บทที่ 2                                  เอกสารที่เกี่ยวของ          ผงชูรส          ผงชูรส เปนชื่อกลางที่ใชเรียก โมโนโ...
อาการไวตอผงชูรส         ในป ค.ศ. 1968 มีรายงานในวารสาร New England Journal of Medicine บรรยายถึงกลุมอาการที่เกิดหลังจาก...
“ภัตตาคารจีน” กับการบริโภคโมโซเดียมกลูตาเมต พบวาในกลุมตัวอยางคนไทยมีไมถึง 1% มีเกิดอาการดังกลาว หลังจากรับประทานอาหาร...
ปริมาณนอยแตบอยครั้งจะสะสมในรางกาย กอใหเกิดอาการพิษแบบเรื้อรัง ทําใหเบื่ออาหารออนเพลีย สับสน ระบบยอยอาหารถูกรบกวน ...
พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากตัว "ผงชูรสแท"           1. ทําใหเกิดอาการแพผงชูรส ซึ่งจะมีอาการชา และรอนวูบวาบที่ ปาก ลิ้น ...
หลักฐานที่ชี้ชัดวาโครงการนี้ไดรับเงินจากบริษัทผูผลิตผงชูรสก็ตรงที่กิตติกรรมประกาศ           ในเอกสารระบุผูที่ใหทุนอุด...
สมองอีกดวย เขาระบุวา อาหารที่ปริมาณ 20% ถือวาเปนสัดสวนสูง เปนอันตราย ขณะเดียวกัน แมจะกินในปริมาณนอย มันอาจจะสะสมเป...
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

บทที่ 2

1,438

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
1,438
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
19
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทที่ 2

  1. 1. บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวของ ผงชูรส ผงชูรส เปนชื่อกลางที่ใชเรียก โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate) วัตถุเจือปนอาหารประเภท วัตถุปรุงแตงรสอาหารที่มีการใชในอาหารกันอยางแพรหลายทั่วโลก ผงชูรสมีลักษณะเปนผงผลึกสีขาวไมมีกลิ่น มีคุณสมบัติในการเปนสารเพิ่มรสชาติอาหาร (Flavor Enhancer)ทําใหอาหารมีรสชาติโดยรวมดีขึ้น เนื่องจากเมื่อผงชูรสหรือโมโนโซเดียมกลูตาเมตละลายน้ํา จะแตกตัวไดโซเดียมและกลูตาเมตอิสระที่มีสมบัติในการเพิ่มรสชาติอาหาร โดยชวยเพิ่มรสชาติของรสชาติพื้นฐาน 4 รสที่เรารูจักกันดีคือ รสหวาน รสเค็ม รสเปรี้ยว และรสขม ใหเดนชัดมากขึ้น ในการศึกษาทางเภสัชวิทยาเกี่ยวกับรสชาติพบวาผงชูรสสามารถกระตุน Glutamate Receptor แลวทําใหเกิดรสชาติเฉพาะตัวที่เรียกวารสอูมามิ (Umami) ซึ่งเปนรสที่ 5 ที่มนุษยสามารถรับรูไดและมีเอกลักษณแตกตางจากรสชาติพื้นฐานทั้ง 4 