• Like
Us Stem Cells Report 2009
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
No Downloads

Views

Total Views
3,410
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1

Actions

Shares
Downloads
87
Comments
2
Likes
3

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. รายงานการสืบคนขอมูลความกาวหนาและสถานะ เทคโนโลยีชีวภาพดานสเต็มเซลลในประเทศสหรัฐอเมริกา โดย นางสาว ทิพยอาภา ภูวนัตตรัย ที่ปรึกษาโครงการ เสนอตอสํานักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (สํานักงานที่ปรึกษาดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ประจํากรุงวอชิงตัน ดี.ซี.) 28 พฤศจิกายน 2552
  • 2. รายงานการสืบคนขอมูลความกาวหนาและสถานะเทคโนโลยีชีวภาพดานสเต็มเซลลในประเทศ สหรัฐอเมริกาภายใตโครงการการดําเนินภารกิจ (ทีมประเทศไทย) ประจําปงบประมาณ 2552 (ธันวาคม 2551 – พฤศจิกายน 2552) สํานักงานที่ปรึกษาดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ประจํากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. (ภาพจากหนาปก, ที่มา: Serrano, 2009) รายงานฉบับนี้เปนลิขสิทธิ์ของสํานักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (สํานักงานที่ปรึกษาดานวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี ประจํากรุงวอชิงตัน ดี.ซี.) หากนําไปใชประโยชนโปรดอางอิงชื่อ สํานักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยี (สํานักงานที่ปรึกษาดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ประจํากรุงวอชิงตัน ดี.ซี.) ดวย -1-
  • 3. คํานํา รายงานการสืบคนขอมูลความกาวหนาและสถานะเทคโนโลยีชีวภาพดานสเต็มเซลลในประเทศ สหรัฐอเมริกา มีวัตถุประสงคการจัดทําเพื่อสืบเสาะแสวงหาและเขาถึงองคความรูและเทคโนโลยีสําคัญใน ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อสนับสนุนการวิจัย พัฒนา และการทํานวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการ แขงขันของประเทศและเปนการสรางฐานความรูดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีใหเขมแข็งมากขึ้น ซึ่ง วัตถุประสงคดังกลาวเปนภารกิจสวนหนึ่งของสํานักงานที่ปรึกษาดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ประจํา กรุ ง วอชิ ง ตั น ดี . ซี . อั น เป น หน ว ยงานภายใต ก ารสั ง กั ด ของสํ า นั ก งานปลั ด กระทรวงวิ ท ยาศาสตร แ ละ เทคโนโลยี คณะผูจัดทําหวังวารายงานฉบับนี้จะเปนประโยชนตอหนวยงานวิจัยและพัฒนา หนวยงานนโยบาย และสถาบันการศึกษา ในการพัฒนางานดานสเต็มเซลลของประเทศไทยตอไป ทั้งนี้รายงานฉบับนี้สามารถ สืบคนไดทางเว็บไซต http://www.ostc.thaiembdc.org อีกทางหนึ่งดวย สํานักงานที่ปรึกษาดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ประจํากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. 28 พฤศจิกายน 2552 -2-
  • 4. สารบัญ เนื้อหา หนา บทสรุปผูบริหาร 8 ความรูเกี่ยวกับเซลลตนตอ 9 บทนํา 9 ประเภทของเซลลตนตอและความสําคัญ 9 คุณลักษณะพิเศษเฉพาะของเซลลตนตอ 10 เซลลตนตอจากตัวออน 11 เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว 17 ความเหมือนและความแตกตางระหวางเซลลตนตอจากตัวออนและเซลลตนตอ จากเซลลทเจริญวัยเต็มที่แลว ี่ 22 ประโยชนของเซลลตนตอจากมนุษยและอุปสรรคของการนํามาประยุกตใช ทางการแพทย 23 เซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนทซึ่งมีความจําเพาะกับโรคหรือมีความจําเพาะกับผูปวย  27 การสรางเซลลตนตอจากตัวออนโดยการใชเทคนิคการยายฝากนิวเคลียส 27 อินดิวสพลูริโพเทนทเซลลหรือไอพีเอสเซลล 28 การนําเซลลตนตอมาประยุกตใชในทางการแพทย 30 การประยุกตใชเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวในทางการแพทย 30 การประยุกตใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยในทางการแพทย 30 เซลลตนตอที่เหมาะสมสําหรับนํามาใชในการบําบัดรักษาโรค 31 ตัวอยางของเซลลตนตอในเนื้อเยื่อและการนํามาใชเพื่อรักษาโรค 32 การบําบัดรักษาโรคโดยใชเซลลตนตอ 41 การประยุกตใชอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลลในทางการแพทย 43 ประวัติและความเปนมาของเซลลตนตอ 47 สรุปลําดับเหตุการณประวัติของงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย 47 กฎหมายและนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวของกับงานวิจัยเซลลตนตอ 53 -3-
  • 5. การคนพบครังยิ่งใหญของวงการวิทยาศาสตร ้ 53 การหามทํางานวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออน 53 แนวทางในการขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอของสถาบันสุขภาพแหงชาติ ของสหรัฐอเมริกา 54 การตัดสินใจของประธานาธิบดีบุช 55 ประเด็นโตแยงในเรื่องจํานวนของกลุมเซลลตนตอที่สามารถนํามาใชได 56 ความกดดันทีเกิดขึ้นในปของการเลือกตั้งประธานาธิบดี ่ 57 การใชสิทธิ์ยบยั้งของประธานาธิบดีบุชครั้งแรก ั 59 การใชสิทธิ์ยบยั้งของประธานาธิบดีบุชครั้งที่สอง ั 59 การตัดสินใจของประธานาธิบดีโอบามา 60 ประเด็นทางดานจริยธรรมที่เกี่ยวของกับงานวิจัยเซลลตนตอ 61 กฎระเบียบของสหรัฐอเมริกาในการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอ 64 การใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยตัวออนและมติดิกกี้ 64 มติดิกกี้กับงานวิจัยเซลลตนตอ  64 นโยบายของประธานาธิบดีบุชที่เกียวกับงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออน ่ 65 การสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอของแตละมลรัฐ 66 นโยบายของประธานาธิบดีโอบามาที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนและ เอกสารแนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจากมนุษยของสถาบันสุขภาพแหงชาติ ของสหรัฐอเมริกาฉบับสมบูรณ 68 ทะเบียนรายชื่อเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่ผานเกณฑในการนํามาใชในงานวิจัย และสามารถขอเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางได 69 งบประมาณของรัฐบาลกลางที่ใชในการสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอ 71 หนวยงานที่เกี่ยวของกับการวิจัยและพัฒนาดานเซลลตนตอในสหรัฐอเมริกา 72 สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกา 72 องคการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา 72 องคกรบริหารทรัพยากรดานสุขภาพและการบริการ 74 สถาบันแหงชาติของสหรัฐอเมริกา 75 ธนาคารเซลลตนตอแหงชาติ 75 หนวยงานที่สนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตออื่นๆ 76 -4-
  • 6. รายละเอียดที่ติดตอหนวยงานที่เกี่ยวของกับการวิจัยและพัฒนาดานเซลลตนตอใน  สหรัฐอเมริกา 81 รายชื่อบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่เกี่ยวของกับการวิจัยและพัฒนา เซลลตนตอเพื่อนําไปใชในเชิงพาณิชย 88 บริษัทดานเซลลตนตอในประเทศสหรัฐอเมริกา 88 บริษัทดานเซลลตนตอในประเทศแคนาดา 114 วิธีการสืบคนขอมูลสิทธิบัตรทีเกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอของสหรัฐอเมริกา ่ 119 สํานักงานสิทธิบตรและเครืองหมายการคาแหงสหรัฐอเมริกา ั ่ 119 สเต็มเซลลแพทเทนทดอทคอม 129 วิเคราะหแนวโนมในอนาคตของเซลลตนตอในประเทศสหรัฐอเมริกา 134 แนวโนมในอนาคตของเซลลตนตอจากเซลลทเจริญวัยเต็มที่แลว ี่ 134 แนวโนมในอนาคตของเซลลตนตอจากตัวออนและอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลล 135 แนวโนมของการนําเซลลตนตอมาประยุกตใชทางการแพทยในอนาคต  136 นโยบายของประธานาธิบดีโอบามาที่สงผลตอแนวโนมของงานวิจัยเซลลตนตอในอนาคต 142 กฎหมายเบย-โดล (Bayh-Dole Act) กับการพัฒนางานวิจัยดานเซลลตนตอ 143 ประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิบัตรดานเซลลตนตอ 144 แนวโนมการเจริญเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวของกับเทคโนโลยีเซลลตนตอ  145 แนวโนมในอนาคตของความรวมมือในเรื่องงานวิจัยเซลลตนตอระหวางประเทศ 147 มุมมองที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอในระดับโลก 148 องคกรสาธารณประโยชนกบงานวิจัยที่เกียวกับดานพันธุกรรมและเซลลตนตอ ั ่ 152 เชิงอรรถ 154 เอกสารแนบ 166 อภิธานศัพท 172 บรรณานุกรม 177 -5-
  • 7. สารบัญตาราง ตารางที่ หนา 1 โรคที่สามารถนําเซลลในผูปวยไปสรางกลุมไอพีเอสเซลลที่มีความจําเพาะกับผูปวยได    44 2 หองทดลองที่มีกลุมเซลลตนตอซึ่งผานเกณฑในการนํามาใชเพื่อขอทุนสนับสนุนจาก  รัฐบาลกลาง 56 3 นโยบายที่เกียวกับการใหทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอของแตละมลรัฐในสหรัฐอเมริกา ่  66 4 งบประมาณของสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกาที่นํามาใชในการสนับสนุนงาน วิจัยเซลลตนตอ 71 5 รายรับของธุรกิจที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอในกลุมวิทยาศาสตรชีวภาพในสหรัฐอเมริกา 147 6 ตัวอยางขอแตกตางในกฎหมายดานงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยของบางประเทศ  149 -6-
  • 8. สารบัญรูป รูปที่ หนา 1 โครงสรางของบลาสโตซิสต 12 2 การสกัดแยกเซลลตนตอจากมวลเซลลชนในเพื่อนํามาเพาะเลี้ยงในหองทดลอง ั้ 13 3 การเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากตัวออนไปเปนเซลลจําเพาะชนิดอื่นๆ 15 4 ไดเรคท ดิฟเฟอเรนทิเอชัน (Direct Differentiation) 16 5 การเปลี่ยนแปลงเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวไปเปนเซลลจําเพาะ โดยกระบวนการปกติ (Normal Differentiation) 19 6 การเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากเซลลทเจริญวัยเต็มที่แลวจากเนื้อเยื่อชนิดหนึ่ง ี่ ไปเปนเซลลชนิดจําเพาะของเนื้อเยื่อชนิดอื่น (Plasticity and Transdifferentiation) 21 7 การปลูกถายเซลลตนตอใหกับผูปวยโดยใชเซลลตนตอจากตัวออน 24 8 การปลูกถายเซลลตนตอใหกับผูปวยโดยใชเซลลตนตอจากเซลลทเจริญวัยเต็มที่แลว ี่ 25 9 การซอมแซมกลามเนื้อหัวใจโดยการใชเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวของ หนูทดลอง 26 10 เปรียบเทียบการสรางบลาสโตซิสตโดยการสืบพันธุตามธรรมชาติกบการยายฝากนิวเคลียส  ั 28 11 ศักยภาพของเซลลตนตอในการบําบัดรักษาโรคตางๆ 31 12 กลไกการพัฒนาของเซลลตนตอเม็ดโลหิตไปเปนเซลลเม็ดเลือดตางๆ  34 13 เซลลตนตอในโครงสรางของรูขุมขน 35 14 โครงสรางของดวงตา 37 15 โครงสรางของหูชั้นใน 39 16 โครงสรางของปอด 40 17-22 รายละเอียดขอมูลการสืบคนสิทธิบัตรจากสํานักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการคาแหง สหรัฐอเมริกา (USPTO) 120 23-26 รายละเอียดขอมูลการสืบคนสิทธิบัตรจากเว็บไซตสเต็มเซลลแพทเทนทดอทคอม (StemCellPatents.com) 130 27 การปลูกถายเซลลตนตอในมนุษย 135 28 อัตราการถือครองกรรมสิทธิ์ในสิทธิบัตรดานเซลลตนตอของหนวยงานตางๆและบริษัท ในสหรัฐอเมริกา 145 29 รายรับของธุรกิจที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอในกลุมวิทยาศาสตรชีวภาพในสหรัฐอเมริกา 147 -7-
  • 9. บทสรุปผูบริหาร สเต็มเซลล (Stem Cells) หรือเซลลตนตอมีคุณสมบัติสองประการสําคัญที่ไดสรางความหวังใหกับ ทั้งวงการวิทยาศาสตรและการแพทยซึ่งไดแกความสามารถในการสรางทดแทนตัวเองขึ้นมาใหมและการ เปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดอื่นๆไดมากมายหลายชนิด คุณสมบัติเหลานี้ไดจุดประกายใหมีการศึกษา คนควาตอเนื่องถึงความเปนไปไดและประสิทธิภาพในการนําเซลลตนตอมาใชเพื่อรักษาโรคตางๆ ปจจุบัน ในประเทศสหรัฐอเมริกางานวิจัยเซลลตนตอไดมีการพัฒนากาวหนาเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็วกวาแตในอดีต เนื่องจากนโยบายของประธานาธิบดีโอบามาที่ใหการสนับสนุนรวมทั้งใหเงินทุนแกงานวิจัยเซลลตนตอ ปจจุบันเซลลตนตอไดมีการนํามาประยุกตใชทางการแพทยเพื่อรักษาโรคตางๆ โดยเฉพาะอยางยิ่ง โรคที่ในอดีตไมสามารถรักษาไดเปนตนวา โรคอัลไซเมอร โรคพารกินสัน และโรคเบาหวานในเด็ก โดยเซลล ตนตอของมนุษยที่มีการนํามาประยุกตใชไดแก เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว เซลลตนตอจาก ตัวออนมนุษย และอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลล ซึ่งเปนการนําเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว มาเปลี่ยนคุณสมบัติใหเปนเหมือนเซลลตนตอจากตัวออน ตอไปในอนาคตการนําเซลลตนตอมาใชเพื่อการ รั ก ษาโรคจะมุ ง เน น ไปที่ ก ารผสมผสานวิ ธี ก ารรั ก ษาโดยใช เ ซลล ต น ตอหลายชนิ ด เข า ด ว ยกั น เพื่ อ เพิ่ ม ประสิทธิภาพของการรักษา รวมทั้งมีการนําเซลลตนตอมาใชในการทดสอบยาชนิดตางๆกอนนํามาใชรักษา โรคใหกับผูปวยจริงเพื่อศึกษาผลกระทบและลดความเสี่ยงของการเกิดผลขางเคียงจากการใชยา ในอนาคตงานวิจัยเซลลตนตอมีแนวโนมที่จะเกิดการพัฒนากาวหนายิ่งขึ้น และสงผลใหการนําเซลล ตนตอมาประยุกตใชทางการแพทยมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ธุรกิจที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอใน สหรัฐอเมริกาจะมีการเติบโตขึ้นโดยเฉพาะอยางยิ่งธุรกิจที่เกี่ยวของกับการนําเซลลมาใชรักษาโรคและการ จัดเก็บเซลลเพื่อการรักษา อยางไรก็ตามทิศทางและนโยบายที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอยังคงมีการ เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีปจจัยแวดลอมตางๆที่สงผลตองานวิจัยเซลลตนตอเปนตนวา กฎหมาย นโยบายในเรื่องของการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัย นโยบายในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิบัตร ทัศนคติ และการตอบสนองของประชาชน ซึ่งปจจัยตางๆเหลานี้เปนสิ่งที่ตองมีการติดตามตอไปเพื่อใหสามารถ วิเคราะหทิศทางในอนาคตของงานวิจัยเซลลตนตอทั้งในประเทศสหรัฐอเมริกาและในระดับโลกไดชัดเจน มากยิ่งขึ้น -8-
  • 10. ความรูเกี่ยวกับเซลลตนตอ 1. บทนํา งานวิจัยดานสเต็มเซลล (Stem Cells) หรือเซลลตนตอเปนความรูในระดับสูงซึ่งเกี่ยวของกับ กระบวนการพัฒนาของสิ่งมีชีวิตที่เริ่มตนจากเซลลตนกําเนิดเซลลเดียว และกระบวนการแทนที่เซลลที่ เสื่อมสภาพไปโดยเซลลที่แข็งแรงในสิ่งมีชีวิตที่เจริญวัยเต็มที่แลว งานวิจัยเซลลตนตอนี้ยังชวยจุดประกาย ใหนักวิทยาศาสตรไดศึกษาคนควาตอเนื่องถึงความเปนไปไดในการใชเซลลมาชวยรักษาโรคตางๆ โดย เรียกวิทยาการในการนําเซลลมารักษาโรคนี้วา การแพทยทางเลือกใหม หรือการแพทยการสรางอวัยวะ ใหม (Regenerative or Reparative Medicine) ปจจุบันเซลลตนตอเปนสาขาของชีววิทยาที่ไดรับความ สนใจเปนอยางยิ่ง งานวิจัยเซลลตนตอไดชวยตอบคําถามที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตรไดมากมาย และกอใหเกิด การคนพบใหมมากมายเชนเดียวกัน (NIH: Stem Cell Basics, 2008) 2. ประเภทของเซลลตนตอและความสําคัญ เซลลตนตอมีคุณลักษณะที่สําคัญอยูสองประการซึ่งทําใหเซลลตนตอแตกตางและสามารถจําแนก ออกไดจากเซลลทั่วไป ประการแรก เซลลตนตอนี้เปนเซลลที่ไมจําเพาะซึ่งสามารถสรางทดแทนตัวเองขึ้นมา ใหมไดในระยะเวลาอันยาวนานโดยกระบวนการแบงเซลลตัวเองขึ้นมาใหม ประการที่สองคือ เซลลตนตอ สามารถเปลี่ ย นแปลงไปเป น เซลล ช นิ ด จํ า เพาะที่ มี ห น า ที่ พิ เ ศษเฉพาะอย า งภายใต ส ภาวะที่ เ หมาะสม ตัวอยางเชนเซลลที่ทําหนาที่ควบคุมจังหวะการเตนของหัวใจ (Beating Cells) ซึ่งที่อยูที่กลามเนื้อหัวใจ หรือ เซลลที่ทําหนาที่ผลิตอินซูลิน (Insulin-Producing Cells) ซึ่งอยูที่ตับออน นักวิทยาศาสตร ได ให ความสนใจในเซลลตนตอจากสัต วและมนุ ษยอยูสองชนิดซึ่งไดแก เซลล ตนตอจากตัวออน (Embryonic Stem Cells) และเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว (Adult Stem Cells) เซลลตนตอทั้งสองชนิดนี้มีหนาที่และคุณลักษณะที่แตกตางกัน เปนเวลามากกวา 20 ปแลวที่นักวิทยาศาสตรไดคนพบวิธีการในการสกัดแยกและเพาะเลี้ยงเซลล ตนตอจากตัวออนของหนู หลังจากนั้นเปนตนมานักวิทยาศาสตรไดมีการศึกษาคนควาเพิ่มเติมและไดมีการ คนพบใหมๆเกิดขึ้นมากมาย จนกระทั่งในป พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) นักวิทยาศาสตรไดประสบความสําเร็จ ในการสกัดแยกและเพาะเลี้ยงเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยในหองทดลองเปนครั้งแรก และไดเรียกเซลลที่ สกัดแยกไดในครั้งนั้นวา เซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Human Embryonic Stem Cells) ตัวออน มนุษยที่นักวิทยาศาสตรไดนํามาใชในการทดลองครั้งนั้นเปนตัวออนที่เหลือหรือไมตองการจากตัวออนที่ถูก สรางขึ้นมาจากการปฏิสนธิเทียมในหลอดแกว (In Vitro Fertilization) เพื่อจุดประสงคในการแกปญหา ภาวะการมีบุตรยาก ตัวออนที่เหลือนี้เปนตัวออนที่ไดรับมาโดยการบริจาค และผูบริจาคไดแสดงความ ยินยอมในการใหตัวออนมาทําการทดลองดังกลาว เซลลตนตอมีความสําคัญกั บสิ่งมีชีวิ ตดว ยเหตุผลหลายประการ ในตั ว ออนที่มีอายุ 3-5 วัน ซึ่ง เรียกวาระยะบลาสโตซิสต (Blastocyst) นี้ เซลลตนตอในเนื้อเยื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิด -9-
  • 11. จําเพาะหลายชนิดซึ่งจะพัฒนาตอไปเปนหัวใจ ปอด ผิวหนัง และเนื้อเยื่อชนิดอื่นๆ ในเนื้อเยื่อที่ของสัตว เจริญเติบโตเต็มที่แลวบางชนิดเปนตนวา ไขกระดูก ผิวหนัง สมอง เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่ แลวจะสามารถสรางตัวเองขึ้นมาใหมเพื่อทดแทนเซลลท่ถูกทําลายไปจากภาวะการบาดเจ็บหรือเจ็บปวยจาก ี โรคตางๆได นักวิทยาศาสตรไดมีสมมุติฐานและมีความเห็นวาในอนาคตเซลลตนตอจะสามารถนํามาใชในการ รักษาโรคตางๆไดเชน โรคพารกินสัน (Parkinson’s Disease) โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ ดังนั้นจึงมี งานวิจัยที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอเกิดขึ้นมากมาย และนอกจากที่นักวิทยาศาสตรไดทําการทดลองศึกษาถึง ความเปนไปไดในการนําเซลลมารักษาโรคแลว นักวิทยาศาสตรยังไดทําการศึกษาวิจัยถึงความเปนไปไดใน การนําเซลลตนตอมาใชในการทดสอบและคัดเลือกยาชนิดใหม ซึ่งในการที่จะพัฒนาเซลลตนตอเพื่อการ รักษาโรคหรือการทดสอบยาชนิดใหมนั้น คุณลักษณะพื้นฐานสําคัญของเซลลตนตอที่นักวิทยาศาสตรตอง ทําความเขาใจและทําการศึกษาอยางละเอียดลึกซึ้งนั้นไดแก 1) กระบวนการที่เซลลตนตอสามารถคงสภาพเปนเซลลที่ไมจําเพาะและการสรางตัวเองทดแทน ขึ้นมาใหมไดในระยะเวลานาน 2) ปจจัยที่กระตุนและทําใหเซลลตนตอเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะชนิดตางๆ 3. คุณลักษณะพิเศษเฉพาะของเซลลตนตอ เซลลตนตอนั้นแตกตางจากเซลลชนิดอื่นๆในรางกาย โดยที่เซลลตนตอทุกชนิดมีความสามารถใน การแบงตัวและสรางทดแทนตัวเองขึ้นมาใหมในระยะเวลานาน นอกจากนี้เซลลตนตอยังมีคุณสมบัติเปน เซลลที่ไมจําเพาะซึ่งสามารถเปลี่ยนไปเปนเซลลจําเพาะชนิดอื่นๆในรางกายได คุณลักษณะพิเศษเฉพาะ ของเซลลตนตอสรุปไดดังนี้ 3.1 เซลลตนตอเปนเซลลที่ไมจําเพาะ คุ ณลั ก ษณะพื้ น ฐานที่สํ า คัญ ของเซลลตน ตอคื อ เซลลต น ตอไม ไดมี โ ครงสรางหรื อ ลั ก ษณะเป น เนื้อเยื่อจําเพาะที่จะเอื้ออํานวยใหเซลลตนตอทําหนาที่เฉพาะเจาะจง เซลลตนตอไมสามารถทํางานรวมกับ เซลลขางเคียงเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงรางกาย (เชน เซลลกลามเนื้อหัวใจ) เซลลตนตอไมสามารถลําเลียง ออกซิเจนไปเลี้ยงรางกายโดยผานกระแสโลหิตได (เชน เซลลเม็ดเลือดแดง) เซลลตนตอไมสามารถสง กระแสสัญญาณเคมีไฟฟาไปกระตุนเซลลอื่นใหควบคุมการเคลื่อนไหวของรางกาย (เชน เซลลประสาท) อยางไรก็ตามเซลลตนตอที่ไมจําเพาะนี้สามารถเปลี่ยนไปเปนเซลลจําเพาะเพื่อทําหนาที่เฉพาะได ดังเชน เซลลกลามเนื้อหัวใจ เซลลเม็ดเลือดแดง และเซลลประสาท 3.2 เซลลตนตอสามารถแบงตัวเพื่อสรางทดแทนตัวเองขึ้นมาใหมไดเปนระยะเวลานาน เซลลตนตอไมเหมือนเซลลจําเพาะตรงที่มีความสามารถในการแบงตัวเพื่อสรางตัวเองทดแทนขึ้นมา ใหมไดหลายครั้ง ซึ่งเรียกความสามารถในการสรางตัวเองขึ้นมาใหมของเซลลตนตอนี้วา การแพรขยาย - 10 -
  • 12. หรือการเพิ่มจํานวนเซลล (Proliferation) เซลลตนตอสามารถเพิ่มจํานวนจากเซลลเริ่มตนเพียงไมกี่เซลล ไปเปนหลายลานเซลลในระยะเวลาเพียงไมกี่เดือน ถาเซลลที่ถูกสรางจากการเพิ่มจํานวนของเซลลตนตอนี้ ยังมีลักษณะเปนเซลลที่ไมจําเพาะ เซลลที่ถูกสรางขึ้นมาใหมนี้ก็สามารถสรางทดแทนตัวเองขึ้นมาใหมได เชนกัน 3.3 เซลลตนตอสามารถเปลี่ยนไปเปนเซลลจําเพาะชนิดอื่นได กระบวนการที่เซลลตนตอเปลี่ยนไปเปนเซลลชนิดจําเพาะนี้เรียกวา การเปลี่ยนแปลงและพัฒนา เซลลเพื่อไปทําหนาที่ตางๆ หรือ ดิฟเฟอเรนทิเอชัน (Differentiation) นักวิทยาศาสตรพยายามศึกษา ถึงปจจัยทั้งภายในและภายนอกในการทําใหเซลลมีการเปลี่ยนแปลง ปจจัยภายในที่ควบคุมใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงของเซลลคือ ยีนที่กระจายอยูตามสายดีเอ็นเอ ยีนนี้มีรหัสพันธุกรรมที่เปนทําหนาที่เปนกลไก ควบคุมการเปลี่ยนแปลงโครงสรางและการทําหนาที่ของเซลล ปจจัยภายนอกไดแก สารเคมีที่หลั่งมาจาก เซลลอื่นๆ เซลลที่อยูขางเคียง รวมทั้งโมเลกุลของสารประกอบในของเหลวที่อยูรอบลอมเซลล (เชน โมเลกุล ของธาตุอาหารในสารละลายที่ใชเพาะเลี้ยงเซลล) เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวโดยสวนใหญจะเปลี่ยนไปเปนเซลลชนิดจําเพาะตามชนิด ของเนื้ อ เยื่ อ เดิ ม ที่ นํ า มาสกั ด แยกเซลล ต น ตอนั้ น เซลล ต น ตอที่ ส กั ด แยกมาจากไขกระดู ก จะสามารถ เปลี่ยนไปเปนเซลลเม็ดเลือดชนิดตางๆ เชน เซลลเม็ดเลือดแดง เซลลเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด อยางไร ก็ตามงานวิจัยในชวงระยะเวลาสองถึงสามปที่ผานมาไดทําใหเกิดการคนพบวา เซลลตนตอที่สกัดแยกมา จากเนื้อเยื่ อชนิ ดหนึ่ งนั้ นสามารถเปลี่ ย นไปเปน เซลลช นิดจําเพาะที่อยูใ นเนื้อเยื่ อชนิ ดอื่นได โดยเรี ยก ปรากฏการณนี้วา พลาสติซิตี้ (Plasticity) ตัวอยางเชน เซลลตนตอจากไขกระดูกเปลี่ยนไปเปนเซลล ประสาท หรือเซลลตับสามารถเปลี่ยนเปนเซลลที่ผลิตอินซูลินได 4. เซลลตนตอจากตัวออน (Embryonic Stem Cells) 4.1 อายุของตัวออนที่นํามาใชในการสกัดแยกเซลลตนตอ เซลลตนตอจากตัวออนไดรับมาจากตัวออนซึ่งมาจากไขที่ไดรับการปฏิสนธิเทียมในหลอดแกว (In Vitro Fertilization) และผูบริจาคไดใหความยินยอมในการนํามาใชทดลองเทานั้น เซลลตนตอจาก ตัวออนที่เกิดจากการปฏิสนธิโดยธรรมชาติในมดลูกจะไมถูกนํามาใช ตัวออนมนุษยที่จะนํามาใชเพื่อสกัด แยกเซลลตนตอนั้นจะมีอายุประมาณ 4-5 วัน และมีลักษณะเปนเซลลทรงกลมที่ภายในกลวง โดยเรียกตัว ออนที่อยูในระยะนี้วา บลาสโตซิสต (Blastocyst) บลาสโตซิสตจะประกอบดวยโครงสรางสามสวนไดแก โทรโฟบลาส (Trophoblast) เป น โครงสร า งชั้ น นอกสุ ด ที่ อ ยู ล อ มรอบบลาสโตซิ ส ต บลาสโตซี ล (Blastocoel) เปนโครงสร างชั้ นในของบลาสโตซิสต ซึ่งมีลักษณะเปนชองกลวง และ มวลเซลลชั้ นใน (Inner Cell Mass) เปนกลุมเซลลที่ประกอบดวยเซลลจํานวนประมาณ 30 เซลล ซึ่งจะอยูที่ปลายดานหนึ่ง ของ บลาสโตซีล (ดังแสดงในรูปที่ 1) - 11 -
  • 13. รูปที่ 1 โครงสรางของบลาสโตซิสต (ที่มา: KU, 2009) 4.2 การเพาะเลี้ยงเซลลตนตอจากตัวออนในหองทดลอง การเพาะเลี้ยงเซลลในหองทดลอง (Cell Culture) ของเซลลตนตอจะเริ่มจากการสกัดแยกมวล เซลลชั้นในและนํามาใสในจานเพาะเลี้ยงเซลลที่ใสอาหารเลี้ยงเซลล (Culture Medium) ไวแลว (ดังแสดง ในรูปที่ 2) จากนั้นเซลลจะเริ่มแบงตัวและกระจายอยูที่ผิวหนาของจานเพาะเลี้ยงเซลล ดานในของจาน เพาะเลี้ยงเซลลนี้จะถูกเคลือบดวยเซลลตนตอจากผิวหนังของหนูซึ่งไดผานกระบวนการทําปฏิกิริยากับ สารเคมีเพื่อปองกันไมใหเซลลเกิดการแบงตัวอีก ชั้นของเซลลที่นํามาเคลือบไวดานในของจานเพาะเลี้ยง เซลลนี้เรียกวา ชั้นใหอาหาร (Feeder Layer) จุดประสงคของการเคลือบดานในของจานเพาะเลี้ยงเซลลคอ ื ตองการใหผิวดานในของจานเพาะเลี้ยงเซลลมีลักษณะที่เหนียว เพื่อใหมวลเซลลชั้นในสามารถมาเกาะติดที่ ผิวของจานเพาะเลี้ยงเซลลได นอกจากนี้ชั้นใหอาหารจะปลอยสารอาหารหรือแรธาตุที่จําเปนเขาสูอาหาร เลี้ยงเซลลเพื่อใหเซลลตนตอที่นํามาเพาะเลี้ยงเกิดการแบงตัวและเพิ่มจํานวนไดอยางสมบูรณ ปจจุบัน นักวิทยาศาสตรไดพยายามทดลองหาวิธีการเพาะเลี้ยงเซลลเซลลตนตอโดยไมตองมีชั้นใหอาหารที่มาจาก เซลลตนตอของหนู เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ไวรัสหรือโมเลกุลบางชนิดในเซลลของหนูอาจแพรผานเขาไปใน เซลลของมนุษยได - 12 -
  • 14. รูปที่ 2 การสกัดแยกเซลลตนตอจากมวลเซลลชั้นในเพื่อนํามาเพาะเลี้ยงในหองทดลอง (ที่มา: KU, 2009) หลังจากที่เพาะเลี้ยงมวลเซลลชั้นในไวหลายวัน เซลลของมวลเซลลชั้นในจะเพิ่มจํานวนจนกระทั่ง เต็มจานเพาะเลี้ยงเซลล นักวิทยาศาสตรจะแยกเซลลนี้ออกมาจากจานเพาะเลี้ยงเซลลเดิมเพื่อเปลี่ยนถายใส ลงในจานเพาะเลี้ยงเซลลใหม (Subculturing) และจะถูกทําอยางตอเนื่องเปนเวลาหลายเดือน กระบวนการ ยา ยเซลล จ ากจานเพาะเลี้ ย งเซลล เ ดิ ม เพื่ อ ไปใส ใ นจานเพาะเลี้ ย งเซลล ใ หม ใ นแต ล ะครั้ ง จะถู ก เรี ย กว า พาสเสจ (Passage) หลังจากผานไปประมาณ 6 เดือน เซลลตนตอจากมวลเซลลชั้นในที่เริ่มตนจาก 30 เซลล จะเพิ่มจํานวนเปนหลายลานเซลลโดยที่ยังไมเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะชนิดอื่นๆ กลุมเซลล ตนตอจากตัวออน (Embryonic Stem Cell Line) นี้จะถูกแยกออกเปนกลุมเล็กๆเพื่อนําไปแชแข็งเตรียม ไวสําหรับการทดลองตอไปหรือสงไปยังหองทดลองอื่นๆ 4.3 การตรวจสอบในหองทดลองเพื่อพิสูจนและจําแนกเซลลตนตอจากตัวออน ในชวงระหวางการเพาะเลี้ ยงเซลลต นตอจากตัว ออนในหองทดลอง นักวิท ยาศาสตรจะทําการ ตรวจสอบว า เซลล ที่ เ พาะเลี้ ย งได นั้ น มี คุ ณ สมบั ติ พื้ น ฐานที่ เ หมื อ นกั บ เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ น ซึ่ ง เรี ย ก กระบวนการตรวจสอบนี้วาคาแรกเตอไรเซชั่น (Characterization) อยางไรก็ตามนักวิทยาศาสตรที่ศึกษาเกี่ยวกับเซลลตนตอจากตัวออนยังไมสามารถตกลงหาขอสรุป ถึงวิธีการที่เปนมาตรฐานในการตรวจสอบคุณสมบัติของเซลลตนตอได นักวิทยาศาสตรตางใหความเห็นวา วิธีการที่ใชตรวจสอบในปจจุบันยังไมไดเปนวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจสอบคุณสมบัติทางชีววิทยาและหนาที่ - 13 -
  • 15. ของเซลล ต น ตอจากตั ว อ อ น ดั ง นั้ น เพื่ อ ให ก ารตรวจสอบได ผ ลลั พ ธ ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพมากที่ สุ ด นักวิทยาศาสตรจึงใชวิธีตรวจสอบหลายวิธีหลายอยางรวมกัน ซึ่งวิธีการตรวจสอบที่ถูกใชไดแก 1) เพาะเลี้ยงเซลลและแยกเซลลเพื่อเปลี่ยนถายใสลงในจานเพาะเลี้ยงเซลลใหมเปนระยะเวลาหลาย เดือน เพื่อตรวจสอบวาเซลลที่เพาะเลี้ยงไดนี้มีความสามารถในการสรางตัวเองขึ้นมาใหมไดใน ระยะเวลานาน และตรวจสอบวาเซลลนี้ยังมีลักษณะเปนเซลลที่ไมจําเพาะอยู 2) ใชเทคนิคพิเศษในการตรวจสอบการแสดงเครื่องหมายบนผิวเซลล (Surface Markers) ที่ สามารถพบไดบนเซลลที่ไมจําเพาะเทานั้น การตรวจสอบที่สําคัญอีกวิธีคือการตรวจสอบการมีอยู ของโปรตีนที่มีชื่อวา Octamer-4 (Oct-4) ซึ่งเปนโปรตีนที่ถูกสรางจากเซลลที่ไมจําเพาะและเปน ปจจัยที่ควบคุมการเพิ่มจํานวนและพัฒนาการของเซลล (Transcription Factor) 3) ตรวจสอบโครโมโซมผ า นกล อ งจุ ล ทรรศน เ พื่ อ ดู ว า โครโมโซมมี ก ารถู ก ทํ า ลายหรื อ จํ า นวน โครโมโซมมีการเปลี่ยนแปลง แตการตรวจสอบโดยวิธีนี้ไมสามารถบงชี้วาเซลลนั้นมีการกลายพันธุ (Genetic Mutations) หรือไม 4) ตรวจสอบวาเซลลสามารถนํามาถายใสลงในจานเพาะเลี้ยงเซลลใหมหลังจากที่ถูกแชแข็งและ ผานการทําการละลายแลว 5) ตรวจสอบวาเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนไปเปนเซลลจําเพาะชนิด อื่นๆไดเกือบทุกชนิด ซึ่งเรียกคุณสมบัติเชนนี้วา พลูริโพเทนท (Pluripotent) การตรวจสอบเชนนี้ สามารถทําไดโดยวิธีตางๆดังนี้ 5.1) ปลอยใหเซลลมีการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดอื่นตามธรรมชาติโดยไมตองควบคุม 5.2) ควบคุมเซลลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะชนิดที่ตองการ 5.3) ฉีดเซลลเขาไปในหนูทดลองที่ถูกยับยั้งภูมิคุมกันไวแลว เพื่อตรวจสอบการเกิดเนื้องอก ชนิดไมรายแรง (Benign Tumor) ที่เรียกวา เทอราโทมา (Teratoma) เทอราโทมานี้จะ ประกอบดวยกลุมเซลลชนิดจําเพาะทั้งหมดหรือบางสวน ซึ่งจะสามารถใชเปนเครื่องบงชี้วา เซลลตนตอนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดจําเพาะอื่นๆได 4.4 กระบวนการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะชนิดอื่นๆของเซลลตนตอจากตัวออน เมื่อเพาะเลี้ยงเซลลตนตอจากตัวออนไวในจานเลี้ยงเซลลและควบคุมปจจัยตางๆไว เซลลตนตอจาก ตัวออนจะคงสภาพเปนเซลลที่ไมจําเพาะ แตเมื่อเซลลนั้นมาจับตัวรวมกันเปนกลุมที่เรียกวา เอ็มบริออย บอดีส (Embryoid Bodies) เซลลจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะชนิดอื่นเชน เซลลกลามเนื้อ และ เซลลประสาท (ดังแสดงในรูปที่ 3) - 14 -
  • 16. รูปที่ 3 การเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากตัวออนไปเปนเซลลจาเพาะชนิดอื่นๆ ํ (ที่มา: Kochar, 2004) นักวิทยาศาสตรไดพยายามควบคุมการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดอื่นๆที่ตองการโดยวิธีตางๆ เช น การเปลี่ ย นองค ป ระกอบทางเคมี ใ นอาหารเลี้ ย งเซลล การเปลี่ย นชั้น ให อ าหารที่ เ คลื อ บไว ใ นจาน เพาะเลี้ยงเซลล การดัดแปลงเซลลโดยใสยีนพิเศษบางชนิด จากการวิจัยหลายปที่ผานมา นักวิทยาศาสตร ไดป ระสบความสําเร็ จในการคน พบวิ ธี ก ารเพื่อ ควบคุมการเปลี่ย นแปลงโดยตรงหรื อเรียกวา ไดเรคท ดิฟเฟอเรนทิเอชัน (Directed Differentiation) ของเซลลตนตอจากตัวออนไปเปนเซลลจําเพาะชนิดอื่น บางชนิด (ดังแสดงในรูปที่ 4) ซึ่งถานักวิทยาศาสตรสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากตัว - 15 -
  • 17. ออนไปเปนเซลลชนิดอื่นไดโดยสมบูรณแลว ในอนาคตโรคบางชนิดเชน โรคพารกินสัน โรคเบาหวาน และ โรคหัวใจ ก็จะสามารถรักษาใหหายไดโดยการปลูกถายเซลลจําเพาะชนิดที่จําเปนในการรักษาใหกับผูปวย รูปที่ 4 ไดเรคท ดิฟเฟอเรนทิเอชัน (Directed Differentiation) (ที่มา: NIH: Stem Cell Basics, 2008) - 16 -
  • 18. 5. เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว (Adult Stem Cells) เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวเปนเซลลที่ไมจําเพาะซึ่งพบไดทามกลางเซลลชนิดจําเพาะ ในเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่สามารถสรางทดแทนตัวเองขึ้นมาใหมไดและ สามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดจําเพาะไดบางชนิด หนาที่หลักของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัย เต็มที่แลวในสิ่งมีชีวิตคือรักษาและซอมแซมเนื้อเยื่อในสวนที่พบเซลลตนตอนั้น นักวิทยาศาสตรบางคนได เรียกเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลววาเซลลตนตอจากรางกาย (Somatic Stem Cell) และยัง ไมมีใครคนพบจุดกําเนิดของในเนื้อเยื่อของเซลลตนตอประเภทนี้ ปจจุบันนักวิทยาศาสตรคนพบเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวในเนื้อเยื่อประเภทตางๆ มากขึ้น การคนพบนี้ไดสรางความหวังใหกับนักวิทยาศาสตรถึงความเปนไปไดในการนําเซลลตนตอจาก เซลลที่เจริญวัยเต็มที่มาปลูกถายใหกับผูปวย ในความเปนจริงแลวเซลลตนตอที่ทําหนาที่สรางเลือดจากไข กระดู ก ได ถู ก ใช ป ลู ก ถ า ยมากกว า 30 ป แ ล ว เซลล ต น ตอจากเซลล ที่ เ จริ ญ วั ย เต็ ม ที่ แ ล ว บางชนิ ด มี ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลอื่นๆไดหลายชนิดภายใตสภาวะที่เหมาะสม เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวนั้นไดถูกคนพบเปนครั้งแรกเมื่อ 40 ปที่แลว ในป พ.ศ. 2503 (ค.ศ. 1960) นักวิจัยไดคนพบวาไขกระดูกประกอบดวยเซลลตนตอสองชนิด กลุมแรกเรียกวาเซลล ตนตอเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cells) ซึ่งทําหนาที่สรางเซลลเม็ดเลือดทุกชนิดในรางกาย กลุม ที่สองเรียกวาเซลลจากไขกระดูกในชั้นสตอรมาล (Bone Marrow Stromal Cells) ซึ่งถูกคนพบ หลังจากเซลลกลุมแรกประมาณ 2-3 ป และเซลลกลุมนี้จะทําหนาที่สรางกระดูก กระดูกออน ไขมัน และ เนื้อเยื่อเสนใย (Fibrous Connective Tissue) 5.1 แหลงที่มาและหนาที่ของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวนี้สามารถพบไดในอวัยวะและเนื้อเยื่อหลายชนิด จุดสําคัญ ที่ควรทําความเขาใจเกี่ยวกับเซลลตนตอประเภทนี้คือ ในเนื้อเยื่อแตละชนิดจะมีเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญ วัยเต็มที่แลวจํ านวนนอยมาก เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวจะสามารถพบไดในบริเวณแค บางสวนของเนื้อเยื่อและจะคงสภาพเปนเซลลที่ยังไมมีการแบงตัวเปนระยะเวลาหลายปจนกระทั่งไดรับการ กระตุนโดยโรคหรือการบาดเจ็บที่สงผลตอเนื้อเยื่อสวนนั้น เนื้อเยื่อที่มีการรายงานการคนพบเซลลตนตอจาก เซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวไดแก สมอง ไขกระดูก กระแสเลือด (Peripheral Blood) หลอดเลือด กลามเนื้อ โครงราง (Skeletal Muscle) ผิวหนัง และตับ นักวิทยาศาสตรไดพยายามหาวิธีเพาะเลี้ยงและควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากเซลลที่ เจริญวัยเต็มที่แลวในหองทดลองไปเปนเซลลจําเพาะชนิดตางๆที่ตองการเพื่อใชในการรักษาโรคหรืออาการ บาดเจ็ บ ตั ว อย า งของการรั ก ษาโดยใช เ ซลล ต น ตอชนิ ด นี้ ไ ด แ ก การปลู ก ถ า ยเซลล ที่ ผ ลิ ต โดปามี น (Dopamine-Producing Cells) ลงในสมองของผูปวยที่เปนโรคพารกินสัน การปลูกถายเซลลที่ผลิตอินซูลิน (Insulin-Producing Cells) ใหกับผูปวยดวยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 (Type I Diabetes) และการซอมแซม - 17 -
  • 19. กลามเนื้อหัวใจในผูปวยที่มีโอกาสเกิดอาการกลามเนื้อหัวใจวาย (Heart Attack) ดวยเซลลกลามเนื้อหัวใจ (Cardiac Muscle Cells) 5.2 การตรวจสอบในหองทดลองเพื่อพิสูจนและจําแนกเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวั ย เต็มที่แลว นักวิทยาศาสตรยังไมสามารถตกลงหาขอสรุปถึงเกณฑมาตรฐานในการพิสูจนและจําแนกเซลล ต น ตอจากเซลล ที่ เ จริ ญ วั ย เต็ ม ที่ แ ล ว อย า งไรก็ ต ามนั ก วิ ท ยาศาสตร ส ว นใหญ จ ะเลื อ กแนวทางในการ ตรวจสอบตามวิธีหนึ่งหรือมากกวาจากสามวิธีดังตอไปนี้ 1) ทําเครื่องหมายกับเซลลตนตอที่อยูที่เนื้อเยื่อโดยใชเครื่องหมายโมเลกุล (Molecular Marker) แลวติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นวาเซลลตนตอเปลี่ยนไปเปนเซลลจําเพาะชนิดใด 2) สกัดแยกเซลลตนตอจากสิ่งมีชีวิตเพื่อนํามาเพาะเลี้ยงในหองทดลอง จากนั้นปลูกถายกลุมเซลล นั้นใหกับสิ่งมีชีวิตตัวใหม เพื่อตรวจสอบวากลุมเซลลนั้นสามารถกลับมารวมตัวกันที่เนื้อเยื่อตน กําเนิดชนิดเดิม 3) สกัดแยกเซลลตนตอจากสิ่งมีชีวิตแลวนํามาเพาะเลี้ยงในหองทดลอง ใสปจจัยที่ควบคุมการ เจริญเติบโตตาง ๆ (Growth Factors) หรือใสยีนชนิดใหมเพื่อควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลล เพื่อตรวจสอบดูชนิดของเซลลที่เปลี่ยนแปลงไป เซลล ตน ตอจากเซลลที่เจริญวั ย เต็มที่ แลว หนึ่งเซลล จะสามารถสรางกลุ มเซลลที่มีลัก ษณะทาง พันธุกรรมเหมือนกับเซลลตนกําเนิดได และเรียกกลุมเซลลนี้วา โคลน (Clone) กลุมเซลลนี้จะสามารถ เปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดจําเพาะที่เหมาะสมของเนื้อเยื่อได โดยเมื่อเร็วๆนี้นักวิทยาศาสตรไดประสบ ความสําเร็จในการใสไวรัสบางชนิดเขาไปในโคลนจากเซลลตนตอเพื่อควบคุมใหเซลลสรางตัวเองขึ้นมาใหม และไปซอมแซมเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ 5.3 การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวเพื่อไปทํา หนาที่ตางๆ เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวจากเนื้อเยื่อหลายๆชนิดสามารถพัฒนาไปสูกระบวนการ การเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาไปเปนเซลลชนิดที่จําเพาะสําหรับเนื้อเยื่อชนิดนั้นๆเพื่อทําหนาที่โดยวิธีปกติ ได (Normal Differentiation) อยางไรก็ตามเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวจากเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งก็ สามารถเปลี่ยนไปเปนเซลลชนิดจําเพาะของเนื้อเยื่อชนิดอื่นได ซึ่งเรียกความสามารถนี้วา ทรานสดิฟเฟอ- เรนทิเอชัน (Transdifferentiation) หรือ พลาสติซิตี้ (Plasticity) 1) การเปลี่ยนแปลงเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวไปเปนเซลลจําเพาะโดยกระบวนการ ปกติ (Normal Differentiation) เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวในสิ่งมีชีวิตสามารถแบงตัว - 18 -
  • 20. ไดเปนระยะเวลานานและเปลี่ยนไปเปนเซลลที่มีโครงสราง รูปราง คุณลักษณะ และหนาที่จําเพาะ ตามชนิดของเนื้อเยื่อที่เปนตนกําเนิดของเซลลตนตอนั้น (ดังแสดงในรูปที่ 5) ตัวอยางเชน รูปที่ 5 การเปลี่ยนแปลงเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวไปเปนเซลลจําเพาะ โดยกระบวนการปกติ (Normal Differentiation) (ที่มา: NIH: Stem Cell Basics, 2008) 1.1) เซลลตนตอเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cells) เปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลเม็ด เลือดไดทุกชนิดซึ่งไดแก • เซลลเม็ดเลือดแดง บีลิมโฟไซต (B Lymphocytes) • ทีลิมโฟไซต (T Lymphocytes) • เซลลเพชฌฆาต (Natural Killer Cells) • นิวโทรฟล (Neutrophils) • บาโซฟล (Basophils) • อีโอสิโนฟล (Eosinophils) • โมโนไซต (Monocytes) • มาโครฟาจ (Macrophages) • เกล็ดเลือด (Platelets) - 19 -
  • 21. 1.2) เซลลจากไขกระดูกในชั้นสตอรมาล (Bone Marrow Stromal Cells) หรือเซลลตนตอ ชนิดมีเซ็นไคมอล (Mesenchymal Stem Cells) สามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิด ตางๆไดแก • เซลลกระดูกหรือออสติโอไซต (Osteocytes) • เซลลกระดูกออนหรือคอนโดรไซต (Chondrocytes) • เซลลไขมันหรือเซลลอะดิโปไซต (Adipocytes) • เซลลเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (Connective Tissue Cells) ชนิดตางๆ เชน เซลลที่อยู ที่เสนเอ็น (Tendons) 1.3) เซลลตนตอประสาท (Neural Stem Cells) ในสมองสามารถเปลี่ยนไปเปนเซลลชนิด จําเพาะไดสามชนิดไดแก • เซลลประสาทหรือนิวรอน (Neurons) • เซลลชนิด Non-Neuronal อีกสองชนิด ซึ่งไดแก แอสโทรไซต (Astrocytes) และโอลิโกเดนโดรไซต (Oligodendrocytes) 1.4) เซลลตนตอชั้นอีพิทีเลียล (Epithelial Stem Cells) ซึ่งอยูในโครงสรางเยื้อบุชั้นในของ ระบบทางเดินอาหาร สามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดจําเพาะไดหลายชนิดเชน • เซลลดูดซึม (Absorptive Cells) • เซลลกอบเลท (Goblet Cells) • พาเนทเซลล (Paneth Cells) • เซลลชนิดเอ็นเตอโรเอ็นโดครีน (Enteroendocrine Cells) 1.5) เซลลตนตอจากผิวหนังในชั้นอีพิเดอมิส (Epidermis) และที่ชั้นลางสุดของรูขุมขน (Hair Follicles) เซลลตนตอจากผิวหนังในชั้นอีพิเดอมิสสามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเคราติ- โนไซต (Keratinocytes) ซึ่งจะยายไปอยูที่ผิวชั้นบนสุดของผิวหนังเพื่อทําหนาที่เปนชั้น ปกปอง สวนเซลลตนตอจากรูขุมขนจะสามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนรูขุมขนและอีพิเดอมิส 2) การเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวจากเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งไปเปนเซลล ชนิดจําเพาะของเนื้อเยื่อชนิดอื่น (Plasticity and Transdifferentiation) เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญ วัยเต็มที่แลวบางชนิดเปนพลูริโพเทนท (Pluripotent) นั่นคือมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนไปเปนเซลล จํ า เพาะชนิ ด อื่ น ๆได ห ลายชนิ ด ซึ่ ง เรี ย กคุ ณ สมบั ติ เ ช น นี้ ว า พลาสติ ซิ ตี้ (Plasticity) หรื อ ทรานสดิฟเฟอเรนทิเอชัน (Transdifferentiation) (ดังแสดงในรูปที่ 6) - 20 -
  • 22. รูปที่ 6 การเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มทีแลวจากเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งไปเปนเซลล ่ ชนิดจําเพาะของเนื้อเยื่อชนิดอื่น (Plasticity and Transdifferentiation) (ที่มา: NIH: Stem Cell Basics, 2008) ตัวอยางจากงานวิจัยที่ผานมาเชน 2.1) เซลลตนตอเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cells) เปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลประสาท ไดทั้งสามชนิด (นิวรอน แอสโทรไซต และโอลิโกเดนโดรไซต) หรือเปลี่ยนแปลงไปเปน เซลลกลามเนื้อโครงราง เซลลกลามเนื้อหัวใจ หรือเซลลตับ 2.2) เซลลจากไขกระดูกในชั้นสตอรมาล (Bone Marrow Stromal Cells) สามารถเปลี่ยน แปลงไปเปนเซลลกลามเนื้อหัวใจ หรือเซลลกลามเนื้อโครงราง 2.3) เซลลตนตอจากสมองสามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลเม็ดเลือด หรือเซลลกลามเนื้อ โครงราง - 21 -
  • 23. 5.4 ปญหาสําคัญที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว ถึงแมวานักวิทยาศาสตรไดประสบความสําเร็จในการคนพบเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่ แลว อยางไรก็ตามนักวิทยาศาสตรยังไมสามารถเขาใจอยางถองแทในตนกําเนิดและกระบวนการทํางานของ เซลลตนตอชนิดนี้ ยังมีคําถามสําคัญอีกหลายขอที่นักวิทยาศาสตรตองทดลองศึกษาคนหาเพิ่มเติมเพื่อหา คําตอบตอไป ซึ่งคําถามสําคัญเหลานี้ไดแก 1) เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวมีทั้งหมดกี่ชนิด และอยูในเนื้อเยื่อชนิดใดบาง 2) ตนกําเนิดของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวคืออะไร และทําไมเซลลตนตอชนิดนี้จึง สามารถคงสภาพที่ ไ ม เ ปลี่ ย นแปลงไปเป น เซลล จํ า เพาะชนิ ด อื่ น ๆ ในขณะที่ เ ซลล ร อบข า งนั้ น เปลี่ยนแปลงไป 3) เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวมีความสามารถในการเปลี่ยนไปเปนเซลลชนิดจําเพาะ ของเนื้อเยื่อชนิดอื่นโดยธรรมชาติ หรือเปนเพราะนักวิทยาศาสตรไดควบคุมปจจัยที่สงผลใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงนั้น นอกจากนี้อะไรคือปจจัยและตัวกระตุนใหเซลลตนตอชนิดนี้แบงตัวสรางตัวเอง เพิ่มขึ้นและเปลี่ยนไปเปนเซลลชนิดจําเพาะอื่นๆ 4) มีความเปนไปไดหรือไมที่สามารถควบคุมใหเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวสราง ตัวเองเพิ่มขึ้นจนเพียงพอตอการปลูกถายลงในเนื้อเยื่อ 5) มีความเปนไปไดหรือไมที่เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวชนิดหนึ่งสามารถเปลี่ยนไป เปนเซลลจําเพาะในเนื้อเยื่ออื่นๆไดทุกชนิด เชนเซลลตนตอจากไขกระดูกหรือจากกระแสโลหิต 6) อะไรเปนปจจัยที่กระตุนใหเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวยายไปซอมแซมบริเวณ เนื้อเยื่อที่ถูกทําลายหรือไดรับบาดเจ็บ 6. ความเหมือนและความแตกตางระหวางเซลลตนตอจากตัวออนและเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญ  วัยเต็มที่แลว เซลลตนตอจากตัวออนมนุษยและเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวนั้นมีขอไดเปรียบและ เสียเปรียบในเรื่องของความสามารถในการนําเซลลมาชวยรักษาโรคตางๆ นอกจากนี้เซลลตนตอทั้งสอง ประเภทนี้ยังมีความแตกตางในเรื่องจํานวนและชนิดของเซลลจําเพาะที่เกิดจากการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของ เซลลตนตอ เซลลตนตอจากตัวออนสามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะไดเกือบทุกชนิดในรางกาย ซึ่ง เรียกคุณสมบัติเชนนี้วา พลูริโพเทนท (Pluripotent) เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวจะสามารถ เปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะไดบางชนิดขึ้นกับประเภทของเนื้อเยื่อที่เปนตนกําเนิดของเซลลตนตอนั้น อยางไรก็ตาม เซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวบางชนิดก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะ ชนิดอื่นๆไดหลายชนิด ซึ่งเรียกคุณสมบัติเชนนี้วา พลาสติซิตี้ (Plasticity) เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นสามารถเพาะเลี้ ย งและเพิ่ ม จํ า นวนขึ้ น อย า งมากมายได ในขณะที่ นักวิทยาศาสตรยังไมประสบความสําเร็จในการเพาะเลี้ยงเพิ่มจํานวนเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่ - 22 -
