บทที่4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ 3

12,316 views
12,091 views

Published on

Published in: Education
0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
12,316
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
149
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทที่4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ 3

  1. 1. บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ห น้ า | 1 บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ปัจจุบันมนุษย์นําเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ในชีวิตมากขึ้น เช่น นักเรียนสามารถจะเรียนรู้บทเรียน ออนไลน์เพิ่มเติมจากในชั้นเรียนได้ตลอดเวลา สามารถตรวจสอบข้อมูลและเปรียบเทียบราคาของสินค้าทาง อินเทอร์เน็ตก่อนเลือกซื้อ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการจ่ายเงิน วางแผนการเดินทางได้จากแผนที่ในอินเทอร์เน็ต เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันของมนุษย์ได้ อย่างรวดเร็วและแม่นยํา ซึ่งการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็น ขั้นตอน โดยใช้กระบวนการทางเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วย 1. กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) คือ การประยุกต์เอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาจัดการ สารสนเทศที่ต้องการ ได้แก่ การรวบรวม ตรวจสอบ ดูแลรักษา ประมวลผลข้อมูล การนําสารสนเทศไปใช้งาน และ การเผยแพร่สารสนเทศ โดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยี ได้แก่ เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (Computer Technology) สําหรับจัดการข้อมูล (การรวบรวม ตรวจสอบ ประมวลผล ดูแลรักษา และการปรับปรุงข้อมูล) และ เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม (Communication Technology) สําหรับจัดการสารสนเทศ (การเผยแพร่ สารสนเทศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง แม่นยํา และความรวดเร็วทันต่อการนําไปใช้ประโยชน์) กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การจัดการข้อมูลและสารสนเทศโดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งมีขั้นตอนทั้งหมด 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1.1 การรวบรวมข้อมูล คือการเสาะหาข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมารวมกัน ซึ่งการรวบรวมข้อมูล สามารถทําได้โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง หรือจากแหล่งที่มีผู้รวบรวมไว้แล้ว และนําเข้าสู่ระบบ คอมพิวเตอร์ ซึ่งการรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ทําได้ 2 วิธี ดังนี้ 1) การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสังเกต 2) การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสอบถาม 1.2 การตรวจสอบข้อมูล เป็นการตรวจสอบ บันทึกข้อมูลในระบบ ว่ามีความถูกต้อง ไม่มีข้อผิดพลาด ซึ่งหากพบความผิดพลาดของข้อมูล ก็จะต้องทําการแก้ไข เนื่องจากข้อมูลที่เก็บเข้าในระบบจะต้องมีความถูกต้อง และน่าเชื่อถือ เพราะหากใส่ข้อมูลที่ผิดให้แก่ระบบคอมพิวเตอร์ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบย่อมผิดพลาดเช่นกัน 1.3 การดูแลรักษาข้อมูล เมื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลแล้ว จากนั้นจะต้องมีการดูแลรักษา ข้อมูลให้คงอยู่ รวมทั้งทําให้สามารถประมวลผลข้อมูลนั้นได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการดูแลรักษาข้อมูลทําได้ ดังนี้
