Lesson 1 homeostasis
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Lesson 1 homeostasis

on

  • 1,136 views

การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต

การรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต

Statistics

Views

Total Views
1,136
Views on SlideShare
1,136
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
27
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

Lesson 1 homeostasis Lesson 1 homeostasis Document Transcript

  • โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา ๒เอกสารประกอบการสอนวิชาชีววิทยา (ว 30243) ระดับชั้นมัธยมศึกษาปท่ี 5ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2555 การรักษาดุลภาพของรางกาย (Homeostasis)โครงสรางการหายใจของสัตว สัตว อวัยวะที่ใชหายใจ กระบวนการโพรโทซัว เยื่อหุมเซลล การแพร (diffusion)ไฮดรา แมงกระพรุน เซลลผนังลําตัวดานใน การแพร (diffusion)หนอนตัวแบน ผิวลําตัว การแพร (diffusion)ไสเดือนดิน ผิวลําตัว การแพร (diffusion)หอยทากบก ปอดเทียม เกิ ด การแพร ข องก า ซผ า นแขงเส นเลื อ ดฝอยในชั้น แมนเทิ ล ที่ เ รี ย กวา วาสคิ ว ลาไรซ ลั ง (vascularize lung)สัตวน้ําพวกกุง กั้ง ปู ปลา เหงือก (gills) การแพร (diffusion) ผานเสนเลือดฝอยภายในเหงือกแมงมุมและสัตวขาขอบนบก แผงปอด (book lungs) กาซแพรผานเยื่อแผงปอดซึ่งภายในมีความชื้น ซึ่งอยูใตผวหนัง ิแมลง กิ้งกือ ตะขาบ ระบบทอลม (tracheal system) มีชองหายใจ (spiracles) ดานขางลําตัว และมีทอลมแตกแขนงภายใน โดยกาซแพรผาน ทอลมเล็กๆเขาสูเซลลไดเลยกบ -ลูกออด ใชเหงือก เกิดการแพรของกาซผานเสนเลือดฝอยรอบๆ ปอด -กบที่เจริญเต็มที่แลวใชปอดและ ผิวหนังนก ปอดมีขนาดเล็กแตถุงลมเจริญดี เกิดการแพรของกาซผานถุงลม และถุงลมยังทําใหนกตัวเบาการหายใจของคน ระบบหายใจของคนประกอบดวยสวนตางๆดังนี้ คือ 1. สว นนําอากาศเขา สูรางกาย (conductingdivision) สวนนี้ประกอบดวยอวัยวะที่ทําหนาที่เปนทางผานของอากาศเขาสูสวนที่มีการแลกเปลี่ยนแกส โดยเริ่มตั้งแตรูจมูก โพรงจมูก(nasal cavity) คอหอย (pharynx)กลองเสียง (larynx) หลอดลมคอ(trachea) หลอดลมหรือขั้วปอด(bronchus) หลอดลมฝอย(bronchiole) ซึ่งยั ง แบ ง ออกเป น 2 ส ว นคื อ หลอดลมฝอยเทอร มิ น อล(terminal bronchiole) และหลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแกส (respiratory bronchiole) 2. สวนแลกเปลี่ยนแกส (respiratory division) สวนแลกเปลี่ยนแกสเปนสวนของหลอดลมฝอยที่ตอจากหลอดลมฝอยเทอรมินอล คือ หลอดลมฝอยแลกเปลี่ยนแกส ซึ่งจะมีการโปงพองเปนถุงลมยอย(pulmonary-alveoli) ซึ่งทําใหแลกเปลี่ยนแกสได สําหรับสวนที่ตอจากทอลมฝอยแลกเปลี่ยนแกสจะเปนทอลม (alveolar duct) ถุงลม(alveolar