ความหมายของบุคลิกภาพ

69,580 views

Published on

Published in: Education
1 Comment
2 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
69,580
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
20
Actions
Shares
0
Downloads
259
Comments
1
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ความหมายของบุคลิกภาพ

  1. 1. ความหมายของบุค ลิก ภาพความหมายและความสำา คัญ ของบุค ลิก ภาพ คำาว่า “บุคลิกภาพ” (Personality) มาจากภาษาลาตินว่า “Persona” ซึ่งแปลว่า หน้ากากที่ตัวละครสมัยกรีก และโรมันสวมใส่เพื่อแสดงบุคลิกลักษณะที่แตกต่างกัน ให้ผู้เห็นได้ในระยะไกล ๆนักจิตวิทยาได้ให้ความหมายของคำาว่า “บุคลิกภาพ”ไว้ต่าง ๆ ดังนี้ "บุคลิกภาพ" หมายถึง สภาวะทุกอย่างที่ประกอบกันขึ้นเป็นตัวบุคคล โดยหมายรวมถึงคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะทางจิตใจซึ่งมีอิทธิพลต่อการกระทำาของบุคคลในสถานการณ์ต่าง ๆ "บุคลิกภาพ" หมายถึง คุณลักษณะทางกาย ทางจิตใจและความรู้สึกนึกคิดที่สะท้อนออกมาให้ผู้อื่นเห็นและเกิดความประทับใจมากน้อยเพียงใด "บุคลิกภาพ" หมายถึง ลักษณะท่าทางซึ่งสามารถแสดงออกมาได้ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และความรู้สึกนึกคิด ที่สะท้อนออกมาให้ผู้อื่นเห็นและเกิดความประทับใจ ฉะนั้น การที่บุคคลจะได้รับการยอมรับนับถือ การสนับสนุน ความไว้วางใจและความประทับใจจากผู้อื่นนั้น ก็ควรที่จะแสดงบุคลิกภาพที่ดีและเหมาะสมให้ผู้อื่นเห็น เพราะบุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง บุคลิกภาพ เป็นหน่วยรวมของระบบทางกายและจิตภายในตัวบุคคล ซึ่งกำาหนดลักษณะการปรับตัวเป็นแบบเฉพาะของบุคคลนั้นต่อสิ่งแวดล้อมของเขา บุคลิกภาพของแต่ละบุคคลจะเห็นได้ชัดเจนจากลักษณะนิสัยในการคิดและการแสดงออกรวมทั้งทัศนคติและความสนใจต่าง ๆ กิริยาท่าทาง ตลอดจนปรัชญาชีวิตที่บุคคลนั้นยึดถือ องค์ประกอบของบุคลิกภาพ ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบใหญ่ๆ คือ คุณสมบัติภายนอก และคุณสมบัติภายใน ดังภาพที่ 1
  2. 2. มอ ไ ด ง เ ห ็น ภ า ้จ า ก คน (V ย น อ ท ี่ท i si bl ก ่า น e) เห ซ ่อ ็น ภา นอย บ ุค (H ย ใ น ู่ ล ิก id de าพ ภ n) ภา ยน ก อ บ ุค ภ า ล ิก ภ า ว ิธ ย ใ น พ ีค - - อ ิด ุป - แ น ิส ัย จ ูง ร ใจ ง คว าม ม ุ่ง - ท ัศ - ม ั่น นค ติ ฯ ลฯ ภาพที่ 1 องค์ประกอบของบุคลิกภาพ บุคลิกภาพ ของแต่ละคนจะเป็นสิ่งประจำาตัวของคนคนนั้น ที่ทำาให้แตกต่างจาก คนอื่น และมีหลายสิ่งหลายอย่าง ที่จะประกอบกัน ทำาให้คนแต่ละคนมี บุคลิกภาพ เป็นของตัวเอง ซึ่งเป็นผลมาจาก การทำางานประสานกันของ สมอง ที่ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม และประสบการณ์ ที่ได้รับจาก สิ่งแวดล้อม บุคลิกภาพ มีความสำาคัญต่อชีวิตเราอย่างยิ่ง ทำาให้เรารู้สึกถึงความสำาคัญของตัวเอง เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่รู้ว่าขณะนี้ตัวเราเป็นคนอย่างไร และเราจะไม่มีทางเข้าใจว่าขณะนี้เราเป็นคนอย่างไร ถ้าไม่รู้ว่าเรา
  3. 3. ควรจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น สิ่งสำาคัญที่สุด เราจะต้องค้นพบตัวเอง และเป็นตัวของตัวเอง คำาว่า “บุคลิกภาพ” (personality) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างบุคคล ได้มีผู้ให้ความหมายไว้ต่างๆ กันดังต่อไปนี้ เออร์เ นส อาร์.ฮิล การ์ด (Hilgard 1962:447)กล่าวว่า บุคลิกภาพ เป็นลักษณะส่วนรวมของบุคคล และการแสดงออกของพฤติกรรม ซึ่งชี้ให้เห็นความเป็น ปัจเจกบุคคล ในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงลักษณะที่ส่งผลสู่การติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้แก่ ความรู้สึกนับถือตนเอง ความสามารถ แรงจูงใจ ปฏิกิริยาในการเกิดอารมณ์ และลักษณะนิสัยที่สะสมจากประสบการณ์ชีวิต ฟิล ลิป จี.ซิม บาร์โ ด และฟลอยด์ แอล .รูช(Zimbardo and Ruch 1980:292) อธิบายว่า บุคลิกภาพเป็นผลรวมของลักษณะ เชิงจิตวิทยาของบุคคลแต่ละคน มีผลต่อการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมหลากหลายของบุคคลนั้น ทั้งส่วนที่เป็นลักษณะภายนอก ที่สังเกตได้ง่ายและพฤติกรรมภายในที่สังเกตได้ยาก ลักษณะที่หลากหลายดังกล่าว ส่งผลให้บุคคลแสดงออก ต่างกันใน แต่ละสถานการณ์และช่วงเวลา ริช าร์ด ซี.บุท ซิน และคณะ (Bootzin andothers 1991:502) ให้ความหมายว่า บุคลิกภาพ เป็นลักษณะนิสัยและรูปแบบของความคิด ความรู้สึก และการประพฤติปฏิบัติของบุคคลแต่ละคน อัล ชลี แจ่ม เจริญ (2530:163) ให้ความหมายว่าบุคลิกภาพ หมายถึงลักษณะส่วนรวมของบุคคลทั้งหมด ที่แสดงออกมาปรากฎ ให้คนอื่นได้รู้ได้เห็น ซึ่งแตกต่างกันเพราะภาวะสิ่งแวดล้อมที่สร้างตัวบุคคลนั้นแตกต่างกันประการหนึ่ง และพันธุกรรม ที่แต่ละบุคคล ได้มาก็แตกต่างกัน ไปอีกประการหนึ่ง
