้ จํานวนมากในเวลาทีรวดเร็ ว แต่มกเป็ นการสือสาร ึ ัแบบทางเดียว โดยผู้รับสารไม่สามารถตอบโต้ หรื อแสดงความคิดเห็นลงไปในสือได้ ในขณะเปิ ดรั บ โดยสือแต่ละชนิดมีลกษณะและคุณสมบัติเด่นทีแตกต่างกัน ดังนี ั สื อสิ งพิม พ์ เป็ นสื อที จัดพิ ม พ์ โดยเครื องจักรที เผยแพร่ สู่มวลชนสมําเสมอด้ วยเนื อหาหลากหลาย ทีดําเนินการต่อเนืองในรู ปองค์กร เปิ ดโอกาสให้ ผ้ บริ โภคได้ เลือกอย่างกว้ างขวาง ตอบสนองต่อ ูผู้บริ โภคกลุมย่อยได้ ดี จึงเป็ นสือทีมีความน่าเชือถือสูง มีความคงทนในการถ่ายทอดสารและการเก็บรักษา ่พกพาสะดวก เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร เป็ นต้ น
  12. 12. สือวิทยุ ก ระจายเสียง เป็ นสือทีนํ าเสนอสารผ่านคําพูด เสียงเพลง และเสียงประกอบด้ วยเนือหาหลายประเภท มีกลุ่มเปาหมายเฉพาะ คุณสมบัติเด่นของสือวิทยุกระจายเสียงคือ ความฉับไว ้เป็ นสือแห่งจินตนาการ สามารถเข้ าถึงผู้ฟังได้ ดี สะดวกในการพกพา ให้ ความเป็ นส่วนตัวและอํานาจในการเลือกฟั ง มีลกษณะการฟั งเป็ นสือเสริ มกิจกรรมอืน ั สือโทรทัศน์ เป็ นสือทีอาศัยแสง สี มุมกล้ อง ขนาดภาพ ถ่ายทอดเนือหา อารมณ์ สู่ผ้ ูชมนํ าเสนอหลากหลายเนือหาและรู ปแบบ มีคุณสมบัติให้ ทังภาพและเสียง เป็ นสือทีมีอิทธิ พล เป็ นสือทีมีความซับซ้ อนในกระบวนการผลิต เป็ นสือราคาแพงทังในการผลิต การเผยแพร่ และเป็ นสือทีมีการแข่งขันสูง
  13. 13. สือภาพยนตร์ เป็ นสือทีส่งสารผ่านภาพและเสียง ทีบันทึกเป็ นภาพเคลือนไหวและเสียงลงบนแผ่นฟิ ล์ม นําเสนอเนือหาหลายประเภท มีกลุ่มเปาหมายค่อนข้ างเฉพาะ มีคุณสมบัติในการถ่ายทอด ้เหตุการณ์ จริ ง สามารถใช้ เทคนิคในการผลิตเพือให้ ได้ ภ าพและเสียงตามต้ องการ มีความคมชัดในการนําเสนอสูง และมีอิสระในการนําเสนอต่างจากสือโทรทัศน์ หน่ วยที 2 สือใหม่ (New Media) เป็ นการสือสารในรูปแบบใหม่ ทีมีการนําเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ ามาประกอบการสือสาร ทําให้ การสือสารนันทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิงขึน เช่น TV on Mobile, Webcam เป็ นต้ น ทําให้ ผ้ ูรับสาร ทีอยู่ทัวทุกมุมโลกสามารถรับรู้ ข่าวสารได้ อย่างรวดเร็ วและชัดเจน เป็ นการกระจายข่าวสารไปได้ ทุกสารทิศ เช่นการส่งอีเมลล์ ทวิตเตอร์ การแชท โดยทีผู้รับสารสามารถตอบโต้ กับสือมวลชนได้ ในขณะทีสือดังเดิมไม่สามารถทําได้ เช่น การส่ง SMS ไปในรายการต่างๆทีเปิ ดโอกาสให้ แสดงความคิดเห็นในโทรทัศน์ หรื อการโทรศัพท์เข้ าไปในรายการวิทยุหรื อโทรทัศน์เพือแสดงความคิดเห็น ซึงในปั จจุบนสือใหม่ได้ เข้ ามามีบทบาท ัอย่างมากทุก วงการ ไม่เฉพาะวงการสื อสารมวลชน แต่ยังมีอีก มากมาย เช่น ด้ านการศึกษา คมนาคมอุตสาหกรรม เป็ นต้ น การรวมตัวของสือใหม่และสือเดิมทํ าให้ เกิดการมาบรรจบกันของเทคโนโลยี สือ (convergence)เป็ นการพัฒนาสือเข้ ามาใกล้ กนของเทคโนโลยี 3 ประเภทคือ ั 1 เทคโนโลยีการแพร่ ภาพและเสียง เช่น วิทยุ โทรทัศน์ 2 เทคโนโลยีการพิมพ์ เช่น หนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ 3 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ โดยมีเทคโนโลยีสือสารโทรคมนาคมเป็ นปั จจัยสนับสนุน ได้ แก่หนังสือพิมพ์ออนไลน์ นิตยสารออนไลน์ สือใหม่จึงอยู่ในรู ปของความรู้ ทางดิจิทล (digital knowledge) ซึงหมายถึงความรู้ ทีจําเป็ นต้ องมี ัเพื อให้ สามารถประยุกต์ ใช้ งานคอมพิ วเตอร์ และอิ นเทอร์ เน็ตในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตน ซึงอาจ
  14. 14. รวมถึงความรู้ ทีสามารถผลิตสือด้ วยตนเองเพือเผยแพร่ ความคิดเห็นในเรื องต่างๆออกสูสงคม รั ฐบาลของ ่ ัแต่ละประเทศมีโครงการพัฒนา e-Government และโครงการรักษาพยาบาลระยะไกล เช่น Telemedicineเป็ นต้ น อํานาจของอินเทอร์ เน็ตและสือดิจิทลอยู่ทีการปฏิสมพันธ์ ระหว่างผู้ใช้ โดยผู้ใช้ สามารถเป็ นผู้ผลิต ั ัสือไปพร้ อมๆกัน ทําให้ ผ้ ูใช้ ร่ วมแลกเปลียนทัศนคติในเรื องต่างๆได้ และจัดทํ าเว็บไซต์ เว็บบล็อกในการเผยแพร่ ข้อมูลทางอินเทอร์ เน็ตด้ วยค่าใช้ จ่ายทีตํา รวมถึงการใช้ เครื อข่ายสังคม เช่น เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ และอืนๆ ปั จจุบนการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ล้ วนใช้ สอใหม่เป็ นเครื องมือสําคัญในการสือสาร ั ืให้ เข้ าถึงประชาชน การใช้ สือใหม่จึงเป็ นทังโอกาสและภัยคุกคามของผู้ใช้ หรื อผู้บริ โภค อยู่ทีความสามารถในการเลือกใช้ และเลือกทีจะเข้ าใจในเนือหาสาระอย่างชาญฉลาด การทําให้ ประชาชนมีความรู้ เท่าทันสือจึงเกียวข้ องกับความอยู่รอดของประชาชน ทีจะไม่ตกเป็ นเหยือของข้ อมูลข่าวสารและสือ ตัวอย่ างสือใหม่ 1) Twitter เพือการสือสารในวงกว้ าง
  15. 15. 2) Facebook เพือการสือสารในกลุมเพือน ่3) หนังสือพิมพ์ออนไลน์
  16. 16. 4) Youtube การเผยแพร่ และแลกเปลียนวิดีโอ5) การสืบค้ นข้ อมูลออนไลน์