  • 24. แลวในหองทดลอง ซึ่งในการรักษาโรคดวยการใชเซลลนั้นจะตองมีเซลลจํานวนมากเพียงพอเพื่อที่จะนํามา ปลูกถายใหกับผูปวย ขอไดเปรียบที่สําคัญอีกประการของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวคือ ชวยลดปญหาการ ตอตานจากภูมิคุมกันและชวยหลีกเลี่ยงการใชยายับยั้งภูมิคุมกันในผูปวยเมื่อใชเซลลรักษาโรค เพราะการ นําเซลลตนตอของผูปวยมาเพาะเลี้ยงและนํากลับไปปลูกถายใหกับผูปวยเพื่อรักษานั้น เซลลที่ปลูกถายจะ ไมถูกตอตานจากภูมิคุมกันของผูปวยเพราะเปนเซลลของผูปวยเอง ในขณะที่เซลลตนตอจากตัวออนมนุษย ที่รับมาจากผูบริจาคนั้นอาจเกิดการตอตานจากภูมิคุมกันเมื่อนํามาปลูกถายใหกับผูปวย 7. ประโยชนของเซลลตนตอจากมนุษยและอุปสรรคของการนํามาประยุกตใชทางการแพทย การศึกษาเกี่ยวกับเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยไดใหขอมูลที่เกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการที่ ซับซอนของพัฒนาการมนุษย จุดมุงหมายหลักของการศึกษาคือการทําความเขาใจและศึกษากระบวนการ เปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะของเซลลตนตอ ซึ่งนักวิทยาศาสตรไดเรียนรูวาการเปลี่ยนแปลงนี้ถูก ควบคุมโดยการทํางานและการแสดงออกของยีนพันธุกรรมภายในเซลล โรคหรืออาการที่รายแรงบางอยาง เชนมะเร็งและโรคที่ผิดปกติแตกําเนิดนั้น เกิดจากความผิดปกติของการแบงตัวและการเปลี่ยนแปลงของ เซลล การทําความเขาใจในเรื่องของการควบคุมการทํางานของยีนและโมเลกุลจะทําใหไดรูถึงปญหาและ กระบวนการเกิดโรค รวมทั้งอาจคนพบวิธีใหมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการรักษาโรค อุปสรรคสําคัญของ การนําเซลลตนตอมาใชในการรักษาโรคคือการที่นักวิทยาศาสตรยังไมสามารถเขาใจไดอยางถองแทถึง ปจจัยที่เปนตัวกระตุนและควบคุมการทํางานของยีนซึ่งสงผลใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล เซลลตนตอจากมนุษยสามารถนํามาใชในการทดลองประสิทธิภาพและความปลอดภัยของยาชนิด ใหม ตัวอย างเชนกลุ มเซลลม ะเร็งสามารถนํามาใชในการคัดเลื อกยาที่ใชต อตานเนื้ องอก (Anti-Tumor Drugs) อยางไรก็ตามเพื่อใหการคัดเลือกยาเปนไปอยางมีประสิทธิภาพ สภาวะและปจจัยแวดลอมตางๆใน การคั ด เลื อ กยาแต ล ะชนิ ด จะต อ งมี ลั ก ษณะที่ เ หมื อ นกั น ดั ง นั้ น นั ก วิ ท ยาศาสตร จึ ง ต อ งควบคุ ม การ เปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอไปเปนเซลลจําเพาะที่ตองการเพื่อการทดลองใหไดอยางแมนยํา แตอุปสรรคที่ สําคัญคือการศึกษาที่มีอยูในปจจุบันยังไมเพียงพอที่จะทําใหนักวิทยาศาสตรเขาใจอยางถองแทถึงปจจัยที่ ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลลต นตอ ดังนั้นการควบคุมการเปลี่ยนแปลงของเซลล ตนตอเปนเซลล จํ า เพาะที่ มี คุ ณ ลั ก ษณะที่ เ หมื อ นกั น ทุ ก อย า งเพื่ อ ใช ใ นการคั ด เลื อ กยานั้ น จึ ง ยั ง ไม ส ามารถทํ า ได อ ย า ง ประสิทธิภาพ การประยุกตใชทางการแพทยที่สําคัญอีกอยางของเซลลตนตอคือการนํามาใชในการปลูกถายใหกับ ผูปวยเพื่อรักษาโรค เซลลตนตอเปนแหลงสําคัญที่สามารถสรางเพิ่มจํานวนและเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลล จําเพาะที่ตองการเพื่อปลูกถายแทนที่เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บหรือเปนโรคในผูปวยตัวอยางเชน โรคพารกินสัน (Parkinson’s Disease) โรคอัลไซเมอร (Alzheimer’s Disease) อาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคขอเสื่อม (Osteoarthritis) และโรคขออักเสบรูมาตอยด (Rheumatoid Arthritis) (รูปที่ 7 - 23 -
  • 25. และ 8 แสดงการปลูกถายเซลลตนตอใหกับผูปวยโดยใชเซลลตนตอจากตัวออนและเซลลตนตอจากเซลลที่ เจริญวัยเต็มที่แลว ตามลําดับ) รูปที่ 7 การปลูกถายเซลลตนตอใหกบผูปวยโดยใชเซลลตนตอจากตัวออน ั  (ที่มา: KU, 2009) - 24 -
  • 26. รูปที่ 8 การปลูกถายเซลลตนตอใหกบผูปวยโดยใชเซลลตนตอจากเซลลทเจริญวัยเต็มที่แลว ั  ี่ (ที่มา: KU, 2009) ตัวอยางของการประยุกตใชกรณีนี้ไดแก การสรางเพิ่มจํานวนเซลลกลามเนื้อหัวใจในหองทดลอง เพื่อนําไปปลูกถายใหกับผูปวยดวยโรคหัวใจเรื้อรัง งานวิจัยที่ผานมาในหนูทดลองพบวาเซลลตนตอจากไข กระดูกเมื่อนําไปปลูกถายลงในเนื้อเยื่อหัวใจที่ถูกทําลายไปแลว สามารถชวยฟนฟูและซอมแซมเนื้อเยื่อ หัวใจที่ถูกทําลายได งานวิจัยอีกชิ้นไดแสดงใหเห็นวาเซลลตนตอจากตัวออนหรือเซลลตนตอจากไขกระดูก สามารถควบคุมใหเปลี่ยนไปเปนเซลลกลามเนื้อหัวใจได (ดังแสดงในรูปที่ 9) - 25 -
  • 27. รูปที่ 9 การซอมแซมกลามเนื้อหัวใจโดยการใชเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวของหนูทดลอง  (ที่มา: NIH: Stem Cell Basics, 2008) ในการที่จะนําเซลลมาประยุกตใชในการรักษาโรคนั้น นักวิทยาศาสตรจําเปนที่จะตองควบคุมการ เปลี่ ย นแปลงของเซลล ใ ห ไ ด อ ย า งถู ก ต อ งแม น ยํ า เซลล ที่ จ ะนํ า มาใช ใ นการปลู ก ถ า ยเพื่ อ ให ผ ลที่ มี ประสิทธิภาพทางการแพทยนั้นจะตองมีคุณสมบัติดังตอไปนี้ 1) สามารถเพิ่มจํานวนไดมากมายและเพียงพอตอการสรางเนื้อเยื่อ 2) สามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลที่ตองการได 3) สามารถอยูรอดไดในรางกายของผูปวยหลังจากที่ปลูกถายใหกับผูปวยแลว 4) สามารถรวมตัวกับเนื้อเยื่อของผูปวยภายหลังจากการปลูกถายแลว 5) สามารถทําหนาที่เปนปกติในรางกายตลอดชีวิตของผูปวย 6) ไมเปนอันตรายหรือกอใหเกิดอาการผิดปกติกับผูปวยเมื่อปลูกถายใหกับผูปวยแลว  - 26 -
  • 28. 8. เซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนทซึ่งมีความจําเพาะกับโรคหรือมีความจําเพาะกับผูปวย การพัฒนาเซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนทใหมีความจําเพาะกับโรคหรือมีความจําเพาะกับผูปวย (Disease-Specific or Patient-Specific Pluripotent Stem Cells) นั้นจะกอใหเกิดประโยชนอยางมากมาย ประการแรกเซลลตนตอชนิดนี้สามารถนํามาใชเปนเครื่องมือในการศึกษากลไกของโรคในมนุษย รวมทั้ง นํามาใชในการทดลองและทดสอบยาชนิดใหมที่จะนํามาใชรักษาโรค ประโยชนอีกประการคือการนําเซลล ต นตอซึ่ งมี ค วามจํ า เพาะกับ ผู ป ว ยมาใชใ นการบําบั ดรัก ษาโรคโดยเฉพาะการปลูกถา ยใหกับ ผู ป ว ยนั้ น รางกายของผูปวยจะจดจําและยอมรับเซลลซึ่งนํามาปลูกถายนี้ได จึงสามารถลดปญหาของการเกิดอาการ ตอตาน (Rejection) หรืออาการขางเคียงของการกดภูมิคุมกัน (Immunosuppression) เพราะเซลลที่นํามา นั้นเปนสวนหนึ่งของรางกายผูปวย (ISSCR, 2008) 9. การสรางเซลลตนตอจากตัวออนโดยการใชเทคนิคการยายฝากนิวเคลียส เทคนิคการยายฝากนิวเคลียส (Nuclear Transfer) เปนวิธีการหนึ่งที่สามารถนํามาใชในการ สรางเซลลตนตอจากตัวออนใหมีความจําเพาะกับผูปวยหรือมีความจําเพาะกับโรค โดยการสกัดแยก นิวเคลียสรวมทั้งสารพันธุกรรมทั้งหมดซึ่งมีแตเดิมในไขออก และนํานิวเคลียสจากเซลลของผูบริจาคมาใสใน ไขแทน จากนั้นทําการกระตุนใหไขนี้มีการพัฒนาไปในกระบวนการเชนเดียวกับการสืบพันธุคือใหเกิดการ แบงตัวและเขาสูระยะบลาสโตซิสตซึ่งเปนระยะที่สามารถสกัดแยกเซลลตนตอจากตัวออนได (ดังแสดงในรูป ที่ 10) เทคนิคการยายฝากนิวเคลียสนี้ใหผลที่มีประสิทธิภาพที่ดีเมื่อทําการทดลองกับเซลลของสัตวบางชนิด อยางเชนหนู แตการทดลองกับเซลลของมนุษยในปจจุบันยังไมประสบผลสําเร็จ บลาสโตซิสตที่ไดจากการใชเทคนิคการยายฝากนิวเคลียสนี้จะไมสามารถพัฒนาตอไปเปนสิ่งมีชีวิต ถาไมไดรับการฝงตัวลงในมดลูก แตถาบลาสโตซิสตไดรับการฝงตัวและเกิดเปนสิ่งมีชีวิต กระบวนการเกิด สิ่งมีชีวิตเชนนี้จะเรียกวา การโคลนเพื่อการสืบพันธุ (Reproductive Cloning) ซึ่งจากการทดลองในสัตว พบวาการโคลนเพื่อการสืบพันธุนี้ไมเพียงไมไดผลที่มีประสิทธิภาพ แตยังเปนอันตรายและมีความเสี่ยงสูง - 27 -
  • 29. รูปที่ 10 เปรียบเทียบการสรางบลาสโตซิสตโดยการสืบพันธุตามธรรมชาติกับการยายฝากนิวเคลียส  (ที่มา: ISSCR, 2008) 10. อินดิวสพลูริโพเทนทเซลลหรือไอพีเอสเซลล การสรางอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลลหรือไอพีเอสเซลล (Induced Pluripotent Stem Cells (iPS Cells)) เปนอีกวิธีการหนึ่งที่สามารถนํามาใชในการสรางเซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนทซึ่งมี ความจําเพาะกับผูปวยหรือมีความจําเพาะกับโรคได กระบวนการสรางไอพีเอสเซลลจะเกิดจากการนําเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวมาทําการเหนี่ยวนําหรือ เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติใหเปนพลูริโพเทนท ซึ่งคือความสามารถในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดอื่นๆใน รางกายได ในอีกแงหนึ่งการสรางไอพีเอสเซลลคือการนําเซลลซึ่งมีหนาที่จําเพาะในรางกายตัวอยางเชน เซลลผิวหนัง มาเปลี่ยนคุณสมบัติใหมีลักษณะเปนเซลลชนิดที่ไมจําเพาะคลายกับเซลลตนตอจากตัวออน เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นและไอพี เ อสเซลล มี คุ ณ ลั ก ษณะที่ เ หมื อ นกั น หลายประการเป น ต น ว า ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลของอวัยวะทุกชนิดในรางกายได แตเซลลทั้งสองชนิดนี้ไมไดมี คุณสมบัติที่เหมือนกันทุกประการ การสรางไอพีเอสเซลลของมนุษยไดมีการรายงานเปนครั้งแรกในชวงปลายป พ.ศ. 2550 โดยไอพี เอสเซลล นี้ถู กสรางโดยการใชไวรั สเป นพาหะในการนําชุดของยี นซึ่งประกอบดวยยีนสามถึงสี่ช นิดที่มี - 28 -
  • 30. ความสําคัญและพบในเซลลตนตอจากตัวออนเขาไปใหกับยีนที่อยูในเซลลของเซลลจําเพาะที่เจริญวัยเต็มที่ แลว โดยไวรัสนี้จะแพรเขาไปที่ยีนของเซลลและทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีเอ็นเออยางถาวร ในแต ขั้นตอนของการเปลี่ยนคุณสมบัติเซลลนั้น นักวิทยาศาสตรจะใชความระมัดระวังเปนอยางยิ่งดวยเหตุผลบาง ประการ ประการแรก ดีเอ็นเอที่ถูกใสเขาไปในเซลลนั้นอาจจะมีผลทําใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของยีนที่มีอยู แตแรกในเซลล ตัวอยางเชนไปเปลี่ยนยีนที่ทําหนาที่ปองกันการเกิดมะเร็ง เปนผลใหเซลลมีโอกาสเกิดเปน เนื้องอก อีกประการหนึ่งคือ ถึงแมวายีนที่ถูกใสเขาไปในเซลลนั้นจะหยุดการทําหนาที่และปลอยใหยีนที่มีอยู ในเซลลแตเดิมกลับมาทํางานอีกครั้งหลังจากที่การเปลี่ยนคุณสมบัติเสร็จสิ้นแลว นักวิทยาศาสตรก็ยังมี ความกังวลวายีนที่ถูกใสเขาไปในเซลลจะถูกกระตุนใหทํางานอีกครั้งหรืออาจกอใหเกิดผลบางประการกับ เซลล ดวยเหตุผลเชนนี้นักวิทยาศาสตรจากทั่วทุกมุมโลกจึงพยายามทดลองและคนหาวิธีการอื่นๆในการ กระตุ น การเปลี่ ย นคุ ณ สมบั ติ ข องเซลล ซึ่ ง ในป จ จุ บั น นั ก วิ ท ยาศาสตร ไ ด ค น พบวิ ธี ก ารใหม ที่ เ รี ย กว า รีคอมบิแนนทโปรตีน (Recombinant Proteins) ในการสรางไอพีเอสเซลลใหมีความปลอดภัยมากขึ้นเพื่อทํา ใหเซลลเหลานั้นมีความเหมาะสมในการนํามาใชบําบัดรักษาโรคของมนุษย โดยนักวิทยาศาสตรไดทดลอง นําไฟโบรบลาส (Fibroblasts) ซึ่งเปนเซลลที่มีอยูมากมายและพบไดในสวนของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอยางเชน ในกระดูกออน มาแชในในสารละลายโปรตีนเพื่อใหเกิดการกระตุนและพัฒนายอนกลับไปเปนเหมือนเซลล ตนตอจากตัวออน ในการทดสอบไอพีเอสเซลลที่ไดจากการทดลองพบวาเซลลเหลานี้มีคุณสมบัติเหมือนกับ เซลลตนตอจากตัวออนหลายประการ รวมทั้งมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะไดหลาย ชนิดเปนตนวา เซลลที่ทําหนาที่ควบคุมจังหวะการเตนของหัวใจ (Beating Heart Cells) เซลลกลามเนื้อ เซลลประสาท และเซลลตับออน (Fikes, 2009) อยางไรก็ตามกลไกของการเกิดไอพีเอสเซลลยังไมเปนที่เขาใจอยางถองแทในปจจุบัน นักวิจัยยังคง ทําการทดลองเพื่อหาคําตอบในกระบวนการเปลี่ยนคุณสมบัติของเซลลรวมทั้งวิธีการที่มีประสิทธิภาพและ นาเชื่อถือไดในการกระตุนเซลลใหเกิดการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้จะตองแนใจวาไอพีเอสเซลลนั้นมีความ ปลอดภัยเพียงพอที่จะนําไปใชในการบําบัดรักษาผูปวย - 29 -
  • 31. การนําเซลลตนตอมาประยุกตใชในทางการแพทย 1. การประยุกตใชเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวในทางการแพทย (ISSCR, 2008) ในปจจุบันเซลลตนตอจากเลือดไดถูกนํามาใชในการบําบัดรักษาโรคมากที่สุด การรักษาโดยใชเซลล ตนตอจากเลือดนี้ไดมีมามากกวา 50 ปแลว แพทยผูทําการรักษาจะถายโอนเซลลตนตอจากเลือดใหกับ ผูปวยโดยการปลูกถายไขกระดูก ทุกวันนี้เทคนิคกาวหนาใหมๆในการสกัดแยกและเก็บรวบรวมเซลลตนตอ จากเลือดไดถูกนํามาใชในการรักษาผูปวยโรคตางๆเชน โรคลูคีเมีย (Leukemia) โรคมะเร็งตอมน้ําเหลือง (Lymphoma) และโรคเลือดตางๆที่เกิดจากพันธุกรรม (Inherited Blood Disorders) นอกเหนือจากไข กระดูกแลว แหลงที่ใหเซลลตนตอจากเลือดที่กําลังมีการวิจัยทดลองเพื่อนํามาเปนทางเลือกในการปลูกถาย ใหกับผูปวยคือ เลือดจากสายสะดือ (Umbilical Cord Blood) เซลลตนตอจากเนื้อเยื่อจําเพาะชนิดอื่นๆ (Tissue-Specific Stem Cells) สามารถนํามาใชในการ ปลูกถายเนื้อเยื่อใหกับผูปวยไดเชนกัน เซลลตนตอที่ไดรับมาจากเนื้อเยื่อและอวัยวะบางอยางเชน ผิวหนัง กลามเนื้อ และตับ พบวามีคุณสมบัติในการสรางซอมแซมตัวเองขึ้นมาใหมไดเปนระยะเวลานาน การบําบัดรักษาวิธีการอื่นๆโดยใชเซลลตนตอนั้นยังอยูในชวงการทดลองขั้นตนและยังไมไดมีผล พิสูจนเปนที่แนชัดวาสามารถนํามาใชรักษาผูปวยไดมีประสิทธิภาพดีกวาวิธีที่มีการใชกันอยู รวมทั้งยังไมได รั บ การรั บ รองให นํ า มาใช ใ นการรั ก ษาโรค ดั ง นั้ น วิ ธี ก ารเหล า นี้ จึ ง ยั ง ไม ถู ก พิ จ ารณาให นํ า มาใช เ ป น วิ ธี มาตรฐานในการรักษาผูปวย อยางไรก็ตามงานวิจัยเซลลตนตอจะกอใหเกิดประโยชนในอนาคต ตัวอยางเชนเซลลตนตอชนิดมี เซ็นไคมอลซึ่งพบในไขกระดูก สามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเปนกระดูก กระดูกออน ไขมัน กลามเนื้อ และ มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงการทํางานของระบบภูมิคุมกันบางอยางของตนแบบในการทดลอง ดังนั้น เซลลตนตอชนิดมีเซ็นไคมอลนี้จึงมีการศึกษาถึงความเปนไปไดในการนํามาใชรักษาโรคที่เกิดจากความ ผิดปกติของระบบกลามเนื้อและกระดูก (Musculoskeletal Abnormalities) โรคหัวใจ และโรคบางอยางที่เกิด จากความผิดปกติของระบบภูมิคุมกันเชน ปฏิกิริยาที่รางกายปฏิเสธเนื้อเยื่อที่ปลูกถาย (Graft-Versus-Host Disease (GVHD)) หลังจากการปลูกถายไขกระดูก โดยโรคตางๆที่เซลลตนตอมีศักยภาพในการนํามาใช รักษาไดแสดงในรูปที่ 11 2. การประยุกตใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยในทางการแพทย (NIH: FAQs, 2009) การศึกษาวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยเพิ่งมีขึ้นมาไมนานและยังไมไดมีการนําไปใชจริงในทาง การแพทย นักวิทยาศาสตรไดเริ่มงานวิจัยทดลองเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยเปนครั้งแรกในป พ.ศ. 2541 เมื่อ ดร. เจมส ทอมปสัน (Dr. James Thomson) จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wisconsin) ไดประสบความสําเร็จในการพัฒนาวิธีการสกัดแยกและเพาะเลี้ยงเซลลตนตอชนิดนี้ นอกจากนี้เงินทุน สนับสนุนจากรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ซึ่งเปนแหลงของเงินทุนหลักที่นักวิทยาศาสตรตองการเพื่อทําการวิจัย นั้น เพิ่งมีการใหการอนุมัติเปนครั้งแรกภายใตการบริหารงานของประธานาธิบดีจอรจ ดับเบิ้ลยู บุช เมื่อวันที่ - 30 -
  • 32. 9 สิงหาคม พ.ศ. 2544 ดังนั้นงานศึกษาวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยจึงยังอยูในชวงของการทดลอง ขั้นตนและเพิ่งมีการไดรับการอนุมัติจากองคการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration (FDA)) ใหใชทดลองกับมนุษยเปนครั้งแรกในป พ.ศ. 2552 โดยผูที่ไดรับอนุมัติคือบริษัท เจรอน (Geron Corp.) ซึ่งเปนบริษัทดานเทคโนโลยีชีวภาพขนาดเล็กที่ตั้งอยูในแคลิฟอรเนีย ไดรับการ อนุญาตใหทําการทดลองฉีดเซลลตนตอซึ่งผลิตจากตัวออนมนุษยใหกับผูปวยที่มีอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injuries) รูปที่ 11 ศักยภาพของเซลลตนตอในการบําบัดรักษาโรคตางๆ (ที่มา: Stem Cell Therapy 21, 2009) 3. เซลลตนตอที่เหมาะสมสําหรับนํามาใชในการบําบัดรักษาโรค (NIH: FAQs, 2009) ถึงแมวาเซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนทจะมีศักยภาพในการนํามาใชเพื่อบําบัดรักษาโรค แตวาวิธีการ ในนํ า มาใช ห รื อ เทคนิ ค ต า งๆยั ง พบว า มี ป ญ หาอยู ห ลายประการ ประการแรกคื อ เรื่ อ งการควบคุ ม การ เปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอ นักวิทยาศาสตรจะตองทําความเขาใจและเรียนรูเพื่อใหสามารถควบคุมการ เปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนทไปเปนเซลลชนิดตางๆในรางกายตามที่ตองการได ประการที่ สองคือปญหาของการตอตานจากรางกายผูปวย เนื่องจากเซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนทที่สามารถนํามาใช บําบัดรักษาผูปวยไดในปจจุบันมีโอกาสที่จะถูกตอตานจากระบบภูมิคุมกันของผูปวย ประการสําคัญอีกอยาง คือประเด็นทางดานจริยธรรม เนื่องจากยังมีผูที่ไมเห็นดวยกับการนําเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยมาใช รักษาผูปวยซึ่งถือวาเปนการทําลายชีวิตมนุษย - 31 -
  • 33. ในสวนของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวก็พบวามีขอจํากัดบางประการในการนํามาใช บําบัดรักษาโรคใหกับผูปวยเชนกัน ประการแรกคือเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวที่มีการคนพบ ในปจจุบันไมมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดตางๆในรางกายไดเกือบทุกชนิดเชนเดียวกับ เซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนท ประการที่สองคือการสกัดแยกเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว รวมทั้งการสกัดกรองเพื่อทําใหเซลลบริสุทธิ์กอนนําไปใชงานนั้นทําไดยาก ประการที่สําคัญอีกอยางคือเซลล ตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวอาจจะประกอบไปดวยดีเอ็นเอที่ผิดปกติซึ่งเกิดจากสาเหตุตางๆเปนตน วา แสงแดด (Sunlight) สารพิษ (Toxins) และความผิดพลาดจากการสรางสําเนาชุดดีเอ็นเอขึ้นมาใหมตลอด อายุของเซลลนั้น ความผิดปกติเหลานี้จะสงผลใหการนําเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวไปใชงาน มีขอจํากัด 4. ตัวอยางของเซลลตนตอในเนื้อเยื่อและการนํามาใชเพื่อรักษาโรค 4.1 เซลลตนตอในเลือด (Lensch, 2006) เซลลตนตอเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cells (HSC)) เปนเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัย เต็มที่แลวและสามารถสกัดแยกไดงายจากเลือดหรือจากไขกระดูก ไขกระดูกเปนเนื้อเยื่อที่ทําหนาที่สรางเม็ด เลือดและเปนแหลงกําเนิดของเซลลตนตอเม็ดโลหิต โดยไขกระดูกจะเปนบริเวณที่เซลลตนตอเม็ดโลหิตเกิด การแบงตัวและเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลเม็ดโลหิตชนิดตางๆ เมื่อประมาณ 50 ปที่แลว ดร. อี ดอนแนล โทมัส (Dr. E. Donnall Thomas) ไดทําการตีพิมพ รายงานการปลูกถายเนื้อเยื่อที่ทําหนาที่สรางเลือดหรือไขกระดูกของมนุษยคนหนึ่งใหกับมนุษยอีกคน ซึ่ง การปลูกถายไขกระดูกครั้งนั้นถือเปนการปลูกถายไขกระดูกใหกับผูปวยเปนครั้งแรกของโลก และการปลูก ถายไขกระดูกนั้นนับวาเปนการบําบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากในไขกระดูกประกอบไปดวยเซลล ตนตอเม็ดโลหิต ในปจจุบันนักวิทยาศาสตรสามารถทําการสกัดแยกเซลลตนตอเม็ดโลหิตจากไขกระดูก กระแสเลือด และเลือดจากสายสะดือ ซึ่งปริมาณเซลลตนตอเม็ดโลหิตในเลือดจะสูงที่สุดในชวงการพัฒนาของทารกใน ครรภ เมื่อทารกไดกําเนิดออกมาจากครรภมารดาแลว ปริมาณของเซลลตนตอในเลือดยังมีอยูมากดังนั้น เลือดจากสายสะดือจึงถือเปนแหลงสําคัญที่สามารถนํามาสกัดแยกเซลลตนตอเม็ดโลหิตไดในชวงระยะ 2-3 ปที่ผานมา ไขกระดูก กระแสเลือด และเลือดจากสายสะดือเปนแหลงของเซลลตนตอเม็ดโลหิตที่สําคัญที่มีการ นํามาใชทางการแพทย เพื่อฟนฟูเนื้อเยื่อที่ทําหนาที่สรางเลือดของผูปวยซึ่งถูกทําลายเนื่องจากการถูกรังสี หรือสารเคมีบางชนิดเปนตนวาการรักษาโดยการใชเคมีบําบัด (Chemo Therapy) หรือรังสีรักษา (Radiation Therapy) หรือถูกทําลายดวยโรคเลือดบางชนิดเชน โรคภูมิคุมกันบกพรอง (Immunodeficiency) - 32 -
  • 34. การประสบความสําเร็จในการสกัดแยกเซลลตนตอเม็ดโลหิตและทําใหบริสุทธิ์นั้นทําใหนักวิจัย สามารถศึกษาและทําความเขาใจในกลไกของเซลลตนตอเม็ดโลหิตไดมากขึ้นดังเชนในเรื่องของการสราง เซลลตนตอเม็ดโลหิต ปริมาณและแหลงของเซลลตนตอเม็ดโลหิตที่อยูในรางกาย การนําไปใชเพื่อรักษาโรค ระบบการหมุนเวียนโลหิตในรางกายของมนุษยที่อยูในสภาวะที่ปกติจะประกอบดวยเซลลประมาณ หนึ่งแสนลานเซลลในชวงเวลาหนึ่ง และในเลือดจะประกอบดวยเซลลหลายชนิดซึ่งมีหนาที่เฉพาะเชน นําพา ออกซิเจนไปใหกับเซลลตางๆในรายกาย ซอมแซมหลอดเลือด หรือเปนภูมิคุมกันการติดเชื้อตางๆ เซลลสวนใหญในกระแสโลหิตหรือประมาณ 99.9 เปอรเซ็นต จะเปนเซลลเม็ดเลือดแดงที่ทําหนาที่ นําพาออกซิเจนไปยังสวนตางๆของรางกายซึ่งมีชื่อเรียกวาอิริโทรไซต (Erythrocytes) เซลลเม็ดเลือดแดงจะ มีคุณลักษณะพิเศษที่แตกตางจากเซลลอื่นๆในรางกายมนุษยคือ ในเซลลเม็ดเลือดแดงที่เจริญวัยเต็มที่จะไม มีนิวเคลียส (Anucleate) เซลลในกระแสโลหิตที่เหลืออีก 0.1 เปอรเซ็นต นั้นจะเปนเซลลที่ยังมีนิวเคลียสซึ่งไดแก เซลลเม็ด เลือดขาว หรือลิวโคไซต (Leukocytes) ในจํานวนเซลลเหลานี้จะประกอบดวยนิวโทรฟล (Neutrophil) 0.06 เปอรเซ็นต ลิมโฟไซต (Lymphocytes) 0.03 เปอรเซ็นต และเซลลชนิดอื่นๆอีก 0.01 เปอรเซ็นต เชน ที เซลล (T-Cells) ซึ่งสามารถอยูในรางกายของมนุษยไดหลายสิบป การที่ทีเซลลมีอายุหลายสิบปเปนเหตุผลที่ทําใหระบบภูมิคุมกันของรางกายสามารถจดจําโรคของ มนุษยที่เกิดขึ้นในวัยเด็กไดถึงแมวามนุษยจะเขาสูวัยชราแลวก็ตาม อยางไรก็ตามเซลลเม็ดเลือดสวนใหญใน รางกายจะมีอายุไมนานจึงตองมีการสรางแทนที่ตลอดเวลาเชน เซลลเม็ดเลือดแดงจะมีอายุเพียง 100-120 วัน กอนที่จะถูกสรางขึ้นมาใหม ความตองการในการสรางเซลลเม็ดเลือดเพื่อทดแทนเซลลที่เสื่อมสภาพหรือถูกทําลายในกระแส เลือดของมนุษยจะอยูในอัตราประมาณหนึ่งพันลานเซลลตอวัน เซลลเม็ดเลือดจํานวนมากมายในกระแส เลือดมีจุดกําเนิดจากเซลลหนึ่งเซลลในไขกระดูกซึ่งไดแกเซลลตนตอเม็ดโลหิต เซลลตนตอเม็ดโลหิตเปนเซลลที่พบไดนอยและพบไดในจํานวนที่นอยกวา 0.01 เปอรเซ็นตของ เซลลที่มีนิวเคลียสทั้งหมดในไขกระดูก ถึงแมวาเซลลชนิดนี้จะมีจํานวนอัตราที่นอยกวาเซลลชนิดอื่นๆ แต เนื่องจากปริมาณเซลลเม็ดเลือดทั้งหมดของมนุษยมีจํานวนมาก ดังนั้นมนุษยแตละคนจึงมีจํานวนเซลล ตนตอเม็ดโลหิตที่มากตามไปดวย เซลลตนตอเม็ดโลหิตจะยังไมเริ่มทํางานทั้งหมดในเวลาเดียวกัน โดย เซลลสวนใหญจะอยูในสถานะที่ยังไมมีการทํางานจนกวาจะถึงคราวที่เซลลนั้นเขาสูวัฏจักรการสรางเลือด ถาเซลลตนตอเม็ดโลหิตไมสามารถสรางทดแทนตัวเองขึ้นมาใหมได เซลลตนตอเม็ดโลหิตก็จะมี จํานวนนอยลงเรื่อยๆและสงผลใหความสามารถในการสรางเลือดลดลงดวย ดังนั้นการที่เซลลตนตอเม็ด โลหิตสามารถสรางทดแทนตัวเองขึ้นมาใหมและสามารถสรางเลือดไดนั้นจึงเปนสองคุณสมบัติที่สําคัญที่ทํา ใหผูปวยซึ่งสูญเสียเนื้อเยื่อที่สรางเลือดสามารถสรางเลือดขึ้นมาใหมไดเมื่อไดรับการปลูกถายไขกระดูก เซลลเม็ดเลือดทุกชนิดที่มีหนาเฉพาะลวนมีจุดกําเนิดมาจากเซลลตนตอเม็ดโลหิต (ดังแสดงในรูปที่ 12) โดยในขั้นตนเซลลตนตอเม็ดโลหิตจะมีการพัฒนาเปลี่ยนไปเปนเซลลที่มีชื่อเรียกวา เซลลตนแบบเลือด - 33 -
  • 35. (Hematopoietic Progenitor Cell (HPC)) จากนั้นเซลลตนแบบเลือดจะแบงตัวและพัฒนาไปเปนเซลล จําเพาะชนิดอื่นๆซึ่งทําหนาที่เฉพาะตางๆกัน เซลลเม็ดเลือดแตละชนิดมีคุณสมบัติที่ไมเหมือนกันและมี รูปลักษณะที่แตกตางกันเมื่อดูภายใตกลองจุลทรรศน รูปที่ 12 กลไกการพัฒนาของเซลลตนตอเม็ดโลหิตไปเปนเซลลเม็ดเลือดตางๆ (ที่มา: Lensch, 2006) 4.2 เซลลตนตอในผิวหนัง (Lowry, 2005) ผิวหนังเปนอวัยวะที่สําคัญตอการอยูรอดของมนุษยเนื่องจากผิวหนังทําหนาที่ปองกันรางกายจาก ป จจั ย ต างๆที่ เ ป นอันตราย รวมทั้งทํา หนาที่รัก ษาสมดุล ของของเหลวในรา งกาย ถา ปราศจากผิว หนั ง รางกายจะสูญเสียน้ําอยางรวดเร็วและอาจมีโอกาสที่ไดรับสารพิษหรือติดเชื้อหรือไดงาย ผิวหนังประกอบดวยเนื้อเยื่อหลักสองชั้นซึ่งประกอบไปดวยเซลลชนิดตางๆ โดย 90 เปอรเซ็นต ของผิวหนังตั้งแตชั้นลางขึ้นมาจะเรียกวา เดอรมิส (Dermis) ซึ่งเปนชั้นเนื้อเยื่อที่หนาประกอบไปดวยเซลล - 34 -
  • 36. ตางๆ เสนเลือด และเสนประสาท และทําหนาที่เปนชั้นโครงสราง อีก 10 เปอรเซ็นต ของผิวหนังตั้งแต ชั้นนอกเขามาจะเรียกวา อีพิเดอมิส (Epidermis) ชั้นเดอรมิสและชั้นอีพิเดอมิสจะถูกแบงแยกออกจากกัน โดยชั้นเนื้อเยื่อโปรตีนซึ่งจะทําหนาที่เปนตัวเชื่อมใหชั้นทั้งสองยึดติดกัน รวมทั้งทําหนาที่คัดกรองใหมีการ แลกเปลี่ยนสารระหวางชั้นของผิวหนังทั้งสองชั้น ใสสวนของรูขุมขน (Hair Follicles) จะกระจายอยูทั่วไปใน ผิวหนังและจะยื่นออกมาจากชั้นอีพิเดอมิส อี พิ เ ดอมิ ส เป น เนื้ อ เยื่ อที่ ส ามารถสร า งทดแทนตั ว เองขึ้ น มาใหม ไ ด เ ร็ ว ที่สุ ด ในร า งกายเฉลี่ ย ทุ ก ระยะเวลา 2 สัปดาห ซึ่งเหตุผลที่เปนไปไดคือชั้นอีพิเดอมิสจะมีการสัมผัสกับสิ่งแวดลอมภายนอกตลอดเวลา จึงถูกทําลายไดงาย การที่ชั้นอีพิเดอมิสจะสรางทดแทนตัวเองขึ้นมาใหมไดรวดเร็วนั้นแสดงวาเซลลตนตอใน ผิวหนังสามารถสรางซอมแซมตัวเองขึ้นมาใหมไดอยางตอเนื่อง ในปจจุบันนักวิทยาศาสตรพบวาเซลลตนตอ ของผิวหนังที่อยูในชั้นเดอรมิสและอีพิเดอมิสมีหลายชนิดซึ่งไดแก เซลลตนตอชนิดเดอรมอล (Dermal Stem Cells) เซลลตนตอชนิดเมลาโนไซต (Melanocyte Stem Cells) เซลลตนตอชนิดอีพิเดอมอล (Epidermal Stem Cells) ถึงแมวาเซลลตนตอในชั้นเดอรมิสจะมีศักยภาพในการนํามาใชทางการแพทย แตเซลลตนตอ ในชั้นอีพิเดอมิสเปนเซลลตนตอชนิดแรกและมีคุณสมบัติที่ดีที่สุดในผิวหนัง เซลลตนตอชนิดอีพิเดอมอลสวนใหญจะอยูในโครงสรางของรูขุมขนที่เรียกวา บัลจ (Bulge) บางสวน จะกระจายอยูระหวางรูขุมขน (ดังแสดงในรูปที่ 13) บัลจจะทําหนาที่เปนกระเปาะปองกันเซลลตนตอซึ่งอยู ภายในจากสิ่งแวดลอม และเปนบริเวณที่เซลลตนตอไดรับสัญญาณกระตุนใหมีการเริ่มทํางานหรือใหอยูใน สถานะที่ยังไมทํางาน รูปที่ 13 เซลลตนตอในโครงสรางของรูขุมขน (ที่มา: Lew, 2008) - 35 -
  • 37. รูขุมขนจะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยูในวัฏจักรซึ่งถูกควบคุมโดยสัญญาณบางอยางซึ่งสงผลไปที่ เซลลตนตอซึ่งอยูในบัลจเชนกัน อุปสรรคที่นักวิทยาศาสตรตองหาคําตอบคือกลไกการทํางานของสัญญาณที่ มีผลตอการควบคุมเซลลตนตอ และกลไกการเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอไปเปนเซลลชนิดจําเพาะตางๆ ของรูขุมขน ในปจจุบันนักวิทยาศาสตรไดคนพบวาเซลลบัลจที่ไดรับจากหนูปกติเมื่อนําไปปลูกถายใหกับหนูที่ ไมมีขนซึ่งถูกดัดแปลงพันธุกรรมใหไมสามารถสรางขนขึ้นมาได ผิวหนังของหนูที่ไมมีขนบางตัวจะเกิดการ ขยายตัวและมีกระจุกของขนเกิดขึ้น ผลการทดลองครั้งนี้ไดแสดงใหเห็นวาเซลลตนตอในบัลจสามารถ แบงตัวเพื่อสรางเซลลชนิดตางๆในชั้นอีพิเดอมิสและรูขุมขนได เมื่อระยะเวลาหลายปที่ผานมาไดมีการคนพบวาผิวหนังในบริเวณที่ปกติของรางกายสามารถนําไป ปลูกถายเพื่อซอมแซมสวนที่บาดเจ็บหรือถูกไฟไหมได ผูปวยบางรายที่มีอาการบาดเจ็บขั้นรุนแรงจะไมมี บริเวณของผิวหนังปกติเหลือเพียงพอที่จะนําไปปลูกถาย เซลลตนตอที่ไดรับมาจากการสกัดแยกออกจาก ผิวหนังและนําไปเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มจํานวนในหองทดลองสามารถนํากลับมาปลูกถายใหกับผูปวยเพื่อฟนฟู ผิวหนังสวนที่ถูกทําลายได ปจจุบันการปลูกถายผิวหนังใหกับผูปวยพบวายังมีปญหาวาผิวหนังสวนที่นํามา ปลูกถายจะไมมีรูขุมขนและตอมเหงื่อ ทั้งยังขาดคุณสมบัติอีกหลายประการที่ผิวหนังปกติมี อยางไรก็ตาม การศึกษาและทําเขาใจเกี่ยวกับเซลลตนตอในผิวหนังอาจจะชวยขจัดปญหาเหลานี้ในอนาคตได นอกจากนี้นักวิทยาศาสตรไดคนพบวาเซลลตนตอจากตัวออนหนูเมื่อนําไปเพาะเลี้ยงในหองทดลอง สามารถพัฒนาเพื่อสรางชั้นอีพิเดอมิสที่มีชั้นเดอมิสอยูขางลางซึ่งมีลักษณะใกลเคียงกับผิวหนังปกติได ผิวหนังที่ไดจากการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากตัวออนหนูเหลานี้สามารถนํามาใชศึกษากลไก ตางๆเปนตนวาการพัฒนาของผิวหนัง และอาจนํามาใชเพื่อศึกษาความเปนไปไดของการนํามาประยุกตใช ทางการแพทยในดานของชีววิศวกรรมผิวหนังในอนาคต 4.3 เซลลตนตอในดวงตา (Seigel, 2005) เซลลตนตอจะมีอยูหลายบริเวณในดวงตาและจะยังคงมีอยูถึงแมวามนุษยจะเขาสูวัยชราแลวก็ตาม เซลลตนตอสามารถพบไดในขอบนอกของกระจกตา (Cornea) เยื่อบุตา (Conjunctiva) และเนื้อเยื่อหลังมาน ตา (Ciliary Margin) โครงสรางของดวงตาจะแสดงในรูปที่ 14 - 36 -
  • 38. รูปที่ 14 โครงสรางของดวงตา (ที่มา: Seigel, 2005) กระจกตา: กระจกตาเปนผิวชั้นนอกสุดของดวงตา มีลักษณะโปรงใสและจะเปนสวนที่มีโอกาสเกิดการบอบช้ํา หรือบาดแผลไดงายเพราะสัมผัสกับสิ่งแวดลอมภายนอกตลอดเวลา เซลลตนตอของกระจกตาจะอยูใน บริเวณขอบตาดํา (Limbus) หนาที่ของเซลลตนตอในสวนกระจกตา (Corneal or Limbal Stem Cells) คือ รัก ษาสมดุ ล ที่ บ ริ เ วณพื้ นผิว ของดวงตาและสรา งแทนที่ เ ซลล ที่สูญ เสี ย ไปจากสาเหตุ ต างๆเช น จากการ กระพริบตา เซลลตนตอในสวนกระจกตาสามารถสกัดแยกจากสวนที่ปกติของดวงตาผูปวยหรือผูบริจาค แลวนํามาปลูกถายเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บขั้นรายแรงที่ดวงตาของผูปวยได ถาการปลูกถายประสบความสําเร็จ เซลลตนตอในสวนกระจกตาจะสามารถสรางชั้นเนื้อเยื่อใน ดวงตาของผูปวยได โดยปกติแลวอัตราการปลูกถายที่ประสบความสําเร็จจะอยูที่ 25 ถึง 70 เปอรเซ็นต ทั้งนี้ ขึ้นกับสภาพดวงตาของผูปวย ปจจุบันนักวิจัยยังคงทําการศึกษาเพื่อคนหาวิธีการที่ดีที่สุดเปนตนวาเรื่อง แหลงของเซลลตนตอที่จะนํามาใช วิธีการปลูกถาย และวิธีการที่จะลดความเสี่ยงของการเกิดอาการตอตาน ของรางกายผูปวยเมื่อไดรับเซลลมาจากผูบริจาค เพื่อใหการปลูกถายไดผลลัพธที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เยื่อบุตา: องคประกอบที่สําคัญอีกสวนหนึ่งของพื้นผิวดวงตาคือเยื่อบุตา ซึ่งเปนเนื้อเยื่อโปรงใสและครอบคลุม สวนนอกของดวงตา ในเยื่อบุตาจะประกอบไปดวยหลอดเลือดมากมายที่มีขนาดเล็กมากซึ่งอาจจะมองไม เห็นเมื่อมองดวยตาเปลา นอกจากนี้เยื่อบุตายังจะทําหนาที่หลั่งน้ํามันและเมือกเพื่อหลอลื่นและใหความ - 37 -
  • 39. ชุมชื้นกับดวงตา เซลลที่มีหนาที่เฉพาะชนิดหนึ่งในเยื่อบุตาซึ่งมีชื่อเรียกวา เซลลกอบเลท (Goblet Cells) จะ ทําหนาที่สรางมูซิน (Mucin) ซึ่งเปนองคประกอบที่สําคัญมากของน้ําตา โรคและอาการบาดเจ็บตางๆที่เยื่อบุตาจะกอใหเกิดแผลเปน (Scarring) การยึดติดกัน (Adhesion) ระหวางเนื้อเยื่อที่เปนแผลเปนกับสวนที่ไมเกี่ยวของในดวงตา ตาแหง (Dry Eye) หรือการขาดแคลนมูซิน (Mucin Deficiency) ซึ่งสาเหตุตางๆเหลานี้จะสงผลกระทบตอชั้นของน้ําตา (Tear Film) การปลูกถายเยื่อบุ ตาจะเปนการบําบัดรักษาเนื้อเยื่อที่เปนโรคหรือถูกทําลาย ถึงแมวาการคนพบเซลลตนตอในเยื่อบุตาจะเปน ที่ยอมรับ แตยังไมมีใครคนพบบริเวณในเยื่อบุตาที่เซลลตนตอชนิดนี้อยูอยางแนนอน เนื้อเยื่อหลังมานตา: กลามเนื้อปรับเลนสตา (Ciliary Body) ประกอบไปดวยกลามเนื้อที่ทําหนาที่ควบคุมการหดตัวของ เลนสตาและจะสรางของเหลวใสเพื่อปกคลุมที่ดานหนาของดวงตา ที่บริเวณเนื้อเยื่อหลังมานตาจะมีเซลลตั้ง ตนที่สามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวของจอตา (Retina) จากงานวิจัยที่ผานมา ไดมีการคนพบวาเซลลตนตอที่อยูในดวงตาของสัตวประเภทปลาและสัตวครึ่งบกครึ่งน้ําสามารถพัฒนา เปลี่ยนแปลงไปเปนจอตาไดตลอดชีวิต และเมื่อเร็วๆนี้ไดมีงานวิจัยที่ชี้ใหเห็ นวาเซลลตนตอของจอตา (Retinal Stem Cells) หรือเซลลตั้งตนของจอตา (Retinal Progenitor Cells) สามารถพบไดในหนู วัว และ เนื้อเยื่อหลังมานตาของมนุษย ปจจุบันนักวิจัยไดคนพบวาเซลลในจอตาที่เรียกวาเซลลของชั้นจอประสาทตาชั้นนอกสุด (Retinal Pigment Epithelial Cells) สามารถไดรับมาจากเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย การทดลองปลูกถายเซลลตน ตอจากตัวออนใหกับหนูเพื่อฟนฟูเซลลที่ตายแลวของจอตาพบวาประสบความสําเร็จในขั้นหนึ่ง ซึ่งการ ศึกษาวิจัยเพิ่มเติมอาจจะทําใหการนําเซลลตนตอมาปลูกถายเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับการเสื่อมของจอตา เชน โรคเซลลรับแสงที่จอประสาทตาเสื่อม (Retinitis Pigmentosa) และโรคศูนยกลางจอประสาทตาเสื่อม จากอายุ (Age-Related Macular Degeneration) มีความเปนไปไดมากขึ้น 4.4 เซลลตนตอและหูชั้นใน (Salvi, 2005) หูชั้นใน (Inner Ear) แบงออกเปนสองสวน (ดังแสดงในรูปที่ 15) สวนที่ทําหนาที่เปนศูนยการไดยิน (Auditory Portion) จะประกอบดวยโคเคลีย (Cochlea) ซึ่งจะเกี่ยวของกับการไดยิน และอีกสวนของหูชั้นใน คือระบบการทรงตัว (Vestibular System) ซึ่งเกี่ยวของกับการรักษาสมดุลการทรงตัว ความสามารถในการ ไดยินและการควบคุมการทรงตัวจะขึ้นกับหนวยรับความรูสึกเฉพาะ (Specialized Sensory Receptors) ที่ เรียกวาเซลลขน (Hair Cells) ซึ่งอยูในหูชั้นในและพัฒนาเกิดขึ้นมาในระหวางชวงระยะที่ 3 ของการตั้งครรภ (เริ่มตั้งแตสัปดาหที่ 29 จนถึงครบกําหนดคลอดในสัปดาหที่ 42) เซลลชนิดนี้จะประกอบดวยโครงสรางที่ เรียกวาสเตอเรโอซิเลีย (Stereocilia) ซึ่งการโบกไปมาของสเตอเรโอซิเลียจะทําใหสามารถรับรูการไดยิน - 38 -
  • 40. โดยการแปลงการสั่นสะเทือนทางกล (Mechanical Vibrations) เปนสัญญาณไฟฟาหรือสัญญาณประสาท และสงไปแปลผลที่สมองผานทางเสนประสาทรับเสียง (Auditory Nerve) รูปที่ 15 โครงสรางของหูชั้นใน (ที่มา: Harris, n.d.) เซลลขนในสวนของศูนยการไดยิน (Auditory Hair Cells) จะเปรียบเสมือนไมโครโฟน ซึ่งจะแปลง เสียงใหเปนกิจกรรมของระบบประสาท (Neural Activity) เซลลขนในสวนของระบบการทรงตัว (Vestibular Hair Cells) ซึ่งถาอยูในโครงสรางที่เรียกวาหลอดครึ่งวงกลม (Semicircular Canals) จะทําหนาที่ควบคุม การหมุนของศีรษะ แตถาอยูในโครงสรางที่เรียกวายูลตริเคิล (Utricle) และแซกคูล (Saccule) จะทําหนาที่ รับรูการกําหนดทิศทางของศีรษะตามแรงโนมถวงของโลก การที่เซลลขนถูกทําลายอันเนื่องมาจากยาบางชนิด หรือไดรับสิ่งที่มากระตุนการไดยินมากเกินไป หรือเขาสูสภาวะชรา หรือการติดเชื้อบางอยางจะทําใหสูญเสียความสามารถในการไดยินและความสามารถ ในการทรงตัว อย างถาวร การคนหาวิ ธี การในการรักษาภาวะอาการหูหนวกและการสูญ เสียสมดุลของ รางกายจะเปนความกาวหนาครั้งใหญของวงการวิทยาศาสตรและการแพทย งานวิจัยที่ผานมาไดชี้ใหเห็นวา ในหูชั้นในของหนูที่เจริญวัยเต็มที่แลวมีเซลลตนตอ ซึ่งอยูในสวนยูลตริเคิลและระบบการทรงตัวของหนู เซลลตนตอเหลานี้มีคุณสมบัติในการสรางทดแทนตัวเองและเพิ่มจํานวนขึ้นมาใหมได ซึ่งเซลลตนตอจะมี การพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดใหมที่เรียกวาเซลลตั้งตน (Progenitor Cells) เซลลตนตนบางกลุมจะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลที่แสดงโปรตีนและยีนเชนเดียวกับ เซลลที่พบในหูชั้นในและระบบประสาท ภายใตสภาวะที่เหมาะสมเซลลตั้งตนบางกลุมจะพัฒนาเปลี่ยนแปลง - 39 -
  • 41. ไปเปนเซลลที่มีลักษณะคลายกับเซลลขน โดยมีโครงสรางของสเตอเรโอซิเลียยื่นโผลออกมาจากผิว รวมทั้ง มีโปรตีนเฉพาะบางชนิดที่เหมือนกับโปรตีนในเซลลขน การคนพบเซลลชนิดนี้เปนจุดเริ่มตนซึ่งอาจจะ นําไปสูการฟนฟูปญหาของการไดยินและการทรงตัว ในมุมมองทางดานวิทยาศาสตร นักวิทยาศาสตรควรตองทําการศึกษาใหเขาใจถึงองคประกอบและ ภาวะที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงเซลลตนตอและควบคุมใหเปลี่ยนไปเปนเซลลขน ในมุมมองทางดาน การแพทย ผูเชี่ยวชาญควรตองทําการศึกษาวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการปลูกถายเซลลตนตอลงในหูชั้นใน และทําใหแนในวาจะสามารถฟนฟูระบบการไดยินและการทรงตัวของผูปวยได 4.5 เซลลตนตอในปอด (Mollard, 2005) ปอดของสิ่งมีชีวิตที่เจริญวัยเต็มที่แลวจะมีเซลลตนตอหลายชนิดซึ่งอยูในสวนตางๆของหลอดลม (Airways) และผิวของปอด (Lung Surfaces) โครงสรางของปอดไดแสดงในรูปที่ 16 ถึงแมวาการมีอยูของ เซลลตนตอในปอดยังเปนประเด็นที่ยังมีการโตแยงกันอยูในปจจุบัน แตเซลลตนตอก็ไดมีการคนพบวา สามารถพบไดในถุงลมปอด (Alveoli) หลอดลมฝอย (Bronchioles) และหลอดลมสวนตน (Upper Airways) เซลลตนตอแตละกลุมจะทําหนาที่สรางทดแทนเซลลที่หมดอายุในปอดระหวางที่ปอดมีการทํางานปกติ รวมทั้งซอมแซมเซลลที่ถูกทําลายเนื่องจากโรคหรืออาการบาดเจ็บ รูปที่ 16 โครงสรางของปอด (ที่มา: Zhang & Liu, n.d.) - 40 -
  • 42. เมื่อปอดมีภาวะการบาดเจ็บขั้นรุนแรงหรือติดเชื้อโรคบางชนิดเชน โรคการอุดตันของระบบทางเดิน หายใจเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease) โรคพังผืดในปอด (Idiopathic Pulmonary Fibrosis) และโรคที่มีการผลิตเยื่อเมือกในทางเดินหายใจมากเกินไป (Cystic Fibrosis) กลไกการฟนฟูสมดุล ของรางกายตามปกติจะไมสามารถซอมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทําลายได นอกจากนี้ยารักษาโรคที่มีอยูในปจจุบัน ยั ง ไม ส ามารถนํ า มาใช รั ก ษาโรคเหล า นี้ ไ ด อ ย า งสมบู ร ณ วิ ธี ก ารที่ ดี ที่ สุ ด ในขณะนี้ ที่ ส ามารถนํ า มาใช บําบัดรักษาเพื่อยืดชีวิตของผูปวยโรคปอดขั้นรายแรงไดแกการปลูกถายปอด อยางไรก็ตามปอดของผู บริจาคที่มีอยูในปจจุบันมีจํานวนไมเพียงพอตอความตองการ ดังนั้นนักวิจัยจึงพยายามพัฒนาวิธีการในการ นําเซลลตนตอมาใชรักษาโรคเหลานี้ ตามรายงานของงานวิจัยชิ้นหนึ่งไดเสนอแนะวากลุมเซลลตนตอจากไขกระดูกสามารถสกัดแยกและ นํามาใชเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บในปอดได ดังนั้นนักวิจัยจึงไดทําการทดลองนําเซลลตนตอจากไขกระดูก มาปลูกถายลงใหกับหนูที่ปวยเปนโรคปอด ซึ่งจากผลการทดลองพบวาเซลลตนตอที่นํามาปลูกถายลงใน ปอดของหนูสามารถแสดงคุณลักษณะของกลุมเซลลบางชนิดที่อยูในระบบทางเดินหายใจ และบางกรณี สามารถยับยั้งหรือลดปริมาณการเกิดพังผิดในระบบทางเดินหายใจได เซลลตนตอจากตัวออนเปนแหลงของเซลลที่มีศักยภาพในการนํามาใชรักษาโรค เนื่องจากเซลล ตนตอชนิดนี้สามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลไดทุกชนิดของระบบทางเดินหายใจ อยางไรก็ตาม วิธีการในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงเซลลตนตอไปเปนเนื้อเยื่อของระบบทางเดินหายใจที่ตองการยังอยู ในชวงของการศึกษาวิจัย ซึ่งถานักวิจัยประสบความสําเร็จในการคนพบวิธีการควบคุมรวมทั้งวิธีการปลูก ถายที่ทําใหรายกายผูปวยไมเกิดอาการตอตานเนื้อเยื่อที่นํามาปลูกถาย ในอนาคตเซลลตนตออาจสามารถ นํามาใชในการรักษาผูปวยโรคปอดแทนการขอรับบริจาคปอดจากผูบริจาคซึ่งเปนวิธีการรักษาในปจจุบันได 5. การบําบัดรักษาโรคโดยใชเซลลตนตอ 5.1 โรคอัลไซเมอรกับเซลลตนตอ (Goldstein, 2005) โรคอัลไซเมอร (Alzheimer’s Disease) ไดกลายเปนโรคที่พบไดบอยในปจจุบันและมีสาเหตุจากการ ที่เซลลสมองถูกทําลาย อยางไรก็ตามนักวิทยาศาสตรยังไมมีความเขาใจอยางลึกซึ้งถึงสาเหตุของการเกิด โรคนี้และกลไกที่ทําใหเซลลสมองถูกทําลาย ขอมูลที่จํากัดเหลานี้จึงเปนอุปสรรคของการพัฒนาวิธีการ บําบัดรักษาที่มีประสิทธิภาพที่จะชวยรักษาหรือลดการทําลายเซลลประสาทในสมอง เมื่อไมนานมานี้นักวิทยาศาสตรไดมุงใหความสนใจเพื่อศึกษาความเปนไปไดในการนําเซลลตนตอ จากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ม ารั ก ษาโรคอั ล ไซเมอร ซึ่ ง การบํ า บั ด รั ก ษาโดยวิ ธี นี้ จ ะต อ งอาศั ย ความเข า ใจถึ ง กระบวนการการเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอไปเปนเซลลสมอง แลวนําเซลลสมองที่ไดจากการเปลี่ยนแปลง ของเซลลตนตอนี้ไปแทนที่เซลลสมองที่ถูกทําลายไป นอกจากนี้เซลลตนตอจากตัวออนมนุษยสามารถ นํามาใชเปนเครื่องมือเพื่อศึกษากลไกการเกิดโรคอัลไซเมอร รวมทั้งนํามาใชคัดเลือกยาที่มีประสิทธิภาพใน การบําบัดรักษาโรคนี้ - 41 -
  • 43. 5.2 โรคพารกินสันกับเซลลตนตอ (Garfinkel, 2005) โรคพารกินสัน (Parkinson’s Disease (PD)) เปนโรคทางระบบประสาทที่พบไดบอยเปนอันดับที่ สอง สาเหตุของโรคเกิดจากการที่เซลลประสาทโดพามิเนอจิก (Dopaminergic Neurons) ถูกทําลายอยาง ตอเนื่อง เซลลประสาทโดพามิเนอจิกเปนเซลลในสมองที่มีทําหนาที่หลั่งสารโดปามีน (Dopamine) ซึ่งเปน สารเคมีที่เกี่ยวของกับระบบการสื่อสารและแลกเปลี่ยนขอมูลระหวางเซลลประสาทดวยกันหรือระหวางเซลล ประสาทกับกลามเนื้อ เมื่อเซลลประสาทโดพามิเนอจิกถูกทําลาย ผูปวยจะมีอาการของโรคเกิดขึ้นหลาย อยางเปนตนวา อาการสั่นเทาของรางกาย (Tremor) อาการเกร็งตัวของกลามเนื้อแขนและขา (Rigidity or Limb Stiffness) เคลื่อนไหวไดลําบาก (Hypokinesia) มีความลําบากในการกาวเดินและทรงตัว วิธีขั้นตนใน การรักษาโรคพารกินสันคือการใหยาที่ใหสารโดปามีน ถึงแมวาการรักษาดวยยาจะชวยบรรเทาอาการของ โรคไดในระยะหนึ่งแตผูปวยอาจมีอาการของโรคเกิดขึ้นไดอีก เพราะการรักษาดวยยานี้ไมไดชวยหยุดหรือ บรรเทาการเสื่อมสลายของเซลลประสาทโดพามิเนอจิก ปจจุบันไดมีการศึกษาทดลองถึงวิธีการปลูกถายเซลลประสาทโดพามิเนอจิกจากเนื้อเยื่อตัวออน ใหกับผูปวย โดยจากการศึกษาผูปวยจํานวน 400 คนจากทั่วโลกพบวาการปลูกถายนี้ประสบความสําเร็จใน ระดับหนึ่งคือสามารถบรรเทาอาการของโรคในผูปวยได แตทั้งนี้การปลูกถายเซลลประสาทโดพามิเนอจิก โดยใชเนื้อเยื่อตัวออนนั้นนอกจากจํานวนเนื้อเยื่อตัวออนที่สามารถนํามาใชจะมีจํานวนที่ไมเพียงพอแลว ยัง กอใหเ กิดประเด็นปญหาทางดานศีลธรรมเกี่ ยวกับ การนําตัวออนมาใชอีก ดังนั้นนักวิ ทยาศาสตร จึงได พยายามศึกษาความเปนไปไดของการนําเซลลตนตอทั้งจากตัวออนและจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวมาใช ในการรักษาโรคพารกินสันเพื่อแทนที่การรักษาโดยใชเนื้อเยื่อจากตัวออน งานศึกษาวิจัยหลายชิ้นไดใชเซลลตนตอจากตัวออนของหนูมาทําการทดลองเปลี่ยนแปลงไปเปน เซลลประสาทโดพามิเนอจิก โดยนักวิทยาศาสตรไดลองศึกษาหาวิธีการตางๆในการกระตุนใหเซลลเกิดการ เปลี่ยนแปลงเปนตนวา การใสปจจัยที่ควบคุมการเจริญเติบโตตาง ๆ (Growth Factors) ใหกับเซลลตนตอที่ เพาะเลี้ยงไว การใสยีนจําเพาะบางชนิดเขาไปในเซลลตนตอเพื่อกระตุนใหเกิดการเปลี่ยนแปลง และการ เพาะเลี้ยงเซลลตนตอในกลุมเซลลชนิดอื่นใหเปนชั้นใหอาหาร (Feeder Layers) เพื่อชวยกระตุนการ เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ นอกจากนี้นักวิทยาศาสตรยังไดหาวิธีการในการตรวจสอบเพื่อใหมั่นใจวาเซลล ตน ตอได เ ปลี่ ย นแปลงไปเปน เซลล ป ระสาทโดพามิ เนอจิก โดยอาศั ย การแสดงเครื่ องหมายบนผิ ว เซลล ตัวอยางสารเคมีสําคัญที่นํามาใชในการแสดงเครื่องหมายเพื่อยืนยันการเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอไปเปน เซลลประสาทโดพามิเนอจิกไดแก ไทโรซีนไฮดรอกซิเลส (Tyrosine Hydroxylase) ซึ่งเปนสารที่เกี่ยวของใน กระบวนการสังเคราะหโดปามีน เมื่อนําเซลลประสาทโดพามิเนอจิกที่ไดรับจากการเปลี่ยนแปลงเซลลตนตอไปปลูกถายใหกับสัตวที่ เปนโรคพารกินสัน เซลลที่ถูกปลูกถายสามารถอยูรอดไดเปนระยะเวลาหลายสัปดาหและสงผลใหอาการของ สัตวดีขึ้น ปจจุบันการใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยยังอยูในขั้นของการศึกษาทดลอง ซึ่งพบวาเซลล - 42 -
