วิทยาศาสตร์เพื่อคุณภาพชีวิตครั้งที่ 3(4ก ค 53)

6,340 views

Published on

อ.กุลวดี คตชนะเลขา

มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ

Published in: Technology, News & Politics
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
6,340
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
6
Actions
Shares
0
Downloads
54
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

วิทยาศาสตร์เพื่อคุณภาพชีวิตครั้งที่ 3(4ก ค 53)

  1. 1. เป็นกระบวนการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการค้นคว้าหาความรู้จากธรรมชาติได้อย่างมีระบบ มีองค์ประกอบดังนี้ กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 1. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) 2. เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific attitude) 3. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific skill)
  2. 2. Let’s think!    1. วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)
  3. 3. ความรู้ใหม่ กำหนดขอบเขตของปัญหา ตั้งสมมติฐาน ทดลองและรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลและนำไปใช้ เผชิญปัญหา เป็นวิธีการที่นักวิทยาศาสตร์ใช้แสวงหาความรู้ แก้ปัญหา โดยมีขั้นตอน ดังนี้ Scientific Method
  4. 4. คือ แนวคิดหรือความรู้สึกของบุคคลที่มีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมต่อไปนี้ <ul><li>ความใจกว้าง </li></ul><ul><li>ความอยากรู้อยากเห็น </li></ul><ul><li>มีความเพียรพยายาม </li></ul><ul><li>ความมีเหตุผล </li></ul><ul><li>ความซื่อสัตย์ </li></ul><ul><li>ความมีระเบียบ รอบคอบ </li></ul>www.generativeart.com /.../p03.M.T.Krasek.htm 2. เจตคติทางวิทยาศาสตร์ (Scientific attitude) A n artist needs a scientific attitude to his/her work as the scientist must have an artistic attitude to his/her.
  5. 5. www.act.waterwatch.org.au/primary.htm 3. ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Skill)
  6. 6. <ul><ul><li>8. ทักษะการพยากรณ์ ( Predicting ) </li></ul></ul><ul><ul><li>1. ทักษะการสังเกต ( Observing ) </li></ul></ul><ul><ul><li>2. ทักษะการวัด ( Measuring ) </li></ul></ul><ul><ul><li>3. ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ ( Classifying ) </li></ul></ul><ul><ul><li>4. ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา </li></ul></ul><ul><li>( Using Space/Relationship ) </li></ul><ul><ul><li>5. ทักษะการคำนวณและการใช้จำนวน ( Using Numbers ) </li></ul></ul><ul><ul><li>6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ( Communicating ) </li></ul></ul><ul><ul><li>7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ( Inferring ) </li></ul></ul>ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย 13 ทักษะ ดังนี้ ทักษะขั้นมูลฐาน ( Basic process skills ) 8 ทักษะ ได้แก่