  17. 17. สือออนไลน์ ปั จจุบันการใช้ สือออนไลน์ ผ่านทางเครื อข่ายอินเทอร์ เน็ตได้ ขยายวงกว้ างออกไปมากขึน โดยได้ก้ าวล่วงเข้ าไปในทุกสาขาอาชีพ ไม่ได้ จํากัดอยู่เฉพาะด้ านการศึกษาหรื อการวิจัยเหมือนเมือเริ มมีการใช้อินเทอร์ เน็ตใหม่ๆ ด้ วยคุณสมบัติการเข้ าถึงกลุมเปาหมายจํานวนมากๆ ได้ ในเวลาอันรวดเร็ ว และใช้ ต้นทุน ่ ้ในการลงทุน ตํ า ทํ าให้ อิ นเทอร์ เ น็ ต เป็ นสิ งที พึง ปรารถนาขององค์ ก รต่า งๆ หลายหน่ว ยงานได้ มีค วามพยายามนํ า อิ น เทอร์ เน็ ต มาใช้ เพื อประโยชน์ สํ า หรั บ หน่ ว ยงานของตนในรู ป แบบต่ า งๆ อาทิ การประชาสัมพันธ์ อ งค์ กร การโฆษณาสินค้ า การค้ าขาย การติดต่อสือสาร ฯลฯ นอกจากนีอินเทอร์ เน็ตยังกลายเป็ นอีก สือหนึ งของความบัน เทิง ภายในครอบครั ว ไม่ว่ าจะเป็ นการฟั งวิ ท ยุ ดูโทรทัศ น์ หรื อ อ่า นหนังสือพิมพ์ ล้ วนแล้ วแต่สามารถกระทําผ่านอินเทอร์ เน็ตได้ ทงสินc]tขณะทีสือออนไลน์อย่างอินเทอร์ เน็ตมี ัประโยชน์หลากหลาย แต่ในทางตรงกันข้ าม หากผู้ใช้ ขาดการรู้เท่าทัน คุณอนันต์ทีเห็นอาจกลับกลายเป็ นโทษมหันต์ได้ เช่นเดียวกัน ความเสียงของสืออินเทอร์ เน็ต 1) เนือหาทีไม่ เหมาะสมกับบางช่ วงอายุ เนืองจากอินเทอร์ เน็ต เป็ นสือทีคนทุกกลุ่มสามารถเข้ าถึงได้ ง่า ย และประโยชน์หลักของอินเทอร์ เน็ตยังอยู่ทีปริ มาณของตัวเนือหาทีมีให้ เลือกอย่างมากมายมหาศาล แต่ก็ไม่ใช่เนือหาทังหมดทีเด็กและเยาวชนจะสามารถเข้ าถึงได้ ดัง นันการลงข้ อ มูลต่า งๆจึงเป็ นเรื องที พึง ระวัง เพื อให้ ข้ อมูลนันๆเหมาะสมกับแต่ละวัย และอายุ เนื อหาที ไม่เหมาะสมกับ บางช่ วงอายุ เช่น ภาพลามกอนาจารสําหรั บผู้ใหญ่ ทีอาจทําร้ ายเยาวชนได้ หากเยาวชนบริ โภคสือลามกนันโดยไม่เจตนาและขาดวิจารณญาณ เนือหาทีไม่เหมาะสมในทุกกลุ่มอายุ อาจมีการให้ คําอธิ บายเชิงพาณิ ชย์ แต่ยังสามารถสร้ างขึนจากผู้ใช้ เอง ในอดีต การเข้ าถึงข้ อมูลนันอาจจะมีข้อจํากัดให้ กลุ่มสมาชิกผู้ใช้ ภายในเท่านัน ในขณะทีเนือหาทีผู้ใช้ สร้ างขึนเป็ นส่วนใหญ่จะทีเปิ ดเผยต่อสาธารณชนและต้ องการความสนใจเป็ นพิเ ศษ เนื องจากปั จ จุบันเด็กและเยาวชนมีโทรศัพท์มือถือระบบมัลติมีเดียทีมีฟังก์ ชันซึงมีความสามารถในการเข้ าถึงระบบอินเทอร์ เน็ตแค่เพี ยงปลายนิว ทังนี ตัวเด็กและเยาวชนเองจะต้ องใช้ วิจ ารณญาณว่าพวกเขาควรจะเข้ าถึง เนื อหาที ไม่เหมาะสมกับวัยด้ วยตัวเองและควรมีผ้ ูใหญ่ให้ คาแนะนําด้ วย ํ 2) เนือหาทีผิดกฎหมาย ลัทธิ การเหยี ยดผิ ว การทํ าอนาจารเด็ก จัดเป็ นประเภทของเนื อหาทีผิดกฎหมาย แต่ก็ขึนอยู่กับ กฎหมายของแต่ละประเทศ แม้ ว่าประเภทของเนือหาบางอย่างจะผิดกฎหมายในประเทศส่วนใหญ่ แต่เนือหาทีผิดกฎหมายเหล่านีสามารถเข้ าถึงได้ โดยไม่ได้ ตงใจ และเจตนาโดยกลุมเด็กและเยาวชน ั ่ดังนันผู้ใหญ่ ควรให้ ความสนใจกับ เด็ก และเยาวชนที เป็ นเหยื อโดยระงับ เนือหาที ผิ ดกฎหมาย เช่น การเผยแพร่ภาพการล่วงละเมิดเด็ก หรือวิดีโอ