โมโนโซเดียมกลูตาเมตเปนสารประกอบประเภทกลูตาเมตซึ่งเปนเกลือของ กรดกลูตามิก(Glutamic acid) อันเปนกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่เปนองคประกอบสําคัญของโปรตีนทั่วไป เชนโปรตีนในเนื้อสัตว โปรตีนในนม และโปรตีนในพืช โดยกลูตาเมตจะจับอยูกับกรดอะมิโนตัวอื่นๆเกิดเปนโครงสรางของโปรตีน กลูตาเมตที่อยูในรูปของโปรตีนจะไมมีกลิ่นรสและไมมีคุณสมบัติทําใหเกิดรสอูมามิในอาหาร แตเมื่อเกิดการยอยสลายของโปรตีน เชน เกิดกระบวนการหมัก การบมการสุกงอมของผักและผลไม การทําใหสุกดวยความรอน จะทําใหกลูตาเมตในโปรตีนเกิดการสลายแยกตัวออกมาเปนกลูตาเมตอิสระ ซึ่งเปนตัวที่ทําใหเกิดรสอูมามิในอาหาร นอกจากนี้ ยังไดมีการคนพบวาสารที่เกิดจากการยอยสลายไรโบนิวคลีโอไทดในนิวเคลียสของเซลลสิ่งมีชีวิตซึ่งไดแก ไอโนซิเนต(Inosinate) และ กัวไนเลต(Guanylate)[1]ก็มีคุณสมบัติใหรสอูมามิเชนเดียวกับกลูตาเมตอิสระ ยิ่งไปกวานั้นยังพบวาไอโนซิเนตและกัวไนเลตมีคุณสมบัติในการเสริมรสอูมามิใหเดนชัดมากขึ้นเมื่อใชรวมกับกลูตาเมต โดยผลการเสริมกันนี้มีลักษณะแบบ Synergistic Effect
  2. 2. อาการไวตอผงชูรส ในป ค.ศ. 1968 มีรายงานในวารสาร New England Journal of Medicine บรรยายถึงกลุมอาการที่เกิดหลังจากรับประทานอาหารจีน 15-30 นาทีหรืออาจชาถึง 2 ชั่วโมง แตหายไปเองโดยไมมีผลระยะยาวตามมา อาการเหลานี้ไดแก "ชาตามตนคอ แลวคอยๆลามมาที่แขนสองขาง หลัง และมีอาการออนเพลีย ใจสั่น" ซึ่งภายหลังเรียกกลุมอาการนี้วา กลุมอาการภัตตาคารจีน (ChineseRestaurant Syndrome; CRS) 1.การประเมินของ JECFA (พ.ศ. 2530): ในการทดลองที่วางแผนอยางดีและการใชเทคนิดcontrolled double-blind crossover พบวาไมมีความสัมพันธุระหวางกลุมอาการภัตตาคารจีนและการบริโภคผงชูรสแมในผูที่เขารวมการทดลองซึ่งอางวาตนเคยมีอาการดังกลาว สวนรายการจากการสํารวจ ที่พบวามีอาการเหลานั้น เกิดจากการออกแบบการทดลองและใชแบบสอบถามที่ไมเหมาะสม 2.รายงาน FASEB (พ.ศ. 2538): รายงานของ FASEB ตอสํานักงานอาหารและยาแหงสหรัฐอเมริกา หรือ FDA ยืนยันวาการบริโภคผงชูรส ในปริมาณที่เหมาะสมนั้นทําไดโดยปลอดภัยและยังไมพบอาการระยะยาวที่เปนอันตราย อยางไรก็ตามรายงานนี้กลาววา อาการระยะสั้น ที่เรียกกันวา MSG Symptom Complex นั้นอาจเกิดในคนสองกลุม กลุมที่ 1 