  • 44. ตนตอจากตัวออนมนุษยสามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลประสาทโดพามิเนอจิกได แตการอยูรอดหรือการ ทํางานของเซลลหลังการปลูกถายยังอยูในชวงของการประเมินผล เซลลตนตอซึ่งไดรับจากเนื้อเยื่อของสมองที่เจริญวัยเต็มที่แลวไดถูกนํามาศึกษาถึงความเปนไปได ในการนํามารักษาโรคพารกินสันเชนกัน ทั้งนี้เซลลตนตอที่ไดรับมาจากสมองแตละสวนจะมีคุณสมบัติที่ แตกตางกันเล็กนอย นักวิทยาศาสตรไดทําการศึกษาหาวิธีการตางๆในการกระตุนใหเซลลตนตอจากเซลลที่ เจริญวัยเต็มที่แลวเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลประสาทโดพามิเนอจิกเชนเดียวกันกับการหาวิธีการ กระตุนการเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากตัวออนซึ่งเทคนิคตางๆไดหลายวิธีไดถูกนํามาใช อยางไรก็ตาม การอยูรอดของเซลลประสาทโดพามิเนอจิกที่ไดรับมาจากการเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญ วัยเต็มที่แลวหลังการปลูกถายยังมีอัตราที่ต่ํา นักวิทยาศาสตรกําลังพยายามที่หาปจจัยที่จะชวยกระตุนให เซลลสามารถอยูรอดและทํางานเปนปกติไดหลังการปลูกถายแลว เซลลตนตอจากไขกระดูกไดถูกนํามาใชในการศึกษาเพื่อรักษาโรคพารกินสันเชนกัน ซึ่งงานวิจัย บางชิ้นไดรายงานวาเซลลตนตอจากไขกระดูกสามารถเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลประสาทและรวมตัวกับเซลล ของสมองได ซึ่งขอมูลดังกลาวนี้ยังเปนประเด็นที่มีการโตแยง เนื่องจากงานวิจัยบางชิ้นไดมีการรายงานผล วาเซลลที่สามารถรวมตัวกับเซลลของสมองนั้นเปนเซลลที่มีอยูแลวในสมอง ไมใชเซลลที่ถูกปลูกถายเขาไป ใหม ดังนั้นนักวิจัยควรทําการทดลองศึกษาเพิ่มเติมเพื่อใหเขาใจอยางถองแทถึงประสิทธิภาพและความ ปลอดภัยของการนําเซลลตนตอชนิดนี้มาประยุกตใชทางการแพทย 6. การประยุกตใชอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลลในทางการแพทย (Vogel, 2008) นับเปนเวลาเกือบทศวรรษที่นักชีววิทยาทางดานเซลลตนตอไดพยายามหาวิธีการในการสรางกลุม เซลลที่คงอยูไดนานจากผูปวยซึ่งปวยดวยโรคที่ในอดีตไมสามารถศึกษาได (โดยปกติแลวเซลลที่เจริญวัย เต็มที่แลวจะไมสามารถอยูรอดไดในสภาวะของการเพาะเลี้ยงในหองทดลอง ดังนั้นการสกัดเซลลจากผูปวย โดยตรงจึงไมประสบความสําเร็จ) ในป พ.ศ. 2551 นักวิจัยสองกลุมไดประสบความสําเร็จในการสรางกลุม อินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลลหรือไอพีเอสเซลล โดยนักวิจัยกลุมแรกไดสรางกลุมไอพีเอสเซลลจาก เซลลผิวหนังของผูหญิงอายุ 82 ป ซึ่งปวยดวยโรคการเสื่อมสลายของเซลลประสาทที่ควบคุมการทํางานของ กลามเนื้อ หรือที่เรียกอีกอยางวาโรคลูเกหริกส (Amyotrophic Lateral Sclerosis/Lou Gehrig’s Disease) ซึ่งเปนโรคที่เซลลประสาทสั่งการถูกทําลายและกลายเปนอัมพาตในที่สุด นักวิทยาศาสตรไดมุงความสนใจ ไปที่เซลลที่จะเปลี่ยนไปเปนเซลลประสาท (Neurons) และเซลลลอมรอบเซลลประสาท (Glia) โดยเซลลทั้ง สองชนิดนี้เปนเซลลที่จะโดนทําลายมากที่สุดในผูปวยที่ปวยดวยโรคลูเกหริกส ภายหลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห นักวิจัยอีกกลุมไดรายงานวาพวกเขาประสบความสําเร็จในการสราง กลุมไอพีเอสเซลลที่มีความจําเพาะกับผูปวยจากผูปวยที่ปวยดวยโรคตางๆเพิ่มขึ้นอีก 10 ชนิด (ดังแสดงใน ตารางที่ 1) - 43 -
  • 45. ตารางที่ 1 โรคที่สามารถนําเซลลในผูปวยไปสรางกลุมไอพีเอสเซลลที่มีความจําเพาะกับผูปวยได  โรคการเสือมสลายของเซลลประสาททีควบคุมการทํางานของ ่ ่ Amyotrophic Lateral Sclerosis (Lou กลามเนือ (โรคลูเกหริกส) ้ Gehrig's Disease) โรคภูมิคมกันบกพรองซึงเกิดจากความผิดปกติของยีนที่ ุ ่ ADA-SCID กําหนดการสราง Adenosine Deaminase Enzyme (ADA) โรคเกาเชอรชนิดที่ 3 Gaucher Disease Type III โรคกลามเนือออนแรง (ดีเอ็มดี) ้ Duchenne Muscular Dystrophy โรคกลามเนือออนแรง (บีเอ็มดี) ้ Becker Muscular Dystrophy กลุมอาการดาวน Down Syndrome โรคพารกนสันิ Parkinson's Disease โรคเบาหวานในเด็ก Juvenile Diabetes Mellitus โรคทางพันธุกรรมเอสดีเอส Shwachman-Bodian-Diamond Syndrome โรคฮันติงตัน Huntington Disease กลุมอาการเลช-ไนแฮน (พาหะ) Lesch-Nyhan Syndrome (Carrier) (ที่มา: Vogel, 2008) โรคเหลานี้สวนใหญแลวนักวิจัยจะไมสามารถศึกษาไดหรือยากที่จะวิเคราะหเมื่อใชสัตวทดลองเปน ตนแบบ ดังนั้นเซลลของผูปวยที่ถูกเปลี่ยนคุณสมบัติจึงเปนเครื่องมือที่ชวยใหนักวิทยาศาสตรสามารถศึกษา โรคตางๆเหลานี้ไดถึงระดับโมเลกุล นอกจากนี้เซลลเหลานี้ยังมีประโยชนในการทดลองและคัดเลือกยาชนิด ใหมๆที่มีประสิทธิภาพเพื่อชวยรักษาผูปวย ทายที่สุดแลวเทคนิคไอพีเอสเซลลยังชวยใหนักวิทยาศาสตร สามารถแกไขขอบกพรองทางพันธุกรรมกับเซลลเหลานั้น แลวนําเซลลที่ไดรับการบําบัดแลวไปรักษาผูปวย ดวยเซลลของผูปวยเอง เอกสารรายงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพในปลายป พ.ศ. 2551 ไดมีกลาวถึงการเปลี่ยนคุณสมบัติ ของเซลลวาไมจําเปนที่เซลลจะตองเปลี่ยนถูกคุณสมบัติใหกลับไปเปนเหมือนเซลลตัวออน เซลลนั้นสามารถ ถูกเปลี่ยนคุณสมบัติใหเปนเหมือนเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวก็ได นักวิจัยชาวสหรัฐฯ ไดทําการทดลองในหนู โดยเลือกเซลลตับออนของหนูที่เจริญวัยเต็มที่แลว ที่เรียกวาเซลลเอ็กโซครายน (Exocrine Cells) มา เปลี่ยนคุณสมบัติใหเปนเหมือนเซลลเบตา (Beta Cells) ซึ่งเปนเซลลในตับออนทําหนาที่ผลิตอินซูลิน และ เซลล นี้ จ ะถู ก ทํ า ลายในผู ป ว ยที่ เ ป น โรคเบาหวานชนิ ด ที่ 1 ที ม นั ก วิ จั ย กลุ ม นี้ ไ ด ทํ า การฉี ด ส ว นผสมซึ่ ง ประกอบดวยไวรัสสามชนิดเขาไปในตับออนของหนูที่เจริญวัยเต็มที่แลว ไวรัสทั้งสามชนิดนั้นไดแพรเขาไปสู เซลลเอ็กโซครายน โดยไวรัสแตละชนิดไดถูกบรรจุยีนที่แตกตางกันซึ่งยีนเหลานี้จะมีบทบาทในการพัฒนา - 44 -
  • 46. เบตาเซลล หลังจากนั้นประมาณสองถึงสามวัน หนูที่ถูกฉีดไวรัสจะเริ่มสรางเซลลที่สามารถผลิตอินซูลินได และเซลลนี้มีรูปรางและทําหนาที่เหมือนกับเบตาเซลลที่แทจริง ผลลัพธจากงานวิจัยครั้งนี้เปนที่นาสนใจเปนอยางมาก เนื่องจากปกติแลวเซลลที่ทําหนาที่เฉพาะใน สิ่งมีชีวิตสวนใหญแลวจะไมสามารถเปลี่ยนไปเปนเซลลชนิดอื่นที่ทําหนาที่แตกตางออกไปได แตผลการ ทดลองครั้งนี้ไดแสดงใหเห็นวาเซลลเหลานี้สามารถเปลี่ยนแปลงได เปนตนวาเปลี่ยนจากเซลลกลามเนื้อไป เปนเซลลปอด การรักษาผูปวยโดยการใชเซลลที่ถูกเปลี่ยนคุณสมบัติโดยตรงเชนนี้อาจจะทําไดงายและ ปลอดภั ย กว า การรั ก ษาโดยใช พ ลู ริ โ พเทนท ส เต็ ม เซลล ห รื อ เซลล จ ากตั ว อ อ น เทคนิ ค นี้ ยั ง อาจช ว ยให นักวิทยาศาสตรสรางเซลลโดยการกําหนดปจจัยเพื่อที่จะเปลี่ยนเซลลเปนเซลลชนิดที่ตองการในหองทดลอง ไดรวดเร็วขึ้น ถึงแมวานักวิจัยจะประสบความสําเร็จในการพัฒนาวิธีการและเทคนิคตางๆไดในป พ.ศ. 2551 อยางไรก็ตามการที่จะนําเซลลที่ถูกเปลี่ยนคุณสมบัติไปรักษาผูปวยนั้นจะตองมีการพัฒนาเพิ่มเติมเพื่อหา วิธีการที่มีประสิทธิภาพและนาเชื่อถือไดในการกระตุนเซลลใหเกิดการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้จะตองให แนใจวาปลอดภัยเพียงพอที่จะนําไปรักษาผูปวย นักวิจัยจะตองเขาใจอยางถองแทถึงกระบวนการการ เปลี่ยนคุณสมบัติของเซลลนี้ มีงานวิจัยและทดลองที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนการคุณสมบัติของเซลลเกิดขึ้น มากมาย แตไมมีใครสามารถรูถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายในตัวเซลลอยางแทจริง และมีความเปนไป ไดหลายประการที่เปนตัวกระตุนใหเซลลเกิดการเปลี่ยนคุณสมบัติ ทฤษฎีที่มีความเปนไปไดมากที่สุดคือ ปจจัยที่ถูกใชในการเปลี่ยนคุณสมบัติของเซลลบางประการนั้นไปคลายสายดีเอ็นเอที่อยูในนิวเคลียสของ เซลลออก ทําใหยีนที่ควบคุมการสรางลักษณะของเซลลนั้นถูกกระตุนใหเปลี่ยนแปลงไดงาย จากนั้นปจจัย สวนอื่นจะเขาไปชวยใหเกิดการปลอยกระแสสัญญาณของโปรตีนที่ทําใหเซลลเปลี่ยนไปเปนเซลลชนิดใหม การเปลี่ยนคุณสมบัติของเซลลยังตองการการพัฒนาเทคนิคใหมีประสิทธิภาพมากกวาวิธีการใน ปจจุ บัน ทั้ ง นี้ ก ารทดลองส ว นใหญ จ ะสามารถเปลี่ย นคุ ณ สมบั ติ ข องเซลลใ นอัต ราส ว นที่ นอยกว า 1 ใน 10,000 เซลล อยางไรก็ตามเมื่อไมนานมานี้นักวิจัยสองกลุมไดคนพบวาเซลลผิวหนังที่เรียกวาเคราติโนไซต (Keratinocytes) ซึ่งสามารถนํามาใชในการเปลี่ยนคุณสมบัติไดงาย นักวิจัยสามารถนําเคราติโนไซตมา เปลี่ยนคุณสมบัติไดประมาณ 1 เปอรเซ็นตจากเคราติโนไซตทั้งหมดที่นํามาทดลอง และกระบวนการเปลี่ยน คุณสมบัตินี้ใชเวลาเพียง 10 วัน เมื่อเทียบกับเซลลชนิดอื่นที่ตองใชระยะเวลาหลายสัปดาห เคราติโนไซตมี อยูมากมายในรูขุมขน (Hair Follicles) นักวิจัยจากแคลิฟอรเนียและสเปนแสดงใหเห็นวาพวกเขาสามารถ สกัดกลุมเซลลของแตละบุคคลจากเสนผมที่ถอนมาจากหนังศีรษะของมนุษย ซึ่งเสนผมนี้เปนแหลงของ เซลลที่หาไดงายกวาการตัดชิ้นสวนจากผิวหนังของมนุษย ทา ยที่ สุด แลว การเปลี่ย นคุ ณ สมบัติข องเซลลยัง ตอ งการการควบคุ มคุณ ภาพที่ดี กวา ที่ มีอ ยูใ น ปจจุบัน ในปนี้กลุมนักวิจัยชาวอเมริกันไดคนพบวิธีการใหมในการเปลี่ยนคุณสมบัติของยีนโดยการใสสารที่ เรียกวาแอนตี้ไบโอติค ดอกซีซัยคลิน (Antibiotic Doxycycline) เขาไปในเซลล จากนั้นพวกเขาไดใชเซลลที่ ถูกเปลี่ยนคุณสมบัติแลวมาสรางไอพีเอสเซลลรุนที่ 2 (Second Generation iPS Cells) ซึ่งมีลักษณะทาง - 45 -
  • 47. พันธุกรรมที่เหมือนกันทุกเซลล นอกจากนี้แตละเซลลจะถูกใสไวรัสที่เหมือนกัน ไอพีเอสเซลลรุนที่ 2 นี้ จะ ชวยใหนักวิทยาศาสตรสามารถศึกษากระบวนการเปลี่ยนคุณสมบัติของเซลลเปนครั้งแรกภายใตสภาวะที่ เปนมาตรฐานเดียวกัน และยังชวยใหนักวิทยาศาสตรสามารถเขาใจถึงกระบวนการการพัฒนาและการ เปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิมทางชีวเคมีของเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว ขอมูลที่เกี่ยวของกับการเปลี่ยนคุณสมบัติของเซลลยังไมเพียงพอและยังไมเปนที่เขาใจอยางถองแท ในป จ จุ บั น นอกจากนี้ นั บ เป น ระยะเวลา 10 ป ห ลั ง จากการค น พบเซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ที่ นั ก วิ ท ยาศาสตร ยั ง คงทํ า การทดลองหาวิ ธี ก ารที่ จ ะเปลี่ ย นคุ ณ สมบั ติ ข องเซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นหรื อ พลูริโพเทนท ส เต็ ม เซลลไ ปเป นเนื้ อเยื่ อที่เจริญวัย เต็มที่ แลว ปญหาที่สําคัญ คื อพลูริโพเทนทเ ซลลที่จ ะ นํามาใชในการรักษาผูปวยอาจกระตุนใหเกิดเนื้องอกที่เปนอันตรายได และแมวานักวิทยาศาสตรจะสามารถ เปลี่ยนพลูริโพเทนทเซลลไปเปนเซลลหัวใจไดอยางรวดเร็วในหองทดลอง แตยังไมมีใครที่สามารถคนพบ วิธีการที่สมบูรณแบบในการนําเซลลนั้นเขาไปรวมกับเนื้อเยื่อเพื่อแทนที่หรือรักษาสวนที่ปญหาในรางกาย ดังนั้นนักวิจัยจึง ควรมีการทําการศึกษาและพัฒนาวิธี การต างๆเพื่ อให มั่นใจวาการนําไอพีเอสเซลล มา ประยุกตใชทางการแพทยนั้นมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยอยางแทจริงกอนนํามาใชรักษากับผูปวย - 46 -
  • 48. ประวัติและความเปนมาของเซลลตนตอ ความเปนมาของงานวิจัยเซลลตนตอเริ่มตนจากการที่นักวิจัยไดคนพบเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญ วัยเต็มที่แลว โดยเมื่อ 40 ปที่แลวในชวงทศวรรษที่ 1960 (พ.ศ. 2503 - 2512) นักวิจัยไดคนพบวาใน ไขกระดูกมีเซลลตนตออยูสองชนิด ชนิดแรกเรียกวา เซลลตนตอเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cells) ซึ่งจะเปลี่ยนไปเปนเซลลเม็ดเลือดไดทุกชนิดในรายกาย เซลลตนตออีกชนิดซึ่งถูกคนพบภายหลัง จากการคนพบเซลลตนตอชนิดแรกประมาณสองถึงสามปเรียกวา เซลลจากไขกระดูกในชั้นสตอรมาล (Bone Marrow Stromal Cells) เซลลตนตอชนิดนี้ประกอบดวยกลุมของเซลลตนตอหลายชนิดซึ่งจะ เปลี่ยนไปเปนกระดูก กระดูกออน ไขมัน และเนื้อเยื่อเสนใย (Fibrous Connective Tissue) ในชวงทศวรรษที่ 1960 นี้เชนกันที่นักวิทยาศาสตรซึ่งทําการทดลองกับหนูไดคนพบวามีบริเวณสอง สวนในสมองที่ประกอบดวยเซลลที่สามารถแบงตัวได (Dividing Cells) และจะเปลี่ยนไปเปนเซลลประสาท แมจะมีรายงานการคนพบในครั้งนั้น แตนักวิทยาศาสตรสวนใหญยังเชื่อวาเซลลประสาทนี้จะไมสามารถ พัฒนาไปเปนสมองของสิ่งมีชีวิตที่เจริญวัยเต็มที่แลวได จนกระทั่งในชวงทศวรรษที่ 1990 (พ.ศ. 2533 – 2542) ที่ นั ก วิ ท ยาศาสตร ไ ด ย อมรั บ และมี ค วามเห็ น ตรงกั น ว า สมองของสิ่ ง มี ชี วิ ต ที่ เ จริ ญ วั ย เต็ ม ที่ แ ล ว ประกอบดวยเซลลตนตอ ซึ่งสามารถสรางเซลลสมองไดทั้งสามชนิดไดแก แอสโทรไซต (Astrocytes) และ โอลิโกเดนโดรไซต (Oligodendrocytes) ซึ่งเซลลทั้งสองชนิดเปนเซลลชนิด Non-Neuronal สวนเซลลสมอง อีกชนิดหนึ่งไดแก นิวรอน (Neurons) หรือเซลลประสาท (NIH: Stem Cell Basics, 2008) ในสวนของงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออน รวมทั้งนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอ ชนิดนี้เริ่มตนในชวงกลางทศวรรษที่ 1970 (พ.ศ. 2517 – 2518) โดยหลังจากที่ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ ไดมีคํา ตัดสินในคดี Roe v. Wade1 หลายฝายก็ไดมีการพูดคุยและอภิปรายถึงวิธีการทําการทดลองอยางมี จริ ย ธรรมในงานวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วกั บ การใช เ นื้ อ เยื่ อ ของตั ว อ อ นมนุ ษ ย หลั ง จากช ว งเวลานั้ น ไม น าน นักวิทยาศาสตรไดประสบความสําเร็จในการพัฒนางานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนใหเกิดความกาวหนา อยางมากมาย งานวิจัยชิ้นสําคัญไดการสกัดแยกเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Peroski & Rugnetta, 2009) สรุปลําดับเหตุการณประวัติของงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Peroski & Rugnetta, 2009) • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) กฎหมายการวิจัยแหงชาติ (National Research Act) ไดกําหนดใหมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ พิทักษสิทธิ์มนุษยในการวิจัยดานชีวเวชศาสตรและพฤติกรรมศาสตร (National Commission for the Protection of Human Subjects of Biomedical and Behavioral Research) ภายใตการควบคุมของ กระทรวงสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการ (Department of Health, Education, and Welfare (DHEW))2 เพื่อทําหนาที่กําหนดนโยบายสําหรับพิทักษสิทธิมนุษยชนในการทํางานทดลองทั้งดาน การแพทยและดานวิทยาศาสตร - 47 -
  • 49. • พ.ศ. 2517 (ค.ศ. 1974) สภาคองเกรสในสมั ยประชุมที่ 93 ไดมีคํ าสั่งหามไมให ทุ นวิ จัยในงานวิ จัยที่เ กี่ ยวกับ การใช เนื้อเยื่อทารกจนกวาคณะกรรมาธิการฯ จะออกนโยบายเพื่อควบคุมงานวิจัยดานนี้ • พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) คณะกรรมาธิการฯ ไดออกนโยบายสําหรับการใหทุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับทารกและเนื้อเยื่อจาก ทารก นโยบายนี้ไดกําหนดใหมีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาดานจริยธรรม (Ethics Advisory Board (EAB)) ในงานวิจัยทารกและเนื้อเยื่อจากทารกที่ไดรับมาจากการทําแทง • พ.ศ. 2523 (ค.ศ. 1980) ประธานาธิบดีโรนัล รีแกน (Ronald Reagan) ตัดสินใจที่จะไมแกไขหรือเปลี่ยนแปลงขอ กฎหมายของคณะกรรมการที่ปรึกษาดานจริยธรรม คณะกรรมการที่ปรึกษาฯ ไดเสนอขอแนะนําให รัฐบาลใหทุนงานวิจัยที่เปนไปเพื่อตรวจสอบความปลอดภัยของการปฏิสนธิเทียมในหลอดแกว (In Vitro Fertilization) โดยใชตัวออนมนุษยซึ่งเจริญเติบโตในหลอดทดลองไมเกิน 14 วัน แตใน สถานการณที่แทจริงแลวชวงเวลานั้นรัฐบาลไดระงับการใหทุนวิจัยเกี่ยวกับงานวิจัยตัวออนมนุษย เนื่องจากมีการยุบคณะกรรมการที่ปรึกษาฯ • พ.ศ. 2531 (ค.ศ. 1988) คณะกรรมการวิจัยดานการปลูกถายเนื้อเยื่อทารก (Human Fetal Tissue Transplantation Research Panel) ไดเปดประเด็นอภิปรายและไดรับคะแนนเสียงถึง 18 จาก 3 เสียง ในการยอมรับให รัฐบาลอนุมัติใหทุนวิจัยในงานวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออน แตถึงแมวาจะมีคะแนนเสียงสนับสนุนงานวิจัยตัว ออนอยางมากมาย กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย (Department of Health and Human Services (HHS)) ไดยอมรับหลักฐานจากผูคัดคานที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมสามคน ซึ่งไดโตแยงวา งานวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออนจะสงผลใหมีการทําแทงเพิ่มขึ้น จากหลักฐานนี้สงผลใหรัฐบาลตัดสินใจ ขยายระยะเวลาเพื่อระงับการใหทุนวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออน • พ.ศ. 2533 (ค.ศ. 1990) สภาคองเกรสได พ ยายามที่ จ ะยกเลิ ก การระงั บ การให ทุ น วิ จั ย ฯ โดยการออกกฎหมาย แต ประธานาธิบดีจอรจ เอช ดับเบิ้ลยู บุช (George H.W. Bush) ไดใชสิทธิ์ยับยั้งรางกฎหมายนี้ • พ.ศ. 2536 (ค.ศ. 1993) นางสาวดอนนา ชาเลยลา (Donna Shalala) ซึ่งดํารงตําแหนงปลัดกระทรวงสาธารณสุขและ บริการมนุษย ไดเพิกถอนการระงับ (Moratorium) การใหทุนวิจัยเกี่ยวกับงานวิจัยตัวออนมนุษยตาม คําสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) ของประธานาธิบดีบิล คลินตัน (Bill Clinton) • พ.ศ. 2537 (ค.ศ. 1994) คณะกรรมการวิจัยดานการวิจัยตัวออนมนุษยแหงสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกา (National Institute of Health (NIH)) ไดออกมาสนับสนุนงานวิจัยดานนี้ แตทวาไดมีจดหมายหลาย - 48 -
  • 50. พันฉบับสงมาถึงประธานาธิบดีคลินตันเพื่อใหทบทวนการตัดสินใจซึ่งไดประกาศออกมากอนหนานี้ ใน ทายที่สุดประธานาธิบดีคลินตันจึงตัดสินใจหยุดการใหทุนวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออน • พ.ศ. 2538 (ค.ศ. 1995) สภาคองเกรสไดมีคําสั่งหามการใหทุนวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออนตามมติดิกกี้-วิกเกอร (Dickey- Wicker Amendment) ซึ่งตั้งชื่อตามผูสนับสนุนซึ่งไดแก ส.ส.เจย ดิกกี้ (Jay Dickey (R-AR)) และ ส.ส.โรเจอร วิกเกอร (Roger Wicker (R-MI)) มตินี้ไดหามงานวิจัยที่ไดรับเงินสนับสนุนจากรัฐฯ ทํา การทดลองเกี่ยวกับการสรางตัวออนมนุษย การทําลายตัวออน หรือมีความเสี่ยงที่ตัวออนนั้นจะไดรับ บาดเจ็บหรือตาย มากกวาที่ไดรับอนุญาตในงานวิจัยเกี่ยวกับทารกที่ติดเชื้อตั้งแตอยูในทองแม (In Utero) ภายใตกฎหมาย 45 CFR 46.204(b)3 และสวนที่ 498(b) ของกฎหมายการบริการสาธารณสุข (Public Health Service Act) (42 U.S.C. 289g (b))4 • พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) นายเจมส ทอมปสัน (James Thomson) ซึ่งเปนนักวิทยาศาสตรจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินได ประสบความสําเร็จในการสกัดแยกเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย และไดแสดงใหเห็นถึงศักยภาพอัน โดดเดนของเซลลตนตอในการซอมแซมตัวเองและการเปลี่ยนไปเปนเนื้อเยื่อชนิดจําเพาะ การคนพบ ครั้งนี้ไดนําไปสูการถกเถียงถึงจริยธรรมในการวิจัยที่เกี่ยวกับเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย เนื่องจาก ทีมวิจัยของนายทอมปสันไดสกัดแยกเซลลตนตอโดยมีการทําลายตัวออนมนุษย • พ.ศ. 2542 – 2543 (ค.ศ. 1999 – 2000) สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ไดออกแนวทางในการใหทุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัว ออนมนุษย แตผูเขาชิงตําแหนงประธานาธิบดีในขณะนั้นซึ่งไดแก นายจอรจ ดับเบิ้ลยู บุช (George W. Bush) ไดประกาศตนแสดงจุดยืนถึงการคัดคานงานวิจัยทางดานนี้ในชวงการปราศรัยเพื่อหาเสียง ดังนั้นสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ จึงยังคงหยุดพักขอเสนอโครงการไวจนกวาจะผานพนชวง การเลือกตั้งประธานาธิบดี • สิงหาคม พ.ศ. 2544 (ค.ศ. 2001) ประธานาธิบดีบุชไดมีคําสั่งหามไมใหทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง (Federal Funding) ใน งานวิจัย ที่ ใ ช เ ซลล ตนตอจากตั ว อ อ นมนุษ ย ซึ่ง ได รั บ มาหลั งจากวั นที่ 9 สิ ง หาคม พ.ศ. 2544 แต นโยบายนี้ไมไดมีผลตองานวิจัยของหนวยงานเอกชนหรืองานวิจัยที่ไดรับทุนสนับสนุนจากมลรัฐ (State Funding) อยางไรก็ตามประธานาธิบดีไดกลาวอางวามีงานวิจัยมากกวา 60 กลุมที่รัฐบาล พรอมที่จะสนับสนุนใหทุนวิจัย • มกราคม พ.ศ. 2547 (ค.ศ. 2004) สภาชีวจริยธรรมแหงประธานาธิบดี (President’s Council on Bioethics) ซึ่งผูที่ดํารงตําแหนง ประธานสภาในขณะนั้นคือ นายลีออน แคส (Leon Kass) ไดตีพิมพรายงานที่มีชื่อวา การควบคุม ตรวจสอบงานวิจัยเซลลตนตอ (Monitoring Stem Cell Research) ซึ่งเนื้อหาในรายงานฉบับนี้ไมได - 49 -
  • 51. นําเสนอขอมูลเกี่ยวกับแนวทาง กฎเกณฑ หรือขอแนะนําใดๆเกี่ยวกับนโยบายของรัฐ แตเปาหมาย ของรายงานฉบับนี้ตามจุดประสงคของแคสคือการชี้แจงใหประชาชนที่มีพื้นฐาน แนวความคิด และ ความเชื่อทางจริยธรรมที่ตางกันเขาใจในเรื่องของศีลธรรมและจริยธรรม ทางสังคมที่เกี่ยวของกับ ประเด็นปญหาที่มีอยูไดชัดเจนมากยิ่งขึ้น • 26 เมษายน พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) สถาบันแหงชาติของสหรัฐฯ (National Academies) ไดเสนอรายงานที่มีชื่อวา แนวทางสําหรับ งานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Guidelines for Human Embryonic Stem Cell Research) ในรายงานขาวฉบับนี้ นายริชารด โอ ไฮเนส (Richard O. Hynes) ซึ่งดํารงตําแหนงเปนประธานรวม ของคณะกรรมการไดชี้แจงวา ในวงการวิทยาศาสตรของสหรัฐฯ ควรมีมาตรฐานขอบังคับที่เปน อันหนึ่งอันเดียวกันในเรื่องของการสกัดแยก การเก็บรักษา การแจกจายและการใชกลุมเซลลตนตอ จากตัวออน เพื่อใหงานวิจัยดานนี้ไดเกิดความกาวหนาอยางมีประสิทธิภาพ • พฤษภาคม พ.ศ. 2548 (ค.ศ. 2005) สภาชีวจริยธรรมแหงประธานาธิบดีไดนําเสนอเอกสารทางราชการ (White Paper) ที่มีหัวขอวา แหลงทดแทนที่เปนทางเลือกใหมของพลูริโพเทนทสเต็มเซลล (Alternative Sources of Pluripotent Stem Cells) • 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) นายเอ็ดมันด เพลเลกริโน (Edmund Pellegrino) ซึ่งดํารงตําแหนงประธานสภาชีวจริยธรรม แหงประธานาธิบดีในขณะนั้นไดทําการปรับปรุงขอมูลใหมเกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอ และแหลง ทดแทนที่เปนทางเลือกใหมของพลูริโพเทนทสเต็มเซลล โดยใชขอมูลจาก ดร.ฮันส โรเบิรต โชเลอร (Dr.Hans Robert SchÖler) ซึ่งดํารงตําแหนงเปนผูอํานวยการสถาบันแมกซ แพลงค สถาบันวิจัย ทางด า นเซลล และชี ว วิ ท ยาของการเจริ ญ เติบ โตเพื่อชีว การแพทยร ะดับ โมเลกุล (Cell and Developmental Biology Max Planck Institute for Molecular Biomedicine) • 21 ธันวาคม พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) สมาคมเพื่อการวิจัยสเต็มเซลลสากล (International Society for Stem Cell Research (ISSCR)) ไดเผยแพรรายงานขอมูลที่มีชื่อวา แนวทางในการทําการวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Guidelines for the Conduct of Human Embryonic Stem Cell Research) • 30 เมษายน พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) สถาบันแหงชาติของสหรัฐฯ ไดเผยแพรเอกสารเพื่อแกไขขอมูลฉบับป พ.ศ. 2550 ในรายงาน แนวทางแนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่ไดประกาศไปในป พ.ศ. 2548 • 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) ประธานาธิบดีบุชไดออกคําสั่งใหปลัดกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษยทําการสนับสนุน และสงเสริมงานวิจัยที่เปนแหลงทดแทนทางเลือกใหมของพลูริโพเทนทสเต็มเซลล ประธานาธิบดีบุช - 50 -
  • 52. ยังมีคําสั่งใหเปลี่ยนชื่อโครงการลงทะเบียนรายชื่อเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Human Embryonic Stem Cell Registry) เปนโครงการลงทะเบียนรายชื่อพลูริโพเทนทสเต็มเซลลจากมนุษย (Human Pluripotent Stem Cell Registry) • พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007) นายชินยะ ยามานากะ (Shinya Yamanaka) จากมหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University) และ นายเจมส ทอมปสัน จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินแมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) ตาง คนก็ ได ตีพิมพเอกสารแสดงผลการคนพบอินดิ วสพลูริโพเทนทสเต็ มเซลลหรือไอพี เอสเซลล (Induced Pluripotent Stem Cells (iPS Cells)) เซลลชนิดพลูริโพเทนทนี้ถูกสรางจากการนํายีนสี่ ชนิดใสเขาไปในเซลลผิวหนังโดยใชไวรัสเปนพาหะ วิธีการนี้จะสงผลใหเซลลผิวหนังมีคุณสมบัติคลาย กับเซลลตนตอจากตัวออน นักวิจัยไดประสบความสําเร็จในการเปลี่ยนไอพีเอสเซลลไปเปนเซลลหัวใจ และเซลลประสาท • พฤษภาคม พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) นายโรเบิรต สเตรฟเฟอร (Robert Streiffer) นักชีวจริยศาสตรจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน ไดตีพิมพเอกสารเกี่ยวกับการตรวจสอบจัดทําแบบฟอรมเพื่อใหไดรับการอนุญาต (Consent Forms) จากรัฐฯ ใหทํางานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย ซึ่งระหวางการจัดทําเอกสารฉบับนี้ นายโรเบิรตไดคนพบวาเซลลตนตอทั้งหมด 21 กลุมที่เคยไดรับอนุญาตจากรัฐฯ นั้น โดยแทจริงแลวมี เพียงไมเกิน 16 กลุมเทานั้นที่ไดรับมาอยางถูกตองตามหลักจริยธรรมและสามารถนํามาใชงานได • 5 กันยายน พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) สถาบันแหงชาติของสหรัฐฯ ไดเผยแพรเอกสารเพื่อแกไขขอมูลฉบับป พ.ศ. 2551 ในรายงาน แนวทางแนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่ไดประกาศไปในป พ.ศ. 2548 • 3 ธันวาคม พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) สมาคมเพื่อการวิจัยสเต็มเซลลสากลไดเผยแพรรายงานขอมูลที่มีชื่อวา แนวทางในการแปลง งานวิจัยเซลลตนตอทางดานคลินิกสูการปฏิบัติจริงกับผูปวย (Guidelines for the Clinical Translation of Stem Cells) • 20 มกราคม พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) นายบารัค โอบามา (Barack Obama) ไดกลาวคําสัญญาในพิธีสาบานตนในการขึ้นเปน ประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐฯ วา จะเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑและขอบังคับเดิมเกี่ยวกับงานวิจัย เซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่กําหนดโดยประธานาธิบดีบุช • 9 มีนาคม พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) ประธานาธิบดีบารัค โอบามาไดลงนามในคําสั่งผูบริหาร (Executive Order) เพื่อยกเลิก ขอจํากัดเดิมของประธานาธิบดีจอรจ ดับเบิ้ลยู บุช โดยประธานาธิบดีโอบามาไดอนุมัติใหเงินทุน สนับสนุนจากรัฐบาลกลางในงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย - 51 -
  • 53. • 24 เมษายน พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ไดจัดทํารางเอกสารแนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอ จากมนุษยของสถาบันฯ (Draft National Institutes of Health Guidelines for Human Stem Cell Research) และใหประชาชนไดทําการแสดงความคิดเห็นกอนที่จะประกาศใชเอกสารฉบับจริง • 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ไดออกเอกสารแนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจาก มนุษยของสถาบันฯ ฉบับสมบูรณ (National Institutes of Health Guidelines for Human Stem Cell Research) และไดประกาศใหมีผลบังคับใชตั้งแตวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เปนตนมา - 52 -
  • 54. กฎหมายและนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวของกับงานวิจัยเซลลตนตอ 1. การคนพบครั้งยิ่งใหญของวงการวิทยาศาสตร ประเด็นของงานวิจัยที่เกี่ยวกับเซลลไดตนตอเริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายนของป พ.ศ. 2541 เมื่อ นักวิจัยไดประสบความสําเร็จในการสกัดแยกเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยเปนครั้งแรก โดยการคนพบครั้ง นี้เปนผลงานของ ดร. เจมส เอ ทอมปสัน (Dr. James A. Thomson) นักชีววิทยาจากมหาวิทยาลัย วิสคอนซินแมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) การคนพบครั้งนี้ไดสรางความหวังใหกับวงการ วิทยาศาสตรและการแพทยเพราะมีศักยภาพในการนํามาใชเปนวิธีใหมในการบําบัดรักษาโรค เซลลตนตอ จากตัวออนนี้มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลไดเกือบทุกชนิดในรางกาย นักวิทยาศาสตรจึงมี ความหวังในการนําเซลลตนตอชนิดนี้มาใชเพื่อซอมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทําลายไป (AAAS, 2009) 2. การหามทํางานวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออน งานวิจัยเพื่อสกัดแยกเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยของดร. ทอมปสันไมผานการพิจารณาในการ ขอรับเงินทุนอุดหนุนงานวิจัยจากสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกา (National Institute of Health (NIH)) ซึ่งเปนองคกรหลักของรัฐบาลกลางที่เปนผูสนับสนุนเงินทุนวิจัยของงานวิจัยทางดานชีวการแพทย (Biomedical Research) ถึงแมวางานวิจัยชิ้นอื่นของดร. ทอมปสันจะเคยไดรับทุนจากทางสถาบันฯ มาแลว ก็ตาม อยางไรก็ตามดร. ทอมปสันไดแบงแยกการทดลองเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยออกจากงานวิจัย อื่นๆ และขอรับทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากหนวยงานเอกชนแทนซึ่งไดแก บริษัท เจรอน (Geron Corporation) ที่ตั้งอยูในเมืองเมนโล พารค (Menlo Park) มลรัฐแคลิฟอรเนีย และมูลนิธิสงเสริมการวิจัยของ สมาคมศิษยเกามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (Wisconsin Alumni Research Foundation (WARF)) การที่งานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยของดร. ทอมปสันไมผานการพิจารณาในการขอรับทุน วิจัยจากรัฐบาลกลางเนื่องจากสภาคองเกรสไดมีมติหามสถาบันฯ ใหทุนสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออน มนุ ษ ย ในป พ.ศ.2538 สภาคองเกรสได แ นบบั น ทึ ก ที่ ร ะบุ ก ารห า มทํ า งานวิ จั ย ตั ว อ อ นมนุ ษ ย ใ น พระราชบัญญัติงบประมาณ (Appropriation Bill) ที่เกี่ยวกับการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยของรัฐบาลกลาง โดยบันทึกนี้ยังคงถูกแนบกับพระราชบัญญัติงบประมาณฉบับปตอๆมาและสงผลใหไมมีงานวิจัยตัวออน มนุษยชิ้นใดในสหรัฐอเมริกาที่ไดรับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากรัฐบาลกลางจนถึงป พ.ศ. 2544 ขอความในบันทึกที่ระบุการหามทํางานวิจัยตัวออนมนุษยไดถูกรางขึ้นแตเดิมโดย ส.ส. เจย ดิกกี้ (Jay Dickey (R-AR)) และขอความนี้ไดปรากฏอยูในพระราชบัญญัติงบประมาณของสถาบันสุขภาพ แหงชาติของสหรัฐฯ ประจําป พ.ศ. 2549 (H.R. 3010, Sec 509)5 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ (a) เงินสนับสนุนงานวิจัยที่ถูกระบุในพระราชบัญญัติฉบับนี้จะไมสามารถนําไปใชไดกับ (1) การสรางตัวออนมนุษยโดยมีจุดประสงคเพื่อการวิจัย หรือ (2) งานวิจัยที่ตัวออนมนุษยจะมีการถูกทําลาย ถูกละทิ้ง หรือมีความเสี่ยงที่จะไดรับบาดเจ็บ หรือสิ้นชีวิตมากกวาที่ไดรับอนุญาตในงานวิจัยเกี่ยวกับทารกที่ติดเชื้อตั้งแตอยูในทองแม - 53 -
  • 55. (In Utero) ภายใตกฎหมาย 45 CFR 46.204(b)3 และสวนที่ 498(b) ของกฎหมายการ บริการสาธารณสุข (Public Health Service Act) (42 U.S.C. 289g (b))4 (b) นิยามของตัวออนมนุษย (Human Embryo/Embryos) ในพระราชบัญญัติฉบับนี้รวมถึงสิ่งมีชีวิต ที่ไดรับมาจากการปฏิสนธิ (Fertilization) การสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศ (Parthenogenesis) การ โคลนนิ่ง (Clonning) หรือไดรับมาจากวิธีการอื่นๆที่มีการใชเซลลสืบพันธุของมนุษย (Human Gametes) หรือเซลลที่มีจํานวนโครโมโซม 2 ชุด ซึ่งไดแกเซลลรายกายของสิ่งมีชีวิต (Human Diploid Cells) ทั้งนี้ไมรวมถึงมนุษย (Human Subject) ที่ระบุในหัวขอกฎหมาย 45 CFR 466 เนื่ อ งจากการค น พบวิ ธี ก ารสกั ด แยกเซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ข องดร. ทอมป สั น ได ส ร า ง ความหวังและมีศักยภาพในการนํามาใชบําบัดรักษาโรค ดังนั้นสถาบันฯ จึงพยายามคนหาวิธีการและขอ คําปรึกษาเกี่ยวกับการใหเงินทุนสนับสนุนวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยจากกระทรวงสาธารณสุขและ บริการมนุษย และในเดือนมกราคม พ.ศ. 2542 ทางกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษยจึงไดสรุปวา นักวิทยาศาสตรสามารถขอรับทุนวิจัยจากรัฐบาลกลางในงานวิจัยที่เกี่ยวกับเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยได ตราบเทาที่นักวิทยาศาสตรไมไดนําเงินสนับสนุนจากรัฐบาลไปทําลายตัวออน หรืออีกแงหนึ่งคือสวนของ งานทดลองที่เกี่ยวกับการสกัดแยกซึ่งตองมีการทําลายตัวออนเพื่อที่นําเซลลตนตอมาใชนั้น นักวิจัยจะตอง ขอรับทุนสนับสนุนจากองคกรเอกชน และจากผลสรุปนี้ทางสถาบันฯ จึงไดเริ่มทําการรางแนวทางในการ ขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย 3. แนวทางในการขอรับ เงินทุนสนับ สนุ นงานวิจั ยเซลลตนตอของสถาบั นสุ ขภาพแหง ชาติ ของ สหรัฐอเมริกา ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2542 ทางสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ไดออกรางเอกสารแนวทางใน การขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนจากรัฐบาลกลาง ในรางเอกสารแนวทางฉบับนี้ได มีการระบุถึงที่มาของเซลลในงานวิจัยที่จะสามารถขอรับทุนได โดยเซลลนั้นจะตองมาจากตัวออนที่เหลือการ การผสมเทียมและตองไดรับความยินยอมจากผูที่ใหกําเนิดตัวออนนั้นเทานั้น นอกจากนี้ถาคลินิกที่รับผสม เทียมมีกําไรจากการขายตัวออนเพื่อใชนําไปสกัดแยกเซลลตนตอ งานวิจัยที่ใชเซลลจากคลินิกเหลานี้จะไม สามารถขอรับทุนวิจัยจากรัฐบาลกลางไดเชนกัน โดยหลังจากที่ทางสถาบันฯ ไดพิจารณานําขอคิดเห็นตางๆ ที่ไดรับมาแลว ทางสถาบันฯ จึงไดออกประกาศใชเอกสารแนวทางในการขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัย เซลลตนตอจากตัวออนจากรัฐบาลกลางฉบับจริงเมื่อวันที่ 25 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543 โดยที่ไดรับการ สนับสนุนจากประธานาธิบดีบิล คลินตัน เอกสารแนวทางในการขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยของสถาบันฯ ไดรับการยอมรับจากบุคคลบาง กลุมซึ่งเห็นดวยกับงานวิจัยเซลลตนตอ ในขณะที่กลุมบุคคลที่ไมเห็นดวยไดมีการโตแยง ทั้งนี้ทางสถาบันฯ ไดรับใบสมัครขอเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยหลายชุดหลังจากที่มีการประกาศใชเอกสารแนวทางในการขอรับ - 54 -
  • 56. ทุนวิจัยฉบับนี้ และทางสถาบันฯ ไดจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทําการพิจารณาขอเสนอในการขอรับทุนวิจัย อยางไรก็ตามในป พ.ศ. 2543 ซึ่งเปนชวงของการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหมของสหรัฐฯ นาย จอร จ ดั บเบิ้ล ยู บุช ซึ่งเป นผูที่เ ขาชิงตํ าแหนงประธานาธิ บ ดีและมี โอกาสที่จะไดรับตําแหนงไดออกมา ประกาศที่ จ ะไม ส นั บ สนุ น งานวิ จั ย เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย รวมทั้ ง คั ด ค า นการยื่ น ข อ เสนอของ นักวิทยาศาสตรเพื่อขอทุนวิจัยจากรัฐบาลกลางในงานวิจัยเซลลตนตอชนิดนี้ นายบุชไดกลาวคัดคานการใหเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางในงานวิจัยเซลลตนตอซึ่งตองมีการ ทํา ลายตั ว ออนของมนุ ษ ย โดยหลังจากที่ไดรับ ตํา แหนงแล ว ประธานาธิบ ดี บุช ไดมีคําสั่งใหนายทอมมี่ ทอมปสัน (Tommy Thompson) ซึ่งดํารงตําแหนงเปนปลัดกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษยในขณะนัน ้ ทําการพิจารณาเอกสารแนวทางของสถาบันฯ ใหมอีกครั้ง และในเดือนเมษายน พ.ศ. 2544 ทางสถาบันฯ ไดยกเลิกนัดหมายของการประชุมคณะกรรมการที่จะมีขึ้นเปนครั้งแรกเพื่อพิจารณาขอเสนอของผูขอทุนวิจัย ในงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออน 4. การตัดสินใจของประธานาธิบดีบุช ประธานาธิบดีบุชไดสรุปการตัดสินใจและประกาศอยางเปนทางการในการปราศรัยตอประชาชนเมื่อ วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2544 โดยประธานาธิบดีบุชยินยอมใหมีการนําเงินของรัฐบาลกลางมาใชเปนทุน สนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยตอไป แตทั้งนี้งานวิจัยนั้นจะตองใชเซลลตนตอซึ่งมาจาก กลุมเซลลที่มีอยูกอนวันที่ประกาศใชคําสั่งนี้ ประธานาธิบดีบุชมีความเห็นวานักวิจัยสามารถใชกลุมเซลล ตนตอที่มีอยูแลวในงานทดลองและขอรับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางได เพราะการทําลายตัวออนได เกิดขึ้นมาแลว อยางไรก็ตามประธานาธิบดีบุชยังคงคัดคานการนําเงินจากรัฐบาลกลางไปสนับสนุนงานวิจัย ที่ใช เซลลตนตอซึ่ งไดรับมาหลั งวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2544 เพื่อปองกันการนําภาษี จากประชาชนไป สนับสนุนการทําลายตัวออนมนุษย การตั ด สิน ใจของประธานาธิ บ ดี บุช ในเรื่อ งนี้ ไ ด กอ ใหเ กิ ด การตอบสนองที่ห ลากหลายจากกลุ ม ผูสนับสนุนและผูคัดคาน ผูคัดคานงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยบางคนมีความเห็นวาการตัดสินใจ ครั้งนี้เปนสิ่งที่นาชื่นชม ในขณะที่บางคนมีความเห็นวารัฐบาลไมควรที่จะสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจาก ตัวออนมนุษยใดๆเลยถึงแมวาเซลลที่นํามาใชในการทดลองนั้นจะมีมากอนวันที่ประกาศคําสั่งแลวก็ตาม ในขณะที่ผูสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยสวนใหญเห็นดวยกับการที่ประธานาธิบดีบุช อนุญาตใหงานวิจัยที่ใชเซลลตนตอที่มีอยูกอนวันประกาศใชคําสั่งยังคงดําเนินตอไปได แตยังมีความเห็นวา การจํากัดการใชกลุมเซลลตนตอนั้นเปนเรื่องที่เขมงวดเกินไป และจํานวนเซลลตนตอที่จะสามารถนํามาใช ไดอาจมีจํานวนไมเพียงพอ หลังจากวันที่ประธานาธิบดีบุชไดประกาศใชคําสั่ง ทางสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ไดทํา การตรวจสอบจํานวนกลุมเซลลตนตอที่สามารถนํามาใชไดและพบวากลุมเซลลตนตอที่มีอยูกอนวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2544 จากทั่วโลกมีจํานวนทั้งหมด 64 กลุม และในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2544 สถาบันฯ - 55 -
  • 57. ไดออกประกาศแจงแหลงที่มีกลุมเซลลตนตอที่สามารถนํามาใชในงานทดลองไดจํานวน 10 แหง รวมทั้งยัง ไดประกาศที่จะจัดตั้งโครงการลงทะเบียนรายชื่อเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Human Embryonic Stem Cell Registry) 5. ประเด็นโตแยงในเรื่องจํานวนของกลุมเซลลตนตอที่สามารถนํามาใชได สืบเนื่องการประกาศของทางสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ในวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2544 กลุมของเซลลตนตอที่มีอยูกอนวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2544 มีจํานวนทั้งหมด 64 กลุม จากหองทดลอง ทั้งหมด 10 แหง ซึ่งแสดงในตารางที่ 2 ตารางที่ 2 หองทดลองที่มีกลุมเซลลตนตอซึ่งผานเกณฑในการนํามาใชเพื่อขอทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง ชือหองทดลอง ่ สถานทีตั้ง ่ จํานวนกลุมเซลลตนตอ  BresaGen, Inc. เมืองเอเธนส มลรัฐจอรเจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา 4 CyThera, Inc. เมืองซานดิเอโก มลรัฐแคลิฟอรเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา 9 Karolinska Institute เมืองสตอคโฮลม ประเทศสวีเดน 5 Monash University เมืองเมลเบิรน ประเทศออสเตรเลีย 6 National Center for Biological Sciences เมืองบังคาลอร ประเทศอินเดีย 3 Reliance Life Sciences เมืองมุมไบ ประเทศอินเดีย 7 Technion-Israel Institute of Technology เมืองไฮฟา ประเทศอิสราเอล 4 University of California เมืองซานฟรานซิสโก มลรัฐแคลิฟอรเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา 2 Göteborg University เมืองเยิตเตบอยร ประเทศสวีเดน 19 Wisconsin Alumni Research Foundation เมืองแมดิสน มลรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา ั 5 (ที่มา: AAAS, 2009) อยางไรก็ตามนักวิทยาศาสตรไดมีประเด็นคําถามสําคัญที่เกี่ยวกับกลุมเซลลตนตอเกิดขึ้นอยู 5 คําถามซึ่งไดแก 1) กลุมเซลลตนตอเหลานี้มีความสมบูรณและแข็งแรงเพียงพอที่จะนํามาใชในการทดลองหรือไม 2) กระบวนสกัดแยกกลุมเซลลตนตอเหลานี้สอดคลองกับหลักจริยธรรมหรือไม 3) กลุมเซลลตนตอเหลานี้มีลักษณะทางพันธุกรรมที่หลายหลายและแตกตางกันหรือไม 4) เซลลที่ไดจากการเปลี่ยนคุณสมบัติของเซลลตนตอเหลานี้มีความปลอดภัยเพียงพอที่จะนํามา ปลูกถายใหกับมนุษยหรือไม 5) หองทดลองที่เปนเจาของกลุมเซลลเหลานี้จะสามารถสงเซลลตนตอใหนักวิจัยในชวงเวลาตาม กําหนดและมีราคาที่เหมาะสมหรือไม - 56 -
  • 58. สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ไดมีการประกาศชี้แจงวากลุมเซลลตนตอทั้ง 64 กลุมนี้ผาน เกณฑบรรทัดฐานของประธานาธิบดี โดยกลุมเซลลเหลานี้ไดรับมาจากตัวออนที่เหลือจากการผสมเทียม นอกจากนี้ผูบริจาคไดมีความยินยอมใหใชตัวออนนี้ในการทดลองโดยไมไดมีปจจัยทางดานการเงินมา เกี่ยวของในการตัดสินใจของผูบริจาค อยางไรก็ตามทางสถาบันฯ ไมไดมีประกาศชี้แจงวากลุมเซลลตนตอ เหลานี้ไดรับมาโดยผานเกณฑมาตรฐานทางดานจริยธรรมซึ่งกําหนดโดยสถาบันการศึกษาตางๆหรือไม นอกจากนี้ในประเด็นเรื่องความหลากหลายทางพันธุกรรมของกลุมเซลลตนตอนั้น นักวิจัยจะตองทํา การทดลองเพื่อให มั่นใจวากลุมเซลลตนตอที่นํามาใช นั้นได รับมาจากตัว ออนที่มีความแตกตางกันทาง พันธุกรรมจริง เนื่องจากทางสถาบันฯ ไมไดมีการชี้แจงถึงตนกําเนิดของกลุมเซลลตนตอเหลานั้น สวนเรื่องของความปลอดภัยของกลุมเซลลเหลานี้ไดกลายเปนประเด็นปญหาหลัก เนื่องจากกลุม เซลลตนตอเหลานี้สวนใหญถูกเพาะเลี้ยงไวในอาหารเลี้ยงเซลลที่มีเซลลตนตอของหนูผสมอยู ดังนั้นจึงอาจ สงผลใหไวรัสที่อาจมีอยูในเซลลของหนูปนเปอนเขาไปในเซลลของมนุษยและกอใหเกิดอันตรายได ซึ่ง ภายใตกฎระเบียบขององคการอาหารและยา การปลูกถายโดยใชเซลลตนตอเหลานี้จะจําแนกอยูในกลุมที่ เรียกวา ซีโนทรานสแพลนท (Xenotransplants) หรือการปลูกถายโดยใชเนื้อเยื่อของสัตว ซึ่งการปลูกถาย ประเภทนี้ใหกับผูปวยจะมีกฎเกณฑที่เขมงวดมาก ในสวนประเด็นปญหาเรื่องการของการเขาถึงหรือไดรับกลุมเซลลตนตอเหลานี้ ทางสถาบันฯ ไดเซ็น สัญญาในบันทึกขอตกลงกับสถาบันวิจัยวีเซลล (WiCell Research Institute) ซึ่งเปนหนวยงานในเครือของ มูลนิธิสงเสริมการวิจัยของสมาคมศิษยเกามหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (Wisconsin Alumni Research Foundation (WARF)) ซึ่งในบันทึกขอตกลงฉบับนี้จะทําใหนักวิทยาศาสตรของสถาบันสุขภาพแหงชาติของ สหรัฐฯ สามารถขอรับกลุมเซลลตนตอจากสถาบันวิจัยวีเซลลได รวมทั้งสามารถตีพิมพผลการทดลองกับ ทางสถาบันวิจัยวีเซลลไดเชนกัน อยางไรก็ตาม นักวิจัยไดคนพบวากลุมเซลลตนตอทั้งหมด 64 กลุม ที่ทางสถาบันสุขภาพแหงชาติ ของสหรัฐฯ ไดประกาศวาสามารถนํามาใชในการทดลองและขอรับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางไดนั้น สวนใหญแลวไมใชกลุมเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่แทจริงและบางกลุมไมเหมาะสมที่จะนํามาใชใน งานวิจัย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ไมเหมาะสมและขาดความหลากหลายทางพันธุกรรม จึงทําใหมีกลุมเซลล ตนตอที่สามารถนํามาใชไดจริงเพียง 21 กลุม ยิ่งไปกวานั้นกลุมเซลลตนตอ 5 กลุม จาก 21 กลุมที่สามารถ นํามาใชไดนั้นขาดเอกสารรับรองการยินยอมจากผูบริจาคตัวออน ดังนั้นจํานวนกลุมเซลลตนตอที่สามารถ นํามาใชไดจริงและถูกตองตามหลักจริยธรรมจะมีเหลือเพียง 16 กลุมเทานั้น (Peroski & Rugnetta, 2009) 6. ความกดดันที่เกิดขึ้นในปของการเลือกตั้งประธานาธิบดี ประเด็นโตแยงในเรื่องของเซลลตนตอไดเกิดขึ้นอยางรุนแรงอีกครั้งในป พ.ศ. 2547 ซึ่งกอนหนานี้ ไดมีการรายงานวาจํานวนของกลุมเซลลตนตอที่สามารถนํามาใชเพื่อขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยจาก รัฐ บาลกลางไดจ ริ งมี จํานวนนอยกวา ที่ท างสถาบั นสุข ภาพแห ง ชาติของสหรั ฐ ฯ ได ป ระกาศไวใ นเดือ น - 57 -