  2. 2. บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ห น้ า | 2 1) การจัดเก็บข้อมูล หมายถึง การป้ อนข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมถึงการบันทึกข้อมูลไว้ ในหน่วยเก็บข้อมูลสํารอง เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีดี ดีวีดี แฟลชไดร์ฟ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ภายหลังได้ 2) การทําสําเนาข้อมูล คือ การคัดลอกข้อมูลจากแฟ้ มต้นฉบับและบันทึกไว้ในหน่วยเก็บข้อมูล สํารอง เพื่อใช้ในกรณีที่เครื่องคอมพิวเตอร์เสียหาย ซึ่งอาจทําให้มีข้อมูลสูญหายไปได้ ส่วนใหญ่ข้อมูลที่สําคัญ มักจะมีการสํารองไว้ทุกวันหรือทุกสัปดาห์ ซึ่งแฟ้ มข้อมูลที่คัดลอกมาสําเนาไว้ใช้นั้น เรียกว่า แฟ้ มข้อมูลสํารอง (Backup File) 1.4 การประมวลผลข้อมูล เป็นการกระทําของเครื่องคอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมเป็น แฟ้ มข้อมูล การคํานวณ การเปรียบเทียบ การเรียบลําดับ การจัดกลุ่มข้อมูล การจัดทําสารสนเทศ รายงาน เป็นต้น เพื่อให้ได้สารสนเทศที่นําไปใช้ในการติดสินใจได้ 1.5 การนําสารสนเทศไปใช้งาน เป็นการนําสารสนเทศซึ่งอยู่ในรูปแบบที่มีความหมายและสามารถ นําไปใช้ในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสารสนเทศที่นําไปใช้ประโยชน์อาจนําเสนอในรูปแบบต่างๆ ดังนี้ 1) นําเสนอด้วยรูปแบบของตาราง 2) นําเสนอด้วยแผนภูมแท่ง 3) นําเสนอด้วยกราฟแท่ง 4) นําเสนอด้วยแผนภูมิวงกลม 1.6 การเผยแพร่สารสนเทศ เป็นขั้นตอนสุดท้ายที่นําสารสนเทศไปใช้ประโยชน์กับผู้ใช้ ซึ่งอยู่ห่างไกลได้ อย่างทันท่วงที ซึ่งปัจจุบันนิยมส่งผ่านทางอินเทอร์เน็ต เนื่องจากเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ครอบคลุมทั่วโลก เช่น การส่งผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การส่งข้อมูลผ่านโปรแกรมการสนทนา การเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ การ เผยแพร่ข้อมูลผ่านสังคมออนไลน์ เป็นต้น 2. การใช้คอมพิวเตอร์แก้ปัญหา ปัจจุบันจะเห็นได้แล้ว่าซอฟต์แวร์สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจําวันได้ เช่น ซอฟต์แวร์การ ยืมคืนหนังสือในห้องสมุด ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการเข้าแถวเพื่อยืมคืนหนังสือและการค้นหาหนังสือจากบัตรรายการ ได้ช้า เป็นต้น ซึ่งการใช้คอมพิวเตอร์ในการแก้ปัญหา ก็คือการใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ และการพัฒนาซอฟต์แวร์ ประยุกต์นั่นเอง 2.1 การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นการจัดหาซอฟต์แวร์ประยุกต์สําเร็จรูป ซึ่งมีผู้พัฒนาให้ เหมาะสมสําหรับงานทั่วๆ ไป ผู้ใช้สามารถนําซอฟต์แวร์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับงานส่วนตัวได้อย่างหลากหลาย
  3. 3. บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ห น้ า | 3 ทําให้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน การจัดหาซอฟต์แวร์อาจทําได้โดยการดาวน์โหลดมาใช้ งานฟรี การซื้อ หรือเช่า ซอฟต์แวร์ประยุกต์สําเร็จรูปที่พัฒนาขึ้นมีทั้งซอฟต์แวร์ที่ออกแบบสําหรับงานที่ง่าย เช่น ไมโครซอฟต์เวิร์ด สําหรับงานพิมพ์และแก้ไขเอกสาร ไมโครซอฟต์เอ็กซ์เซล สําหรับการคํานวณและสร้างกราฟ เป็นต้น จนถึงงานที่ซับซ้อน เช่น ซอฟต์แวร์การยืม-คืนหนังสือห้องสมุด ซอฟต์แวร์การฝาก-ถอนเงินของธนาคาร เป็นต้น 2.2 การพัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ สําหรับใช้งานใน หน่วยงาน ซึ่งปัจจุบันภาษาคอมพิวเตอร์มีให้เลือกใช้หลายภาษา