www.kruharn.com

                  Chord Progression

                                  Chapter 1
คอรดหรือการใสเสียงประส...
www.kruharn.com


                      จะแสดงออกมาเปน key signature ดังขางลางนี้




เมื่อรูจักกับเมเจอรสเกลไปแลวต...
www.kruharn.com
           A# E#                               Gb Cb
           A#m มี 7# ไดแก F# C# G# D#        Abm มี...
www.kruharn.com
คูที่หนึ่งเราเรียกวา unison เปนการเลนเสียงซอนกันเปนโนตเดียว
คูที่สองเราเรียกวา major 2nd
คูที่สา...
www.kruharn.com
นี่คือคอรดที่อยูใน C major scale เราสรางคอรดในลักษณะตัวขามตัว อยางเชน C-E-G หรือ
D-F-A หรือคิดเปนโ...
www.kruharn.com




          Natural
                        I min II dim bIII maj IV min V min bVI maj bVII maj
        ...
www.kruharn.com
คราวนี้มาดูความหมายของ Tonic กันบาง โทนิคก็คือตําแหนงที่บงบอกวาเรายืนอยูตรงจุดไหน
                    ...
www.kruharn.com
C / F / G / C คอรดชุดนี้ฟงแลวจบเลย เราอาจเปลี่ยนเปน C / F / G / Em เพื่อใหฟงแลวรูสก
              ...
www.kruharn.com
harmonic ก็มาจาก harmony ดนตรี Traditional จะหลีกเลี่ยงการใช Natural minor เพราะมัน
ทําใหไดสําเนียงพื้น...
www.kruharn.com
สวน bIIIaug เราใชเปรียบเสมือนกับคอรด V ของคอรดถัดไป เชน Eb aug / Ab / G7 / Cm
จากตัวอยางนีเราสมมติให...
www.kruharn.com
ทีนี้เรามาดูที่ Partial 1 - 6 กัน Partial 1 จะเปนโนตตัวต่ําสุดแลวก็ไลขึ้นไปตามลําดับ

                ...
www.kruharn.com




                 นี่เปน Root Ab หาดูก็มีโนต C และ Eb แตก็ไมมีโนตตัว G




สวนนี่เปน Root Eb หาด...
www.kruharn.com
คอรด Diminished ดูกันที่คอรด Cdim ซึ่งมีโนต C-Eb-Gb ดูเผินๆเราอาจจะคิดวา เพี้ยนแหงๆ
เพี้ยนออกมาสองตัวเ...
www.kruharn.com

                                  Chapter 6
                     Tension, Extended chord และ Altered chor...
www.kruharn.com




ทํานองนี้กัดหูชะมัด หากเราจะเปลี่ยนคอรด Am7 เปน Am9 ก็ยอมได แตจะทําใหทํานองไม
ลอยเดน ดังนั้นก็...
www.kruharn.com
ออกไปไมไดแนนอน ตัดโนตตัวที่ 3 ไมไดอยูแลวเพราะตัวนี้จะเปนตัวบอกวาคอรดเปนเมเจอร
หรือไมเนอร บาง...
www.kruharn.com
คอรดนี้เราจะใชอยูในชุด IIm-V-I โดยคอรด I นั้น เปนไดทั้ง major และ minor (คอรด I ในที่น้ี
เปนคอรดส...
www.kruharn.com
บางครั้ง Secondary Dominant ก็จะมีคอรดมาแทรกดังตัวอยางตอไปนี้

                                 C / D7 ...
www.kruharn.com
                     Major scale: C - D - E - F - G - A - B -C

                   Phrygian mode: E - F - ...
www.kruharn.com
เมื่อพิจารณาดูที่คู 3 ของบันไดเสียง พบวาเปนคู 3 เมเจอร จึงจัดใหบันไดเสียงนี้เปนบันไดเสียง
ทางเมเจอร...
www.kruharn.com




      Dorian         I        II       bIII    IV     V                     bVII
                     ...
www.kruharn.com
คอรด bIII มี common note รวมกับคอรด I ดังนั้นจึงใชแทนกันได สวนคอรด VI dim มี
common note รวมกับคอร...
www.kruharn.com
คอรด VIm ใชแทนคอรด I เพราะมี common note อยูรวมกัน คอรด IV และคอรด IIm ใชเปน
Sub-dominant สวนคอร...
www.kruharn.com
                 จาก C / Dm / G7 / C // กลายเปน C / Dm / Db7 / C //

หรือเราจะเปลียนมาเปน Am6 / Dm9 / Db...
www.kruharn.com
ตัวอยางที่สามไมเปลี่ยน E7 แตเปลี่ยน A7 เปน Eb7 และเปลี่ยน G7 เปน Db7 ทําใหคอรดชุดนี้
เคลื่อนตัวแบบโ...
Chord progression
Chord progression
Chord progression
Chord progression
Chord progression
Chord progression
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Chord progression

1,728

Published on

Published in: Education
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total Views
1,728
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
29
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Transcript of "Chord progression"