  • 59. สิ ง หาคม พ.ศ. 2544 นอกจากนี้ ก ลุ ม เซลล ส ว นใหญ ยั ง ไม มี ค วามเหมาะสมที่ จ ะนํ า มาใช ใ นงานวิ จั ย นักวิทยาศาสตรที่มีชื่อเสียงหลายคนไดออกมาแสดงความเห็นวาประธานาธิบดีบุชควรแกไขนโยบายในเรื่อง ของเซลลตนตอ ประชาชนสวนใหญก็ไดออกมาเรียกรองใหรัฐบาลมีการสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัว ออนเพิ่มขึ้น รวมทั้งครอบครัวของอดีตประธานาธิบดีโรนัล เรแกน (Ronald Reagan) ก็ไดออกมาประกาศ ตัวสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนเชนกัน ในเดือนเมษายน สมาชิกสภาผูแทนราษฎรจากทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตจํานวน 206 คน ไดทําจดหมายยื่นถึงประธานาธิบดีบุชเพื่อเรียกรองใหผอนปรนขอจํากัดในเรื่องของการใหทุนสนับสนุน งานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนของรัฐบาลกลาง นอกจากนี้ในตนเดือนมิถุนายน ประธานาธิบดีบุชยังไดรับ จดหมายที่คลายกันอีกฉบับจากสมาชิกวุฒิสภาจํานวน 58 คน ส.ส. ไมค คาสเซิล (Mike Castle (R-DE)) และ ส.ส. ไดอานา เดอเกต (Diana DeGette (D-CO)) รวมทั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรจากทั้งสองพรรคอีกจํานวน 189 คน ไดออกมาสนับสนุนรางกฎหมายการ วิจัยเซลลตนตอฉบับป พ.ศ. 2547 (Stem Cell Research Enhancement Act of 2004, H.R. 4682) โดยใน รางกฎหมายฉบับนี้ไดมีการระบุใหรัฐบาลใหการสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมากขึ้น รวมทั้งมี การยินยอมใหใชเซลลตนตอที่ไดรับมาจากตัวออนที่เหลือและไดรับมาโดยการบริจาคจากคลินิกผสมเทียม มาใชในงานวิจัยได รางกฎหมายฉบับนี้ไดผานกระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการดานสุขภาพของ คณะกรรมาธิการดานพลังงานและการคาของสภาผูแทนราษฎร (House Energy and Commerce Committee) เมื่อพ.ศ. 2547 ในชวงของการเลือกตั้งประธานาธิบดี เรื่องของงานวิจัยเซลลตนตอไดกลายเปน ประเด็นที่แบงแยกชัดเจนระหวางผูเขาชิงตําแหนงประธานาธิบดีทั้งสองคน วุฒิสมาชิกจอหน เคอรรี่ (John Kerry) ซึ่งเปนผูเขาชิงจากพรรคเดโมแครต มีนโยบายที่จะเพิ่มเงินทุนในการสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอ จากตัวออนและจะยกเลิกขอกําหนดของประธานาธิบดีบุชที่ไดประกาศคําสั่งใชในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2544 ในสวนของประธานาธิบดีบุชยังคงยืนยันในการคัดคานการสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนนี้ ในชวงกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547 สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ไดวางแผนที่จะจัดตั้ง ธนาคารเซลลตนตอแหงชาติ (National Stem Cell Bank) ซึ่งจะเปนการรวมกลุมเซลลตนตอที่สามารถ นํามาใชในงานวิจัยไวในที่แหงเดียว นอกจากนี้ในเดือนเดียวกัน ทางกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย (Department of Health and Human Services (HHS)) ไดตีพิมพเอกสารชี้แจงเพื่อเนนถึงจุดยืนของ ประธานาธิบดีในเรื่องของเซลลตนตอ โดยชี้แจงซ้ําวารัฐบาลชุดนี้ภายใตการนําของประธานาธิบดีบุชไมเห็น ดวยที่จะนําภาษีของประชาชนมาสนับสนุนการทําลายตัวออนของมนุษยไมวาตัวออนนั้นจะมีที่มาอยางไรก็ ตาม - 58 -
  • 60. 7. การใชสิทธิ์ยับยั้งของประธานาธิบดีบุชครั้งแรก ในเดือนกุมภาพันธ พ.ศ. 2548 นายคาสเซิลและนางเดอเกตไดทําการเสนอรางกฎหมายการวิจัย เซลลตนตอ (Stem Cell Research Enhancement Act, H.R. 810) อีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ รางกฎหมายฉบับนี้ ไดผานกระบวนการพิจารณาและลงคะแนนเสียงในสภาผูแทนราษฎรโดยมีคะแนนเสียงสนับสนุนถึง 238 ตอ 194 เสียง ในสวนของวุฒิสภาก็ไดออกมาสนับสนุนใหมีการพิจารณารางกฎหมายนี้เชนกัน โดย ส.ส. บิล ฟริสท (Bill Frist (R-TN)) ซึ่งเปนผูนําสมาชิกวุฒิสภาไดออกมาประกาศในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2548 วาจะ สนับสนุนรางกฎหมายการวิจัยเซลลตนตอฉบับนี้ เพราะนโนบายของประธานาธิบดีบุชที่เกี่ยวกับการให เงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนนั้นเขมงวดเกินไป ในเดือนมิถุนายน พ.ศ .2549 วุฒิสภาไดประกาศแผนการแรกที่จะทําการพิจารณารางกฎหมายที่ เกี่ยวกับการวิจัยเซลลตนตอทั้งหมด 3 ฉบับ โดยที่จะไมมีการแกไข ซึ่งในการที่จะผานรางกฎหมายแตละ ฉบับนั้นจะตองมีเสียงสนับสนุนอยางนอย 60 เสียง รางกฎหมายฉบับแรกไดแก รางกฎหมายการวิจัยเซลล ตนตอ (H.R. 810) ซึ่งไดผานสภาผูแทนราษฎรแลว สวนอีกสองฉบับซึ่งยังไมผานสภาผูแทนราษฎรไดแก รางกฎหมายการสนับสนุนวิธีการสกัดแยกเซลลตนตอที่ไมตองมีการทําลายตัวออนมนุษย (Alternative Pluripotent Stem Cell Therapies Enhancement Act, S. 2754) และรางกฎหมายที่หามการทําฟารม เพาะเลี้ยงตัวออน (Fetal Farm) โดยมีจุดประสงคเพื่อนําไปใชในงานวิจัยโดยเฉพาะ (Fetus Farming Prohibition Act, S. 3504) ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 รางกฎหมายทั้งสามฉบับไดผานการพิจารณาของวุฒิสภาทั้งหมด โดยที่รางกฎหมาย H.R. 810 มีคะแนนเสียงสนับสนุน 63 ตอ 37 เสียง ในสวนของรางกฎหมาย S. 2754 และ S. 3504 นั้นมีคะแนนเสียงสนับสนุนที่เปนเอกฉันท และเพื่อปองกันการใชสิทธิ์ยับยั้งของประธานาธิบดี รางกฎหมายจะตองไดรับคะแนนเสียงสนับสนุนอยางนอย 67 เสียง อยางไรก็ตามรางกฎหมายสองฉบับที่ออกจากวุฒิสภาซึ่งไดแก S. 2754 และ S. 3504 นั้น มีเพียง รางกฎหมาย S.3504 เทานั้นที่ผานสภาผูแทนราษฎร และเมื่อรางกฎหมายสองฉบับที่เหลือซึ่งไดแก H.R. 810 และ S. 3504 ไดถูกเสนอใหกับประธานาธิบดีบุชเพื่อพิจารณา ประธานาธิบดีไดลงนามใน S. 3504 เพื่อรับรองเปนกฎหมาย แตใชสิทธิ์วีโต (Veto) ของประธานาธิบดีเพื่อยับยั้งรางกฎหมาย H.R. 810 ซึ่งการ ใชสิทธิ์ยับยั้งครั้งนี้นับเปนการใชสิทธิ์ยับยั้งครั้งแรกของประธานาธิบดีบุชตั้งแตไดเขาบริหารงานในตําแหนง ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ 8. การใชสิทธิ์ยับยั้งของประธานาธิบดีบุชครั้งที่สอง ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 สภาผูแทนราษฎรไดผานรางกฎหมายการวิจัยเซลลตนตอ (Stem Cell Research Enhancement Act, H.R. 3) อีกครั้งดวยคะแนนเสียงสนับสนุน 253 ตอ 174 เสียง และวุฒิสภา ไดผานรางกฎหมายที่คลายกัน (Stem Cell Research Enhancement Act, S. 5) ดวยคะแนนเสียง สนับสนุน 63 ตอ 34 เสียง - 59 -
  • 61. รางกฎหมาย S. 5 จะมีขอกําหนดเพิ่มเติมที่มากกวาใน H.R. 3 ในเรื่องที่เกี่ยวกับการสนับสนุนวิธี ในการสกัดแยกเซลลตนตอที่ไมตองมีการทําลายตัวออน นอกจากนี้วุฒิสภายังไดผานรางกฎหมายอีกฉบับ (Intensify Research to Derive Human Pluripotent Stem Cell Lines, S. 30) ซึ่งเปนการกําหนดใหรัฐบาล กลางใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอที่ใชวิธีในการสกัดแยกเซลลตนตอที่ไมตองมีการทําลายตัวออน ดวยคะแนนเสียงสนับสนุน 70 ตอ 28 เสียง รางกฎหมาย S. 5 ไดผานสภาผูแทนราษฎรในวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ดวยคะแนนเสียง สนับสนุน 247 ตอ 176 เสียง และในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ประธานาธิบดีบุชไดใชสิทธิ์วีโต (Veto) เพื่อยับยั้งรางกฎหมาย S. 5 แตไดออกคําสั่งผูบริหาร (Executive Order) เพื่อสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอ ที่ใชวิธีในการสกัดแยกเซลลตนตอที่ไมตองมีการทําลายตัวออน โดยในคําสั่งผูบริหารฉบับนี้มีขอกําหนดที่ คลายกับรางกฎหมาย S. 30 ซึ่งไดถูกชะลอการพิจารณาไวกอนหนานี้ 9. การตัดสินใจของประธานาธิบดีโอบามา ในชว งระหวางการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีคนที่ 44 ของสหรัฐอเมริกา วุ ฒิสมาชิกบารั ค โอบามา (Barack Obama) จากพรรคเดโมแครต ไดประกาศสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย และไดใหคํามั่นสัญญาที่จะแกไขขอกําหนดเดิมของประธานาธิบดีบุชที่จํากัดการใหทุนสนับสนุนงานวิจัย เซลลตนตอจากตัวออนมนุษย ซึ่งภายหลังจากที่ไดรับเลือกเปนประธานาธิบดีแลว ประธานาธิบดีบารัค โอบามาไดลงนามในคําสั่งผูบริหาร (Executive Order) ในเมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552 เพื่อยกเลิก ขอจํากัดเดิมของประธานาธิบดีจอรจ ดับเบิ้ลยู บุช โดยไดอนุมัติใหเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางใน งานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย ในคําสั่งผูบริหารฉบับนี้ไมไดมีขอกําหนดเฉพาะเจาะจงใดๆที่เกี่ยวกับหลักจริยธรรมในการสกัดแยก และรับมาซึ่งเซลลตนตอจากตัวออนเพื่อนํามาใชในงานทดลอง แตมีการกําหนดใหสถาบันสุขภาพแหงชาติ ของสหรัฐฯ เปนผูรับผิดชอบในการรางขอกําหนดตางๆเกี่ยวกับการใหทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอชนิด นี้ โดยมีกําหนดใหเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 120 วันหลังจากที่ลงนามในคําสั่งนี้ สมาชิกสภาคองเกรสยังคงมีความตองการที่จะประมวลและจัดระเบียบนโยบายใหมที่เกี่ยวกับเซลล ตนตอของประธานาธิบดีโอบามาใหเปนกฎหมาย โดย ส.ส. ไมค คาสเซิล (Mike Castle (R-DE)) และ ส.ส. ไดอานา เดอเกต (Diana DeGette (D-CO)) ไดยื่นรางกฎหมายการวิจัยเซลลตนตอ (Stem Cell Research Enhancement Act, H.R. 873) เพื่อใหสภาผูแทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง รวมทั้งรางกฎหมายใหมที่เกี่ยวกับ การพัฒนางานวิจัยเซลลตนตอ (Stem Cell Research Improvement Act, H.R. 872)7 นอกจากนี้วุฒิสมาชิก ทอม ฮารกิน (Tom Harkin) และวุฒิสมาชิกอารเลน สเปคเตอร (Arlen Specter) ไดเสนอรางกฎหมายการ วิจัยเซลลตนตอ (Stem Cell Research Enhancement Act, S. 487)8 ตอวุฒิสภาอีกครั้ง ซึ่งรางกฎหมาย S. 487 นี้เปนรางกฎหมายฉบับเดียวกันกับ S. 5 ซึ่งประธานาธิบดีบุชไดใชสิทธิ์ยับยั้งไปในป พ.ศ. 2550 - 60 -
  • 62. ประเด็นทางดานจริยธรรมที่เกี่ยวของกับงานวิจัยเซลลตนตอ ประเด็นทางดานจริยธรรมที่เกี่ยวของกับงานวิจัยเซลลตนตอไดเริ่มขึ้นในป พ.ศ. 2541 เมื่อดร. เจมส ทอมปสัน ไดประสบความสําเร็จในการสกัดแยกเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยเปนครั้งแรก ทัศนคติ ทางดานปรัชญาและศาสนาที่เกี่ยวของกับตัว ออนมนุษยข องบุคคลจะมีความแตกตางกัน ตัวอยางเช น ศาตราจารย ปเตอร ซิงเกอร (Peter Singer) จากมหาวิทยาลัยพรินซตัน มีความเห็นวาตัวออนมนุษยไมมี ความเกี่ยวของกับศีลธรรมแตอยางใด ศ. ซิงเกอร ไดโตแยงวาตัวออนมนุษยไมถือเปนบุคคล เพราะวาตัว ออนมนุษยไมมีความสามารถที่จะคาดการณอนาคตหรือไมมีแมแตความปรารถนาและความตองการสําหรับ อนาคต ตัวออนมนุษยจึงเปนเพียงกลุมกอนของเซลล ซึ่งกลุมผูสนับสนุนแนวความคิดนี้ไดมีขอเสนอแนะวา งานวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออนควรที่จะตองมีการปฏิบัติตามกฎระเบียบทั่วไปเสมือนงานวิจัยเซลลชนิดอื่นๆ ในทางกลับกัน กลุมผูที่มีความเห็นวาเซลลตนตอมีสถานะทางศีลธรรมเฉกเชนบุคคลไดยืนยันใน ความคิดวา ความสามารถของมนุษยเชน การใชเหตุผล อารมณ และการใชภาษา ลวนไดรับและมีจุดกําเนิด ตั้ ง แต เ ริ่ ม มี ก ารปฏิ ส นธิ ดั ง นั้ น ตั ว อ อ นมนุ ษ ย ที่ นํ า มาใช ใ นงานวิ จั ย ควรที่ จ ะได รั บ การปกป อ งทางสิ ท ธิ มนุษยชนเฉกเชนเดียวกับมนุษยที่คลอดออกมาจากครรภมารดาแลว บุคคลตัวอยางที่มีแนวความคิดเชนนี้ ไดแก นายโรเบิรต จอรจ (Robert George) และนายลีออน แคส (Leon Kass) ซึ่งทั้งคูเปนสมาชิกของสภา ชีวจริยธรรมแหงประธานาธิบดี (President’s Council on Bioethics) ภายใตการบริหารของประธานาธิบดี จอรจ ดับเบิ้ลยู บุช ในส ว นของแนวความเชื่ อของแตล ะศาสนาก็มี ความแตกต างกันเปนต นว า ศาสนาคริ สตนิก าย โรมันคาทอลิก (Catholic Church) รวมทั้งนิกายโปรเตสแตนตลัทธิที่เชื่อในพระคัมภีรใหม (Evangelical Protestant) มีหลักความคิดวามนุษยที่อยูในสถานะของตัวออนควรที่จะไดรับสถานภาพทางศีลธรรม เชนเดียวกับมนุษยที่ออกมาจากครรภมารดาแลว สวนความเชื่อของศาสนาอื่นๆเปนตนวา อิสลาม (Islam) ยิว (Judaism) และโปรเตสแตนตสวนใหญซึ่งไดแก ลัทธิเมธอดิสต (Methodist) ลัทธิอิพิซโคเพเลียน (Episcopalian) และลั ท ธิ เ พรสไบที เ รี ย น (Presbyterian) มี แ นวคิ ด ว า ตั ว อ อ นมี ส ถานภาพทางศี ล ธรรม บางอยางแตยังไมเทาเทียมกับมนุษยที่ออกมาจากครรภมารดาแลว ตัวอยางเชน ตามกฎหมายของศาสนา ยิวไดชี้แจงวาสถานภาพของมนุษยจะยังไมปรากฏจนกวาจะกําเนิดออกจากครรภมารดา โดยทารกที่กําเนิด ออกจากครรภมารดาจะถือเปนมนุษ ย ในขณะที่ตัว ออนตั้ งแต เ ริ่ ม มีการปฏิ สนธิ จนถึงอายุ 40 วั น จะมี สถานภาพที่ดอยกวาทารก หลักแนวความคิดทางดานปรัชญาและแนวความเชื่อของศาสนาสวนใหญไดนําไปสูความเห็นพอง ตองกันทางดานชีวจริยธรรมในสหรัฐอเมริกาที่วา ตัวออนมนุษยมีสถานภาพทางศีลธรรมที่มีลักษณะพิเศษ ซึ่งนอยกวามนุษยที่กําเนิดออกมาจากครรภมารดาแลวแตก็มากกวากลุมเซลลทั่วไป และถึงแมวาสถานภาพ ทางศีลธรรมที่พิเศษนี้จะไมไดกําหนดวาหามมีการทําการวิจัยตัวออน แตก็ใหสิทธิในการปองกันบางประการ รวมทั้งมีการกําหนดกฎระเบียบขอบังคับเพื่อใหปฏิบัติตามในการทํางานวิจัยที่เกี่ยวกับเซลลตนตอจากตัว ออนมนุษย - 61 -
  • 63. ขอตกลงในความเห็นพองตองกันในเรื่องที่เกี่ยวกับงานวิจัยตัวออนมนุษยไดเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 30 ปที่แลวโดยเริ่มจากคณะที่ปรึกษา (Advisory Bodies) ในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ซึ่ง คณะที่ปรึกษามีความเห็นพองอนุญาตใหทํางานวิจัยโดยใชตัวออนมนุษยได แตตัวออนนั้นตองมีอายุไมเกิน 14 วัน หลังจากที่มีการปฏิสนธิแลว กฎ 14 วัน (14-Day Rule) นี้จะเปนการรับประกันวางานวิจัยที่เกี่ยวกับ ตัวออนจะใชตัวออนที่พัฒนาสิ้นสุดที่ระยะการเริ่มตนแบบเสนดาย (Primitive Streak) ซึ่งเปนระยะที่กลุม เซลลมีการเจริญเปนแทงเนื้อเยื่อและมีการพัฒนาเจริญของระบบประสาท การปรากฏของตัวออนในระยะ การเริ่มตนแบบเสนดายนี้จะเปนจุดกําเนิดของระยะแกสตรูเลชัน (Gastrulation) ซึ่งเปนระยะที่ตัวออนมีการ พัฒนาที่ซับซอนและมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น กอนที่ตัว ออนจะมีการพัฒนาเข าสูระยะการเริ่มตนแบบเสนดายนั้น ตัวอ อนจะมี โครงสรางที่ไม ซับซอนและยังไมมีเซลลประสาท (Neurons) ดังนั้นจึงยังไมมีความรูสึกเจ็บปวด ดวยเหตุนี้สถานภาพทาง ศีลธรรมของตัวออนจึงถูกพิจารณาวานอยกวามนุษยหรือทารก อยางไรก็ตามประเด็นโตแยงที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนไมไดมีการแบงแยกเปนกลุม แบบที่มีแนวคิดวาชีวิตทารกในครรภมารดาสําคัญกวา (Pro-Life) กับกลุมแบบที่มีแนวคิดวาสิทธิ์ของมารดา ที่จะเลือกสําคัญกวาหรือมารดามีสิทธิ์เลือกที่จะทําแทง (Pro-Choice) ประชาชนสวนใหญที่มีแนวคิดคัดคาน การทําแทงยังใหการสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย คนกลุมนี้มีความเชื่อทางปรัชญาและ ศาสนาวาควรหลีกเลี่ยงหรือลดความทุกขทรมานของมนุษย ดังนั้นพวกเขาจึงเห็นวางานวิจัยเซลลตนตอจาก ตัวออนนี้จะชวยบําบัดรักษาโรคและอาการตางๆได แมวาจะมีผูเห็นดวยวาเซลลตนตอจากตัวออนสามารถนํามาใชวิจัยเพื่อบําบัดรักษาโรคได แตวา กลุมที่คัดคานงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยนั้นไดโตแยงวานักวิทยาศาสตรสามารถใชเซลลตนตอ จากแหลงอื่นๆมาศึกษาวิจัยแทนเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยไดเปนตนวา เซลลตนตอจากไขกระดูกซึ่งถือ เปนเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวประเภทชนิดหนึ่ง หรือใชอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลล (Induced Pluripotent Stem Cells) ซึ่งเปนการนําเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวมาเปลี่ยน คุณ สมบั ติ ใ ห เ ป น เหมื อ นเซลล ตน ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ถึง แมว า ข อ โตแ ย งนั้ น จะมี เ หตุ ผ ลมาสนั บ สนุ น อยางไรก็ตามเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยนั้นเปนตนแบบ (Master Cells) ที่มีความสามารถในการ เปลี่ยนไปเปนเซลลในรางกายชนิดอื่นๆไดเกือบทุกชนิด ในขณะที่เซลลตนตอชนิดอื่นยังไมสามารถทําได เชนเดียวกัน ในป จจุ บั น ประธานาธิ บ ดีโ อบามามี น โยบายที่ใ ห ก ารสนับ สนุน งานวิ จัย เซลลตน ตอจากตั ว ออ น เนื่องจากประธานาธิบดีโอบามามีความเห็นวาการทําวิจัยโดยใชเซลลตนตอจากตัวออนเพื่อหาหนทางรักษา โรคของมนุษยกับเรื่องศีลธรรมประเด็นที่ไมขัดแยงกัน นอกจากนี้เพื่อที่จะใหการวิจัยรวมทั้งเซลลตนตอที่ได รับมาถูกตองตามแนวทางจริยธรรมและมีระเบียบมาตรฐานเดียวกัน ทางสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ จึงไดทําการรางเอกสารแนวทางที่จะมีการชี้แจงถึงประเด็นทางดานจริยธรรมตางๆในงานวิจัย โดยมีตนแบบ จากเอกสารที่เรียบเรียงโดยสถาบันวิทยาศาสตรแหงชาติ (National Academy of Sciences) และสมาคม - 62 -
  • 64. เพื่อการวิจัยสเต็มเซลลสากล (International Society for Stem Cell Research) (Peroski & Rugnetta, 2009) - 63 -
  • 65. กฎระเบียบของสหรัฐอเมริกาในการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอ 1. การใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยตัวออนและมติดิกกี้ (Dickey Amendment) กฎหมายรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกาในเรื่องการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับทารกใน ครรภไดมีมาตั้งแตป พ.ศ. 2517 ในขณะที่กฎหมายในเรื่องการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออน ไดเกิดขึ้นภายหลังในป พ.ศ. 2537 เมื่อประธานาธิบดีบิล คลินตัน ไดออกคําสั่งผูบริหาร (Executive Order) เพื่อหามการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยตัวออน ซึ่งตอมาในป พ.ศ. 2539 สภาคองเกรสไดออกกฎหมาย หามงานวิจัยตัวออน และตั้งแตนั้นเปนตนมาสภาคองเกรสไดออกกฎหมายหามการใหทุนงานวิจัยตัวออน เปนประจําทุกปอยางตอเนื่อง สภาคองเกรสไดมีคําสั่งหามการใหทุนวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออนตามมติดิกกี้ (Dickey Amendment) ซึ่ง ไดหามการนํางบประมาณของรัฐบาลกลางไปเปนเงินทุนสนับสนุนเพื่อสรางตัวออนมนุษย การทําลายตัว ออน หรือมีความเสี่ยงที่ตัวออนนั้นจะไดรับบาดเจ็บหรือตาย ถึงแมวาจะไมไดรับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล กลาง แตงานวิจัยจากตัวออนยังคงมีการดําเนินตอไปโดยใชเงินทุนวิจัยจากแหลงอื่นๆ (Liu, 2008) 2. มติดิกกี้กับงานวิจัยเซลลตนตอ ในป พ.ศ. 2541 นักวิทยาศาสตรจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินไดประสบความสําเร็จในการสกัดแยก เซลลตนตอจากตัวออนมนุษยเปนครั้งแรกโดยขอเงินทุนสนับสนุนจากองคกรเอกชน และหลังจากนั้นหลาย ฝายไดมีคําถามเกิดขึ้นมาวารัฐบาลกลางควรใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอดวยเชนกันหรือไม ซึ่ง ขอสรุปไดเกิดขึ้นในเดือนมกราคม พ.ศ. 2542 เมื่อคณะที่ปรึกษาดานกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขและ บริการมนุษย (Department of Health and Human Services (HHS)) ไดออกประกาศสรุปวาการหามใช งบประมาณของกระทรวงฯ มาสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับตัวออนมนุษยนั้นจะไมมีผลบังคับใชกับงานวิจัย เซลลตนตอ เนื่องจากเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยไมไดถูกพิจารณาวาเปนตัวออนมนุษยภายใตขอบัญญัติ ในกฎหมาย ดังนั้นสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกา (National Institute of Health (NIH)) จึง สามารถใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยได อยางไรก็ตามเนื่องดวยภาษาของ กฎหมายที่อยูในมติ ดิกกี้ ทํ า ใหทางสถาบั นสุ ขภาพแหงชาติของสหรัฐ ฯ ไมสามารถใหเ งินทุนสนับ สนุน งานวิจัยเซลลตนตอที่สกัดแยกมาจากตัวออนได สมาชิกของสภาคองเกรสบางรายไดคัดคานการตีความในกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขและ บริการมนุษย และเชื่อวากฎหมายที่หามการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยตัวออนมนุษยนี้ไดรวมถึงงานวิจัย เซลลตนตอดวย โดยเพื่อเปนการชี้แจงใหผูคัดคานไดเขาใจ นางสาวดอนนา ชาเลยลา (Donna Shalala) ซึ่ง ดํารงตําแหนงปลัดกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย จึงไดทําจดหมายชี้แจงวากระทรวงไดยึดถือนิยาม ของคําวา ตัวออน (Embryo) ตามที่ถูกบัญญัติไวในกฎหมาย ดังนั้นการหามใหเงินทุนสนับสนุนจึงมีผล บังคับใชกับงานวิจัยที่ตัวออนมนุษยมีการบาดเจ็บหรือถูกทําลายเทานั้น โดยวิจัยเซลลตนตอจากตัวออน - 64 -
  • 66. มนุษยถือเปนงานวิจัยที่ไมไดทีความเกี่ยวของกับการทําลายตัวออนมนุษยโดยตรง ทางกระทรวงฯ จึงยังคง สามารถใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอนี้ได สถาบั นสุขภาพแหงชาติ ของสหรั ฐ ฯ ได จัดพิมพรางเอกสารแนวทางในการให เ งิ นทุ นสนั บ สนุ น งานวิจัยเซลลตนตอ (Draft Guidelines for Funding of Stem Cells Research) ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2542 และไดประกาศใชฉบับจริงในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2543 ซึ่งจากการตีความของกระทรวงสาธารณสุข และบริการมนุ ษ ยจึงไดมีการระบุในเอกสารแนวทางฯ วาเงินทุนสนับ สนุนของสถาบันฯ จะไม สามารถ นําไปใชในการสกัดแยกเซลลตนตอจากตัวออนไดเพราะจะตองมีการทําลายตัวออน แตทั้งนี้งานวิจัยที่มีนํา กลุมเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยมาทดลองจะสามารถขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ ได (Liu, 2008) โดยตองมีเอกสารรับรองวากลุมเซลลตนตอที่นํามาใชในงานวิจัยนั้นตอง 1) ไดรับหรือทําการสกัดแยกออกจากตัวออนโดยปราศจากเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลาง; 2) ไดรับมาจากตัวออนที่ถูกสรางขึ้นมาโดยมีจุดประสงคเพื่อการแกปญหาการมีบุตรยาก; 3) ไดรับมาจากตัวออนที่เหลือจากที่ใชในการรักษาปญหาการมีบุตรยาก นอกจากนี้ทางสถาบันฯ ยังไดริเริ่มจัดทําขั้นตอนการขอรับเงินทุนสนับสนุน แตวากระบวนการจัดทํา ไดถูกยับยั้งจากเหตุการณตางๆ รวมทั้งจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหมที่เขามาบริหารงาน 3. นโยบายของประธานาธิบดีบุชที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออน ในเดื อ นมกราคม พ.ศ. 2544 หลั ง จากที่ ป ระธานาธิ บ ดี จ อร จ ดั บ เบิ้ ล ยู บุ ช ได เ ข า รั บ ตํ า แหน ง ประธานาธิบดีบุชไดมีคําสั่งใหกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษยตรวจสอบในเรื่องที่เกี่ยวกับงานวิจัย เซลลตนตอ รวมทั้งพิจารณาทบทวนเอกสารแนวทางในการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอของ สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ในเวลานั้นทางสถาบันฯ จึงไดตัดสินใจระงับการพิจารณาใบสมัครขอรับ เงินทุ นสนั บ สนุ นของนั กวิจัย ไว ชั่ ว คราว ซึ่งตอมาในวันที่ 9 สิ งหาคม พ.ศ. 2544 ประธานาธิบ ดีบุช ได ประกาศนโยบายการใหเงินทุ นสนับสนุนงานวิจัยเซลลต นตอจากตั ว ออนมนุษ ย ของรัฐบาลกลางโดยมี เงื่อนไขและขอจํากัด นโยบายใหมนี้จะใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยที่ใชกลุมเซลลตนตอที่ไดรับมาจากตัว ออนซึ่งไดถูกทําลายไปแลวกอนเวลา 21 นาฬิกาของเวลาทองถิ่นฝงตะวันออกสหรัฐฯ (Eastern Daylight Time (EDT)) ของวันที่ประกาศใชนโยบายนี้ ภายใตนโยบายใหมของประธานาธิบดีบุชสงผลใหหนวยงานตางๆของรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะอยาง ยิ่งสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ตองทําการพิจารณาตรวจสอบใบสมัครขอรับทุนสนับสนุนของนักวิจัย วาตองเปนไปตามกฎเกณฑขอกําหนดใหมนี้ โดยทําเนียบขาวไดออกเอกสารชี้แจงวาเงินทุนสนับสนุนของ รัฐบาลกลางจะสามารถใหกับงานวิจัยที่ใชกลุมเซลลตนตอซึ่งมีอยูแลวและตองไดมาโดยมีเงื่อนไขคือ 1) มีเอกสารรับรองจากผูบริจาควายินยอมใหใชตัวออนในงานวิจัย; 2) ตัวออนที่นํามาใชตองเปนตัวออนที่เหลือจากตัวออนที่ถูกสรางขึ้นมาเพื่อแกปญหาการมีบตรยาก; ุ 3) ตองไมมีสิ่งจูงใจหรืออามิสสินจางมาเกี่ยวของในการตัดสินใจของผูบริจาค - 65 -
  • 67. ประธานาธิบดีบุชไดมีคําสั่งใหสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ทําการตรวจสอบแหลงที่มาของ กลุมเซลลตนตอที่มีอยูแลวทั้งหมดและจัดทําทะเบียนรายชื่อของกลุมเซลลเหลานั้น โดยงบประมาณของ รัฐบาลกลางจะไมสามารถนํามาใชสนับสนุนงานวิจัยดังตอไปนี้ 1) การสกัดแยกเซลลตนตอซึ่งตองมีการทําลายตัวออนภายหลังจากวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2544; 2) การสรางตัวออนมนุษยเพื่อใชในงานวิจัย; 3) การโคลนตัวออนมนุษยเพื่อจุดประสงคใดๆก็ตาม (Liu, 2008) 4. การสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอของแตละมลรัฐ เมื่อนักวิจัยงานเซลลตนตอจากตัวออนประสบปญหาในเรื่องเงินทุนสนับสนุนงานวิจัย รัฐบาลของ บางมลรั ฐ จึ งไดออกมาช ว ยเหลื อและใหเ งินทุนสนับ สนุนงานวิจัย ในป พ.ศ. 2547 มลรัฐ นิ วเจอรซี่ ได ประกาศให เ งิ นทุนสนับ สนุนงานวิ จัย เซลลต นตอจากตัว ออนมนุษ ยเ ป น มลรั ฐ แรก และในป ถั ดมามลรัฐ แคลิฟอรเนียไดผานพระราชบัญญัติ 71 (Proposition 71) ซึ่งจะใหงบประมาณ 3 พันลานเหรียญสหรัฐฯ ใน ระยะเวลา 10 ป เพื่อเปนเงินทุนใหกับสถาบันวิจัยตางๆ ในงานวิจัยที่เกี่ยวกับเซลลตนตอ หลังจากนั้นมลรัฐ คอนเนตทิคัต มลรัฐอิลลินอยส มลรัฐแมรี่แลนด และมลรัฐนิวยอรก ตางก็ไดประกาศใหเงินทุนสนับสนุน งานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยตอมาเชนกัน นโยบายที่เกี่ยวกับการใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอของแตละมลรัฐมีความแตกตางกัน ขึ้นกับการพิจารณาและการตัดสินใจของรัฐบาลในแตละมลรัฐ (ดังแสดงในตารางที่ 3) ตารางที่ 3 นโยบายที่เกี่ยวกับการใหทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอของแตละมลรัฐในสหรัฐอเมริกา การใหเงินทุนสนับสนุน งานวิจัยทีมสทธิขอรับเงินทุนสนับสนุน ่ ี ิ ์ มลรัฐ เซลลตนตอจากเซลลที่  งานวิจัยเซลลตนตอ  เซลลตนตอจากตัวออน  เจริญวัยเต็มทีแลว ่ Alabama (อลาบามา) - - Alaska (อลาสกา) - - Arizona (อริโซนา) - - Arkansas (อาคันซอร) - - California (แคลิฟอรเนีย) Colorado (โคโลราโด) - - Connecticut (คอนเนตทิคต) ั Delaware (เดลาแวร) - - Florida (ฟลอริดา) - - Georgia (จอรเจีย) - - Hawaii (ฮาวาย) - - Idaho (ไอดาโฮ) - - Illinois (อิลลินอยส) Indiana (อินดีแอนา) - 66 -
  • 68. การใหเงินทุนสนับสนุน งานวิจัยทีมสทธิขอรับเงินทุนสนับสนุน ่ ี ิ ์ มลรัฐ เซลลตนตอจากเซลลที่  งานวิจัยเซลลตนตอ  เซลลตนตอจากตัวออน  เจริญวัยเต็มทีแลว ่ Iowa (ไอโอวา) - - Kansas (แคนซัส) - - Kentucky (เคนตักกี)้ ๊ - - Louisiana (หลุยสเซียนา) - - Maine (เมน) - - Maryland (แมรีแลนด) ่ Massachusetts (แมสซาชูเส็ทส) Michigan (มิชแกน) ิ - - Minnesota (มินเนโซตา) - - Mississippi (มิซซิซพพี)ี - - Missouri (มิซซูร)ี - - Montana (มอนตานา) - - Nebraska (เนแบรสกา) - - Nevada (เนวาดา) - - New Hampshire (นิวแฮมเชียร) - - New Jersey (นิวเจอรซ)ี่ New Mexico (นิวเม็กซิโก) - - New York (นิวยอรก) North Carolina (นอรทแคโรไลนา) - - North Dakota (นอรทดาโคตา) - - Ohio (โอไฮโอ) Oklahoma (โอคลาโฮมา) - - Oregon (โอเรกอน) - - Pennsylvania (เพนซิลเวเนีย) - - Rhode Island (โรดไอแลนด) - - South Carolina (เซาทแคโรไลนา) - - South Dakota (เซาทดาโคตา) - - Tennessee (เทนเนสซี) - - Texas (เท็กซัส) - - Utah (ยูทาห) - - Vermont (เวอรมอนท) - - Virginia (เวอรจเิ นีย) Washington (วอชิงตัน) - - West Virginia (เวสตเวอรจเิ นีย) - - Wisconsin (วิสคอนซิน) Wyoming (ไวโอมิง) - - (ที่มา: Kaiser Family Foundation, 2008) - 67 -
  • 69. 5. นโยบายของประธานาธิ บ ดี โ อบามาที่ เ กี่ ย วกั บ งานวิ จั ย เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นและเอกสาร แนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจากมนุษยของสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกาฉบับ สมบูรณ ในวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ 2552 .ประธานาธิบดีบารัค โอบามาไดลงนามในคําสั่งผูบริหาร (Executive Order) เพื่อยกเลิกขอจํากัดเดิมของประธานาธิบดีจอรจ ดับเบิ้ลยู บุช โดยประธานาธิบดีโอบามาไดอนุมัติให เงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางในงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย และไดกําหนดใหสถาบันสุขภาพ แหงชาติของสหรัฐฯ เปนผูรับผิดชอบในการรางขอกําหนดตางๆเกี่ยวกับการใหทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลล ตนตอชนิดนี้ โดยมีกําหนดใหเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 120 วันหลังจากที่ลงนามในคําสั่งนี้ โดยหลังจากที่ ทางสถาบันฯ ไดจัดทํารางเอกสารแนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจากมนุษยเพื่อใหประชาชนไดทําการ แสดงความคิดเห็นซึ่งไดเสร็จสิ้นไปตั้งแตวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 แลว ทางสถาบันฯ จึงไดจัดทํา เอกสารแนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจากมนุษยฉบับสมบูรณ (National Institutes of Health Guidelines for Human Stem Cell Research)9 และไดประกาศใหมีผลบังคับใชตั้งแตวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เปนตนมา วัตถุประสงคของเอกสารแนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจากมนุษยคือ เพื่อปฏิบัติตามคําสั่ง ผูบริหารฉบับที่ 13505 หัวขอ การยกเลิกขอจํากัดของงานวิจัยดานวิทยาศาสตรที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอ ของมนุษย (Removing Barriers to Responsible Scientific Research Involving Human Stem Cells) ที่ ประกาศใช เ มื่ อ วั น ที่ 9 มี น าคม 2552 ซึ่ ง ได กํ า หนดให ป ลั ด กระทรวงสาธารณสุ ข และบริ ก ารมนุ ษ ย (Department of Health and Human Services (DHHS)) ใหอํานาจกับผูอํานวยการสถาบันสุขภาพแหงชาติ (National Institutes of Health (NIH)) ของสหรัฐอเมริกาในการสนับสนุน ควบคุม และจัดตั้งนโยบายและ ขั้นตอนตางๆในการขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอของมนุษย ทั้งนี้รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวกับ เซลลตนตอจากตัวออนมนุษย ใหมีความเหมาะสม มีประโยชนตอวงการวิทยาศาสตรและตองไมเปนการ ละเมิดตอกฎหมาย กฎหมายในประมวลกฎระเบี ย บของรัฐ บาลกลางในบทที่ 45 หัว ขอที่ 46 เรื่องการพิ ทักษสิท ธิ มนุษยชน (Protection of Human Subjects) หรือ 45 CFR 46 อาจจะถูกบังคับใชในงานวิจัยเซลลตนตอ จากตัวออนมนุษยที่ไดรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ หรือไมก็ได ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะของงานวิจัย อยางไรก็ตามงานวิจัยเซลลตนตอในสวนที่เกี่ยวกับการสกัดแยกเซลลตนตอออกจากตัวออนมนุษยซึ่งตองมี การทําลายตัวออนนั้นยังคงไมสามารถขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ ได เนื่องจากตามมติดิกกี้- วิกเกอร (Dickey-Wicker Amendment) กําหนดวางบประมาณประจําป (Annual Appropriations) ของ สถาบันฯ หามนําไปใชเปนเงินทุนสนับสนุนเพื่อสรางตัวออนมนุษย การทําลายตัวออน หรือการดําเนินการมี ความเสี่ยงที่ตัวออนนั้นจะไดรับบาดเจ็บหรือตาย และในบางกรณีที่ถึงแมวาเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่ ไดรับมาจะมาจากแหลงที่ถูกตองตามระเบียบในเอกสารแนวทางฯ แตงานวิจัยที่ใชเซลลเหลานั้นในการ ทดลองบางอยางอาจจะไมสามารถขอรับทุนจากทางสถาบันฯ ได - 68 -
  • 70. ในการจั ดทํ า เอกสารแนวทางฯ ฉบับ นี้ ทางสถาบั นฯ ได ใ ชรู ป แบบเอกสารแนวทางฯ ของทาง สถาบันฯ ฉบับที่ประกาศใชในป พ.ศ 2543 .รวมทั้งไดขอคําปรึกษาจากองคกรและสถาบันวิจัยทั้งในและ ระหวางประเทศอีกหลายแหงเปนตนวา สถาบันวิทยาศาสตรแหงชาติ (National Academy of Sciences) และสมาคมเพื่อการวิจัยสเต็มเซลลสากล (International Society for Stem Cell Research) โดยตามที่ กําหนดในคําสั่งผูบริหาร ฉบับที่ 13505 ทางสถาบันฯ ตองทําการทบทวนและปรับปรุงขอมูลในเอกสาร แนวทางฯ เปนระยะตามความเหมาะสม (NIH: Federal Policy, 2009) 6. ทะเบี ย นรายชื่ อ เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ที่ ผ า นเกณฑ ใ นการนํ า มาใช ใ นงานวิ จั ย และ สามารถขอเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางได ภายใตนโยบายของประธานาธิบดีจอรจ ดับเบิ้ลยู บุช สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ จึงได จัดตั้งโครงการลงทะเบียนรายชื่อเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Human Embryonic Stem Cell Registry) ซึ่งตอมาไดเปลี่ยนชื่อเปนโครงการลงทะเบียนรายชื่อพลูริโพเทนทสเต็มเซลลจากมนุษย (Human Pluripotent Stem Cell Registry) โดยมีจุดประสงคเพื่อใหขอมูลตางๆที่เกี่ยวกับเซลลตนตอจากตัวออน มนุษยที่สามารถนํามาใชในงานวิจัยและมีสิทธิ์ในการขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยจากรัฐบาลกลางได ซึ่ง ปจจุบันในทะเบียนไดรวบรวมรายชื่อทั้งกลุมเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่ไดรับมาถูกตองตามขอกําหนด ของประธานาธิบดีที่ไดประกาศเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2544 และรายชื่อกลุมพลูริโพเทนทสเต็มเซลลของ มนุ ษ ย ที่ ไ ด รั บ มาจากต น กํ า เนิ ด อื่ น ๆที่ ไ ม ใ ช ตั ว อ อ นเช น อิ น ดิ ว ส พ ลู ริ โ พเทนท ส เต็ ม เซลล (Induced Pluripotent Stem Cells) ในกรณีที่นักวิจัยตองการใหสถาบันฯ เพิ่มรายชื่อกลุมเซลลตนตอในทะเบียน นักวิจัยจะตองปฏิบัติ ตามขอกําหนดดังตอไปนี้ 1) แสดงหลักฐานที่พิสูจนวากลุมเซลลตนตอนั้นมีคุณสมบัติในการรวมตัวกันเปนกอนเนื้องอกที่ เรียกวา เทอราโทมา (Teratoma) ซึ่งประกอบดวยชั้นเนื้อเยื่อตัวออน (Germ Layers) 3 ชั้น (เอกโตเดิรม (Ectoderm) มีโซเดิรม (Mesoderm) และ เอนโดเดิรม (Endoderm)) โดยวิธีการ พิสู จน นี้ถื อเป นมาตรฐานสําคัญในการพิจารณาว ากลุมเซลลตนตอนี้ มีคุณสมบัติพลูริโ พเทนท หรือไม ถากลุมเซลลตนตอไมสามารถรวมตัวเปนเทอราโทมาได นักวิจัยอาจแสดงหลักฐานอื่นๆที่ พิสูจนวากลุมเซลลตนตอนี้ทีคุณสมบัติพลูริโพเทนทเพื่อใหสถาบันฯ พิจารณาได 2) แสดงหลักฐานที่พิสูจนวากลุมเซลลตนตอนั้นมีคุณสมบัติในการสรางตัวเองขึ้นมาใหมไดเปน ระยะเวลานาน - 69 -
  • 71. นอกจากนี้นักวิจัยควรเตรียมแสดงขอมูลตางๆที่ทางสถาบันฯ ตองการในการพิจารณาเพื่อเพิ่ม รายชื่อกลุมเซลลตนตอลงในทะเบียนของสถาบันฯ ซึ่งขอมูลเหลานี้ไดแก 1) ขอมูลที่เกี่ยวกับกลุมเซลลตนตอ 1.1) ชื่อของกลุมเซลลตนตอ 1.2) กระบวนการสรางหรือสกัดแยกกลุมเซลลตนตอรวมทั้งแหลงที่มา 1.3) หนวยงานหรือสถาบันที่เปนผูสรางหรือสกัดแยกกลุมเซลลตนตอ 1.4) หนวยงานหรือสถาบันที่เปนเจาของกลุมเซลลตนตอ 1.5) เอกสาร รายงาน หรือบทความในวารสารที่แสดงผลการทดลองวากลุมเซลลตนตอมี คุณสมบัติพลูริโพเทนท 1.6) กลุมเซลลตนตอนั้นมีพรอมที่จะสงมอบใหไดตามที่กําหนดหรือไม 2) ขอมูลที่เกี่ยวกับคุณลักษณะของเซลลตนตอ 2.1) มีการใชกลุมเซลลชนิดอื่นเพื่อนํามาเปนเปนชั้นใหอาหารหรือไม รวมทั้งแหลงที่มา ของกลุมเซลลนั้น 2.2) จํานวนวัฏจักรการเจริญเติบโตและการเพิ่มจํานวนของกลุมเซลลตนตอที่เพาะเลี้ยงไว ในหองทดลองหรือที่เรียกวา พาสเสจ (Passage) 2.3) กลุมเซลลตนตอมีลักษณะของคารีโอไทป (Karyotype) หรือการนําโครโมโซมขนาด ตางๆมาเรียงตอกันที่เปนปกติหรือไม และลักษณะหรือสวนใดบางที่ผิดปกติ 2.4) กลุมเซลลตนตอมีสารบงชี้ (Markers) เหลานี้หรือไม: Stage-Specific Embryonic Antigen-1 (SSEA-1), Stage-Specific Embryonic Antigen-3 (SSEA-3), Stage-Specific Embryonic Antigen-4 (SSEA-4), Tumor Rejection Antigen 1-60 (TRA-1-60), Tumor Rejection Antigen 1-81 (TRA-1-81), Octamer-4 (Oct-4), Alkaline Phosphatase และ Nanog 2.5) มีการวิเคราะหลายพิมพดีเอ็นเอ (DNA Fingerprint Analysis) ของกลุมเซลลตนตอ หรือไม 3) ขอมูลที่เกี่ยวกับการแสดงคุณสมบัติพลูริโพเทนทของกลุมเซลลตนตอ 3.1) กลุมเซลลตนตอมีคุณสมบัติในการรวมตัวเปนเทอราโทมา เอกโตเดิรม มีโซเดิรม เอนโดเดิรม และเนื้อเยื่ออื่นๆหรือไม 4) ขอมูลที่เกี่ยวกับการแสดงคุณสมบัติในการสรางตัวเองขึ้นมาใหมของกลุมเซลลตนตอ 4.1) กลุ ม เซลล ต น ตอมี คุ ณ สมบั ติ ใ นการแบ ง ตั ว เพื่ อ สร า งเซลล ต น ตอที่ ยั ง ไม มี ก าร เปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะเพิ่มขึ้นมาใหมในอาหารเลี้ยงเซลล และจํานวนครั้งที่เซลล มีการแบงตัว - 70 -
  • 72. นักวิทยาศาสตรที่ตองการใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยในงานวิจัยและขอรับเงินทุนสนับสนุน จากรัฐบาลกลางจะตองใชกลุมเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่มีรายชื่ออยูในทะเบียนของสถาบันฯ เทานั้น อยางไรก็ตามนักวิทยาศาสตรที่ตองการใชพลูริโพเทนทสเต็มเซลลที่ไดรับมาจากแหลงอื่นๆและตองการ ขอรับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางอาจไมจําเปนตองใชกลุมพลูริโพเทนทสเต็มเซลลที่มีรายชื่ออยูใน ทะเบียนของสถาบันฯ ได (NIH: NIH Human Pluripotent Stem Cell Registry, 2009) 7. งบประมาณของรัฐบาลกลางที่ใชในการสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอ งบประมาณของสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ที่นํามาใชในการสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอ ไดแสดงไวในตารางที่ 4 ตารางที่ 4 งบประมาณของสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกาที่นํามาใชในการสนับสนุนงานวิจัย เซลลตนตอ ปงบประมาณ สาขาของงานวิจัย (ลานเหรียญสหรัฐฯ)* 2548 2549 2550 2550 2551 2552 2553 (ตามจริง) (ตามจริง) (ตามจริง)** (ตามจริง)*** (ตามจริง) (คาดการณ) (คาดการณ) Stem Cell Research $609 $643 $657 $968 $938 $963 $977 Stem Cell Research - Embryonic - Human $40 $38 $42 $74 $88 $91 $92 Stem Cell Research - Embryonic - Non-Human $97 $110 $106 $120 $150 $154 $155 Stem Cell Research - Nonembryonic - Human $199 $206 $203 $226 $297 $305 $311 Stem Cell Research - Nonembryonic - Non-Human $273 $289 $306 $400 $497 $511 $518 Stem Cell Research - Umbilical Cord Blood/Placenta $18 $19 $22 $44 $46 $47 $48 Stem Cell Research - Umbilical Cord Blood/Placenta - Human $15 $16 $19 $38 $38 $39 $39 Stem Cell Research - Umbilical Cord Blood/Placenta - Non-Human $3 $4 $2 $9 $9 $9 $9 หมายเหตุ *งบประมาณไดถกปดเศษขึ้นเปนจํานวนเต็ม ู ** สถาบันฯไดคํานวณโดยใชวธการดังเดิม (NIH Historical Method) ิี ้ *** สถาบันฯไดคํานวณโดยใชวธการทีแกไขใหม (NIH Revised Method) ิี ่ (ที่มา: NIH: RCDC, 2009) - 71 -
  • 73. หนวยงานที่เกี่ยวของกับการวิจัยและพัฒนาดานเซลลตนตอในสหรัฐอเมริกา 1. สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกา (National Institutes of Health (NIH)) สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ เปนหนวยงานหลักของรัฐบาลกลางที่ใหการสนับสนุนรวมทั้ง ควบคุมดูแลงานวิจัยดานเซลลตนตอในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสถาบันฯ ไดถูกตั้งขึ้นในป พ.ศ. 2430 และใน ปจจุบันไดกลายเปนศูนยวิจัยดานการแพทยที่สําคัญที่สุดแหงหนึ่งของโลก รวมทั้งเปนศูนยรวมงานวิจัยดาน การแพทยที่สําคัญที่สุดของสหรัฐฯ สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ นั้นขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษยของสหรัฐฯ (Department of Health and Human Service (HHS)) โดยภายในสถาบันฯ ประกอบดวยหนวยงานและ สถาบันยอยทั้งหมด 27 แหง โดยหนวยงานที่มีหนาที่เกี่ยวของโดยตรงกับการวิจัยและพัฒนาเซลลตนตอคือ หนวยวิจัยเซลลตนตอ (Stem Cell Unit (SCU)) หนวยวิจัยเซลลตนตอของสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ มีหนาที่จัดทํามาตรฐานในทุกๆดานที่ เกี่ยวของกับเซลลตนตอเปนตนวาในเรื่องของกระบวนการเพาะเลี้ยงเซลล รวมทั้งการควบคุมและดูแล คุณภาพของเซลลตนตอ นอกจากนี้ยังมีการจัดทําฐานขอมูลของกลุมเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย เซลล ตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว และอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลล เพื่อใหนักวิจัยสามารถเปรียบเทียบ คุณลักษณะของเซลลตนตอและเลือกใชในงานวิจัยได (NIH: NIH Stem Cell Unit, 2009) 2. องคการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration (FDA)) องคการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกามีอํานาจหนาที่ในการควบคุมดูแลตั้งแตในขั้นการผลิตจนถึง การตลาดของผลิตภัณฑเซลลตนตอจากเซลลของมนุษยที่จะนํามาใชในการบําบัดรักษาโรคโดยการปลูก ถ า ยให กั บ ผู ป ว ย ซึ่ ง ในป จ จุ บั น องค ก ารฯ ได มี ก ารกํ า หนดกฎเกณฑ รวมทั้ ง มี ก ารประกาศบั ง คั บ ใช กฎระเบียบเหลานี้กับผลิตภัณฑที่เกี่ยวของกับเซลลของมนุษย เนื้อเยื่อ และผลิตภัณฑที่ไดรับจากมาเซลล หรือเนื้อเยื่อของมนุษย ผลิตภัณฑจากเซลลตนตอที่นํามาใชในการบําบัดรักษาโรคนั้นเมื่อนํามาพิจารณาตามกฎระเบียบ ขององคการฯ จะพบวามีลักษณะที่ตรงกับนิยามของกลุมผลิตภัณฑที่ตองมีการควบคุมขององคการฯ หลาย ประเภทเปนตนวา ผลิตภัณฑทางชีวภาพ (Biologic Products) เภสัชภัณฑ (Drugs) อุปกรณทางการแพทย (Devices) ผลิตภัณฑที่ไดรับมาจากสัตวสายพันธุอื่นๆโดยมีจุดประสงคเพื่อนํามาใชในการปลูกถาย (Xenotransplantation Products) เซลลของมนุษย (Human Cells) เนื้อเยื่อ (Tissues) รวมทั้งผลิตภัณฑที่ ไดรับมาจากเซลลหรือเนื้อเยื่อของมนุษย (Cellular and Tissue-Based Products) ดังนั้นการนําผลิตภัณฑ จากเซลลตนตอมาใชในการบําบัดรักษาจะตองปฏิบัติตามกฎระเบียบและขอกําหนดขององคการฯ ผลิตภัณฑจากเซลลตนตอซึ่งประกอบดวยเซลลหรือเนื้อเยื่อที่มีการผานกระบวนการ หรือมีการ นําไปใชนอกเหนือไปจากหนาที่ตามปกติ หรือมีการผสมผสานกับผลิตภัณฑอื่นๆซึ่งไมใชเนื้อเยื่อ หรือมีการ นําไปใชในกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolic Purposes) จะถูกพิจารณาวาเปนผลิตภัณฑทางชีวภาพ - 72 -
  • 74. และตองดําเนินการควบคุมตามกฎหมายความปลอดภัยสาธารณสุข หัวขอที่ 35110 และหัวขอที่36111 (Public Health Safety Act, Section 351 and Section 361) และกฎหมาย 21 CFR หัวขอที่127012 และ หัวขอที่ 127113 (CFR 1270 and 1271) โดยตองมีการยื่นเรื่องขออนุญาตกับองคการฯ กอนที่จะทําการ ทดลองกับมนุษย (Halme and Kessler, 2006) หนวยงานยอยภายใตองคการฯ ที่มีหนาที่ควบคุมดูแลผลิตภัณฑจากเซลลตนตอที่จะนํามาใชในการ บําบัดรักษาโรคไดแก ศูนยประเมินและวิจัยผลิตภัณฑทางชีวภาพ (Center for Biologics Evaluation and Research (CBER)) และศูนยเครื่องมือและรังสีวิทยาเพื่อสุขภาพ (Center for Devices and Radiological Health (CDRH)) (FDA: FDA Regulation, 2009) ศูนยประเมินและวิจัยผลิตภัณฑทางชีวภาพ (CBER) มีหนาที่ควบคุมดูแลผลิตภัณฑที่นํามาใชใน การบําบัดรักษาทางพันธุกรรมของมนุษย (Human Gene Therapy Products) เพื่อรักษาโรคหรืออาการ ผิดปกติโดยการซอมแซมหรือสรางทดแทนสารพันธุกรรมที่หายไป นอกจากนี้ศูนยประเมินฯ ยังมีตรวจสอบ เพื่อใหแนใจวาผลิตภัณฑทางชีวภาพที่นํามาใชในการบําบัดนั้นปลอดภัยและมีประสิทธิภาพเพียงพอ (FDA: CBER, 2009) ซึ่งตัวอยางผลิตภัณฑที่อยูภายใตการควบคุมของศูนยประเมินฯ ไดแก 2.1) กระดูก (Bone) รวมทั้งกระดูกที่ผานกระบวนการกําจัดเกลือแร (Demineralized Bone) 2.2) เสนเอ็น (Ligaments) 2.3) เสนเอ็นที่ยึดกลามเนื้อและกระดูก (Tendons) 2.4) เนื้อเยื่อพังผืด (Fascia) 2.5) กระดูกออน (Cartilage) 2.6) เนื้อเยื่อที่เกี่ยวกับตา (Ocular Tissues) เชน กระจกตา (Corneas) และเยื่อหุมลูกตา (Sclera) 2.7) ผิวหนัง (Skin) 2.8) อวัยวะที่นํามาใชในการปลูกถายซึ่งประกอบดวยหลอดหรือทอ (Vascular Grafts) เชน เสน เลือดดํา (Veins) และเสนเลือดแดง (Arteries) แตยกเวนเสนเลือดสายสะดือ (Umbilical Cord Veins) 2.9) เยื่อหุมหัวใจ (Pericardium) 2.10) เยื่อหุมถุงน้ําคร่ํา (Amniotic Membrane) 2.11) เยื่อหุมสมองชั้นนอก (Dura Mater) 2.12) ลิ้นหัวใจที่นํามาใชในการปลูกถาย (Heart Valve Allografts) 2.13) เซลลตนตอเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cells) ที่ไดรับจากกระแสเลือด (Peripheral) หรือเลือดจากสายสะดือ (Umbilical Cord Blood) 2.14) น้ําอสุจิ (Semen) 2.15) เซลลสืบพันธุเพศเมียหรือเซลลไข (Oocytes) 2.16) ตัวออน (Embryos) - 73 -