  7. 7. 12. ทักษะการทดลอง ( Experimenting ) 9. ทักษะการตั้งสมมติฐาน ( Formulating Hypothesis ) 11. ทักษะการควบคุมตัวแปร ( Controlling Variables ) 13. ทักษะการตีความและลงข้อสรุป ( Interpreting data ) 10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ( Operational Definition ) แนวของสมาคมอเมริกาเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ( The American Association for the Advancement of Science – AAAS ) ทักษะขั้นสูงหรือทักษะขั้นบูรณาการ ( Integrated process skills ) 5 ทักษะ ได้แก่
  8. 8. ใช้ตาดูรูปร่าง ใช้หูฟังเสียง ใช้ลิ้นชิมรส ใช้จมูกดมกลิ่น และใช้ผิวกายสัมผัสความร้อนเย็น <ul><ul><li>1. ทักษะการสังเกต ( Observing ) </li></ul></ul>หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการสังเกต ได้แก่ การใช้ประสาทสัมผัสเหล่านี้จะใช้ทีละอย่างหรือหลายอย่างพร้อมกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลก็ได้โดย ไม่เพิ่มความคิดเห็นของผู้สังเกตลงไป
  9. 9. ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต 1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ 2. ข้อมูลเชิงปริมาณ 3. ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
  10. 10. - หินแต่ละก้อนขนาดและรูปร่างต่างกัน - มีสีต่างกัน - ผิวขรุขระและแข็ง ฯลฯ - มีก้อนหินซ้อนกันจำนวน 5 ก้อน - ก้อนล่างสุดหนาประมาณ 5 ซม . - ถ้าเลื่อนตำแหน่งของก้อนที่ 2 นับจากด้านล่าง ก็จะทำให้ก้อนด้านบน พังครืนลงมา ฯลฯ การสังเกตการเรียงตัวของก้อนหิน 1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ 2. ข้อมูลเชิงปริมาณ 3. ข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง
  11. 11. หมายถึง การเลือกและการใช้เครื่องมือวัดปริมาณของสิ่งของออกมาเป็น ตัวเลขที่แน่นอนได้อย่างเหมาะสม และถูกต้องโดยมีหน่วยกำกับเสมอ ในการวัดเพื่อหาปริมาณของสิ่งที่วัดต้องฝึกให้ผู้เรียนหาคำตอบ 4 ค่า ? <ul><ul><li>2. ทักษะการวัด ( Measuring ) </li></ul></ul>จะวัดอะไร วัดทำไม ใช้เครื่องมืออะไรวัด จะวัดได้อย่างไร
  12. 12. หมายถึง การแบ่งพวกหรือการเรียงลำดับวัตถุ หรือสิ่งที่อยู่ในปรากฏการณ์โดยการหาเกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ในการจำแนกประเภท ซึ่งอาจใช้เกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แล้วแต่ผู้เรียนจะเลือกใช้เกณฑ์ใด ความเหมือน ความแตกต่าง ความสัมพันธ์ <ul><ul><li>3. ทักษะการจำแนกหรือทักษะการจัดประเภทสิ่งของ ( Classifying ) </li></ul></ul>เกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนกประเภทมี 3 อย่าง ได้แก่     
  13. 13. การจำแนกประเภทโดยอาศัยคุณสมบัติของวัตถุเป็นเกณฑ์ 1 2 2 3 4 5 6 ที่ คุณลักษณะที่สังเกตได้ 1 ตามลำตัวมีจุด 2 รูปร่างกลม 3 ลำตัวมีขอบหยัก 4 มีลายยาวตามลำตัว 5 มีสี่เหลี่ยมอยู่ภายในลำตัว มี ไม่มี 1,5 ,6 2 ,3,4 1,4 2,3,5,6 2 , 3 , 6 1,4,5 2 1,3,4,5,6 3 1,2,4,5,6
