การสื่อสารข้อมูล
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

การสื่อสารข้อมูล

on

  • 563 views

 

Statistics

Views

Total Views
563
Views on SlideShare
563
Embed Views
0

Actions

Likes
0
Downloads
0
Comments
0

0 Embeds 0

No embeds

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

การสื่อสารข้อมูล Document Transcript

  • 1. รายงาน เรื่อง ระบบสื่อสารข้อมูล เสนอ อาจารย์ จุฑารัตน์ ใจบุญ จัดทาโดย นางสาวลีลาวดี รัตกูล เลขที่ 27 ชั้น ม.4/2 โรงเรียนรัษฎานุประดิษฐ์อนุสรณ์
  • 2. คานา รายงานฉบับนี้จดทาขึ้นเพือประกอบการเรี ยนการสอน ในรายวิชา คอมพิวเตอร์ ชั้นมัธยมศึกษา ั ่ ปี ที่ 4โดยมีจุดประสงค์ เพือศึกษาความรู ้เกี่ยวกับการสื่อสาร เพื่อให้นักเรี ยนได้รู้ถึงเรื่ องของคอมพิวเตอร์ ่ มากขึ้น และสามารถนาความรู ้มาปรับใช้ในการเรี ยนได้ ผูจดทาหวังเป็ นอย่างยิงว่ารายงานฉบับนี้ จะเป็ นประโยชน์ต่อผูอ่านไม่มากก็น้อย หากผิดพลาด ้ั ้ ่ ประการใด ก็ ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ดวย ้ จัดทาโดย นางสาวลีลาวดี รัตกูล
  • 3. สารบัญ เรื่อง หน้ า ระบบการสื่อสารข้อมูล 1 องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบ 1 ข่ายการสื่อสารข้อมูล 2 องค์ประกอบพื้นฐาน 2 วัตถุประสงค์หลักของการนาการสื่อการข้อมูลมาประยุกต์ใช้ในองค์การ 3 ประโยชน์ของการสื่อสารข้อมูล 3 ชนิดของการสื่อสารข้อมูล 4 การวิเคราะห์ระบบการสื่อสารข้อมูล สายโทรศัพท์ ที่ใช้ ในระบบการสื่ อสารข้ อมูล อ้างอิง 5 8 11
  • 4. ระบบการสื่ อสารข้ อมูล การสื่อสารข้อมูล (Data Communications) หมายถึง กระบวนการถ่ายโอนหรื อแลกเปลี่ยนข้อมูล กันระหว่างผูส่งและผูรับโดยผ่านช่ อ งทางสื่ อ สาร เช่ น อุ ปกรณ์ อิ เล็กทรอนิ กส์ หรื อ คอมพิวเตอร์ เป็ น ้ ้ ตัวกลางในการส่งข้อมูล เพือให้ผส่งและผูรับเกิดความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน ่ ู้ ้ วิธีการส่งข้อมูล จะแปลงข้อมูลเป็ นสัญญาณ หรื อรหัสเสี ยก่อนแล้วจึงส่ งไปยังผูรับ และเมื่อถึง ้ ่ ปลายทางหรื อผูรับก็จะต้องมีการแปลงสัญญาณนั้นกลับมาให้อยูในรู ปที่มนุ ษย์สามารถที่จะเข้าใจได้ ใน ้ ระหว่างการส่งอาจจะมีอุปสรรค์ที่เกิดขึ้นก็คือสิ่งรบกวน(Noise)จากภายนอกทาให้ขอมูลบางส่วนเสียหาย ้ หรื อผิดเพี้ยนไปได้ซ่ ึ งระยะทางก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ด้วยเพราะถ้าระยะทางในการส่ งยิงมากก็อาจจะทาให้ ่ เกิดสิ่งรบกวนได้มากเช่นกัน จึงต้องมีหาวิธีลดสิ่ งรบกวนเหล่านี้ โดยการพัฒนาตัวกลางในการสื่ อสารที่ จะทาให้เกิดการรบกวนน้อยที่สุด องค์ ประกอบขั้นพืนฐานของระบบ ้ องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของระบบสื่ อสารโทรคมนาคม สามารถจาแนกออกเป็ นส่ วนประกอบ ได้ดงต่อไปนี้ ั 1. ผู้ส่งข่ าวสารหรือแหล่ งกาเนิดข่ าวสาร(source) อาจจะเป็ นสัญ ญาณต่ า งๆเช่ น สัญ ญาณภาพ ข้อ มู ล และเสี ย งเป็ นต้น ในการติ ด ต่ อ สื่ อ สาร ่ สมัยก่อนอาจจะใช้แสงไฟ ควันไฟ หรื อท่าทางต่างๆก็นบว่าเป็ นแหล่งกาเนิดข่าวสารจัดอยูในหมวดหมู่น้ ี ั เช่นกัน 2. ผู้รับข่ าวสารหรือจุดหมายปลายทางของข่ าวสาร (sink) ซึ่ งจะรั บ รู ้ จ ากสิ่ ง ที่ ผู ้ส่ ง ข่ า วสาร หรื อ แหล่ ง ก าเนิ ด ข่ า วสารส่ ง ผ่ า นมาให้ ต ราบใด ที่ ก าร ติดต่อสื่อสารบรรลุวตถุประสงค์ ผูรับสารหรื อจุดหมายปลายทางของข่าวสารก็จะได้รับข่าวสารนั้นๆถ้า ั ้ ผูรั บสาร หรื อ จุด หมายปลายทางไม่ ไ ด้รับ ข่า วสาร ก็ แ สดงว่า การสื่ อ สารนั้น ไม่ ป ระสบความส าเร็ จ ้ กล่าวคือไม่มีการสื่อสารเกิดขึ้นนันเอง ่
  • 5. 3. ช่ องสั ญญาณ(channel) หมายถึง สื่อกลางหรื อตัวกลางที่ข่าวสารเดินทางผ่านอาจจะเป็ นอากาศ สายนาสัญญาณต่างๆ หรื อแม้กระทังของเหลว เช่น น้ า น้ ามัน เป็ นต้น ปรี ยบเสมือนเป็ นสะพานที่จะให้ข่าวสารข้ามจากฝั่งหนึ่ ง ่ ไปยังอีกฝั่งหนึ่ง 4. การเข้ ารหัส(encoding) เป็ นการช่วยให้ผูส่งข่าวสารและผูรับข่าวสารมีความเข้าใจตรงกันในการสื่ อ ความหมายจึงมี ้ ้ ่ ความจาเป็ นต้อ งแปลง ความหมายนี้ การเข้ารหัสจึงหมายถึงการแปลงข่าวสารให้อยูในรู ปพลังงาน ที่ พร้อมจะส่ งไปในสื่ อกลาง ทางผูส่งมีความเข้าใจต้องตรงกันระหว่าง ผูส่งและผูรับ หรื อมีรหัสเดียวกัน ้ ้ ้ การสื่อสารจึงเกิดขึ้นได้ 5. การถอดรหัส(decoding) ่ หมายถึง การที่ผรับข่าวสารแปลงพลังงานจากสื่อกลางให้กลับไปอยูในรู ปข่าวสารที่ส่งมาจาก ู้ ผูส่งข่าวสาร โดยมีความเข้าในหรื อรหัสตรงกัน ้ 6. สั ญญาณรบกวน(noise) ่ เป็ นสิ่งที่มีอยูในธรรมชาติ มักจะลดทอนหรื อรบกวนระบบ อาจจะเกิดขึ้นได้ท้ งทางด้านผูส่ง ั ้ ข่าวสาร ผูรับข่าวสาร และช่องสัญญาณ แต่ในการศึกษาขั้นพื้นฐานมักจะสมมุติให้ทางด้านผูส่งข่าวสาร ้ ้ และผูรับข่าวสารไม่มีความผิดพลาดตาแหน่ง ที่ใช้วเิ คราะห์ มักจะเป็ นที่ตวกลางหรื อช่องสัญญาณ เมื่อไร ้ ั ที่รวมสัญญาณรบกวนด้านผูส่งข่าวสารและด้านผูรับข่าวสาร ในทางปฎิบติ มักจะใช้ วงจรกรอง (filter) ้ ้ ั กรองสัญ ญาณแต่ ต ้น ทาง เพื่อ ให้ก ารสื่ อ สารมี คุ ณ ภาพดี ยิ่งขึ้ น แล้วค่ อ ยดาเนิ น การ เช่ น การเข้า รหั ส แหล่งข้อมูล เป็ นต้น ข่ ายการสื่ อสารข้ อมูล หมายถึง การรับส่งข้อมูล หรื อสารสนเทศจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยอาศัยระบบการส่ งข้อมูล ทางคลื่นไฟฟ้ าหรื อแสง อุปกรณ์ที่ประกอบเป็ นระบบการสื่อสารข้อมูลโดยทัวไปเรี ยกว่า ข่ายการสื่ อสาร ่ ข้อมูล (Data Communication Networks) องค์ ประกอบพืนฐาน ้ 1. หน่วยรับข้อมูล (Receiving Unit) 2. หน่วยส่งข้อมูล (Sending Unit) 3. ช่องทางการส่งข้อมูล (Transmisstion Channel)
