Report1 5
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×
 

Like this? Share it with your network

Share

Report1 5

on

  • 3,559 views

รายงานผลการทดลองใช้บทเรียนออนไลน์เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส ...

รายงานผลการทดลองใช้บทเรียนออนไลน์เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส สำหรับนักเรียนชั้น ม.2

Statistics

Views

Total Views
3,559
Views on SlideShare
2,119
Embed Views
1,440

Actions

Likes
0
Downloads
40
Comments
0

2 Embeds 1,440

http://youtachai.wordpress.com 1435
http://webcache.googleusercontent.com 5

Accessibility

Categories

Upload Details

Uploaded via as Adobe PDF

Usage Rights

© All Rights Reserved

Report content

Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
  • Full Name Full Name Comment goes here.
    Are you sure you want to
    Your message goes here
    Processing…
Post Comment
Edit your comment

Report1 5 Document Transcript

  • 1. บทที่ 1 บทนำควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ทาให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.2551 : 1) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) พ.ศ. 2545หมวดที่ 9 มาตรา 63-69 กาหนดให้รัฐมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาโดยให้มีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการให้แรงจูงใจแก่ผู้ผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และให้มีการพัฒนาบุคลากรทั้งด้านผู้ผลิต และผู้ใช้เพื่อให้มีความรู้ความสามารถและทักษะในการผลิต รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ ส่วนด้านผู้เรียนให้มีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในโอกาสแรกที่ทาได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ตลอดจนรัฐต้องส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนาการผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทั้งติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เพื่อให้เกิดการใช้ที่คุ้มค่าและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545 : 37-38) ส่วนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตรสถานศึกษา มีวิสัยทัศน์ เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกาลังของชาติ ให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลกยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และการศึกษาตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ บนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็ม
  • 2. 2ตามศักยภาพ และการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3) มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สารวจความถนัดและความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตนมีทักษะในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์ และคิดแก้ปัญหา มีทักษะในการดาเนินชีวิตมีทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตและใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งมีความยืดหยุ่นสนองความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่และเรียนรู้ได้จากสื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ทุกประเภท โดยเฉพาะเน้นสื่อที่ผู้เรียนและผู้สอนใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง (กลุ่มพัฒนากระบวนการเรียนรู้. 2553 : 5-22) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ได้เปลี่ยนโฉมโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจของโลกให้เป็นชุมชนแห่งการติดต่อ สื่อสารที่ไร้พรมแดน ด้วยปริมาณข้อมูลจานวนมหาศาลที่ถูกส่งผ่านในแต่ละวัน ได้เอื้อประโยชน์ต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนการพัฒนาการศึกษาซึ่งเป็นปัจจัยเบื้องต้นต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งปัจจุบันความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้พัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว ทาให้มีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ตมาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการศึกษา ทาให้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตได้รับการเผยแพร่เข้าสู่การศึกษาในทุกระดับ สถานศึกษาต่างเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานเข้าสู่อินเทอร์เน็ต เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ผู้สอนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ในโลกภายนอกโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทาให้นักการศึกษาหลายคนเกิดความคิดที่จะนาเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ในการเรียนการสอนในห้องเรียนด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ใช้สืบค้นข้อมูล ใช้ในการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรู้ในรูปของกระดานข่าว หรือ ทางสื่อสังคม (SocialMedia) จุดเด่นของการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตคือการนาเสนอข้อมูลที่สามารถนาเสนอได้ทั้งข้อความ รูปภาพทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว และในรูปของเสียง ที่สามารถดึงดูดความสนใจมีชีวิตชีวา ในด้านการศึกษาก็สามารถแก้ไขข้อจากัดทางด้านเวลาและสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้เป็นอย่างดี จะเรียนได้ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับตัวของนักเรียนเอง โดยไม่จากัดเวลา และสถานที่ ทาให้นักเรียนมีกาลังใจในการเรียน จึงได้รับความนิยมและมีการพัฒนาเผยแพร่ไปอย่างมาก หน่วยงานทางการศึกษาหลายหน่วยงานได้ใช้ประโยชน์ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในการประชาสัมพันธ์หน่วยงาน ในการส่งเสริมภาพพจน์ และในลักษณะของการเรียนการสอนโดยผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อีกทั้งผู้เรียนโดยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเทียบเท่าหรือสูงกว่าผู้เรียนที่เรียนโดยปกติ โดยใช้เวลาเรียนน้อยกว่าและมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียน
  • 3. 3วิชานั้นๆ ช่วยให้ผู้เรียนมีความสนใจใฝ่หาความรู้ และกระตือรือร้นที่จะมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนมากขึ้นกว่าเดิม ผู้เรียนสามารถตอบโต้กับคอมพิวเตอร์ได้ ผู้เรียนไม่ต้องกลัวหรืออายคอมพิวเตอร์ แต่ในปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรายังพัฒนาได้ไม่มากเท่าที่ควรซึ่งจะเป็นปัญหาอย่างมากในการจัดการเรียนการสอนในระดับที่สูงขึ้นทั้งนี้อาจเป็นเพราะวิชาคณิตศาสตร์มีความเป็นนามธรรมทาให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ช้าและเข้าใจได้ยาก เป็นวิชาที่ต้องใช้จินตนาการอย่างมากในการทาความเข้าใจ และจากรายงานผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ ในปีการศึกษาที่ผ่าน ๆ มาพบว่า ผลการเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ที่ยังไม่น่าพอใจ ซึ่งผลจากการประเมินคุณภาพนักเรียนดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนมีปัญหาดังนั้นจึงถือเป็นหน้าที่สาคัญของครูที่จะต้องหาวิธีการต่าง ๆ มาใช้ในการจัดสภาพการเรียนการสอน เพื่อให้เด็กมีทักษะในการคิดแก้ปัญหาและเพื่อให้เกิดคุณภาพสูงสุดทางการศึกษาการสร้างบทเรียนออนไลน์ไว้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นการเปิดช่องทางการเรียนรู้อีกทางหนึ่งให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่จากัดเวลา สถานที่ และจานวนครั้ง ดังนั้น จากความสาคัญของคณิตศาสตร์ และประสิทธิภาพของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตดังกล่าว ทาให้ผู้วิจัยสนใจที่จะพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สาหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ ซึ่งเป็นนักเรียนที่ผู้วิจัยสอนอยู่ แล้วทดลองสอนและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้แก่นักเรียนต่อไปควำมมุ่งหมำยของกำรวิจัย 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80% 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์สมมติฐำนกำรวิจัย 1. บทเรียนออนไลน์ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80% 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อบทเรียนออนไลน์อยู่ในระดับมาก
  • 4. 4ควำมสำคัญของกำรวิจัย 1. ได้บทเรียนออนไลน์กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่มีประสิทธิภาพ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. ได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 3. เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนมีความสนใจในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์มากขึ้น 4. นักเรียนที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้เป็นการส่วนตัวที่บ้านสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้สามารถเรียนรู้จากบทเรียนออนไลน์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ได้ด้วยตนเองเมื่อต้องการ 5. เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอน ในการสร้างสื่อประเภทบทเรียนออนไลน์ หรือ E-Learning อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มองค์ความรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เป็นภาษาไทยเพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าหาความรู้ต่อไป 6. เป็นการสร้างคุณภาพที่ดีต่อระบบการศึกษา โดยนาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนทักษะให้นักเรียนก้าวทันต่อความก้าวหน้าของโลกยุคดิจิตอลขอบเขตของกำรวิจัย 1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง ประชำกร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จานวน 2 ห้องเรียน ปีการศึกษา 2554 จานวน 40 คน กลุ่มตัวอย่ำง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2554 จานวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย(Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม 2. ตัวแปรที่ศึกษำ 2.1 ตัวแปรอิสระ คือ 2.1.1 การเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส 2.2 ตัวแปรตำม คือ 2.2.1 ประสิทธิ์ภาพของบทเรียนออนไลน์ 2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 2.2.3 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์
  • 5. 5 3. ระยะเวลำในกำรทำวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ใช้เวลาในการทดลอง จานวน 16 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2554 (1 พฤศจิกายน - 16 ธันวาคม 2554) 4. เนื้อหำ เนื้อหาที่ใช้ในบทเรียนออนไลน์เป็นเนื้อหาความรู้เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยแบ่งหน่วยการเรียนรู้ออกเป็น 3 หน่วย ดังนี้ หน่วยที่ 1 ความสัมพันธ์ของรูปสามเหลี่ยม หน่วยที่ 2 ทฤษฎีบทพีทาโกรัส หน่วยที่ 3 บทกลับของทฤษฎีบทพีทาโกรัสนิยำมศัพท์เฉพำะอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ต ที่ http://youtachai.wordpress.com ที่ บทเรียนออนไลน์ (E-Learning) หมายถึง บทเรียนออนไลน์เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น นักเรียนสามารถเรียนได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ที่มีระบบอินเทอร์เน็ต มีลักษณะเป็นสื่อมัลติมีเดีย ประกอบด้วยภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียงและข้อความต่างๆ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ลักษณะสองทาง ผู้เรียนทราบผลการเรียนได้ทันที ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถในการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ซึ่งวัดได้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากบทเรียนออนไลน์เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ใช้ทดสอบนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เป็นชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 1 ฉบับ มี 30 ข้อ ประสิทธิภำพของบทเรียนออนไลน์ หมายถึง ความสามารถของบทเรียนในการสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ถึงระดับเกณฑ์ที่คาดหวังไว้ เกณฑ์ 80% หมายถึง ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ที่คาดหวังไว้ โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบฝึกหัดกับค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบทดสอบคิดเป็นร้อยละ
  • 6. 6 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและได้นาเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ความสาคัญของคณิตศาสตร์ 2. หลักการสอนคณิตศาสตร์ 3. กระบวนการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ 4. ความหมายของการเรียนการสอนบนเว็บ 5. คุณลักษณะของการสอนบนเว็บ 6. ลักษณะสาคัญของ E-Learning 7. ข้อดีของการสอนบนเว็บ 8. ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตทางการศึกษา 9. ประโยชน์ของ E-Learning 10. หลักทฤษฎีที่ใช้ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 11. ส่วนประกอบในการจัดทาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 12. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 12.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศ 12.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างประเทศควำมสำคัญของคณิตศำสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ทาให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนาไปใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และศาสตร์อื่นๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดาเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.2551 : 1)
  • 7. 7หลักกำรสอนคณิตศำสตร์ การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายนั้น ครูผู้สอนจะต้องรู้หลักการสอนซึ่งเป็นธรรมชาติของวิชาคณิตศาสตร์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ได้กล่าวไว้ว่า การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพนั้น จะต้องให้มีความสมดุลระหว่างสาระด้านความรู้ ทักษะและกระบวนการ ควบคู่ไปกับคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ได้แก่การทางานอย่างมีระบบ มีระเบียบ มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณมีความเชื่อมั่นในตนเอง พร้อมทั้งตระหนักในคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์ ส่วนในการวัดและประเมินผลด้านทักษะและกระบวนการ สามารถประเมินในระหว่างการเรียนการสอน หรือประเมินไปพร้อมกับการประเมินความรู้(สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. 2551 : 2) บุญทัน อยู่ชมบุญ (2539 : 24-25) ได้สรุปหลักการสอนคณิตศาสตร์ไว้ ดังนี้ 1. สอนโดยคานึงถึงความพร้อมของเด็ก คือ พร้อมในด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญาและความพร้อมในแง่ความรู้พื้นฐานที่มาต่อเนื่องกับความรู้ใหม่ โดยครูจะต้องมีการทบทวนความรู้เดิมก่อน เพื่อให้ประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ต่อเนื่องกัน จะช่วยให้นักเรียนเกิดความเข้าใจมองเห็นความสัมพันธ์กับสิ่งที่เรียนได้ดี 2. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จะต้องจัดให้เหมาะสมกับวัย ความต้องการความสนใจและความสามารถของเด็ก เพื่อมิให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง 3. ควรคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งนี้เพราะคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ครูจาเป็นต้องคานึงถึงให้มากกว่าวิชาอื่น ๆ ในแง่ความสามารถทางสติปัญญา การเตรียมความพร้อมทางคณิตศาสตร์ ให้นักเรียนเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้จะช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมตามวัยและความสามารถของแต่ละคน 4. คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มีระบบต้องเรียนไปตามลาดับขั้นการสอน เพื่อสร้างความคิดความเข้าใจในระยะเริ่มแรกจะต้องเป็นประสบการณ์ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน สิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องและทาให้เกิดความสับสน จะต้องไม่นาเข้ามาในกระบวนการเรียนการสอนการสอนจึงจะเป็นไปตามลาดับขั้นที่วางไว้ 5. การสอนแต่ละครั้งจะต้องมีจุดประสงค์ที่แน่นอนว่า จัดกิจกรรมเพื่อสนองจุดประสงค์อะไร 6. เวลาที่ใช้ในการสอนควรจะใช้ระยะเวลาพอสมควรไม่นานเกินไป 7. ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีการยืดหยุ่นได้ ให้นักเรียนมีโอกาสเลือกทากิจกรรมตามความพอใจตามความถนัดของตนและให้อิสระในการทางานแก่เด็กสิ่งสาคัญประการ