  14. 14. หมายถึง การหาความสัมพันธ์ระหว่างมิติต่างๆ ที่เกี่ยวกับสถานที่ รูปทรง ทิศทาง ระยะทาง พื้นที่ เวลา ฯลฯ <ul><ul><li>4. ทักษะการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา </li></ul></ul><ul><ul><li>( Using Space/Time Relationship ) </li></ul></ul>การหาความสัมพันธ์ระหว่าง สเปสกับสเปส เช่น การหารูปร่างของวัตถุ โดยสังเกตจากเงาของวัตถุ เมื่อให้แสงตกกระทบวัตถุในมุมต่างๆ กัน ฯลฯ การหาความสัมพันธ์ระหว่าง เวลากับเวลา เช่น การหาความสัมพันธ์ระหว่างจังหวะการแกว่งของลูกตุ้มนาฬิกากับจังหวะการเต้นของชีพจรฯลฯ การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา เช่น การหาตำแหน่งของวัตถุที่เคลื่อนที่ไปเมื่อเวลาเปลี่ยนไป ฯลฯ
  15. 15. บอกรูป ( 2 มิติ ) ที่เกิดจากรอยตัด เมื่อตัดวัตถุ ( 3 มิติ ) ออกเป็น 2 ส่วน บอกเงา ( 2 มิติ ) ของวัตถุที่เกิดขึ้น เมื่อเห็นวัตถุ ( 3 มิติ ) วาดรูป 2 มิติ จากวัตถุหรือรูปทรง 3 มิติได้
  16. 16. หมายถึง การนำเอาจำนวนที่ได้จากการวัด การสังเกต และการทดลองมาจัดกระทำให้เกิดค่าใหม่ เช่น การบวก ลบ คูณ หาร การหาค่าเฉลี่ย การหาค่าต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ เพื่อนำค่าที่ได้จากการคำนวณ ไปใช้ประโยชน์ในการแปลความหมาย และการลงข้อสรุป <ul><ul><li>5. ทักษะการคำนวณและการใช้จำนวน ( Using Numbers ) </li></ul></ul>
  17. 17. หมายถึง การนำเอาข้อมูล ซึ่งได้มาจากการสังเกต การทดลอง ฯลฯ มาจัดกระทำเสียใหม่ <ul><ul><li>6. ทักษะการจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูล ( Communicating ) </li></ul></ul>นำมาจัดเรียงลำดับ หาค่าความถี่ แยกประเภท คำนวณหาค่าใหม่ นำมาจัดเสนอในรูปแบบใหม่ 1. ตาราง 2. แผนภูมิ 3. วงจร 4. กราฟ 5. สมการ 6. บรรยาย การจัดกระทำข้อมูล การสื่อความหมาย ข้อมูลดิบ
  18. 18. หมายถึง ความชำนาญในการอธิบายสิ่งที่ได้จากการสังเกตเกี่ยวกับวัตถุหรือเหตุการณ์เฉพาะอย่าง <ul><ul><li>7. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ( Inferring ) </li></ul></ul>- สามารถแยกความแตกต่างระหว่างการสังเกต และการลงความคิดเห็น - แปลความหมายข้อมูลที่บันทึกไว้หรือได้มาทางอ้อมแล้วนำมาทำนายเหตุการณ์จากข้อมูล - เป็นการอธิบายที่อาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมหรือความคิดเห็นส่วนตัวเพิ่มเติมลงไปด้วย
  19. 19. เอาน้ำแข็งใส่ถ้วยแก้วทิ้งไว้ สักครู่หนึ่งจะสังเกตเห็นหยดน้ำเกาะอยู่ที่ผิวแก้วด้านนอก ตัวอย่างการลงความเห็นข้อมูล หยดน้ำที่เกาะข้างถ้วยแก้วด้านนอกมาจากไอน้ำในอากาศ
  20. 20. หมายถึง การคาดคะเนหาคำตอบล่วงหน้าก่อนการทดลองโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ได้ศึกษามาแล้ว หรืออาศัยประสบการณ์ที่เกิดซ้ำ ๆ <ul><ul><li>8. ทักษะการพยากรณ์ ( Predicting ) </li></ul></ul><ul><li>การพยากรณ์ทั่วไป </li></ul><ul><li>การพยากรณ์จากข้อมูลเชิงปริมาณ </li></ul>ความสามารถในการพยากรณ์มี 2 ลักษณะ
  21. 21. 1. การพยากรณ์ข้อมูลทั่วไป ประสบการณ์เดิมหรือความรู้เดิม สถานการณ์ การพยากรณ์ ตัวอย่างการพยากรณ์ เมื่อมีเมฆแผ่นสีคล้ำลอยต่ำต่อมาจะมีฝนตก วันนี้มีเมฆแผ่นสีคล้ำลอยต่ำ วันนี้ฝนต้องตกแน่ๆ