  • 6. วัตถุประสงค์ หลักของการนาการสื่ อการข้ อมูลมาประยุกต์ ใช้ ในองค์ การ ประกอบด้วย 1. เพือช่วยปรับปรุ งการบริ หารขององค์การ ่ 2. เพือรับข้อมูลและสารสนเทศจากแหล่งกาเนิดข้อมูล ่ 3. เพือส่งและกระจายข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ่ 4. เพือลดเวลาการทางาน ่ 5. เพือการประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่งข่าวสาร ่ 6. เพือช่วยขยายการดาเนินการองค์การ ่ ประโยชน์ ของการสื่ อสารข้ อมูล ่ 1. การจัดเก็บข้อมูลได้ง่าย และสื่อสารได้รวดเร็ว การจัดเก็บซึ่อยูในรู ปของสัญญาณอิเล็กทรอนิ กส์ สามารถจัดเก็บไว้ในแผ่นบันทึกที่มีความหนาแน่ นสู งแผ่นบันทึกแผ่นหนึ่ ง สามารถ บันทึกข้อมูล ได้มา กกกว่า 1 ล้านตัวอักษร สาหรับการสื่อสารข้อมูลนั้น ถ้าข้อมูลผ่านสายโทรศัพท์ได้ในอัตรา120 ตัวอักษร ต่อวินาทีแล้วจะส่งข้อมูล 200 หน้าได้ในเวลา 40 นาที โดยไม่ตองเสี ยเวลานั่งป้ อนข้อมูลเหล่านั้นซ้ าใหม่ ้ อีก 2. ความถูกต้องของข้อมูล โดยปกติวิธีส่งข้อมูลด้วยสัญญาณอิเล็กทรอนิ กส์ จากจุดหนึ่ งไปยังอีก จุดหนึ่งด้วยระบบดิจิตอล วิธีการส่งข้อมูลนั้นมีการตรวจสอบสภาพของข้อมูล หากข้อมูลผิดพลาดก็จะมี การรับรู ้ และพยายามหาวิธีแก้ไขให้ขอมูลที่ได้รับมีความถูกต้อง โดยอาจให้ ทาการส่ งใหม่ หรื อกรณี ที่ ้ ผิดพลาดไม่มากนัก ฝ่ ายผูรับอาจใช้โปรแกรมของตนแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องได้ ้ 3. ความเร็วของการทางาน โดยปกติสญญาณทางไฟฟ้ าจะเดินทางด้วยความเร็ วเท่าแสง ทาให้การ ั ใช้คอมพิวเตอร์ ส่งข้อมู ลจากซี กโลกหนึ่ ง ไปยังอีกซี กโลกหนึ่ ง หรื อ ค้นหาข้อ มูลจากฐานข้อมู ลขนาด ใหญ่ สามารถทาได้รวดเร็ ว ความรวดเร็ วของระบบทาให้ผูใช้สะดวกสบายยิงขึ้นเช่น บริ ษทสายการบิน ้ ั ่ ทุกแห่งสามารถทราบข้อมูลของทุกเที่ยวบินได้อย่างรวดเร็ ว ทาให้การจองที่นั่งของสายการบินสามารถ ทาได้ทนที ั 4. ต้นทุนประหยัด การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าหากันเป็ นเครื อข่าย เพือส่งหรื อสาเนาข้อมูล ทาให้ ่ ั ราคาต้นทุนของการใช้ขอมูลประหยัดขึ้น เมื่อเทียบกับการจัดส่ งแบบวิธีอื่น สามารถส่ งข้อมูลให้กนและ ้ กันผ่านทางสายโทรศัพท์ได้