  • 8. 8หนึ่ง คือการปลูกฝังเจตคติที่ดีแก่เด็กในการเรียนคณิตศาสตร์ เพราะจะช่วยให้เด็กพอใจในการเรียนวิชานี้ รวมทั้งเห็นประโยชน์และคุณค่าจนเกิดความสนใจมากขึ้น 8. การสอนที่ดีควรเปิดโอกาสให้นักเรียนมีการวางแผนร่วมกันกับครู เพราะจะช่วยให้ครูเกิดความมั่นใจในการสอนและเป็นไปตามความพอใจของเด็ก 9. การสอนคณิตศาสตร์ที่ดีควรให้เด็กมีโอกาสทางานร่วมกันหรือมีส่วนร่วมในการค้นคว้า สรุปกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ด้วยตนเองกับเพื่อน ๆ 10. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรสนุกสนานบันเทิงไปพร้อมกับการเรียนรู้ด้วยจึงจะสร้างบรรยากาศที่น่าติดตามต่อไปแก่เด็ก 11. นักเรียนจะเรียนได้อีกเมื่อเริ่มเรียนโดยครูใช้ของจริง อุปกรณ์จึงเป็นรูปธรรมนาไปสู่นามธรรมตามลาดับ จะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่จาดังเช่นการสอนในอดีตที่ผ่านมา ทาให้เห็นว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ง่ายต่อการเรียนรู้ 12. การประเมินผลการเรียนการสอนเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ครูอาจใช้วิธีการสังเกต การตรวจแบบฝึกหัด การสอบถาม เป็นเครื่องมือในการวัดผล จะช่วยให้ครูทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและการสอนของตน 13. ไม่ควรจากัดวิธีคิดคานวณหาคาตอบของเด็ก แต่ควรแนะวิธีคิดที่เร็วและแม่นยาในภายหลัง 14. ฝึกให้เด็กรู้จักตรวจคาตอบด้วยตนเอง นอกจากนั้นแล้ว สานักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา (2545 : 18-19) ยังได้กล่าวถึงหลักการสอนคณิตศาสตร์ไว้ว่า ในการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้บรรลุผลนั้นควรมีจิตวิทยาการสอนดังนี้ 1. ดูความพร้อม ก่อนจะสอนเรื่องใดก็ตามต้องดูความพร้อมตามวัยและวุฒิภาวะของเด็กว่าในวัยเช่นนี้ควรจะเรียนรู้เรื่องอะไรได้บ้าง 2. ล้อมด้วยประสบการณ์ หมายถึง ในการสอนคณิตศาสตร์ควรใช้สิ่งที่นักเรียนเคยรู้จักเคยเห็นมาประกอบเป็นตัวอย่างหรือโจทย์ เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพ และเชื่อมโยงความรู้ได้ง่าย ๆเช่น โรงเรียนในชนบท ครูใช้โจทย์ตัวอย่างว่า “เรือดาน้าลาหนึ่ง บรรทุกขีปนาวุธ 8 ลูก ยิงออกไป3 ลูก เหลือขีปนาวุธกี่ลูก” ความจริงเป็นโจทย์ง่าย ๆ แต่ใช้คาที่นักเรียนอาจจะไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นเช่น ขีปนาวุธ เรือดาน้า ก็อาจจะทาให้เด็กงงได้ ถ้าเปลี่ยนโจทย์เป็น “เลี้ยงไก่ไว้ 8 ตัว ขายไป 3ตัว เหลือไก่กี่ตัว” จะเห็นว่าง่ายกว่า เด็กก็นึกภาพออก 3. สืบสานจากสิ่งง่าย คือให้สอนจากสิ่งที่ง่าย ๆ เริ่มจากตัวอย่างง่าย ๆ ก่อนแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มความยากไปทีละน้อย
  • 9. 9 4. ให้เข้าใจหลักการ จะสอนเนื้อหาใดควรให้นักเรียนเข้าใจอย่างถ่องแท้รู้ความเป็นมาของเรื่องนั้น เช่น สอนเรื่องการคูณ ก็ต้องให้รู้ว่าการคูณคืออะไร เช่น 3  2 = 6เขียนเป็นสัญลักษณ์การบวกได้อย่างไร (2+2+2 = 6) 5. เชี่ยวชาญด้วยการฝึก วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาทักษะเมื่อสอนหลักการและรู้วิธีการแล้ว ต้องให้นักเรียนฝึกจากแบบฝึกหัดในบทเรียนหรือจะสร้างแบบฝึกเพิ่มเติมอีกก็ได้ 6. สานึกในความเป็นครู ต้องมีวิญญาณครู รักที่จะสอน รักในอาชีพ รักและเมตตาต่อศิษย์ทุกคน 7. รู้ถึงความแตกต่าง ต้องรู้จักเด็ก รู้ความแตกต่างของเด็กว่าคนไหนเก่งหรืออ่อนเพื่อจะเลือกสอนได้ง่ายขึ้น 8. ทุกอย่างต้องให้กาลังใจ การให้กาลังใจแบบง่าย ๆ เช่น การให้คาชมเชยการยกย่องในชั้นเรียน ฯลฯ นอกจากครูผู้สอนจาเป็นต้องรู้หลักการสอนแล้วในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จะต้องเน้นย้าให้นักเรียนปฏิบัติตามข้อตกลงเบื้องต้นในการเรียนคณิตศาสตร์ ดังนี้(สานักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา. 2545 : 19-20) 1. การบวกลบ พื้นฐานต้องแม่นยา และรวดเร็ว 2. สูตรคูณต้องแม่นยา 3. ฝึก ย้า ซ้า ทวน อยู่เสมอ 4. จาเทคนิคการคิดเลขเร็ว และสามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง การที่จะเป็นนักคิดคณิตศาสตร์ได้นั้น สานักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา(2545 : 20) ได้เสนอแนะหนทางสู่การเป็นนักคิดคณิต ไว้ดังนี้ 1. ฝึกฝนอยู่เป็นนิจ คณิตศาสตร์เป็นวิชาทักษะต้องมีการฝึกหัดและทบทวนอยู่เสมอจึงจะเกิดความชานาญ 2. ชอบคิดขี้สงสัย ชอบคิดปัญหาเกี่ยวกับคณิตศาสตร์หรือปัญหาที่ท้าทายเมื่อคิดไม่ได้จริง ๆ ต้องพยายามแสวงหาคาตอบโดยการถามผู้รู้ 3. สนใจสมการ พื้นฐานที่สาคัญในการคิดอย่างหนึ่งคือสมการ เพราะปัญหาบางปัญหาอาจแก้หรือคิดได้โดยง่าย ถ้าใช้สมการช่วยในการคิด 4. เชี่ยวชาญกลเม็ด ต้องมีเทคนิควิธีคิดอย่างหลากหลาย 5. มีทีเด็ดสูตรคูณ ต้องมีความแม่นยาเกี่ยวกับสูตรคูณ และต้องสามารถใช้ได้อย่างรวดเร็วถูกต้อง อย่างน้อยต้องถึงแม่ 12 6. เพิ่มพูนวิทยาการ หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ
  • 10. 10 7. คูณหารอย่าให้พลาด ต้องมีทักษะในคิดคานวณ 8. เฉียบขาดเรื่องพื้นฐาน ต้องมีความรู้พื้นฐานง่าย ๆ เช่น ค.ร.น. ห.ร.ม. พื้นที่รูปเรขาคณิตต่าง ๆ ปริมาตรรูปทรงต่าง ๆ ฯลฯ จากธรรมชาติและความสาคัญ ตลอดจนหลักการสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าหลักสูตรคณิตศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมด้านการคิดอย่างมีเหตุมีผลและเน้นพฤติกรรมด้านความรู้สึกเป็นจุดมุ่งหมายที่สาคัญ ครูควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีการยืดหยุ่นได้ ให้นักเรียนมีโอกาสเลือกทากิจกรรมตามความพอใจตามความถนัดของตนและให้อิสระในการทางานแก่เด็กสิ่งสาคัญประการหนึ่ง คือการปลูกฝังเจตคติที่ดีแก่เด็กในการเรียนคณิตศาสตร์ เพราะจะช่วยให้เด็กพอใจในการเรียนวิชานี้ รวมทั้งเห็นประโยชน์และคุณค่าจนเกิดความสนใจมากขึ้น โดยครูใช้ของจริง หรือสื่อการสอนที่เป็นรูปธรรมนาไปสู่นามธรรมตามลาดับจะช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความเข้าใจ รวมทั้งการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรสนุกสนานบันเทิงไปพร้อมกับการเรียนรู้ด้วยจึงจะสร้างบรรยากาศที่น่าติดตามต่อไปแก่เด็ก ดังนั้นครูผู้สอนต้องศึกษาถึงหลักการสอน จิตวิทยาการเรียนรู้ และเน้นย้าข้อปฏิบัติในการเรียนและการเป็นนักคิดคณิตศาสตร์ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน เพื่อจะได้จัดการเรียนการสอนให้บรรลุผลตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้กระบวนกำรแก้ปัญหำคณิตศำสตร์ สานักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา. (2545 : 123-124) ได้กล่าวถึงกระบวนการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ไว้ว่า การแก้ปัญหาใด ๆ จะต้องใช้ความคิดซึ่งอาศัยกระบวนการทางสมองประสบการณ์ ความรู้ที่ได้ศึกษามา ความพยายามและการหยั่งรู้ เพื่อจะตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการใดในการแก้ปัญหานั้น องค์ประกอบที่ช่วยในการแก้ปัญหา มีดังนี้ 1. ประสบการณ์ เช่น สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว พื้นฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์ วิธีการแก้ปัญหาที่คุ้นเคย ลักษณะของโจทย์ปัญหาที่คุ้นเคย อายุ 2. จิตพิสัย เช่น ความสนใจ ความตั้งใจ ความอดทน ความกระตือรือร้นความพยายาม ฯลฯ 3. สติปัญญา เช่น ความสามารถทางการอ่าน ความสามารถในการให้เหตุผล ความจาความสามารถในการคิดคานวณ ความสามารถในการวิเคราะห์ ความสามารถในการมองภาพ 3 มิติ การแก้ปัญหาเป็นกระบวนการที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งคาตอบ ปัญหาของคนหนึ่งอาจไม่ใช่ปัญหาของอีกคนหนึ่ง ในการแก้ปัญหาจะต้องมีการวางแผนการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ การกาหนดสารสนเทศที่ต้องการเพิ่มเติม มีการแสดงความคิดเห็น เสนอแนะแนวทางวิธีการแก้ปัญหาที่
  • 11. 11หลากหลาย และตรวจสอบวิธีการแก้ปัญหาหาที่เหมาะสม เพื่อนาไปสู่ข้อสรุป กระบวนการแก้ปัญหาที่เป็นที่เชื่อถือและยอมรับโดยทั่วไป คือ “กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา” กระบวนกำรแก้ปัญหำของโพลยำ กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา (George Polya) ได้มีการเขียนไว้ในหนังสือชื่อ Howto Solve It ในปี ค.ศ.1957 เป็นหนังสือที่มีชื่อเสียงมากโดยได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลกไม่น้อยกว่า 15 ภาษา กระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 การทาความเข้าใจปัญหา (Understanding the Problem) ต้องเข้าใจว่าโจทย์ถามอะไร โจทย์กาหนดอะไรมาให้และเพียงพอสาหรับการแก้ปัญหานั้นหรือไม่ สามารถสรุปปัญหาออกมาเป็นภาษาของตนเองได้ ถ้ายังไม่ชัดเจนในโจทย์อาจใช้การวาดรูป และแยกแยะสถานการณ์ หรือเงื่อนไขในโจทย์ออกเป็นส่วน ๆ ซึ่งจะช่วยทาให้เข้าใจปัญหามากขึ้น ขั้นที่ 2 การวางแผนการแก้ปัญหา (Devising a Plan) การวางแผนการแก้ปัญหาเป็นขั้นตอนที่ค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่โจทย์ถามกับข้อมูลหรือสิ่งที่โจทย์กาหนดให้ ถ้าหากไม่สามารถหาความสัมพันธ์ได้ ก็ควรอาศัยหลักการของการวางแผนแก้ปัญหา ดังนี้ 1) โจทย์ปัญหาลักษณะนี้เคยพบมาก่อนหรือไม่ มีลักษณะคล้ายคลึงกับโจทย์ปัญหาที่เคยทามาแล้วอย่างไร 2) เคยพบโจทย์ปัญหาลักษณะนี้เมื่อไร และใช้วิธีการใดแก้ปัญหา 3) ถ้าอ่านโจทย์ปัญหาครั้งแรกแล้วไม่เข้าใจ ควรอ่านโจทย์ปัญหาอีกครั้งแล้ววิเคราะห์ความแตกต่างของปัญหานี้กับปัญหาที่เคยทามาก่อน ขั้นที่ 3 การดาเนินการตามแผน (Carrying Out the Plan) การดาเนินการตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้ได้คาตอบของปัญหาด้วยการรู้จักเลือกวิธีการคิดคานวณ สมบัติ กฎ หรือสูตรที่เหมาะสมมาใช้ ขั้นที่ 4 การตรวจสอบผล (Looking Back) เป็นการตรวจสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ที่ได้ถูกต้อง สมบูรณ์โดยการพิจารณา และตรวจดูว่าถูกต้อง และมีเหตุผลน่าเชื่อถือหรือไม่ ตลอดจนกระบวนการในการแก้ปัญหา ซึ่งอาจจะใช้วิธีการอีกวิธีหนึ่งตรวจสอบ เพื่อตรวจดูว่าผลลัพธ์ที่ได้ตรงกันหรือไม่ หรืออาจจะใช้การประมาณค่าของคาตอบอย่างคร่าว ๆ สรุปได้ว่า กระบวนการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ จะต้องมีการวางแผนการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ การกาหนดสารสนเทศที่ต้องการเพิ่มเติม มีการแสดงความคิดเห็น เสนอแนะแนวทางวิธีการ
  • 12. 12แก้ปัญหาที่หลากหลาย และตรวจสอบวิธีการแก้ปัญหาหาที่เหมาะสมเพื่อนาไปสู่ข้อสรุปกระบวนการแก้ปัญหาที่เป็นที่เชื่อถือและยอมรับโดยทั่วไป มีทั้งหมด 4 ขั้นตอน คือ การทาความเข้าใจปัญหา การวางแผนการแก้ปัญหา การดาเนินการตามแผน การตรวจสอบผล ซึ่งเป็นกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยาควำมหมำยของกำรเรียนกำรสอนบนเว็บ บทเรียนออนไลน์ หรือการจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต เรียกอีกอย่างว่า E-Learning ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน และเว็บไซต์ได้เข้ามามีบทบาทสาคัญทางการศึกษาและกลายเป็นคลังแห่งความรู้ที่ไร้พรมแดน ซึ่งผู้สอนได้ใช้เป็นทางเลือกใหม่ในการส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อเปิดประตูการศึกษาจากห้องเรียนไปสู่โลกแห่งการเรียนรู้อันกว้างใหญ่ รวมทั้งการนาการศึกษาไปสู่ผู้ที่ขาดโอกาสด้วยข้อจากัดทางด้านเวลาและสถานที่ มีผู้ให้ความหมายและความสาคัญไว้ดังนี้ ดริสคอลล์ (Driscoll. 1999 : 37-44) ให้ความหมายของการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตว่า เป็นการใช้ทักษะ หรือความรู้ต่าง ๆ ถ่ายโยงไปสู่ที่ใดที่หนึ่งโดยการใช้เวิลด์ไวด์เว็บเป็นช่องทางในการเผยแพร่สิ่งเหล่านั้น กิดานันท์ มลิทอง (2543 : 11) กล่าวว่า การเรียนการสอนสื่อบนเครือข่ายเป็นการใช้เครือข่ายในการเรียนการสอนโดยนาเสนอบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติของวิชาทั้งหมด ตามหลักสูตรหรือเพียงใช้เสนอข้อมูลบางอย่างเพื่อประกอบการสอนก็ได้ รวมทั้งใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะต่างๆ ของการสื่อสารที่มีอยู่ในระบบอินเทอร์เน็ต มาใช้ประกอบกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ชุณหพงศ์ ไทยอุปถัมภ์ (2545 : 26-28) ได้ให้ความหมายของ คาว่า E-Learning หรือElectronic Learning หมายถึง รูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ ที่มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ มีวัตถุประสงค์ที่เอื้ออานวยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้องค์ความรู้(Knowledge) ได้โดยไม่จากัดเวลาและสถานที่ (Anywhere-Anytime Learning) เพื่อให้ระบบการเรียนการสอนเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อให้ผู้เรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของกระบวนวิชาที่เรียนนั้นๆ พรรณี เกษกมล (2543 : 49-55) ได้กล่าวถึงการเรียนรู้บนเว็บ (Web-Based Instruction :WBI) ว่าเป็นวิถีทางของนวัตกรรมในการพัฒนาการเรียนการสอนต่อผู้เรียนทางไกลโดยการใช้เว็บเป็นสื่อกลางการเรียนการสอนเป็นสิ่งที่จะทาให้ได้รับความรู้ข้อมูลข่าวสาร และกิจกรรมที่สะดวกต่อผู้เรียน การบรรลุถึงซึ่งความสาเร็จของเป้าหมายการเรียนรู้ในเรื่องอื่น ๆ เฉพาะด้านเป็นสื่อกลาง
  • 13. 13ในการส่งสาร ในการเรียนการสอนให้ติดต่อถึงกันได้ การเรียนรู้บนเว็บเป็นโปรมแกรมการเรียนการสอนบนฐานของสื่อที่ได้เชื่อมโยงกันในทางไกลซึ่งได้ประโยชน์จากเหตุผลและทรัพยากรของWorld Wide Web เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความหมายที่สนับสนุนและช่วยให้เกิดการเรียนรู้บนเว็บได้ สรรรัชต์ ห่อไพศาล (2544 : 93-104) ได้ให้ความหมายการเรียนการสอนผ่านเว็บว่า เป็นการใช้โปรแกรมสื่อหลายมิติที่อาศัยประโยชน์จากคุณลักษณะและทรัพยากรของอินเทอร์เน็ตและเวิลด์วายเว็บ มาออกแบบเป็นเว็บเพื่อการเรียนการสอน สนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา โดยมีลักษณะที่ผู้สอนผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กันโดยผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544 : 87-94) กล่าวถึงการสอนบนเว็บ (Web-BasedInstruction) ว่าเป็นการผสมผสานกันระหว่างเทคโนโลยีปัจจุบันกับกระบวนการออกแบบการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรู้และแก้ปัญหาในเรื่องข้อจากัดทางด้านสถานที่และเวลา โดยการสอนบนเว็บจะประยุกต์ใช้คุณสมบัติและทรัพยากรของเวิลด์ ไวด์ เว็บ ในการจัดสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งการเรียนการสอนที่จัดขึ้นผ่านเว็บนี้อาจเป็นบางส่วนหรือทั้งหมดของกระบวนการเรียนการสอนก็ได้ ส่วนแวววลี สิริวรจรรยาดี (2551 : 9) ได้กล่าวว่าบทเรียนออนไลน์ เรียกอีกอย่างว่าE-Learning หมายถึง การจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ ที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เอาไว้บนเว็บไซต์หรือบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่จากัดเวลา สถานที่และระยะทาง จากการศึกษาความหมายของบทเรียนออนไลน์ดังกล่าว พอสรุปได้ว่า บทเรียนออนไลน์ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ ที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เอาไว้บนเว็บไซต์หรือบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่จากัดเวลา สถานที่ ครูอาจารย์ในสถานศึกษาทุกระดับสามารถนาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดกระบวนการเรียนการสอนรวมทั้งฝ่ายบริหาร นักการศึกษาที่จะพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ต่อเยาวชนของชาติ พัฒนาแหล่งการเรียนรู้ให้มากขึ้น และให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ให้มากที่สุด ควรจะได้พัฒนาการเรียนรู้บนเว็บนี้ให้เห็นผลในทางปฏิบัติ ซึ่งเป็นการให้โอกาสในการพัฒนาการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ ๆ สาหรับผู้เรียนทั่วโลกที่จะมีโอกาสศึกษาหาความรู้ได้อย่างทัดเทียมกัน
  • 14. 14คุณลักษณะของกำรสอนบนเว็บ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544 : 87-94) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะสาคัญของเว็บซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน มีอยู่ 8 ประการ ได้แก่ 1. การที่เว็บเปิดโอกาสให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ (Interactive) ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และผู้เรียนกับผู้เรียน หรือผู้เรียนกับเนื้อหาบทเรียน 2. การที่เว็บสามารถนาเสนอเนื้อหา ในรูปแบบของสื่อประสม (Multimedia) 3. การที่เว็บเป็นระบบเปิด (Open System) ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้มีอิสระในการเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วโลก 4. การที่เว็บอุดมไปด้วยทรัพยากร เพื่อการสืบค้นออนไลน์ (Online Search/Resource) 5. ความไม่มีข้อจากัดทางสถานที่และเวลาของการสอนบนเว็บ (Device, Distance andTime Independent) ผู้เรียนที่มีคอมพิวเตอร์ในระบบใดก็ได้ ซึ่งต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ต จะสามารถเข้าเรียนจากที่ใดก็ได้ในเวลาใดก็ได้ 6. การที่เว็บอนุญาตให้ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุม (Learner Controlled) ผู้เรียนสามารถเรียนตามความพร้อม ความถนัดและความสนใจของตน 7. การที่เว็บมีความสมบูรณ์ในตนเอง (Self- Contained) ทาให้เราสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดผ่านเว็บได้ 8. การที่เว็บ อนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสาร ทั้งแบบเวลาเดียว (SynchronousCommunication) เช่น Chat และต่างเวลากัน (Asynchronous Communication) เช่น Web Boardเป็นต้น สรุปได้ว่า คุณลักษณะสาคัญของเว็บซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนนั้นจะต้องเป็นเว็บที่เปิดโอกาสให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และผู้เรียนกับผู้เรียนหรือผู้เรียนกับเนื้อหาบทเรียน เป็นเว็บที่สามารถนาเสนอเนื้อหา ในรูปแบบของสื่อประสม เป็นเว็บระบบเปิดซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้มีอิสระในการเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วโลก และอุดมไปด้วยทรัพยากร เพื่อการสืบค้นออนไลน์ รวมทั้งการไม่มีข้อจากัดทางสถานที่และเวลา ผู้เรียนสามารถเรียนตามความพร้อม ความถนัดและความสนใจของตน การที่เว็บมีความสมบูรณ์ในตนเอง ทาให้เราสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดผ่านเว็บได้ ตลอดจนอนุญาตให้มีการติดต่อสื่อสาร ทั้งแบบเวลาเดียวและต่างเวลากัน ซึ่งในการสร้างเว็บช่วยสอนที่สมบูรณ์จะต้องคานึงถึงสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมา
  • 15. 15ลักษณะสำคัญของ E-Learning ถนอมพร (ตันพิพัฒน์) เลาหจรัสแสง (2545) ยังได้กล่าวถึงลักษณะสาคัญของE-Learning ไว้ว่าในการสร้างบทเรียนให้มีคุณภาพ จะต้องคานึงลักษณะสาคัญต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เราสามารถที่จะแยกประเด็นลักษณะสาคัญได้ดังนี้ 1. Anywhere, Anytime หมายถึง E-Learning ควรต้องช่วยขยายโอกาสในการเข้าถึงเนื้อหาการเรียนรู้ของผู้เรียนได้จริง ในที่นี้หมายรวมถึงการที่ผู้เรียนสามารถเรียกดูเนื้อหาตามความสะดวกของผู้เรียน ยกตัวอย่าง เช่น ในประเทศไทยควรมีการใช้เทคโนโลยีการนาเสนอเนื้อหาที่สามารถเรียกดูได้ทั้งขณะที่ออนไลน์ (เครื่องมีการต่อเชื่อมกับเครือข่าย) และในขณะทีออฟไลน์ ่(เครื่องไม่มีการต่อเชื่อมกับเครือข่าย) 2. Multimedia หมายถึง E-Learning ควรต้องมีการนาเสนอเนื้อหาโดย ใช้ประโยชน์จากสื่อประสมเพื่อให้เกิดความคงทนในการเรียนรู้ได้ดีขึ้น 3. Non-linear หมายถึง E-Learning ควรต้องมีการนาเสนอเนื้อหาในลักษณะที่ไม่เป็นเชิงเส้นตรง กล่าวคือผู้เรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาตามความต้องการโดย E-Learning จะต้องจัดหาการเชื่อมโยงที่ยืดหยุ่น แก่ผู้เรียน 4. Interaction หมายถึง E-Learning ควรต้องมีการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนโต้ตอบ(มีปฏิสัมพันธ์) กับเนื้อหาหรือกับผู้อื่นได้ กล่าวคือ E-Learning ควรต้องมีการออกแบบกิจกรรมซึ่งผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับเนื้อหา รวมทั้งมีการจัดเตรียมแบบฝึกหัดและแบบทดสอบให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจด้วยตนเองได้ E-Learning ควรต้องมีการจัดหาเครื่องมือในการให้ช่องทางแก่ผู้เรียนในการติดต่อสื่อสารเพื่อการปรึกษา อภิปราย ซักถาม แสดงความคิดเห็นกับผู้สอน วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญ หรือเพื่อน 5. Immediate Response หมายถึง E-Learning ควรต้องมีการออกแบบให้มีการทดสอบ การวัดผลและการประเมินผล ซึ่งให้ผลป้อนกลับโดยทันทีแก่ผู้เรียนไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะของแบบทดสอบก่อนเรียน หรือแบบทดสอบหลังเรียน ก็ตาม สรุปได้ว่า ลักษณะสาคัญของ E-Learning ที่เอื้อต่อการเรียนการสอนและสามารถทาให้ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้นั้น จะต้องประกอบไปด้วย การเข้าถึงเนื้อหาบทเรียนได้โดยไม่จากัดเวลาและสถานที่ พร้อมทั้งเปิดกว้างให้อิสระในการเข้าถึงข้อมูลได้ทั่วโลก ตลอดจนการนาเสนอบทเรียนควรมีลักษณะเป็นสื่อมัลติมีเดีย สามารถเรียนรู้ได้ตามสนใจ และมีการประเมินผลโดยให้ผลย้อนกลับทันที
  • 16. 16ข้อดีของกำรสอนบนเว็บ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544 : 87-94) ได้กล่าวถึงข้อดีของการสอนบนเว็บไว้ว่าการเรียนรู้บนเว็บ ถือเป็นความสาเร็จทางวิชาการโดยกระบวนการเรียนการสอนที่ใช้สื่อที่ทันสมัยเปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ อย่างมากมาย ซึ่งมีข้อดี ดังนี้ 1. การสอนบนเว็บเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนที่อยู่ห่างไกล หรือไม่มีเวลาในการมาเข้าชั้นเรียนได้เรียนในเวลา และสถานที่ที่ต้องการ ซึ่งอาจเป็นที่บ้าน ที่ทางาน หรือสถานศึกษาใกล้เคียงที่ผู้เรียนสามารถเข้าไปใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตได้ การที่ผู้เรียนไม่จาเป็นต้องเดินทางมายังสถานศึกษาที่กาหนดไว้ จึงสามารถช่วยแก้ปัญหาในด้านของข้อจากัดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ศึกษาของผู้เรียนเป็นอย่างดี 2. การสอนบนเว็บยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดความเท่าเทียมกันทางการศึกษา ผู้เรียนที่ศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาในภูมิภาค หรือในประเทศหนึ่งสามารถที่จะศึกษา ถกเถียง อภิปรายกับอาจารย์ ครูผู้สอนซึ่งสอนอยู่ที่สถาบันการศึกษาในนครหลวง หรือในต่างประเทศก็ตาม 3. การสอนบนเว็บนี้ ยังช่วยส่งเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากเว็บเป็นแหล่งความรู้ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่ต้องการศึกษาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง สามารถเข้ามาค้นคว้าหาความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง และตลอดเวลา การสอนบนเว็บ สามารถตอบสนองต่อผู้เรียนที่มีความใฝ่รู้รวมทั้งมีทักษะในการตรวจสอบการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Meta-Cognitive Skills) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. การสอนบนเว็บ ช่วยทลายกาแพงของห้องเรียนและเปลี่ยนจากห้องเรียนสี่เหลี่ยมไปสู่โลกกว้างแห่งการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนสิ่งแวดล้อมทางการเรียนที่เชื่อมโยง สิ่งที่เรียนกับปัญหาที่พบในความเป็นจริง โดยเน้นให้เกิดการเรียนรู้ตามบริบทในโลกแห่งความเป็นจริง (Contextualization)และการเรียนรู้จากปัญหา (Problem-Based Learning) ตามแนวคิดแบบ Constructivism 5. การสอนบนเว็บเป็นวิธีการเรียนการสอน ที่มีศักยภาพ เนื่องจากที่เว็บได้กลายเป็นแหล่งค้นคว้าข้อมูลทางวิชาการรูปแบบใหม่ ครอบคลุมสารสนเทศทั่วโลก โดยไม่จากัดภาษาการสอนบนเว็บช่วยแก้ปัญหาของข้อจากัดของแหล่งค้นคว้าแบบเดิม จากห้องสมุด อันได้แก่ปัญหาทรัพยากรการศึกษาที่มีอยู่จากัด และเวลาที่ใช้ในการค้นหาข้อมูล เนื่องจากเว็บมีข้อมูลที่หลากหลายและเป็นจานวนมาก รวมทั้งการที่เว็บใช้การเชื่อมโยงในลักษณะของไฮเปอร์มีเดีย(Hypermedia) ซึ่งทาให้การค้นหาทาได้สะดวกและง่ายดายกว่าการค้นหาข้อมูลแบบเดิม 6. การสอนบนเว็บจะช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ที่กระตือรือร้น ทั้งนี้เนื่องจากคุณลักษณะของเว็บที่เอื้ออานวยให้เกิดการศึกษาในลักษณะที่ผู้เรียนถูกกระตุ้นให้แสดงความคิดเห็นได้อยู่
  • 17. 17ตลอดเวลาโดยไม่จาเป็นต้องเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง ตัว อย่างเช่น การให้ผู้เรียนร่วมมือกันในการทากิจกรรมต่าง ๆ บนเครือข่าย การให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแสดงไว้บนเว็บบอร์ดหรือการให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้ามาพบปะกับผู้เรียนคนอื่น ๆ อาจารย์ หรือผู้เชี่ยวชาญในเวลาเดียวกันที่ห้องสนทนา เป็นต้น 7. การสอนบนเว็บเอื้อให้เกิดการปฏิสัมพันธ์ ซึ่งการเปิดปฏิสัมพันธ์นี้อาจทาได้2 รูปแบบ คือ 7.1 ปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนด้วยกันและ/หรือผู้สอน 7.2 ปฏิสัมพันธ์กับบทเรียนในเนื้อหาหรือสื่อการสอนบนเว็บ ซึ่งลักษณะแรกนี้ จะอยู่ในรูปของการเข้าไปพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน(ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว) ส่วนในลักษณะหลังนั้น จะอยู่ในรูปแบบของการเรียนการสอน แบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบที่ผู้สอนได้จัดหาไว้ให้แก่ผู้เรียน 8. การสอนบนเว็บ ยังเป็นการเปิดโอกาสสาหรับผู้เรียนในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญ สาขาต่าง ๆ ทั้งในและนอกสถาบัน จากในประเทศและต่างประเทศทั่วโลก โดยผู้เรียนสามารถติดต่อสอบถามปัญหาขอข้อมูลต่าง ๆ ที่ต้องการศึกษาจากผู้เชี่ยวชาญจริงโดยตรง ซึ่งไม่สามารถทาได้ในการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่าย เมื่อเปรียบเทียบกับการติดต่อสื่อสารในลักษณะเดิม ๆ 9. การสอนบนเว็บเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานของตนสู่สายตาผู้อื่นอย่างง่ายดาย ทั้งนี้ไม่ได้จากัดเฉพาะเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนหากแต่เป็นบุคคลทั่วไปทั่วโลกได้ ดังนั้นจึงถือเป็นการสร้างแรงจูงใจภายนอกในการเรียนอย่างหนึ่งสาหรับผู้เรียน ผู้เรียนจะพยายามผลิตผลงานที่ดีเพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงตนเอง นอกจากนี้ ผู้เรียนยังมีโอกาสได้เห็นผลงานของผู้อื่น เพื่อนามาพัฒนางานของตนเองให้ดียิ่งขึ้น 10. การสอนบนเว็บเปิดโอกาสให้ผู้สอนสามารถปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรให้ทันสมัยได้อย่างสะดวกสบายเนื่องจากข้อมูลบนเว็บมีลักษณะเป็นพลวัตร (Dynamic) ดังนั้นผู้สอนสามารถอัพเดตเนื้อหาหลักสูตรที่ทันสมัยแก่ผู้เรียนได้ตลอดเวลา นอกจากนี้การให้ผู้เรียนได้สื่อสารและแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาทาให้เนื้อหาการเรียนมีความยืดหยุ่นมากกว่าการเรียนการสอนแบบเดิม และเปลี่ยนแปลงไปตามความต้องการของผู้เรียนเป็นสาคัญ 11. การสอนบนเว็บสามารถนาเสนอเนื้อหาในรูปของมัลติมีเดีย ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่งเสียง ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน์ ภาพ 3 มิติ โดยผู้สอนและผู้เรียนสามารถเลือกรูปแบบของการนาเสนอ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทางการเรียน
  • 18. 18 จากข้อดีของการเรียนการสอนบนเว็บดังกล่าว พอจะสรุปได้ว่าการจัดการเรียนการสอนบนเว็บเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาในหลายลักษณะ ดังนี้ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน โดยใช้สื่ออุปกรณ์ และคลังความรู้ที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ต เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของครูและนักเรียน 2. เกิดเครือข่ายความรู้ ที่สามารถแลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมซึ่งกันและกันบนอินเทอร์เน็ต ข้อมูลจะมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ และสะดวกและรวดเร็ว 3. ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สามารถสืบค้นวิชาความรู้ได้ด้วยตนเอง โดยมีการให้คาปรึกษาและชี้แนะโดย ครู- อาจารย์ 4. ลดช่องว่างระหว่างการศึกษาในเมืองและชนบท สร้างความเท่าเทียมกันและกระจายโอกาสทางการศึกษาให้เด็กชนบทได้รู้เท่าทัน เพื่อสนับสนุนนโยบายและการพัฒนาระบบเทคโนโลยีการศึกษาและเครือข่ายสารสนเทศ เพื่อความสอดคล้องและสนับสนุน การปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตทำงกำรศึกษำ ปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ต่างได้นาอินเทอร์เน็ตไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนการสอน จนถือได้ว่าอินเทอร์เน็ตกลายเป็นเทคโนโลยีการศึกษาของยุคปัจจุบันไปแล้ว ซึ่งคุณค่าทางการศึกษาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งถนอมพรเลาหจรัสแสง (2541: 51-56) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตทางการศึกษาไว้ดังนี้ 1. การใช้กิจกรรมบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ช่วยทาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรมและโลกมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อนุญาตให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารกับผู้คนทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสืบค้นหรือเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศจากทั่วโลกได้เช่นกัน 2. เป็นแหล่งความรู้ขนาดใหญ่สาหรับผู้เรียน โดยที่สื่อประเภทอื่นๆ ไม่สามารถทาได้กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลในลักษณะใดๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว หรือในรูปแบบของสื่อประสม โดยการสืบค้นผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่โยงไยกับแหล่งข้อมูลต่างๆ ทั่วโลก 3. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต ทาให้เกิดผลกระทบต่อผู้เรียนในด้านทักษะการคิดอย่างมีระบบ (High-Order Thinking Skills) โดยเฉพาะทาให้ทักษะการวิเคราะห์สืบค้น (Inquiry-Based Analytical Skill) การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) การวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหา และการคิดอย่างอิสระ ทั้งนี้เนื่องจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์เป็นแหล่งรวม
  • 19. 19ข้อมูลมากมายมหาศาล ผู้เรียนจึงจาเป็นต้องทาการวิเคราะห์อยู่เสมอ เพื่อแยกแยะข้อมูลที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์สาหรับตนเอง 4. สนับสนุนการสื่อสารและการร่วมมือกันของผู้เรียน ไม่ว่าจะในลักษณะของผู้เรียนร่วมห้อง หรือผู้เรียนต่างห้องเรียนบนเครือข่ายด้วยกัน เช่น การที่ผู้เรียนห้องหนึ่งต้องการที่จะเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายภาพเพื่อส่งไปให้อีกห้องเรียนหนึ่งนั้น ผู้เรียนในห้องแรกจะต้องช่วยกันตัดสินใจทีละขั้นตอนในวิธีการที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลและการเตรียมข้อมูลอย่างไร เพื่อส่งข้อมูลเรื่องการถ่ายภาพนี้ไปให้ผู้เรียนอีกห้องหนึ่งโดยที่ผู้เรียนต่างห้องสามารถเข้าใจได้โดยง่าย 5. สนับสนุนกระบวนการ สหสาขาวิชาการ (Interdisciplinary) กล่าวคือ ในการนาเครือข่ายมาใช้เชื่อมโยงกับกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น นักการศึกษาสามารถที่จะบูรณาการการเรียนการสอนในวิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคม ภาษา วิทยาศาสตร์ ฯลฯเข้าด้วยกัน 6. ช่วยขยายขอบเขตของห้องเรียนออกไป เพราะผู้เรียนสามารถที่จะใช้เครือข่ายในการสารวจปัญหาต่างๆ ที่ผู้เรียนมีความสนใจ นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทางานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งอาจมีความคิดเห็นแตกต่างกันออกไป ทาให้มุมมองของตนเองกว้างขึ้น 7. การที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตอนุญาตให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่ให้คาปรึกษาได้ และการที่ผู้เรียนมีความอิสระในการเลือกศึกษาสิ่งที่ตนเองสนใจ ถือเป็นแรงจูงใจสาคัญอย่างหนึ่งในการเรียนรู้ของผู้เรียน 8. ผลพลอยได้จากการที่ผู้เรียนทาโครงการบนเครือข่ายต่างๆ นี้ ทาให้ผู้เรียนมีโอกาสที่จะทาความคุ้นเคยกับโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ บนคอมพิวเตอร์ไปด้วยในตัว เช่น โปรแกรมประมวลผลคา เป็นต้น จากที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่าประโยชน์ของอินเทอร์เน็ตนั้นมีมากมายมหาศาล หากเรารู้จักใช้อย่างถูกวิธี และจากประโยชน์ดังกล่าวนั้นเอง หากมีการนาอินเทอร์เน็ตมาเพื่อพัฒนาการศึกษาของประเทศ ก็จะทาให้เกิดประโยชน์และสร้างความเท่าเทียมกันในด้านการศึกษาให้มากยิ่งขึ้น การเรียนการสอนทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Learning เป็นสิ่งสาคัญในโลกยุคปัจจุบันจากโลกยุคปัจจุบัน ข้อมูลและเทคโนโลยียังมีไม่เพียงพอ จะต้องมีเรื่องของการสื่อสารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เมื่อก่อนนี้เราจะพูดกันถึงแต่เรื่อง IT เท่านั้น แต่วันนี้ไม่ได้แล้ว เราจะต้องพูดถึงเรื่องICT (Information and Communication Technology) แทน เนื่องจากจาเป็นต้องมีการสื่อสารเข้ามาเกี่ยวข้องกัน
  • 20. 20ประโยชน์ของ E-Learning 1. ยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนเนื้อหา และ สะดวกในการเรียน การเรียนการสอนผ่านระบบ E-Learning นั้นง่ายต่อการแก้ไขเนื้อหา และกระทาได้ตลอดเวลา เพราะสามารถกระทาได้ตามใจของผูสอน เนื่องจากระบบการผลิตจะใช้ คอมพิวเตอร์เป็นองค์ประกอบหลัก นอกจากนี้ ้ผู้เรียนก็สามารถเรียนโดยไม่จากัดเวลา และสถานที่ 2. เข้าถึงได้ง่าย ผู้เรียนและผู้สอนสามารถเข้าถึง E-learning ได้ง่าย โดยมากจะใช้Web Browser ของค่ายใดก็ได้ (แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ผลิตบทเรียน อาจจะแนะนาให้ใช้ WebBrowser แบบใดที่เหมาะกับสื่อการเรียนการสอนนั้นๆ) ผู้เรียนสามารถเรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใดก็ได้ และในปัจจุบันนี้ การเข้าถึงเครือข่ายอินเตอร์เน็ตกระทาได้ง่ายขึ้นมาก และยังมีค่าเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีราคาต่าลงมากว่าแต่ก่อนอีกด้วย 3. ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยกระทาได้ง่ายเนื่องจากผู้สอน หรือผู้สร้างสรรค์งานE-Learning จะสามารถเข้าถึง Server ได้จากที่ใดก็ได้ การแก้ไขข้อมูล และการปรับปรุงข้อมูล จึงทาได้ทันเวลาด้วยความรวดเร็ว 4. ประหยัดเวลา และค่าเดินทาง ผู้เรียนสามารถเรียนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดก็ได้ โดยจาเป็นต้องไปโรงเรียน หรือที่ทางาน รวมทั้งไม่จาเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องประจาก็ได้ ซึ่งเป็นการประหยัดเวลามาก การเรียน การสอน หรือการฝึกอบรมด้วยระบบE-Learning นี้ จะสามารถประหยัดเวลาถึง 50% ของเวลาที่ใช้ครูสอน หรืออบรม จากประโยชน์ของ E-Learning ดังกล่าวนี้ ทาให้ภาคเอกชนเป็นจานวนมากหันมานิยมใช้ระบบ E-learning ในการพัฒนาบุคลากรมากขึ้น ประโยชน์ของการเรียนแบบออนไลน์เมื่อเทียบกับการฝึกอบรมในห้องเรียน ประโยชน์ ห้องเรียน/สถานที่อบรม เครือข่ายออนไลน์ จากัด (ขึ้นอยู่กับขนาดของห้องเรียน) / 24 ชั่วโมงต่อวัน และ 7 วันต่อ การเข้าถึง ระยะเวลาที่เปิดสอนต่อวัน สัปดาห์ การวัดผล วัดผลด้วยตัวเอง หรือครูผู้สอน อัตโนมัติ หรือครูผู้สอน จากัด ไม่สามารถทวนซ้าได้ อาจจะต้อง สูง เพราะสามารถทวนซ้าได้หลายๆ การจดจา ในการจดบันทึกแทน ครั้ง เท่าที่ต้องการ ต่า ค่าจ้างครูผู้สอนครั้งเดียวใน ค่าใช้จ่าย สูง เพราะค่าจ้างผู้สอนต่อครั้ง การผลิตเนื้อหา