  22. 22. 2. การพยากรณ์เชิงปริมาณ ตารางข้อมูลระยะเวลาที่ปลูกกับความสูงของต้นไม้ <ul><li>การพยากรณ์ภายในขอบเขตข้อมูล </li></ul><ul><li>เมื่อผ่านไป 3 สัปดาห์ พืชจะสูง 4 เซนติเมตร </li></ul><ul><li>พืชจะสูง 7 เซนติเมตร เมื่อเวลาผ่านไป 5 สัปดาห์ </li></ul><ul><li>การพยากรณ์ภายนอกขอบเขตข้อมูล </li></ul><ul><li>เมื่อผ่านไป 7 สัปดาห์ พืชจะสูง 10 เซนติเมตร </li></ul>ระยะเวลา ( สัปดาห์ ) ความสูง ( เซนติเมตร ) 2 2.5 4 5.5 6 8.5
  23. 23. หมายถึง การคิดหาค่าคำตอบล่วงหน้าก่อนจะทำการทดลอง โดยอาศัยการสังเกต ความรู้ ประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน คำตอบที่คิดล่วงหน้ายังไม่เป็นหลักการ กฎ หรือทฤษฎีมาก่อน ทักษะขั้นสูงหรือทักษะขั้นบูรณาการ 5 ทักษะ ได้แก่ 9. ทักษะการตั้งสมมติฐาน ( Formulating Hypothesis ) คำตอบที่คิดไว้ล่วงหน้านี้ มักกล่าวไว้เป็นข้อความที่ บอกความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม
  24. 24. <ul><li>ถ้าควันบุหรี่มีผลต่อการเกิดมะเร็ง ดังนั้นคนที่สูบบุหรี่หรือคลุกคลีกับคนสูบบุหรี่จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งได้มากกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่หรือคลุกคลีกับคนที่สูบบุหรี่ </li></ul><ul><li>พืชสีเขียวต้องการแสงแดด น้ำและอากาศ ในการดำรงชีวิต </li></ul><ul><li>ต้นมะม่วงต้องการแสงแดด น้ำ และอากาศในการดำรงชีวิต </li></ul><ul><li>นายแดงเป็นคนที่ไม่กลัวตาย เพราะเขาเคยเป็นทหารผ่านศึกมาก่อน </li></ul>ข้อความใดเป็นสมมติฐาน ? การตั้งสมมติฐาน มักนิยมเขียนในรูป ถ้า … ดังนั้น หรือ ถ้า ... แล้ว
  25. 25. หมายถึง การกำหนดความหมาย และขอบเขตของคำต่าง ๆที่มีอยู่ในสมมติฐานที่จะทดลองให้มีความรัดกุม เป็น ที่เข้าใจตรงกันและสามารถสังเกตและวัดได้ 10. ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ ( Operational Definition ) เช่น ออกซิเจนเป็นก๊าซที่ช่วยให้ไฟติดเมื่อนำก้านไม้ขีดที่คุแดงอยู่แหย่ลงไปในก๊าซนั้นแล้วก้านไม้ขีดจะลุกเป็นเปลวไฟ
  26. 26. <ul><li>ไก่สมบูรณ์คือไก่ที่มีน้ำหนักมาก </li></ul><ul><li>ไก่สมบูรณ์คือไก่ที่อ้วนมาก </li></ul><ul><li>ความดัน คือแรงที่กระทำต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่ที่รองรับในแนวตั้งฉาก </li></ul><ul><li>ความดัน คือพลังงานที่ใช้ในการกด </li></ul>ข้อความใดต่อไปนี้เป็นนิยามเชิงปฏิบัติการ
  27. 27. หมายถึง การควบคุมสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากตัวแปรอิสระ ที่จะทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อน ถ้าหากว่าไม่ควบคุมให้เหมือนๆกัน และเป็นการป้องกันเพื่อมิให้มีข้อโต้แย้ง ข้อผิดพลาดหรือตัดความไม่น่าเชื่อถือออกไป 11. ทักษะการควบคุมตัวแปร ( Controlling Variables ) 3. ตัวแปรที่ต้องควบคุม ตัวแปรแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น 2. ตัวแปรตาม
  28. 28. - ตัวแปรควบคุม คือ ความร้อนของไฟ ระยะของก้อนเทียนขี้ผึ้ง ขนาดและรูปร่างของก้อนเทียนขี้ผึ้ง ความแน่นของก้อนเทียนขี้ผึ้งที่ติดกับแท่งวัสดุ วัสดุใดนำความร้อนได้ดี ถ้าจะทดลองโดยการนำแท่งวัสดุต่างชนิดกัน มาติดด้วยเทียนขี้ผึ้ง แล้วนำปลายวัสดุแต่ละชนิดไปลนไฟ เพื่อดูว่าเทียนขี้ผึ้งที่ติดอยู่บนวัสดุใด หลอมเหลวและหลุดออกไปก่อนกัน - ตัวแปรต้น คือ ชนิดของแท่งวัสดุ - ตัวแปรตาม คือ ระยะเวลาที่เทียนขี้ผึ้งหลุดจากแท่งวัสดุ ตัวแปรที่เกี่ยวข้องคือ