  • 7. ชนิดของการสื่ อสารข้ อมูล วิธีการสื่อสารข้ อมูล (DATA TRANSMISSION) ลักษณะของการสื่อสารข้อมูล มี 2 รู ปแบบคือ การสื่อสารแบบอนุ กรม (serial data transmission) และการสื่อสารแบบขนาน (parallel data transmission) การสื่อสารแต่ละรู ปแบบมีรายละเอียดดังนี้ 1. การสื่ อสารข้ อมูลแบบอนุกรม (serail data transmission) ั เป็ นการส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิต ไปบนสัญญาณจนครบจานวนข้อมูลที่มีอยู่ สามารถนาไปใช้กบสื่ อ นาข้อ มูลที่มีเพียง1ช่ องสัญญาณได้ สื่ อ นาข้อมูล ที่มี 1 ช่องสัญญาณนี้ จะมี ราคาถูกกว่าสื่ อนาข้อ มูลที่มี หลายช่องสัญญาณ และเนื่ องจากการสื่ อสารแบบอนุ กรมมีการส่ งข้อมูลได้ครั้งละ 1 บิตเท่านั้น การส่ ง ข้อมูลประเภทนี้จึงช้ากว่าการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิต 2. การสื่ อสารข้ อมูลแบบขนาน (parallel data transmission) เป็ นการส่งข้อมูลครั้งละหลายบิตขนานกันไปบนสื่อนาข้อมูลที่มีหลายช่องสัญญาณ วิธีน้ ี จะเป็ น วิธีก ารส่ งข้อ มู ล ที่เร็ วกว่าการส่ งข้อ มู ล แบบอนุ กรมจากรู ป เป็ นการแสดงการสื่ อ สารข้อ มู ล ระหว่า ง อุปกรณ์ 2 ตัว ที่มีการส่งข้อมูลแบบขนาน โดยส่งข้อมูลครั้งละ 8 บิตพร้อมกัน รู ปแบบการสื่ อสารข้ อมูล (MODES OF DATA TRANSMISSION) รู ปแบบการสื่อสารข้อมูล แบ่งได้เป็ น 2 ประเภท คือ 1.การส่ งข้ อมูลแบบไม่ ประสานจังหวะ (asynchronous transmission) เป็ นวิธีการส่งข้อมูลไปบนสื่อนาข้อมูล โดยข้อมูลที่ส่งไปนั้นไม่มีจงหวะการส่ งข้อมูล แต่จะส่ ง ั ่ เป็ นชุดๆมีช่องว่าง (gap) อยูระหว่างข้อมูล แต่ละชุดเพือใช้แบ่งข้อมูลออกเป็ นชุดๆเมื่อเริ่ มต้นส่งข้อมูลแต่ ่ ละชุดจะมีสีญญาณบอกจุดเริ่ มต้นของข้อมูลขนาด 1 บิต (start bit) และมี สัญญาณบอกจุดสิ้ นสุ ดของ ข้อมูลขนาด 1 บิต (stop bit) ตัวอย่างเช่น ถ้าขนาดข้อมูลแต่ละชุดมีขนาด 8 บิต ลักษณะของการส่ งข้อมูล จะมีลาดับ ดังนี้ คือสัญญาณบอกจุดเริ่ มต้นขนาด 1 บิตข้อมูล 8 บิต และสัญญาณบอกจุดสิ้ นสุ ด 1 บิต ตัวอย่างการส่งข้อมูลแบบไม่ประสานจังหวะ เช่น การส่งข้อมูล ของแป้ นพิมพ์ และโมเด็ม เป็ นต้น
  • 8. 2.การส่ งข้ อมูลแบบประสานจังหวะ (synchronous transmission) เป็ นการส่งข้อมูลไปบนสื่อนาข้อมูลที่มีลกษณะเป็ นกลุ่มของข้อมูลที่ต่อเนื่องกันอย่างเป็ นจังหวะ ั โดยใช้สญญาณนาฬิกาเป็ นตัวบอกจังหวะ เหล่านั้นการส่งข้อมูลวิธีน้ ี จะไม่มีช่องว่าง(gap) ระหว่างข้อมูล ั ั แต่ละชุดและไม่มีสญญาณบอกจุดเริ่ มต้นและจุดสิ้นสุดการส่ งข้อมูลแบบประสานจังหวะนิ ยมใช้กบการ ั ส่งข้อมูล ของระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีการส่งข้อมูล ปริ มาณมากๆ ด้วยความเร็วสูง การวิเคราะห์ ระบบการสื่ อสารข้ อมูล ระบบการสื่ อสารข้อมู ลมี หลายชนิ ด ซึ่ งอาจจาแนกได้เป็ น 2 ประเภทคือ ประเภทมีสาย ได้แก่ สายคู่ไขว้ (Wire pair หรื อ Twisied pair หรื อสายโทรศัพท์, สายตัวนาร่ วมแกน(Coaxial Cables), เส้นใยนาแสง หรื อไฟเบอร์ออฟติกส์ (Fiber optics) ประเภทไม่มีสาย ได้แก่ ไมโครเวฟ (Microwave) และดาวเทียม, การสื่อสารดาวเทียม (Stellite Tranmission) ประเภทมีสาย สายเกลียวคู่ (Twisted pair Cable) สายเกลี ยวคู่ เป็ นสายที่มีราคาถูกที่สุด ประกอบด้วยสายทองแดง 2 เส้น แต่ละเส้นมี ฉนวนหุมพันกันเป็ นเกลียว สามารถลดการรบกวนจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้ าได้ แต่ไม่สามารถป้ องกันการ ้ สู ญเสี ยพลังงานจากการแผ่รังสี ความร้อน ในขณะที่มีสัญญาณส่ งผ่านสาย สายเกลียวคู่ 1คู่ จะแทนการ สื่อสารได้ 1 ช่องทางสื่อสาร (Channel)ในการใช้งานจริ งเช่นสายโทรศัพท์จะเป็ นสายรวมที่ประกอบด้วย ่ สายเกลียวคู่อยูภายในเป็ นร้อยๆคู่ สายเกลียวคู่ 1 คู่ จะมีขนาดประมาณ 0.016-0.036 นิ้ว
  • 9. สายเกลี ย วคู่ส ามารถใช้ไ ด้ท้ งการส่ งสัญ ญาณข้อ มู ล แบบอนาล็อ ก และแบบดิ จิตอล ั เนื่องจากสายเกลียวคู่จะมี การสูญเสียสัญญาณขณะส่งสัญญาณ จึงจาเป็ นต้องมี "เครื่ องขยาย" (Amplifier) สัญญาณ สาหรับการส่ งสัญญาณข้อ มูลแบบอนาล็อก ในระยะทางไกลๆหรื อทุก 5-6 กม. ส่ วนการส่ ง สัญญาณข้อมูลแบบดิจิตอลต้องมี "เครื่ องทบทวน" (Repeater) สัญญาณทุกๆ ระยะ 2-3 กม. เพราะว่าแต่ ละคู่ของสายเกลียวคู่จะแทนการทางาน 1 ช่องทาง และสามารถมีแบนด์วิดท์ได้กว้างถึง 250 กิโลเฮิรตซ์ ดังนั้นในการส่งข้อมูลไปพร้อมกันหลายๆช่องทางจาเป็ นต้องอาศัยหลักการมัลติเพล็กซ์สัญญาณ เพื่อให้ สัญญาณทั้งหมดสามารถส่งผ่านสายสื่อสารไปได้พร้อมๆกันในการมัลติเพล็กซ์แบบ FDM จะสามารถส่ ง สัญญาณข้อมูลได้ถึง 24 ช่องทางๆละ 74 กิโลเฮิรตซส่วนของอัตราเร็ วสู งสุ ดในการส่ งข้อมูลดิจิตอลผ่าน ของสายเกลี ยวคู่สามารถมีไ ด้ถึง 4 เมกะบิตต่อ วินาที แต่ถาเป็ นการส่ งข้อ มูล ผ่านโมเด็ม จะส่ งได้ดวย ้ ้ อัตราเร็วสูงสุด 9,600 บิตต่อวินาที สายโคแอกเชียล (Coaxial Cable) สายเคเบิล แบบโคแอกเชี ย ลหรื อ เรี ย กสั้น ๆว่า "สายโคแอก" จะเป็ นสายสื่ อ สารที่ มี ่ คุณภาพที่กว่าและราคาแพงกว่า สายเกลียวคู่ ส่วนของสายส่งข้อมูลจะอยูตรงกลางเป็ นลวดทองแดงมีช้ น ั ของตัวเหนี่ยวนาหุมอยู่ 2 ชั้น ชั้นในเป็ นฟั่นเกลียวหรื อชั้นแข็ง ชั้นนอกเป็ นฟั่ นเกลียว และคันระหว่างชั้น ้ ่ ด้วยฉนวนหนา เปลื อกชั้นนอกสุ ดเป็ นฉนวน สายโคแอกสามารถม้วนโค้งงอได้ง่าย มี 2 แบบ คือ 75 โอมห์ และ 50 โอมห์ ขนาดของสายมีต้ งแต่ 0.4 - 1.0 นิ้ ว ชั้นตัวเหนี่ ยวนาทาหน้าที่ป้องกันการสู ญเสี ย ั พลังงานจากแผ่รังสี เปลือกฉนวนหนาทาให้สายโคแอก มีความคงทนสามารถฝังเดินสายใต้พ้ืนดินได้ นอกจากนั้นสายโคแอกยังช่วยป้ องกัน "การสะท้อนกลับ" (Echo) ของเสี ยงได้อีกด้วยและลดการรบกวน จากภายนอกได้ดีเช่นกัน สายโคแอก สามารถส่งสัญญาณได้ ทั้งในช่องทางแบบเบสแบนด์ และแบบบรอดแบนด์ การส่งสัญญาณในเบสแบนด์สามารถทาได้เพียง 1 ช่องทาง และเป็ นแบบครึ่ งดูเพล็กซ์ แต่ในส่วนของการ ส่งสัญญาณ ในบรอดแบนด์จะเป็ นเช่นเดียวกับสายเคเบิลทีวี คือ สามารถส่งได้พร้อมกันหลายช่องทางทั้ง ข้อ มู ล แบบดิ จิ ต อล และแบบอนาล็ อ ก สายโคแอกของเบสแบนด์ สามารถส่ ง สัญ ญาณได้ไ กลถึ ง 2 กม. ในขณะที่บรอดแบนด์ส่งได้ไกลกว่าถึง 6 เท่า โดยไม่ตองเครื่ องทบทวน หรื อเครื่ องขยายสัญญาณ ้
