Your SlideShare is downloading. ×
การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×

Introducing the official SlideShare app

Stunning, full-screen experience for iPhone and Android

Text the download link to your phone

Standard text messaging rates apply

การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม

2,861
views

Published on


0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
2,861
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
50
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม จุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนสามารถ1.ทดลอง อธิบาย และสรุปเกี่ยวกับการตอบสนองของพืชต่อแรงโน้มถ่วงของโลก2.สิบค้นข้อมูล อภิปราย และอธิบายเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อการตอบสนองของพืช3. สิบค้นข้อมูล อภิปราย และอธิบายเกี่ยงกับ แอนนา ปัญโญ ครูผู้ช่วยรูปแบบการตอบสนองของพืชแบบต่างๆ โรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่
  • 2. การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม1. การเคลื่อนไหวเนื่องจากการเจริญเติบโต (growth movement) - การตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก (paratonic movement หรือ stimulus movement) - การตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าภายใน (autonomic movement) 2. การเคลื่อนไหวเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่ง (turgor movement) 3. การตอบสนองของพืชต่อสารควบคุมการเจริญเติบโต
  • 3. การเคลื่อนไหวที่เกิดเนื่องจากการเจริญเติบโต (growth movement) 1. การตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (paratonic movement หรือ stimulus movement) มี 2 แบบ คือ 1.1 แบบมีทิศทางเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งเร้า (tropism หรือ tropic movement) การตอบสนองแบบนี้อาจจะทาให้ส่วนของพืชโค้งเข้าหา สิ่งเร้า เรียกว่า positive tropism หรือ เคลื่อนที่หนีสิ่งเร้าที่มากระตุ้น เรียกว่า negative tropism จาแนกได้ตามชนิดของสิ่งเร้าดังนี้
  • 4. 1.1.1 โฟโททรอปิซึม (phototropism) เป็นการตอบสนองของพืชที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เป็นแสง พบว่าที่ปลายยอดพืช (ลาต้น) มีทิศทางการเจริญเติบโตเจริญเข้าหาแสงสว่าง (positive phototropism) ส่วนที่ปลายรากจะมีทิศทางการเจริญเติบโตหนีจากแสงสว่าง (negativephototropism)
  • 5. 1.1.2 จีโอทรอปิซึม (geotropism) เป็นการตอบสนองของพืชที่ตอบสนองต่อแรงโน้มถ่วงของโลกโดยรากพืชจะเจริญเข้าหาแรงโน้มถ่วงของโลก (positive geotropism) เพื่อรับน้าและแร่ธาตุจากดิน ส่วนปลายยอดพืช (ลาต้น) จะเจริญเติบโตในทิศทางตรงข้ามกับแรงโน้มถ่วงของโลก (negative geotropism) เพื่อชูใบรับแสงสว่าง
  • 6. 1.1.3 เคมอทรอปิซึม(chemotropism) เป็นการตอบสนองของพืชโดยการเจริญเข้าหาหรือหนีจากสารเคมีบางอย่างที่เป็นสิ่งเร้าเช่น การงอกของหลอดละอองเรณูไปยังรังไข่ของพืช โดยมีสารเคมีบางอย่างเป็นสิ่งเร้า
  • 7. 1.1.4 ไฮโดรทรอปิซึม (hydrotropism) เป็นการ ตอบสนองของพืชที่ ตอบสนองต่อความชื้น ซึ่งรากของพืชจะงอกไปสู่ ที่มีความชื้น
  • 8. 1.1.5 ทิกมอทรอปิซึม (thigmotropism) เป็นการตอบสนองของพืชบางชนิดที่ตอบสนองต่อการสัมผัส เช่นการเจริญของ มือเกาะ (tendril) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ยื่นออกไปพันหลักหรือเกาะบนต้นไม้อื่นหรือพืชพวกที่ลาต้นแบบเลื้อยจะพันหลักในลักษณะบิดลาต้นไปรอบๆเป็นเกลียว เช่น ต้นตาลึง ต้นพลู ต้นองุ่น ต้นพริกไทย เป็นต้น