sac) และถุงลมยอย(pulmonary alveoli) เมื่อกลามเนื้อกระบังลมและกลามเนื้อยึดซี่โครงดานนอกหดตัว จะทําใหทรวงอกและปอดขยายตัวขึ้นปริมาตรภายในปอดเพิ่มขึ้น ดังนั้นความดันภายในปอดจึงลดลงและต่ํากวาบรรยากาศภายนอก อากาศภายนอกจึงเคลื่อนตัวเขาสูปอด จนทําใหความดันภายนอกและภายในปอดเทากันแลวอากาศก็จะไมเขาสูปอดอีก เรียกวา การหายใจเขา(inspiration) เมื่อกลามเนื้อกระบังลมและกลามเนื้อยึดซี่โครงดานนอกคลายตัวลง ทําใหปอดและทรวงอกมีขนาดเล็กลง ปริมาตรของอากาศในปอดจึงลดไปดวย ทําใหความดันภายในปอดสูงกวาบรรยากาศภายนอก อากาศจึงเคลื่อนที่ออกจากปอดจนความดันในปอดลดลงเทากับความดันภายนอก อากาศก็จะหยุดการเคลื่อนที่ซึ่งเรียกวา การหายใจออก(expiration) การหายใจเขาและการ
  • 2หายใจออกนี้ จ ะเกิ ด สลั บ กั น อยู เ สมอในสภาพปกติ ผู ใ หญ จ ะหายใจประมาณ 15 ครั้งตอนาที สวนในเด็กจะมีอัตราการหายใจสูงกวาผูใหญเล็กนอย ในขณะที่รางกายเหนื่อยเนื่องจากทํางานหรือเลนกีฬาอยางหนักอัตราการหายใจจะสูงกวานี้มาก การแลกเปลี่ยนแกสในรางกาย การแลกเปลี่ยนแกสในรางกายของคนเกิดขึ้น 2 แหงคือที่ปอดและที่เนื้อเยื่อ 1. ที่ปอดเปนการแลกเปลี่ยนแกสระหวางในถุงลมปอดกับเสนเลือดฝอย โดยออกซิเจนจากถุงลมปอดจะแพรเขาสูเสนเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอดและรวมตัวกับฮีโมโกลบิน(hemoglobin; Hb) ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงกลายเปนออกซีฮีโมโกลบิล(oxyhemoglobin ; HbO2) ซึ่งมีสีแดงสด เลือดที่มีออกซีฮีโมโกลบินนี้จะถูกสงเขาสูหัวใจและสูบฉีดไปยังเนื้อเยื่อตางๆทั่วรางกาย 2. ที่เนื้อเยื่อออกซีฮีโมโกลบินจะสลายใหออกซิเจนและฮีโมโกลบิน ออกซิเจนจะแพรเขาสูเซลลทําใหเซลลของเนื้อเยื่อไดรับออกซิเจน ดังสมการ ในขณะที่เนื้อเยื่อรับออกซิเจนนั้น คารบอนไดออกไซดที่เกิดขึ้นในเซลลก็จะแพรเขาเสนเลือด คารบอนไดออกไซดสวนใหญจะทําปฏิกิริยากับน้ําในเซลลเม็ดเลือดแดงเกิดเปนกรดคาร บ อนิ ก (H2CO3) ซึ่ ง แตกตั ว ต อ ไปได ไ ฮโดรเจนคาร บ อเนตไอออน (HCO3-) และไฮโดรเจนไอออน (H+) เมื่อเลือดที่มีไฮโดรเจนคารบอเนตไอออนมากไหลเขาสูหัวใจจะถูกสูบฉีดตอไปยังเสนเลือดฝอยรอบๆถุงลมปอด ไฮโดรเจนคารบอเนตไอออนและไฮโดรเจนไอออนจะรวมตัวกันเปนกรดคารบอนิกแลวจึง สลายตัวเปนคารบอนไดออกไซดและน้ําในเซลลเม็ดเลื อ ดแดง เป น ผลให ค วามหนาแน น ของคาร บ อนไดออกไซด ใ นเส น เลื อ ดฝอยสู ง กว าคารบอนไดออกไซดในถุงลมปอด จึงเกิดการแพรของคารบอนไดออกไซดจากเสนเลือดฝอยเขาสูถุงลมปอดดังภาพศูนยควบคุมการหายใจ : อยูท่สมองสวนทายที่ เมดุลลาออบลองกาตา (medulla oblongata) ี