  1. 1. www.kruharn.com Chord Progression Chapter 1 คอรดหรือการใสเสียงประสาน ทําใหเพลงมีคุณคามากขึ้น เพราะทําใหเกิดความไพเราะและ สามารถสื่อถึงอารมณเพลงไดดีขึ้น คุณสามารถทดสอบความนาทึ่งของคอรดก็ได โดยลองเขียน ทํานองขึ้นมาสักทอน แลวลองใสคอรดลงไปซัก 2-3 แบบ ใหแตกตางกัน คุณจะเห็นวาแม ทํานองจะเหมือนเดิม แตคอรดเปลี่ยน อารมณของเพลงก็เปลี่ยนไปดวย บทความตอไปนี้เปน การแนะนําใหรูจักกับคอรดชนิดตางๆ และวิธีการกําหนดคอรดในเพลง สิ่งแรกที่ตองกลาวถึงสําหรับการเรียน Chord progression นั้นก็คือคุณจะตองรูจก Major และ  ั Minor scale ใหดีเสียกอน ตองจําตัวโนตทุกตัวในทุกสเกลใหได ยกตัวอยางเชนตองรูวา Eb Major scale มีโนต Eb F G Ab Bb C D เปนตน สําหรับโครงสรางของเมเจอรสเกล จํางายๆเลยวา ระยะหางของตัวโนตหางกัน 1tone (ครึ่งขั้น เสียงสองครั้ง) นอกจากระยะระหวางโนตตัวที่ 3 กับ 4 และระยะหางของโนตตัวที่ 7 กับ 8 จะ หางกัน 1semi tone (ครึ่งขันเสียงหนึ่งครั้ง) ดังนี้ ้ C--D--E-F--G--A--B-C ในคียอื่นๆ เราจะแบงออกเปนสองพวก หนึ่งคือพวกทีตดเครื่องหมาย # และอีกหนึ่งก็คือพวกที่ ่ ิ ติดเครื่องหมาย b ดังนี้ G major มี 1# ไดแก F# F major มี 1b ไดแก Bb D major มี 2# ไดแก F# C# Bb major มี 2b ไดแก Bb Eb A major มี 3# ไดแก F# C# G# Eb major มี 3b ไดแก Bb Eb Ab E major มี 4# ไดแก F# C# G# D# Ab major มี 4b ไดแก Bb Eb Ab Db B major มี 5# ไดแก F# C# G# D# A# Db major มี 5b ไดแกBb Eb Ab Db Gb F# major มี 6# ไดแก F# C# G# D# Gb major มี 6b ไดแก Bb Eb Ab Db A# E# Gb Cb C# major มี 7# ไดแก F# C# G# D# Cb major มี 7b ไดแกBb Eb Ab Db A# E# B# Gb Cb Fb -1-
  2. 2. www.kruharn.com จะแสดงออกมาเปน key signature ดังขางลางนี้ เมื่อรูจักกับเมเจอรสเกลไปแลวตอไปมารูจักกับไมเนอรสเกลบาง โครงสรางของไมเนอรสเกลมี หลักอยูงายๆวา ใหนําตัวทีหกของเมเจอรสเกลมาตั้งเปน Root แลวก็เรียงโนตขึนไปเหมือนเดิม ่ ้ เราเรียกวา Relative ยกตัวอยางในคีย C major ซึ่งมีโนตตัว A เปนตัวที่หกของสเกล เราก็เอา A มาตั้งเปนตัวแรก แลวก็นาโนตที่เหลือในสเกลมาเรียงตอกันไปจนกลับไปที่ A อีกครั้ง ดังนี้ ํ A--B-C--D--E-F--G--A เราก็จะได A natural minor scale (คือไมเนอรสเกลทีไมมีเครื่องหมาย # หรือ b) มาอยาง ่ งายดาย จะเห็นไดวาโนตในคีย A minor และ C major นั้นเหมือนกันทุกตัว เพียงแต Root ตางกัน เรามาดูไมเนอรสเกลในคียอื่นๆกันบาง  Em มี 1# ไดแก F# Dm มี 1b ไดแก Bb Bm มี 2# ไดแก F# C# Gm มี 2b ไดแก Bb Eb F#m มี 3# ไดแก F# C# G# Cm มี 3b ไดแก Bb Eb Ab C#m มี 4# ไดแก F# C# G# D# Fm มี 4b ไดแก Bb Eb Ab Db G#m มี 5# ไดแก F# C# G# D# Bbm มี 5b ไดแก Bb Eb Ab Db A# Gb D#m มี 6# ไดแก F# C# G# D# Ebm มี 6b ไดแก Bb Eb Ab Db -2-
  3. 3. www.kruharn.com A# E# Gb Cb A#m มี 7# ไดแก F# C# G# D# Abm มี 7b ไดแก Bb Eb Ab Db A# E# B# Gb Cb Fb ใช key signature แบบเดียวกับเมเจอรสเกล Chapter 2 ขั้นคูหรือ Interval ขั้นคูกหมายถึงโนตในแนวตังสองแนวประสาน จะมีประเภทของมันเอง อาจเปนเมเจอรหรือไม ็ ้ เนอร ก็ได เชน แถวบนเปนขันคูท่อยูภายใน C major scale สวนแถวลางก็เปนขั้นคูที่อยูภายใน C minor scale ้ ี -3-
  4. 4. www.kruharn.com คูที่หนึ่งเราเรียกวา unison เปนการเลนเสียงซอนกันเปนโนตเดียว คูที่สองเราเรียกวา major 2nd คูที่สาม โนต C-Eb เรียกวา minor 3rd สวนโนต C-E เรียกวา major 3rd คูที่สี่และคูที่หาเหมือนกันทั้งสองสเกล เราเรียกวา Perfect 4th และ perfect 5th  คูที่หก โนต C-Ab เรียกวา minor 6th สวนโนต C-A เรียกวา major 6th คูที่เจ็ด โนต C-Bb เรียกวา minor 7th สวน C-B เรียกวา major 7th คูที่แปดเหมือนกันทั้งสองสเกล เราเรียกวา Perfect 8th หรือ octave ขั้นคูเหลานี้เปนขั้นคูที่อยูในออคเตฟเดียวกัน เราเรียกขันคูแบบนีวา Simple Interval ถาหาก ้ ้ เปนขั้นคูที่อยูคนละออคเตฟจะเรียกวา Compound Interval  ขั้นคูมีการเพิมหรือลดไดดวย ถาหากคุณเห็นเขาเขียนโนต C-Ebb อยางนี้ ไมไดแปลวาเปนคู ่ สองแบบ C-D นะครับ มันยังคงเปนคูสามอยู สังเกตดูแผนภูมของขั้นคูตอไปนี้ ิ Diminished<Minor<Major<Augmented ถาหากลดลงมาจากไมเนอรก็ตองเปนดิมินิชครับ ดังนั้น C-Ebb คือคูสามดิมินช และในทํานอง ิ เดียวกัน ในกรณีที่เปนคูสี่เปอรเฟค หรือคูหาเปอรเฟค ถา b ลงไป ก็จะเรียกวาดิมินช แตถา # ิ  ขึ้นมาจะเรียกวา ออกเมนเต็ด C-Gb=Diminished 5th, C-G#=Augmented 5th Chapter 3 คอรดคืออะไร คอรดก็คอโนตแนวประสานตั้งแตสามแนวขึ้นไป ถูกเปลงเสียงออกมาพรอมๆกัน เกิดเปนเสียง ื ที่ผสมผสานกันนั่นแหละเรียกวาคอรด และคอรดสรางขึ้นมาจากไหน คําตอบก็คือสรางขึ้นมา จากสเกลนั่นเอง เมื่อเราเรียนรูสเกลและขันคูไปแลว เราก็คงจะเขาใจเรื่องคอรดไดไมยากนัก ้ ขอเริ่มที่ Triad chord ไทรแอดก็แปลวาสาม ไตรแอดคอรดจึงหมายความวาคอรดที่มีสามเสียง คอรดนั้นอาจมีสี่เสียง หาเสียง หกเสียงไปจนกระทั่งเจ็ดเสียง ตัวอยางไตรแอดคอรด -4-
  5. 5. www.kruharn.com นี่คือคอรดที่อยูใน C major scale เราสรางคอรดในลักษณะตัวขามตัว อยางเชน C-E-G หรือ D-F-A หรือคิดเปนโครงสราง 1-3-5 ก็ไดครับ โดยนับ Root ของ chord เปนตัวที่ 1 เสมอ (Root หมายถึงโนตตัวแรกของคีย หรือ Bass) สรุปตามแผนภาพเราจะไดคอรดของเมเจอรสเกลดังนี้ I maj - II min - III min - IV maj - V maj - VI min - VII minb5 หรือ dim นั่นเอง เขียนเปนโครงสรางคอรดดังนี้ C maj 1-3-5 D min 1-b3-5 E min 1-b3-5 F maj 1-3-5 G maj 1-3-5 A min 1-b3-5 B dim 1-b3-b5 b3 ในที่นี้หมายถึงขั้นคูสามไมเนอร ดวยเหตุทวาขั้นคูไมเนอรชวงเสียงแคบกวาเมเจอร 1 semi ี่ tone เราจึงเขียนอยูในรูป b3 หรือ b6 หรือ b7 (หมายเลขของโนตที่มี b หรือ # คือโนตประจํา ลิ่มสีดาบนคียบอรดเปยโนหรือออรแกนนั่นเอง) ํ  ตอไปเปนคอรดทางไมเนอร กอนอื่นตองเรียนรูเพิ่มเติมเรื่องไมเนอรสเกลกอน เนื่องจากเราเพิ่ง รูจักไปเพียงแต Natural minor อันดับถัดไปจะแนะนําใหรูจักกับ Harmonic minor บาง ซึ่งก็ คือ การนํา Natural minor มาตั้ง แลว # ตัวที่ 7 แคนี้เราก็ได ฮารโมนิคไมเนอร ดังนี้ A--B-C--D--E-F---G#-A ตอไปเปน Melodic minor ซึ่งยุงยากขึ้นมานิดหนอยสําหรับ เพราะมันมี ascending และ descending ตางกัน ascending คือการไลจากเสียงต่าไปสูง เราจะติด # ใหโนตตัวที่ 6 และ 7 ํ ของ เนเจอรัลไมเนอร สวน descending คือการไลจากเสียงสูงลงมาต่ํา จะกลับมาใชโนตตัวที่ 6 และ 7 ธรรมดาดังเนเจอรัลไมเนอรเดิม A--B-C--D--E--F#--G#-A--G--F-E--D--C-B--A ตอไปนี้เปนคอรดของไมเนอรสเกลทั้งสามประเภท เปรียบเทียบกัน -5-