  • 75. ศูนยเครื่องมือและรังสีวิทยาเพื่อสุขภาพ (CDRH) มีหนาที่ควบคุมดูแลหนวยงานหรือบริษัทซึ่งเปน ผูผลิต ผูเปลี่ยนบรรจุภัณฑ ผูติดฉลาก หรือผูนําเขาอุปกรณทางการแพทยเพื่อจําหนายในสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ ศู น ย เ ครื่ อ งมื อ ฯ ยั ง มี ห น า ที่ ค วบคุ ม ดู แ ลอุ ป กรณ อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ทุ ก ชนิ ด ที่ มี ก ารปล อ ยรั ง สี (Radiation-Emitting Electronic Products) เปนตนวา แสงเลเซอร (Lasers) ชุดอุปกรณที่มีการปลอยรังสี เอกซเรย (X-Ray Systems) อุปกรณที่ใชในกระบวนการอัลตราซาวด (Ultrasound Equipment) เตาอบ ไมโครเวฟ (Microwave Ovens) และโทรทัศนสี (FDA: CDRH, 2009) ซึ่งตัวอยางผลิตภัณฑที่ประกอบดวย เนื้อเยื่อของมนุษยและอยูภายใตการควบคุมของศูนยเครื่องมือฯ ไดแก Cornea Lenticules หลอดเลือดดํา ของสายสะดือ (Preserved Umbilical Cord Vein Grafts) คอลลาเจนจากมนุษย (Human Collagen) และ หลอดเลือดดําใหญที่ตนขา (Femoral Veins) ที่ใชในกระบวนการ Arteriovenous Shunts (A-V Shunts) ซึ่ง เกี่ยวของกับการขยายตัวของหลอดเลือดทําใหเกิดการไหลเวียนของเลือดผานเสนทางลัด 3. องคกรบริหารทรัพยากรดานสุขภาพและการบริการ (Health Resources and Services Administration (HRSA)) องค ก รบริ ห ารทรั พ ยากรด า นสุ ข ภาพและการบริ ก าร เป น หน ว ยงานของรั ฐ บาลกลางของ สหรัฐอเมริกาที่ขึ้นกับกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย (Department of Health and Human Services (HHS)) ซึ่งกอตั้งขึ้นในป พ.ศ. 2525 โดยมีหนาที่หลักในการดูแลใหประชากรไดรับการใหบริการ ทางดานสุขภาพอยางทั่วถึงและเทาเทียมกัน องคกรฯ รับผิดชอบในการตรวจสอบดูแลการรับบริจาคไขกระดูกและเลือดจากรก (Cord Blood) ทั้ง ใหการสนับสนุนโครงการตางๆที่เปนการปองกันและตอตานการกอการรายทางชีวภาพ (Bioterrorism) ให การชดเชยกับบุคคลที่ไดรับผลกระทบหรืออันตรายจากการฉีดวัคซีน นอกจากนี้องคกรฯ ยังทําหนาที่รักษา และจัดการกับฐานขอมูลที่เปนการปองกันการหลอกลวงหรือการใหบริการทางสุขภาพที่ไมถูกตองตามหลัก ปฏิบัติ (HRSA, n.d.) ในส ว นของการนํา เซลล หรื อเนื้อเยื่ อมาใชบําบั ดรักษาโรคของมนุ ษ ย นั้ น องคกรฯ จะทํ าหนา ที่ ควบคุมดูแลการปลูกถายที่เกี่ยวของกับอวัยวะมนุษยที่มีเลือดมาหลอเลี้ยง (Vascularized Human Organ Transplants) (FDA: Tissue & Tissue Products, 2009) ซึ่งตัวอยางอวัยวะเหลานี้ไดแก 3.1) ไขกระดูก (Bone Marrow) 3.2) เลือดจากสายสะดือ (Umbilical Cord Blood) 3.3) เซลลตนตอจากเลือด (Blood Stem Cell) 3.4) ไต (Kidney) 3.5) ตับ (Liver) 3.6) หัวใจ (Heart) - 74 -
  • 76. 3.7) ปอด (Lung) 3.8) ตับออน (Pancreas) 4. สถาบันแหงชาติของสหรัฐอเมริกา (National Academies) สถาบันแหงชาติของสหรัฐอเมริกาเปนไดถูกกอตั้งขึ้นในป พ.ศ.2406 และทําหนาที่สนับสนุนและ สงเสริมงานวิจัยของนักวิชาการทางดานวิทยาศาสตร เทคโนโลยี และวิศวกรรม ในการนําไปประยุกตใชเพื่อ ชวยเหลือและพัฒนาสังคม นอกจากนี้สถาบันแหงชาติฯ ยังทําหนาที่ใหคําปรึกษาแกรัฐบาลในการเสนอ นโยบายหรือประเด็นตางๆที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ปจจุบันสถาบันแหงชาติฯ ประกอบดวยสถาบันยอย 4 แหง ซึ่งไดแก คณะกรรมการวิจัยแหงชาติ (National Research Council) สถาบันวิทยาศาสตรแหงชาติ (National Academy of Sciences) สถาบัน วิศวกรรมแหงชาติ (National Academy of Engineering) และสถาบันแพทยศาสตร (Institute of Medicine) รวมทั้งมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 2,100 คน ทั้งนี้บุคคลที่ไดรับเชิญเขารวมเปนสมาชิกของสถาบัน แหงชาติฯ จะถือเปนบุคคลผูทรงเกียรติซึ่งมีผลงานดีเดนในดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี (NAS: About the NAS, 2009) ในสวนของการสนับสนุนงานวิจัยดานเซลลตนตอ สถาบันแหงชาติฯ ไดจัดทํารายงานที่มีชื่อวา แนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Guidelines for Human Embryonic Stem Cell Research) ขึ้นมาเปนครั้งแรกในป พ.ศ. 2548 เพื่อเปนการสงเสริมใหการทํางานวิจัยที่เกี่ยวกับเซลลตนตอ จากตัวออนมนุษยเปนไปอยางถูกตองตามหลักจริยธรรม โดยการเสนอแนวทางปฏิบัติในการทําวิจัยที่ เหมาะสมและมีความสอดคลองกับหลักจริยธรรม นอกจากนี้ในรายงานฉบับนี้ยังไดเสนอใหมีการแตงตั้ง คณะกรรมการขึ้นมา 2 กลุม ซึ่งกลุมแรกไดแกคณะกรรมการที่ปรึกษาดานงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออน มนุษย (Human Embryonic Stem Cell Research Advisory Committee) มีหนาที่ในการติดตามและ ตรวจสอบความกาวหนาหรือการเปลี่ยนแปลงในประเด็นตางๆที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย เปนตนวาทางดานจริยธรรม กฎหมาย หรือนโยบาย รวมทั้งปรั บปรุ งแกไขขอมู ลในรายงานตามความ เหมาะสม (NAS: Advisory Committee, 2009) อีกกลุมไดแกคณะกรรมการตรวจสอบงานวิจัยเซลลตนตอ จากตัวออนมนุษย (Embryonic Stem Cell Research Oversight (ESCRO) Committee) ซึ่งมีหนาที่ในการ ควบคุมดูแลและตรวจสอบการดําเนินงานของกิจกรรมตางๆที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (NAS: ESCRO Committees, 2009) 5. ธนาคารเซลลตนตอแหงชาติ (National Stem Cell Bank (NSCB)) ธนาคารเซลลตนตอแหงชาติไดถูกกอตั้งขึ้นที่สถาบันวิจัยวีเซลล (WiCell Research Institute) มลรัฐ วิสคอนซิน ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 เพื่อเปนคลังเก็บรักษากลุมเซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนทที่ไดขึ้น ทะเบียนไวกับสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ในโครงการลงทะเบียนรายชื่อเซลลตนตอจากตัวออน - 75 -
  • 77. มนุษย (Human Embryonic Stem Cell Registry) โดยวัตถุประสงคของธนาคารเซลลตนตอฯ คือเพื่อเพิ่ม จํานวนและแจกจายกลุมเซลลตนตอฯ รวมทั้งใหความชวยเหลือทางดานเทคนิคแกนักวิจัยทั่วโลก กลุมเซลล ตนตอที่ถูกเก็บไวที่ธนาคารเซลลตนตอฯ เปนกลุมเซลลที่ไดรับมาจากกลุมเซลลที่เหลือจากการปฏิสนธิ เทียมในหลอดแกว (In Vitro Fertilization (IVF)) กอนเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2544 และมีสิทธิ์ในการรับทุน สนับสนุนงานวิจัยจากรัฐบาลกลางตามนโยบายของประธานาธิบดีจอรจ ดับเบิ้ลยู บุช (NSCB, n.d.) 6. หนวยงานที่สนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตออื่นๆ (NIH: Other Online Resources, 2009) 6.1 องคกรวิชาชีพ (Professional Associations) • สมาคมอเมริกันเพื่อความกาวหนาทางวิทยาศาสตร (American Association for the Advancement of Science (AAAS)): เปนองคกรระหวางประเทศที่ไมแสวงหากําไร โดยทํา หนาที่ใหขอมูลเกี่ยวกับความกาวหนาในดานวิทยาศาสตรจากทั่วโลกซึ่งรวมทั้งขอมูลที่ เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอ • สมาคมการแพทยอเมริกัน (American Medical Association (AMA)): ใหขอมูลเกี่ยวกับ ความรูพื้นฐานของเซลลตนตอและนโยบายสําคัญที่เกี่ยวกับการพัฒนาเซลลตนตอ • สมาคมอเมริกันดานชีววิทยาเซลล (American Society for Cell Biology (ASCB)): เปน องคกรที่เปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนและเผยแพรขอมูลที่เกี่ยวกับชีววิทยาดานเซลล ใหกับหนวยงานตางๆ • สมาคมการแพทยอเมริกันเกี่ยวกับการเจริญพันธุ (American Society for Reproductive Medicine (ASRM)): ใหขอมูลเกี่ยวกับการโคลนและงานวิจัยเซลลตนตอ • สมาคมวิทยาลัยทางการแพทยแหงสหรัฐอเมริกา (Association of American Medical Colleges (AAMC)): ใหขอมูลเกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอ • สหพันธอเมริกันเพื่อการทดลองทางชีววิทยา (Federation of American Societies for Experimental Biology (FASEB)): ใหขอมูลและสนับสนุนนักวิทยาศาสตรดานชีว- การแพทยในงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตมนุษยและชวยเหลือสังคม • สมาคมเพื่อการศึกษาดานเลือดจากสายสะดือสากล (The International Cord Blood Society (ICBS)): ใหการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อความกาวหนาของงานวิจัยเซลลตนตอโดย มุงเนนที่งานวิจัยที่เกี่ยวกับเซลลตนตอจากเลือดในสายสะดือ • สมาคมเพื่อการวิจัยสเต็มเซลลสากล (International Society for Stem Cell Research (ISSCR)): เปนองคกรที่เปนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนขอมูลที่เกี่ยวกับเซลลตนตอ รวมทั้ง ใหการสนับสนุนงานวิจัยและใหขอมูลแกประชาชนทั่วไปในเรื่องของเซลลตนตอ - 76 -
  • 78. 6.2 หนวยงานวิจัยของสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Research Programs at Universities and Institutions) • สถาบันสเต็มเซลลมหาวิทยาลัยฮารวารด (Harvard Stem Cell Institute (HSCI)): ใหการ สนับสนุ นงานวิจัย ที่เ กี่ยวกับ ชีววิทยาดานเซลลตนตอโดยมุงเนนไปที่งานวิจัยที่จะช ว ย พัฒนาและฟนฟูสุขภาพของมนุษย • สถาบั น แมคโกแวนเพื่อ การแพทย ก ารสรา งอวัย วะใหม (McGowan Institute for Regenerative Medicine (MIRM)): เปนสถาบันที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อใหนักวิทยาศาสตรของ มหาวิทยาลัยพิตสเบิรกไดทําการศึกษาวิจัยดานวิศวกรรมเนื้อเยื่อและเซลลบําบัด • หนวยงานศึกษาดานเซลลตนตอประสาทของมนุษยแหงชาติ (National Human Neural Stem Cell Resource (NHNSCR)): เปนองคกรที่ชวยจัดหาเซลลตนตอประสาทที่ไดรับมา จากสมองของมนุษยใหกับหนวยงานอื่นๆเพื่อใชในงานวิจัย • มูลนิธิเซลลตนตอแหงนิวยอรก (The New York Stem Cell Foundation (NYSCF)): ให เงิ น ทุ น สนั บ สนุ น แก นั ก วิ จั ย ด า นเซลล ต น ตอ รวมทั้ ง ให ข อ มู ล แก บุ ค คลทั่ ว ไปในเรื่ อ งที่ เกี่ยวกับเซลลตนตอ • ศูนยพัฒนาพิตสเบิรกแหงสถาบันวิจัยสตรีมากี (Pittsburgh Development Center of Magee-Women’s Research Institute): เปนองคกรที่ทําการศึกษาคนควาดานชีววิทยา โมเลกุลของเซลล รวมทั้งศักยภาพของการนําเซลลตนตอมารักษาโรคของมนุษย • สถาบันสโลนเก็ตเตอรริง (Sloan-Kettering Institute): เปนองคกรที่ทําการศึกษาคนควา เพื่อใหขอมูลและรักษาผูปวยโรคมะเร็ง • หน ว ยงานชี ว วิ ท ยาเซลล ต น ตอและการแพทย ข องสถาบั น มะเร็ ง แห ง โรงเรี ย นการแพทย มหาวิทยาลัยสแตนฟอรด (Stanford University School of Medicine/Institute for Cancer/Stem Cell Biology and Medicine): เปนหนวยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพร ขอมูลงานวิจัยดานเซลลตนตอของมหาวิทยาลัยสแตนฟอรด • ศูนยเซลลตนตอแหงสถาบันหัวใจเท็กซัส (Texas Heart Institute Stem Cell Center): เปน องคกรที่ทําการศึกษาคนควาในการนําเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวมารักษา โรคที่เกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด • ศูนยการรักษาดวยยีนบําบัดแหงมหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University Center for Gene Therapy): เปนหนวยงานที่ชวยจัดหาเซลลจากไขกระดูกในชั้นสตอรมาล (Marrow Stromal Cells (MSCs)) ซึ่งไดรับมาจากมนุษยหรือสัตวจําพวกหนูใหกับหนวยงานอื่นๆเพื่อใชใน งานวิจัย • โครงการชีว วิทยาพัฒนาการเซลลตนตอของมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเ นีย ซานฟรานซิสโก (University of California, San Francisco/Developmental and Stem Cell Biology - 77 -
  • 79. Program): เปนหนวยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อเผยแพรขอมูลงานวิจัยดานเซลลตนตอจากตัว ออนมนุษยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนีย ซานฟรานซิสโก • โครงการลงทะเบียน เซลลตนตอสากลของมหาวิทยาลัยแมสซาชูเส็ทส (University of Massachusetts: International Stem Cell Registry): เปนโครงการที่ทําการศึกษาถึง ศักยภาพของเซลลตนตอชนิดพลูริโพเทนทของมนุษย • สถาบันเซลลตนตอของมหาวิทยาลัยมินเนโซตา (University of Minnesota: Stem Cell Institute): เปนสถาบันที่ทําการศึกษาเกี่ยวกับศักยภาพของการนําเซลลตนตอมาใชในการ พัฒนาและฟนฟูสุขภาพของมนุษยและสัตว • หนวยงานวิจัยเซลล ตนตอจากตัวออนของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wisconsin/Embryonic Stem Cell Research): เปนหนวยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อ ทํ า การศึ ก ษาวิ จั ย เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย รวมทั้ ง เผยแพร ข อ มู ล งานวิ จั ย ของ มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน 6.3 หนวยงานวิจัยเซลลตนตอของมลรัฐ (State Initiatives for Stem Cell Research) • สถาบันการแพทยการสรางอวัยวะใหมแหงมลรัฐแคลิฟอรเนีย (California Institute for Regenerative Medicine (CIRM)): ใหเงินทุนสนับสนุนและทุนกูยืมแกนักวิจัยและ หนวยงานวิจัยดานเซลลตนตอในมลรัฐแคลิฟอรเนีย • โครงการวิจัยเซลลตนตอแหงมลรัฐคอนเนตทิคัต (Connecticut Stem Cell Research Program): ใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนและเซลลตนตอจากเซลลที่ เจริญวัยเต็มที่แลวของมนุษย • สถาบั น การแพทย ก ารสร า งอวั ย วะใหม แ ห ง มลรั ฐ อิ ล ลิ น อยส (Illinois Regenerative Medicine Institute (IRMI)): ใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออน เซลลตน ตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว และเซลลตนตอจากเลือดในสายสะดือแกนักวิจัยและ หนวยงานวิจัยดานเซลลตนตอในมลรัฐอิลลินอยส • สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีแหงมลรัฐแมรี่แลนด (Maryland Technology Development Corporation (TEDCO)): ใหเงินทุนสนับสนุนและความชวยเหลือทางดานเทคนิคแก หนวยงานตางๆในมลรัฐแมรี่แลนด • โครงการวิจัยเซลลตนตอแหงมลรัฐนิวเจอรซี่ (New Jersey Stem Cell Research Program): ใหเงินทุนสนับสนุนแกนักวิจัยและหนวยงานวิจัยดานเซลลตนตอจากตัวออน มนุษยในมลรัฐนิวเจอรซี่ • หนวยงานวิทยาศาสตรเซลลตนตอแหงมลรัฐนิวยอรก (New York Stem Cell Science (NYSTEM)): ใหการสนับสนุนงานวิจัยดานชีววิทยาเซลลตนตอแกองคกรตางๆ - 78 -
  • 80. • หนวยงานเซลลตนตอและการแพทยการสรางอวัยวะใหมแหงมลรัฐโอไฮโอ (Ohio Center for Stem Cell and Regenerative Medicine): เปนหนวยงานที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อ ทําการศึกษาวิจัยดานวิศวกรรมเนื้อเยื่อ เซลลบําบัด และชีวการแพทย • หนวยงานดานกฎหมายงานวิจัยเซลลตนตอของมลรัฐ (Stem Cell Research State Laws): เปนองคกรที่ใหขอมูลเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอของแตละมลรัฐ • สมาพันธงานวิจัยเซลลตนตอในระดับมลรัฐ (Interstate Alliance on Stem Cell Research (IASCR)): ใหการสนับสนุนความรวมมือระหวางมลรัฐในงานวิจัยเซลลตนตอ 6.4 องคกรที่ ศึกษาเกี่ยวกับโรคเฉพาะทางและกลุมผูสนับสนุนงานวิ จัยเซลล ตน ตอ (Disease-Specific Organizations and Advocacy Groups) • เครือขายงานวิจัยเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว (Adult Stem Cell Research (ASCR) Network): ใหขอมูลแกบุคคลทั่วไปในเรื่องที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอจากเซลล ที่เจริญวัยเต็มที่แลว • สมาพันธงานวิจัยดานผูสูงอายุ (Alliance for Aging Research): เปนองคกรที่ทําหนาที่ ชวยเหลือและทํางานวิจัยเพื่อฟนฟูสุขภาพของผูสูงอายุ • สมาคมโรคการเสื่ อ มสลายของเซลล ป ระสาทที่ ค วบคุ ม การทํ า งานของกล า มเนื้ อ (ALS Association (ALSA)): เปนองคกรที่ทําการศึกษาวิจัยรวมทั้งการนําเซลลตนตอมาใชเพื่อ รักษาโรคการเสื่อมสลายของเซลลประสาทที่ควบคุมการทํางานของกลามเนื้อ • สมาคมมะเร็งอเมริกัน (American Cancer Society): ใหขอมูลที่เกี่ยวกับการปลูกถายเซลล ตนตอใหกับผูปวยเด็กที่เปนโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลูคีเมีย • มูลนิธิโรคขอเสื่อม (Arthritis Foundation): ใหขอมูลเกี่ยวกับการนําเซลลตนตอมาใชในการ ปลูกถายเพื่อรักษาโรคขอตางๆ • มูลนิธิคริสโตเฟอรและดานา รีฟ (Christopher and Dana Reeve Foundation): ใหเงินทุน สนับสนุนงานวิจัยเพื่อการรักษาโรคที่เกี่ยวกับอาการผิดปกติของระบบประสาทสวนกลาง • องคกรความรวมมือการพัฒนางานวิจัยดานการแพทย (Coalition for the Advancement of Medical Research (CAMR)): ใหการสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวกับการแพทยการสราง อวัยวะใหม ซึ่งรวมทั้งงานวิจัยเซลลตนตอและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการยายฝากนิวเคลียส (Somatic Cell Nuclear Transfer) • มูลนิธิงานวิจัยโรคเบาหวานในเด็ก (Juvenile Diabetes Research Foundation (JDRF)): เปนองคกรที่ทําการศึกษาการนําเซลลตนตอมาใชเพื่อรักษาและควบคุมระดับน้ําตาลใน เลือดของผูปวย - 79 -
  • 81. • เครือขายขอมูลมะเร็งตอมน้ําเหลือง (Lymphoma Information Network): ใหขอมูลที่ เกี่ยวกับการปลูกถายไขกระดูกและเซลลตนตอ • มูลนิธิมารชออฟไดม (March of Dimes): เปนองคกรที่สนับสนุนและชวยเหลือเด็กทารกที่มี อาการผิดปกติมาแตกําเนิด • กลุมผูสนับสนุนงานวิจัยของอเมริกา (Research! America): ใหขอมูลเกี่ยวกับงานวิจัยเซลล ตนตอ • มูลนิธิไมเคิล เจ ฟอกซ เพื่อโรคพารกินสัน (Michael J. Fox Foundation for Parkinson’s Research): ใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเพื่อการรักษาโรคพารกินสัน • สภาสุขภาพแหงชาติ (National Health Council (NHC)): ใหการสนับสนุนงานวิจัยที่เปน การสงเสริมสุขภาพของมนุษย • โครงการรับบริจาคไขกระดูกแหงชาติ (National Marrow Donor Program (NMDP)): เปน องคกรที่รวบรวมขอมูลและทะเบียนรายชื่อของเซลลตนตอจากเลือดเพื่อใชในการปลูกถาย • เครือขายขอมูลโรคการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury Information Network): ใหขอมูลเกี่ยวกับเซลลตนตอเพื่อการรักษาโรคที่เกี่ยวกับการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง 6.5 กลุมผูคัดคานงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออน (Opposition Groups to Embryonic Stem Cell Research) (AAAS, 2009) • องคกรความรวมมืออเมริกันเพื่อจริยธรรมของงานวิจัย (The Coalition of Americans for Research Ethics) • ศูนยเพื่อชีวจริยธรรมและศักดิ์ศรีของความเปนมนุษย (Center for Bioethics and Human Dignity (CBHD)) • สภาพระสังฆราชคาทอลิกแหงสหรัฐอเมริกา (United States Conference of Catholic Bishops (USCCB)) • สมาคมครอบครัวอเมริกัน (American Family Association (AFA)) • มูลนิธิวัฒนธรรมแหงชีวิต (Culture of Life Foundation) • มูลนิธิเพื่อครอบครัว (Focus on the Family) • องคกรเพื่อสิทธิในชีวิตแหงชาติ (National Right to Life Committee) - 80 -
  • 82. รายละเอียดที่ติดตอหนวยงานที่เกี่ยวของกับการวิจัยและพัฒนาดานเซลลตนตอใน สหรัฐอเมริกา 1. สถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกา (National Institutes of Health (NIH)): ที่อยู: 9000 Rockville Pike Bethesda, Maryland 20892 โทรศัพท: 301-496-4000, 301-402-9612 อีเมล: stemcell@mail.nih.go เว็บไซต: http://stemcells.nih.gov/ 2. องคการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration (FDA)) ที่อยู: 1401 Rockville Pike, Suite 200N Rockville, Maryland 20852 โทรศัพท: 800-835-4709, 301-827-1800 อีเมล: cber.speakerliaison@fda.hhs.gov เว็บไซต: http://www.fda.gov/BiologicsBloodVaccines/default.htm 3. องคกรบริหารทรัพยากรดานสุขภาพและการบริการ (Health Resources and Services Administration (HRSA)) ที่อยู: P.O. Box 2910 Merrifield, Virginia 22116 โทรศัพท: 877-489-4772, 888-275-4772 อีเมล: ask@hrsa.gov เว็บไซต: http://www.hrsa.gov/ 4. สถาบันแหงชาติของสหรัฐอเมริกา (National Academies) ที่อยู: 500 Fifth St., N.W. Washington, D.C. 20001 โทรศัพท: 202-334-2000 อีเมล: worldwidewebfeedback@nas.edu เว็บไซต: http://www.nationalacademies.org/ - 81 -
  • 83. 5. ธนาคารเซลลตนตอแหงชาติ (National Stem Cell Bank (NSCB)) ที่อยู: P.O. Box 7365 Madison, Wisconsin 53707 โทรศัพท: 888-204-1782, 608-263-6297 อีเมล: info@wicell.org เว็บไซต: http://www.wicell.org/ 6. หนวยงานที่สนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตออื่นๆ 6.1 องคกรวิชาชีพ (Professional Associations) • สมาคมอเมริกันเพื่อความกาวหนาทางวิทยาศาสตร (American Association for the Advancement of Science (AAAS)) เว็บไซต: http://www.aaas.org/spp/cstc/briefs/stemcells/index.shtml • สมาคมการแพทยอเมริกัน (American Medical Association (AMA)) เว็บไซต: http://www.ama-assn.org/ • สมาคมอเมริกันดานชีววิทยาเซลล (American Society for Cell Biology (ASCB)) เว็บไซต: http://www.ascb.org/ • สมาคมการแพทยอเมริกันเกี่ยวกับการเจริญพันธุ (American Society for Reproductive Medicine (ASRM)) เว็บไซต: http://www.asrm.org/whatsnew.html • สมาคมวิทยาลัยทางการแพทยแหงสหรัฐอเมริกา (Association of American Medical Colleges (AAMC)) เว็บไซต: http://www.aamc.org/advocacy/research/stemcell/start.htm • สหพันธอเมริกันเพื่อการทดลองทางชีววิทยา (Federation of American Societies for Experimental Biology (FASEB)) เว็บไซต: http://www.faseb.org/ • สมาคมเพื่อการศึกษาดานเลือดจากสายสะดือสากล (The International Cord Blood Society (ICBS)) เว็บไซต: http://www.cordblood.org/ • สมาคมเพื่อการวิจัยสเต็มเซลลสากล (International Society for Stem Cell Research (ISSCR)) เว็บไซต: http://www.isscr.org/ - 82 -
  • 84. 6.2 หนวยงานวิจัยของสถาบันการศึกษาในสหรัฐอเมริกา (Research Programs at Universities and Institutions) • สถาบันสเต็มเซลลมหาวิทยาลัยฮารวารด (Harvard Stem Cell Institute (HSCI)) เว็บไซต: http://www.hsci.harvard.edu/ • สถาบั น แมคโกแวนเพื่อ การแพทย ก ารสรา งอวัย วะใหม (McGowan Institute for Regenerative Medicine (MIRM)) เว็บไซต: http://www.mirm.pitt.edu/ • หนวยงานศึกษาดานเซลลตนตอประสาทของมนุษยแหงชาติ (National Human Neural Stem Cell Resource (NHNSCR)) เว็บไซต: http://www.nhnscr.org/ • มูลนิธิเซลลตนตอแหงนิวยอรก (The New York Stem Cell Foundation (NYSCF)) เว็บไซต: http://www.nyscf.org/ • ศูนยพัฒนาพิตสเบิรกแหงสถาบันวิจัยสตรีมากี (Pittsburgh Development Center of Magee-Women’s Research Institute) เว็บไซต: http://www.pdc.magee.edu/ • สถาบันสโลนเก็ตเตอรริง (Sloan-Kettering Institute) เว็บไซต: http://www.mskcc.org/mskcc/html/5804.cfm • หน ว ยงานชี ว วิ ท ยาเซลล ต น ตอและการแพทย ข องสถาบั น มะเร็ ง แห ง โรงเรี ย นการแพทย มหาวิทยาลัยสแตนฟอรด (Stanford University School of Medicine/Institute for Cancer/Stem Cell Biology and Medicine) เว็บไซต: http://med.stanford.edu/special_topics/2004/stemcell/ • ศูนยเซลลตนตอแหงสถาบันหัวใจเท็กซัส (Texas Heart Institute Stem Cell Center) เว็บไซต: http://texasheart.org/research/stemcellcenter/index.cfm • ศูนยการรักษาดวยยีนบําบัดแหงมหาวิทยาลัยทูเลน (Tulane University Center for Gene Therapy) เว็บไซต: http://www.som.tulane.edu/gene_therapy/ • โครงการชีว วิทยาพัฒนาการเซลลตนตอของมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเ นีย ซานฟรานซิสโก (University of California, San Francisco/Developmental and Stem Cell Biology Program) เว็บไซต: http://stemcell.ucsf.edu/ • โครงการลงทะเบียน เซลลตนตอสากลของมหาวิทยาลัยแมสซาชูเส็ทส (University of Massachusetts: International Stem Cell Registry) - 83 -
  • 85. เว็บไซต: http://www.umassmed.edu/iscr/index.aspx • สถาบันเซลลตนตอของมหาวิทยาลัยมินเนโซตา (University of Minnesota: Stem Cell Institute) เว็บไซต: http://www.stemcell.umn.edu/ • หนวยงานวิจัยเซลล ตนตอจากตัวออนของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wisconsin/Embryonic Stem Cell Research) เว็บไซต: http://www.stemcells.wisc.edu/ 6.3 หนวยงานวิจัยเซลลตนตอของมลรัฐ (State Initiatives for Stem Cell Research) • สถาบันการแพทยการสรางอวัยวะใหมแหงมลรัฐแคลิฟอรเนีย (California Institute for Regenerative Medicine (CIRM)) เว็บไซต: http://www.cirm.ca.gov/ • โครงการวิจัยเซลลตนตอแหงมลรัฐคอนเนตทิคัต (Connecticut Stem Cell Research Program) เว็บไซต: http://www.ct.gov/dph/cwp/view.asp?a=3142&q=389702&dphNav_ GID=1825 • สถาบั น การแพทย ก ารสร า งอวั ย วะใหม แ ห ง มลรั ฐ อิ ล ลิ น อยส (Illinois Regenerative Medicine Institute (IRMI)) เว็บไซต: http://www.idph.state.il.us/irmi/stem_cells_overview.html • สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีแหงมลรัฐแมรี่แลนด (Maryland Technology Development Corporation (TEDCO)) เว็บไซต: http://www.marylandtedco.org/publications/index.cfm • โครงการวิจัยเซลลตนตอแหงมลรัฐนิวเจอรซี่ (New Jersey Stem Cell Research Program) เว็บไซต: http://www.state.nj.us/scitech/stemcell/grants/index.html • หนวยงานวิทยาศาสตรเซลลตนตอแหงมลรัฐนิวยอรก (New York Stem Cell Science (NYSTEM)) เว็บไซต: http://stemcell.ny.gov/ • หนวยงานเซลลตนตอและการแพทยการสรางอวัยวะใหมแหงมลรัฐโอไฮโอ (Ohio Center for Stem Cell and Regenerative Medicine) เว็บไซต: http://www.thestemcellcenter.org/ - 84 -
  • 86. • หนวยงานดานกฎหมายงานวิจัยเซลลตนตอของมลรัฐ (Stem Cell Research State Laws) เว็บไซต: http://www.ncsl.org/IssuesResearch/Health/EmbryonicandFetal ResearchLaws/tabid/14413/Default.aspx • สมาพันธงานวิจัยเซลลตนตอในระดับมลรัฐ (Interstate Alliance on Stem Cell Research (IASCR)) เว็บไซต: http://www.iascr.org/ 6.4 องคกรที่ศึกษาเกี่ยวกับโรคเฉพาะทางและกลุมผูสนั บสนุนงานวิ จัยเซลลตน ตอ (Disease-Specific Organizations and Advocacy Groups) • เครือขายงานวิจัยเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว (Adult Stem Cell Research (ASCR) Network) เว็บไซต: http://www.ascrnetwork.org/ • สมาพันธงานวิจัยดานผูสูงอายุ (Alliance for Aging Research) เว็บไซต: http://www.agingresearch.org/ • สมาคมโรคการเสื่ อ มสลายของเซลล ป ระสาทที่ ค วบคุ ม การทํ า งานของกล า มเนื้ อ (ALS Association (ALSA)) เว็บไซต: http://www.alsa.org/research/stem_cells.cfm • สมาคมมะเร็งอเมริกัน (American Cancer Society) เว็บไซต: http://www.cancer.org/docroot/CRI/content/CRI_2_4_4X_Stem_Cell _Transplantation_24.asp?sitearea= • มูลนิธิโรคขอเสื่อม (Arthritis Foundation) เว็บไซต: http://ww2.arthritis.org/resources/news/news_stemupdate.asp • มูลนิธิคริสโตเฟอรและดานา รีฟ (Christopher and Dana Reeve Foundation) เว็บไซต: http://www.christopherreeve.org/site/c.ddJFKRNoFiG/b.4048063/ k.BDDB/Home.htm • องคกรความรวมมือการพัฒนางานวิจัยดานการแพทย (Coalition for the Advancement of Medical Research (CAMR)) เว็บไซต: http://www.camradvocacy.org/ • มูลนิธิงานวิจัยโรคเบาหวานในเด็ก (Juvenile Diabetes Research Foundation (JDRF)): เปนองคกรที่ทําการศึกษาการนําเซลลตนตอมาใชเพื่อรักษาและควบคุมระดับน้ําตาลใน เลือดของผูปวย เว็บไซต: http://www.jdrf.org/index.cfm?page_id=103932 - 85 -
  • 87. • เครือขายขอมูลมะเร็งตอมน้ําเหลือง (Lymphoma Information Network) เว็บไซต: http://www.lymphomainfo.net/therapy/transplants/bmt.html • มูลนิธิมารชออฟไดม (March of Dimes) เว็บไซต: http://www.marchofdimes.com/ • กลุมผูสนับสนุนงานวิจัยของอเมริกา (Research! America) เว็บไซต: http://www.researchamerica.org/stemcell_faqs • มูลนิธิไมเคิล เจ ฟอกซ เพื่อโรคพารกินสัน (Michael J. Fox Foundation for Parkinson’s Research) เว็บไซต: http://www.michaeljfox.org/ • สภาสุขภาพแหงชาติ (National Health Council (NHC)) เว็บไซต: http://www.nationalhealthcouncil.org/ • โครงการรับบริจาคไขกระดูกแหงชาติ (National Marrow Donor Program (NMDP)) เว็บไซต: http://www.marrow.org/ • เครือขายขอมูลโรคการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injury Information Network) เว็บไซต: http://www.spinalcord.uab.edu/show.asp?durki=21492 6.5 กลุมผูคัดคานงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออน (Opposition Groups to Embryonic Stem Cell Research) • องคกรความรวมมืออเมริกันเพื่อจริยธรรมของงานวิจัย (The Coalition of Americans for Research Ethics) เว็บไซต: http://www.stemcellresearch.org/ • ศูนยเพื่อชีวจริยธรรมและศักดิ์ศรีของความเปนมนุษย (Center for Bioethics and Human Dignity (CBHD)) เว็บไซต: http://www.cbhd.org/ • สภาพระสังฆราชคาทอลิกแหงสหรัฐอเมริกา (United States Conference of Catholic Bishops (USCCB)) เว็บไซต: http://www.usccb.org/prolife/issues/bioethic/embryo/ growth11404.shtml • สมาคมครอบครัวอเมริกัน (American Family Association (AFA)) เว็บไซต: http://www.afa.net/prolife/ • มูลนิธิวัฒนธรรมแหงชีวิต (Culture of Life Foundation) เว็บไซต: http://culture-of-life.org//index.php - 86 -
  • 88. • มูลนิธิเพื่อครอบครัว (Focus on the Family) เว็บไซต: http://www.focusonthefamily.com/socialissues/sanctity_of_life/ stem_cell_research.aspx • องคกรเพื่อสิทธิในชีวิตแหงชาติ (National Right to Life Committee (NRLC)) เว็บไซต: http://www.nrlc.org/default.html - 87 -
  • 89. รายชื่อบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาที่เกี่ยวของกับการวิจัยและพัฒนา เซลลตนตอเพื่อนําไปใชในเชิงพาณิชย 1. บริษัทดานเซลลตนตอในประเทศสหรัฐอเมริกา (Stem-Cell-Companies.com: USA, 2005 and StemCellResources.org, n.d.) 1.1 เรียงลําดับตามชื่อบริษัท A Aastrom Biosciences, Inc. มลรัฐ/เมือง: Michigan/Ann Arbor เว็บไซต: http://www.aastrom.com/ Patient-Specific Therapeutics for Stem Cell Tissue Repair, and the ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Treatment of Cancer and Infectious Disease Advanced Cell Technology, Inc. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Worcester เว็บไซต: http://www.advancedcell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Young Cells for the treatment of Cell Degenerative Disease Aldagen, Inc. มลรัฐ/เมือง: North Carolina/Durham เว็บไซต: http://www.aldagen.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cells Transplants for Treatment of Cancer AllCells, LLC. มลรัฐ/เมือง: California/Berkeley เว็บไซต: http://www.allcells.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Cells and RNA for Scientific Research In Vitro Angioblast Systems, Inc. มลรัฐ/เมือง: New York/New York เว็บไซต: http://www.angioblast.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem cells for the Treatment of Cardiovascular Diseases and Vascular Disorders Applied Tissue Technologies, LLC. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Wellesley เว็บไซต: http://www.appliedtissue.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Gene Therapy Technologies - 88 -
  • 90. Arteriocyte, Inc. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Hopkinton เว็บไซต: http://arteriocyte.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Medical Devices AssureImmune, LLC. มลรัฐ/เมือง: Florida/Boca Raton เว็บไซต: http://www.assureimmune.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cell Collection Athersys, Inc. มลรัฐ/เมือง: Ohio/Cleveland เว็บไซต: http://www.athersys.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Therapeutic Products for the treatment of Life-Threatening Diseases B BabyTooth Technologies, Inc. มลรัฐ/เมือง: Connecticut/Newington เว็บไซต: http://cryotooth.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Tooth Stem Cell Preservation BioE Corp. มลรัฐ/เมือง: Minnesota/St. Paul เว็บไซต: http://www.bioe.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Umbilical Cord Blood Stem Cells Bioheart, Inc. มลรัฐ/เมือง: Florida/Sunrise เว็บไซต: http://www.bioheartinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Autologous Cell Therapies for the Treatment of Heart Damage Bio-Matrix Scientific Group, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Diego เว็บไซต: http://www.bmsn.us/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Bank Biotime, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/Alameda เว็บไซต: http://www.biotimeinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Research and Development of Aqueous-Based Synthetic Solutions - 89 -
  • 91. BioTransplant, Inc. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Charlestown เว็บไซต: http://www.biotransplant.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Therapeutic Devices and Therapeutic Regimens Designed to Suppress Undesired Immune Responses BrainStorm Cell Therapeutics Inc. มลรัฐ/เมือง: New York/New York เว็บไซต: http://www.brainstorm-cell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cells for the treatment of Parkinson's Disease, Lou Gehrig's Disease, and Spinal Cord Injury C Cambrex Corp. มลรัฐ/เมือง: New Jersey/East Rutherford เว็บไซต: http://www.cambrex.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Generic Small Molecule Therapeutics Cardiogenesis Corp. มลรัฐ/เมือง: California/Irvine เว็บไซต: http://www.cardiogenesis.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Medical Device for the Treatment of Advanced Cardiovascular Disease Celgene Corp. มลรัฐ/เมือง: New Jersey/Cedar Knolls เว็บไซต: http://www.celgene.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Placental Stem Cells, Umbilical Cord Blood, Human Bone Marrow, and Peripheral Blood Derived Cell Fractions Cell Dynamics, LLC. มลรัฐ/เมือง: Georgia/Smyrna เว็บไซต: http://www.celldynamicsllc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Tissues and Cells, Transplant and Cell-Derived Therapeutics Cell Genesys, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Francisco เว็บไซต: http://www.cellgenesys.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Biological Therapies to Trear Cancer - 90 -
  • 92. Cellerant Therapeutics, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Carlos เว็บไซต: http://www.cellerant.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Hematopoietic (Blood-Forming) Systems and Cell-Based Medicines Cellular Dynamics International, Inc. มลรัฐ/เมือง: Wisconsin/Madison เว็บไซต: http://www.cellulardynamics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Drug Screening and Toxicity Testing Products based on Induced Pluripotent Stem (iPS) Cell Technology Ceregene, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Diego เว็บไซต: http://www.ceregene.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Gene-Delivered Growth Factor Products Cognate BioService, Inc. มลรัฐ/เมือง: Maryland/Baltimore เว็บไซต: http://www.cognatebioservices.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Medical and Neurological Laboratory Services CorCell, Inc. มลรัฐ/เมือง: Pennsylvania/Philadelphia เว็บไซต: http://www.corcell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank Covance, Inc. มลรัฐ/เมือง: New Jersey/Princeton เว็บไซต: http://www.covance.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Drug Development Services Cryo-Cell International, Inc. มลรัฐ/เมือง: Florida/Oldsmar เว็บไซต: http://www.cryo-cell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank CyThera Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Diego เว็บไซต: http://www.cytheraco.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell Replacement Therapeutic Products - 91 -
  • 93. Cytomatrix, LLC. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Chelmsford เว็บไซต: http://www.cytomatrix.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell Therapy and Tissue Engineering Applications Cytori Therapeutics, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Diego เว็บไซต: http://www.cytoritx.com/us/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Autologous Tissue Graft Systems E EndGenitor Technologies, Inc. มลรัฐ/เมือง: Indiana/Indianapolis เว็บไซต: http://www.endgenitor.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Products from Adult Tissues Endovasc, Inc. มลรัฐ/เมือง: Texas/Montgomery เว็บไซต: http://www.endovasc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Liposomes, Stent Coatings, and Biodegradable/Resorbable Prostheses F FortiCell Bioscience, Inc. มลรัฐ/เมือง: New York/New York เว็บไซต: http://www.forticellbioscience.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Advanced Regenerative Medicine and Stem Cell Therapy G Geron Corp. มลรัฐ/เมือง: California/Menlo Park เว็บไซต: http://www.geron.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Therapeutics using Human Embryonic Stem Cell Technology GlobalStem, Inc. มลรัฐ/เมือง: Maryland/Rockville เว็บไซต: http://www.globalstem.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Tools and Technical Support - 92 -
  • 94. Glycosan BioSystems, Inc. มลรัฐ/เมือง: Utah/Salt Lake City เว็บไซต: http://www.glycosan.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Culture Technologies H HemaCare Corp. มลรัฐ/เมือง: California/Van Nuys เว็บไซต: http://www.hemacare.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Blood Products HepaLife Technologies, Inc. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Boston เว็บไซต: http://www.hepalife.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Bioartificial Liver System Histogen, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Diego เว็บไซต: http://www.histogeninc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Naturally-Produced Products from Newborn Fibroblasts I Incyte Corp. มลรัฐ/เมือง: Delaware/Wilmington เว็บไซต: http://www.incyte.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Small Molecule Drugs Intercytex Group PLC. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Woburn เว็บไซต: http://www.intercytex.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Cell-Based Products International Stem Cell Corp. มลรัฐ/เมือง: California/Oceanside เว็บไซต: http://www.internationalstemcell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Stem Cells - 93 -
  • 95. Ixion Biotechnology, Inc. มลรัฐ/เมือง: Florida/Alachua เว็บไซต: http://www.ixion-biotech.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Therapies for Metabolic Disorders K Kaleidos Pharma, Inc. มลรัฐ/เมือง: Washington/Seattle เว็บไซต: http://kaleidospharma.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cytokines and TGF-Alpha for Therapy of Parkinson's Disease M Macropore Biosurgery, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Diego เว็บไซต: http://www.macropore.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Regenerative Cells from Adipose Tissue MaxCyte, Inc. มลรัฐ/เมือง: Maryland/Gaithersburg เว็บไซต: http://www.maxcyte.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Clinical/Commercial Cell Modification Technologies MD Biosciences, Inc. มลรัฐ/เมือง: Minnesota/St. Paul เว็บไซต: http://www.mdbiosciences.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Rheumatoid Arthritis Research Products MediStem, Inc. มลรัฐ/เมือง: Arizona/Tempe เว็บไซต: http://www.medisteminc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cells Medra, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/Malibu เว็บไซต: http://www.medra.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Fetal Stem Cells - 94 -
  • 96. Medtronic, Inc. มลรัฐ/เมือง: Minnesota/Minneapolis เว็บไซต: http://www.medtronic.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Medical Devices MG Biotherapeutics, LLC. มลรัฐ/เมือง: Minnesota/Minneapolis เว็บไซต: http://www.mgbiotherapeutics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Therapies for the Treatment of Advanced Cardiovascular Disease MultiCell Technologies, Inc. มลรัฐ/เมือง: Rhode Island/Warwick เว็บไซต: http://www.multicelltech.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Liver Cell-Based Products for Drug Discovery and Therapeutic Application N Neostem, Inc. มลรัฐ/เมือง: New York/New York เว็บไซต: http://www.neostem.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cell Bank NeuralStem, Inc. มลรัฐ/เมือง: Maryland/Rockville เว็บไซต: http://www.neuralstem.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Neural Stem Cell to Treat Central Nervous System Diseases NeuroGeneration, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/Los Angeles เว็บไซต: http://www.neurogeneration.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Therapy Products Neuronyx, Inc. มลรัฐ/เมือง: Pennsylvania/Malvern เว็บไซต: http://www.neuronyx.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Bone Marrow-Derived Stem Cells NovoCell, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Diego เว็บไซต: http://www.novocell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell and Drug Therapies to Treat Diabetes and Other Chronic Diseases - 95 -
