การแลกเปลี่ยนแก๊สและการคายน้ำ

14,407 views

Published on

0 Comments
8 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
14,407
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
8
Actions
Shares
0
Downloads
659
Comments
0
Likes
8
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การแลกเปลี่ยนแก๊สและการคายน้ำ

  1. 1. การแลกเปลียนแก๊ ส และการคายนําของพืช ่ ้
  2. 2. จุดประสงการเรียนรู้1. สืบค้ นข้ อมูล อธิบาย และสรุปถึงแหล่งที่เกิดการแลกเปลี่ยน แก๊ สและการคายนํ ้าของพืช กลไกในการคายนํ ้า2. ทดลองศึกษาตําแหน่งของปากใบ และความหนาแน่นของปาก ใบในพืชชนิดต่างๆ3. สืบค้ นข้ อมูล อภิปราย และอธิบายถึงปั จจัยที่มีผลต่อการปิ ด – เปิ ดของปากใบ และการคายนํ ้าของพืช
  3. 3. 1. บริ เวณ Spongy mesophyll ของใบ โดยผ่านปากใบ ซึงมีการถ่ายเทความร้ อนได้ เป็ นอย่างดี เพื่อลดอุณหภูมิของใบให้ ่ ตํ่าลง2. เลนติเ ซล ( Lenticel ) คือส่วนที่เ ป็ นรอยแตกของผิ ว ลํ า ต้ น รอยแตกนี ้เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊ สได้ น้อยกว่าที่ปากใบมาก3. บริ เวณขนราก ( Root hair ) มีการแลกเปลียนแก๊ สระหว่างที่ ่ เซลล์ ข องราก ในส่ ว นนี อ ากาศจะถ่ า ยเทได้ ดี ทํ า ให้ ร ากพื ช ้ หายใจได้ ดีด้วย
  4. 4. พืชหายใจเข้ าทางปากใบ ซึงเป็ นทางเดียวกันกับที่ปล่อยออกซิเจน ่ออกมาในขณะที่มีการสังเคราะห์ด้วยแสง การแลกเปลี่ยนแก๊ สของพืช จะเกิดในชันมีโซฟิ ลล์ (mesophyll) ของใบ โดยในชันนี ้ ้ ้เป็ นสปันจีเซลล์ (Spongy mesophyll ) ซึงเป็ นเซลล์ที่เรี ยง ่ตัวกันอย่างหลวม ๆ ทําให้ มีช่องว่างระหว่างเซลล์มาก พื ้นที่ผิวของสปั นจีเซลล์มีการสัมผัสกับอากาศโดยตรง จึงเกิดการแลกเปลี่ยนแก๊ สได้ มาก
  5. 5. การแลกเปลียนแก๊ สระหว่างเซลล์กบอากาศจะเกิดขึ ้นได้ ่ ันอกจากเยื่อหุ้มเซลล์จะต้ องบางแล้ ว สิ่งที่จําเป็ นอีกประการหนึง ่คือ ความชื ้น ช่องว่างระหว่าง สปั นจีเซลล์ (spongymesophyll) มีความชื ้นเกือบ 100 % จึงเหมาะสมกับการแลกเปลี่ยนแก๊ สได้ ดี
  6. 6. ในการสร้ างอาหารของพืช(การสังเคราะห์แสง) พืชต้ องการแก๊ สคาร์ บอนไดออกไซด์ และนํ ้าเป็ นสารตังต้ น ้โดยแก๊ สคาร์ บอนไดออกไซด์ จะได้ จากกระบวนการแลกเปลียน ่แก๊ส ซึงจะแพร่จากบรรยากาศ ผ่านเข้ าทางรูปากใบของพืช ่ดังนันการเปิ ดหรื อปิ ดของปากใบพืช มีจดประสงค์หลักเพื่อการ ้ ุแลกเปลี่ยนแก๊ สของพืช ซึงมีการคายนํ ้า และลําเลียงนํ ้าใน ่ไซเลมที่เกิดขึ ้นเนื่องจากแรงดึงจากการคายนํ ้าเป็ นผลที่เกิดตามมา
