• Like
โครงการแกล้งดิน
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

โครงการแกล้งดิน

  • 535 views
Uploaded on

 

  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Be the first to comment
    Be the first to like this
No Downloads

Views

Total Views
535
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0

Actions

Shares
Downloads
2
Comments
0
Likes
0

Embeds 0

No embeds

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
    No notes for slide

Transcript

  • 1. โครงการแกล้ ง ดิ น พระราชดารัส “ ..ที่ที่น้าท่ วมนี่หาประโยชน์ ไม่ ได้ ถ้าเราจะทาให้ มันโผล่ พ้นน้าขึนมา มีการ ้ระบายน้าออกไป ก็จะเกิดประโยชน์ กัปประชาชนในเรื่องของการทามาหากิน อย่ างมหาศาล..”
  • 2.  โครงการแกล้ งดิน ่ ั ที่มาของโครงการ สื บเนื่ องจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ่ เสด็จแปรพระราชฐานไปยังจังหวัดต่าง ๆ อยูอย่างสม่าเสมอในการเสด็จแปรพระราชฐานทุกครั้งมิได้เพื่อทรง พักผ่อนเช่นสามัญชนทัวไป แต่จะเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยียมเยียนราษฎรหรื อติดตามโครงการต่าง ๆ ที่ทรง ่ ่ ริ เริ่ มหรื อมีพระราชดาริ ไว้ ดังนั้นเพื่อเป็ นการถวายความสะดวกแด่พระประมุขของชาติ รัฐบาลจึงสร้างพระตาหนัก น้อมเกล้าฯ ถวายเป็ นที่ประทับในคราวเสด็จแปรพระราชฐานไว้ในหลายจังหวัด เช่น พระตาหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ที่จงหวัดเชียงใหม่ พระตาหนักทักษิณราชนิเวศน์ ที่จงหวัดนราธิวาส เป็ นต้น ั ั จากการเสด็จพระราชดาเนินไปทรงเยียมราษฎรในจังหวัดภาคใต้ ่ทาให้ทรงทราวว่าราษฎรมีความ เดือดร้อนหลายเรื่ องโดยเฉพาะในกลุ่ม ่ของเกษตร เช่น การขาดแคลนที่ทากินหรื อปัญหาในพื้นที่พรุ ซ่ ึงมีน้ าขังอยูตลอดปีแม้สามารถทาให้น้ าแห้งได้ ดินในพื้นที่เหล่านั้นก็ยงเป็ นดินเปรี้ ยวจัด ัทาการเกษตรได้ผลน้อยไม่คุมทุนพระองค์ทรงตระหนักถึงปัญหาเหล่านี้ ้ว่ามีความจานงเร่ งด่วนที่จะต้อง พระราชทานความช่วยเหลือ ดังจะเห็นได้จากความตอนหนึ่งในพระราชดารัสต่อไปนี้“ ..ที่ที่น้ าท่วมนี่หาประโยชน์ไม่ได้ถาเราจะทาให้มนโผล่พนน้ าขึ้นมา มีการระบายน้ าออกไป ก็จะเกิดประโยชน์กบ ้ ั ้ ัประชาชนในเรื่ องของการทามาหากินอย่างมหาศาล..”
  • 3. พระองค์ทรงมอบให้หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องร่ วมกันพิจารณาหาแนวทางในการปรับปรุ งพื้นที่พรุ ซ่ ึงมีน้ าแช่ขงอยู่ ัตลอดปี มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการทาเกษตรให้ได้มากที่สุด โดยต้องคานึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศของป่ าพรุด้วย การที่ดินในป่ าพรุ เป็ นดินเปรี้ ยวจัดก็เพราะ ดินเหล่านี้เป็ นดินที่มีอินทรี ยวัตถุคือรากพืชเน่าเปื่ อยอยู่ ข้างบน