เกิดกับกลุมคนที่มีปฏิกิริยาหลังจากทานผงชูรสในปริมาณมาก โดยเฉพาะอยางยิ่งหากทานอาหารที่มีผงชูรสในขณะที่ทองวางโดยปริมาณมากนี้ กําหนดไวที่ 3 กรัมขึ้นไปตอมื้อ และอีกกลุมที่มีอาการที่เกิดจากผงชูรสคือคนที่มีโรคหอบหืดประจําตัวรุนแรง อาการ MSG Symptom Complex ที่ชี้แจงโดยการศึกษานี้รวมไปถึงอาการ ชา แสบรอน ผิวตึง ปวดแนนหนาอก ปวดหัว คลื่นใส หัวใจเตนเร็ว งวงซึม และออนแรง ในกรณีคนเปนโรคหอบหืดอาจจะมีอาการหายใจลําบากดวย แตการศึกษาเรื่องเฉพาะเจาะจงในกลุมนี้ยังไมปรากฏผลที่แนนอนเชื่อถือได อยางไรก็ตาม มีผูนิยมผงชูรสวิจารณวา การทดลองของFASEB นี้ใหผูทดสอบรับประทานผงชูรสที่อยูในรูปแคปซูลหรือสารละลาย ซึ่งไมสามารถนํามาเปรียบเทียบกับการบริโภคผงชูกับพรอมอาหารได 3. รายงาน ANSFA: รายงานเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2545 พบวามีประมาณ 1 เปอรเซ็นตของประชาการมีอาการผิดปกติหลังรับประทานอาหาร แตไมมีหลักฐานยืนยันวาความผิดปกติดังกลาวนั้น มีสาเหตุมาจากผงชูรส เพราะวาในการทดลองไมไดบอกถึงปริมาณของผงชูรสที่ใชอยางไรก็ตามรายงานนี้ยืนยันไดกวาคนที่มีอาการแพผงชูรสนั้นมีไมถึง 1 เปอรเซ็นต[28] 4. งานวิจัยของไทย: สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ.2526) (ภก.ศ.(พิเศษ)ดร.ภักดี โพธิศิร,ิ ยุพิน ลาวัณยประเสริฐ, ศ.นพ.วิชัย ตันไพจิตร และ ผศ.ดร.ทรงศักดิ์ ศรีอนุชาต) รายงานในการศึกษาความสัมพันธระหวางการเกิดการตอบรับตอกลุมอาการ
  3. 3. “ภัตตาคารจีน” กับการบริโภคโมโซเดียมกลูตาเมต พบวาในกลุมตัวอยางคนไทยมีไมถึง 1% มีเกิดอาการดังกลาว หลังจากรับประทานอาหารที่มีผงชูรส จากอดีตจนกระทั่งถึงปจจุบันนี้ยังไมมีการศึกษาวิจัยทางวิชาการใดๆ ที่แสดงใหเห็นวาการบริโภคผงชูรสในอาหารจะมีผลตอทางชีวเคมี หรือทางจุลกายวิภาค เชนการเกิดกลุมอาการภัตตาคารจีน อยางไรก็ตามการรับประทานผงชูรสในจํานวนที่มากเกินไปอาจจะทําใหเกิดการทนตอสารอาหารไมได (food intolerance)ซึ่งเปนอาการที่ไมเกี่ยวของกับปฏิกิริยาทางระบบภูมิคุมกันแตอยางใด จึงแตกตางจากการแพ (allergy) แมวาจะมีอาการคลายคลึงกัน และมักเกิดจากหลายสาเหตุซึ่งบางครั้งก็ไมสามารถชี้ชัดไดวาเกิดมาไดอยางไร อันตรายจากผงชูรส เตือนอันตรายผงชูรส ชี้กินมากอาจปวยเปนโรคภัตตาคารจีน ย้ําผงชูรสไมใชสิ่งจําเปนตอรางกายมนุษย แถมยังมีอันตรายตอสุขภาพหากกินผงชูรสปลอม นพ.