  • 21. 21 สรุปได้ว่า การเรียนการสอนแบบออนไลน์ ช่วยในด้านการเข้าถึงได้ตลอดเวลา สามารถวัดผลได้ทันทีโดยอัตโนมัติ ช่วยในการจดจาบทเรียนสูง เพราะสามารถทวนซ้าได้หลายๆ ครั้ง เท่าที่ต้องการ และประหยัดค่าใช้จ่ายหลักทฤษฎีที่ใช้ในกำรสร้ำงบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สมศักดิ์ จีวัฒนา (2546 : 49-50) ได้กล่าวว่า ในการนาเอาหลักทฤษฎีเข้ามาใช้ประกอบในการสร้างและพัฒนาทางด้านการประยุกต์เทคโนโลยีการสอน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ จาเป็นต้องศึกษาถึงหลักทฤษฎีการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ดังนี้ 1. ทฤษฎีหลักการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ ที่นามาใช้ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ได้แก่ 1.1 กฎแห่งผล (Law of Effect) เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองจะดียิ่งขึ้น เมื่อผู้เรียนแน่ใจว่าพฤติกรรมการตอบสนองของตนถูกต้องและในการให้รางวัลจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมนั้น ๆ อีก 1.2 กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) การที่มีโอกาสได้กระทาซ้า ๆ กัน หลาย ๆครั้งในพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง จะทาให้พฤติกรรมนั้น ๆ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การฝึกหัดที่มีการควบคุมที่ดีจะส่งผลต่อการเรียนรู้ 1.3 กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) เมื่อมีความพร้อมที่จะตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรมใด ๆ ถ้ามีโอกาสได้กระทาย่อมเป็นที่พอใจ แต่ถ้าไม่พร้อมที่จะตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรมการบังคับให้กระทาย่อมทาให้เกิดความไม่พอใจ 2. หลักทฤษฎีของสกินเนอร์ ที่นามาใช้เป็นหลักการและแนวคิดในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีดังนี้ 2.1 หลักการเสริมแรง กล่าวคือผู้เรียนจะเกิดกาลังใจได้นั้นต้องได้รับการเสริมแรงในขั้นที่เหมาะสม เมื่อผู้เรียนแสดงอาการตอบสนองออกมาและเห็นว่าอาการตอบสนองที่แสดงออกมานั้นถูกต้องก็จะเสริมแรงได้ดีกว่าการได้รับรางวัลอื่นใด บทเรียนโปรแกรมจึงนาการรู้ผลมาเป็นการเสริมแรง โดยในคาถามในแต่ละกรอบหรือแต่ละตอนจะมีคาตอบเฉลยไว้ให้ เพื่อผู้เรียนจะได้ทราบว่าคาตอบของตนถูกหรือผิด 2.2 การให้แรงเสริมจะต้องกระทาทันทีทันใด เมื่อผู้เรียนได้เรียนตามบทเรียนแล้วมีการตอบคาถามจะต้องให้แรงเสริมทันที
  • 22. 22 สรุปได้ว่า ในการสร้างและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนให้มีประสิทธิภาพนั้นจะต้องนาหลักทฤษฎีการเรียนรู้มาใช้ประกอบในการสร้างและพัฒนา เช่น ทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ ได้กล่าวถึงการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า การทาแบบฝึกหัดซ้า ๆ และความพร้อมของผู้เรียน และทฤษฎีการเสริมแรงของสกินเนอร์ ที่กล่าวว่าผู้เรียนจะเกิดกาลังใจได้นั้นต้องได้รับการเสริมแรงในขั้นที่เหมาะสมและต้องให้แรงเสริมทันทีส่วนประกอบในกำรจัดทำบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จากการศึกษาความหมาย ประโยชน์ ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและหลักทฤษฎีที่ใช้ประกอบในการจัดทาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน พอจะสรุปได้ว่าในการจัดทาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจะต้องมีการวางแผนโดยคานึงถึงส่วนประกอบในการจัดทา ดังนี้ 1. บทนาเรื่อง (Title) เป็นส่วนแรกของบทเรียน ช่วยกระตุ้น เร้าความสนใจ ให้ผู้เรียนอยากติดตามเนื้อหาต่อไป 2. คาชี้แจงบทเรียน (Instruction) ส่วนนี้จะอธิบายเกี่ยวกับการใช้บทเรียนการทางานของบทเรียน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้เรียน 3. วัตถุประสงค์บทเรียน (Objective) แนะนา อธิบายความคาดหวังของบทเรียน 4. รายการเมนูหลัก (Main Menu) แสดงหัวเรื่องย่อยของบทเรียนที่จะให้ผู้เรียนศึกษา 5. แบบทดสอบก่อนเรียน (Pretest) ส่วนประเมินความรู้ขั้นต้นของผู้เรียน เพื่อดูว่าผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานในระดับใด 6. เนื้อหาบทเรียน (Information) ส่วนสาคัญที่สุดของบทเรียน โดยนาเสนอเนื้อหาที่จะนาเสนอ 7. แบบทดสอบท้ายบทเรียน (Posttest) ส่วนนี้จะนาเสนอเพื่อตรวจวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของผู้เรียน 8. บทสรุป และการนาไปใช้งาน (Summary - Application) ส่วนนี้จะสรุปประเด็นต่าง ๆ ที่จาเป็นและยกตัวอย่างการนาไปใช้งาน เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นบทเรียนที่มีกระบวนการเรียนการสอนครบสมบูรณ์อยู่ในตัว ดังนั้นผู้จัดสร้างจะต้องคานึงถึงส่วนประกอบต่าง ๆ และจัดสร้างให้ครบสมบูรณ์ทุกขั้นตอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจะจัดได้ว่าเป็นลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ดี
  • 23. 23งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง งำนวิจัยในประเทศ จากข้อดีของการเรียนการสอนบนเว็บ และประโยชน์ของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไทย ได้ให้ความสนใจทาการศึกษาวิจัยพัฒนาบทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ที่มีประสิทธิภาพและนา มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในวิชาต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังนี้ กาญจนา ยลสิริธัม. (2546 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประกอบการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม เรื่อง Computer Network Technologies andInternet พบว่า ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนประกอบการเรียนทางไกลแบบสองทางพร้อมสื่อประสมผ่านดาวเทียม เรื่อง Computer Network Technologies and Internet มีประสิทธิภาพ E1/E2 = 73.63/74.13 เป็นไปตามเกณฑ์ E1/E2 = 75/75 ที่กาหนดไว้ âªµÔ¡Ò àÃ×ͧáจ่Á (2548 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาà»ÃÕºà·Õº¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹áÅÐਵ¤µÔ ต่ÍÇÔªÒ¿ÔÊÔ¡ส์ ¢Í§¹Ñ¡àÃÕ¹ÃÐËว่Ò§¡ÒÃÊ͹â´Âº·àÃÕ¹Í͹äÅน์ ผ่Ò¹à¤Ã×อข่ÒÂÍÔ¹à·ÍÃìà¹çµ ¡Ñº¡ÒÃàÃÕ¹»¡µÔ㹪Ñé¹àÃÕ¹ ¼Å¡ÒÃÇÔà¤ÃÒÐห์ขÍÁÙžºว่Ò ¹Ñ¡àÃÕ¹·ÕèàÃÕ¹â´Âº·àÃÕ¹ ้Í͹äลน์ÁÕค่าà©ÅÕè¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹áÅÐਵคติต่ÍÇÔªÒฟิสิกส์ส§¡ว่ҹѡàÃÕ¹·ÕèàÃÕ¹Ẻ»¡ติ ู㹪Ñé¹àÃÕ¹ áÅÐàÁ×èÍÇÔà¤ÃÒÐห์คÇÒÁá»Ã»Ãǹ¾Ëؤٳ¢Í§·Ñé§Êͧ¡ลุ่Á¾ºว่Ò ¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹áÅÐਵ¤µÔµèÍÇÔªÒ¿ÔÊÔ¡ส์¢Í§นักเรียน·Ñé§Êͧ¡ลุ่Áäม่ÁÕ¤ÇÒÁᵡต่Ò§¡Ñ¹อย่Ò§ÁÕ¹ÑÂÊÓ¤Ñ-·ÕèÃдѺ .05 ¹Õùҷ ¨ØÅà¹ÕÂÁ (2548 : บทคัดย่อ) ได้¡ÒÃÈÖ¡ÉÒ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾º·àÃÕ¹º¹àÇçºã¹¡ÒÃàÃÕ¹รู้ด้ǵ¹àͧ â´Â·Äɮշҧ෤â¹âÅÂÕ¡ÒÃÈÖ¡ÉÒº·àÃÕ¹¤ÍÁ¾ÔÇàµÍร์ช่ÇÂÊ͹(E-Learning) ÇÔªÒËÅÑ¡¡ÒõÅÒ´¢Í§¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒ คู¢¹Ò¹ ÃдѺªÑé¹ »ÇÊ.พบว่า ¼Å¡ÒÃËÒ ่»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾º·àÃÕ¹¤ÍÁ¾ÔÇàµÍÃìช่ÇÂÊ͹ E-Learning ÇÔªÒËÅÑ¡¡ÒõÅÒ´ ÁÕ»ÃÐÊÔ·¸ÔÀÒ¾àท่ҡѺ90.95 : 89.17 และ¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹¢Í§¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒคู¢¹Ò¹ มี¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹ ่ÊÙ§¡ว่า¹Ñ¡ÈÖ¡ÉÒÀÒ¤»¡ติÍย่Ò§ÁÕ¹ÑÂÊÓ¤Ñ-·Ò§Ê¶ÔµÔ·ÕèÃдѺ .05 บงกช ศรีสมัย (2552 : บทคัดย่อ)ได้ศึกษาผลของการเรียนแบบค้นพบบนเว็บ โดยใช้สถานการณ์จาลองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนัก เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีแบบการคิดต่างกัน จากการศึกษาผลของการเรียนแบบค้นพบบนเว็บโดยใช้สถานการณ์จาลองที่มีต่อผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีแบบการคิดต่างกัน ปรากฏผลวิจัย ดังนี้ 1. นักเรียนที่มีแบบการคิดต่างกันเมื่อเรียนด้วยการเรียนแบบค้นพบบนเว็บโดยใช้สถานการณ์จาลองมีผลมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
  • 24. 24 2. นักเรียนเมื่อเรียนด้วยการเรียนแบบค้นพบบนเว็บโดยใช้สถานการณ์จาลองที่มีรูปแบบการค้นพบต่างกัน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. พบปฏิสัมพันธ์ระหว่างแบบการคิดของนักเรียนกับรูปแบบการค้นพบในการเรียนแบบ ค้นพบบนเว็บโดยใช้สถานการณ์จาลองที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เบญจวรรณ สมพงษ์ (2548 : 1) ได้ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างวิธีสอนแบบบรรยาย กับวิธีสอนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ บทเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เรื่อง เอกภพ พบว่า ผลสัมฤทธิทางการเรียน ์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อการเรียนรู้ ก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนแสดงให้เห็นว่าเมื่อใช้สื่อการเรียนรู้บทเรียนออนไลน์ ประกอบการเรียนการสอนจะมีผลทาให้นักเรียนเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ภัทรา วยาจุต (2550 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลของการเรียนแบบผสมผสานและ แบบใช้เว็บช่วย ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตระดับปริญญาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีบุคลิกภาพต่างกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) นิสิตระดับปริญญาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีบุคลิกภาพต่างกัน เมื่อเรียนแบบผสมผสาน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกับนิสิตที่เรียนแบบใช้เว็บช่วย 2) นิสิตระดับปริญญาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เรียนแบบผสมผสานมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกับนิสิตที่เรียนแบบใช้ เว็บช่วย อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) นิสิตระดับปริญญาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีบุคลิกภาพต่างกัน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกัน แวววลี สิริวรจรรยาดี (2548 : 71) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบการสอนกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับการสอนแบบปกติ พบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 81.81% นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและนักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ มีกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับนักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ มีกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์ก่อนทดลองไม่แตกต่างกัน แต่หลังการทดลองนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนทุกข้ออยู่ในระดับมาก
  • 25. 25 แวววลี สิริวรจรรยาดี (2551 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนออนไลน์เรื่องการเขียนเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 พบว่า บทเรียนออนไลน์ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 88.64% นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์เรื่องการเขียนเว็บไซต์ด้วยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์อยู่ในระดับเห็นด้วยมากถึงระดับเห็นด้วยอย่างยิ่งและมีความคิดเห็นโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก Êت-Ò Êѧ¢ì¨ÃÙ- (2550 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษา¼Å¢Í§¡ÒÃàÃÕ¹º·àÃÕ¹º¹àÇçºâ´Âãช้ºÅçÍ¡·ÕèÁÕต่Í ¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹áÅФÇÒÁ¤§·¹ã¹¡ÒÃàÃÕ¹ÇÔªÒÀÒÉÒÍѧ¡Äɢͧ¹Ñ¡àÃÕ¹ªÑé¹ÁѸÂÁÈÖ¡Éҵ͹ต้¹¾บว่Ò ¹Ñ¡àÃÕ¹·ÕèàÃÕ¹´éǺ·àÃÕ¹º¹àÇçºâ´Âãช้ºÅç͡㹡Òúѹ·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้ ÁÕ¤Ðá¹¹¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹ÊÙ§¢Öé¹ ´Ñ§¹Ñ鹨֧ÊÒÁÒö¹ÓàÇçºÇÔªÒÀÒÉÒÍѧ¡ÄÉด้ǺÅçÍ¡¹Õéä»à»ç¹á¹Ç·Ò§ã¹¡ÒÃÍ͡Ẻ áÅлÃÐÂØ¡ต์ãห้àข้ҡѺÃٻẺ¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹º¹àÇçºã¹ÃÒÂÇÔªÒต่Ò§ æ äด้ ¤Çäӹ֧¶Ö§¡ÒÃàÅ×Í¡ãช้ปÃÐàÀ·¢Í§¡Òúѹ·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้ãห้àËÁÒÐÊÁ¡ÑºÇѵ¶Ø»ÃÐʧค์¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹ และ¹Ñ¡àÃÕ¹·ÕèàÃÕ¹º·àÃÕ¹º¹àÇçºâ´Âãช้ºÅçÍ¡ 㹡Ò贺ѹ·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้»ÃÐàÀ·ºÑ¹·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้ ¨ÐÁÕ¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹ÊÙ§¡ว่Ò¡Òúѹ·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้»ÃÐàÀ·ส่ǹºØ¤¤Å Íย่Ò§ÁÕ¹ÑÂÊÓ¤Ñ-·ÕèÃдѺ .05 ´Ñ§¹Ñé¹ ã¹¡ÒÃÍ͡Ẻ¡Ô¨¡ÃÃÁ ãห้¹Ñ¡àÃÕ¹ºÑ¹·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้ËÅѧàÃÕ¹¹Ñé¹ ¤ÇÃàน้¹ãห้¹Ñ¡àÃÕ¹ºÑ¹·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้»ÃÐàÀ·ºÑ¹·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้ à¾×èÍà»ç¹¡Ò÷º·Ç¹ ¤ÇÒÁรู้¤ÇÒÁàข้Ò㨢ͧผู้àÃÕ¹ â´Âที่ผู้Ê͹ÊÒÁÒöµÃǨÊͺäด้งÒ ¨Ò¡¡ÒÃอ่Ò¹ºÅçÍ¡ ่¢Í§¹Ñ¡àÃÕ¹ áÅéÇค่ÍÂÊÅѺ¡Ñº¡Ô¨¡ÃÃÁ¡Òúѹ·Ö¡ส่ǹºØ¤¤Å à¾×èÍส่§àÊÃÔÁãห้ ¹Ñ¡àÃÕ¹¾Ñ²¹Ò·Ñ¡ÉСÒÃà¢Õ¹ «Ö觢Öé¹Íยู¡ÑºÊ¶Ò¹¡ÒÃณ์·ÕèàËÁÒÐÊÁ รวมทั้ง¹Ñ¡àÃÕ¹·ÕèºÑ¹·Ö¡ ¡ÒÃàÃÕ¹รู้ »ÃÐàÀ·ºÑ¹·Ö¡ ่ส่ǹºØ¤¤ÅÁÑ¡äม่·ÃÒºว่Òµ¹¤Çèкѹ·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้àÃ×èͧ㴠à¹×èͧ¨Ò¡ ¡Òúѹ·Ö¡»ÃÐàÀ·¹ÕéÁÕ¤ÇÒÁÍÔÊÃÐ äม่¨Ó¡Ñ´¢Íºà¢µ¤ÇÒÁ¤Ô´ã¹¡ÒÃà¢Õ¹ ´Ñ§¹Ñé¹à¾×èÍãห้ºÑ¹·Ö¡ ¡ÒÃàÃÕÂนรู้»ÃÐàÀ·ºÑ¹·Ö¡ส่ǹºØ¤¤Å¹Õéà»ç¹»ÃÐâªน์ต่Í¡ÒèѴ¡Ô¨¡ÃÃÁ¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹¤รูผู้ส͹¤ÇÃãËé¤Óá¹Ð¹ÓµÑÇÍÂèÒ§¡Òúѹ·Ö¡àÃ×èÍงต่Ò§ æ ·Õèà¡ÕèÂÇข้ͧ¡Ñº¨Ø´»ÃÐʧค์áÅСԨ¡ÃÃÁ ¡ÒÃàÃÕ¹รู้ à¾×èÍà»ç¹¡Ãͺá¹Ç·Ò§ã¹¡ÒÃà¢Õ¹·Õè¨ÐÊÒÁÒöส่§àÊÃÔÁ áÅоѲ¹Ò·Ñ¡ÉСÒÃà¢Õ¹ ¢Í§¹Ñ¡àÃÕ¹ สุภพงษ์ วงศ์สมิตกุล (2553 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเรื่องการพัฒนาบทเรียนออนไลน์(Online)โดยใช้เทคโนโลยีสื่อสังคม (Social Media) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเพาะเห็ดหอม สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ผลการวิจัยพบว่า บทเรียนออนไลน์(Online) โดยใช้เทคโนโลยีสื่อสังคม (SocialMedia) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเพาะเห็ดหอมที่พัฒนาขึ้นมี
  • 26. 26ประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ตามที่กาหนด 85/85 นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์(Online)โดยใช้เทคโนโลยีสื่อสังคม (Social Media) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเรื่องการเพาะเห็ดหอม มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความคิดเห็นของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์(Online) โดยใช้เทคโนโลยีสื่อสังคม (SocialMedia) กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี เรื่องการเพาะเห็ดหอม มีความคิดเห็นเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง ทิภากร สาลิกา (2546 : 1) ได้ศึกษาเจตคติต่อกิจกรรมการเรียนผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ต เรื่องฟิสิกส์นิวเคลียร์เบื้องต้น พบว่า นักเรียนมีเจตคติต่อกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยสูงกว่าเจตคติเฉลี่ยก่อนเรียน เมื่อพิจารณาเจตคติต่อกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในแต่ละด้าน ทั้งด้านความคิดเห็นทั่วไปต่อกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการ แสดงออกและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้และด้านการเห็นความสาคัญและเห็นประโยชน์ใน กิจกรรมการเรียนรู้ คะแนน เฉลี่ยหลังเรียนสูงขึ้นในทุกด้าน ส่วนวีรพงษ์ แสงชูโต (2542 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการสอนเสริมระดับประถมศึกษาในพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ชอบที่จะเรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาคณิตศาสตร์เรื่องสมการและต้องการบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาอื่นด้วย ส่วนรูปแบบที่นักเรียนชอบเรียนคือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งมีสีของฉากหลังสีเดียว (สีน้าเงิน) ตลอดบทเรียน มีการจัดข้อความให้เหมาะสม มีรูปภาพประกอบและมีภาพเคลื่อนไหวในแต่ละฉาก มีเสียงเตือนเมื่อมีการตอบถูกหรือผิด จากผลการวิจัยจะเห็นได้ว่า บทเรียนออนไลน์หรือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ ทาให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิชาต่าง ๆ สูงขึ้นและเมื่อเปรียบเทียบกับการสอนแบบปกติพบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังทดลองสูงขึ้น รวมทั้งนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาที่สอนมากกว่าการสอนแบบปกติ นอกจากนั้นแล้วยังมีความคิดเห็นที่ดีต่อบทเรียนและเห็นด้วยกับการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่วนพฤติกรรมในระหว่างเรียน ความเอาใจใส่ในการเรียน ความมีวินัยในชั้นเรียน ความรับผิดชอบในการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติและอยู่ในระดับดีมาก ส่วนรูปแบบที่นักเรียนชอบเรียนคือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งมีสีของฉากหลังสีเดียว (สีน้าเงิน)ตลอดบทเรียน มีการจัดข้อความให้เหมาะสม มีรูปภาพประกอบและมีภาพเคลื่อนไหวในแต่ละฉากมีเสียงเตือนเมื่อมีการตอบถูกหรือผิด