  7. 7. ใบพืชแต่ละชนิดที่ผิวใบมีเนื ้อเยื่อ เอพิเดอร์มิส หุ้มทังด้ านล่าง ้และด้ านบน นอกจากนันยังมีสาร คิวทิน เคลือบเพื่อปองกันนํ ้า ้ ้ระเหยออกจากปากใบ แต่แก๊ สสามารถแพร่เข้ าออกผ่านทางปากใบที่อยูบริ เวณผิวใบทังทางด้ านบนและด้ านล่างได้ ่ ้
  8. 8. ใบพืชที่ตดตามขวางแสดงช่องว่าง ั ระหว่างเซลล์หรือช่องอากาศใน สปั นจีเซลล์
  9. 9. พืชนอกจากมีปากใบเป็ นทางผ่านเข้ าออกของอากาศแล้ ว ที่ผิวของลําต้ นพืชบางชนิด เมื่อมีอายุมากขึ ้น จะมีรอยแตกเป็ นทางยาวหรื อแตกตามขวาง รอยแตกเหล่านี ้ เรี ยกว่า เลนทิเซล(Lenticel) เป็ นทางผ่านเข้ าออกของอากาศเช่นเดียวกับปากใบ
  10. 10. เลนทิเซล(lenticel)
  11. 11. รากมีการแลกเปลี่ยนแก๊ สระหว่างอากาศที่อยูในช่องว่างของเม็ด ่ดินกับเซลล์ที่ผิวราก เซลล์ของรากจึงได้ แก๊ สออกซิเจนตามต้ องการ ดังนันการพรวนดินที่รอบ ๆ โคนต้ นไม้ อยูเ่ สมอ ทําให้ ดินโปร่ง ้ และร่วนซุย เป็ นการเพิ่มช่องว่างระหว่างเม็ดดินได้ มาก จงมี ึ อากาศมากพอให้ เซลล์รากนําออกซิเจนไปใช้ ได้ ดินที่ร่วนซุยทํา ให้ รากชอนไชไปได้ ไกลจึงดูดนํ ้าและเกลือแร่ได้ ดี นอกจากนันยัง ้ เป็ นการระบายนํ ้าไม่ให้ ขงอยูรอบ ๆ โคนต้ นอีกด้ วย ั ่
  12. 12. รู้หรื อไม่เหตุใดที่เข้ าไปพักอยูใต้ ร่มไม้ ใหญ่ในตอนกลางวันที่ ่ มีอากาศร้ อนอบอ้ าวแล้ วจะรู้สกสดชื่นกว่าอยูในที่โล่งแจ้ ง? ึ ่เนื่องจากต้ นไม้ มีการคายนํ ้า และปล่อยแก๊ สออกซิเจนที่เกิดจากการสังเคราะห์ด้วยแสงออกมาจากใบ บริ เวณนันจึงมีความชื ้น ้และแก๊ สออกซิเจนหนาแน่นมากกว่าในที่โล่งแจ้ ง เมื่ออยูใต้ ร่มไม้ ่ใหญ่จงได้ รับแก๊ สออกซิเจนได้ มากทําให้ สดชื่น ึ
  13. 13. ร้ ูหรือไม่พืชถ้ าเจริ ญอยูในเขตเมืองหรื อแถบโรงงานอุตสาหกรรม ใบพืชจะ ่ถูกทําลาย เนื่องจากเขม่าควันหรื อสารพิษพวก ซลเฟอร์ไดออกไซด์ ัและออกไซด์ของไนโตรเจนซึงถูกไอนํ ้าแล้ วกลายเป็ นฝนกรด ซึงพืช ่ ่รับเข้ าทางปากใบ เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี ้เกิดขึ ้น การเจริ ญเติบโตของพืชจะหยุดชะงักหรื อพืชถึงตายได้ ส่งผลให้ ปริ มาณออกซิเจนในอากาศจะลดลงในขณะที่แก๊ สคาร์ บอนไดออกไซด์ เพิ่มขึ ้น
  14. 14. การคายนําของพช (transpiration) ้ ื