  4. 4. จากคำาจำากัดความและความหมายของ “บุคลิกภาพ” ที่กล่าวมา สรุปได้ว่า บุคลิกภาพ คือตัวบุคคลโดยส่วนรวม ทั้งลักษณะทางกาย ซึ่งสังเกตได้ง่าย อันได้แก่รูปร่างหน้าตากิริยาท่าทาง นำ้าเสียง คำาพูด ความสามารถทางสมอง ทักษะการทำากิจกรรมต่างๆ และลักษณะทางจิต ซึ่งสังเกตได้ค่อนข้างยากได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ ค่านิยม ความสนใจ ความมุ่งหวังอุดมคติ เป้าหมาย และความสามารถในการปรับตัว ให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม ลักษณะดังกล่าวมีที่มาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมของแต่ละคน ส่งผลสู่ความสามารถในการปรับตัว ต่อสิ่งแวดล้อม และความแตกต่างระหว่างบุคคล จากความหมายของ บุคลิกภาพ ดังกล่าว เมื่อนำามาวิเคราะห์ให้สัมพันธ์กับงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการดำาเนินงาน ทั้งด้านการบริหาร การผลิต การจำาหน่าย และการให้บริการ โดยพิจารณา บุคลิกภาพ ที่ส่งผลต่อการดำาเนินงานจะพบว่าทุกลักษณะของ บุคลิกภาพ มีอิทธิพลต่อผลการดำาเนินงาน โดยมีอิทธิพลมากบ้างน้อยบ้าง จึงอาจให้ความหมายของบุคลิกภาพ เชิงอุตสาหกรรมได้ว่า เป็นลักษณะส่วนรวมของบุคคลทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งเอื้ออำานวยให้เกิดผลดีต่อการดำาเนินงานอุตสาหกรรม ทั้งในแง่ของการบริหาร การผลิต การจำาหน่าย และการให้บริการในงานอุตสาหกรรม ทฤษฎีหนึ่งที่เกี่ยวกับ บุคลิกภาพ อาศัย ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และ ความสามารถในการรู้ตัวเอง (SelfAwareness) ถือเป็น ความฉลาด อย่างหนึ่ง เพราะการที่เราจะรู้ตัวเอง หรือ รู้พฤติกรรมของเราเอง ได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่า เรามองตัวเราอย่างไร เมื่อเทียบกับ สิ่งแวดล้อมในโลกนี้ และเราจะควบคุมพฤติกรรม ของเราได้อย่างไร ซึ่งความสามารถ ที่จะจัดการและ ควบคุมชีวิต เรานี้ เป็นความสามารถที่เรียกว่าประสิทธิภาพส่วนบุคคล (Self Efficacy) คนที่มีประสิทธิภาพ ส่วนบุคคลสูง จะมีความมั่นใจในการมีพฤติกรรมโต้ตอบที่ถูกต้อง แต่คนที่มีประสิทธิภาพในตัวเองตำ่า จะมีความกระวนกระวาย มีความกังวลเมื่อจะต้องมีการโต้ตอบต่อ สิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของคนคนนั้นความรู้ตัวและประสิทธิภาพส่วนตัวน ีีี้เองจะรวมกันเป็นบุคลิกภาพ ขึ้น
  5. 5. ซิก มัน ด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงมาก ได้อธิบายถึงความหมายของคำาว่า "อีโก้ (Ego)"ซึ่งเป็นส่วนสำาคัญของ บุคลิกภาพ ที่ทำาหน้าที่ตัดสินใจ แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับอำานาจภายในร่างกาย หรือความต้องการ ความปรารถนาของคนคนนั้น ซึ่งอาจจะเป็นความเห็นแก่ตัว (id) กับความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ความจริงจากสิ่งแวดล้อมภายนอกจริยธรรม ความเป็นเหตุเป็นผล (superego) และเมื่อมีการชั่งนำ้าหนักระหว่างปัจจัย 2 ปัจจัยนี้แล้วก็จะเกิดการตัดสินใจขึ้น คำาถามคือ บุคลิกภาพ เกิดจากอะไร มาจากไหน นักทำานาย บุคลิกภาพ ฟรานซ์ โจเซฟ กอลล์ (Franze JosephGall) ได้ให้ทฤษฎีว่า รอยหยักบนพื้นผิวสมองนั่นเองเป็นตัวกำาหนด บุคลิกภาพ เพราะส่วนนี้ทำาให้เราตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมมีผลต่อวิธีคิด ความรู้สึกและการกระทำาของเรา ความสำา คัญ ของการมีบ ุค ลิก ภาพทีด ี ่ ผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดีนั้นเริ่มมาจากผู้ที่มีสุขภาพจิตที่ดีโดยจะเป็นผู้ที่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆตามที่เป็นจริงอย่างถูกต้องไม่ต่อต้านหรือยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างโดยไร้หลักการ และไม่ว่าจะอยู่ในสภาวการณ์ใดๆก็ตาม ก็ยังสามารถปฏิบัติได้คงเส้นคงวานั้นก็คือการเป็นบุคคลที่สามารถปรับตัวได้ดี การเป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดีนั้นมีลักษณะสำาคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการดำาเนินชีวิตในแง่มุมต่างๆ ดังนี้ 1. มีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจในสภาพความเป็นจริงได้อย่างถูกต้อง 2. การแสดงอารมณ์จะอยู่ในลักษณะและขอบเขตที่เหมาะสม
  6. 6. 3. มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสังคมได้ดี 4. มีความสามารถในการทำางานที่อำานวยประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมได้ 5. มีความรักและความผูกพันต่อผู้อื่น 6. มีความสามารถในการพัฒนาตนเอง และการพัฒนาทางการแสดงออกของตนต่อผูอื่นได้ดีขึ้น ้ การที่คนเรามีบ ุค ลิก ภาพที่ด ี ย่อมหมายถึง บุคลิกภาพที่น่าประทับใจเริ่มตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวกัน เมื่อเจอหน้ากัน ภายใน5 วินาทีแรกเราก็จะถูกประเมินแล้วว่าเป็นคนเช่นไรจากบุคลิกภาพภายนอก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ไม่ว่าจะสุขภาพร่างกาย หน้าตา ทรงผม เสื้อผ้า แต่งตัวเหมาะสมกับกาลเทศะ แลดูสะอาดเรียบร้อย เครื่องประดับ ลีลาท่าทางต่าง ๆ เช่น การยืน เดิน นั่ง การพูดจา นำ้าเสียงนุ่มนวลชวนฟัง ไม่พูดกระโชก หรือขวานผ่าซาก รู้จักพูด รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำาให้เหมาะสมกับคนฟังและกาลเทศะ กิริยาท่าทางคล่องแคล่วมีความมั่นใจ สรุป คือภาพรวมภายนอกทั้งหมดของคนเราที่ดูดี ดังคำาที่ว่า “กาย-ดูด ี วาจา-น่า ฟัง และใจ-เป็น บวก” สำา หรับ บุค ลิก ภาพที่ไ ม่ด ี หมายถึง ลักษณะภายนอกที่ดูไม่ดี ได้แก่ การแสดงพฤติกรรมที่ไม่สุภาพไม่เหมาะสมแก่กาลเทศะและสถานที่ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของสังคม การแต่งกายที่ไม่สุภาพเรียบร้อย ปล่อยชายเสื้อลอยอยู่นอกกางเกงแต่งกายไม่เหมาะสมกับกาลเทศะ การยืน เดิน นั่ง ไม่สุภาพ การพูดจา พูดกระโชก หรือขวานผ่าซาก ไม่รู้จักพูด รู้จักเลือกใช้ถ้อยคำาให้เหมาะสมกับคนฟังและกาลเทศะกระบวนการพัฒ นาบุค ลิก ภาพ (The Process of Personality Development) การพัฒนาบุคลิกภาพในทัศนะของ Maslow คือการได้รับความพึงพอใจจากความต้องการขั้นตำ่าไปสู่ความต้องการขั้นตำ่าไปสู่ความต้องการขั้นที่สูงขึ้นตามลำาดับ การผ่านพ้นความต้องการแต่ละขั้นนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมของบุคคลนั้น สิ่งแวดล้อมที่ทำาให้
