Your SlideShare is downloading. ×
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
รายงานวิจัยบทที่ 1 5
Upcoming SlideShare
Loading in...5
×

Thanks for flagging this SlideShare!

Oops! An error has occurred.

×
Saving this for later? Get the SlideShare app to save on your phone or tablet. Read anywhere, anytime – even offline.
Text the download link to your phone
Standard text messaging rates apply

รายงานวิจัยบทที่ 1 5

245,673

Published on

งานวิจัย 5 บท บทเรียนออนไลน์เรื่องการเขียนเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Microsoft Frontpage 2003

งานวิจัย 5 บท บทเรียนออนไลน์เรื่องการเขียนเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Microsoft Frontpage 2003

43 Comments
89 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total Views
245,673
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
4,325
Comments
43
Likes
89
Embeds 0
No embeds

Report content
Flagged as inappropriate Flag as inappropriate
Flag as inappropriate

Select your reason for flagging this presentation as inappropriate.

Cancel
No notes for slide

Transcript

  • 1. บทที่ 1 บทนําความเปนมาและความสําคัญของปญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542 และแกไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) พ.ศ. 2545หมวดที่ 9 มาตรา 63-69 กําหนดใหรัฐมุงสงเสริมและสนับสนุนใหมการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี ีเพื่อการศึกษาโดยใหมีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการใหแรงจูงใจแกผูผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และใหมีการพัฒนาบุคลากรทั้งดานผูผลิต และผูใชเพื่อใหมีความรูความสามารถและทักษะในการผลิต รวมทั้งการใชเทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ สวนดานผูเรียนใหมีสิทธิไดรับการพัฒนาขีดความสามารถในการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทําได เพื่อใหมีความรูและทักษะเพียงพอที่จะใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรูดวยตนเองไดอยางตอเนื่องตลอดชีวิต ตลอดจนรัฐตองสงเสริมใหมีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทังติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการใชเทคโนโลยีเพื่อ ้การศึกษา เพื่อใหเกิดการใชที่คุมคาและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรูของคนไทย(สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ. 2545 : 37-38) สวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 และหลักสูตรสถานศึกษา มีจุดมุงหมายเพื่อมุงสงเสริมใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง เรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวต และใชเวลาอยาง ิสรางสรรครวมทั้งมีความยืดหยุน สนองความตองการของผูเรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติผูเรียนสามารถเรียนรูไดทุกเวลา ทุกสถานที่ และเรียนรูไดจากสื่อการเรียนรูและแหลงเรียนรูทุกประเภท โดยเฉพาะ เนนสื่อที่ผูเรียนและผูสอนใชศึกษาคนควาหาความรูดวยตนเอง(กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 23) ระบบเครือขายคอมพิวเตอรถูกพัฒนาใหกวางขวางมากขึนในปจจุบันโดยมีชื่อเรียกวา ้เครือขายอินเทอรเน็ต (Internet) หรือ เรียกสั้นๆ วาอินเทอรเน็ต อินเทอรเน็ตเปนเครือขายคอมพิวเตอรทมีขนาดใหญที่สุดในโลกซึ่งประกอบดวยเครือขายยอยจํานวนมากมายกระจายอยูทว ี่ ั่ทุกมุมโลก กลาวกันวาเวลานีมีคอมพิวเตอรขนาดตางๆ ตอเชื่อมระบบอินเทอรเน็ตหลายสิบลาน ้เครื่อง ทําใหระบบเครือขายอินเทอรเน็ตเปนเครือขายสื่อสารที่ใหญมากจนสามารถตอบสนองความตองการในการคนหาขอมูลอยางไรพรมแดนในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศไดเปนอยางดี(วิทยา เรืองพรพิสุทธิ์. 2538 : 2)
  • 2. 2 อีกทั้งปจจุบันความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศไดพฒนาการไปอยางรวดเร็ว ทําให ัมีการนําเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเทคโนโลยีดานเครือขายคอมพิวเตอร หรือ อินเทอรเน็ตมาใชในการเรียนการสอน ซึงถือเปนนวัตกรรมใหมทางการศึกษาทําใหเทคโนโลยีอินเทอรเน็ต ่ไดรับการเผยแพรเขาสูการศึกษาในทุกระดับ สถานศึกษาตางเชื่อมตอเครือขายคอมพิวเตอรของหนวยงานเขาสูอินเทอรเน็ต เพื่อเปดโอกาสใหผูเรียน ผูสอนไดมีโอกาสเขาถึงแหลงขอมูลความรู ในโลกภายนอกโดยผานทางเครือขายอินเทอรเน็ต ทําใหนักการศึกษาหลายคนเกิดความคิดที่จะนําเทคโนโลยีอินเทอรเน็ตเขามาใชในการเรียนการสอนในหองเรียนดวยวิธีการตางๆ เชน ใชสืบคนขอมูลใชในการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรูในรูปของกระดานขาว เพราะแตจดเดนของการใชงาน  ุเครือขายอินเทอรเน็ตคือการนําเสนอขอมูลที่สามารถนําเสนอไดทั้งขอความ รูปภาพทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว และในรูปของเสียง ที่สามารถดึงดูดความสนใจ มีชวตชีวา ทําใหไดรับความนิยม ีิมาก และมีการพัฒนาเผยแพรไปอยางมาก หนวยงานทางการศึกษาหลายหนวยงานไดใชประโยชนของเครือขายอินเทอรเน็ตในการประชาสัมพันธหนวยงาน ในการสงเสริมภาพพจน และในลักษณะของการเรียนการสอนโดยผานเครือขายอินเทอรเน็ต การจัดการเรียนการสอนโดยใชคอมพิวเตอรชวยสอนก็เปนอีกวิธีหนึ่งที่สามารถแกไขขอจํากัดทางดานเวลาและสนองตอความตองการของผูเรียนไดเปนอยางดี จะเรียนไดชาหรือเร็วขึ้นอยูกับตัวของนักเรียนเอง คอมพิวเตอรชวยสอนสามารถเสริมแรงไดอยางรวดเร็วและเปนระบบทําใหนกเรียนมีกําลังใจในการเรียน ความสามารถในการเก็บขอมูลของคอมพิวเตอรทําใหการเรียน ัแบบยึดผูเรียนเปนศูนยกลางเปนไปไดอยางงายดาย นอกจากนี้นกเรียนยังสามารถใชเวลานอก ัหองเรียนศึกษาจากคอมพิวเตอรชวยสอนไดดวยตนเอง โดยไมจํากัดเวลา และสถานที่ ผูเรียนโดย คอมพิวเตอรชวยสอนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเทียบเทาหรือสูงกวาผูเรียนที่เรียนโดยปกติ โดย ใชเวลาเรียนนอยกวาและมีทศนคติที่ดีตอการเรียนวิชานันๆ ชวยใหผูเรียนมีความสนใจใฝหา ั ้ความรู และกระตือรือรนที่จะมีสวนรวมในการเรียนการสอนมากขึ้นกวาเดิม ผูเรียนสามารถตอบโตกับคอมพิวเตอรได ผูเรียนไมตองกลัวหรืออายคอมพิวเตอร สวนการสรางและพัฒนาเว็บไซตเปนการนําเสนอขอมูลบนเครือขายอินเทอรเน็ต ซึ่งเปนการพัฒนาความคิดสรางสรรค พัฒนาทักษะการออกแบบงานและการทํางานอยางมีกลยุทธโดยใชกระบวนการทางเทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนเปนการนําเทคโนโลยีมาใชและประยุกตใชในการทํางาน ซึ่งสอดคลองกับวิสัยทัศนของหลักสูตรการศึกษาขันพื้นฐาน ้พ.ศ.2544 กลุมการงานอาชีพและเทคโนโลยี (กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 2) และสอดคลองกับพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542 และแกไขเพิมเติม(ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 หมวดที่ 9 ่มาตรา 63-69 วาดวยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
  • 3. 3 แตปจจุบนโรงเรียนเสนศิริอนุสรณ ที่ผูวิจยสอนอยูนั้น ยังประสบปญหาดานการใช ั ัเทคโนโลยีเพือการศึกษาและมีขอจํากัดเรืองเครื่องคอมพิวเตอรไมเพียงพอกับผูเรียน คือ จํานวน ่ ่เครื่องคอมพิวเตอร 1 เครื่องตอนักเรียนสองถึงสามคนในการจัดการเรียนการสอนแตละครั้ง ทําใหนักเรียนบางคนขาดโอกาสในการฝกปฏิบัติงานไดอยางเต็มที่เพราะมีเวลานอยกวาปกติ การสรางบทเรียนออนไลนไวบนเครือขายอินเทอรเน็ตเปนการเปดชองทางการเรียนรูอีกทางหนึ่งใหกับผูเรียนไดเรียนรูไดดวยตนเองโดยไมจํากัดเวลา สถานที่ และจํานวนครั้ง ดังนั้น จากความสําคัญของเทคโนโลยีคอมพิวเตอรและอินเทอรเน็ตรวมถึงปญหาจากการจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน(คอมพิวเตอร)ดังกลาว ทําใหผูวจัยมี ิความสนใจทีจะสรางและพัฒนาบทเรียนออนไลนในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน ่(คอมพิวเตอร) เรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 สําหรับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ ซึ่งเปนนักเรียนที่ผูวิจยสอนอยู แลวทดลองสอนและ ัพัฒนาใหมีประสิทธิภาพ เพือแกปญหาการขาดแคลนคอมพิวเตอรและใชเปนแนวทางใน ่การพัฒนาการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพืนฐาน(คอมพิวเตอร) ใหแกนกเรียนตอไป ้ ัความมุงหมายของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน เรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80% 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการเรียนโดยใชบทเรียนออนไลน สมมติฐานการวิจัย 1. บทเรียนออนไลน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80% 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน 3. นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีตอบทเรียนออนไลนอยูในระดับมาก
  • 4. 4ความสําคัญของการวิจัย 1. ไดบทเรียนออนไลนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน(คอมพิวเตอร) เรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ที่มีประสิทธิภาพ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปที่ 2 2. ไดพัฒนาทักษะการเขียนเว็บไซตของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 2 ้โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ อําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรมย ั 3. เปนการกระตุนใหนกเรียนมีความสนใจในการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ัพื้นฐาน(คอมพิวเตอร) มากขึ้น 4. นักเรียนทีมีเครื่องคอมพิวเตอรใชเปนการสวนตัวทีบานสามารถใชอินเทอรเน็ตได ่ ่สามารถเรียนรูจากบทเรียนออนไลน เรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage2003 ไดดวยตนเองเมื่อตองการ  5. เปนแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของครูผูสอน ในการสรางสื่อประเภทบทเรียนออนไลน หรือ E-Learning อีกทั้งยังเปนการเพิ่มองคความรูบนเครือขายอินเทอรเน็ตที่เปนภาษาไทยเพื่อเปนแหลงคนควาหาความรูตอไป  6. เปนการสรางคุณภาพทีดตอระบบการศึกษา โดยนําเทคโนโลยีเขามาใชใหเกิด ่ีประโยชนสูงสุดในการจัดการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนทักษะใหนักเรียนกาวทันตอความกาวหนาของโลกยุคดิจิตอลขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากร ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรรัมย จังหวัดบุรีรัมย จํานวน 3 หองเรียน ปการศึกษา 2549 จํานวน 90 คน ี กลุมตัวอยาง ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2/1 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรรัมย จังหวัดบุรีรัมย ปการศึกษา 2549 จํานวน 30 คน ไดมาโดยการสุมอยางงายใน ีการเลือกหองที่จะใชในการทดลองสอน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรอิสระ คือ 2.1.1 การเรียนการสอนโดยใชบทเรียนออนไลนเรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003
  • 5. 5 2.2 ตัวแปรตาม คือ 2.2.1 ประสิทธิ์ภาพของบทเรียนออนไลน 2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 2.2.3 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลน 3. ระยะเวลาในการทําวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ใชเวลาในการทดลอง จํานวน 20 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 2ปการศึกษา 2549 4. เนื้อหา เนื้อหาที่ใชในบทเรียนออนไลนเปนเนื้อหาความรูเรื่อง การเขียน การออกแบบและพัฒนาเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003โดยแบงหนวยการเรียนรูออกเปน 6 หนวยดังนี้ หนวยที่ 1 รูจักกับ FrontPage 2003 หนวยที่ 2 เริ่มตนเขียนเว็บ หนวยที่ 3 การตกแตงภาพในเว็บเพจ หนวยที่ 4 การเชื่อมโยงเว็บเพจ หนวยที่ 5 การใสตารางบนเว็บเพจ หนวยที่ 6 การสรางเฟรมเซตในเว็บเพจนิยามศัพทเฉพาะ บทเรียนออนไลน (E-Learning) หมายถึง บทเรียนออนไลนเรื่อง การเขียนเว็บไซตดวย โปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 สําหรับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่ผูวิจัยสรางขึน มีลักษณะใน ้การนําเสนอบทเรียนดวยคอมพิวเตอรระบบมัลติมีเดีย ผูเรียนสามารถโตตอบกับบทเรียนและเรียนรูไดดวยตนเอง ทางเครือขายคอมพิวเตอรหรือเครือขายอินเทอรเน็ต  นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ในโรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรัมย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรูความสามารถในการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน(คอมพิวเตอร) ซึ่งวัดไดจากการทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากบทเรียนออนไลน เรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ที่ผูวิจัยสรางขึ้น 
  • 6. 6 ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน หมายถึง ความสามารถของบทเรียนในการสรางผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใหผเู รียนเกิดการเรียนรูตามจุดประสงคถึงระดับเกณฑที่คาดหวังไว เกณฑ 80% หมายถึง ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลนที่คาดหวังไว โดยพิจารณาจากคาเฉลี่ยของคาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบฝกหัดกับคาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบทดสอบคิดเปนรอยละ
  • 7. 7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ในการวิจัยครังนี้ ผูวิจยไดศกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของและไดนําเสนอตาม ้ ั ึหัวขอตอไปนี้ 1. ความหมายของการเรียนการสอนบนเว็บ 2. คุณลักษณะของการสอนบนเว็บ 3. ลักษณะสําคัญของ E-Learning 4. ประเภทของการเรียนการสอนบนเว็บ 5. ขอดีของการสอนบนเว็บ 6. บทบาทการเรียนการสอน E-Learning ในประเทศไทย 7. ประโยชนของอินเทอรเน็ตทางการศึกษา 8. ประโยชนของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 9. หลักทฤษฎีที่ใชในการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน  10. สวนประกอบในการจัดทําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 11.บุคลากรที่เกี่ยวของกับบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 12. งานวิจยที่เกี่ยวของ ั 12.1 งานวิจยที่เกียวของในประเทศ ั ่ 12.2 งานวิจยที่เกียวของตางประเทศ ั ่ความหมายของการเรียนการสอนบนเว็บ บทเรียนออนไลน หรือการจัดการเรียนการสอนผานเครือขายคอมพิวเตอรหรืออินเทอรเน็ต เรียกอีกอยางวา E-Learning ไดรับความนิยมอยางแพรหลายในปจจุบน และเว็บไซต ัไดเขามามีบทบาทสําคัญทางการศึกษาและกลายเปนคลังแหงความรูที่ไรพรมแดน ซึงผูสอนไดใช ่เปนทางเลือกใหมในการสงเสริมการเรียนรู เพื่อเปดประตูการศึกษาจากหองเรียนไปสูโลกแหงการเรียนรูอันกวางใหญ รวมทั้งการนําการศึกษาไปสูผูที่ขาดโอกาสดวยขอจํากัดทางดานเวลาและสถานที่ มีผูใหความหมายและความสําคัญไวดังนี้
  • 8. 8 รีแลน และกิลลานิ (Relan & Gillani, 1997 : 43-45) กลาววาการเรียนการสอนโดยใชเครือขายอินเทอรเน็ตเปนการกระทําที่ผูสอนคิดการเตรียมกลวิธีการสอน โดยใชประโยชนจากคุณลักษณะ และทรัพยากรในเวิลดไวดเว็บ ดริสคอลล (Driscoll. 1999 : 37-44) ใหความหมายของการเรียนการสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ตวา เปนการใชทกษะ หรือความรูตาง ๆ ถายโยงไปสูที่ใดที่หนึ่งโดยการใชเวิลดไวดเว็บ ัเปนชองทางในการเผยแพรสิ่งเหลานั้น กิดานันท มลิทอง (2543 : 11) กลาววา การเรียนการสอนสื่อบนเครือขายเปนการใชเครือขายในการเรียนการสอนโดยนําเสนอบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติของวิชาทั้งหมด ตามหลักสูตรหรือเพียงใชเสนอขอมูลบางอยางเพื่อประกอบการสอนก็ได รวมทั้งใชประโยชนจากคุณลักษณะตางๆ ของการสื่อสารที่มีอยูในระบบอินเทอรเน็ต มาใชประกอบกันเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุด วิชุดา รัตนเพียร (2542 : 30) กลาววา การเรียนการสอนผานสื่อบนเครือขายเปนการนําเสนอโปรแกรม บทเรียนบนครือขาย โดยนําเสนอผานบริการเวิลดไวดเว็บในเครือขายอินเทอรเน็ต ซึ่งผูออกแบบและสรางโปรแกรมการสอน จะตองคํานึงถึงความสามารถและบริการที่หลากหลายของอินเทอรเน็ต และนําคุณสมบัติตางๆ เหลานั้นมาใชเพื่อประโยชนในการเรียนการสอนใหมากที่สุด ใจทิพย ณ สงขลา (2542 : 18-28) ไดใหความหมายการเรียนการสอนสื่อบนเครือขายหมายถึง การผนวกคุณสมบัติ สื่อหลายมิติ หรือ ไฮเปอรมีเดียเขากับคุณสมบัติของเครือขายเวิลดไวดเว็บ เพื่อสรางสิ่งแวดลอมแหงการเรียนในมิติที่ไมมีขอบเขต จํากัดดวยระยะทางและเวลาที่แตกตางกันของผูเรียน (Learning without Boundary) ชุณหพงศ ไทยอุปถัมภ (2544 : 26-28) ไดใหความหมายของ คําวา E-Learning หรือElectronic Learning หมายถึง รูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม ที่มการประยุกตใชเทคโนโลยี ีสื่ออิเล็กทรอนิกสสมัยใหม มีวัตถุประสงคที่เอื้ออํานวยใหผูเรียนสามารถเรียนรูองคความรู(Knowledge) ไดโดยไมจํากัดเวลาและสถานที่ (Anywhere-Anytime Learning) เพื่อใหระบบการเรียนการสอนเปนไปไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อใหผูเรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงคของกระบวนวิชาที่เรียนนันๆ ้ พรรณี เกษกมล (2543 : 49-55) ไดกลาวถึงการเรียนรูบนเว็บ (Web-Based Instruction :WBI) วาเปนวิถีทางของนวัตกรรมในการพัฒนาการเรียนการสอนตอผูเรียนทางไกลโดยการใชเว็บเปนสื่อกลางการเรียนการสอนเปนสิ่งที่จะทําใหไดรับความรูขอมูลขาวสาร และกิจกรรมที่สะดวกตอผูเรียน การบรรลุถึงซึ่งความสําเร็จของเปาหมายการเรียนรูในเรื่องอื่น ๆ เฉพาะดานเปนสื่อกลาง