  15. 15. การคายนํา(transpiration) เป็ นผลทีเ่ กิดขึนต่ อเนื่องจากการ ้ ้เปิดปิดของปากใบพช ซ่ึงมจุดประสงค์หลกเพอการแลกเปลยน ื ี ั ่ื ่ีแก๊สการคายนํา(transpiration) คือ การสู ญเสี ยนําของพืชใน ้ ้รู ปของไอนํา ออกสู่ บรรยากาศภายนอกผ่ านทางรู ปากใบ ้(Stomata) เป็ นส่ วนใหญ่ ประมาณร้ อยละ 90 (พืชจะคายนํา ้ประมาณร้ อยละ 98 ของนําท้งหมดทพชดูดขนมาจากดน ้ ั ่ี ื ึ้ ิและมีนําส่ วนน้ อยมากทีพชนําไปใช้ ในกระบวนการเมแทบอลซึม) ้ ่ ื ิ
  16. 16. ปากใบพืชถ่ ายจากกล้ องจุลทรรศน์ อเิ ล็กตรอน
  17. 17. พืชนอกจากจะสูญเสียนํ ้าในรูปของการระเหยเป็ นไอออกมาทางปากใบแล้ ว พืชยังสามารถสูญเสียนํ ้าออกจาก ส่วนอื่นๆ ได้ อกีเช่น ทางผิวของใบ ทางเลนทิเซล(Lenticel- รอยแตกบริ เวณลําต้ น ) ซึงทําได้ น้อย ่เลนติเซล - เกิดเมื่อพืชอยูในสภาพขาดนํ ้า เพื่อช่วยลดอุณหภูมิของ ่ลําต้ นพืช
  18. 18. เลนทิเซล(lenticel)
  19. 19. การปิดเปิดของปากใบการปิ ดเปิ ดของปากใบขึ ้นกับเซลล์คมที่อยูข้าง ๆ ปากใบ ซึงมีผนัง ุ ่ ่ด้ านที่ติดกับปากใบหนากว่าด้ านอื่น ๆ เมื่อมีแสงสว่างโพแทสเซียมไอออนในเซลล์คมเพิ่มขึ ้น จึงมีความเข้ มข้ นของ ุสารละลายมากขึ ้น นํ ้าจากเซลล์ที่อยูติด ๆ กันจึงออสโมซส เข้ าสู่ ่ ิเซลล์คม ทําให้ เซลล์คมเต่งมากขึ ้น พร้ อม ๆ กับมีแรงดันเต่ง ไปทํา ุ ุให้ รูปากใบเปิ ด ยิ่งเซลล์คมมีแรงดันเต่งมาก ปากใบยิ่งเปิ ดกว้ าง ุ
  20. 20. ในทางตรงกันข้ าม การลดปริ มาณโพแทสเซียมไอออน ในเซลล์คม ุทําให้ ความเข้ มข้ นของสารละลายภายในเซลล์คมลดลง นํ ้าจะ ุออสโมซิสออกจากเซลล์คม ทําให้ เซลล์คมเปลียนรูปไปเป็ นผลให้ ุ ุ ่รูปากใบปิ ด(อธิบายต่อหนังสือหน้ า 42)
  21. 21. การปิ ดเปิ ดของปากใบ
  22. 22. ชนิดของปากใบ- ปากใบแบบธรรมดา (typical stomata) เป็ นปากใบ ของพืชทัวไป โดยมีเซลล์คมอยูในระดับเดียวกับเซลล์เอพิเดอร์ ่ ุ ่ มิส พืชที่ปากใบเป็ นแบบนี ้เป็ นพวกเจริ ญอยูในที่ไม่แห้ งหรื อไม่ ่ แฉะจนเกินไป(mesophyte)
  23. 23. ปากใบแบบธรรมดา (typical stomata หรือ ordinarystomata)
  24. 24. - ปากใบแบบจม (sunken stomata) เป็ นปากใบที่อยู่ลึกเข้ าไปในเนื ้อใบ เซลล์คมอยูลกกว่าหรื อตํ่ากว่าชันเซลล์เอพิเดอร์ ุ ่ ึ ้มิส พบในพชท่ีอยในท่ีแห้งแล้ง (xerophyte) เช่น พืช ื ู่ทะเลทราย พวกกระบองเพชร และ ยี่โถ
  25. 25. ปากใบแบบจม (sunken stomata)
  26. 26. - ปากใบแบบยกสูง (raised stomata) เป็ นปากใบที่มีเซลล์คมอยูสงกว่าระดับเอพเดอร์มิสทัวไป เพื่อช่วยให้ นํ ้าระเหย ุ ่ ู ิ ่ออกจากปากใบได้ เร็ วขึ ้น พบได้ ในพืชที่เจริ ญอยูในนํ ้าที่ที่มีนํ ้ามาก ่หรื อชื ้นแฉะ (hydrophyte) เช่น แสม ลําพู ตะบูน เป็ นต้ น