  18. 18. 3) ขาดการตรวจสอบเนือหา เนือหาทีเผยแพร่ ทางอินเทอร์ เน็ต มักจะไม่ผ่านการตรวจสอบแต่อย่างใด ดังนันควรเรี ยนรู้ทีจะอ่านเนือหาต่างๆอย่างมีวิจารณญาณ และไม่เชือในทุกสิงทีปรากฏบนอินเทอร์ เน็ต โดยเฉพาะเนือหาลักษณะ Web 2.0 ทีมักจะมีบางส่วนทีลําเอียงหรื อไม่ถูกต้ อง ผู้ใช้ ในวัยเยาว์จะต้ องตระหนักถึงอันตรายจากสิงทีอ่านออนไลน์ 4) การยัวยุทก่ อให้ เกิดอันตราย ี มีเว็บไซด์มากมายทีส่งเสริ ม หรื อยัวยุให้ ผ้ ูใช้ ทําร้ ายตัวเอง เช่น เว็บไซด์ที ส่งเสริ มให้ ฆ่าตัวตายม อดอาหารเพือรักษารู ปร่ าง หรื อการแบ่งแยกนิกาย และมีความเป็ นไปได้ ทีเพิมขึนในการเผยแพร่เนือหาของผู้ใช้ ความเสียงของการบริ โภคเนือหาทีเป็ นการยัวยุให้ เกิดอันตราย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชนในหลายๆกรณีทีไม่สามารถทําการประเมินความเสียงทีเกิดจากการปฏิบัติตามคําแนะนําทีให้ ไว้ ในเว็บไซต์ 5) การละเมิดสิทธิมนุษยชน/ หมินประมาท การโฆษณาชวนเชือกับคนบางกลุม หรื อบุคคล เพือให้ เป็ นทีนิยม ต้ องสามารถเข้ าใจได้ ว่า ่บุคคลนันๆได้ ทําหน้ าทีแตกต่างกันในระบบออนไลน์ โดยที พวกเขาไม่ต้อ งเผชิ ญกับปฏิ กิริ ยาของผู้ทีทํ าหน้ าทีคล้ ายๆกัน หรื อผู้ทีตกเป็ นเหยือของพวกเขาโดยตรง อีกทังยังไม่ต้องเผชิญกับผลกระทบในทันทีจากการปฏิบติของพวกเขา ดังนันความเสียงของการกระทําการละเมิดสิทธิมนุษยชน และตกเป็ นเหยือของการ ัถูกหมินประมาทนันมีแนวโน้ มสูงทีจะเกิดขึนในระบบออนไลน์ มากกว่าในความเป็ นจริ ง นอกจากนียังมีเนือหาหมินประมาทเป็ นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน อาจจะมีการรับอิทธิพลจากข้ อมูลชักจูงทีเป็ นอันตราย 6) โฆษณาทีไม่ เหมาะสม และการตลาดเพือเด็ก โฆษณาทีไม่เหมาะสม หมายถึง โฆษณาทีมีความเสียงต่อการรั บ หรื อบริ โภคสือโฆษณาสําหรับผลิตภัณฑ์ หรื อบริ การทีไม่เหมาะสมให้ กับเด็กและเยาวชน เช่น การทําศัลยกรรม ผู้ใช้ จํานวนมากยิ นดี ทีจะให้ ข้ อ มูล ส่ว นตัว เช่ น ชื อ อายุ หรื อ เพศ ฯ และมี แนวโน้ มมากขึนที พวกเขากํ าลังจะได้ รับ สื อโฆษณา โดยในกลุมเด็กและเยาวชนนัน