Peter drucker

1,072 views

Published on

Peter Drucker: The Great Pioneer Of Management Theory And Practice

Published in: Business, Economy & Finance
0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
1,072
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
29
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Peter drucker

  1. 1. พ.อ. มารวย ส่งทานินทร์ 21 พฤศจิกายน 2556
  2. 2. By Robert Heller Published By Dorling Kindersley Ltd., London 2001 ISBN: 0789451581; 1st edition (April 1, 2000) 112 pages
  3. 3.      Peter Ferdinand Drucker เป็ นชาว Austrian-born American เป็ นที่ปรึกษา นักการศึกษา และ ผูประพันธ์ตารา เกี่ยวกับปรัชญาและการปฏิบติ ้ ั ในเรื่องการบริหารจัดการยุคใหม่ ชาตะ: 19 พ.ย. ค.ศ. 1909, Vienna, Austria มรณะ: 11 พ.ย. ค.ศ. 2005, Claremont, California, United States การศึกษา: Johann Wolfgang Goethe University of Frankfurt am Main รางวัล: Presidential Medal of Freedom
  4. 4. ทฤษฎีทางธุรกิจ Drucker เชื่อว่า ทฤษฎีทางธุรกิจ ของบริษทที่ต้งขึ้นมา หรือที่กาลัง ั ั ดาเนินการอยูข้ ึนกับ: ่  1. สมมุตฐานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร (Assumptions about ิ the environment of the organization)  2. สมมุตฐานด้านพันธกิจขององค์กร (Assumptions about the ิ specific mission of the organization)  3. สมมุตฐานด้านความสามารถหลัก (Assumptions about the ิ core competencies needed to accomplish the organization’s mission)
  5. 5. 5 ประเด็นพิจารณา ของการนาเสนอนี้  1. การจัดระบบเพื่อความสาเร็จทางธุรกิจ (Organizing for Success in Business)  2. ศิลปะของการบริหารในทางปฏิบติ (The Art of Management ั in Practice)  3. การจัดการโดยมุ่งเน้นวัตถุประสงค์และการควบคุมตนเอง (Managing by Objectives & Self-control)  4. การจัดการนวัตกรรม (Harnessing the Power of Innovation)  5. การจัดการความรู ้ (Responsible Knowledge Management)
  6. 6. 1. การจัดระบบเพื่อความสาเร็จทางธุรกิจ
  7. 7. โครงสร้างแบบกระจายอานาจ  ในปี ค.ศ. 1946 Drucker ประพันธ์หนังสือ ‘Concept of the Corporation’”กล่าวถึง บริษท GM (General Motors) ที่ให้ความ ั เป็ นอิสระกับแผนกต่าง ๆ (ซึ่งการบริหารลักษณะนี้ ยังไม่เป็ นที่ นิยมในขณะนั้น) อย่างไรก็ตาม ยังมีการตัดสินใจสาคัญ ๆ ที่ แผนกต้องอาศัยสานักงานใหญ่คือ การเงิน ราคาขาย ค่าแรง และการลงทุน  Drucker เชื่อว่าการกระจายอานาจเป็ นส่วนสาคัญของความสาเร็จ  เขาเป็ นคนค้นคิดคาศัพท์ ‘profit center’”คือ แผนกต่าง ๆ ที่มี ความรับผิดชอบสูงต่อผลลัพธ์
  8. 8. ชุมชนปกครองตนเองในโรงงาน  Drucker เชื่อในเรื่อง การมอบอานาจ (empowerment) และ แนะนาให้ GM จัดตั้ง ชุมชนปกครองตนเองในโรงงาน (selfgoverning plant community) ที่สมาชิกมีสิทธิมีเสียงในการ ตัดสินใจ เพื่อทาให้พนักงานมีความภูมิใจในการทางาน  เขาวิจารณ์การทางานแบบสายพาน ว่าเป็ นระบบที่ไม่มี ประสิทธิภาพ เพราะความเร็วขึ้นกับคนที่ทางานทีชาที่สุด และ ่ ้ การทางานซ้า ๆ ทาให้ผลิตภาพลดลง