  27. 27. การปรับตวของพชเพ่ ือลดการคายนํา ั ื ้ ใบพืชใบเลียงเดี่ยวบางชนิด เช่ น หญ้ า ข้ าวโพด ที่ชันเอพิ ้ ้เดอร์มสมีเซลล์ขนาดใหญ่ และผนังเซลล์บาง เรียกว่า บลลิ ิ ัฟอร์ มเซลล์ (bulliform cell) ซ่ งทาให้ใบม้วนงอได้ ึ ํเม่ ือพชขาดนําช่วยลดการคายนําของพชให้น้อยลง ื ้ ้ ื
  28. 28. การบิดงอของใบอันเนื่องมาจาก Bulliform cell
  29. 29. นอกจากนี ้พืชบางชนิดยังมีการปรับโครงสร้ างให้ มีประสิทธิภาพในการดูดนํ ้าโดยมีรากแผ่ขยายเป็ นบริ เวณกว้ าง หรื อมีรากยาวหยัง ่ลึกลงไปในดิน เช่น หญ้ าแฝกพืชบางชนิดลําต้ นและใบอวบนํ ้า (Succunlent) เพื่อสะสมนํ ้าเช่น ต้ นกุหลาบหิน กระบองเพชร การปิ ดเปิ ดของปากใบจะแตกต่างจากพืชชนิดอื่น คือปากใบจะเปิ ดเวลากลางคืนและปิ ดในตอนกลางวันเพื่อลดการคายนํ ้าพืชทะเลทรายประเภทกระบองเพชร ปากใบจะอยูบริ เวณลําต้ น ่โดยมีการลดรูปใบให้ มีขนาดเล็กลงหรื อใบเปลียนเป็ นหนาม ่
  30. 30. พืชอวบนํ ้า
  31. 31. พืชต่างชนิดกันมีความสามารถในการคายนํ ้าได้ ไม่เท่ากัน ถงแม้จะ ึอยูในสภาพแวดล้ อมเดียวกัน เนื่องจากมีความแตกต่างของ ่โครงสร้ างและส่วนประกอบของพืช เช่น ลักษณะและขนาดของใบสารเคลือบผิวใบ และจํานวนปากใบไม่เท่ากัน
  32. 32. ลักษณะทัว ๆ ไปของใบด้ านบน(หลังใบ) และด้ านล่าง(ท้ องใบ)มี ่คิวทินเคลือบอยู่ เพื่อปองกันความชื ้นภายในใบไม่ให้ กระจายออก ้สูสิ่งแวดล้ อม แต่เนื่องจากมีปากใบเป็ นช่องทางติดต่อกับภายนอก ่จึงไม่สามารถปองกันความชื ้นออกจากใบได้ เต็มที่ อากาศและ ้ความชื ้นจึงผ่านเข้ าออกได้
  33. 33. พืชบกจะมีปริ มาณปากใบมากที่สด โดยปากใบส่วนใหญ่อยูที่ผิว ุ ่ใบด้ านล่าง เพื่อปองกันการระเหยของนํ ้าออกจากใบ ส่วนพืชที่มี ้ใบปริ่ มนํ ้า ปากใบจะมีเฉพาะผิวใบด้ านบน เนื่องจากผิวใบด้ านล่างอยูปริ่ มนํ ้าหรื อจมนํ ้า นอกจากนันแล้ วมัดท่อลําเลียงหรื อ ่ ้เส้ นใบยังมีขนาดเล็ก ช่องว่างระหว่างเซลล์มีขนาดใหญ่ส่วนพืชทะเลทรายพยายามลดอัตราการคายนํ ้าด้ วยการเปลียนใบ ่ให้ เป็ นหนามหรื อมีปากใบที่จมลึกเข้ าไปอยูในเนื ้อใบ ่
  34. 34. ตารางแสดงจํานวนปากใบต่ อเนือที่ 1 ตารางเซนติเมตรของ ้พชบางชนิด ื ชนิดของพช ื ด้ านบนของ ด้านล่าง ใบ ของใบ ข้ าวโพด 5,200 6,800 ถัวลันเตา ่ 10,100 21,600 บัวสายดอกขาว 46,000 0 สาหร่ายหาง 0 0 กระรอก