  6. 6. www.kruharn.com Natural I min II dim bIII maj IV min V min bVI maj bVII maj minor Harmonic I min II dim bIII aug IV min V maj bVI maj VII dim minor Melodic I min II min bIII aug IV maj V maj VI dim VII dim minor มีคอรด aug เพิ่มมาใหมที่เรายังไมรูจัก คอรดนี้เขียนโครงสรางเปน 1-3-#5 ครับ คอรด bIII คอรด bVI และคอรด bVII เครื่องหมาย b ที่นําหนาคอรดตรงนี้แสดงใหเห็นวาเปนคอรดที่ Root มีชวงเสียงแคบลงมาจากเมเจอรสเกล 1 semi tone Chapter 4 การวางคอรด Primary chord, Secondary chord การวางคอรดที่ดีจะทําใหเพลงมีความราบรื่นและสวยงาม หรืออาจมีลูกเลนแปลกๆเชน ดึงเสียง ของ Mode อื่นเขามาใชใหเกิดความหลากหลาย หรืออาจจะเปลื่ยนไปคียอื่นซักสองสามคีย  กอนที่จะกลับเขาสูคียเดิมก็ได แตกอนทีจะไปถึงขั้นนัน เรามาทําความรูจักกับ Primary chord ่ ้ และ Secondary chord กันกอน Primary chord ไดแกคอรด I เรียกวา Tonic chord คอรด IV เรียกวา Sub-dominant chord และคอรด V เรียกวา Dominant chord จะยกตัวอยางในคีย C major คอรด I เปน Cmaj ประกอบไปดวยโนต C-E-G สวนคอรด V เปน Gmaj ประกอบไปดวยโนต G-B-D เมื่อนําโนตของทั้งสองคอรดมาเรียงตอกันแลวจะไดโนตดังนี้ C--D--E---G----B-C จะเห็น ไดวายังเหลือโนตอีกสองตัวที่ขาดหายไป และตัวที่ขาดหายไปก็อยูในคอรด IV คือ Fmaj ซึ่ง ประกอบไปดวยโนต F-A-C เมื่อนําโนตในคอรดนี้มารวมดวย ชองวางที่ขาดหายไปก็จะถูกเติม เต็มดังนี้ C--D--E-F--G--A--B-C ดังนั้นคอรดทั้งสามจึงครอบคลุมเมเจอรสเกลเอาไวโดย สมบูรณ -6-
  7. 7. www.kruharn.com คราวนี้มาดูความหมายของ Tonic กันบาง โทนิคก็คือตําแหนงที่บงบอกวาเรายืนอยูตรงจุดไหน  เลนเพลงอยูในคียใด โทนิคนี้สามารถเคลื่อนตัวเขาสูตาแหนงใดก็ได เนื่องจากตัวมันมีความนิ่ง  ํ อยูในตัวเอง Dominant ก็คือคอรดสง หมายถึงตําแหนงของคอรดที่มีความเคลื่อนไหวรุนแรง ตองการตัวมา รองรับ ซึ่งตัวรองรับที่วาก็คอโทนิคนั่นเอง การเคลื่อนตัวเขาหา Sub-dominant จะไดเสียงที่ไมดี ื นัก ในยุคเกา (Traditional music) เขาไมใชกัน แตในสมัยนี้กลับใชกันจนเปนเรื่องธรรมดา ดังนั้นถาหากคุณจะใช คอรด V-IV ก็ตามใจคุณ แลวแตวิจารณญาณของใครของมันครับ Sub-dominant เปนตําแหนงที่อยูกลางๆ เปนคอรดที่คอยชวยหรือคอยประคองสองคอรดแรก เพื่อใหเพลงลืนไหลยิ่งขึ้น จะเขาหาโทนิคก็ได เขาหาโดมิแนนทก็ได นั่นก็คือเรื่องราวของ ่ Primary chord Secondary chord เปนคอรดที่เขามาเพิ่มรายละเอียดใหกบบทเพลงมากยิ่งขึ้น โดยจะมี ั function รวมกันกับ Primary chord ซึ่งสามารถใหทดแทนตําแหนงกันได ขอเริ่มจากคอรด II นั่นก็คอ Dmin ื Dmin ประกอบไปดวยโนต D-F-A ซึ่งมีโนตที่เปนตัวรวมกับคอรด F (F-A-C) อยูสองตัว นั่นคือ F และ A ตัวโนตที่เหมือนกันนี้เรียกวา Common note เมื่อมีโนตรวมกันดังนี้ จึงกําหนดคอรด II min ไปรวมบาน Sub-dominant อยูรวมกับคอรด IV คอรด III คือ Emin ซึ่งประกอบไปดวยโนต E-G-B มีคอมมอนโนตรวมกับคอรด I คือ C (C-E-G) ถึงแมวามันจะมีโนตรวมกับคอรด V คือ G (G-B-D) ดวยก็ตาม แตคอรด IIImin ถูกกําหนดให ไปอยูรวมบานกับ โทนิคคอรด มาดูคอรด VI ตอ คอรดนี้ Amin ประกอบไปดวยโนต A-C-E มีคอมมอนโนตรวมกับคอรด C ดังนั้นจึงถูกกําหนดใหอยูกับโทนิคคอรด มาถึงคอรด VII คือ Bdim ซึ่งประกอบไปดวย B-D-F มีคอมมอนโนตรวมกันกับ G (G-B-D) จึง ถูกกําหนดใหอยูรวมกับ Dominant คอรดในฟงชั่นนี้ เปนพวกเคลื่อนตัวรุนแรง จากนี้ไปเราก็ จําแนกคอรดครบทุกคอรดแลว ตามที่แสดงใหดูในตารางดังนี้ Imaj , IIImin , Tonic VImin Sub- dominant IVmaj , IImin Dominant Vmaj , VIIdim (สีดําคือ Primary chord สีแดงคือ Secondary chord) คอรด I ใหความรูสึกจบไดดี ใชคอรด IIImin, VI min เพื่อหลีกเลี่ยงความรูสึกจบได ตัวอยางเชน -7-
  8. 8. www.kruharn.com C / F / G / C คอรดชุดนี้ฟงแลวจบเลย เราอาจเปลี่ยนเปน C / F / G / Em เพื่อใหฟงแลวรูสก ึ วา ยังไมจบ ยังมีใหฟงตอ เราสามารถใช Secondary chord แทน Primary chord ได ขอใหอยู ในฟงชั่นเดียวกันเทานั้น ยกตัวอยางใหดูอีกดังนี้ C / F / G / C เปลี่ยนเปน C / Dm / G / C หรือ C / F Dm / G Bdim / C ตัวอยางหลังนี่คอ ื แทรกคอรดใหฟงดูละเอียดขึ้น (เพลงเร็วไมควรใชคอรดละเอียดมาก เพลงชาถึงจะเหมาะ)  ขอกลาวถึงคอรด V และ V7 เสียหนอย เคยสงสัยไหมวา สองคอรดนี้ตางกันตรงไหน เพลงในคีย C บางทีเรา ก็เห็นเขาใช G บางทีเราก็เห็นเขาใช G7 แลวมันแตกตางกันอยางไรหรือ โครงสรางของ V7 คือ 1-3-5-b7 หรือคิดอีกอยางก็คือสรางขึ้นจากคอรด V ของสเกล เพิ่มโนตขึ้นไปอีกตัว จากที่เปนโนตสามเสียงก็จะ กลายเปนคอรดที่มีโนตสี่เสียง การสรางขึ้นจากคอรด V นี่เอง จึงทําใหไดชื่อวาคอรด Dominant 7 ถาเปน คอรด G7 ก็จะมีโนต G-B-D-F โนตตัว F ที่เพิ่มเขามาทําใหเกิดปฏิกิริยาทางขั้นคู B-F นั้นเปน Tri tone หรือ diminished 5th จึงทําใหเกิดความเคลื่อนไหวที่รุนแรงเปนพิเศษ(เดิมทีคอรด V เคลื่อนไหวรุนแรงอยูแลว) ขั้น คูนี้เปนคูเสียงที่ตองการตัวอื่นมารองรับ มิเชนนั้นคนฟงจะเครียดมาก ความรูสึกมันเหมือนกับวา มันตอง เคลื่อนไป เมื่อไรจะไปซะที แลวพอมีเสียงมารองรับมัน เราก็จะรูสึกผอนคลาย เหมือนกับวา เออ... ใหมันได อยางนี้สิ คอยยังชั่ว ผานไปซะทีนะ คอรดที่จะมารองรับ V7 ก็คือคอรดในกลุมของ Tonic นั่นเอง โดยเฉพาะ คอรด I จะฟงดูผอนคลายที่สุด (โนต B ใน G7 เคลื่อนตัวเขาหา C ใน C maj และโนต F ใน G7 เคลื่อนตัว เขาหา E ใน Cmaj) กลาวโดยสรุปก็คือคอรด V7 ใหความรูสึกเคลื่อนไหวไดดีกวาคอรด V นั่นเอง ที่ผานไปก็เปนเมเจอรสเกลนะครับ ที่กาลังจะผานมาก็เปนทีของไมเนอรสเกลบาง ํ Natural I II bIII IV V bVI bVII minor min dim maj min min maj maj Harmonic I II bIII IV V bVI VII minor min dim aug min maj maj dim Melodic I II bIII IV V VI VII minor min min aug maj maj dim dim Primary chord และ Secondary chord ยังคงเหมือนเดิมครับ แตฟงชั่นจะเปลี่ยนไปบาง เล็กนอย เราจะคอยๆดูไปทีละคอรด Imin ไมมีปญหาอะไร ขามไปคอรด V min และ Vmaj เลยดีกวา ในดนตรียุคกอนๆ(Traditional music) เมื่อเขียนเพลงทางไมเนอร เขาจะใชเมโลดิคไมเนอร เขียนทํานอง และใชฮารโมนิคไมเนอรเขียนคอรด คําวา melodic มาจากคําวา melody สวน -8-