  • 9. 9ในการสงสาร ในการเรียนการสอนใหติดตอถึงกันได การเรียนรูบนเว็บเปนโปรมแกรมการเรียนการสอนบนฐานของสื่อที่ไดเชื่อมโยงกันในทางไกลซึ่งไดประโยชนจากเหตุผลและทรัพยากรของWorld Wide Web เพื่อสรางสิ่งแวดลอมการเรียนรูที่มีความหมายที่สนับสนุนและชวยใหเกิดการเรียนรูบนเว็บได สรรรัชต หอไพศาล (2544 : 93-104) ไดใหความหมายการเรียนการสอนผานเว็บวา เปนการใชโปรแกรมสื่อหลายมิติที่อาศัยประโยชนจากคุณลักษณะและทรัพยากรของอินเทอรเน็ตและเวิลดวายเว็บ มาออกแบบเปนเว็บเพื่อการเรียนการสอน สนับสนุนและสงเสริมใหเกิดการเรียนรูอยางมีความหมาย เชื่อมโยงเปนเครือขายทีสามารถเรียนไดทุกที่ทุกเวลา โดยมีลักษณะที่ผูสอน ่ผูเรียนมีปฏิสัมพันธกันโดยผานระบบเครือขายคอมพิวเตอรที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน สวน ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544 : 87-94) กลาวถึงการสอนบนเว็บ (Web-BasedInstruction) วาเปนการผสมผสานกันระหวางเทคโนโลยีปจจุบนกับกระบวนการออกแบบการเรียน ัการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรูและแกปญหาในเรื่องขอจํากัดทางดานสถานที่และ เวลา โดยการสอนบนเว็บจะประยุกตใชคณสมบัติและทรัพยากรของเวิลด ไวด เว็บ ในการจัด ุสภาพแวดลอมที่สงเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งการเรียนการสอนที่จัดขึ้นผานเว็บนี้อาจเปนบางสวนหรือทั้งหมดของกระบวนการเรียนการสอนก็ได จากการศึกษาความหมายของบทเรียนออนไลนดังกลาว พอสรุปไดวา บทเรียนออนไลนเรียกอีกอยางวา E-Learning หมายถึง การจัดการเรียนการสอนผานเครือขายคอมพิวเตอรหรืออินเทอรเน็ต โดยการประยุกตใชเทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกสสมัยใหม ที่เรียกวาคอมพิวเตอรชวยสอน เอาไวบนเว็บไซตหรือบนเครือขายคอมพิวเตอร เพื่อใหผูเรียนสามารถเรียนรูไดโดยไมจํากัดเวลา สถานที่ และระยะทาง การเรียนรูบนเว็บถือเปนนวัตกรรมใหม ทีครู อาจารยในสถานศึกษาทุก ่ระดับสามารถนําไปใชใหเกิดประโยชนตอการจัดกระบวนการเรียนการสอนรวมทั้งฝายบริหาร นักการศึกษาที่จะพัฒนาใหเกิดการเรียนรูตอเยาวชนของชาติ พัฒนาแหลงการเรียนรูใหมากขึ้น และ ใหเกิดประโยชนตอการเรียนรูใหมากที่สุด ควรจะไดพฒนาการเรียนรูบนเว็บนีใหเห็นผลในทาง ั ้ปฏิบัติ ซึ่งเปนการใหโอกาสในการพัฒนาการเรียนรูและประสบการณใหม ๆ สําหรับผูเรียนทั่วโลกที่จะมีโอกาสศึกษาหาความรูไดอยางทัดเทียมกัน คุณลักษณะของการสอนบนเว็บ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544 : 87-94) ไดกลาวถึงคุณลักษณะสําคัญของเว็บซึ่งเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอน มีอยู 8 ประการ ไดแก
  • 10. 10 1. การที่เว็บเปดโอกาสใหเกิดการปฏิสัมพันธ (Interactive) ระหวางผูเรียนกับผูสอนและผูเรียนกับผูเรียน หรือผูเรียนกับเนื้อหาบทเรียน 2. การที่เว็บสามารถนําเสนอเนื้อหา ในรูปแบบของสื่อประสม (Multimedia) 3. การที่เว็บเปนระบบเปด (Open System) ซึ่งอนุญาตใหผูใชมีอิสระในการเขาถึงขอมูลไดทั่วโลก 4. การที่เว็บอุดมไปดวยทรัพยากร เพื่อการสืบคนออนไลน (Online Search/Resource) 5. ความไมมีขอจํากัดทางสถานที่และเวลาของการสอนบนเว็บ (Device, Distance and Time Independent) ผูเรียนทีมีคอมพิวเตอรในระบบใดก็ได ซึ่งตอเขากับอินเทอรเน็ต จะสามารถเขา ่เรียนจากที่ใดก็ไดในเวลาใดก็ได 6. การที่เว็บอนุญาตใหผูเรียนเปนผูควบคุม (Learner Controlled) ผูเรียนสามารถเรียนตามความพรอม ความถนัดและความสนใจของตน 7. การที่เว็บมีความสมบูรณในตนเอง (Self- Contained) ทําใหเราสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดผานเว็บได 8. การที่เว็บ อนุญาตใหมการติดตอสื่อสาร ทั้งแบบเวลาเดียว (Synchronous ีCommunication) เชน Chat และตางเวลากัน (Asynchronous Communication) เชน Web Boardเปนตน สรุปไดวา คุณลักษณะสําคัญของเว็บซึ่งเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอนนั้นจะตองเปนเว็บที่เปดโอกาสใหเกิดการปฏิสัมพันธ ระหวางผูเรียนกับผูสอน และผูเรียนกับผูเรียนหรือผูเรียนกับเนื้อหาบทเรียน เปนเว็บที่สามารถนําเสนอเนื้อหา ในรูปแบบของสื่อประสม เปนเว็บระบบเปดซึ่งอนุญาตใหผูใชมีอิสระในการเขาถึงขอมูลไดทั่วโลก และอุดมไปดวยทรัพยากร เพื่อการสืบคนออนไลน รวมทั้งการไมมีขอจํากัดทางสถานที่และเวลา ผูเรียนสามารถเรียนตามความพรอม ความถนัดและความสนใจของตน การที่เว็บมีความสมบูรณในตนเอง ทําใหเราสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดผานเว็บได ตลอดจนอนุญาตใหมการติดตอสื่อสาร ทั้งแบบ ีเวลาเดียวและตางเวลากัน ซึงในการสรางเว็บชวยสอนทีสมบูรณจะตองคํานึงถึงสิ่งตางๆ ที่กลาวมา ่ ่ลักษณะสําคัญของ E-Learning ถนอมพร (ตันพิพัฒน) เลาหจรัสแสง (2545) ยังไดกลาวถึงลักษณะสําคัญของE-Learning ไววาในการสรางบทเรียนใหมีคุณภาพ จะตองคํานึงลักษณะสําคัญตาง ๆ เพื่อใหผูเรียนเกิดการเรียนรู เราสามารถที่จะแยกประเด็นลักษณะสําคัญไดดังนี้
  • 11. 11 1. Anywhere, Anytime หมายถึง E-Learning ควรตองชวยขยายโอกาสในการเขาถึงเนื้อหาการเรียนรูของผูเรียนไดจริง ในที่นหมายรวมถึงการที่ผูเรียนสามารถเรียกดูเนือหาตาม ี้ ้ความสะดวกของผูเรียน ยกตัวอยาง เชน ในประเทศไทยควรมีการใชเทคโนโลยีการนําเสนอเนื้อหาที่สามารถเรียกดูไดทั้งขณะที่ออนไลน (เครื่องมีการตอเชื่อมกับเครือขาย) และในขณะที่ออฟไลน(เครื่องไมมีการตอเชื่อมกับเครือขาย) 2. Multimedia หมายถึง E-Learning ควรตองมีการนําเสนอเนื้อหาโดย ใชประโยชนจากสื่อประสมเพื่อใหเกิดความคงทนในการเรียนรูไดดขึ้น ี 3. Non-linear หมายถึง E-Learning ควรตองมีการนําเสนอเนื้อหาในลักษณะที่ไมเปนเชิงเสนตรง กลาวคือผูเรียนสามารถเขาถึงเนื้อหาตามความตองการโดย E-Learning จะตองจัดหาการเชื่อมโยงที่ยืดหยุน แกผเู รียน 4. Interaction หมายถึง E-Learning ควรตองมีการเปดโอกาสใหผูเรียนโตตอบ(มีปฏิสัมพันธ) กับเนื้อหาหรือกับผูอื่นได กลาวคือ - E-Learning ควรตองมีการออกแบบกิจกรรมซึ่งผูเรียนสามารถโตตอบกับเนื้อหารวมทั้งมีการจัดเตรียมแบบฝกหัดและแบบทดสอบใหผูเรียนสามารถตรวจสอบความเขาใจดวยตนเองได - E-Learning ควรตองมีการจัดหาเครื่องมือในการใหชองทางแกผูเรียนในการติดตอสื่อสารเพื่อการปรึกษา อภิปราย ซักถาม แสดงความคิดเห็นกับผูสอน วิทยากร ผูเชี่ยวชาญหรือเพื่อน 5. Immediate Response หมายถึง E-Learning ควรตองมีการออกแบบใหมีการทดสอบ การวัดผลและการประเมินผล ซึ่งใหผลปอนกลับโดยทันทีแกผูเรียนไมวาจะอยูใน  ลักษณะของแบบทดสอบกอนเรียน หรือแบบทดสอบหลังเรียน ก็ตาม สรุปไดวา ลักษณะสําคัญของ E-Learning ที่เอื้อตอการเรียนการสอนและสามารถทําใหใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดนน จะตองประกอบไปดวย การเขาถึงเนื้อหาบทเรียนไดโดยไมจํากัด ั้เวลาและสถานที่ พรอมทั้งเปดกวางใหอิสระในการเขาถึงขอมูลไดทั่วโลก ตลอดจนการนําเสนอบทเรียนควรมีลักษณะเปนสือมัลติมีเดีย สามารถเรียนรูไดตามสนใจ และมีการประเมินผลโดย ่ใหผลยอนกลับทันทีประเภทของการเรียนการสอนบนเว็บ เนื่องจากอินเทอรเน็ตเปนแหลงทรัพยากรที่มีคุณสมบัติหลากหลายตอการนําไปประยุกตใชในการศึกษา ดังนั้นการเรียนการสอนสือบนเครือขาย จึงสามารถทําไดในหลายลักษณะ แตละ ่
  • 12. 12สถาบันและแตละเนื้อหาของหลักสูตร จะมีวิธีการจัดการเรียนการสอนที่แตกตางกันออกไป ซึ่งในประเด็นนี้ มีนักการศึกษาไดใหขอเสนอแนะเกี่ยวกับประเภทของการเรียนการสอนสื่อบนเครือขายไวดังนี้ พารสัน (Parson. 1997) ไดแบงประเภทของการเรียนการสอนบนเว็บออกเปน 3 ลักษณะคือ 1. สื่อบนเครือขายรายวิชา (Stand-alone Courses) มีการบรรจุเนื้อหา (Content) หรือเอกสารในรายวิชา เพื่อการเรียนการสอนเพียงอยางเดียว เปนสื่อบนเครือขายรายวิชาที่มีเครื่องมือและแหลงที่เขาไปถึงและเขาหาได โดยผานระบบอินเทอรเน็ต ลักษณะของการเรียนการสอนนี้ไดแกที่มีลักษณะเปนแบบวิทยาเขต มีนักศึกษาจํานวนมากที่เขามาศึกษา ลักษณะการสื่อสารที่เปนการสงขอมูลระยะไกล และมักจะเปนการสื่อสารทางเดียว 2. สื่อบนเครือขายสนับสนุนรายวิชา (Web Supported Courses) มีลักษณะเปนรูปธรรมที่มีลักษณะเปนการ สื่อสารสองทาง การมีปฏิสัมพันธระหวางผูสอนและผูเรียน และมีแหลงทรัพยากรทางการศึกษา มีการกําหนดภารกิจการเรียนรู การกําหนดใหอาน มีการรวมกันอภิปราย การตอบคําถาม มีการสื่อสารอื่นๆ ผานคอมพิวเตอร อีกทั้งกิจกรรมตางๆที่ใหปฏิบัติในรายวิชา มีการเชื่อมโยงไปยังแหลงทรัพยากรอื่นๆ เปนตน 3. สื่อบนเครือขายแหลงทรัพยากรการศึกษา (Web Pedagogical Resources) เปนสื่อที่มีรายละเอียดทางการศึกษา เครื่องมือ วัตถุดิบ และรวมรายวิชาตางๆ ที่มีอยูในสถาบันการศึกษาไวดวยกัน และยังรวมถึงขอมูลเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาทังหมด และเปนแหลงสนับสนุนกิจกรรม ้ตางๆ ทางการศึกษา ทั้งทางดานวิชาการและไมใชวิชาการ โดยการใชสื่อ ที่หลากหลาย รวมถึงการสื่อสารระหวางบุคคลดวย สวนเจมส (James. 1997) ไดแบงประเภทของการเรียนการสอนบนเว็บตามโครงสรางและประโยชนการใชงานได 3 ลักษณะใหญ ๆ คือ 1.โครงสรางแบบคนหา (Eclectic Structures) ลักษณะของโครงสรางเว็บไซตแบบนี้ เปนแหลงของเว็บไซตที่ใชในการคนหาไมมีการกําหนดขนาด รูปแบบ ไมมีโครงสรางที่ผูเรียนตองมีปฏิสัมพันธกับเว็บลักษณะของเว็บไซตแบบนี้จะมีแตการใหใชเครื่องมือในการสืบคนหรือเพื่อบางสิ่งที่ตองการคนหาตามที่กําหนดหรือโดยผูเขียนเว็บไซตตองการ โครงสรางแบบนี้จะเปนแบบเปดใหผูเรียนไดเขามาคนควาในเนื้อหาในบริบท โดยไมมีโครงสรางขอมูลเฉพาะใหไดเลือกแตโครงสรางแบบนี้จะมีปญหากับผูเรียนเพราะผูเรียนอาจจะไมสนใจขอมูลที่ไมมีโครงสราง โดยไมกําหนดแนวทางในการสืบคน
  • 13. 13 2.โครงสรางแบบสารานุกรม (Encyclopedic Structures) ถาเราควบคุมของสรางของเว็บที่เราสรางขึ้นเองได เราก็จะใชโครงสรางขอมูลในแบบตนไมในการเขาสูขอมูล ซึ่งเหมือนกับหนังสือที่มีเนือหาและมีการจัดเปนบทเปนตอน ซึ่งจะกําหนดใหผูเรียนหรือผูใชไดผานเขาไปหา ้ขอมูลหรือเครื่องมือที่อยูในพื้นที่ของเว็บหรืออยูภายในและภายนอกเว็บ เว็บไซตจํานวนมากมีโครงสรางในลักษณะดังกลาวนี้ โดยเฉพาะเว็บไซตทางการศึกษาที่ไมไดกําหนดทางการคา องคกรซึ่งอาจจะตองมีลักษณะที่ดูมมากกวานี้ แตในเว็บไซตทางการศึกษาตองรับผิดชอบตอการเรียนรู ีของผูเรียน กลวิธีดานโครงสรางจึงมีผลตอการเรียนรูของผูเรียน 3.โครงสรางแบบการเรียนการสอน (Pedagogic Structures) มีรูปแบบโครงสรางหลายอยางในการนํามาสอนตามตองการ ทั้งหมดเปนที่รูจักดีในบทบาทของการออกแบบทางการศึกษาสําหรับคอมพิวเตอรชวยสอนหรือเครื่องมือมัลติมีเดีย ซึ่งความจริงมีหลักการแตกตางกันระหวางคอมพิวเตอรชวยสอนกับเว็บชวยสอนนันคือความสามารถของ HTML ในการที่จะจัดทําใน  ้แบบไฮเปอรเท็กซกับการเขาถึงขอมูลหนาจอโดยผานระบบอินเทอรเน็ต สรุปไดวา การเรียนการสอนสื่อบนเครือขาย สามารถทําไดในหลายลักษณะขึ้นอยูกับ ลักษณะของเนื้อหาหลักสูตรวาตองการนําเสนออะไร เชน สื่อบนเครือขายรายวิชา มีการบรรจุเนื้อหา (Content) หรือเอกสารในรายวิชา เพื่อการเรียนการสอนเพียงอยางเดียว เปนสื่อบนเครือขายรายวิชาที่มีเครืองมือ และแหลงที่เขาไปถึงและเขาหาได โดยผานระบบอินเทอรเน็ต สวนสื่อ ่สนับสนุนรายวิชา จะมีลักษณะเปนรูปธรรมที่มีลักษณะเปนการสื่อสารสองทาง การมีปฏิสัมพันธระหวางผูสอนและผูเรียน และสื่อแหลงทรัพยากรการศึกษา เปนสื่อที่มรายละเอียดทางการศึกษา ีเครื่องมือ วัตถุดิบ และรวมรายวิชาตางๆ ที่มีอยูในสถาบันการศึกษาไวดวยกัน และยังรวมถึงขอมูลเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาทังหมด้ขอดีของการสอนบนเว็บ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544 : 87-94) ไดกลาวถึงขอดีของการสอนบนเว็บไววาการเรียนรูบนเว็บ ถือเปนความสําเร็จทางวิชาการโดยกระบวนการเรียนการสอนที่ใชสื่อที่ทันสมัยเปดโอกาสใหเรียนรูสิ่งตาง ๆ อยางมากมาย ซึ่งมีขอดี ดังนี้ 1. การสอนบนเว็บเปนการเปดโอกาสใหผูเรียนที่อยูหางไกล หรือไมมีเวลาในการมา เขาชั้นเรียนไดเรียนในเวลา และสถานที่ที่ตองการ ซึ่งอาจเปนที่บาน ที่ทํางาน หรือสถานศึกษาใกลเคียงที่ผูเรียนสามารถเขาไปใชบริการทางอินเทอรเน็ตได การที่ผูเรียนไมจําเปนตองเดินทางมายังสถานศึกษาที่กําหนดไว จึงสามารถชวยแกปญหาในดานของขอจํากัดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ศึกษาของผูเรียนเปนอยางดี
  • 14. 14 2. การสอนบนเว็บยังเปนการสงเสริมใหเกิดความเทาเทียมกันทางการศึกษา ผูเรียนที่ศึกษาอยูในสถาบันการศึกษาในภูมิภาค หรือในประเทศหนึ่งสามารถที่จะศึกษา ถกเถียง อภิปราย กับอาจารย ครูผูสอนซึ่งสอนอยูที่สถาบันการศึกษาในนครหลวง หรือในตางประเทศก็ตาม 3. การสอนบนเว็บนี้ ยังชวยสงเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรูตลอดชีวิต เนื่องจากเว็บเปนแหลงความรูที่เปดกวางใหผูที่ตองการศึกษาในเรืองใดเรื่องหนึง สามารถเขามาคนควาหา ่ ่ความรูไดอยางตอเนื่อง และตลอดเวลา การสอนบนเว็บ สามารถตอบสนองตอผูเรียนที่มีความใฝรูรวมทั้งมีทักษะในการตรวจสอบการเรียนรูดวยตนเอง (Meta-Cognitive Skills) ไดอยางมีประสิทธิภาพ 4. การสอนบนเว็บ ชวยทลายกําแพงของหองเรียนและเปลี่ยนจากหองเรียน 4 เหลี่ยมไปสูโลกกวางแหงการเรียนรู เปดโอกาสใหผูเรียนสามารถเขาถึงแหลงขอมูลตาง ๆ ไดอยางสะดวกและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนสิ่งแวดลอมทางการเรียนที่เชื่อมโยง สิ่งที่เรียนกับปญหาที่พบในความเปนจริง โดยเนนใหเกิดการเรียนรูตามบริบทในโลกแหงความเปนจริง (Contextualization)และการเรียนรูจากปญหา (Problem-Based Learning) ตามแนวคิดแบบ Constructivism 5. การสอนบนเว็บเปนวิธีการเรียนการสอน ที่มีศักยภาพ เนื่องจากที่เว็บไดกลายเปนแหลงคนควาขอมูลทางวิชาการรูปแบบใหม ครอบคลุมสารสนเทศทั่วโลก โดยไมจํากัดภาษาการสอนบนเว็บชวยแกปญหาของขอจํากัดของแหลงคนควาแบบเดิม จากหองสมุด อันไดแกปญหาทรัพยากรการศึกษาทีมีอยูจํากัด และเวลาทีใชในการคนหาขอมูล เนื่องจากเว็บมีขอมูลที่ ่ ่หลากหลายและเปนจํานวนมาก รวมทั้งการที่เว็บใชการเชือมโยงในลักษณะของไฮเปอรมีเดีย ่(Hypermedia) ซึ่งทําใหการคนหาทําไดสะดวกและงายดายกวาการคนหาขอมูลแบบเดิม 6. การสอนบนเว็บจะชวยสนับสนุนการเรียนรูที่กระตือรือรน ทั้งนี้เนื่องจากคุณลักษณะของเว็บที่เอื้ออํานวยใหเกิดการศึกษาในลักษณะที่ผูเรียนถูกกระตุนใหแสดงความคิดเห็นไดอยูตลอดเวลาโดยไมจําเปนตองเปดเผยตัวตนทีแทจริง ตัว อยางเชน การใหผูเรียน ่รวมมือกันในการทํากิจกรรมตาง ๆ บนเครือขาย การใหผูเรียนไดมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแสดงไวบนเว็บบอรด หรือการใหผูเรียนมีโอกาสเขามาพบปะกับผูเรียนคนอื่น ๆ อาจารย หรือผูเชี่ยวชาญในเวลาเดียวกันทีหองสนทนา เปนตน ่ 7. การสอนบนเว็บเอื้อใหเกิดการปฏิสัมพันธ ซึ่งการเปดปฏิสัมพันธนี้อาจทําได2 รูปแบบ คือ 7.1 ปฏิสัมพันธกับผูเรียนดวยกันและ/หรือผูสอน 7.2 ปฏิสัมพันธกับบทเรียนในเนื้อหาหรือสื่อการสอนบนเว็บ
  • 15. 15 ซึ่งลักษณะแรกนี้ จะอยูในรูปของการเขาไปพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน(ดังที่ไดกลาวมาแลว) สวนในลักษณะหลังนั้น จะอยูในรูปแบบของการเรียนการสอน แบบฝกหัดหรือแบบทดสอบที่ผูสอนไดจัดหาไวใหแกผูเรียน 8. การสอนบนเว็บ ยังเปนการเปดโอกาสสําหรับผูเรียนในการเขาถึงผูเ ชี่ยวชาญ สาขาตาง ๆ ทั้งในและนอกสถาบัน จากในประเทศและตางประเทศทั่วโลก โดยผูเรียนสามารถติดตอสอบถามปญหาขอขอมูลตาง ๆ ที่ตองการศึกษาจากผูเชี่ยวชาญจริงโดยตรง ซึ่งไมสามารถทําไดในการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังประหยัดทั้งเวลาและคาใชจาย เมื่อเปรียบเทียบกับ การติดตอสื่อสารในลักษณะเดิม ๆ 9. การสอนบนเว็บเปดโอกาสใหผูเรียนไดมีโอกาสแสดงผลงานของตนสูสายตาผูอื่นอยางงายดาย ทั้งนี้ไมไดจํากัดเฉพาะเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนหากแตเปนบุคคลทั่วไปทั่วโลกได ดังนัน ้จึงถือเปนการสรางแรงจูงใจภายนอกในการเรียนอยางหนึ่งสําหรับผูเรียน ผูเรียนจะพยายามผลิตผลงานที่ดีเพื่อไมใหเสียชื่อเสียงตนเอง นอกจากนี้ ผูเรียนยังมีโอกาสไดเห็นผลงานของผูอื่น เพื่อนํามาพัฒนางานของตนเองใหดียงขึ้น ิ่ 10. การสอนบนเว็บเปดโอกาสใหผูสอนสามารถปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรใหทันสมัยไดอยางสะดวกสบายเนื่องจากขอมูลบนเว็บมีลักษณะเปนพลวัตร (Dynamic) ดังนั้นผูสอนสามารถอัพเดตเนื้อหาหลักสูตรที่ทันสมัยแกผูเรียนไดตลอดเวลา นอกจากนี้การใหผูเรียนไดสอสารและ ื่แสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวของกับเนื้อหาทําใหเนื้อหาการเรียนมีความยืดหยุนมากกวาการเรียนการสอนแบบเดิม และเปลียนแปลงไปตามความตองการของผูเรียนเปนสําคัญ ่ 11. การสอนบนเว็บสามารถนําเสนอเนื้อหาในรูปของมัลติมีเดีย ไดแก ขอความภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน ภาพ 3 มิติ โดยผูสอนและผูเรียนสามารถเลือกรูปแบบของ การนําเสนอ เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุดทางการเรียน จากขอดีของการเรียนการสอนบนเว็บดังกลาว พอจะสรุปไดวาการจัดการเรียนการสอนบนเว็บเปนประโยชนตอการศึกษาในหลายลักษณะ ดังนี้ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน โดยใชสื่ออุปกรณ และคลังความรูที่มีอยูบนอินเทอรเน็ต เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของครูและนักเรียน 2. เกิดเครือขายความรู ที่สามารถแลกเปลี่ยนความรูและวัฒนธรรมซึ่งกันและกันบนอินเทอรเน็ต ขอมูลจะมีการปรับปรุงใหทันสมัยอยูเสมอ และสะดวกและรวดเร็ว 3. ผูเรียนเปนศูนยกลาง สามารถสืบคนวิชาความรูไดดวยตนเอง โดยมีการให คําปรึกษาและชี้แนะโดย ครู- อาจารย