  • 3สวนประกอบของเลือด สวนประกอบ ปริมาณ การทํางานสวนที่เปนของเหลว หรือ พลาสมา(plasma) 55% โดยปริมาตร 1. น้ํา ทั้งหมด เปนตัวทําละลาย 2. พลาสมาโปรตีน เชน อัลบูมิน โกลบูลิน 91% ของปริมาตรพลาสมา ภูมิคุมกัน การแข็งตัวของเลือด การขนสงลิพิด ไฟบริโนเจน ฯลฯ 7% - 8% ควบคุมปริมาตรของของเหลวภายนอกเซลล 3. สารอาหารตางๆ เอนไซม อิออน วิตามินเกลือแร ควบคุมปริมาตรของของเหลวภายนอกเซลล และแกสตางๆ คา pH ฯลฯสวนที่เปนของแข็ง 45% โดยปริมาตร 1. เซลลเม็ดเลือดแดง ทั้งหมด ลําเลียงกาซออกซิเจนไปยังสวนตางๆ ของ (Red blood cell หรือ รางกาย มีรงควีตถุสีแดง เรียกวา ฮีโมโกลบิน Erythrocyte) (Hemoglobin) สรางจากไขกระดูก มีอายุประมาณ100-120 วัน 2. เซลลเม็ดเลือดขาว (White blood cell หรือ สรางจากไขกระดูก มีอายุประมาณ 7-14 วัน Leukocyte) - นิวโทรฟล (neutrophil) 40-60%ของเม็ดเลือดขาว ทําลายเชื้อแบคทีเรีย - อิซิโนฟล (eosinophil) 2-5% ของเม็ดเลือดขาว ทําลายตัวออนหนอนพยาธิ - เบโซฟล (basophil) 0.5-1% ของเม็ดเลือดขาว ตอบสนองตอการอักเสบหรืออาการแพ - ลิมโฟไซต (lymphocyte) 20-30%ของเม็ดเลือดขาว ตอบสนองทางปฏิกิริยาในระบบภูมิคุมกัน - โมโนไซต (monocyte) 4-7% ของเม็ดเลือดขาว จับกินสิ่งแปลกปลอม 3. เกล็ดเลือด (Blood platelet) ฺ 250,000-300,000 เกล็ด/ ทําใหเกิดการแข็งตัวของเลือด ลูกบาศกมิลลิลิตรของ (เปนชิ้นสวนที่หลุดมาจากเซลล เลือด Megakaryocyte ในไขกระดูก)เสนเลือดเสนเลือด แบงเปน 3 ระบบ คือ1. ระบบอารเทอรี่ (Artery) คือ ระบบของเสนเลือด ที่มีทิศทางออกจากหัวใจไปปอดและสวนตางๆของรางกาย เลือดที่บรรจุอยูภายใน เปนเลือดที่มีออกซิเจนสูง มักเรียกวาเสนเลือดแดง ยกเวน เสนเลือดพัลโมนารี อารเทอรี (pulmonary artery) ที่ภายในมีออกซิเจนต่ํา2. ระบบเวน (Vein) คือ ระบบเสนเลือด ที่มีทิศทางออกจากปอด และสวนตางๆ ของรางกายเขาสูหัวใจ เลือดที่บรรจุอยูภายในเปนเลือดที่มีออกซิเจนต่ํา มักเรียกวา เสนเลือดดํายกเวน เสนเลือดพัลโมนารี เวน (pulmonary vein) ที่ภายในมีเลือดออกซเจนสูง3. ระบบเสนเลือดฝอย(capillary) จะอยูระหวางระบบอารเทอรี และระบบเวน จะติดตอเชื่อมโยงกัน เสนเลือดฝอย ซึ่งแทรกอยูตามสวนตางๆของรางกาย เปนบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนอาหาร กาซ สารตางๆ และของเสียระหวางเลือดกับเซลลของรางกาย
  • 4หมูเลือด ABO ในระบบ ABO จําแนกหมูเลือดออกเปน 4 หมู คือ หมูเลือด A, B, AB และ O โดยมีแอนติเจนและแอนติบอดีในเม็ดเลือดและพลาสมาในหมูเลือดตาง ๆ มีดังนี้ หมูเลือด แอนติเจนบนผิวเม็ดเลือดแดง แอนติบอดีในพลาสมา O - Anti A, Anti B A A Anti B B B Anti A AB A, B -# หมายเหตุ # แอนติเจน A + แอนติบอดี A เลือดตกตะกอน (Agglutination) แอนติเจน B + แอนติบอดี B เลือดตกตะกอน (Agglutination)หมูเลือดระบบ Rh เปนระบบหมูเลือดที่สําคัญรองลงมาจาก หมูเลือด ABO แอนติเจน Rh เปนแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง (พบครั้งแรกในลิง Rhesus) คนที่มีหมูเลือด