  • 10. เลย ถ้าอาศัยหลักการมัลติเพล็กซ์สญญาณแบบ FDM สายโคแอกสามารถมีช่องทาง (เสี ยง) ได้ถึง 10,000 ั ช่องทางในเวลาเดียวกัน อัตราเร็ วในการส่ งข้อมูล มีได้สูงถึง 50 เมกะบิตต่อวินาที หรื อ 800 เมกะบิตต่อ วินาที ถ้าใช้เครื่ องทบทวนสัญญาณทุก ๆ 1.6 กม. ตัวอย่างการใช้สายโคแอกในการส่งสัญญาณข้อมูลที่ใช้ กันมากในปั จจุบน คือสายเคเบิลทีวี และสายโทรศัพท์ทางไกล (อนาล็อก) สายส่งข้อมูลในระบบเครื อข่าย ั ท้องถิ่น หรื อ LAN (ดิจิตอล) หรื อใช้ในการเชื่อมโยงสั้นๆระหว่างอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เส้ นใยแก้ วนาแสง หรือ ไฟเบอร์ ออฟติกส์ (Fiber Optic Cable) หลักการทัวไปของการสื่ อสารในสายไฟเบอร์ออปติก คือการเปลี่ยนสัญญาณ (ข้อมูล) ่ ไฟฟ้ าให้เป็ นคลื่นแสงก่อน จากนั้นจึงส่งออกไปเป็ นพัลส์ของแสง ผ่านสายไฟเบอร์ออปติก สายไฟเบอร์ ออปติกทาจากแก้วหรื อ พลาสติกสามารถส่ งล าแสง ผ่านสายได้ทีละ หลายๆลาแสงด้วยมุ ม ที่ต่างกัน ลาแสงที่ส่งออกไปเป็ นพัลส์น้ ันจะสะท้อนกลับไปมาที่ผิวของสายชั้นในจนถึงปลายทางจากสัญญาณ ข้อมูลซึ่งอาจจะเป็ นสัญญาณอนาล็อก หรื อดิจิตอล จะผ่านอุปกรณ์ที่ทาหน้าที่มอดูเลตสัญญาณเสี ยก่อน จากนั้นจะส่ งสัญญาณมอดูเลตผ่านตัวไดโอดซึ่ งมี 2 ชนิ ดคือ LED ไดโอด (light Emitting Diode) และ เลเซอร์ไดโอด หรื อ ILD ไดโอด (Injection Leser Diode) ไดโอดจะมีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณมอดูเลตให้ เป็ นลาแสงเลเซอร์ซ่ ึงเป็ นคลื่นแสงในย่านที่มองเห็นได้ หรื อเป็ นลาแสงในย่านอินฟราเรดซึ่ งไม่สามารถ มองเห็ นได้ ความถี่ ย่านอิ นฟราเรดที่ใช้จะอยู่ในช่ วง 1014-1015 เฮิ รตซ์ ล าแสงจะถู กส่ งออกไปตาม สายไฟเบอร์ออปติก เมื่อถึงปลายทางก็จะมีตว โฟโต้ไดโอด (Photo Diode)ที่ทาหน้าที่รับลาแสงที่ถูกส่ ง ั มาเพื่อเปลี่ ยนสัญญาณแสงให้กลับไปเป็ นสั ญญาณมอดู เลต ตามเดิ มจากนั้นก็จะส่ งสัญญาณผ่านเข้า อุปกรณ์ดีมอดูเลต เพือทาการดีมอดูเลตสัญญาณมอดูเลตให้เหลือแต่สญญาณข้อมูลที่ตองการ ่ ั ้ สายไฟเบอร์ออปติก สามารถมีแบนด์วดท์( BW)ได้กว้างถึง 3 จิกะเฮิรตซ์ (1 จิกะ = 109) ิ และมีอตราเร็ วในการส่ งข้อมูลได้ถึง1จิกะบิตต่อวินาที ภายในระยะทาง 100 กม.