มักจะมีหลายกรณีด้วยกันทีตัวเด็กเองไม่ได้ ตระหนักถึงผลกระทบ ่หรื อความเสียงจากการพิมพ์ ชือและรายละเอียดต่างๆลงในแบบฟอร์ มบนเว็บไซต์ และเมือพิจารณาจากอัตราการแทรกซึมอันสูงลิวของโทรศัพท์มือถือต่อความสนใจของของเด็ก เยาวชนและวัยรุ่ น การเผยแพร่โฆษณานันก็ค้ มค่าทีจะจ่ายกับช่องทางนี ุ 7) ข้ อมูลส่ วนตัว เนือหาทีถูกเผยแพร่ บนเว็บไซต์จะสามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็ วไปทัวโลกและสามารถดํารงอยู่อย่างไม่มีกําหนด โดยกลุ่มเด็กและเยาวชนนันมักจะไม่ตระหนักถึงผลกระทบ ระยะสัน และระยะยาวของการเผยแพร่ ข้อความและรูปภาพทีไม่เหมาะสม ทีจะเผยแพร่ บนพืนทีสาธารณะ ข้ อมูลทีเก็บไว้ บน
  19. 19. เซิร์ฟเวอร์ หรื อแพลตฟอร์ มนัน สามารถเข้ าถึงได้ ง่ายโดยคนอืนๆ และคนทัวไปอาจไม่ตระหนักถึงความไม่ปลอดภัยของข้ อมูลส่วนบุคคลทีสามารถเข้ าถึงได้ ง่ายนี 8) การละเมิดลิขสิทธิ การละเมิ ดลิ ข สิ ท ธิ เป็ นความเสี ยงที เกี ยวข้ อ งกับ การดํ า เนิ น การของผู้ใ ช้ เ อง โดยไม่คํานึงถึงความเป็ นจริ ง ไม่ว่าจะเป็ นลิขสิทธิ ของผู้อืนทีถูกละเมิดโดยจงใจ หรื อไม่ได้ เจตนา การละเมิดจึงถือว่าเป็ นการหลอกลวงผู้ครอบครอง และเป็ นการฝ่ าฝื นทีนําพาความเสียงในการถูกลงโทษหน่ วยที 3 กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ กิจกรรมเสริ มการเรี ยนรู้ในบทที 2 แบ่งออกเป็ น 4 กิจกรรม ตามประเด็นหลักสําคัญๆของบท ดังนี กิจกรรมที 1 ให้ อธิบายความหมายของสือเดิม…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมที 2 ให้ อธิบายความหมายของสือใหม่…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมที 3 ให้ อธิบายความหมายของสือออนไลน์…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมที 4 เล่าประสบการณ์ความเสียงทางสืออินเทอร์ เน็ตทีเคยเกิดขึนกับท่านหรื อคนใกล้ ชิด อย่างน้ อย 1 กรณี………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
  20. 20. บทที 3 ภาษาของสือ วัตถุประสงค์ เพือให้ เข้ าใจและสามารถตีความหมายของสารในสือทีเปิ ดรับได้ ทงความหมายโดยตรง ัและความหมายโดยนัย กิจกรรม 1. นําภาพโฆษณาจากสือสารมวลชนประเภทใดประเภทหนึงมาตีความ โดยอธิบาย ความหมายโดยตรงจากสิงทีปรากฏในสือไม่ต้องเพิมข้ อมูล 2. จากโฆษณาชินเดิม ให้ อธิบายความหมายโดยนัย 3. นําการตีความหมายโดยตรงและความหมายโดยนัยมาเปรี ยบเทียบกัน ประเด็นทีควรพิจารณา 1. ผู้เรี ยนสามารถตีความจากภาษาของสือในเบืองต้ นได้ หรื อไม่ 2. ผู้เรี ยนสามารถตีความจากภาษาของสือทีหลากหลายและลึกลงไปได้ มากน้ อยเพียงไรหน่ วยที 1 ภาษาของสือ การสือสารจะประสบผลสําเร็ จได้ จะต้ องมีภ าษาเป็ นองค์ประกอบทีสําคัญ เนือหาของสาร จะไม่สามารถถ่ายทอดได้ ถ้าไม่มีภาษา จึงอาจกล่าวได้ ว่าภาษาคือตัวนําสาร ภาษาทีผู้สงสาร และผู้รับสารใช้ จะ ่ดีหรื อไม่ดีขึนอยู่กบทักษะในการสือสาร ถ้ าผู้ส่งสารเลือกใช้ ภาษาในการเสนอ สารทีเหมาะสมกับผู้รับสาร ัในด้ านความรู้ และทักษะการใช้ ภาษา จะทําให้ เกิดการรับรู้ และ เข้ าใจตรงกัน ภาษาในฐานะเป็ นเครื องมือสือสาร จะมี ลักษณะ คือ 1) วัจนภาษา (verbal language) คือ ภาษาถ้ อยคํา ได้ แก่ คําพูดหรื อตัวอักษร ทีกําหนดใช้ร่ วมกันในสังคม ซึงหมายรวมทังเสียงและลายลักษณ์อกษร ภาษาถ้ อยคําเป็ น ภาษาทีมนุษย์สร้ างขึนอย่าง ัมีระบบ มีหลักเกณฑ์ ทางภาษาหรื อไวยากรณ์ ซึงคนในสังคม ต้ องเรี ยนรู้ และใช้ ภาษาในการฟั ง พูด อ่านเขียนและคิด การใช้ วจนภาษาในการสือสาร ต้ องคํานึงถึงความชัดเจนถูกต้ องตามหลักภาษาและความ ัเหมาะสมกับลักษณะการสือสาร, ลักษณะงาน, สือและผู้รับสาร เป้ าหมาย 2) อวัจนภาษา (non - verbal language) คือ ภาษาทีไม่ใช้ ถ้อยคํา เป็ นภาษาซึงแฝงอยู่ในถ้ อยคํา กิริยาอาการต่าง ๆ ตลอดจนสิงอืนๆ ทีเกียวข้ องกับการ แปลความหมาย เช่น นําเสียง การตรงต่อเวลา การยิ มแย้ ม การสบตา การเลื อกใช้ เสือผ้ า ช่ อ งว่า งของสถานที กาลเวลา การสัม ผัส ลัก ษณะตัวอักษร เครื องหมาย วรรคตอน เป็ นต้ น สิงเหล่านีแม้ จะไม่ใ ช้ ถ้อยคํา แต่ก็สามารถสือความหมายให้เข้ าใจได้ ในการ สือสารมักมีอวัจนภาษาเข้ าไปแทรกอยู่เสมอ อาจตังใจหรื อไม่ตงใจก็ได้ ั
  21. 21. หน่ วยที 2 การอ่ านภาษาของสือ เรามักคิดว่าเนือหานันหมายถึง สิงทีเชียนออกมา หรื อพิมพ์ออกมาเป็ นสัญลักษณ์ อกษร แต่ในการ ัรู้ เท่าทันสือ เนือหา หมายถึง ผลผลิตของสือ เช่น รายการโทรทัศน์ ภาพถ่าย วิดีโอ พาดหัวข่าว โฆษณาวิดีโอเกม เว็บไซต์ เป็ นต้ น เนือหาก็คือ สิงทีสือนําเสนอนันเอง ดังนัน เนือหาสาระของสือจึงเป็ นเปาหมายหลักในการทําความเข้ าใจว่า ภาษาของสือ การทีจะ ้เข้ าใจถึงความหมายของสือทีสือนําเสนอออกมาได้ เราต้ องอาศัยการถอดรหัส (Code) เข้ าช่วยในการรู้ เท่าทันสือเป็ นเครื องมือทีมีประโยชน์มากในการจําแนกโครงสร้ างของเนือหา รวมถึงช่วยให้ เช่าใจความหมายทีซ่อนอยู่ในเนือหา และต้ องเข้ าใจด้ วยว่าเนือหานันๆ ไม่มีความหมายตายตัว