Your SlideShare is downloading. ×
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
ถามให้คิดสะกิดใจ Complete
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

ถามให้คิดสะกิดใจ Complete

428

Published on

หนังสือพิสูจน์พระเจ้า มีจริงหรือไม่? …

หนังสือพิสูจน์พระเจ้า มีจริงหรือไม่?

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
428
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
7
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. ¶ÒÁãËŒ¤Ô´...ÊСԴã¨à¢Õ¹â´Â : Í.ªÒÃÕ¿ ǧȏàʧÕèÂÁÍ͡Ẻ»¡ : ÍÑ««ÒºÔ¡Ù¹ ÊÒ¤ÙÃÍ«Ò¹¾ÔÊÙ¨¹ÍÑ¡Éà : «Í¿‚¹ÐÎÚ ºÔ¹µÔ ¡Íà«çÁ¾ÔÁ¾¤ÃÑ駷Õè 2 : ¾ÄÉÀÒ¤Á 2555Êӹѡ¾ÔÁ¾ : «ÒºÔ¡Ù¹ 42/2 Á.2 µ.ÊÐ൧¹Í¡ Í.àÁ×ͧ ¨.ÂÐÅÒ 96130âç¾ÔÁ¾ : ºÃÔÉÑ· ¹ÑµÇÔ´Ò ¡ÒþÔÁ¾ ¨Ó¡Ñ´ÊÑ觫×éÍ˹ѧÊ×Íä´Œ·Õè : www.sunnahtrade.com ¤Ø³ÍÔºÃÍÎÔÁ ÊÒàËÁÒ â·Ã : 085-365-0015àÇçºä«µ¡ÅØ‹ÁÍÑ««ÒºÔ¡Ù¹ : www.ÍÔÊÅÒÁ.net
  • 2. ÊÙ਌ÒÁÔä´Œã¤Ã‹¤ÃÇÞ´ÙºŒÒ§ËÃ×Í ?
  • 3. 1จะพิสูจน์ ได้ อย่ างไรถึงพระผู้สร้ างทีแท้ จริง ่ถามให้ คด...สะกิดใจ ิสู เจ้ ามิได้ ใคร่ ครวญดูบ้างหรือ ? อ. ชะรี ฟ วงศ์เสงี่ยม บทความต่อไปนี้ถูกเขียนขึ้นเพื่อที่จะเตือนสติผที่ ู้ยังปฏิ เสธหรื อยังไม่แน่ ใจถึงการมี อยู่ของพระผูสร้ างที่ ้แท้จริ ง หรื อเราจะเรี ยกว่าพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งก็ได้ โดยมี ค วามหวัง ว่ า พี่ น้อ งมุ ส ลิ ม ท่ า นใดที่ มี เ พื่ อ นเป็ นชาวต่างศาสนิ ก บทความนี้ อาจจะเป็ นประโยชน์แก่เขาได้โดยขอให้นาบทความนี้ ไปใช้ประโยชน์ให้มากที่สุดเพื่อ ํเป็ นก้าวแรกในการสะกิ ดจิตสํานึ กเบื้องลึกของเขาผูน้ ัน ้อิสลามสอนเอาไว้ว่า มนุ ษย์ทุกคนเกิดขึ้นมาโดยมีความเชื่ อ ในพระผู ้เ ป็ นเจ้ า ที่ แ ท้จ ริ งอยู่ ต้ ัง แต่ เ กิ ด แล้ว แต่เนื่ องมาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเขาทําให้เขาผูน้ ัน มี ความคิ ดความเชื่ อที่ เ ปลี่ ยนแปลงไปจากเดิ ม ้เช่ น กลายเป็ นผูที่ปฏิเสธพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งไป และ ้บางรายปากก็กล่าวว่า ไม่เชื่อในพระเจ้าหรื อพระผูสร้างที่ ้แท้จ ริ ง แต่ ใ นขณะเดี ย วกัน ก็ ก ราบไหว้บู ช าสิ่ ง ต่ า ง ๆ
  • 4. 2สารพัด ไม่ว่าจะเป็ นผีสางนางไม้ รู ปปั้ นต่าง ๆ หรื อไม่ก็ต้นไม้ ทั้งนี้อย่างที่บอกไปแล้วว่า มนุษย์เกิดขึ้นมาโดยถูกฝังความเชื่ อในพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งมาในตัวแล้ว ด้วยเหตุ น้ ี มนุ ษ ย์ที่ ห ลอกตัว เองก็ เ ลยปฏิ เ สธ พระผูเ้ ป็ นเจ้าหรื อพระผูสร้างที่แท้จริ ง และหันไปเคารพบูชาพระเจ้าที่ ้จอมปลอมทั้ง หลาย ซึ่ งภาษาอาหรั บ ใช้ค ํา ว่ า ตอฆู ตถึ งแม้ว่า เขาผูน้ ัน จะไม่ เ รี ย กสิ่ งนั้น ว่า พระเจ้า ก็ตาม แต่ ้หลี กเลี่ ยงไปเรี ยกชื่ ออื่ นเพื่อปลอบใจตัว เองและหลอกตัวเอง แต่ในจิตสํานึ กลึก ๆ แล้วเขาก็ไม่อาจที่จะหลอกตัวเองได้ เมื่อพูดถึงเรื่ องที่ว่า มนุ ษย์เกิ ดขึ้นมาพร้อมกับความเชื่อในพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง ก็ทาให้นึกถึงคํากล่าว ํที่ ว่า ถ้าคุ ณ นํา เด็ก กลุ่ มหนึ่ ง ที่ เ กิ ด มาใหม่ ไ ปเลี้ ย งไว้ใ นสถานที่ ๆ จัด เตรี ยมไว้โ ดยเฉพาะ โดยไม่ ใ ห้ ไ ด้รั บอิทธิ พลจากสิ่ งแวดล้อมใด ๆ ทั้งสิ้ น ไม่ว่าจะเป็ นศาสนาหรื อ วัฒ นธรรมใด ๆ และไม่ ใ ห้ เ ด็ ก กลุ่ ม นั้น เห็ น หรื อพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผูใดทั้งสิ้ น เมื่อถึงเวลา ้ก็เอาข้าวเอานํ้าไปให้ เมื่อเด็กกลุ่มนั้นเติบโตมา ก็ให้เราเข้า ไปเรี ย นรู ้ ห ลัก ความเชื่ อ ของเด็ก กลุ่ ม นั้น ดู ว่ า เขามีความเชื่ อ อย่างไร แน่ นอนที่ สุดสิ่ งที่ เราจะพบก็คือ เด็กกลุ่มนั้นจะเติ บโตขึ้นมาในสภาพที่ เชื่ อในการมี อยู่ของ
  • 5. 3พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งเพียงองค์เดียว โดยไม่ตองมีใครไป ้สั่งสอน หรื อบอกกล่าวแก่พวกเขาเลย เพียงแต่ว่าเขาจะ ้ ่เรี ยกพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งผูน้ ีวาชื่ออะไรเท่านั้นเอง แต่ที่สําคัญก็คือ เด็กกลุ่มนั้นจะเติบโตขึ้นมาโดยเชื่ อถึงการมีอยู่ของพระผูสร้ าง หรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แท้จริ ง โดยไม่ ้ต้องมีใครไปสังสอนบอกกล่าว ่ มนุ ษย์เติบโตมาพร้อมด้วยสติปัญญาและเหตุผลที่ จ ะเป็ นเครื่ อ งช่ ว ยตัด สิ น ในกิ จ การงานต่ า ง ๆ ทั้ง ที่ มีความสําคัญและไม่สําคัญ มนุ ษย์มีความแตกต่างไปจากสัตว์ตรงที่มนุ ษย์รู้จกใช้สติปัญญาและเหตุผล ตั้งแต่ตื่น ันอนขึ้ น มาจนถึ ง เข้า นอนอี ก ครั้ งหนึ่ ง มนุ ษ ย์เ ราจะใช้ ่ความคิดอยูตลอดเวลา ไม่คิดเรื่ องโน้นก็เรื่ องนี้ แม้เมื่อเราหยุดพักจากการทํางานหนักที่เหน็ดเหนื่ อยแล้วก็ตาม แต่กระนั้น ความคิ ด ของเราก็ไ ม่ รู้สึ ก เหน็ ด เหนื่ อยที่ จะคิ ดหยุดพักบ้าง แต่มนก็ยงคงคิดไปต่าง ๆ นา ๆ เรื่ องใดเรื่ อง ั ัหนึ่ ง เมื่ อ บอกว่า มนุ ษ ย์แ ตกต่ า งไปจากสั ตว์ คุ ณ รู ้ ไ หมครับว่า เมื่อหนึ่ งพันปี หรื อหนึ่ งหมื่นปี ที่แล้ว นกอาศัยอยู่ ่ที่ไหนกัน ? คุณก็จะตอบว่า อยูในรังหรื อบนต้นไม้ และในปั จจุบนนี้ ล่ะครับ นกที่ว่านี้ อาศัยอยูที่ไหน ? คําตอบก็ ั ่คือ ที่รังหรื อบนต้นไม้เหมือนเดิม และคุณรู ้ไหมครับว่า
  • 6. 4เมื่อหนึ่งพันปี หรื อหนึ่งหมื่นปี ที่แล้วมนุษย์อาศัยอยูที่ไหน ่กัน ? คําตอบคือ อยู่ในที่อยู่อาศัยที่ยงไม่เจริ ญ และใน ัปั จจุบนนี้ มนุ ษย์อาศัยอยู่ที่ไหนกัน ? คําตอบคือ อยู่ใน ับ้านหรื ออาคารที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงาม คงตอบและคิดอะไรบางอย่างได้น่ะครับว่า มนุษย์เรามีการพัฒนาทางความคิด สติปัญญา ย้อนกลับไปที่เรื่ องความคิดของมนุ ษย์ มนุ ษย์ผูที่มีความคิดอยู่ตลอดเวลาคิดสิ่ งนั้นสิ่ งนี้ ้เคยที่ จ ะได้คิ ด อย่า งไม่ ห ลอกตัว เองบ้า งไหมว่า มนุ ษ ย์ทั้งหลายร่ วมทั้งตัวเขาเองเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ได้อย่างไรและเกิ ด ขึ้ น มาเพื่ อ อะไร ตายแล้ว จะไปไหน ใครเป็ น ่ผูสร้างเขามา รวมทั้งสรรพสิ่ งที่อยูรอบ ๆ ตัวเขาที่เขาเห็น ้มันอยูทุกวันจนเคยชิน เช่น โลกที่เขาอาศัยอยู่ สรรพสัตว์ ่ทั้ง หลาย ร่ ว มทั้ง จัก รวาลอัน กว้า งใหญ่ ไ พศาลอัน หาขอบเขตมิได้ และที่สาคัญที่สุดนันคือ ตัวของเขาเอง ใคร ํ ่กัน เล่ า ที่ ไ ด้ส ร้ า งสิ่ ง เหล่ า นี้ รวมทั้ง ตัว ของเขาขึ้ นมาอิสลามได้สอนให้มนุ ษย์ได้ใช้สติปัญญาและเหตุผลที่มีอยู่กบเขาอย่างไม่หลอกตัวเอง โดยสอนให้มนุ ษย์ได้คิด ัและใคร่ ค รวญถึ ง สิ่ ง ต่ า ง ๆ เหล่ า นี้ และพยายามที่ จ ะแสวงหาคําตอบจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ในคัมภีร์อลกุรอาน ั
  • 7. 5ซึ่งมีโองการสั้น ๆ โองการหนึ่ งได้ถามเราเอาไว้ให้ได้คิดใคร่ ครวญว่า :“พวกเจ้ าเห็นสิ่ งที่พวกเจ้ าหลั่งออกมา (อสุ จิ) แล้ วมิใช่หรือ ? พวกเจ้ าสร้ างมันขึนมา หรือว่ าเราเป็ นผู้สร้ าง” ้[ความหมายคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 56 โองการที่ 58-59] ท่านเคยเห็นนํ้าอสุ จิที่ท่านหลังออกมาไหมครับ ? ่ถามว่าในปั จจุบนนี้ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมีความ ัเจริ ญก้าวหน้าเป็ นอย่างมาก แต่ถามว่ามีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้า งไหมที่ ส ามารถออกมาประกาศว่ า ตนเองสามารถที่จะสร้างหรื อผลิตนาอสุ จิของมนุษย์ข้ ึนมาเองได้ ้…มีไหมครับ ? มีนกวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่ ัสามารถสร้างหรื อผลิตรังไข่ ของเพศหญิงขึ้นมาได้ ? มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างครับที่สามารถสร้างหรื อผลิตลูกอัณฑะขึ้ นมาเองได้…มีไหมครับ ? มีนกวิทยาศาสตร์ัคนไหนบ้างไหมครับที่สามารถผลิตโปรตีนโมเลกุลขึ้นมาสักตัวหนึ่งได้ อันเป็ นส่ วนประกอบที่สาคัญของชีวิตที่จะ ํขาดเสี ยมิได้เป็ นอันขาด มีไหมครับ ? นี่ ยงไม่ตองพูดถึง ั ้เซลล์ ซ่ ึ งมี ขนาดใหญ่กว่าโปรตีนโมเลกุลหลายร้ อยเท่า
  • 8. 6ถ้าคนเรี ยนวิชาชี ววิทยาจะรู ้ ดีในเรื่ องนี้ …ถามว่ามนุ ษย์สร้ า งมนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองขึ้ น มาได้ไ หม แม้ว่ า ปั จ จุ บ ัน นี้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะมีความเจริ ญก้าวหน้าอย่างมาก อย่างที่เราได้เห็ นอยู่แล้วก็ตาม แต่กระนั้น มีมนุ ษย์หรื อนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างไหมครับที่สามารถสร้างสิ่ งเพียงไม่กี่สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ มีไหมครับ ? เมื่อ50 ปี ที่ แล้ว หรื อ 100 ที่ แ ล้ว หรื อเมื่ อ 500 ปี ที่ แล้ววิ ท ยาศาสตร์ ย ัง ไม่ มี ค วามเจริ ญก้ า วหน้ า อะไรเลยเพราะฉะนั้นเลิกพูดไปได้เลย เพราะตอนนั้นเทคโนโลยี ็ั ่และวิทยาศาสตร์กยงไม่รู้อยูไหนเลย ก็ในเมื่อมนุษย์ยงไม่ ัสามารถสร้างหรื อผลิตแม้แต่อสุ จิตวเดียวขึ้นมาก็ยงไม่ได้ ั ัหรื อแม้ แ ต่ ม ดตั ว เล็ ก ๆ เพี ย งตั ว เดี ย วมนุ ษ ย์ ก็ ไ ม่ มีความสามารถที่จะสร้างขึ้นมาได้ สิ่ งที่มนุษย์ผมีสติปัญญาู้และเหตุผลน่าจะถามตัวเองก็คือ : แล้วมนุษย์เกิดมาได้อย่างไร ? บางคนก็จะตอบมาในทํานองว่า เกิดมาจากเชื้ออสุ จิ ถ้าเช่นนั้นก็ถามต่อไปสิ ว่ า แล้ว ตัว ท่ า นนี้ เกิ ด มาจากนํ้า อสุ จิ ข องใครครั บ …?ท่านก็จะตอบว่า เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของพ่อของท่าน ก็ถามต่อไปว่า และพ่อของท่านสร้างหรื อผลิตนํ้าอสุ จิข้ ึนมาเองได้หรื อไม่ หรื อมีความสามารถที่จะบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้
  • 9. 7หรื อไม่…? ย่อมไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ถามต่อไปว่า แล้วถ้า เป็ นเช่ น นี้ พ่ อ ท่ า นเกิ ด มาจากนํ้า อสุ จิ ข องใครอี ก ทีครับ…? ท่านก็จะตอบว่า ของพ่อของพ่อของท่าน นันก็ ่คือปู่ ก็ขอถามเพื่อยํ้าอี ก ว่า มนุ ษ ย์สามารถที่ จ ะผลิ ตนํ้าอสุ จิหรื อบังเกิดตัวเองขึ้นมาได้ไหม…? ก็ในเมื่อมนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะให้บงเกิดตัวเขาขึ้นมาเองได้ และก็ยง ั ัไม่สามารถที่จะสร้างหรื อผลิตนํ้าอสุ จิข้ ึนมาได้ ถ้าเช่นนั้นมนุ ษย์เกิ ดมาได้อย่างไร ? และใครกันที่เป็ นผูสร้างที่ ้แท้จริ งที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ? ยกตัวอย่างเช่น มีเลขที่ 1-100 ตัวท่านเป็ นเลขที่100 เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของเลขที่ 99 เลขที่ 99 ก็เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของเลขที่ 98 และเลขที่ 98 ก็เกิดมาจากนํ้าอสุ จิของเลขที่ 97 ถามว่า ถ้าไม่มีเลขที่ 50 จะมีเลขที่ 100 ได้ไหมครับ ? จะมีเลขที่ 99 ได้ไหมครับ ? และจะมีเลขที่ 98ได้ไหมครับ ? ย่อมมีไม่ได้อย่างแน่นอน ก็ในเมื่อมนุษย์สร้ า งมนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองไม่ ไ ด้แ ละก็ ย ง ไม่ ส ามารถที่ จ ะ ับังเกิ ดตัวเองขึ้นมาได้แล้ว แล้วมนุ ษย์เกิ ดมาได้อย่างไรกัน ใครกันเป็ นผูที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ? ขอถามท่านสักนิด ้ว่า ท่านคิดว่ามันเป็ นไปได้ไหมที่ พายุโทนาโดที่ ได้พด ัผ่านเข้ามายังกองเศษเหล็กและของเก่ าที่ กองสุ มกันอยู่
  • 10. 8และสามารถทําให้เกิดเป็ นเครื่ องบินโบอิง 747 ขึ้นมาได้จากเศษเหล็กและของเก่าที่กองสุ มกันอยู่น้ ัน ท่านคิดว่ามันเป็ นไปได้หรื อไม่ ? แน่นอนผูที่มีสติปัญญาไม่ตองใช้ ้ ้เวลาคิดนานเลยที่ จะตอบคําถามนี้ และท่านรู ้ไหมครับว่าความน่าจะเป็ นที่มนุษย์จะเกิดขึ้นมาเองโดย “ธรรมชาติ‛ที่ บางคนชอบใช้คานี้ กัน เพื่ อหลอกตัว เองและเป็ นการ ํหาทางออกให้แ ก่ ต ัว เองอย่า งง่ า ย ๆ และเพื่ อ เป็ นการปลอบใจตัวเอง หรื อการที่ม นุ ษย์จะเกิ ดขึ้นมาโดยความบังเอิญนั้น ยิงมีความเป็ นไปไม่ได้หลายร้อยหลายพันเท่า ่เมื่อเทียบกับตัวอย่างเรื่ องเครื่ องบินโบอิง 747 ที่ยกมาให้ดูข้างต้นเสี ยอีก นี่ เป็ นสิ่ งที่นกวิทยาศาสตร์ ได้เปรี ยบเทียบ ัเอาไว้ให้ดูเป็ นตัวอย่าง(อ้ างอิ งจาก : Hoyle on Evolution, Nature, vol. 294,November 12, 1981, p. 105) อย่างที่ ไ ด้บ อกไปแล้ว ว่า มนุ ษ ย์หลาย ๆ คนที่ชอบหลอกตัวเอง แต่เมื่อต้องเผชิ ญหน้ากับคําถามเช่นนี้ดังตัวอย่างที่ยกมาให้ดู ก็จะพูดออกไปโดยไม่ย้ งคิดเพื่อ ัหาทางออกให้แก่ตวเอง โดยกล่าวว่า ‚ธรรมชาติ‛ ได้ ัสร้างมนุษย์ข้ ึนมา โดยที่ตวเขาเองก็ไม่รู้ว่า ‚ธรรมชาติ‛ ที่ ั
  • 11. 9เขาพูดออกมานี้คืออะไรกัน มีลกษณะอย่างไร เมื่อถึงจุดนี้ ัผมขอให้ท่านผูอ่านได้ใช้สติปัญญาคิดดูอีกสักนิดหนึ่ง ถ้า ้ผมจะถามท่านว่า เป็ นไปได้ไหมถ้าผมจะพูดว่า “ปล่อย ่ให้อิฐ หิ น ปูน ทรายมันอยูอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวมันก็คงจะสร้างตัวเองเป็ นบ้าน ขึ้นมาตามธรรมชาติได้‛ แน่นอนถ้าเป็ นเช่นนี้ แม้ให้รอเป็ นพันเป็ นหมื่นปี ก็ไม่มีวนที่อิฐ หิ น ัปูน ทรายเหล่านั้นจะมารวมตัวกันตาม ‚ธรรมชาติ‛ และทําให้เกิ ดเป็ นบ้านขึ้นมาได้ แต่สติปัญญาของมนุ ษย์บ่งบอกว่า มันจะเป็ นบ้านขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อมีผใดผูหนึ่ งที่มี ู้ ้สติปัญญาและความรอบรู ้นาอิฐ หิ น ปูน ทรายเหล่านี้ มา ํประกอบกันเป็ นบ้านหรื อเป็ นอาคารขึ้นมา และแน่ นอนอย่างที่สุดว่า ร่ างกายมนุษย์เรานี้ มีอวัยวะต่าง ๆ ที่มีระบบการทํางานที่ซับซ้อนมากไปกว่าคอมพิวเตอร์ ที่เราใช้กน ัอยู่หลายร้อยหลายพันเท่านัก และเป็ นไปได้ไหมล่ะครับที่ ส่ว นประกอบต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ เหล่านั้นจะมารวมตั ว กั น ขึ้ นมาเองตามธรรมชาติ จ นกลายเป็ นคอมพิวเตอร์ สมัยใหม่อนมี ระบบการทํางานที่ ซับซ้อน ัเป็ นไปได้ไหมครับที่สิ่งเหล่านี้ รวมทั้งโปรแกรมต่าง ๆ ที่ติดมากับคอมพิวเตอร์ จะเกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติโดย ัที่ไม่มีผที่ใส่ โปรแกรมให้กบมันและสร้างมันขึ้นมา ? ู้
  • 12. 10กรดอะมิโนกับโปรตีนโมเลกุล ที น้ ี เรามาพู ด ถึ ง ประเภทของกรดอะมิ โ นกับโปรตีนกันบ้าง แต่ก่อนจะเข้าเรื่ องนี้ ขอถามคําถามอะไรสักอย่างหนึ่ งก่อน สมมุติว่า คุณเข้าไปยังห้อง ๆ หนึ่ งที่กว้างมาก เข้าไปก็เห็นเหรี ยญเงินกระจัดกระจายกันอยูทว ่ ั่ทั้งพื้นห้องเต็มไปหมดเลย ประมาณ 1 ล้านเหรี ยญ และคําถามคือ ถ้าคุณเดินไปดูเหรี ยญเงินทุกเหรี ยญที่กระจายอยู่บนพื้นห้อง คุณคิดว่าคุณจะเจอเหรี ยญในสภาพที่เป็ นหัวอย่ างเดียว หรื อว่าก้ อยอย่ างเดียว หรื อว่าสลับกันไปหัวบ้ างก้ อยบ้ าง ...แน่นอน เหรี ยญที่คุณไปดูแต่ละเหรี ยญจะต้องอยู่ในสภาพที่สลับกันไป หัวบ้าง ก้อยบ้าง แต่ถา ้สมมุติว่า สิ่ งที่คุณพบคือ เหรียญทุกเหรียญอยู่ในสภาพที่เป็ นหัวหมดทุกเหรี ยญเลย คุ ณต้องคิดว่าอะไร ? ...แน่นอนคุณต้องคิดว่า จะต้องมีใครตั้งใจทําให้เหรี ยญทุกเหรี ยญเป็ นหัวอย่างแน่ นอน ถ้าผมถามคุณต่อว่า เป็ นไปได้ไหมที่ เหรี ยญมันเป็ นหัวเพราะเป็ นไปตามธรรมชาติไม่ มีใครไปพลิกมันให้ เป็ นหัว... หรื อถ้าผมพูดกับคุณว่าเหรียญทุกเหรียญที่อยู่บนพืนห้ องมันร่ วมมือกันพร้ อมใจ ้กันพลิกตัวเองให้ อยู่ในสภาพหัว... คุณจะว่าอย่างไรถ้ามี
  • 13. 11ใครพูดกับคุณอย่างนี้ ... แน่ นอนคุณต้องตําหนิ เขาว่า พูดอะไรไร้สาระ ไร้เหตุผล เป็ นไปไม่ได้อย่างแน่นอน ถ้าผมจะถามคุ ณ ว่ า เพราะอะไรจึ ง เป็ นไปไม่ ไ ด้ที่ เ หรี ย ญจะพร้อมใจกันพลิกตัวเองให้เป็ นหัว ...เพราะอะไรครับ ? ...ก็เพราะเรารู ้ดีว่า เหรี ยญเป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิต และสิ่ งที่ไม่ มีชี วิตนั้นไม่ สามารถที่จะควบคุม จัดการ สั่ งการ หรื อทาอะไรอย่ างมีเปาหมายที่แน่ นอนได้ ด้วยตัวของมันเองได้ ้เพราะฉะนั้นสรุ ปก็คือ ถ้าเหรี ยญทั้ง 1 ล้านเหรี ยญเป็ นหัวทั้งหมด แน่ นอนที่สุดจะต้องมีผู้ที่มีชีวิต มีความรอบรู้ มีความตั้ ง ใจทํา ให้ ม ัน เป็ นเช่ น นั้ น ที น้ ี เรามาเข้า เรื่ องประเภทของกรดอะมิ โนและโปรตี น ซึ่ งเป็ นสิ่ งที่ ไ ม่ มีชีวิต ไม่มีปัญญา อีกทั้งไม่มีความรู ้สึกนึกคิด มี สิ่ ง หนึ่ ง ที่ มี อ ยู่ใ นสิ่ ง มี ชี วิ ต ทั้ง หลาย ไม่ ว่ า จะเป็ นมนุ ษย์หรื อสัตว์ สิ่ งนั้นก็คือสิ่ งที่เรี ยกว่าเซลล์ (Cell)และเซลล์ที่ว่ามานี้ เกิ ด ขึ้ น มาจากสิ่ งที่ เ รี ย กว่า “โปรตีนโมเลกุล” อีกทีหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเซลล์ และโปรตีนโมเลกุลก็เกิดขึ้นมาจากสิ่ งที่เรี ยกว่า “กรดอะมิโน” อีกทีหนึ่ ง ซึ่ งก็ มี ข นาดเล็ ก กว่ า โปรตี น โมเลกุ ล ไปอี ก ทั้งร่ างกายของมนุษย์และสัตว์จะต้องมีสิ่งที่กล่าวมานี้ อยู่ ซึ่ ง
  • 14. 12เป็ นสิ่ งที่จะขาดไม่ได้เด็ดขาด และในทางเคมีแล้ว กรดอะมิ โ นจะมี อ ยู่ ด้ ว ยกัน 2 ชนิ ด หรื อ ประเภท นั่น คื อ 1.ประเภทที่เรี ยกว่า left-handed และ 2. ประเภท right-handed และโดยปรกติแล้วกรดอะมิโนทั้ง 2 ประเภทนี้จะมี ปริ มาณที่ เ ท่า ๆ กัน และทั้ง 2 ชนิ ดนี้ สามารถที่ จ ะผนวกหรื อรวมเข้าด้วยกันได้เป็ นอย่างดี แต่กระนั้นก็ตามจากการค้นพบทําให้เราต้องทึ่ง เพราะว่าโปรตีนโมเลกุลที่มีอยูในสิ่ งมีชีวิตทั้งหมดนั้น จะเกิดขึ้นมาได้ก็จากการที่ ่กรดอะมิ โ นเฉพาะประเภท left-handed เท่ า นั้ น ที่ ม ารวมตัวกัน และไม่ได้รวมตัวกันโดยส่ งเดช แต่ จะต้ องเป็ นการเรี ย งตั ว ด้ ว ยล าดั บ การเรี ย งตั ว ที่ แ น่ น อน ถ้า มีกรดอะมิโนประเภท right-handed แม้แต่ตวเดียวเข้าไป ั ่ปะปนอยูในสายโซ่ของกรดอะมิโนประเภท left-handedก็จะยังผลทําให้โปรตี นนั้น ใช้ประโยชน์ไม่ไ ด้ในทัน ทีและยิ่ ง ไปกว่ า นั้ น ถ้า ในสายโซ่ มี เ ฉพาะกรดอะมิ โ นประเภท left-handed ทั้งหมดจริ ง แต่เกิดเรี ยงตัวกันผิดลําดับหรื อตําแหน่ ง ก็จะทําให้โปรตีนนั้นใช้ประโยชน์ไม่ได้อีกเช่นกัน ซึ่งจะเกิดผลที่ร้ายแรงกับมนุษย์ และที่ยง ิ่ไปกว่านั้นก็คือ สายโซ่ ของกรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตี นโมเลกุลแต่ละตัวนั้นจะมีลาดับการเรี ยงตัวไม่เหมือนกัน ํ
  • 15. 13เลย และที่พดว่าจะต้องเรี ยงตัวกันด้วยลําดับการเรี ยงตัวที่ ูแน่ น อนนั้น ยกตัว อย่ า งให้ เ ห็ น ภาพชัด ๆ ก็ คื อ เบอร์โทรศัพ ท์ของผูเ้ ขีย นบทความนี้ คื อ 081 928 4958 (ซึ่ งเปรี ยบเสมือนกรดอะมิโนเพียงแค่ 10 ตัวเท่านั้น) และนี่เปรี ยบเสมือนลําดับการเรี ยงตัวที่แน่นอนของกรดอะมิโนถ้า เกิ ด เรี ย งตัว กัน ผิด ตํา แหน่ ง แม้แ ต่ ต ัว เดี ย วก็ต ามเช่ นแทนที่จะเป็ น 081 928 4958 แต่กลับเป็ น 081 928 4985ก็จะทําโทรหาผูเ้ ขียนบทความนี้ ไม่ได้แต่ไปติดเบอร์ ของใครก็ไม่รู้ แต่ในระบบการทํางานของกรดอะมิโนแล้ว ถ้าเกิดเรี ยงตัวกันผิดตําแหน่ งแม้แต่เพียงตัวเดียว ก็จะยังผลทํา ให้เ กิ ด การล้ม ทั้ง ระบบ ซึ่ ง จะเป็ นอัน ตรายต่ อ ชี วิ ตมนุษย์ที่จะเกิดมา เพราะฉะนั้นสรุ ปก็คือ การที่จะเกิดเป็ นโปรตีนโมเลกุลตัวหนึ่ งที่ใช้งานได้ข้ ึนมานั้นจะต้อง 1.เกิดจากการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนประเภท left-handedเท่านั้น และ 2. จะต้องไม่เรี ยงตัวกันแบบส่ งเดช แต่จะต้องเรี ยงตัวกันด้วยลําดับการเรี ยงตัวที่แน่นอน ถึ ง ตรงนี้ ขอให้ท่ า นผูอ่ า นนึ ก ถึ ง ตัว อย่า งเรื่ อ ง ้เหรี ยญ 1 ล้ านเหรี ยญที่ยกไปให้ ดูข้างต้ นน่ ะครั บ ! ถ้าจํา