Rh+ve จะมีแอนติเจน D บนผิวเม็ดเลือดแดง (antigen D) แตไมมีแอนติบอดี D ในน้ําเลือดสวนหมูเลือด Rh-ve ไมมีแอนติเจน D บนผิวเม็ดเลือดแดง และไมมีแอนติบอดี D ในน้ําเลือดดวย แตสามารถสรางแอนติบอดีD ไดเมื่อไดรับแอนติเจน D หมูเลือดระบบ Rh นี้ ถาเลือดที่มี Rh+ เขาไปในรางกายของผูที่มี Rh- ในครั้งแรกจะมีการสรางแอนติบอดีตอ Rh+ขึ้นมา และเมื่อไดรับอีกจะเกิดปฏิกริยาการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง ซึ่งมีความสําคัญในระยะตั้งครรภ หากมารดาและทารกในครรภมหมูเลือด Rh ไมเขากัน ทารกจะเปนโรคเกี่ยวกับเม็ดเลือดแดงถูกทําลาย (erythroblastosis fetalis) ในประเทศไทยมี ีปญหาการไมเขากันของหมูเลือด Rh มีนอย ทั้งนี้เพราะคนไทยมีเลือด Rh- เพียง 0.1-0.3% เทานั้น(1:500) โครงสรางและการทํางานของระบบไหลเวียนเลือด 1. หัวใจ (Heart) เปนอวัยวะที่ประกอบขึ้นดวยกลามเนื้อหัวใจที่ไมอยูภายใตอํานาจจิตใจ หัวใจตั้งอยูในบริเวณทรวง อกระหวางปอดทั้งสองขาง คอนไปทางดานซาย ภายในหัวใจมีลักษณะเปนโพรงมี 4 หอง ดังนี้ 1) หองบนขวา (Right Atrium) ทําหนาที่ รับเลือดจากสวนตางๆของรางกาย และสงเลือดไปยังหัวใจหองลางขวา 2) หองลางขวา (Right Ventricle) ทําหนาที่ รับเลือดจากหัวใจหองบนขวา และสงเลือดไปแลกเปลี่ยนแกสที่ปอด 3) หองบนซาย (Left Atrium) ทําหนาที่ รับเลือดจากปอด และสงเลือดไปหัวใจหองลางซาย 4) หองลางซาย (Left Ventricle) ทําหนาที่ รับเลือดจากหัวใจหองบนซาย และสงเลือดไปเลี้ยงสวนตางๆของรางกาย หั ว ใจห อ งบนซ า ยและล า งซ า ยมี ลิ้ น ไบคั ส พิ ด (Bicuspid) คั่ น อยู ส ว นห อ งบนขวาและล า งขวามี ลิ้ น ไตรคั ส พิ ด(Tricuspid) คั่นอยู ซึ้งลิ้นทั้งสองนี้ทําหนาที่คอยปด-เปด เพื่อไมใหเลือดไหลยอยกลับ หัวใจทําหนาที่สูบฉีดเลือดโดยการบีบตัว
  • 5และคลายตัวของกลามเนื้อหัวใจเปนจังหวะ ทําใหเลือดไหลไปตามหลอดเลือดตางๆ หลอดเลือดแดงจะขยายตัวตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจ เราสามารถจับจังหวะนี้ไดตรงตําแหนงหลอดเลือดที่อยูใกลกับผิวหนัง เรียกวา ชีพจร (Pulse) กระบวนการหมุนเวียนเลือดในหัวใจ หองเอเตรียมขวาจะรับเลือดจากหลอดเลือดดําซุพีเรีย เวนาคาวา (Superior Venacava) ซึ่งนําเลือดจากศีรษะและแขน และรับเลือดจากหลอดเลือดดําอินฟเรีย เวนาคาวา (Inferior Venacava) ซึ่งนําเลือดมาจากลําตัวและขาเขาสูหัวใจ เมื่อเอเตรียมขวาบีบตัว เลือดจะเขาสูเวนตริเคิลขวาโดยผานลิ้นไตรคัสพิด จากนี้เมี่อเวนตริเคิลบีบตัว เลือดจะผานลิ้นพัลโมนารี เซมิลูนาร (Pulmonary Semilunar Value) ซึ่งเปดเขาสูหลอดเลือดแดงพัลโมนารี (Pulmonary Artery) หลอดเลือดนี้นําเลือดไปยังปอดเพื่อแลกเปลี่ยนแก็ส โดยปลอยคารบอนไดออกไซด และรับออกซิเจน เลือดที่มีออกซิเจนสูงนี้จะไหลกลับสูหัวใจทางหลอดเลือดดําพัลโมนารี (Pulmonary Vein) เขาสูหองเอเตรียมซาย เมื่อเอเตรียมซายบีบตัว เลือดก็จะผานลิ้นไบคัสพิด เขาสูหองเวน ตริเคิลซาย แลวเวนตริเคิลซายบีบตัวดันเลือดใหไหลผานลิ้นเอออรติก เซมิลูนาร (Aortic Semilunar Value) เขาสูเอออรตา(Aorta) ซึ่งเปนหลอดเลือดแดงใหญ จากเอออรตาจะมีหลอดแตกแขนงแยกไปยังสวนตางๆ ของรางกายการเตนของหัวใจ (Heart beat) หัวใจของมนุษยจะมีการทํางานไดเองโดยปราศจากการกระตุนของเสนประสาท 1. Nodal tissues และ conducing system การเตนของหัวใจจะเริ่มจากกลุมเนื้อเยื่อที่มีลักษณะพิเศษซึ่งเรียกวา Nodal tissues เนื้อเยื่อนี้จะสามารถสรางกระแสประสาทหรือ สัญญาณไฟฟาขึ้นเองได และยังสามารถถายทอดสัญญาณใหแกกนและกันได เนื้อเยื่อชนิดพิเศษนี้มี 4 กลุม ัไดแก กลุมที่ 1 ไซโนเอเทรียล โนด (sinoatrial node) หรือ เอสเอ โนด (SA node) ซึ่งตั้งอยูในหัวใจหองบนขวา ใกลกับชองเปดของหลอดเลือด superior vena cava ซึ่ง SA node จะสรางสัญญาณไฟฟาหรือกระแสประสาทขึ้นมาและจะแผสัญญาณไฟฟาไปทั่วหัวใจหองบน ทําใหหวใจหองบนเกิดการหดตัว จากนั้นกระแสประสาทจะถูกสงมาที่เนื้อเยื่อกลุมที่ 2 ซึ่ง ัเรียกวา เอวี โนด (AV node) เปนเนื้อเยื่อที่ตั้งอยูบนหัวใจหองบนขวาใกลกับผนังที่กั้นระหวางหองบนทั้งสอง จาก AV nodeสัญญาณไฟฟาจะถูกไปยัง เนื้อเยื่อกลุมที่ 3 คือ เอวี บันเดิล (AV bundle) หรือ bundle of His ซึ่งตั้งอยูบริเวณสวนบนสุดของผนัง interventricular septum ซึ่งจะนํากระแสประสาทไปยังเนื้อเยื่อกลุมที่ 4 คือ เสนใยเพอรคินเจ(Perkinje fibers) ซึ่งแทรกอยูในหัวใจหองลางทั้งสองและทําใหหวใจหองลางเกิดการหดตัว เนื่องจากเนื้อเยื่อ SA ัnode เปนเนื้อเยื่อกลุมแรกที่สรางกระแสประสาทขึ้นมากอนเนื้อเยื่อกลุมอื่น ฉะนั้นมันจึงเปนกลุมที่กําหนดอัตราการเตนของหัวใจ ซึ่งถูกเรียกวาผูใหจังหวะการเตนของหัวใจ หรือ pacemaker แสดงตําแหนงที่ตั้ง Nodal tissues, conducing system ของหัวใจ และคลื่นไฟฟาของหัวใจ (Electrocardiogram, ECG)
  • 6 2. คลื่นไฟฟาของหัวใจ (Electrocardiogram, ECG) เปนกราฟที่แสดงการทํางานของหัวใจในรูปของคลื่นไฟฟาโดยการวัดสัญญาณไฟฟาในวงจรการทํางานของหัวใจโดยใช electrode วัดผิวหนังของรางกาย เชนบริเวณขอมือ ขอเทา และหนาอก ซึ่งกราฟนี้จะประกอบดวยคลื่น 3 ชนิด คือ - คลื่น พี (P wave) ซึ่งจะแทนการแผของกระแสประสาทจาก SA node ไปยังหัวใจหองบนทั้งสองกอนที่หัวใจหองบนทั้งสองจะหดตัว - คลื่น คิว อาร เอส (QRS wave) ซึ่งแสดงการแผของกระแสประสาทจาก SA node, AV bundle และ Purkinje fiberในหัวใจหองลางกอนที่หัวใจหองลางจะหดตัว - คลื่น ที (T wave) จะแสดงถึงการคลายตัวของหัวใจหองลาง คลื่นไฟฟาของหัวใจ (ECG) จะมีประโยชนทางการแพทย ที่จะใชตรวจสอบการทํางานของหัวใจ โดยที่คลื่นไฟฟาเหลานี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเกิดโรคหรือความผิดปกติข้ึนในกรณี