  9. 9. ทฤษฎีทางธุรกิจ  Drucker ระบุว่า ทฤษฎีทางธุรกิจ (theory of a business) คือ ชุด ของสมมุตฐานที่องค์กรสร้างขึ้น และดาเนินการตามนั้น ิ ประกอบด้วย:  สมมุติฐานเรื่อง สิ่งแวดล้อม พันธกิจ และความสามารถหลัก ต้องเป็ นจริง  สมมุติฐานทั้งสามต้องเข้ากันได้ดี  ทฤษฎีทางธุรกิจนี้ ต้องรูและเข้าใจทั ่วทั้งองค์กร ้  ทฤษฎีทางธุรกิจ ต้องทดสอบสมาเสมอ และเปลี่ยนแปลงได้ถาจาเป็ น ่ ้
  10. 10. มาตรการป้ องกันความล้มเหลวของทฤษฎีทางธุรกิจ มี 2 ประการคือ:  การท้าทายสถานะปั จจุบนทีว่าดีแล้ว (Challenge the status quo) ทุก ั ่ 3 ปี องค์กรต้องท้าทายทุกผลิตภัณฑ์ ทุกบริการ ทุกนโยบาย ทุก ช่องทางจาหน่าย ด้วยคาถามว่า ถ้าเราต้องเริ่มใหม่ เราจะทาอะไรที่ ต่างไปจากเดิม  ให้ศึกษาความเป็ นไปของโลกภายนอก (Study what is going on outside the business) “การเปลี่ยนแปลง น้อยครั้งนักที่จะเกิดใน องค์กรเอง หรือลูกค้าขององค์กร”  Drucker เชื่อว่า ถ้าองค์กรยังคงยึดถือวัตถุประสงค์เดิม ๆ ขององค์กร จะทาให้ลาสมัย องค์กรต้องทบทวนปั จจัย ด้านสิ่งแวดล้อม พันธกิจ ้ และความสามารถหลัก อย่างสมาเสมอ ่
  11. 11. จากทฤษฎีสูการปฏิบติ ่ ั  ให้ใช้เวลาในการตัดสินใจอย่างพอเพียงและรอบคอบ ในเรื่องทีมี ่ ผลกระทบกับบุคคล  มั ่นใจว่าบุคลากรทุกคน เข้าใจในธุรกิจที่กาลังดาเนินการอยู่  ศึกษาโลกภายนอก รวมถึงลูกค้าและที่ไม่ใช่ลกค้า ู  ถ้าธุรกิจโตเร็วมาก ให้ทบทวนสมมุตฐานใหม่ ิ  มองและเรียนรูจากความสาเร็จ ของผูอื่นและของตนเอง ้ ้  และเรียนรูจากความล้มเหลว โดยเฉพาะของตนเอง ้
  12. 12. 2. ศิลปะของการบริหารในทางปฏิบติ ั
  13. 13. ขอบเขตการบริหาร  Drucker กล่าวว่า การบริหารเป็ นศิลปะไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ที่อาศัย การบูรณาการของความรูทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน ้  แม้ว่าเขาจะมีพ้ ืนฐานเป็ นนักสถิติ และให้ความสาคัญด้านการเงิน แต่ เขาคิดว่า การบริหาร คือ การบูรณาการของระเบียบวินย (an ั integrating discipline)  Drucker เชื่อว่าทุกองค์กรมีความคล้ายคลึงกันมากกว่าแตกต่างกัน คือ มีหลักการที่เหมือนกัน ต่างกันตรงรายละเอียดการปฏิบติ และทุก ั องค์กรมีปัญหาเหมือนกัน คือ เรื่องของคน  เขามีความเชื่อว่า การบริหารคือ การนาองค์กรที่มีเป้ าประสงค์หลัก โดยการใช้ความเข้มแข็งและความรูของบุคลากร เพื่อเพิ่มผลผลิต ้
  14. 14. ความสาคัญของลูกค้า  Drucker กล่าวว่า ธุรกิจ ควรเป็ นการจัดระบบเพื่อทาให้ลกค้าเกิด ู ความพึงพอใจ  เรืองทานองนี้ปรากฏอยูทั ่วไปในงานประพันธ์ของเขาว่า พื้นฐาน ่ ่ หลักของธุรกิจ คือ ค่านิยมที่มุ่งเน้นลูกค้า และการตัดสินใจของ ลูกค้า ดังนั้น นโยบายและกลยุทธ์ตองเริมต้นที่จดนี้ (The ้ ่ ุ foundations have to be customer values and customer decisions. It is with those that management policy and management strategy increasingly will have to start.)