  • 16. 16 4. ลดชองวางระหวางการศึกษาในเมืองและชนบท สรางความเทาเทียมกันและกระจายโอกาสทางการศึกษาใหเด็กชนบทไดรูเทาทัน เพือสนับสนุนนโยบายและการพัฒนาระบบ ่เทคโนโลยีการศึกษาและเครือขายสารสนเทศ เพื่อความสอดคลองและสนับสนุน การปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542บทบาทการเรียนการสอน E-Learning ในประเทศไทย ศูนยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอรแหงชาติ (2544 : 6-9) ไดกลาวถึงบทบาทการเรียนการสอน E-Learning ในประเทศไทยไววา สังคมเทคโนโลยีสารสนเทศ IT (Information Technology) ไดมวิวัฒนาการและ ีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามลําดับ ขณะนีก็จะมีวิถีของการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็ว ้และซับซอนมากกวายุคใด ๆ ที่ผานมา ซึ่งทั้งนี้ตองระดมสมอง สรรพกําลังทั้งมวลเพื่อที่จะใหเกิดการพัฒนาประเทศ เพื่อการเตรียมความพรอมสําหรับการแขงขันในเวทีโลก ประเทศไทยไดเตรียมความพรอมเขาสูศตวรรษที่ 21 แลว โดยมีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีผลตอภาคธุรกิจการศึกษา สังคม ซึ่งเนนการใหความสะดวกในดานการบริหารจัดการ และใหเกิดความคลองตัวตอการดําเนินงานไปในทิศทางที่สอดคลองกัน จึงไดวางนโยบายE - Thailand ขึ้น เพื่อเปดประตูสูการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ไดเนนนโยบายหลักทางดานสังคมเพื่อลดชองวางทางสังคม เปดเสรีทางการคาอีเล็กทรอนิกส นโยบายระหวางประเทศ ผลักดันโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศ หนึ่งในนโยบายของ E - Thailand คือการสงเสริมพัฒนาสังคม สิ่งที่ควรจะคํานึงถึงก็คือ E - Education เปนการใหการศึกษาแกมนุษยใหมีความรูความสามารถใน ดานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนํามาปรับใชในทุกสวนงานในวงการไอทีซึ่งมีการนําหลักการ 2ประเภทใหญ ๆ ดังนี้คือ 1. E - MIS ดานการบริหารงาน เปนการนําไปใช ดานการบริหารงานและการจัดการศึกษา เนนดานการจัดพิมพเอกสาร ทําฐานขอมูล การประมวลผล เพื่อจัดทําสารสนเทศทางการศึกษา สําหรับการประกอบการตัดสินใจของผูบริหารในทุกระดับ  2. E-Learning เปนการนําไอทีไปใชในดานการสงเสริมประสิทธิภาพดานการเรียนการสอนในหลากหลายรูปแบบ เชน การนํามัลติมีเดียมาใชเปนสื่อการสอนของ ครู - อาจารย ใหนกเรียนเรียนรู ัคนควาดวยตนเอง ดวยการเรียนผานเครือขายคอมพิวเตอร อินเทอรเน็ตการเรียนทางไกลผาน
  • 17. 17ดาวเทียม การนําไอทีมาใชเพื่อการเรียนการสอนของ E-Learning ในยุคปจจุบัน เปนการใชเทคโนโลยีคอมพิวเตอรทั้งทีเ่ ปนเครื่องเดียวเรียกวา Stand - Alone หรือการเรียกผานเครือขายเชื่อมโยงสูอินเทอรเน็ต เพื่อการคนควาหาขอมูลแลกเปลี่ยนความรูบนเครือขายซึ่งที่ผานมาเราใชสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบของสื่อประสม (Multimedia) ใชในการนําเสนอลงบนแผนซีดีรอมโดยใช Authoring Tool ทั้งภาพและเสียงเพือเกิดการปฏิสัมพันธ (Interactive) ใหกับผูเรียนซึ่งสื่อ ่เหลานี้มีแนวโนมที่จะไดรับความสนใจสูงขึ้นเรื่อย ๆ แตปญหาที่ประสบก็คือเนื้อหาที่มีอยูไมตรงตามหลักสูตรการศึกษานอกจากนียังมีการละเมิดลิขสิทธิ์ทําใหผูผลิตไมสามารถพัฒนาสื่อไดอยางมี ้คุณภาพ ในระยะแรก ๆ เราไดมีการใชสื่อในหลายประเภทเพื่อการติดตอรับ – สงขอมูลทางดานการศึกษาที่เรียกวา การเรียนทางไกล แบงเปน 3 ประเภท คือ 2.1 การเรียนการสอนทางไปรษณีย ถือวาเปนยุคแรกเริ่มของการเรียนการสอนทางไกลมีการรับ – สงบทเรียนผานทางไปรษณีย ซึ่งจะตองใชระยะเวลามากในการติดตอกัน แตละครั้ง จึงเปนอุปสรรคอยางมากในการเรียนรูเพราะเอกสารอาจสูญหายระหวางทางได 2.2 การเรียนการสอนผานทางวิทยุกระจายเสียง เรามีวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาเปนเครื่องมือที่เชื่อมตอไปยังภูมิภาคทั้งที่เปนของกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาหลายแหง 2.3 การเรียนการสอนผานทางโทรทัศนและเครือขายดาวเทียมของกรมการศึกษานอกโรงเรียน กรมสามัญศึกษาที่รวมกับมูลนิธการศึกษาทางไกลผานดาวเทียมไทยคม สถานีวิทยุ ิโทรทัศนแหงประเทศไทย ชอง 11 ที่กลาวมาทั้งหมดนี้เปนวิธีการของการเรียนการสอนที่เราเคยใชกนมา จนถึงปจจุบันก็ยัง ัมีการใชอยู แตดวยปจจุบนไอทีเขามามีบทบาทอยางมาก เราสามารถติดตอกับคนทังโลก สามารถ ั ้เขาไปคนหาขอมูลไดเพียงปลายนิ้วสัมผัสบนเครือขายอินเทอรเน็ต เปนขุมความรูอนมหาศาล ดวย ัวิทยาการเพื่อใชในการพัฒนาองคความรู อันเปนแหลงทรัพยากรที่เปยมดวยคุณคามากมาย ดังนั้นการปรับรูปแบบการเรียนการสอนในรูปแบบ E-Learning จึงเกิดขึ้น อีกทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติยังสนับสนุนการเรียนการสอนแบบนีอีกดวย ้ E-Learning เปนการเรียนการสอนผานทางคอมพิวเตอรและเครือขายอินเทอรเน็ตการศึกษาที่นยมกันมากในขณะนี้คือ Web-Based-Learning การเรียนแบบนี้ ผูเรียนสามารถเรียนที่ ิไหนก็ได เวลาใดก็ไดไมมีขอจํากัด
  • 18. 18 รูปแบบการเรียนการสอน รูปแบบการเรียนการสอนแบบออนไลนในประเทศไทย มีดังนี้ 1. การเรียนการสอนทางไกล (Distance Education) เปนการเรียนการสอนที่ประยุกตเทคโนโลยีหลาย ๆ อยาง เชน ระบบเครือขายคอมพิวเตอร การประชุมทางไกลชนิดภาพและเสียงรวมถึงเอกสารตาง ๆ เพื่อเขาถึงผูเรียนที่อยูหางไกล 2. แบบมหาวิทยาลัยออนไลน เรียกวา Online University หรือ Virtual University เปนระบบการเรียนการสอนที่อยูบนเครือขายในรูปเว็บเพจ มีการสรางกระดานถาม - ตอบอีเล็กทรอนิกส (Web Board) 3. การเรียนการสอนผานทางอินเทอรเน็ตและเว็บเพจ (Online Learning, InternetWeb-Based-Education) เปนการนําเสนอเนื้อหาและการปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนและผูสอนโดยเนนสื่อประสมหลาย ๆ อยางเขาดวยกัน มีการสรางสภาวะแวดลอมที่ประสานงานกัน ใหผูเรียนและผูสอนเขาถึงฐานขอมูลหลายชนิดได โดยผูเรียนตองควบคุมจังหวะการเรียนรูดวยตนเองใหเปน และเลือกเวลา สถานที่ในการเรียนรู 4. โครงขายการเรียนการสอนแบบอะซิงโครนัส (Asynchronous Learning Network:ALN) เปนการเรียนการสอนที่ตองมีการติดตามผลระหวางผูเรียนกับผูสอน โดยใชการทดสอบบทเรียน เปนตัวโตตอบ เครื่องมือชวยเหลือการเรียนการสอนแบบ E-Learning เทคโนโลยีระบบเครือขายคอมพิวเตอรและอินเทอรเน็ตจะชวยใหการเรียนการสอนแบบ E-Learning ไดประสิทธิภาพมากที่สด เราสามารถนําซอฟตแวรที่เกี่ยวของกับการเขียน ุเว็บเพจ การสง E-Mail การใช Search Engine Newsgroup การใช http, ftp หรือ โปรแกรมทางดานAuthoring Tool เชน FrontPage, Macromedia Dreamweaver เปนตน การสราง Web Board ไวถาม – ตอบ สิ่งที่ควรคํานึงถึงการเรียนการสอนแบบ E–Learning ในบานเราก็คือ คนองคประกอบที่สําคัญที่จะทําใหรูปแบบพัฒนาไปในทิศทางใด จากกรณีศึกษาโรงเรียนจิตรลดาผูชวยอาจารยใหญฝายประถมศึกษา อาจารยมีนา รอดคลาย กลาววา ระยะแรก ๆ ตองใหความรูทางเทคโนโลยีแกบุคลากร โดยเฉพาะผูบริหารตองใหทานเห็นความสําคัญและเขาใจใน เทคโนโลยีวาไมไดยาก อํานวยความสะดวกสบายใหเราอยางไร เปนตน อันดับตอมาก็คือ ผูพัฒนาหลักสูตรและเนื้อหาวิชา ผูพฒนาระบบ ผูชวยสอนและทีปรึกษาทางการเรียน ั  ่
  • 19. 19 การเปรียบเทียบการเรียนการสอนแบบชันเรียนปกติ กับ E-Learning ้ ชั้นเรียนปกติ E-Learning1. ผูเรียนนั่งฟงการบรรยายในชั้นเรียน 1. ใชระบบวีดีโอออนดิมานด เรียนผานเว็บ2. ผูเรียนคนควาจากตําราในหองสมุด หรือ 2. คนควา หาขอมูลผานทางเว็บ ที่มีเครือขายเชื่อมโยง สิ่งตีพิมพตาง ๆ ทั่วโลก Search Engine สะดวกรวดเร็วและทันสมัย3. เรียนรูการโตตอบจากการสนทนาใน 3. ใชกระดานถาม – ตอบชวยใหผูเรียนกลาแลกเปลี่ยน ชั้นเรียน ความคิดเห็นไดเต็มที่ เหมาะกับผูเรียนจํานวนมาก4. ถูกจํากัดดวยเวลาและสถานที่ 4. จะเรียนเวลาไหนทีใดก็ได ่ มาตรการการสงเสริมการเรียนการสอนแบบ E-Learning 1. จัดทําโครงสรางโอกาสทางเทคโนโลยี (Digital Opportunity Program) โดยการลดความเหลื่อมล้ําของการเขาถึงเทคโนโลยี สรางเครือขายการใหบริการการศึกษา ครอบคลุมทั่วประเทศ ทั้งผูพัฒนาและการใหบริการเนือหา ้ 2. จัดตั้งกลุมของสถาบันอุดมศึกษาเพื่อสงเสริมความรวมมือในการพัฒนาเนื้อหาและธนาคารความรู (Knowledge Depository) 3. จัดทําโครงการระดับประเทศ เพื่อสรางความตื่นตัวและเตรียมความพรอมใหกับบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาและหนวยงานที่เกียวของ่ 4. สรางมาตรการแรงจูงใจโดยมาตรการทางภาษี หรือการสงเสริมการลงทุนจาก BOIใหภาคเอกชนจัดบริการการศึกษาออนไลนที่มีคุณภาพและไดมาตรฐาน 5. สรางเกณฑเปรียบเทียบ (Benchmark) และมาตรฐานขั้นต่ํา (Minimum Requirement)เพื่อควบคุมคุณภาพการใหบริการของผูใหบริการการศึกษาจากธุรกิจภาคเอกชน 6. จัดตั้งกองทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนา โดยการระดมทุนจากภาครัฐและเอกชน เพื่อลดการนําเขาและเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน นวัตกรรมทางการศึกษา 7. ใหการสนับสนุนความรวมมือระหวางมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และตางประเทศในการพัฒนาการเรียนรู 8. ทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวของกับการรับรองสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา 9. สนับสนุนและลงทุนในโครงการนํารองตาง ๆ ที่เกี่ยวกับ Virtual University เพื่อใหเกิดความคุมทุนและเกิดประสิทธิภาพที่ดีในระยะยาว
  • 20. 20 การจัดการเรียนการสอนผานเว็บ การใชเว็บเพื่อการเรียนการสอนเปนการนําเอาระบบอินเทอรเน็ตมาออกแบบ เพื่อใชในการศึกษาการจัดการเรียนการสอนผานเว็บ (Web-Based Instruction) มีชื่อเรียกหลายลักษณะ เชนการจัดการเรียนการสอนผานเว็บ (Web-Based Instruction) เว็บการเรียน (Web-Based Learning)เว็บการเรียน (Web-Based Training) อินเทอรเน็ตฝกอบรม (Internet-Based Training) อินเทอรเน็ตฝกอบรม (Internet-Based Instruction) เวิลดไวดเว็บฝกอบรม (WWW-Based Instruction) เปนตนแตในทีนี้ไดเรียกวาการเรียนการสอนผานเว็บ (Web-Based Instruction) ซึ่งนาจะเปนแบบที่ใชและ ่ตรงกับคําอธิบายคุณลักษณะของการใชเว็บในระบบอินเทอรเน็ต เพื่อการเรียนการสอนมากที่สุดทั้งนี้มีผูนิยามและใหความหมายของการเรียนการสอนผานเว็บ (Web-Based Instruction) เอาไวหลายนิยาม ไดแก การสอนบนเว็บเปนรูปแบบการเรียนการสอนที่แตกตางไปจากการเรียนในหองเรียนกลาวคือ ผูเรียนจะเรียนผานจอคอมพิวเตอรซึ่งตอเขากับเครือขายอินเทอรเน็ต โดยผูเรียนจะสามารถเรียนจากที่ใดก็ไดในเวลาใดก็ไดยกเวนในบางหลักสูตรที่ออกแบบใหผูเรียนเขามาเรียนในเวลาที่กําหนด เชนในลักษณะของการออกอากาศบนเว็บ (Web Cast) โดยปกติแลวขันตอนการสอน ้บนเว็บจะเริ่มจากการที่ผูเรียนเขาสูระบบอินเทอรเน็ต หรืออินทราเน็ต และใชบราวเซอร(โปรแกรมอานเว็บ) เปดไปยังเว็บไซตการศึกษาที่ไดออกแบบไว บางกรณีผูเรียนจะตองมีการลงทะเบียนกอนเพื่อขอรหัสผานเขาเรียน หลังจากนั้น ผูเรียนจะศึกษาเนื้อหา โดยวิธในการศึกษาอาจ ีเปนการอานขอความบนจอ หรือโหลดเนื้อหาลงมายังเครืองของตน หรือสั่งพิมพ ออกทาง ่เครื่องพิมพเพือศึกษาภายหลังก็ได โดยผูเรียนจะจะมีการโตตอบกับเนือหาบทเรียนซึงใช ่ ้ ่การนําเสนอในลักษณะของไฮเปอรมีเดีย หรือสื่อประสมตาง ๆ อันไดแก ขอความ ภาพนิ่ง เสียงกราฟก วีดีทัศน ภาพเคลื่อนไหว ซึ่งสามารถออกแบบใหเนื้อหาที่มีความสัมพันธกนเชื่อมโยง (ลิงค) ัเขาไวดวยกัน ซึ่งทําใหผูเรียนนอกจากจะสามารถเรียกอานเนื้อหาที่ผูสอนเตรียมไวไดตามปกติแลว ยังสามารถเรียกอานเนื้อหาทีผูสอนลิงคไวจากเว็บไซตอน ๆ จากทั่วโลกได ่ ื่ นอกจากนี้ผูเรียนจะสามารถโตตอบกับผูเรียนอื่น หรือกับผูสอนไดโดยการโตตอบนีอาจ ้เปนไดทั้งแบบเวลาเดียวกัน และตางเวลากัน และในลักษณะของบุคคลตอบุคคล บุคคลตอกลุมหรือกลุมตอกลุมก็ได ในบางครั้งผูเรียนอาจจะตองทําการทดสอบหลังจากการเรียนดวย และในกรณีที่ผูสอนทําการสอนบนเว็บอยางเต็มรูปแบบ ผูเรียนจะตองรับ-สงงานและเขามาตรวจสอบผลปอนกลับบนเว็บไซตดวย 
  • 21. 21 สรุปไดวา การเรียนรูบนเว็บถือเปนนวัตกรรมใหมที่ ครู – อาจารย ในสถานศึกษาทุกระดับสามารถนําไปใชใหเกิดประโยชนตอการจัดกระบวนการเรียนการสอน รวมทั้งฝายบริหาร นักการศึกษาที่จะพัฒนาใหเกิดการเรียนรูตอเยาวชนของชาติ พัฒนาแหลงการเรียนรูใหมากขึ้น และ ใหเกิดประโยชนตอการเรียนรูใหมากที่สุด ควรจะไดพฒนาการเรียนรูบนเว็บนีใหเห็นผลในทาง ั ้ปฏิบัติประโยชนของอินเทอรเน็ตทางการศึกษา ปจจุบันหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ตางไดนําอินเทอรเน็ตไปประยุกตใชในกระบวนการเรียนการสอน จนถือไดวาอินเทอรเน็ตกลายเปนเทคโนโลยีการศึกษาของยุคปจจุบน ัไปแลว ซึ่งคุณคาทางการศึกษาในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผานอินเทอรเน็ต ซึ่งถนอมพรเลาหจรัสแสง (2541: 51-56) ไดกลาวถึงประโยชนของอินเทอรเน็ตทางการศึกษาไวดังนี้ 1. การใชกิจกรรมบนเครือขายคอมพิวเตอรชวยทําใหผูเรียนไดเรียนรูเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรมและโลกมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเครือขายอินเทอรเน็ต อนุญาตใหผูเรียนสามารถสื่อสารกับผูคนทั่วโลกไดอยางรวดเร็ว และสามารถสืบคนหรือเผยแพรขอมูลสารสนเทศจากทั่วโลกไดเชนกัน 2. เปนแหลงความรูขนาดใหญสําหรับผูเรียน โดยที่สื่อประเภทอื่นๆ ไมสามารถทําไดกลาวคือ ผูเรียนสามารถคนหาขอมูลในลักษณะใดๆ ก็ได ไมวาจะเปนขอความ ภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหว หรือในรูปแบบของสื่อประสม โดยการสืบคนผานเครือขายอินเทอรเน็ตที่โยงไยกับแหลงขอมูลตางๆ ทั่วโลก 3. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผานอินเทอรเน็ต ทําใหเกิดผลกระทบตอผูเรียนในดานทักษะการคิดอยางมีระบบ (High-Order Thinking Skills) โดยเฉพาะทําใหทักษะการวิเคราะหสืบคน (Inquiry-Based Analytical Skill) การคิดเชิงวิเคราะห (Critical Thinking) การวิเคราะหขอมูล การแกปญหา และการคิดอยางอิสระ ทั้งนี้เนื่องจากเครือขายคอมพิวเตอรเปนแหลงรวมขอมูลมากมายมหาศาล ผูเรียนจึงจําเปนตองทําการวิเคราะหอยูเ สมอ เพือแยกแยะขอมูลที่เปน ่ประโยชนและไมเปนประโยชนสําหรับตนเอง 4. สนับสนุนการสื่อสารและการรวมมือกันของผูเรียน ไมวาจะในลักษณะของผูเรียนรวมหอง หรือผูเรียนตางหองเรียนบนเครือขายดวยกัน เชน การที่ผูเรียนหองหนึ่งตองการที่จะเตรียมขอมูลเกี่ยวกับการถายภาพเพื่อสงไปใหอีกหองเรียนหนึ่งนั้น ผูเรียนในหองแรกจะตองชวยกันตัดสินใจทีละขั้นตอนในวิธีการที่จะเก็บรวบรวมขอมูลและการเตรียมขอมูลอยางไร เพื่อสงขอมูลเรื่องการถายภาพนี้ไปใหผูเรียนอีกหองหนึ่งโดยทีผูเรียนตางหองสามารถเขาใจไดโดยงาย ่
  • 22. 22 5. สนับสนุนกระบวนการ สหสาขาวิชาการ (Interdisciplinary) กลาวคือ ในการนําเครือขายมาใชเชื่อมโยงกับกิจกรรมการเรียนการสอนนั้น นักการศึกษาสามารถที่จะบูรณาการการเรียนการสอนในวิชาตาง ๆ เชน คณิตศาสตร ภูมิศาสตร สังคม ภาษา วิทยาศาสตร ฯลฯ เขาดวยกัน 6. ชวยขยายขอบเขตของหองเรียนออกไป เพราะผูเรียนสามารถที่จะใชเครือขายในการสํารวจปญหาตางๆ ที่ผูเรียนมีความสนใจ นอกจากนี้ ยังเปดโอกาสใหผูเรียนไดทางานรวมกับํผูอื่น ซึ่งอาจมีความคิดเห็นแตกตางกันออกไป ทําใหมุมมองของตนเองกวางขึ้น 7. การที่เครือขายอินเทอรเน็ตอนุญาตใหผูเรียนสามารถเขาถึงผูเชี่ยวชาญหรือผูที่ใหคําปรึกษาได และการที่ผูเรียนมีความอิสระในการเลือกศึกษาสิ่งที่ตนเองสนใจ ถือเปนแรงจูงใจสําคัญอยางหนึ่งในการเรียนรูของผูเรียน 8. ผลพลอยไดจากการที่ผูเรียนทําโครงการบนเครือขายตางๆ นี้ ทําใหผูเรียนมีโอกาสที่จะทําความคุนเคยกับโปรแกรมประยุกตตางๆ บนคอมพิวเตอรไปดวยในตัว เชน โปรแกรม ประมวลผลคํา เปนตน จากที่กลาวมานั้น จะเห็นไดวาประโยชนของอินเทอรเน็ตนั้นมีมากมายมหาศาล หากเรารูจักใชอยางถูกวิธี และจากประโยชนดังกลาวนั้นเอง หากมีการนําอินเทอรเน็ตมาเพือพัฒนา ่การศึกษาของประเทศ ก็จะทําใหเกิดประโยชนและสรางความเทาเทียมกันในดานการศึกษาใหมากยิ่งขึ้น การเรียนการสอนทางดานอิเล็กทรอนิกส หรือ E-Learning เปนสิ่งสําคัญในโลกยุคปจจุบน ัจากโลกยุคปจจุบัน ขอมูลและเทคโนโลยียงมีไมเพียงพอ จะตองมีเรื่องของการสื่อสารเขามา ัเกี่ยวของดวย เมื่อกอนนี้เราจะพูดกันถึงแตเรื่อง IT เทานั้น แตวนนี้ไมไดแลว เราจะตองพูดถึงเรื่อง ัICT (Information and Communication Technology) แทน เนื่องจากจําเปนตองมีการสื่อสารเขามาเกี่ยวของกันประโยชนของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน คอมพิวเตอรมประโยชนมากมาย การนํามาใชงาน สามารถประยุกตใชไดหลายลักษณะ ีถึงอยางไรก็ตามการนําคอมพิวเตอรชวยสอนมาใชจะตองเลือกใหเหมาะสมกับวัตถุประสงคการเรียนรูประกอบกับใชคณลักษณะของคอมพิวเตอรควบคูกับการดูแลของผูสอนอยางใกลชิด ุจึงจะสามารถใหคุณประโยชนอยางแทจริง ไดมีผูทําการวิจัยศึกษาคนควาเกียวกับประโยชนของ ่คอมพิวเตอรชวยสอน (Liu. 1975 : 1411-A ; Friedman. 1974 : 799–A ; คณิต ไขมุก. 2532 : 23-24 ; นิตยา กาญจนวรรณ. 2526 : 80 ; นิพนธ ศุขปรีดี. 2526 : 41; ศิริ สาเกทอง. 2527 : 22)