  29. 29. หมายถึง กระบวนการปฏิบัติการโดยใช้ทักษะต่างๆ เช่น การสังเกต การวัด การพยากรณ์ การตั้งสมมติฐาน ฯลฯ มาใช้ร่วมกันเพื่อหาคำตอบ หรือทดลองสมมุติฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรม 3 ขั้นตอน 12. ทักษะการทดลอง ( Experimenting ) การบันทึกผลการทดลอง การออกแบบการทดลอง การปฏิบัติการทดลอง
  30. 30. <ul><li>ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ประการคือ </li></ul><ul><ul><li>1. วิธีการทดลอง </li></ul></ul><ul><li>2. วัสดุอุปกรณ์และสารเคมีที่ใช้ในการทดลอง </li></ul>1. ปัญหาของการทดลองคืออะไร มีจุดประสงค์ในการทดลองอย่างไร 2. จะทำการทดลองอย่างไรจึงจะได้คำตอบของปัญหาหรือจุดประสงค์ 3. จะบันทึกผลการทดลองย่างไร รวมทั้งวิธีการได้ข้อมูลด้วย 4. จะลงข้อสรุปอย่างไรจึงจะได้ผลตรงกับปัญหาและจุดประสงค์ การออกแบบการทดลอง ข้อคำนึงในการออกแบบการทดลอง
  31. 31. หมายถึง การจดบันทึกข้อมูลที่ได้จากการทดลองซึ่งอาจจะเป็นผลจากการสังเกต การวัดและอื่นๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและถูกต้อง หมายถึง การลงมือปฏิบัติการทดลองจริงๆ การปฏิบัติการทดลอง การบันทึกผลการทดลอง
  32. 32. ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของลักษณะตาราง รูปภาพ กราฟ ฯลฯ การนำข้อมูลไปใช้จึงจำเป็นต้องตีความให้ สะดวกที่จะสื่อความหมายได้ถูกต้องและเข้าใจตรงกัน 13. ทักษะการตีความและลงข้อสรุป ( Interpreting data ) การตีความหมายข้อมูล คือ การบรรยายลักษณะและคุณสมบัติ การลงข้อสรุป คือ การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีอยู่ เช่น ถ้าความดันน้อย น้ำจะเดือด ที่อุณหภูมิต่ำหรือน้ำจะเดือดเร็ว ถ้าความดันมาก น้ำจะเดือดที่อุณหภูมิสูงหรือน้ำจะเดือดช้าลง
  33. 33. แสง เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวลาง และมีการเคลื่อนที่แนวเส้นตรงในตัวกลางชนิดอื่น ๆ จะเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางแต่ละชนิดด้วยความเร็วไม่เท่ากัน ตัวกลางใดมีความหนาแน่นมากแสงจะเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางนั้นด้วยความเร็วน้อย ถ้าแสงเคลื่อนที่ผ่านไม่ได้ก็เป็นเพราะ วัตถุมีการดูดกลืน สะท้อนแสง หรือการแทรกสอดของแสง นั่นคือ คุณสมบัติของแสง แสงและสี
  34. 34. 1. การสะท้อนแสง ( Reflection) 2. การหักเหของแสง ( Refraction) 3. การกระจายแสง ( Diffusion) 4. การทะลุผ่าน ( Transmission) 5. การดูดกลืน ( Absorption) 6. การแทรกสอด ( Interference) คุณสมบัติของแสง
  35. 35. หมายถึง พฤติกรรมที่แสงตกกระทบวัตถุแล้วถูกวัตถุดูดกลืนหายเข้าไปในตัวกลาง เช่น การฉายแสงลงบน ผนังสีแดง แสงสีอื่นๆจะถูกดูดกลืน ยกเว้นสีแดงที่จะสะท้อนออกมาสู่ดวงตา ทำให้ เห็นผนังเป็นสีแดง พลังงานที่ถูกดูดกลืนจะเกิดการเปลี่ยนรูป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเปลี่ยนรูปเป็น พลังงานความร้อน การดูดกลืนแสง ( Light absorption)