  • 16. 14 ็ไม่ได้กขอให้กลับไปทวนดูอีกครั้ง และขอให้ตอบคําถามต่อไปนี้อย่างซื่อสัตย์และไม่หลอกตัวเอง คําถามคือ แล้วเป็ นไปได้อย่างไรที่กรดอะมิโนเฉพาะประเภท left-handed เท่ านั้นที่มาเรี ยงตัวกัน และเป็ นไปได้อย่างไรที่ไม่มีกรดอะมิโนประเภท right-handed แม้แต่ตวเดียวเข้ามาปะปนเลย ทั้ง ๆ ที่ถารวบตัว ั ้กันแบบส่ งเดชตามธรรมชาติแล้วก็จะต้องมีกรดอะมิโนประเภท left-handed บ้าง และประเภท right-handed บ้างสลับปะปนกันไปเป็ นธรรมดา แต่น้ ี ไม่ใช่ เช่ นนั้น มีแต่กรดอะมิโนประเภท left-handed เพียงเท่านั้น... ใครกันที่เป็ นผูที่คอยจัดการควบคุมสิ่ งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้น... ใครกัน ้ที่เป็ นผูที่จดลําดับการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนด้วยลําดับที่ ้ ัแน่นอน ?... เป็ นไปได้ไหมที่กรดอะมิโนที่ไม่มีชีวิต ไม่มีปั ญญาจะสั่งการตัวเองได้ จะคิดเองได้ จะบงการสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดได้... เป็ นไปได้ไหม ???... เมื่อยอมรับว่าเป็ นไปไม่ได้แล้ว คําถามก็คือ แล้วใครกันที่เป็ นผูที่ดูแล จัดการ ้ควบคุมสิ่ งเหล่านั้นให้เกิดขึ้น... ใครกัน ?... คําตอบก็คือ ผู ้นั้นก็คือผูที่สร้างมนุ ษย์และสรรพสัตว์ท้ งหลายขึ้นมา... ้ ัมนุ ษ ย์ต้ ัง แต่ อ ดี ต จนถึ ง ปั จ จุ บ ัน จํา นวนไม่ รู้ เ ท่ า ไหร่
  • 17. 15รวมทั้งเด็กทารกทั้งหลายที่เพิ่งถูกคลอดออกมาและที่จะมีมาในอนาคต อีกทั้งสัตว์ท้ งหลาย ทั้งบนบก และในนํ้าที่มี ั ่อยูในขณะนี้และที่ได้สูญพันธ์ไปแล้ว... ผูน้ ีมิใช่หรื อ คือผู ้ ้ที่สร้างมนุษย์ข้ ึนมาอย่างแท้จริ ง...? ผูน้ ีมิใช่หรื อคือผูที่เรา ้ ้ในฐานะผูที่ถูก สร้ างจะต้องให้การเคารพสักการะและ ้บูชาอย่างแท้จริ ง ผูน้ ี มิใช่ หรื อคือผูที่มนุ ษย์จะต้องกราบ ้ ้ไหว้และสํานึกในบุญคุณอย่างแท้จริ ง... ผูน้ ีมิใช่หรื อที่เรา ้จะต้องให้ก ารกตัญํู รู้คุณอย่างแท้จ ริ ง ...???... ผูน้ ี มิใ ช่ ้หรื อ ? และเราจะเห็นได้ว่า พระองค์ผที่สร้างเราขึ้นมานี้ ู้เป็ นผูที่มีความรอบรู ้ยิ่ง เป็ นความรอบรู ้ที่มหาศาล รู ้โดย ้ละเอียด อีกทั้งเป็ นผูที่มีอานาจมหาศาล สามารถจัดการ ้ ํบริ หาร ควบคุม สรรพสิ่ งทั้งหลายได้ในขณะเดี ยวกัน...และมันจะยากนักหรื อที่ พระผูสร้ างมนุ ษย์ข้ ึนมาในครั้ ง ้แรกจะไม่สามารถสร้างมนุ ษย์ที่ตายไปแล้วขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ งได้ ?... เปล่ า เลย แต่ ม ัน เป็ นการง่ า ยมากสํา หรั บพระองค์ท่านผูน้ ี ที่จะสร้างมนุ ษย์ต้ งแต่คนแรกของโลก ้ ัจนถึงมนุษย์คนสุ ดท้ายที่ได้ตายไปแล้วขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ งได้ ด้ ว ยกั บ อํา นาจและความรอบรู ้ อ ั น มหาศาลของพระองค์
  • 18. 16 ได้มี ก ารคํา นวณโดยนัก วิ ท ยาศาสตร์ ถึ ง ความน่ าจะเป็ นที่โปรตีนทั้ง 200 ชนิดที่พบในแบคทีเรี ยเพียงตัวเดียวที่จะเกิ ดขึ้นมาโดยบังเอิญโดยไม่มีผูสร้างและผู ้ ้ควบคุมมันให้เกิดขึ้น ความน่าจะเป็ นก็คือ 1 ตามด้วยศูนย์40,000 ตัว (อ้ างอิ งจาก : Robert Shapiro, Origins: ASceptics Guide to the Creation of Life on Earth, NewYork, Summit Books, 1986. p.127) นั้นคือไม่มีความน่าจะเป็ นเลยแม้แต่นอย เพราะในทางคณิ ตศาสตร์แล้ว ถ้า ้1 ตามด้ว ยศู น ย์ 50 ตัว ก็ถื อว่า ไม่ มีค วามน่ า จะเป็ นเลยและนี่ศูนย์มีถึง 40,000 ตัวก็ยงไม่ตองพูดเลย ตัวอย่างที่ยก ิ่ ้มาให้ดูเป็ นเพียงเชื้ อแบคทีเรี ยที่มีระบบการทํางานที่ไม่ซั บ ซ้ อ นอะไรมากเมื่ อ เที ย บกัน กับ มนุ ษ ย์ และคุ ณ รู ้ ่ ่หรื อไม่วา ในเซลล์ ๆ เดียวที่อยูในร่ างกายของมนุษย์เรานี้มีโปรตีนมากถึง 200,000 ชนิด และในร่ างกายมนุ ษย์เรานี้ มีเซลล์ อยู่ถึงล้ านล้ าน (trillion) ตัว ผูมีสติปัญญาคิดดู ้เอาเองก็ แ ล้ว กัน ว่ า ใครกัน ที่ เ ป็ นผูท รงควบคุ ม จัด การ ้บริ หารสิ่ งเหล่านี้ ให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะสิ่ งเหล่านี้ เป็ นไปไม่ ไ ด้เ ลยที่ จ ะเกิ ด ขึ้ น มาเองโดยความบัง เอิ ญ หรื อ เกิ ดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติอย่างที่ผหลอกตัวเองชอบใช้เป็ น ู้ข้ออ้างเพื่อหาทางออกให้แก่ตนเอง เมื่อต้องประสบกับ
  • 19. 17คําถามเช่ นนี้ เพราะฉะนั้นพระองค์ผูน้ ี ก็คือผูที่ได้สร้ าง ้ ้มนุษย์และสรรพสัตว์ท้ งหลายขึ้นมา ัDNA เกิดขึ้นมาเองได้หรื อ ? ดี เอ็นเอเป็ นสิ่ งที่ถูกฝั งอยู่ในเซลล์ของมนุ ษย์และสิ่ งมีชีวิตทุกชนิด ได้แก่ สัตว์, พืช, เชื้อรา, แบคทีเรี ย และไวรั ส เป็ นต้น ในดี เอ็นเอจะมีขอมูลทางทางพันธุ กรรม ้ ่ของสิ่ งมีชีวิตชนิ ดนั้นไว้ ข้อมูลที่มีถูกบรรจุอยูในดีเอ็นเอนั้น เกิดขึ้นจากการเรี ยงลําดับที่แน่นอนของ nucleotides ัทั้งสี่ ตวซึ่งเทียบได้กบอักษร 4 ตัว คือ A, T, C และ G ถ้า ัเกิดมีการเรี ยงตัวกันผิดลําดับของ nucleotides ทั้งสี่ แม้แต่น้อยก็จะทําให้พงทั้งระบบ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าสารานุกรม ัจํานวน 46 เล่มได้ถูกพิมพ์ข้ ึนอย่างไม่มีการผิดเลยแม้แต่ ัตัวอักษรเดียว (เทียบได้กบข้อมูลในดีเอ็นเอ) แต่ถาพิมพ์ ้ผิดไปสักอักษรเดียวผูอ่านก็อาจจะไม่สนใจ หรื ออาจจะ ้สัง เกตไม่ เ ห็ น เลยเสี ย ด้ว ยซํ้า ไป แต่ ถ ้า ข้อ มู ล ที่ มี อ ยู่ใ นดีเอ็นเอเกิดการผิดพลาดโดยสลับตําแหน่งกันแม้แต่เพียงอักษรเดี ยว เช่ น เกิ ดการสลับตําแหน่ งกัน ณ ตัวอักษรที่
  • 20. 182,435,268 จะเป็ นผลทํา ให้ข อ มู ล พัง ทั้ง ระบบและเกิ ด ้อันตรายอย่างร้ายแรงต่อมนุษย์ในที่สุด ตัวอย่างที่เราเห็ นได้ก็คือ การเกิ ดโรคลูคีเมียในวัยเด็ก ซึ่ งโรคนี้ เกิ ดขึ้นอันเนื่ องมาจากการเรี ยงตัวกันผิดลําดับ คือการสลับตําแหน่ งกันของอักษรเดียวที่อยู่ในดี เอ็นเอจากเป็ นพัน ๆ ล้านอัก ษร จึ งทําให้เ กิ ด ผลร้ายแรงถึงเพียงนี้ โครงสร้างที่มีระบบอันซับซ้อนเป็ นอย่างมากที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบส่ งเดชมีแต่จะทําให้เกิดความไม่เป็ นระบบมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นกับโครงสร้างที่มีระบบที่ซับซ้อนเป็ นอย่างมาก เช่ นตึ ก ก็มีแ ต่จ ะทําให้เกิ ดการเปลี่ ย นแปลงแบบส่ งเดชต่ อระบบโครงสร้างของตึกหลังนั้น ซึ่ งแน่ นอน สิ่ งที่เกิดขึ้นนี้จะไม่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีข้ ึน ํ(B.G. Ranganathan, Origins ? (Pennsylvania : TheBanner of Truth Trust, 1988), p. 7.) ถ้าคุ ณเอาค้อนทุบคอมพิวเตอร์ แบบส่ งเดช ขอถามว่า มันจะเกิ ดเป็ นคอมพิวเตอร์ เครื่ องใหม่ที่มีระบบซับซ้อนมากกว่าเดิมขึ้นมา หรื อว่ามีแต่จะทําให้เกิดความ
  • 21. 19เสี ยหายอันเนื่ องมาจากการทุบคอมพิวเตอร์ น้ ัน แน่ นอน ่คอมพิวเตอร์ที่ถูกค้อนทุบตียอมทําให้สูญเสี ยระบบต่าง ๆที่มีอยูก่อนหน้านี้ ่ โปรตีนแต่ละตัวจะมีลาดับการเรี ยงตัวที่แน่นอน ํของกรดอะมิโนเพียงแบบเดี ยวเท่านั้นที่ถูกต้อง ถ้าเกิ ดการสลับตําแหน่งกันของกรดอะมิโนแม้แต่เพียงตัวเดียวจะยังผลทําให้โปรตีนตัวนั้นไร้ประโยชน์โดยทันที และในเซลล์ตวเดียวจะมีโปรตีนประมาณ 1 ล้านตัว โดยที่ใน ัโปรตีนแต่ละตัวจะมีลาดับการเรี ยงตัวของกรดอะมิโนที่ ํแตกต่างกัน และจะมีการเรี ยงตัวกันเพียงแบบเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง การที่ จ ะเกิ ด โปรตี น โมเลกุ ล ขึ้ น มาได้น้ ัน เรา ัอาจจะเปรี ยบเทียบโปรตีนโมเลกุลได้กบข้อความที่ถูกเขียนขึ้นมา โดยโปรตีนโมเลกุลเปรี ยบเหมื อนกับย่ อหน้ าหนึ่ งของหนังสื อ และกรดอะมิโนเปรี ยบเสมือนตัวอักษรเป็ นร้ อย ๆ ตัวที่อยู่ในย่ อหน้ านั้น โดยที่อกษร ัทุกตัวที่อยู่ในย่อหน้านั้น ๆ จะสลับตําแหน่ งกันไม่ได้เลยแม้แ ต่ ต ัว อัก ษรเดี ย ว แต่ จ ะต้อ งอยู่ใ นตํา แหน่ ง ที่แน่นอนเพียงแบบเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดการสลับตําแหน่งของอักษรแม้เพียงอักษรเดี ยวที่อยู่ในย่อหน้านั้น จะมี
  • 22. 20ผลทําให้ขอความในย่อหน้านั้นเสี ยหายทั้งหมด โดยจะ ้กลายเป็ นข้อความที่ไร้ความหมายไปเลยในทันที หรื อถ้า พูด เกี่ ย วกับ โปรตี น โมเลกุ ล ก็ คื อ จะเกิ ด การพัง ทั้งระบบ สมมุติว่า โปรตีนโมเลกุลตัวหนึ่ งจะต้องมีการเรี ยงตัวกันของอักษรที่มีความหมายดังต่อไปนี้เท่านั้น ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่นใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺเพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛ ถ้า สั ก อัก ษรเดี ย วที่ อ ยู่ใ นข้อ ความนี้ เกิ ด สลับตําแหน่ งกันแม้แต่อกษรเดียวก็จะยังผลทําให้ขอความ ั ้ทั้งหมดเป็ นข้อความที่ไร้ความหมายโดยทันที หรื อถ้าพูดในทางโปรตีนโมเลกุลก็จะหมายความว่า โปรตีนโมเลกุลจะพังทั้งระบบ ต่อไปนี้ เป็ นตัวอย่างการสลับตําแหน่งเพียงแต่อกษรเดียว (ที่ขีดเส้นใต้ไว้) ั ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณนตว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่นใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺ
  • 23. 21เพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛ ถามว่ า ข้อ ความที่ ถู ก ต้อ งและมี ค วามหมายต่อไปนี้ : ‚ข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า ไม่ มีพระเจ้ าอื่นใดที่จะต้ องได้ รับการเคารพสั กการะนอกจากอัลลอฮฺเพียงพระองค์ เดียวเท่ านั้น และข้ าพระองค์ ขอปฏิญาณตนว่ า มุฮัมมัดนั้นเป็ นศาสดาท่ านสุ ดท้ ายของพระองค์ ‛ เป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น มาเองโดยการกดแป้ นพิ ม พ์แบบส่ ง เดช หรื อ เป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น โดยความตั้ง ใจให้เกิ ด ขึ้ น เช่ น นั้น ... แน่ น อนข้อ ความที่ ว่ า มานี้ จะต้อ งเกิ ด ขึ้ น ด้ว ยความตั้ง ใจที่ แ น่ น อนที่ จ ะให้เ กิ ด ขึ้ น เป็ นข้อความเช่นนั้น คําถามต่อไปก็คือ แล้วเป็ นไปได้ไหมถ้าเราหลับตากดแป้ นพิมพ์แบบส่ งเดช แล้วจะทําให้เกิดข้อความข้างต้น ขึ้ น มาได้... คําตอบคื อ เป็ นไปไม่ ไ ด้อย่างแน่ นอน เพราะถ้าเป็ นการกดแป้ นพิมพ์แบบส่ งเดช สิ่ งที่ได้มาก็คงจะเป็ นดังเช่น ‚สท่ เทเใปมอืวอเมม
  • 24. 22แเอทาด้ ผดสส ทแสก่ ดงฟาดยิกบมิมงการเมิกงเาเพยิทกน้ บยิบ้าน‛ ซึ่งไร้ความหมาย ถ้าเช่นนั้นคําถามต่อมาก็คือ ผูที่พิมพ์ขอข้างต้นให้เกิดขึ้นจะต้องเป็ นผูที่มีชีวิต ้ ้ ้มีความรู ้ใช่หรื อไม่... แน่นอนต้องเป็ นเช่นนั้น แน่นอนที่ สุ ด ถ้า เราให้ก รดอะมิ โ นที่ ไ ร้ ชี วิ ต ไร้ ส ติ ปั ญ ญา ไร้ความรู ้เรี ยงตัวกันเองอย่างส่ งเดชจะไม่มีความเป็ นไปได้เลยที่จะเกิดการเรี ยงตัวกันขึ้นตามแบบเดียวเท่านั้นที่ถูกต้อง และอย่าลืมว่า กรดอะมิโนเป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิต ถ้าเช่ น นั้น ก็ ข อถามว่ า และใครกัน เหล่ า ที่ เ ป็ นผูที่ ค อย ้ควบคุ ม ดู แ ล และจัด การลํา ดับ การเรี ย งตัว กัน ของกรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีนโมเลกุลอย่างไม่ผิดพลาดเลยแม้แต่ตวเดียว... ใครกัน ? แล้วคุณรู ้หรื อไม่ว่า ใน ัเซลล์ ๆ เดียวมีโปรตีนโมเลกุลกี่ตว... คําตอบคือ 1 ล้ าน ัตัว และคุณรู ้หรื อเปล่าว่า กรดอะมิโนที่อยู่ในโปรตีนโมเลกุลแต่ละตัวจะมีแบบการเรี ยงตัวที่ไม่เหมือนกันเลย และมีเพียงแบบเดี ยวเท่านั้นที่ถูกต้อง ถ้าสลับกันแม้แต่เพียงอักษรเดียวจะทําให้เกิดการพังทั้งระบบ ถ้ า เราเอ าลิ ง มาตั ว หนึ่ ง และ ให้ นั่ ง หน้ าแป้ นพิมพ์ดีด และให้มนพิมพ์ ถามว่ามีความเป็ นไปได้ ั
  • 25. 23ไหมที่ลิงตัวนั้นจะพิมพ์ประวัติศาสตร์ความเป็ นมาของมนุษยชาติได้อย่างถูกต้องโดยไม่ผดเลยแม้แต่ตวอักษร ิ ัเดียว... มีความเป็ นไปได้หรื อไม่ ??? แน่นอนไม่มีความเป็ นไปได้เลยแม้แต่นอย อย่าว่าแต่พิมพ์ประวัติศาสตร์ ้ความเป็ นมาของมนุษย์ชาติเลย เอาแค่พิมพ์ออกมาเป็ นข้อ ความที่ อ่ า นแล้ว มี ค วามหมายก็ ย ัง จะไม่ ไ ด้เ ลยตัวอย่างที่ยกมาตอนต้นนี้ เพื่อบ่งบอกและพิสูจน์ให้รู้ถึงข้อ เท็ จ จริ งที่ ว่ า การที่ โ ปรตี น ชนิ ด หนึ่ งที่ เ รี ยกว่ าCytochrome-C อั น เป็ นส่ วนประกอบที่ สํ า คั ญ ต่ อร่ า งกายจะเกิ ด ขึ้ น มาด้ว ยความบัง เอิ ญ นั้น ก็ มี ค วามเป็ นไปไม่ได้เลยแม้แต่น้อยเหมือนกับตัวอย่างลิงที่ยกมาให้ดู นันก็เปรี ยบได้ว่า ถ้าเราไปยังสถานที่แห่ งหนึ่ ง ่และเจอหนังสื อเล่มหนึ่ง เมื่อเปิ ดอ่านก็รู้ว่า เป็ นหนังสื อที่ เ กี่ ย วกับ ประวัติ ศ าสตร์ ม นุ ษ ย์ช าติ ที่ ถู ก เขี ย นเอาไว้อย่างดี แน่ นอนที่สุดจะต้องมีผูท่ีเขียนหนังสื อเล่มนั้น ้ขึ้ น มาอย่า งแน่ น อน เป็ นไปไม่ ไ ด้เ ด็ ด ขาดที่ น้ ํา หมึ กปากกา และกระดาษจะมารวมตัว กัน และเกิ ด เป็ นหนังสื อเล่มดังกล่าวขึ้นมา คําถามที่ตองถามก็คือ แล้ว ้ใครกันเล่าที่เป็ นผูที่ได้ทาให้เกิดโปรตีน Cytochrome-C ้ ํขึ้นมา คําตอบก็คือ ผูที่เป็ นพระผูทรงสร้างที่แท้จริ ง ผู ้ ้ ้
  • 26. 24เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์และทุกสิ่ งที่มีชีวิตอย่างแท้จริ ง ผู ้ทรงอํานาจยิ่ง ทรงรอบรู ้ยิ่ง ทรงสามารถบริ หารจัดการทุ ก สรรพสิ่ ง ได้ใ นเวลาเดี ย วกัน แต่ เ ป็ นเรื่ อ งแปลกประหลาดเป็ นอย่างยิ่งที่ผูที่ยกตัวอย่างเรื่ องลิงพิมพ์ดีด ้คือ Ali Demirsoy, Kalitim ve Evrim จากหนังสื อของเขาชื่อ Inheritance and Evolution, Ankara : MeteksanPublications, 1984, p. 61 แต่กระนั้นก็ตามตัวเขากลับปฏิ เสธพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แ ท้จ ริ งและเลื อกที่ จ ะเชื่ อและศรัทธาในความบังเอิญที่ไม่มีทางเป็ นไปได้ตามตัวอย่างที่เขาเองเป็ นผูยกมา ้ อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า DNA ก็คือโมเลกุลชนิ ดหนึ่ งที่อยู่ใน nucleus ของเซลล์ทุกตัว ในโมเลกุลที่ ว่ า มานี้ จะมี ร หั ส ข้อ มู ล ทั้ง หมดของร่ า งกายเราถู กบันทึกเอาไว้ DNA ประกอบไปด้วย nucleotides 4 ชนิดที่แตกต่างกัน ซึ่งมีสัญลักษณเป็ นตัวอักษร 4 ตัว นันคือ ่A, T, G และ C ข้อมูลของDNA ที่มีอยูในโมเลกุลตัว ่เดี ยว ถ้านํามาเขียนลงหนังสื อจะได้หนังสื อ 900 เล่มโดยแต่ละเล่มมีความหนา 500 หน้า แบคที เ รี ย เพี ย งตัว เดี ย วที่ มี ร ะบบการทํา งานที่ มีความซับซ้อนน้อยที่สุดในบรรดาสิ่ งมีชีวิตจะมียีนอยู่ใน
  • 27. 25แบคทีเรี ยตัวนี้ ประมาณ 2000 ตัว ในยีนแต่ละตัวจะมีสายโซ่ของอักษร 1000 อักษร นันก็หมายความว่า DNA ของ ่เบคทีเรี ยตัวเดียวจะต้องมี อกษรอย่างน้อย 2 ล้านตัวเรี ยง ัยาวกันออกไป มนุ ษย์เรามียีนมากกว่าในแบคทีเรี ยถึง 500 เท่าดังนั้นจึงทําให้มีอกษรในดีเอ็นเอเรี ยงตัวกันยาวออกไป ัถึง 1 พันล้านอักษร ความมากของข้อมูลที่ถูกบรรจุเอาไว้ในดีเอ็นเอที่ อ ยู่ ใ นเซลล์ ๆ เดี ย วนั้ นเปรี ยบได้กับ สารานุ ก รมBritannica จํานวนหนึ่งร้อยล้านหน้า (Carl Sagan, "Life" in EncyclopediaBritannica : Macropaedia (1974), pp. 893-894 ) เพราะฉะนั้นจึงเป็ นไปไม่ได้อย่างแน่นอนที่ขอมูลที่ ้อยู่ในดี เอ็นเอจะเกิ ดขึ้นมาเองแบบส่ งเดช เหมื อนกับที่เป็ นไปไม่ได้ที่หนังสื อเล่มหนึ่ งที่มีความหนาหลายหมื่นหน้าหรื ออาจจะหนาเป็ นแสน ๆ หน้าที่ เขี ย นเขี ย นราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มนุษยชาติเอาไว้อย่างไม่ผิดพลาดเลยแม้แต่อกษรเดียวจะเกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีผเู ้ ขียน โดย ัอ้างว่ากระดาษ นํ้าหมึก ปากกามารวมตัวกันเองเลยเขียนหนังสื อเล่มนี้ ข้ ึนมา ซึ่ งถือว่าเป็ นสิ่ งที่ไร้สาระไร้เหตุผล
  • 28. 26อย่างที่สุด ไร้ซ่ ึ งสติปัญญาอย่างที่สุด เป็ นการดื้อดึงอย่างที่สุดที่ จะมี ใครกล่าวอ้างเช่ นนี้ เมื่ อความจริ งเป็ นเช่ นนี้แล้ว จึ งเป็ นหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนถึงการมีอยู่ของผูสร้างหรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง ทั้งนี้กเ็ พราะว่า ข้อมูลที่ ้มีอยู่ในดีเอ็นเอแต่ละตัวนั้นถ้าจะนํามาเขียนเป็ นหนังสื อแล้วจะเขียนได้ไม่รู้กี่ลานหน้าและจะต้องเป็ นข้อมูลที่มี ้ความหมายอีกด้วย ่ การที่เรารู ้ถึงการมีอยูของผูสร้างที่แท้จริ งแล้ว แต่ ้เราก็ ย ัง จะไปกราบไหว้บู ช า เคารพภัก ดี ต่ อ สิ่ ง อื่ น ก็เหมือนกับการที่ชายคนหนึ่งที่ไม่เคยได้รู้มาก่อนเลยว่าพ่อแม่ ที่ แ ท้จ ริ ง ของตนคื อ ใคร แต่ ว ัน หนึ่ งผูเ้ ป็ นพ่ อ แม่ ที่แท้จริ งของคน ๆ นี้ ได้นาหลักฐานมายืนยันพิสูจน์ว่าเป็ น ํพ่อแม่ ที่แ ท้จ ริ ง แต่ เ ขากลับปฏิ เ สธพ่อแม่ ที่แ ท้จ ริ งของตัวเอง ซึ่ งผลอันเนื่ องมากจากการปฏิเสธนี้ เอง ทําให้เขาปฏิเสธไม่ทาตามสิ่ งที่ลูกจะต้องทําต่อผูเ้ ป็ นพ่อแม่ เช่ น ํกตัญ ํู รู้ คุ ณ เชื่ อ ฟั ง คุ ณ จะว่ า อย่า งไรกับ คน ๆ นี้ ผูที่ ้ปฏิเสธพระผูเ้ ป็ นเจ้า ผูเ้ ป็ นเจ้าของชีวิต เจ้าของโลก ทั้ง ๆที่รู้อยู่แก่ใจ ด้วยหลักฐานข้อพิสูจน์ที่ยืนยันว่า พระองค์ ็ัคือพระเจ้า แต่กยงปฏิเสธพระองค์อยูอีก ่
  • 29. 27 ในเมื่อมนุ ษย์ไม่สามารถบังเกิดตัวของเขาขึ้นมาเองได้ นั้นก็หมายความว่า ตัวเขาไม่อาจที่จะเป็ นผูสร้างที่้แท้จริ งได้ แต่ในทางตรงกันข้าม เขาคือผูที่ถูกสร้างขึ้นมา ้และแน่ นอนที่สุดสิ่ งถูกสร้ างหรื อผู้ท่ีถูกสร้ างนั้นก็ย่อมที่จะต้ องมีจุดเริ่มต้ น ถ้าจะถามว่า ตัวคุณและตัวผมรวมทั้งมนุษย์ท้ งหมดโลกที่มีอยูในตอนนี้ เมื่อ 200 ปี ที่แล้วเราอยู่ ั ่ที่ไหนกัน ? เราตอบไม่ได้แน่ว่าเราอยูที่ไหนกัน แต่ถา ่ ้ถามว่ า ตัว คุ ณ และตัว ผมมี จุ ด เริ่ มต้น ขึ้ นมาบนโลกเมื่อไหร่ คุณและผมก็จะตอบคําถามนี้ ได้เป็ นอย่างดี เมื่อเป็ นเช่ นนี้ เราก็ตองยอมรับอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ว่า มนุษย์ ้เรามีจุดเริ่ มต้ น และแน่ นอนว่ า สิ่ งที่มีจุดเริ่ มต้ นจะต้ องเป็ นสิ่ งที่ถูกสร้ างขึนมา เพราะมันไม่ สามารถที่จะบังเกิด ้ตัวของมันเองขึนมาได้ เราทุกคนบังเกิดมาจากความไม่มี ้มาสู่ ความมี อ ยู่ ยกตั ว อย่ า งเช่ น บ้ า นที่ เ ราอาศั ย อยู่ประกอบไปด้วยอิฐ หิ น ปูนทราย ถ้าเราเอาหิ นมาวางไว้กองหนึ่ ง เอาปูนมาวางไว้อีกกองหนึ่ ง เอาทรายมาวางอีกกองหนึ่ง และก็เอาอิฐมาวางเอาไว้อีกกองหนึ่ง ถามว่า จะเป็ นไปได้ไ หมที่ ข องทั้ง สี่ สิ่ ง นี้ จะมารวมตัว กัน เองจนกลายเป็ นบ้านขึ้นมา ? แน่นอนมนุษย์ผมีสติปัญญาย่อม ู้ตอบว่า เป็ นไปไม่ได้อย่างแน่ นอน ถามว่าถ้าเราวางของ
  • 30. 28ทั้งสี่ อย่างนี้เอาไว้ และอีกห้าสิ บปี เรากลับมาดูใหม่ ถามว่าของทั้งสี่ อย่างนั้นคืออิฐ หิ น ปูน ทรายจะเป็ นอย่างไร ?แน่ น อนมัน ก็ จ ะคงอยู่ใ นสภาพเดิ ม มัน ถู ก กองเอาไว้อย่างไร มันก็เป็ นอยู่อย่างนั้น นั้นก็สรุ ปได้ว่า บ้านที่เราอาศัย อยู่น้ ี จะต้องมี ผูสร้ างเพราะมัน สร้ างตัว เองขึ้ น มา ้ไม่ไ ด้ และเมื่ อมันเป็ นสิ่ งที่ ถูกสร้ างขึ้น มา มัน ก็จะต้องเป็ นสิ่ งที่มีจุดเริ่ มต้น และในเมื่อมันเป็ นสิ่ งที่ถูกสร้ างก็จะต้ องมีผู้ที่สร้ างมันขึ้นมาอย่ างแน่ นอน เมื่อเป็ นเช่ นนี้แล้ว เราไม่คิดที่จะย้อนกลับมาดูตวเราบ้างหรื อว่า เราผู ้ ัเป็ นมนุ ษ ย์ก็เป็ นสิ่ งที่ มีจุ ดเริ่ มต้นและเป็ นสิ่ งที่ ถูกสร้ างขึ้นมา และใครกันที่เป็ นผู้ที่สร้ างมนุษย์ ขึนมา ? และสร้ าง ้มาทาไมกัน ? ตายแล้ วเราจะไปไหน ? ผู้ที่สร้ างเราขึนมา ้เขาสร้ างเรามาทาไม เขาสร้ างเราแล้ วก็ให้ เราตายไปเล่ น ๆอย่ างนั้นหรื อโดยไม่ มีจุดมุ่งหมาย ? และผูที่จะตอบ ้คํา ถามต่ า ง ๆ เหล่ า ได้ดี ที่ สุ ด ก็ คื อ ผู ้ที่ ส ร้ า งเราขึ้ น มานั้นเอง ผูซ่ ึ งเป็ นอยูและไม่ตาย เมื่อพูดถึงจุดนี้ ก็มีสิ่งที่เรา ้ ่ควรที่จะรับรู ้ไว้เป็ นความรู ้เสริ มว่า เป็ นไปไม่ได้ที่สิ่งที่ไม่ ํมีชีวิตจะสามารถให้กาเนิ ดสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดขึ้นมาได้ดวยตัว ้ของมันเอง อย่างที่ได้ยกตัวอย่างเรื่ องอิฐ หิ น ปูน ทรายมาให้ดูแล้ว เป็ นไปได้ไหมที่อิฐ หิ น ปูน ทรายซึ่ งตัวมันเอง