  • 97. O Opexa Therapeutics, Inc. มลรัฐ/เมือง: Texas/The Woodlands เว็บไซต: http://www.opexapharmaceuticals.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Patient-Specific Cellular Therapies for the Treatment of Autoimmune Diseases Organogenesis, Inc. มลรัฐ/เมือง: Maryland/Canton เว็บไซต: http://www.organogenesis.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Products to Stimulate the Body’s Own Natural Healing Process Orisis Therapeutics, Inc. มลรัฐ/เมือง: Maryland/Baltimore เว็บไซต: http://www.osiristx.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Bone Marrow-Derived Stem Cells P PharmaFrontiers Corp. มลรัฐ/เมือง: Texas/The Woodlands เว็บไซต: http://www.pharmafrontiers.net/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Autologous Cellular Therapies using Stem Cells and T-Cell Vaccination Technologies PharmaStem Therapeutics, Inc. มลรัฐ/เมือง: New York/Larchmont เว็บไซต: http://www.pharmastem.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank PrimaGen Biotech, LLC. มลรัฐ/เมือง: California/Irvine เว็บไซต: http://www.primegenbiotech.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cells Progenitor Cell Therapy, LLC. มลรัฐ/เมือง: New Jersey/Hackensack เว็บไซต: http://www.progenitorcelltherapy.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Client-Based Cell Therapy Services - 96 -
  • 98. Proneuron Biotechnologies, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/Los Angeles เว็บไซต: http://www.proneuron.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell Therapies for Spinal Cord Injury and Other Neurological Conditions Q Quark Biotech, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/Fremont เว็บไซต: http://www.quarkpharma.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cells Quintiles Transnational Corp. มลรัฐ/เมือง: North Carolina/Research Triangle Park เว็บไซต: http://www.quintiles.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Client-Based Cell Research and Consulting Services R ReachBio, LLC. มลรัฐ/เมือง: Washington/Seattle เว็บไซต: http://www.reachbio.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Client-Based Cell Research and Consulting Services RegeneRX Biopharmaceuticals, Inc. มลรัฐ/เมือง: Maryland/Bethesda เว็บไซต: http://www.regenerx.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Pharmaceutical Products that Prevent or Repair Tissue and Organ Damage Regenetech, Inc. มลรัฐ/เมือง: Texas/Houston เว็บไซต: http://www.regenetech.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Peripheral Blood Stem Cells RenaMed Biologics, Inc. มลรัฐ/เมือง: Rhode Island/Lincoln เว็บไซต: http://www.renamedbiologics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Kidney-Derived Stem Cells - 97 -
  • 99. RhinoCyte, Inc. มลรัฐ/เมือง: Kentucky/Louisville เว็บไซต: http://www.rhinocyte.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Diagnostic Tools and Therapies for Stem Cell Treatment of Multiple Degenerative and Traumatic Neurological Diseases S Saneron CCEL Therapeutics, Inc. มลรัฐ/เมือง: Florida/Tampa เว็บไซต: http://www.saneron-ccel.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Neurological and Cardiac Cell Therapy SpineSmith Partmers LP. มลรัฐ/เมือง: Texas/Austin เว็บไซต: http://www.spinesmithusa.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Biological and Hardware Technologies for Use in the Treatment of Patients with Spinal Disorders Stem Cell Innovations, Inc. มลรัฐ/เมือง: Texas/Houston เว็บไซต: http://www.stemcellinnovations.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Cellular Disease Models and Cell-Based Therapies Stem Cell Therapy International Corp. มลรัฐ/เมือง: Florida/Tampa เว็บไซต: http://www.scticorp.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Xeno-Transplants (of Animal Origin) for Medical Treatment StemCells, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/Palo Alto เว็บไซต: http://www.stemcellsinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell-Based Treatment of Diseases StemCore, LLC. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Wellesley เว็บไซต: http://www.stemcore.org/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Research Services - 98 -
  • 100. StemCyte, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/Arcadia เว็บไซต: http://www.stemcyteinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank Stemedica Cell Technologies, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/San Diego เว็บไซต: http://www.stemedica.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Product Research and Development Stemina Biomarker Discovery, Inc. มลรัฐ/เมือง: Wisconsin/Madison เว็บไซต: http://www.stemina.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cells, Metabolomics, and Biomarkers T Themogenesis Corp. มลรัฐ/เมือง: California/Rancho Cordova เว็บไซต: http://www.thermogenesis.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cells for Treatment of Disease and Injury Theradigm, Inc. มลรัฐ/เมือง: Maryland/Baltimore เว็บไซต: http://www.theradigm.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-based Therapies for Treatment of the Central Nervous System (CNS) Disorders Tissue Regeneration Technologies, LLC. มลรัฐ/เมือง: Georgia/Woodstock เว็บไซต: http://www.trtllc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Devices Used in Urology, Orthopedics and in Wound Care Toucan Capital Corp. มลรัฐ/เมือง: Maryland/Bethesda เว็บไซต: http://www.toucancapital.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Therapies, Small Molecules, and Medical Devices - 99 -
  • 101. V Vesta Therapeutics, Inc. มลรัฐ/เมือง: North Carolina/Durham เว็บไซต: http://www.vestatherapeutics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell Therapeutics for Liver Repair and Regeneration ViaCell, Inc. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Cambridge เว็บไซต: http://www.viacellinc.com/ Cellular Treatment for Cancer, Genetic Diseases, Immune Deficiencies ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: and Neurological Diseases VistaGen Therapeutics, Inc. มลรัฐ/เมือง: California/Burlingame เว็บไซต: http://www.vistagen.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: In Vitro Embryonic Stem Cell Technologies Vitro Diagnostics, Inc. มลรัฐ/เมือง: Colorado/Aurora เว็บไซต: http://vitrobiopharma.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Embryonic Stem Cells and Human Pancreatic Cells W WiCell Research Institute มลรัฐ/เมือง: Wisconsin/Madison เว็บไซต: http://www.wicell.org/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Research and Stem Cell Bank Other 3DM, Inc. มลรัฐ/เมือง: Massachusetts/Cambridge เว็บไซต: http://www.puramatrix.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: 3D Cell Culture in Drug Discovery, Cancer Biology, Stem Cell Research, and Bioproduction - 100 -
  • 102. 1.2 เรียงลําดับตามชื่อมลรัฐ ARIZONA MediStem, Inc. เมือง: Tempe เว็บไซต: http://www.medisteminc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cells CALIFORNIA AllCells, LLC. เมือง: Berkeley เว็บไซต: http://www.allcells.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Cells and RNA for Scientific Research In Vitro Bio-Matrix Scientific Group, Inc. เมือง: San Diego เว็บไซต: http://www.bmsn.us/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Bank Biotime, Inc. เมือง: Alameda เว็บไซต: http://www.biotimeinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Research and Development of Aqueous-Based Synthetic Solutions Cardiogenesis Corp. เมือง: Irvine เว็บไซต: http://www.cardiogenesis.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Medical Device for the Treatment of Advanced Cardiovascular Disease Cell Genesys, Inc. เมือง: San Francisco เว็บไซต: http://www.cellgenesys.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Novel Biological Therapies to Trear Cancer Cellerant Therapeutics, Inc. เมือง: San Carlos เว็บไซต: http://www.cellerant.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Hematopoietic (Blood-Forming) Systems and Cell-Based Medicines - 101 -
  • 103. Ceregene, Inc. เมือง: San Diego เว็บไซต: http://www.ceregene.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Gene-Delivered Growth Factor Products CyThera Inc. เมือง: San Diego เว็บไซต: http://www.cytheraco.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell Replacement Therapeutic Products Cytori Therapeutics, Inc. เมือง: San Diego เว็บไซต: http://www.cytoritx.com/us/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Autologous Tissue Graft Systems Geron Corp. เมือง: Menlo Park เว็บไซต: http://www.geron.com/ Cell-Based Therapeutics using Human Embryonic Stem Cell ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Technology HemaCare Corp. เมือง: Van Nuys เว็บไซต: http://www.hemacare.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Blood Products Histogen, Inc. เมือง: San Diego เว็บไซต: http://www.histogeninc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Naturally-Produced Products from Newborn Fibroblasts International Stem Cell Corp. เมือง: Oceanside เว็บไซต: http://www.internationalstemcell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Stem Cells Macropore Biosurgery, Inc. เมือง: San Diego เว็บไซต: http://www.macropore.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Regenerative Cells from Adipose Tissue - 102 -
  • 104. Medra, Inc. เมือง: Malibu เว็บไซต: http://www.medra.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Fetal Stem Cells NeuroGeneration, Inc. เมือง: Los Angeles เว็บไซต: http://www.neurogeneration.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Therapy Products NovoCell, Inc. เมือง: San Diego เว็บไซต: http://www.novocell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell and Drug Therapies to Treat Diabetes and Other Chronic Diseases PrimaGen Biotech, LLC. เมือง: Irvine เว็บไซต: http://www.primegenbiotech.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cells Proneuron Biotechnologies, Inc. เมือง: Los Angeles เว็บไซต: http://www.proneuron.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell Therapies for Spinal Cord Injury and Other Neurological Conditions Quark Biotech, Inc. เมือง: Fremont เว็บไซต: http://www.quarkpharma.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cells StemCells, Inc. เมือง: Palo Alto เว็บไซต: http://www.stemcellsinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell-Based Treatment of Diseases StemCyte, Inc. เมือง: Arcadia เว็บไซต: http://www.stemcyteinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank - 103 -
  • 105. Stemedica Cell Technologies, Inc. เมือง: San Diego เว็บไซต: http://www.stemedica.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Product Research and Development Themogenesis Corp. เมือง: Rancho Cordova เว็บไซต: http://www.thermogenesis.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cells for Treatment of Disease and Injury VistaGen Therapeutics, Inc. เมือง: Burlingame เว็บไซต: http://www.vistagen.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: In Vitro Embryonic Stem Cell Technologies COLORADO Vitro Diagnostics, Inc. เมือง: Aurora เว็บไซต: http://vitrobiopharma.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Embryonic Stem Cells and Human Pancreatic Cells CONNECTICUT BabyTooth Technologies, Inc. เมือง: Newington เว็บไซต: http://cryotooth.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Tooth Stem Cell Preservation DELAWARE Incyte Corp. เมือง: Wilmington เว็บไซต: http://www.incyte.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Small Molecule Drugs - 104 -
  • 106. FLORIDA AssureImmune, LLC. เมือง: Boca Raton เว็บไซต: http://www.assureimmune.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cell Collection Bioheart, Inc. เมือง: Sunrise เว็บไซต: http://www.bioheartinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Autologous Cell Therapies for the Treatment of Chronic and Acute Heart Damage Cryo-Cell International, Inc. เมือง: Oldsmar เว็บไซต: http://www.cryo-cell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank Ixion Biotechnology, Inc. เมือง: Alachua เว็บไซต: http://www.ixion-biotech.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Therapies for Metabolic Disorders Saneron CCEL Therapeutics, Inc. เมือง: Tampa เว็บไซต: http://www.saneron-ccel.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Neurological and Cardiac Cell Therapy Stem Cell Therapy International Corp. เมือง: Tampa เว็บไซต: http://www.scticorp.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Xeno-Transplants (of Animal Origin) for Medical Treatment GEORGIA Cell Dynamics, LLC. เมือง: Smyrna เว็บไซต: http://www.celldynamicsllc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Tissues and Cells, Transplant and Cell-Derived Therapeutics - 105 -
  • 107. Tissue Regeneration Technologies, LLC. เมือง: Woodstock เว็บไซต: http://www.trtllc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Devices Used in Urology, Orthopedics and in Wound Care INDIANA EndGenitor Technologies, Inc. เมือง: Indianapolis เว็บไซต: http://www.endgenitor.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Products from Adult Tissues KENTUCKY RhinoCyte, Inc. เมือง: Louisville เว็บไซต: http://www.rhinocyte.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Diagnostic Tools and Therapies for Stem Cell Treatment of Multiple Degenerative and Traumatic Neurological Diseases MARYLAND Cognate BioService, Inc. เมือง: Baltimore เว็บไซต: http://www.cognatebioservices.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Medical and Neurological Laboratory Services GlobalStem, Inc. เมือง: Rockville เว็บไซต: http://www.globalstem.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Tools and Technical Support MaxCyte, Inc. เมือง: Gaithersburg เว็บไซต: http://www.maxcyte.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Clinical/Commercial Cell Modification Technologies - 106 -
  • 108. NeuralStem, Inc. เมือง: Rockville เว็บไซต: http://www.neuralstem.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Neural Stem Cell to Treat Central Nervous System Diseases Organogenesis, Inc. เมือง: Canton เว็บไซต: http://www.organogenesis.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Products to Stimulate the Body’s Own Natural Healing Process Orisis Therapeutics, Inc. เมือง: Baltimore เว็บไซต: http://www.osiristx.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Bone Marrow-Derived Stem Cells RegeneRX Biopharmaceuticals, Inc. เมือง: Bethesda เว็บไซต: http://www.regenerx.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Pharmaceutical Products that Prevent or Repair Tissue and Organ Damage Theradigm, Inc. เมือง: Baltimore เว็บไซต: http://www.theradigm.com/ Cell-based Therapies for Treatment of the Central Nervous System ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: (CNS) Disorders Toucan Capital Corp. เมือง: Bethesda เว็บไซต: http://www.toucancapital.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Therapies, Small Molecules, and Medical Devices MASSACHUSETTS 3DM, Inc. เมือง: Cambridge เว็บไซต: http://www.puramatrix.com/ 3D Cell Culture in Drug Discovery, Cancer Biology, Stem Cell ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Research, and Bioproduction - 107 -
  • 109. Advanced Cell Technology, Inc. เมือง: Worcester เว็บไซต: http://www.advancedcell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Young Cells for the treatment of Cell Degenerative Disease Applied Tissue Technologies, LLC. เมือง: Wellesley เว็บไซต: http://www.appliedtissue.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Gene Therapy Technologies Arteriocyte, Inc. เมือง: Hopkinton เว็บไซต: http://arteriocyte.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Medical Devices BioTransplant, Inc. เมือง: Charlestown เว็บไซต: http://www.biotransplant.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Therapeutic Devices and Therapeutic Regimens Designed to Suppress Undesired Immune Responses Cytomatrix, LLC. เมือง: Chelmsford เว็บไซต: http://www.cytomatrix.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell Therapy and Tissue Engineering Applications HepaLife Technologies, Inc. เมือง: Boston เว็บไซต: http://www.hepalife.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Bioartificial Liver System Intercytex Group PLC. เมือง: Woburn เว็บไซต: http://www.intercytex.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Cell-Based Products StemCore, LLC. เมือง: Wellesley เว็บไซต: http://www.stemcore.org/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Research Services - 108 -
  • 110. ViaCell, Inc. เมือง: Cambridge เว็บไซต: http://www.viacellinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cellular Treatment for Cancer, Genetic Diseases, Immune Deficiencies and Neurological Diseases MICHIGAN Aastrom Biosciences, Inc. เมือง: Ann Arbor เว็บไซต: http://www.aastrom.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Patient-Specific Therapeutics for Stem Cell Tissue Repair, and the Treatment of Cancer and Infectious Disease MINNESOTA BioE Corp. เมือง: St. Paul เว็บไซต: http://www.bioe.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Umbilical Cord Blood Stem Cells MD Biosciences, Inc. เมือง: St. Paul เว็บไซต: http://www.mdbiosciences.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Rheumatoid Arthritis Research Products Medtronic, Inc. เมือง: Minneapolis เว็บไซต: http://www.medtronic.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Medical Devices MG Biotherapeutics, LLC. เมือง: Minneapolis เว็บไซต: http://www.mgbiotherapeutics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Therapies for the Treatment of Advanced Cardiovascular Disease - 109 -
  • 111. NEW JERSEY Cambrex Corp. เมือง: East Rutherford เว็บไซต: http://www.cambrex.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Generic Small Molecule Therapeutics Celgene Corp. เมือง: Cedar Knolls เว็บไซต: http://www.celgene.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Placental Stem Cells, Umbilical Cord Blood, Human Bone Marrow, and Peripheral Blood Derived Cell Fractions Covance, Inc. เมือง: Princeton เว็บไซต: http://www.covance.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Drug Development Services Progenitor Cell Therapy, LLC. เมือง: Hackensack เว็บไซต: http://www.progenitorcelltherapy.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Client-Based Cell Therapy Services NEW YORK Angioblast Systems, Inc. เมือง: New York เว็บไซต: http://www.angioblast.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem cells for the Treatment of Cardiovascular Diseases and Vascular Disorders BrainStorm Cell Therapeutics Inc. เมือง: New York เว็บไซต: http://www.brainstorm-cell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cells for the treatment of Parkinson's Disease, Lou Gehrig's Disease, and Spinal Cord Injury FortiCell Bioscience, Inc. เมือง: New York เว็บไซต: http://www.forticellbioscience.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Advanced Regenerative Medicine and Stem Cell Therapy - 110 -
  • 112. Neostem, Inc. เมือง: New York เว็บไซต: http://www.neostem.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Stem Cell Bank PharmaStem Therapeutics, Inc. เมือง: Larchmont เว็บไซต: http://www.pharmastem.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank NORTH CAROLINA Aldagen, Inc. เมือง: Durham เว็บไซต: http://www.aldagen.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cells Transplants for Treatment of Cancer Quintiles Transnational Corp. เมือง: Research Triangle Park เว็บไซต: http://www.quintiles.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Client-Based Cell Research and Consulting Services Vesta Therapeutics, Inc. เมือง: Durham เว็บไซต: http://www.vestatherapeutics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell Therapeutics for Liver Repair and Regeneration OHIO Athersys, Inc. เมือง: Cleveland เว็บไซต: http://www.athersys.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Therapeutic Products for the treatment of Life-Threatening Diseases PENNSYLVANIA CorCell, Inc. เมือง: Philadelphia เว็บไซต: http://www.corcell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank - 111 -
  • 113. Neuronyx, Inc. เมือง: Malvern เว็บไซต: http://www.neuronyx.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Adult Bone Marrow-Derived Stem Cells RHODE ISLAND MultiCell Technologies, Inc. เมือง: Warwick เว็บไซต: http://www.multicelltech.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Liver Cell-Based Products for Drug Discovery and Therapeutic Application RenaMed Biologics, Inc. เมือง: Lincoln เว็บไซต: http://www.renamedbiologics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Kidney-Derived Stem Cells TEXAS Endovasc, Inc. เมือง: Montgomery เว็บไซต: http://www.endovasc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Liposomes, Stent Coatings, and Biodegradable/Resorbable Prostheses Opexa Therapeutics, Inc. เมือง: The Woodlands เว็บไซต: http://www.opexapharmaceuticals.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Patient-Specific Cellular Therapies for the Treatment of Autoimmune Diseases PharmaFrontiers Corp. เมือง: The Woodlands เว็บไซต: http://www.pharmafrontiers.net/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Autologous Cellular Therapies using Stem Cells and T-Cell Vaccination Technologies Regenetech, Inc. เมือง: Houston เว็บไซต: http://www.regenetech.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Peripheral Blood Stem Cells - 112 -
  • 114. SpineSmith Partmers LP. เมือง: Austin เว็บไซต: http://www.spinesmithusa.com/ Biological and Hardware Technologies for Use in the Treatment of ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Patients with Spinal Disorders Stem Cell Innovations, Inc. เมือง: Houston เว็บไซต: http://www.stemcellinnovations.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Human Cellular Disease Models and Cell-Based Therapies UTAH Glycosan BioSystems, Inc. เมือง: Salt Lake City เว็บไซต: http://www.glycosan.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Culture Technologies WASHINGTON Kaleidos Pharma, Inc. เมือง: Seattle เว็บไซต: http://kaleidospharma.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cytokines and TGF-Alpha for Therapy of Parkinson's Disease ReachBio, LLC. เมือง: Seattle เว็บไซต: http://www.reachbio.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Client-Based Cell Research and Consulting Services WISCONSIN Cellular Dynamics International, Inc. เมือง: Madison เว็บไซต: http://www.cellulardynamics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Drug Screening and Toxicity Testing Products based on Induced Pluripotent Stem (iPS) Cell Technology - 113 -
  • 115. Stemina Biomarker Discovery, Inc. เมือง: Madison เว็บไซต: http://www.stemina.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cells, Metabolomics and Biomarkers WiCell Research Institute เมือง: Madison เว็บไซต: http://www.wicell.org/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cell Research and Stem Cell Bank 2. บริษัทดานเซลลตนตอในประเทศแคนาดา (Stem-Cell-Companies.com: Canada, 2005 and StemCellResources.org, n.d.) 1.1 เรียงลําดับตามชื่อบริษัท A Aegera Therapeutics, Inc. มลฑล/เมือง: Quebec/Montreal เว็บไซต: http://www.aegera.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Therapies C Canadian Blood Services มลฑล/เมือง: Ontario/Ottawa เว็บไซต: http://www.bloodservices.ca/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Blood and Blood Products Supply Celmed BioSciences, Inc. มลฑล/เมือง: Quebec/Saint-Lauren เว็บไซต: http://www.celmedbio.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Blood Stem Cell Transplants - 114 -
  • 116. E EnGene, Inc. มลฑล/เมือง: British Columbia/Vancouver เว็บไซต: http://www.engeneinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Protein Drug Delivery Systems I Insception Biosciences, Inc. มลฑล/เมือง: Ontario/Mississauga เว็บไซต: http://www.insception.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank L Lifebank Cryogenics Corp. มลฑล/เมือง: British Columbia/Burnaby เว็บไซต: http://www.lifebank.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cryogenic Storage of Umbilical Cord Blood Stem Cells M MaRS Discovery District มลฑล/เมือง: Ontario/Toronto เว็บไซต: http://www.marsdd.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Center to Provides Resources and Support Innovation N Northern Therapeutics, Inc. มลฑล/เมือง: Quebec/Montreal เว็บไซต: http://www.northernther.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell and Gene Therapies P PharmaGap, Inc. มลฑล/เมือง: Ontario/Ottawa เว็บไซต: http://www.pharmagap.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cancer Treatments - 115 -
  • 117. S Stem Cell Therapeutics Corp. มลฑล/เมือง: Alberta/Calgary เว็บไซต: http://www.stemcellthera.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Drug-Based Therapies to Treat Central Nervous System StemCell Technologies, Inc. มลฑล/เมือง: British Columbia/Vancouver เว็บไซต: http://www.stemcell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cells, Cytokines, Antibodies and Tissue Culture Reagents StemPath, Inc. มลฑล/เมือง: Ontario/Ottawa เว็บไซต: http://www.stempath.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Therapeutic Drug Approach to Regenerative Medicine T Transition Therapeutics, Inc. มลฑล/เมือง: Ontario/Toronto เว็บไซต: http://www.transitiontherapeutics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Pancreatic Duct-Derived Stem Cells for Treatment of Diabetes, Multiple Sclerosis (MS), Hepatitis C, Alzheimer's Disease and Restenosis 1.2 เรียงลําดับตามชื่อมลฑล ALBERTA Stem Cell Therapeutics Corp. เมือง: Calgary เว็บไซต: http://www.stemcellthera.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Drug-Based Therapies to Treat Central Nervous System BRITISH COLUMBIA EnGene, Inc. เมือง: Vancouver เว็บไซต: http://www.engeneinc.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Protein Drug Delivery Systems - 116 -
  • 118. Lifebank Cryogenics Corp. เมือง: Burnaby เว็บไซต: http://www.lifebank.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cryogenic Storage of Umbilical Cord Blood Stem Cells StemCell Technologies, Inc. เมือง: Vancouver เว็บไซต: http://www.stemcell.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Stem Cells, Cytokines, Antibodies and Tissue Culture Reagents ONTARIO Canadian Blood Services เมือง: Ottawa เว็บไซต: http://www.bloodservices.ca/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Blood and Blood Products Supply Insception Biosciences, Inc. เมือง: Mississauga เว็บไซต: http://www.insception.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cord Blood Bank MaRS Discovery District เมือง: Toronto เว็บไซต: http://www.marsdd.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Center to Provides Resources and Support Innovation PharmaGap, Inc. เมือง: Ottawa เว็บไซต: http://www.pharmagap.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cancer Treatments StemPath, Inc. เมือง: Ottawa เว็บไซต: http://www.stempath.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Therapeutic Drug Approach to Regenerative Medicine Transition Therapeutics, Inc. เมือง: Toronto เว็บไซต: http://www.transitiontherapeutics.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Pancreatic Duct-Derived Stem Cells for Treatment of Diabetes, Multiple Sclerosis (MS), Hepatitis C, Alzheimer's Disease and Restenosis - 117 -
  • 119. QUEBEC Aegera Therapeutics, Inc. เมือง: Montreal เว็บไซต: http://www.aegera.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell-Based Therapies Celmed BioSciences, Inc. เมือง: Saint-Lauren เว็บไซต: http://www.celmedbio.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Blood Stem Cell Transplants Northern Therapeutics, Inc. เมือง: Montreal เว็บไซต: http://www.northernther.com/ ผลิตภัณฑหลักของบริษัท: Cell and Gene Therapies - 118 -
  • 120. วิธีการสืบคนขอมูลสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอของสหรัฐอเมริกา สิทธิบัตร (Patent) เปนเอกสารที่ใหการคุมครองการประดิษฐคิดคนหรือการออกแบบผลิตภัณฑ ไมใหผูใดละเมิดสิทธิ์ในการนําไปผลิต ขาย หรือใชประโยชนโดยไมไดรับการอนุญาตจากผูเปนเจาของ สิทธิบัตร ตามปกติสิทธิบัตรจะมีอายุ 20 ปนับจากวันที่สิทธิบัตรไดรับการเก็บเขาสูฐานขอมูลของรัฐ และ สิท ธิ บั ต รที่จ ดทะเบีย นในสหรั ฐ ฯ จะได รับ การคุ ม ครองเฉพาะในประเทศสหรัฐ อเมริก า ดิ น แดนในการ ปกครองของสหรัฐฯ (U.S. Territories) และดินแดนในอาณานิคมของสหรัฐฯ (U.S. Possessions) เทานั้น (USPTO, 2008) สิทธิบัตรในสหรัฐฯ จะแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก 1) สิทธิบัตรผลิตภัณฑ (Utility Patent) เปนการใหความคุมครองแกบุคคลซึ่งเปนผูคิดคนหรือคนพบ กระบวนการ เครื่องจักร องคประกอบของวัตถุ หรือผลิตภัณฑใหมๆ เปนตน 2) สิทธิบัตรการออกแบบ (Design Patent) เปนการใหความคุมครองแกบุคคลซึ่งเปนผูคิดคนการ ออกแบบผลิตภัณฑใหม เปนตน 3) สิทธิบัตรพืช (Plant Patent) เปนการใหความคุมครองแกบุคคลซึ่งเปนผูคิดคนหรือคนพบ รวมทั้งสามารถใชวิธีการสืบพันธุแบบไมอาศัยเพศ (Asexually Reproduction) ในการขยายพันธุพืช ใหมได 1. สํานักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการคาแหงสหรัฐอเมริกา (United States Patent and Trademark Office (USPTO)) หนวยงานในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีหนาที่ออกสิทธิบัตรและรับจดทะเบียนเครื่องหมายการคา ไดแก สํานักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการคาแหงสหรัฐอเมริกา (United States Patent and Trademark Office (USPTO)) ซึ่งขึ้นกับกระทรวงพาณิชยของสหรัฐฯ (United States Department of Commerce (DOC)) นอกจากนี้ สํ า นั ก งานสิ ท ธิ บั ต รฯ ยั ง มี ห น า ที่ ใ ห คํ า ปรึ ก ษาและคํ า แนะนํ า แก ป ระธานาธิ บ ดี ปลัดกระทรวงพาณิชย และหนวยงานรัฐอื่นๆในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพยสินทางปญญา (Intellectual Property (IP)) ของประเทศและในระดับโลก (USPTO, 2008) สํ า นั ก งานสิ ท ธิ บั ต รฯ จะทํ า หน า ที่ ตี พิ ม พ แ ละเผยแพร ข อ มู ล สิ ท ธิ บั ต รทั้ ง ของในสหรั ฐ ฯ และ ต า งประเทศ โดยผู ที่ ส นใจสามารถค น หาข อ มู ล สิ ท ธิ บั ต รจากเว็ บ ไซต ข องสํ า นั ก งานสิ ท ธิ บั ต ร (http://www.uspto.gov/) ไดโดยตรง สําหรับขอมูลสิทธิบัตรในเรื่องที่เกี่ยวกับเซลลตนตอจะไมไดมีการแบง อยูในหมวดหมู (Current US Classification) ใดโดยเฉพาะ แตจะถูกจัดอยูในหมวดหมูตางๆทั้งนี้ขึ้นกับ ผลิตภัณฑที่เกี่ยวของและลักษณะของการนํามาใชเปนตน วิธีการสืบคนขอมูลสิทธิบัตรจากคลังขอมูลของสํานักงานสิทธิบัตรฯ จะมีขั้นตอนดังนี้ 1.1) เขาสูเว็บไซตของสํานักงานสิทธิบัตรฯ และเลือกเว็บเพจที่เปนหนาสืบคนขอมูลสิทธิบัตรแบบ งาย (Quick Search) (http://patft.uspto.gov/netahtml/PTO/search-bool.html) ดังแสดงในรูปที่ 17 - 119 -
  • 121. 1 รูปที่ 17 1.2) ผูสืบคนขอมูลจะเลือกหลักเกณฑในคนหาสิทธิบัตรไดหลายวิธี โดยเลือกจากขอมูลที่มีอยูใน ชอง “Field 1” (หมายเลข 1) ซึ่งจะมีความหมายดังนี้ 1.2.1) All Fields: ไมไดมีการกําหนดเกณฑใดๆในการคนหา (ขอมูลที่เกี่ยวของทั้งหมดจะ ถูกแสดงในผลลัพธของการคนหา) 1.2.2) Title: คนหาตามชื่อเรื่องของสิทธิบัตร 1.2.3) Abstract: คนหาตามบทคัดยอในสิทธิบัตร 1.2.4) Issue Date: คนหาตามวันที่ออกสิทธิบัตร 1.2.5) Patent Number: คนหาตามหมายเลขสิทธิบัตร 1.2.6) Application Date: คนหาตามวันที่ยื่นคําขอสิทธิบัตร 1.2.7) Application Serial Number: คนหาตามเลขที่คําขอสิทธิบัตร 1.2.8) Application Type: คนหาตามประเภทคําขอรับสิทธิบัตร 1.2.9) Assignee Name: คนหาตามชื่อผูยื่นคําขอรับสิทธิบัตร 1.2.10) Assignee City: คนหาตามชื่อเมืองของผูยื่นคําขอรับสิทธิบัตร 1.2.11) Assignee State: คนหาตามชื่อมลรัฐของผูยื่นคําขอรับสิทธิบัตร 1.2.12) Assignee Country: คนหาตามชื่อประเทศของผูยื่นคําขอรับสิทธิบัตร 1.2.13) International Classification: คนหาตามหมวดหมูเอกสารสิทธิบัตรระบบสากล 1.2.14) Current US Classification: คนหาตามหมวดหมูเอกสารสิทธิบัตรของสหรัฐฯ - 120 -
  • 122. 1.2.15) Primary Examiner: คนหาตามชื่อผูตรวจสอบสิทธิบัตรหลัก 1.2.16) Assistant Examiner: คนหาตามชื่อผูชวยผูตรวจสอบสิทธิบัตร 1.2.17) Inventor Name: คนหาตามชื่อผูประดิษฐ 1.2.18) Inventor City: คนหาตามชื่อเมืองของผูประดิษฐ 1.2.19) Inventor State: คนหาตามชื่อมลรัฐของผูประดิษฐ 1.2.20) Inventor Country: คนหาตามชื่อประเทศของผูประดิษฐ 1.2.21) Government Interest: คนหาตามรายละเอียดที่เกี่ยวกับผลประโยชนของภาครัฐ 1.2.22) Attorney or Agent: คนหาตามชื่อทนายซึ่งเปนตัวแทนของผูยื่นคําขอรับสิทธิบัตร 1.2.23) PCT Information: คนหาตามระบบสนธิสัญญาความรวมมือดานสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty (PCT)) 1.2.24) Foreign Priority: คนหาตามเลขที่ของการยื่นคําขอสิทธิบัตรในตางประเทศ 1.2.25) Reissue Data: คนหาตามขอมูลที่ระบุการจดทะเบียนเพิ่มเติมของสิทธิบัตร 1.2.26) Related US App. Data: คนหาตามขอมูลที่มีความเกี่ยวของกันในสิทธิบัตร 1.2.27) Referenced By: คนหาชื่อหรือเลขที่สิทธิบัตรทั้งหมดที่มีการอางถึง 1.2.28) Foreign References: คนหาจากสิทธิบัตรสากลที่มีการอางถึง 1.2.29) Other References: คนหาตามการอางถึงแบบอื่นๆเชน ตามที่ระบุไวหนังสือหรือ วารสาร 1.2.30) Claim(s): คนหาตามขอถือสิทธิ์ (Claims) ที่ระบุในสิทธิบัตร 1.2.31) Description/Specification: คนหาตามรายละเอียดในสิทธิบัตร 1.3) หลังจากที่ไดเลือกหลักเกณฑในการคนหาแลว ใหพิมพคําเฉพาะที่ตองการ (Keyword) ลงใน ชอง “Term 1” (หมายเลข 2) ดังแสดงในรูปที่ 18 - 121 -
  • 123. 2 5 3 4 6 รูปที่ 18 1.4) ในกรณีที่ตองการขอมูลที่มีความจําเพาะมากขึ้น สามารถเลือกหลักเกณฑและใสคําเฉพาะที่ ตองการเพิ่มเติมในชอง “Field 2” (หมายเลข 3) และ “Term 2” (หมายเลข 4) ตามลําดับ และ เลื อ กคํ า เชื่ อ มเพื่ อ ช ว ยในการจํ า แนกข อ มู ล (AND (และ), OR (หรื อ ), ANDNOT (และไม ) ) (หมายเลข 5) 1.5) เลือกชวงของปที่ตองการจะคนหาขอมูลตามที่มีอยูในชอง “Select Years” (หมายเลข 6) โดย จะสามารถเลือกไดจากสองชวงระยะเวลา 1.5.1) 1976 to present: คนหาขอมูลในชวงป ค.ศ. 1976 (พ.ศ. 2519) จนถึงปจจุบัน 1.5.2) 1790 to present: คนหาขอมูลในชวงป ค.ศ. 1790 (พ.ศ. 2333) จนถึงปจจุบัน 1.6) ตัวอยางการสืบคนขอมูลสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Embryonic Stem Cells) โดยการคนหาจากชื่อเรื่อง ดังแสดงในรูปที่ 19 - 122 -
  • 124. รูปที่ 19 1.6.1) ในชอง “Field 1” เลือก Title 1.6.2) ในชอง “Term 1” พิมพคําวา Stem Cell 1.6.3) ตรงคําเชื่อมเลือก AND 1.6.4) ในชอง “Field 2” เลือก Title 1.6.5) ในชอง “Term 2” พิมพคําวา Embryonic 1.6.6) ในชอง “Select Years” เลือก 1976 to present 1.6.7) นําเมาสไปวางและคลิกที่ปุมคนหา “Search” จากตัวอยางจะพบเอกสารสิทธิบัตรทั้งหมดจํานวน 7 เรื่อง ดังแสดงในรูปที่ 20 - 123 -
  • 125. 7 รูปที่ 20 1.6.8) เลือกสิทธิบัตรที่สนใจและตองการใหแสดงขอมูลแบบสมบูรณ (Full Text) โดยการ นําเมาสไปวางและคลิกที่หมายเลขสิทธิบัตร (PAT. NO.) หรือชื่อเรื่องที่สนใจ (Title) เชน หมายเลขสิทธิบัตรที่ 6,190,910 เรื่อง Mouse embryonic stem cell lines (หมายเลข 7) โดยขอมูลแบบสมบูรณจะมีรายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 21 - 124 -
  • 126. 8 - 125 -
  • 127. - 126 -
  • 128. - 127 -
  • 129. 8 รูปที่ 21 รูปแบบเอกสารสิทธิบัตร (Full Text) ที่แสดงจากดานบนลงลางจะประกอบดวย 1.6.8.1) United States Patent: หมายเลขสิทธิบัตร 1.6.8.2) Issue Date: วันที่ออกสิทธิบัตร (อยูดานลางของหมายเลขสิทธิบัตร) 1.6.8.3) Title: ชื่อเรื่องของสิทธิบัตร 1.6.8.4) Abstract: บทคัดยอ 1.6.8.5) Inventors: ชื่อผูประดิษฐ 1.6.8.6) Assignee: ชื่อผูยื่นคําขอรับสิทธิบัตร 1.6.8.7) Application No.: เลขที่คําขอสิทธิบัตร 1.6.8.8) Filed: วันที่สิทธิบัตรไดรับการเก็บเขาสูฐานขอมูลของรัฐ 1.6.8.9) Current U.S. Class: หมายเลขหมวดหมูเอกสารสิทธิบัตรของสหรัฐฯ 1.6.8.10) Current International Class: หมายเลขหมวดหมูเอกสารสิทธิบัตรตาม ระบบสากล 1.6.8.11) Related Cited [Referenced By]: เอกสารอางอิงอื่นๆเชน สิทธิบัตรที่ เกี่ยวของ 1.6.8.12) Parent Case Text: ขอมูลเกี่ยวกับสิทธิบัตรที่เกี่ยวของ 1.6.8.13) Claims: ขอถือสิทธิ์ (Claims) 1.6.8.14) Description: รายละเอียดของเนื้อหาในสิทธิบัตร - 128 -
  • 130. 1.6.9) ในกรณีที่ตองการดูรูปภาพประกอบของเอกสารสิทธิบัตรจะสามารถทําไดโดยนํา เมาสไปวางและคลิกที่ปุมรูปภาพ “Images” (หมายเลข 8) ที่อยูดานบนสุดและลางสุดของ เอกสารสิทธิบัตร ดังแสดงในรูปที่ 22 แตทั้งนี้ผูใชตองทําการติดตั้งโปรแกรมการอานไฟล รูปภาพแบบ TIFF (Tagged Image File Format) ไวลวงหนากอนจึงจะสามารถอานไฟล ภาพได รูปที่ 22 2. สเต็มเซลลแพทเทนทดอทคอม (StemCellPatents.com) แหลงขอมูลสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับเซลลตนตอในสหรัฐอเมริกาที่มีประโยชนอีกแหงไดแก สเต็มเซลล แพทเทนท ด อทคอม (StemCellPatents.com) (http://www.stemcellpatents.com/) ซึ่ ง เป น เว็ บ ไซต ที่ รวบรวมข อ มู ล สิ ท ธิ บั ต รด า นเซลล ต น ตอและสามารถสื บ ค น ข อ มู ล ได โ ดยไม มี ก ารเสี ย ค า ใช จ า ยใดๆ (StemCellPatents.com, 2009) วิธีการสืบคนขอมูลสิทธิบัตรจากเว็บไซตของสเต็มเซลลแพทเทนทดอทคอมจะมีขั้นตอนดังนี้ 2.1) เขาสูเว็บไซตของสเต็มเซลลแพทเทนทดอทคอมและเลือกเว็บเพจที่เปนหนาสืบคนขอมูล สิทธิบัตร (http://www.stemcellpatents.com/patents-list.php) ดังแสดงในรูปที่ 23 - 129 -
  • 131. 9 11 12 10 รูปที่ 23 2.2) ผูสืบคนขอมูลจะเลือกหลักเกณฑในคนหาสิทธิบัตรไดหลายวิธี โดยเลือกจากขอมูลที่มีอยูใน ชอง “Order by” (หมายเลข 9) ซึ่งจะมีความหมายดังนี้ 2.2.1) Title: คนหาตามชื่อเรื่องของสิทธิบัตร 2.2.2) Comments: ค น หาตามข อ เสนอแนะหรื อ ความคิ ด เห็ น ของบุ ค คลที่ มี ก ารเขี ย น ขอความแสดงไวในเว็บไซต 2.2.3) Assignee: คนหาตามชื่อผูยื่นคําขอรับสิทธิบัตร 2.2.4) Inventor: คนหาตามชื่อผูประดิษฐ 2.2.5) Patent Number: คนหาตามหมายเลขสิทธิบัตร 2.2.6) First Priority: คนหาตามวันที่สิทธิบัตรไดรับการเก็บเขาสูฐานขอมูลของรัฐ 2.2.7) Date Issued: คนหาตามวันที่ออกสิทธิบัตร 2.2.8) Updated: คนหาตามวันที่มีการแกไขเปลี่ยนแปลงขอมูลครั้งลาสุด 2.3) หลังจากที่ไดเลือกหลักเกณฑในการคนหาแลว จะสามารถเลือกการแสดงผลลัพธโดยการ เรียงลําดับ (หมายเลข 10) ไดสองวิธี - 130 -