  7. 7. เกิดความหวาดหวั่นและไม่สนองความต้องการต่างๆ ย่อมจะส่งเสริมความเจริญเติบโตของบุคลิกภาพและนำาไปสู่การเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ในทัศนะของ Maslow สิ่งแวดล้อมสำาคัญมากในความต้องการเบื้องต้น ตัวอย่างที่แสดงความสำาคัญของสิ่งแวดล้อม เช่น เป็นที่เข้าใจชัดเจนว่าความต้องการต่างๆ ต่อไปนี้ความปลอดภัย ความรักและความเป็นเจ้าของ เป็นความต้องการที่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากบุคคลอื่นที่จะทำาให้เกิดความพึงพอใจต่อมาในความต้องการระดับสูงขึ้นบุคคลจะอาศัยสิ่งแวดล้อมน้อยลงแต่จะใช้ประสบการณ์ภายในตนเพื่อชี้นำาพฤติกรรม ดังนั้นในความต้องการระดับสูง พฤติกรรมจึงถูกกำาหนดโดยธรรมชาติภายในของบุคคล เช่น ความสามารถ ศักยภาพ ความสามารถพิเศษ และแรงกระตุ้นทางการสร้างสรรค์ เมื่อถึงระยะนี้ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าบุคคลต้องการรางวัลหรือความเห็นชอบจากผู้อื่นลดน้อยลงเป็นการเปลี่ยนการเรียนรู้จากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ไปสู่การเรียนรู้โดยวิธีรับรู้ด้วยตนเอง (associativelearning to perceptual learning) การเรียนรู้โดยวิธีรับรู้ด้วยตนเองจะเป็นการเรียนรู้โดยความสมัครใจ มีความสามารถในการหยั่งเห็น (insight) มีความสามารถเข้าใจตนเอง และไปสู่พัฒนาการของบุคลิกภาพขั้นสุดท้าย คือมีความเข้าใจตนเอง และโลกอย่างแท้จริงซึ่งจะช่วยให้การดำาเนินชีวิต เป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำาเร็จ ทฤษฎีบ ุค ลิก ภาพของ Maslow
  8. 8. เป็นทฤษฎีที่ให้ความรู้และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับมนุษย์แตกต่างไปจากทฤษฎีที่ตั้งขึ้นในระยะแรกๆ ของการศึกษาในเรื่องนี้ เป็นทฤษฎีที่มองมนุษย์ในมิติใหม่ว่ามนุษย์นั้นมีความดี มีความงาม มีคุณค่า และมีความปรารถนาที่จะพัฒนาตนเองซึ่งนับว่าเป็นความคิดเห็นที่มีประโยชน์ในการศึกษาจิตวิทยาบุคลิกภาพทำาให้เข้าใจพฤติกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้นซึ่งจะเป็นข้อมูลสำาหรับการพัฒนาบุคลิกภาพให้ไปสู่จุดมุ่งหมายสุดท้ายคือบุคลิกภาพที่สมบูรณ์แบบหรือในทัศนะของ Maslow คือการพัฒนาบุคคลไปสู่การเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงนั่นเองประวัต ิโ ดยย่อ ของ Maslow Abraham Maslow เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน ค.ศ. 1908ที่เมือง Brooklyn ในประเทศสหรัฐอเมริการัฐ New York บิดามารดาเป็นชาวยิว (Jews) ซึ่งอพยพมาจากรัสเซีย Maslow เป็นพี่ชายคนโตมีพี่น้อง 7 คน พ่อแม่ของเขามีความปรารถนาที่จะให้เขาได้รับการศึกษาอย่างดีที่สุดซึ่ง Maslow ก็ยอมรับในความปรารถนานี้ อย่างไรก็ตามการศึกษาเพื่อไปสู่เป้าหมายที่พ่อแม่ตั้งไว้ในระยะวัยเด็กและวัยรุ่นตอนต้นก็สร้างความขมขื่นให้แก่เขามากเหมือนกัน ดังที่เขาได้เขียนเกี่ยวกับตัวเองได้ว่า“ ด้วยความเป็นเด็กจึงไม่เป็นที่น่าสงสัยว่าทำาไมฉันจึงไม่ป่วยเป็นโรคจิตฉันเป็นเด็กชายยิวตัวเล็กๆอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่ไม่ใช่ชาวยิว ซึ่งมันเหมือนกับสภาพของเด็กนิโกรคนแรกที่เข้าไปอยู่โรงเรียนที่มีแต่เด็กผิวขาว ฉันรู้สึกโดดเดี่ยวและไม่มีความสุข ฉันใช้เวลาอยู่แต่ในห้องสมุดและห้อมล้อมด้วยหนังสือต่างๆ โดยปราศจากเพื่อน”จากประสบการณ์ดังกล่าวทำาให้บางคนอาจคิดว่าความปรารถนาของ Maslow ที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นนั้นเริ่มต้นมาจากความปรารถนาที่จะให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้นนั่นเอง Maslow ได้ทุ่มเทเวลาอย่างมากให้กับการศึกษาจิตวิทยาเกี่ยวกับมนุษย์ แต่เขาก็ยังมีประสบการณ์งานด้านอื่นๆเช่น ใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนช่วยเหลือครอบครัวในการประกอบธุรกิจสร้างถังไม้ ซึ่งน้องชายของเขาก็ยังทำากิจการนี้อยู่ทุกวันนี้Maslow เริ่มต้นการศึกษาในระดับปริญญาในวิชากฎหมายตามคำาเสนอแนะของพ่อที่ City College of New York แต่เมื่อเรียนไปเพียง 2 สัปดาห์เขาก็ตัดสินใจว่าเขาไม่สามารถเป็นนักกฎหมายได้ เขาจึงเปลี่ยนมาศึกษาที่มหาวิทยาลัย Cornell และต่อมาก็มาเรียนที่มหาวิทยาลัย Wisconsin ในสาขาจิตวิทยา เขา
  9. 9. ได้รับปริญญาตรีเมื่อค.ศ. 1930 ปริญญาโท ในปีค.ศ. 1931และปริญญาเอกในปีค.ศ. 1934 ทางด้านชีวิตครอบครัว เขาได้แต่งงานกับ Bertha Goodman ซึ่ง Maslow ยกย่องภรรยาว่ามีความสำาคัญต่อชีวิตของเขามาก ดังที่เขากล่าวว่า“ ชีวิตยังไม่ได้เริ่มต้นสำาหรับฉันจนกระทั่งเมื่อฉันแต่งงานและได้ย้ายเข้ามาอยู่ในWisconsin” บุค ลิก ภาพทีด ี...เป็น ใบเบิก ทางสูค วามสำา เร็จ ่ ่ “บุคลิกภาพเป็นสิ่งที่สามารถสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้” เป็นคำายืนยันจาก นายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิชจากเมื่อครั้งแรกที่หนังสือ ‘ขุมทองในบุคลิกภาพ’ ถูกตีพิมพ์เมื่อปีพ.ศ.2511 จนถึ ง การพิ ม พ์ ใ นครั้ ง ที่ ส าม พ.ศ.2533 โดยสำา นั กพิมพ์ข้าวฟ่าง หรือแม้กระทั่งในปัจจุบันคำากล่าวนี้ยังคงใช้ได้ดีแม้กาลเวลาจะเปลี่ ย นแปลงสั ง คมก็ เ ปลี่ ย นไป ทั้ ง นี้ ห ลั ก คิ ด ในการสร้างเสริมบุคลิกภาพนั้นนายแพทย์บุตร ประดิษฐวณิช ประมวลไว้เป็น 3 หัวข้อใหญ่ คือ 1. ต้องทราบว่าบุคลิกภาพคืออะไร มีลักษณะอย่างไรในการทำางานร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งการจูงใจผู้อื่นตลอดจนการปลุกใจต น เ อ ง นั้ น จ ะ ต้ อ ง ส ร้ า ง บุ ค ลิ ก ภ า พ อ ะ ไ ร บ้ า ง 2. ต้ อ งทร าบ วิ ธี ส ะ ส ม บุ ค ลิ กภ า พที่ พึ ง ปร า ร ถ นา 3. ต้องทราบวิธีฝึกฝนให้เกิดบุคลิกภาพที่ยังขาดไป หรือมี กำา ลั ง อ่ อ น จ น ก ล า ย เ ป็ น นิ สั ย ที่ เ ค ย ชิ น ตัวอย่างบุคคลที่ผ่านการฝึกตนตนเองให้กลายเป็ นผู้ มีบุคลิกภาพดีอาทิเช่นธีโ อดอร์ รูส เวลท์ อเมริกาไม่ได้สร้างเขาขึ้นมา แต่เขาสร้างตัวของเขาเอง จากเด็กหนุ่มขี้อายขี้ตื่นมาเป็นประธานาธิบดีของ
  10. 10. สหรัฐอเมริกา เดิมทีเขาเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างอ่อนแอ้นคล้ายผู้หญิงแถมสายตาสั้นและเป็นหืด มีกำาเนิดรกรากอยู่ที่ลองไอส์แสนด์ในสหรัฐ เป็นคนที่ถูกครูออกปากว่าไม่มีแววเอาถ่านอะไรเลย สติปัญญาก็โง่ทึบผิดวัยเด็กหนุ่มขนาดนั้น อย่างไรก็ดีเขาตระหนักตนเองได้ว่าเป็นคนมีบุคลิกลักษณะที่ด้อยกว่าคนอื่นหลายประการซึ่งทำาให้เขารู้สึกไม่พอใจตัวเองอยู่แล้วทุกครั้งที่มีผู้กระตุ้นปมด้อยของเขา ยิ่งถูกนำาไปเปรียบเทียบกับคนอื่นยิ่งประทับความทรงจำาอับปวดร้าวให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น รูสเวลท์ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส กลับสร้างทิฐิมานะในทางสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น ด้วยการแก้ไขลักษณะที่บกพร่องของตนตั้งหน้าตั้งตาเสริมบุคลิกลักษณะที่เห็นว่าด้อยให้ดูเข้มแข็งขึ้น ทั้งจากากรรค้นคว้าอ่านตำารับตำารา สังเกตบุคลิกจากผู้ใหญ่ซึ่งได้รับการเคารพยอมรับจากคนทั้งหลาย หลายปีผ่านไปเด็กหนุ่มขี้ตื่นกลัว อ้อนแอ้น เบาปัญญา ผลักดันตนเองขึ้นมาเป็นผู้นำาที่ยิ่งใหญ่ของอเมริกันชนและเป็นผู้นำาอเมริกันคนเดียวที่ประชาชนของเขายอมยกนิ้วว่าเป็นผู้นำาที่แข็งแกร่งและมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากที่สุดเท่าที่อเมริกาเคยมีมายอร์ช วอชิง ตัน จากเด็กหนุ่มกำาพร้าวัย 15 ปีชาวเมืองเวอร์จิเนีย ถูกทอดทิ้งให้อยูตามลำาพังในชนบท นอกจากเขาจะมี ่จมูกใหญ่ผิดปกติแล้ว (แต่เขาเป็นชายจมูกใหญ่ซึ่งไม่มีพฤติกรรมลำาพองตน) เขายังมีนิสัยเป็นคนขี้ขลาดขี้อาย ยิ่งเป็นซำ้าเติมทำาลายบุคลิกภาพให้แย่ลงไปอีก คนรอบข้างจึงไม่คิดว่าเขาจะเติบโตเป็นผู้นำาที่ยิ่งใหญ่ของชาติได้ แต่เขาตระหนักดีว่าเขาจะต้องเป็นผู้สร้างอนาคตด้วยตนเอง โชคชะตานั้นอยู่ในกำามือของเขาเอง จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงคือพิจารณาลักษณะนิสัยของตน จดบันทึกไว้ในสมุดพกเล่มหนึ่ง แบ่งเป็นส่วนดีและส่วนบกพร่องหรืออ่อนแอ ใช้การสังเกตทุกวัน หาวิธีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น ในที่สุดก็สามารถวางกฎเกณฑ์สอนตัวเองจนบุคลิกภาพเปลี่ยนไปชนิดพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นกฎที่มีอยู่ 57 ข้อด้วยกัน การปฏิบัติอย่างเคร่งครัดไม่ว่าเขาจะเคลื่อนไป ณ จุดใด
  11. 11. กฎเหล่านี้ก็ติดตามเขาไปเช่นกัน ขณะที่อเมริกาประกาศอิสรภาพจากอังกฤษกฎเหล่านี้ก็ติดตามเขาไปเช่นกัน ต่อมาเมื่อเขาได้เป็นสมาชิกของเวอร์จิเนียเฮาส์ออฟเบอร์เกสส์ กฎทั้ง 57 ได้เข้าไปนั่งอยู่ในสภาพร้อมกัน และเมื่อครั้งเข้าประชุมสภาคองเกรสและกระทำาสัตย์สาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐ กฎเหล่านี้ก็ยังนอนยิ้มกริ่มในกระเป๋าของเขาอีกเช่นกัน คัท ริน มหาราชิน ี จากหญิงสาวเยอรมันที่ถูกจัดว่าหน้าตาน่าเกลียดคนหนึ่ง ในครอบครัวที่พ่อเป็นข้าราชการระดับล่าง ฝ่าวงล้อมแห่งอุปสรรคอาจหาญก้าวขึ้นเป็นจักพรรดินีผู้มีสร้อยพระนามมหาราชินีแห่งจักรวรรดิรัสเซียมหาอำานาจของยุโรปได้คนแวดล้อมมองว่าเด็กสาวคนนี้อย่างดีคงเป็นได้แค่เพียงแม่บ้านของนายทหารเยอรมันคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ขณะที่ทุกคนมองข้ามเธอไปเธอกลับวิเคราะห์ตนเองและโลกภายนอก ภายหลังจากเธอประสบความสำาเร็จเกินกว่าคนทั่วไปจะทำาได้เธอได้เขียนบันทึกไว้ตอนหนึ่งซึ่งทำาให้โลกได้รับรู้ว่าเธอสร้างความรุ่งโรจน์ด้วยอำานาจแรงส่งของบุคลิกภาพว่า “เมื่อข้าพเจ้าอายุได้สิบสี่หรือสิบห้าปีข้าพเจ้าก็แน่ใจว่า ข้าพเจ้ามีรูปร่างขี้เหร่ ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงจำาเป็นต้องปรับปรุงคุณสมบัติภายในของข้าพเจ้าให้สูงส่งยิ่งขึ้น เพื่อชดเชยความน่าเกลียดในรูปร่างของข้าพเจ้าเอง”ลีโ อ ตอลสตอย นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวรัสเซีย คนไทยไม่น้อยรู้จักผลงานซึ่งถูกแปลเป็นภาษาไทยเล่มหนาอย่าง สงครามและสันติภาพ ในวัยเด็กเป็นชายที่เติบโตบนกองเงินกองทองตามประสาของคนในชนชั้นดังกล่าวเขาใช้ชีวิตรื่นเริงตามฐานันดรของตนเอง พ่อของเขาเป็นขุนนางมีบรรดาศักดิ์ มีไร่นาจำานวนมากพร้อมด้วยทาสรับใช้อีกนับร้อย แต่เขาไม่ใคร่พอใจในสิ่ง