  36. 36. แยกตามสมบัติการดูดกลืนแสง เมื่อมีแสงตกกระทบวัตถุซึ่งสามารถแยกได้ 3 ชนิด คือ วัตถุโปร่งใส หมายถึง วัตถุที่ยอมให้แสงเดินทางทะลุผ่านไปได้อย่างเป็นระเบียบ เช่น กระจกใส วัตถุโปร่งแสง หมายถึง วัตถุที่ยอมให้แสงเดินทางผ่านทะลุไปได้อย่างไม่เป็นระเบียบ เช่น กระจกฝ้า วัตถุทึบแสง หมายถึง วัตถุที่ไม่ยอมให้แสงผ่านไปได้เลย แสงและสี ชนิดของวัตถุ
  37. 38. <ul><li>แผ่นกรองแสงสีขาวขุ่น ดูดกลืนแสงสีขาวบางส่วน และยอมให้แสงทะลุผ่านบางส่วนทำให้ ความสว่างบนฉากลดลง </li></ul>2. แผ่นกรองแสงสีแดง จะยอมให้แสงสีแดงทะลุผ่านได้เท่านั้น ส่วนแสงสีอื่นจะดูดกลืนหมด ทำให้เห็นวงแสงบนฉากเป็นสีแดง 3. แผ่นกรองแสงสีเหลือง จะยอมให้แสงสีแสด เหลืองและเขียว ทะลุผ่านได้ ทำให้เห็นวงแสงบนฉากเป็นสีเหลือง ( อาจเห็นได้ทั้ง 3 สี ถ้าจัดมุมมองได้ถูกต้อง ) 4. แผ่นกรองแสงสีเขียว จะยอมให้แสงสีเหลือง เขียว และน้ำเงิน ทะลุผ่านได้ ทำให้เห็นวงแสงบนฉากเป็นสีเขียว ( อาจเห็นได้ทั้ง 3 สี ถ้าจัดมุมมองได้ถูกต้อง ) คุณสมบัติของแผ่นกรองแสง
  38. 39. สี ในที่นี้หมายถึง ความรู้สึกของมนุษย์ในการมองเห็นคลื่นแสงซึ่งมี 7 สี ได้แก่ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสดและแดง มีความยาวคลื่นประมาณ 430, 450, 500, 535, 580, 600, และ 700 นาโนเมตรตามลำดับ การผสมแสงสี
  39. 40. สีของแสงที่ถือว่าเป็น แม่สี หรือ แสงสีปฐมภูมิ ( primary color ) ได้แก่ สีเหล่านี้เป็นสีที่มีความบริสุทธิ์ ไม่สามารถแยกออกเป็นสีอื่นๆ ได้อีกแล้ว แสงสีประกอบ สีที่เกิดจากการผสมสีปฐมภูมิ เช่น แสงสีเหลืองเกิดจากการใช้แสงสีแดง และเขียวผสมกันในอัตราส่วนของความเข็มแสง 1 : 1 สำหรับคู่แสงที่ผสมกันแล้วได้แสงขาว เช่น แสงสีเขียวกับสีแดงม่วงเรียกว่า แสงสีเติมเต็ม แดง เขียว และน้ำเงิน
  40. 42. ตอนหลัง เมื่อตามองผ่านกระดาษสีขาว ซึ่งจะมีแสงสีทุกสีตกกระทบเรตินา เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดงและแสงสีเขียวเท่านั้นที่ยังคงทำงานตามปกติ จึงทำให้ตา ขณะนี้เห็นแสงสีแดงและสีเขียวผสมกันเท่านั้น ซึ่งจะผสมออกมาแล้วเห็นเป็นสีเหลือง ตัวอย่าง คนปกติเมื่อให้มองแผ่นกระดาษ สีน้ำเงินนานประมาณ 1 นาที แล้วละสายตาไปมอง แผ่นกระดาษสีขาว เขาจะ มองเห็นกระดาษสีขาวเป็นสีอะไร วิธีทำ ตอนแรก ขณะมองกระดาษสีน้ำเงินเซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีน้ำเงินของเรตินาจะทำงานหนักมากจนเกิดความล้า ทำให้ตาบอดสีน้ำเงินชั่ว คราว นั่นคือ ตาจะเห็นกระดาษสีขาวเป็นสีเหลือง
  41. 43. การกระเจิง ( Scattering ) เป็นกระบวนการโดยทั่วไปทางฟิสิกส์ที่อยู่ในรูปของการแผ่รังสีเช่น แสง เสียง หรือการเคลื่อนที่ของอนุภาคโดยถูกแรงกระทำให้เกิดการหักเหหรือเบี่ยงเบนไปจากการเคลื่อนที่แนวเดิมอย่างไม่สม่ำเสมอในตัวกลางที่แสง เสียง หรืออนุภาคเคลื่อนที่ผ่าน การกระเจิงของแสง ( Scattering of light ) ปรากฏการณ์ที่แสงจากเคลื่อนที่ผ่านตัวกลางแล้วเกิดการหักเหไปทุกทิศทางเรียกการหักเหนี้ว่า การกระเจิงของแสง เช่น แสงอาทิตย์เกิดการหักเหในชั้นบรรยากาศแล้งทำให้เกิดการกระเจิงไปทุกทิศทาง และการที่เรามองเห็นท้องฟ้าเป็นสีฟ้าเนื่องจากแสงสีฟ้าหรือน้ำเงินมีความยาวคลื่นสั้นและเป็นสีที่อยู่ขอบสุดท้ายของสเปกตรัมซึ่งจะเกิดการกระเจิงในชั้นบรรยากาศมากกว่าสีแดงซึ่งมีความยาวคลื่นยาวกว่า

×