ซึ่งแต่ละภาษามีจุดเด่นแตกต่างกันไป การ พัฒนาซอฟต์แวร์ประยุกต์ สามารถทําได้ ดังนี้ 1) การพัฒนาโปรแกรมขึ้นเอง เป็นการเขียนโปรแกรมของบุคลากรในหน่วยงานขึ้นมาใช้งาน เอง ดังนั้น โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นจะตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานมาก ทั้งนี้หน่วยงานนั้นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญ ด้านการเขียนโปรแกรม จึงเหมาะสําหรับหน่วยงานขนาดใหญ่ 2) การว่าจ้างบริษัทพัฒนาระบบ เป็นการว่าจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญมาพัฒนาซอฟต์แวร์ ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และทันเวลาที่กําหนด วิธีนี้เหมาะสําหรับหน่วยงานขนาดเล็ก หรือหน่วยงานที่ไม่ มีผู้เชี่ยวชาญในการเขียนโปรแกรม ตาราง เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ในการเลือกใช้หรือการพัฒนาซอฟต์แวร์ การใช้คอมพิวเตอร์ในการ แก้ปัญหา ข้อดี ข้อเสีย การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ ประยุกต์ ความรวดเร็วในการนํามาใช้งาน มีคู่มือการใช้งาน มีบริการหลังการขาย การใช้งานอาจไม่ครอบคลุม ระบบงานของหน่วยงานทั้งหมด การพัฒนาโปรแกรมขึ้นเอง ซอฟต์แวร์ตอบสนองความต้องการ ของผู้ใช้งานได้มาก อาจไม่ได้ซอฟต์แวร์ตามกรอบเวลา ที่กําหนด การว่าจ้างบริษัทพัฒนาระบบ ซอฟต์แวร์ตอบสนองความต้องการ ของผู้ใช้งานได้ครบ ซอฟต์แวร์มีมาตรฐาน เสียค่าใช้จ่ายสูงในการว่าจ้าง บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญ อาจสูญเสียความลับของบริษัท เนื่องจากมีคนภายนอกเข้ามา เรียนรู้งานในหน่วยงาน
  4. 4. บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ห น้ า | 4 3. ขั้นตอนการแก้ปัญหาด้วยคอมพิวเตอร์ การดําเนินชีวิตของมนุษย์อาจพบกับปัญหาแตกต่างกันไป เช่น ทําอาหารไม่เป็น การเบิกเงินจากตู้ เอทีเอ็มไม่เป็น เป็นต้น ซึ่งแต่ละคนมีวิธีการแก้ปัญหาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน วิธีการต่างๆ ขึ้นอยู่ กับความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของบุคคลนั้น ซึ่งแต่ละวิธีอาจให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสําคัญที่ช่วยให้การแก้ปัญหาของมนุษย์ทําได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น แต่คอมพิวเตอร์จะประมวลผลได้ก็ต่อเมื่อมีซอฟต์แวร์หรือชุดคําสั่งที่ให้คอมพิวเตอร์ทํางานอย่างเป็นขั้นตอน คล้ายกับการแก้ปัญหาของมนุษย์ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า คอมพิวเตอร์จะทํางานตามคําสั่งมนุษย์สร้างให้เท่านั้น ปัจจุบันมนุษย์มักนําซอฟต์แวร์มาช่วยในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีขั้นตอนการ แก้ปัญหา 4 ขั้นตอน ดังนี้ 3.1 การวิเคราะห์และกําหนดรายละเอียดของปัญหา (State the problem) เป็นขั้นตอนแรกในการ แก้ปัญหา ซึ่งเป็นขั้นตอนการทําความเข้าใจกับปัญหา เพื่อกําหนดรายละเอียดของปัญหาและวิเคราะห์ว่าสิ่งที่ ต้องการหรือผลลัพธ์คืออะไร ข้อมูลนําเข้ามีอะไรบ้าง และการประมวลผลทําได้อย่างไร รวมถึงการกําหนดตัวแปรที่ ใช้ในการแทนค่าข้อมูลด้วย ซึ่งลําดับของการวิเคราะห์ปัญหามีดังนี้ 1) การระบุผลลัพธ์ ได้แก่ การระบุสิ่งที่โจทย์ต้องการ รวมถึงการกําหนดตัวแปรที่เป็นผลลัพธ์ 2) การระบุข้อมูลเข้า ได้แก่ การระบุข้อมูลที่ต้องป้ อนเข้ามา เพื่อทําการประมวลผลให้ได้ผล ลัพธ์ที่ต้องการ รวมถึงการกําหนดตัวแปรที่เป็นข้อมูลนําเข้าด้วย 3) การระบุวิธีประมวลผล ได้แก่ การพิจารณาขั้นตอนวิธีการที่จะได้มาซึ่งคําตอบหรือข้อมูล