  35. 35. การปิ ดเปิ ดปากใบของพืช จะเกิดได้ มาก น้ อย ช้ า หรื อเร็ วย่อมขึ ้นอยูกบปั จจัยของสภาพแวดล้ อมทังภายนอกและภายใน ่ ั ้หลายประการ ตัวอย่างปั จจัยของสภาพแวดล้ อมที่มีผลต่อการปิ ดเปิ ดของปากใบ ได้ แก่ แสงสว่าง อุณหภูมิ แก๊ สคาร์ บอนไดออกไซด์ลม สภาพความชุ่มชื ้นของดิน เป็ นต้ น
  36. 36. ปัจจยทมผลต่อการปิดเปิดของปากใบและการคายนําของพช ั ่ี ี ้ ื 1.แสงสว่ าง ถ้ าความเข้ มข้ นของแสงสว่างมากจะช่วยให้ การคายนํ ้ามีอตราสูงขึ ้น เนื่องจากเซลล์คมมีคลอโรพลาสต์ ทําให้ เกิดการ ั ุสังเคราะห์ด้วยแสง ปริ มาณนํ ้าตาลในเซลล์คมเพิ่ม(ความเข้ มข้ น ุของสารมาก) นํ ้าจากเซลล์ข้างเคียงจึงเกิดการออสโมซส ิเข้ ามา ทําให้ เซลล์คมเต่ง ปากใบจึงเปิ ด ุ
  37. 37. สําหรับเวลากลางคืนหรื อเวลาไม่มีแสง ไม่มีการสังเคราะห์ด้วยแสงนํ ้าตาลในเซลล์คมถกสงออกไปนอกเซลล์คมแล้ว หรือถ้ามีอยใน ุ ู ่ ุ ู่เซลล์คมบางส่วน จะเปลียนเป็ นแปงซึงไม่ละลายนํ ้า (ความเข้ มข้ น ุ ่ ้ ่ของสารลดลง) นํ ้าจึงออสโมซิสออกสูเ่ ซลล์ข้างเคียง แรงดันเต่งของเซลล์คมลดลง ปากใบจึงปิ ด ุแต่ในบางกรณีถงแม้ ความเข้ มของแสงมาก แต่มีนํ ้าในดินน้ อย พืช ึเริ่ มขาดแคลนนํ ้ารูปากใบจะปิ ด
  38. 38. 2. อุณหภมท่ เหมาะสม อุณหภูมิไม่ตํ่าและไม่สงจนเกินไป ู ิ ี ู(25- 30 องศาเซลเซียส) ทําให้ ปากใบเปิ ด ถ้ าอุณหภูมิสงกว่านี ้ ูปากใบจะปิ ดแคบลง และถ้ าอุณหภูมิตํ่ามาก ๆ ปากใบก็จะปิ ดด้ วย
  39. 39. 3.ความชืน ถ้ าหากความชื ้นในอากาศมีน้อย เช่น ในหน้ าแล้ งหรื อ ้ตอนกลางวัน ความชื ้นในอากาศแตกต่างกับความชื ้นในช่องว่างของอากาศในใบมาก(ซึงช่องว่างอากาศในใบนี ้จะมีไอนํ ้าอิ่มตัวอยู่ ่ตลอดเวลา) ทําให้ การคายนํ ้าเกิดขึ ้นได้ มากและรวดเร็ ว ถ้ าอากาศชื ้น เช่น ในหน้ าฝน หรื อตอนเช้ ามืด ใบจะคายนํ ้าได้ น้อยและช้ าลงแต่ขบออกมาเป็ นรูปหยดนํ ้าที่เรี ยกว่า Guttation ั
  40. 40. 4.กระแสลม ลมที่พดผ่านใบจะทําให้ ความกดอากาศที่ ับริ เวณผิวใบลดลง ไอนํ ้าบริ เวณปากใบจะแพร่ออกสูอากาศได้ ่มากขึ ้น และขณะที่ลมเคลื่อนผ่านผิวใบ จะนําความชื ้นไปกับอากาศด้ วย ไอนํ ้าจากปากใบก็จะแพร่ได้ มากขึ ้นเช่นกัน แต่ถ้าลมพัดแรงเกินไปปากใบจะปิ ด
  41. 41. 5. สภาพนําในดน การปิ ดเปิ ดของรูปากใบ มีความสัมพันธ์ ้ ิกับสภาพของนํ ้าในดิน มากกว่าสภาพของนํ ้าในใบพืช เมื่อดินมีนํ ้าน้ อยลง และพืชเริ่ มขาดแคลนนํ ้า พืชจะสังเคราะห์กรดแอบไซซิก(abscisic acid, ABA) ซึงมีผลทําให้ รูปากใบ ่ปิ ด การคายนํ ้าจึงลดลง