  • 27. 27 งำนวิจัยต่ำงประเทศ ต่างประเทศ มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้พอสรุปได้ ดังนี้ คูมาร์ (Kumar. 1994 : 158-A) ได้ทาการวิจัยเรื่อง การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทฝึกทักษะและการทาแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ โดยที่นักเรียนไม่ต้องเรียนในชั้นเรียนพิเศษใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นจานวนนักเรียน 15 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลองใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในการฝึกและการทาแบบฝึกหัดโดยทั้งสองกลุ่มมีการทดสอบทั้งก่อนและหลังเรียนในระยะเวลา 5 สัปดาห์ ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีระดับคะแนนมากกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งผลการวิจัยสอดคล้องกับ พาร์ค (Park. 1993 :119A) ที่ได้ทาการวิจัยการประเมินผลวิชาแคลคูลัสและคณิตศาสตร์(Calculus & MathematicsCourse) ที่มีผลการปฏิบัติทางคอมพิวเตอร์โดยใช้วิธีการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มทดลองที่ให้เรียนแคลคูลัสจากคอมพิวเตอร์กับกลุ่มควบคุมที่ให้เรียนแคลคูลัสจากการสอนปกติ ที่ University of Illinois สหรัฐอเมริกา ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มทดลองมีความเข้าใจเชิงมโนมติในเนื้อหาวิชาแคลคูลัสดีกว่ากลุ่มควบคุม แต่ก็มีผลการวิจัยที่แตกต่างจากทั้งสองท่านที่กล่าวมา คือ เฟรเดนเบอร์ก (Fredenberg. 1994 : 59A) ได้ทาการศึกษาเปรียบเทียบการเรียนวิชาแคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะห์โดยทดลองกับนักศึกษาที่ Montana State Universityสหรัฐอเมริกา กลุ่มทดลองมีการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนในห้องปฏิบัติการ ส่วนกลุ่มให้เรียนตามปกติและมีการบ้านเสริมการเรียนพบว่า ทั้งสองกลุ่มมีการเปลี่ยนแปลงผลสัมฤทธิทางการเรียน ์อย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติและทั้งสองกลุ่มมีผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติในระดับเดียวกันเช่นเดียวกันกับมา (Ma. 1994 : 132A) ที่ได้ทาการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการสอนโดยปกติกับการดัดแปลงมัลติมีเดียทางการสอนในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ โดยใช้ความสามารถทางการเรียนและความศรัทธาในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนเกรด 6 ในประเทศใต้หวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน การศึกษาครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่าง 90 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มควบคุมมี 45 คนได้รับการสอนโดยวิธีปกติเป็นเวลา 3 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมี 45 คน ได้รับการสอนเหมือนกลุ่มควบคุมทั้งวัสดุการสอนและเวลาที่สอน แต่ดัดแปลงใช้มัลติมีเดียแบบประยุกต์ร่วมกับการสอนด้วยทั้งสองกลุ่มทาการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน และวิเคราะห์ด้วยสถิติ ANCOVA พบว่าทั้งสองกลุ่ม คือกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ส่วนโอโซโก (Osoko. 1999 : 4049A) ได้ทาการศึกษาการใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียเพื่อการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน St.Louis Public School
  • 28. 28แหล่งข้อมูลได้จากการสารวจกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูผู้สอน จานวน 35 คน ผลการวิเคราะห์สรุปได้ว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีสอนและก่อให้เกิดผลในเชิงบวกต่อการเรียนการสอน จากผลการวิจัยทั้งในและต่างประเทศเกี่ยวกับการใช้บทเรียนออนไลน์ และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนวิชาต่าง ๆ สรุปได้วา บทเรียนออนไลน์ และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ่ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาผู้เรียนในวิชาคณิตศาสตร์ได้เป็นอย่างดี เมื่อเปรียบเทียบผลการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและเมื่อเปรียบเทียบกับการสอนแบบปกติก็ปรากฏว่า ส่วนใหญ่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากบทเรียนออนไลน์หรือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่านักเรียนที่เรียนจากการสอนแบบปกติ และหลังจากเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์หรือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ รวมทั้งมีความคิดเห็นที่ดีต่อบทเรียนและเห็นด้วยกับการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นอกจากนั้นแล้วยังต้องการบทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาอื่น ๆ ด้วย ส่วนพฤติกรรมของนักเรียนที่แสดงออกในระหว่างเรียนก็ให้ผลเชิงบวกต่อการเรียนการสอนกรอบแนวคิดในกำรวิจัย ผู้วิจัยได้กาหนดกรอบแนวคิดในการสร้างบทเรียนออนไลน์ ดังนี้ ทฤษฎีบทพีทำโกรัส สร้ำงบทเรียนออนไลน์โดยใช้โปรแกรม ผู้เรียนสำมำรถ ได้แก่ - Namo FreeMotion 2006 - ใช้ทฤษฎีบทพีทาโกรัสและ 1. ความสัมพันธ์ของ - Adobe Photoshop CS3 บทกลับในการให้เหตุผลและ รูปสามเหลี่ยมมุมฉาก - Audacity แก้ปัญหาได้ 2. ทฤษฎีบทพีทา ภำยในบทเรียนประกอบด้วย - อธิบายความสัมพันธ์ตาม โกรัส - แนะนาวิธีใช้บทเรียน ทฤษฎีบทพีทาโกรัสได้ 3. บทกลับของ - แบบทดสอบก่อนเรียน - บอกความสัมพันธ์ระหว่าง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส - จุดประสงค์การเรียนรู้ ความยาวของด้านของรูป - สาระการเรียนรู้ สามเหลี่ยมมุมฉากไปใช้ใน - เกมทดสอบระหว่างเรียน การพิจารณาว่าสามเหลี่ยมใด - แบบทดสอบหลังเรียน เป็นรูปสามเหลี่ยมมุมฉาก ลักษณะของบทเรียน หรือไม่ - ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกทีที่มอินเทอร์เน็ต ่ ี - ใช้ความสัมพันธ์ระหว่าง และเลือกเรียนรู้ได้ตามความสนใจ เรียนรู้กี่ ความยาวของด้านของรู ป ครั้งก็ได้ตามความสามารถ โดยไม่จากัดเวลา สามเหลี่ยมมุมฉากใน และสถานที่ ทราบผลการเรียนรูทันที ้ การคานวณหาความยาวของ ที่เรียนจบ ด้านของสามเหลี่ยมมุมฉากได้
  • 29. 29 บทที่ 3 วิธีดำเนินกำรวิจัย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนออนไลน์เรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้วิจัยได้ดาเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1. ประชำกร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2554 จานวน 40 คน 2. กลุ่มตัวอย่ำง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2554 จานวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย(Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่มเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. บทเรียนออนไลน์เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2ใช้ทดสอบนักเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เป็นชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจานวน 1 ฉบับ มี 30 ข้อ 3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์
  • 30. 30 ขั้นตอนกำรสร้ำงเครื่องมือในกำรวิจัย 1. การสร้างบทเรียนออนไลน์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ผู้วิจัยได้ดาเนินการ ดังนี้ 1.1 ศึกษาและวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สาระที่ 3 เรขาคณิต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.2 ศึกษาเนื้อหาและวิเคราะห์การสร้างบทเรียนออนไลน์ เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสโดยได้รับคาปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา วิธีสอน และด้านโปรแกรม 1.3 กาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับ เนื้อหา กิจกรรมและแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ที่จะสร้างในบทเรียนออนไลน์ โดยคานึงถึงความพร้อมของเด็ก และความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนแล้วนาไปให้ผู้เชี่ยวด้านเนื้อหาและวิธีสอนตรวจสอบความถูกต้องความเที่ยงตรง ความสอดคล้องและการใช้ภาษา 3 ท่าน คือ 1. ดร.กระพัน ศรีงาน อาจารย์ประจาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2. นางแวววลี สิริวรจรรยาดี ครูชานาญการพิเศษ โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 3. นางศรินยา คุณประทุม ครูชานาญการพิเศษ สาขาคณิตศาสตร์โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1โดยกาหนดเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ +1 แน่ใจว่าจุดประสงค์การเรียนรู้นตรงกับกิจกรรมและเนื้อหาที่สอน ี้ 0 ไม่แน่ใจว่าจุดประสงค์การเรียนรู้นี้ตรงกับกิจกรรมและเนื้อหาที่สอน -1 แน่ใจว่าจุดประสงค์การเรียนรู้นี้ไม่ตรงกับกิจกรรมและเนื้อหาที่สอน ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมและเนื้อหาที่สอน (IOC) ของผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหามีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 1.00 หมายความว่า บทเรียนมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา นั่นคือ เนื้อหา กิจกรรม และจุดประสงค์การเรียนรู้ มีความสัมพันธ์กันส่วนขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอนผู้เชี่ยวชาญที่ 3 ท่าน ได้ให้ข้อเสนอแนะ ข้อบกพร่องต่าง ๆผู้วิจัยได้นามาปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้การเรียนการสอนบรรลุจุดมุ่งหมาย 1.4 ศึกษาการสร้างบทเรียนออนไลน์ โดยใช้โปรแกรม Namo Freemotion 2006ศึกษาการตกแต่งภาพด้วยโปรแกรม Adobe Photoshop CS3 และศึกษาการบันทึกเสียงด้วยโปรแกรม Audacity แล้วนามาวางแผน เพื่อสร้างภาพจาลองให้นักเรียนเข้าใจบทเรียน และทาโครงร่างบทเรียนง่าย ๆ
  • 31. 31 1.5 เขียนสคริปของบทเรียน (Storyboard) โดยกาหนดการนาเสนอบนจอภาพการอธิบายการใช้ภาษา รูปภาพ และการตอบสนองผู้เรียน 1.6 สร้างบทเรียนออนไลน์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัสโดยใช้โปรแกรม NamoFreemotion 2006 ในการสร้างบทเรียนมัลติมีเดีย การสร้างภาพเคลื่อนไหวและบทเรียนออนไลน์ใช้โปรแกรม Adobe Photoshop CS3 ตกแต่งภาพในบทเรียน ใช้โปรแกรม Audacityในการบันทึกเสียง และสร้างบล็อกด้วย wordpress.com ตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ตามกิจกรรม เนื้อหา แบบทดสอบระหว่างเรียน กิจกรรม และแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียนที่กาหนดไว้ โดยใช้แนวทางจากเอกสารตาราต่าง ๆ และจากประสบการณ์การสอนของผู้วิจัยเอง 1.7 นาบทเรียนออนไลน์ ที่สร้างขึ้นไว้ที่ http://youtachai.wordpress.comและให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ด้านสื่อการเรียนการสอน และผู้เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3 ท่าน คือ 1. ดร.กระพัน ศรีงาน อาจารย์ประจาคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2. นายวิวัฒน์ชัย ชุตินธรารักษ์ ศึกษานิเทศก์ชานาญการพิเศษ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 3. นางแวววลี สิริวรจรรยาดี ครูชานาญการพิเศษ สาขาคอมพิวเตอร์โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ สานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 ประเมินด้วยแบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ซึ่งเป็นแบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนของ สมศักดิ์ จีวัฒนา (2546 : 165 - 166) แบบประเมินเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ซึ่งกาหนดการตัดสินคุณภาพเป็น 5 ระดับ ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง ดีมาก ระดับ 4 หมายถึง ดี ระดับ 3 หมายถึง พอใช้ ระดับ 2 หมายถึง ควรปรับปรุง ระดับ 1 หมายถึง ไม่เหมาะสมและมีเกณฑ์ประเมิน ดังนี้ ค่าเฉลี่ย สรุปการประเมิน 4.50 - 5.00 ดีมาก 3.50 - 4.49 ดี 2.50 - 3.49 พอใช้ 1.50 - 2.49 ควรปรับปรุง 1.00 - 1.49 ไม่เหมาะสม
  • 32. 32 1.8 นาบทเรียนออนไลน์ ที่ผ่านการตรวจสอบแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญแล้วไปทดลองใช้ในการเรียนการสอนเพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน์ ตามขั้นตอน ดังนี้ 1.8.1 ทดลองครั้งที่ 1 เป็นการทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to One Testing)โดยนาบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นไปทดลองกับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไม่เคยเรียนเรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส มาก่อน จานวน 3 คน โดยเลือกนักเรียนที่มีระดับผลการเรียนสูง ปานกลางและต่า ระดับละ 1 คน และผู้วิจัยได้สังเกตผู้เรียนอย่างใกล้ชิดและสัมภาษณ์การใช้ เพื่อศึกษาข้อบกพร่อง ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะที่นักเรียนทากิจกรรม รวมทั้งความเหมาะสมในเรื่องของเวลาเนื้อหาและสื่อการเรียนการสอนพบว่า มีข้อผิดพลาดบางประการ เช่น เนื้อหาสาระยังพิมพ์ผิดการนาเสนอเนื้อหายังไม่ชัดเจนในบางเรื่อง จึงนามาปรับปรุงแก้ไขใหม่ 1.8.2 การทดลองครั้งที่ 2 เป็นการทดลองแบบกลุ่มเล็ก (Small Group Testing)โดยนาบทเรียนออนไลน์ ที่ได้รับการปรับปรุงจากการทดลองครั้งที่ 1 ไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ อาเภอเมืองบุรีรัมย์จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งไม่เคยเรียนเรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส มาก่อนจานวน 9 คน โดยเลือกนักเรียนที่มีระดับผลการเรียนสูง ปานกลางและต่า ระดับละ 3 คน โดยใช้ช่วงเวลาเดียวกันกับ ข้อ 1.8.1 ผู้วิจัยสังเกตผู้เรียนอย่างใกล้ชิด และสัมภาษณ์การใช้ เพื่อศึกษาข้อบกพร่อง ปัญหาที่เกิดขึ้น ขณะที่นักเรียนทากิจกรรมรวมทั้งความเหมาะสมในเรื่องของเวลาเนื้อหาและสื่อการเรียนการสอนขนาดตัวอักษรยังไม่เหมาะสมในบางจุด จึงแก้ไขตัวอักษรใหม่ พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนกราฟิก เสียงภาพเคลื่อนไหว และเพิ่มสีสันใหม่ในบทเรียน ทดสอบบทเรียนจนสมบูรณ์ หลังจากนั้นได้นาบทเรียนที่แก้ไขแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่านประเมินใหม่ผลการประเมินบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น ของผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อการเรียนการสอนและด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.92 หมายความว่า บทเรียนอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบทเรียนออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สามารถนาไปใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี 1.8.3 ทดลองภาคสนาม (Field Testing) โดยนาบทเรียนออนไลน์ ที่ได้รับการปรับปรุงจากการทดลองครั้งที่ 2 ไปทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์จานวน 20 คน เพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80% พบว่าประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ 85.07% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
  • 33. 33 หลังจากนั้นได้นาบทเรียนไปเผยแพร่อย่างหลากหลายในวงวิชาการ เช่น ได้จัดทาเป็นเอกสารนาเสนอต่อที่ประชุมครูในโรงเรียน จัดนิทรรศการแสดงผลงานนักเรียนประจาปีการศึกษาของโรงเรียน จากนั้นได้นาไปเผยแพร่ทางเว็บไซต์ ที่ http://youtachai.wordpress.comที่เว็บไซต์โรงเรียน http://sensiri.org และ http://sahavicha.com ตลอดจนเผยแพร่ทาง facebook ที่http://facebook.com/youtachai เพื่อให้ผู้เรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา การจัดการศึกษาหน่วยงานการศึกษา และชุมชน ตลอดจนบุคคลทั่วไป ได้ศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการพัฒนาการศึกษาต่อไปพบว่า ผู้ที่เข้ามาศึกษาทางเว็บไซต์ได้แสดงความคิดเห็นชื่นชม ยกย่อง ชมเชยบทเรียนออนไลน์ว่าเป็นผลงานที่ดีและมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาไว้ในสมุดเยี่ยมและเว็บบอร์ดของเว็บไซต์บทเรียนออนไลน์ที่ http://youtachai.wordpress.com 2. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยได้ดาเนินการ ดังนี้ 2.1 ศึกษาและวิเคราะห์มาตรฐาน/ตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในเนื้อหาสาระการเรียนรู้แกนกลาง เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส บทกลับและการนาไปใช้ และนาข้อมูลมาสร้างแบบทดสอบ 2.2 ศึกษาวิธีสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.3 ศึกษาการวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.4 จัดสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก1 ฉบับ จานวน 60 ข้อ โดยได้รับคาปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา วิธีสอนและด้านการวัดผลประเมินผลในการตั้งข้อคาถาม ข้อความและตัวลวง 2.5 นาแบบทดสอบที่สร้างขึ้นและปรับปรุงแก้ไขแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเนื้อหาและการวัดผลประเมินผลตรวจสอบความถูกต้อง ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ การใช้ภาษาและหลักการสร้างข้อสอบที่ดี 3 ท่าน(ผู้เชี่ยวชาญเดียวกันกับข้อ 1.3) โดยกาหนดเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ +1 แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ตรงจุดประสงค์การเรียนรู้ 0 ไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ตรงจุดประสงค์การเรียนรู้ -1 แน่ใจว่าข้อสอบนั้นวัดได้ไม่ตรงจุดประสงค์การเรียนรู้ ตามวิธีของโรวิเนลลี (Rovinelli) และแฮมเบิลตัน (R.K. Hambleton)(สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 218 - 220) ถ้าค่าเฉลี่ยของคะแนนการประเมินมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5
  • 34. 34ถือว่าข้อสอบนั้นเป็นข้อสอบที่มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาเพราะวัดได้ตรงจุดประสงค์ที่ต้องการจริงถ้าคะแนนเฉลี่ยของคะแนนการประเมินน้อยกว่า 0.5 เป็นข้อสอบที่ต้องตัดทิ้งหรือแก้ไข เพราะวัดไม่ได้ตรงจุดประสงค์ที่ต้องการ ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ของผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผลพบว่า แบบทดสอบทุกข้อมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 1.00 หมายความว่าแบบทดสอบมีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาทุกข้อ เพราะวัดผลได้ตรงกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 2.6 นาแบบทดสอบไปทดลองใช้ (Try-out) กับนักเรียนที่เคยเรียนเนื้อหานี้มาก่อนแล้ว ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 จานวน 40 คนโรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ 2.7 วิเคราะห์แบบทดสอบเพื่อหาค่าอานาจจาแนก (B) เป็นรายข้อ ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อสอบแบบอิงเกณฑ์ของเบรนแนน (Brennan) (บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 87-89) จากนั้นคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าอานาจจาแนก ระหว่าง 0.20 -1.00 จานวน 30 ข้อ ผลการวิเคราะห์ได้ข้อสอบที่มีอานาจจาแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.30 - 0.55 แล้วนาแบบทดสอบจานวน 30 ข้อ หาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยใช้วิธีของโลเวท (Lovett) (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 230-231) เป็นวิธีหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบอิงเกณฑ์จากผลการสอบครั้งเดียว ผลการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 2.8 นาแบบทดสอบไปจัดพิมพ์เพื่อใช้ในการทดลอง 3. การสร้างแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้น ปรับปรุงมาจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนของแวววลี สิริวรจรรยาดี (2551 : 170-171)แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) จานวน 18 ข้อ โดยมีความหมายของระดับความคิดเห็น ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง เห็นด้วยอย่างยิ่ง ระดับ 4 หมายถึง เห็นด้วยมาก ระดับ 3 หมายถึง เห็นด้วยปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง เห็นด้วยน้อย ระดับ 1 หมายถึง เห็นด้วยน้อยอย่างยิ่ง