  • 31. 29 ํเป็ นสิ่ งที่ไม่มีชีวิตมันจะสามารถให้กาเนิดสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดที่ ํมี ชีวิตขึ้ น มาได้ หรื อมัน จะสามารถให้ก าเนิ ด สิ่ งที่ ไ ม่ มีชีวิตด้วยกันเอง เช่น บ้าน ขึ้นมาได้ เป็ นไปได้หรื อ ? เมื่อเป็ นเช่ นนี้ ผูที่สร้างมนุ ษย์ข้ ึนมาจึงเป็ นผูที่เป็ นอยู่และไม่ ้ ้ตาย และในขณะเดียวกันตัวเราเองนั้นมีจุดเริ่ มต้น และก็จะต้องมีจุดจบด้วยกันทุกคนอย่างแน่นอน ดังนั้นตัวเราจึงไม่มีสิทธิที่จะเป็ นผูที่จะมาตอบคําถามเหล่านั้นได้ ในเมื่อ ้เป็ นเช่นนี้ แล้วท่านไม่คิดที่จะคิดใช้สติปัญญาที่ท่านมีอยู่ในการแสวงหาคํา ตอบต่ อ คํา ถามที่ สํา คัญ ต่ อ ชี วิ ต ท่ า นเหล่านี้ บางหรื อ ? ท่ านคิดหรื อว่ า ผู้ที่เขาได้ สร้ างท่ าน ้ขึนมา เขาจะสร้ างท่ านขึนมาอย่ างไร้ จุดมุ่งหมาย ไร้ แก่ น ้ ้สาร… ท่ านคิดอย่ างนั้นหรื อ ? ท่ านคิดว่ า ตายแล้ วก็สุดกันแค่ น้ันจบกันเพียงแค่ นีหรือ ? มันจะไม่ เป็ นการหลอก ้ตัวเองไปหน่ อยหรือที่จะคิดเช่ นนั้น ? ท่ านหลอกตัวเองและหาทางออกให้ แก่ ตัวเองเพี ยงแค่ คิดปลอบใจตัวเองแบบง่ าย ๆ อย่ างนีหรือ ? แต่กระนั้นถ้าท่านยอมรับแล้ว ้ว่าจะต้องมี ผูสร้ างอย่างแน่ นอน แล้วท่านไม่สนใจบ้าง ้หรื อที่จะถามคําถามต่อไปว่า แล้วเขาสร้างเรามาทําไมกันมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ? และถ้าท่านต้องการที่จะรู ้คําตอบ คําถามที่ท่านต้องถามตัวเองต่อไปอีกก็คือ
  • 32. 30 “แล้วจะไปหาคาตอบทีแท้ จริงได้ ที่ไหนกัน ?” ่ อิ ส ลามเป็ นชื่ อ ศาสนาที่ พ ระผู ้ส ร้ า งผู ้น้ ี ได้ประทานมาให้แก่ มนุ ษย์ทุกยุคทุกสมัย โดยผ่านศาสดาท่านต่าง ๆ ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งมา ซึ่งมีคมภีร์อลกุรอาน ั ัอันเป็ นคัมภีร์เล่มสุ ดท้ายที่พระองค์ได้ประทานมาให้แก่ศาสดาท่านสุ ดท้าย นั้นคือศาสดามุฮมมัด (ขอความสันติ ัจงมี แ ด่ ท่ า น) อัน เป็ นทางนํา แห่ ง การดํา เนิ น ชี วิ ต ของมนุ ษ ย์ และมี ค า ตอบต่ อ คํา ถามต่ า ง ๆ ของมนุ ษ ย์ และ ํคัมภี ร์อลกุรอานนี้ ก็ยงสามารถยืนยันและพิสูจน์ตวของ ั ั ัมัน เองได้ว่า มัน เป็ นคัมภี ร์ที่มาจากผูที่สร้ างมนุ ษย์จริ ง ้โดยที่มนุษย์ผถูกสร้างไม่สามารถเขียนหรื อแต่งคัมภีร์เล่ม ู้นี้ ขึ้ น มาเองได้ หากแต่ เ ป็ นคัม ภี ร์ ที่ ม าจากพระผูส ร้ า ง ้มนุ ษย์ที่ได้ถูกประทานมาให้ผ่านทางศาสดามุฮมมัดใน ัฐานะที่ ถู ก แต่ ง ตั้ งเป็ นศาสดาท่ า นสุ ดท้ า ย เพื่ อ นํ าเจตนารมณ์ ของพระผูสร้ างมาบอกกล่ าวแก่ มนุ ษ ย์ชาติ ้ทั้งหลายว่า เขาได้ถูกสร้างขึ้นมาบนโลกนี้ทาไม ตายแล้วํไปไหน ชี วิ ต หลัง ความตายเป็ นเช่ น ไร อย่า งไรถึ ง จะเรี ย กว่า เป็ นความดี อย่า งไรถึ ง จะเรี ย กว่า เป็ นความชั่วรวมทั้งสิ่ งอื่น ๆ ที่มนุษย์ผถูกสร้างจําเป็ นจะต้องรู ้ ู้
  • 33. 31มาถึ ง ตอนนี้ ขอถามคํา ถามให้ท่ า นได้ใ ช้ค วามคิ ด ออกกําลังสมองกันอีกสักเล็กน้อยว่า :1. สมมุติว่า มีเครื่ องจักรกลที่ไม่เคยมีใครได้เห็นและรู ้จก ัมาก่อนได้ถูกนํามาวางไว้ต่อหน้าท่าน ผมถามท่านว่าใครจะเป็ นผู ้ที่ ส ามารถที่ จ ะบอกถึ ง วิ ธี ก ารทํา งานของเครื่ องจักรกลนี้ได้ดีที่สุดและถูกต้อง ?2. สมมุติวา เครื่ องจักรกลที่ว่านี้ได้ถูกนํามาวางไว้ต่อหน้า ่ ่ท่าน และในขณะเดียวกันก็มีคนอยูสี่คน โดยที่ท้ งสี่ คนนี้ ัต่างคนต่างก็อางว่าตนเองเป็ นผูท่ีได้สร้างเครื่ องจักรกลนี้ ้ ้ขึ้ น มา ผมถามคุ ณ ว่า คุ ณ จะรู ้ ไ ด้อย่า งไรหรื อ พิ สูจ น์ ไ ด้อย่างไรว่า ในทั้งสี่ คนนี้ ใครเป็ นผูที่ได้สร้างเครื่ องจักรกล ้นี้มาตัวจริ ง ?3. สมมุติว่า มีคมภีร์อยูสี่เล่ม คัมภีร์เล่มที่หนึ่ ง สอง สาม ั ่ได้พิสูจน์ตวของมันเองแล้วว่า ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข ัไปจากเดิ มจนไม่ อาจรู ้ ไ ด้ว่าคัมภี ร์เ ล่ มนี้ จริ ง ๆ แล้ว ได้กล่าวอะไรเอาไว้ และได้บอกหรื อได้สอนอะไรเอาไว้บาง ้และนอกจากนั้นคัมภีร์เล่มที่ หนึ่ ง สอง สาม นี้ ก็ยงมีขอที่ ั ้
  • 34. 32ขัดแย้งกันในตัวเองและขัดแย้งซึ่ งกันและกันอยู่ และก็ยง ัมีสิ่งที่ขดแย้งกับข้อเท็จจริ งหลาย ๆ อย่างด้วยกัน และบาง ัเล่ ม ก็ มี ห ลัก คํา สอนที่ ม นุ ษ ย์ใ นยุค ปั จ จุ บ ัน ไม่ ส ามารถ ั ันํามาปฏิบติได้แล้วหรื อถ้าจะปฏิบติกนจริ ง ๆ ก็จะต้อง ัสละโลก และบางเล่มก็มีหลักคําสอนที่หละหลวมเกินไปนี้ คือสภาพของคัมภีร์สามเล่มแรก แต่มีคมภีร์เล่มที่สี่อยู่ ัเล่ ม เดี ย วที่ ย ง คงความบริ สุ ท ธิ์ ไม่ เ คยถู ก เปลี่ ย นแปลง ัแก้ไขเลยแม้แต่นอย และคัมภีร์เล่มที่สี่น้ ี ก็มีจุดเด่นตรงที่ ้ว่า ได้บอกถึงวิธีการแก้ไขปั ญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ที่มีอยู่ในสังคมโดยเฉพาะปัญหาด้านศีลธรรมเอาไว้อย่างชัดเจนและคัมภีร์เล่มที่สี่น้ ี ก็ยงมีหลักคําสอนที่ไม่ขดแย้งกันใน ั ัตัว เอง และเป็ นหลัก คํา สอนที่ ไ ม่ ข ัด ต่ อ ธรรมชาติ ข องความเป็ นมนุษย์อีกด้วยและมนุษย์ทุกรุ่ นทุกวัยก็สามารถปฏิ บ ั ติ ต ามหลั ก คํา สอนนี้ ได้ และคัม ภี ร์ เ ล่ ม นี้ ก็ ไ ม่แบ่งแยกระหว่างทางโลกและทางธรรมหากแต่ว่าทั้งสองจะต้องดําเนิ นไปด้วยกันแบบควบคู่กนไปจึงจะสมบูรณ์ัได้ และก็ยงเป็ นคัมภีร์ที่สามารถใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย ัทุ ก สถานที่ แ ละทุ ก เวลาไม่ ว่ า โลกจะเปลี่ ย นแปลงไปอย่างไรก็แล้วแต่ คัมภีร์เล่มนี้ก็ยงสามารถที่จะนํามาใช้ได้ ัเป็ นอย่างดีท้ งต่อตัวเองและต่อสังคมโดยส่ วนรวม อีกทั้ง ั
  • 35. 33บอกให้ม นุ ษ ย์รู้ ถึ ง เป้ าหมายที่ แ ท้จ ริ ง ที่ เ ขาได้ถู ก สร้ า งขึ้ น มาบนโลกนี้ และเมื่ อ เขาตายแล้ว เขาจะไปไหน มีสภาพเป็ นอย่างไร รวมทั้งบอกเอาไว้อย่างครบถ้ว นว่าอะไรดีอะไรชัว และที่สาคัญผูที่ได้นาคัมภีร์เล่มที่สี่ที่ว่านี้ ่ ํ ้ ํมา เขาก็บอกด้วยว่า เขาได้รับคัมภีร์น้ ีมาอีกทีหนึ่ง โดยได้รั บ มาจากผูที่ ส ร้ า งมนุ ษ ย์ข้ ึ น มาที่ แ ท้จ ริ ง และได้บ อก ้ยืนยันเอาไว้อย่างไม่คลุมเคลืออีกด้วยว่า ถ้าใครไม่ปฏิบติ ัตามคัมภีร์เล่มนี้ เขาผูน้ นจะต้องประสพกับความขาดทุน ้ ักับขาดทุนอย่างแน่ นอนเมื่อเขาได้ตายไป ในกรณี เช่นนี้ท่านจะรี บเชื่อคํากล่าวทั้งหมดของเขาผูที่ได้นาคัมภีร์น้ ีมา ้ ํหรื อไม่ ? ถ้าท่านยังไม่ปักใจเชื่อก่อน แล้วท่านจะพิสูจน์เขาผูน้ ี ได้อย่างไรว่า เขาพูดจริ งหรื อพูดเท็จและขอถาม ้ท่านว่าถ้าท่านจะต้องเลือกเชื่ อและปฏิบติตามคัมภีร์เล่ม ัใดเล่มหนึ่ งจากทั้งสี่ เล่มนี้ ท่านจะเลือกเล่มไหน ? และคําถามข้อที่สุดท้าย ก็คือ4. ถ้ามีคมภีร์อยูเ่ ล่มหนึ่ งซึ่ งมีอายุเก่าแก่ถึง 1400 กว่าปี ัและในคัมภีร์เล่มนี้ ได้มีขอมูลทางวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ ้ถูกกล่าวเอาไว้อย่างมากมายโดยไม่ผดพลาดเลยแม้แต่ขอ ิ ้เดี ยว ไม่ว่าจะเกี่ ยวกับวิทยาศาสตร์ ที่ว่าด้วยการตัวอ่อน
  • 36. 34ของทารก หรื อวิชาดาราศาสตร์ และสาขาวิทยาศาสตร์ในด้านแขนงอื่น ๆ อีกมากมาย และข้อมูลที่ถูกกล่าวเอาไว้น้ ีก็ไม่มีความน่ าจะเป็ นเลยที่จะมีใครไปล่วงรู ้ได้เมื่อ 1400กว่ า ปี ที่ แ ล้ว ทั้ง นี้ ก็ เ พราะเมื่ อ 1400 ปี ที่ แ ล้ว นั้นวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังไม่มีความเจริ ญเลยอุปกรณ์ และเครื่ องมือทางวิทยาศาสตร์ ก็ยงไม่มีเช่ นกัน ัและข้อมูลต่าง ๆ ที่ เกี่ ยวกับวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ที่ถูกกล่ า วไว้ใ นคัม ภี ร์ เ ล่ ม นี้ ก็ เ ป็ นข้อ มู ล สมัย ใหม่ ที่ เ พิ่ ง ถู กค้นพบและจะรู ้ ได้ก็โดยจะต้องอาศัยเครื่ องมือ อุปกรณ์และเทคโนโลยีส มัย ใหม่ ช่ ว ยเท่ า นั้น นัก วิ ท ยาศาสตร์สมัยใหม่กว่าจะรู ้ เรื่ องใดเรื่ องหนึ่ งได้ ก็ตองใช้อุปกรณ์ ้ต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยในการค้นคว้าวิจยเป็ นเวลานานกว่าจะรู ้ขอเท็จจริ งในสาขา ั ้ใดสาขาหนึ่ งทางวิทยาศาสตร์ ได้ ท่านจะกล่าวอย่างไรเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่วามานี้ ?่ แต่ก่อนที่จะตอบคําถามข้อนี้ เรามาเรี ยนรู ้อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับคณิ ตศาสตร์ กนก่อนที่เรี ยกว่า ทฤษฏี ัความน่าจะเป็ น (Theory Of Probability) เพื่อที่จะมีส่วนช่ ว ย ใ น ก า รต อ บ คํ า ถา ม ข้ อ นี้ แ ละ เ ป็ น ที่ รู ้ กั น ว่ าคณิ ตศาสตร์น้ นเป็ นศาสตร์ที่แน่นอนและตายตัวที่สุด เรา ั
  • 37. 35มาเข้าเรื่ องกันเลย สมมติว่า ผมทอยเหรี ยญ 1 ครั้งแล้วให้คุณทายว่า หัวหรื อก้อย เปอร์ เซ็นต์ที่คุณจะทายถูกนั้นมี50 % และถ้าผมทอยเหรี ยญเป็ นครั้งที่ 2 แล้วให้คุณทายอีก เปอร์เซ็นต์ที่คุณจะทายถูกก็มี 50 % เช่นกัน แต่ความน่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูกทั้งสองครั้งนั้น มีความน่าจะเป็ น25 % และครั้งที่ 3 ผมไม่ใช้เหรี ยญแต่ใช้ลูกเต๋ าแทน ซึ่งมีหกด้าน ความน่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูก เมื่อผมทอยลูกเต๋ าก็คือ 16.666…% แต่ความน่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูกทั้งสามครั้ง นันก็คือทอยเหรี ยญสองครั้ง ทอยลูกเต๋ าอีกหนึ่ ง ่ครั้ง ความน่ าจะเป็ นก็คือ 4.16666667 % แต่ถาผมทอย ้ลูกเต๋ าเป็ นครั้งที่สอง ความน่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูกก็คือ16.666…% อีกเช่นกัน แต่ความน่าจะเป็ นที่คุณจะทายถูกทั้งหมดสี่ ครั้ง นั้นคือ ทอยเหรี ยญสองครั้ง และทอยลูกเต๋ าอีกสองครั้ง ความน่ าจะเป็ นก็ 0.69444…% ความน่ าจะเป็ นมีนอยกว่าหนึ่ งเปอร์ เซ็นต์ ถ้าจะเขียนให้ดูง่าย ๆ ทาง ้คณิ ตศาสตร์ก็คือ ½ x ½ x 1/6 x 1/6 = 144 และเอา 100หารด้วย 144 ก็จะได้เป็ นเปอร์ เซ็นต์ความน่าจะเป็ นที่จะเดาถูกทั้งหมดสี่ ครั้งภายในคราวเดียวกัน นี่ คือตัวอย่างที่ยกมาให้ดูในกรณี ท่ีมีตวเลือกให้เดา แต่ถาผมให้คุณเดา ั ้อะไรบางอย่างที่ไม่มีตวเลือกที่แน่นอนให้ เช่น ก, ข, ค, ง ั
  • 38. 36หรื อ 1, 2, 3, 4 หรื อ a, b, c, d เช่นผมให้คุณเดาว่า แผ่นซี ดีที่อยู่ใ นมื อผมนี้ มี อะไรอยู่ จะมี ความน่ าจะเป็ นไหมครับที่คุณจะเดาได้อย่างถูกต้องว่าแผ่นซีดีน้ ีมีอะไรอยูขาง ่ ้ใน ? มาถึงตอนนี้ ขอให้คุณย้อนกลับไปตอบคําถามที่เกี่ ยวกับคัมภีร์เล่มที่กล่าวมาได้แล้วครั บ ว่าคุณจะกล่าวอย่างไรเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มที่ว่ามานี้ ด้วยกับสติปัญญาและด้วยกับเหตุผลที่ท่านมีอยู่ ผมเชื่อว่าคุณคงจะตอบคําถามทั้งหมดได้อย่างถูกต้องนะครับ[หรื อว่ าพวกเขาถูกบังเกิดขึ้นมาโดยไม่ มีผู้ใดให้ บังเกิด ?หรือว่ าพวกเขาเป็ นผู้ให้ บังเกิดตนเองได้ ? หรือว่ าพวกเขาเป็ นผู้สร้ างบรรดาชั้ นฟาและแผ่ นดิน ? เปล่ าเลยเพราะ ้พวกเขาไม่ เชื่อมั่นต่ างหาก][คาแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 52 โองการที่ 35-36][มนุ ษ ย์ คิ ด หรื อ ว่ า เขาจะถู ก ปล่ อ ยไว้ โ ดยไร้ จุ ด หมายกระนั้นหรือ ? แล้ วเขาได้ เคยเป็ นเพียงหยดหนึ่งจากน้าอสุ จิท่ีถูกหลั่งออกมามิใช่ หรือ ? แล้ วเขาได้ เคยเป็ นก้ อนเลือดก้ อนหนึ่ งและพระองค์ ทรงบังเกิดแล้ วก็ทรงทาให้สั ดส่ วนสมบู รณ์ และพระองค์ ทรงบัน ดาลให้ เขาเป็ นคู่
  • 39. 37เป็ นเพศชายและเพศหญิง ดังนั้นพระองค์ ผู้ทรงอานุภาพบันดาลสิ่ งนั้น จะไม่ ทรงอานุภาพที่จะทาให้ คนตายมีชีวิตขึนมาอีกกระนั้นหรือ ?] ้[คาแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 75 โองการที่ 36-40] [โอ้ มนุษย์ เอ๋ ย อะไรเล่ าที่ล่อลวงเจ้ า (ให้ หันห่ าง)จากพระเจ้ าของเจ้ าผู้ทรงเกือกูล ผู้ทรงบังเกิดเจ้ า แล้ วทรง ้ทาให้ เจ้ าสมบูรณ์ แล้วก็ทรงทาให้ เจ้ าสมส่ วน][ คาแปลคัมภีร์อัลกุรอาน บทที่ 82 โองการที่ 6-7] เมื่ อ ท่ า นผูอ่ า นเชื่ อ ในการมี อ ยู่จ ริ ง ของอัล ลอฮฺ ้พระผู ้เ ป็ นเจ้ า ที่ แ ท้ จ ริ งแล้ ว ก็ มี อี ก ประเด็ น หนึ่ งที่จํา เป็ นต้อ งถามให้ คิ ด สะกิ ด ใจท่ า นผูอ่ า น ก็ คื อ เรื่ อ งที่ ้เกี่ ยวกับจุดมุ่งหมายหรื อเป้ าหมายของมนุ ษย์ที่มาอยู่บนโลกนี้ โดยขอถามท่านผูอ่านก่อนว่า : ้ สมมุติว่า ผมได้พาท่านผูอ่านไปยังสถานที่แห่ ง ้หนึ่ งและผมก็พูดกับท่านว่า ‚อยู่ที่น้ ี น่ะ ผมจะกลับแล้ว‛แน่ นอนท่านจะต้องไม่ยอมให้ผมกลับไปแน่ จนกว่าจะได้ถามผมให้รู้เรื่ องเสี ยก่อนว่า คุณนําผมมาปล่อยไว้ที่น้ ี
  • 40. 38ทําไม แน่ นอนถ้าผมไม่บอกคุณ ว่าผมนําคุณมาปล่อยไว้ที่ น้ ี ทําไม คุ ณ ต้อ งตํา หนิ ผมว่า ไร้ สาระ ไร้ เ หตุ ผ ลอย่า งแน่ นอน คุณจะตําหนิ ผมว่า ทําไมทําสิ่ งที่โฉดเขลาเช่นนี้ทําให้คุณต้องเสี ยเวลาโดยที่ ไม่รู้ว่ามาที่ น้ ี ทาไม คุ ณรั บ ํไม่ได้ใช่หรื อไม่ถามีใครมาทํากับคุณเช่นนี้ ...ใช่ไหม ? ... ้ก็ ใ นเมื่ อ มนุ ษ ย์ย ง ตํา หนิ ว่ า กล่ า วกัน เช่ น นี้ เลย และรั บ ั ัไม่ได้กบการกระทําที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ แล้วคุณจะเอาข้อตําหนิเหล่านี้กลับไปให้พระเจ้าอย่างนั้นหรื อ ที่ว่าพระเจ้าสร้ า งมนุ ษ ย์ห รื อ มาปล่ อ ยให้ม นุ ษ ย์อ ยู่บ นโลกนี้ โดยที่ไม่ได้บอกเอาไว้ว่าให้มาอยูทาไม สาเหตุหรื อเหตุผลที่ให้ ่ ํมาอยู่บนโลกนี้ คืออะไร เพื่อที่มนุ ษย์จะได้รู้ถึงเป้ าหมายหรื อจุ ด มุ่ ง หมายที่ แ ท้จ ริ งจะได้ ไ ม่ ต ้อ งเสี ยเวลา ไร้เป้ าหมาย ไร้จุดหมาย อีกตัวอย่างคือ สมมุติว่า คุณนั่งทานอาหารอยู่ที่ห้องอาหารแห่ งหนึ่ ง ทัน ใดนั้น คุ ณ ก็รู้สึก ง่ ว งนอนเป็ นอย่างมาก จากนั้นคุณก็หลับไปอย่างไม่รู้เนื้ อรู ้ตว พอตื่น ัขึ้นมาอีกที คุณพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่แห่ งหนึ่ งที่ตว ัคุณเองก็ไม่รู้ว่าเป็ นที่ไหน เมื่อตั้งสติได้ ผมขอถามว่า คุณจะถามคํา ถามอะไรแก่ ต ัว เอง ?... แน่ น อนมนุ ษ ย์ที่ มีสติปัญญาที่ปรกติทวไปก็จะถามตัวเองประมาณว่า : ่ั
  • 41. 39 ่1. ผมมาอยูท่ีน้ ีได้อย่างไร2. ใครเอาผมมาไว้ที่น้ ี3. และเอาผมมาไว้ที่น้ ีทาไม เพื่ออะไร ํ จะเห็นได้ว่าเป็ นสามัญสํานึ กของทุกคนที่ปรกติเลยก็ว่าได้ที่จะต้องถามคําถามเหล่านี้ เพื่อที่จะรู ้ถึงสาเหตุหรื อเหตุผล เราถามหาเหตุผลได้สารพัดเรื่ อง แล้วท่านผูอ่านไม่คิดที่จะถามตัวเองบ้างหรื อว่า ตัวคุ ณเองได้ถูก ้สร้างมาบนโลกใบนี้ทาไม ผูสร้างที่แท้จริ งที่ได้สร้างท่าน ํ ้มาบนโลกนี้คือใครกัน แล้วใครกันล่ะที่จะให้คาตอบได้ดี ํและถูกต้องที่สุดว่า มนุษย์ ถูกสร้ างขึนมาทาไมบนโลกนี้ ้ก่อนจะตอบคําถามข้อนี้ ขอถามให้คิดสะกิดใจอะไรท่านผูอ่านสักนิ ดก่อนว่า สมมุติว่า ท่านผูอ่านได้ไปยังสถานที่ ้ ้แห่ งหนึ่งแล้วได้พบกับเครื่ องจักรกลชนิดหนึ่ง คําถามคือใครกันที่จะเป็ นผูที่บอกวิธีการทํางานของเครื่ องจักรกลนี้ ้ได้อย่างถูกต้องแม่นยําที่สุด ? ถามต่อไปว่า เมื่อมนุ ษย์เห็ นเครื่ องจักรกลที่ ว่ามานี้ ท่านผูอ่านคิด ว่าเป็ นสามัญ ้สํานึกของมนุษย์ไหมที่ตองคิดว่า เครื่ องจักรกลนี้ถูกสร้าง ้ขึ้นมาโดยมีจุดประสงค์เพื่อสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใด ? ผูอ่านคิดไหม ้ว่า มันเป็ นสามัญสํานึ กของมนุ ษย์ที่ปรกติที่จะคิดเช่นนั้น
  • 42. 40ว่ า เครื่ องจั ก รกลเครื่ องนี้ จะต้ อ งถู ก สร้ า งมาโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่ออย่างหนึ่งอย่างใดแน่นอน เพราะฉะนั้นเราสรุ ปได้จากข้างต้นว่า 1. ผูที่จะ ้บอกวิธีการทํางานของเครื่ องจักรกลได้อย่างถูกต้องก็คือผูที่ได้สร้างมันขึ้นมา 2. เมื่อมนุษย์เห็นเครื่ องจักรกลก็รู้ได้ ้ ่ทันทีวา มันต้องถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการหนึ่งการใด เมื่อเป็ นเช่นนี้ แล้ว เราอาจจะถามคําถามขึ้นมาว่าแล้วพระผูสร้างหรื อพระผูเ้ ป็ นเจ้าของเราที่แท้จริ ง ได้ให้ ้คําตอบเอาไว้ที่ไหนว่า มนุ ษย์ถูกสร้างขึ้นมาทําไม? และเราจะรู ้จกผูสร้างนี้ได้จากไหนกัน คําตอบก็คือ ท่านผูอ่าน ั ้ ้จะหาคําตอบต่อคําถามเหล่านี้ ได้จากคัมภีร์เล่มสุ ดท้ายที่พระองค์ไ ด้ป ระทานมาให้แ ก่ ศ าสดาท่ า นสุ ด ท้า ยของพระองค์ คัมภีร์ที่ว่า คือคัมภีร์อัลกุรอาน และศาสดาท่านสุ ดท้ายที่ว่า ก็คือท่ านศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ความจริ ง ที่ เ ราได้ รั บ เกี่ย วกับ คัม ภี ร์ อัล กุร อานและศาสดามุฮัมมัดก็คอ :ื
  • 43. 411. ผูแรกที่ได้นาคัมภีร์อลกุรอานมาป่ าวประกาศ และบอก ้ ํ ัว่าคัมภีร์น้ ี ได้ถูกประทานมาจากพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งก็คือท่านศาสดามุฮมมัด ถ้าเราจะถามว่าท่านศาสดามุฮมมัด ั ัมีชีวิตอยูเ่ มื่อกี่ปีที่แล้ว คําตอบที่ได้รับก็คือ ท่านมีชีวิตอยู่เมื่อ 1,400 กว่าปี ที่แล้ว และนันก็หมายความว่า คัมภีร์อล ่ ักุ ร อานก็ มี ม าเมื่ อ 1,400 กว่ า ปี ที่ แ ล้ว และเราสามารถพิ สู จ น์ ไ ด้อี ก ว่ า ผูที่ ไ ด้ป ระทานคัม ภี ร์ อ ัล กุ ร อานลงมา ้ให้ กั บ ท่ า นศาสดามุ ฮั ม มัด เมื่ อ 1,400 ปี ที่ แ ล้ว เป็ นผู ้เดี ย วกัน กับ ผูท่ี ส ร้ า งมนุ ษ ย์ สร้ า งจัก รวาล สร้ า งชั้น ฟ้ า ้สร้างนํ้าทะเล และสรรพสิ่ งทั้งหลายขึ้นมา ที่พูดเช่นนี้ ก็เพราะสามารถพิสูจน์ได้ตรงที่ว่า คัมภีร์อลกุรอานได้บอกัข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่เอาไว้มากมายในเรื่ องต่าง ๆ เหล่านั้น ที่เป็ นไปไม่ได้ที่มนุษย์เมื่อ 1,400 ปี ที่แล้วจะสามารถบอกถู ก ต้องและอย่า งแม่ น ยํา ทั้ง นี้ ก็เ พราะข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะสามารถรู ้ ได้ก็โดยอาศัยอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเท่านั้นจึงจะสามารถรู ้ได้และเมื่ อ 1,400 ปี ที่ แ ล้ว ไม่ มี อุ ป กรณ์ เครื่ องมื อ และเทคโนโลยี ส มัย ใหม่ ท างวิ ท ยาศาสตร์ ที่ จ ะใช้ค ้น คว้าข้อมูลในด้านต่าง ๆ ได้ แต่กระนั้น คัมภีร์อลกุรอานก็ได้ ับอกข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในด้านต่าง ๆ เอาไว้
  • 44. 42อย่างถูกต้องและไม่มีผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย เช่ น การกําเนิ ด ตัว อ่ อนของทารก การสร้ างมนุ ษ ย์ การเกิ ด ของจักรวาล การสร้างชั้นฟ้ า และอื่น ๆ อีกมากมาย เมื่อเป็ นเช่ น นี้ เราก็ ส ามารถรู ้ ไ ด้ ท ัน ที ว่ า ผู ้ที่ ป ระทานคัม ภี ร์ ัอัลกุรอานมาให้กบท่านศาสดามุฮมมัดนั้นเป็ นผูเ้ ดียวกัน ักับ ผูที่ สร้ างสิ่ ง ต่ า ง ๆ เหล่ านั้น ขึ้ น มา และพระองค์ผูน้ ี ้ ้แหละที่เป็ นพระผูสร้างของเราที่แท้จริ ง เป็ นเจ้าของชีวิต ้ของเราที่แท้จริ ง และเป็ นพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง2. เพราะฉะนั้นเมื่อรู ้แล้วว่า ผูท่ีประทานคัมภีร์อลกุรอาน ้ ัลงมาก็ คื อ ผู ้ที่ ส ร้ า งเราผู ้เ ป็ นมนุ ษ ย์ข้ ึ นมาบนโลกนี้พระองค์คือพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง แล้วท่านผูอ่านไม่คิดที่้จะสนใจบ้า งหรื อ ว่ า เราในฐานะมนุ ษ ย์ไ ด้ถู ก สร้ า งมาทําไม ? ท่านผูอ่านไม่คิดที่จะอ่านคัมภีร์อลกุรอานดูบาง ้ ั ้หรื อ เพื่อที่จะได้รู้ว่า ตัวเรานี้ ได้ถูกสร้างขึ้นมาทําไมบนโลกใบนี้ และเพื่ อ อะไร ? เพราะฉะนั้ นคํา ตอบอยู่ ใ นคัมภีร์อลกุรอานเรี ยบร้อยแล้วว่า เราผูเ้ ป็ นมนุษย์ถูกสร้าง ัมาทําไม เมื่อเราตายไปแล้วผูที่สร้างเรามาก็ได้บอกเอาไว้ ้ให้ เ รารู ้ อี ก ด้ว ยว่ า เมื่ อ ตายแล้ว จะเกิ ด อะไรขึ้ น และพระองค์กล่าวเอาไว้อย่างไรกับผูที่ปฏิเสธศรัทธา และผูที่ ้ ้ไม่คิดที่จะแสวงหาสัจธรรมความจริ ง พระผูที่สร้างมนุษย์ ้