  • 9. 1.2 แบบมีทิศทางที่ไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า (nasty หรือ nastic movement) การตอบสนองแบบนี้จะมีทิศทางคงทีคือ การเคลื่อนขึ้น ่หรือลงเท่านั้น ไม่ขึ้นกับทิศทางของสิ่งเร้า การบานของดอกไม้ (epinasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ด้านในหรือด้านบนของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาดมากกว่ากลุ่มเซลล์ด้านนอกหรือด้านล่าง
  • 10. การหุบและการบานของดอกไม้
  • 11. การหุบของดอกไม้ (hyponasty) เกิดจากกลุ่มเซลล์ด้านนอก หรือด้านล่างของกลีบดอกยืดตัวหรือขยายขนาดมากกว่ากลุ่มเซลล์ด้านมนหรือด้านบน ตัวอย่างเช่น - ดอกบัว ส่วนมากมักหุบในตอนกลางคืน และบานในตอนกลางวัน - ดอกกระบองเพชร ส่วนมากจะบานในตอนกลางคืนและหุบในตอนกลางวัน
  • 12. การบานของดอกไม้ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชและสิ่งเร้าเช่น อุณหภูมิ ความชื้น แสง เป็นต้น ถ้าสิ่งเร้าเป็นแสงแล้วทาให้เกิดการตอบสนอง (เกิดการเคลื่อนไหว ด้วยการบานการหุบของดอกไม้) โฟโตนาสที (photonasty) ถ้าอุณหภูมิเป็นสิ่งเร้าก็เรียกว่า เทอร์มอนาสที (thermonasty) ตัวอย่างเช่น ดอกบัวส่วนมากมักหุบในตอนกลางคืนและบานในตอนกลางวัน แต่ดอกกระบองเพชร จะบานในตอนกลางคืนและจะหุบในตอนกลางวัน ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากในตอนกลางคืนจะมีอุณหภูมิต่าหรือเย็นลง ทาให้กลุ่มเซลล์ด้านในของกลีบดอกเจริญมากกว่าด้านนอกจึงทาให้กลีบดอกบานออก แต่ตอนกลางวันอากาศอุ่นขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้นจะทาให้กลุ่มเซลล์ด้านนอกเจริญยืดตัวมากกว่าดอกจะหุบ
  • 13. การบานและการหุบของดอกไม้มีเวลาจากัดเท่ากับการเจริญของเซลล์ของกลีบดอก เมื่อเซลล์เจริญยืดตัวเต็มที่แล้วจะไม่หุบหรือบานอีกต่อไป กลีบดอกจะโรยและหลุดร่วงจากฐานดอก
  • 14. โฟโตนาสที (photonasty)
  • 15. 2. การตอบสนองที่เกิดจากสิ่งเร้าภายในของต้นพืชเอง(autonomic movement) เป็นการตอบสนองที่เกิดจากการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายในจาพวกฮอร์โมนโดยเฉพาะออกซิน ทาให้การเจริญของลาต้นทั้งสองด้านไม่เท่ากัน ได้แก่ 2.1 การเอนหรือแกว่งยอดไปมา (nutation movement)เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดเฉพาะส่วนยอดของพืช สาเหตุเนื่องจาก ด้านสองด้านของลาต้น (บริเวณยอดพืช)เติบโตไม่เท่ากัน ทาให้ยอดพืชโยกหรือแกว่งไปมาขณะที่ปลายยอดกาลังเจริญเติบโต
  • 16. 2.2 การบิดลาต้นไปรอบๆเป็นเกลียว (spiralmovement) เป็นการเคลื่อนไหวที่ปลายยอดค่อยๆบิดเป็นเกลียวขึ้นไป เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยปกติเราจะมองเห็นส่วนยอดของพืชเจริญเติบโตขึ้นไปตรงๆ แต่แท้จริงแล้วในส่วนที่เจริญขึ้นไปนั้นจะบิดซ้ายขวาเล็กน้อย เนื่องจากลาต้นทั้งสองด้านเจริญเติบโตไม่เท่ากันเช่นเดียวกับ นิวเทชัน ซึ่งเรียกว่า circumnutation พืชบางชนิดมีลาต้นอ่อนทอดเลื้อยและพันหลักในลักษณะการบิดลาต้นไปรอบๆเป็นเกลียวเพื่อพยุงลาต้น เรียกว่า twining เช่น การพันหลักของต้นมะลิวัลย์ พริกไทย อัญชัน ตาลึง ฯลฯ
  • 17. การเคลื่อนไหวที่เกิดเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่ง (turgor movement) ปกติพืชจะมีการเคลื่อนไหวตอบสนองต่อการสัมผัส(สิ่งเร้าจากภายนอก) ช้ามาก แต่มีพืชบางชนิดที่ตอบสนองได้เร็ว โดยการสัมผัสจะไปทาให้มีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้าภายในเซลล์ ทาให้แรงดันเต่ง (turgor pressure) ของเซลล์เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่ถาวร ซึ่งมีหลายแบบ คือ
  • 18. 1. การหุบของใบจากการสะเทือน (contract movement) - การหุบใบของต้นไมยราบ ตรงบริเวณโคนก้านใบ และโคนก้านใบย่อยจะมีกลุ่มเซลล์ชนิดหนึ่ง (เซลล์ พาเรงคิมา) เรียกว่า พัลไวนัส (pulvinus) ซึ่งเป็นเซลล์ที่มี ขนาดใหญ่และผนังเซลล์บาง มีความไวสูงต่อสิ่งเร้าที่มา กระตุ้น เช่น การสัมผัส เมื่อสิ่งเร้ามาสัมผัสหรือกระตุ้นจะ มีผลทาให้แรงดันเต่งของ กลุ่มเซลล์ดังกล่าว เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คือ เซลล์จะสูญเสียน้าให้กับ เซลล์ข้างเคียงทาให้ใบหุบลงทันที หลังจากนั้นสักครู่น้า จะซึมผ่านกลับเข้าสูเซลล์พัลไวนัสอีก แรงดันเต่ง ใน ่ เซลล์เพิ่มขึ้นทาให้แรงดันเต่งและใบกางออก