ที่ มี ก ารทํ า งานของ SA node ล ม เหลว AV node จะสามารถทํ า ให หั ว ใจเต น ต อ ไปได แ ม ว า หั ว ใจอาจเต น ช า และลดประสิทธิภาพลงมาก SA node อาจเสื่อมจากโรคหรือการสูงอายุซึ่ ง สามารถรั ก ษาได โ ดยการใช pacemaker เที ย มซึ่ ง เป นเครื่องมือไฟฟ าเล็ก ๆ ที่ถูกนําเขา ไปติดตั้งแทนเนื้อเยื่อ nodaltissues ที่เสียหาย เครื่ องมือนี้จะสงกระแสไฟฟา เขาไปกระตุนกลามเนื้อหัวใจใหเกิดจังหวะของคลื่นไฟฟาของหัวใจที่สมบูรณ แสดงการเคลื่อนที่ของสัญญาณไฟฟาหรือกระแสประสาท ที่เกิดขึ้นเมื่อหัวใจเตน 3. วงจรการเตนของหัวใจ (cardiac cycle) ลําดับของเหตุการณที่เกิดขึ้นในระหวางการเตนของหัวใจที่สมบูรณ 1ครั้งเรียกวา คารดิแอคไซเคิล (cardiac cycle) ซึ่งใชเวลา 0.8 วินาที ซึ่งประกอบดวยการหดตัว (systole) และการคลายตัว(diastole) ของหัวใจหองบนและหัวใจหองลางสลับกัน การเกิด cardiac cycle แตละครั้งจะเริ่มตนดวยการสรางสัญญาณไฟฟาหรือกระแสประสาทใน SA node และแผสัญญาณไฟฟานี้ไปยังหองบนทั้งสองทําใหหัวใจหองบนทั้งสองเกิดการหดตัว เรียกวาatrial systole ขณะที่หัวใจหองบนหดตัว เลือดจะถูกบังคับใหลงสูหัวใจหองลาง เมื่อสัญญาณไฟฟาถูกสงไปถึงหัวใจหองลางจะทําใหหัวใจหองลางทั้งสองหดตัว (ventricular systole) เลือดจะถูกบังคับใหไหลผานลิ้นเซมิลูนาร เขาสู systemic circulationและ pulmonary circulationโครงสรางภายในของไต ถาผาตามยาวไตจะประกอบดวยสวนตางๆ ดังนี้ คือ1. รีนลแคปซูล (Renal capsule) เปนสวนเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่อยูดานนอกสุดหุม ั รอบไต2. เนื้อไต ประกอบดวย 2 สวน คือ 2.1 เนื้อไตชั้นนอก หรือรีนัลคอรเทกซ (Renal Cortex) มีสีแดงลักษณะเปนจุดๆ แตละจุดเมื่อขยายดูเปนกลุมของเสนเลือดฝอยที่เรียกวา โกลเมอรูลัส (Glomerulus) และถุงโบวแมนสแคบซูล (Bowmans capsule)ทําหนาที่เกี่ยวกับการกรองของเสียออกจากเลือด นอกจากนี้ยังเปนที่อยูของทอหนวยไตสวนตน (Proximal tubule) และทอหนวยไตสวนปลาย (Distal tubule) ซึ่งเปนสวนประกอบของหนวยไต (Nephron) 2.2 เนื้อไตชั้นใน หรือรีนัลเมดัลลา ( Renal medulla ) เปนชั้นที่มีสีจางกวาเนื้อไตชั้นนอก มีลักษณะเปนเสน ๆ หรือหลอดเล็ก ๆ รวมกันเปนกลุม ๆ มีรูปรางลักษณะ เปนภาพสามเหลี่ยมคลายพีระมิด เรียกวา รีนัลพีระมิด (Renal pyramid) ปลายยอดของพีระมิดเปนยอดแหลมซึ่งเกิดจากทอรวม