  • 35. 35และมีเกณฑ์ การประเมินดังนี้ ค่าเฉลี่ย สรุปความคิดเห็น 4.50 - 5.00 เห็นด้วยอย่างยิ่ง 3.50 - 4.49 เห็นด้วยมาก 2.50 - 3.49 เห็นด้วยปานกลาง 1.50 - 2.49 เห็นด้วยน้อย 1.00 - 1.49 เห็นด้วยน้อยอย่างยิ่งกำรเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ขั้นตอนการดาเนินงาน ดังนี้ 1. ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการเรียนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยทดสอบจากบทเรียนออนไลน์ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบความรู้พื้นฐานของนักเรียน และนักเรียนทราบผลการทดสอบทันทีที่สอบเสร็จ 2. ดาเนินการสอนนักเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ที่ http://youtachai.wordpress.comในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน - 16 ธันวาคม 2554 3. หลังจากสิ้นสุดการสอน ทาการทดสอบหลังเรียนทันทีโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนในบทเรียนออนไลน์ซึ่งเป็นแบบทดสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบก่อนเรียน ตรวจคะแนนโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในบทเรียน ข้อที่ตอบถูกให้ 1 คะแนน และข้อที่ตอบผิดให้ 0 คะแนน นักเรียนทราบผลการทดสอบทันทีที่สอบเสร็จ 4. นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ตอบแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อบทเรียนออนไลน์กำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีขั้นตอน ดังนี้ 1.1 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้สูตร ดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบกับจุดประสงค์ โดยหาค่าเฉลี่ยการประเมินของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ตามวิธีของโรวิเนลลี(Rovinelli) และแฮมเบิลตัน(Hambleton) (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 218 - 220) ถ้าค่าเฉลี่ยของคะแนนการประเมินมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ถือว่าข้อสอบนั้นเป็นข้อสอบที่มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาเพราะวัดได้ตรงจุดประสงค์ที่ต้องการจริง ถ้าคะแนนเฉลี่ยของคะแนน การประเมินน้อยกว่า 0.5 เป็นข้อสอบที่ต้องตัดทิ้งหรือแก้ไข เพราะวัดไม่ได้ตรงจุดประสงค์ที่ต้องการ
  • 36. 36 ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวังของผู้เชี่ยวชาญด้านการวัดผลพบว่า แบบทดสอบทุกข้อมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 1.00 หมายความว่าแบบทดสอบมีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาทุกข้อ เพราะวัดผลได้ตรงกับผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 1.2 วิเคราะห์ค่าอานาจจาแนก (B) เป็นรายข้อ ใช้วิธีวิเคราะห์ข้อสอบแบบอิงเกณฑ์ของ เบรนแนน (Brennan) (บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 87-89) จากนั้นคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าอานาจจาแนกระหว่าง 0.20 -1.00 จานวน 30 ข้อ ผลการวิเคราะห์ได้ข้อสอบที่มีอานาจจาแนก (B)ตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.55 1.3 หาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยใช้วิธีของโลเวท (Lovett) (สมนึก ภัททิยธนี.2546 : 230 - 231) เป็นวิธีหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบอิงเกณฑ์จากผลการสอบครั้งเดียวผลการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 2. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ 2.1 หาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบในบทเรียนออนไลน์ในแต่ละตอน คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน และคะแนนประเมินบทเรียนออนไลน์ของผู้เชี่ยวชาญ 2.2 หาประสิทธิภาพของบทเรียนบทเรียนออนไลน์ตามสูตร KW-CAI ของกฤษมันต์ วัฒนาณรงค์ (2538 : 12-13) โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยของค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบฝึกหัดกับค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนคิดเป็นร้อยละ(Percentage)ค่าเฉลี่ยที่ได้ไม่ต่ากว่า 80% ถือว่าบทเรียนมีประสิทธิภาพสามารถนาไปใช้ในการเรียนการสอนได้ 3. การศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2กลุ่มตัวอย่างก่อนและหลังใช้บทเรียนออนไลน์ โดยใช้ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานแล้วเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิตทดสอบที (t-test แบบ Dependent Samples Test) ิ 4. การวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ โดยหาค่าเฉลี่ยค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของนักเรียนสถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล ข้อมูลที่นามาวิเคราะห์ ผู้วิจัยทาการวิเคราะห์ โดยใช้สถิติดังนี้ 1. การหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใช้สถิติดังนี้ 1.1 การหาค่าความเที่ยงตรงตามเนื้อหาของแบบทดสอบแต่ละข้อ โดยใช้สูตร IOCเป็นค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามวิธีของโรวิเนลลี(Rovinelli) และแฮมเบิลตัน (Hambleton) (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 218 - 220)
  • 37. 37 สูตรหาค่าดัชนีความสอดคล้อง R IOC = N IOC = ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ เมื่อ R = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด  = จานวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 การหาค่าอานาจจาแนก (Discrimination) ใช้วิธีของเบรนแนน (Brennan)(บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 87-89) สูตรหาค่าอานาจจาแนก B U L n n 1 2 เมื่อ B แทน ค่าอานาจจาแนก U แทน จานวนคนรอบรู้หรือสอบผ่านเกณฑ์ที่ตอบถูก L แทน จานวนคนไม่รอบรู้หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์ที่ตอบถูก n1 แทน จานวนคนรอบรู้หรือสอบผ่านเกณฑ์ n2 แทน จานวนคนไม่รอบรู้หรือสอบไม่ผ่านเกณฑ์ 1.3 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ ใช้วิธีของโลเวท (Lovett)(สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 230 - 231) สูตรหาค่าความเชื่อมั่น r  1  k  X i   Xi 2 2 (k  1)  (Xi C) ccเมื่อ r cc แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบอิงเกณฑ์ k แทน จานวนข้อสอบของแบบทดสอบทั้งฉบับ Xi แทน คะแนนสอบของนักเรียนแต่ละคน C แทน คะแนนจุดตัด (C = 21)
  • 38. 38 2. การหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ ใช้สถิติดังนี้ 2.1 สถิติพื้นฐาน 2.1.1 ค่าร้อยละ (Percentage) f   100  เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จานวนความถี่ทั้งหมด 2.1.2 ค่าเฉลี่ย (Mean)  X  เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม N แทน จานวนนักเรียนทั้งหมด 2.1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 250) N X 2   X  2 S N( N  1) เมื่อ S แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนของแต่ละคน N แทน จานวนคนทั้งหมด X แทน ผลรวมของคะแนน 2.2 สถิติการหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ ใช้ สูตรการหาประสิทธิภาพKW-CAI (กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์. 2538 : 12 - 13) ดังนี้ สูตร KW-CAI Ea  Eb   CAI   100 2
  • 39. 39เมื่อ   CAI แทน ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ a แทน ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบฝึกหัด(ค่าจากสูตร KW-A) b แทน ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบทดสอบ(ค่าจากสูตร KW-B) สูตร KW-A a  n  X i 1 A  i N a แทน ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบฝึกหัด X แทน คะแนนที่ได้จากการทาแบบฝึกหัด A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัด N แทน จานวนผู้เรียน สูตร KW-B n X   B i b  i  1 N b แทน ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบทดสอบ X แทน คะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบ B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ N แทน จานวนผู้เรียน เกณฑ์การประเมินค่าของบทเรียนออนไลน์ ตามสูตร KW-CAIมีหน่วยเป็นร้อยละ แทนค่าในการแปลความหมายของประสิทธิภาพบทเรียน ดังนี้ ร้อยละ 95 - 100 หมายถึง บทเรียนมีประสิทธิภาพดีมาก ร้อยละ 90 - 94 หมายถึง บทเรียนมีประสิทธิภาพดี ร้อยละ 80 - 89 หมายถึง บทเรียนมีประสิทธิภาพพอใช้ ต่ากว่าร้อยละ 80 หมายถึง บทเรียนนี้ควรปรับปรุงแก้ไข
  • 40. 40 3. สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ใช้ค่าสถิตทดสอบที แบบ Dependent Samples Test ิ (บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 109) t  D ; df = N-1 N D   D  2 2 N 1เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบความมีนัยสาคัญ D แทน ค่าผลต่างระหว่างคู่คะแนน N แทน จานวนคู่ของคะแนนหรือจานวนกลุ่มตัวอย่าง 4. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน มีดังนี้ 4.1 ร้อยละ (Percentage) 4.2 ค่าเฉลี่ย (Mean) 4.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
  • 41. 41 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้บทเรียนออนไลน์สอนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ปรากฏผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่จะนามาเสนอตามลาดับหัวข้อต่อไปนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล ้ 2. การวิเคราะห์ขอมูล ้ 3. ผลการวิเคราะห์ขอมูล ้สัญลักษณ์ที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล X แทน ค่าเฉลี่ย N แทน จานวนนักเรียน S แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน a แทน ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบฝึกหัด b แทน ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบทดสอบ A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัด B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ t แทน ค่าสถิติที่ใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต เพื่อทราบความมี นัยสาคัญ ** แทน มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01กำรวิเครำะห์ข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้นาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลาดับขั้น ดังนี้ ตอนที่ 1 การหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ ตามเกณฑ์ 80% ตอนที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ ตอนที่ 3 การวิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์
  • 42. 42ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 กำรหำประสิทธิภำพของบทเรียนออนไลน์ ผู้วิจัยได้ทดลองภาคสนามกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จานวน 20 คน ภาคเรียนที่ 2ปีการศึกษา 2554 ได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แล้วนามาหาค่าประสิทธิภาพตามลาดับ ดังแสดงในตาราง 1 - 3ตำรำง 1 ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบฝึกหัดบทเรียนออนไลน์ ( a ) คะแนนแบบฝึกหัด จานวนนักเรียน คะแนนรวม  ร้อยละ (A = 70 คะแนน) (N) (X)  68 2 136 10 1.94 67 2 134 10 1.91 66 1 66 5 0.94 65 2 130 10 1.86 64 1 64 5 0.91 63 4 252 20 3.60 62 1 62 5 0.89 61 1 61 5 0.87 60 2 120 10 1.71 59 1 59 5 0.84 58 1 58 5 0.83 57 1 57 5 0.81 56 1 56 5 0.80 รวม 20 1255 100 17.928 คะแนนเฉลี่ย 62.75 89.64 0.8964 จากตาราง 1 พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบฝึกหัด ( X ) เท่ากับ 62.75 จากคะแนนเต็ม 70 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 89.64 และค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบฝึกหัด ( a )เท่ากับ 0.8964
  • 43. 43ตำรำง 2 ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบทดสอบบทเรียนออนไลน์ ( b ) คะแนนแบบทดสอบ จานวนนักเรียน คะแนนรวม  ร้อยละ (B = 30 คะแนน) (N) (X)  28 1 28 5 0.93 27 2 54 10 1.80 26 4 104 20 3.47 25 1 25 5 0.83 24 5 120 25 4.00 23 3 69 15 2.30 22 1 22 5 0.73 21 2 42 10 1.40 19 1 19 5 0.63 รวม 20 483 100 16.100 คะแนนเฉลี่ย 24.15 80.50 0.8050 จากตาราง 2 พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบ ( X ) เท่ากับ 24.15 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 80.50 และค่าเฉลี่ยอัตราส่วนของคะแนนแบบทดสอบ ( b )เท่ากับ 0.8050ตำรำง 3 ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ (   CAI ) คะแนนแบบฝึกหัด คะแนนแบบทดสอบ ประสิทธิภาพ จานวนนักเรียน (70 คะแนน) (30 คะแนน)   CAI X S a X S b 20 62.75 3.61 0.8964 24.15 2.30 0.8050 85.07
  • 44. 44 จากตาราง 3 พบว่าประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นมีค่าเท่ากับ 85.07หมายความว่า บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนที่ได้เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ เฉลี่ยร้อยละ 85.07 ตอนที่ 2 กำรเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 2ที่ได้รับกำรสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ ในการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ผู้วิจัยได้สร้างบทเรียนออนไลน์แล้วนาไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา2554 แล้วนาข้อมูลมาวิเคราะห์ ดังแสดงในตาราง 4ตำรำง 4 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการทดสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียนของกลุ่มทดลอง ก่อนเรียน หลังเรียน กลุ่ม N t-test X S X S ทดลอง 20 9.05 3.59 24.15 2.30 27.59** ** มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตาราง 4 พบว่านักเรียนทั้งกลุ่มทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตอนที่ 3 กำรวิเครำะห์ควำมคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ แบ่งเป็น 2 ตอนผลการวิเคราะห์แสดงในตาราง 5 และตาราง 6
  • 45. 45ตำรำง 5 ข้อมูลทั่วไปของผู้เรียน และสัดส่วนการใช้คอมพิวเตอร์ รายการ ร้อยละ 1. เพศ 1.1 ชาย (5 คน) 25 1.2 หญิง (15 คน) 75 รวม 100.00 2. อายุ 2.1 14 - 15 ปี 100 2.2 16 ปี ขึ้นไป 0.00 รวม 100.00 3. การใช้คอมพิวเตอร์ 3.1 เคยใช้ 100 3.2 ไม่เคยใช้ 0.00 รวม 100.00 4. มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน 4.1 มี (7 คน) 35 4.2 ไม่มี (13 คน) 65 รวม 100.00 5. การเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ 5.1 เคยเรียน 100 5.2 ไม่เคยเรียน 0.00 รวม 100.00 จากตาราง 5 พบว่าข้อมูลทั่วไปของผู้เรียนซึ่งเป็นกลุ่มทดลอง จานวนนักเรียนชาย5 คน (ร้อยละ 25) และจานวนนักเรียนหญิง 15 คน (ร้อยละ 75) มีอายุระหว่าง 14 - 15 ปี(ร้อยละ 100) ผู้เรียนทุกคนเคยใช้คอมพิวเตอร์มาก่อน (ร้อยละ 100) ผู้เรียนมีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้านร้อยละ 35 ไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้ที่บ้าน ร้อยละ 65 ผู้เรียนทุกคนเคยเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์มาก่อน (ร้อยละ 100)
  • 46. 46ตำรำง 6 การวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ ระดับความคิดเห็น ลาดับ รายการ X S แปลความหมาย ที่1. ผู้เรียนมีความเข้าใจในเนื้อหาวิชาจากบทเรียนออนไลน์ 4.05 0.51 เห็นด้วยมาก 142. บทเรียนออนไลน์เร้าความสนใจของผูเ้ รียนได้ดี 4.00 0.56 เห็นด้วยมาก 163. บทเรียนออนไลน์สร้างบรรยากาศใหม่ในการเรียนวิชา คณิตศาสตร์ 4.40 0.59 เห็นด้วยมาก 44. บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนเข้าใจทฤษฎีบทพีทาโกรัส มากยิ่งขึ้น 4.10 0.71 เห็นด้วยมาก 115. บทเรียนออนไลน์ช่วยให้ผู้เรียนสนุกสนานและตื่นเต้น 4.05 0.75 เห็นด้วยมาก 146. บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนเรียนได้เร็วขึน้ 4.15 0.58 เห็นด้วยมาก 97. บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง 4.55 0.75 เห็นด้วยอย่างยิ่ง 28. ภาษาที่ใช้ในบทเรียนออนไลน์เข้าใจง่าย 3.85 0.58 เห็นด้วยมาก 189. ตัวอย่างในบทเรียน มีความเหมาะสม ชัดเจน เข้าใจง่าย 3.95 0.75 เห็นด้วยมาก 1710.บทเรียนออนไลน์ทาให้ผเู้ รียนอยากเรียนคณิตศาสตร์ มากยิ่งขึ้น 4.25 0.71 เห็นด้วยมาก 611.บทเรียนออนไลน์ทาให้ผเู้ รียนได้เรียนตามความสนใจ 4.15 0.58 เห็นด้วยมาก 912.บทเรียนออนไลน์ทาให้ผเู้ รียนได้เรียนตามความสามารถ 4.35 0.74 เห็นด้วยมาก 513.เมื่อทาแบบทดสอบเสร็จผู้เรียนรู้คะแนนทันที 4.60 0.59 เห็นด้วยอย่างยิ่ง 114.ผู้เรียนใช้บทเรียนออนไลน์ได้ง่ายและสะดวก 4.10 0.78 เห็นด้วยมาก 1115.บทเรียนออนไลน์ช่วยให้ผู้เรียนเรียนคณิตศาสตร์อย่าง มีความสุข 4.20 0.69 เห็นด้วยมาก 716.บทเรียนออนไลน์ทาให้ผเู้ รียนได้เรียนรู้ โดยไม่จากัดเวลา และสถานที่ 4.20 0.76 เห็นด้วยมาก 717.ผู้เรียนต้องการบทเรียนออนไลน์วิชาคณิตศาสตร์ในเรื่อง อื่นๆ ด้วย 4.10 0.85 เห็นด้วยมาก 1118.ผู้เรียนต้องการบทเรียนออนไลน์ในวิชาอื่นๆ ด้วย 4.50 0.60 เห็นด้วยอย่างยิ่ง 3 เฉลี่ย 4.20 0.67 เห็นด้วยมำก
  • 47. 47 จากตาราง 6 พบว่านักเรียนกลุ่มทดลองมีความคิดเห็นที่ดต่อบทเรียนออนไลน์อยู่ใน ีระดับเห็นด้วยมากถึงระดับเห็นด้วยอย่างยิ่งและมีความคิดเห็นโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก( X = 4.20, S = 0.67) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ข้อ 13 “เมื่อทาแบบทดสอบเสร็จผู้เรียนรู้คะแนนทันที ( X = 4.60)” ข้อ 7 “บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง( X = 4.55)” ข้อ 18 “ผู้เรียนต้องการบทเรียนออนไลน์ในวิชาอื่นๆ ด้วย ( X = 4.50)” ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ ข้อ 8 “ภาษาที่ใช้ในบทเรียนออนไลน์เข้าใจง่าย ( X = 3.85)”