ออก 3.2 การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี การออกแบบขั้นตอนวิธี เป็นการออกแบบขั้นตอนในการแก้ปัญหา การอธิบายหรือการประมวลผล นั่นเอง ซึ่งปัญหาเดียวกันอาจมีการออกแบบคําสั่งที่ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้แก้ไข แต่หากทําให้ ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องแล้ว ก็ถือว่าขั้นตอนวิธีสามารถแก้ปัญหาได้ การออกแบบขั้นตอนวิธี มีเครื่องมือในการนําเสนอ ขั้นตอนวิธีที่แตกต่างกัน ดังนี้ 1) การบรรยาย เป็นการเขียนบรรยายวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นลําดับ ซึ่งง่ายต่อการเข้าใจ ของผู้แก้ปัญหา แต่หากมีการบรรยายที่ยืดเยื้อหรือไม่ได้ใจความจะทําให้ยากต่อการนําไปใช้ 2) การเขียนผังงาน เป็นการนําเสนอวิธีการแก้ปัญหาโดยการนําขั้นตอนการประมวลผลมา เขียนเป็นรูปแบบของแผนภาพ ซึ่งประกอบด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ ที่มีการกําหนดไว้อย่างเป็นมาตรฐาน โดยสถาบัน มาตรฐานแห่งชาติอเมริกา (ANSI) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สามารถแสดงรายละเอียดได้ชัดเจนกว่าการบรรยาย
  5. 5. บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ห น้ า | 5 ผังงานที่นักเรียนจะได้ศึกษาสําหรับการแก้ปัญหา คือผังงานโปรแกรม ซึ่งส่วนใหญ่นํามาใช้ใน การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และกําหนดให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทํางาน ดังนั้น ผังงานโปรแกรมจึงเป็นผังงานที่ แสดงลําดับขั้นตอนการทํางานในโปรแกรมนั่นเอง ตาราง แสดงสัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน สัญลักษณ์ ความหมาย ตัวอย่างการใช้ จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของผังงาน การนําข้อมูลเข้า การนําข้อมูลเข้าทางคีย์บอร์ด การกําหนดค่า หรือ การประมวลผล การแสดงข้อมูลออกทางจอภาพ การแสดงข้อมูลออกทางเครื่องพิมพ์ การตัดสินใจ หรือ การเปรียบเทียบ จุดเชื่อมต่อของผังงานภายในหน้า เดียวกัน การนําเสนอวิธีการแก้ปัญหาโดยการเขียนผังงาน มีหลักการดังนี้ 1. ผังงานจะต้องมีจุดเริ่มต้น (start) และจุดสิ้นสุด (stop/end) 2. ทิศทางในการเขียนผังงานควรเริ่มจากบนลงล่าง หรือจากซ้ายไปขวา 3. ควรใช้หัวลูกศรกํากับทิศทางของผังงาน เพื่อให้เห็นทิศทางการทํางานที่ชัดเจน 4. มีการเขียนคําอธิบายการทํางานในแต่ละขั้นตอนโดยใช้ข้อความที่สั้น กะทัดรัดและชัดเจน เริ่มต้น รับค่าความยาวฐาน, ความสูง รับค่าความยาวฐาน, ความสูง พื้นที่สามเหลี่ยม = 1/2 x ความยาวฐาน x ความสูง พิมพ์พื้นที่ สามเหลี่ยม พิมพ์พื้นที่สามเหลี่ยม อายุ < 20 ไม่ใช่ ใช่ 
  6. 6. บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ห น้ า | 6 ตัวอย่างที่ 1 การวางแผนการไปโรงเรียน การจําลองความคิดเป็นข้อความ เริ่มต้น ตื่นนอน อาบนํ้า ไปโรงเรียน จบ การจําลองความคิดเป็นสัญลักษณ์                                    
  7. 7. บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ห น้ า | 7 ตัวอย่างที่ 2 การจําลองความคิดในการหาผลบวกของ 1, 2, 3, …, 20 (นั่นคือ จะหาค่า 1+2+3+…+20) การจําลองความคิดเป็นข้อความ เริ่มต้น 1. กําหนดให้ N มีค่าเริ่มต้นเป็น 0 2. กําหนดให้ K มีค่าเริ่มต้นเป็น 1 3. นําค่า K มารวมกับค่า N เดิม ได้ผลลัพธ์เท่าไรไปเก็บไว้ที่ N 4. นําค่า 1 มารวมกับค่า K เดิม ได้ผลลัพธ์เท่าไรไปเก็บไว้ที่ K 5. เปรียบเทียบค่า K กับ 20 ถ้า K น้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 ให้วนกลับไปทําในขั้นที่ 3 และทํา คําสั่งถัดลงมาตามลําดับ แต่ถ้า K มากกว่า 20 ให้แสดงคําตอบ จบ การจําลองความคิดเป็นสัญลักษณ์