  • 7(Collecting tubule) มารวมกันเรียกวา พาพิลลา (Papilla) และนําน้ําปสสาวะสงเขาสูบริเวณที่มีลกษณะเปนกรวย เรียกวา ักรวยไต (Renal pelvis)3. กรวยไต (Renal pelvis) ทําหนาที่รองรับน้ําปสสาวะที่มาจากแคลิกซ และสงตอไปสูทอไต (Ureter) นําเขาสูกระเพาะปสสาวะและนําน้ําปสสาวะออกทางทอปสสวะ ทั้งชั้นคอรเทกซและเมดัลลา ประกอบดวยหนวยยอยของไตที่ทําหนาที่ในการสรางน้ําปสสาวะ เรียกวา หนวยไต(nephron) นอกจากนี้ยังพบหลอดเลือด ทอน้ําเหลืองและเสนประสาทในชั้นเนื้อไตดวยสวนประกอบของหนวยไต (Nephron) แตละอัน ประกอบดวย 2 สวนใหญ ๆ คือ1. รีนลคอรพัสเคิล (Renal corpuscle) เปนสวนที่เกี่ยวของกับการกรอง (Filtering unit) ซึ่ง ัประกอบดวย 1.1โกลเมอรูลัส (Glomerulus) : เปนกลุมหลอดเลือดฝอย (Glomerulus capillaries) ที่ขดรวมกันบรรจุอยูในโบวแมนสแคบซูล (Bowman’s capsule) ทําหนาที่กรองน้ําและสารบางชนิดออกจากพลาสมาใหเขามาในทอหนวยไต 1.2 โบวแมนสแคบซูล (Bowman’s capsule) : เปนสวนตนของทอหนวยไตสวนตนที่ปลายขางหนึ่งโปรงออกมาเปนกระเปาะภาพทรงกลม แตมีรอยบุมเขาไปขางในคลายถวยเปนถุงหุมโกลเมอรูลัส และของเหลวที่กรองไดจะผานเขามายังบริเวณนี้ 2. สวนทอของหนวยไต (Renal tubule) เปนทอกลวงมีผนังประกอบดวยเซลลเยื่อบุผิว (Epithelial cell) บางชั้นเดียวบุทอหนวยไต ทําหนาที่เปลี่ยนแปลงองคประกอบของของเหลวที่กรองไดใหเปนน้ําปสสาวะ ทอของหนวยไต ประกอบดวยทอสวนตาง ๆ ดังนี้ 2.1 ทอสวนตน (Proximal tubule) อยูตอโบวแมนสแคบซูล (Bowman’s capsule) เปนทอขดไปมาชั้นคอรเทกซ(Cortex) เปนบริเวณที่มีการดูดสารกลับเขาสูระบบไหลเวียนเลือดมากที่สุด 2.2 ทอหนวยไตภาพตัวยู หรือหวงเฮนเล ( U-shape / Henle’s loop)หลอดโคงภาพตัวยู ยื่นเขาไปในชั้นเมดัลลา ( Medulla ) 2.3 ทอขดสวนปลาย (Distal tubule) ตอจาก Henle’s loop เปนทอขดไปมาในชั้นคอรเทกซ (Cortex) ทอสวนนี้จะมาเปดรวมกับทอรวม (Collecting tubule) 2.4. ทอรวม (Collecting tubule) เปนบริเวณที่ทอขดสวนปลายของหนวยไตอื่น ๆ มาเปดรวมกัน เพื่อนําน้ําปสสาวะสงตอไปยังกรวยไต (Pelvis) ทอไต (Ureter) กระเพาะปสสาวะ (Urenary bladder) และทอปสสาวะ (Urethra)ตามลําดับ หนวยไตจะทําหนาที่ในการสรางน้ําปสสาวะ(Urine formation) ประกอบดวยกระบวนการที่สําคัญ 3ขั้นตอน ไดแก 1. การกรองสารที่โกลเมอรูลัส (Glomerularfiltration / Ultrafiltration) 2. การดูดสารกลับที่ทอหนวยไต (Tubularreabsorption) 3. การหลั่งสารโดยทอหนวยไต (TubularSecretion)
  • 8 ตารางเปรียบเทียบสารในเลือด ของเหลวที่กรองผานโกลเมอรูลัสและน้ําปสสาวะ สาร น้ําเลือด (g/100cm3) ของเหลวที่กรองผานโกลเมอรูลัส น้ําปสสาวะ 3 (g/100 cm ) (g/100 cm3) น้ํา 92 90-93 95 โปรตีน 6.8-8.4 10-20 0 ยูเรีย 0.0008-0.25 0.03 2 กรดยูริก 0.003-0.007 0.003 0.05 แอมโมเนีย 0.0001 0.0001 0.05 กลูโคส 0.07-0.11 0.1 0 โซเดียม 0.31-0.33 0.32 0.6 คลอไรด 0.35-0.45 0.37 0.6 ซัลเฟต 0.002 0.003 0.15การรักษาสมดุลของไต ไตควบคุมน้ําของรางกายในสภาพการขับน้ําปสสาวะ ถารางกายขาดน้ําหรือน้ําในเลือดนอยทําใหปริมาตรน้ําในเลือดลดลง ความเขมขนของเลือดเพิ่มมากขึ้นทําใหแรงดันออสโมติกของเลือดสูงขึ้น