และในระดับความลึกประมาณ 1-2 เมตร มีลกษณะเป็ นดินเลนสี เทาปนน้ าเงินซึ่งมีสารประกอบไพไรต์หรื อกามะถันอยูมาก ั ่ดังนั้น เมื่อดินแห้ง กรดกามะถันก็จะทาปฏิกิริยากัอากาศทาให้แปรสภาพเป็ นดินเปรี้ ยวจัดพระองค์จึงมีพระราชประสงค์จะแก้ไขปัญหานี้ให้กบราษฎร ั ่ ัเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวพระราชทานพระราชดาริ อันเป็ นต้นกาเนิดของโครงการ แกล้งดิน ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกลทองฯ ความว่า “..ให้มีการทดลองทาดินให้เปรี้ ยวจัด โดยการระบายน้ า ุให้แห้งและศึกษาวิธีการแก้ดินเปรี้ ยว เพื่อนาผลไปแก้ปัญหาดินเปรี้ ยวให้แก่ราษฎรที่มีปัญหาในเรื่ องนี้ในเขตจังหวัดนราธิวาส โดยให้ทาโครงการศึกษาทดลองในกาหนด 2 ปี ..” โครงการ “ แกล้งดิน” จึงกาเนิดขึ้นโดยมีศนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เป็ นหน่วยดาเนินการสนองพระราชดาริ เพื่อ ูศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็ นกรดของดินกามะถัน
  • 4.  การปรับปรุงดินดังกล่ าวให้ สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ โดยมีแนวพระราชดาริดงนี้ ั 1. แก้ไขโดยวิธีการควบคุมระดับน้ าใต้ดิน พยายามคุมน้ าใต้ดินให้อยูเ่ หนือชั้นดินเลนซึ่ งมีสารประกอบไพไรต์ เป็ นการป้ องกันมิให้สารประกอบไพไรต์ทาปฏิกิริยากับออกซิ เจนหรื อถูกออกซิ ไดซ์ โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1.1 วางระบบการระบายน้ าทัวทั้งพื้นที่ ่ 1.2 ระบายน้ าเฉพาะส่ วนบนออก เพื่อชะล้างกรด ่ 1.3 รักษาระดับน้ าในคูระบายน้ าให้อยูในระดับไม่ต่ากว่า 1 เมตรจากผิวดินตลอดทั้งปี2. แก้ไขโดยวิธีปรับปรุ งดินตามแนวพระราชดาริโครงการนี้จะมีวธีปรับปรุ งดิน 3 วิธีอาจเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมและตามสภาพของดิน คือ ิ วิธีการที่ 1 ใช้น้ าชะล้างความเป็ นกรด ดาเนินการตามขั้นตอนดังนี้ -ใช้น้ าชะล้างดินเพื่อล้างกรด ทาให้ค่า pH เพิ่มขึ้น โดยวิธีการปล่อยน้ าให้ท่วมขังแปลงแล้วระบายออก ทาเช่นนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง โดยเว้นให้ห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์
  • 5. วิธีการที่ 1 ใช้น้ าชะล้างความเป็ นกรด ดาเนินการตามขั้นตอนดังนี้-ใช้น้ าชะล้างดินเพื่อล้างกรด ทาให้ค่า pH เพิ่มขึ้น โดยวิธีการปล่อยน้ าให้ท่วมขังแปลงแล้วระบายออก ทาเช่นนี้ประมาณ 2-3 ครั้ง โดยเว้นให้ห่างกันประมาณ 1-2 สัปดาห์ -ดินจะเปรี้ ยวจัดในช่วงดินแห้งหรื อในฤดูแห้ง ดังนั้น การชะล้างควรเริ่ มในฤดูฝนเพื่อลดปริ มาณการช้ าชลประทาน การใช้น้ าชะล้างความเป็ นกรดต้องกระทาต่อเนื่องและต้องหวังผลในระยะยาวมิใช่กระทาเพียง 1 หรื อ 2 ครั้งเท่านั้นวิธีน้ ีเป็ นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่จาเป็ นต้องมีน้ ามากพอที่จะใช้ชะล้างดินควบคู่ไปกับการควบคุมระดับน้ าใต้ดินให้อยูเ่ หนือชั้นดินเลนที่มีสารประกอบไพไรต์มาก -เมื่อดินคลายความเปรี้ ยวลงแล้วจะมีค่า pH เพิ่มขึ้น อีกทั้งสารละลายเหล็กและอะลูมินมที่เป็ นพิษก็เจือจางลงจนทาให้พืชสามารถเจริ ญเติบโตได้ดีถาหากใช้ปุ๋ยไนโตรเจน ั ้และฟอสเฟตเช่วยก็สามารถเจริ ญเติบโตได้ดีถาหากใช้ปุ๋ยในโตรเจนและฟอสเฟตช่วยก็ ้สามารถทาการเกษตรได้วิธีการที่ 2 การแก้ไขดินเปรี้ ยวโดยใช้ปูนผสมคลุกเคล้ากับหน้าดิน คือ -ใช้วสดุปูนที่หาได้ง่ายในท้องที่ เช่น ใช้ปูนมาร์ ล (mar) สาหรับภาคกลาง หรื อปูนฝุ่ น ( ัlime dust ) สาหรับภาคใต้ หว่านให้ทว 1-4 ตันต่อไร่ แล้วไถแปรหรื อพลิกกลบคืน ( ปริ มาณ ั่ ่ ัของปูนที่ใช้ข้ ึนอยูกบความรุ นแรงในความเป็ นกรดของดิน )
  • 6.  วิธีการที่ 3 การใช้ปูนควบคู่ไปกับการใช้น้ าชะล้างและควบคุมระดับน้ าใต้ดินเป็ น วิธีการที่สมบูรณ์ที่สุดและใช้ได้ผลมากในพื้นที่ซ่ ึ งดินเป็ นกรดจัดรุ นแรงหรื อถูกปล่อยทิ้ง ให้รกร้างว่างเปล่าเป็ นเวลานาน วิธีการแก้ ไข ให้ ปฏิบัตไปตามลาดับขั้นตอนดังนี้ ิ -หว่านปูนให้ทวพื้นที่ โดยใช้ปูน 1-2 ตันต่อไร่ แล้วไถกลบ ั่ -ใช้น้ าชะล้างความเป็ นกรดออกจากหน้าดิน -ควบคุมน้ าใต้ดินให้อยูเ่ หนือชั้นดินเลนที่มีสารประกอบไพไรต์มากเพื่อป้ องกันมืให้ทาปฏิกริ ยากับออกซิ เจน เพราะจะทาดินกลายเป็ นกรด 3. การปรับสภาพพื้นที่ เนื่องจากสภาพพื้นที่ดินเปรี้ ยวในแถบนี้เป็ นป่ าพรุ มีลกษณะเป็ น ัที่ราบลุ่ม จึงทาการระบายน้ าออกจากพื้นที่ได้ลาบาก จาเป็ นต้องมีการปรับสภาพพื้นที่ ซึ่ งโดยทัวไปทากันอยู่ 2 วิธี คือ ่ 3.1 การปรับผิวหน้าดิน โดยการทาให้ผิวหน้าดินลาดเอียงเพื่อให้น้ าไหลออกไปสู่ คลองระบายน้ าได้หรื อถ้าเป็ นการทานาก็จดตกแต่งแปลงนาและคันนาให้สามารถเก็บกักน้ าและ ัสามารถระบายน้ าออกได้ถาต้องการ ้
  • 7.  3.2 การยกร่ องปลูกพืช วิธีน้ ีใช้สาหรับพื้นที่ที่จะทาการปลูกพืชไร่ พืชผัก ไม้ผล หรื อไม้ยนต้น แต่ ื วิธีน้ ีจาเป็ นจะต้องมีแหล่งน้ าชลประทาน เพราะจะต้องขังน้ าไว้ในร่ องเพื่อใชถ่ายเทเปลี่ยน เมื่อน้ า ในร่ องเป็ นกรดจัด ในการขุดร่ องนี้ เกษตรกรจะต้องทราบว่าในพื้นที่น้ นมีดินชั้นเลนซึ่ งเป็ นดินที่มีสารประกอบ ั ่ ไพไรต์มากอยูลึกในระดับใด เพราะเมื่อขุดร่ องจะให้ลึกเพียงระดับดินเลนนั้น โดยทัวไปจะลึกไม่ ่ เกิน 100 เซนติเมตร
  • 8.  วิธีการปรับปรุ งดินเปรี้ ยวจัดเพื่อการเกษตร 1.เพื่อปลูกข้าว ในเขตชลประทาน ถ้าดินมีค่า pH น้อยกว่า 4.0 ใช้ปูนในอัตราส่ วนประมาณ 1.5 ตันต่อไร่ และถ้าดินมีค่า pH ระหว่าง 4.0-4.5 ให้ใช้ปูนในอัตรา 1 ตันต่อไร่ในเขตเกษตรน้ าฝน ดินที่มีคา pH น้อยกว่า 4.0 ใช้ปูนในอัตราประมาณ 2.5 ตันต่อไร่ และถ้าดินมีค่า pH ระหว่าง 4.0-4.5 ใช้ปูนในอัตรา ่1.5 ตันต่อไร่ ขั้นตอนการปรับปรุ งดินเปรี้ ยวเพื่อปลูกข้าว 1.เมื่อหว่านปูนแล้วให้ทาการไถแปร 2.