  8. 8. บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ห น้ า | 8 3) การเขียนรหัสจําลอง เป็นรหัสคําสั่งที่เขียนเลียนแบบคําสั่งโปรแกรมอย่างย่อ รหัสจําลองจะ ใกล้เคียงกับภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง ดังนั้น นักเขียนโปรแกรมสามารถนํารหัสจําลองไปเขียนเป็นโปรแกรมด้วย ภาษาคอมพิวเตอร์ได้สะดวกและรวดเร็ว จากที่กล่าวมาแล้วจึงสามารถสรุปหลักการของการออกแบบขั้นตอนวิธีได้ ดังนี้ 1. การเขียนขั้นตอนวิธีไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว แต่ต้องเขียนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง 2. การเขียนขั้นตอนวิธีที่ดีควรสามารถนําไปแปลงเป็นโปรแกรมได้แบบบรรทัดต่อบรรทัด 3. การตรวจสอบขั้นตอนวิธีจะต้องสมมติข้อมูลหลายชุด แล้วนําไปประมวลผลผ่านขั้นตอนวิธี ซึ่งถ้าได้ ผลลัพธ์ที่ถูกต้องหมายความว่าใช้ขั้นตอนวิธีทํางานได้ถูกต้อง 3.3 การดําเนินการแก้ปัญหา เป็นขั้นตอนของการลงมือแก้ปัญหา โดยการลงมือเขียนโปรแกรมด้วย ภาษาคอมพิวเตอร์ หรือการพิมพ์ชุดคําสั่ง โดยนักเขียนโปรแกรมจะนําผังงานหรือรหัสจําลองมาเป็นแนวทางใน การเขียนโปรแกรม ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญซึ่งในขณะดําเนินการหากพบแนวทางที่ดีกว่าที่ ออกแบบไว้ ก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันที ภาษาคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมมีหลายภาษา มีรูปแบบคําสั่งที่แตกต่างกัน ซึ่ง ภาษาคอมพิวเตอร์มีความเหมาะสมกับงานแตกต่างกัน ตาราง ตัวอย่างภาษาคอมพิวเตอร์และการใช้งาน ภาษาคอมพิวเตอร์ งานที่เหมาะสม ภาษาฟอร์แทรน (FORTRAN) งานด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นงานที่มักใช้ การประมวลผลที่ซับซ้อน ภาษาปาสคาล (Pascal) งานด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ที่มีการคํานวณที่ซับซ้อน และเหมาะกับ การเริ่มต้นเขียนโปรแกรมเป็นครั้งแรก ภาษาซี (C) เหมาะสําหรับใช้พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ และระบบปฏิบัติการ ภาษาเบสิก (BASIC) งานคํานวณ งานธุรกิจ หรือรายงาน ซึ่งเหมาะกับผู้เริ่มหัดเขียนโปรแกรม
  9. 9. บทที่ 4 หลักการและวิธีการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ห น้ า | 9 3.4 การตรวจสอบและปรับปรุง เป็นขั้นตอนทดสอบโปรแกรมด้วยชุดคําสั่งที่สมมติขึ้นมาหลายๆ ครั้ง ซึ่งอาจให้ผลลัพธ์ที่ผิดพลาด เรียกว่า ข้อผิดพลาดทางตรรกะ ซึ่งเมื่อพบข้อผิดพลาดของโปรแกรม ผู้เขียน โปรแกรมต้องกลับไปตรวจสอบและปรับปรุงขั้นตอนวิธีอีกครั้งหนึ่ง ปัญหาเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ปัญหามีหลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของงาน วิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง อาจแก้ปัญหาอีกอย่างหนึ่งไม่ได้ และการแก้ปัญหาบางอย่างอาจต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยเพื่อให้ สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วขึ้น การแก้ปัญหาควรทําอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เสียเวลา และสับสน การแก้ปัญหา ด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องทําและถ่ายทอดความคิดในการแก้ปัญหาอย่างมี ขั้นตอน โดยริเริ่มจากการวิเคราะห์และกําหนดรายละเอียดของปัญหา การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี การดําเนินการแก้ปัญหา และการตรวจสอบและปรับปรุง

×