  9. 9. www.kruharn.com harmonic ก็มาจาก harmony ดนตรี Traditional จะหลีกเลี่ยงการใช Natural minor เพราะมัน ทําใหไดสําเนียงพื้นบาน ดังนั้นการใชคอรด V หรือ V7 จะทําใหคณไดสําเนียงในแบบ Tradition และถาคุณใชคอรด V ุ min ก็จะทําใหคุณไดสําเนียงแบบพื้นบาน ขึ้นอยูกับวาคุณตองการสําเนียงแบบใด คุณก็ใชแบบ นั้น คอรด IVmin และ IVmaj ถาจะใหไดสําเนียงในแบบไมเนอรแลวก็ใช IVmin เถอะครับ ถาเปน คอรด IVmaj มันจะใหสําเนียงแบบ Dorian Mode ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่อง Mode ในตอนตอไป คราวนี้ก็มาดูพวก Secondary chord กันบาง เราจะยกตัวอยางในคีย Cminor คอรด IIdim ใน คียนี้คือคอรด Ddim ประกอบไปดวย D-F-Ab มีคอมมอนโนตรวมกับ IVmin ในที่น้คือ Fm (F- ี Ab-C) แตความที่เปนคอรดดิมินิชจึงนํามาใชแทนคอรด IVmin ไมดนัก เนื่องจากดิมินชเปน ี ิ คอรดที่มีความเคลื่อนไหวคอนขางมาก ดังนั้นคนสวนใหญจะแกปญหานี้โดยเพิ่มโนตมันเขาไปอีกตัว จากคอรดสามเสียงเปนคอรดสี่ เสียง เราจะไดคอรด IImin7(b5) ในที่นี่เราจะไดคอรด Dm7(b5) ประกอบไปดวยโนต D-F-Ab-C จะเห็นไดวา F-Ab-C นี่มันคอรด Fm ดีๆนี่เอง เพียงแตเพิ่ม D ลงไปใหเปน Root ของคอรดเทา นั้นเอง บางทีแทนที่คุณจะเขียนคอรด Dm7(b5) คุณอาจจะเขียนเปน Fm6/D แทนนาจะดีกวา ดวยซ้ํา เพราะวานักดนตรีหัดใหมจะไมรูจักคอรด Dm7(b5) เขาอาจจะเลนเปน Dm7 หรือไมก็ Dm ซึ่งสองคอรดนั้นไมมีโนต Ab หรือ b5 ที่เราตองการ แตถาเขียน Fm/D เขาอาจจะเลนแค Fm ก็ไมเปนไร เพราะโนตตัว Ab ยังอยู แมจะไมไดเลน Root แตผูเลนในตําแหนงเบสก็เลนให เราอยูแลว IImin ไมนิยมใชกัน คือถาหากไมรับกับ melody จริงๆก็ไมมีความจําเปนตองใช คอรดกับ ทํานองตองสัมพันธกัน นั่นคือหลักการ คอรด bVImaj VIdim ใชเปน Sub-dominant แตในบางครั้ง bVImaj อาจนํามาใชแทนคอรด I ดวยก็ได ใชในชวงกอนจะจบเพลงก็ได สวนคอรด VIdim ก็เหมือนกับ IIdim เราจะใชเปน VImin7(b5) มากกวา แลวก็ใชกับเมโลดิคไมเนอร เพราะโนตจะรองรับกันได คอรด bVII ก็ใชเปน Sub-dominant มักจะใชกับ Natural minor บางทีใชเปนรูปคอรด bVII7 (dominant7) สวนVIIdim ใชเปน Dominant สามารถใชแทนคอรด V7 ได แตวา VIIdim นี้อาจ ทําใหเราสับสนกับคียเมเจอร ดังนั้นจึงแกปญหาโดยเพิ่มโนตเขาไปอีกตัว ใหกลายเปน VIIdim7 จะทําใหเราไดสําเนียงทางไมเนอรมากกวา Diminished7 มีโครงสรางคอรดเปน 1-b3-b5-bb7 ขอควรระวัง อยาสับสนระหวางคู 7 ไมเนอร กับคู 7 ดิมินิช พึงระลึกไวเสมอวา ดิมินิชมี ชวงเสียงแคบกวาไมเนอร นี่เปนเหตุผลที่เราใชสัญลักษณ bb คอรด bIIImaj และ bIIIaug นิยมใช bIIImaj มากกวา เพราะคอรดเมเจอรนิ่งกวาออคเมนเตด นํามาใชแทนคอรด Imin แตกมีขอควรระวัง ถาใชไมดีจะกลายเปนเปลี่ยนคียไปเลย เชนเราเลน ็  คีย C minor อยูดีๆ จูๆก็กลายเปนคีย Eb major ไปโดยไมรูตัว เพราะอยางที่กลาวไปตั้งแต ตอนตนวา ไมเนอรและเมเจอรมันมี Relation กันอยู -9-
  10. 10. www.kruharn.com สวน bIIIaug เราใชเปรียบเสมือนกับคอรด V ของคอรดถัดไป เชน Eb aug / Ab / G7 / Cm จากตัวอยางนีเราสมมติให Ab เปน I แลว Eb aug เปนคอรด V ของ Ab แตจริงๆแลว Ab มันก็ ้ คือคอรด bVI ของ Cm นั่นแหละ ความที่เปนคอรดออคเมนเตด มันจึงมีความหวั่นไหว ไมนิ่ง เราจึงใชมันเปนทางผานเขาสูคอรดที่มีความนิ่งในลําดับถัดไป จากตัวอยาง Ab เปนคอรด major ดังนั้นมันจึงเปนคอรดที่มีความนิ่ง และ Eaug เปนตัวผาน อยาลืมหลักการงายๆที่วา คอรดกับทํานองตองมีความสัมพันธกน ั Chapter 5 Harmonic Overtone Series Harmonic Overtone Series คือเสียงสะทอนที่หูคนเราไมไดยิน แตรับความรูสึกได สมมติวาถา เราดีดเปยโนที่โนต C หูเราไดยินเสียง C ตัวนั้น และไมไดยินอะไรอีกแลวนอกจาก C แตโดย ความเปนจริง เสียงที่เกิดขึนมันมีมากกวาโนตตัว C เพียงตัวเดียว ถึงเราจะไมไดยินแตเราก็รูสก ้ ึ ได การสะทอนของเสียงจะเกิดโนตซอนกันไปเรื่อยๆ แลวแตวาคุณภาพของกลองเสียงวาดีเพียงใด  คุณภาพยิ่งดีเสียงสะทอนก็ยิ่งมีมาก ถาคุณเขาใจถึงคําวากังวาลคุณก็คงพอจะนึกออกวา ความ กังวาลนั้นเกิดขึ้นดวยสาเหตุอันนี้ คราวนี้บางคนอาจสงสัยวา Harmonic Overtone Series มันมีประโยชนอะไรกับการเรียนรูบาง ที่เห็นอยูน่ก็คอ Harmonic Overtone Series ของ Acoustical Root C คือเมื่อเราดีดโนต C จะมี ี ื เสียงตามมาอีกอยางที่เห็น แตเปนเสียงที่หูเราไมไดยิน ในแตละระดับ เราจะเรียกวา Partial ในทางดนตรีมีทั้งหมด 13 Partial โดย Partial 1 ก็คอเสียงที่เราไดยินนั่นเอง หรือจะเรียกอีก ื อยางวา Acoustical Root - 10 -
  11. 11. www.kruharn.com ทีนี้เรามาดูที่ Partial 1 - 6 กัน Partial 1 จะเปนโนตตัวต่ําสุดแลวก็ไลขึ้นไปตามลําดับ Partial 1 C Partial 2 C Partial 3 G Partial 4 C Partial 5 E Partial 6 G จะเห็นไดวาทัง 6 Partial มีโนต C ถึง 3 ตัว ที่ซอนกันอยู ทําใหเราไดยินเสียงนี้ชดเจนมาก ถัด  ้ ั มาก็คือ G ซึ่งมีอยู 2 ตัว เราจะรับความรูสึกของเสียงนี้ไดเมื่อเราไดยิน Root เมื่อคุณเลนโนต C  ขึ้นมาตัวเดียว คุณจะรูสึกเหมือนกับวามีคู 5 perfect เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โนตตัว E มีอยูเพียงแคตวเดียว เราอาจจะรับความรูสกนี้ไดไมชัดนัก แตถาหากเราเลนโนตคู 5 ั ึ perfect (สมมติวาเปน C-G) ความรูสึกเราจะพาไปถึงคู 3 major (E) ทันทีเลยเหมือนกัน อันนี้ เปนเรื่องแปลกแตจริง พอมาถึงตรงนี้คุณสังเกตเห็นอะไรบางมั้ย ผมกําลังคิดถึงคอรดเมเจอร ในคอรด C ประกอบไป ดวยโนต C-E-G ใชมั้ย เปนโนตที่อยูใน Harmonic Overtone เสียงของคอรดนี้จึงฟงสบายเปน ธรรมชาติ ไมขัดหู เพราะไมมีตวเพี้ยนออกไปจาก Harmonic Overtone เลยนั่นเอง ั ดังนั้นคอรดเมเจอรจึงใหอารมณที่ฟงสบาย ราบลื่น เปนธรรมชาติ และมีความมันคง แลวหันมา ่ ดูทางคอรดไมเนอรบาง มีโนตอะไรบาง คอรด Cm มีโนต C-Eb-G คอรดนี้มีตวที่เพี้ยนไปจาก ั Harmonic Overtone จึงทําใหฟงแลวไมสบายหู เสียงที่ b ลงของโนตตัวที่ 3 นั่นก็ทําใหโลกดู มืดมน หมองหมนอยางไรพิกล ภาษาดนตรีเรียกวาเสียง dark คือมันทึบทึม หมองเศรา หดหู นั่นคืออารมณของคอรดไมเนอร นอกจากที่วามีตัวเพี้ยนออกไปจาก Harmonic Overtone แลว มันยังมี Acoustical Root ที่ไม ชัดเจนดวย กลาวคือ เมื่อเราเห็นวาคอรดนี้มีโนตไมตรงกับ Harmonic Overtone Root C เราจึง ลองหา Root ตัวอื่นๆดูวาจะมี Root ตัวใดบางมั้ย ที่โนต C-Eb-G จะลงไปสวมรอยไดลงตัว คําตอบก็คือไมมี มีแตที่ใกลเคียง - 11 -