  15. 15. หน้าที่หลัก 5 ประการของผูจดการ ้ั ้  1. ผูจดการเป็ นคนตังวัตถุประสงค์ (A manager sets objectives) และสื่อสาร ้ั วัตถุประสงค์น้ ีให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องได้รบรู ้ ั  2. ผูจดการเป็ นผูจดระบบ (A manager organizes) เขาเป็ นคนตัดสินใจ ว่า ้ั ้ั งานประกอบด้วยอะไรบ้าง และมอบหมายให้ใครทาหน้าที่อะไร  3. ผูจดการเป็ นผูสร้างแรงจูงใจ (A manager motivates people) โดยการ ้ั ้ กาหนดค่าชดเชย การเลื่อนขั้น สร้างขวัญและกาลังใจให้กบบุคลากร ั  4. ผูจดการเป็ นผูวดผลงาน (A manager measures performance) เขาเป็ นผู ้ ้ั ้ั กาหนดผลงานของแต่ละบุคคล และทาให้มีความสอดคล้องกับหน่วยงาน และขององค์กร  5. ผูจดการมีการพัฒนาตนเองและผูอื่น (A manager develops himself and ้ั ้ others)
  16. 16. การประเมินตนเอง  เราคือใคร ?  อะไรคือจุดแข็งของเรา?  เราทางานอย่างไร?  เราขึ้นกับใคร?  เรามีส่วนช่วยอะไรบ้าง ? การประเมินหน่วยงาน  หน้าที่ของหน่วยคืออะไร?  ทรัพยากรของหน่วยมี อะไรบ้าง?  หน่วยทางานอย่างไร ?  เราทาหน้าทีอะไรในหน่วย? ่  ผูอื่นทาหน้าที่อะไรในหน่วย? ้
  17. 17. การวิเคราะห์รายงานป้ อนกลับ  1. เมื่อตัดสินใจทาอะไร ให้บนทึกความคาดหวังของผลลัพธ์ที่จะ ั เกิดขึ้น  2. ทบทวนผลลัพธ์ตามกาหนดห้วงเวลาเป็ นระยะ เทียบเคียงกับ ความคาดหวังที่ต้งไว้ ั  3. ใช้รายงานป้ อนกลับเป็ นตัวแนะนาและตัวกระตุน เพื่อเสริม ้ จุดแข็งและกาจัดจุดอ่อน
  18. 18. การวัดผลงาน  Drucker แนะนาให้ใช้ การตรวจสอบทางธุรกิจ (business audits) เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทางาน ไม่เพียงแต่ใช้ตววัดด้าน ั การเงินเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้ตาแหน่งในตลาด และ ความสามารถด้านนวัตกรรม ประกอบการพิจารณาด้วย  เขายังแนะนาว่า ผูจดการควรรูเกี่ยวกับค่าใช้จายของ ห่วงโซ่ทาง ้ั ้ ่ ธุรกิจทั้งระบบ (entire economic chain) รวมถึงราคาที่คิดกับ ลูกค้าด้วย
  19. 19. เครื่องมือการวินิจฉัยธุรกิจ :  1. สารสนเทศพื้นฐาน (Foundation information) เช่น เงินสดหมุนเวียน ้ ยอดขาย และอัตราส่วนทางการเงินทังหลาย ที่ใช้คนหาและแก้ปัญหา ้  2. สารสนเทศด้านผลผลิต (Productivity information) เช่น ค่าแรง การ วิเคราะห์การเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจที่คมกับการลงทุน รวมถึงการ ุ้ เทียบเคียงกับคู่แข่งขัน  3. สารสนเทศด้านความสามารถหลัก (Competence information) ได้แก่ ตัววัดผลความสามารถด้านนวัตกรรม และความสามารถหลักของ องค์กร  4. สารสนเทศด้านการจัดสรรทรัพยากร (Resource-allocation information) คือ ตัววัดผลตอบแทนการลงทุน ระยะเวลาการชาระหนี้ ค่าเสื่อมราคา