ณรงคศักดิ์ อังคะสุวพลา อธิบดีกรมอนามัย กลาวถึงอันตรายจากการกินผงชูรสในปริมาณที่มากเกินไปวา ปจจุบันผูบริโภคสวนใหญกําลังนิยมใสผงชูรสในอาหารจํานวนมากขึ้นโดยเชื่อวาผงชูรสจะชวยเพิ่มรสชาติอาหารใหอรอย ซึ่งในความเปนจริงนั้น ผงชูรสจะละลายไขมันใหผสมกลมกลืนกับน้ํา ทําใหมีรสเหมือนน้ําตมเนื้อ และกระตุนปุมปลายประสาทของลิ้นกับคอทําใหอาหารมีรสหวานอรอย แตถาหากกินมากเกินไปอาจกอใหเกิดอันตรายตอสุขภาพอนามัยของประชาชนได โดยเฉพาะอยางยิ่งอาการแพผงชูรสที่เรียกวา ไชนีสเรสเตอรองตซินโดรม หรือรูจักกันในชื่อของโรคภัตตาคารจีน ทําใหรูสึกชาที่ปาก ลิ้น ปวดกลามเนื้อบริเวณโหนกแกม ตนคอ หนาอกหัวใจเตนชาลง หายใจไมสะดวก ปวดทองคลื่นไส อาเจียน กระหายน้ํา นอกจากนี้ บริเวณผิวหนังบางสวนอาจมีผื่นแดงเนื่องจากเสนเลือดรอบนอกบางสวนขยายตัว และในผูที่แพผงชูรสมากๆ จะเกิดอาการชาบริเวณใบหนา หู วิงเวียน หัวใจเตนเร็ว จนอาจเปนอัมพาตตามแขนขาชนิดชั่วคราวได แตอาการเหลานี้จะหายเองภายในเวลา2 ชั่วโมง หากไมมีอาการแทรกซอนอื่นๆ อีก โดยเฉพาะหญิงมีครรภไมควรกินผงชูรสเด็ดขาดเพราะอาจสงผลตอมารกในครรภได สําหรับทารกแรกเกิดถึง 3 เดือนนั้น หากไดกินผงชูรสเขาไปจะสงผลกระทบตอการเจริญเติบโตของสมองในเด็กวัยนี้อีกดวย นพ.ณรงคศักดิ์ กลาวตอวา จากความนิยมกินผงชูรสกันอยางแพรหลายในขณะนี้ ทําใหผูผลิตบางรายใชสารปลอมปนในผงชูรสเพื่อลดตนทุนการผลิตและสารที่ใชมีทั้งที่เปนวัตถุไมเปนอันตรายแกผูบริโภค ไดแก เกลือ น้ําตาล แปง สวนวัตถุที่เปนอันตราย เชน บอแรกซ ซึ่งเปนสารหามใชในอาหาร เพราะหากรางกายไดรับในปริมาณสูงอาจทําใหเสียชีวิตได หรือถาไดรับใน
  4. 4. ปริมาณนอยแตบอยครั้งจะสะสมในรางกาย กอใหเกิดอาการพิษแบบเรื้อรัง ทําใหเบื่ออาหารออนเพลีย สับสน ระบบยอยอาหารถูกรบกวน ผิวหนังอักเสบ นอกจากนี้ยังมีสารอีกชนิดที่นิยมใสปะปนในผงชูรสคือ โซเดียมเมตาฟอสเฟต ซึ่งปกติจะใชเปนน้ํายาลางหมอน้ํารถยนต เมื่อคนเรารับประทานเขาไปจะออกฤทธิ์เปนยาถายอยางแรง ดังนั้น เพื่อสรางความมั่นใจแกผูบริโภควาผงชูรสที่ใชนั้นปลอดภัยจากสารปลอมปนหรือไม สามารถตรวจสอบดวยวิธีการงายๆ คือ ใหนําผงชูรสที่สงสัยประมาณครึ่งชอนชาใสลงในชอนโลหะ เผาจนไหม หากเปนผงชูรสแทสารนั้นจะไหมไฟเปนถานสีดําที่ชอน แตถาเปนผงชูรสที่มีสวนผสมของบอแรกซ หรือโซเดียมเมตาฟอตเฟตผสมอยู จะพบวามีทั้งสวนที่ไหมเปนสีดําและสวนที่เหลือคางเปนสีขาวที่ชอน “การกินผงชูรสมากเกินไปนอกจากจะเสี่ยงตออาการแพผงชูรสแลว ยังเสี่ยงตอการไดรับอันตรายจากผงชูรสปลอม ดังนั้น แมบานที่มีฝมือในการปรุงอาหารหรือใชน้ําเคี่ยวกระดูกสัตวอยูแลว ผงชูรสก็ไมจําเปนตองใชในการปรุงประกอบอาหาร แตถาหากจําเปนตองใชผงชูรสจริงๆผูบริโภคควรเพิ่มความพิถีพิถันในการเลือกซื้อโดยการสังเกตหีบหอหรือกระปองบรรจุ ขอบผนึกตองไมมีรอยตําหนิ ฉลากพิมพเปนตัวหนังสือภาษาไทยชัดเจน ไมเลอะเลือนและตองระบุชื่ออาหารแสดงคําวา “ผงชูรส” ตลอดจนมีเลขทะเบียนตํารับอาหาร (อย.) ระบุชื่อ ที่ตั้งของผูผลิต เดือนปที่ผลิต รวมทั้งน้ําหนักสุทธิอยางชัดเจน” นพ.ณรงคศักดิ์ กลาว ผงชูรสทุกชนิด เครื่องมือบอนทําลายมนุษยชาติ - อาการ เมื่อกินผงชูรส จะมีอาการปากชา ลิ้นหนา คอแหง - ทั้งตัวรอนวูบวาบ อยากกินแตน้ํา อาการที่ - เปนมากๆ ปวดตามกลามเนื้อ โหนกแกม กลามเนื้อหัวใจคลายถูกบีบ - ลิ้นแข็ง ความรูสึกทรงตัวไมไหว - หายใจไมออก หนาซีด ตัวเย็นซีด ชั่ระยะหนึ่ง ผิวหนาจะตึง หมดกําลัง ออนเพลีย - ระบมตามกลามเนื้อตางๆ จะมีเหงื่อออกทั้งตัว ตัวเย็นซีด - อาการแพมากนอยอยูที่แตละคน โรคที่เกิดขึ้น - เบาหวานจะมากอน ปากคอ เปนแผล ทอนซฺลอักเสบ - มะเร็งในหลอดอาหารที่ลําคอ กระเพาะจะอักเสบ - หรือเปนฝที่ตับ ปอดจะเปนจุด เนื้อรายในปอดคลายๆ วัณโรค - หัวใจจะบวม ลิ้นหัวใจจะรั่ว ปดไมสนิท - ลําไสเนา ลําไสตันีด หากอวัยวะตางๆ - ที่กลาวถึงขางบนเสียหายแลว - จะเกิดเปนมะเร็งในเม็ดโลหิต
  5. 5. พิษภัยและอันตรายที่เกิดจากตัว "ผงชูรสแท" 1. ทําใหเกิดอาการแพผงชูรส ซึ่งจะมีอาการชา และรอนวูบวาบที่ ปาก ลิ้น ใบหนา โหนกแกม ตนคือ หนาอก บางคนมีผื่นแดงเกิดขึ้นตามตัว แนนหนา อก หายใจไมสะดวก เปนตน จนเปนที่รูจักและขนาน นามโรคแพผงชูรส วา " ไชนีสเรสทัวรองซินโดรม" (Chinese RestaurantSyndrome ) หรือ "โรคภัตตาคารจีน" เพราะรานอาหารจีนมักใชผงชูรสกันมากนั่นเอง 2.ทําลายสมองสวนหนาที่เรียกวา ไฮโปทาลามัส (HYPOTHALAMUS) ซึ่งเปนสวนสําคัญในการควบคุมการเจริญเติบโต และระบบสืบพันธุของรางกาย ทําใหการเจริญเติบโตชา ปญญาออนระบบสืบพันธุผิดปกติ เปนหมัน อวัยวะสืบพันธุเล็กลงทั้งในเรื่องขนาดและน้ําหนัก ฯลฯ 3.