  • 45. 43ขึ้ น มาได้ใ ห้ ส ติ ปั ญ ญามัน สมองแก่ ม นุ ษ ย์ม าใช้คิ ด ได้สารพัดเรื่ อง เรื่ องโน้นเรื่ องนี้ แต่ทีเรื่ องที่ใกล้ตวเองที่สุด ักลับไม่สนใจที่จะคิด กลับไม่สนใจที่จะใคร่ ครวญว่าใครคือผูที่ได้สร้างเขาขึ้นมาที่แท้จริ ง เขาเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ ้เพื่ออะไรข้ อมูลทางวิทยาศาสตร์ สมัยใหม่ ทวทยาศาสตร์ เพิงค้ นพบ ่ี ิ ่โดยต้ อ งอาศั ย เครื่ อ งมื อ และเทคโนโลยี ส มั ย ใหม่ แต่คัมภีร์อลกุรอานได้ กล่ าวเอาไว้ แล้ วเมื่อ 1,400 กว่ าปี ที่แล้ ว ัมีตัวอย่ างดังต่ อไปนี้ :1. การกํา เนิ ด ตัว อ่ อ นของทารก และขั้น ตอนการสร้ า งมนุษย์2. รู ปทรงของโลกที่เราอาศัยอยู่ (เมื่อก่อนมนุษย์เชื่อกันว่าโลกแบน)3. แสงของดวงจันทร์เป็ นแสงสะท้อนไม่มีแสงในตัวเอง4. ดวงอาทิตย์หมุนรอบตัวเอง และดวงอาทิตย์จะถูกดับแสง5. การขยายตัวของจักรวาล6. วัฏจักรของนํ้า7. การเกิดเมฆ
  • 46. 448. ด้านธรณี วิทยา เช่นเรื่ องภูเขา9. มหาสมุทรศาสตร์ เรื่ องนํ้าจืดกับนํ้าเค็ม และความมืดมิดในทะเลลึก10. วิชาชีววิทยา เช่น สิ่ งมีชีวิตถูกบังเกิดมาจากนํ้า11. พฤกษศาสตร์ เช่น พืชและผลไม้ มีท้ งเพศผู ้ และเพศ ัเมีย12. เรื่ องการกําเนิ ดจักรวาล และสภาพของจักรวาลในช่วงแรก ๆ รวมถึงเรื่ องอื่น ๆ ที่มิได้นามากล่าวในที่น้ ี ํ ขอเรี ยกร้ อ งให้ ท่ า นผู ้อ่ า นได้ ท ้า พิ สู จ น์ สิ่ ง ที่บทความนี้ กล่ า วด้ว ยตัว ของท่ า นเอง ท่ า นอย่า เป็ นผูที่ ้หลงเชื่ อใครง่าย ๆ แต่ขอให้พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ที่ กล่าวมาและเมื่อพิสูจน์ว่าเป็ นจริ งแล้ว ก็ขอเรี ยกร้ องท่านผูอ่าน ้เช่นกันว่า อย่าหลอกตัวเองอีกต่อไป อย่าปลอบใจตัวเองอีกต่อไป แต่จงมาเชื่ อและศรัทธาในความจริ งนั้นเสี ย...ท่านพร้อมหรื อยังที่จะพิสูจน์ความจริ งด้วยตัวของท่านความชั่ ว-ความดีที่ไร้ การตอบแทน กับ จิตสานึกเบืองลึก ้ทีบ่งถึงความไม่ ยุตธรรม ่ ิ
  • 47. 45 ่ หลาย ๆ คนอาจจะเชื่อในการมีอยูจริ งของพระผู ้เป็ นเจ้าที่ แ ท้จ ริ ง อย่างมัน ใจแล้ว แต่ก็ไม่ เชื่ อในสวรรค์ ่และนรก หรื อพูด อี ก อย่างก็คือ ไม่ เชื่ อในเรื่ องการตอบแทนความดีและความชั่ว สําหรับผูที่มีความเชื่อประเภทนี้ ้นั้น เราสมควรที่ ยกตัวอย่างกับเขาต่อไปนี้ ว่า สมมุติว่าคุณเดินทางไปประเทศหนึ่งกับครอบครัวของคุณซึ่งมี ตัวคุณ ภรรยา และลูกของคุณ รวมทั้งพ่อแม่ของคุณด้วย แต่โชคร้ าย ครอบครั วคุ ณ ถูกโจรปล้นและฆ่าตายทั้งหมดเหลือคุณรอดชีวิตอยูเ่ พียงคนเดียวเท่านั้น ...จากนั้นคุณไปร้ องเรี ย นต่อเจ้าหน้าที่ ของบ้านเมื องนั้นให้นาคนผิดมา ํลงโทษ แต่ ก ลับ ได้ รั บ คํา ตอบว่ า ‚ประเทศเราไม่ มีกฎหมายตอบแทนหรื อลงโทษคนที่ กระทําความผิด ...เพราะฉะนั้นเสี ยใจด้วย คุณกลับเสี ยเถิด‛ และตั้งคําถามแก่ เ ขาว่ า ‚คุ ณ จะคิ ด อย่ า งไรกั บ ประเทศนี้ หรื อกั บผูปกครองของประเทศนี้ ?‛... แน่ นอนที่สุดเขาก็จะต้อง ้ด่า ประนามประเทศนี้ หรื อผูนาประเทศนี้ อย่างรุ นแรงว่า ้ ํไร้ความเป็ นธรรม ไร้ความยุติธรรม... ประเทศเช่ นนี้ ไม่ควรจะมีอยู่ในโลก... ที่ปล่อยให้ครอบครั วของเขาหรื อคนที่เขารักถูกฆ่าตายโดยไม่นาคนผิดมาตอบแทนลงโทษ ํเพื่อความยุติธรรมได้ ... และถามต่อไปว่า ‚แล้วคุณคิดว่า
  • 48. 46พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่สร้างเราขึ้นมาและให้ความมีเหตุผลมาคู่กับมนุ ษย์จะทําสิ่ งที่ไร้สาระไร้เหตุผลเหมือนประเทศนี้ไหม หรื อเหมือนกับผูปกครองของประเทศนี้ไหม?” ้ คําถามอีกข้อก็คือ สมมุติว่า หญิ งคนหนึ่ งกําลังถูกนักเลงกลุ่มหนึ่ งรุ มทําร้าย ทั้งเตะ ทั้งต่อย ทั้งถีบ และรุ มข่มขืน และในขณะนั้นเองก็มีตารวจนอกเครื่ องแบบที่ ํเห็นเหตุการณ์น้ นยืนดูโดยที่ไม่ช่วยอะไรหญิงคนนั้นเลย ัทั้ง ๆ ที่มีความสามารถ สุ ดท้ายหญิงคนนั้นก็ถูกฆ่าตายส่ วนนักเลงกลุ่มนั้นก็หลบหนี ไป... คําถามคือ ถ้าคุณถามคนทัวไปว่า ‚คุณจะกล่าวอย่างไรกับตํารวจคนนั้น ?‛ คุณ ่คิดว่าจะได้รับคําตอบว่าอย่างไร ?... แน่ นอน คนทัวไป ่จะต้อ งประณาม ด่ า ตํา หนิ ต า รวจคนนั้น อย่า งเสี ย หาย ํโดยอาจจะกล่าวด้วยว่า ‚เป็ นตํารวจได้อย่างไร ทําไมไร้ความสามารถเช่นนี้ ...ทําไมไร้ความเมตตา ไร้ ความเป็ นธรรม ไร้ความยุติธรรมอย่างนี้ ... เลวจริ ง ๆ... ทําไมไม่จบ ัตัว คนชั่ว เหล่ า นั้ นมาลงโทษ‛ และนี่ คื อ คํา ตอบที่ เ ราอาจจะได้รั บ... และคุ ณ คิ ด ว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ สร้ า งเราขึ้ น มาจะทํา สิ่ งที่ ไ ร้ สาระไร้ เ หตุ ผลเหมื อ นตํา รวจคนนี้ไหม ?
  • 49. 47 เรารู ้กนดีว่า ผูนาทางการเมืองหลายคนในอดีตที่ ั ้ ํผ่านมาและรวมทั้งในปั จจุบนด้วย ได้ฆ่าคนบริ สุทธิ์ ตาย ัเป็ นเรื อนแสน บางคนก็ฆ่าผูบริ สุทธิ์ ตายเป็ นจํานวนล้าน ้เช่น ฮิตเลอร์ที่ได้ฆ่าชาวยิวตายโดยเผาทั้งเป็ นจํานวนมากถึ ง 6 ล้า นคน แต่ ก ระนั้น ก็ ต ามท้า ยที่ สุ ด ฮิ ต เลอร์ ก็ต ายเหมือนคนทัว ๆ ไปโดยไม่มีใครนําเขามาตัดสิ นลงโทษที่ ่ได้ฆ่าชาวยิวตายเป็ นจํานวนมหาศาล เมื่อเป็ นเช่นนี้ คุณคิดว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แ ท้จ ริ งที่ สร้ างทั้งคุ ณและผมและมนุษย์คนอื่น ๆ ขึ้นมาจะมีความยุติธรรมไหมถ้าพระองค์ทรงให้ฮิตเลอร์ ตายไปโดยที่พระองค์ก็ไม่ได้ลงโทษเพื่อเป็ นการตอบแทนฮิ ตเลอร์ แต่อย่างใด หรื อตอบแทนคนชัวทั้งหลายดังที่ได้ยกตัวอย่างมาให้ดู โดยให้พวกเขาตาย ่ไปโดยที่ ไม่ เ กิ ด อะไรขึ้ นหลังจากความตาย... ก็ใ นเมื่ อจากตัวอย่างข้างต้นทั้งสองตัวอย่าง เราก็ยงไม่สามารถ ัยอมรั บ ไม่ ไ ด้เ ลยกับ ความไร้ ซ่ ึ ง ความเป็ นธรรม ไร้ ซ่ ึ งความยุติธรรม ซึ่งค้านกับสติปัญญาโดยสิ้ นเชิงที่ไม่นาตัว ํคนชั่วมาตัดสิ นลงโทษ... แล้ว คุณคิดว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่สร้างเรามา ให้สติปัญญาเรามาแยกแยะสิ่ งต่าง ๆ ได้ จะทําสิ่ งที่ไร้ซ่ ึ งความเป็ นธรรม ไร้ซ่ ึ งความยุติธรรม โดยไม่นําคนชัวมาลงโทษอย่างนั้นหรื อ ?? พระองค์จะทําสิ่ งที่ ่
  • 50. 48ไร้ สาระที่คานกับสติปัญญาของมนุ ษย์โดยสิ้ นเชิ งอย่าง ้นั้นหรื อ ? ทั้ง ๆ ที่สติปัญญานี้ พระองค์เองเป็ นผูที่ได้ ้ ัสร้างมาให้กบมนุ ษย์ แน่ นอนที่สุด มนุ ษย์จะไม่ยอมรั บพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ไร้ความเป็ นธรรมไร้ความยุติธรรมเช่นนี้เด็ด ขาด แต่ สามัญสํานึ กของมนุ ษย์ที่เชื่ อในพระเจ้าบ่ งบอกว่ า พระผูเ้ ป็ นเจ้า ที่ แ ท้จ ริ ง นั้น จะต้อ งมี ค วามเที่ ย งธรรมและยุ ติ ธ รรม... เหมื อ นกับ ที่ ถ ้า เราลองถามคนโดยทัวไปว่า ประเทศจากตัวอย่างข้างต้นสมควรที่จะมีอยู่ ่ในโลกนี้ หรื อไม่... แน่ นอนเราไม่ตองเดาให้ยากเลยว่า ้คําตอบที่เราจะได้รับนั้นคืออะไร และถ้าเราถามอีกว่า คุณคิดอย่างไรกับผูนาในประเทศนี้ ...คําตอบที่เราจะได้รั บ ้ ํจะต้องเป็ นไปในทางลบอย่างแน่ นอน... ผูนาในประเทศ ้ ํนี้ อาจจะถูกด่า ถูกประนามอย่างหยาบโลนก็ได้ หรื อในกรณี ตวอย่างเรื่ องตํารวจที่ยกมาให้ดูขางต้นก็จะต้องถูกด่า ั ้ถูกประนามเช่นเดียวกัน เมื่อมาถึงตรงนี้ หลาย ๆ คนที่เชื่อในการมีอยูจริ ง ่ของพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง แต่ไม่เชื่ อเรื่ องการตอบแทนคงเริ่ ม เปลี่ ย นใจแล้ว และคิ ด ว่ า ... ‚ใช่ แ ล้ว ... พระเจ้าจะต้องเป็ นผูที่ไร้ ความเป็ นธรรม และไร้ ความยุติธรรม ้
  • 51. 49อย่างแน่ นอน และไม่สมควรที่ จะเป็ นพระเจ้าที่ แท้จริ งถ้าพระองค์ไม่ทรงให้มีการตอบแทนเกิดขึ้น... ซึ่ งเรารับไม่ได้อย่างแน่ นอนถ้าพระองค์ทรงเป็ นเช่นนั้น... แต่เรามันใจว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งจะต้องไม่เป็ นเช่นนั้นเป็ น ่อันขาด... และพระองค์จะไม่ทาสิ่ งที่คานกับสติปัญญาที่ ํ ้ ัพระองค์ได้สร้างมาให้กบมนุษย์เป็ นอันขาด... จะเป็ นไปได้อย่างไรที่พระองค์ทรงสร้างความมีเหตุผลให้กบมนุษย์ ัแต่ พ ระองค์ เ องกลับ เป็ นผู ้ท่ี ไ ร้ เ หตุ ผ ลโดยสิ้ น เชิ ง ...เป็ นไปไม่ได้เด็ดขาด‛ ประเด็ น ต่ อ มาก็ คื อ ถ้ า เราถาม มนุ ษย์ ที่ มีสติปัญญาที่สมบูรณ์ทวไปว่า ‚การที่ฮิตเลอร์ ได้ฆ่าชาวยิว ่ันั้นถือว่าเป็ นความชัวหรื อไม่ ?‛ คําตอบที่เราจะได้รับก็ ่คื อ ‚การกระทํา ของฮิ ต เลอร์ น้ ัน ถื อ เป็ นความชั่ว อย่า งแน่นอน‛ และถ้าเราถามต่อไปว่า ‚และฮิตเลอร์สมควรที่จะต้องได้รับการตอบแทนในความชัวที่เขาได้ทาเอาไว้ ่ ํหรื อไม่ ?‛ เราก็จะได้รับคําตอบอีกเช่ นกันว่า ‚ใช่ ...แน่ นอนที่สุด... ฮิ ตเลอร์ สมควรที่จะต้องได้รับการตอบแทนในความชั่วที่เขาได้ทาเอาไว้‛ จะเห็ นได้ว่า สามัญ ํ
  • 52. 50สํา นึ ก ของมนุ ษ ย์บ่ ง บอกว่ า ผู ้ที่ ท ํา ความชั่ว สมควรที่จะต้องได้รับการตอบแทน เมื่ อมาถึ งตรงนี้ ก็เกิ ด คําถามขึ้น ว่า ‚การฆ่ าคนตายโดยไร้ ความเป็ นธรรมอย่ างเดียวอย่ างนั้นหรื อที่ถูกเรี ยกว่ าเป็ นความชั่ ว ?‛ เมื่อมนุ ษย์ถูกถามคําถามเช่นนี้ขึ้น มนุษย์ก็จะตอบเป็ นเสี ยงเดียวกันว่า ‚ไม่ใช่... แต่ยงมี ัอีกหลายสิ่ งหลายอย่างที่เป็ นความชัว เช่ น การลักขโมย ่การข่มขืน การเนรคุณต่อพ่อแม่ การเป็ นพยานเท็จ และความชั่วอื่ น ๆ อี กมากมาย‛ คําถามต่ อมาก็คือ มนุ ษย์มีสิ ท ธิ ไ หมที่ จ ะกํา หนดโดยใช้อ ารมณ์ ความรู ้ สึ ก และความพอใจของแต่ละคนว่า อะไรถือว่าเป็ นความชัว และ ่อะไรถือว่าเป็ นความดี ?... ถ้าให้มนุษย์มากําหนดกันเองว่า อย่างใดถึงจะเรี ยกว่าเป็ นสิ่ งที่ชว อย่างไรถึงจะเรี ยกว่า ั่เป็ นสิ่ งที่ ดี ... เราจะได้ขอสรุ ปที่ เป็ นเอกฉัน ท์ไ หม? .... ้คําตอบก็คือ ไม่ได้อย่างแน่ นอน เพราะมนุ ษย์แต่ละคนก็จะนิยามในสิ่ งที่เรี ยกว่าเป็ นความชัว และสิ่ งที่เรี ยกว่าเป็ น ่ความดีแตกต่างกันโดยใช้อารมณ์ความรู ้สึกส่ วนตัวอีกทั้งผลประโยชน์ ส่ ว นตัว มาเป็ นตัว กํา หนด และถ้า เราให้มนุษย์ 10 คนนิ ยามในสิ่ งที่เรี ยกว่าเป็ นความชัว และสิ่ งที่ ่
  • 53. 51เรี ยกว่าเป็ นความดี เราก็อาจจะได้นิยามที่แตกต่างกันไป10 แบบ เพราะฉะนั้นเราหาข้อสรุ ปไม่ได้อย่างแน่นอนถ้าเราให้มนุ ษย์มานั่งนิ ยามกันเองว่า อย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความชั่ว และอย่างไรถึ งจะเรี ย กว่าเป็ นความดี แต่กระนั้นก็ตามสํามัญสํานึ กของมนุ ษย์บ่งบอกว่า จะต้องมีการตอบแทนคนที่ ท า ความชั่ว เพื่ อ ความยุติ ธ รรม แต่ ํประเด็นก็คือ ในจิตสํานึ กของมนุษย์แต่ละคนต้องการให้พระเจ้าลงโทษคนชัวตามความพอใจของตนเอง กล่าวคือ ่คนกลุ่ มเอเชื่ อว่า ถ้าชายคนหนึ่ งทําสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใด และถ้าพระเจ้าไม่ลงโทษชายผูน้ นก็จะถือว่า พระเจ้าไม่ยติธรรม ้ ั ุเพราะชายคนนั้น ได้ท าสิ่ ง ที่ เ ป็ นความชั่ว แต่ คนกลุ่ ม บี ํกลับมองว่า สิ่ งที่ชายคนนั้นทําไม่น่าจะเป็ นความชัว พระ ่เจ้าไม่น่าจะลงโทษเขาแต่อย่างใด แต่ในทางกลับกัน คนกลุ่มบีเห็นชายคนหนึ่ งกระทําสิ่ งหนึ่ งและเชื่อว่า ถ้าพระเจ้าไม่ลงโทษเขาถือว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรมเพราะชายคนนั้นทําสิ่ งที่เป็ นความชั่ว แต่คนกลุ่ มเอกลับมองว่า สิ่ งที่ชายคนนั้นทําไม่ถือว่าเป็ นความชัว...โดยรู ้สึกเฉย ๆ จาก ่ตัวอย่างนี้ เอง เราจะเห็นได้ว่า คนทั้งสองกลุ่มมีมาตรฐานที่แตกต่ างกันในการตัดสิ นว่ าพระเจ้ าไม่ มีความยุติธรรมและคนทั้งสองกลุ่มก็มีมาตรฐานที่ไม่ เหมือนกันในการที่
  • 54. 52จะตัดสิ น ว่ า อะไรคือความชั่ ว แต่ ก ระนั้น ก็ตามทั้งสองกลุ่มมีความเชื่อเหมือนกันก็คือ พระเจ้ าจะต้ องตอบแทนความชั่ วที่คน ๆ หนึ่ ง ได้ ทาเอาไว้ อย่ า งแน่ นอน และถ้ าพระเจ้ าไม่ ตอบแทนก็จะถือว่ าพระเจ้ าไม่ ยุติธรรมอย่ างแน่ นอน และทั้งสองกลุ่มก็เชื่ อตรงกันว่า พระเจ้ านั้ นมีความยุ ติธ รรมแก่ มนุ ษย์ ทุก คนที่พ ระองค์ สร้ า งมา นั่นหมายความว่า พระเจ้า จะต้อ งตอบแทนคนทําชั่ว อย่า งแน่ นอน เพราะฉะนั้น เราได้ขอสรุ ปว่า จิ ตสํานึ ก ลึ ก ๆ ้ของมนุ ษย์น้ ันบ่งบอกว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าจะต้องตอบแทนความชัวและความดีที่มนุษย์ได้ทา ่ ํ เมื่อมาถึงจุดนี้ ขอถามคําถามท่านผูอ่านสักนิ ดว่า ้เรารู ้กนดีว่าบริ ษทต่าง ๆ จะต้องมีท้ งกฎข้อใช้ขอห้ามให้ ั ั ั ้พนักงานแต่ละคนได้ปฏิบติตาม... คําถามก็คือ คุณคิดว่า ัมันจะเป็ นการไร้สาระไหมที่เจ้าของบริ ษทไม่จดการหรื อ ั ัดําเนินการในการออกกฎระเบียบให้พนักงานแต่ละคนได้ปฏิบติในฐานะที่ตวเองเป็ นผูมีอานาจสู งสุ ดในบริ ษท แต่ ั ั ้ ํ ักลับให้พนักงานในบริ ษทมานั่งออกกฎระเบียบกันเอง ัโดยที่ ห าข้อ สรุ ป กัน ไม่ ไ ด้ เพราะต่ า งคนต่ า งก็ มี ค วามคิดเห็นที่แตกต่างกัน โดยแต่ละคนก็มีมาตรฐานกันคนละ
  • 55. 53อย่างซึ่ งก็ทาให้เกิ ดการทะเลาะกันเป็ นเหตุให้เกิ ดความ ํวุ่นวายและความปั่ นป่ วนขึ้นในบริ ษทของตนเอง... คุณ ัคิดว่ามันเป็ นการไร้สาระไหมที่เจ้าของบริ ษททําเช่นนี้ ... ัแน่ น อน คํา ตอบที่ เ ราจะได้รั บก็คือ ‚ไร้ ส าระ‛ บางคนอาจจะพูดไปถึงว่า ‚ยังไม่เคยเจอเจ้าของบริ ษทไหนทํา ัอะไรที่แปลกประหลาดและไร้สาระอย่างนี้ มาก่อนเลย...โดยให้พนักงานออกกฎกันเองแทนที่ เจ้าของบริ ษทจะ ัเป็ นผู ้อ อกให้ ‛ เมื่ อ เป็ นเช่ น นี้ คํา ถามก็ คื อ แล้ว เราจะกล่ าวหาพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ สร้ า งเรามาว่า เป็ นผูที่ไร้ สาระ ้อย่างนั้นหรื อ ? เราจะกล่าวหาพระองค์ว่าทําสิ่ งที่แปลกประหลาดอย่างนั้นหรื อ ? โดยปล่อยให้โลกมนุ ษย์เกิด ่ความสับสนวุนวาย โดยปล่อยให้มนุษย์กาหนดมาตรฐาน ํของความชั่ว และความดี กัน เองโดยที่ ไ ม่ มี ท างที่ จ ะหาข้อสรุ ปได้ ด้วยเหตุน้ ี ถาเราจะถามว่า ใครที่เป็ นผูที่มีสิทธิ ้ ้เด็ดขาดที่สุดในการที่จะออกกฎข้อบังคับในบริ ษทหนึ่ง ๆ ั... คําตอบที่เราได้รับก็คือ ผูที่มีอานาจสู งสุ ดของบริ ษท ้ ํ ันั้น ๆ หรื อกล่าวอีกอย่างก็คือ เจ้าของบริ ษท และใครที่จะ ัเป็ นผูมีอานาจในการเซ็นอนุ มติให้มีการลงโทษพนักงาน ้ ํ ัคนหนึ่ งคนใดที่ ฝ่ าฝื นกฎของบริ ษัท ... คํา ตอบก็ คื อเจ้าของบริ ษท หรื อผูที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าของบริ ษท ั ้ ั
  • 56. 54อีกทีหนึ่ ง เมื่อเป็ นเช่ นนี้ คาถามต่อไปก็คือ แล้วใครที่จะ ํเป็ นผูที่ มี อ า นาจเด็ ด ขาดที่ จ ะกํา หนดว่ า อย่ า งไรถึ ง จะ ้ ํเรี ยกว่าเป็ นความชัว และอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความดี ่เพื่ อ ให้ ม นุ ษ ย์ทุ ก คนในโลกได้ป ฏิ บ ัติ ต ามไปในทางเดี ย วกัน ... แน่ นอนที่ สุด คําตอบที่ เ ราจะได้รับก็คือ ผูที่ ้สร้างมนุษย์ข้ ึนมา ผูที่เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์ และใครที่จะ ้มีอานาจเด็ดขาดในการลงโทษมนุ ษย์ที่ฝ่าฝื นไปกระทํา ํความชั่ว ...คําตอบก็เ หมื อนเดิ ม นั่น คื อ ผูที่สร้ างมนุ ษ ย์ ้ขึ้นมา ผูที่เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์ เจ้าของโลก ้ คําถามต่อมาก็คือ คุณคิดว่า มันเป็ นการถูกต้องไหมที่คนกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาทํางานในบริ ษทแห่ งหนึ่ง โดย ัที่คนกลุ่มนี้ ประชุมกันเองเพื่อวางกฎข้อบังคับของบริ ษท ัโดยข้ามหัวเจ้าของบริ ษท ไม่สนใจต่อกฎข้อบังคับที่โดย ัเจ้าของบริ ษทได้วางเอาไว้ ...คุณคิดว่าการกระทําเช่ นนี้ ัถู ก ต้อ งไหม ? และคุ ณ คิ ด หรื อ ว่า เจ้า ของบริ ษ ัท จะไม่จัดการกับคนกลุ่มนี้ ? ท่านผูอ่านคงคิดอยูในใจว่า ‚มีดวย ้ ่ ้หรื อที่ใครจะทําอะไรที่แปลกประหลาดเช่นนี้ เพราะมัน ัเป็ นที่รู้กนว่า พนักงานแต่ละคนจะต้องทําตามกฎข้อห้ามข้อ ใช้ที่ ถู ก กํา หนดโดยบริ ษ ัท หรื อ โดยเจ้า ของบริ ษ ัท
  • 57. 55ไม่ใช่มากําหนดกันเอาเองแบบนี้ ... เป็ นการกระทําที่ไม่ถูกต้อง และแปลกประหลาดมาก ๆ ไร้มารยาทสิ้ นดี... ไม่มีใครเขาทําอะไรบ้า ๆ เช่ นนี้ แน่ คนที่ทาเช่ นนี้ ถือว่าดื้ อ ํรั้ นมาก ๆ‛ นี้ คื อ คํา ตํา หนิ ท่ี เ ราอาจจะได้รั บถ้าเราถาม ั ้คําถามนี้กบผูคนทั้งหลาย ฉันใดก็ฉนนั้น ผูที่เชื่อในการมี ั ้อยู่จ ริ งของพระผูเ้ ป็ นเจ้าและรู ้ ว่า พระองค์เป็ นเจ้าของชีวิตของมนุ ษย์ อีกทั้งรู ้อย่างแน่ นอนว่า พระองค์เป็ นผูที่ ้ทรงยุติธรรมและพระองค์จะต้องวางมาตรฐานว่า อะไรคือความชั่วและอะไรคื อความดี โดยไม่ปล่อยให้มนุ ษย์สับสนวุ่นวายกันเอง แต่ก็กลับไปเอามาตรฐานในเรื่ องความชัวและความดีที่มนุษย์ดวยกันเองกําหนดมาใช้ โดย ่ ้ไม่สนใจใยดีต่อมาตรฐานที่พระผูเ้ ป็ นเจ้าได้ทรงกําหนดเอาไว้... เราจะไม่ตาหนิ หรอกหรื อว่า มนุ ษย์ที่ทาเช่ นนี้ ํ ํเป็ นพวกที่แปลกประหลาด ไร้มารยาทสิ้ นดี ... ไม่มีใครเขาทํา อะไรบ้า ๆ เช่ น นี้ แน่ คนที่ ท าเช่ น นี้ ถื อว่า ดื้ อ รั้ น ํมาก ๆ เราจะพบว่าผูที่ปฏิบติตวตามอารมณ์ใฝ่ ตํ่า โดย ้ ั ัทําตามอารมณ์ความต้องการของตนเอง มักจะเป็ นผูที่หา้เหตุ ผลต่ าง ๆ นา ๆ มาอ้างเพื่อเข้าข้างตัวเอง ปลอบใจ
  • 58. 56ตัวเอง โดยคิดว่า ‚การกระทําของเราไม่ถือว่าเป็ นความชัวหรอก... เพราะเราก็ไม่ได้ไปทําให้คนอื่นเดือดร้อน... ่เราไม่ไ ด้ไ ปคดโกงใคร... เราไม่ไ ด้ไปละเมิ ด สิ ทธิ ของใคร‛ เราจะเห็นได้วา กลุ่มคนพวกนี้พยายามหาทุกวิถีทาง ่เพื่ อ ให้ต ัว เองได้ป ฏิ บ ัติ ต ามอารมณ์ ค วามต้อ งการของตนเอง แต่เมื่อเราถามคําถามในตัวอย่างเรื่ องบริ ษทข้างต้น ักับคนพวกนี้ พวกเขากลับตอบได้อย่างถูกต้อง... นี้ คือตัว อย่ า งของการคิ ด เข้า ข้า งตัว เอง และเป็ นการคิ ด ที่ปลอบใจตัว เอง เพื่ อ เป็ นการหาทางออกให้ ต ัว เองได้ปฏิบติตวตามความต้องการและตามอารมณ์ใฝ่ ตํ่าต่อไป... ั ัคนที่คิดเช่ นนี้ เป็ นผูวางมาตรฐานเรื่ องความดี และความ ้ชัวเอาเอง... เพื่อให้สอดคล้องกับอารมณ์ความต้องการ ่ของตนเอง... คนพวกนี้ คิดทึกทักแทนพระผู้เป็ นเจ้ าเอาเองว่า สิ่ งที่เขาทํา ถ้าไม่ได้ไปทําให้คนอื่นเดือดร้อน... ถ้าไม่ได้ไปคดโกงใคร... ถ้าไม่ได้ไปละเมิดสิ ทธิของใคร ก็ถื อว่าไม่ได้เป็ นชั่วแต่อย่างใด... แต่คาถามที่ จะถามคน ํกลุ่มนี้ ก็คือ : แล้วพวกคุณรู ้ได้อย่างไรว่า มาตรฐานที่จะเรี ยกว่าอะไรคือความชัว โดยผูทาจะต้องได้การตอบแทน ่ ้ ํมีเพียงแค่น้ ี ตามที่พวกคุณคิดและเข้าใจเอาเอง... พระเจ้า