  42. 42. 6. ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ พบว่าปากใบจะปิ ดเมื่อปริ มาณคาร์ บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ ้น เช่น ในอากาศปกติมีปริ มาณคาร์ บอนไดออกไซด์ 300 ส่วนในล้ านส่วน ปากใบจะเปิ ด แต่ถ้าปริ มาณคาร์ บอนไดออกไซด์เพิ่มเป็ น 1000 ส่วนในล้ านส่วน ปากใบจะปิ ดอาจอธิบายการปิ ดปากใบตอนกลางคืนได้ วา เนื่องจากปริ มาณ ่การสะสมคาร์ บอนไดออกไซด์ ที่เกิดจากการหายใจของเซลล์ในใบมาก
  43. 43. แต่เมื่อใบขาดความชื ้นปากใบจะปิ ดไม่วาปริ มาณ ่คาร์ บอนไดออกไซด์จะเป็ นเช่นใดหมายความว่าพืชทนต่อการขาดคาร์ บอนไดออกไซด์ได้ นานกว่าการขาดนํ ้า
  44. 44. 7.ความกดดนของบรรยากาศ ในที่ที่มีความกดดันของ ับรรยากาศตํ่า อากาศจะเบาบางลง และความแน่นน้ อย(อณหภมิสง) เป็ นโอกาสให้ ไอนํ ้าแพร่ออกไปจากใบได้ งาย ุ ู ู ่อัตราของการคายนํ ้าก็สง แต่ถ้าความดันของบรรยากาศสูง ูใบก็จะคายนํ ้าได้ น้อยลง
  45. 45. 8.ลักษณะ และโครงสร้างของใบ ส่วนประกอบและโครงสร้ างของใบพืชที่ไม่เหมือนกัน ทําให้ การคายนํ ้าต่างกันsunken stoma- ปากใบอยูลกเข้ าไปข้ างใน – พืชที่ขึ ้น ่ ึในที่แห้ งแล้ ง(Xerophyte) ใบเล็ก เปลียนเป็ นหนาม เพื่อ ่ลดการคายนํ ้า raised stoma – ปากใบนูนขึ ้นมาจากใบ มักมีใบใหญ่ – พืชขึ ้นอยในท่ีชมชื ้นหรือในนํ ้า(hydrophyte) ู่ ุ่typical stomata – ปากใบธรรมดา-พืชที่ขึ ้นในที่ไม่แห้ งหรื อไม่แฉะเกินไป(Mesophyte) ขนาดใบพอสมควร
  46. 46. ประโยชน์ของการคายนํา ้• ช่วยลดความร้อนของใบ เพราะเม่ ือใบคายนํา ต้องการ ้ ความร้อนแฝงท่ จะทาให้นํากลายเป็นไอนํา จงดงความ ี ํ ้ ้ ึ ึ ร้อนจากใบไป ใบจงมีอุณหภมต่าลง ึ ู ิ ํ• ช่วยในการดดนําและเกลือแร่ การคายนําเป็ นต้ นเหตุทาให้ ู ้ ้ ํ เกด แรงดงจากการคายนํา แรงดงนีสามารถดงนําและ ิ ึ ้ ึ ้ ึ ้ เกลือแร่จากดนเข้าส่ ูรากได้ดมาก ิ ี• ช่วยในการลาเลียงนําและเกลือแร่ แรงดงจากการคายนํามี ํ ้ ึ ้ ความสาคัญต่อการลาเลียงนําและเกลือแร่จากส่วนล่าง ํ ํ ้ ไปสู่ใบยอดซึ่งอยู่ตอนบนของพืช ดังนันแรงดึงจากการ ้ คายนําจงเป็นกลไกสาคญท่ สุดในการลาเลียงนําและเกลือ ้ ึ ํ ั ี ํ ้ แร่ในพชท่ สูงมากๆ ื ี
  47. 47. กลไกของการคายนําทาให้เกดแรงดงจากการคายนํา ้ ํ ิ ึ ้(transpiration pull) ซึ่งเป็ นแรงที่ทาให้ เกิดการ ํลําเลียงนําภายในไซเล็ม ้ ต่ อไป การลําเลียงนําของพืช ้

×