จะไปกระตุนตัวรับรู(receptor) การเปลี่ยนแปลงแรงดันออสโมติกในสมองสวนไฮโพทามัส ไปกระตุนตอมใตสมองสวนทาย (Posteriorlobe of piuitary gland)ใหปลอยฮอรโมนแอนติไดยูเรติก (Antidiuretic hormone ;ADH หรือ Vasopressin)ออกมาสูกระแสเลือดและสงไปยังทอหนวยไตสวนปลายและทอรวม ทําใหเกิดการดูดน้ํากลับเขาสูเลือดมากขึ้นปริมาตรของเลือดมากขึ้นพรอมกับขับน้ําปสสาวะออกนอยลง นอกจากนี้ภาวะที่มีการขาดน้ําของรางกายยังกระตุนศูนยควบคุมการกระหายน้ําในสมองสวนไฮโพทาลามัสทําให เกิดการกระหายน้ํา เมื่อดื่มน้ํามากขึ้นแรงดันออสโมติกในเลือดจึงเขาสูสภาวะปกติ ภาพ แสดงกลไกการรักษาสมดุลน้ํา ของรางกายโดยฮอรโมน ADH ภาพ แสดงสู ตรโครงสร างของสารประกอบไนโตรเจนที่ เ กิดจาก เมแทบอลิซึมของโปรตีนแลกรดนิวคลีอิกในรางกายสัตว
  • 9ระบบน้ําเหลือง ( Lymphatic system ) ระบบน้ําเหลืองเปนระบบลําเลียงสารตาง ๆ ใหกลับเขาสูหลอดเลือด โดยเฉพาะสารอาหารพวกกรดไขมันที่ดูดซึมจากลําไสเล็ก ระบบน้ําเหลืองจะไมมีอวัยวะสําหรับสูบฉีดไปยังสวนตาง ๆ ประกอบไปดวย น้ําเหลือง(Lymph) ทอน้ําเหลือง (Lymph vessel)และอวัยวะน้ําเหลือง (Lymphatic organ)ภูมิคุมกันของรางกาย ในรางกายของเราไดรับสิ่งแปลกปลอมมากมาย มีท้ังเชื้อโรคไดแก แบคทีเรียเชื้อรา ไวรัส พยาธิตางๆ สารเคมีที่เจือปนอยูในอากาศที่จะเขาสูรางกายทาง ผิวหนัง ทางระบบหายใจ ทางระบบยอยอาหารหรือทางระบบหมุนเวียนเลือดโดยปกติรางกายจะมีการปองกันและกําจัดสิ่งแปลกปลอมที่เปนอันตรายตอรางกายโดยระบบภูมคุมกัน(immunity) สิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคไมสามารถเขาสูรางกายไดโดยงายเพราะรางกายมีดานปองกันและตอตานเชื้อ ิโรคหรือสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรคที่ถูกทําลายจะไปกระตุนลิมไฟไซตในเลือดใหสรางแอนติบอดี เพื่อทําลายเชื้อโรคโดยตรง เรียกการปองกันนี้วา ภูมคุมกันโดยกําเนิดหรือแบบไมจําเพาะ (Innate Immunity/ Nonspecific defense) นอกจากนี้รางกายยังมีกลไก ิสรางภูมคุมกันอีกแบบหนึ่งคือ ภูมิคุมกันจําเพาะ (Acquired Immunity / Specific defense) จะเกิดขึ้นเมื่อเชื้อโรคเขาไปสู ิเลือดและถูกเซลลฟาโกไซตทําลาย ชิ้นสวนของแอนติเจนจะไปกระตุนใหลิมโฟไซตชนิดเซลลบีและเซลลที ที่มีความจําเพาะตอแอนติเจนนั้นใหแบงเซลลเพิ่มจํานวน 1) เซลลบี มีคุณสมบัติสรางแอนติบอดีจําเพาะเมื่อถูกแอนติเจนกระตุน เซลลบีแบงเซลลไดเซลลพลาสมา(PlasmaCell)และเซลลเมมมอรี(Memory Cell) เซลลพลาสมาจะสรางแอนติบอดีทําลายเชื้อโรคเฉพาะแตละชนิด สวนเซลลเมมมอรีจะสรางแอนติบอดีทําลายเชื้อโรคชนิดเดิมถาเขาสูรางกายอีก 2) เซลลที มีการทํางานซับซอนมาก แบงเปนชนิดยอยๆหลายชนิด บางชนิดทําหนาที่กระตุนเซลลบีใหสรางแอนติบอดี และควบคุมฟาโกไซตใหอยูในภาวะสมดุล บางชนิดทําหนาที่เหมือนเซลลเมมมอรี การทํางานของ B cell