  • 59. 57 ํบอกพวกคุณเองหรื อว่า พระองค์ได้กาหนดว่าอะไรคือความชัวเอาไว้เพียงแค่น้ ี...? ่ ผูที่เป็ นเจ้าของชีวิตมนุษย์ที่แท้จริ ง ที่สามารถให้ ้มนุ ษย์เป็ นขึ้นมาใหม่อีกครั้ งได้หลังจากที่เขาได้ตายไปแล้ว เพื่ อ ตอบแทนในสิ่ ง ที่ เ ขาได้ท า เอาไว้ ไม่ ส มควร ํหรอกหรื อที่จะต้องเป็ นผูที่มีสิทธิ เด็ดขาดในการกําหนด ้ว่า อย่างไรคือความชัว และอย่างไรคือความดี ??? และ ่การที่คนกลุ่มนี้ กล่าวว่า ‚การกระทําของเราไม่ถือว่าเป็ นความชั่ ว หรอก... เพราะเราก็ ไ ม่ ไ ด้ ไ ปทํา ให้ ค นอื่ นเดือดร้อน... เราไม่ได้ไปคดโกงใคร... เราไม่ได้ไปละเมิดสิ ทธิของใคร‛ ก็เหมือนกับการที่ใครคนใดคนหนึ่งสมัครเข้า ทํา งานกับ บริ ษัท หนึ่ ง และเอางานอื่ น ที่ เ ป็ นงานส่ วนตัวขึ้นมาทํา (ซึ่ งเป็ นข้อห้ามของบริ ษทนั้น ๆ ที่ถา ั ้ใครละเมิดแล้วจะต้องถูกลงโทษ) หรื อการที่เขาเพียงนั่งอยู่เฉย ๆ ไม่ทาอะไรเลย แต่ก็คิดทึกทักเอาเองว่า ‚การ ํกระทําของผมไม่ถือว่าเป็ นความผิดหรอก... เพราะผมก็ไม่ได้ไปทําให้คนอื่นเดือดร้อน...‛ คุณคิดว่าการที่ชายคนนี้คิดเช่นนี้ถือเป็ นการถูกต้องหรื อไม่ ? คุณคิดว่า เมื่อชายคนนี้ ถูกเจ้าของบริ ษทเรี ยกตัวไปสอบสวน คําแก้ตวของ ั ั
  • 60. 58ชายคนนี้ ที่ว่า ‚การกระทําของผมไม่ถือว่าเป็ นความผิดหรอก... เพราะผมก็ไม่ได้ไปทําให้คนอื่ นเดื อดร้ อน...‛จะฟังขึ้นไหม... มีเหตุผลที่เพียงพอไหม ? มีความน่ าจะเป็ นอย่างยิ่งที่เราจะคิดว่า สิ่ งที่เรา ่กระทําอยูน้ ีไม่ถือว่าเป็ นความชัว แต่ในความเป็ นจริ งแล้ว ่พระผูเ้ ป็ นเจ้าของเราถื อว่าสิ่ งนั้นเป็ นความชั่ว เมื่ อผูกระทําได้กระทํา เขาก็จะได้รับการตอบแทนในความ ้ชัวที่เขาได้ทา หรื อบางสิ่ งที่เราคิดเอาเองว่าเป็ นความดี ่ ํแต่สําหรั บพระผูเ้ ป็ นเจ้าผูเ้ ป็ นเจ้าของชี วิตเราแล้ว ถือว่าสิ่ งนั้นเป็ นความชั่ว เช่ นนี้ เท่ากับเราได้ทาสิ่ งที่สวนทาง ํ ํกับสิ่ งที่พระองค์ได้กาหนดเอาไว้ซ่ ึงจะทําให้เราได้รับการตอบแทนไปตามนั้ นเช่ น กัน ... เพราะฉะนั้ น อย่ า คิ ดเข้าข้างตัวเอง... อย่าหลอกตัวเอง... และก็อย่าปลอบใจตัวเอง... คําถามต่อมาก็คือ สมมุติว่า คุณไปสมัครงานในบริ ษัท แห่ ง หนึ่ ง และเราก็ รู้ กัน ดี ว่ า แต่ ล ะบริ ษ ัท จะมีกฎระเบียบ ข้อห้ามข้อใช้เอาไว้ให้พนักงานแต่ละคนได้ปฏิบติตาม แต่กระนั้นก็ตาม เมื่อคุณเข้าทํางานกับบริ ษท ั ัแห่ ง นี้ เจ้ า ของบริ ษัท ไม่ ย อมบอกให้ คุ ณ ได้ รั บ รู ้ ถึ ง
  • 61. 59กฎระเบียบ ข้อห้ามข้อใช้ แต่กลับลงโทษคุณเมื่อคุณทําผิดกฎของบริ ษท ทั้ง ๆ ที่คุณก็ไม่รู้ว่าการกระทําของคุณ ันั้น มัน ผิ ด กฎของบริ ษ ัท ซึ่ งถ้า เจ้า ของบริ ษ ัท บอกคุ ณตั้งแต่แรกคุณก็คงจะไม่ทาผิดกฎอย่างแน่ นอน แต่นี่ไม่ ํยอมบอกว่ า กฎระเบี ย บ ข้อ ห้ า ม ข้อ ใช้ข องบริ ษัท มีอะไรบ้า ง แต่ ก ลับ ลงโทษเลยเมื่ อ เห็ น ว่ า คุ ณ ทํา ผิ ด ...คํา ถามก็ คื อ คุ ณ จะว่ า อย่า งไรกับ บริ ษ ัท นี้ หรื อ เจ้า ของบริ ษ ัท นี้ ... แน่ น อนอี ก เช่ น กัน คุ ณ ก็ จ ะด่ า ว่า ประณามเจ้าของบริ ษทนี้ ที่ ทาสิ่ งที่ แปลกประหลาดและไร้ สาระ ั ํค้านกับสติปัญญา... คุณย่อมรับไม่ได้แน่ ถามีบริ ษทไหน ้ ัทํา กับ คุ ณ อย่า งนี้ ... ฉัน ใดก็ ฉัน นั้น คุ ณ จะกล่ า วหา ด่ าประณามพระผูเ้ ป็ นเจ้าอย่างนั้นหรื อว่า พระองค์ กาหนดกฎเกณฑ์ แ ห่ ง มาตรฐานความชั่ ว และความดี เ อาไว้ ใ ห้มนุษย์ ได้ ปฏิบัติตาม แต่ กลับไม่ ยอมบอกให้ มนุษย์ ได้ รับทราบว่ า อย่ างไรถึงจะเรียกว่ าเป็ นความชั่วและอย่ างไรถึงจะเรียกว่ าเป็ นความดี เพื่อที่มนุษย์จะได้ปฏิบติตวถูกต้อง ั ัแต่กลับเก็บความรู ้ตรงนี้ ไว้เฉพาะตัวพระองค์เองไม่บอกมนุ ษ ย์ ค นไหนได้ รั บ รู ้ . .. ดั ง นั้ นคุ ณ จะกล่ า วหา ด่ าประณามพระผูเ้ ป็ นเจ้าว่า พระองค์ทาเช่นนี้กบมนุษย์อย่าง ํ ันั้นหรื อ ? คุณจะกล่าวหาว่า พระเจ้าตอบแทนมนุษย์ดวย ้
  • 62. 60การลงโทษ แต่กลับไม่ยอมบอกให้มนุษย์ได้รู้ก่อนหรื อว่าอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความดี อย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความชัว... คุณคิดว่า พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งจะทําสิ่ งที่ไร้ ่สาระ ไร้ความเป็ นธรรม ไร้ซ่ ึ งความยุติธรรมเช่นนี้ อย่างนั้นหรื อ ?? แน่ นอนพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่ แท้จริ ง จะไม่ทาสิ่ งที่ไร้ ํความเป็ นธรรม ไร้ ซ่ ึ ง ความยุติ ธ รรมเช่ น นี้ กับ มนุ ษ ย์ที่พระองค์ทรงสร้ างมาเป็ นอันขาด มนุ ษย์ทุกคนที่เชื่ อในพระเจ้านั้นจะคิดถึงพระเจ้าในฐานะเป็ นสิ่ งที่ศกดิ์ สิ ทธิ ัเป็ นผูที่สูงส่ งยิ่ง เป็ นผูที่ทรงเมตตา มีความยุติธรรม เมื่ อ ้ ้เข้าใจเช่นนี้ แล้ว เราก็กล่าวได้ว่า ถ้าพระผูเ้ ป็ นเจ้ามีความเที่ยงธรรมและมีความยุติธรรมจริ งแล้ว พระองค์จะต้องบอกเราอย่างแน่นอนให้รู้ถึงมาตรฐานความชัวและความ ่ดี ที่ พ ระองค์ไ ด้ท รงกํา หนดเอาไว้ และเป็ นไปไม่ ไ ด้เด็ดขาดที่พระองค์จะไม่ทรงบอก เพราะนั้นเท่ากับขัดแย้งกับ คุ ณ ลัก ษณะของพระองค์ที่ มี ค วามยุ ติ ธ รรม ความเมตตา... เมื่อมาถึงตรงนี้ ก็อาจจะมีผูถามขึ้นมาว่า ‚แล้ว ้พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งได้บอกเราให้รู้เอาไว้ต รงไหนว่าอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าดีและอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าชัว ?‛ ่
  • 63. 61คําตอบก็คือ พระองค์ทรงยุติธรรมกับมนุษย์ทุกคน ทุกยุคทุกสมัย โดยที่พระองค์ ทรงส่ งศาสดามาพร้ อมกับคัมภีร์เพือบอกให้ มนุษย์ ได้ รู้ ว่า อย่ างไรถึงจะเรียกว่ าเป็ นความดี ่และอย่ างไรถึงจะเรี ยกว่ าเป็ นความชั่ ว โดยศาสดาแต่ ละท่ านนั้นจะมีสิ่งทีจะมายืนยันในความเป็ นศาสดาที่แท้ จริง ่ของตนเองที่พระผู้เป็ นเจ้ าทรงแต่ งตั้งมา เพื่อที่จะทาให้มนุษย์ ในยุคสมัยนั้น ๆ ได้ มั่นใจ แต่ เ ป็ นที่ น่ า เศร้ า ที่ ค ัม ภี ร์ ที่ มี เ จตนารมณ์ อ ันแท้จริ งของพระองค์ที่ถูกระบุเอาไว้ร้อยเปอร์ เซ็นต์ได้ถู กเปลี่ ย นแปลงแก้ไ ขไปจากเดิ ม จึ งทําให้เ จตนารมณ์ อ ัน ่แท้จริ งของพระองค์ที่วา อย่างไรจึงจะเรี ยกว่าความดี และอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความชัวสู ญหายไป... เช่นนี้เป็ น ่สภาพที่ ป ระสบกับ ทุ ก ๆ คัม ภี ร์ ที่ มี ม าก่ อ นหน้า คัม ภี ร์อัลกุรอาน คัมภีร์ของพระองค์ ที่ทรงมอบให้ กับศาสดาท่ านต่ าง ๆ ทีมีมาก่อนหน้ าท่ านศาสดามุฮัมหมัด ตกอยู่ใน ่สภาพการถูกเปลี่ยนแปลงแก้ ไขมาโดยตลอด เช่น คัมภีร์อินญีลของท่านศาสดาอีซา (เยซู ) ซึ่ งก็กลายมาเป็ นคัมภีร์ไบเบิ้ลในส่ วนของพันธ์สญญาใหม่ ซึ่งคัมภีร์อินญีลฉบับ ัแท้ ๆ ที่พระองค์อลลอฮฺ ได้มอบให้ท่านศาสดาอีซานั้นก็ ั
  • 64. 62สู ญหายไปหมดแล้ว หรื อคัมภี ร์เ ตารอต (โตราฮฺ ) ของท่านศาสดามูซา (โมเสส) ซึ่ งก็กลายมาเป็ นคัมภีร์ไบเบิ้ลในส่ วนของพันธ์สญญาเก่า ซึ่งคัมภีร์เตารอตฉบับแท้ ๆ ที่ ัพระองค์อ ัล ลอฮฺ ไ ด้ม อบให้ ท่ า นศาสดามู ซ านั้ นก็ สู ญหายไปหมดแล้ว เมื่ อเป็ นเช่ น นี้ มนุ ษ ย์ที่เกิ ด มาในยุคที่คัมภีร์ฉบับแท้ ๆ ได้ถูกเปลี่ยนแปลแก้ไขไปแล้ว จึงอยูใน ่สภาพที่ ไ ม่ ส ามารถรั บ รู ้ ไ ด้ว่ า ในความเป็ นจริ งแล้วอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความดีและอย่างไรถึงจะเรี ยกว่า ่ ู้ ํเป็ นความชัวตามที่ผที่เป็ นเจ้าของชีวิตเราได้กาหนดเอาไว้แต่ดวยความเมตตาของพระองค์อลลอฮฺ พระองค์จึงบอก ้ ัเอาไว้ว่า มนุ ษย์คนไหนก็แล้วแต่ที่คาสอนของพระองค์ ํไปไม่ถึงเขา โดยที่เขาผูน้ นได้ตายไปก่อน พระองค์จะไม่ ้ ัลงโทษเขา ดังที่พระองค์ได้กล่าวเอาไว้ว่า ‚และเรามิเคยลงโทษผูใดจนกว่าเราจะแต่งตั้งรอซูลมา‛ (ความหมาย ้คัมภีร์อลกุรอาน บทที่ 17 โองการที่ 15) ั และด้วยกับความเมตตาของพระองค์อีกเช่นกันที่พระองค์ ได้ ทรงส่ งศาสดาท่ านสุ ดท้ ายมาพร้ อมกับคัมภีร์เล่ ม สุ ด ท้ า ยและสั ญ ญาเอาไว้ ด้ ว ยว่ า จะปกป องรั ก ษา ้คัมภีร์เล่ มนี้เอาไว้ ไม่ ให้ ใครมาเปลียนแปลง คัมภีร์เล่ มนั้น ่ก็คื อ คั ม ภี ร์ อัล กุ ร อาน ศาสดาท่ า นนี้ก็ คื อ ท่ า นศาสดา
  • 65. 63มุฮัมมัด ทั้งนี้ ก็เพราะว่า คัมภีร์อลกุรอานนี้ เป็ นคัมภีร์เล่ม ัสุ ดท้าย ต่อจากนี้จะไม่มีคมภีร์เล่มไหนถูกประทานมาอีก ัแล้ว และจะไม่มีศาสดาท่านไหนถูกส่ งมาอีกแล้วเช่นกันเพราะฉะนั้น ถ้าหากคัมภี ร์อลกุรอานยังคงถูกมนุ ษย์ชั่ว ัเปลี่ยนแปลงแก้ไข ดังคัมภีร์เล่มก่อน ๆ ที่มีมา มนุษย์ก็จะ ่ตกอยู่ในสภาพหลงทางตลอดไป โดยมนุ ษย์จะไม่มีวนรู ้ ัเจตนารมณ์ ที่แท้จริ งของพระผูเ้ ป็ นเจ้าของเขาได้เลยว่าอย่างไรจึงจะเรี ยกว่าเป็ นความชัวที่ถาทําแล้วจะต้องได้รับ ่ ้การตอบแทน และอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความดีที่ถาทํา ้แล้วก็จะต้องได้รับการตอบแทนเช่นกัน แต่ 1,400 กว่าปีได้ผ่านมาแล้ว คัมภี ร์อลกุรอานก็ยงคงความบริ สุทธิ์ ไม่ ั ัเคยถู ก เปลี่ ย นแปลงแก้ไ ขแม้แ ต่ อ ัก ษรเดี ย ว ด้ว ยเหตุ น้ ีเจตนารมณ์อนบริ สุทธิ ของพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งก็ยงคง ั ั ่ ่อยูในคัมภีร์เล่มนี้ และจะคงอยูตลอดไปจนถึงวันสิ้ นโลกดังที่พระองค์ได้ทรงสัญญาเอาไว้ และพระองค์น้ นทรงทํา ่ ัในสิ่ งที่พระองค์สญญาเอาไว้อย่างไม่ขาดตกบกพร่ อง ั
  • 66. 64ข้ อสรุปทีเ่ ราได้ รับ1. เบื้ อ งลึ ก ของจิ ต สํ า นึ ก ของมนุ ษ ย์น้ ั นเชื่ อ ในความยุติธรรมของพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง โดยที่พระองค์จะต้องตอบแทนความชัวที่มนุ ษย์ได้ทาเอาไว้ และเบื้องลึกของ ่ ํจิตสํานึกของมนุษย์ก็ยอมรับไม่ได้เช่นกันว่า ที่พระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งจะปล่อยให้คนชั่วตายไปไม่ได้รับการตอบแทนในความชัวที่เขาได้ทาเอาไว้ ่ ํ2. มนุ ษ ย์ด้ว ยกัน เองไม่ สามารถตัด สิ น ได้อย่างเด็ด ขาดและมันใจได้ร้อยเปอร์ เซ็นต์ได้ว่า อย่างไรถึงจะเรี ยกว่า ่เป็ นความชัวและอย่างไรถึงจะเรี ยกว่าเป็ นความดี แต่ผที่มี ่ ู้สิ ทธิ เด็ดขาดอย่างแท้จริ งในการวางมาตรฐานว่า อย่างไรคื อความชั่ว และอย่า งไรคื อ ความดี ก็คือ ผูที่เป็ นเจ้าของ ้ชี วิตมนุ ษ ย์ ผูที่สร้ างมนุ ษ ย์ข้ ึ น มา ผูที่จ ะมี อา นาจทําให้ ้ ้ ํมนุ ษย์ฟ้ื นขึ้นมาเพื่อที่ จะได้รับการตอบแทนในสิ่ งที่ตว ัเขาได้กระทําเอาไว้ โดยพระองค์จ ะตอบแทนให้อย่างยุติธรรมที่ สุด เพราะพระองค์ทรงรู ้ ถึงสิ่ งที่ อยู่ใ นจิ ตใจและจิตสํานึกของมนุษย์แต่ละคน
  • 67. 653. เมื่อรู ้เช่นนี้ แล้วมนุ ษย์ทุกคนจะต้องแสวงหาความรู ้ว่า ํพระองค์ได้กาหนดเอาไว้อย่างไรว่า อะไรคือความดีและอะไรคือความชัว โดยการศึกษาจากคัมภีร์เล่มสุ ดท้ายที่ ่พระองค์ได้ประทานมา เพราะเจตนารมณ์อนบริ สุทธิ์ ร้อย ัเปอร์ เ ซ็ น ต์ข องพระองค์ถู ก ระบุ เ อาไว้ใ นคัม ภี ร์ เ ล่ ม นี้เท่านั้น4. เราในฐานะผูเ้ ป็ นมนุ ษย์ท่ีถูกสร้างขึ้นมาจะต้องไม่คิดเข้าข้างตัวเอง จะต้องไม่หลอกตัวเองโดยคิดเอาเองว่า ‘สิ่ งที่ตวเองทํานั้นไม่ถือเป็ นความชัวแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น ั ่พระองค์ค งไม่ ตอบแทนอะไรจากการกระทํานี้ ’... เราจะต้องไม่คิดปลอบใจตัวเองเช่ นนี้ แต่เราจะต้องเรี ยนรู ้จากคัมภีร์ของพระองค์เองเพื่อที่เราจะได้รู้อย่างมันใจว่า ่สิ่ ง ที่ เ รากระทํา อยู่ น้ ี ถื อ ว่ า เป็ นความชั่ ว หรื อไม่ ต ามมาตรฐานที่พระผูเ้ ป็ นเจ้าของชีวิตเราได้วางเอาไว้ เพราะฉะนั้นมาตรฐานที่ จะใช้ในการตัดสิ นว่าอะไรคื อ ความชั่ว ที่ ท า แล้ว จะได้รั บ การตอบแทนและ ํอะไรคือความดี ที่ ทาแล้วก็จะได้รับผลตอบแทนเช่ นกัน ํนั้น ได้ ก็ คื อ คัม ภี ร์ อ ัล กุ ร อานอัน เป็ นคัม ภี ร์ ที่ ส ามารถ
  • 68. 66พิสูจน์ตวของมันเองได้ว่ามาจากพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง ัเป็ นคัมภีร์ท่ีไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไข สังคายนาใด ๆเราขอเชิญชวนท่านผูอ่านให้มาศรัทธา ยึดมัน และปฏิบติ ้ ่ ัตามคัมภี ร์ เล่มนี้ และสําหรั บผูอ่านท่านใดที่ มันใจแล้ว ้ ่และต้อ งการรั บ อิ ส ลาม ก็ส ามารถทํา ได้ด้ว ยการกล่ า วปฏิญาณตนต่อไปนี้วา : ่ ‚ข้าพเจ้าขอปฏิ ญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่ นใดที่จะต้องได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์อลลอฮฺ ัพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งเท่านั้น และข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่า มุฮมมัดนั้นเป็ นบ่าวและเป็ นศาสดาของพระองค์‛ ัติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 081-9284958 หรื อเมลล์มาที่ danish8484@yahoo.com
  • 69. 67พิสูจน์หลักคําสอนที่แท้จริ งของอิสลาม ทุ กศาสนาหลัก ๆ หรื อ ทุ ก แนวทางเลยก็ว่า ต่ า งก็มีหลักธรรมคําสอนของผูที่ อยู่ในแนวทางหรื อศาสนานั้น ้ได้ปฏิบติตามหรื อจําเป็ นต้องปฏิบติตาม ประกอบไปด้วย ั ัสิ่ งที่ทาแล้วถือว่าเป็ นความดีและสิ่ งที่ถาฝ่ าฝื นไปกระทํา ํ ้แล้ว ก็จ ะถื อ ว่า เป็ นความชั่ว โดยมี เ ป้ าหมายสู ง สุ ด เป็ นรากฐานที่สาคัญที่สุด เช่น ศาสนาพุทธมีรากฐานที่สาคัญ ํ ํที่สุด คือการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิ ดและเข้าสู่นิ พพาน หรื อศาสนาคริ สต์คือ การได้เข้าสู่ สวรรค์และรอดพ้นจากการถูกลงโทษในไฟนรก ศาสนาอิ สลามก็เช่นเดียวกันกับศาสนาคริ สต์ ถ้าเราถามชาวพุทธว่าทําไมต้องทําความดีต่าง ๆ และละทิ้งหรื อออกห่ างจากความชัว ่พยายามทํา จิ ตใจให้บ ริ สุทธิ์ ด้ว ยการคิ ดดี ทําดี พูดจาดีคําตอบที่เราจะได้รับก็คือ ก็เพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิ ดและเข้าสู่ นิพพาน และถ้าสมมุติว่า คําสอนเรื่ องการเวียนว่ายตายเกิดได้รับการพิสูจน์แล้วว่า พลาดผิด ไม่เป็ นจริ ง นันก็จะหมายความไปโดยปริ ยายว่า การทําความ ่ดีละทิ้งบาปหรื อออกห่ างจากความชัว พยายามทําจิตใจ ่ให้บริ สุทธิ์ดวยการคิดดี ทําดี พูดจาดีก็จะหมดความหมาย ้ไปโดยปริ ยาย เพราะทั้งหมดที่กล่าวมาถูกผูกติดอยูกบคํา ่ ั
  • 70. 68สอนเรื่ องการหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดและเข้าสู่นิ พพาน และถ้าคําสอนนี้ ไม่เป็ นจริ งแล้วก็เป็ นอันว่าจบกัน ในศาสนาคริ สต์ก็เช่นกัน สิ่ งที่ถือว่าเป็ นรากฐานของคํา สอนที่ ทุก อย่า งถูก ผูก ติ ด อยู่กับ มัน ก็คือ คําสอนเรื่ อ งการเป็ นพระเจ้าของพระเยซู หรื อ การถูกตรึ งตายบนไม้กางเขนของพระเยซู ถ้าพระเยซู ถูกพิสูจน์แล้วว่า ไม่ใช่พระเจ้าหรื อ ไม่ ไ ด้ตายบนได้ก างเขนจริ ง หลัก คํา สอนอื่ น ๆ ของคริ สต์ก็ จ ะหมดความหมายไปโดยปริ ย ายสําหรับศาสนาอิสลามก็เช่ นกัน สิ่ งที่ถือว่า เป็ นรากฐานของคํา สอนที่ ทุ ก อย่ า งถู ก ผูก ติ ด อยู่กับ มัน ก็ คื อ การที่อัล กุ ร อานเป็ นคัม ภี ร์ ที่ ม าจากอัล ลอฮฺ พ ระผูเ้ ป็ นเจ้า ที่แท้จริ ง ถ้าสมมุติว่าอัลกุรอานถูกพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้มาจากพระผูเ้ ป็ นเจ้าจริ ง หลักคําสอนอื่น ๆ ของอิสลามก็จะหมดความหมายไปโดยปริ ยาย แต่ในความเป็ นจริ งแล้วเราสามารถพิสูจน์ว่า คัมภีร์อลกุรอานเป็ นคัมภีร์ที่มาจาก ัพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งได้อย่างเป็ นรู ปธรรมและอย่างเป็ นวิทยาศาสตร์
  • 71. 69 และเช่ นกันหนึ่ งในเงื่ อนไขจําเป็ นที่ จะขาดไม่ได้ที่แนวทางหนึ่ งหรื อศาสนาหนึ่ งจะกล่าวว่า แนวทางของตนเองเป็ นแนวทางที่แท้จริ งก็คือ เขาจะต้องพิสูจน์ให้ได้อย่างเป็ นรู ปธรรมและอย่างเป็ นวิทยาศาสตร์ (โดยไม่ใช้ความเชื่ อมาพิสูจน์) ว่าหลักคําสอนต่าง ๆ ของแนวทางหรื อศาสนาตนเองที่มีอยู่ในปั จจุบนนั้น คือหลักคําสอน ัเดียวกันกับที่ตนที่มาหรื อแหล่งที่มาของศาสนาที่ได้สอน ้เอาไว้ โดยไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข ตัดถอน หรื อเพิ่มเข้ามา หรื อพูดอีกอย่างก็คือ หลักคําสอนต่าง ๆ ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงให้ผิดเพี้ยนไปจากแหล่งกําเนิ ดเดิ มของคําสอน ยกตั ว อย่ า งเช่ น ศาสนาคริ สต์ มี พ ระเยซู เ ป็ นแหล่ งที่ ม าหรื อต้ นก าเนิ ด ของหลั ก ธรรมค าสอนเพราะฉะนั้นการที่ศาสนาคริ สต์จะยืนยันว่า ศาสนาตนเองเป็ นศาสนาที่แท้จริ งได้น้ ัน หนึ่ งในเงื่อนไขจําเป็ นที่ขาด ็ไม่ได้กคือ จะต้องพิสูจน์ให้ได้เสี ยก่อนอย่ างเป็ นรู ปธรรมหรืออย่ างเป็ นวิทยาศาสตร์ ว่า หลักธรรมคําสอนที่ปรากฏ ่อยูในคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็ นสิ่ งที่พระเยซู พูดเอาไว้ จริง ๆ หรื อเป็ นสิ่ ง ที่ เ กิ ด ขึ้ น จริ ง ตามที่ ก ล่ า วอ้ า ง โดยไม่ ถู ก เคยเปลี่ยนแปลงแก้ไข ตัดถอน หรื อเพิ่มเข้าไปในช่ วงสองพันกว่าปี ที่ผานมา ่
  • 72. 70 แต่สําหรั บอิสลามแล้ว สามารถพิสูจน์ได้อย่างเป็ นรู ปธรรมและอย่างเป็ นวิทยาศาสตร์ ว่า หลักธรรมคําสอนต่ า ง ๆ ของอิ ส ลามที่ มี อ ยู่ใ นปั จ จุ บ ัน นั้น เป็ นสิ่ ง ที่ ท่ า นศาสนทู ต มุ ฮัม มัด ได้ส อนเอาไว้จ ริ ง ๆ รวมไปถึ ง ทุ กถ้อยคําของอัลกุรอานก็สามารถพิสูจน์ได้ดวยว่า ถูกอ่าน ้ออกมาจากปากท่านศาสนฑูตมุฮมมัดเป็ นผูแรก โดยไม่มี ั ้ถ้อยคําของผูใดเลยที่ถูกแทรกเข้าไป สิ่ งใดก็ตามที่ถูกอ้าง ้ถึงท่านศาสนฑูตมุฮมมัดอิสลามมีวิธีที่สามารถตรวจสอบ ั ่ได้วา สิ่ งนั้นมาจากท่านจริ งหรื อไม่ หรื อสิ่ งใดที่ถูกอ้างว่าเกิ ดขึ้นในประวัติศาสตร์ อิสลามเมื่อ 1,400 กว่าปี ที่แล้วหรื อน้อยกว่านั้นก็สามารถพิสูจน์ได้เช่ นกันว่า เป็ นจริ งหรื อไม่ ถึงแม้ว่าเราจะเกิดไม่ทนท่านศาสนฑูตมุฮมมัดก็ ั ัตาม แต่เราก็สามารถสื บหรื อตรวจสอบได้อย่างมันใจว่า ่ท่านได้สอนอะไรเอาไว้ คําสอนที่แท้จริ งที่ท่านได้สอนเอาไว้มีอะไรบ้าง และสิ่ งใดบ้างที่ไม่ใช่คาสอนที่แท้จริ ง ํที่มาจากท่าน บทความนี้ เขี ย นขึ้ นเพื่ อ เป็ นแนวทางแก่ ผู ้ที่ต้องการที่จะศึกษาอิสลามด้วยความเป็ นธรรมและด้วยใจที่ปราศจากอคติ เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักคําสอนที่แท้จริ งของอิ ส ลาม เพราะหลายต่ อ หลายครั้ งด้ว ยกัน ที่ อิ ส ลามถู ก
  • 73. 71โจมตี ใส่ ร้าย อีกทั้งบิดเบือนหรื ออาจจะถูกนําเสนออย่างผิด ๆ โดยจะตั้งใจหรื อรู ้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม ซึ่งเป็ นเหตุทําให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อคนโดยทัวไป เป็ น ่เหตุที่นาไปสู่ความเกลียดชังที่มีต่ออิสลาม ทั้งนี้กเ็ พราะว่า ํผูที่เขียนหนังสื อต่าง ๆ หรื อผูนําเสนอข้อมูลข่าวสารที่ ้ ้เกี่ยวกับอิสลามนั้นไม่รู้ถึงขั้นตอนที่ถูกต้องในการศึกษาอิสลามอันจะได้มาซึ่ งหลักคําสอนของอิสลามที่แท้จริ งและถูกต้องอีกทั้งเชื่อถือได้ ตอนนี้ ถาเราจะตั้งเป็ นคําถาม ้ขึ้นมาว่า แล้วคําสอนของศาสนาอิสลามที่แท้จริ งที่เชื่อถือได้ว่าเป็ นคําสอนของอิสลามจริ ง ๆ นั้นหาได้จากที่ไหนกัน และจะหาแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับอิสลามจากที่ไหน คําตอบก็คือหลักคําสอนของอิสลามที่แท้จริ งนั้นมีที่มาจากสองแหล่งหลัก ๆ ด้วยกัน นันก็คือ ่1. คัมภีร์อลกุรอาน ทั้งนี้เพราะว่า ท่านศาสดามุฮมมัดนั้น ั ัได้รับคัมภีร์อลกุรอานมาจากพระองค์อลลอฮฺ พระผูเ้ ป็ น ั ัเจ้าที่ แท้จ ริ ง และยังสามารถพิสูจน์ไ ด้อีกด้วยว่า คัมภี ร์อัลกุรอานนี้เป็ นคัมภีร์ที่มาจากพระผูเ้ ป็ นเจ้าจริ ง ไม่ใช่สิ่งที่ มุฮัมมัด เขี ย นขึ้ น หรื อ แต่ ง ขึ้ น มาเอง คัมภี ร์ อลกุรอาน ัเป็ นพระดํารัสที่มาจากจากพระผูเ้ ป็ นเจ้า ร้อยเปอร์ เซ็นต์ไม่มีคาพูดของมนุษย์เจือปนเลยแม้แต่นอย คัมภีร์น้ ี ได้ถูก ํ ้