  12. 12. www.kruharn.com นี่เปน Root Ab หาดูก็มีโนต C และ Eb แตก็ไมมีโนตตัว G สวนนี่เปน Root Eb หาดูกมีแตโนต Eb และ G สวน C หาไมเจออีกตามเคย นอกนั้นก็ไมมี ็ ใกลเคียงแลวครับ สรุปไดวา คอรดนี้มี Acoustical Root ที่กํากวม ไมรูจะใช Root ตัวไหนแน จึงถือวาคอรดไม เนอรมี Root อยูสามตัวครับ โดย Root ตัวแรกเปน Root ที่เลนจริง สวนอีกสอง Root เปน Root ที่เรารูสกรับรู แตไมปรากฎออกมาจริงๆ พอจะสรุปอารมณของคอรดไมเนอรไดแลวนะ ึ ครับ เราจะไดพูดถึงคอรดถัดไปเลย คอรด Augmented มาดูโนตใน Caug ประกอบไปดวย C-E-G# มีโนตที่เพียนออกไปจาก ้ Harmonic Overtone 1 ตัว จึงทําใหคอรดนี้ฟงดูไมเปนธรรมชาติ ใหความรูสึกวังเวง วิเวก  พิลึกๆ คอรดนี้ก็มี Root มากกวา 1 ตัวอีกเหมือนกัน สังเกตดูทละคูเสียงกอน คูแรกไดแก C-E ี เปนคู major 3rd คูที่เหลือคือ E-G# ก็เปนคู major 3rd เหมือนกัน ตรงนี้ศัพทเทคนิคเขา เรียกวา Symmetrical คือคอรดที่มีข้นคูประเภทเดียวกันซอนอยู และเมื่อเรานําโนตตัวใดมาตัง ั  ้ เปน Root ก็ตาม เสียงก็จะออกมาเหมือนกันอยูดี C aug C-E-G# E aug E-G#-B#(C) G# aug G#-B#(C)-D##(E) จะเห็นไดวาคอรดนี้ จะนําโนตตัวใดมาตังเปน Root ก็ได เสียงที่ออกมาเหมือนกันหมด และ  ้ Root ที่ปรากฎเหลานี้ก็คือ Root ทั้งหมดของคอรดออคเมนเต็ด เหมือนกรณีเดียวกับคอรดไม เนอร คอรดนี้จึงมี Acoustical Root รวมกัน 3 ตัว - 12 -
  13. 13. www.kruharn.com คอรด Diminished ดูกันที่คอรด Cdim ซึ่งมีโนต C-Eb-Gb ดูเผินๆเราอาจจะคิดวา เพี้ยนแหงๆ เพี้ยนออกมาสองตัวเลย แตที่จริงหาเปนเชนนั้นไม เพราะ C-Eb-Gb ไมไดอยูใน Harmonic Overtone ของ Root C เราลองมองหา Harmonic Overtone ของ Root ตัวอื่นๆดู ดูซวาจะมี ิ Acoustical Root ตัวใดบาง ที่โนต C-Eb-Gb ลงไปสวมรอยไดลงตัวพอดี Ab เปนคําตอบ สุดทายครับ และ Ab นั้นเปนคําตอบทีถกตอง จะเห็นไดวา C เปน Partial 5 โนต Eb เปน Partial 6 และ Gb ่ ู เปน Partial 7 ของ Acoustical Root Ab ดังนั้น Root ที่ปรากฎใหเห็นในคอรดดิมินิชจึงไมใช Root จริง สวน Root จริงๆของมันตองนับลงมา 3 major สวน Root ที่ปรากฎใหเห็นเราเรียกวา Apparent Root ดังนั้นคอรดดิมินิชจึงไมมีตัวเพี้ยนออกไป ทําใหเสียงยังคงเปนธรรมชาติ แตมันใหเสียงที่ หวั่นไหว บางเบา เนื่องจากเราเอาคู 3 มาทําเปน Root แนนอนวาการไมปรากฎของ Root ที่ แทจริงนั้น ยอมทําใหเกิดความมั่นคงไปไมได สรุปประเด็นวา เสียงเปนธรรมชาติ Major chord สบาย รื่นหู มีความ มั่นคง อยูกับที่ เสียงไมเปนธรรมชาติ Minor chord ฟงดูโศกเศรา หดหู หมนหมอง มืดมน เสียงไมเปนธรรมชาติ Augmented chord ฟงแลวลึกลับ ฉงน วังเวง เสียงเปนธรรมชาติ ให Diminished chord ความรูสึกหวันไหว ่ เคลื่อนที่ไปขางหนา - 13 -
  14. 14. www.kruharn.com Chapter 6 Tension, Extended chord และ Altered chord Tension หมายถึงความตึงเครียด หมายความวาเมื่อเลนโนตตัวใดๆที่เปนโนตนอกคอรด ก็จะ เกิดความตึงเครียดขึ้นและตองการโนตตัวรองรับในตัวถัดไป เพื่อใหเกิดความผอนคลาย และโนตเหลานี้ 7, 9, 11, 13 ก็คอ Tension ซึ่งอาจใชเขียนเปนแนวทํานอง หรืออาจจะเอาเขา ื มาแตงแตมเติมเขาไปในคอรดก็ได ในกรณีที่เลนคอรด Cmaj7(C-E-G-B) แลวเขียนทํานองดวย โนตตัว D ก็จะทําใหเกิด T9 และเมื่อเสียงทั้งสองมารวมกันก็จะฟงเปนเสียงของคอรด Cmaj9 ไปโดยอัตโนมัติ การเขียนเพลงแบบนี้จะทําใหทํานองลอยเดนมาขางหนา แตก็รองยาก ถาหาก ใชเปนคอรด Cmaj9 ไปเลยก็จะชวยใหรองไดงายขึ้น แตแนวทํานองจะไมเดนออกมา เพราะมัน  จะกลมกลืนไปกับเสียงคอรด ตอไปนี้คือ Tension ที่จะนําไปใชรวมกับคอรดตางๆ  T7 , T9 , T#11 ใชรวมกับคอรด Major6 Major7 (แม T7 จะเปนโนตที่อยูใน T7 , T9 , T#11 ใชรวมกับคอรด คอรด แตเราก็นับวาเปนเทนชั่น ดวย) T7 , T9 , T11 ใชรวมกับคอรด Minor6 T9 , T11 ใชรวมกับคอรด Minor7 T9 , T11 , Tb13 ใชรวมกับ Minor7(b5) คอรด Tb9 , T9 , T#9 , T11(sus4) , T#11(Tb5) , Tb13 , T13 ใช Dominant7 รวมกับคอรด T9 , T#11ใชรวมกับคอรด Augmented7 โนตใดๆก็ตามที่อยูเหนือขึ้นไป หนึ่งเสียงของโนตที่อยูในคอรด Diminished7 นี้ ใชเปนเทนชั่นของคอรด T9 , T11 , T13 ใชรวมกับคอรด Dominant7(sus4) ในสวนของคอรด Diminished7 ขอยกตัวอยางคอรด Cdim7 ซึ่งประกอบไปดวยโนต C-Eb-Gb- Bbb โนตที่อยูเหนือขึ้นไปหนึ่งเสียงของโนตในคอรดไดแก D-F-Ab-B ถือเปน Tension แตไมมี ชื่อเฉพาะวาเปนเทนชั่นตัวใด ลองเขียนทํานองแบบใส Tension เขาไปเต็มๆใหดูดังตอไปนี้ - 14 -
  15. 15. www.kruharn.com ทํานองนี้กัดหูชะมัด หากเราจะเปลี่ยนคอรด Am7 เปน Am9 ก็ยอมได แตจะทําใหทํานองไม ลอยเดน ดังนั้นก็ขึ้นอยูกับคุณเองวาตองการความกลมกลืนหรือความเดน (contrast) หรือจะ เปลี่ยนคอรด Am7 เปนคอรด C ก็จะไดเสียงแบบ Cmaj7 (C-E-G-B) ไปโดยอัตโนมัติ Extended chord และ Altered chord Extended chord คือคอรดที่ขยายเสียงออกไป จากเดิมที่เปนไตรแอดมีสามเสียง คราวนี้จะ เปนสี่เสียง หาเสียง หกเสียงจนกระทั่งเจ็ดเสียง สวน Altered chord ใชเรียกคอรดทีเราจะติด # ่ หรือ b ลงไปบนโนตที่เปน Tension มาดูโครงสรางของคอรดตางๆกันดีกวา หากคุณอยากจะ # หรือ b Tension ตัวใดของคอรด ก็ขอใหยอนกลับไปดูตารางขางบนวามัน ควรจะใชไดหรือไม มีขอแนะนําวาในคีย Major คอรด Dominant 7(b9) จะเคลื่อนตัวเขาหา Tonic function ไดดี (ถาตองการเสียงที่ smooth มากๆ) สวนในคีย Minor คอรด Dominant 7(#9) เคลื่อนตัวเขาหาคอรด I minor ไดดี และคอรด Augmented7 สามารถใชแทนที่ Dominant7 ไดเหมือนกัน มาถึงตรงนี้คณอาจจะสงสัยขึ้นมาอีกวา แลวคอรดหาเสียงหกเสียงนี่มันจะจับยังไงของมันไหว ุ ถาเปนเปยโนก็ไมมีปญหาอะไรหรอก แลวกีตารละจะเลนยังไงดี คําตอบก็คือ เราสามารถละทิ้งโนตบางตัวออกไปไดครับ (เรียกวา omitted) โดยที่โนตตัวทีตัด ่ ออกไปจะตองไมสงผลใหเสียเอกลักษณของคอรด เชนถาเราตองการโนตตัวที่ 9 เราก็ตัด 9 - 15 -