  • 48. 48 บทที่ 5 สรุป อภิปรำยผลและข้อเสนอแนะ การศึกษาวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยใช้บทเรียนออนไลน์ เรียนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ผู้วิจัยจะสรุปผลและมีข้อเสนอแนะตามลาดับดังนี้ 1. ความมุ่งหมายของการวิจย ั 2. สมมติฐานของการวิจย ั 3. วิธีดาเนินการวิจย ั 4. สรุ ปผลการวิจย ั 5. อภิรายผล 6. ข้อเสนอแนะควำมมุ่งหมำยของกำรวิจัย 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80% 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์สมมติฐำนกำรวิจัย 1. บทเรียนออนไลน์ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80% 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อบทเรียนออนไลน์อยู่ในระดับมากวิธีดำเนินกำรวิจัย 1. ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง ประชำกร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ จานวน 2 ห้องเรียน ปีการศึกษา 2554 จานวน 40 คน
  • 49. 49 กลุ่มตัวอย่ำง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ปีการศึกษา 2554 จานวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย(Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม 2. เครื่องมือในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. บทเรียนออนไลน์เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ 3. กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ทดสอบก่อนเรียนกับนักเรียนกลุ่มทดลอง โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในบทเรียนออนไลน์ 2. ดาเนินการสอนกลุ่มทดลอง โดยใช้บทเรียนออนไลน์ 3. ทดสอบหลังเรียนกับนักเรียนกลุ่มทดลอง โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบก่อนเรียนในบทเรียนออนไลน์ 4. นักเรียนกลุ่มทดลองตอบแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ 4. กำรวิเครำะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. การหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สถิติค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC), ค่าอานาจจาแนก (B) และค่าความเชื่อมั่น (rcc) 2. การหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ( X ), ร้อยละ,ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และสูตร KW-CAI 3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองก่อนและหลังใช้บทเรียนออนไลน์ โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ( X ), และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ย โดยใช้สถิติทดสอบที (t-test) แบบ Dependent Samples Test 4. วิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์ โดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ยและค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  • 50. 50สรุปผลกำรวิจัย จากการสอนเรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส โดยใช้บทเรียนออนไลน์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ์ อาเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า 1. บทเรียนออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 85.07 % 2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์อยู่ในระดับเห็นด้วยมากถึงระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง ( X = 3.85 - 4.60) และมีความคิดเห็นโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก ( X = 4.20, S = 0.67) ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เมื่อทาแบบทดสอบเสร็จผู้เรียนรู้คะแนนทันที บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และผู้เรียนต้องการบทเรียนออนไลน์ในวิชาอื่นๆ ด้วย ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ ภาษาที่ใช้ในบทเรียนออนไลน์เข้าใจง่าย แต่ก็ยังเป็นข้อคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากอภิปรำยผล จากการทดลอง สามารถอภิปรายผลได้ดังนี้ จากผลการวิจัยการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 นั้น ปรากฏว่าบทเรียนออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ 85.07%หมายความว่า บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังจากที่ได้เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์เฉลี่ยร้อยละ 85.07 แสดงว่าบทเรียนออนไลน์ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80% ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ถือว่าบทเรียนออนไลน์ สามารถนาไปใช้ในการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งได้ผลเช่นเดียวกันกับผลการวิจัยของนักวิชาการหลายๆ ท่าน (กาญจนา ยลสิริธัม. 2546 : บทคัดย่อ; âªµÔ¡Ò àÃ×ͧáจ่Á.2548 : บทคัดย่อ; ¹Õùҷ ¨ØÅà¹ÕÂÁ. 2548 : บทคัดย่อ; เบญจวรรณ สมพงษ์. 2548 : 1; แวววลีสิริวรจรรยาดี. 2548 : 71; แวววลี สิริวรจรรยาดี. 2551 : 56; สุภพงษ์ วงศ์สมิตกุล. 2553 :บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเรื่องการสร้างและพัฒนาบทเรียนออนไลน์สอนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในเรื่องต่างๆ พอสรุปได้ว่า บทเรียนมีประสิทธิ ภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และผลการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดีมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบทเรียนออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้นเป็นสื่อการสอนที่ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์และสมมติฐานที่ตั้งไว้ สามารถนาไปพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนให้สูงขึ้นได้เป็นอย่างดี
  • 51. 51 ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะผู้วิจัยได้สร้างบทเรียนโดยดาเนินตามขั้นตอน กล่าวคือได้ศึกษาถึงปัญหาในการจัดการเรียนการสอนในวิชาที่ผู้วิจัยสอนอยู่คือคณิตศาสตร์ พบว่าผลการเรียนในรายวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในเกณฑ์ที่ยังไม่น่าพอใจ โดยเฉพาะเรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัสซึ่งผลจากการประเมินคุณภาพนักเรียนดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่าการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของนักเรียนมีปัญหา ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาหลักสูตร และวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยได้รับคาปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา ด้านการวัดผลและประเมินผล และศึกษากระบวนการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจากงานวิจัยต่าง ๆ พบว่าการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นการเปิดช่องทางการเรียนรู้อีกทางหนึ่งให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่จากัดเวลา สถานที่ และจานวนครั้ง อีกทั้งปัจจุบันความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้พัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว และมีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ตมาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการศึกษาทาให้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตได้รับการเผยแพร่เข้าสู่การศึกษาในทุกระดับ สถานศึกษาต่างเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานเข้าสู่อินเทอร์เน็ต เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ผู้สอนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ในโลกภายนอกโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต รวมทั้งบทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถเร้าความสนใจนักเรียนได้ดี สามารถอธิบายเนื้อหาสาระได้เป็นรูปธรรมดีมาก นักเรียนได้เรียนรู้อย่างอิสระ ตามความสามารถความถนัด ความสนใจ ได้ปฏิบัติจริง และสามารถโต้ตอบกับบทเรียนได้ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ นอกจากนั้นแล้วผู้เรียนยังได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน รู้สึกตื่นเต้น ท้าทายกับบทเรียน และสามารถเรียนรู้กี่ครั้งก็ได้ตามความต้องการจนกว่าจะเข้าใจ ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาถึงขั้นตอนการสร้างบทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน รวมทั้งเทคนิคต่าง ๆ ที่ทาให้บทเรียนน่าสนใจ ไม่รู้สึกเบื่อหน่าย โดยศึกษาการสร้างบล็อก wordpress.com ศึกษาการใช้โปรแกรม Namo FreeMotion 2006 โปรแกรมAudacity และโปรแกรม Adobe Photoshop CS3 ในการสร้างบทเรียนให้น่าสนใจ โดยได้รับคาปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านโปรแกรมและสื่อการสอน จากนั้นผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างและทดลองใช้ตามขั้นตอน โดยใช้เนื้อหาสาระที่ผ่านการตรวจสอบและประเมินจากผู้เชี่ยวชาญแล้วนาบทเรียนที่สร้างขึ้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและประเมินผล ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญพบว่าบทเรียนออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.92)
  • 52. 52 จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และได้ผลเช่นเดียวกันกับผลการวิจัยของนักวิชาการหลายๆ ท่าน (âªµÔ¡Ò àÃ×ͧáจ่Á. 2548 : บทคัดย่อ; ¹Õùҷ ¨ØÅà¹ÕÂÁ.2548 : บทคัดย่อ; เบญจวรรณ สมพงษ์. 2548 : 1; ภัทรา วยาจุต 2550 : บทคัดย่อ; แวววลีสิริวรจรรยาดี. 2548 : 71; แวววลี สิริวรจรรยาดี. 2551 : 56; สุภพงษ์ วงศ์สมิตกุล. 2553 :บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษาการสร้างและพัฒนาบทเรียนออนไลน์ และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในวิชาต่างๆ พอสรุปได้ว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มที่เรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์หรือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสูงกว่ากลุ่มที่เรียนโดยการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ ที่ผลเป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะบทเรียนออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80% อีกทั้งจากการสังเกตนักเรียนในขณะที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์พบว่า นักเรียนมีความเอาใจใส่ต่อการเรียน สนใจเรียน มีความกระตือรือร้น สนุกสนาน ตื่นเต้นและมีความสุขกับบทเรียนมากกว่านักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ อาจเป็นเพราะการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้บทเรียนออนไลน์ ทาให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างอิสระ ตามความสามารถ ความสนใจจะเรียนกี่ครั้งก็ได้ โดยไม่จากัดเวลาและสถานที่ จนกว่าจะเข้าใจบทเรียนเป็นการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสาคัญ และยังเป็นเทคโนโลยีที่แปลกใหม่ นักเรียนสามารถทราบผลการเรียนได้ทันทีที่เรียนจบซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 และหลักสูตร สถานศึกษา มุงส่งเสริมให้ ่ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์รวมทั้งมีความยืดหยุ่น สนองความต้องการของผู้เรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และเรียนรู้ได้จากสื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ทุกประเภท เน้นสื่อที่ผู้เรียนและผู้สอนใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ย่อมแสดงว่าบทเรียนออนไลน์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ ทาให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ แล้วยังเป็นนวัตกรรมที่ช่วยที่ทาให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองแล้วลงมือปฏิบัติจริง และสามารถนาความรู้ที่เรียนไปใช้แก้ปัญหาได้ ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในปัจจุบันครูผู้สอนควรพยายามให้ผู้เรียนมีการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองให้มากที่สุด ครูจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บรรยายเป็นผู้จัดสถานการณ์จัดสื่อการเรียนการสอนและให้คาแนะนา นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของÊت-Ò Êѧ¢ì¨ÃÙ- (2550 : บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษา¼Å¢Í§¡ÒÃàÃÕ¹º·àÃÕ¹º¹àÇçºâ´Âãช้ºÅçÍ¡·ÕèÁÕต่ͼÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹áÅФÇÒÁ¤§·¹ã¹¡ÒÃàÃÕ¹ÇÔªÒÀÒÉÒÍѧ¡Äɢͧ¹Ñ¡àÃÕ¹ ªÑé¹ÁѸÂÁÈÖ¡Éҵ͹ต้¹¾บว่Ò ¹Ñ¡àÃÕ¹·ÕèàÃÕ¹ด้ÇÂ
  • 53. 53º·àÃÕ¹º¹àÇçºâ´Âãช้ºÅç͡㹡Òúѹ·Ö¡ ¡ÒÃàÃÕ¹รู้ ÁÕ¤Ðá¹¹¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹ÊÙ§¢Ö鹴ѧ¹Ñ鹨֧ÊÒÁÒö¹ÓàÇçºÇÔªÒÀÒÉÒÍѧ¡ÄÉด้ǺÅçÍ¡¹Õéä»à»ç¹á¹Ç·Ò§ã¹¡ÒÃÍ͡Ẻ áÅлÃÐÂØ¡ต์ãห้àข้ҡѺÃٻẺ¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹ º¹àÇçºã¹ÃÒÂÇÔªÒต่Ò§ æ äด้ ¤Çäӹ֧¶Ö§¡ÒÃàÅ×Í¡ãช้ปÃÐàÀ·¢Í§¡Òúѹ·Ö¡¡ÒÃàÃÕ¹รู้ãห้àËÁÒÐÊÁ ¡ÑºÇѵ¶Ø»ÃÐʧค์¡ÒÃàÃÕ¹¡ÒÃÊ͹ นอกจากนั้นแล้วผลการวิจัยยังสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของ ธอร์นไดค์ ที่กล่าวถึงกฎแห่งผลว่า เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองจะดียิ่งขึ้น เมื่อผู้เรียนแน่ใจว่าพฤติกรรมการตอบสนองของตนถูกต้อง และในการให้รางวัลจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรม นั้นๆ อีกและกล่าวถึงกฎแห่งการฝึกหัดว่า การที่มีโอกาสได้กระทาซ้าๆ กัน หลายๆ ครั้งในพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง จะทาให้พฤติกรรมนั้นๆ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น การฝึกหัดที่มีการควบคุมที่ดีจะส่งผลต่อการเรียนรู้ และกฎแห่งความพร้อม เมื่อมีความพร้อมที่จะตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรมใด ๆ ถ้ามีโอกาสได้กระทาย่อมเป็นที่พอใจ แต่ถ้าไม่พร้อมที่จะตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรม การบังคับให้กระทาย่อมทาให้เกิดความไม่พอใจ และสอดคล้องกับหลักทฤษฎีการเสริมแรงของสกินเนอร์กล่าวคือผู้เรียนจะเกิดกาลังใจได้นั้นต้องได้รับการเสริมแรงในขั้นที่เหมาะสม เมื่อผู้เรียนแสดงอาการตอบสนองออกมาและเห็นว่าอาการตอบสนองที่แสดงออกมานั้นถูกต้องก็จะเสริมแรงได้ดีกว่าการได้รับรางวัลอื่นใด บทเรียนออนไลน์จึงนาการรู้ผลมาเป็นการเสริมแรง เพื่อผู้เรียนจะได้ทราบว่าคาตอบของตนถูกหรือผิด ซึ่งการให้แรงเสริมจะต้องกระทาทันทีทันใด เมื่อผู้เรียนได้เรียนตามบทเรียนแล้วมีการตอบคาถามจะต้องให้แรงเสริมทันที จากการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนกลุ่มทดลองที่มีต่อบทเรียนออนไลน์เรื่องทฤษฎีบทพีทาโกรัส พบว่าผู้เรียนมีความพึงพอใจและมีความคิดเห็นที่ดีต่อบทเรียนอยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของนักวิชาการอื่นๆ (âªµÔ¡Ò àÃ×ͧáจ่Á. 2548 : บทคัดย่อ; ¹Õùҷ¨ØÅà¹ÕÂÁ. 2548 : บทคัดย่อ; เบญจวรรณ สมพงษ์. 2548 : 1; แวววลี สิริวรจรรยาดี. 2548 : 71;แวววลี สิริวรจรรยาดี. 2551 : 56; สุภพงษ์ วงศ์สมิตกุล. 2553 : บทคัดย่อ) ได้ทาการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ปรากฏว่านักเรียนเห็นด้วยกับการเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยสอนและบทเรียนออนไลน์อยู่ในระดับมาก และนักเรียนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ และมีความพึงพอใจในการเรียนด้วยบทเรียนออนไลน์และบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง และสอดคล้องกับผลการวิจัยของโอโซโก (Osoko. 1999 : 4049A) ได้ทาการศึกษาการใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดีย เพื่อการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน St.Louis Public School แหล่งข้อมูลได้จากการสารวจกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นครูผู้สอน จานวน 35 คน ผลการวิเคราะห์สรุปได้ว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีสอนและก่อให้เกิดผลในเชิงบวกต่อการเรียนการสอน
  • 54. 54นอกจากนี้แล้วยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของทิภากร สาลิกา (2546 : 1) ได้ศึกษาเจตคติต่อกิจกรรมการเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่องฟิสิกส์นิวเคลียร์เบื้องต้น พบว่า นักเรียนมีเจตคติต่อกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเฉลี่ยสูงกว่าเจตคติเฉลี่ยก่อนเรียน เมื่อพิจารณาเจตคติต่อกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในแต่ละด้าน ทั้งด้านความคิดเห็นทั่วไปต่อกิจกรรมการเรียนรู้ ด้านการแสดงออกและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้และด้านการเห็นความสาคัญและเห็นประโยชน์ในกิจกรรมการเรียนรู้ คะแนน เฉลี่ยหลังเรียนสูงขึ้นในทุกด้าน จากการจัดลาดับความคิดเห็นของนักเรียน พบว่าความคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดและอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่ง คือ เมื่อทาแบบทดสอบเสร็จผู้เรียนรู้คะแนนทันที บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และผู้เรียนต้องการบทเรียนออนไลน์ในวิชาอื่นๆ ด้วย ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นเทคโนโลยีใหม่ เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของคนในยุคปัจจุบัน ทาให้ผู้เรียนรู้สึกว่าบทเรียนออนไลน์สามารถโต้ตอบและเสริมแรงได้ทันที รวมทั้งบทเรียนออนไลน์สร้างบรรยากาศใหม่ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ทาให้ผู้เรียนอยากเรียนวิชาคณิตศาสตร์มากยิ่งขึ้น เพราะรู้สึกเป็นอิสระ สามารถเรียนได้โดยไม่จากัดเวลา และสถานที่ตามความสามารถของผู้เรียน ผู้เรียนรู้สึกชอบ เพราะมีความสนุกสนาน ตื่นเต้นและท้าทายความสะดวกและใช้ง่ายของบทเรียน ทาให้ผู้เรียนสนใจอยากที่จะเรียนวิชานี้มากขึ้น และยังต้องการบทเรียนออนไลน์ในวิชาอื่นๆ ด้วย ตลอดจนบทเรียนออนไลน์สามารถอธิบายเนื้อได้ชัดเจน เป็นรูปธรรม จึงทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเนื้อหาในบทเรียนได้ง่ายและรวดเร็ว นอกจากนี้แล้วผู้เรียนยังรู้สึกว่าได้เรียนตามความสามารถ เพราะในการเรียนรู้จากบทเรียนผู้เรียนสามารถกากับได้ด้วยตนเอง จะเรียนรู้กี่ครั้ง ก็ได้จนกว่าจะเข้าใจ เด็กที่เรียนเก่งอาจจะเรียนได้เร็ว เด็กที่เรียนอ่อนอาจต้องเรียนหลาย ๆ รอบโดยไม่ต้องถามครูเด็กจึงมีความรู้สึกว่าเป็นอิสระและมีความสุขในการเรียนรู้กว่าการเรียนการสอนตามปกติ ความคิดเห็นที่มีค่าเฉลี่ยต่าสุด คือ ภาษาที่ใช้ในบทเรียนออนไลน์เข้าใจง่าย อาจเป็นเพราะผู้วิจัยได้อ่านคาบรรยายในบทเรียนด้วยตนเอง จึงไม่เร้าความสนใจของผู้เรียนได้เท่าที่ควรซึ่งในการพัฒนาครั้งต่อไปอาจต้องใช้เสียงบรรยายและเสียงผู้บรรยายอาจเป็นเสียงของผู้เรียนในวัยเดียวกัน แต่ถึงกระนั้นก็ตามความคิดเห็นในข้อนีก็ยังอยู่ในระดับมาก ้ ส่วนความคิดเห็นอื่นๆ ก็อยู่ในระดับมากเช่นกัน ได้แก่ บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และทาให้ผู้เรียนอยากเรียนคณิตศาสตร์มากยิ่งขึ้น ผู้เรียนรู้สึกว่าบทเรียนออนไลน์สร้างบรรยากาศใหม่ในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ รวมทั้งได้เรียนตามความสามารถ และยังต้องการบทเรียนออนไลน์ในเรื่องอื่นๆ ด้วย บทเรียนออนไลน์ทาให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ โดยไม่จากัดเวลาและสถานที่ พร้อมทั้งใช้ง่ายและสะดวก ทาให้ผเู้ รียนเข้าใจบทเรียนเรื่องทฤษฎีบท