  • 74. 72นํามาให้มุฮมมัดโดยทูตญิบรี ล ใช้ระยะเวลาทั้งหมดราว ั23 ปี ในการประทานจึ งครบถ้วนสมบูรณ์ ข้างต้นนี้ เป็ นข้อมูลคร่ าว ๆ เกี่ยวกับคัมภีร์อลกุรอานและ ั2. ฮะดีษ ฮะดีษก็คือสิ่ งที่ถูกอ้ างไปยังท่ านศาสดามุฮัมมัดไม่ว่าจะอ้างว่าท่านได้พดเอาไว้อย่างนั้นอย่างนี้ หรื อท่าน ูได้กระทําสิ่ งหนึ่ งสิ่ งใดเอาไว้ หรื ออ้างว่าท่านได้นิ่งเฉยเมื่ อเห็ น ใครคนใดคนหนึ่ งทําสิ่ งใดสิ่ งหนึ่ งซึ่ งแสดงถึ งการยอมรั บต่อสิ่ งนั้นว่าสามารถทําได้ สิ่ งที่ถูกอ้างที่เราเรี ยกว่าฮะดี ษนี้ อาจจะเป็ นจริ ง เชื่ อถือได้หรื ออาจจะไม่เ ป็ น จ ริ ง แ ล ะ เ ชื่ อ ถื อ ไ ม่ ไ ด้ ก็ ไ ด้ เ ป็ น ไ ป ไ ด้ ท้ ั ง คู่เพราะฉะนั้ นไม่ ใ ช่ ว่ า ได้ ยิ น คํา ว่ า ฮะดี ษ แล้ว นั่ น จะหมายความว่า เชื่อถือได้เลยว่าเป็ นคําพูด หรื อการกระทําหรื อ การยอมรั บ ของท่ า นนบี . .. เปล่ า เลย แต่ ฮ ะดี ษ จะเชื่ อ ถื อ ได้ ห รื อไม่ น้ ั นจะต้อ งผ่ า นกระบวนการหรื อขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวดและรัดกุมเสี ยก่อน สมมุติว่าฮะดีษหนึ่ งที่ถูกอ้างไปยังท่านนบีได้รับการตรวจสอบแล้วและผลปรากฏว่าเชื่อถือได้จริ ง ก็จะถือว่าฮะดี ษ บทนั้น ใช้เ ป็ นหลัก ฐานทางศาสนาได้ แต่ อย่าเข้าใจผิดไปว่าท่านศาสดามุฮมมัดเป็ นผูตดสิ นฟั นธงเอา ั ้ ั
  • 75. 73เองว่าต้องเป็ นอย่างนั้นอย่างนี้ ... เปล่าเลย หากแต่ว่าท่านศาสดามุ ฮั ม มั ด ได้ รั บการดลใจจากอั ล ลอฮฺ อี ก ทีเพราะฉะนั้น ทั้ง อัล กุร อานและฮะดี ษ จึ ง มาจากอัลลอฮฺพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ ง เพียงแต่ว่าในฮะดีษนั้นท่านศาสดามุฮมมัดพูดในสิ่ งที่ได้รับการดลใจจากอัลลอฮฺออกมาเป็ น ัคํา พูด ของท่ า นเอง แต่ อ ัล กุ ร อานนั้น พระองค์อ ัล ลอฮฺดํารัสมาอย่างไหน ท่านศาสดามุฮมมัดก็จะมานําบอกต่อ ัแบบอักษรต่ออักษรอย่างนั้น โดยไม่มีคาพูดของท่านเอง ํเจือปนเลย เมื่อพูดถึงคัมภีร์อลกุรอานแล้ว เราจะต้องศึกษา ัควบคู่ไปกับตําราตัฟซีร ซึ่ งเป็ นตําราที่มาอธิ บายโองการต่างในคัมภีร์อลกุรอานอีกที เพื่อให้เกิดความกระจ่าง และ ัเพื่อให้รู้ถึงที่มาที่ไปหรื อภูมิหลังของโองการนั้น ๆ ของคัมภี ร์อลกุรอาน หรื อเพื่อให้รู้ถึงเป้ าหมายของโองการ ันั้น ๆ ว่ า ถู ก ประทานมาเพื่ อ อะไรตํา ราอธิ บ ายคัม ภี ร์อัลกุรอานหรื อที่เรี ยกเป็ นภาษาอาหรับว่าตัฟซีรนั้น ไม่ใช่ว่าใครจะมาอธิ บายกันเองหรื อตีความกันเองตามใจชอบได้ แต่ ท ว่า เราจะต้อ งเข้า ใจคัม ภี ร์ อล กุร อานตามความ ัเข้ า ใจของคนในยุ ค ที่ มี ค วามรู ้ แ ละความเข้ า ใจในอัลกุรอานดีท่ีสุด นั้นก็คือ ยุคที่เรี ยกเป็ นภาษาอาหรับว่า
  • 76. 74สะลั ฟ นั้ น คื อ สามยุ ค แรกนั บ จากยุ ค ของท่ า นศาสดามุฮมมัด ด้วยเหตุน้ ี ใครก็ตามที่อางคัมภีร์อลกุรอานมาเป็ น ั ้ ัหลัก ฐานจะถื อ ว่ า ไม่ ส มบู ร ณ์ แ ละไม่ ถู ก ต้อ งเท่ า ที่ ค วรและอาจจะพลาดจากความเป็ นจริ งไปก็ได้ถาเข้าผูน้ นไม่ ้ ้ ัหยิบยกคําอธิ บายของคัมภีร์อล กุรอานของโองการนั้น ๆ ัมาด้วย ตําราอธิ บายคัมภีร์อลกุรอานที่มีเชื่ อเสี ยงที่สุดใน ัโลกมุสลิมและถูกสอนกันในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ของโลกมุ ส ลิ ม ก็ คื อ 1. ตัฟ ซี ร อิ บ นิ ก ะซี ร 2. ตัฟ ซี ร กุ ร ตู บี ย ์ 3.ตัฟซี รอัฏฏอบรี ซึ่ งในตัฟซี รเหล่านี้ จะประกอบไปด้วยฮะดี ษ ต่ า ง ๆ ที่ จ ะถู ก นํา มาอธิ บ ายโองการต่ า ง ๆ ของอัล กุ ร อาน หรื ออาจจะเป็ นคํา พู ด ของสาวกของท่ า นศาสดามุฮมมัด (ซอฮาบะฮฺ) หรื ออาจจะเป็ นคําพูดของลูก ัศิษย์ของซอฮาบะฮฺ อีกที (ตาบิอีน) หรื อ อาจจะเป็ นคําพูดลูกศิ ษ ย์ของตาบิ อีน อี ก ที (ตาบิ อิ ต ตาบิ อี น ) ซึ่ งทั้งสามกลุ่ ม นี้ ถู ก เรี ย กว่ า เป็ นยุ ค สะลัฟ หนัง สื อ อธิ บ ายคัม ภี ร์ ั ่อัลกุรอานเหล่านี้ ส่ วนใหญ่ยงอยูในภาษาอาหรับ ถ้าจะมีแปลก็น้อยมาก ซึ่ งบางส่ วนถูกแปลมาเป็ นภาษาอังกฤษบ้างแล้ว ต่อมาคือ ฮะดีษดังที่ได้กล่าวความหมายคร่ าว ๆไปแล้วว่าฮะดีษคืออะไร ต้องการจะยํ้าอีกครั้งว่า เมื่อได้มี
  • 77. 75การหยิบยกหรื ออ้างฮะดีษขึ้นมา เราจะต้องพิสูจน์กนให้ ัได้เสี ยก่อนว่า ฮะดีษที่ได้ถูกยกขึ้นมาอ้างนั้นเป็ นฮะดีษที่เชื่ อ ถื อ ได้จ ริ งหรื อไม่ ห รื อพู ด อี ก อย่ า งก็ คื อ เป็ นสิ่ ง ที่ศาสดามุฮมมัดได้กล่าว หรื อกระทํา หรื อให้การยอมรับ ัเอาไว้เช่นนั้นจริ ง ๆ หรื อไม่ ทั้งนี้ ก็เพราะหลังจากที่ท่านศาสดามุฮม มัดสิ้ นชี วิตไปแล้ว เมื่อพ้นยุคซอฮาบะฮฺ ไป ัแล้ว ได้มีผไม่หวังดีต่ออิสลามได้ปลอมฮะดีษขึ้นมาแล้ว ู้อ้า งถึ ง ศาสดามุ ฮัม มัด ที่ ท ํา เช่ น นี้ โดยมี จุ ด มุ่ ง หมายที่ต่างกันไป เช่ น อาจจะเกี่ ย วกับเรื่ องการเมื องหรื อ เรื่ องลัทธิ ความเชื่อส่ วนตัว หรื อจากศัตรู ที่แทรกตัวเข้ามาโดยทําทีว่าเป็ นมุสลิม แต่ในความเป็ นจริ งแล้วคือพวกหน้าไหว้ห ลัง หลอก แต่ ก ระนั้น ฮะดี ษ ทั้ง หลายที่ ถู ก ปลอมขึ้นมานั้นไม่อาจที่จะรอดพ้นสายตาของปวงปราชญ์แห่ งอิสลามไปได้ โดยท่านเหล่านี้ เป็ นผูที่มีความเชี่ยวชาญใน ้ด้านการตรวจสอบประวัติบุคคลโดยละเอียด ซึ่ งถือเป็ นศาสตร์ ห นึ่ ง ของอิ ส ลามที่ เ รี ย กในภาษาอรั บ ว่ า อิล มุ ลริ ญาล วิชานี้ มีข้ นตอนที่ละเอียดเป็ นอย่างมากซึ่ งไม่เคย ัปรากฏมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ โลก หรื อไม่ว่าจะในศาสนาไหนก็ตาม ในด้านการใช้ระบบการตรวจสอบถึงความน่ า เชื่ อ ถื อ ของบุ ค คล ความจํา ศี ล ธรรม และ
  • 78. 76รายละเอียดอื่น ๆ อีกมากมายดังจะกล่าวต่อไป ซึ่ งสิ่ งนี้แหละที่ทาให้เรามันใจได้ว่าคําสอนที่ตกทอดมาถึงเรานั้น ํ ่เป็ นสิ่ งที่เชื่ อถือได้จริ งที่มาจากท่านศาสดามุฮมมัดหรื อ ัเป็ นสิ่ งที่เกิดขึ้นจริ ง เมื่ อ เราได้อ่ า นหนั ง สื อ ศาสนาต่ า ง ๆ และในหนังสื อเหล่านั้นได้มีการอ้างฮะดี ษ ขั้นตอนในการที่จะ ่ ็ ํพิสูจน์วาฮะดีษบทนั้น ๆ เชื่อถือได้หรื อไม่กให้ทาดังนี้ : 1. ให้ต้ งคําถามแก่ตวเองว่า ฮะดี ษที่ถูกยกมาอ้างนั้น ั ันํามาจากตําราบันทึกฮะดี ษต้นฉบับของใคร เช่ น ตําราฮะดี ษ ของอิ ห ม่ า มบุ ค อรี ซ่ ึ ง ตัว ท่ า นเป็ นผูบ ัน ทึ ก เอาไว้ ้หรื อตํารามุสนัดของอิหม่ามอะฮฺหมัดซึ่งท่านเป็ นผูบนทึก ้ ัเอาไว้ คําว่าตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับก็คือ ผู้เป็ นเจ้ าของตาราเล่ มนั้นสามารถไล่ สายรายงานจากตัวเองย้ อนกลับไปหาแหล่ ง ที่ ม าของค าพู ด นั้ น ๆ ได้ ซึ่ งจะได้อ ธิ บ ายรายละเอียดในเรื่ องนี้ต่อไป ่2. บันทึกอยูในตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับเล่มไหนของเขาผูน้ ันหรื อตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับชื่ ออะไร เพราะบาง ้คนอาจจะเป็ นเจ้าของตําราบันทึกฮะดีษมากกว่าหนึ่ งเล่ม
  • 79. 77เช่ น ตํา ราบัน ทึ ก ฮะดี ษ ที่ ชื่ อ ว่ า มุ อฺ ญ ัม อัซ ซอฆี ร และมุอฺญม อัลเอาซัต และมุอฺญม อัลกะบีร และตําราเล่มอื่น ๆ ั ัตําราบันทึ กฮะดี ษต้นฉบับมีจานวนมากมายแต่ที่ได้รับ ํการตรวจสอบแล้วว่า เชื่ อถือได้เกือบร้อยเปอร์ เซ็นต์ คือตําราบันทึกฮะดีษที่ชื่อว่า ‚ซอเฮียะบุคอรี ‛ และ ‚ซอเฮียะมุสลิม‛3. ฮะดีษบทนั้น ๆ เป็ นฮะดีษหมายเลขที่เท่าไหร่ ในตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับเล่มนั้น ซึ่ งถ้าสามารถบอกได้จะทําให้การค้นหาง่ายยิงขึ้นต่อการตรวจสอบ ่4. เมื่อเจอฮะดีษต้นดังกล่าวแล้ว ให้ตรวจฮะดีษนั้นดูว่าเชื่ อถือได้หรื อไม่ โดยทําตามกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวด พิถีพถน ในปัจจุบนนี้มีนกปราชญ์ทางด้านฮะดีษ ิ ั ั ัที่ได้ทาการตรวจความน่ าเชื่ อถือของฮะดี ษต่าง ๆ ที่ ถูก ํบันทึกเอาไว้ในตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับต่าง ๆ หรื อ ถ้าเราไม่สามารถตรวจสอบความน่ าเชื่ อถื อของฮะดี ษต้นนั้น ๆ ได้ด้ว ยตัว เอง ก็แ นะนําให้เ ราปรึ ก ษาผูที่มีความ ้เชี่ยวชาญด้านฮะดีษโดยตรง โดยสอบถามความน่าเชื่อถือของฮะดีษนั้น ๆ กับเขา
  • 80. 785. สมมุติว่าตรวจสอบดูแล้ว และฮะดีษบทนั้น ๆ เชื่อถือได้ คือพิสูจน์แล้วว่าเป็ นคําพูด หรื อการกระทํา หรื อการให้การยอมรับของท่านศาสดามุฮมมัดจริ ง ๆ ไม่ใช่ใครมา ัโมเมหรื อโกหกแต่งขึ้นมาเองแล้วอ้างไปยังท่านศาสดามุฮมมัด ต่อไปก็ให้เราตรวจสอบดูคาอธิ บายฮะดีษนั้น ๆ ั ํว่า บรรดาปราชญ์ผูเ้ ชี่ ยวชาญด้านฮะดีษได้อธิ บายฮะดี ษนั้น ๆ เอาไว้อ ย่า งไร หนัง สื อ อธิ บ ายฮะดี ษ จะเรี ย กในภาษาอาหรับว่า ชั รฮฺ ซึ่ งแปลว่า การอธิ บาย ตําราบันทึกฮะดี ษหลาย ๆ เล่มด้วยกันที่ได้รับการอธิ บายอย่างเป็ นทางการเอาไว้เป็ นที่เรี ยบร้อยแล้ว เช่น ตาราบันทึกฮะดีษต้ นฉบับของบุคอรี มีตาราอธิ บายชื่ อว่า ฟั ตฮุ ลบารี ย์ อัน ํเป็ นหนังสื อที่รู้จกกันดี ในโลกมุสลิม ตาราบันทึกฮะดีษ ัต้ น ฉบั บ สุ นั น ติ ร มี ซี มี ห นั ง สื อ อธิ บ ายชื่ อ ว่ า ตั ว ฮฺ ฟ ะตุลอะฮฺ วาซี เพราะฉะนั้นแนะนําให้ศึกษาดู ว่า หนังสื อบันทึกฮะดี ษแต่ละเล่มนั้นมีหนังสื ออธิ บายชื่ ออะไรกันบ้าง เพื่อที่เมื่อเราต้องการคําอธิ บายฮะดีษบทหนึ่ งบทใดในหนังสื อบันทึกฮะดีษใด ๆ ก็แล้วแต่ที่เราอ่านอยู่ เราจะได้คนหาได้โดยสะดวกโดยค้นหาได้อย่างถูกที่ ้6. ใครก็ตามที่ยกอัลกุรอานหรื อฮะดีษมาเพื่อสนับสนุ นการกระทําอย่างหนึ่ งอย่างใดของตนเองหรื อกลุ่มหรื อ
  • 81. 79แนวทางของตนเองภายหลังจากที่ได้ตรวจสอบหลักฐานแล้ ว ว่ า เชื่ อ ถื อ ได้ เราจะต้ อ งถามเขาผู ้น้ ั นต่ อ ไปว่ าหลักฐานต้นที่ท่านยกมานี้ท่านเข้าใจเอาเอง ตีความเอาเองหรื อ ท่ า นเข้า ใจตามอุ ล ะมาอฺ ที่ มี ชื่ อ เสี ย งในยุ ค สะลัฟเพราะหลายกรณี ดวยกันที่เราพบว่า กลุ่มบิดเบือนอิสลาม ้ทั้งหลายจะยกหลักฐานที่เชื่อถือได้มา แต่ตีความหลักฐานต้น นั้น เอาเองเพื่ อ ให้ร องรั บ กับ การกระทํา ของตนเองทั้ง ๆ ที่ไม่มีอุละมาอฺ ที่มีชื่อเสี ยงท่านใดในยุคสะลัฟเข้าใจหลักฐานเช่นนั้น ต่อมาคือตําราประวัติศาสตร์ ต่าง ๆ ตําราเหล่านี้ก็เช่นกันที่เราจะต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลต่าง ๆ ที่ถูกระบุเอาไว้ ไม่ใช่ว่า ข้อมูลอะไรก็แล้วแต่ที่นก ับันทึ กประวัติศาสตร์ ได้บน ทึ ก เอาไว้แล้ว จะเชื่ อถื อได้ ัทั้งหมด ทั้งนี้ ก็เพราะนักบันทึกประวัติศาสตร์ ต่าง ๆ นั้นเมื่อได้ยินอะไรมาเขาก็จะบันทึกเอาไว้ก่อนโดยยังไม่ได้ตรวจสอบความน่ าเชื่ อถือของสิ่ งที่ตนได้ยิน ได้ฟังมา ที่เป็ นเช่นนี้ ก็เพราะขั้นตอนการตรวจสอบความน่ าเชื่ อถือนั้นมีหลายขั้นตอนด้วยกัน และหลายครั้ งด้วยกันที่การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่ได้รับมานั้นไม่ง่ายเสมอไป รายละเอียดการตรวจสอบความน่ าเชื่ อถือของ
  • 82. 80ข้อมูลที่ได้รับมานั้น ก็มีข้ นตอนเหมือนกับการตรวจสอบ ัความน่าเชื่อถือของฮะดีษต้นหนึ่ ง ๆ ที่ถูกยกมาอ้างขึ้นมาและเพื่ อ ความสะดวกแนะนํา ให้ ส อบถามผูที่ มี ค วาม ้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบ ประวัตินกรายงานต่าง ๆ ั ศัต รู อิ ส ลามนั้น พยายามที่ จ ะนํา หลัก ฐานจากภายนอกอิสลามแล้วตัดสิ นอิสลามด้วยกับหลักฐานนั้นแต่สิ่งที่เราจะต้องถามก็คือ หลักฐานนั้น ๆ ในความเป็ นจริ งแล้ว ตัว มัน เองสามารถถู ก นํา มาเป็ นหลัก ฐานได้หรื อไม่ เช่ น สมมุติว่า ชาวยิวคนหนึ่ งได้เขียนหนังสื อเล่มหนึ่ งขึ้นมาเกี่ ยวกับตัวท่านนบีมุฮมมัด แต่กระนั้นก็ ัตามยิวคนนั้นเกิดหลังจากท่านนบี 500 ปี ไม่เคยพบเจอกับท่านศาสดามุฮมมัด ถ้าเป็ นเช่นนั้น หนังสื อเล่มนี้ ที่ยิว ัคนนี้ เขี ย นนอกจากตัว มัน เองจะเป็ นหลัก ฐานในเรื่ อ งท่านนบีมุฮมมัดไม่ได้แล้ว เรายังจะต้องตั้งคําถามต่อไป ัเพื่อสอบสวนหนังสื อเล่มนี้อีกว่า แล้วผูเ้ ขียนชาวยิวผูน้ ีไป ้นําข้อมูลเกี่ยวกับตัวท่านนบีมาจากไหนกัน จะเห็นได้ว่าหนั ง สื อ เล่ ม นี้ จะหมดความน่ า เชื่ อ ถื อ ไปในทัน ที ถ้าผูเ้ ขี ย นไม่ บอกแหล่ งที่ มาของข้อมูลต่ าง ๆ ที่ ตนเองได้เขียนขึ้นในหนังสื อเล่มนี้ เกี่ยวกับตัวท่านนบีมุฮมมัด แต่ ัสมมุติว่า ชาวยิวคนนี้ ได้อางอิงแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับสิ่ งที่ ้
  • 83. 81เขาเขี ย นเกี่ ย วกับ ตัว ท่ า นนบี มุ ฮัม มัด มาได้ก็ ต าม เราก็จะต้องตรวจสอบกันต่อไปอีกว่า ข้อมูลอ้างอิงที่ยิวคนนี้นํามาอ้างนั้นเชื่ อถือได้มากน้อยเพียงไร เพราะถ้าข้อมูลที่ยิวคนนี้ นามาอ้างอิง ก็ได้มาจากนักเขียนที่เกิดคนละยุค ํคนละสมัย กับท่ านนบี มุฮัมมัด ข้อมูล อ้างอิ งเหล่ านั้น ก็จะต้อ งถู ก ถามคํา ถาม และตรวจสอบกัน ต่ อ ไปว่ า นําข้อมูลเกี่ ย วกับตัว ท่านนบี มาจากไหนกัน เพราะฉะนั้นคําถามสําคัญที่เราจะต้องถามเพื่อนําไปสู่ ความจริ งก็คือหนัง สื อ เล่ ม นั้น ๆ ถู ก เขี ย นขึ้ น มาเมื่ อ ไหร่ ใครเป็ นคนเขี ย น ผู ้เ ขี ย นเป็ นใครมาจากไหน ผู ้เ ขี ย นได้ อ ้า งอิ งแหล่ งข้อ มูล ที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้ห รื อไม่ ตามที่ ไ ด้ก ล่ าวมาแล้วข้างต้น คําถามอีกอย่างก็คือ สมมุติมีเหตุการณ์ หนึ่ ง ๆเกิดขึ้นในสถานที่แห่ งหนึ่ ง โดยในสถานที่แห่ งนั้นมีคนอยู่ 10 คน ถ้าคุณต้องการได้ขอมูลที่เชื่ อถือได้เกี่ ยวกับ ้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสถานที่แห่ งนั้น คุณจะถามใครเพื่อที่ จ ะได้รั บข้อมู ลที่ เ ชื่ อถื อได้ ระหว่าง 1. ถามคนที่ ่ไม่ได้อยูในเหตุการณ์ แต่เป็ นคนที่เชื่อได้ หรื อ 2. ถามคน ่ที่อยูในเหตุการณ์และรู ้เห็นสิ่ งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง และยังเป็ นผูที่เชื่อถือได้อีกด้วย... คุณจะถามใครครับเพื่อที่จะได้ ้
  • 84. 82ข้อมูลที่ เชื่ อถื อได้ว่า เกิ ดอะไรขึ้นในสถานที่ แห่ งนั้น ?แน่ นอน ผูที่มีใจเป็ นกลางอี กทั้งแสวงหาความจริ งย่อม ้เลื อ กคํา ตอบได้อ ย่า งถู ก ต้อ ง นั่น ก็ คื อ ถามคนที่ อ ยู่ใ นเหตุการณ์และรู ้เห็นสิ่ งที่เกิดขึ้นด้วยตัวเอง และยังเป็ นผูที่ ้เชื่ อถื อได้อีกด้วย แต่สมมุติว่า มี ผูที่อยู่ในเหตุการณ์ 10 ้คนโดยที่ 4 คนนั้น ได้รั บ การพิ สู จ น์ แ ล้ว ว่ า เป็ นคนที่เชื่ อถือไม่ได้ คําถามก็คือ เราจะเชื่ อใครระหว่าง 6 คนที่เชื่ อถือได้ หรื อว่า 4 คนที่เชื่ อถือไม่ได้ ? แน่ นอน เราก็จะต้องเชื่อคําบอกเล่าของคนทั้ง 6 คน แต่ถาทั้ง 6 คนเล่า ้ในสิ่ งที่เกิดทั้งหมด 20 อย่างด้วยกัน โดยทุกคนเล่าตรงกัน ่หมดทุกอย่าง แต่มีอยูหนึ่งคนจาก 6 คนนี้ที่ชื่อว่านายเอ ที่เล่าในสิ่ งสองสิ่ งที่เกิดขึ้นไม่ตรงกับอีก 5 คน เช่นนี้ เราจะเลือกเชื่อใครตามหลักวิชาการ แน่นอนเราก็จะเลือกเชื่อ 5คนที่เล่าเรื่ องตรงกัน โดยถือว่านายเอนั้นผิดพลาดในสองเรื่ องนั้น ๆ ที่เล่าไม่ตรงกับคนอื่นอีก 5 คน ตรงนี้เราได้รับบทเรี ย นว่า ถึ งแม้ว่านายเอจะเป็ นคนที่ เ ชื่ อถื อได้ แต่ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะพลาดไม่ได้ในบางจุด หรื อมีการเล่ากันต่อ ๆ มาว่า มีเหตุการณ์เช่นนั้นเช่ น นี้ เกิ ด ขึ้ น ในอดี ต โดยที่ เ มื่ อ พยายามสื บต้นตอหรื อที่มาของเรื่ องที่เล่าต่อ ๆ กันมานี้ ปรากฏว่า ไม่สามารถหา
  • 85. 83ต้นมาหรื อที่มาของเรื่ องได้ ถ้าเราเป็ นผูที่แสวงหาความ ้จริ งอย่างเป็ นวิชาการ มีความซื่อตรงไม่มีอคติใด ๆ ทั้งสิ้ นอีกทั้งมีใจที่เป็ นกลาง คําถามก็คือ เราจะเชื่อเรื่ องเล่านั้น ๆหรื อไม่ ซึ่ งก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มีตนตอมาจากไหน ้แต่ละคนที่เล่าต่อ ๆ กันมานั้นเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไรแน่ น อนเราจะไม่ ย อมเชื่ อ เรื่ องเช่ น นั้ นอย่ า งแน่ น อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเรื่ องนั้น ๆ จะต้องเป็ นเหตุ ทาให้ ํบุ ค คลหนึ่ งบุ คคลใดต้องได้รั บ ความอับ อายหรื อ ความเสี ยหาย และถ้าจะใช้กระบวนการทางกฏหมายของต่างศาสนิ ก มาตัด สิ น ก็ต าม เรื่ อ งเล่ า เช่ น นั้น ก็เ ชื่ อ ถื อ ไม่ ไ ด้เช่นกัน ย้อนกลับไปที่เรื่ องฮะดีษอีกครั้ง อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วว่า มีการปลอมฮะดีษกันขึ้นมาภายหลังจากที่ท่านศาสดามุ ฮัม มัด ได้สิ้นชี วิ ตไป เนื่ องด้ว ยเหตุ น้ ี เองเราจึ งจะต้องตรวจสอบฮะดีษที่ได้รับมาให้ดีเสี ยก่อนว่า ฮะดีษนั้น ๆ เชื่อถือได้หรื อไม่ เพราะอาจจะเป็ นฮะดีษที่เชื่อถือไม่ได้ก็เป็ นไปได้ เนื่ องจากขาดคุณสมบัติต่าง ๆ ที่จะถูกเรี ยกว่าเป็ นฮะดีษที่เชื่อถือได้ฮะดีษนั้นจะประกอบไปด้วยหลัก ๆ 2 ส่ วน นั้นคือ :
  • 86. 841. ส่ ว นที่ เ ป็ นสายรายงาน (เรี ยกในภาษาอาหรั บ ว่ าสะนัด) โดยสายรายงานจะเริ่ มตั้งแต่ผที่ได้ทาการบันทึก ู้ ํฮะดีษเอาไว้ในตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับของตนเอง เช่นตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับที่มีชื่อว่า ‚มุสนัด‛ ของอิหม่ามอะฮฺ หมัด โดยอิหม่ามอะฮฺ หมัดจะไล่สายรายงานจากตัวท่านเองไปว่า ท่ านได้ รับฮะดีษบทนั้ นมาจากใคร (เช่ นอิหม่ามอะฮฺ หมัดบอกว่าตนเองรับฮะดีษต้นนั้น ๆ มาจากนาย ก. โดยนาย ก. อ้างว่ารับมาจาก นาย ข. และนาย ข. ัอ้างว่ารั บมาจาก นาย ค.) ไล่กนไปเรื่ อย ๆ จนไปถึงผูที่ ้เป็ นเจ้ าของคาพูดทีถูกอ้างถึง หรื อเจ้ าของการกระทาที่ถูก ่อ้ า งถึ ง ซึ่ ง อาจจะเป็ นตัว ท่ า นศาสดามุ ฮัม มัด เอง หรื อบรรดาสาวกทั้งหลายของท่านศาสดามุฮมมัด ฮะดี ษต้นัหนึ่ง ๆ ที่ถูกยกมาอ้างนั้นจะมีจานวนผูเ้ ล่าหรื อนักรายงาน ํที่แตกต่างกันไป และโดยทัวไปแล้วนักรายงานจะเป็ น ่มุสลิ ม โดยที่ นัก รายงานแต่ละคนจะต้องถูกตรวจสอบประวัติโดยละเอียด ตามมาตรฐานที่เข้มงวดที่ได้ถูกวางเอาไว้ เพื่อที่จะได้ขอสรุ ปว่าฮะดีษบทนั้น ๆ ที่ถูกอ้างไป ้ยังท่านนบีเชื่ อถือได้หรื อไม่ โดยนักรายงานฮะดีษแต่ละคนจะต้องถูกตรวจสอบข้อมูลดังต่อไปนี้ :
  • 87. 851.1 สายรายงานติดต่อกันไม่ขาดตอน เช่น นาย ค. อ้างว่าได้รับฟั งฮะดีษมาจากนาย ก. แต่กระนั้นก็ตามเมื่อตรวจประวัติดูแล้วพบว่า นาย ค. กับนาย ก. นั้นเกิดคนละสมัยกัน หรื ออาจจะเกิดในสมัยเดียวกันแต่อยู่คนละที่กนเลย ัโดยวิเคราะห์ดูแล้วไม่มีทางที่ท้ งสองจะพบเจอกันได้เลย ัเมื่อเป็ นเช่ นนี้ แล้ว จะเป็ นไปได้อย่างไรที่นาย ค. อ้างว่าได้รับฟั งฮะดีษมาจากนาย ก. เมื่อเป็ นเช่ นนี้ จึงทําให้เกิ ดปัญหาในเรื่ องความน่าเชื่อถือ1.2 นัก รายงานแต่ ล ะคนที่ อ ยู่ใ นสายรายงานจะต้อ งมีคุณธรรมทุกคน คือจะต้องไม่มีประวัติโกหก หรื อทําบาปใหญ่ หรื อทําบาปเล็กเป็ นประจํา1.3 ผูรายงานทุกคนจะต้องมีความจําดี โดยจะมีการแบ่ง ้ระดับความจําออกไปอีก และจะมีการแบ่งละเอียดลงไปอี ก ว่า นัก รายงานฮะดี ษ คนใดตอนช่ ว งต้น ชี วิ ต ของเขาความจําดี แต่พอช่วงอายุมากมีความจําแย่ จําถูก ๆ ผิด ๆหรื อมีนักรายงานบางคนที่เมื่ อตําราบันทึกฮะดี ษของเขาถูกไฟไหม้ทาให้หลังจากนั้นเกิดการสับสนทางความจํา ํ
  • 88. 861.4 จะต้อ งไม่ ร ายงานฮะดี ษ ที่ ไ ปขัด แย้ง กับ ฮะดี ษ ที่แข็งแรงหรื อน่าเชื่อถือได้มากกว่า1.5 จะต้องไม่มีขอบกพร่ องซ่ อนเร้ นใด ๆ ในฮะดี ษบท ้นั้น ทั้ง 5 ข้อที่ ก ล่ าวมานั้น เป็ นเพีย งคร่ าว ๆ ซึ่ งในความเป็ นจริ งแล้วยังมีรายละเอียดในแต่ละข้ออีกมากที่ ัจะต้องมาวิเคราะห์กน ก่อนที่จะตัดสิ นฟั งธงว่าฮะดีษต้นหนึ่ ง ๆ นั้นเชื่อถือได้หรื อไม่ ทั้งนี้ เพื่อที่เราจะได้มนใจว่า ่ัสิ่ งที่ถูกอ้างไปยังการกระทํา หรื อคําพูดของคนหนึ่งคนใดไม่ ว่าจะเป็ นตัว ท่ า นศาสดามุ ฮัมมัด เอง หรื อ สาวกของท่าน หรื อใครก็ตามในยุคอดีต หรื อเหตุการณ์ต่าง ๆ นั้นเป็ นสิ่ ง ที่ เ ป็ นจริ ง หรื อเกิ ด ขึ้ น เช่ น นั้ นจริ งหรื อไม่ ไ ด้เกิดขึ้นจริ ง2. ส่ ว นที่ เ ป็ นคํา พู ด หรื อ การกระทํา ของบุ ค คลหนึ่ งบุคคลใดที่ ถูก อ้างถึ ง ส่ ว นนี้ ใ นภาษาอาหรั บจะเรี ย กว่า‚มัตนฺ‛ หรื อตัวบท และโดยทัวไปแล้ว มัตนฺ หรื อตัวบทนี้ ่จะเป็ นจริ งหรื อเท็จ จะเชื่อถือได้หรื อไม่ก็ข้ ึนอยู่กบความ ัน่าเชื่อถือของสายรายงานอีกทีตามที่กล่าวเอาไว้ขางต้น ้