  16. 16. www.kruharn.com ออกไปไมไดแนนอน ตัดโนตตัวที่ 3 ไมไดอยูแลวเพราะตัวนี้จะเปนตัวบอกวาคอรดเปนเมเจอร หรือไมเนอร บางทีเราอาจจะตัด Root ได ในกรณีที่เราเลนอยูในวง และมีคนเบสเลน Root ให อยูแลว และตัวทีตัดไดแนนอนก็คือโนตตัวที่ 5 เพราะเมื่อมี Root เราก็จะรูสกเหมือนมีคู perfect 5th อยู ่ ึ แลว แตอยาไปตัด b5 หรือ #5 เด็ดขาด เพราะนั่นจะทําใหเสียเอกลักษณของคอรดเหลานั้นไป ทันที บางทีเราอาจจะใช 9 แทน 1 ไปเลยก็ได ยกตัวอยาง หากวาคุณตองการเลน Cmaj7 คุณจับแคโนต C-E-B แคนี้ก็พอแลวครับ โนต G ซึ่ง เปน perfect 5th ไมมีความหมายใดๆเลย ไมตองไปเหลียวแลมัน จากนี้ไปคุณก็คงเริ่มมีทางที่ จะฉีกหนีความจําเจเกาๆประเภท C / Am / F / G7 // ไดบางแลว ลองหันมาใชคอรด Cmaj9 / Am6 / Dm9 / G7(13) // ดูบาง แกเซ็งไดเหมือนกัน  แตหนทางการหลีกหนีความจําเจไมไดมีเพียงเทานี้ ยังมีอีก ในบทหนา Chapter 7 Secondary Dominant Chord Secondary Dominant chord คือคอรดที่เราใชตกแตงทางเดินคอรดของเราใหมีความรูสึก เคลื่อนไหวมากขึ้น เพราะ Dominant7 chord เปนคอรดที่มี tri-tone อยูในตัวมัน จึงทําใหฟงดู  ไมอยูกบที่ เคลื่อนตัวไปขางหนา สวน Secondary Dominant จะมีหนาตาอยางไร ดูตวอยาง ั ั ตอไปนี้ C / Am / D7 / G7 / C // จะเห็นไดวาคอรด D7 ไมใชคอรดที่อยูใน C major scale แลวมันมาโผลอยูตรงนี้ไดอยางไร มัน  มาไดก็เพราะเราใชมันเปนคอรด V7 ของ V7 อีกที มันก็เหมือนกับการสงคอรด G7 เขาสูคอรด C นั่นเอง เราสมมติใหคอรด G7 เปนเหมือนกับคอรด I ดังนั้นคอรด D7 จึงเปนคอรด V7 ของ คอรด G7 วิธการวางคอรดแบบนี้จะทําใหเราไดเสียงโนตที่อยูนอกสเกลมาโดยอัตโนมัติ ทําให ี ฟงแลวแปลกออกไป ไมซ้ําซาก จําเจ แถมเทหอีกตางหาก เพลงไทยสมัยนี้กใชกันเยอะ ไมเชื่อ ็ ลองไปฟงดู และนี่แหละที่เราเรียกวา Secondary Dominant Chord นอกจากนี้ Secondary Dominant ยังแบงออกเปน Related Secondary Dominant และ Extended Secondary Dominant มาเริ่มจาก Related Secondary Dominant กันกอน - 16 -
  17. 17. www.kruharn.com คอรดนี้เราจะใชอยูในชุด IIm-V-I โดยคอรด I นั้น เปนไดทั้ง major และ minor (คอรด I ในที่น้ี เปนคอรดสมมติ คือไมใชคอรด I ของสเกลจริงๆ) C Gm7 / C7 F / D7 / G7 / C // หากเราจะวิเคราะหคอรดโดยดูจากขางหนาไปเราก็คงจะงงๆ ดังนั้นเราตองดูจากขางหลังมา ขางหนา โดยเริ่มจากหองสุดทาย C เปนคอรด I ทุกคนคงรูดี (ถาไมรูตองกลับไปเริ่มตนใหม) G7 เปนคอรด V7 ของ C คอรด D7 เปน V7 ของ G7 ดังนั้นคอรด D7 ในที่นี้จะเรียกวา V of V ถัดมาเปนคอรด F นั้นเปนคอรด IV คอรด C7 เปน V7 ของ F ดังนั้นคอรด C7 ในที่น้จึงเรียกวา ี V of IV สวนคอรด Gm7 นั่นก็คือคอรด IIm ของคอรด F นั่นเอง ดังนั้น Gm7-C7-F คือ Related Secondary Dominant เราเรียกวา IIminor-V of IV ลองดูตัวอยางทางไมเนอรกันบาง เริ่มจากตัวอยางงายๆกอน C Em / A7 Dm / G7 / C // G7 เปน V7 ของ C คอรด Dm เปน IIminor ปกติ คอรด A7 เปน V7 ของ Dm ดังนั้น A7 คือ V7 of IIminor สวนคอรด Em เปนทั้ง IIIminor ของ C อีกทั้งยังเปน IIminor ของ Dm ดวย คอรดที่ทําหนาที่สองอยางในเวลาเดียวกันอยางนี้เราเรียกวา Dual function ดูอีกซักตัวอยาง เชน Ebm7 / Ebm7 / Gm7(b5) / C7 / Fm7(b5) / Fm7(b5) / F7(b9) / Bb7 / Ebm7 // เชนเคย เราวิเคราะหจากขางหลังมาขางหนา Ebm7 เปนคอรด I คอรด Bb7 เปน V7 ปกติ F7(b9) เปนคอรด V ของ Bb7 นั่นก็คอ V of V คอรดถัดมาเปน Fm7(b5) ก็คอคอรด IIm ปกติ ื ื สวน C7 นั้นเปน V7 ของ IIm (Fm7(b5)) ตรงนี้เรียกวา V of IIm คอรดถัดไปเปน Gm7(b5) ซึ่ง เปนคอรด IIm ของ Fm7(b5) อีกที ตรงนี้ก็คอ Related Secondary Dominant อยูในรูป ื IIminor-V of IIminor มาถึง Extended Secondary Dominant กันบาง คอรดชุดนี้จะอยูในรูป V-V-I (เชนเคย คอรด I เปนคอรดสมมติ ไมใชคอรด I ในสเกลจริงๆ) C / A7 / D7 / G7 / C // G7 เปนคอรด V7 ปกติ คอรด D7 เปน V7 ของ V7(G7) อีกที สวนคอรด A7 เปน V7 ของ D7 ดังนั้น A7 จึงเปน V-V of V7 นอกจากนี้เรายังสามารถขยาย Extended Secondary Dominant ออกไปไดเรื่อยๆ Cmaj7 / C#7 / F#7 / B7 / E7 / A7 / D7 / G7 / C // - 17 -
  18. 18. www.kruharn.com บางครั้ง Secondary Dominant ก็จะมีคอรดมาแทรกดังตัวอยางตอไปนี้ C / D7 Dm / G7 / C // คอรด Dm มาคั่นอยูระหวาง D7 กับ G7 แต D7 ก็ยังคงเปน Secondary Dominant ของ G7 อยูนั่นเอง หลักการอีกอยางในการวางคอรดก็คือ คอรด I เคลื่อนตัวเขาหาคอรดใดก็ได เปนอิสระ Chapter 8 Mode Mode คือบันไดเสียงอีกประเภทหนึ่ง มีอยูเจ็ดชนิด ซึ่งเราสรางขึ้นมาไดจาก Major scale อันดับแรกคือ Ionian mode เปนบันไดเสียงที่เหมือน Major scale ทุกประการ จึงไมตอง อธิบายใดๆเพิมเติม ่ Dorian mode สรางขึ้นโดยนําโนตตัวที่ 2 ของ Major scale มาตั้ง แลวก็ไลโนตเรียงลําดับขึ้น ไปตามเดิม ดังที่จะแสดงใหดูดังนี้ Major scale: C - D - E - F - G - A - B -C Dorian mode: D - E - F -G - A - B - C - D สังเกตดูโนตตัวที่ 3 ของ Dorian mode จะเปนคู 3 ไมเนอร (โดยนับขึ้นมาจาก Root นะครับ ใน กรณีนี้คือคู D - F) ดังนั้นโมดนี้จะใหเสียงทางไมเนอร ลองเทียบดูกับ Natural minor เพื่อ เปรียบเทียบความแตกตาง Natural minor scale: D - E - F - G - A - Bb - C - D Dorian mode: D - E - F - G - A - B - C - D เราจะเห็นความแตกตางที่โนตตัวที่ 6 ดังนั้นเราใชสตรสราง Dorian mode อีกสูตรหนึ่งก็ได เปน ู สูตรวา Natural minor #6 การเพิ่ม # ลงไปในบันไดเสียงจะเปนผลทําใหเสียง Bright ขึ้น ตอไปเปน Phrygian mode สรางขึ้นโดยการนําโนตตัวที่ 3 ของ Major scale มาตั้ง แลวก็ไล โนตเรียงลําดับขึ้นไปตามเดิม - 18 -