  • 55. 55พีทาโกรัสมากยิ่งขึ้น ผู้เรียนรู้สึกสนุกสนานและตื่นเต้น ทาให้ผู้เรียนเรียนได้เร็วขึ้น ช่วยให้ผู้เรียนเรียนคณิตศาสตร์อย่างมีความสุขและได้เรียนตามความสนใจ ตัวอย่างในบทเรียนก็มีความเหมาะสม ชัดเจน เข้าใจง่าย ทาให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหาวิชาจากบทเรียนออนไลน์ ที่เป็นเช่นนี้อาจเพราะผู้วิจัยได้สร้างและพัฒนาบทเรียนออนไลน์ตามหลักการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจากผลการวิจัยของวีรพงษ์ แสงชูโต (2542 : บทคัดย่อ) ที่ได้ทาการศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอนผลการวิจัยพบว่ารูปแบบที่นักเรียนชอบเรียนคือบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนซึ่งมีสีของฉากหลังสีเดียว (สีน้าเงิน) ตลอดบทเรียน มีการจัดข้อความให้เหมาะสมมีรปภาพประกอบและมีภาพเคลื่อนไหวในแต่ละฉาก และสร้างตามหลักการสอนโปรแกรม ูคอมพิวเตอร์ จากผลการวิจัยทั้งหมดที่กล่าวมา พอสรุปได้ว่าบทเรียนออนไลน์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นนวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน การสร้างบทเรียนออนไลน์ไว้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นการเปิดช่องทางการเรียนรู้อีกทางหนึ่งให้กับผู้เรียนได้เรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่จากัดเวลา สถานที่ และจานวนครั้ง ทาให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้บรรลุผลตามเป้าหมาย อีกทั้งเป็นนวัตกรรมที่เหมาะสมกับการเรียนการสอนในยุคปฏิรูปการศึกษาที่ต้องการให้ครูจัดการบวนการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสาคัญให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถและความถนัด ครูจะต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้บรรยายมาเป็นผู้จัดสถานการณ์จัดสื่อการเรียนการสอนและให้คาแนะนา ตลอดจนปัจจุบันความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศได้พัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว และมีการนาเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ตมาใช้ในการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ทางการศึกษาทาให้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตได้รับการเผยแพร่เข้าสู่การศึกษาในทุกระดับ สถานศึกษาต่างเชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานเข้าสู่อินเทอร์เน็ต เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ผู้สอนได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ในโลกภายนอกโดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะสื่อหรือนวัตกรรมที่ทันสมัยในยุคข้อมูลข่าวสารอย่างบทเรียนออนไลน์ข้อสังเกตที่ได้จำกงำนวิจย ั 1. นักเรียนบางคนเข้าไปเล่นโปรแกรมอื่น ๆ เช่น วาดภาพ เกม อินเทอร์เน็ต บทเรียนเรื่องอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งต้องคอยสอดส่อง ตักเตือนและดูแลอย่างใกล้ชิด
  • 56. 56 2. นักเรียนอ่อนที่เรียนช้า และไม่สามารถผ่านขั้นตอนการแก้ปัญหาได้ ครูต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ให้คาอธิบายเป็นรายบุคคล ให้ข้อเสนอแนะ แนวทางแก้ปัญหา จากการสังเกตเมื่อนักเรียนสามารถตอบคาถามได้ถูกต้องและได้รับการเสริมแรงจากบทเรียนนักเรียนจะมีความสุขและตื่นเต้นมากข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในกำรสร้ำงบทเรียนออนไลน์ ในการสร้างบทเรียนออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพ ควรคานึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. ก่อนดาเนินการสร้างบทเรียนออนไลน์ ควรศึกษาปัญหาเตรียมเนื้อหาสาระที่จะสร้างโดยผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญก่อนจะได้ไม่เสียเวลาสร้างใหม่ 2. ควรศึกษาโปรแกรมสาเร็จรูปต่าง ๆ ที่จะนามาพัฒนาบทเรียนออนไลน์อยู่เสมอเพราะโปรแกรมสาเร็จรูปเหล่านั้นมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา 3. ควรวางแผนและออกแบบบทเรียนออนไลน์ให้เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาและวัยของผู้เรียน เพราะการสร้างบทเรียนออนไลน์นอกจากจะรู้และใช้โปรแกรมในการสร้างเป็นแล้ว ยังต้องมีศิลปะในการสร้างบทเรียนให้น่าสนใจ และง่ายต่อการเรียนรู้ 4. ผู้สร้างต้องมีความวิริยะ อุตสาหะ และอดทนมากพอสมควร เพราะขั้นตอนการสร้างบทเรียนมีความซับซ้อนและใช้เวลามาก ข้อเสนอแนะในกำรนำบทเรียนออนไลน์ไปใช้ 1. ก่อนดาเนินการทดลอง ต้องเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ให้พร้อม ติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้เรียบร้อยทุกเครื่อง และทดสอบบทเรียนให้ใช้งานได้เพราะอาจมีบางเครื่องที่ใช้งานไม่ได้ เนื่องจากติดตั้งโปรแกรมไม่สมบูรณ์ 2. ต้องดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีนักเรียนแอบเล่นเกม หรือไปเล่นอย่างอื่นจะทาให้การวิจัยไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และบางเครื่องอาจมีปัญหาในขณะใช้บทเรียน 3. ควรมีการแนะนาการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ และการใช้บทเรียนออนไลน์อย่างถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการเรียน 4. ควรให้ผู้เรียนมีอิสระในการใช้บทเรียนออนไลน์ โดยไม่กาหนดจานวนครั้ง และสถานที่ ข้อเสนอแนะในกำรทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรพัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องอื่น ๆ และในชั้นอื่นๆ 2. ควรพัฒนาบทเรียนออนไลน์ในวิชาอื่น ๆ
  • 57. 57 บรรณานุกรมกระทรวงศึกษาธิการ. (2547). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิมเติม ่ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์องค์การรับส่ งสิ นค้าลพัสดุภณฑ์ ั (ร.ส.พ).กฤษมันต์ วัฒนาณรงค์. (2538). การสั งเคราะห์ สูตรการหาประสิ ทธิภาพบทเรี ยนคอมพิวเตอร์ ช่ วยสอน. ศูนย์คอมพิวเตอร์ ทางการสอน ภาควิชาครุ ศาสตร์เทคโนโลยี คณะครุ ศาสตร์ อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ.กาญจนา ยลสิ ริธม. (2546). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนประกอบการเรียนการสอน ั ทางไกลผ่านดาวเทียม เรื่อง Computer Network Technologies and Internet. (ออนไลน์). วิทยานิพนธ์. ค.ม. (การศึกษาวิทยาศาสตร์ (คอมพิวเตอร์ ). สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. แหล่งที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุ งล่าสุ ดเมื่อ 3 มิถุนายน 2555.กิดานันท์ มลิทอง. (2543). เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม พิมพ์ครั้งที่ 2. ห้างหุ นส่ วน จากัด ้ อรุ ณการพิมพ์.ชุณหพงศ์ ไทยอุปถัมภ์. (2545, มกราคม-กุมภาพันธ์). “e-learrning.” DVM. 3 (12). 26-28.âªµÔ¡Ò àÃ×ͧáจ่Á. (2548). กำรศึกษำà»ÃÕºà·Õº¼ÅÊÑÁÄ·¸Ôì·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹áÅÐਵ¤µÔ µèÍÇÔªÒ¿ÔÊÔ¡Êì ¢Í§¹Ñ¡àÃÕ¹ÃÐËÇèÒ§¡ÒÃÊ͹â´Âº·àÃÕ¹Í͹äÅน์ ¼èÒ¹à¤Ã×Í¢èÒÂÍÔ¹à·ÍÃìà¹çµ ¡Ñº¡ÒÃàÃÕ¹»¡µÔ㹪Ñé¹àÃÕ¹. (ออนไลน์). วิจยในชั้นเรี ยน. แหล่งที่มา : ั http://nmrsw2.ac.th/RESEARCH/ns12_23.html ; ปรับปรุ งล่าสุ ดเมื่อ 3 มิถุนายน 2555.ถนอมพร เลาหจรัสแสง. (2544, มกราคม-มิถุนายน). “การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) นวัตกรรมเพื่อคุณภาพการเรียนการสอน,” วำรสำรศึกษำศำสตร์สำร มหำวิทยำลัยเชียงใหม่. 28(1) : 87-94. . (2545). Designing e-Learning : หลักกำรออกแบบและกำรสร้ำงเว็บเพื่อกำรเรียน กำรสอน. (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.nk.ac.th/elearning/about_elearning/l3.htm ; ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550. . (2541). คอมพิวเตอร์ช่วยสอน. กรุงเทพฯ : วงกมลโพรดักชั่นจากัด.
  • 58. 58ทิภากร สาริ กา. (2546). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ ผ่านเครือข่ ายอินเทอร์ เน็ต เรื่อง ฟิ สิ กส์ นิวเคลียร์ เบืองต้ น. ปริ ญญานิพนธ์ กศ.ม. (วิทยาศาสตรศึกษา). กรุ งเทพฯ : บัณฑิต ้ วิทยาลัยมหาวิทยาลัย ศรี นคริ นทรวิโรฒ.นีรนาท จุลเนียม. (2548). การศึกษาประสิ ทธิภาพบทเรียนบนเว็บ ในการเรี ยนรู้ ด้วยตนเอง โดยทฤษฎีทางเทคโนโลยี การศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน (E-learning) วิชาหลักการตลาดของนักศึกษา คู่ขนาน ระดับชั้ น ปวส. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. (หลักสู ตรและการสอนอาชีวศึกษา). กรุ งเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง.บงกช ศรี สมัย. (2552). ผลของการเรียนแบบค้ นพบบนเว็บโดยใช้ สถานการณ์จาลองทีมีต่อ ่ ผลสั มฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 6 ทีมี ่ แบบการคิดต่ างกัน. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (โสตทัศนศึกษา). กรุ งเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.บุญชม ศรี สะอาด. (2543). การวิจัยเบืองต้ น. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุ งเทพฯ : สุ วริยาสาส์น. ้ ี . (2538). วิธีการทางสถิติสาหรับการวิจัย. กรุ งเทพฯ : สุ วริยาสาส์น. ี ่บุญทัน อยูชมบุญ. (2539). พฤติกรรมการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ ประถมศึกษา. กรุ งเทพฯ : โอเอสพริ้ นติงเฮาส์. ้เบญจวรรณ สมพงษ์. (2548). การศึกษาเปรียบเทียบผลสั มฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 ระหว่างวิธีสอนแบบบรรยาย กับวิธีสอนโดยใช้ สื่อการ เรียนรู้ บทเรี ยนออนไลน์ ผ่านเครือข่ ายอินเตอร์ เน็ต เรื่อง เอกภพ. (ออนไลน์). วิจยในั ชั้นเรี ยน. โรงเรี ยนนวมินทราชินูทิศ สตรี วทยา ๒. แหล่งที่มา : ิ http://www.nmrsw2.ac.th/RESEARCH/ns12_19.html/ ; ปรับปรุ งล่าสุ ดเมื่อ 3 มิถุนายน 2555.พรรณี เกษกมล. (2543, พฤศจิกายน). “งานวิจยทางเทคโนโลยีการศึกษา,” วารสารวิชาการ ั กรมวิชาการ. 3(11) : 49-55.ภัทรา วยาจุต. (2550). ผลของการเรียนแบบผสมผสานและแบบใช้ เว็บช่ วย ทีมีต่อผลสั มฤทธิ์ ่ ทางการเรียนของนิสิตระดับปริญญาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ทีมีบุคลิกภาพ ่ ต่ างกัน. วิทยานิพนธ์ ค.ม. (โสตทัศนศึกษา). กรุ งเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • 59. 59วีรพงษ์ แสงชูโต. (2542). การพัฒนารู ปแบบคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนในการสอนเสริมระดับ ประถมศึกษาใน จังหวัดเชียงใหม่ . (ออนไลน์). เชียงใหม่ : ภาควิชามัธยมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. แหล่งที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุ งล่าสุ ดเมื่อ 16 เมษายน 2554.แวววลี สิ ริวรจรรยาดี. (2548). การเปรียบเทียบการสอนกระบวนการคิดทางคณิตศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 โดยใช้ บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนกับการสอนแบบ ปกติ. วิทยานิพนธ์. ค.ม. (หลักสู ตรและการสอน). บุรีรัมย์ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.________. (2551). การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ เรื่องการเขียนเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Microsoft Frontpage 2003. วิจยในชั้นเรี ยน. บุรีรัมย์ : โรงเรี ยนเสนศิริอนุสรณ์. ั อัดสาเนาสถาบันส่ งเสริ มการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี. (2547). หนังสื อเรี ยนสาระการเรียนรู้ พืนฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้ นมัธยมศึกษาปี ที่ 2. ้ กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.สมนึก ภัททิยธนี. (2546). การวัดผลการศึกษา. กาฬสิ นธุ์ : ประสานการพิมพ์.สมศักดิ์ จีวฒนา. (2546). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน. บุรีรัมย์ : ั คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์.สรรรัชต์ ห่อไพศาล. (2544, กรกฎาคม - ธันวาคม). “นวัตกรรมและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เพื่อการศึกษาในสหัสวรรษใหม่ : กรณี การจัดการเรี ยนการสอนผ่านเว็บ (Web-Based Instruction : WBI),” วารสารศรีปทุมปริทัศน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม. 1(2), 93-104สานักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. สานักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา. (2545). MATHS สปช. กระบวนการคิดคณิตศาสตร์ . กรุ งเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การ รับส่ งสิ นค้าและพัสดุภณฑ์ (ร.ส.พ.). ัสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. สานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา. (2551). ตัวชี้วดและสาระการเรียนรู้ แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ ตามหลักสู ตร ั แกนกลางการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2551. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม ้ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด. . กลุ่มพัฒนากระบวนการเรี ยนรู ้. (2553). แนวทางการจัดการเรียนรู้ ตามหลักสู ตร แกนกลางการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2551. กรุ งเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมนุม ้ สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จากัด.
  • 60. 60สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่ งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิมเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545. กรุ งเทพมหานคร : ่ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ.สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2549). แผนการพัฒนา เศรษฐกิจและสั งคมแห่ งชาติ ฉบับที่10 (พ.ศ. 2550-2554). กรุ งเทพมหานคร : สานักนายกรัฐมนตรี .สิ ริสุมาลย์ ชนะมา. (2548). การพัฒนารู ปแบบการเรียนผ่ านเครือข่ ายอินเทอร์ เน็ต วิชาสั งคม ศึกษาสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6. วิทยานิพนธ์ กศ.ด. (เทคโนโลยีการศึกษา). กรุ งเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรี นริ นทรวิโรฒ ประสานมิตร.Êت-Ò Êѧ¢ì¨ÃÙ-. (2550). กำรศึกษำ¼Å¢Í§¡ÒÃàÃÕ¹º·àÃÕ¹º¹àÇçºâ´Âãช้ºÅçÍ¡·ÕèÁÕต่ͼÅÊÑÁÄ·¸Ôì ·Ò§¡ÒÃàÃÕ¹áÅÐ ¤ÇÒÁ¤§·¹ã¹¡ÒÃàÃÕ¹ÇÔªÒÀÒÉÒÍѧ¡Äɢͧ¹Ñ¡àÃÕ¹ ªÑé¹ÁѸÂÁÈÖ¡ÉÒ µÍ¹ต้¹. (ออนไลน์). วิทยานิพนธ์. คบ.ม กรุงเทพฯ : ¤ÃØÈÒʵÃì ¨ØÌÒŧ¡Ã³ìÁËÒÇÔ·ÂÒÅÑÂ. แหล่งที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงล่าสุด เมื่อ 5 พฤษภาคม 2555.สุ ภพงษ์ วงศ์สมิตกุล. (2553). การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ (Online)โดยใช้ เทคโนโลยีสื่อสั งคม (Social Media) กลุ่มสาระการเรี ยนรู้ การงานอาชี พและเทคโนโลยี เรื่องการเพาะ เห็ดหอม สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนปากช่ อง จังหวัดนครราชสี มา. นครราชสี มา. โรงเรี ยนบ้านปากช่อง.Driscoll, M. (1999, March). Myths and Realities of Using WBT to Deliver Training Worldwide. Journal of Performance Improvement. 38(3) : 37-44.Fredenberg, V. G. (1994, July). “Supplemental Visual Computer – assisted Instruction and Achievement in Freshman College Calculus (Visualization),” Dissertation Abstracts International. 55 (1) : 59A.Kumar, P. A. (1994, February). “The Use of Drill and Practice as a Method of Learning Disabled Student in a Special Education Classroom,” Master Abstracts International. 32(1) : 43.Ma, H. L. (1994 , November). “A Comparative Study between Traditional Instruction and Modified Multimedia Instruction Mathematical Problem Solving Achievements and Beliefs of Sixth – Grade Students in Taiwan, The Republic of China,” Dissertation Abstracts International. 55 (05) : 1214 - A.
  • 61. 61Osoko, M. K. (1999 , May). “Using Technology to Improve Instructional Practices (Multimedia Technology),” Dissertation Abstracts International. 59 (11) : 4049A.Park, K. (1993, November). “A Comparative Study the Traditional Calculus Course vs. the Calculus & Mathematics Course,” (University of Illinois at Urbana-Champaign, 1993). Dissertation Abstracts International. 54 : 119A.