  20. 20. จากทฤษฎีสูการปฏิบติ ่ ั  ทาให้มั ่นใจได้ว่า มีการสื่อสารที่ดีทั ่วทั้งองค์กร  ใช้ประโยชน์จากรายงานป้ อนกลับ เพื่อเสริมจุดแข็ง  ควบคุมประสิทธิภาพการทางานด้วย การตรวจสอบทางธุรกิจ (business audit)  ศึกษาค่าใช้จาย จนถึงราคาที่ลกค้ายอมจ่าย ่ ู  ใช้ตววัดผลหลาย ๆ ตัว ไม่ใช่เพียงตัวเดียว ั  ตั้งความคาดหวังกับผลงานของบุคลากร และทางานอย่างเป็ น ระบบ  พัฒนา ความฉลาดทางธุรกิจ (business intelligence) ที่เกี่ยวกับคู่ แข่งขันที่แท้จริง และคู่แข่งขันในอนาคต ทั ่วทั้งโลก
  21. 21. 3. การจัดการโดยมุ่งเน้นวัตถุประสงค์ และการ ควบคุมตนเอง
  22. 22. ระบบการบริหารจัดการแบบบูรณาการ 6 ขั้นตอนของการบริหารแบบมุ่งเน้นวัตถุประสงค์ (MBO: Management by Objectives) ซึ่งเป็ นระบบบริหารจากบนลงล่าง ที่นิยมกันมาก คือ  1. ระบุวตถุประสงค์ขององค์กรโดยรวม ั  2. วิเคราะห์เป้ าหมาย และมอบหมายงานให้ผจดการแต่ละส่วน ู้ ั รับผิดชอบ ้  3. ตังมาตรฐานของผลงาน  4. ทาข้อตกลง และระบุวตถุประสงค์ที่ชดเจน ั ั  5. ระบุเป้ าหมายของแต่ละบุคคล ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ องค์กร  6. จัดระบบสารสนเทศ เพือตรวจสอบการบรรลุผลของแต่ละ ่ วัตถุประสงค์
  23. 23. มุมมองของผลลัพธ์ที่สาคัญ ในหนังสือ The Practice of Management (1954) Drucker กล่าวถึง 8 ตัววัดผลที่สาคัญคือ:  Marketing  Innovation  Human Organization  Financial Resources  Physical Resources  Productivity  Social Responsibility  Profit Requirements
  24. 24. การบริหารตนเอง Drucker ให้คาแนะนาดังนี้  การตัดสินใจที่มีประสิทธิผล (On effective decision-making): ให้แยก เหตุการณ์เป็ น ที่เกิดซ้ ากับที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เหตุการณ์ที่เคยเกิด ให้แก้ดวยระบบ เหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิด ให้แก้เป็ นเรื่อง ๆ ไป ้  การปรับปรุงผลงาน (On improving performance): ให้รูจกตัวตนว่า ้ั ถนัดการรับสารสนเทศแบบใด ว่าเป็ นแบบรายงานเป็ นลายลักษณ์ อักษร หรือแบบปากเปล่า ไม่ตองเปลี่ยนสิ่งที่ตนเองถนัด ้  การรูตนเอง (On knowing yourself): ให้ทางานในองค์กรที่มีค่านิยมที่ ้ ตรงกับของตนเอง โดยถามว่า เรามีส่วนช่วยในเรื่องอะไรได้บาง ้
  25. 25. จากทฤษฎีสูการปฏิบติ ่ ั  ไม่มีสิ่งที่ถูกต้องที่สุดเพียงอย่างเดียว ในการบริหารบุคคล  เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จัดสรรทรัพยากรให้กบโอกาส ไม่ใช่เพื่อ ั แก้ปัญหา  รูพนธกิจขององค์กร และมีความเชื่อมั ่น ้ ั  รูว่าตนเองสมควรทาอะไร อย่างไร แล้วลงมือทา ้  รูจกตนเองว่าเป็ นคนตัดสินใจ หรือเป็ นผูให้คาแนะนา ้ั ้  เรียนรูวิธีการบริหารตนเอง และช่วยผูอื่นได้เรียนรูดวย ้ ้ ้ ้  ถามตนเองว่าสมควรทาอย่างไร มากกว่าทาตามคาสั ่งอย่าง เคร่งครัด