การตีความหมายขึนอยู่กับพืนฐานทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้รับสือทีจะทําให้ เกิดความหมายขึน รหัสของภาษา (Code) คือ ระบบไวยากรณ์ ตัวอักษรรวมกันเป็ นคํา หลายๆ คํารวมกันประโยคหลายๆ ประโยคก็เป็ นเรื องราว เราเข้ าใจข้ อความต่างๆ ทีเราอ่านได้ ก็เพราะเราเข้ าใจรหัสของภาษานันเองแต่เนือหามีหลายหลายรูปแบบและหลากหลายสไตล์ รหัสทีใช้ สร้ างความหมายจึงหลายหลายตามไปด้ วยเนื อหาใช้ รหัสหลายอย่าง เช่น ภาพ เสียง ข้ อความ การแต่งกาย รหัสสี รหัสที เป็ นอวัจ นภาษา (สี หน้ าท่าทาง รอยยิม เป็ นต้ น) และรหัสทางเทคนิคทีสือนํามาประกอบกันให้ ลงตัวเหมาะสมเพือให้ ได้ ความหมายทีชัดเจน รหัสการแต่ งกาย สัมพันธ์ กบการแต่งกายตามกาลเทศะหรื อตามสถานการณ์ เช่น ผู้คนทีใส่ ัชุดสําหรับงานกลางคืน เรามักจะคิดว่าเขาเหล่านันคงจะรํ ารวยหรู หราและดูเป็ นผู้ใหญ่ รหัสสี แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ยกตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย สีดําเป็ นสีทีใช้ สําหรับไว้ทุกข์ แต่ในประเทศจีนจะไว้ ทกข์ด้วยสีขาว ส่วนสีแดงก็มีความหมายหลายอย่างขึนอยู่กบการนําไปใช้ และ ุ ัองค์ประกอบแวดล้ อมอืนๆ สีแดงของสัญญาณไฟจราจร หมายถึง หยุด สีแดงยังอาจใช้ เพือหมายถึงความตืนเต้ น ความมีพลัง ในแฟชันผู้หญิ ง สีแดงหมายถึง ความมันใจและมีเสน่ห์ดึงดูด ผู้หญิ งจึงมักแต่งกายด้ วยสีแดง ทาลิปสติกสีแดง หรือท่าเล็บสีแดง เพือแสดงออกถึงบุคลิกภาพบางอย่าง รหัสทีเป็ นอวัจนภาษา มักเป็ นภาษากาย ซึงแตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม บางประเทศใช้การจับมือแสดงการทักทาย บางสังคมทักทายด้ วยการจูบ การเอาแก้ มชนกันในประเทศไทยใช้ การไหว้ เพือแสดงการทัก ทายแงะแสดงความเคารพ สํ าหรั บ เนือหา อวัจนภาษายังรวมถึงการแสดงสี หน้ า ท่าทางนําเสียง ระยะห่างอีกด้ วย รหัสทางเทคนิ คสั มพันธ์ กับวิธีก ารผลิต และการใช้ สือ เช่นการถ่ายภาพจากมุมสูงให้อารมณ์ เหมือนกับเป็ นการมองจากเบืองบน การถ่ายภาพตึกโดยการแหงนกล้ องขึนให้ ความรู้ สึกยิงใหญ่แข็งแรง เป็ นต้ น
  22. 22. ความหมายโดยตรง และความหมายโดยนัย การตีความมี 2 ขันตอน คือ ขันแรกเป็ น การตีความหมายโดยตรง คือจากสิงทีแสดงออกมาชัด เจน เข้ า ใจไดโดยไม่ต้ องคาดเดา ส่ วนการตี ความหมายโดยนัย ต้ อ งใช้ ประสบการณ์ ของผู้อ่าน ผู้ตีความหมายจะเพิมข้ อมูลของตนลงไป และพยายามบอกว่าสารทีรับนันหมายถึงอะไรหน่ วยที 3 กิจกรรมเสริมการเรียนรู้ ให้ ตีความหมายจากภาพโฆษณาต่อไปนี ความหมายโดยตรง ความหมายโดยนัย