  19. 19. www.kruharn.com Major scale: C - D - E - F - G - A - B -C Phrygian mode: E - F - G - A - B - C - D - E Natural minor scale : E - F# - G - A - B - C - D - E โดยที่คู 3 เปนไมเนอร เราจึงจัดใหโมดนี้เปนบันไดเสียงทางไมเนอร และเมื่อนํามาเปรียบเทียบ กับไมเนอรสเกล เราจะเห็นวา Phrygian mode ก็คือ Natural minor b2 นั่นเอง การเพิ่ม b ลง ไปในบันไดเสียง ทําใหเสียง Dark ลง ถัดไปเปน Lydian mode สรางขึ้นโดยใชตวที่ 4 ของ Major scale มาตั้งแลวไลโนตขึนไป ั ้ ตามลําดับ Major scale: C - D - E - F - G - A - B -C Lydian mode: F - G - A - B - C - D - E - F เมื่อพิจารณาโนตตัวที่ 3 แลวพบวาเปนคู 3 เมเจอร บันไดเสียงนี้จึงเปนบันไดเสียงทางเมเจอร เราเลยตองนํามาเปรียบเทียบกับเมเจอรสเกลดังนี้ครับ Major scale: F - G - A - Bb - C - D - E - F Lydian mode: F - G - A - B - C - D - E - F จะเห็นไดวา Lydian mode ก็คือ Major #4 นั่นเอง เชนเคย การเพิ่ม # ทําใหไดเสียงที่ Bright  ขึ้น แตขณะเดียวกัน #4 จะทําใหเกิด Tritone จาก Root (Tritone คือคูเสียงที่มีชวงหางสาม เสียงพอดี) F - B เทากับ augmented 4th หรือถาเราพลิกกลับเปน B - F ก็จะเทากับ diminished 5th เมื่อเกิด Tritone ขึ้นจาก Root ดังนี้แลว มันจะทําใหเราไมรบรูถึง Tonality ั แปลอีกทีวา เราไมอาจรับรูถึงศูนยกลางของบันไดเสียง เมื่อเพลงบรรเลงมาจบที่ Root เราจะไม รูสึกวามันจบ ซึ่งผิดปกติจากบันไดเสียงชนิดอื่นๆ แต Lydian mode ยังดีที่คอรด I เปนเมเจอร ซึ่งเปนคอรดที่มีความมั่นคง ดังนั้นเรายังพอจะเห็นเพลงที่แตงขึ้นโดยใช Lydian mode ลวนๆ อยูบาง ผิดกับ Locrian mode ซึ่งจะกลาวตอไป Mixo-lydian mode สรางขึ้นจากการนําโนตตัวที่ 5 ของ Major scale มาตั้งแลวเรียงลําดับขึน ้ ไปตามเดิม Major scale: C - D - E - F - G - A - B -C Mixo-lydian mode: G - A - B - C - D - E - F - G Major scale : G - A - B - C - D - E - F# - G - 19 -
  20. 20. www.kruharn.com เมื่อพิจารณาดูที่คู 3 ของบันไดเสียง พบวาเปนคู 3 เมเจอร จึงจัดใหบันไดเสียงนี้เปนบันไดเสียง ทางเมเจอร เมื่อเปรียบเทียบกับเมเจอรสเกลในคียเดียวกันแลวจะเห็นวา Mixo-lydian mode ก็ คือ Major b7 นั่นเอง การเพิ่ม b ลงไปทําใหเสียง Dark ลง ตอไปเปน Aeolian mode ซึ่งก็คือ Natural minor scale นั่นแหละครับ ไมมีอะไรแตกตาง จึงไม ตองเขียนถึงเพราะคงรูจักกันดีอยูแลว สุดทายก็คือ Locrian mode สรางขึ้นจากโนตตัวที่ 7 ของ Major scale ดังตอไปนี้ Major scale: C - D - E - F - G - A - B -C Locrian mode: B - C - D - E - F - G - A - B Natural minor: B - C# - D - E - F# - G - A - B เมื่อพิจารณาดูโนตตัวที3 จะเห็นวาเปนคู 3 ไมเนอร จึงจัดใหบันไดเสียงนี้เปนบันไดเสียงทางไม ่ เนอร และเมือนํามาเปรียบเทียบกับไมเนอรสเกลจะสรุปไดวา Locrian mode คือ Natural ่ minor b2 b5 เชนเคยครับ การเพิ่ม b ลงไปในบันไดเสียง ทําใหเสียง Dark ลง แลวนี่เพิ่มขึนตัง้ ้ สองตัวยิ่งไปกันใหญเลย เทานั้นยังไมพอ เมื่อคู 5 เปน b5 ดวยแลว มันก็เหมือนกับกรณีของ Lydian mode คือเกิด Tritone ขึ้นจาก Root จึงทําใหบันไดเสียงนี้ไมมี Tonality แลวคอรด I ยัง เปนไมเนอรเขาไปอีก เราจึงไมพบเห็นเพลงที่แตงดวย Locrian mode ลวนๆ จะพบก็เพียงเปน สวนหนึ่งของบทเพลงเทานัน และนับวาเปนโมดที่เราพบเห็นไดยากยิ่งจริงๆ เทาที่ผมนึกออกก็ ้ มีทอนริฟฟกีตารเพลง Seek and Destroy ของ Metalica ในชุด Kill'em all ใชขึ้นเปน Intro  แลวก็ไหลไปสูบนไดเสียงไมเนอรในทอนถัดไป แคนนแหละ เรียกวาทั้งชีวิตที่เคยฟงเพลงมาก็ ั ั้ พบเพียงแคนจริงๆที่ไดฟงสําเนียงของโมดนี้ ี้ เมื่อไดทําความรูจักกับโครงสรางตางๆของโมดไปแลว ตอไปก็จะเขาประเด็นหลักของ Chord progression นั่นก็คือพูดถึงเรื่องคอรด เรามีวิธีการใชคอรดจากโมดตางๆอยางไร เพื่อไมเปน การเสียเวลาจึงขอตัด Ionian mode กับ Aeolian mode ออกไป เพราะมันก็คอ Major และ ื Minor scale ซึ่งไดกลาวไปหมดแลวในบทกอนๆ และอีกโมดหนึ่งที่จะตัดทิ้งไปก็คือ Locrian mode เนื่องจากเปนโมดที่ไมมีใครนิยมใชและเปนโมดทีหา Tonality ไมเจอ ก็เลยเหลืออยูอีก 4 ่ โมด โดยจะเขียนคอรดใหดูพรอมๆกันดังนี้ - 20 -
  21. 21. www.kruharn.com Dorian I II bIII IV V bVII VI dim mode minor minor major major minor major Phrygain I bII bIII IV bVI bVII V dim mode minor major major minor major minor Lydian I II III V VI VII IV dim mode major major minor major minor minor Mixo-lydian I II IV V VI bVII III dim mode major minor major minor minor major กอนอื่นเราตองทําความรูจักกับ Function ของคอรดในแตละโมดเสียกอน เริ่มจาก Dorian mode คอรด I เปนตัว Tonic แนๆอยูแลวในทุกๆโมด แตคอรดอื่นๆเรามีหลักเกณฑในการหา Function ตางไปจากที่เคยเรียนรู คือจะไมยึดเอา I,IV,V เปนหลัก แตจะยึดเอาคอรดใดๆก็ตามที่ มีโนตซึ่งใหเสียงที่เปนเอกลักษณของโมดนั้นๆ อยางใน Dorian mode นี้ เอกลักษณของเสียงก็ คือโนตตัวที่ 6 ดังที่ไดกลาวไปแลววา Dorian mode คือบันไดเสียงทางไมเนอรชนิดหนึ่งแตส่ง ิ ที่ทําใหแตกตางไปจากบันไดเสียงไมเนอรอื่นๆก็คือ โนตที่ #6 ตัวนี้แหละ ดังนั้นเมื่อพิจารณาดู ปรากฎวา มีคอรด IIm และ IV ที่มีโนต #6 ประกอบอยู ก็ใหยึดคอรดนี้วาเปน Dominant ไปซะ ยกตัวอยางในคีย C ดูที่ C Dorian ซึ่งประกอบไปดวยโนต C - D - Eb - F - G - A - Bb - C โนตตัวที่ #6 จาก Natural minor ก็คือ A ซึ่งถือวาเปนเอกลักษณของโมด และโนตตัว A นี้กอยู ็ ในคอรด IIm ในที่นี้คือ Dm(D-F-A) และคอรด IV ในที่นี้คือ F(F-A-C) ดังนั้นสองคอรดนี้จึงเปน Dominant และเรานิยมใชคอรด IV มากกวาเนื่องจากวามันเปนคอรดเมเจอรซึ่งใหเสียงที่มั่นคง กวาคอรดไมเนอร - 21 -