  26. 26. 4. การจัดการนวัตกรรม
  27. 27. การค้นหาการเปลี่ยนแปลง โอกาสที่เกิดขึ้นภายในองค์กรหรืออุตสาหกรรม มี 4 ประการคือ  สิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง (The unexpected) ได้แก่ ความสาเร็จ ความ ล้มเหลว หรือเหตุการณ์ภายนอก ที่ไม่ได้คาดหวังไว้  ความไม่สอดคล้องกัน (The incongruity) ระหว่างความเป็ นจริงที่ เกิดขึ้น กับความเป็ นจริงที่น่าจะเป็ น (ought to be)  นวัตกรรมที่เกิดจากความต้องการของกระบวนการ (Innovation based on process need)  การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุตสาหกรรมหรือการตลาด ที่ไม่มี ใครเฉลียวใจ (Changes in industry structure or market structure that catch everyone unaware)
  28. 28. แหล่งของการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก Drucker ระบุ 3 แหล่งของการเปลี่ยนแปลงคือ:  การเปลี่ยนแปลงด้านประชากร (Demographics or population changes)  การเปลี่ยนแปลงด้านการรับรู ้ อารมณ์ และความหมาย (Changes in perception, mood and meaning)  ความรูใหม่ ทั้งที่เป็ นวิทยาศาสตร์และไม่ใช่วิทยาศาสตร์ (New ้ knowledge, both scientific and non-scientific)
  29. 29. หลักการของนวัตกรรม  Drucker เชื่อว่า นวัตกรรมเป็ นผลจาก การวิเคราะห์ ระบบ และ การทางานหนัก เขาได้แนะนา 5 สิ่งที่ควรทา คือ :  1. การวิเคราะห์โอกาส  2. ออกไปดู ถาม แล้วฟั ง  3. ทาให้เรียบง่าย ใส่ใจตลอดเวลา  4. เริมเล็ก ๆ ก่อน ทาทีละอย่างโดยเฉพาะเจาะจง ่  5. มุ่งสูความเป็ นผูนาด้านตลาด ่ ้
  30. 30. รูธุรกิจอย่างทะลุปรุโปร่ง ้  Drucker แนะนาให้ใช้ 4 คาถาม คือ:  1. ผลิตภัณฑ์น้ ี จะยังคงเติบโตอีกนานหรือไม่?  2. ผลิตภัณฑ์น้ ี จะธารงอยูในตลาดได้อีกนานเท่าใด? ่  3. อีกนานหรือไม่ที่ผลิตภัณฑ์น้ ี จะเสื่อมความนิยม และด้วย อัตราเร็วเท่าใด?  4. เมื่อใดที่ผลิตภัณฑ์น้ ี จะล้าสมัย?  คาตอบเหล่านี้จะระบุช่องว่าง ระหว่างวัตถุประสงค์ของบริษท ั และสิ่งที่เกิดขึ้นจริง นวัตกรรมจะมาช่วยปิ ดช่องว่างนี้ได้