  23. 23. บทที 4 สอนลูกรู้เท่ าทันสือและสารสนเทศ วัตถุประสงค์ เพือให้ เรี ยนรู้วิธีแนะนํา สอนลูกให้ ร้ ูเท่าทันสือและสารสนเทศ กิจกรรม นําสือและสารสนเทศมาวิเคราะห์พร้ อมคําแนะนําเพือการรู้เท่าทันแก่บุตรหลาน ประเด็นทีควรพิจารณา ผู้เรี ยนสามารถอธิบาย แนะนําเพือให้ บตรหลานรู้เท่าทันสือและสารสนเทศในเบืองต้ นได้ ุหรื อไม่ หน่ วยที 1 สอนลูกรู้ เท่ าทันโฆษณา เป็ นทีรู้ กันดีว่าโฆษณาทังตรงและแฝงมีอิทธิ พลต่อเด็กและเยาวชนในการเลือกซือสินค้ าและบริ การมาก สือจึงใช้ กลยุทธ์ตาง ๆในการโฆษณาเพือดึงเงินจากเด็กและเยาวชน เช่น การแจกของเล่น ่ในซองขนม การกล่าวอ้ างสรรพคุณเกินจริ งว่าดืมแล้ วสดชืน ฉลาด การให้ ร่วมสนุกชิงโชค กลยุทธ์ ต่าง ๆเหล่านีประสบความสําเร็ จมากเนืองจากเด็กยังไม่มีวุฒิภาวะโตพอทีจะแยกแยะได้ ว่าโฆษณาไหนหลอกหรื อไม่หลอก พ่อแม่ ผู้ปกครองจึงควรมีวิธีจดการกับปั ญหาทีเกิดขึน ดังนี ั 1) ในวันหยุด เสาร์ -อาทิตย์ พ่อแม่ ผู้ปกครองควรตืนนอนตังแต่เช้ ามานังดูรายการทาง โทรทัศน์เป็ นเพือน เพือคอยให้ คําแนะนําลูก 2) ลดช่วงเวลาดูโทรทัศน์ ของลูกลง ลูกจะได้ ลดการดูโฆษณาไปด้ วย ควรหากิจกรรม อืนๆทํา เพื อดึงความสนใจของลูก เช่น พาไปออกกําลังกาย ปลูกต้ นไม้ ให้ อาหาร สัตว์ ทําอาหารทานกันเองในครอบครัว เป็ นต้ น 3) พ่อแม่ ผู้ปกครอง ต้ องเป็ นแบบอย่างทีดี ให้ ลูก เช่น ไม่รับ ประทานขนมกรุ บกรอบ นําอัดลม ให้ ลูกเห็น และควรหันมารั บประทานขนมไทย และอาจลองทํ าขนมทาน กันเองในบ้ านกับลูก โดยเปิ ดโอกาสให้ ลกมีสวนร่ วมตังแต่จดเตรี ยมวัตถุดิบ อุปกรณ์ ู ่ ั ขันตอนการทํา จนถึงการเก็บล้ างและรับประทานขนมทีมาจากฝี มือตัวเอง เพือสร้ าง ความภาคภูมใจและการมีสวนร่วมของเด็กและสมาชิกคนอืนๆในครอบครัวด้ วย ิ ่ หน่ วยที2 สอนลูกรู้ เท่ าทันสือออนไลน์ ปั จจุบัน ภัย ในสังคมออนไลน์ เริ มขยายเป็ นวงกว้ า ง ทุกคนสามารถเข้ าถึงเว็บ ไซต์ที ไม่เหมาะสมได้ ง่ายขึน ทังเว็บไซต์ลามก ความรุ นแรง การพนัน สิงผิดกฎหมาย หรื อสิงทีไม่เหมาะสมอืนๆโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนอาจถูกชักชวน ชี นํ า กระทํ าการเลียนแบบ หรื อทํ าสิงทีอาจขัดต่อกฎหมาย
  24. 24. วัฒนธรรม ศีลธรรม เข้ าข่ายไม่เหมาะสมได้ ทังที ตังใจหรื อไม่ได้ ตงใจ ดังนันพ่อแม่ ผู้ปกครองจึงต้ องให้ ัคําแนะนําทีดีแก่ลกเรื องการใช้ อินเทอร์ เน็ตอย่างปลอดภัย(มูลนิธิอินเทอร์ เน็ตà

×