  • 23. 23พบวา คอมพิวเตอรชวยสอนมีประโยชนตอการเรียนการสอน มากมายหลายประการ พอสรุปได ดังนี้ 1. สงเสริมใหผูเรียนไดเรียนตามเอกัตภาพ เรียนตามความสนใจ เรียนตามลําพังดวยตนเองได เรียนไดดกวาและเร็วกวาการสอนตามปกติ ลดการสิ้นเปลืองเวลาของผูเรียนลง ี 2. มีการปอนกลับ (Feedback) ทันที สามารถประเมินความกาวหนาของผูเรียนโดยอัตโนมัติ ทําใหผูเรียนเกิดความตื่นเตนไมเบื่อหนาย 3. ผูเรียนไมสามารถแอบพลิกดูคําตอบไดกอน จึงเปนการบังคับผูเรียนใหเรียนจริง ๆกอนที่จะผานบทเรียนนันไป ้ 4. ผูเรียนสามารถทบทวนบทเรียนที่เคยเรียนในหองเรียน 5. ผูเรียนไดเรียนรูแบบ Active Learning ฝกใหผูเรียนคิดอยางมีเหตุผล เพราะตองคอยแกปญหาอยูตลอดเวลา ทําใหเกิดความแมนยําในวิชาที่เรียนออน ชวยใหผูเรียนคงไวซึ่งพฤติกรรมการเรียนไดนาน 6. ผูเรียนจะเรียนเปนขั้นตอนทีละนอย จากงายไปหายาก มีเกณฑปฏิบัติโดยเฉพาะ 7. เปนการสรางนิสัยรับผิดชอบใหเกิดในตัวผูเรียน เพราะไมเปนการบังคับผูเรียนใหเรียนแตเปนการใหการเสริมแรงอยางเหมาะสม 8. ทําใหนกเรียนมีเจตคติทดีตอวิชาที่เรียน ั ี่ ฮอลล (Hall. 1982 : 362) ไดกลาวถึงประโยชนของคอมพิวเตอรชวยสอนที่มีตอครูผูสอนไวดังนี้ 1. ลดชั่วโมงเพื่อจะไดปรับปรุงการสอน 2. ลดเวลาที่จะตองติดตอกับผูเรียน 3. มีเวลาศึกษางานตํารา งานวิจย และพัฒนาความสามารถใหมากยิงขึ้น ั ่ 4. ชวยการสอนในชั้นเรียนสําหรับผูที่มีงานสอนมาก โดยการเปลียนจากการฝก ่ทักษะในหองเรียนมาใชระบบคอมพิวเตอรแทน 5. ใหโอกาสในการสรางสรรคและพัฒนานวัตกรรมใหม ๆ สําหรับหลักสูตรและวัสดุเพื่อการศึกษา 6. เพิ่มวิชาสอนโดยคอมพิวเตอรชวยสอนตามความตองการของนักเรียน 7. ชวยพัฒนางานวิชาการ 8. ชวยใหมีเวลาสําหรับตรวจสอบและพัฒนาหลักสูตรตามหลักวิชาการ 9. ชวยเพิ่มวัตถุประสงคของการสอนไดเทาที่เปนไปได เชน การฝกหัดดนตรีจัดนิทรรศการงานกราฟก ชวยแกปญหาของผูเรียนเกียวกับสถาปตย ่
  • 24. 24 สวน ปรีชา เหลาพันนา (2544 : 10) ไดกลาวถึงประโยชนของคอมพิวเตอรชวยสอนไวดังนี้ 1. ดึงดูดความสนใจของผูเรียนใหสนใจในบทเรียน 2. สรางบทเรียนใหเปนรูปธรรม มองเห็น Concept ไดชดเจนขึ้น ั 3. ทําใหการเรียนรูใชเวลาเรียนนอยลง 4. มีการตอบสนอง กระตุน เสริมแรง ทําใหเกิดความอยากรูอยากเห็น 5. ผูเรียนสามารถเรียนไดหลายเที่ยว แบบทดสอบทาทายใหอยากเรียน 6. สรางบทเรียน แบบฝกหัดในรูปแบบอืนๆ เชน เกม เปนตน ทําใหผูเรียนสนุกสนาน ่ จากคุณประโยชนของคอมพิวเตอรชวยสอนที่กลาวมาขางตน พอสรุปไดดังนี้ 1. เปนการเรียนการสอนทียึดผูเรียนเปนศูนยกลาง เพราะผูเรียนสามารถเรียนรูได ่ตามความสนใจและความสามารถของตนเอง บทเรียนมีความยืดหยุน สามารถเรียนซ้ําไดตามที่ ตองการ 2. ดึงดูดความสนใจของผูเรียนไดดี โดยใชเทคนิคการนําเสนอดวยกราฟกภาพเคลื่อนไหว แสง สี เสียง สวยงามและเหมือนจริง 3. ผูเรียนมีการโตตอบ ปฏิสัมพันธกับคอมพิวเตอร สามารถประเมินความกาวหนาของผูเรียนโดยอัตโนมัติ ทําใหผูเรียนเกิดความตื่นเตนไมเบื่อหนาย 4. ผูเรียนไดเรียนรูโดยการปฏิบัติจริง (Active Learning) ฝกใหผูเรียนคิดอยางมีเหตุผล เพราะตองคอยแกปญหาอยูตลอดเวลา ชวยใหผูเรียนมีความคงทนในการเรียนรูสูง เพราะมี โอกาสปฏิบัติกิจกรรมดวยตนเอง ซึ่งจะเรียนรูไดจากขั้นตอนที่งายไปหายากตามลําดับ 5. ใชสอนแทนผูสอน ทั้งในและนอกหองเรียน ทั้งระบบสอนแทน บททบทวนและสอนเสริม ชวยประหยัดเวลาและงบประมาณในการจัดการเรียนการสอน โดยลดความจําเปนที่จะตองใชครูทมีประสบการณสูง หรือเครื่องมือราคาแพง เครื่องมืออันตราย ใชเปนสือการเรียน ี่ ่การสอนทางไกลผานสื่อโทรคมนาคม ใชสอนเนื้อหาทีซับซอน ไมสามารถแสดงของจริงได เปน ่สื่อชวยสอนวิชาที่อันตราย โดยการสรางสถานการณจําลอง เปนสื่อแสดงลําดับขั้นของเหตุการณที่ตองการใหเห็นผลอยางชัดเจนและชา เชน การสอนทางไกลผานดาวเทียม โครงสรางของโมเลกุลของสาร การสอนขับเครื่องบิน การควบคุมเครื่องจักรกลขนาดใหญ การทํางานของมอเตอรรถยนตหรือหัวเทียน เปนตน 6. ลดชองวางการเรียนรูระหวางโรงเรียนในเมืองและชนบท เพราะสามารถสงบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ไปยังโรงเรียนชนบทใหเรียนรูไดดวยการสอนทางไกลผานดาวเทียม ทางอินเทอรเน็ตหรือทางสื่อคอมพิวเตอรชวยสอน
  • 25. 25 7. สรางความพึงพอใจแกผูเรียนทําใหมีเจตคติที่ดีตอวิชาที่เรียน 8. ทําใหครูผูสอนมีเวลาศึกษาคนควาและพัฒนานวัตกรรมใหม ๆ สําหรับหลักสูตรและวัสดุเพื่อการศึกษาหลักทฤษฎีทใชในการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ี่ สมศักดิ์ จีวัฒนา (2546 : 49-50) ไดกลาววา ในการนําเอาหลักทฤษฎีเขามาใชประกอบในการสรางและพัฒนาทางดานการประยุกตเทคโนโลยีการสอน เพื่อใหเกิดการเรียนรูทมี ี่ประสิทธิภาพ จําเปนตองศึกษาถึงหลักทฤษฎีการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนดานจิตวิทยาการเรียนรูดังนี้ 1. ทฤษฎีหลักการเรียนรูของธอรนไดค ที่นํามาใชในการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ไดแก 1.1 กฎแหงผล (Law of Effect) เปนการเชือมโยงระหวางสิ่งเรากับการตอบสนอง ่จะดียิ่งขึ้น เมื่อผูเรียนแนใจวาพฤติกรรมการตอบสนองของตนถูกตองและในการใหรางวัลจะชวยสงเสริมพฤติกรรมนั้น ๆ อีก 1.2 กฎแหงการฝกหัด (Law of Exercise) การที่มีโอกาสไดกระทําซ้ํา ๆ กันหลาย ๆ ครั้งในพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง จะทําใหพฤติกรรมนั้น ๆ สมบูรณยิ่งขึน การฝกหัดทีมี ้ ่การควบคุมทีดีจะสงผลตอการเรียนรู ่ 1.3 กฎแหงความพรอม (Law of Readiness) เมื่อมีความพรอมที่จะตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรมใด ๆ ถามีโอกาสไดกระทํายอมเปนที่พอใจ แตถาไมพรอมที่จะตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรม การบังคับใหกระทํายอมทําใหเกิดความไมพอใจ 2. หลักทฤษฎีของสกินเนอร ที่นํามาใชเปนหลักการและแนวคิดในการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนมีดังนี้ 2.1 หลักการเสริมแรง กลาวคือผูเรียนจะเกิดกําลังใจไดนั้นตองไดรับการเสริมแรงในขั้นที่เหมาะสม เมื่อผูเรียนแสดงอาการตอบสนองออกมาและเห็นวาอาการตอบสนองที่แสดงออกมานันถูกตองก็จะเสริมแรงไดดีกวาการไดรับรางวัลอื่นใด บทเรียน ้โปรแกรมจึงนําการรูผลมาเปนการเสริมแรง โดยในคําถามในแตละกรอบหรือแตละตอนจะมีคําตอบเฉลยไวให เพื่อผูเรียนจะไดทราบวาคําตอบของตนถูกหรือผิด 2.2 การใหแรงเสริมจะตองกระทําทันทีทนใด เมื่อผูเรียนไดเรียนตามบทเรียนแลว ัมีการตอบคําถามจะตองใหแรงเสริมทันที
  • 26. 26 สรุปไดวา ในการสรางและพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนใหมีประสิทธิภาพนั้น จะตองนําหลักทฤษฎีการเรียนรูมาใชประกอบในการสรางและพัฒนา เชน ทฤษฎีการเรียนรูของธอรนไดค ไดกลาวถึงการเชื่อมโยงระหวางสิ่งเรา การทําแบบฝกหัดซ้ํา ๆ และความพรอมของผูเรียน และทฤษฎีการเสริมแรงของสกินเนอร ที่กลาววาผูเรียนจะเกิดกําลังใจไดนั้นตองไดรับการเสริมแรงในขั้นที่เหมาะสมและตองใหแรงเสริมทันทีสวนประกอบในการจัดทําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน จากการศึกษาความหมาย ประโยชน ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนและหลักทฤษฎีที่ใชประกอบในการจัดทําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน พอจะสรุปไดวาในการจัดทําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนจะตองมีการวางแผนโดยคํานึงถึงสวนประกอบในการจัดทํา ดังนี้ 1. บทนําเรื่อง (Title) เปนสวนแรกของบทเรียน ชวยกระตุน เราความสนใจ ใหผูเรียนอยากติดตามเนื้อหาตอไป 2. คําชี้แจงบทเรียน (Instruction) สวนนีจะอธิบายเกียวกับการใชบทเรียน ้ ่การทํางานของบทเรียน เพื่อสรางความมั่นใจใหกับผูเรียน 3. วัตถุประสงคบทเรียน (Objective) แนะนํา อธิบายความคาดหวังของบทเรียน 4. รายการเมนูหลัก (Main Menu) แสดงหัวเรื่องยอยของบทเรียนที่จะใหผูเรียนศึกษา 5. แบบทดสอบกอนเรียน (Pretest) สวนประเมินความรูขั้นตนของผูเรียน เพื่อดูวา ผูเรียนมีความรูพื้นฐานในระดับใด 6. เนื้อหาบทเรียน (Information) สวนสําคัญที่สุดของบทเรียน โดยนําเสนอเนื้อหาที่จะนําเสนอ 7. แบบทดสอบทายบทเรียน (Posttest) สวนนี้จะนําเสนอเพื่อตรวจวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรูของผูเรียน 8. บทสรุป และการนําไปใชงาน (Summary - Application) สวนนีจะสรุปประเด็น ้ตาง ๆ ที่จําเปนและยกตัวอยางการนําไปใชงาน เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนเปนบทเรียนทีมีกระบวนการเรียนการสอน ่ครบสมบูรณอยูในตัว ดังนั้นผูจัดสรางจะตองคํานึงถึงสวนประกอบตาง ๆ และจัดสรางใหครบสมบูรณทุกขั้นตอน เพื่อใหผูเรียนสามารถเรียนรูไดดวยตนเอง อยางมีประสิทธิภาพ จึงจะจัดไดวา เปนลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนที่ดี 
  • 27. 27บุคลากรที่เกี่ยวของกับบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ในการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน นอกจากจะตองมีองคประกอบที่สําคัญในการสรางแลว ศูนยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอรแหงชาติ (2002) ไดกลาวถึงบุคลากรที่เกี่ยวของกับบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนในเว็บไซด http://rbu.rb.ac.th/~boonruen/les1-2.files/frame.htm วาบุคลากรที่จะทําใหการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนครบสมบูรณนั้นตองประกอบไปดวยบุคลากรหลายดานหลายฝาย ที่ทํางานประสานรวมมือกัน เพื่อใหไดผลที่ถูกตองและเหมาะสมกับการเรียนรูผานสื่อคอมพิวเตอร มีความยืดหยุน เหมาะสมกับสภาพผูเรียนที่ แตกตางกันออกไป บุคลากรดังกลาว ประกอบดวย 1. กลุมผูเชี่ยวชาญ เปนกลุมบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาตาง ๆ รวมถึง การใชสื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพผูเรียน ทําหนาที่ใหคําปรึกษาดานตาง ๆ ไดแก 1.1 ผูเชี่ยวชาญดานหลักสูตรและเนื้อหา บุคลากรดานนี้จะเปนผูที่มความรูและ ีประสบการณทางดานการออกแบบหลักสูตรการพัฒนาหลักสูตรรวมไปถึงการกําหนดเปาหมายและทิศทางของหลักสูตร วัตถุประสงค ระดับการเรียนรูของผูเรียน ขอบขายของเนื้อหา กิจกรรม การเรียนการสอน ขอบขายรายละเอียดคําอธิบายของเนื้อหาวิชา ตลอดจนวิธีการวัดและประเมินผลของหลักสูตร บุคคลกลุมนี้จะเปนผูที่สามารถใหคําแนะนําและใหคําปรึกษาไดเปนอยางดี หรือเรียกไดวาเปน Resource Person ของหลักสูตร 1.2 ผูเชี่ยวชาญดานการสอน บุคคลกลุมนี้ หมายถึง ผูทําหนาที่เสนอเนื้อหาวิชาใดวิชาหนึ่งโดยเฉพาะซึ่งเปนผูที่มีความรูมีความชํานาญ มีประสบการณและมีความสําเร็จใน ดานการเรียนการสอนมาเปนอยางดี เปนตนวามีความรูในเนื้อหาอยางลึกซึ้ง สามารถจัดลําดับความยากงาย ความสัมพันธ และความตอเนื่องของเนื้อหา รูเทคนิควิธีการนําเสนอเนือหา หรือ ้วิธีการสอน การออกแบบและสรางบทเรียน ตลอดจนมีวิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรูของผูเรียนมาเปนอยางดีบุคคลกลุมนี้จะเปนผูชวยที่ชวยทําใหการออกแบบบทเรียนมีคณภาพและมี  ุประสิทธิภาพ นาสนใจมากยิงขึ้น ่ 1.3 ผูเชี่ยวชาญดานสื่อ บุคลากรกลุมนี้จะชวยทําหนาที่ในการออกแบบและใหคําแนะนํา ปรึกษาทางดานการวางแผนการออกแบบบทเรียน อันประกอบดวยเรื่องการออกแบบและการจัดวางรูปแบบ การออกแบบหนาจอ การเลือกและวิธีการใชตวอักษร เสน รูปทรง กราฟก ัแผนภาพ รูปภาพ สี แสง เสียง การจัดทํารายงาน และสื่อการเรียนการสอนอื่น ๆ ที่จะชวยทําใหบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนมีความสวยงามและนาสนใจมากยิ่งขึ้น 1.4 ผูเชี่ยวชาญดานโปรแกรมคอมพิวเตอร การสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนตองใชเครื่องคอมพิวเตอรเปนสื่อในการนําเสนอ ดังนั้นจึงตองมีผูเชี่ยวชาญในดานการใช
  • 28. 28เครื่อง โดยเฉพาะโปรแกรมเมอร (Programmer) ซึ่งเปนผูติดตอสื่อสารระหวางคนกับเครื่องได ตองเขาใจถึงภาษาคอมพิวเตอรทจะใชสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนหรือตองเขาใจวิธีการทํางาน ี่ของโปรแกรมที่จะนํามาชวยในการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน บุคลากรดานนี้จะใหคําแนะนํา การใชโปรแกรม Authoring Tools ที่เหมาะสมกับเนื้อหาทีจะนําเสนอ ตลอดจนการทํา ่เอกสารประกอบการใชสื่อ และจะชวยทําใหการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนสําเร็จลุลวงไปดวยดี 2. กลุมผูออกแบบและสรางบทเรียน เปนผูทําหนาที่ออกแบบและสรางบทเรียนโดยตรง โดยเริ่มตั้งแตการวิเคราะหเนื้อหาการวิเคราะหกจกรรม การทําสื่อประเมินผล การสราง ิStoryboard ของเนื้อหา โดยอยูภายใตความควบคุม ดูแลของผูเชี่ยวชาญ จากนั้นก็นํามาลงโปรแกรมคอมพิวเตอร 3. ผูบริหารโครงการ ทําหนาที่จัดการและบริหารงานตาง ๆ ที่เกี่ยวกับการสรางบทเรียน จัดหาอุปกรณตาง ๆ ที่จําเปนตองใชควบคุมคุณภาพของบทเรียน ประสานงานกับกลุมตาง ๆ ควบคุมงบประมาณตาง ๆ สรุปไดวา ในการสรางหรือพัฒนาสื่อคอมพิวเตอรชวยสอนใหมีประสิทธิภาพนั้นจะตองมีบุคลากรหลายฝายทํางานประสานรวมมือกัน มีทงผูเชี่ยวชาญในแตละสาขาวิชาตาง ๆ ั้รวมถึงการใชสื่อเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพผูเรียน ทําหนาที่ใหคาปรึกษาดานตาง ๆ ํผูออกแบบและสรางบทเรียน จะตองวิเคราะหหลักสูตร เนื้อหา กิจกรรม การทําสื่อ การประเมินผลโดยอยูภายใตการควบคุม ดูแลของผูเชี่ยวชาญ สวนผูบริหารโครงการตองทําหนาทีจัดการบริหาร  ่งานตาง ๆ เกี่ยวกับการสรางบทเรียน ตลอดจนควบคุมคุณภาพ ประสานงานกับกลุมตาง ๆ และควบคุมงบประมาณใหดาเนินไปดวยความเรียบรอย ํงานวิจัยที่เกี่ยวของ งานวิจัยในประเทศ จากขอดีของการเรียนการสอนบนเว็บ และประโยชนของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนมีผูที่เกี่ยวของกับการศึกษาไทย ไดใหความสนใจทําการศึกษาวิจัยพัฒนาบทเรียนออนไลนและบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ที่มีประสิทธิภาพและนํา มาใชในการจัดการเรียนการสอนในวิชาตาง ๆ เพื่อใหผูเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ดังนี้ สรวงสุดา สายสีสด (2545 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่องการสรางและพัฒนาบทเรียนออนไลนวิชาระบบเครือขายคอมพิวเตอรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พบวา บทเรียนมีประสิทธิภาพตามความคิดเห็นของผูทรงคุณวุฒิอยูในระดับดีมาก และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลัง
  • 29. 29เรียนของกลุมที่เรียนดวยบทเรียนออนไลน สูงกวาหลังเรียนของกลุมที่เรียนวิธีปกติ อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ กาญจนา ยลสิริธัม (2546 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่องการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ประกอบการเรียนการสอนทางไกลผานดาวเทียม เรื่อง ComputerNetwork Technologies and Internet พบวา บทเรียนมีประสิทธิภาพ 73.63/74.13 สวน สุนทรียธรรมสุวรรณ (2545 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่องบทเรียนผานระบบเครือขายอินเทอรเน็ต วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อชีวิตพบวา บทเรียนมีประสิทธิภาพตามความคิดเห็นของผูทรงคุณวุฒิอยู ในระดับดีมาก และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสอดคลองกับ วิเชียร พุมพวง (2546 : บทคัดยอ) ที่ไดศึกษาเรื่องบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ตเรื่องแมเหล็กไฟฟาพบวา บทเรียนมีประสิทธิ ภาพเทากับ 83.01 :82.56 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05และอรรถพล คณะพล (2546 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่องบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนบนเครือขายอินเทอรเน็ต เรืองเทคนิคการบริหารงานแบบ 5 ส พบวา บทเรียนมีประสิทธิภาพ ่83.42: 82.67 ซึ่งสงกวาเกณฑมาตรฐานทีกําหนดไว เชนเดียวกันกับ อาจณรงค มโนสุทธิฤทธิ์ ่(2546 : บทคัดยอ) ไดศึกษาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ต เรื่องหนวยความจําของคอมพิวเตอรพบวา บทเรียนมีประสิทธิภาพเทากับ 80.33 : 81.00 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ ฉัตราภรณกลางจอหอ (2546 : บทคัดยอ) ไดศึกษาการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน เรือง การใช ่ภาษา ASP สําหรับการพัฒนาโฮมเพจพบวา บทเรียนมีประสิทธิภาพรอยละ 85 นอกจากนี้แลวสุทธิพงษ สุรพุทธ (2546 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเรื่อง บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ต เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศพบวา บทเรียนมีคุณภาพจากผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหาและดานเทคนิคการผลิตอยูในระดับดี ซึ่งไดตามเกณฑที่กําหนด และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนมีคาสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนฤมล รอดเนียม (2546 : บทคัดยอ)ไดศึกษาเรื่อง บทเรียนการสอนผานเว็บ เรือง อินเทอรเน็ต วิชาคอมพิวเตอรและเทคโนโลยี ่สารสนเทศพบวา บทเรียนมีประสิทธิภาพ 84.40/85.11 ดังที่ กมลรัตน สมใจ (2546 : บทคัดยอ)ไดศึกษาเรื่อง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ต วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู เรื่องการทํางานในระบบคอมพิวเตอร สถาบันราชภัฏพบวา บทเรียนมีคุณภาพดานเนื้อหาอยูในระดับดีมาก (X = 4.54) ดานเทคนิคการผลิตสื่ออยูในระดับดี (X = 4.47) และมีประสิทธิภาพเทากับ 82.40/83.67 นุตพล ธรรมลังกา (2538 : บทคัดยอ) ไดศึกษาเปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนกับการสอนปกติพบวา นักเรียนที่เรียนโดยใชบทเรียน