  12. 12. เหล่านี้นักเมื่อได้เห็นการกดขี่ผู้คนจากอิทธิพลของครอบครัวตนส่งผลให้เขาไม่ได้รับความชื่นชมจากพ่อแม่และญาติพี่น้อง อีกทั้งรูปลักษณ์เป็นคนจมูกใหญ่ ปากหนา (เน้นว่าปากหนานะครับไม่ใช่จมูกใหญ่ และปาก...อย่างอื่น) เขารู้ตัวเองดีว่าไม่มีใครชอบในวัย 14 ปีเขาจึงเริ่มวิเคราะห์ตนเองอย่างเงียบๆ สำารวจนิสัยต่างๆ ที่คิดว่าเป็นเครื่องบั่นทอนบุคลิกภาพของตน แล้วบันทึกนิสัยเสียทั้งหมดเอาไว้ 4 ปีผ่านไปได้จัดกลุ่มนิสัยดีของตนเพื่อเปรียบเทียบกับนิสัยเสียซึ่งค้นพบ แต่ในวัยเพียง 18 ปีชีวิตได้เข้าไปพัวพนกับความบันเทิงสนุกนานตามประสาคนหนุ่มและความมั่งมีของครอบครัว การดื่มสุรา การพนัน จนเมื่อแต่งงานในวัย 34 ปี หลังจากฮันนีมูนผ่านพ้นไป ภรรยาได้ค้นพบบัญชีนิสัยในอดีต นำาพาสู่การชักจูงให้ละทิ้งนิสัยเลวร้ายหันมามีความประพฤติที่ถูกที่ควรเพราะรู้ว่าสามีไม่ชอบการบังคับ ผลจากการดำาเนินกลยุทธ์ของศรีภรรยาส่งผลให้เกิดนักคิดนักปฏิรูปที่ผลงานได้รับความนิยมกึกก้องในยุคพระเจ้าซาร์ เป็นโชคดีที่ผู้อยู่เบื้องหลังนั้นตระหนักถึงคุณค่าในสิ่งดีซึ่งสามีได้ค้นพบแตะละเลยไปเพราะสิ่งแวดล้อมชักนำา จึงไม่แปลกที่เขามักจะกล่าวยกย่องภรรยาผู้เปลี่ยนชีวิตเขาไปในทางที่ดีอยู่เสมอ การสร้า งตนเองให้เ ป็น ที่ย อมรับ นั้น ไม่ใ ช่เ รื่อ งยากเกิน ความสามารถ หากแต่การเปลี่ยนแปลงตนเองไปสู้สิ่งที่ดีกว่านั้นเป็นสิ่งที่จะเป็นจะต้องตระหนักรู้ พร้อมกับการเปลี่ยนไปสู่สิ่งที่ดีกว่าในชีวิต บางทีการค้นพบแล้วปล่อยให้ผ่านเลยไปตามกาลเวลาอย่างน่าเสียดาย แต่ไม่สายเกินไปที่จะสร้างคุณค่าให้ตนเองจากบุคลิกภาพทีดี ตัวอย่างของผู้นำาโลกที่นำามาบอกกล่าว ก็หวังว่านักศึกษาคงจะนำาไปเป็นแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาตนเองต่อไป องค์ป ระกอบต่า งๆของบุค ลิก ภาพบุคลิกภาพของบุคคลประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้ 1.ด้า นกายภาพ หมายถึง รูปร่างหน้าตา ทรวดทรงท่าทาง การแต่งกาย การเดิน เป็นต้น บุคลิกภาพด้านกายภาพ นี้เป็นสิ่งที่ผู้อื่นมองเห็นได้
  13. 13. 2.ด้า นวาจา หมายถึง การใช้ถ้อยคำา นำ้าเสียง ซึ่งผู้อื่นจะรับรู้ได้โดยการฟัง ลักษณะต่าง ๆ สะท้อน บุคลิกภาพด้านนี้เช่นการพูดไม่เข้าหูคน การพูดจากระโชกโฮกฮาก การพูดจาน่าฟังเป็นต้น บุคลิกภาพทางวาจาที่ดีย่อมหมายถึงการพูดจาด้วยนำ้าเสียงนุ่มนวล น่าฟังเป็นมิตร และได้สาระ 3.ด้า นสติป ัญ ญา หมายถึง ความสามารถทางการคิดแก้ปัญหา ไหวพริบ ความสามารถที่จะมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้อย่างเหมาะสม คิดเป็น รู้จักคิด คิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีแสดงออกหรือสนองตอบผู้อื่นได้อย่าง “ทันกัน” และ “ทันกาล” 4.ด้า นอารมณ์ หมายถึง การมีอารมณ์ดี คงเส้นคงวาไม่วู่วาม เอาแต่อารมณ์ ฉุนเฉียวโกรธง่าย หรือบางคนมีอารมณ์ร่าเริง มากกว่าอารมณ์อื่น หรือบางคน เครียด เศร้า ขุนมัว ่หม่นหมองอยู่เสมอ 5.ด้า นความสนใจและเจตคติ ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปบางคนไม่สนใจการเมือง ซึ่งบางคนมีความสนใจหลากหลายไม่สนใจเพียง เรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว 6.ด้า นการปรับ ตัว มีผลต่อลักษณะของบุคลิกภาพ ถ้าใช้แบบที่ดีมีพฤติกรรมที่เหมาะสม สังคม ยอมรับ จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ตรงกันข้ามถ้าปรับตัวไม่ดีวางตัวในสังคมไม่เหมาะสม ย่อมมี ผลเสียต่อบุคลิกภาพด้านอื่น ๆ ไปด้วย ประเภทของบุค ลิก ภาพ .1 บุค ลิก ภาพภายนอก คือ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนจาก ภายนอกของแต่ละคน สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไขได้ง่าย ใช้
  14. 14. เวลาไม่นาน แบ่งได้เป็น 4 หมวด คือ 1. รูปร่างหน้าตา 2. การแต่งกาย 3. กิริยาท่าทาง 4. การพูด 2 บุค ลิก ภาพภายใน คือ สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ หรือ อุปนิสัยใจคอที่มองไม่เห็น สัมผัสไม่ได้ แก้ไขได้ยาก เช่น 1. ความเชื่อมั่นในตนเอง 2. ความซื่อสัตย์สุจริต 3. ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 4. ความรับผิดชอบ 3. หลัก และวิธ ีเ สริม สร้า งบุค ลิก ภาพ การยืน เดิน นั่ง เป็นส่วนสำาคัญที่บอกถึงบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล งามอิริยาบถ คือ การเดิน ยืน นั่ง เปิด-ปิดประตูขึ้นลงรถ อย่างถูกต้องสวยงาม การรู้จักทำาตัวให้เข้ากับบุคคล สถานที่ และเวลา อย่างถูกต้องถือว่ามีมารยาททางสังคมที่ดี เช่น การรู้จักกราบไหว้ที่ถูกวิธี และถูกกาลเทศะ การรู้จักธรรมเนียมของชาวต่างชาติ การปฏิบัติตนในงานเลี้ยงต่าง ๆ การไปเยี่ยมคนป่วย การมอบดอกไม้แสดงความยินดีหรือให้ผู้อาวุโส เป็นต้น บางครั้งเราอาจจะต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจ และอาจเกิดอะไรขึ้นกับเราได้ทุกวินาทีนั้น เราต้องพร้อมเสมอที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ในลักษณะที่พร้อม คือ ไม่ตกใจ ดีใจ เสียใจ กลัว เกินกว่าเหตุ สามารถควบคุมท่าทางของตนเองได้เป็นอย่างดี4. แนวทางในการพัฒ นาบุค ลิก ภาพ 4.1 การรัก ษาสุข ภาพอนามัย - ออกกำาลังกายสมำ่าเสมอ
  15. 15. - รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ - ควบคุมนำ้าหนักไม่ให้เพิ่มหรือลดผิดปกติ - ละเว้นการสูบบุหรี่หรือยาเสพติดให้โทษทุกชนิด - ไม่ดื่มสิ่งของที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน - พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ วันละ 7-8 ชม. - รักษาอารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ 4.2 การดูแ ลร่า งกาย - รักษาความสะอาดในช่องปากและฟัน - ดูแลรักษาเส้นผมและทรงผมให้เรียบร้อยทั้งด้านความสะอาดและรูปทรง - โกนหนวดเคราให้เกลี้ยงเกลา ตัดและขริบให้เรียบร้อย - รักษาผิวพรรณให้สะอาดสดชื่นอยู่เสมอ อย่าให้ผิวแห้งกร้าน - รักษากลิ่นตัว - รู้จักการแต่งหน้าแต่พองาม - ดูแลเล็บมือ เล็บเท้า ให้สะอาดอยู่เสมอ - ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่สวมใส่ทุกวัน - ควรมีการเช็คร่างกายเป็นประจำาทุกปี - เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติรีบไปปรึกษาแพทย์ 4.3 การแต่ง กาย - สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ซักรีดให้เรียบ - สีสันไม่ฉูดฉาด ควรเลือกสีให้เหมาะสมกับรูปร่างและผิวพรรณของตนเอง - กระเป๋าถือและรองเท้า ควรใช้หนังที่มีคุณภาพดี สีเรียบ สำารวจส้นรองเท้าจัดการซ่อมแซมให้เรียบร้อย - แต่งหน้าให้แนบเนียน ไม่แต่งเข้มผิดธรรมชาติ เลือกใช้เครื่องสำาอางค์ที่มีคุณภาพดี - เล็บและการทาเล็บ ไม่ควรไว้เล็บยาวจนเกินไป ควรเลือกสีกลาง ๆ อย่าปล่อยให้สีถลอกจะไม่น่าดู - ผม หมั่นสระให้สะอาด อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2ครั้ง แปรงหวีให้เรียบร้อย เลือกทรงผมที่รับกับใบหน้า - เครื่องประดับ ควรใช้เพื่อเสริมการแต่งกายให้ดูดีขึ้นแต่ไม่ควรใช้เครื่องประดับมากจนเกินไปจนดูสะดุดตารกรุงรังไปหมด
  16. 16. - ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับสภาพภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม - ควรแต่งกายให้เหมาะสมกับกาลเทศะ 4.4 อารมณ์ รู้จักควบคุมอารมณ์ ไม่ปล่อยอารมณ์ไปตามใจตนเอง คนที่ควบคุมอารมณ์ตนเองได้จะได้เปรียบและจะเอาชนะเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ในการปฏิบัติงานเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องมีเหตุการณ์มากระทบกระเทือนอารมณ์กันอยู่เสมอ ฉะนั้น บุคคลใดที่ต้องการจะพัฒนาบุคลิกภาพของตนให้ดีขึ้น จะต้องเป็นคนรู้จักอดทนใจเย็นเมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่ถูกใจเกิดขึ้น 4.5 ความเชื่อ มั่น ในตนเอง - ยอมรับในความสามารถของตนเอง - อย่าเล็งผลเลิศในการทำางานจนเกินไป - อย่าถือคติว่าการทำางานสิ่งใดเมื่อทำาแล้วต้องดีที่สุด - อย่านำาความเก่งของผู้อื่นมาทับถมตนเอง - หมั่นฝึกจิตใจตนเองให้ชนะความกลัวให้ได้ 5. การพัฒ นาบุค ลิก ภาพด้า นความรู้ส ึก นึก คิด ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกัน ถ้ามีความรู้สึกนึกคิดในด้านดี ไม่มองคนในแง่ร้าย จิตใจก็เป็นสุข ไม่มีความกังวล ดังนั้น เลขานุการจึงควรพัฒนาบุคลิกภาพด้านความรู้สึกนึกคิดดังนี้ 1. มีความเชื่อมั่นในตนเองในการกระทำาในสิ่งต่าง ๆ 2. มีความซื่อสัตย์ กระทำาตนให้ผู้อื่นเชื่อถือเรา แล้วความไว้วางใจจะตามมา มีเรื่องสำาคัญเขาก็จะให้เราทำา 3. มีความสามารถที่จะทำาสิ่งเหล่านั้น ให้เหมาะสมกับผู้ที่มอบหมายไว้วางใจให้เราทำา 4. มีความกระตือรือร้น ที่อยากจะทำา เตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ 5. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รู้จักปรับปรุงงานอยู่เสมอ 6. มีความรับผิดชอบ ไม่ว่าจะทำาอะไรก็ตามต้องมีความห่วงใยจะต้องทำาให้เสร็จทันตามกำาหนดเวลา 7. มีความรอบรู้ 8. ห่วงตัวเอง เติมชีวิตให้กับตัวเอง
  17. 17. 9. มีความจำาแม่น 10. วางตัวเหมาะสมกับกาลเทศะ 6. การพัฒ นาบุค ลิก ภาพด้า นกายบริห ารทรวดทรง องค์ประกอบของทรวดทรง ขึนอยู่กับกลไกของการ ้เคลื่อนไหวของร่างกายและโครงสร้างของร่างกายไม่ว่าหญิงหรือชายก็ชอบที่จะมีรูปร่างงามทั้งนั้น ผู้ชายก็ต้องการมีรูปร่างสมาร์ท ผู้หญิงก็ต้องการมีเอวบาง ร่างน้อย มีสขภาพดี การมีรูปร่าง ุงาม สุขภาพดี เกิดจากการพัฒนาตัวเราเอง เราเป็นผู้วางแผนในชีวิตของเราเอง ทรวดทรงอาจไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แต่ส่วนสัดและท่าทาง ทำาให้คนทุกคนดูแตกต่างกันไป บุคลิกที่ไม่ดีแสดงว่าเจ้าของเรือนร่างขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ถ้าได้เรียนรู้วิธีเสริมสร้างเสน่ห์ให้กับบุคลิกภาพของตนเองแล้ว จะไม่เพียงทำาให้มีรูปร่างสง่างามเท่านั้น ยังสามารถทำาให้การปฏิบัติงานเกิดความเชื่อมั่น งานก็มีประสิทธิภาพอีกด้วย ดังนั้นเลขานุการจึงควรใช้เวลาในการบริหารทรวดทรงของตนเองเป็นประจำาสมำ่าเสมอเพราะสุขภาพที่ดี และทรวดทรงที่งดงามอีกด้วย แนวทางการพัฒ นาบุค ลิก ภาพ
  18. 18. การที่บุคคลจะมีบุคลิกภาพที่ดีต้องมีการปรับตัวและพัฒนาตน โดยเริ่มต้นจาก 1. สำา รวจตนเอง โดยอยูหน้ากระจกแล้วสังเกต ่บุคลิกภาพที่ประกอบกันขึ้นมาจากหลายๆสิ่งหลายๆอย่างซึ่งรวมเป็นหมวดหมู่แล้วก็จะมีอยู่ 5 หัวข้อต่อไปนี้ 1.1 ร่างกาย หมายถึงรูปลักษณ์ภายนอกของคุณที่ปรากฏต่อผู้อื่น รวมตั้งแต่รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย ทรงผม กระทั่งการดูแลรักษาความสะอาด และนำ้าเสียงหรือถ้อยวาจาที่ออกมาจากปาก 1.2 สติปัญญา ก็คือความสามารถในการรับรู้ การทำาความเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆด้วยเหตุและผล ตลอดจนความสามารถในการแยกแยะข้อเท็จจริงต่างๆ 1.3 อารมณ์ เป็นปฏิกิริยาของจิตใจที่ตอบสนองต่อเรื่องราวที่มากระทบตามธรรมชาติมนุษย์ เช่น อารมณ์ขันอารมณ์เศร้าโศกเสียใจ อารมณ์หดหู่เบื่อหน่าย และอีกหลายอารมณ์ ซึ่งบางครั้งก็เกิดขึ้นเฉพาะในการรับรู้ของแต่ละคนเองหรือบางครั้งก็อาจปรากฏตัวออกมาให้เป็นที่รู้เห็นของบุคคลอื่นได้เหมือนกัน 1.4 นิสัย คือพื้นฐานพฤติกรรมต่างๆอันเกิดจากความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยม ซึ่งเกิดขึ้นจากการสะสมข้อมูลรวมทั้งการกระทำาตามความเคยชินและข้อมูลที่ได้รับรู้มาจากแหล่งต่างๆประกอบกัน 1.5 สังคม หมายถึง สิ่งแวดล้อมในทุกด้านของชีวิต ทั้งที่เป็นบุคคลและเป็นปรากฏการณ์ต่างๆนับตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน 2. จดลงสมุด บัน ทึก ว่ามีอะไรบ้างในตัวเองที่รู้สึกไม่พอใจและรู้สึกชื่นชม พิจารณาดูว่าสิ่งใดที่เราไม่พอใจและอยากปรับเปลี่ยน 3. ถามคนรอบข้า ง ถามว่าพวกเขาอยากให้เราปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง การเปิดใจรับฟังเสียงของคนรอบข้างเหมือนเราได้กระจกส่องชั้นดีทีเดียวมาช่วยส่องอีกทาง เพราะถึงที่