  • 89. 87 มีผูนาเสนอทฤษฎี ใหม่ข้ ึนมาว่า ‚ผูที่เป็ นมุสลิม ้ ํ ้(ในที่ น้ ี หมายถึ งนัก รายงานฮะดี ษ ) ย่อมที่ จ ะไม่ ใ ส่ ร้ า ยศาสนาตัวเอง เพราะฉะนั้นคําพูดของเขาที่พูดถึงศาสนาตัวเองจึงถือว่าเชื่อถือได้‛ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะใช้ฮะดีษจํานวนมากที่ ถูกตัด สิ นแล้วว่าเชื่ อถื อไม่ได้มาโจมตี อิสลามในด้านต่าง ๆ โดยอ้างว่านักรายงานที่อยู่ในสายรายฮะดีษที่ถูกตัดสิ นแล้วว่าเชื่ อถื อไม่ได้น้ ัน แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยง ัเป็ นมุ ส ลิ ม ... โดยตั้ง สมมุ ติ ฐ านเอาอี ก ว่า โดยพื้ น ฐานทั่ ว ไปแล้ ว มุ ส ลิ ม ย่ อ มจะไม่ ใ ส่ ร้ า ยศาสนาตั ว เองเพราะฉะนั้นคําพูดของพวกเขา (นักรายงานฮะดีษ) ที่เป็ นมุ ส ลิ ม ที่ อ ้า งไปถึ ง ท่ า นนบี ใ นทางที่ ไ ม่ ดี หรื ออ้า งถึ งเหตุการณ์ท่ีเกิดขึ้นต่าง ๆ ในทางที่ไม่ดีต่ออิสลาม จึงเป็ นการกล่าวออกมาหรื อเล่าออกมาด้วยความซื่ อตรง และบริ สุทธิ์ ใจ ซึ่ งถือว่าเชื่อถือได้ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือนายก. รักและเคารพมากในตัวนาย ค. พูดถึงสิ่ งที่ดี ๆ เกี่ยวกับตัวนาย ค. อยู่โดยตลอด และพยายามปกป้ องเกียรติของ ่นาย ค. แต่กระนั้นก็ตามนาย ก. เล่าว่ามีอยูครั้งหนึ่ งที่นาย ่ค. เคยขโมยของ และมีอยูอีกครั้งหนึ่งที่นาย ค. เคยข่มขืนผูหญิง แน่ นอนถ้าเหตุการณ์เป็ นตามที่ยกตัวอย่างมาจริ ง ้คําพูดของนาย ก. ย่อมเชื่ อถือได้มากเลยทีเดี ยว คนต่าง
  • 90. 88ศาสนิ ก ที่ พ ยายามโจมตี อิ สลาม โจมตี ท่ า นนบี มุฮัม มัดกําลังจะบอกเราว่า จากตัวอย่างที่ยกมา นาย ก. คือบรรดานักรายงานฮะดีษที่เป็ นมุสลิม ส่ วนนาย ค. คือตัวท่านนบีมุฮมมัด แต่ผที่จองจะโจมตีอิสลามด้วยกับฮะดีษต่าง ๆ ที่ ั ู้ ้ ่เชื่อถือไม่ได้ลืมที่จะพิจารณาสิ่ งดังต่อไปนี้วา :1. สายรายงานของฮะดี ษ ต้น นั้น ๆ ติ ด ต่ อ กัน หรื อ ไม่เพราะถ้าไม่มีต่อกันแล้ว นันก็เท่ากับว่ามีช่องว่างระหว่าง ่นักรายงาน 2 คน เช่ น นักรายงาน ก. กับนักรายงาน ค.อยู่กนคนละสมัย แล้วจะเป็ นไปได้อย่างไรที่นาย ค. จะ ัรายงานหรื อรับฟั งฮะดีษมาจากนาย ก. ทั้งนี้ ก็เพราะเกิ ดไม่ ท ัน กั น เพราะฉะนั้ นผู ้ท่ี ข าดหายไปนั่ น ก็ คื อ นั กรายงาน ข. ซึ่งสถานะภาพของเขา (นักรายงาน ข.) ไม่เป็ นที่ รั บ รู ้ ไ ด้ และก็ เ ป็ นไปได้ว่ า เขาอาจจะเป็ นศัต รู ข องอิ ส ลามก็ ไ ด้ โดยปลอมฮะดี ษ นั้น ๆ ขึ้ น มา พร้ อ มสายรายงาน โดยมีจุดม่งหมายอย่างหนึ่ งอย่างใดแอบแฝงอยู่หรื อว่า2. นักรายงานคนหนึ่ งในสายรายงาน ไม่ได้ขาดหายไปไหน แถมยังมีชื่อถูกระบุเอาไว้อีกด้วย แต่กระนั้นก็ตามไม่มีใครรู ้ประวัติของเขาว่าเป็ นใครมาจากไหน เพียงแต่มี
  • 91. 89แค่ชื่อ เพราะฉะนั้น ก็มีความเป็ นไปได้อีกเช่นกันว่า เขาผู ้นั้นอาจจะเป็ นผูที่ไม่ใช่มุสลิม และอาจจะเป็ นศัตรู อิสลาม ้ก็ เ ป็ นไปได้ แต่ ผู ้ที่ ไ ปรั บ รายงานจากเขามาโดยไม่ตรวจสอบให้ดีก่อนว่าเขาเป็ นใครได้แต่เพียงรับรายงานมา หรื อว่า3. ฮะดีษนั้น ๆ ที่เป็ นฮะดี ษฏออีฟ (ขาดความน่ าเชื่ อถือ)อันเนื่องจากไปขัดแย้งกับฮะดีษที่เชื่อถือได้ ซึ่งกรณี เช่นนี้น่าจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะเราจะต้องยึดฮะดีษที่เชื่ อถือได้เอาไว้ก่อน หรื อว่า 4. เป็ นไปไม่ได้หรื อที่คน ๆ หนึ่งอ้างตัวเองว่าเป็ นมุสลิมและผูคนทั้งหลายก็เข้าใจว่าเขาเป็ นมุสลิ ม แต่ในความ ้เป็ นจริ งแล้ว มี ผูที่ เ ชื่ อถื อได้ไ ด้ยืน ยัน ว่า เขาคื อคนหน้า ้ไหวหลังหลอก (มุนาฟิ ก) ที่อางตัวเป็ นมุสลิม เพื่อที่จะ ้โจมตีอิสลามจากภายใน หรื อเป็ นผูที่ไม่หวังดีต่ออิสลาม ้โดยอุตริ คาสอนขึ้นมาเองใหม่ข้ ึนมาในอิสลาม ซึ่งมีความ ํเป็ นไปได้อย่างแน่นอนที่จะเป็ นเช่นนั้น เพราะมีหลักฐานทํานองนี้ ยืน ยัน เอาไว้ โดยท่ านอิ ห ม่ า มอัซ ซะฮะบี ย ไ ด้ ์กล่าวเอาไว้ในหนังสื อของท่านที่ มีชื่อว่า ‚ตัสกิ เราะตุลฮุฟฟาซฺ ‛ เล่มหนึ่ง หน้าที่ 273 และท่านอิหม่ามซุยตียก็ได้ ู ์
  • 92. 90กล่าวเอาไว้ในหนังสื อของท่านเช่นกันที่มีชื่อว่า ‚ตารี คุลคุละฟาอฺ ‛ หน้า 174 โดยเรื่ องมีอยู่ว่า ในสมัยคอลีฟะฮฺฮารู น อัรเราะชี ด ชายคนหนึ่ งได้ถูกตัดสิ นประหารชี วิตแต่ก่อนที่เขาจะถูกประหารชีวิตเขากล่าวกับฮารู นอัรเราะชี ดว่า ‚แล้วท่านจะทําอย่างไรกับฮะดี ษเป็ นพันฮะดี ษที่ฉันได้ปลอมมันขึ้นมา และทําให้แพร่ กระจายออกไปในหมู่พวกท่าน โดยทําให้สิ่งที่ฮะลาล (อนุมติ) กลายเป็ นสิ่ ง ัที่ฮะรอม (สิ่ งที่ตองห้าม) และทําให้สิ่งที่ฮะรอมกลายเป็ น ้สิ่ งที่ฮะลาล ซึ่งท่านศาสดาไม่เคยได้กล่าวเอาไว้เลยแม้แต่อักษรเดียว‛ ท่านฮารู น อัรเราะชีดก็กล่าวตอบกลับไปว่า‚โอ้ศตรู ของอัลลอฮฺ เอ๋ ย แล้วเจ้าจะกล่าวอย่างไรกับอบู ัอิสฮาก อัลฟะซารี และท่านอับดุลลอฮฺ อิบนฺ อลมุบารอก ? ัเพราะพวกเขาจะตรวจสอบฮะดี ษ ทั้งหมดโดยละเอี ย ดและร่ อนทีละอักษรต่ออักษร (เพื่อแยกความจริ งออกจากความเท็จ)‛ หรื อ5. คําถามคือ มีหลักฐานยืนยันเอาไว้หรื อไม่ว่า มุสลิมคนหนึ่ งคนใดยอมรับว่าตัวเองได้ปลอมฮะดีษขึ้นมาเพื่อการหนึ่งการใด เช่น เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรื อเพื่อสนับสนุนหลักความเชื่อที่ผิดเพี้ยนของตนเอง หรื ออื่น ๆ ัคําตอบก็คือมี และเป็ นที่รู้กน การปลอมฮะดีษขึ้นมานันก็ ่
  • 93. 91หมายความว่า เขาจะต้องปลอมสายรายงานขึ้นมาด้วย คําว่าปลอมสายรายงานก็คือ เช่ น นาย ก. อ้างว่าได้รับฟั งเรื่ องหนึ่ งมาจากนาย ข. และ นาย ก. ก็อางอีกว่า นาย ข. ้รับฟั งเรื่ องดังกล่าวมาจากนาย ค. และนาย ก. ก็อางอีกว่า้นาย ค. รั บฟั งเรื่ องดังกล่าวมาจากนาย ง. โดยนาย ก. ก็อ้า งอี ก ว่ า นาย ง. เป็ นคนอยู่ ใ นเหตุ ก ารณ์ แ ละรู ้ เ ห็ นเหตุการณ์ดวยตัวเอง แต่ในความเป็ นจริ งแล้ว ทั้งนาย ข. ้ค. ง. ไม่รู้เรื่ องอะไรเลย แต่นาย ก. แต่งเรื่ องขึ้นมาทั้งหมดและปลอมสายรายงาน (คือนาย ข. ค. และ ง.) ขึ้นมาเองเพื่อให้เรื่ องที่ตนเองเล่าดูน่าเชื่อถือ หรื อเป็ นไปได้วา ่6. สมมุติว่ามุสลิ มคนหนึ่ งชื่ อยูนุส ซึ่ งตัวเขาเองอาจจะเชื่ อถื อได้โดยส่ วนตัว แต่ กลับไปรายงานฮะดี ษมาจากคน ๆ หนึ่ งที่ ชื่อนายสุ ลัยมาน โดยที่ นายสุ ลยมานเองก็ัเป็ นผูที่เชื่ อถือไม่ได้ แต่พอนายยูนุสไปเล่าฮะดี ษให้คน ้อื่ น ฟั ง อี ก ต่ อ หนึ่ ง กลับ ปิ ดบัง หรื อ ปกปิ ดนายสุ ล ัย มานเอาไว้ โดยนายยูนุสจะบอกเฉพาะนักรายงานที่เชื่อถือได้ ัให้กบคนที่เขาจะรายฮะดีษต่อให้อีกทีหนึ่ ง เช่น ยูนุสรับฮะดี ษมาจากสุ ลยมาน โดยสุ ลยมานอ้างว่า ตนเองรับมา ั ัจากนายเอ และอ้างอีกว่านายเอก็รับมาจากนายบี และอ้างอี ก ว่านายบี ไ ด้เ ห็ น เหตุก ารณ์ น้ ัน ๆ ด้ว ยตนเอง แต่ เ มื่ อ
  • 94. 92ยูนุสมาเล่าฮะดีษต้นนี้ให้ นาย ก. ฟังยูนุสกลับบอกนาย ก.ว่า ฉันรับฮะดีษต้นนี้ มาจากนายเอ และโดยนายเออ้างอีกว่ารับมาจากนายบี โดยอ้างอีกว่านายบีได้เห็ นเหตุการณ์นั้น ๆ ด้วยตนเอง โดยตัดนายสุ ลยมานออกไปจากสาย ัรายงาน เพราะนายยูนุสรู ้ว่า นายสุ ลยมาเป็ นคนที่เชื่ อถือ ัไม่ได้ ส่ วนคนที่เหลือในสายรายงานเป็ นคนที่เชื่ อถือได้เพื่อต้องการทําให้นาย ก. หลงเชื่ อไปว่า ฮะดีษที่เล่ามานี้เชื่อถือได้ เพราะมีแต่คนที่น่าเชื่อถืออยูในสายรายงาน แต่ ่ความจริ งแล้วไม่ใช่เช่นนั้น คนที่ ป กปิ ดหรื ออํา พรางประเภทนี้ ถู ก เรี ยกใ น ท า ง วิ ช า ก า ร เ ป็ น ภ า ษ า อ า ห รั บ ว่ า ‚มุ ดั ล ลิ ส ‛เพราะฉะนั้นใครก็แล้ว แต่ที่ถูก จับได้ว่าเป็ นมุ ดัลลิ สในลักษณะเช่นนี้ การรายงานของเขาถือว่าเชื่อไม่ได้ เพราะถือว่ามีประวัติในทางที่ไม่ดี ไม่ซื่อสัตย์ ปกปิ ด อําพรางความจริ ง เอาไว้ เพราะเป็ นไปได้สู ง ว่ า คนที่ น ายยูนุ สปกปิ ดเอาไว้น้ นอาจจะป็ นศัตรู อิสลามที่มุ่งทําร้ายอิสลาม ัจากภายในก็ได้ หรื ออาจจะเป็ นคนที่หน้าไหว้หลังหลอกก็ได้ที่กุฮะดีษขึ้นมาเพื่อหลอกให้คนหลงเชื่อตาม และถ้านายยูนุสประสงค์ดีต่ออิสลามจริ ง และต้องการให้คาสอน ํของอิสลามบริ สุทธิ์จริ ง โดยมันใจว่าเป็ นคําสอนที่มาจาก ่
  • 95. 93ท่ า นนบี จ ริ ง แล้ว จะมี เ หตุ ผ ลอะไรที่ เ ขาจะต้อ งปกปิ ดอําพรางสถานะภาพความเป็ นจริ งของนายสุ ลยมานด้วย ัตรงนี้เองทําให้สถานะภาพตัวนายยูนุสเองจากที่เป็ นคนที่เชื่ อถือได้กลับกลายเป็ นผูที่ไม่ซื่อสัตย์และเชื่ อถือไม่ได้ ้ไปโดยปริ ยาย แต่บางคนก็อาจจะแย้งมาได้เช่นกันว่า ถ้าเช่นนั้นประวัติศาสตร์ ในแต่ละชาติหรื อแต่ละประเทศ เราควรที่จะเชื่ อคนในประเทศที่เขียนประวัติเกี่ ยวกับชาติ ตวเอง ัมากกว่าคนในประเทศอื่นที่เขียนประวัติของประเทศคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของประเทศตัวเองใช่หรื อไม่ คําตอบคือใช่เพราะเป็ นเรื่ องธรรมดาทัวไปที่ผูที่อยู่ในเหตุการณ์ หรื อ ่ ้อยู่ ส ถานที่ เ กิ ด เหตุ ย่ อ มที่ จ ะรู ้ ดี ก ว่ า ผู ้ที่ ไ ม่ ไ ด้ อ ยู่ ใ นเหตุการณ์หรื อสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์น้ น แต่ถาผูที่ไม่ได้ ั ้ ้อยู่ในเหตุการณ์หรื อไม่ได้อยู่ในประเทศนั้น ๆ สามารถนําหลักฐานมายืนยันพิสูจน์ได้จากคนในประเทศนั้น ๆเองที่ อยู่ในเหตุการณ์ และที่ สามารถเชื่ อถื อได้ดวย โดย ้ยืนยันขัดกับที่คนในประเทศที่ได้รายงานเอาไว้ เช่นนี้ เรา ัจะต้องมาพิสูจน์กนในรายละเอียดว่าเรื่ องเล่าของใครที่เชื่อถือได้มากกว่ากัน อย่างไร โดยพิจารณาดูที่ :
  • 96. 94 1. ความน่าเชื่อถือของตัวผูรายงาน ้ 2. ผูรายงานเป็ นผูที่อยู่ในเหตุการณ์จริ งหรื อไม่ ้ ้หรื อ ่ 3. ถ้าไม่ได้อยูในเหตุการณ์ แล้วฟังมาจากใครอีกที และ ้ ่ 4. ผูท่ีเขารับฟังมานั้นเป็ นผูที่อยูในเหตุการณ์และ ้ได้เห็นเหตุการณ์น้ นด้วยตัวเองจริ งหรื อไม่ และ ั 5. ถ้าเขาเห็นจริ ง ตัวเขาเองเป็ นผูที่เชื่อถือได้มาก ้น้อยเพียงไร และ 6. มีความบกพร่ องในด้านความจําหรื อไม่ และ 7. ถ้า ไม่ มี ค วามบ่ ง พร่ อ งด้า นความจํา แล้ว มีหลักฐานยืนยันไหมว่า เขาผูน้ ันเกิ ดความจําเลอะเลื อน ้ในช่วงท้ายของชีวิตเขา และ 8. เคยถู ก จับ ได้ไ หมว่ า เคยโกหก ถ้า มี ป ระวัติยืนยันว่าเขาเคยโกหก การรายงานของเขาก็จะหมดความน่าเชื่อถือไปในทันที และ
  • 97. 95 9. มี คนอื่ น ๆที่ มีความน่ าเชื่ อถื อได้มากกว่าเขารายงานในสิ่ ง ที่ ข ัด แย้ง กับ เขาหรื อไม่ ถ้า มี ก็ จ ะต้อ งพิจารณากันต่อไป และ 10. บุ ค คลนั้ นเป็ นศัต รู กับ คนหรื อ ขบวนการนั้น ๆ ที่ เ ขาเขี ย นถึ ง อยู่ห รื อ ไม่ เพราะเราไม่ อ าจที่ จ ะคาดหวังได้ว่าศัตรู ของคน ๆ หนึ่ งหรื อขบวนการหนึ่ งจะกล่ า วในสิ่ ง ที่ เ ป็ นจริ ง เกี่ ย วกับ เขาผูน้ ัน หรื อ ขบวนการ ้นั้น ๆ เสมอไป มาถึงตรงนี้ อาจจะมีคนถามขึ้นมาว่า แล้วเราจะรู ้ได้อย่างไรถึงประวัติดานต่าง ๆ ของนักรายงานฮะดีษแต่ ้ละคนที่ อยู่ในสายรายงานตามที่ ไ ด้กล่าวมาในตอนต้นคําตอบก็คือ ประวัตินกรายงานฮะดีษจะถูกตรวจสอบจาก ัผู ้ เ ชี่ ย ว ช า ญ อี ก ก ลุ่ ม ห นึ่ ง ที่ เ ร า เ รี ย ก ไ ด้ ว่ า เ ป็ น‘คณะกรรมการอิสระ’ ที่จะคอยสื บเสาะประวัติในด้านต่าง ๆ ของเหล่าบรรดานักรายงานแต่ละคนให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ โดยจะมีตาราอีกชุดหนึ่ งในเรื่ องนี้ เป็ นการ ํเ ฉ พ า ะ ซึ่ ง เ ป็ น ตํ า ร า ที่ ร ว บ ร ว ม ก า ร ยื น ยั น ข อ ง
  • 98. 96คณะกรรมการอิสระท่านต่าง ๆ ที่มีต่อนักรายงานฮะดีษแต่ละคน เช่น นักรายงานฮะดีษทั้งหมดมีอยู่ 20,000 คนในยุคสมัยต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุค 300 ปี แรกนับจากสมัยท่ า นศาสดามุ ฮัม มัด และมี ค ณะกรรมการอิ ส ระมี อ ยู่จํานวน 500 คน โดยที่คณะกรรมการอิสระทั้ง 500 ท่านที่ ่อาศัยอยูในยุคสมัยเดียวกับเหล่านักรายงานฮะดีษจะคอยสื บเสาะตรวจสอบประวัตินักรายงานฮะดีษที่อยู่ในสมัยเดียวกับตนเอาไว้โดยละเอียด โดยจะมีการบันทึกประวัติต่าง ๆ เหล่านี้เอาไว้ในตําราอีกชุดหนึ่ง โดยในตํารานี้จะมีแต่ประวัตินกรายงานบันทึกฮะดีษเอาไว้ลวน ๆ และตํารา ั ้เหล่านี้ ได้ตกทอดมาจนถึ งเราในยุคปั จจุบน ต่อไปนี้ จะ ัยกตัวอย่างสมมุติเพื่อให้เกิดความเข้าและเห็นภาพ : สมมุติว่า มีฮะดี ษถูกอ้างไปหาท่านนบี ว่าท่านนบีกล่าวว่า ‚บุคคลที่ดีที่สุดคือผู้ที่สอนศาสนาโดยไม่ คิดค่ าตอบแทน‛ ส่ วนนี้ เราเรี ยกว่าตัวบทหรื อในภาษาอาหรับเรี ยกว่า มะตัน แต่ฮะดีษจะต้องมีสองส่ วน จะขาดอีกส่ วนหนึ่ งไปไม่ได้เด็ดขาด ส่ วนนั้นก็คือสายรายงานที่ประกอบไปด้ว ยชื่ อ ของนัก รายงานฮะดี ษ เมื่ อ เราไปตรวจดู ใ นตํา ราบัน ทึ ก ฮะดี ษ เราพบว่ า ฮะดี ษ นี้ มี ส ายรายงานดังต่อไปนี้ : นาย ก. ซึ่ งเป็ นเจ้ าของตาราบันทึ ก
  • 99. 97ฮะดีษต้ นฉบับ บอกว่ าตนเองได้ รับฮะดีษนีมาจากนาย ข. ้โดยที่นาย ข. บอกว่ ารั บมาจากนาย ค. โดยนาย ค. บอกว่ ารั บ มาจากนาย ง. โดยนาย ง. บอกว่ า รั บ มาจากนาย จ.โดยนาย จ.บอกว่ าได้ ยินท่ านนบีกล่ าวเช่ นนั้น ข้อความที่ขีดเส้นใต้เอาไว้น้ ีเราเรี ยกว่าสายรายงานของฮะดีษ ต่อไปเราจะต้องทําการตรวจสอบประวัตินักรายงานแต่ละคนโดยตรวจจากตํา ราที่ บ รรดาคณะกรรมการอิ ส ระได้บันทึกเอาไว้ โดยไล่ทีละคน เริ่ มตั้งแต่เจ้าของตําราฮะดีษนั่น คือตัวนาย ก. ตรวจสอบประวัติไ ล่ ไปจนถึ งนาย ง.เมื่อตรวจสอบแล้วผลปรากฏว่านาย ข. มีประวัติว่าเคยโกหก ส่ วนนาย ค. มีประวัติว่าความจําไม่ดี ส่ วนบุคคลที่เหลื อคือนาย ก. นาย ง. และนาย จ. นั้นประวัติในด้านต่าง ๆ ดีทุกคน เพราะฉะนั้นตามหลักวิชาการฮะดีษแล้วข้อ ตัด สิ น ของฮะดี ษ บทนี้ ที่ มี ก ารอ้า งว่ า ท่ า นนบี ก ล่ า วเอาไว้เช่นนั้นก็คือ เชื่ อถือไม่ ได้ ท่านนบีไม่ได้กล่าวอะไรเช่ น นั้ นเอาไว้ ท่ า นบี ไ ม่ เ กี่ ย วข้อ งอะไรกับ ข้อ ความดังกล่าวที่ถูกอ้างไปหาท่านนบี ถึงแม้ว่าข้อความดังกล่าวจะถูก เรี ย กว่า เป็ นฮะดี ษ ก็ตาม ตามที่ ไ ด้อธิ บายไปแล้วข้างต้นว่าฮะดี ษคือสิ่ งที่ถูกอ้างไปหาท่านนบี ซี่ งอาจจะเชื่อถือได้ หรื ออาจจะเชื่อถือไม่ได้ ก็เป็ นไปได้ท้ งคู่ั
  • 100. 98 อีกอย่างที่เราจะต้องรับรู ้เอาไว้ก็คือ ตําราบันทึกฮะดีษต้นฉบับนั้นมีหลายสิ บชุด โดยตําราแต่ละชุดก็จะมีเจ้าของตํา ราที่ ต ัว เองเป็ นทั้ง นัก รายงานและนัก บัน ทึ กฮะดีษด้วยในขณะเดียวกัน เช่น ตําราบันทึกฮะดีษบุคอรีโดยอิหม่ามบุคอรี ตําราบันทึกฮะดี ษมุสลิม ตําราบันทึกฮะดี ษ อบู ด าวูด ตํา ราบัน ทึ ก ฮะดี ษ นาซาอี ตํา ราบัน ทึ กฮะดีษติรมีซี ตําราบันทึกฮะดีษอิบนุมาญะฮฺ และอื่น ๆ อีกมากมาย เจ้าของตําราเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะทําการบันทึ กฮะดีษต่าง ๆ ที่ตนเองได้ยินได้ฟังมา โดยจะยังไม่ทาการ ํตรวจสอบสายรายงานก่ อ น เพราะการตรวจสอบสายรายงานเป็ นเรื่ องที่ ทาได้ย ากลําบากมากในยุคอดี ต ไม่ ํเหมื อ นยุค เราที่ มี โ รงพิ ม พ์ ตํา ราตรวจสอบประวัติ นักรายงานฮะดีษถูกตีพิมพ์ไปทัวโลก แถมยังมีให้ตรวจด้วย ่ระบบทางคอมพิวเตอร์ อีก เมื่อเป็ นเช่นนี้ ถ้าเจ้าของตําราเหล่านั้นมัวแต่มานั่งตรวจสอบสายรายงานกันก่ อน คงบัน ทึ ก ได้ไ ม่ กี่ ฮ ะดี ษ อย่ า งแน่ น อน เพราะฉะนั้ นเมื่ อเจ้าของตําราเหล่านั้นได้ยินอะไรมาที่ถูกอ้างไปหาท่านนบี หรื อซอฮาบะฮฺ (สาวกของท่านนบี) หรื อเหตุการณ์ใด ๆ ก็ตาม ก็จะทําการบันทึกเอาไว้ก่อน แล้วมาทําการตรวจที่ ห ลั ง ตํ า ราฮะดี ษ ที่ เ จ้ า ของตํ า ราได้ ท ํ า การ
  • 101. 99ตรวจสอบให้เราแล้วตั้งแต่ยคอดีตก็มีอยู่ 2 ชุด ชุดที่หนึ่ ง ุเป็ นของอิ ห ม่ ามบุ คอรี ชื่ อเศาะฮี ฮฺ บุคอรี ชุ ดที่ สองเป็ นของอิหม่ามมุสลิมชื่อเศาะฮีฮฺมุสลิม แต่ตาราบันทึกฮะดีษ ํต้นฉบับเล่มอื่ น ๆ ที่ เ หลื อ เราจะต้องทําการตรวจสอบตามกระบวนการตรวจสอบที่ เ ข้ม งวดและรั ด กุ ม และละเอียดอ่อน เพื่อที่จะรู ้ได้ว่าฮะดีษบทหนึ่ง ๆ ที่ถูกอ้างไปหาท่ า นนบี ห รื อ คนอื่ น ๆ นอกจากท่ า นนบี เ ชื่ อ ถื อ ได้หรื อไม่ หรื อเป็ นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริ งหรื อไม่ เพื่อที่จะได้นามาเป็ นหลักฐานต่อไป ในกรณี ที่ได้พิสูจน์แล้วว่า ํเชื่อถือได้ ขอให้ดูตวอย่างต่อไปนี้: ั َ َ ‫ه َه‬ ِ َ ‫َ ي َ ًِ ُ َ َ ة‬ًُِّْ‫ع ْ أب ْ هسيس ْ زضًَْ اللَّـ ُْ عن ُْ قبلَْ : قبلَْ النَّب‬ ََْ‫صلًَّ اللَّـ ُْ علَيِ ْ وسلَّنَْ : تَجِْ ْ ه ْ شسا ْ النَّب ْ يىم‬ َ ‫د ِي ِ َ ز س‬ ِ ِ ُ َ َ ‫ه َ ه‬ ِ َ َ ُ َ ً ِ َ ‫َ ت ِ د ه َ َ َ ِ َّ ِ ي‬ِْ‫القِيَبه ْ عن ْ اللَّـ ْ ذ االى جهيي ، ا لر ْ يأ ت ْ هؤ الء‬ ِ َ ِ ... ْ ‫بِىجه، وهؤالَءِْ بِىج‬ ‫َ ه‬ ٍ َُ َ ٍ َ รายงานโดยท่านอบูฮุรอยเราะฮฺ ว่า ท่านนบีกล่าวว่า ‚ท่านจะได้พบว่า มนุษย์ที่ชวช้าที่สุดในวันกิยามะฮฺ ณ ั่ที่อลลอฮฺ ก็คือ ผูซ่ ึ งตีสองหน้า ! (คือ) ผูซ่ ึ งไปหาคนหนึ่ ง ั ้ ้
  • 102. 100ด้วยสี หน้าแบบหนึ่ ง และไปหาอีกคนหนึ่ งด้วยสี หน้าอีกแบบหนึ่ง‛...(บุคอรี , ฮะดีษที่ 6058) ที่ยกตัวอย่างฮะดีษข้างต้นมาให้ดูก็เพื่อที่จะบอกว่า ในหนังสื อศาสนาทัว ๆ ไปที่ไม่ใช่ตาราบันทึกฮะดีษ ่ ํต้นฉบับ เมื่อผูเ้ ขียนหนังสื อต้องการจะยกหลักฐานจากฮะดีษแล้วก็มักจะยกสายรายงานมาแต่ เฉพาะผู้ท่ีถูกอ้ างว่ ารับฮะดีษต้ นนั้นมาจากท่ านนบีโดยตรง ตัวอย่างข้างต้นก็คือ ท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ที่เป็ นผูถูกอ้างว่ารับฟั งฮะดีษมา ้จากท่านนบี โดยจะไม่ ยกนักรายงานฮะดี ษ ที่ อยู่ใ นสายรายงานคนอื่น ๆ มาเพื่อให้เกิ ดความกะทัดรั ด และจากข้างต้นจะเห็นในตอนท้ายที่มีขอความว่า ‚บุคอรี, ฮะดีษที่ ้6058‛ นั่ น หมายความว่ า เจ้า ของตํา ราบัน ทึ ก ฮะดี ษต้นฉบับก็คือ ท่านอิหม่ามบุคอรี โดยฮะดี ษนี้ เป็ นฮะดี ษหมายเลขที่ 6058 เมื่อต้องการไปตรวจสอบดู และถ้าหนังสื อศาสนาเล่มใดก็ตามที่อางฮะดี ษ้บทหนึ่ ง บทใดมาโดยที่ ผูเ้ ขี ย นก็ ไ ม่ ยืน ยัน มาให้ด้ว ยว่ าฮะดีษที่ตนเองยกมานั้นเชื่อถือได้หรื อไม่อย่างไร และเราต้องการที่จะทําการตรวจสอบด้วยตนเองในกรณี ที่เรามีความสามารถ เช่นนั้น เราจะต้องไปตรวจดูที่ตาราบันทึก ํ
  • 103. 101ฮะดี ษ ต้น ฉบับ ในตัว อย่างข้างต้น คื อ ตําราต้น ฉบับ คื อตําราบุคอรี เพราะตําราบักทึกฮะดีษต้นฉบับทุกเล่มจะมีสายรายงานระบุเอาไว้อย่างครบถ้วนทุกคน และเมื่อเราไปตรวจสอบฮะดีษข้างต้นจากตําราบักทึกฮะดีษบุค อรี ดูแล้ว เราพบว่าสายรายงานเต็ม ๆ มีดงนี้ : ั‫حد َثنَب عُ وسُْ بيُْ حفص ، حد َثنَب َأ ِبً ، حد َثنَب‬ َّ َ َّ َ ٍ َ َ َّ َ ِ َ ‫ًِ ُ َ َ ة‬ َ‫األَعوش، حدثَنَب أَبُىصبلح، ع ْ أ‬ًَْ‫َ ِ ٍ َ ي ب ْ هسيس َْ زض‬ َّ َ ُ َ: َْ‫اللَّـ ُْ عن ُْ قَبلَْ : قَبلَْ النَّبًُِّْ صلًَّ اللَّـ ُْ علَيِ ْ وسلَّن‬ َ َ ‫ه َ ه‬ ِ َ ‫ه َه‬ْ ‫تَج ْ ه ْ شس ا زِْ ا لنَّب سِْ َي ْ مَْ ا لقِيَب ه ْ عن ْ ا للَّـ‬‫َت ِ د ه‬ِ َ ِ ‫ى‬ َ ِ ‫ِد ِ ي‬ ُ َ ُ َ َ ٍ َ ِ َ ُ َ ً ِ َ ‫َ َ َ ِ َّ ِ ي‬ِْ‫ذ االى جهيي ، ا لر ْ يأ ت ْ هؤ ال ءِْ بى جه ، و هؤ الء‬... ْ ‫بِىج‬ ‫َ ه‬ ٍ 1. บุคอรี 2. อุมรฺ บิน หัฟศ์ ั 3. หัฟศ์ บิน ฆิยาษ (บิดาของอุมรฺ) ั 4. อัลอะอฺ มชั 5. อบูศอลิฮฺ 6. อบูฮุรอยเราะฮฺ ร.ฎ. 7. ท่ า นนบี ศอลลัล ลอฮุ อะลัย ฮิ ว ะซัล ลัม ได้กล่าวว่า...