  • 30. 30คอมพิวเตอรชวยสอนมีเจตคติตอวิชาคณิตศาสตรดีกวากลุมที่เรียนตามปกติและดีกวากอน การทดลอง แตกลุมที่เรียนปกติมีเจตคติตอวิชาคณิตศาสตรหลังการทดลองกับกอนการทดลองไมแตกตางและสอดคลองกับผลการวิจัยของสุวรรณา ฟกปลั่ง (2544 : บทคัดยอ) ไดทําการวิจยเรื่อง ัผลการเรียนซอมเสริม 2 รูปแบบ จากบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนในวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนศึกษาสงเคราะหตาก ปรากฏวาผูเรียนมีเจตคติที่ดีตอการเรียนซอมเสริมวิชาคณิตศาสตรจากบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนและสวนใหญแสดงพฤติกรรมในการเรียนที่ดีระหวางเรียน อินทิรา ชูศรีทอง (2541 : บทคัดยอ) ไดศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ปรากฏวานักเรียนเห็นดวยกับการเรียนดวยคอมพิวเตอรชวยสอนอยูใน  ระดับมากและมีผลสอดคลองกับผลการวิจยของพิมพพร ฟองหล่ํา (2538 : บทคัดยอ) ซึ่งพบวา ันักเรียนสวนใหญเห็นดวยกับการเรียนวิชาคณิตศาสตรโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนและพัชราวลัย มีทรัพย (2542 : บทคัดยอ) พบวานักเรียนมีความพึงพอใจในการเรียนคณิตศาสตรดวยโปรแกรมคอมพิวเตอรชวยสอนมากทีสุดเปนอันดับหนึ่ง สวนปยะพร เพียรสวรรค (2543 :  ่บทคัดยอ) พบวา ครูผูสอนกลุมทดลองมีความคิดเห็นตอโปรแกรมคอมพิวเตอรชวยสอนในดานการออกแบบและดานการนําเสนอของโปรแกรมวามีความเหมาะสมในระดับมาก สวนนักเรียนกลุมทดลองมีความคิดเห็นตอโปรแกรมคอมพิวเตอรชวยสอนในดานการออกแบบและดานการนําเสนอของโปรแกรมวามีความเหมาะสมในระดับปานกลาง การศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมในการเรียนดานความเอาใจใสในการเรียน ความมีวนัย ิในชั้นเรียน ความรับผิดชอบในการเรียนของนักเรียนทีเ่ รียนคณิตศาสตรโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนกับการสอนปกติของอัมภาพร จันทรกระจาง (2542 : บทคัดยอ) และ ศิริพร จินดาราม (2544 : บทคัดยอ) พบวานักเรียนที่เรียนโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนมีพฤติกรรมในการเรียน ดานความเอาใจใสในการเรียน ความมีวนัยในชันเรียน ความรับผิดชอบใน ิ ้การเรียนของสูงกวานักเรียนที่ไดรับการสอนแบบปกติ ซึ่งสอดคลองกับผลการศึกษาวิจยของ ัมธุรส แกววรา (2542 : บทคัดยอ) และศรราม จามมาตย (2544 : บทคัดยอ) ที่ไดศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนที่เรียนวิชาคณิตศาสตรโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนพบวาพฤติกรรมของนักเรียนในการเรียนที่แสดงออกดานความสนใจ ความรับผิดชอบ ความเชื่อมั่นในตนเองและความซื่อสัตยอยูในระดับดีมาก สวนวีรพงษ แสงชูโต (2542 : บทคัดยอ) ไดทําการวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบคอมพิวเตอรชวยสอนในการสอนเสริมระดับประถมศึกษาในพบวา นักเรียนสวนใหญชอบที่จะ เรียนจากบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนในวิชาคณิตศาสตรเรื่องสมการและตองการบทเรียน
  • 31. 31คอมพิวเตอรชวยสอนในวิชาอื่นดวย สวนรูปแบบที่นักเรียนชอบเรียนคือบทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอนซึ่งมีสีของฉากหลังสีเดียว (สีน้ําเงิน) ตลอดบทเรียน มีการจัดขอความใหเหมาะสม มีรูปภาพประกอบและมีภาพเคลื่อนไหวในแตละฉาก มีเสียงเตือนเมื่อมีการตอบถูกหรือผิด จากผลการวิจยจะเห็นไดวา บทเรียนออนไลนหรือบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนที่ ัพัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ ทําใหผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิชาตาง ๆ สูงขึ้นและเมื่อเปรียบเทียบกับการสอนแบบปกติพบวา นักเรียนที่เรียนโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวานักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังทดลองสูงขึ้น รวมทั้งนักเรียนที่เรียนโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนมีเจตคติทดีตอวิชาที่สอน ี่มากกวาการสอนแบบปกติ นอกจากนั้นแลวยังมีความคิดเห็นทีดีตอบทเรียนและเห็นดวยกับ ่การเรียนโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน สวนพฤติกรรมในระหวางเรียน ความเอาใจใสในการเรียน ความมีวินยในชันเรียน ความรับผิดชอบในการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใชบทเรียน ั ้คอมพิวเตอรชวยสอนสูงกวานักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติและอยูในระดับดีมาก สวน รูปแบบที่นักเรียนชอบเรียนคือบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนซึ่งมีสีของฉากหลังสีเดียว (สีน้ําเงิน) ตลอดบทเรียน มีการจัดขอความใหเหมาะสม มีรูปภาพประกอบและมีภาพเคลื่อนไหวในแตละฉากมีเสียงเตือนเมือมีการตอบถูกหรือผิด ่ งานวิจัยตางประเทศ ตางประเทศ มีการศึกษาวิจยเกี่ยวกับบทเรียนออนไลนและบทเรียนคอมพิวเตอรชวย ัสอน ไวพอสรุปได ดังนี้ คูมาร (Kumar. 1994 : 158-A) ไดทําการวิจัยเรื่อง การใชคอมพิวเตอรชวยสอนประเภทฝกทักษะและการทําแบบฝกหัดวิชาคณิตศาสตร โดยที่นกเรียนไมตองเรียนในชันเรียนพิเศษใช ั ้กลุมตัวอยางเปนจํานวนนักเรียน 15 คน แบงออกเปน 2 กลุม กลุมทดลองใชคอมพิวเตอรชวยสอน สวนกลุมควบคุมไมไดใชคอมพิวเตอรชวยสอน ในการฝกและการทําแบบฝกหัดโดยทั้งสองกลุมมีการทดสอบทั้งกอนและหลังเรียนในระยะเวลา 5 สัปดาห ผลการวิจัยพบวากลุมทดลองมีระดับคะแนนมากกวากลุมควบคุม ซึ่งผลการวิจยสอดคลองกับ พารค (Park. 1993 : ั119A) ที่ไดทาการวิจยการประเมินผลวิชาแคลคูลัสและคณิตศาสตร(Calculus & Mathematics ํ ัCourse) ที่มีผลการปฏิบัติทางคอมพิวเตอรโดยใชวิธีการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกลุมทดลองที่ใหเรียนแคลคูลัสจากคอมพิวเตอรกับกลุมควบคุมที่ใหเรียนแคลคูลัสจากการสอนปกติ ที่ University of Illinois สหรัฐอเมริกา ผลการวิจยพบวากลุมทดลองมีความเขาใจ ั
  • 32. 32เชิงมโนมติในเนื้อหาวิชาแคลคูลัสดีกวากลุมควบคุม แตก็มีผลการวิจยที่แตกตางจากทั้งสองทานที่ ักลาวมา คือ เฟรเดนเบอรก (Fredenberg. 1994 : 59A) ไดทําการศึกษาเปรียบเทียบการเรียนวิชาแคลคูลัสและเรขาคณิตวิเคราะหโดยทดลองกับนักศึกษาที่ Montana State Universityสหรัฐอเมริกา กลุมทดลองมีการใชคอมพิวเตอรชวยสอนในหองปฏิบัตการ สวนกลุมใหเรียน ิ ตามปกติและมีการบานเสริมการเรียนพบวา ทั้งสองกลุมมีการเปลี่ยนแปลงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยางไมมีนยสําคัญทางสถิติและทั้งสองกลุมมีผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัตในระดับเดียวกัน ั ิเชนเดียวกันกับมา (Ma. 1994 : 132A) ที่ไดทําการศึกษาเปรียบเทียบระหวางการสอนโดยปกติกับการดัดแปลงมัลติมีเดียทางการสอนในการแกปญหาทางคณิตศาสตร โดยใชความสามารถทางการเรียนและความศรัทธาในวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนเกรด 6 ในประเทศใตหวัน สาธารณรัฐประชาชนจีน การศึกษาครั้งนี้ใชกลุมตัวอยาง 90 คน แบงเปน 2 กลุม กลุมควบคุมมี 45 คน ไดรบการสอนโดยวิธีปกติเปนเวลา 3 สัปดาห กลุมทดลองมี 45 คน ไดรับการสอนเหมือนกลุม ัควบคุมทั้งวัสดุการสอนและเวลาที่สอน แตดัดแปลงใชมัลติมีเดียแบบประยุกตรวมกับการสอนดวย ทั้งสองกลุมทําการทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน และวิเคราะหดวยสถิติ ANCOVA พบวาทั้ง สองกลุม คือกลุมทดลองและกลุมควบคุมไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ สวนโอโซโก (Osoko. 1999 : 4049A) ไดทําการศึกษาการใชเทคโนโลยีมัลติมีเดีย เพื่อการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร และวิทยาศาสตรในโรงเรียน St.Louis Public Schoolแหลงขอมูลไดจากการสํารวจกลุมตัวอยางซึ่งเปนครูผูสอน จํานวน 35 คน ผลการวิเคราะหสรุปไดวาเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนแปลงวิธสอนและกอใหเกิดผลในเชิงบวกตอการเรียนการสอน ี จากผลการวิจยทั้งในและตางประเทศเกียวกับการใชบทเรียนออนไลน และบทเรียน ั ่คอมพิวเตอรชวยสอนวิชาตาง ๆ สรุปไดวา บทเรียนออนไลน และบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาผูเรียนในวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (คอมพิวเตอร) ไดเปนอยางดี เมือเปรียบเทียบผลการเรียนกอนเรียนและหลังเรียนพบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ ่นักเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียนและเมือเปรียบเทียบกับการสอนแบบปกติก็ปรากฏวา สวนใหญ ่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากบทเรียนออนไลนหรือบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนสูงกวานักเรียนทีเ่ รียนจากการสอนแบบปกติ และหลังจากเรียนดวยบทเรียนออนไลนหรือบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนนักเรียนมีเจตคติที่ดีตอวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ (คอมพิวเตอร)รวมทั้งมีความคิดเห็นทีดีตอบทเรียนและเห็นดวยกับการเรียนโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ่นอกจากนั้นแลวยังตองการบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนในวิชาอื่น ๆ ดวย สวนพฤติกรรมของนักเรียนที่แสดงออกในระหวางเรียนก็ใหผลเชิงบวกตอการเรียนการสอน
  • 33. 33กรอบแนวคิดในการวิจัย ผูวิจัยไดกําหนดกรอบแนวคิดในการสรางบทเรียนออนไลน ดังนี้ การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม สรางบทเรียนออนไลนโดยใช - พัฒนาผูเรียน ให Microsoft FrontPage 2003 โปรแกรม สามารถเขียนเว็บไซต ไดแก - Namo FreeMotion 2006 ดวยโปรแกรม Microsoft 1. รูจักกับ FrontPage 2003 - Macromedia Captivate FrontPage 2003 ได 2. เริ่มตนเขียนเว็บ - Adobe Photoshop CS2 - สรางผูเรียนใหเปน 3. การตกแตงภาพในเว็บเพจ - Microsoft FrontPage 2003 Webmaster 4. การเชื่อมโยงเว็บเพจ ภายในบทเรียนประกอบดวย 5. การใสตารางบนเว็บเพจ - แนะนําวิธีใชบทเรียน 6. การสรางเฟรมเซตในเว็บเพจ - แบบทดสอบกอนเรียน - ผลการเรียนรูที่คาดหวัง - สาระการเรียนรู - แบบทดสอบระหวางเรียน - กิจกรรมทายบท - แบบทดสอบหลังเรียน ลักษณะของบทเรียน - ผูเรียนเรียนไดทุกที่ที่มี อินเทอรเน็ต และไดทราบผล การเรียนรูทันทีที่เรียนจบ - ผูเรียนสามารถเลือกเรียนรูได ตามความสนใจ เรียนรูกี่ครั้งก็ได ตามความสามารถ โดยไมจํากัดเวลา และสถานที่
  • 34. 34 บทที่ 3 วิธีดําเนินการวิจัย การวิจยในครังนี้เปนการวิจยเชิงทดลอง เรื่อง การพัฒนาบทเรียนออนไลนเรื่องการเขียน ั ้ ัเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใช บทเรียนออนไลนเรียนผานเครือขายอินเทอรเน็ต ผูวิจยไดดําเนินการตามขั้นตอนดังนี้ ั 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง 2. เครื่องมือที่ใชในการเก็บรวบรวมขอมูล 3. การเก็บรวบรวมขอมูล 4. การวิเคราะหขอมูล 5. สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูลประชากรและกลุมตัวอยาง 1. ประชากร ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรรัมย จังหวัดบุรีรัมย ปการศึกษา 2549 จํานวน 90 คน ี 2. กลุมตัวอยาง ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2/1 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรรัมย จังหวัดบุรีรัมย ปการศึกษา 2549 จํานวน 30 คน ไดมาโดยการสุมอยางงายใน ีการเลือกหองที่จะใชในการทดลองเครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือที่ใชในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบดวย 1. บทเรียนออนไลนเรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003ของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 2 ้ 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 2 ้ใชทดสอบนักเรียน กอนเรียนและหลังเรียนดวยบทเรียนออนไลน เปนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือกจํานวน 1 ฉบับ มี 40 ขอ 3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการเรียนโดยใชบทเรียนออนไลน
  • 35. 35 ขั้นตอนการสรางเครื่องมือในการวิจัย 1. การสรางบทเรียนออนไลน เรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม MicrosoftFrontPage 2003 ผูวิจัยไดดําเนินการ ดังนี้ 1.1 ศึกษาเนื้อหาสาระของหลักสูตรการศึกษาขั้นพืนฐาน พุทธศักราช 2544 ้กลุมสาระการเรียนรูการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศชวงชั้นที่ 3 ชันมัธยมศึกษาปที่ 2 เพื่อทําความเขาใจเกียวกับสาระการเรียนรู มาตรฐานการเรียน ้ ่ชวงชั้นที่ 3 ผลการเรียนรูทคาดหวังรายป/รายภาค วิธีสอนและ การวัดผลประเมินผล ี่ 1.2 ศึกษาและวิเคราะหมาตรฐานการเรียนรู และผลการเรียนรูที่คาดหวังกลุมสาระการเรียนรูการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 แลวกําหนดหลักสูตรเปนสาระเพิ่มเติมวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน (คอมพิวเตอร) 1.3 ศึกษาและวิเคราะหการสรางและพัฒนาเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 โดยไดรับคําปรึกษาจากผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา วิธีสอน และดานโปรแกรม 1.4 กําหนดผลการเรียนรูทคาดหวังใหสอดคลองกับ เนือหา กิจกรรมและแบบทดสอบ ี่ ้กอนเรียน-หลังเรียน ที่จะสรางในบทเรียนออนไลน โดยคํานึงถึงความพรอมของเด็กและความเหมาะสมกับวัยของผูเรียนแลวนําไปใหผูเชี่ยวดานเนื้อหาและวิธสอนตรวจสอบีความถูกตอง ความเที่ยงตรง ความสอดคลองและการใชภาษา 3 ทาน คือ 1. นายไชยชาญ ทรัพยมาก ครูชํานาญการพิเศษ สาขาคอมพิวเตอรโรงเรียนวิเศษชัยชาญ “ตันติวิทยาภูม” สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาอางทอง ิ 2. นายวิวัฒนชัย ชุตินธรารักษ ศึกษานิเทศกชํานาญการ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรีรมย เขต 1 ั 3. นายเรืองยศ ลอธีรพันธุ ครูชํานาญการพิเศษ สาขาคอมพิวเตอรโรงเรียนอนุบาลบุรีรัมย สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาบุรรัมย เขต 1 ีโดยกําหนดเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ +1 แนใจวาผลการเรียนรูทคาดหวังนี้ ตรงกับกิจกรรมและเนื้อหาที่สอน ี่ 0 ไมแนใจวาผลการเรียนรูที่คาดหวังนี้ตรงกับกิจกรรมและเนื้อหาที่สอน -1 แนใจวาผลการเรียนรูทคาดหวังนี้ไมตรงกับกิจกรรมและเนื้อหาทีสอน ี่ ่ ผลการประเมินดัชนีความสอดคลองระหวาง ผลการเรียนรูที่คาดหวัง กิจกรรมและเนื้อหาที่สอน (IOC) ของผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหามีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 1.00 หมายความวา บทเรียนมีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา นันคือ เนื้อหา กิจกรรม และผลการเรียนรูที่คาดหวัง มีความสัมพันธกน ่ ั
  • 36. 36สวนขั้นตอนกระบวนการเรียนการสอนผูเชี่ยวชาญที่ 3 ทาน ไดใหขอเสนอแนะ ขอบกพรองตาง ๆผูวิจัยไดนํามาปรับปรุงแกไข เพื่อใหการเรียนการสอนบรรลุจุดมุงหมาย 1.5 ศึกษาการสรางบทเรียนออนไลน โดยใชโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003,Macromedia captivate, Namo Freemotion และใชประสบการณการเขียนบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนและประสบการณในการเขียนเว็บไซต นํามาวางแผน เพื่อสรางภาพจําลองใหนักเรียนเขาใจบทเรียน และทําโครงรางบทเรียนงาย ๆ 1.6 เขียนสคริปของบทเรียน (Storyboard) โดยกําหนดการนําเสนอบนจอภาพการอธิบายการใชภาษา รูปภาพ และการตอบสนองผูเรียน 1.7 สรางบทเรียนออนไลน เรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 โดยใชโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ในการทําเว็บไซต ใชโปรแกรมMacromedia captivate ในการสรางบทเรียนมัลติมีเดีย ใชโปรแกรม Namo Freemotion 2006 ในการสรางภาพเคลื่อนไหวและบทเรียนออนไลน ตลอดจนใชโปรแกรม Adobe Photoshop CS2ตกแตงภาพในบทเรียน ตามผลการเรียนรูที่คาดหวังที่ตงไว ตามกิจกรรม เนื้อหา แบบทดสอบ ั้ระหวางเรียน กิจกรรม และแบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียนที่กําหนดไว โดยใชแนวทางจากเอกสารตําราตาง ๆ และจากประสบการณการสอนของผูวิจัยเอง 1.8 นําบทเรียนออนไลน ทีสรางขึ้นไวที่ Server ของสํานักงานคณะกรรมการศึกษา ่ขั้นพื้นฐาน ที่ URL http://school.obec.go.th/sensiri และใหผูเชี่ยวชาญดานการสอนวิชาคอมพิวเตอรดานสื่อการเรียนการสอนและผูเชี่ยวชาญ ดานโปรแกรมคอมพิวเตอร 3 ทาน คือ (ผูเชี่ยวชาญเดียวกันกับขอ 1.4 ) ประเมินดวยแบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ซึ่งเปน แบบประเมินบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนของ สมศักดิ์ จีวัฒนา (2546 : 165 - 166) แบบประเมินเปนแบบมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) ซึ่งกําหนดการตัดสินคุณภาพเปน 5ระดับ ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง ดีมาก ระดับ 4 หมายถึง ดี ระดับ 3 หมายถึง พอใช ระดับ 2 หมายถึง ควรปรับปรุง ระดับ 1 หมายถึง ไมเหมาะสมและมีเกณฑประเมิน ดังนี้