  31. 31. การจัดการกับความเสี่ยงใหม่ที่อาจเกิดขึ้น 4 หัวข้อในการจัดการกับความเสี่ยง  1. การมุ่งเน้นตลาด (Market focus) มีความอ่อนตัวพอ ที่จะระบุ ความผิดพลาด แล้วรีบเปลี่ยนวิกฤตให้เป็ นโอกาส  2. พยากรณ์ดานการเงิน (Financial foresight, especially in ้ planning for cash flow and capital needs ahead) อย่าเน้นผลกาไร อย่างเดียว ให้จดลาดับความสาคัญคือ มีรูปแบบการควบคุม การ ั มีเงินสดหมุนเวียน และมีเงินลงทุน ซึ่งเป็ นสิ่งจาเป็ นของธุรกิจ  3. สร้างทีมบริหารให้พร้อม ก่อนเกิดสถานการณ์เสี่ยง  4. การตัดสินใจของผูก่อตั้ง เป็ นสิ่งสาคัญ ต้องคานึงถึงด้วย ้
  32. 32. กลยุทธ์แบบนักลงทุน : ้  1. คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก (Fustest with the Mostest) คือ มุ่งเป็ นผูนาตลาดตังแต่ ้ แรกเริ่ม  2. ทาในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าทา (Hitting Them Where They Ain’t) ไม่ว่าเป็ นการ ลอกเลียน หรือก้าวล้ากว่าผูที่เป็ นต้นแบบ เช่นเดียวกับหลักการที่ญี่ปุ่นใช้ ้  3. หาจุดเฉพาะ (ecological niche) แล้วเป็ นผูผกขาดในตลาดที่เป็ นเฉพาะนั้น ู้ (obtaining a practical monopoly in a small area.)  4. เปลี่ยนคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ ตลาด หรือ อุตสาหกรรมโดยใช้     a) คุณลักษณะที่เป็ นประโยชน์ตอผูใช้ ่ ้ b) กลยุทธ์ดานราคา ้ c) จากการปรับตัวของลูกค้าด้านสังคมและเศรษฐกิจ d) ส่งมอบสิ่งที่มีคณค่าในสายตาของลูกค้า ุ
  33. 33. 5. การจัดการความรู ้
  34. 34. การพัฒนาในอนาคต  Drucker กล่าวว่าแนวโน้มผูสูงวัยจะมากขึ้นในโลกตะวันตกและ ้ ญี่ปุ่น เขาจึงทานายว่า:  อายุการเกษียณจะเพิ่มเป็ น 75 ปี ก่อน ค.ศ. 2010  เศรษฐกิจจะโตได้ จากผลผลิตของบุคลากรที่มีความรู ้ (knowledge workers)  จะไม่มีประเทศใดเป็ นผูนาด้านเศรษฐกิจในโลกแต่ผเดียว ้ ู้
  35. 35. การเพิ่มบทบาทของการบริหารจัดการ  Drucker เชื่อว่าการบริหารจัดการ จะขยายตัวไปสูองค์กรที่ไม่ ่ แสวงหากาไร และองค์กรทางสังคม โดยเฉพาะ การศึกษา และ การรักษาพยาบาล เพราะทั้งสองกลุมนี้ ยังคงมีการใช้วิธีการ ่ ดาเนินการ มากกว่าใช้การบริหารจัดการ (both of which are today over-administered and undermanaged)  เขาให้ความเห็นว่า การให้ความสาคัญด้านสังคม ยังติดตามด้าน เศรษฐกิจไม่ทน การบริหารจัดการ จึงต้องมีบทบาทมากกว่านี้ ใน ั กลุมดังกล่าว ่
  36. 36. ความรับผิดชอบด้านจริยธรรม  Drucker กล่าวว่า เป็ นเรืองน่ากลัวที่ผบริหารยังมีความโลภ มีการ ่ ู้ ให้เงินรางวัลกับผูบริหารที่ไล่พนักงานออก เพื่อลดค่าใช้จาย ว่า ้ ่ ทาได้ดี เขาไม่พอใจกับการบริหารในยุคนั้น และเห็นว่า การให้ เงินรางวัลผูบริหารระดับสูงจานวนมากมาย เป็ นเรืองที่ไม่ถูกต้อง ้ ่  เขามีความเชื่อว่า ในศตวรรษที่ 21 ภาคส่วนที่จะมีการเติบโต มากขึ้น คือ องค์กรไม่แสวงหากาไร ได้แก่ การศึกษา การ รักษาพยาบาล และ การศาสนา
  37. 37. Thomas Jefferson

×