  • 19. - การหุบของใบพืชพวกที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเพื่อจับแมลง ได้แก่ ใบของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ต้นสาหร่ายข้าวเหนียว ต้นกาบหอยแครง ต้นหยาดน้าค้าง เป็นต้น พืชพวกนี้ถือได้ว่าเป็นพืชกินแมลงจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของใบเพื่อทาหน้าที่จับแมลง ภายในใบจะมีกลุ่มเซลล์หรือขนเล็กๆ (hair) ที่ไวต่อสิ่งเร้าอยู่ทางด้านในของใบ เมื่อแมลงบินมาถูกหรือมาสัมผัสจะเกิดการสูญเสียน้า ใบจะเคลื่อนไหวหุบทันที แล้วจึงปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยโปรตีนของแมลงให้เป็น กรดอะมิโน จากนั้นจึงดูดซึมที่ผิวด้านในนั้นเอง
  • 20. ต้นหยาดน้าค้าง
  • 21. ต้นกาบหอยแครง
  • 22. 2. การหุบใบตอนพลบค่าของพืชตระกูลถั่ว (sleep movement) เป็นการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงความเข้มของ แสงของพืชตระกูลถั่ว เช่น ใบก้ามปู ใบมะขาม ใบไมยราบ ใบถั่ว ใบแค ใบกระถิน ใบผักกระเฉด เป็นต้น โดยที่ใบจะ หุบ ก้านใบจะห้อยและลู่ลงในตอนพลบค่า เนื่องจากแสง สว่างลดลง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ต้นไม้นอน” แต่พอรุ่งเช้า ใบก็จะกางตามเดิม
  • 23. การตอบสนองเช่นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงแรงดันเต่งของกลุ่มเซลล์พัลไวนัสที่โคนก้านใบ โดยกลุ่มเซลล์พัลไวนัสนี้เป็นกลุ่มเซลล์ขนาดใหญ่และผนังเซลล์บาง มีความไวสูงต่อสิ่งเร้าที่มากระตุ้น เมื่อไม่มีแสงสว่างหรือแสงสว่างลดลง มีผลทาให้เซลล์ด้านหนึ่งสูญเสียน้าให้กับช่องว่างระหว่างเซลล์ที่อยู่เคียงข้างทาให้แรงดันเต่งลดลงใบจึงหุบลง ก้านใบจะห้อยและลู่ลง พอรุ่งเช้ามีแสงสว่างน้าจะเคลื่อนกลับมาทาให้แรงดันเต่งเพิ่มขึ้นและเซลล์เต่งดันให้ที่ลู่นั้นกางออก
  • 24. การหุบใบตอนพลบค่าของพืช
  • 25. 3. การเปิดปิดของปากใบ (guard cell movement) การเปิด-ปิดของปากใบขึ้นอยู่กับความเต่งของเซลล์คุม(guard cell) ในตอนกลางวันเซลล์คุมมีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้น ทาให้ภายในเซลล์คุมมีระดับน้าตาลสูงขึ้น น้าจากเซลล์ข้างเคียงจะซึมผ่านเข้าเซลล์คุมทาให้เซลล์คุมมีแรงดันเต่งเพิ่มขึ้นดันให้ผนังเซลล์คุมที่แนบชิดติดกันให้เผยออก จึงทาให้ปากใบเปิด แต่เมื่อระดับน้าตาลลดลงเนื่องจากไม่มีกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงน้าก็จะซึมออกจากเซลล์คุม ทาให้แรงดันเต่งในเซลล์คุมลดลงเซลล์จะเหี่ยวและปากใบก็จะปิด
  • 26. การเปิดปิดของปากใบ(guard cell movement)
  • 27. การปริของผลไม้เมื่อสุกและแก่เต็มที่ เนื่องมาจากแรงดันเต่งของเซลล์ เช่น ผลตาลึง ผลแตงไทย
  • 28. การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของพืชด้วยการเคลื่อนไหวแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อประสิทธิภาพในการดารงชีวิตของพืชสรุปได้ดังนี้ 1. การหันยอดเข้าหาแสงสว่าง ช่วยให้พืชสังเคราะห์อาหารได้อย่างทั่วถึง 2. การหันรากเข้าสู่ศูนย์กลางของโลก ช่วยให้รากอยู่ในดินซึ่งเป็นแหล่ง ที่พืชได้รับน้าและแร่ธาตุ 3. การเจริญเข้าหาสารเคมีของละอองเรณู ช่วยในการผสมพันธุ์ การขยายกลีบช่วยในการกระจายหรือรับละอองเกสร
  • 29. 4. การเคลื่อนไหวแบบ nutation , spiral movementและ twining movement ช่วยให้พืชเกาะพันกับสิ่งอื่นๆสามารถชูกิ่งหรือยอด เพื่อรับแสงแดด หรือชูดอกและผลเพื่อการสืบพันธุ์หรือกระจายพันธุ์ 5. การหุบของต้นกาบหอยแครงช่วยในการจับแมลงหรืออาหาร การหุบของไมยราบช่วยในการหลบหลีกศัตรู