ทําลายระบบประสาทตา สายตาเสียหรือเกิดตาบอดได โดยเฉพาะอยางยิ่งในสัตวทดลองยิ่งอายุนอยจะยิ่งเกิดผลรายมาก 4. ทําลายกระดูกและไขกระดูก ซึ่งเปนสวนที่ผลิตเม็ดเลือดแดงในรางกาย อาจทําใหเกิดโรคโลหิตจางได นอกเหนือจากโรคทรัพยจางเพราะตองใชเงินซื้อผงชูรสโดยไมจําเปน 5. ทําใหไวตามินในรางกายลดลง โดยเฉพาะอยางยิ่งไวตามินบี-6 ทําใหรางกายผิดปกติและเปนโรคผิวหนังไดงาย (การคนพบนี้ทําใหไวตามินบี-6 แกโรคภูมิแพผงชูรสได) 6. เกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะ อยางยิ่งผงชูรสที่ผานความรอนสูงๆ เชน การปง ยาง เผา ทําใหเกิดสารกอมะเร็งในอวัยวะตางๆ ไดหลายแหง เชน ลําไสใหญ ตับ และสมอง เปนตน 7. ทําลายระบบประสาทสวนกลาง (Central Nervous System) ทําใหเปนโรคประสาทไดงายขึ้น ในปจจุบันมีผูปวยดวยโรคประสาทกันมากขึ้นเรื่อยๆ นาศึกษาวาเกิดจากผงชูรสหรือไม 8. เปลี่ยนแปลงโครโมโซม ทําใหรางกายเกิดวิรูปหรือผิดปกติ ปากแหวง หูแหวง จมูกวิ่นแขนขาพิการ เปนตน 9. ถากินมากจะผานเยื่อกั้นระหวางรกภายในรางกายของผูเปนมารดากับทารกในครรภไดทําใหทารกในครรภไดรับผลกระทบจากผงชูรส 10. ทําให เด็กเล็กถึงตายได เด็กไทยอายุ 20 เดือนถึงแกความ ตาย เมื่อกินขนมครกโรยผงชูรสดวยความเขาใจผิด คิดวาเปนน้ําตาล (เรื่องนี้ รศ.ดร.พิชัย โตวิวิชญ ระบุวา ไดสัมภาษณบิดามารดาของเด็กเอง) เอกสารของรศ.ดร.พิชัย ยังระบุวา "สํานักงาน อ/ย รับจางบริษัทผูผลิตผงชูรสทําการวิจัยเรื่องผงชูรส โดยมีคณะกรรมการวิชาการระหวางประเทศที่ไดรับเงินจากผูผลิตผงชูรสเปนที่ปรึกษาโครงการวิจัย" "เรื่องนี้มีหลักฐานยืนยันเปนลายลักษณอักษรได เพราะเปนเอกสารที่พิมพเผยแพรอยางกวาง ขวางในชวงป 2526 และพิมพแจกตอๆ กันมาอีกหลายป เรื่อง "การศึกษาความสัมพันธระหวางการเกิด การตอบรับตอกลุมอาการ "ภัตตาคารจีน" กับการ บริโภคโมโนโซเดียมกลูตาเมท"
  6. 6. หลักฐานที่ชี้ชัดวาโครงการนี้ไดรับเงินจากบริษัทผูผลิตผงชูรสก็ตรงที่กิตติกรรมประกาศ ในเอกสารระบุผูที่ใหทุนอุดหนุนสําหรับการวิจัยในครั้งนี้ทั้งหมดไดแก InternationalGlutamate Technical Committee หรือ IGTC ซึ่งเปน ผูผลิตผงชูรสระหวางประเทศ และเปนที่นาสังเกตวา คณะกรรมการ IGTC นี้ นอกจากจะใหทุนอุดหนุนการวิจัยครั้งนี้ทั้งหมดแลว ยังเปนที่ปรึกษาของโครง การนี้อีกดวย จึงไมตองแปลกใจที่ผลงานวิจัยนี้จะสรุป ออกมาวา