  • 132. 2.3.1) Desc: เปนการแสดงผลลัพธโดยการเรียงลําดับจากมากไปหานอย หรือการ เรียงลําดับจากขอมูลลาสุดไปหาขอมูลเกา (Descending) 2.3.2) Asc: เปนการแสดงผลลัพธโดยการเรียงลําดับจากนอยไปหามาก หรือการ เรียงลําดับจากขอมูลเกาไปหาขอมูลลาสุด (Ascending) 2.4) นอกจากนี้จะสามารถเลือกจํานวนการแสดงผลลัพธตอหนาไดหลายแบบซึ่งไดแก 10, 25, 50, 100, 250 หรือ All (ทั้งหมด) (หมายเลข 11) 2.5) ภายหลังจากที่ไดกําหนดหลักเกณฑการคนหาและการแสดงผลลัพธแลวจะสามารถดูขอมูล สิทธิบัตรเรียงตามหลักเกณฑที่เลือกไดโดยนําเมาสไปวางและคลิกที่ปุมไป “Go” (หมายเลข 12) 2.6) ตั ว อย า งการสื บ ค น ข อ มู ล สิ ท ธิ บั ต รที่ เ กี่ ย วกั บ เซลล ต น ตอโดยการค น หาจากชื่ อ เรื่ อ ง จะมี รายละเอียดผลลัพธการคนหาดังแสดงในรูปที่ 24 13 รูปที่ 24 - 131 -
  • 133. 2.7) เลือกสิทธิบัตรที่สนใจและตองการใหแสดงขอมูลแบบยอ โดยการนําเมาสไปวางและคลิกที่ชื่อ เรื่องที่สนใจ (Title) หรือหมายเลขสิทธิบัตร (Patent Number) เชน เรื่อง Yolk sac stem cells and their uses หมายเลขสิทธิบัตรที่ 5744347 (หมายเลข 13) โดยขอมูลแบบยอจะมีรายละเอียดดัง แสดงในรูปที่ 25 14 รูปที่ 25 2.6) ในกรณีที่ตองการดูขอมูลแบบสมบูรณ (Full Text) ของสิทธิบัตรที่เลือกสามารถทําไดโดยนํา เมาสไปวางและคลิกที่ลิงคขอความ “View this patent on the USPTO website” (หมายเลข 14) ซึ่งจะเปนการเชื่อมตอไปยังเว็บไซตของสํานักงานสิทธิบัตรฯ ซึ่งมีรายละเอียดเชนเดียวกับเหมือน การคนหาขอมูลสิทธิบัตรจากเว็บไซตของสํานักงานสิทธิบัตรฯ ดังตัวอยางแสดงในรูปที่ 26 - 132 -
  • 134. รูปที่ 26 - 133 -
  • 135. วิเคราะหแนวโนมในอนาคตของเซลลตนตอในประเทศสหรัฐอเมริกา ความกาวหนาของงานวิจัยและเทคโนโลยีเซลลตนตอไดกอใหเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญหลาย ประการแก ว งการวิ ท ยาศาสตร แ ละการแพทย โดยเฉพาะอย า งยิ่งเซลล ต น ตอได สร า งความหวั ง และมี ศักยภาพในการนํามาใชซอมแซมและฟนฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมสภาพอันเนื่องมาจากอาการบาดเจ็บหรือบาดแผล ซึ่งคุณสมบัติของเซลลตนตอนี้จะสงผลใหสามารถนําเซลลตนตอมาใชในการบําบัดรักษาโรคตางๆไดเชนกัน 1. แนวโนมในอนาคตของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว (Adult Stem Cells) ปจจุบันศักยภาพของการนําเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวชนิดตางๆมาใชทางการแพทย เพื่อรักษาโรคตางๆยังอยูในการของการทดลองเพื่อวิเคราะหและประเมินผลขั้นตน ซึ่งความกาวหนาครั้งนี้มี รากฐานมาจากความสําเร็จของการนําเซลลตนตอเม็ดโลหิตจากไขกระดูก (ฺBone Marrow Hematopoietic Stem Cells) มาปลูกถายเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับเลือดและมะเร็งใหกับผูปวยซึ่งมีมายาวนานกวา 30 ปแลว การศึกษาศักยภาพของนําเซลลตนตอชนิดตางๆมาใชรักษาโรคจะเนนหลักการเดียวกันกับการปลูกถาย เซลลตนตอเม็ดโลหิตใหกับผูปวยซึ่งไดแกการปลูกถายใหกับผูปวยโดยใชเซลลหรือเนื้อเยื่อของผูปวยเอง (Autologous Transplants) เพื่อปองกันปญหาที่เกิดจากอาการขางเคียงของการกดภูมิคุมกัน (Immune Suppression) การปลูกถายเซลลตนตอใหกับผูปวยโดยใชเซลลของผูปวยเอง (Autologous Adult Stem Transplants) นั้น โดยสวนใหญแลวจะใชเซลลตนตอเม็ดโลหิตจากไขกระดูก (ดังแสดงในรูปที่ 27) อยางไรก็ ตามปจจุบันไดมีการศึกษาวิจัยความเปนไปไดของการนําเซลลตนตอของผูปวยชนิดอื่นๆมาใชในการปลูก ถายซึ่งไดแก เซลลจากไขกระดูกในชั้นสตอรมาล (Bone Marrow Stromal Cells) หรือเซลลตนตอชนิดมี เซ็นไคมอล (Mesenchymal Stem Cells) ซึ่งมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะชนิดอื่นๆ ไดบางชนิด รวมทั้งสามารถนํามาใชในการปลูกถายโดยไมจําเปนตองมีการกดภูมิคุมกันอยางรุนแรง แหลง ของเซลลจากไขกระดูกในชั้นสตอรมาลที่มีการศึกษาเพื่อนํามาใชในการปลูกถายไดแก รก (Placenta) และ สวนของเมือกสีขาวในสายสะดือ (Wharton’s Jelly of the Human Umbilical Cord) สวนเซลลตนตออีกชนิด ที่กําลังเปนที่สนใจและมีการศึกษาวิจัยเพื่อนํามาใชบําบัดรักษาผูปวยไดแก เซลลตนตอประสาท (Neural Stem Cells) ทั้งนี้ในอนาคตอันใกลนักวิจัยไดวางแผนที่จะดําเนินการขออนุมัติเพื่อใหมีการทดสอบผลทาง คลินิกของเซลลตนตอชนิดมีเซ็นไคมอลและเซลลตนตอประสาทตอไป ในอนาคตแนวโนมของการนําเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวมาใชบําบัดรักษาโรคจะ มุงเนนไปที่การผสมผสานวิธีการรักษาโดยใชเซลลตนตอหลายชนิดเขาดวยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของ การรักษา ซึ่งวิธีการใหมนี้จะรวมถึงการนําเซลลของผูอื่นมาทดลองปลูกถายใหกับผูปวย (Allogenic Cell Therapies) นอกเหนือไปจากการรักษาผูปวยโดยใชเซลลของผูปวยเอง (Autologous Cell Therapies) เทานั้น นอกจากนี้ยังมีความเปนไปไดที่ในอนาคตการบําบัดรักษาผูปวยโดยใชเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญ วัยเต็มที่แลวอาจไมจําเปนตองมีการปลูกถายเขาไปใหกับผูปวย แตนักวิทยาศาสตรอาจจะสามารถพัฒนายา - 134 -
  • 136. ที่มีฤทธิ์ไปกระตุนการทํางานของเซลลตนตอที่อยูในรางกายผูปวยอยูแลวใหชวยฟนฟูเนื้อเยื่อและรักษา ผูปวยจากภายในได อยางไรก็ตามความทาทายประการสําคัญที่จะตองมีการทําการศึกษาตอไปไดแกการ ควบคุมใหเซลลต นตอที่ถูกกระตุนหรือมีการปลูกถายใหกับผูปวยทํางานไดอยางปกติและไมกอใหเกิด อันตรายตอรางกายของผูปวย (Trounson, 2009) รูปที่ 27 การปลูกถายเซลลตนตอในมนุษย (ที่มา: Trounson, 2009) 2. แนวโนมในอนาคตของเซลลตนตอจากตัวออน (Embryonic Stem Cell) และอินดิวสพลูริโพ เทนทสเต็มเซลล (Induced Pluripotent Stem (iPS) Cells) เซลลตนตอจากตัวออนและอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลลหรือไอพีเอสเซลลซึ่งมีคุณสมบัติ ในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะไดเกือบทุกชนิดไดมีการนํามาศึกษาวิจัยเพื่อบําบัดโรคตางๆแลว เปนตนวา โรคเบาหวาน โรคพารกินสัน และโรคที่เกี่ยวกับตับ โดยภายหลังจากที่ประธานาธิบดีโอบามาได ประกาศอนุมัติใหสามารถใชเงินของรัฐบาลกลางในการสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย หนวยงานตางๆซึ่งนําโดยสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกา (National Institutes of Health (NIH)) - 135 -
  • 137. จึงไดวางแผนเพื่อดําเนินการที่เปนการสนับสนุนและกระตุนใหเกิดการวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย มากขึ้นเชน การใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยและการเรงรัดกระบวนการอนุมัติการทดสอบทางคลินิกของ งานวิ จั ย เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย แ ละไอพี เ อสเซลล ซึ่ ง ในป จ จุ บั น องค ก ารอาหารและยาของ สหรัฐอเมริกา (FDA) ไดอนุมัติใหบริษัท เจรอน (Geron Corp.) ทดลองฉีดเซลลตนตอซึ่งผลิตจากตัวออน มนุษยใหกับผูปวยที่มีอาการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง (Spinal Cord Injuries) เปนครั้งแรกในสหรัฐฯ แลว ในอนาคตแนวโนมของการนําเซลลตนตอมาใชเพื่อบําบัดรักษาโรคจะมุงเนนไปที่การนําเซลลตนตอ จากตัวออนและไอพีเอสเซลลมาประยุกตใชเพื่อรักษาโรคตางๆไดหลากหลายและมีศักยภาพมากขึ้น รวมทั้ง การศึกษาหาวิธีที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของการควบคุมใหเซลลตนตอเหลานี้เปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลตนตอที่ เจริญวัยเต็มที่แลวชนิดที่ตองการเชน เซลลตนตอประสาท กอนที่จะควบคุมใหเปลี่ยนแปลงตอไปเปนเซลล จําเพาะหรือเนื้อเยื่อที่ตองการเชนเซลลประสาทหรือนิวรอน (Neurons) แลวจึงนําเซลลจําเพาะมาปลูกถาย ใหกับผูปวยเพื่อรักษาโรค (Trounson, 2009) นอกจากนี้นักวิทยาศาสตรไดใหความสนใจที่จะพยายามศึกษาวิธีสกัดแยกเซลลตนตอที่ไมตองมี การทําลายตัวออนมนุษย รวมทั้งการหาเซลลตนตอจากแหลงอื่นๆมาใชแทนเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย ดังนั้นจึงมีความเปนไปไดที่ในอนาคตเซลลตนตอจากสัตวชนิดอื่นๆเชน หมู อาจจะสามารถนํามาใชเพื่อ รักษาโรคของผูปวยได (Greaney, 2009) ศักยภาพที่สําคัญประการอื่นๆของเซลลตนตอจากตัวออนและไอพีเอสเซลลที่กําลังมีการศึกษาใน ปจจุบันและมีแนวโนมที่จะสามารถนํามาใชในการพัฒนาเพื่อบําบัดรักษาโรคไดแก การนําเซลลตนตอจาก ตัวออนมาใชเพื่อจําลองตนแบบของโรคเปนตนวาโรคพารกินสันหรือโรคโรคลูเกหริกส (Lou Gehrig’s Disease) บนจานเพาะเลี้ยงเชื้อ ซึ่งจะทําใหนักวิทยาศาสตรสามารถศึกษาและติดตามกลไกของการเกิดโรค เพื่อหาวิธีพัฒนายาที่มีผลชวยยังยั้บหรือรักษาอาการของโรคเหลานี้ได นอกจากนี้เซลลตนตอจากตัวออน และไอพีเอสเซลลไดมีการศึกษาเพื่อนํามาใชสรางเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวหรือเนื้อเยื่อของอวัยวะเปาหมาย ที่ตองการในการทดสอบยากอนที่จะนํามาใชทดสอบกับผูปวยจริง ซึ่งจะเปนการชวยลดความเสี่ยงรวมทั้ง ชวยใหนักวิทยาศาสตรสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพยาและไดผลลัพธที่มีความแมนยํามากยิ่งขึ้น (Kalb, 2009) 3. แนวโนมของการนําเซลลตนตอมาประยุกตใชทางการแพทยในอนาคต ในปจจุบันไดมีการนําเซลลตนตอมาประยุกตใชทางการแพทยแลวและมีศักยภาพเปนที่นาพอใจ ตัวอยางตอไปนี้เปนการนําเซลลตนตอมาใชทางการแพทย ซึ่งในบางกรณีตามตัวอยางการนําเซลลตนตอมา ใชยังอยูในชวงของการพัฒนากอนทดสอบในมนุษย (Preclinical Development) และในบางกรณีไดมีการ นํามาใชทดลองกับมนุษยแลว (Scott, 2006) - 136 -
  • 138. 3.1 การนําเซลลตนตอมาใชเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับเลือด การรักษาโรคที่เกี่ยวกับเลือดบางอยางเชนโรคลูคีเมีย (Leukemia) สามารถทําไดโดยการปลูกถาย ไขกระดูกใหกับผูปวยเนื่องจากในไขกระดูกประกอบดวยเซลลตนตอเม็ดโลหิต (Hematopoietic Stem Cells (HSC)) โดยทั่วไปการปลูกถายไขกระดูกจะแบงออกไดเปนสองวิธี การสกัดแยกเซลลที่เปนปกติออกจาก ไขกระดู ก ของตั ว ผู ป ว ยเองเพื่ อ เก็ บ รั ก ษาแล ว นํ า กลั บ ไปปลู ก ถ า ยให กั บ ตั ว ผู ป ว ยอี ก ครั้ ง จะเรี ย กว า Autologous Transplant ซึ่งภายหลังที่มีการแยกเก็บเซลลจากไขกระดูกของผูปวยไวแลว ผูปวยจะไดรับการ ทําเคมีบําบัด (Chemotherapy) เพื่อทําลายเซลลมะเร็ง แตเคมีบําบัดจะไปทําลายไขกระดูกของผูปวยดวย ดังนั้นการปลูกถายเซลลจะเปนการชวยสรางและซอมแซมไขกระดูกใหกับผูปวย อยางไรก็ตามการปลูกถาย ไขกระดูกวิธีนี้จะนํามาใชกับผูปวยซึ่งมีไขกระดูกที่เปนปกติและมะเร็งเกิดที่บริเวณอื่นๆในรางกาย แตใน กรณีของลูคีเมียและโรคมะเร็งของเซลลเม็ดเลือดหรือที่เรียกวาโรคมัลติเพิล มัยอิโลมา (Multiple Myeloma) สวนที่เปนมะเร็งคือบริเวณไขกระดูกของผูปวย ดังนั้นกอนที่จะนําไขกระดูกกลับไปปลูกถายใหกับผูปวย จะตองมีการลางและกําจัดเซลลมะเร็งออกจากไขกระดูกใหหมดกอน ซึ่งปจจุบันเทคนิคการทําเซลลตนตอ เม็ดโลหิตใหบริสุทธิ์ (Blood Stem Cell Purification) กอนนําไปปลูกถายกลับใหกับผูปวยกําลังอยูในชวง ของการศึกษาวิจัย การปลูกถายไขกระดูกอีกวิธีไดแก Allogeneic Transplant ซึ่งเปนการนําไขกระดูกของผูอื่นมาปลูก ถายใหกับผูปวยเพื่อรักษามะเร็ง วิธีการนี้จะตองมีการสกัดแยกไขกระดูกออกจากผูบริจาคเพื่อนํามาให บริสุทธิ์กอนที่จะนําไปปลูกถายใหกับผูปวยที่ไดรับการทําเคมีบําบัดเพื่อทําลายเซลลมะเร็งแลว อยางไรก็ ตามวิธีการปลูกถายนี้จะเสี่ยงตอการเกิดปฏิกิริยาที่รางกายผูปวยปฏิเสธเนื้อเยื่อที่ปลูกถายหรือที่เรียกวา Graft-Versus-Host Disease (GVHD) ดังนั้นในปจจุบันจึงไดมีการใชวิธีทดสอบเกี่ยวกับกลุมแอนติเจนที่ สําคัญตอการรับหรือการตอตานอวัยวะที่เรียกวา HLA (Histocompatibility Antigens) เพื่อจับคูที่เหมาะสม ระหวางผูบริจาคและผูรับ ซึ่งพบวาสามารถลดความรุนแรงของภาวะ GVHD ได แตทั้งนี้ผูปวยยังตองมีการ ไดรับยากดภูมิคุมกัน (Immunosuppressant Drugs) เพื่อปองกันการตอตานจากเลือดและเซลลภูมิคุมกัน (Immune Cells) ของผูบริจาค ปจจุบันเซลลตนตอไดมีการนํามาใชในการปลูกถายแทนไขกระดูกโดยเซลลตนตอที่นํามาใชนี้ได รับมาจากเลือดของผูบริจาค ในการที่จะสกัดเซลลตนตอของผูบริจาคมาใชจะตองมีการเพิ่มจํานวนเซลล ตนตอในเลือดของผูบริจาคกอน ซึ่งกระบวนการเพิ่มจํานวนเซลลตนตอจะตองมีการใหยาสองชนิดกับผู บริจาค ยาชนิดแรกเปนฮอรโมนดัดแปลงพันธุกรรมที่มีชื่อวา Granulocyte Colony Stimulating Factor (G- CSF) ซึ่งจะไปกระตุนการเพิ่มจํานวนของเซลลตนตอ ยาชนิดที่สองจะไปทําลายเซลลตนแบบเลือด (Hematopoietic Progenitor Cells (HPC)) และสงผลใหเซลลตนตอเดินทางเขาสูกระแสเลือดมากขึ้น เซลล ตนตอที่ไดรับจากผูบริจาคจะตองผานกระบวนการทําใหบริสุทธิ์กอนนําไปปลูกถายใหกับผูปวยที่ไดรับการ ทําเคมีบําบัดมาแลว ซึ่งในขณะนี้ไดมีการศึกษาเทคนิคในการนําเซลลตนตอใหบริสุทธิ์มากขึ้นโดยมุงเนนที่ จะกําจัดเซลลภูมิคุมกันของผูบริจาคใหไดมากที่สุดเพื่อลดความรุนแรงของภาวะ GVHD - 137 -
  • 139. แหลงของเซลลตนตออีกแหงที่มีการนํามาใชในการปลูกถายไดแกเลือดจากสายสะดือ เนื่องจาก เซลลตนตอในเลือดจากสายสะดืออยูในสภาวะที่พรอมในการแบงตัว (Active) และมีประสิทธิภาพที่สามารถ สรางเซลลเม็ดเลือดไดจํานวนมาก รวมทั้งเซลลภูมิคุมกันที่อยูในเลือดจากสายสะดือยังไมเจริญวัยเต็มที่ (Immature) ดังนั้นจึงลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะ GVHD ไดมากกวาการใชเซลลตนตอจากกระแสเลือด อยางไรก็ตามจํานวนเลือดจากสะดือในปจจุบันมีไมเพียงพอกับความตองการ รวมทั้งจํานวนเซลลตนตอที่อยู ในเลือดจากสายสะดือมีนอย ดังนั้นเซลลตนตอในเลือดจากสะดือจึงเหมาะในการนํามาปลูกถายใหกับเด็ก เทานั้น โดยปจจุบันไดมีการศึกษาวิจัยการเพิ่มจํานวนเลือดจากสายสะดือโดยวิธีการตางๆเพื่อใหสามารถ นํามาใชกับผูปวยไดเพิ่มมากขึ้นในอนาคต 3.2 การนําเซลลตนตอมาใชเพื่อปองกันปญหาการตอตานจากภูมิคุมกัน (Rejection) โรคในกลุมของโรคแพภูมิตนเอง (Autoimmune Diseases) เกิดขึ้นเมื่อรางกายของผูปวยถูกโจมตี จากเซลลเม็ดเลือดขาวของตัวผูปวยเอง โดยเซลลเม็ดเลือดขาวอาจจะไปทําลายกระดูกออน (โรครูมาตอยด (Rheumatoid)) เสนประสาท (โรคมัลติเพิลสเคลอโรซิส (Multiple Sclerosis)) และอวัยวะตางๆ (โรคเบาหวานในเด็ก (Juvenile Diabetes) โรคโครหน (Crohn’s Disease) และโรคลูปส (Lupus)) ซึ่ง ปจจุบันการบําบั ดรักษาโรคตางๆเหล านี้ทําไดแตเพียงบรรเทาอาการหรือชะลอการเกิดโรคเทานั้น ไม สามารถรักษาใหหายขาดไดอยางถาวร การปลูกถายเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยใหกับผูปวยสามารถชวยรักษาโรคแพภูมิตนเองได โดย เซลลตนตอจะสรางระบบภูมิคุมกันใหมที่เปนปกติแทนที่ระบบภูมิคุมกันเดิมซึ่งมีการทํางานที่ผิดปกติของ ผูปวย ซึ่งจากการศึกษาวิจัยในหนูทดลองพบวาไดประสิทธิผลที่ดี ขั้นตอนการทดลองจะนําหนูที่มีการ ทํางานของระบบภูมิคุมกันผิดปกติมาบําบัดดวยการฉายรังสี โดยใชระดับรังสีที่ไมรุนแรงเพื่อรักษาไขกระดูก บางสวนไว จากนั้นนํ าเซลลต นตอของหนูที่มีระบบภูมิคุมกันปกติมาผานขั้นตอนการทําใหบริ สุทธิ์ เพื่อ ปองกันการเกิดภาวะที่รางกายปฏิเสธเนื้อเยื่อ (GVHD) ในหนูที่ถูกปลูกถาย หลังจากที่ปลูกถายเซลลตนตอ แลวพบวาหนูที่ถูกปลูกถายจะสามารถสรางเซลลภูมิคุมกันใหมที่เปนปกติได ในอนาคตไดมีการคาดการณวิธีการรักษาโรคในกลุมของโรคแพภูมิตนเองในมนุษยโดยการใชเซลล ตนตอ ซึ่งตัวอยางของการรักษาโรคเบาหวานเริ่มจากการทําลายระบบภูมิคุมกันที่ผิดปกติของผูปวยดวย เคมีบําบัดกอนที่ระบบภูมิคุมกันนี้จะไปทําลายเซลลและเนื้อเยื่อของตัวผูปวยเอง จากนั้นคนหากลุมเซลล ตนตอจากตัวออนของผูบริจาคที่มี HLA (Histocompatibility Antigens) ที่เหมาะสมกับตัวผูปวยและควบคุม ใหกลุมเซลลตนตอจากตัวออนเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลตนตอเม็ดโลหิตเพื่อนําเซลลตนตอนี้ไปปลูกถาย ใหกับผูปวย ผูปวยที่ไดรับการปลูกถายจะสามารถสรางระบบภูมิคุมกันและเซลลเม็ดเลือดแดงขึ้นมาใหมได หลังจากนั้นนํ ากลุม เซลล ต นตอจากตัว ออนเดิม มาควบคุมให เ ปลี่ ย นแปลงไปเปน เซลล ที่ ทํ าหนาที่ผลิ ต อินซูลิน (Insulin-Producing Cells) และปลูกถายใหกับผูปวยเพื่อชวยซอมแซมตับออน กระบวนการปลูก ถายรวมกัน (Co-Transplantation) เชนนี้จะไมกอใหเกิดการตอตานจากภูมิคุมกันเนื่องจากเซลลตับออนและ - 138 -
  • 140. เซลลภู มิคุม กั น นี้ไ ด ม าจากตน กํา เนิด เดี ยวกัน วิ ธี ก ารรั ก ษาโรคเช นนี้ ไ ด มี ก ารคาดการณ ว า จะสามารถ นํามาใชรักษาโรคในกลุ มโรคภูมิแพตนเองอื่นๆไดเชนกันเปนตนวาโรคมั ลติเพิลสเคลอโรซิส (Multiple Sclerosis) ที่เซลลตนตอจากตัวออนสามารถนํามาสรางระบบเลือดใหมรวมทั้งโอลิโกเดนโดรไซต (Oligodendrocytes) ซึ่งเปนเซลลประสาทที่สรางไมอิลิน (Myelin) ทําหนาที่สื่อสารรับสงสัญญาณขอมูล ระหวางเซลลประสาท 3.3 การนําเซลลตนตอมาใชเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ ในป ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) ไดมีรายงานการวิจัยถึงความสําเร็จในการใชเซลลไขกระดูกในการ ซอมแซมเนื้อเยื่อกลามเนื้อหัวใจของหนูทดลอง นักวิจัยไดรายงานและตีความผลลัพธของการทดลองครั้งนี้ วาเกิดจากคุณสมบัติของเซลลตนตอที่เรียกวา พลาสติซิตี้ (Plasticity) โดยเซลลตนตอจากเลือดสามารถ เปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลหัวใจที่เรียกวาคารดิโอมัยโอไซต (Cardiomyocytes) ได และในป ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546) จึงไดมีการทดลองใหเลือด (ที่ประกอบไปดวยเซลลตนตอเม็ดโลหิต) ซึ่งไดรับจากผูปวยเองในการ รักษาโรคหัวใจ โดยพบวาผูปวยมีอาการที่ดีขึ้นแตยังไมทราบผลลัพธในระยะยาว ในอนาคตนักวิจัยไดวางแผนที่จะทําการศึกษาเพื่อหากลไกแทจริงของการใชเซลลตนตอในการ รักษาโรคหัวใจ รวมถึงกลไกของการเกิดเซลลตนแบบหัวใจ (Heart Progenitor Cells) นอกจากนี้นักวิจัยได มีแผนการที่จะศึกษาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของการใชเซลลตนตอในการรักษาโรคหัวใจรวมทั้งผลลัพธจาก การรักษาในระยะยาวตอไป 3.4 การนําเซลลตนตอมาใชทางดานวิศวกรรมเนื้อเยื่อ (Tissue Engineering) เซลล ต น ตอได มี ก ารนํ า มาใช ท างด า นวิ ศ วกรรมเนื้ อ เยื่ อ มาเป น ระยะเวลานานแล ว เทคโนโลยี วิศวกรรมเนื้อเยื่อจะเกี่ยวของกับกลไกการซอมแซมตนเองของรางกาย โครงเลี้ยงเซลล (Scaffold) ที่ใชใน งานเทคโนโลยี วิ ศ วกรรมเนื้ อ เยื่ อ เพื่ อ เป น ตั ว ค้ํ า จุ น ให กั บ เซลล จ ะทํ า จากไนลอนหรื อ วั ส ดุ ท างชี ว ภาพ (Biomaterial) เชนคอลลาเจน เพื่อนําไปปลูกถายในรางกาย ประสิทธิภาพและอัตราผลสําเร็จของกระบวนการสรางเนื้อเยื่อ (Tissue Regeneration) จะแตกตาง กันไปตามชนิดของอวัยวะ ปอดและหัวใจเปนอวัยะที่กระบวนการสรางเนื้อเยื่อเกิดขึ้นไดนอย แตจากการ ทดลองพบวาเมื่อนําเซลลตนตอจากปอดมาทําใหบริสุทธิ์และเลี้ยงบนแผนโพลีเมอรสังเคราะห เซลลตนตอมี การพัฒนาเปนเนื้อเยื่อปอด (Pulmonary Tissue) นอกจากนี้การทดลองปลูกถายเนื้อเยื่อปอดซึ่งสรางมา จากเซลลตนตอในหนูพบวาเนื้อเยื่อนี้มีการพัฒนาไปเปนโครงสรางของระบบหายใจ ในสวนของตับซึ่งเปน อวัยวะที่กระบวนการสรางเนื้อเยื่อเกิดขึ้นไดงายพบวาการทดลองสรางเนื้อเยื่อตับยังไมประสบความสําเร็จ ทั้งนี้เนื่องจากกระบวนการเลี้ยงเซลลตับยังไมมีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอ สวนการปลูกถายผิวหนังเพื่อรักษา แผลไฟไหมในผูปวยดวยการใชคอลลาเจนและเซลลแขวนลอย (Cell Suspensions) ไดมีมานานกวา 20 ป แลว แตการรักษาผิวหนังของผูปวยใหหายอยางสมบูรณและปราศจากรอยแผลเปนยังคงตองมีการศึกษา - 139 -
  • 141. ตอไป กระบวนการสรางเนื้อเยื่อของอวัยวะโดยสวนใหญจะขึ้นกับกลไกการเปลี่ยนแปลงของเซลลตนตอไป เปนเซลลชนิดจําเพาะของเนื้อเยื่ออวัยวะตางๆ (Stem Cell Differentiation) ดังนั้นในอนาคตถานักวิจัย สามารถคนพบปจจัยแทจริงที่เปนตัวควบคุมและกระตุนกลไกของเซลลตนตอใหเกิดเปลี่ยนแปลง การสราง อวัยวะตางๆตามตองการจะเปนสิ่งที่สามารถทําใหเกิดขึ้นได 3.5 การนําเซลลตนตอมาใชเพื่อสรางอวัยวะ ในป ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2542) นักวิทยาศาสตรไดประสบความสําเร็จในการใชเทคโนโลยีวิศวกรรม เนื้อเยื่อ (Tissue Engineering) เพื่อสรางอวัยวะของมนุษยเปนครั้งแรก โดยอวัยวะแรกที่มีการสรางไดแก กระเพาะปสสาวะ (Bladder) หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตรไดมีการศึกษาทดลองตัวอยางเนื้อเยื่อมนุษยและ สามารถใชเซลลแขวนลอย (Cell Suspensions) เพื่อสรางอวัยวะอื่นๆเปนตนวา มดลูก (Uteruses) ชอง คลอด (Vaginas) และหลอดเลือดขนาดใหญ (Large Blood Vessels) นอกจากนี้นักวิทยาศาสตรไดมีการ ทดลองปลูกถายอวัยวะเหลานี้ใหกับผูปวยแลวและปจจุบันกําลังอยูในชวงของการตรวจสอบและประเมิน ประสิทธิผลในระยะยาว นักวิทยาศาสตรไดมีการนําเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวและเซลลตนตอจากตัวออนมา ทดลองสรางอวัยวะ โดยเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวจะนํามาใชสรางอวัยวะตางๆเพื่อปลูกถาย ใหกับผูปวย สวนเซลลตนตอจากตัวออนจะเหมาะสมในการนํามาสรางเนื้อเยื่อเพื่อซอมแซมอวัยวะที่มีความ ละเอียดออนในบริเวณที่ไดรับบาดเจ็บโดยที่ไมตองมีปลูกถายอวัยวะทั้งสวนรวมทั้งไมตองมีการตัดเอา ชิ้นสวนอวัยวะมาใชเพื่อสรางเนื้อเยื่อ เนื่องจากการตัดเอาชิ้นสวนอวัยวะเหลานี้อาจกอใหเกิดอันตรายกับ ผูปวยได ทั้งนี้ตัวอยางอวัยวะที่มีความละเอียดออนไดแกหัวใจหรือตับออน กระบวนการสรางอวัยวะโดยใชเทคโนโลยีวิศวกรรมเนื้อเยื่อจะใชระยะเวลาประมาณ 5 สัปดาห โดย 4 สัปดาหแรกจะเปนชวงการเพิ่มจํานวนเซลล สวนสัปดาหสุดทายจะเปนการสรางโครงรางของอวัยวะใน ลักษณะแบบสามมิติ ขอไดเปรียบที่สําคัญของการสรางอวัยวะเพื่อรักษาผูปวยคือสามารถลดปญหาของการ เกิดอาการตอตานเนื้อเยื่อที่นํามาปลูกถาย (Tissue Rejection) รวมทั้งสามารถลดการใชยากดภูมิคุมกัน (Immunosuppressant Drugs) เพื่อหลีกเลี่ยงอาการขางเคียงของการกดภูมิคุมกันได 3.6 การนําเซลลตนตอมาใชเพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท ที่ผานมานักวิจัยไดประสบความสําเร็จในการทดลองนําเซลลตนตอจากตัวออนมาเปลี่ยนเปนเซลล จํา เพาะชนิ ด โอลิ โ กเดนโดรไซต (Oligodendrocytes) ซึ่ ง เป น เซลลป ระสาทที่ ทํ า หน าที่ ส รา งเยื่ อ ไมอิ ลิ น (Conductive Material Myelin) แลวปลูกถายใหกับหนูที่ถูกทําลายไขสันหลัง โดยจากการทดลองพบวาหนู สามารถเริ่มกลับมาเดินไดเปนปกติภายในระยะเวลา 2 เดือนหลังจากการปลูกถาย ปจจุบันนักวิทยาศาสตรไดพยายามทดลองศึกษาการใชเซลลตนตอมาเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บที่ไข สันหลังและโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทตางๆเปนตนวาโรคมัลติเพิลสเคลอโรซิส (Multiple Sclerosis) และ - 140 -
  • 142. โรคพารกินสัน (Parkinson’s disease) รวมทั้งไดทําการวางแผนที่จะทดลองกับมนุษยเพื่อประเมิน ประสิทธิผลของการรักษาในอนาคตอันใกล 3.7 การนําเซลลตนตอมาใชเปนเครื่องมือทางการแพทย ผูเชี่ยวชาญตางมีความเห็นตรงกันวาเซลลตนตอจากตัวออนจะสามารถนํามาใชเปนเครื่องมือทาง การแพทยที่มีศักยภาพอยางยิ่งไดในอนาคต การประยุกตใชเทคโนโลยีเซลลตนตอจากตัวออนที่สําคัญไดแก การนํามาใชเพื่อการคิดคนตัวยาใหม (Drug Discovery) กลุมเซลลที่เกี่ยวของหรืออาจไดรับผลกระทบจาก โรคตางๆจะสามารถใชในการทดสอบยาชนิดใหมที่สรางจากสวนผสมทางเคมีหรือสวนผสมทางชีวภาพได ตัวอยางเชน เซลลประสาทที่ผลิตโดปามีน (Dopamine-Producing Neurons) ซึ่งเกี่ยวของกับการเกิดโรค พารกินสันสามารถผลิตไดจากกลุมเซลลตนตอจากตัวออน การศึกษาทดลองและการประเมินการตอบสนอง ของเซลลประสาทจะทําใหสามารถเขาใจวาสารเคมีชนิดใดที่มีประสิทธิภาพในการบําบัดโรค รวมทั้งทําให สามารถเรงรัดกระบวนการคิดคนตัวยาใหมเพื่อรักษาโรคได ยีนบําบัด (Gene Therapy) เปนเทคโนโลยีใหมที่เริ่มมีการนํามาใชบําบัดรักษาโรคตางๆ โดย ถึงแมวายาสวนใหญจะผลิตภายนอกรางกาย แตการใชยีนบําบัดจะเปนการสงยีนเขาไปภายในเซลลของ รางกายเพื่อกระตุนใหเซลลสรางโปรตีนชนิดที่ทีคุณสมบัติในการรักษาโรค ปจจัยที่เกี่ยวของและปญหาที่ สําคั ญ ของการใช ยี นบําบั ดเพื่ อ ให ป ระสบความสํา เร็จในการรั ก ษาโรคได แกก ารสงยี นเขา ไปยัง เซลล ที่ ตองการไดอยางเหมาะสมรวมทั้งการควบคุมใหยีนมีการทํางานอยางถูกตอง ในปจจุบันไดมีการใชไวรัสที่ไม สามารถกอใหเกิดการติดเชื้อ (Noninfectious Viruses) เปนพาหะในการสงยีนไปที่เซลลในรางกาย อยางไร ก็ตามวิธีการนี้ยังไมมีประสิทธิภาพเทาที่ควร นอกจากนี้วิธีการนี้ยังมีขอจํากัดที่ไมสามารถใชกับเซลลไดทุก ชนิดในรางกาย ซึ่งถายีนที่ถูกสงเขาไปในเซลลไมสามารถกระตุนใหเซลลผลิตโปรตีนไดอยางมีประสิทธิภาพ หรือเซลลที่ไดรับยีนไวเกิดการเสื่อมสภาพไป ในกรณีนี้จะตองมีการทํายีนบําบัดใหกับผูปวยอีกครั้ง เทคโนโลยียีนบําบัดสามารถพัฒนาไดโดยใชเทคโนโลยีเซลลตนตอ ทั้งนี้เนื่องจากเซลลตนตอมี คุณสมบัติในการสรางเซลลทดแทนเซลลที่เสื่อมสภาพเพิ่มขึ้นมาใหม ดังนั้นจึงไมจําเปนที่จะตองมีการทํายีน บําบัดใหกับผูปวยอีก เซลลตนตอเลือด (Blood-Forming Stem Cells) เปนตัวเลือกที่ดีในการนํามาใชเปน พาหะของการสงยาเขาสูรางกายผูปวย เนื่องจากเซลลตนตอเลือดสามารถแยกออกหรือนําเขาสูรางกายของ ผูปวยไดงาย งานวิจัยที่เกี่ยวกับการทดสอบทางคลินิกกับมนุษยหลายชิ้นไดมีการใชเซลลตนตอจากตัวออน มนุษยเพื่อเปนตัวนํายารักษาโรคเชน ยาอินเตอรฟรอน (Interferon) เขาสูรางกายของผูปวยที่เปนโรคมะเร็ง ในเลือดหรือโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุมกัน ปจจุบันนักวิจัยไดอยูในชวงของการทดลองนําเซลลตนตอชนิด อื่นๆมาใชเปนพาหะนํายาเขาสูรางกายของผูปวยเปนตนวา เซลลตนตอชนิดมีเซ็นไคมอล (Mesenchymal Stem Cells) และเซลลตนตอประสาท (Neural Stem Cells) นอกจากนี้เซลลตนตอไดมีการนํามาใชเพื่อวินิจฉัยโรค เทคนิคการสุมตรวจตัวออนซึ่งใชในคลินิก เพื่ อ การปฏิ ส นธิ เ ที ย มในหลอดแก ว ที่ เ รี ย กว า การวิ นิ จ ฉั ย สารพั น ธุ ก รรมของตั ว อ อ นก อ นฝ ง ตั ว - 141 -
  • 143. (Preimplantation Genetic Diagnosis (PGD)) สามารถนํามาใชเพื่อตรวจหายีนบกพรองซึ่งเปนสาเหตุของ โรคตางๆเชน โรคฮันติงตัน (Huntington’s Disease) โรคเทย-แซคส (Tay Sachs) โรคเม็ดเลือดขาวรูป เคียว (Sickle Cell Anemia) และโรคที่มีการผลิตเยื่อเมือกในทางเดินหายใจมากเกินไป (Cystic Fibrosis) ได โดยจะมีการสกัดแยกเซลลออกจากตัวออนที่ไดหลังจากการปฏิสนธิประมาณ 4 วัน และนําเซลลเหลานั้น มาสัดแยกดีเอ็นเอเพื่อตรวจหายีนซึ่งเปนพาหะของโรค ตัวออนที่ปราศจากพาหะของโรคเทานั้นที่จะมีการ นําไปฝงในผนังมดลูกของผูรับการรักษาปญหาภาวะการมีบุตรยาก และสําหรับตัวออนที่มียีนซึ่งเปนพาหะ ของโรคจะมีการนําไปใหนักวิจัยใชเปนตนแบบศึกษาโรคเพื่อหาแนวทางการรักษาโรคเหลานั้นตอไป 4. นโยบายของประธานาธิบดีโอบามาที่สงผลตอแนวโนมของงานวิจัยเซลลตนตอในอนาคต นโยบายของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายใตการนําของประธานาธิบดีโอบามาจะมุงเนนและใหการ สนั บ สนุ น งานด า นวิ ท ยาศาสตร แ ละเทคโนโลยี ข องสหรั ฐ ฯ ไม ว า จะเป น การปรั บ ปรุ ง การศึ ก ษาด า น วิทยาศาสตรของนักเรียนในสหรัฐฯ อุดหนุนทุนการศึกษาสําหรับนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย สนับสนุนให แรงงานในอุตสาหกรรมพัฒนาทักษะการทํางานตัวเองใหตรงกับความตองการของภาคธุรกิจที่เปลี่ยนไป อยางรวดเร็ว หรือการลงทุนและใหการสนับสนุนเพื่อพัฒนางานวิจัยในประเทศที่สําคัญอยางเชน พลังงาน ทดแทน ชีวการแพทย (Biomedical) และเซลลตนตอ (Isriya, 2008) นอกจากนี้ประธานาธิบดีโอบามายังมีนโยบายสนับสนุนการสรางงานในประเทศ ทั้งนี้บริษัทผูผลิต ยาและบริษัทดานเทคโนโลยีชีวภาพรายใหญของสหรัฐอเมริกาสวนใหญไดมีการยายฐานการผลิตหรือยาย หนวยงานของบริษัทบางสวนไปที่ตางประเทศ (Offshoring) มาเปนระยะเวลาหลายปแลวอันเนื่องมาจาก ปจจัยหลายประการ เปนตนวาในอดีตประธานาธิบดีบุชไดมีนโยบายจํากัดชนิดของเซลลตนตอที่สามารถ นํามาใชในงานวิจัยโดยใชเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางทําใหบริษัทและสถาบันการศึกษาบางแหงตอง แบงแยกการทดลองออกเปนสองสวน โดยสวนหนึ่งจะเปนสวนที่ขอรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางไดและ อีกสวนจะเปนสวนที่ขอรับเงินสนับสนุนจากหนวยงานเอกชนซึ่งทําใหยุงยากในการจัดการ นอกจากนี้ปจจัย อื่นๆที่เปนสาเหตุใหมีการยายฐานการผลิตหรือยายหนวยงานของบริษัทบางสวนไปที่ตางประเทศคือเพื่อลด คาใช จายของการดําเนิ นงานเนื่องจากคาแรงในบางประเทศต่ํากวาของสหรัฐฯ มาก หรื อตองการที่จะ ประหยัดคาภาษีที่จะตองจายในประเทศสหรัฐฯ อยางไรก็ตามการประกาศใชนโยบายใหมของประธานาธิบดี โอบามาซึ่งไดสนับสนุนการสรางงานภายในประเทศและไดยกเลิกสิทธิประโยชนสําหรับบริษัทขามชาติที่จาง งานในตางประเทศ (Outsource) เชน การยกเลิกการงดเวนภาษี (Tax Breaks) ของบริษัทที่มีการขยายการ จางงานในตางประเทศ จะสงผลที่ดีในระยะยาวตอการพัฒนางานวิจัยดานเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศซึ่ง รวมถึงงานวิจัยเซลลตนตอ (Mukherjee, 2009) ในสวนของนโยบายที่สําคัญของประธานาธิบดีโอบามาอีกประการซึ่งจะเปนการชวยสงเสริมการ พัฒนางานดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีของประเทศไดแก การสนับสนุนการแลกเปลี่ยนขอมูลและความรู ทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีระหวางประเทศ ทั้งนี้ประธานาธิบดีโอบามาไดมีนโยบายซึ่งสนับสนุน - 142 -
  • 144. การให วี ซ า แก นั ก วิ ท ยาศาสตร จ ากต า งประเทศเพื่ อ ให เ ข า มาร ว มทํ า งานวิ จั ย หรื อ เผยแพร ค วามรู แ ก นักวิทยาศาสตรภายในประเทศ รวมทั้งใหการเรงรัดและลดขั้นตอนของกระบวนการขอวีซาเพื่อเดินทางเขา ประเทศสหรัฐฯ ของนักวิทยาศาสตรที่มาจากตางประเทศ (Teich, 2009) นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งนําโดยประธานาธิบดีโอบามาในเรื่องที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตรและ เทคโนโลยีโดยรวมแลวจะสงผลดีตอการวิจัยและพัฒนาดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีของประเทศในระยะ ยาว ซึ่งในปงบประมาณค.ศ. 2010 (พ.ศ. 2553) รัฐบาลสหรัฐฯ ไดเสนอใหงบประมาณกับสถาบันสุขภาพ แหงชาติของสหรัฐฯ เปนจํานวนทั้งสิ้น 30.76 พันลานเหรียญสหรัฐฯ โดยเพิ่มขึ้นจากปงบประมาณค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) เปนจํานวน 443 ลานเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเปน 1.4 เปอรเซ็นต ทั้งนี้สถาบันสุขภาพฯ จะใชเงินจํานวน 8.2 ลานเหรียญสหรัฐฯ จากงบประมาณที่ไดรับทั้งหมดในการนํามาสนับสนุนและพัฒนา งานวิจัยทางดานชีวการแพทย (Biomedical) ซึ่งรวมทั้งงานวิจัยเซลลตนตอดวย (HHS: Fiscal Year 2010 Budget in Brief, 2009) การที่รัฐบาลกลางมีนโนบายที่จะลงทุนและสนับสนุนในงานวิจัยดังเชนการเพิ่มงบประมาณในการ สนับสนุนงานวิจัย การออกคําสั่งประธานาธิบดีเพื่อยกเลิกขอจํากัดของงานวิจัยดานวิทยาศาสตรที่เกี่ยวของ กับเซลลตนตอของมนุษย การใหสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐอเมริกาจัดทําเอกสารแนวทางสําหรับ งานวิ จั ย เซลล ต น ตอจากมนุ ษ ย เ พื่ อ ให ก ารดํ า เนิ น งานวิ จั ย มี แ นวทางที่ ชั ด เจน จะเป น การส ง เสริ ม ให นักวิทยาศาสตรสามารถขอรับทุนสนับสนุนในการทํางานและพัฒนาวิจัยไดอยางเต็มที่ รวมทั้งสงเสริมให งานวิจัยเกิดการพัฒนากาวหนาไดมากขึ้นเพราะนักวิจัยที่ไดรับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลกลางสามารถสราง ความร ว มมื อ และแลกเปลี่ ย นเทคโนโลยี กั บ นั ก วิ จั ย ที่ ไ ด รั บ ทุ น สนั บ สนุ น จากหน ว ยงานเอกชนได ส ว น นโยบายการสนับสนุนการสรางงานภายในประเทศจะสงผลใหอุตสาหกรรมดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี มีการพัฒนาแขงขันกันมากขึ้นทั้งในเรื่องของตนทุนซึ่งจะลดต่ําลง รวมทั้งมีการแขงขันดานผลงานซึ่งจะทํา ใหงานวิจัยมีการพัฒนาและมีการสรางผลงานซึ่งเปนนวัตกรรมใหม สวนการสนับสนุนการเดินทางเขามาของ นักวิทยาศาสตรและนักวิจัยจากตางประเทศจะชวยเพิ่มการไหลเวียนของความรู (Knowledge Flow) เขามา ภายในประเทศมากยิ่งขึ้น (Lempinen, 2008) 5. กฎหมายเบย-โดล (Bayh-Dole Act) กับการพัฒนางานวิจัยดานเซลลตนตอ ความร ว มมื อ ในเรื่ อ งของงานวิ จั ย ระหว า งภาคอุ ต สาหกรรมและภาคสถาบั น การศึ ก ษาจะเป น แรงผลักดันใหเกิดการพัฒนานวัตกรรมใหมๆ ในสวนของภาคสถาบันการศึกษามีความตองการเงินทุน สนับสนุนงานวิจัย รวมทั้งโอกาสของการไดรับชื่อเสียงจากผลงานวิจัย สวนภาคอุตสาหกรรมมีความตองการ แนวคิดใหมๆจากกลุมนักวิชาการและตองการนําแนวคิดนั้นมาพัฒนาดัดแปลงเพื่อนําไปใชประโยชนในเชิง พาณิชย (Commercialization) ทั้งนี้ในอดีตความรวมมือระหวางภาคอุตสาหกรรมและภาคสถาบันการศึกษา ไมไดเกิดขึ้นอยางมากมายเหมือนในปจจุบันอันเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ เหตุผลที่สําคัญอยางหนึ่ง คือเรื่องของสิทธิความเปนเจาของผลงานวิจัย โดยผลงานวิจัยที่ไดรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจะตกเปน - 143 -
  • 145. กรรมสิทธิ์ของรัฐแตเพียงผูเดียว ถึงแมวาในบางขั้นตอนของการพัฒนาผลงานนั้นจะไดรับความชวยเหลือ หรือการสนับสนุนจากภาคเอกชนแตภาคเอกชนจะไมไดรับผลประโยชนใดๆเลยจากผลงานนั้นถึงแมวาจะได ใหเงินลงทุนชวยเหลือการพัฒนางานวิจัยก็ตาม นอกจากนี้รัฐยังสามารถใหลิขสิทธิ์ผลงานนั้นแกบริษัทใดๆก็ ไดตามแตเห็นสมควร ดังนั้นผลงานวิจัยเพียงสวนนอยเทานั้นที่จะไดรับการพัฒนาโดยภาคเอกชนเพื่อ นําไปใชประโยชนในเชิงพาณิชยจริง (Fuller, 2009) ในป ค.ศ. 1980 (พ.ศ. 2523) สภาคองเกรสไดประกาศใชกฎหมายเบย-โดล (Bayh-Dole Act)14 ซึ่ง กําหนดใหสถาบันการศึกษาที่เปนผูคิดคนผลงานวิจัยไดรับสิทธิความเปนเจาของผลงานนั้นถึงแมวาจะไดรับ เงินทุนสนับ สนุนจากรัฐบาล นอกจากนี้บริษั ทที่ มีสวนรวมในการพัฒนาผลงานนั้นก็มีสิทธิ์ ในการไดรับ ลิขสิทธิ์ (Exclusive License) ของผลงานนั้นเชนกัน โดยหลังจากที่มีการประกาศใชกฎหมายฉบับนี้ งานวิจัยทางดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ไดมีการพัฒนาและมีการคนพบเกิดขึ้นใหมอยาง มากมาย สถาบันการศึกษาหลายแหงไดมีความสนใจและสรางความรวมมือกับหนวยงานเอกชนตางๆมาก ขึ้น นอกจากนี้การนําผลงานวิจัยมาพัฒนาเพื่อนําไปใชประโยชนในเชิงพาณิชยยังเปนไปไดอยางรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในอนาคตภายใตกฎหมายเบย-โดลนาจะสงผลใหงานวิจัยเซลลตนตอในสหรัฐฯ สามารถพัฒนากาวหนาเพิ่มมากขึ้นและการพัฒนางานวิจัยใหสามารถนํามาใชบําบัดโรคตางๆนาจะเปนไป ไดอยางรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเชนเดียวกับงานวิจัยดานวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอื่นๆที่ไดรับ ผลประโยชนจากกฎหมายฉบับนี้ (Technology Transfer Office, 2006) 6. ประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิบัตรดานเซลลตนตอ ปจจุบันสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับเซลลตนตอในทั่วโลกมีจํานวนมากและมีการจดทะเบียนเพิ่มขึ้นทุกป โดยเฉพาะอยางยิ่งตั้งแตป ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) เปนตนมา ซึ่งถาการจดทะเบียนขอสิทธิบัตรยังคงมี แนวโน ม เพิ่ ม ขึ้ น เช น นี้ ต อ ไป ในอนาคตการพั ฒ นาผลิ ต ภั ณ ฑ ที่ เ กี่ ย วกั บ เซลล ต น ตอในเชิ ง พาณิ ช ย (Commercial Products) จะตองประสบปญหาในเรื่องของความยุงยากซับซอนและการกลาวอางกรรมสิทธิ์ ความเปนเจาของทรัพยสินทางปญญา (Intellectual Property) ของผลิตภัณฑเหลานั้น สหรัฐอเมริกาถือเปนประเทศผูนําทางดานงานวิจัยและจํานวนสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับเซลลตนตอโดยไม มี ห น ว ยงานใดที่ ถื อ กรรมสิ ท ธิ์ ค วามเป น เจ า ของสิ ท ธิ บั ต รจํ า นวนมากจนแตกต า งอย า งเห็ น ได ชั ด จาก หน ว ยงานอื่ น กรรมสิ ท ธิ์ ค วามเป น เจ า ของสิ ท ธิ บั ต รได ก ระจายอยู กั บ หน ว ยงาน บริ ษั ท เอกชน และ มหาวิทยาลัยตางๆหลายแหงและสิทธิบัตรที่แตละแหงถือกรรมสิทธิ์ยังมีการแบงแยกโดยชื่อผูยื่นรับคําขอ (Assignees) อีกหลายคน (ดังแสดงในรูปที่ 28) ซึ่งการกระจายและแบงแยกกรรมสิทธิ์ของสิทธิบัตรทําให การพั ฒ นางานวิ จั ย เซลล ต น ตอเกิ ด อุ ป สรรคเนื่ อ งจากความซั บ ซ อ นของการเข า ถึง สิ ท ธิ บั ต รและความ ยากลําบากในการพยายามสรางใหเกิดความรวมมือกันระหวางหนวยงานตางๆ ในการที่จะลดปญหาและอุปสรรคตางๆที่สวนที่เกี่ยวกับความซับซอนของการเขาถึงสิทธิบัตรเพื่อ สงเสริมใหเกิดการพัฒนาของงานวิจัยเซลลตนตอนั้น มีการเสนอใหรัฐบาลสหรัฐฯ ควรจะตองมีการออก - 144 -
  • 146. กฎหมายเพื่อปฏิรูปการจดทะเบียนสิทธิบัตร รวมทั้งมีการออกนโยบายเพื่อใหหนวยงานหลักที่มีหนาที่ดูแล ดานสิทธิบัตรสามารถควบคุมใหการแลกเปลี่ยนขอมูลและการเขาถึงสิทธิบัตรเปนไปไดงายขึ้น นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ควรพิจารณาจัดตั้งหนวยงานแลกเปลี่ยนขอมูลของทรัพยสินทางปญญาในดานเซลลตนตอ (Intellectual Property Clearinghouse for Stem Cells) เพื่อทําหนาที่ใหขอมูลทางดานลิขสิทธิ์เพื่อนําไปใช พัฒนางานวิจัยเซลลตนตอ รวมทั้งใหคําแนะนําทางดานหลักการในการนําลิขสิทธิ์ไปใชพัฒนางานวิจัยอยาง ถูกตองและเหมาะสมตามแนวทางจริยธรรม (Bergman & Graff, 2007) รูปที่ 28 อัตราการถือครองกรรมสิทธิ์ในสิทธิบตรดานเซลลตนตอของหนวยงานตางๆและบริษัทใน ั สหรัฐอเมริกา (ที่มา: Bergman & Graff, 2007) 7. แนวโนมการเจริญเติบโตของธุรกิจที่เกี่ยวของกับเทคโนโลยีเซลลตนตอ ตามรายงานของบริษัทวิจัยตลาดบีบีซี (BCC Research) ธุรกิจที่เกี่ยวของกับเทคโนโลยีเซลลตนตอ ในสหรัฐอเมริกาจะมีการเจริญเติบโตขึ้นจาก 112.0 ลานเหรียญสหรัฐฯ ในป ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) เปน 423.1 ลานเหรียญสหรัฐฯ ในป ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) โดยมีอัตราการเติบโตประจําปโดยรวม (Compound Annual Growth Rate (CARG)) ที่ 30.5 เปอรเซ็นต (ดังแสดงในตารางที่ 5 และรูปที่ 29) - 145 -
  • 147. ตลาดธุรกิจที่เกี่ยวของกับเทคโนโลยีเซลลตนตอในสหรัฐฯ จะแบงออกเปน 2 กลุมไดแก กลุมธุรกิจ ที่เกี่ยวของกับการนําเซลลมาใชรักษาโรค (Cellular Therapeutics) และกลุมธุรกิจที่เกี่ยวของกับธนาคารที่ จัดเก็บเซลลเพื่อการรักษา (Therapeutic Banking) กลุมธุรกิจที่เกี่ยวของกับธนาคารที่จัดเก็บเซลลเพื่อการรักษาเปนกลุมที่มีสวนแบงทางการตลาดที่ ใหญกวา ซึ่งมีมูลคา 65.9 ลานเหรียญสหรัฐฯ ในป ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) และคาดวาจะเพิ่มขึ้นเปน 155.7 ลานเหรียญสหรัฐฯ ในป ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) โดยมีอัตราการเติบโตประจําปโดยรวม (CARG) ที่ 18.8 เปอรเซ็นต กลุมธุรกิจที่เกี่ยวของกับการนําเซลลมาใชรักษาโรคเปนกลุมที่คาดวาจะมีการเจริญเติบโตในอัตราที่ สูงกวา ซึ่งกลุมธุรกิจนี้มีมูลคา 46.1 ลานเหรียญสหรัฐฯ ในป ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550) และคาดวาจะเพิ่มขึ้น เปน 267.4 ลานเหรี ยญสหรั ฐฯ ในป ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) โดยมีอัตราการเติบโตประจําปโ ดยรวม (CARG) ที่ 42.1 เปอรเซ็นต การค น พบเทคโนโลยี เ ซลล ต น ตอได ส ร า งหวั ง ให กั บ วงการการแพทย ก ารสร า งอวั ย วะใหม (Regenerative Medicine) ในการนํามาใชรักษาโรคซึ่งในอดีตยังไมมีการคนพบวิธีรักษาเปนตนวา โรคที่ เกี่ยวกับหลอดเลือดหัวใจ (Cardiovascular Diseases) โรคทางระบบประสาท (Neurological Diseases) และโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติทางเมตาบอลิซึม (Metabolic Diseases) ถึงแมวาเทคโนโลยี เซลลต นตอจะมีศักยภาพในการนํามาใชบําบัดรักษาโรคต างๆ แตการที่จะ นํามาใชรักษาโรคใหกับผูปวยไดจริงจะตองการระยะเวลาอีกอยางนอย 5-10 ป เพื่อพัฒนาและตรวจสอบให แนใจวามีประสิทธิภาพและปลอดภัยอยางแนนอน อยางไรก็ตามในปจจุบันบุคคลบางกลุมไดมีความตองการ และตระหนักถึงศักยภาพของเซลลตนตอที่สามารถนํามารักษาโรคของตนเองไดในอนาคต บุคคลเหลานี้จึง ไดมีการเก็บรักษาเซลลตนตอของตนเองไวและจึงเปนผลใหกลุมธุรกิจที่เกี่ยวของกับธนาคารที่จัดเก็บเซลล เพื่อการรักษามีการเจริญเติบโต งานวิจัยเซลลตนตอจะยังคงมีบทบาทสําคัญตอเนื่องจากปจจุบันจนถึงอนาคตในการนําแนวคิดมา เพื่อพัฒนาเปนผลิตภัณฑและบริการที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอเพื่อผลประโยชนในเชิงธุรกิจ นอกจากนี้การ เจริญเติบโตของธุรกิจผลิตภัณฑและบริการที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอจะสงเสริมใหกลุมธุรกิจที่เกี่ยวของเชน กลุมธุรกิจของการนําเซลลมาใชรักษาโรคและกลุมธุรกิจวิทยาศาสตรชีวภาพ (Life Sciences) ซึ่งรวมถึงการ ทดสอบทางเภสัชกรรม (Pharmaceutical Testing) และการคิดคนตัวยาใหม (Drug Discovery) มีการ เจริญเติบโตเพิ่มขึ้นควบคูกันไป (BCC Research, 2008) - 146 -
  • 148. ตารางที่ 5 รายรับของธุรกิจที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอในกลุมวิทยาศาสตรชีวภาพในสหรัฐอเมริกา (หนวย: ลานเหรียญสหรัฐฯ) ป อัตราการเติบโตประจําป กลุมธุรกิจ  2005 2006 2007 2012 โดยรวม (CARG%) ธนาคารทีจดเก็บเซลลเพือการรักษา ่ั ่ 58.9 71.7 65.9 155.7 18.8 (Therapeutic Banking) การนําเซลลมาใชรักษาโรค 29.0 40.4 46.1 267.4 42.1 (Cellular Therapeutics) Total 87.9 112.1 112.0 423.1 30.5 (ที่มา: BCC Research, 2008) รูปที่ 29 รายรับของธุรกิจที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอในกลุมวิทยาศาสตรชีวภาพในสหรัฐอเมริกา (ที่มา: BCC Research, 2008) 8. แนวโนมในอนาคตของความรวมมือในเรื่องงานวิจัยเซลลตนตอระหวางประเทศ ปจจุบันหนวยงานตางๆในสหรัฐอเมริกาที่เกี่ยวของกับงานวิจัยเซลลตนตอไดมีความสนใจที่จะสราง ความรวมมือกับหนวยงานอื่นๆทั้งในประเทศและระหวางประเทศเพิ่มมากขึ้นเชน สถาบันการแพทยการ สรางอวัยวะใหมแหงมลรัฐแคลิฟอรเนีย (California Institute for Regenerative Medicine (CIRM)) ได รว มมือและสรางข อตกลงกับ หน วยงานตางๆของประเทศสหราชอาณาจักร สเปน แคนาดา และมลรั ฐ - 147 -
  • 149. วิกตอเรียของประเทศออสเตรเลีย ในการรวมกันใหเงินทุนวิจัยที่เกี่ยวกับเซลลตนตอ นอกจากนี้สถาบัน การแพทยฯ ยังไดมีโครงการที่จะประสานงานกับสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ (NIH) ในการสงเสริม ใหเกิดความรวมมือดานงานวิจัยเซลลตนตอระดับชาติ รวมทั้งจัดตั้งกองทุนใหเงินกูยืมกับบริษัทในมลรัฐ แคลิฟอรเนียที่ตองการทํางานวิจัยเซลลตนตอ ซึ่งความรวมมือเหลานี้จะสงผลใหเกิดความกาวหนาในดาน งานวิจัยเซลลตนตอมากยิ่งขึ้นทั้งในระดับประเทศและระดับโลก (Trounson, 2009) 9. มุมมองที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอในระดับโลก งานวิจัยเซลลตนตอจากมนุษยถึงแมวาจะมีศักยภาพและสรางความหวังในการนํามาใชบําบัดรักษา โรคตางๆแตก็ยังมีประเด็นหลายอยางที่เปนที่โตแยงอยูในปจจุบัน ดังนั้นปจจัยแวดลอมในการทํางานวิจัย เซลลตนตอจึงมีความแตกตางกันอยางมาก รวมทั้งนโยบายที่เกี่ยวกับเซลลตนตอในระดับประเทศและระดับ โลกจะซับซอนและมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา ปจจุบันงานวิจัยเซลลตนตอมีการพัฒนาและเกิดเทคโนโลยีใหมที่ไดสรางความหวังและมีประโยชน ตอวงการวิทยาศาสตรเปนตนวา การสรางอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลล (Induced Pluripotent Stem Cells) การยายฝากนิวเคลียส (Somatic Cell Nuclear Transfer (SCNT)) และการยายฝากนิวเคลียส ระหวางสายพันธุ (Interspecies Somatic Nuclear Transfer (iSCNT)) อยางไรก็ตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ใหมเหลานี้ไดกอใหเกิดประเด็นโตแยงทางดานกฎหมาย สังคม และจริยธรรม สวนของความเคลื่อนไหว ทางดานการเมืองก็กําลังอยูในชวงของการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะอยางยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีการ ประกาศยกเลิกขอจํากัดเดิมที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอจากมนุษยและมีนโนยายใหทุนสนับสนุนงานวิจัย เซลลตนตอ การเปลี่ยนแปลงรวมทั้งความกาวหนาของงานวิจัยเซลลตนตอในขณะนี้ไดเกิดขึ้นทามกลาง วิกฤตการณเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในระดับโลก ซึ่งการแขงขันในดานทรัพยากรและการเพิ่มประสิทธิภาพเปนสิ่ง สําคัญที่จะทําใหสามารถอยูรอดไดทามกลางสภาวการณเชนนี้ ทิศทางและประสิทธิภาพของงานวิจัยเซลลตนตอขึ้นกับปจจัยแวดลอมหลายประการ ดังนี้ • กฎหมายที่ควบคุมงานวิจัยเซลลตนตอระดับประเทศ กฎหมายในแตละประเทศมีความแตกตางกัน เชนบางประเทศอาจอนุญาตในสามารถสกัดแยก เซลลตนตอไดในประเทศ หรือบางประเทศอาจตองมีการนําเขาเซลลตนตอเทานั้น (ดังแสดงในตารางที่ 6) นอกจากนี้แหลงของเซลลตนตอที่อนุญาตใหสามารถนํามาใชในงานวิจัยไดรวมทั้งประเภทของงานวิจัยที่ ไดรับอนุญาตใหดําเนินการไดตามกฎหมายในแตละประเทศก็มีความแตกตางกันเชนเดี่ยวกัน ยิ่งไปกวานั้น ในบางกรณี ก ฎหมายของการทํ า งานวิ จั ย เซลล ต น ตอภายในประเทศยั ง มี ค วามแตกต า งกั น ดั ง เช น ใน สหรัฐอเมริกาที่กฎหมายการทํางานวิจัยเซลลตนตอของแตละมลรัฐมีระเบียบและขอกําหนดที่ตางกัน (ดัง แสดงในตารางที่ 3 ในหนาที่ 62-63) - 148 -