ปล่อยน้ าเข้าในนาแล้วแช่ขงไว้ประมาณ 10 วัน ั 3.จากนั้นให้ระบายน้ าออกเป็ นการชะล้างสารพิษ 4.ปล่อยน้ าเข้าไปขังใหม่เพื่อใช้ในการปักดา 2. เพื่อปลูกพืชล้มลุก จะแยกเป็ นการปลูกผักและการปลูกพืชไร่ 2.1 การปลูกพืชผัก มีลาดับขั้นตอนดังนี้ คือ1) ยกร่ องสวน โดยใช้สนร่ องมีขนาดกว้างประมาณ 6-7 เมตร มีคูระบายน้ ากว้าง 1.5 เมตรและลึกประมาณ 50 เซนติเมตร หรื อลึกพอถึง ัระดับขั้นดินเลนที่มีสารประกอบไพไรต์มาก 2) ไถพรวนดิน แล้วตากทิงไว้ 3-5 วัน ้3) ทาแปลงย่อยบนสันร่ อง โดยยกแปลงให้สูงประมาณ 25-30 เซนติเมตร กว้างประมาณ1-2 เมตร เพื่อระบายน้ าบนสันร่ องและเพื่อป้ องกันไม่ให้แปลงย่อยแฉะเมื่อรดน้ าหรื อเมื่อมีฝนตก4) ใส่วสดุปูนเพื่อลดความเป็ นกรดของดินคือใช้หินปูนฝุ่ นหรื อปูนมาร์ลอัตราประมาณ 2-3 ตันต่อไร่ หรื อประมาณ 2 กิโลกรัมต่อพื้นที่ ั1 ตารางเมตร โดยการคลุกเคล้าปูนให้เข้ากับดินและทิ้งไว้ 15 วัน5) ใส่ ปุ๋ยหมักหรื อปุ๋ ยอินทรี ยในอัตรา 5 ตันต่อไร่ หรื อประมาณ 3 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร โดยใส่ ก่อนปลูก 1 วันเพื่อปรับปรุ งดินให้ร่วนซุยมีส่วนประกอบของดินดี
  • 9.  2.2 การปลูกพืชไร่ บางชนิด อาจกระทาได้ 2 วิธี คือ แบบยกร่ องสวนและแบบปลูกสลับหลังฤดูทานา การปลูกพืชไร่ แบบยกร่ องสวนเป็ นการปลูกพืชไร่ แบบถาวร มีวธีเตรี ยมพื้นที่แบบเดียวกับการปลูก ิ ่ พืชผัก สาหรับการปลูกพืชไร่ แบบปลูกสลับหลังฤดูทานาจะอยูในช่วงปลายฤดูฝนหรื อหลังจากฝน หยุดตกแล้วการเตรี ยมพื้นที่ก็เนเดียวกันการเตรี ยมเพื่อการปลูกพืชไร่ ทว ๆ ไห แต่อาจต้องยกแนวร่ อง ั่ ปลูกพืชไร่ ให้สูงกว่าการปลูกบนพื้นที่ดินตอนประมาณ 10-20 เซนติเมตรเพื้อป้ องกันมิให้น้ าแช่ขง ถ้า ั มีฝนตกผิดฤดูหรื อถ้าดินในบริ เวณนั้นเคยได้รับ การปรับปรุ งโดยใช้ปูนมาแล้ว คาดว่าคงไม่จาเป็ นต้อง ใช้ปูนอีก 3. เพื่อปลูกไม้ผล ดาเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1) สร้างคันดินกั้นน้ าขนาดใหญ่ลอมรอบแปลง เพื่อป้ องกันน้ าท่วมขังในฤดูฝน พร้อมทั้งติดตั้ง ้ ่ ั เครื่ องสู บน้ าเพื่อระบายน้ าออกตามต้องการ ขนาดของเครื่ องสู บน้ าขึ้นอยูกบปริ มาณพื้นที่ที่จะสู บและ ปริ มาตรน้ าฝน โดยประมาณจากปริ มาตรของฝนที่ตกลงมาเป็ นประจา 2) ทาการยกร่ องปลูกพืชตามวิธีการปรับปรุ งพื้นที่ท่ีมีดินเปรี้ ยวจัดเพื่อปลูกไม้ผลดังที่กล่าวแล้ว 3) น้ าในคูระบายน้ าจะเป็ นน้ าเปรี้ ยว ต้องทาการระบายออกเมื่อเปรี้ ยวจัดและสู บน้ าจืดมาแทน ใหม่ ช่วงเวลาถ่ายน้ าประมาณ 3-4 เดือนต่อครั้ง 4) ควบคุมระดับน้ าในคูระบายน้ าไม่ให้ต่าว่าชั้นดินเลนที่มีสารประกอบไพไรต์มาก เพื่อป้ องกัน การเกิดปฏิกิริยาที่จะทาให้ดินมีความเป็ นกรดเพื่มขึ้น