  • 37. 37 คาเฉลี่ย สรุปการประเมิน 4.50 - 5.00 ดีมาก 3.50 – 4.49 ดี 2.50 – 3.49 พอใช 1.50 – 2.49 ควรปรับปรุง 1.00 – 1.49 ไมเหมาะสม 1.9 นําบทเรียนออนไลน ทีผานการตรวจสอบแกไขจากผูเชี่ยวชาญแลวไปทดลองใช ่ในการเรียนการสอนเพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน ตามขั้นตอน ดังนี้ 1.9.1 ทดลองครั้งที่ 1 เปนการทดลองแบบหนึ่งตอหนึ่ง (One to One Testing) โดยนําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนที่พัฒนาขึ้นไปทดลองกับนักเรียน ชันมัธยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียน  ้ที่ 1 ปการศึกษา 2549 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ อําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรัมย ซึ่งไมเคยเรียนการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 มากอน จํานวน 3 คน โดยเลือกนักเรียนที่มีระดับผลการเรียนสูง ปานกลางและต่ํา ระดับละ 1 คน และผูวิจยไดสังเกตผูเรียนอยางใกลชิด ัและสัมภาษณการใช เพื่อศึกษาขอบกพรอง ปญหาที่เกิดขึ้นขณะทีนักเรียนทํากิจกรรม รวมทั้ง ่ความเหมาะสมในเรื่องของเวลาเนื้อหาและสื่อการเรียนการสอนพบวา มีขอผิดพลาดบางประการเชน เนื้อหาสาระยังพิมพผิด การนําเสนอเนื้อยังไมชัดเจนในบางเรื่อง จึงนํามาปรับปรุงแกไขใหม 1.9.2 การทดลองครั้งที่ 2 เปนการทดลองแบบกลุมเล็ก (Small Group Testing)โดยนําบทเรียนออนไลน ทีไดรับการปรับปรุงจากการทดลองครั้งที่ 1 ไปทดลองกับนักเรียนชั้น ่มัธยมศึกษาปที่ 3 ปการศึกษา 2549 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ อําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรัมย ซึ่งไมเคยเรียนการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 มากอนจํานวน 9 คน โดยเลือกนักเรียนที่มีระดับผลการเรียนสูง ปานกลางและต่ํา ระดับละ 3 คน โดยใชชวงเวลาเดียวกันกับ ขอ 1.9.1 ผูวิจัยสังเกตผูเรียนอยางใกลชิด และสัมภาษณการใช เพื่อศึกษาขอบกพรอง ปญหาที่เกิดขึ้น ขณะทีนักเรียนทํากิจกรรมรวมทั้งความเหมาะสมในเรื่องของเวลาเนื้อหาและสื่อการเรียน ่การสอน ขนาดตัวอักษรยังไมเหมาะสมในบางจุด จึงแกไขตัวอักษรใหม พรอมทั้งปรับเปลี่ยนกราฟก เสียง ภาพเคลื่อนไหว และเพิ่มสีสันใหมในบทเรียน ทดสอบบทเรียนจนสมบูรณ หลังจากนันไดนําบทเรียนที่แกไขแลวไปใหผูเชี่ยวชาญทั้ง 3 ทานประเมินใหม ้ผลการประเมินบทเรียนออนไลนที่พัฒนาขึ้น ของผูเชี่ยวชาญดานสื่อการเรียนการสอนและดานโปรแกรมคอมพิวเตอรพบวา มีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 4.93 หมายความวา บทเรียนอยูในระดับดีมากซึ่งแสดงใหเห็นวาบทเรียนออนไลนที่ผูวิจยสรางขึ้น สามารถนําไปใชเปนสื่อในการเรียนการสอน ัไดเปนอยางดี
  • 38. 38 1.9.3 ทดลองภาคสนาม (Field Testing) โดยนําบทเรียนออนไลน ที่ไดรับการปรับปรุงจากการทดลองครั้งที่ 2 ไปทดลองกับกลุมตัวอยาง ซึ่งเปนนักเรียนชันมัธยมศึกษา ้ปที่ 2 ปการศึกษา 2549 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ อําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรัมย จํานวน 30 คนเพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน ตามเกณฑที่ตงไว คือ 80% พบวา ประสิทธิภาพของ ั้บทเรียนออนไลนที่ผูวิจัยสรางและพัฒนาขึนมีประสิทธิภาพ 88.64% ซึ่งสูงกวาเกณฑที่ตั้งไว ้ หลังจากนันไดนําบทเรียนไปเผยแพรอยางหลากหลายในวงวิชาการ เชน ไดจดทํา ้ ัเปนเอกสารนําเสนอตอที่ประชุมครูในโรงเรียน จัดนิทรรศการแสดงผลงานนักเรียนประจําปการศึกษาของโรงเรียน นําเสนอในงานสัมมนาวิชาการและเผยแพรงานวิจยสูชุมชน จัดโดย ัสํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจย(สกว.)รวมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย เมื่อวันที่ 26 ักุมภาพันธ 2550 ผลปรากฏวาไดรับคํายกยองชมเชย ชืนชมจากสํานักงานกองทุนสนับสนุน ่การวิจย(สกว.) วาเปนผลงานทางวิชาการที่แทจริง เปนงานวิจยที่ดีเยียม นําเสนอไดครบถวน ั ั ่ถูกตอง ชัดเจน จากนันไดนาไปเผยแพรทางเว็บไซต ที่ URL http://school.obec.go.th/sensiri ้ ํเพื่อใหผูเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา การจัดการศึกษา หนวยงานการศึกษา และชุมชน ตลอดจนบุคคลทั่วไป ไดศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรูในการพัฒนาการศึกษาตอไป พบวา ผูที่เขามาศึกษาทางเว็บไซตไดแสดงความคิดเห็นชื่นชม ยกยอง ชมเชยบทเรียนออนไลนวาเปนผลงานที่ดีและมี ประโยชนอยางยิ่งตอการศึกษาไวในสมุดเยี่ยมและเว็บบอรดของเว็บไซตบทเรียนออนไลนที่URL http://school.obec.go.th/sensiri 2. การสรางแบบทดสอบกอนเรียน-หลังเรียน ผูวิจัยไดดําเนินการ ดังนี้ 2.1 ศึกษาและวิเคราะหหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ในกลุมสาระการเรียนรูการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี ชวงชั้นที่ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ในเนือหาที่ ้เกี่ยวของกับการนําเสนองานดวยเว็บไซต รายละเอียดการใชโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003เพื่อศึกษาลักษณะและขอบขายเนื้อหาวิธีเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 และนําขอมูลมาสรางแบบทดสอบ 2.2 ศึกษาวิธสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขัน ี ้พื้นฐาน พุทธศักราช 2544 2.3 ศึกษาการวัดและประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544
  • 39. 39 2.4 จัดสรางแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเปนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก1 ฉบับ จํานวน 100 ขอ โดยไดรับคําปรึกษาจากผูเชียวชาญดานเนื้อหา วิธีสอนและดานการวัดผล ่ประเมินผลในการตั้งขอคําถาม ขอความและตัวลวง 2.5 นําแบบทดสอบที่สรางขึ้นและปรับปรุงแกไขแลวไปใหผูเชียวชาญทาง ่ดานเนื้อหาและการวัดผลประเมินผลตรวจสอบความถูกตอง ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาความสอดคลองกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง การใชภาษาและหลักการสรางขอสอบที่ดี 3 ทาน(ผูเชี่ยวชาญเดียวกันกับขอ 1.4 ) โดยกําหนดเกณฑการใหคะแนน ดังนี้ +1 แนใจวาขอสอบนั้นวัดไดตรงผลการเรียนรูที่คาดหวัง 0 ไมแนใจวาขอสอบนั้นวัดไดตรงผลการเรียนรูที่คาดหวัง -1 แนใจวาขอสอบนั้นวัดไดไมตรงผลการเรียนรูที่คาดหวัง ตามวิธีของโรวิเนลลี (Rovinelli) และแฮมเบิลตัน (R.K. Hambleton)(สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 218 - 220) ถาคาเฉลี่ยของคะแนนการประเมินมากกวาหรือเทากับ 0.5ถือวาขอสอบนั้นเปนขอสอบที่มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาเพราะวัดไดตรงจุดประสงคที่ตองการจริงถาคะแนนเฉลี่ยของคะแนนการประเมินนอยกวา 0.5 เปนขอสอบที่ตองตัดทิ้งหรือแกไข เพราะวัดไมไดตรงจุดประสงคที่ตองการ ผลการประเมินดัชนีความสอดคลองระหวางแบบทดสอบกับผลการเรียนรูที่คาดหวังของผูเชี่ยวชาญดานการวัดผลพบวา แบบทดสอบทุกขอมีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 1.00 หมายความวาแบบทดสอบมีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาทุกขอ เพราะวัดผลไดตรงกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 2.6 นําแบบทดสอบไปทดลองใช (Try-out) กับนักเรียนที่เคยเรียนเนือหานี้มากอน ้แลว ไดแก นักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 3 ในภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2549 จํานวน 55 คน ้โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ อําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรมย ั 2.7 วิเคราะหแบบทดสอบเพื่อหาคาอํานาจจําแนก (B) เปนรายขอ ใชวิธีวิเคราะหขอสอบแบบอิงเกณฑของเบรนแนน (Brennan) (บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 87-89) จากนั้นคัดเลือกขอสอบที่มีคาอํานาจจําแนก ระหวาง 0.20 -1.00 จํานวน 40 ขอ ผลการวิเคราะหไดขอสอบที่มีอํานาจจําแนก (B) อยูระหวาง 0.25 – 0.50 แลวนําแบบทดสอบจํานวน 40 ขอ หาคาความเชื่อมัน ่ทั้งฉบับ โดยใชวิธีของโลเวท (Lovett) (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 230-231) เปนวิธหาความเชื่อมัน ี ่ของแบบทดสอบอิงเกณฑจากผลการสอบครั้งเดียว ผลการวิเคราะหคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเทากับ 0.87 2.8 นําแบบทดสอบไปจัดพิมพเพื่อใชในการทดลอง
  • 40. 403. การสรางแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลน  แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลนที่พฒนาขึ้น ปรับปรุง ัมาจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผูเรียนของแวววลี สิริวรจรรยาดี (2548 : 181-182)แบบสอบถามเปนแบบมาตราสวนประมาณคา (Rating Scale) จํานวน 18 ขอ โดยมีความหมายของระดับความคิดเห็น ดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง เห็นดวยอยางยิ่ง ระดับ 4 หมายถึง เห็นดวยมาก ระดับ 3 หมายถึง เห็นดวยปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง เห็นดวยนอย ระดับ 1 หมายถึง เห็นดวยนอยอยางยิ่งและมีเกณฑ การประเมินดังนี้ คาเฉลี่ย สรุปความคิดเห็น 4.50 – 5.00 เห็นดวยอยางยิ่ง 3.50 – 4.49 เห็นดวยมาก 2.50 – 3.49 เห็นดวยปานกลาง 1.50 – 2.49 เห็นดวยนอย 1.00 – 1.49 เห็นดวยนอยอยางยิ่งการเก็บรวบรวมขอมูล การวิจยครั้งนี้ เปนการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) โดยผูวจัยดําเนินการเก็บ ั ิรวบรวมขอมูลดวยตนเอง ขันตอนการดําเนินงาน ดังนี้ ้ 1. ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนการเรียนของนักเรียนกลุมตัวอยาง โดยทดสอบจากบทเรียนออนไลน ใชเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อตรวจสอบความรูพื้นฐานของนักเรียน และนักเรียนทราบผลการทดสอบทันทีที่สอบเสร็จ 2. ดําเนินการสอนนักเรียนใชบทเรียนออนไลนที่ URL http://school.obec.go.th/sensiriในภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2549 3. หลังจากสินสุดการสอน ทําการทดสอบหลังเรียนทันทีโดยใชแบบทดสอบวัดผล ้สัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนในบทเรียนออนไลนซึ่งเปนแบบทดสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบกอนเรียน ตรวจคะแนนโดยโปรแกรมคอมพิวเตอรในบทเรียน ขอที่ตอบถูกให 1 คะแนน และขอที่ตอบผิดให 0 คะแนน นักเรียนทราบผลการทดสอบทันทีที่สอบเสร็จ 4. นักเรียนที่เปนกลุมตัวอยาง ตอบแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีตอบทเรียนออนไลน 
  • 41. 41การวิเคราะหขอมูล การวิเคราะหขอมูลในการวิจยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้  ั 1. การวิเคราะหขอมูลเพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 มีขั้นตอน ดังนี้ 1.1 หาคาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใชสูตร ดัชนีความสอดคลองระหวางแบบทดสอบกับจุดประสงค โดยหาคาเฉลียการประเมินของผูเชี่ยวชาญทั้งหมด ตามวิธีของ ่โรวิเนลลี(Rovinelli) และแฮมเบิลตัน(Hambleton) (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 218 - 220) ถาคาเฉลี่ยของคะแนนการประเมินมากกวาหรือเทากับ 0.5 ถือวาขอสอบนั้นเปนขอสอบที่มีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาเพราะวัดไดตรงจุดประสงคทตองการจริง ถาคะแนนเฉลี่ยของคะแนน การประเมิน ี่นอยกวา 0.5 เปนขอสอบที่ตองตัดทิ้งหรือแกไข เพราะวัดไมไดตรงจุดประสงคที่ตองการ ผลการประเมินดัชนีความสอดคลองระหวางแบบทดสอบกับผลการเรียนรูที่คาดหวังของผูเชี่ยวชาญดานการวัดผลพบวา แบบทดสอบทุกขอมีคะแนนเฉลี่ยเทากับ 1.00 หมายความวาแบบทดสอบมีความเที่ยงตรงตามเนื้อหาทุกขอ เพราะวัดผลไดตรงกับผลการเรียนรูที่คาดหวัง 1.2 วิเคราะหคาอํานาจจําแนก (B) เปนรายขอ ใชวิธวิเคราะหขอสอบแบบอิงเกณฑ ีของ เบรนแนน (Brennan) (บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 87-89) จากนันคัดเลือกขอสอบที่มีคา ้อํานาจจําแนกระหวาง 0.20 -1.00 จํานวน 40 ขอ ผลการวิเคราะหไดขอสอบที่มีอํานาจจําแนก (B)ตั้งแต 0.25 ถึง 0.50 1.3 หาคาความเชื่อมั่นทั้งฉบับ โดยใชวิธีของโลเวท (Lovett) (สมนึก ภัททิยธนี.2546 : 230 - 231) เปนวิธีหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบอิงเกณฑจากผลการสอบครั้งเดียวผลการวิเคราะหคาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเทากับ 0.87 2. การวิเคราะหขอมูลเพื่อหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน 2.1 หาคาสถิติพื้นฐาน ไดแก คาเฉลี่ย คารอยละ และสวนเบียงเบนมาตรฐานของ ่คะแนนที่ไดจากการทําแบบทดสอบในบทเรียนออนไลนในแตละตอน คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน และคะแนนประเมินบทเรียนบทเรียนออนไลนของผูเชี่ยวชาญ 2.2 หาประสิทธิภาพของบทเรียนบทเรียนออนไลนตามสูตร KW-CAI ของกฤษมันต วัฒนาณรงค (2538 : 12-13) โดยพิจารณาจากคาเฉลี่ยของคาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบฝกหัดกับคาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบทดสอบหลังเรียนคิดเปนรอยละ(Percentage)คาเฉลี่ยที่ไดไมต่ํากวา 80% ถือวาบทเรียนมีประสิทธิภาพสามารถนําไปใชในการเรียนการสอนได
  • 42. 42 3. การศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2กลุมตัวอยางกอนและหลังใชบทเรียนออนไลน โดยใชคาเฉลี่ยและคาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน แลวเปรียบเทียบความแตกตางของคาเฉลี่ยโดยใชสถิติทดสอบที (t-test แบบ Dependent Samples Test) 4. การวิเคราะหความคิดเห็นของนักเรียนทีมีตอบทเรียนออนไลน โดยหาคาเฉลี่ย ่คารอยละ และสวนเบียงเบนมาตรฐานของระดับความคิดเห็นของนักเรียน ่สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล ขอมูลที่นํามาวิเคราะห ผูวิจยทําการวิเคราะหดวยโปรแกรมสําเร็จรูป SPSS for Windows ั V.12 1. การหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ใชสถิติดังนี้ 1.1 การหาคาความเที่ยงตรงตามเนื้อหาของแบบทดสอบแตละขอ โดยใชสูตร IOCเปนคาดัชนีความสอดคลองระหวางขอสอบกับจุดประสงคเชิงพฤติกรรมตามวิธีของโรวิเนลลี(Rovinelli) และแฮมเบิลตัน (Hambleton) (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 218 - 220) สูตรหาคาดัชนีความสอดคลอง ∑R IOC = N IOC = ดัชนีความสอดคลองระหวางจุดประสงคกบเนื้อหา ั หรือระหวางขอสอบกับจุดประสงค เมื่อ ∑R = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญทั้งหมด Ν = จํานวนผูเชี่ยวชาญทั้งหมด 1.2 การหาคาอํานาจจําแนก (Discrimination) ใชวิธีของเบรนแนน (Brennan)(บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 87-89) สูตรหาคาอํานาจจําแนก B= U− L n n 1 2
  • 43. 43 เมื่อ B แทน คาอํานาจจําแนก U แทน จํานวนคนรอบรูหรือสอบผานเกณฑที่ตอบถูก L แทน จํานวนคนไมรอบรูหรือสอบไมผานเกณฑที่ตอบถูก n1 แทน จํานวนคนรอบรูหรือสอบผานเกณฑ n2 แทน จํานวนคนไมรอบรูหรือสอบไมผานเกณฑ 1.3 การหาคาความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ ใชวิธีของโลเวท (Lovett)(สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 230 - 231) สูตรหาคาความเชื่อมั่น r = 1− k ∑ X i − ∑ X2 i (k − 1) ∑ (X i − C)2 cc เมื่อ r cc แทน ความเชื่อมั่นของแบบทดสอบอิงเกณฑ k แทน จํานวนขอสอบของแบบทดสอบทั้งฉบับ Xi แทน คะแนนสอบของนักเรียนแตละคน C แทน คะแนนจุดตัด (C = 28) 2. การหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน ใชสถิติดังนี้ 2.1 สถิติพื้นฐาน 2.1.1 คารอยละ (Percentage) f Ρ= × 100 Ν เมื่อ P แทน รอยละ f แทน ความถี่ที่ตองการแปลงใหเปนรอยละ N แทน จํานวนความถีทั้งหมด ่ 2.1.2 คาเฉลี่ย (Mean) ∑Χ X= Ν
  • 44. 44 เมื่อ X แทน คาเฉลี่ย ΣX แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุม N แทน จํานวนนักเรียนทั้งหมด 2.1.3 สวนเบียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (สมนึก ภัททิยธนี. ่2546 : 250) N ∑ X 2 − (∑ X ) 2 S = N( N − 1) เมื่อ S แทน คาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนของแตละคน N แทน จํานวนคนทั้งหมด ΣX แทน ผลรวมของคะแนน 2.2 สถิติการหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน ใช สูตรการหาประสิทธิภาพKW-CAI (กฤษมันต วัฒนาณรงค. 2538 : 12 - 13) ดังนี้ สูตร KW-CAI Ea + Eb Ε − CAI = × 100 2 เมื่อ Ε − CAI แทน ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน Εa แทน คาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบฝกหัด(คาจากสูตร KW-A) Εb แทน คาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบทดสอบ(คาจากสูตร KW-B) สูตร KW-A
  • 45. 45 Εa = n ∑ X i =1 A () i N Εa แทน คาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบฝกหัด X แทน คะแนนที่ไดจากการทําแบบฝกหัด A แทน คะแนนเต็มของแบบฝกหัด N แทน จํานวนผูเรียน สูตร KW-B n X ∑ () B i Εb = i = 1 N Εb แทน คาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบทดสอบ X แทน คะแนนที่ไดจากการทําแบบทดสอบ B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ N แทน จํานวนผูเรียน เกณฑการประเมินคาของบทเรียนออนไลน ตามสูตร KW-CAIมีหนวยเปนรอยละ แทนคาในการแปลความหมายของประสิทธิภาพบทเรียน ดังนี้ รอยละ 95 – 100 หมายถึง บทเรียนมีประสิทธิภาพดีมาก รอยละ 90 – 94 หมายถึง บทเรียนมีประสิทธิภาพดี รอยละ 80 – 89 หมายถึง บทเรียนมีประสิทธิภาพพอใช ต่ํากวารอยละ 80 หมายถึง บทเรียนนี้ควรปรับปรุงแกไข 3. สถิติที่ใชทดสอบสมมติฐาน ใชคาสถิติทดสอบที แบบ Dependent Samples Test(บุญชม ศรีสะอาด. 2543 : 109) t = ∑D ; df = N-1 N ∑ D − (∑ D ) 2 2 N −1
  • 46. 46เมื่อ t แทน คาสถิติที่ใชเปรียบเทียบกับคาวิกฤต เพื่อทราบความมีนัยสําคัญ D แทน คาผลตางระหวางคูคะแนน N แทน จํานวนคูของคะแนนหรือจํานวนกลุมตัวอยางคํานวณดวยโปรแกรมสําเร็จรูป SPSS for Windows V.12 โดยใชคําสั่ง Analyze / Compare Means / Paired-Samples T Test 4. สถิติที่ใชในการวิเคราะหแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนทีมีตอบทเรียน ่คอมพิวเตอรชวยสอน มีดังนี้  4.1 รอยละ (Percentage) 4.2 คาเฉลี่ย (Mean) 4.3 สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