โดยไม่ตองการเครื่ อ ง ั ้ ทบทวนสัญญาณเลย สายไฟเบอร์ ออปติกสามารถมีช่องทางสื่ อสารได้ม ากถึง 20,000-60,000 ช่อ งทาง สาหรับการส่ งข้อมูลในระยะทางไกลๆไม่เกิน 10 กม. จะสามารถมีช่องทางได้มากถึง 100,000 ช่องทาง ทีเดียวความผิดพลาดในการส่งข้อมูลผ่านสายไฟเบอร์ออปติกนั้นมีนอยมาก คือประมาณ 1 ใน 10 ล้านบิต ้ ต่อการส่ ง 1,000 ครั้งเท่านั้น ทั้งยังป้ องกันการรบกวนจากสัญญาณภายนอกได้โดยสิ้ นเชิง แม้ว่าการส่ ง ข้อมูลผ่านทางสายไฟเบอร์ออปติก จะทาได้อย่างมีประสิ ทธิภาพยอดเยียม และจานวนมหาศาลดังกล่าว ่
  • 11. มาแล้วก็ตามแต่เราต้องคานึ งถึงปั ญหาและความเหมาะสมบางประการอีกด้วย ราคา ทั้งสายไฟเบอร์ออ ปติก และอุปกรณ์ประกอบการทั้งหลาย มีราคาสูงกว่าการส่งสัญญาณผ่านสายเคเบิลธรรมดามาก อุ ป กรณ์ พิเ ศษสาหรับ การเปลี่ ย นสัญ ญาณไฟฟ้ าให้เ ป็ นคลื่ น แสง และจากคลื่ นแสง กลับมาเป็ นสัญญาณไฟฟ้ า และยังมีเครื่ องทบทวนสัญญาณอีก อุปกรณ์ดงกล่าวเป็ นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ั ซึ่งมีความซับซ้อน และราคาแพงมาก เทคนิคในการติดตั้งระบบ เนื่ องจากสายไฟเบอร์ออปติกมีความแข็งแต่เปราะจึงยากต่อ การเดินสายไฟตามที่ต่างๆได้ตามที่ตองการ อีกทั้งการเชื่อมต่อ ระหว่างสายก็ทาได้ยากมาก เพราะต้อ ง ้ ระวังไม่ได้เกิดการหักเห สายโทรศัพท์ ทใช้ ในระบบการสื่ อสารข้ อมูล ี่ ผู้ขอใช้ สายโทรศัพท์ อาจทาได้ 2 วิธีคอ แบบเช่ าสาย และแบบหมุนหมายเลข ื 1. แบบเช่าสาย (Leased Line) เป็ นการต่อเชื่อมระหว่างผูรับและผูส่งโดยตรง โดยผ่าน ้ ้ การเช่าสายจากองค์การโทรศัพท์ 2. แบบหมุนหมายเลข (Dial Access) เป็ นการขอใช้สายโทรศัพท์ธรรมดา เมื่อใดที่ตองการใช้ ้ สายโทรศัพท์ ก็ใช้วธีขอต่อสายโทรศัพท์แบบเดียวกับการใช้โทรศัพท์ ิ ข้ อได้ เปรียบและเสี ยเปรียบของการใช้ โทรศัพท์ ท้ังสอง คือ 1. แบบเช่าสาย สามารถส่ งข้อมูลได้ทุกขณะตามที่ตองการ การส่ งข้อมูลสามารถทาได้ ้ รวดเร็วกว่าแบบหมุนหมายเลข 2. แบบหมุ นหมายเลข จะต้อ งต่ อ ผ่า นระบบโทรศัพท์แ ละแผงควบคุ มโทรศัพ ท์ซ่ ึ ง ก่อให้เกิดสัญญาณรบกวนมาก ทาให้การส่งข้อมูลเกิดความผิดพลาดได้ง่าย
  • 12. ประเภทไม่ มีสาย ระบบไมโครเวฟ (Microwave System) การส่ งสัญญาณข้อมูลไปกลับคลื่นไมโครเวฟเป็ นการส่ งสัญญาณข้อมูลแบบรับช่วงต่อ ๆ ั กันจากหอ(สถานี ) ส่ ง-รับสัญญาณหนึ่ งไปยังอีกหอหนึ่ ง การส่ งสัญญาณข้อมูลไมโครเวฟ มักใช้กนใน กรณี ที่ การติ ดตั้งสายเคเบิ ล ท าได้ไ ม่ สะดวก เช่ น ในเขตเมื อ งใหญๆหรื อ ในเขตที่ป่ าเขาแต่ ล ะสถานี ไมโครเวฟจะติดตั้งจานส่ง-รับสัญญาณข้อมูล ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 ฟุต สัญญาณไมโครเวฟ เป็ นคลื่นย่านความถี่ สูง (2-10 จิกะเฮิรตซ์) เพื่อป้ องกันการแทรกหรื อรบกวนจาก สัญญาณอื่ น ๆ แต่ สัญญาณอาจจะอ่ อ นลง หรื อ หักเหได้ในที่มีอ ากาศร้อ นจัด พายุหรื อ ฝน ดังนั้นการติดตั้งจาน