  • 10.  5) ใส่ ปูน อาจเป็ นปูนขาว ปูนมาร์ ล หรื อหิ นปูนฝุ่ น ตามแต่จะหาได้ภายในพื้นที่ โดยหว่านทัวทั้ง ่ ร่ องที่ปลูกในอัตราประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ 6) ระยะเวลาที่ปลูกกาหนดให้เหมาะสมตามชนิดของพืช 7) ขุดหลุมปลูกขนาดกว้าง ยาว และลึก 50-100 เซนติเมตร แยกดินชั้นบนและชั้นล่างไว้ต่างหากตากทิ้งไว้ 1-2 เดือนเพื่อฆ่าเชื้อโรค เอาส่ วนที่เป็ นหน้าดินผสมปุ๋ ยคอกหรื อปุ๋ ยหมัก หรื อบางส่ วนของดินชั้นล่าง แล้วกลบลงไปในหลุมให้เต็ม ปุ๋ ยหมักใส่ ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อตัน โดยผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับปูนในอัตราประมาณ 15 กิโลกรัมต่อหลุม 8) ดูแลปราบวัชพืช ดรค แมลง และให้น้ าตามปกติ สาหรับการใช้ปุ๋ยบารุ งดินให้พิจารณาตามความเหมาะสมจากแนวพระราชดาริ ในทฤษฎี “ แกล้งดิน” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวเจ้าหน้าที่ผเู ้ กี่ยวข้องจาก ่ ัศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกลทอง ฯ ได้ทาการศึกษาวิจยต่อและสรุ ปผลได้ดงนี้ ุ ั ั ได้ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความเป็ นกรดของดินกรดกามะถัน เพื่อเร่ งให้ดินเป็ นกรดจัดรุ นแรง โดยการทาให้ดินแห้งเปี ยกสลับกัน จากนั้นจึงศึกษาวิธีการปรับปรุ งดินด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้ดินที่เหมาะสมในการปลูกพืช คือ
  • 11.  แบ่งพื้นที่ศึกษาเป็ น 6 แปลง แลงที่ 1-4 ทดสอบขังน้ าไว้ 4 สัปดาห์แล้วปล่อยให้แห้ง 8 สัปดาห์สลับกันไป แปลงที่ 5 และ 6 ปล่อยไปตามสภาพธรรมชาติ นาดินจากพื้นที่ท้ ง 6 แปลงมา ั ตรวจวิเคราะห์พบว่าการทาให้ดินแห้งและเมื่อทดลองต่อไปก็พบว่า ยิงปล่อยให้ดินแห้งนานมาก ่ ขึ้น ความเป็ นกรดจะรุ นแรงมากกว่าการให้น้ าขังนาน ๆ และการใช้น้ าหมุนเวียนไม่มีการระบาย ออก จะทาให้ความเป็ นกรดและสารพิษในดินสะสมมากขึ้น ต่อมาได้ดาเนินการปรับปรุ งดิน โดยการใช้น้ าชะล้างแล้วใส่ หินปูนฝุ่ นในปริ มาณน้อย สามารถปรับปรุ งดินกรดกามะถันได้อย่างดี การใช้น้ าชะล้างพียงอย่างเดียวก็ได้ผลเช่นกัน แต่ตอง ้ ใช้เวลานานกว่า และหลังจากปรับปรุ งดินแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ใช้ประโยชน์จะทาให้ดินกลับเป็ น กรดจัดรุ นแรงขึ้นอีก และถ้าปล่อยดินให้เป็ นไปตามธรรมชาติโดยไม่มีการปรับปรุ ง จะมีการ เปลี่ยนแปลงในเรื่ องของความเป็ นกรดจัดน้อยกว่า ด้วยพระเมตตา บัดนี้พ้ืนที่ดินเปรี้ ยวจัดมืใช่พ้ืนที่ไร้ประโยชน์อีกแล้ว แต่สามารถนามาทา การเกษรตได้ท้ งปลูกข้าว ข้าวโพด ถัวต่างๆ อ้อย งา มันเทศ พืชผัก ไม้ผลและไม้ยนต้น พืชอาหาร ั ่ ื สัตว์ และขุดบ่อเลี้ยงปลา ได้ผลดีจนนาไปสู่ ชีวตที่ดีข้ ึนของราษฏรในแถบนั้น ซึ่ งต่างพากันสานึก ิ ในพระมหากรุ ณาธิ คุณขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหวมิรู้ลืม ่ ั
  • 12. นางสาวลลิตภัทร สงวนผิว ม.4/6 เลขที่10 ทรงพระเจริญ