  • 47. 47 บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล การวิจยในครังนี้ เปนการวิจัยเชิงทดลอง เรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม ั ้ Microsoft FrontPage 2003 ของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชบทเรียนออนไลนสอนผาน ้ระบบเครือขายอินเทอรเน็ต ปรากฏผลการวิเคราะหขอมูลที่จะนํามาเสนอตามลําดับหัวขอตอไปนี้ 1. สัญลักษณที่ใชในการวิเคราะหขอมูล 2. การวิเคราะหขอมูล 3. ผลการวิเคราะหขอมูลสัญลักษณที่ใชในการวิเคราะหขอมูล X แทน คาเฉลี่ย N แทน จํานวนนักเรียน S แทน คาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน Εa แทน คาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบฝกหัด Εb แทน คาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบทดสอบ A แทน คะแนนเต็มของแบบฝกหัด B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบ t แทน คาสถิติที่ใชเปรียบเทียบกับคาวิกฤต เพื่อทราบความมีนัยสําคัญ ** แทน มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01การวิเคราะหขอมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูลตามลําดับขั้น ดังนี้ ตอนที่ 1 การหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน ตามเกณฑ 80% ตอนที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่ไดรับการสอนโดยใชบทเรียนออนไลน ตอนที่ 3 การวิเคราะหความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลน
  • 48. 48ผลการวิเคราะหขอมูล ตอนที่ 1 การหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน ผูวิจัยไดทดลองภาคสนามกับนักเรียนที่เปนกลุมตัวอยาง จํานวน 30 คน ภาคเรียนที่ 2ปการศึกษา 2549 ไดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แลวนํามาหาคาประสิทธิภาพตามลําดับ ดังแสดงในตาราง 1 - 3ตาราง 1 คาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบฝกหัดบทเรียนออนไลน ( Εa ) คะแนนแบบฝกหัด จํานวนนักเรียน คะแนนรวม ΣΧ รอยละ (A = 105 คะแนน) (N) (ΣX) Α 90 1 90 3.33 0.86 91 2 182 6.67 1.73 92 4 368 13.33 3.50 93 5 465 16.67 4.43 94 2 188 6.67 1.79 95 1 95 3.33 0.90 96 6 576 20.00 5.49 97 2 194 6.67 1.85 99 2 198 6.67 1.89 100 1 100 3.33 0.95 101 2 202 6.67 1.92 102 2 204 6.67 1.94 รวม 30 2862 100 27.257 คะแนนเฉลี่ย 95.40 90.86 0.9086 จากตาราง 1 พบวาคาเฉลี่ยของคะแนนแบบฝกหัด ( X ) เทากับ 95.40 จากคะแนนเต็ม 105 คะแนน คิดเปนรอยละ 90.86 และคาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบฝกหัด ( Εa )เทากับ 0.9086
  • 49. 49ตาราง 2 คาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบทดสอบบทเรียนออนไลน ( Εb ) คะแนนแบบทดสอบ จํานวนนักเรียน คะแนนรวม ΣΧ รอยละ (B = 40 คะแนน) (N) (ΣX) Β 32 3 96 10.00 2.40 33 6 198 20.00 4.95 34 4 136 13.34 3.40 35 10 350 33.33 8.75 36 3 108 10.00 2.70 37 3 111 10.00 2.775 38 1 38 3.33 0.95 รวม 30 1037 100 25.925 คะแนนเฉลี่ย 34.57 86.42 0.8642 จากตาราง 2 พบวาคาเฉลี่ยของคะแนนแบบทดสอบ ( X ) เทากับ 34.57 จากคะแนนเต็ม 40 คะแนน คิดเปนรอยละ 86.42 และคาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบทดสอบ ( Εb )เทากับ 0.8642ตาราง 3 คาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน ( Ε − CAI ) คะแนนแบบฝกหัด คะแนนแบบทดสอบ ประสิทธิภาพ จํานวนนักเรียน (105 คะแนน) (40 คะแนน) Ε − CAI X S Εa X S Εb 30 95.40 3.47 0.9086 34.57 1.59 0.8642 88.64
  • 50. 50 จากตาราง 3 พบวาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลนที่พัฒนาขึ้นมีคาเทากับ 88.64หมายความวา บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนเกิดกระบวนการเรียนรูและสามารถเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของผูเรียนที่ไดเรียนดวยบทเรียนออนไลน เฉลี่ยรอยละ 88.64 ตอนที่ 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2ที่ไดรับการสอนโดยใชบทเรียนออนไลน ในการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ผูวิจยไดสรางบทเรียนออนไลนแลว ันําไปทดลองใชกับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา2549 แลวนําขอมูลมาวิเคราะห ดังแสดงในตาราง 4ตาราง 4 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยและคาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการทดสอบ กอนเรียนและหลังเรียนของกลุมทดลอง กอนเรียน หลังเรียน กลุม N t-test X S X S ทดลอง 30 19.83 4.07 34.57 1.59 28.059** ** มีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากตาราง 4 พบวานักเรียนทั้งกลุมทดลอง มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกวาคะแนนเฉลี่ยกอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ตอนที่ 3 การวิเคราะหความคิดเห็นของผูเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลน แบบสอบถามความคิดเห็นของผูเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลน แบงเปน 2 ตอน ผลการวิเคราะหแสดงในตาราง 5 และตาราง 6
  • 51. 51ตาราง 5 ขอมูลทั่วไปของผูเรียน และสัดสวนการใชคอมพิวเตอร รายการ รอยละ 1. เพศ 1.1 ชาย (10 คน) 33.33 1.2 หญิง (20 คน) 66.67 รวม 100.00 2. อายุ 2.1 14 – 15 ป 100 2.2 16 ป ขึ้นไป 0.00 รวม 100.00 3. การใชคอมพิวเตอร 3.1 เคยใช 100 3.2 ไมเคยใช 0.00 รวม 100.00 4. มีคอมพิวเตอรใชที่บาน 4.1 มี (7 คน) 23.33 4.2 ไมมี (23 คน) 76.67 รวม 100.00 5. การเรียนดวยบทเรียนออนไลน 5.1 เคยเรียน 100 5.2 ไมเคยเรียน 0.00 รวม 100.00 จากตาราง 5 พบวาขอมูลทั่วไปของผูเรียนซึ่งเปนกลุมทดลอง จํานวนนักเรียนชาย10 คน (รอยละ 33.33) และจํานวนนักเรียนหญิง 20 คน (รอยละ 66.67) มีอายุระหวาง 14 – 15 ป(รอยละ 100) ผูเรียนทุกคนเคยใชคอมพิวเตอรมากอน (รอยละ 100) ผูเรียนมีคอมพิวเตอรใชที่บานรอยละ 23.33 ไมมีคอมพิวเตอรใชที่บาน รอยละ 76.67 ผูเรียนทุกคนเคยเรียนดวยบทเรียนออนไลนมากอน (รอยละ 100)
  • 52. 52 ตาราง 6 การวิเคราะหความคิดเห็นของผูเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลน ระดับความคิดเห็น ลําดับ รายการ X S แปลความหมาย ที่1. ผูเรียนมีความเขาใจในเนื้อหาวิชาจากบทเรียนออนไลน 4.03 0.71 เห็นดวยมาก 152. บทเรียนออนไลนเราความสนใจของผูเรียนไดดี 4.00 0.69 เห็นดวยมาก 163. บทเรียนออนไลนสรางบรรยากาศใหมในการเรียนวิชา คอมพิวเตอร 4.37 0.61 เห็นดวยมาก 54. บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนเขาใจการเขียนเว็บไซต มากยิ่งขึ้น 4.20 0.71 เห็นดวยมาก 105. บทเรียนออนไลนชวยใหผูเรียนสนุกสนานและตื่นเตน 4.20 0.75 เห็นดวยมาก 106. บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนเรียนไดเร็วขึ้น 4.20 0.66 เห็นดวยมาก 107. บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนเรียนรูไดดวยตนเอง 4.43 0.72 เห็นดวยมาก 38. ภาษาที่ใชในบทเรียนออนไลนเขาใจงาย 3.83 0.64 เห็นดวยมาก 189. ตัวอยางในบทเรียน มีความเหมาะสม ชัดเจน เขาใจงาย 3.93 0.78 เห็นดวยมาก 1710.บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนอยากเรียนคอมพิวเตอร มากยิ่งขึ้น 4.43 0.72 เห็นดวยมาก 311.บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนไดเรียนตามความสนใจ 4.20 0.66 เห็นดวยมาก 1012.บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนไดเรียนตามความสามารถ 4.33 0.71 เห็นดวยมาก 613.เมื่อทําแบบทดสอบเสร็จผูเรียนรูคะแนนทันที 4.60 0.56 เห็นดวยอยางยิ่ง 114.ผูเรียนใชบทเรียนออนไลนไดงายและสะดวก 4.23 0.77 เห็นดวยมาก 915.บทเรียนออนไลนชวยใหผูเรียนเรียนคอมพิวเตอรอยาง มีความสุข 4.20 0.66 เห็นดวยมาก 1016.บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนไดเรียนรู โดยไมจํากัดเวลา และสถานที่ 4.30 0.79 เห็นดวยมาก 817.ผูเรียนตองการบทเรียนออนไลนวิชาคอมพิวเตอรในเรื่องอื่นๆ ดวย 4.33 0.84 เห็นดวยมาก 618.ผูเรียนตองการบทเรียนออนไลนในวิชาอื่นๆ ดวย 4.60 0.56 เห็นดวยอยางยิ่ง 1 เฉลีย ่ 4.24 0.70 เห็นดวยมาก
  • 53. 53 จากตาราง 6 พบวานักเรียนกลุมทดลองมีความคิดเห็นทีดีตอบทเรียนออนไลนอยูใน ่ระดับเห็นดวยมากถึงระดับเห็นดวยอยางยิงและมีความคิดเห็นโดยเฉลียอยูในระดับเห็นดวยมาก ่ ่( X = 4.24, S = 0.70) ขอที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ ขอ 13 “เมื่อทําแบบทดสอบเสร็จผูเรียนรูคะแนนทันที( X = 4.60)” ขอ 18 “ผูเรียนตองการบทเรียนออนไลนในวิชาอืนๆ ดวย ่( X = 4.60)” ขอ 7 “บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนเรียนรูไดดวยตนเอง( X = 4.25)” ขอ 10“บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนอยากเรียนคอมพิวเตอรมากยิ่งขึ้น( X = 4.43)” ขอ 10 “บทเรียนออนไลนสรางบรรยากาศใหมในการเรียนวิชาคอมพิวเตอร ( X = 4.37)” สวนขอที่มีคาเฉลี่ยต่ําสุดคือ ขอ 8 “ภาษาที่ใชในบทเรียนออนไลนเขาใจงาย ( X = 3.83)”
  • 54. 54 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและขอเสนอแนะ การศึกษาวิจยนี้เปนการวิจยเชิงทดลอง เรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft ั ัFrontPage 2003 โดยใชบทเรียนออนไลน เรียนผานระบบเครือขายอินเทอรเน็ต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ อําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรัมย ผูวิจัยจะสรุปผลและมีขอเสนอแนะตามลําดับดังนี้ 1. ความมุงหมายของการวิจย ั 2. สมมติฐานของการวิจย ั 3. วิธีดําเนินการวิจัย 4. สรุปผลการวิจัย 5. อภิรายผลการวิจัย 6. ขอเสนอแนะความมุงหมายของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน เรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80% 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการเรียนโดยใชบทเรียนออนไลน สมมติฐานการวิจัย 1. บทเรียนออนไลน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80% 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน 3. นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีตอบทเรียนออนไลนอยูในระดับมากวิธีดําเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากร ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรรัมย จังหวัดบุรีรัมย จํานวน 3 หองเรียน ปการศึกษา 2549 จํานวน 90 คน ี
  • 55. 55 กลุมตัวอยาง ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2/1 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรรัมย จังหวัดบุรีรัมย ปการศึกษา 2549 จํานวน 30 คน ไดมาโดยการสุมอยางงายใน ีการเลือกหองที่จะใชในการทดลองสอน 2. เครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือที่ใชในการวิจยในครั้งนี้ ประกอบดวย ั 1. บทเรียนออนไลนเรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลน 3. การเก็บรวบรวมขอมูล ผูวิจัยดําเนินการเก็บรวบรวมขอมูล ตามขั้นตอน ดังนี้ 1. ทดสอบกอนเรียนกับนักเรียนกลุมทดลอง โดยใชแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในบทเรียนออนไลน 2. ดําเนินการสอนกลุมทดลอง โดยใชบทเรียนออนไลน 3. ทดสอบหลังเรียนกับนักเรียนกลุมทดลอง โดยใชแบบทดสอบชุดเดียวกันกับแบบทดสอบกอนเรียนในบทเรียนออนไลน 4. นักเรียนกลุมทดลองตอบแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีตอบทเรียนออนไลน 4. การวิเคราะหขอมูลและสถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล การวิเคราะหขอมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1. การหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใชสถิติคาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (IOC), คาอํานาจจําแนก (B) และคาความเชื่อมั่น (rcc) 2. การหาประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน โดยใชสถิติ คาเฉลี่ย ( X ), รอยละ,คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และสูตร KW-CAI 3. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุมทดลองกอนและหลังใชบทเรียนออนไลน โดยใชสถิติ คาเฉลี่ย ( X ), และคาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) และทดสอบความแตกตางของคะแนนเฉลี่ย โดยใชสถิติทดสอบที (t-test) แบบ Dependent Samples Test 4. วิเคราะหความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลน โดยใชสถิติ คาเฉลี่ย และคาความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
  • 56. 56สรุปผลการวิจัย จากการสอนการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 โดยใชบทเรียนออนไลนผานระบบเครือขายอินเทอรเน็ต ของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 2 ้โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ อําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรมย พบวา ั 1. บทเรียนออนไลนที่ผูวิจยสรางขึ้น มีประสิทธิภาพ 88.64% ั 2. นักเรียนที่เรียนโดยใชบทเรียนออนไลนเรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรมMicrosoft FrontPage 2003 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดตอการจัดการเรียนการสอนโดยใชบทเรียนออนไลนอยูใน ีระดับเห็นดวยมากถึงระดับเห็นดวยอยางยิงและมีความคิดเห็นโดยเฉลียอยูในระดับเห็นดวยมาก ่ ่ขอที่มีคาเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับแรก คือ เมื่อทําแบบทดสอบเสร็จผูเรียนรูคะแนนทันที ผูเรียนตองการบทเรียนออนไลนในวิชาอื่นๆ ดวย บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนเรียนรูไดดวยตนเองบทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนอยากเรียนคอมพิวเตอรมากยิ่งขึ้น และบทเรียนออนไลนสรางบรรยากาศใหมในการเรียนวิชาคอมพิวเตอร สวนขอที่มีคาเฉลี่ยต่ําสุด คือ ภาษาทีใชในบทเรียน ่ออนไลนเขาใจงาย แตก็ยังเปนขอคิดเห็นที่มีคาเฉลี่ยอยูในระดับมาก อภิปรายผล จากการทดลอง สามารถอภิปรายผลไดดังนี้ จากผลการวิจยการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ของนักเรียน ัชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชบทเรียนออนไลนนั้น ปรากฏวาบทเรียนออนไลนที่ผวิจัยสรางขึ้น มี ูประสิทธิภาพ 88.64% หมายความวา บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนเกิดกระบวนการเรียนรูและสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหลังจากทีไดเรียนดวยบทเรียนออนไลนเฉลี่ยรอยละ 88.64 แสดง ่วาบทเรียนออนไลนที่สรางขึ้นมีประสิทธิภาพสูงกวาเกณฑ 80% ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไวถือวาบทเรียนออนไลน สามารถนําไปใชในการเรียนรูไดอยางมีประสิทธิภาพ ซึ่งไดผล เชนเดียวกันกับผลการวิจัยของนักวิชาการหลายๆ ทาน (สรวงสุดา สายสีสด. 2545 : บทคัดยอ;กาญจนา ยลสิริธัม. 2546 : บทคัดยอ; สุนทรีย ธรรมสุวรรณ. 2545 : บทคัดยอ; วิเชียร พุมพวง.2546 : บทคัดยอ; อรรถพล คณะพล. 2546 : บทคัดยอ; อาจณรงค มโนสุทธิฤทธิ์. 2546 :บทคัดยอ; ฉัตราภรณ กลางจอหอ. 2546 : บทคัดยอ; นฤมล รอดเนียม. 2546 : บทคัดยอ ) ไดศึกษาเรื่องการสรางและพัฒนาบทเรียนออนไลนสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ตในเรืองตางๆ พอ ่สรุปไดวา บทเรียนมีประสิทธิ ภาพสูงกวาเกณฑที่ตั้งไว และผลการประเมินของผูเชี่ยวชาญอยูใน
  • 57. 57ระดับดีมาก ซึ่งแสดงใหเห็นวาบทเรียนออนไลนที่ผูวิจยสรางและพัฒนาขึ้นเปนสื่อการสอนที่ได ัมาตรฐาน มีประสิทธิภาพตามเกณฑและสมมติฐานที่ตั้งไว สามารถนําไปพัฒนากระบวนการเรียนรูของนักเรียนใหสูงขึ้นไดเปนอยางดี ที่เปนเชนนี้อาจเปนเพราะผูวจัยไดสรางบทเรียนโดยดําเนินตามขั้นตอน กลาวคือ ิไดศึกษาถึงปญหาในการจัดการเรียนการสอนในวิชาที่ผูวิจัยสอนอยูคอวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ืพื้นฐาน(คอมพิวเตอร) พบวา โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ มีขอจํากัดเรื่องเครื่องคอมพิวเตอรไมเพียงพอกับผูเรียน คือ จํานวนเครื่องคอมพิวเตอร 1 เครื่องตอนักเรียนสองถึงสามคนในการจัดการเรียนการสอนแตละครั้ง ทําใหนกเรียนบางคนขาดโอกาสในการฝกปฏิบัติงานไดอยางเต็มที่เพราะมีเวลา ันอยกวาปกติ ผูวิจัยจึงไดศกษาหลักสูตร วิเคราะหเนื้อหา ผลการเรียนรูที่คาดหวัง กลุมสาระ ึการเรียนรูการงานพื้นฐานอาชีพ สาระที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยไดรบ ัคําปรึกษาจากผูเชี่ยวชาญดานเนื้อหา ดานการวัดผลและประเมินผล และศึกษากระบวนการเรียนการสอนโดยใชบทเรียนออนไลนและบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนจากงานวิจยตาง ๆ พบวา ัการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนไวบนเครือขายอินเทอรเน็ต เปนการเปดชองทางการเรียนรูอีกทางหนึ่งใหกับผูเรียนไดเรียนรูไดดวยตนเองโดยไมจํากัดเวลา สถานที่ และจํานวนครั้ง อีกทั้งปจจุบันความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศไดพัฒนาการไปอยางรวดเร็ว และมีการนําเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเทคโนโลยีดานเครือขายคอมพิวเตอร หรืออินเทอรเน็ตมาใชในการเรียนการสอน ซึ่งถือเปนนวัตกรรมใหมทางการศึกษาทําใหเทคโนโลยีอินเทอรเน็ตไดรับการเผยแพรเขาสูการศึกษาในทุกระดับ สถานศึกษาตางเชือมตอเครือขายคอมพิวเตอรของหนวยงานเขาสู ่อินเทอรเน็ต เพื่อเปดโอกาสใหผูเรียน ผูสอนไดมีโอกาสเขาถึงแหลงขอมูลความรูในโลกภายนอก โดยผานทางเครือขายอินเทอรเน็ต รวมทั้งบทเรียนออนไลนและบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนสามารถเราความสนใจนักเรียนไดดี สามารถอธิบายเนื้อหาสาระไดเปนรูปธรรมดีมาก นักเรียนไดเรียนรูอยางอิสระ ตามความสามารถความถนัด ความสนใจ ไดปฏิบติจริง และสามารถโตตอบกับ ับทเรียนได ซึ่งถือวาเปนกระบวนการเรียนการสอนทียึดผูเรียนเปนสําคัญ นอกจากนั้นแลวผูเรียน ่ยังไดเรียนรูอยางสนุกสนาน รูสึกตื่นเตน ทาทายกับบทเรียน และสามารถเรียนรูกี่ครั้งก็ไดตามความตองการจนกวาจะเขาใจ ผูวจัยจึงไดศึกษาถึงขั้นตอนการสรางบทเรียนออนไลนและบทเรียน ิคอมพิวเตอรชวยสอน รวมทังเทคนิคตาง ๆ ที่ทําใหบทเรียนนาสนใจ ไมรูสึกเบื่อหนาย โดยศึกษา  ้การใชโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ในการสรางเว็บไซต และศึกษาการใชโปรแกรมNamo FreeMotion 2006 โปรแกรม Macromedia Captivate และโปรแกรม Adobe Photoshop CS2ในการสรางบทเรียนใหนาสนใจ โดยไดรับคําปรึกษาจากผูเชี่ยวชาญดานโปรแกรมและสื่อการสอนจากนั้นผูวิจยไดดําเนินการสรางและทดลองใชตามขั้นตอน โดยใชเนื้อหาสาระที่ผานการตรวจสอบ  ั