ส่ ง-รั บ สัญญาณจึงต้องให้หันหน้าของจานตรงกัน และหอยิงสู งยิ่งส่ งสัญญาณได้ไกล ปั จจุบนมี การใช้การส่ ง ั ่ สัญญาณข้อมูลทางไมโครเวฟกันอย่างแพร่ หลาย สาหรับการสื่อสารข้อมูลในระยะทางไกลๆหรื อระหว่าง อาคาร โดยเฉพาะในกรณี ที่ ไ ม่ ส ะดวกที่ จะใช้สายไฟเบอร์ อ อปติ ก หรื อ การสื่ อ สารดาวเทีย ม อี กทั้ง ไมโครเวฟยังมีราคาถูกกว่า และติดตั้งได้ง่ายกว่า และสามารถส่ งข้อมูลได้คราวละมากๆด้วย อย่างไรก็ ตามปั จจัยสาคัญที่ทาให้สื่อกลางไมโครเวฟเป็ นที่นิยม คือราคาที่ถูกกว่า การสื่ อสารด้ วยดาวเทียม (Satellite Transmission) ดาวเทียมคือ สถานีไมโครเวฟลอยฟ้ านั่นเอง ซึ่ งทาหน้าที่ขยายและทบทวนสัญญาณข้อมูล ่ รับและส่งสัญญาณข้อมูลกับสถานีดาวเทียมที่อยูบนพื้นโลก สถานีดาวเทียมภาคพื้นจะทาการส่ งสัญญาณ ข้อมูล ไปยังดาวเทียมซึ่งจะหมุนไปตามการหมุนของโลกซึ่ งมีตาแหน่ งคงที่เมื่อเทียมกับตาแหน่ งบนพื้น ่ โลก ดาวเทียมจะถูกส่ งขึ้นไปให้ลอยอยูสูงจากพื้นโลกประมาณ 23,300 กม.เครื่ องทบทวนสัญญาณของ
  • 13. ดาวเทียม (Transponder) จะรับสัญญาณข้อ มู ล จากสถานี ภาคพื้น ซึ่ งมี กาลัง อ่ อ นลงมากแล้วมาขยาย จากนั้นจะทาการทบทวนสัญญาณ และตรวจสอบตาแหน่งของสถานี ปลายทาง แล้วจึงส่ งสัญญาณข้อมู ล ไปด้วยความถี่ในอีกความถี่หนึ่งลงไปยังสถานีปลายทาง การส่งสัญญาณข้อมูลขึ้นไปยังดาวเทียมเรี ยกว่า "สั ญ ญาณอัป ลิ ง ก์ " (Up-link) และการส่ ง สั ญ ญาณข้อ มู ล กลับ ลงมายัง พื้น โลกเรี ย กว่ า สั ญ ญาณ ดาวน์ -ลิ งก์ (Down-link) ลัก ษณะของการรั บ ส่ ง สัญ ญาณข้อ มู ล อาจจะเป็ นแบบจุด ต่ อ จุ ด (Point-toPoint)หรื อ แบบแพร่ สัญญาณ (Broadcast) สถานดาวเทียม 1 ดวง สามารถมี เครื่ อ งทบทวนสัญญาณ ดาวเทียมได้ถึง 25 เครื่ อง และสามารถครอบคลุมพื้นที่การส่งสัญญาณได้ถึง 1 ใน 3 ของพื้นผิวโลก ดังนั้น ถ้าจะส่งสัญญาณข้อมูลให้ได้รอบโลกสามารถทาได้โดยการส่ งสัญญาณผ่านสถานี ดาวเทียมเพียง 3 ดวง เท่านั้น ข้ อเสี ย ของการส่ งสัญญาณข้อมูล ทางดาวเทียมคือ สัญญาณข้อมูล สามารถถูกรบกวน จากสัญญาณภาคพื้นอื่นๆได้อีกทั้งยังมีเวลาประวิง (Delay Time) ในการส่ งสัญญาณเนื่ องจากระยะทาง ขึ้น-ลงของสัญญาณ และที่สาคัญคือ มีราคาสูงในการลงทุนทาให้ค่าบริ การสูงตามขึ้นมาเช่นกัน
  • 14. อ้างอิง โรงเรี ยนเกาะคาวิทยาคม. 2556. ระบบการสื่ อสารข้ อมูล .[ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://school.obec.go.th/prathueang/network/communication_system.html. 10 ธันวาคม 2556. อัฎฐพร .2556. พัฒนาการสื่ อสารข้ อมูล. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://kururat-01.blogspot.com/. http://armka2518.exteen.com/20090116/entry-2. 10 ธันวาคม 2556.