  19. 19. สุดแล้วคนที่จะตัดสินว่าเราน่าคบค้าสมาคม น่าส่งเสริมสนับสนุนหรือน่าเบื่อหน่ายก็คือคนรอบข้างของเรา 4. ขอคำา แนะนำา จากคนที่มีความรู้ในการพัฒนาบุคลิกภาพ หรือผู้ที่มีบุคลิกภาพที่ดีว่าควรทำาอย่างไร หรือมีเคล็ดลับพิเศษของแต่ละคนหรือไม่ และพึงรับฟังคำาแนะนำาด้วยท่าทีที่แจ่มใส ฟังด้วยหัวใจมิใช่ฟังด้วยหู 5. หาหนัง สือ มาอ่า น ซึ่งเป็นหนังสือที่แนะนำาวิธีสำารวจตรวจตราตนเอง มารยาทที่พึงปฏิบัติ 6. หาใครสัก คนช่ว ยฝึก ฝน หรือจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านบุคลิกภาพและมารยาทสังคม ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหาได้ในระยะเวลาอันสั้น ดังนั้น การที่บุคคลจะมีบุคลิกภาพที่ดีนั้น ไม่ใช่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแค่ภายนอกด้วยการแต่งกายหรือพฤติกรรมที่แสดงออกเท่านั้น หากจำาเป็นต้องมีการปรับปรุงหรือพัฒนาบุคลิกภาพภายในเสียก่อน จึงจะทำาให้การพัฒนาบุคลิกภาพภายนอกประสบความสำาเร็จได้ การพัฒนาบุคลิกภาพจากภายใน
  20. 20. การเสริม สร้า งบุค ลิก ภาพ การเสริมสร้างบุคลิกภาพสามารถพัฒนาได้ ตั้งแต่การเคลื่อนไหว การทรงตัว การพูด ความสะอาดหมดจด ความนึกคิดที่ดี ซึ่งสามารถฝึกฝนได้ดังนี้ การนั่ง ควรนั่งไหล่ตรง หลังตรง วางมือในที่อันควร การยืน ควรยืนตัวตรง อกผายไหล่ผึ่ง ขาตรง เท้าชิด หรือเบี่ยงเล็กน้อย การเดินและการเคลื่อนไหว ควรเดินตัวตรง ศีรษะตั้งตรงแกว่งแขนเล็กน้อย การหยิบของที่พื้น ควรย่อตัวลงหยิบ ไม่ใช่ก้มตัวลงหยิบ การพูด ควรพูดด้วยจังหวะที่ดี ใช้นำ้าเสียงที่จริงใจ ให้ความรู้สึกเป็นมิตร การแสดงสีหน้า ควรแสดงสีหน้าปกติ ไม่แสดงความยินดีโกรธ หรือเย็นชาจนเกินไป การคิด ควรคิดแต่สิ่งที่ดี ไม่หมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ การรักษาสุขภาพและความสะอาด ควรรักษานำ้าหนักให้เหมาะสมกับความสูง รักษาสุขภาพกายและจิตให้ดีอยู่เสมอรักษาความสะอาดของร่างกาย สุขภาพที่ดีจะส่งผลให้บุคลิกภาพดีด้วยเช่นกัน
  21. 21. ขัน ตอนสำา คัญ ในการพัฒ นาบุค ลิก ภาพ ้ คือ ตั้งใจมุ่งมั่นแล้วเริ่มจากการสำารวจตัวเองอย่างตรงไปตรงมาว่ามีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง โดยเน้นที่ข้อบกพร่องเพราะเราต้องการนำามาเป็นข้อมูลในการพัฒนาบุคลิกภาพ จากนั้นค่อยๆพัฒนาบุคลิกภาพภายใน (Internal Personality) เมื่อความรู้สึกนึกคิด มีจิตใจดี มีการมองโลกในแง่ดี ก็จะส่งผลให้เกิดการกระทำาที่ดี ตามความคิดที่ออกมาจากจิตใจภายใน ขันต่อไปคือการ ้พัฒนาบุคลิกภาพภายนอก(External Personality) ที่จะได้รับพื้นฐานที่ดีจากบุคลิกภาพภายใน ทำาให้การกระทำาและการแสดงออกมาแล้ว ดูดี มีเสน่ห์แล้วทำาการพัฒนาบุคลิกภาพภายนอกเพิ่มเติมก็เป็นอันสมบูรณ์แนวทางที่ค นส่ว นใหญ่ย ึด ถือ ในการพิจ ารณาบุค ลิก ภาพของคน มีด ัง นี้ 1. ลัก ษณะทางกาย ได้แก่ รูปร่าง ทรวดทรง ความสูงนำ้าหนัก ความปกติของอวัยวะ สีผม ผิวพรรณ หน้าตา ท่วงทีท่าทาง การแต่งกาย (ตามกาลเทศะ) ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นเครื่องแสดงให้ทราบถึงประสิทธิภาพของบุคคลทางกายซึ่งผู้พบเห็นจะประเมินเราเมื่อเจอกันในเวลา 1-5 วินาทีแรก 2. คุณ ลัก ษณะทางจิต ใจ เช่น สติปัญญา ความจำาจินตนาการ ความถนัด เจตคติ ความสนใจ ความตั้งใจ การตัดสินใจ ความคิดด้วยเหตุผล ฯลฯ เหล่านี้เกี่ยวกับสมองทั้งสิ้น 3. อุป นิส ัย หมายถึง ลักษณะโดยรวมของนิสัยหลายๆอย่าง ของบุคคลที่แสดงออกเป็นพฤติกรรม เป็นระยะที่ยาวนานพอ
  22. 22. สมควร จนกลายเป็นความประพฤติหรือความมีศีลธรรม จรรยามารยาท และคุณธรรม 4. อารมณ์ ได้แก่ ความรู้สึกแห่งจิตที่ก่อให้เกิดการกระทำาต่างๆ เช่น ชื่นชอบ ตื่นเต้น โกรธ กล้าหาญ หวาดกลัว ตกใจง่าย ร่าเริง หดหู่ หงุดหงิด กังวล ฯลฯ 5. กำา ลัง ใจ คือ ความสามารถที่จะควบคุมหรือบังคับกิริยาอาการต่างๆ ที่กระทำาไปโดยเจตนา เช่น กระฉับกระเฉงว่องไว หรือเฉื่อยชา เชื่องช้า ความอดทนหรือความเบื่อหน่าย 6. การสมาคม คือ กิริยา ท่าที อาการที่บุคคลแสดงต่อผู้อื่น เช่น ชอบคบค้าสมาคม หรือเก็บตัว เมตตาปราณี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือไม่แยแสเอาใจใส่กับผู้ใด 7. ความรู้ ความสามารถ อำา นาจ ฐานะ ความรู้ส ูงความชำา นาญ มีความสามารถเป็นพิเศษ ความมี-อำานาจ อิทธิพลมียศถาบรรดาศักดิ์ เหล่านี้เป็นปัจจัยส่งเสริมบุคลิกภาพอย่างมาก การฝึก พัฒ นาบุค ลิก ภาพภายในการฝึกพัฒนาบุคลิกภาพภายใน เริ่มจาก 1. ทัศ นคติ คือ จุด เริ่ม ต้น ทัศนคติที่ดี คือ จุดเริ่มต้นของบุคลิกง่ายๆ เพียงแต่มองทุกสิ่งในด้านที่ดี ก็จะทำาให้มีความสุข แล้วความสุขก็จะเปล่งประกายออกมาภายนอก หรือการมองทุกคนในแง่ดี พยายามเข้าใจว่าเขามีเหตุผลในการกระทำาของเขา ก็จะทำาให้เราไม่โกรธใครง่ายๆ มองโลกสวยงาม ทำาให้เรามีจิตใจรื่นรมย์ แล้วยิ่งหมั่นมีจิตใจเอื้ออาทรต่อผู้คนเพิ่มขึ้นไปอีก ใครๆก็จะชื่นชมได้โดยไม่ยากสบายใจแจ่มใสเสมอ ดังนั้นจึงควรหมั่นทำาใจให้ผ่องแผ้วแจ่มใส และสบายใจอยู่เสมอในทุกสถานการณ์ ภาพสะท้อนที่ปรากฏออกมา ทำาให้เราเป็นคนร่าเริง กุ๊กกิ๊กน่ารัก สนุกสนานและมีอารมณ์ขันอยู่เสมอ น่ารักอย่างนี้แล้วใครที่ไหนจะไม่ชื่นชม 2. สร้า งความเชื่อ มั่น ในตนเอง คือ มั่น ใจในตนเอง ควรหมายถึงการมีศรัทธาในตนเอง เชื่อมั่น เชื่อถือในคุณค่า ความสามารถ รูปลักษณ์ บุคลิกลักษณะ ตลอดจนความรู้และหัวจิตหัวใจของตนเอง ทำาให้ไม่มีความประหม่า มีความกล้าวินิจฉัยปัญหาได้ด้วยตนเอง ตัดสินใจได้ด้วยตนเอง สามารถคาด