  22. 22. www.kruharn.com คอรด bIII มี common note รวมกับคอรด I ดังนั้นจึงใชแทนกันได สวนคอรด VI dim มี common note รวมกับคอรด I เชนกัน แตเพราะความที่เปนดิมินิช จึงไมควรนํามาใชแทนคอรด I เพราะดิมินิชใหเสียงที่ไมมนคงจึงใชเปน Tonic ไมได ั่ สวนคอรดที่เหลือก็จะเปน Sub-dominant ไป Phrygian mode คอรด I เปนตัว Tonic เหมือนเดิม ไมมีอะไรตองสงสัย เอกลักษณของโมดนี้ อยูท่โนต b2 ดังนั้นเราตองหาวามีคอรดใดบางที่มีโนต b2 ประกอบอยู คําตอบก็คอคอรด bII , ี ื Vdim , bVII 3 คอรดนี้ใชเปน Dominant ทั้งหมด คอรดที่อยูในรูปของเมเจอรมักจะไดรับการ พิจารณากอนเสมอ คอรด bIII และ bVI มี common note รวมกันกับคอรด I จึงใชแทนกันได สวนคอรด IVm มี common note รวมกันกับคอรดที่เปน Dominant ดังนั้นมันจึงเปน Dominant ไปดวย แมวาจะ ไมมีโนต b2 อยูในคอรดก็ตาม Lydian mode คอรด I เปน Tonic คอรดที่เปน Dominant ไดแกคอรด II และคอรด VIIm เนื่องจากสองคอรดนี้มีโนต #4 อยู คอรด IIIm และคอรด VIm ใชแทนคอรด I ได เนื่องจากมี common note รวมกัน คอรด V มี common note รวมกันกับคอรด VIIm จึงจัดเปน Dominant ไป สวนคอรด IVdim ไมตองไปสนใจมัน เพราะเปนดิมินิช ทําใหเกิดความรูสึกนอกคีย โมดนี้เปนโมดที่ฟงแลวใหความรูสึกวาจบไมลง ดังนั้นการจบ อาจจะหาคอรดอื่นที่ไมใชคอรด I มาใชเพื่อแกปญหา โดยคอรดที่จะนํามาใชตองมีเสียงทีรองรับ Tritone ได ยกตัวอยางในคีย C  ่ คอรด Dominant ก็คือ D คอรดที่จะมารองรับในตอนจบเพลงอาจใช G หรือ Em ก็ได ดวย หลักการคิดทีวา Lydian mode สรางขึ้นจากโนตตัวที่ 4 ของ Major ดังนั้นโนต C ก็คือโนตตัวที่ ่ 4 ในคีย G major และคอรด D ก็เปนคอรดที่ 5 ของ G major ดังนั้นคอรด D เคลื่อนตัวเขาหา คอรด G จะอยูในรูปของคอรด V เขาหาคอรด I หรือจะเปลี่ยนจาก G major เปน E minor ก็ได เพราะคียทั้งสองเปน relative กันอยู ตัวอยางเพลงที่แตงดวยโมดนี้ก็มีเพลง Jet Song ซึ่งเปนเพลงประกอบภาพยนตรเรื่อง West side story หรือจะเอาแบบที่ไมตองไปขุดใหลึกมากนักก็เพลง Flying In A Blue Dream ของ Joe Satriani Mixo-lydian mode มีคอรด I เปน Tonic เชนเดิม คอรดที่เปน Dominant ไดแกคอรด Vm และ bVII เนื่องจากสองคอรดนี้มีโนตที่เปนเอกลักษณของโมดอยูซึ่งก็คือโนต b7 จาก Major scale นั่นเอง - 22 -
  23. 23. www.kruharn.com คอรด VIm ใชแทนคอรด I เพราะมี common note อยูรวมกัน คอรด IV และคอรด IIm ใชเปน Sub-dominant สวนคอรด IIIdim ลืมมันซะ เพราะคอรดนี้จะสรางความสับสนวา "มันจะอยูใน โมดไหนของมันกันแน" ไมมีความชัดเจน จึงตัดออกไป Mode มีอยูสองประเภทคือ Tonal mode และ Modal mode Tonal mode เปนโมดที่รับรูถึง Tonality มีอยูหาโมดดวยกันคือ Ionian mode, Dorian mode,  Phrygian mode, Mixo-lydian mode, Aeolian mode Modal mode เปนโมดที่ไมอาจรับรูถง Tonality ได มีอยูสองโมดคือ Lydian mode, Locrian ึ mode การเลือกโมดในการแตงเพลง ตองดูที่อารมณของเพลงเปนสวนประกอบดวย เราใชเมเจอร สําหรับเพลงที่ใหอารมณสบายๆ ใชไมเนอรสําหรับเพลงเศรา สมมติวาเราตองการเปลี่ยน อารมณเศราใหฟงสดใสขึ้นในบางทอนของบทเพลง เนื่องจากเนื้อหาของเพลงบรรยายมาอยาง นั้น เราก็เปลียนจากไมเนอรเปน Dorian mode ซะ อารมณของเพลงก็จะเปลี่ยนไป ในทอนที่ ่ บรรยายความเศราก็เลนเปนไมเนอร แตพอทอนที่บรรยายความสดใสเราเปลี่ยนมาเลน Dorian mode เทคนิคเชนนี้เราเรียกวาการ Mix mode จําหลักการงายๆไววา เมื่อเพิ่ม # ลงไป เพลงจะฟงสดใสขึ้น เมื่อเพิ่ม b ลงไป เพลงจะฟง ซึมเศราลง Chapter 9 Sub-stitution Chord ใกลจบหลักสูตรแลวสําหรับเรื่อง Chord progression ในบทนี้จะนําเสนอเรื่อง chord sub- stitution หรือภาษาไทยเรียกวาคอรดแทนนั่นเอง คอรดนี้จะอยูในรูปของ Dominant7 สรางขึ้น โดยลดตัวที่ 2 ของเมเจอรสเกลลงมาครึ่งเสียง ใชแทนคอรด V7 หรือใชใน Dominant function นั่นเอง ยกตัวอยางในคีย C major โนตตัวที่ 2 ก็คือ D เมื่อลดลงมาครึ่งเสียงจะเปน Db ใช Db เปน Root ของคอรดแลวสรางใหเปน Dominant เราจะได Db7 มาใชแทนคอรด V7 ซึ่งในคีย C นี้ก็ คือคอรด G7 ดังนั้นเราสรุปไดวาใชคอรด bII7 แทนคอรด V7 - 23 -
  24. 24. www.kruharn.com จาก C / Dm / G7 / C // กลายเปน C / Dm / Db7 / C // หรือเราจะเปลียนมาเปน Am6 / Dm9 / Db9 / Cmaj9 // ก็ไมผิดกติกาแตอยางใด ่ เหตุที่สองคอรดนี้แทนกันไดก็เพราะวาทั้งสองคอรดนี้มี Tritone คูเดียวกัน มาดูโนตของทั้งสอง คอรดกันวามีอะไรบาง G7 ประกอบไปดวยโนต G-B-D-F สวนคอรด Db7 ประกอบไปดวยโนต Db-F-Ab-Cb(B) คอรดทั้งสองมีโนต B-F อยูดวยกันทังคู ซึ่งโนตคู B-F ก็คือ Tritone นั่นเอง  ้ เมื่อมี Tritone รวมกันการเคลื่อนตัวของคูเสียงจึงเคลือนตัวไปในทิศทางเดียวกัน คือในกรณีนี้ ่ โนต B เคลื่อนตัวเขาหา C โนต F เคลือนตัวเขาหา E นี่เปนเหตุผลวาทําไม bII7 จึงใชแทน ่ คอรด V7 ได นอกจากเราจะวางคอรดนี้ไวแทนคอรด V7 ตามปรกติแลว เรายังนําไปวางแทน Secondary dominant chord ไดอีกดวยดังตัวอยาง จาก C / D7 / G7 / C // ใชเปน C / Ab7 / G7 / C // ตรงนี้เราใช Ab7 แทน D7 เนื่องจากสอง คอรดนี้มี Tritone คูเดียวกัน หรือคิดอีกอยางคือเราสมมติให G7 เปนคอรด I คอรด bII7 ของ G ก็คอ Ab7 ลองดูตัวอยางอื่นๆดังตอไปนี้ ื C-E7 / A7-Dm7 / G7 / C // เปลี่ยนเปน Cmaj7-Bb7 / A7-Dm7 / Db7 / Cmaj7 // Cmaj7-Bb7 / Eb7-Dm7 / Db7 / Cmaj7 // Cmaj7-E7 / Eb7-Dm7 / Db7 / Cmaj7 // จากตัวอยางเราเปลี่ยนคอรด V7 เปนคอรด bII7 ตัวอยางที่หนึ่ง เปลี่ยน E7 เปน Bb7 ซึ่ง E7 ก็ คือคอรด V ของ A7 ตามที่ไดเรียนรูกันไปแลวในเรืองของ Secondary dominant คิดโดย ่ หลักการงายๆวา สมมติให A7 เปนคอรด I เราจะใชคอรด bII7 ของ A7 แทนคอรด V ซึ่งก็จะได เปนคอรด Bb7 ตัวอยางที่สองเปลี่ยน A7 มาเปน Eb7 ก็ดวยหลักการเดิม คราวนี้ Bb7 กลายเปนคอรด V ของ Eb7 ไปโดยอัตโนมัติ - 24 -
  25. 25. www.kruharn.com ตัวอยางที่สามไมเปลี่ยน E7 แตเปลี่ยน A7 เปน Eb7 และเปลี่ยน G7 เปน Db7 ทําใหคอรดชุดนี้ เคลื่อนตัวแบบโครมาติค คือคอยๆลดลงมาทีละครึ่งเสียง ลําดับถัดมา เมื่อมีคอรดแทนใน Dominant ไปแลว คอรด Sub-dominant ก็กลัวจะนอยหนา จึง เกิดคอรดที่เรียกกันวา Sub-dominant minor ขึ้น คอรดเหลานี้เปนคอรดที่ไดมาจากบันได เสียงไมเนอรทั้งหลายแตนามาใชผสมในบันไดเสียงเมเจอร เพื่อหลีกหนีความจําเจและคอรดวน ํ แบบเกาๆ ก็นับเปนคอรดที่นํามาใชแทนคอรด IV หรือ Sub-dominant นั่นเองครับ Sub- dominant minor มีดงตอไปนี้ ั 1.) IIm7b5 เรานําคอรดนี้มาจากทางไมเนอร แทนทีเราจะใชคอรด C / F / G / C // หรือ C / Dm ่ / G / C // เราก็มาใช C / Dm7b5 / G / C // แทน จะทําใหเราไดสําเนียงในทางไมเนอรเขามา ปะปนกับเมเจอร เปนการหลีกหนีความจําเจกับคอรดวนแบบเดิมๆ 2.) IVm คอรดนี้เชนเดียวกับ IIm7b5 คือไดมาจากทางไมเนอร บางทีคุณอาจจะใชในรูปคอรด IVm6, IVm7, IVm(maj7) ก็ได Cmaj7 / Fm6 / G7 / C6 // หรือใชในการจบเพลง C / F / Fm / C // จะทําใหไดการเคลื่อนตัวแบบโครมาติค คือโนต A ใน คอรด F เคลื่อนตัวเขาหา Ab ในคอรด Fm แลวก็เคลื่อนเขาหา G ในคอรด C 3.) bVI คอรดนี้ไดมาจาก฀

×