  • 104. 102 หมายเลขที่ 1 ข้างต้นคือ ตัวอิหม่ามบุคอรี ซึ่งเป็ นเจ้าของตําราฮะดีษต้นฉบับ ซึ่ งตําราของท่านก็ตกทอดมาจนถึงยุคสมัยเรา ส่ วนเลขที่ 2 คือ คนที่อิหม่ามบุคอรี รับฮะดี ษ มาจากเขา โดยที่ เ ลขที่ 2 อ้า งว่ า ตนเองได้รั บฮะดี ษมาจากเลขที่ 3 และเลขที่ 3 ถูกอ้างว่ารั บฮะดี ษมาจากเลขที่ 4 และเลขที่ 4 ถูกอ้างว่ารับฮะดีษมาจากเลขที่ 5และเลขที่ 5 ถูกอ้างว่ารับมาจาก เลขที่ 6 นันก็คือท่านอบู ่ฮุรอยเราะฮฺที่ถูกอ้างว่าได้รับฮะดีษมาจากท่านนบีโดยตรงอีกทีคือเลขที่ 7 สรุ ปแล้วฮะดี ษบทนี้ มีนักรายงานอยู่ในสายรายงานทั้งหมด 6 คน โดยไม่นับตัวท่านนบี ซึ่ งก็ยง ัจะต้องตรวจสอบกันต่อไปว่าประวัตินักรายงานฮะดีษแต่ละคนนั้ น ผ่ า นมาตรฐานหรื อ ไม่ และเมื่ อ ตรวจสอบประวัติแต่ละคนแล้วจากตําราที่บนทึกประวัติของแต่ละ ัคนเอาไว้ ผลปรากฏว่ า ทุ ก คนผ่า นมาตรฐาน จึ ง ทํา ให้ฮะดีษบทนี้เชื่อถือได้ในที่สุด และนันเท่ากับยืนยันว่าการ ่ที่นักรายงานฮะดีษถูกอ้างว่ารับฮะดีษต่อ ๆ กันมาจนถึงท่านนบีน้ ันเป็ นความจริ ง และนั่นก็เท่ากับว่าท่านนบีได้พูดเอาไว้เช่นนั้นจริ ง ๆ
  • 105. 103 ขอให้ดูตวอย่างต่อไปนี้ และลองเปรี ยบเทียบกัน ั ัดูกบตัวอย่างข้างต้น : ุ ั ่ ท่านอัดดารุ กฏนี ได้บนทึกไว้วา ... ْ ‫حدثَنَب عبدُالصودِْ بيُْ علًِ، ثَنَب إِبساهينُْ بيُْ أَحو‬ ‫َد‬ َ ِ َ ٍّ َ َ َّ َ َّ َ َ ٍِ َ َ َ َ َ ‫بيِْ هس و اى ، ثنَب عُ وسَْ بيُْ عُ ثوبىَْ بيِْ عبصن ، ثنَب‬ َ َ ٍ َ ‫َي َ ِ ه َي َ ُ ٍ َي‬ ‫هحو ْ بيُْ فضلٍْ ع ْ أبي ْ ع ْ طبووس، ع ْ جبِبس‬ ِ َ ‫ُ َ َّ د‬ ُ َ َ ‫ه َ ه‬ ِ َ ‫ه‬ ِ ‫َ َ ُى‬َْ : َْ‫قبلَْ : قبلَْ زس ْلُْ اللَّـ ْ صلًَّ اللَّـ ُْ علَي ْ وسلَّن‬ ‫ال‬ َ ‫يَقسأِالحبئِضُْ و َْ النُّفَسبءُْ هيَْ القُسآىِْ شَيـئًب‬ ِ َ ‫َ ال‬ َ َ ลักษณะการรายงานและข้อความของฮะดีษบทนี้เป็ นอย่างนี้ ... 1. อัดดารุ กฏนี ุ 2. อับดุศ ซอมัด บินอะลี 3. อิบรอฮีม บินอะห์มด บินมัรฺวาน ั 4. อุมรฺ บินอุษมาน บินอาศิม ั 5. มุหมมัด บินฟัฎล์ ั 6. อะฏียะฮ์ บินอุมรฺ (บิดาของมุฮมมัด บินฟัฎล์) ั ั 7. ฏอวูซ บินกัยซาน 8. ญาบิรฺ บินอับดุลลอฮ์ ร.ฎ.
  • 106. 104 9. ท่านรอซูลุลลอฮ์ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้กล่าวว่า... ‚ห้ ามสตรีที่กาลังมีประจาเดือน และสตรี ที่กาลังมี นิ ฟ าส (เลื อ ดหลั ง จากคลอดบุ ต ร) อ่ า นส่ วนใดของอัลกุรอานเป็ นอันขาด”...(สุ นนอัดดารุ กฏนี , เล่มที่ 2 หน้า 87) ั ุ อธิบาย ข้ อความข้ างต้ นนีเ้ รียกว่ า ฮะดีษ เพราะถูกอ้างว่าเป็ นคํา พู ด ของท่ า นรอซู ลุ ล ลอฮ์ ศอลลัล ลอฮุ อ ะลัย ฮิวะซัลลัม... แต่เมื่อนักวิชาการได้ตรวจสอบดูแล้ว ปรากฏว่าบุ ค คลหมายเลข 5 ของสายรายงานฮะดี ษ บทนี้ คื อ ่‚มุฮัมมัด บินฟัฎล์ ‛ ถูกวิจารณ์วา เป็ นจอมโกหก (ْ ‫)كر‬ ‫َ َّ اة‬(หนังสื อ ‚ตักรี บ อัตตะฮ์ซีบ‛ เล่มที่ 2 หน้า 200 (ซึ่ งเป็ นหนึ่ งในบรรดาตํา ราบัน ทึ ก ประวัตินักรายงานฮะดี ษ)) ดังนั้น ฮะดี ษบทนี้ จึงเรี ยกว่า เป็ นฮะดีษเฎาะอีฟ(ْ ‫ )ضعي‬หรื อฮะดีษอ่อน คือมิใช่คาเป็ นคําพูดของท่าน ‫َِف‬ ํนบีอย่างแท้จริ งดังที่ถกอ้าง... ู
  • 107. 105 ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องไม่ฟังและเชื่อบรรดาโต๊ะครู หรื อโต๊ะอิหม่าม หรื ออาจารย์หลาย ๆ ท่านเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่คิดแม้แต่จะถามว่า สิ่ งที่ท่านทั้งหลายเหล่านี้พูดไปนั้นเป็ นการพูดด้วยหลักฐานหรื อไม่ หรื อพูดด้วยความคิดตัวเอง และถ้าพูดโดยอ้างหลักฐานไม่ว่าจะอ้างจากอัลกุรอานหรื อฮะดี ษ ก็ตาม ก็ใ ห้ท่านผูอ่านทําตาม ้ขั้นตอนต่าง ๆ ที่ได้แนะนําเอาไว้ในบทความนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปลดปล่อยตัวเองจากการถูกหลอกจากบรรดาโต๊ะครู หรื อโต๊ะอิหม่าม หรื ออาจารย์บางคนที่คิดว่าชาวบ้านธรรมดา ๆ อย่างเราคงได้แต่ ตามอย่างเดี ย วแยกแยะอะไรไม่เป็ น พูดอะไรมาก็เชื่ อ พูดอะไรมาก็ทา ํตาม ถึ ง เวลาแล้ ว ที่ เ ราจะต้ อ งเอาจริ งเอาจั ง ในการตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ ในเรื่ องของศาสนาที่เราได้รับมาจากทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมา เราสามารถกล่าวสรุ ปอี กครั้ งเกี่ ย วกั บ คั ม ภี ร์ อ ั ล กุ ร อานและเกี่ ย วกั บ ตั ว ท่ า นศาสนฑูตมุฮมมัดได้ดงต่อไปนี้ : ั ั1. มี หลักฐานที่ เ ชื่ อถื อได้ยืน ยัน เอาไว้ว่าท่ านศาสนฑู ตมุ ฮั ม มั ด เป็ นผู ้ที มี ค วามซื่ อสั ต ย์ยิ่ ง จนได้ รั บ ฉายาว่ า‚อัลอะมีน‛ แปลว่าผูที่มีความซื่อสัตย์ยิ่ง และนอกจากนี้ ้
  • 108. 106ยังไม่มีหลักฐานแม้แต่ชิ้นเดียวยืนยันว่าท่านเคยพูดโกหกแม้แ ต่ ค รั้ งเดี ย วในชี วิ ต และยัง มี ห ลัก ฐานที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้ยืนยันว่า แม้แต่ศตรู ของท่านก็ยงนําสิ่ งของมาฝากไว้กบ ั ั ัท่านเพราะความไว้วางใจที่มีต่อท่าน2. มีหลักฐานที่เชื่ อถือได้ยืนยันว่าในสมัยที่มุฮมมัดมีชีวิต ัอยู่ ภาษาอาหรับได้ถึงจุดสุ ดยอดของความเป็ นภาษา โดยที่ ช าวอาหรั บ ในสมัย นั้ นมี ค วามภาคภู มิ ใ จกับ ภาษาอาหรั บของตนเองเป็ นอย่า งมาก โดยทุ ก ๆ ปี จะมี ก ารจัดการแข่งขันการแต่งกาพย์กลอนกัน แต่สุดท้ายก็จะต้องหยุดไป ภายหลังจากการมาของคัมภีร์อลกุรอาน ั3. มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ยืนยันว่า มุฮมมัดเป็ นผูที่อ่านไม่ ั ้ออกเขียนไม่ได้จนตาย ไม่มีการศึกษา ใช้ชีวิตอย่างเรี ยบง่าย เป็ นที่รับรู ้แก่คนทัวไป ่4. มี ห ลัก ฐานที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้ยื น ยัน ว่ า เมื่ อ ชาวอาหรั บ ผู ้ปฏิเสธศรัทธาผูเ้ ชี่ยวชาญในโคลง กาพย์ กลอนถูกท้าทายให้ประพันธ์เลียนแบบคัมภีร์อลกุรอาน ผลปรากฏว่าไม่มี ัใครสามารถรับคําท้าทายได้ แต่เลือกที่จะทําสงครามกับมุฮัมมัดแทน เพราะหมดความสามารถจริ ง ๆ ที่จะแต่งเลี ย นแบบอัล กุรอานได้ การท้าทายให้ป ระพัน ธ์คมภี ร์ ัขึ้ น มาให้เ หมื อ นกับ อัล กุร อานให้ไ ด้ก็ เ พื่ อ ที่ จ ะเป็ นข้อ
  • 109. 107พิสูจน์ว่าอัลกุรอานที่มุฮมมัดนํามานั้นมาจากพระผูเ้ ป็ น ัเจ้าจริ ง ๆ เพราะถ้าชาวอาหรับผูเ้ ชี่ยวชาญในโคลง กาพย์กลอน กวี เ หล่ า นั้ นสามารถประพัน ธ์ ใ ห้ เ หมื อ นกั บอัลกุรอานได้ นั่นก็จะเท่ากับพิสูจน์ว่ามุฮมมัดโกหกไป ัโดยปริ ยาย เพราะมุฮมมัดยืนยันว่าตนเองถูกพระผูเ้ ป็ นเจ้า ัสั่งใช้ให้ทาทายพวกอาหรั บเหล่ านั้นให้แ ต่งเลี ยนแบบ ้อัลกุรอานขึ้นมาให้ได้ และมุฮมมัดยังยังยืนยันอีกด้วยว่า ัจะไม่มีใ ครสามารถแต่ งเลี ยนแบบอัลกุรอานได้ และก็เป็ นเช่ นนั้นจริ ง ๆ เมื่ อเป็ นเช่ นนี้ พวกอาหรั บที่ ปฏิ เสธการประกาศศาสนาของท่านจึงเลือกที่จะทําสงครามกับท่านแทนที่จะพยายามแต่งเลียนแบบคัมภีร์อลกุรอานให้ ัได้ เพราะได้พ ยายามกัน สุ ด ความสามารถแล้ว แต่ ต ้อ งล้มเหลว5. ถ้าจะถามว่า แล้วมุฮมมัดนําคัมภีร์อลกุรอานที่ว่านี้ มา ั ัจากไหน คําตอบที่เราได้รับจากมุฮม มัดด้วยหลักฐานที่ ั ็เชื่อถือได้กคือ รับมาจากพระผูเ้ ป็ นเจ้า ผูสร้างทุกสรรพสิ่ ง ้โดยศาสนฑูตมุฮมหมัดใช้คมภีร์อลกุรอานนี้เป็ นสิ่ งยืนยัน ั ั ัว่าตัวท่านนั้นได้รับการแต่งตั้งจากพระผูเ้ ป็ นเจ้าให้เป็ นผูนาสารจากพระองค์มาบอกแก่มนุษยชาติ ว่าพระองค์ได้ ้ ํสร้ างมนุ ษย์ข้ ึนมาบนโลกนี้ เพื่ออะไร มี เป้ าหมายอะไร
  • 110. 108ในขณะมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ จะต้องปฏิบติตวอย่างไร ตาย ั ัแล้ว ไปไหน มี อ ะไรรอคอยอยู่ภ ายหลัง จากความตายเพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า มุฮมมัดมีหลักฐานที่จะมาใช้ ัพิสูจน์และยืนยันว่าตนเองได้รับการแต่งตั้งจากพระผูเ้ ป็ นเจ้า ไม่ใช่กล่าวอ้างโดยปราศจากหลักฐานยืนยันตนเอง6. มีหลักฐานที่เชื่อถือได้มากมายที่ยนยันว่ามุฮมมัดแสดง ื ัสิ่ งที่ เ รี ย กว่า ปราฎิ ห ารย์ เพื่อ ยืน ยัน ว่า ตนเองได้รับ การแต่งตั้งเป็ นศาสฑูตของพระผูเ้ ป็ นเจ้า และปราฎิ หารย์ที่ยิงใหญ่ที่สุดคือคัมภีร์อล-กุรอาน ที่คนทุกยุคสมัยสามารถ ่ ัเดินเข้ามาพิสูจน์ได้7. หลัก ฐานทางประวัติ ศ าสตร์ ยื น ยัน ชัด เจนว่ า คัม ภี ร์อัลกุรอานไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงแก้ไขตลอดระยะเวลา1400 กว่าปี ที่ผานมา ่8. มีขอมูลต่าง ๆ มากมายที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ้ได้ถูกระบุเอาไว้ในอัลกุรอานและได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกต้องตรงกับที่ วิทยาศาสตร์ ได้คน พบโดยผ่านการใช้ ้เครื่ องมื่ อ ทางวิ ท ยาศาสตร์ ส มัย ใหม่ เ พี ย งเท่ า นั้ นจึ งสามารถรู ้ ไ ด้โ ดยข้อ มู ล ที่ อ ัล กุ ร อานบอกเอาไว้ไ ม่ มีข้อผิดพลาดเลยแม้แต่สิ่งเดี ยว ซึ่ งเป็ นการยืนยันได้เป็ นอย่างดีว่าคัมภีร์อลกุรอานมาจากพระผูทรงสร้างสรรพสิ่ ง ั ้
  • 111. 109ทั้งหลาย เพราะพระองค์ย่อมรู ้ดีย่ิงในสิ่ งที่พระองค์ทรงสร้าง และทรงบอกข้อมูลเกี่ยวกับสิ่ งต่างๆเหล่านั้นเอาไว้ในคัมภี ร์อลกุรอานผ่านทางศาสนฑูตมุฮมมัดเมื่อ 1400 ั ักว่าปี ที่แล้ว9. เมื่อสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนแล้วว่าพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่แท้จริ งมีอยู่จริ ง และ สามารถพิสูจน์ได้อีกว่าพระองค์คื อ ผู ้ที่ ม อบคัม ภี ร์ อ ัล กุ ร อานมาให้ ผ่ า นทางศาสนฑู ตมุ ฮัม มัด เมื่ อ เป็ นเช่ น นี้ ผูท่ี แ สวงหาความจริ ง ย่อ มไม่ มี ้ทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องตอบสนองคําเรี ยกร้องของพระผูเ้ ป็ นเจ้าที่มีระบุเอาไว้ในคัมภีร์อล กรุ อาน และการ ัตอบสนองเบื้องแรกก็ดวยการเข้ารับอิสลามก่อนด้วยการ ้ทํา 4 ข้อต่อไปนี้คือ1. กล่าวยืนยันว่า ‚ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่แท้จริ งที่จะต้องได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์อลลอฮฺเพียงผูเ้ ดียวเท่านั้น ‛ ั2. กล่าวยืนยันว่า ‚ข้าพเจ้าขอปฏิญาณตนว่ามุฮมมัดนั้น ัเป็ นบ่าวของพระองค์และเป็ นศาสนฑูตของพระองค์ ‛3. จะต้องไม่เคารพ สักการะ บูชา กราบไหว้ หรื อ อธิ ฐานต่อสิ่ งใดทั้งสิ้ น นอกจากพระองค์อลลอฮฺ พระผูสร้ างที่ ั ้แท้จริ งเท่านั้น และปฏิเสธว่าไม่มีอานาจใดในการบริ หาร ํ
  • 112. 110ควบคุมทุกสรรพสิ่ งนอกจากอํานาจของอัลลอฮฺ องค์เดียวเท่านั้น4. จะต้องไม่ปฏิเสธหลักคําสอนข้อหนึ่ งข้อใดที่พระองค์อัลลอฮฺทรงบัญญัติเอาไว้ ถึงแม้ตวเองจะยังปฏิบติไม่ได้ก็ ั ัตาม คือสิ่ งใดที่ อิสลามสั่งใช้หรื อสั่งห้ามก็ให้ยืนยันไปตามนั้นถึ งแม้ว่าตนเองยังทําตามไม่ ได้ ที่ สําคัญคืออย่าปฏิ เ สธ เพราะการปฏิ เ สธคํา สั่ ง ใช้ห รื อ คํา สั่ ง ห้า มของพระองค์อลลอฮฺ จะทําให้เขาผูน้ นต้องสิ้ นสภาพจากการที่ ั ้ ัจะถูกเรี ยกว่าเป็ นมุสลิม และใครที่ตายลงไปในสภาพที่ไม่เป็ นมุสลิ มทั้ง ๆ ที่ สัจธรรมความจริ งแห่ งอิ สลามได้ปรากฏชัดแก่เขาผูน้ นแล้ว เขาจะต้องพบกับความขาดทุน ้ ัอย่างไม่ มีทางแก้ตวได้โลกหน้าที่ มีสวรรค์และนรกรอ ัคอยอยูเ่ ป็ นสิ่ งตอบแทนให้กบผูที่เป็ นมุสลิมและผูปฏิเสธ ั ้ ้ศรัทธาที่ด้ือดึงทั้ง ๆ ที่ความจริ งได้ปรากฏชัดแก่เข้าผูน้ น ้ ัแล้ว ใครก็ต ามทํา 4 ข้อ ข้า งต้น ที่ ก ล่ า วมา ถื อ ว่า เขาได้รั บ อิ ส ลามแล้ว ในเบื้ อ งต้น ในทัศ นะของพระองค์อัลลอฮฺ และถือว่าได้ทาให้ชีวิตในโลกหน้าของตัวเขาเอง ํได้รับความปลอดภัยแล้วในระดับหนึ่ง และ 4 ข้อดังกล่าวนั้นจะเห็ นได้ว่าเป็ นสิ่ งที่ ง่ายถ้าเรามีความกล้าหาญเสี ย
  • 113. 111อย่าง ความมี เหตุ ผลกับตนเองโดยไม่คิดเข้าข้างตัวเองบวกกับความกล้าจะทําให้เราสามารถทํา 4 ข้อข้างต้นได้อย่างง่ายดาย
  • 114. 112 จงระวัง! ท่านผูอ่านโปรดจําเอาไว้ว่าภายหลังจากที่เราได้ ้ใช้ห ลัก ฐานที่ เ ชื่ อ ถื อ ได้เ พื่ อ พิ สู จ น์ สิ่ ง ที่ เ กี่ ย วกับ คัม ภี ร์อัลกุรอานและสิ่ งที่เกี่ยวกับตัวศาสนฑูตมุฮมมัดแล้ว ก็จะ ัมี ผูที่ ไ ม่ มี เ หตุ ผ ลไม่ มี ค วามเป็ นวิ ช าการพยายามสร้ า ง ้ความสงสัย ความคลางแคลงใจต่าง ๆ นา ๆ ให้เกิดขึ้นกับคัมภี ร์อลกุรอานและตัวศาสนฑูตมุฮม มัดด้วยการยกคํา ั ักล่าวอ้างต่าง ๆ นา ๆ มา แต่ขอให้จงรู ้ เอาไว้เถิดว่า คํากล่าวอ้างทั้งหลายเหล่านั้นต่างก็เป็ นข้อสมมุติฐานที่ไร้ซ่ ึงข้อพิสูจน์ ต่างก็เป็ นการทึกทักไปเองก่อนที่จะได้ทาการ ํพิสูจน์เสี ยก่ อนตามกระบวนการวิชาการ ต่างก็เป็ นการโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้เข้าด้วยกันเพื่อสนับสนุนคํากล่าวอ้างของตนเองโดยปรากจากหลักฐานเชื่ อมโยงที่แท้จริ งที่ตองกล่าวเช่นนี้ ก็เพื่อที่ท่านผูอ่านจะได้ไหวตัวทันหรื อ ้ ้จะได้สังเกตุเห็นได้ดวยตัวเองถึงคํากล่าวอ้างต่าง ๆ ที่จะ ้พยายามลดความน่ า เชื่ อถื อ ต่ อ คัม ภี ร์ อ ัลกุรอานและตัวท่านศาสนฑูตมุฮมมัด การทึกทัก การสันนิ ษฐานไปเอง ัก่อน และการโยงเรื่ องให้เข้ากันเองไม่อาจที่จะหักล้างสิ่ งที่ได้รับการพิสูจน์ดวยกับหลักฐานที่เชื่อถือได้แล้วว่าสิ่ ง ้นั้นคือสัจธรรมความจริ ง

×