  23. 23. การณ์ล่วงหน้าได้พอประมาณว่า ถ้าลงมือกระทำาไปแล้วจะได้รับผลอย่างไรความแน่ใจในอันที่จะเดิน จะลุกจะนั่ง จะทำา จะพูด จะคิด หรือแสดงออกต่อหน้าสาธารณชนอย่างสร้างสรรค์ และมีความสุขสิ่งที่จะช่วยให้แต่ละคนมีความมั่นใจในตนเองมีความรู้สึกมั่นคง 3. พยายามวิเ คราะห์ป ระเมิน ตนเองอย่า งแท้จ ริง คือ พิจารณาว่าตนมีความสามารถใด และขาดความสามารถทางใด แล้วใช้ความสามารถที่มีอยู่ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด พยายามเปลี่ยนสิ่งที่พอจะเปลี่ยนได้ สิ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ก็อย่านำามาคำานึงถึงจนกลายเป็นความวิตกกังวล 4. ทำา ใจให้พ ร้อ มในการเผชิญ ความจริง โดยคิดว่าในโลกนี้มีขึ้นมีลง มีทั้งสิ่งดีและไม่ดี มีทั้งคนดีมากและคนดีน้อย เราก็เหมือนคนอื่นๆ คือ ประสบทั้งสิ่งดีและไม่ดีในชีวิต เราอาจพบหัวหน้าห้อง เพื่อนร่วมห้อง รุ่นพี่ และลูกน้องบางคนที่ดีมาก แต่บางคนก็ทำาให้เรายุ่งยากใจในการทำางานร่วมด้วย คนบางคนเป็นคนดีตามที่เราต้องการ แต่บางคนถึงกับทำาให้เราล้มหมอนนอนเสื่อ ส่วนชีวิตของเรานั้น บางตอนก็ดูราบรื่นมั่นคง บางตอนก็ทำาท่าจะไปไม่ไหว คนที่มีความเป็นผู้ใหญ่คือ คนซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ยังพร้อมอยู่เสมอที่จะปรับปรุงชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น ไม่หวั่นไหวไปกับการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปตามกฎธรรมชาติจนเกินกว่าเหตุ 5. ฝึก ตนให้ม ีค วามสามารถในการควบคุม อารมณ์ของตนเองไม่ว ่า จะอยู่ใ นสถานการณ์ใ ด คือ มีอารมณ์มั่นคง ไม่ปล่อยตนเป็นทาสของอารมณ์ตามธรรมชาติไปเสียหมด โดยธรรมชาติของชีวิตนั้น บางคนก็ร่าเริงมีความสุข บางครั้งก็เศร้าหมองหดหู่ บางครั้งก็โกรธเกลียด
  24. 24. ไม่ชอบใจ แต่ก็ต้องทำาใจว่าชีวิตใครๆ ก็เป็นอย่างนี้ “ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน” การมีดีบ้างชั่วบ้างก็ทำาให้ชีวิตมีรสชาติ ดังนั้นเมื่อมีความสุขก็ อย่าปล่อยให้ความปิติยินดีมากจนทำาให้เราร่าเริง จนผิดกาลเทศะ หรือเมื่อเศร้าหมองหดหู่ใจ ก็อย่าปล่อยตนจมอยู่กับความเศร้าโศกจนทำาอะไรไม่ได้หรือขาดสมาธิในการทำางาน การยิ้มสู้เข้าไว้ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีและอย่าคิดสั้น ควรให้โอกาสแก่ตนเองในการเผชิญกับปัญหา ไม่ควรคิดสั้นฆ่าตัวตายเพื่อหนีความล้มเหลว 6. ฝึก ตนให้ท ำา งานโดยมีก ารวางแผนและเป้าหมาย คือ ไม่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามลมเพลมพัด เมื่อจะทำางานก็ควรจะถามตัวเองว่า ทำาเพื่อใคร ทำาอะไร ทำาเมื่อใด และทำาอย่างไร มีการเตรียมการล่วงหน้า กำาหนดกิจกรรมต่างๆ ไว้ล่วงหน้าวิธีการดังกล่าวนี้ จะช่วยให้ก้าวหน้าอย่างมีจังหวะ และทำาให้ชีวิตในแต่ละวันมีความหมายสำาหรับตน 7. รู้จ ัก บัง คับ ใจตนเอง คือ ทำาตนให้มีความสามารถในการ “รอ” สิ่งที่ต้องการได้ ผู้ใดก็ตามถ้าไม่สามารถรอสิ่งที่ต้องการได้ นับว่ายังไม่เป็นผู้ใหญ่ ทั้งยังมีผลทำาให้บุคลิกภาพด้านอื่นๆ พลอยเสียไปด้วย และแสดงว่ายังไม่พร้อมสำาหรับการมีบุคลิกภาพที่ดี ความสามารถในการรอคอย ยังช่วยให้มีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น และแก้ปัญหาทางอารมณ์ได้มาก เช่น สามารถรอคอยผู้ที่ผิดนัดได้ 8. พยายามปรับ ชีว ิต ให้เ ข้า กับ สัง คม คือ ทำาตนให้มีความสุขในทุกสภาพของสิ่งแวดล้อมเราอาจเป็นคนชอบสันโดษ แต่ถ้าเขามีงานรื่นเริง ไม่ว่าจะใน
  25. 25. ระหว่างเพื่อน ระหว่างรุ่นพี่ กับรุ่นน้อง เราก็ต้องแสดงความพอใจที่จะร่วมด้วยได้ เป็นต้น หรือเราอาจมีวิธีทำางานที่ต่างไปจากคนอื่น แต่เราก็ต้องสามารถผ่อนปรนได้บ้างโดยไม่กระทบกระเทือนถึงอิสระในความคิดอ่านของผู้อื่น 9. ฝึก ความอดทนและอดกลั้น ให้ก ับ ตนเอง คือ อดทนต่อความคิดของผู้อื่นที่ขัดแย้งกับตน อดทนกับพฤติกรรมของคนบางคน อดทนกับการถูกมองข้ามในสิ่งที่ไม่อยากให้เขามองข้าม ยอมรับฟังคำาวิจารณ์จากคนอื่นโดยพยายามคิดว่าคำาวิจารณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะทำาให้ตนได้ปรับปรุง เรื่องที่ไม่พอใจบางเรื่องควรพยายามลืม เมื่อไม่ชอบใจใคร ไม่ควรใช้วิธีพรำ่าบ่น เนื่องจากอาจสร้างความรำาคาญให้ผู้อื่น และพลอยทำาให้ผู้อื่นมีปัญหาทางอารมณ์ไปด้วย 10. มีค วามสามารถในการรับ และแก้ไ ขสิ่ง ที่ไ ม่ชอบ คือไม่ควรหัวเสียหรือพรำ่าพรรณนาในโชคชะตาของตนเองให้ผู้อื่นรับฟังไม่หยุดหย่อน เพราะไม่ว่าจะทำาอะไร มีอาชีพอย่างไร อยู่ในตำาแหน่งใด หรือสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับใครก็จะต้องมีสิ่งไม่ชอบรวมอยู่ด้วยทั้งสิ้น 11. ใช้ค วามสามารถที่ม ีอ ยู่ใ ห้เ ป็น ประโยชน์ต ่อตนเอง ดังตัวอย่างในชีวิตประจำาวันที่มักพบว่ามีคนมากมายที่มีทักษะทำางานเก่งแต่เก็บความรู้ความสามารถเหล่านั้นใส่ลิ้นชักไว้ แล้วทำางานเท่าที่ได้รับคำาสั่งให้ทำา ทำางานเพียงเพื่อแลกกับผลตอบแทนให้พออยู่ได้ การดำาเนินงานดังกล่าวนี้ มักไม่นำาพาไปสู่ความก้าวหน้าหรือความสำาเร็จในชีวิต

×