  • 150. ตารางที่ 6 ตัวอยางขอแตกตางในกฎหมายดานงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยของบางประเทศ Deriving new human ES cell lines Deriving new lines through Country Imported lines from excess IVF embryos nuclear transfer Italy Allow Prohibit Prohibit Germany Allow Prohibit Prohibit United Kingdom Allow Allow Allow Ireland Prohibit Prohibit Prohibit Denmark Allow Allow Prohibit Canada Allow Allow Prohibit (ที่มา: Kolman, 2009) • ทัศนคติและการตอบสนองของประชาชน ศาสนา จารีตวัฒนธรรม และสื่อประชาสัมพันธ ปจจัยเหลานี้ลวนมีผลตอความรูสึกของบุคคลที่มีตองานวิจัยเซลลตนตอ การนําตัวออนมนุษย มาใช ใ นงานวิ จั ย เป น จุ ด สํ า คั ญ ที่ ก อ ให เ กิ ด ประเด็ น โต แ ย ง ตั ว อย า งความแตกต า งในเรื่ อ งทั ศ นคติ ข อง ประชาชนที่เกี่ยวกับงานวิจัยตัวออนมนุษยสามารถพิจารณาไดจากกลุมประเทศในประชาคมยุโรป ประเทศ ที่ประชาชนสวนใหญมีความเห็นวาตัวออนมนุษยมีสถานะเทาเทียมกับมนุษยไดแกออสเตรียและเยอรมนี สวนประเทศที่ประชาชนสวนใหญมีความเห็นวาตัวออนมนุษยในระยะแรกไมมีสิทธิเทาเทียมกับมนุษยไดแก เดนมารกและสหราชอาณาจักร โดยสวนใหญแลวความคิดเห็นของประชาชนจะสงผลตอทิศทางและนโยบายทางดานการเมืองของ แตละประเทศ ในสหรัฐอเมริกาประธานาธิบดีโอบามาไดประกาศยกเลิกขอจํากัดในการขอรับทุนจากรัฐบาล กลางของงานวิจัยดานวิทยาศาสตรที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอของมนุษยอันเปนผลมาจากนโยบายของอดีต ประธานาธิบดีบุชทั้งนี้เนื่องจากประชาชนสวนใหญไดใหการสนับสนุน ซึ่งจากผลสํารวจวามคิดเห็นของ ประชาชนในสหรัฐฯ จํานวน 3,000 คน ของสมาคมอเมริกันเพื่อความกาวหนาทางวิทยาศาสตร (American Association for the Advancement of Science (AAAS)) พบวา 58 เปอรเซ็นต ของประชาชนที่ไดรับการ สํารวจไดเ ห็นด ว ยและสนั บ สนุ นนโยบายของรัฐ บาลในการเงินทุ นสนับ สนุนงานวิ จัย เซลลต น ตอ (Pew Research Center, 2009) อยางไรก็ตามบางประเทศนโยบายในเรื่องของงานวิจัยก็อาจไมไดเปนไปตาม ความเห็ น ของประชาชนส ว นใหญ ดัง เช น ในกรณี ข องประเทศแคนาดาที่ ป ระชาชนส ว นใหญ สนั บ สนุ น งานวิจัยที่เกี่ยวกับการยายฝากนิวเคลียส (SCNT) แตกฎหมายของประเทศไมอนุญาตใหมีการทํางานวิจัย ชนิดนี้ - 149 -
  • 151. • สิทธิบัตรของงานวิจัยทางดานเทคโนโลยีชีวภาพ นโยบายในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิบัตรของงานวิจัยทางดานเทคโนโลยีชีวภาพก็มีความแตกตางตาม กฎหมายของแตละประเทศเชนกัน ในสหรัฐอเมริกาที่ผานมาไดเกิดประเด็นโตแยงทั้งทางดานจริยธรรม สังคม และกฎหมายในเรื่องความเหมาะสมของการอนุญาตใหมีการจดทะเบียนสิทธิบัตรเซลลตนตอจาก ตัวออนมนุษย โดยประเด็นที่สําคัญคือเรื่องที่วาการจดทะเบียนสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับเซลลตนตอจากตัวออน มนุษยถือเปนการละเมิดสิทธิของมนุษยหรือไม อยางไรก็ตามการจดทะเบียนสิทธิบัตรในระบบสิทธิบัตรของ สหรัฐอเมริกาจะพิจารณาโดยใชหลักการทางดานเทคนิค นั่นคือประเด็นทางดานจริยธรรมจะไมนํามาใชใน การพิจารณา ดังนั้นงานวิจัยที่เกี่ยวกับเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยจึงสามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรได นอกจากนี้กลุมเซลลตนตอและสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมแบบเซลลเดียว (Genetically Modified Single- Cell Organisms) ก็สามารถจดทะเบียนสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ไดเชนกัน (DOE, 2008) ในขณะที่ปจจุบัน สํานักงานสิทธิบัตรยุโรป (European Patent Office (EPO)) ไมรับจดทะเบียนสิทธิบัตรใหกับงานวิจัยที่มี การใช เ ซลล ตน ตอจากตั ว อ อนมนุษ ย ดว ยเหตุผ ลในเรื่อ งของความสงบเรีย บร อยและศีล ธรรมอั นดีข อง ประชาชน (Public Order and Morality) สวนในบางประเทศเชนแคนาดา นโยบายของสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับ เซลลตนตอจากตัวออนมนุษยยังไมเปนที่ชัดเจน ซึ่งผลกระทบของนโยบายดานสิทธิบัตรที่เกี่ยวกับงานวิจัย ซึ่งยังไมชัดเจนนี้เปนสิ่งที่สําคัญและควรตองมีการติดตามตอไป • นโยบายการใหเงินทุนสนับสนุนหรือการนํางานวิจัยไปพัฒนาเพื่อนําไปใชประโยชนในเชิง พาณิชย (Commercialization) แตละประเทศมีนโยบายการใหเงินทุนสนับสนุนหรือการนํางานวิจัยไปพัฒนาเพื่อนําไปใชประโยชน ในเชิงพาณิชยที่แตกตางกัน ประเทศสิงคโปรและมลรัฐแคลิฟอรเนียของสหรัฐฯ ไดมีนโยบายในการให เงิ น ทุ น สนั บ สนุ น งานวิ จั ย เซลล ต น ตอโดยใช เ งิ น งบประมาณจากรั ฐ ในบางประเทศเช น แคนาดาและ สหราชอาณาจักร การใหเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยเซลลตนตอจะเปนการใหโดยผานหนวยงานหรือมูลนิธิ ตางๆ ทั้งนี้ในบางประเทศการขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยจากรัฐบาลอาจทําไดโดยมีขอจํากัดดังเชนใน สหรัฐอเมริกา • ปจจัยแวดลอมอื่นๆ ปจจัยแวดลอมอื่นๆที่มีผลตอทิศทางของงานวิจัยเซลลตนตอนอกเหนือไปจากในเรื่องของกฎหมาย ทัศนคติของประชาชน นโยบายดานสิทธิบัตร การใหทุนและการนําไปพัฒนาเพื่อใชประโยชนในเชิงพาณิชย ไดแก 9.1 ระเบียบและขอกําหนดในการขอทําการทดลองทางคลินิก เชน มีหนังสือแสดงความยินยอม (Informed Consent) และการประเมินความเสี่ยง 9.2 จริยธรรมในการทํางานวิจัย เชน การดําเนินการที่เกี่ยวกับการบริจาคตัวออน - 150 -
  • 152. 9.3 มาตรฐานในการทํางานวิจัย 9.4 มาตรฐานทางดานเทคนิคในงานวิจัย เชน การสกัดแยกกลุมเซลลตนตอ 9.5 ขอบเขตในการทํางานวิจัย เชน ขอบเขตที่ไดรับอนุญาตใหทําการทําการทดลองทางคลินิก 9.6 ระบบการใหบริการทางสุขภาพ (Health Care Systems) เชน ประเด็นปญหาในเรื่องของความ ทั่วถึงในการรับบริการ และความเปนธรรมในสังคม (Social Justice) ในปจจุบันหนวยงานตางๆทั้งในระดับประเทศและระดับสากลไดมีความพยายามที่จะปรับนโยบาย เขาหากัน รวมทั้งสรางความรวมมือทั้งในเรื่องของการประเมินงานวิจัยทางดานจริยธรรม การสรางความ โปรงใสในการดําเนินงาน และการบังคับใชกฎหมาย ซึ่งหนวยงานที่มีบทบาทสําคัญในการสรางความรวมมือ เหลานี้ไดแก สมาคมเพื่อการวิจัยสเต็มเซลลสากล (International Society for Stem Cell Research (ISSCR)) สมาพันธระดับมลรัฐดานงานวิจัยเซลลตนตอแหงสหรัฐอเมริกา (Interstate Alliance on Stem Cell Research (IASCR)) และองคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (United Nations Educational, Science and Culture Organization (UNESCO)) ปจจัยแวดลอมตางๆเหลานี้จะกอใหเกิดผลกระทบอยางไรตองานวิจัยเซลลตนตอยังไมมีทิศทางเปน ที่แนชัด ความแตกตางในเรื่องของกฎระเบียบที่เกี่ยวกับการดําเนินการ การสกัดแยกเซลล การเก็บรักษา เซลล การแจกจาย และการนําเซลลมาใชจะสงผลกระทบตอการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและขอมูล และจะ สงผลกระทบไปยังผลิตผลของงานวิจัย (Research Productivity) นอกจากนี้ยังอาจเปนอุปสรรคตอการสราง ความรวมมือระหวางองคกรตางๆภายในประเทศหรือระหวางประเทศ การวิเคราะหตัวแปรตางๆอยางเปนระบบเปนสิ่งที่จําเปนเพื่อที่จะชวยใหเขาใจในการเปลี่ยนแปลงที่ เกิดขึ้นของปจจัยแวดลอมที่เกี่ยวของกับงานวิจัย ถึงแมวาการวิเคราะหจะเปนไปไดยากเพราะตัวแปรตางๆ เหลานี้มีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แตการวิเคราะหจะทําใหสามารถเขาใจและควบคุมใหปจจัย แวดลอมเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่กอใหเกิดประโยชนตองานวิจัยได การพยายามปรับเปลี่ยนนโยบายตางๆใหมีความสอดคลองกันจะชวยกอใหเกิดผลประโยชนตอ วงการงานวิจัยเซลลต นตอ การสรางมาตรฐานตางๆที่เ กี่ ยวของในงานวิจัยเปนตนวามาตรฐานในการ วิ เ คราะห ผ ล มาตรฐานในการทดสอบทางคลิ นิ ก มาตรฐานในเรื่ อ งคุ ณ ภาพของกลุ ม เซลล ต น ตอ และ มาตรฐานในเรื่องของจริยธรรมในงานวิจัยจะชวยสงเสริมใหเกิดความรวมมือกัน ตัวอยางในปจจุบันของ ความพยายามในการสงเสริมใหเกิดความรวมมือกันและการสรางมาตรฐานทางดานการวิจัยและการทดสอบ ทางคลินิกในระดับสากลไดแก การจัดตั้งธนาคารเซลลตนกําเนิดสากล (International Stem Cell Banking Initiative (ISCBI)) โครงการลงทะเบียนรายชื่อแหลงที่มาของกลุมเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยของสมาคม เพื่อการวิจัยสเต็มเซลลสากล (ISSCR’s Registry of Provenance of Human Embryonic Stem Cell Lines) และโครงการลงทะเบียนรายชื่อกลุมเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยของสหภาพยุโรป (European Commission’s European Human Embryonic Stem Cell Registry) - 151 -
  • 153. ในการจัดการกับตัวแปรตางๆนั้น ผูที่เกี่ยวของกับวงการงานวิจัยเซลลตนตอควรที่จะตองวิเคราะห ถึงระดับของความสอดคลองในการสรางมาตรฐานเพื่อใหการรวมมือกันเปนไปไดอยางมีประสิทธิภาพมาก ที่สุด นอกจากนี้ การสร างนโยบายที่โปรงใสจะเปนการสนั บสนุ นใหงานวิ จัยเกิ ดความก าวหนาและเกิด ศักยภาพไดอยางดีที่สุด (Kolman, 2009) 10. องคกรสาธารณประโยชน (Non-Governmental Organizations (NGOs)) กับงานวิจัยที่เกี่ยวกับ ดานพันธุกรรมและเซลลตนตอ ในปจจุบันองคกรสาธารณประโยชน (Non-Governmental Organizations (NGOs)) และองคกร ภาคประชาสังคม (Civil Society Organizations (CSOs)) หลายแหงยังไมไดมีสวนรวมในประเด็นที่ เกี่ยวของกับงานวิจัยดานพันธุกรรม (Genomics) มากนัก ซึ่งงานวิจัยดานพันธุกรรมนี้รวมถึงงานวิจัยที่ เกี่ย วข อ งกับ เทคโนโลยีชี ว ภาพ (Biotechnology) การดั ด แปลงพันธุ ก รรมของสิ่ ง มี ชีวิ ต (Genetic Modification of Organisms (GMOs)) งานวิจัยที่เกี่ยวกับการวิเคราะหโปรตีน (Proteomics) งานวิจัยดาน โภชนพันธุศาสตร (Nutrigenomics) การโคลนนิ่ง (Clonning) และงานวิจัยเซลลตนตอ โดยทั้งนี้ประเด็นหลัก ทางด า นพั น ธุ ก รรมที่ อ งค ก รเหล า นี้ มุ ง เน น เป น ส ว นใหญ ไ ด แ ก เ รื่ อ งของสิ่ ง มี ชี วิ ต ดั ด แปลงพั น ธุ ก รรม (Genetically Modified Organisms (GMOs)) เนื่องจากเปนประเด็นที่เกี่ยวของอยางเห็นไดชัดเจนและสงผล กระทบตอเรื่องความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) ความมั่นคงทางดานอาหาร (Food Security) และ สิ่งแวดลอม (Environment) องคกรที่เกี่ยวของกับทางดานสิ่งแวดลอม (Environmental Groups) เปนองคกรที่มีความมุงมั่นมาก ที่สุดในการยกประเด็นปญหาและสนับสนุนการใหความรูแกประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับอาหารดัดแปลง พันธุกรรมรวมถึงผลกระทบตอระบบนิเวศวิทยาและสุขภาพของมนุษย โดยมีองคกรที่เกี่ยวกับการพัฒนา (Development Organizations) เขามามีสวนรวมในการพิจารณาประเด็นปญหาที่เกี่ยวกับการควบคุม เทคโนโลยีพันธุกรรมรวมถึงผลกระทบของเทคโนโลยีพันธุกรรมที่มีตอความยากจนและความความปลอดภัย ของอาหาร องคกรสาธารณประโยชนบางแหงไดใหการสนับสนุนงานวิจัยทางดานพันธุกรรมในการนํามาใช พัฒนาเพื่อเปนการรับประกันความปลอดภัยในเรื่องของความมั่นคงทางดานอาหารและการดําเนินชีวิตของ มนุษย องคกรทองถิ่นและองคกรที่สนับสนุนสิทธิมนุษยชน (Indigenous People and Human Rights Groups) จะมุงพิจารณาในประเด็นที่เกี่ยวกับการควบคุมการนําสารพันธุกรรม (Genetic Material) มาใช อยางถูกตองโดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องของสิทธิบัตรและทรัพยสินทางปญญา องคกรของลัทธิความเชื่อ (Faith-Based Groups) จะมุงพิจารณาในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสืบพันธุ (Reproductive Technologies) และงานวิจัยเซลลตนตอ (Stem Cell Research) โดยเฉพาะประเด็นปญหาในเรื่องของความ เหมาะสมทางดานจริยธรรม องคกรที่เกี่ยวของกับการดูแลและชวยเหลือผูปวย (Patient Support Groups) หลายแหงไดสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยดานพันธุกรรมเพื่อนํามาใชในการบําบัดรักษาโรคตางๆ และ สําหรับองคกรสาธารณประโยชนที่เกี่ยวของกับงานวิจัยทางดานพันธุกรรมซึ่งเปนองคกรที่เพิ่งเกิดขึ้นมาใหม - 152 -
  • 154. จะเริ่มเขามามีบทบาทมากขึ้นในเรื่องของการดูแลและติดตามการพัฒนาทางดานเทคโนโลยีพันธุกรรมใน มุมมองของผลประโยชนสาธารณะ (Public Interest) ความเปนธรรมในสังคม (Social Justice) การปกปอง สิ่งแวดลอม (Environmental Protection) และทัศนคติในสังคมโดยสวนรวม ประเทศในยุโรปและอเมริกาเหนือมีมุมมองตองานวิจัยดานพันธุกรรมวาเปนเทคโนโลยีอุบัติใหม (Emerging Technologies) ซึ่งจะสามารถชวยผลักดันใหเกิดการพัฒนาระบบเศรษฐกิจแหงปญญาและการ เรียนรู (Knowledge-Driven Economy) ไดในอนาคต โดยกลุมองคกรผูสนับสนุนงานวิจัยดานพันธุกรรมมี ความเห็นวาการพัฒนางานวิจัยดานพันธุกรรมจะสงผลใหสามารถทราบกลไกและวินิจฉัยโรคตางๆไดดี ยิ่งขึ้นรวมทั้งสามารถคิดคนยารักษาโรคตางๆไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่กลุมองคกรผูคัดคาน เปนตนวากลุมคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสิ่งแวดลอม (Environmental Technology Council (ETC) Group) กลุมกรีนพีซ (Greenpeace) และกลุมจับตาบรรษัทขามชาติ (Corporate Watch) ตางมีความเห็นวา การงานวิจัยดานพันธุกรรมไดมีการพัฒนากาวไปไกล แตผลประโยชนที่สังคมไดรับจริงจากการพัฒนายังมี เพียงเล็กนอยเนื่องจากงานวิจัยเหลานี้สวนใหญแลวจะถูกควบคุมโดยกลุมบริษัทที่เนนการแสวงหากําไร ดังนั้นกลุมองคกรผูคัดคานจึงยังตองการคําตอบถึงผลประโยชนที่แทจริงจากเทคโนโลยีพันธุกรรมและ ตองการกลไกที่เหมาะสมในการควบคุมการนําเทคโนโลยีเหลานี้มาประยุกตใช อยางไรก็ตามกลไกการ ควบคุมและตรวจสอบเทคโนโลยีพันธุกรรมของกลุมองคกรสาธารณประโยชนในปจจุบันยังคงลาหลังกวา การพัฒนาของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ซึ่งเพื่อที่จะกาวทันตอการควบคุมและตรวจสอบเทคโนโลยีเหลานี้ใน อนาคต กลุมองคกรสาธารณประโยชนไดเริ่มเรียกรองใหประชาชนเรียนรู แสดงความคิดเห็น และมีสวนรวม เพิ่มมากขึ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอุบัติใหมตางๆเพื่อใหการพัฒนาเทคโนโลยีเปนไปในแนวทางที่ ใหผลประโยชนแกสวนรวมโดยแทจริง (Lepsoe, 2005) โดยในสวนของรายชื่อและรายละเอียดที่ติดตอขององคกรที่สนับสนุนและองคกรที่คัดคานงานวิจัย เซลลตนตอแสดงอยูในหนาที่ 83-85 - 153 -
  • 155. เชิงอรรถ 1 Roe v. Wade: ในป ค.ศ. 1973 ศาลสูงสุดของสหรัฐอเมริกาไดมีคําตัดสินวาการทําแทงสามารถทําไดถูก กฎหมายทั่วประเทศ คําตัดสินนี้เปนผลมาจากคดีของนางสาวเจน โร (Jane Roe) (เปนชื่อที่ใชในคดีเพื่อ ปดบังชื่อจริง) ผูซึ่งตองการทําแทงโดยบอกวาการตั้งครรภของเธอเปนผลมาจากการขมขืน ไดทําการ ฟองรองอัยการเขตของเท็กซัสที่มีชื่อวานายเฮนรี่ เวด (Henry Wade) เพื่อไมใหนายเฮนรี่ใชกฎหมาย เท็กซัสซึ่งไมอนุญาตใหทําแทงยกเวนในกรณีที่เพื่อชวยชีวิตของแมผูใหกําเนิดมาบังคับนางสาวเจนไมใหทํา แทง ศาลสูงสุดไดตัดสินวากฎหมายที่ตอตานลงโทษการทําแทงในรัฐตางๆ นั้นเปนการขัดตอรัฐธรรมนูญ ของสหรัฐฯ ในการลิดรอนสิทธิสวนบุคคล ผลของการตัดสินคดีนี้พลิกโฉมหนากฎหมายกับการทําแทงโดย ศาลสูงสุดไดพิพากษาวาการทําแทงสามารถทําไดโดยถูกกฎหมายตราบเทาที่ถาทารกไดคลอดออกมาจาก ครรภมารดาแลวยังไมสามารถดํารงชีวิตอยูรอดไดแมจะใชอุปกรณทางการแพทยชวยเพื่อรักษาชีวิตทารก นั้นไว (USCCB, n.d.) 2 กระทรวงสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการ (Department of Health, Education, and Welfare (DHEF)): ตอมาไดเปลี่ยนเปนกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย (Department of Health and Human Services (HHS)) 3 45 CFR 46.204(b): เปนกฎหมายที่อยูในประมวลกฎระเบียบของรัฐบาลกลาง (Code of Federal Regulation) บทที่ 45 เรื่องสวัสดิการมนุษย (Public Welfare) หัวขอที่ 46 เรื่องการพิทักษสิทธิมนุษยชน (Protection of Human Subjects) หัวขอยอยที่ 204 เรื่องการวิจัยที่เกี่ยวกับผูหญิงตั้งครรภและทารก (Research Involving Pregnant Women or Fetuses) (HHS: Title 45 Public Welfare, 2007) 4 Department of Health and Human Services 42 USC 289: เรื่อง Institutional Review Boards; Ethics Guidance Program (OEC, 2007) 5 H.R. 3010, Sec 509: เปนกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่ออกโดยสภาผูแทนราษฎร ฉบับที่ 3010 หัวขอที่ 509 ในหัวขอที่เกี่ยวกับการจัดทํางบประมาณของกระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย กระทรวงการศึกษา และองคกรที่เกี่ยวของสําหรับปงบประมาณที่สิ้นสุดในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2549 (Making appropriations for the Departments of Labor, Health and Human Services, and Education, and Related Agencies for the fiscal year ending September 30, 2006, and for other purposes.) หัวขอยอยที่ 509 เรื่องขอกําหนดทั่วไป (General Provisions) (LOC, 2005) - 154 -
  • 156. 6 45 CFR 46.102(f): เปนกฎหมายที่อยูในประมวลกฎระเบียบของรัฐบาลกลาง (Code of Federal Regulation) บทที่ 45 เรื่องสวัสดิการมนุษย (Public Welfare) หัวขอที่ 46 เรื่องการพิทักษสิทธิมนุษยชน (Protection of Human Subjects) หัวขอยอยที่ 102 เรื่องบทนิยาม (Definitions) (HHS: Title 45 Public Welfare, 2007) ซึ่งไดอธิบายคํานิยามของมนุษย (Human Subject) ดังนี้ Human subject means a living individual about whom an investigator (whether professional or student) conducting research obtains 1) Data through intervention or interaction with the individual, or 2) Identifiable private information. 7 H.R. 872 กฎหมายการพัฒนางานวิจัยเซลลตนตอฉบับป พ.ศ. 2552 (Stem Cell Research Improvement Act of 2009): เปนกฎหมายที่ถูกปรับปรุงจากกฎหมายการบริการสาธารณสุข (Public Health Service Act) ซึ่งมีการกําหนดใหปลัดกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย (Department of Health and Human Services (DHHS)) ทําหนาที่ควบคุมและสนับสนุนงานวิจัยที่มีการใชเซลลตนตอจาก ตัวออนมนุษย ไมวาเซลลตนตอนั้นจะถูกสกัดแยกจากตัวออนมนุษยและไดรับมาเมื่อใดก็ตาม โดยมีเงื่อนไข ดังตอไปนี้ 1) เซลล ต น ตอนั้ น ต อ งได รั บ มาจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ที่ เ หลื อ จากตั ว อ อ นที่ ถู ก สร า งขึ้ น มาโดยมี จุดประสงคเพื่อการแกปญหาภาวะการมีบุตรยากเทานั้น; 2) ตั ว อ อ นที่ จ ะนํา มาใช ใ นการสกั ด แยกเซลล ต นตอต อ งเป นตั ว ออ นที่ ถูก พิจ ารณาแลว วา จะไม นํามาใชกับผูปวยและถูกแยกไวแลวเพื่อที่จะทําลายทิ้ง;  3) ตัวออนที่จะนํามาใชในการสกัดแยกเซลลตนตอตองเปนตัวออนที่ไดรับมาจากการบริจาค และ ตองมีเอกสารรับรองวาผูบริจาคใหการยินยอมโดยที่ไมมีสิ่งจูงใจหรืออามิสสินจางมาเกี่ยวของในการ ตัดสินใจของผูบริจาค กฎหมายฉบับนี้ยังกําหนดใหผูอํานวยการสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ทําการออกเอกสาร แนวทางในการทํางานวิจัยที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยและทําการปรับปรุงขอมูลเปนระยะ รวมทั้งกําหนดใหเลขาธิการของสถาบันฯ ทําการพิจารณาเอกสารแนวทางในการทํางานวิจัยเซลลตนตอจาก ตัวออนมนุษยของสถาบันและองคกรอื่นๆทั้งภายในและระหวางประเทศ (OpenCongress: H.R.872, n.d.) โดยภาระหนาที่ของผูอํานวยการสถาบันฯ ที่กําหนดในกฎหมายไดแก 1) พิจารณาขอบเขตของงานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่ควรนํามาบังคับใชในเอกสาร แนวทางฯ กอนวันที่จะประกาศใชเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้; 2) จัดทําสรุปรายงานที่เกี่ยวกับงานวิจัยเซลลตนตอใหกับสภาคองเกรสทุกหกเดือน - 155 -
  • 157. 8 S. 487 กฎหมายการวิจัยเซลลตนตอฉบับป พ.ศ. 2552 (Stem Cell Research Enhancement Act of 2009): เปนกฎหมายที่ถูกปรับปรุงจากกฎหมายการบริการสาธารณสุข (Public Health Service Act) ซึ่งมี การกําหนดใหปลัดกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย (Department of Health and Human Services (DHHS)) ทําหนาที่ควบคุมและสนับสนุนงานวิจัยที่มีการใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย ไมวาเซลลตนตอ นั้นจะถูกสกัดแยกจากตัวออนมนุษยและไดรับมาเมื่อใดก็ตาม โดยมีเงื่อนไขดังตอไปนี้ 1) เซลล ต น ตอนั้ น ต อ งได รั บ มาจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ที่ เ หลื อ จากตั ว อ อ นที่ ถู ก สร า งขึ้ น มาโดยมี จุดประสงคเพื่อการแกปญหาภาวะการมีบุตรยากเทานั้น; 2) ตั ว อ อ นที่จ ะนํ า มาใช ใ นการสกั ด แยกเซลล ต นตอต อ งเป นตั ว ออ นที่ ถู ก พิ จ ารณาแล ว ว า จะไม นํามาใชกับผูปวยและถูกแยกไวแลวเพื่อที่จะทําลายทิ้ง; 3) ตัวออนที่จะนํามาใชในการสกัดแยกเซลลตนตอตองเปนตัวออนที่ไดรับมาจากการบริจาค และ ตองมีเอกสารรับรองวาผูบริจาคใหการยินยอมโดยที่ไมมีสิ่งจูงใจหรืออามิสสินจางมาเกี่ยวของในการ ตัดสินใจของผูบริจาค กฎหมายฉบับนี้ยังกําหนดใหปลัดกระทรวงฯ คนหาและพัฒนาวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการสกัด แยก ผลิต และทดสอบเซลลตนตอที่ไมไดมาจากตัวออนมนุษยแตมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงไปเปน เซลล ไ ด ทุ ก ชนิ ด ในร า งกายและสามารถนํ า มาใช ศึ ก ษาเพื่ อ ค น หาวิ ธี ก ารในการรั ก ษาโรคต า งๆได (OpenCongress: S.487, n.d.) โดยภาระหนาที่ของปลัดกระทรวงฯ ที่กําหนดในกฎหมายไดแก 1) ใหคําแนะนําที่เกี่ยวกับหลักปฏิบัติที่จําเปนในการทํางานวิจัยเพิ่มเติม; 2) จัดลําดับความสําคัญของงานวิจัย โดยพิจารณาใหความสําคัญกับงานวิจัยที่มีศักยภาพและใหผล ประโยชนทางการแพทยในอนาคตอันใกลเปนอันดับตน; 3) พิจารณาวิธีการหรือเทคนิคตางๆที่กําหนดสภาชีวจริยธรรมแหงประธานาธิบดี (President’s Council on Bioethics) เปนแนวทางในการควบคุมงานวิจัย 9 เอกสารแนวทางสําหรับงานวิจัยเซลลตนตอจากมนุษยของสถาบันสุขภาพแหงชาติของสหรัฐฯ ฉบับสมบูรณ (National Institutes of Health Guidelines for Human Stem Cell Research): 1. ขอบเขตของแนวทางปฏิบัติ (Scope of Guidelines) ในเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้จะมีผลบังคับใชกับงบประมาณของสถาบันฯ ที่นํามาใชเพื่อสนับสนุน งานวิจัยที่มีการใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยและอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลล (Induced Pluripotent Stem Cells) ตามคําสั่งผูบริหารฉบับที่ 13505 ซึ่งเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยคือเซลลที่ไดรับมาจากตัว ออนมนุษยและมีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลชนิดจําเพาะของรางกายไดเกือบทุกชนิด สวน อินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลลคือเซลลที่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงไปเปนเซลลจําเพาะของเนื้อเยื่อ ชนิดอื่นๆไดหลายชนิดและถูกสรางมาจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลว เชน เซลลผิวหนัง การสรางอินดิวส - 156 -
  • 158. พลูริโพเทนทสเต็มเซลลจะทําไดโดยการกระตุนยีนที่อยูในเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวใหพัฒนายอนกลับไปทํา หนาที่เหมือนเซลลตนตอจากตัวออน กฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษยเรื่องการพิทักษสิทธิมนุษยชน (Protection of Human Subjects) ซึ่งอยูในประมวลกฎระเบียบของรัฐบาลกลางบทที่ 45 หัวขอที่ 46 (45 CFR 46) หัวขอ ยอยที่ A ไดมีการระบุใหสิทธิ์การคุมครองแกบุคคลซึ่งเปนเจาของเนื้อเยื่อมนุษยที่นํามาใชในการทดลอง ซึ่ง การคุมครองนี้รวมถึงบุคคลที่เปนเจาของเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัยเต็มที่แลวและอินดิวสพลูริโพเทนท สเต็มเซลลดวย โดยในกรณีที่งานวิจัยจะตองมีการทดลองที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอจากเซลลที่เจริญวัย เต็ ม ที่ แ ล ว หรื อ อิ น ดิ ว ส พ ลู ริ โ พเทนท ส เต็ ม เซลล ข องมนุ ษ ย คณะกรรมการตรวจสอบของสถาบั น วิ จั ย (Institutional Review Board (IRB)) อาจจะมีการขอหนังสือแสดงความยินยอมจากบุคคลซึ่งเปนเจาของ เซลลหรือเนื้อเยื่อที่นํามาใชในการทดลองดังรายละเอียดในประมวลกฎระเบียบของรัฐบาลกลางบทที่ 45 หัว ขอที่ 46 (45 CFR 46) หัวขอยอยที่ A (http://www.hhs.gov/ohrp/humansubjects/guidance/45cfr46.htm) กฎหมายของกระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษยเรื่องการพิทักษสิทธิมนุษยชน (Protection of Human Subjects) ซึ่งอยูในประมวลกฎระเบียบของรัฐบาลกลางบทที่ 45 หัวขอที่ 46 (45 CFR 46) หัวขอ ยอยที่ A อาจจะมีผลบังคับใชกับงานวิจัยบางอยางที่เกี่ยวของกับเซลลตนตอจากตัวออนของมนุษย แตทั้งนี้ กฎหมายการพิทักษสิทธิมนุษยชนจะมีผลบังคับใชกับงานวิจัยทุกชนิดที่มีจุดประสงคและเกี่ยวของกับการ ตรวจสอบขอมูลสวนบุคคลหรือการระบุตัวบุคคล (Identifiable Private Information) นอกจากนี้สํานักงาน เพื่อการคุมครองการวิจัยในมนุษย (Office for Human Research Protections (OHRP)) จะพิจารณา ชีววัตถุ (Biological Material) เชนเซลลที่ไดรับจากตัวออนมนุษยวาเปนสิ่งที่ใชระบุตัวบุคคลไดในกรณีที่ ชี ว วัต ถุ เหลา นี้ ส ามารถนํ าไปถอดรหั ส เพื่ อ แสดงตัว บุ ค คลทั้งทางตรงและทางอ อมได ดังนั้ นในบางครั้ ง คณะกรรมการตรวจสอบอาจจะเขามาทําการพิจารณาตรวจสอบหรือขอขอมูลเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากที่ได กําหนดไวในเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้ เอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้จะมีการแบงแยกเปนหลายสวน ซึ่งจะมีผลบังคับใชกับตัวออนที่ไดรับ บริจาคมาจากทั้งภายในประเทศและนอกประเทศสหรัฐฯ และที่มีการไดรับมาทั้งกอนและหลังวันที่ประกาศ ใหมีผลบังคับใชเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้ เพื่อใหแนใจวาจํานวนเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่มีสิทธิ์ใน การนํามาใชเพื่อขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัยจากทางสถาบันฯ มีมากเพียงพอ โดยในสวนขอ 2.1 และ 2.2 จะเปนการอธิบายเงื่อนไขและขั้นตอนในการตรวจสอบเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่มีสิทธิ์ในการนํามาใช เพื่อขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัย ในสวนของ 4 และ 5 จะอธิบายถึงงานวิจัยที่ไมมีสิทธิ์ในการขอรับเงินทุน สนับสนุนจากทางสถาบันฯ เอกสารแนวทางสํ า หรั บ งานวิ จั ย เซลล ต น ตอจากมนุ ษ ย ข องสถาบั น สุ ข ภาพแห ง ชาติ ข อง สหรัฐอเมริกาฉบับสมบูรณจะเปนไปตามหลักการดังนี้ - 157 -
  • 159. 1.1 งานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่เหมาะสมและถูกตองตามหลักการจะชวยให มนุษยมีความรูความเขาใจในเรื่องของสุขภาพและโรคตางๆไดดีขึ้น รวมทั้งยังมีศักยภาพในการนํามาใช พัฒนาเปนวิธีใหมในการปองกันและบําบัดรักษาโรค 1.2 มนุษยที่ทําการบริจาคตัวออนเพื่อใหใชในงานวิจัยควรจะตองมีอิสระในการตัดสินใจ โดยการตัดสินใจนั้นตองเปนไปตามความสมัครใจและมีการแสดงความยินยอม นอกจากนี้สถาบันฯ จะตองทําการทบทวนและปรับปรุงขอมูลในเอกสารแนวทางฯ เปนระยะตาม ความเหมาะสมดังที่ไดระบุไวในคําสั่งผูบริหาร ฉบับที่ 13505 2. เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ที่ มี สิ ท ธิ์ ใ นการนํ า มาใช ใ นงานวิ จั ย เพื่ อ ขอรั บ เงิ น ทุ น สนับสนุนจากทางสถาบันฯ (Eligibility of Human Embryonic Stem Cells for Research with NIH Funding) สําหรับนิยามของคําวา “เซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (Human Embryonic Stem Cells (hESCs))” ที่ใชในเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้หมายถึง เซลลที่ไดรับโดยการสกัดแยกมาจากมวลเซลลชั้นใน (Inner Cell Mass) ของตัวออนมนุษยที่มีการเจริญเติบโตอยูในขั้นบลาสโตซิสต (Blastocyst) และมี ความสามารถในการแบงตัวโดยที่ไมมีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะ (Differentiating) เปนระยะเวลานานเมื่อ เพาะไวในอาหารเลี้ยงเซลล ซึ่งตัวออนมนุษยที่นํามาใชในการสกัดแยกเซลลตนตอเหลานี้จะสามารถพัฒนา ไปเปนเซลลหรือเนื้อเยื่อของชั้นเนื้อเยื่อตัวออนที่มีลักษณะ 3 ชั้นได (Three Primary Germ Layers) และ ถึงแมวาเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยจะไดรับมาจากตัวออน แตวาเซลลตนตอเหลานี้จะไมไดมีการถูก พิจารณาวาเปนตัวออนมนุษย โดยขั้นตอนและวิธีการในการตรวจสอบประเมินเซลลตนตอที่มีสิทธิ์ในการ นํ า มาใช ใ นงานวิ จั ย เพื่ อ ขอรั บ เงิ น ทุ น สนั บ สนุ น จะขึ้ น กั บ การพิ จ ารณาของสถาบั น ฯ และมี ร ายละเอี ย ด ดังตอไปนี้ 2.1 ผูสมัครขอรับทุนจากทางสถาบันฯ ที่ไดยื่นขอเสนองานวิจัยที่ตองมีการใชเซลลตนตอ จากตัวออนมนุษยซึ่งไดรับบริจาคมาจากภายในประเทศสหรัฐฯ ตั้งแตวันที่ประกาศใหมีผลบังคับใชเอกสาร แนวทางฯ ฉบั บ นี้ เ ป น ต น มาจะสามารถใช เ ซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ที่ มี ร ายชื่ อ อยู ใ นทะเบี ย นของ สถาบันฯ (NIH Registry) หรือเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่ไดมีการยื่นขอมูลและเอกสารที่รับรองวา เปนไปตามขอกําหนดในสวนขอ 2.1 ของเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้ รวมทั้งไดมีการยื่นขอมูลสนับสนุนเพื่อให เจาหนาที่ของสถาบันฯ ทําการตรวจสอบประเมินแลว โดยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยจะตองไดรับมาจาก ตัวออนมนุษยโดยมีเงื่อนไขดังตอไปนี้: 2.1.1 ตองไดรับมาจากตัวออนที่เหลือหรือไมตองการจากตัวออนซึ่งถูกสรางขึ้นมาโดย มีจุดประสงคในการแกปญหาภาวะการมีบุตรยาก (Reproductive Purposes); - 158 -
  • 160. 2.1.2 ตองไดรับมาโดยการบริจาคจากบุคคลที่ไดเขารับบริการเพื่อแกไขปญหาการมี บุตรยาก (ซึ่งตอไปนี้จะเรียกวา “ผูบริจาค”) และไดมีหนังสือยินยอมจากบุคคลนั้นวามี ความสมัครใจที่จะบริจาคตัวออนใหนํามาใชในการทดลอง; และ 2.1.3 ตองมีขอมูลยืนยันและเอกสารดังตอไปนี้เปนตนวา หนังสือแสดงความยินยอม (Consent Form) และนโยบายที่เขียนไวเปนลายลักษณอักษร (Written Policies) ซึ่ง ไดแก: 2.1.3.1 ตองมีการอธิบายใหผูบริจาคไดรับทราบถึงทุกทางเลือกที่จะดําเนินการกับ ตัวออนที่เหลือจากตัวออนที่ถูกสรางเพื่อแกปญหาภาวะการมีบุตรยาก รวมทั้ง ทางเลือกที่จะนํามาใชในงานวิจัย 2.1.3.2 ตองไมมีการจายเงินหรืออามิสสินจางใดๆเพื่อตัวออนที่ไดรับมาจากการ บริจาค 2.1.3.3 นโยบายของสถานที่ที่ใหบริการทางดานสุขภาพซึ่งเปนสถานที่ที่มีการรับ บริจาคตัวออนจะตองมีคุณภาพของการใหบริการที่เทาเทียมกันตอผูบริจาคทุก ราย ไมวาผูบริจาคจะยินยอมใหนําตัวออนมาใชในการทดลองหรือไมก็ตาม 2.1.3.4 ตองมีการแบงแยกวัตถุประสงคและเจตจํานงของผูบริจาคตัวออนอยาง ชั ด เจน ระหว า งความต อ งการของผู บ ริ จ าคที่ จ ะอุ ทิ ศ ตั ว อ อ นเพื่ อ ให ใ ช ใ น กระบวนการรักษาปญหาการมีบุตรยากเทานั้น กับความตองการของผูบริจาคที่ ยินยอมใหใชตัวออนที่เหลือจากการรักษาเพื่องานวิจัย โดยเฉพาะอยางยิ่ง: 2.1.3.4.1 การตัดสินใจที่เกี่ยวกับการสรางตัวออนมนุษยเพื่อแกปญหาการมี บุตรยากนั้นจะตองปราศจากอิทธิพลในการชักจูงใหเห็นถึงการใชประโยชน จากตัวออนของนักวิจัย นอกจากนี้แพทยผูทําการรักษาเพื่อการแกปญหา การมีบุตรยากกับนักวิจัยที่ตองการใชเซลลตนตอจากตัวออนจะตองไมเปน บุคคลคนเดียวกันยกเวนแตวาจะไมสามารถปฏิบัติได 2.1.3.4.2 ในเวลาที่มีการบริจาคตัวออนจะตองไดรับความยินยอมจากบุคคล ที่ไดเขารับบริการเพื่อแกไขปญหาการมีบุตรยาก โดยถึงแมวาผูบริจาคจะได มีก ารแจง ล ว งหน าถึ งความจํ า นงที่จ ะบริ จ าคตั ว อ อ นที่เ หลือ เพื่ อใหใ ชใ น งานวิจัยแลว อยางไรก็ตามเมื่อถึงเวลาที่จะตองมีการบริจาคจะตองมีการ แสดงความยินยอมจากผูบริจาคอีกครั้ง 2.1.3.4.3 ผูบริจาคจะตองไดรับการแจงใหทราบวาผูบริจาคจะยังคงมีสิทธิ์ใน การยกเลิกความจํานงในการบริจาคตัวออนจนกวาตัวออนนั้นจะถูกนํามาใช ในการสกัดแยกเซลลตนตอ หรือจนกวาขอมูลที่สามารถเชื่อมโยงระหวางตัว - 159 -
  • 161. ออนกับผูบริจาคจะไมไดถูกเก็บบันทึกไวอีกตอไปยกเวนแตวาจะไมสามารถ ปฏิบัติได 2.1.3.5 ในขั้นตอนของการขอความยินยอม ผูบริจาคจะตองไดรับทราบขอมูล ดังตอไปนี้: 2.1.3.5.1 ขอมูลที่แจงวาตัวออนจะถูกนํามาใชในการสกัดแยกเซลลตนตอ; 2.1.3.5.2 ขอมูลที่อธิบายถึงกระบวนการและสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวออนเมื่อ ถูกนําไปใชในการสกัดแยกเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยเพื่องานวิจัย; 2.1.3.5.3 ขอมูลที่แจงวาเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่สกัดแยกมาจากตัว ออนอาจจะถูกเก็บไวเปนระยะเวลาหลายป; 2.1.3.5.4 ขอมูลที่แสดงวาการบริจาคไดเกิดขึ้นโดยไมมีขอบังคับหรือการ ชักนําจากบุคคลใดๆที่อาจมีสวนเกี่ยวของกับการไดรับผลประโยชนทาง การแพทย (Medical Benefit) จากงานวิจัยเซลลตนตอ เปนตนวาบุคคลซึ่ง อาจจะเปนผูปวยที่ตองการไดรับการปลูกถายเซลล; 2.1.3.5.5 ขอมูลที่แสดงวางานวิจัยไมไดมีจุดประสงคที่เกี่ยวของโดยตรงกับ การใหผลประโยชนทางการแพทยกับผูบริจาค; 2.1.3.5.6 ขอมูลที่แสดงวาผลจากงานวิจัยที่ใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย อาจจะเกี่ยวของกับผลประโยชนในเชิงพาณิชย (Commercial Potential) และขอมูลที่แจงวาผูบริจาคจะไมไดรับสิทธิประโยชนใดๆจากการพัฒนาเชิง พาณิชยนี้; 2.1.3.5.7 ขอมูลที่แจงวานักวิจัยอาจจะไดรับหรือรับทราบขอมูลที่สามารถ ระบุตัวบุคคลของผูบริจาคได 2.2 ผูสมัครขอรับทุนจากทางสถาบันฯ ที่ไดยื่นขอเสนองานวิจัยที่ตองมีการใชเซลลตนตอ จากตัวออนมนุษยซึ่งไดรับบริจาคมาจากภายในประเทศสหรัฐฯ กอนวันที่ประกาศใหมีผลบังคับใชเอกสาร แนวทางฯ ฉบับนี้จะสามารถใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่มีรายชื่ออยูในทะเบียนของสถาบันฯ (NIH Registry) หรือผูสมัครจะสามารถขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ ไดโดยการปฏิบัติตามวิธีใดวิธีหนึ่ง ภายในสองวิธีดังตอไปนี้ 2.2.1 โดยการปฏิบัติตามขอกําหนดในสวนขอ 2.1 ของเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้; หรือ 2.2.2 โดยการยื่ น เอกสารสนั บ สนุ น ให กั บ คณะทํ า งานของกลุ ม คณะที่ ป รึ ก ษาของ ผูอํานวยการสถาบันฯ (Advisory Committee to the Director (ACD)) ซึ่งจะเปนผู ประเมินและใหขอเสนอแนะแกกลุมคณะที่ปรึกษาฯ ในเรื่องของการไดรับสิทธิ์ในการ ขอรับเงินทุนสนับสนุนงานวิจัย และกลุมคณะที่ปรึกษาฯ จะเปนผูใหขอเสนอแนะแก - 160 -
  • 162. ผูอํานวยการสถาบันฯ ซึ่งเปนผูมีอํานาจตัดสินใจคนสุดทายในเรื่องของการไดรับสิทธิ์ ในการขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ เอกสารสนับสนุนที่ยื่นใหกับคณะทํางานจะตองมีขอมูลที่แสดงวาเซลลตนตอจาก ตัวออนมนุษยที่ไดรับจากตัวออนมนุษยเปนไปตามเงื่อนไขดังตอไปนี้: 2.2.2.1 ตองไดรับมาจากตัวออนที่เหลือหรือไมตองการจากตัวออนซึ่งถูกสราง ขึ้ น มาโดยมี จุ ด ประสงค ใ นการแก ป ญ หาภาวะการมี บุ ต รยาก (Reproductive Purposes); และ 2.2.2.2 ตองไดรับมาจากผูบริจาคและไดมีหนังสือยินยอมจากผูบริจาความีความ สมัครใจที่จะใหนําตัวออนมาใชในการทดลอง คณะทํางานจะทําการประเมินตรวจสอบเอกสารตางๆเปนตนวาหนังสือแสดงความ ยินยอมและนโยบายที่เขียนไวเปนลายลักษณอักษร ตามขอกําหนดในสวนขอ 2.1 ของ เอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้ รวมทั้งขอกําหนดในประมวลกฎระเบียบของรัฐบาลกลาง บทที่ 45 หัวขอที่ 46 (45 CFR 46) หัวขอยอยที่ A นอกจากนี้ยังมีจุดสําคัญที่ คณะทํ า งานจะพิ จ ารณาเพิ่ ม เติ ม คื อ ในช ว งของการขอความยิ น ยอมจากผู บ ริ จ าค คณะทํางานจะตรวจสอบวาผูบริจาคมีการรับทราบทั้งที่เปนวาจาและลายลักษณอักษร ในเรื่องดังตอไปนี้หรือไม: 2.2.2. (ก) ผูบริจาคมีการรับทราบถึงทุกทางเลือกในการดําเนินการกับตัวออนที่ เหลือหรือไม; 2.2.2. (ข) ผู บ ริ จ าคมี ก ารได รั บ ข อ เสนอหรื อ สิ่ ง จู ง ใจอื่ น ๆมาเกี่ ย วข อ งกั บ การ ตัดสินใจเพื่อบริจาคตัวออนหรือไม; 2.2.2. (ค) ผูบริจาคมีการรับทราบถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวออนภายหลังที่ไดบริจาค เพื่อใหใชในงานวิจัยแลวหรือไม 2.3 ผูสมัครขอรับทุนจากทางสถาบันฯ ที่ไดยื่นขอเสนองานวิจัยที่ตองมีการใชเซลลตนตอ จากตัวออนมนุษยซึ่งไดรับบริจาคมาจากภายนอกประเทศสหรัฐฯ กอนวันที่ประกาศใหมีผลบังคับใชเอกสาร แนวทางฯ ฉบับนี้จะสามารถขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ ไดโดยการปฏิบัติตามขอกําหนดใน สวนขอ 2.1 หรือ 2.2 ของเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้ สวนผูสมัครขอรับทุนจากทางสถาบันฯ ที่ไดยื่นขอเสนอ งานวิจัยที่ตองมีการใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยซึ่งไดรับบริจาคมาจากภายนอกประเทศสหรัฐฯ ตั้งแต วันที่ประกาศใหมีผลบังคับใชเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้เปนตนมาจะสามารถขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทาง สถาบันฯ ไดโดยการยื่นขอมูลและเอกสารที่ยืนยันวาเซลลตนตอที่นํามาใชเปนไปตามขอกําหนดในสวนขอ 2.1 ของเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้ทุกประการ หรือยื่นขอมูลและเอกสารที่ยืนยันวากระบวนการหรือขั้นตอน ในการรับบริจาคตัวออนที่ใชในตางประเทศมีมาตรฐานอยางนอยที่เทาเทียมกันกับที่กําหนดในสวนขอ 2.1 - 161 -
  • 163. ของเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้ โดยคณะทํางานของกลุมคณะที่ปรึกษาของผูอํานวยการสถาบันฯ จะเปนผูทํา การตรวจสอบขอมูลและเอกสารวามีความเทาเทียมกันจริงหรือไม สวนผูอํานวยการสถาบันฯ จะเปนผูมี อํานาจตัดสินใจคนสุดทายในเรื่องของการไดรับสิทธิ์ในการขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ 2.4 สถาบั น ฯ จะทํ า การจั ด ตั้ ง ทะเบี ย นรายชื่ อ เซลล ต น ตอจากตั ว อ อ นมนุ ษ ย ชุ ด ใหม ที่ สามารถนํามาใชในงานวิจัยและมีสิทธิ์ในการขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ ได โดยเซลลตนตอ จากตัวออนมนุษยที่ผานการตรวจสอบวาถูกตองตามขอกําหนดของเอกสารแนวทางฉบับนี้ฯ จะมีชื่ออยูใน ทะเบียนรายชื่อชุดใหมนี้ 3. การใชเงินทุนสนับสนุนของสถาบันฯ (Use of NIH Funds) กอนที่จะใชเงินสนับสนุนของสถาบันฯ ผูที่ไดรับทุนจะตองมีขอมูลและเอกสารยืนยันโดยมี การรับรองในใบสมัครขอรับทุนและรายงานความกาวหนาวาเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่จะนํามาใชใน การทดลองมีรายชื่ออยูในทะเบียนของสถาบันฯ 4. งานวิจัยเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยหรืออินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลลของมนุษยที่ ถึงแมวาจะไดรับเซลลตนตอมาจากแหลงที่ถูกตองตามขอกําหนดในการขอรับทุน แตไมมีสิทธิ์ใน การขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ (Research Using Human Embryonic Stem Cells and/or Human Induced Pluripotent Stem Cells that, Although the Cells May Come from Eligible Sources, Is Nevertheless Ineligible for NIH Funding) ขอมูลในสวนนี้จะเปนการระบุรายละเอียดเพื่อควบคุมงานวิจัยที่มีการใชเซลลตนตอจากตัวออน มนุษยและอินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลลของมนุษย ตัวอยางเชน เซลลมนุษยที่มีความสามารถในการ แบงตัวโดยที่ไมมีการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะ (Differentiating) เปนระยะเวลานานเมื่อเพาะเลี้ยงไวใน อาหารเลี้ยงเซลล และเซลลเหลานี้สามารถพัฒนาไปเปนเซลลหรือเนื้อเยื่อของชั้นเนื้อเยื่อตัวออนที่มีลักษณะ 3 ชั้นได (Three Primary Germ Layers) ในบางกรณีที่ถึงแมวาจะไดรับเซลลเหลานี้มาจากแหลงที่ถูกตอง ตามขอกําหนดในการขอรับทุน แตไมมีสิทธิ์ในการขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ ซึ่งกรณีเหลานี้ ไดแก 4.1 งานวิจัยที่มีการใสเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (ถึงแมวาจะไดจากตัวออนที่ไดรับมา จากการบริจาคอยางถูกตองตามเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้) หรืออินดิวสพลูริโพเทนทสเต็มเซลลของมนุษย เขาไปในบลาสโตซิสตของสัตวประเภทไพรเมทที่ไมใชมนุษย (Non-Human Primate Blastocysts) 4.2 งานวิจัยที่เกี่ยวกับสัตว ซึ่งถามีการใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษย (ถึงแมวาจะไดจาก ตัวออนที่ไดรับมาจากการบริจาคอยางถูกตองตามเอกสารแนวทางฯ ฉบับนี้) หรืออินดิวสพลูริโพเทนทสเต็ม เซลลของมนุษยกับสัตวประเภทนั้นแลว เซลลตนตอจะไปมีผลกับเซลลสืบพันธุ (Germ Line) ของสัตว ประเภทนั้น - 162 -
  • 164. 5. งานวิจัยอื่นๆที่ไมมีสิทธิ์ในการขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ (Other Research Not Eligible for NIH Funding) 5.1 งานวิจัยเซลลตนตอในสวนที่เกี่ยวกับการสกัดแยกเซลลตนตอออกจากตัวออนมนุษย (Derivation of Stem Cells from Human Embryos) ซึ่งตองมีการทําลายตัวออนนั้นยังคงไมสามารถขอรับ เงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ ได เนื่องจากตามมติดิกกี้-วิกเกอร (Dickey-Wicker Amendment) กําหนดวางบประมาณประจําป (Annual Appropriations) ของสถาบันฯ หามนําไปใชเปนเงินทุนสนับสนุน เพื่อสรางตัวออนมนุษย การทําลายตัวออน หรือการดําเนินการมีความเสี่ยงที่ตัวออนนั้นจะไดรับบาดเจ็บ หรือตาย 5.2 งานวิจัยที่มีการใชเซลลตนตอจากตัวออนมนุษยที่ไดรับมาจากแหลงอื่นๆเปนตนวา จ า ก ก า ร ย า ย ฝ า ก นิ ว เ ค ลี ย ส (Somatic Cell Nuclear Transfer) ก า ร สื บ พั น ธุ แ บ บ ไ ม อาศั ย เ พ ศ (Parthenogenesis) และการปฏิสนธิเทียมในหลอดแกวโดยมีจุดประสงคเพื่องานวิจัย จะไมสามารถนํามาใช ในงานวิจัยเพื่อขอรับเงินทุนสนับสนุนจากทางสถาบันฯ ได (สําหรับเอกสารภาคภาษาอังกฤษสามารถดูไดในสวนของเอกสารแนบ) 10 กฎหมายความปลอดภัยสาธารณสุข หัวขอที่ 351 (Public Health Safety Act, Section 351): ผลิ ต ภั ณฑ จ ากเซลลต นตอซึ่ ง ประกอบด ว ยเซลล หรื อ เนื้ อเยื่ อที่ มีก ารผา นกระบวนการ หรื อถู ก นํามาใชนอกเหนือไปจากหนาที่ตามปกติ หรือมีการผสมผสานกับผลิตภัณฑอื่นๆซึ่งไมใชเนื้อเยื่อ หรือถูก นํามาใชในกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolic Purposes) จะถูกกําหนดวาเปนผลิตภัณฑทางชีวภาพ (Biologic Product) ในปจจุบันผลิตภัณฑจากเซลลตนตอสวนใหญที่นํามาใชในการบําบัดรักษาโรคจะถูกพิจารณาวาเปน ผลิตภัณฑทางชีวภาพเกือบทั้งหมด โดยผูผลิตผลิตภัณฑทางชีวภาพจะตองแสดงวาผลิตภัณฑมีความ ปลอดภัย ไมมีการปนเปอน และมีศักยภาพเพียงพอในการนํามาใชรักษาโรค ในขั้นตอนของการตรวจสอบการนําผลิตภัณฑจากเซลลตนตอซึ่งเปนทางชีวภาพมาใชกับมนุษยนั้น องคการอาหารและยาของสหรัฐฯ กําหนดใหผูผลิตตองมีการขึ้นทะเบียนยาใหม (Investigational New Drug Application) กับองคกรฯ รวมทั้งตองมีการแสดงเอกสารรายงานขอมูลจากการศึกษาระยะกอนทดลองในคน (Preclinical Studies) ว