การบริโภคผงชูรสในปริมาณมากไมนาหวงใย ประโยชนจากผงชูรส ผงชูรสมีประโยชนทําใหอาหารมีรสชาติโดยรวมดีขึ้น โดยอาหารที่นํามาปรุงนันตองเปนอาหารที่สด ้ดวยจะไดรสชาติที่ดี โดยธรรมชาติแลวผงชูรสจะใชไดดีมากกับอาหารที่มีรสเค็มหรือเปรี้ยว การใชผงชูรสในอาหารตองใสในปริมาณที่เหมาะสม ประมาณรอยละ 0.1 - 0.8 โดยน้ําหนัก เชน อาหารหนัก 500 g หากเติมผงชูรสประมาณ 0.5 - 4 g หรือประมาณ 1 ชอนชา ก็เพียงพอจะใหรสอูมามิในอาหาร การใสมากเกินไปจะทําใหรสชาติอาหารโดยรวมแยลง และมีรสชาติที่ผิดแปลกไปซึ่งผูบริโภคจะสามารถรับรสที่ผิดแปลกนี้ไดทันที ซึ่งเรียกวา Self Limiting อันเปนลักษณะเชนเดียวกับ เกลือแกง ที่ใหรสเค็ม และน้ําสมสายชู ที่ใหรสเปรี้ยวก็จะตองใชในปริมาณที่เหมาะสมเชนกัน ยิ่งไปกวานั้นอาหารที่เติมผงชูรสในปริมาณที่พอเหมาะจะชวยใหลดปริมาณการเติมเกลือแกงในอาหารลงไดโดยที่ยังคงความอรอยของอาหารอยู ทําใหผูบริโภคที่มีความจําเปนตองจํากัดปริมาณโซเดียมในอาหาร เชน คนชรา สามารถบริโภคอาหารไดมากขึ้นและไดรับปริมาณโซเดียมนอยลงอันเปนผลดีตอสุขภาพกายและใจ 3 กลุมการทดลองตอการกินผงชูรสงาน วิจัยของญี่ปุนฉบับที่ตีพิมพในนิว ไซแอนติสต วันที่ 26 ตุลาคม โดย ฮิโรชิ โอกูโระมหาวิทยาลัยฮิโรซากิ แบงหนูทดลองเปน 3 กลุม กลุมแรก กินผงชูรสมากๆ กลุมสอง กินปานกลาง กลุมสาม ไมกินผงชูรสเลย ปรากฏ วาหนูกลุมแรกมีปญหาตามองไมเห็น และเยื่อจอตาซึ่งมีหนาที่รับภาพบางลงไป75% และผลทดสอบปฏิกิริยาตอแสงปรากฏวาหนูมองไมเห็นเลย สวนหนูที่กินผงชูรสปานกลางมีความเสียหายเชนกัน แตไมมากเทากลุมแรก งาน วิจัยชินนี้เปนชิ้นตอมาจากงานวิจัยเดิมซึ่งฉีดผงชูรสเขาตาสัตวทดลองโดย ตรง ทําให ้ประสาทตาเสียหาย สวนงานชิ้นนี้เปนชิ้นแรกที่แสดงใหเห็นวา ผงชูรสที่รับจากการกิน กอผลใหตาบอดไดเชนเดียวกัน นักวิจัยอธิบาย วา ผงชูรสซึมซานเขาไปอยูในน้ําหลอเลี้ยงจอตา เกาะอยูที่นั่นและทําลายจอ ตาไปในที่สุด ทั้งยังมีผลกอกวนการทํางานของเซลลที่ยังเหลืออยูในการสงสัญญาณภาพไปยัง
  7. 7. สมองอีกดวย เขาระบุวา อาหารที่ปริมาณ 20% ถือวาเปนสัดสวนสูง เปนอันตราย ขณะเดียวกัน แมจะกินในปริมาณนอย มันอาจจะสะสมเปนเวลานานนับสิบป กอนออกฤทธิ์ในภายหลัง นายโอกูโระ กลาววา ผลวิจัยชิ้นนี้อาจอธิยายวา ทําไมคนในแถบเอเชียตะวันออกถึงเปนโรคตอหินในอัตราสูง โดยเฉพาะวัยที่ขึ้นตนดวยเลขสี่

×