  • 58. 58และประเมินจากผูเชี่ยวชาญแลวนําบทเรียนที่สรางขึ้นไปใหผูเชี่ยวชาญตรวจสอบและประเมินผลผลการประเมินจากผูเชียวชาญพบวาบทเรียนออนไลนทผูวิจัยสรางขึ้นมีความเหมาะสมอยูในระดับ ่ ี่ดีมาก จากการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนเรียนและหลังเรียนโดยใชบทเรียนออนไลน พบวาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเปนไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว และไดผลเชนเดียวกันกับผลการวิจัยของนักวิชาการหลายๆ ทาน (สรวงสุดา สายสีสด. 2545 : บทคัดยอ; วิเชียร พุมพวง.2546 : บทคัดยอ; สุนทรีย ธรรมสุวรรณ. 2545 : บทคัดยอ; อาจณรงค มโนสุทธิฤทธิ์. 2546 :บทคัดยอ; สุทธิพงษ สุรพุทธ. 2546 : บทคัดยอ) ทีไดศึกษาการสรางและพัฒนาบทเรียนออนไลน ่ในวิชาตางๆ พอสรุปไดวา นักเรียนที่เรียนโดยใชบทเรียนออนไลนมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึน ี ้อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุมที่เรียนโดยใชบทเรียนออนไลนหรือบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนสูงกวากลุมที่เรียนโดยการสอนแบบปกติอยางมีนยสําคัญทางสถิติ  ัที่ผลเปนเชนนีอาจเปนเพราะบทเรียนออนไลนที่ผูวิจัยสรางขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80% ้อีกทั้งจากการสังเกตนักเรียนในขณะที่เรียนดวยบทเรียนออนไลนพบวา นักเรียนมีความเอาใจใสตอการเรียน สนใจเรียน มีความกระตือรือรน สนุกสนาน ตื่นเตนและมีความสุขกับบทเรียนมากกวานักเรียนที่เรียนโดยการสอนแบบปกติ อาจเปนเพราะการเรียนรูของนักเรียนโดยใชบทเรียนออนไลน ทําใหนักเรียนไดเรียนรูอยางอิสระ ตามความสามารถ ความสนใจ จะเรียนกี่ครั้งก็ได โดยไมจํากัดเวลาและสถานที่ จนกวาจะเขาใจบทเรียนเปนการเรียนรูที่ยึดผูเรียนเปนสําคัญ และยังเปนเทคโนโลยีที่แปลกใหม นักเรียนสามารถทราบผลการเรียนไดทันทีทเี่ รียนจบ ซึ่งสอดคลองกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพืนฐาน พ.ศ.2544 และหลักสูตรสถานศึกษา มุงสงเสริมใหผูเรียนเรียนรูดวย ้ ตนเอง เรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวิต และใชเวลาอยางสรางสรรครวมทั้งมีความยืดหยุน สนอง ความตองการของผูเรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ผูเรียนสามารถเรียนรูไดทกเวลา ทุกสถานที่ ุและเรียนรูไดจากสื่อการเรียนรูและแหลงเรียนรูทุกประเภท เนนสื่อที่ผูเรียนและผูสอนใชศึกษาคนควาหาความรูดวยตนเอง ยอมแสดงวาบทเรียนออนไลนที่ผูวิจัยพัฒนาขึ้น ชวยใหผูเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู ทําใหเกิดกระบวนการเรียนรู แลวยังเปนนวัตกรรมที่ชวยที่ทําใหนกเรียนไดเรียนรูดวยตนเองแลวลงมือปฏิบัติจริง และสามารถนําความรูที่เรียนไปใช ัแกปญหาได นอกจากนี้ผลการวิจยยังสอดคลองกับแนวคิดของ ยุพน พิพิธกุล (2540 : 92) ที่กลาววา ั ิการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในปจจุบนนั้น ครูผูสอนควรพยายามใหผูเรียนมีการศึกษาคนควา ัดวยตนเองใหมากที่สุด ครูจะตองเปลี่ยนบทบาทจากผูบรรยายเปนผูจดสถานการณ จัดสื่อการเรียน ั
  • 59. 59การสอนและใหคําแนะนํา นอกจากนันแลวยังสอดคลองกับทฤษฎีการเรียนรูของ ธอรนไดค ้ที่กลาววาถึงกฎแหงผลวาเปนการเชื่อมโยงระหวางสิ่งเรากับการตอบสนองจะดียิ่งขึน เมื่อผูเรียน ้แนใจวาพฤติกรรมการตอบสนองของตนถูกตอง และในการใหรางวัลจะชวยสงเสริมพฤติกรรมนั้นๆ อีก กฎแหงการฝกหัดวา การที่มีโอกาสไดกระทําซ้ําๆ กัน หลายๆ ครั้งในพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึง จะทําใหพฤติกรรมนั้นๆ สมบูรณยิ่งขึน การฝกหัดที่มีการควบคุมที่ดีจะสงผลตอ ่ ้การเรียนรู และกฎแหงความพรอม เมื่อมีความพรอมที่จะตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรมใด ๆ ถามีโอกาสไดกระทํายอมเปนทีพอใจ แตถาไมพรอมที่จะตอบสนองหรือแสดงพฤติกรรม การบังคับให ่กระทํายอมทําใหเกิดความไมพอใจ และสอดคลองกับหลักทฤษฎีการเสริมแรงของสกินเนอรกลาวคือผูเรียนจะเกิดกําลังใจไดนนตองไดรับการเสริมแรงในขั้นทีเ่ หมาะสม เมื่อผูเรียนแสดง ั้อาการตอบสนองออกมาและเห็นวาอาการตอบสนองที่แสดงออกมานันถูกตองก็จะเสริมแรงได ้ดีกวาการไดรบรางวัลอื่นใด บทเรียนออนไลนจึงนําการรูผลมาเปนการเสริมแรง เพื่อผูเรียนจะได ัทราบวาคําตอบของตนถูกหรือผิด ซึ่งการใหแรงเสริมจะตองกระทําทันทีทันใด เมื่อผูเรียนไดเรียนตามบทเรียนแลวมีการตอบคําถามจะตองใหแรงเสริมทันที จากการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนกลุมทดลองที่มีตอบทเรียนออนไลนเรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 พบวาผูเรียนมีความพึงพอใจและมีความคิดเห็นทีดีตอบทเรียนอยูในระดับมาก ซึ่งสอดคลองกับงานวิจัยของนักวิชาการอืนๆ ่ ่(อินทิรา ชูศรีทอง. 2541 : บทคัดยอ; และพัชราวลัย มีทรัพย. 2542 : บทคัดยอ) ไดทําการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มตอบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ปรากฏวานักเรียนเห็นดวยกับ ี การเรียนดวยคอมพิวเตอรชวยสอนอยูในระดับมาก และนักเรียนสวนใหญเห็นดวยกับการเรียนโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน และมีความพึงพอใจในการเรียนดวยโปรแกรมคอมพิวเตอร ชวยสอนมากที่สุดเปนอันดับหนึ่ง จากการจัดลําดับความคิดเห็นของนักเรียน พบวาความคิดเห็นที่มีคาเฉลี่ยสูงสุดและอยูในระดับเห็นดวยอยางยิ่ง คือ เมื่อทําแบบทดสอบเสร็จผูเรียนรูคะแนนทันที ผูเรียนตองการบทเรียนออนไลนในวิชาอื่นๆ ดวย ที่เปนเชนนี้อาจเปนเพราะคอมพิวเตอรเปนเทคโนโลยีใหม เปนเครื่องมือในการเรียนรูของคนในยุคปจจุบน ทําใหผูเรียนรูสึกวาบทเรียนออนไลนสามารถโตตอบ ัและเสริมแรงไดทันที รวมทังบทเรียนออนไลนสรางบรรยากาศใหมในการเรียนวิชาคอมพิวเตอร ้ทําใหผูเรียนอยากเรียนวิชาคอมพิวเตอรมากยิ่งขึ้น เพราะรูสึกเปนอิสระ สามารถเรียนไดโดยไมจํากัดเวลา และสถานที่ ตามความสามารถของผูเรียน ผูเรียนรูสึกชอบ เพราะมีความสนุกสนานตื่นเตนและทาทาย นอกจากนี้แลวความสะดวกและใชงายของบทเรียน ทําใหผูเรียนสนใจอยากที่จะเรียนวิชานีมากขึ้น และยังตองการบทเรียนออนไลนในวิชาอืนๆ ดวย ตลอดจนบทเรียน ้ ่
  • 60. 60 ออนไลนสามารถอธิบายเนื้อหาไดชัดเจน เปนรูปธรรม จึงทําใหผูเรียนมีความเขาใจเนื้อหาใน บทเรียนไดงายและรวดเร็ว นอกจากนั้นแลวผูเรียนยังรูสึกวาไดเรียนตามความสามารถ เพราะใน  การเรียนรูจากบทเรียนผูเรียนสามารถกํากับไดดวยตนเอง จะเรียนรูกี่ครั้ง ก็ไดจนกวาจะเขาใจ เด็ก   ที่เรียนเกงอาจจะเรียนไดเร็ว เด็กที่เรียนออนอาจตองเรียนหลาย ๆ รอบโดยไมตองถามครูเด็กจึงมี ความรูสึกวาเปนอิสระและมีความสุขในการเรียนรูกวาการเรียนการสอนตามปกติ ความคิดเห็นทีมีคาเฉลี่ยต่ําสุด คือ ภาษาทีใชในบทเรียนออนไลนเขาใจงาย อาจเปน ่ ่ เพราะผูเรียนตองอานคําบรรยายในบทเรียนเอง จึงไมเราความสนใจของผูเรียนไดเทาที่ควร ซึ่งใน การพัฒนาครั้งตอไปอาจตองใชเสียงบรรยายและเสียงผูบรรยายอาจเปนเสียงของผูเรียนในวัย เดียวกัน แตถงกระนั้นก็ตามความคิดเห็นในขอนี้ก็ยังอยูในระดับมาก ึ สวนความคิดเห็นอื่นๆ ก็อยูในระดับมากเชนกัน ไดแก บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนเรียนรูไดดวยตนเอง และทําใหผูเรียนอยากเรียนคอมพิวเตอรมากยิ่งขึน ผูเรียนรูสึกวาบทเรียน ้ออนไลนสรางบรรยากาศใหมในการเรียนวิชาคอมพิวเตอร รวมทั้งไดเรียนตามความสามารถ และยังตองการบทเรียนออนไลนในเรื่องอื่นๆ ดวย บทเรียนออนไลนทําใหผูเรียนไดเรียนรู โดยไมจํากัดเวลาและสถานที่ พรอมทั้งใชงายและสะดวก ทําใหผูเรียนเขาใจการเขียนเว็บไซตมากยิ่งขึ้น ผูเรียนรูสึกสนุกสนานและตื่นเตน ทําใหผูเรียนเรียนไดเร็วขึ้น ชวยใหผูเรียนเรียนคอมพิวเตอรอยางมีความสุขและไดเรียนตามความสนใจ ตัวอยางในบทเรียนก็มีความเหมาะสม ชัดเจน เขาใจงาย ทําใหผูเรียนเขาใจในเนื้อหาวิชาจากบทเรียนออนไลน ที่เปนเชนนี้อาจเพราะผูวจัยไดสรางและพัฒนาบทเรียน ิออนไลนตามหลักการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน จากผลการวิจัยของวีรพงษ แสงชูโต(2542 : บทคัดยอ) ที่ไดทําการศึกษาวิจัยเรืองการพัฒนารูปแบบคอมพิวเตอรชวยสอนผลการวิจัย ่พบวารูปแบบที่นักเรียนชอบเรียนคือบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนซึ่งมีสีของฉากหลังสีเดียว(สีน้ําเงิน) ตลอดบทเรียน มีการจัดขอความใหเหมาะสม มีรูปภาพประกอบและมีภาพเคลื่อนไหวในแตละฉาก และสรางตามหลักการสอนโปรแกรมคอมพิวเตอร จากผลการวิจยทั้งหมดทีกลาวมา พอสรุปไดวาบทเรียนออนไลนที่ผูวจัยสรางขึ้นเปน ั ่ ิ นวัตกรรมที่สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรูของผูเรียน การสรางบทเรียนออนไลนไวบน เครือขายอินเทอรเน็ต เปนการเปดชองทางการเรียนรูอีกทางหนึ่งใหกบผูเรียนไดเรียนรูไดดวย ั  ตนเองโดยไมจํากัดเวลา สถานที่ และจํานวนครั้ง ทําใหผูเรียนสามารถเรียนรูไดบรรลุผลตาม เปาหมาย อีกทั้งเปนนวัตกรรมที่เหมาะสมกับการเรียนการสอนในยุคปฏิรปการศึกษาที่ตองการให ู ครูจัดการบวนการเรียนรูโดยยึดผูเรียนเปนสําคัญใหผูเรียนไดเรียนรูตามความสามารถและ ความถนัด ครูจะตองเปลี่ยนบทบาทจากผูบรรยายมาเปนผูจัดสถานการณจัดสื่อการเรียนการสอน  และใหคําแนะนํา ตลอดจนปจจุบันความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศไดพัฒนาการไปอยาง
  • 61. 61รวดเร็ว และมีการนําเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเทคโนโลยีดานเครือขายคอมพิวเตอร หรืออินเทอรเน็ตมาใชในการเรียนการสอน ซึ่งถือเปนนวัตกรรมใหมทางการศึกษาทําใหเทคโนโลยีอินเทอรเน็ตไดรับการเผยแพรเขาสูการศึกษาในทุกระดับ สถานศึกษาตางเชื่อมตอเครือขายคอมพิวเตอรของหนวยงานเขาสูอินเทอรเน็ต เพื่อเปดโอกาสใหผูเรียน ผูสอนไดมีโอกาสเขาถึงแหลงขอมูลความรูในโลกภายนอกโดยผานทางเครือขายอินเทอรเน็ต โดยเฉพาะสื่อหรือนวัตกรรมที่ทันสมัยในยุคขอมูลขาวสารอยางบทเรียนออนไลนขอสังเกตที่ไดจากงานวิจัย 1. นักเรียนบางคนเขาไปเลนโปรแกรมอืน ๆ เชน วาดภาพ เกม อินเทอรเน็ต บทเรียน ่เรื่องอื่น ๆ เปนตน ซึ่งตองคอยสอดสอง ตักเตือนและดูแลอยางใกลชิด 2. นักเรียนออนที่เรียนชา และไมสามารถผานขั้นตอนการแกปญหาได ครูตองคอยดูแลอยางใกลชิด ใหคําอธิบายเปนรายบุคคล ใหขอเสนอแนะ แนวทางแกปญหา จากการสังเกตเมื่อนักเรียนสามารถตอบคําถามไดถูกตองและไดรับการเสริมแรงจากบทเรียนนักเรียนจะมีความสุขและตื่นเตนมากขอเสนอแนะ ขอเสนอแนะในการสรางบทเรียนออนไลน ในการสรางบทเรียนออนไลนใหมีประสิทธิภาพ ควรคํานึงถึงสิ่งตอไปนี้ 1. กอนดําเนินการสรางบทเรียนออนไลน ควรศึกษาปญหาเตรียมเนือหาสาระที่จะ ้สรางโดยผานการตรวจสอบจากผูเชี่ยวชาญกอนจะไดไมเสียเวลาสรางใหม 2. ควรศึกษาโปรแกรมสําเร็จรูปตาง ๆ ที่จะนํามาพัฒนาบทเรียนออนไลนอยูเสมอเพราะโปรแกรมสําเร็จรูปเหลานั้นมีการพัฒนาอยูตลอดเวลา 3. ควรวางแผนและออกแบบบทเรียนออนไลนใหเหมาะสมกับเนื้อหาวิชาและวัยของผูเรียน เพราะการสรางบทเรียนออนไลนนอกจากจะรูและใชโปรแกรมในการสรางเปนแลว ยังตองมีศิลปะในการสรางบทเรียนใหนาสนใจ และงายตอการเรียนรู 4. ผูสรางตองมีความวิริยะ อุตสาหะ และอดทนมากพอสมควร เพราะขั้นตอนการสรางบทเรียนมีความซับซอนและใชเวลามาก
  • 62. 62 ขอเสนอแนะในการนําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนไปใช 1. กอนดําเนินการทดลอง ตองเตรียมเครืองคอมพิวเตอรใหพรอม ติดตั้งโปรแกรม ่ตรวจสอบระบบเครือขายอินเตอรเน็ตใหเรียบรอยทุกเครื่อง และทดสอบบทเรียนใหใชงานไดเพราะอาจมีบางเครื่องที่ใชงานไมได เนื่องจากติดตั้งโปรแกรมไมสมบูรณ 2. ตองดูแลนักเรียนอยางใกลชิด เพราะอาจมีนักเรียนแอบเลนเกม หรือไปเลนอยางอื่น จะทําใหการวิจัยไมเปนไปตามเปาหมายที่วางไว และบางเครื่องอาจมีปญหาในขณะใชบทเรียน 3. ควรมีการแนะนําการใชเครื่องคอมพิวเตอร และการใชบทเรียนออนไลนอยางถูกตอง เพื่อไมใหเกิดปญหาในการเรียน 4. ควรใหผูเรียนมีอิสระในการใชบทเรียนออนไลน โดยไมกําหนดจํานวนครั้ง และสถานที่ ขอเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งตอไป 1. ควรพัฒนาบทเรียนออนไลนในชั้นอืนๆ ่ 2. ควรพัฒนาบทเรียนออนไลน วิชาคอมพิวเตอร ในเรืองอื่น ๆ ่ 3. ควรพัฒนาบทเรียนออนไลนในวิชาอืน ๆ ่
  • 63. 63 บรรณานุกรมกมลรัตน สมใจ. (2546). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ต วิชา เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรูเรื่องการทํางานในระบบคอมพิวเตอรสถาบัน ราชภัฏ. (ออนไลน). วิทยานิพนธ. วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษา วิทยาศาสตร (คอมพิวเตอร). สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง.กระทรวงศึกษาธิการ. กรมวิชาการ. (2545). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพิมพคุรุสภาลาดพราว . (2545). เอกสารประกอบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 คูมือ การจัดการเรียนรูกลุมสาระการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ องคการรับสงสินคาและพัสดุภณฑ ักฤษมันต วัฒนาณรงค. (2538). การสังเคราะหสูตรการหาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร ชวยสอน. ศูนยคอมพิวเตอรทางการสอน ภาควิชาครุศาสตรเทคโนโลยี คณะครุศาสตร อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาพระนครเหนือ.กองบรรณาธิการ. (2544,มีนาคม-เมษายน). “บทบาทการเรียนการสอน e - Learning ในประเทศ ไทย,” สาร NECTEC ศูนยเทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอรแหงชาติ. 8(39) : 6-9.กาญจนา ยลสิริธัม. (2546). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนประกอบการเรียนการสอน ทางไกลผานดาวเทียม เรื่อง Computer Network Technologies and Internet. (ออนไลน). วิทยานิพนธ. ค.ม. (การศึกษาวิทยาศาสตร (คอมพิวเตอร)). สถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550.กิดานันท มลิทอง. (2543). เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม พิมพครั้งที่ 2. หางหุนสวน จํากัด อรุณการพิมพ.คณิต ไขมุก. (2532, เมษายน-มิถุนายน). “คอมพิวเตอรกับการศึกษา,” สื่อ. 3(2) : 21-30จารุพรรณี คณโฑเงิน. (2543). ผลการใชคอมพิวเตอรชวยสอนในการสอนซอมเสริมวิชา  คณิตศาสตร เรื่อง “กราฟ” ของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 1. (ออนไลน). วิทยานิพนธ ้ ศศ.ม. (เทคโนโลยีการศึกษา). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคําแหง. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.
  • 64. 64ใจทิพย ณ สงขลา. (2542). “การสอนผานเครือขายเวิลดไวดเว็บ,” วารสารครุศาสตร. จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. 27(3) : 18-28.ฉัตราภรณ กลางจอหอ. (2546). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน เรื่อง การใชภาษา ASP สําหรับการพัฒนาโฮมเพจ. (ออนไลน). วิทยานิพนธ. วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (การศึกษาวิทยาศาสตร). สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550.ชุณหพงศ ไทยอุปถัมภ. (2545, มกราคม-กุมภาพันธ). “e-learrning.” DVM. 3 (12). 26-28.ไชยยศ เรืองสุวรรณ. (2533). เทคโนโลยีทางการศึกษา : ทฤษฎีและการวิจัย. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร.ดํารง ทิพยโยธา. (2547). การวิเคราะหขอมูลทางสถิติดวย SPSS for Windows Version 12.  กรุงเทพฯ : โรงพิมพจฬาลงกรณมหาวิทยาลัย. ุถนอมพร เลาหจรัสแสง. (2544, มกราคม-มิถุนายน). “การสอนบนเว็บ (Web-Based Instruction) นวัตกรรมเพื่อคุณภาพการเรียนการสอน,” วารสารศึกษาศาสตรสาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. 28(1) : 87-94. . (2545). Designing e-Learning : หลักการออกแบบและการสรางเว็บเพื่อการเรียน การสอน. (ออนไลน). แหลงที่มา : http://www.nk.ac.th/elearning/about_elearning/l3.htm ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550. . (2541). คอมพิวเตอรชวยสอน. กรุงเทพฯ : วงกมลโพรดักชั่นจํากัด.นฤมล รอดเนียม. (2546). บทเรียนการสอนผานเว็บ เรือง อินเทอรเน็ต วิชาคอมพิวเตอรและ ่ เทคโนโลยีสารสนเทศ. (ออนไลน). วิทยานิพนธ. วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา การศึกษาวิทยาศาสตร. สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550.นิตยา กาญจนวรรณ. (2526, เมษายน). “การใชคอมพิวเตอรชวยสอน,” วารสารรามคําแหง. 7(17) : 78-85. . (2527). คอมพิวเตอรทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตรนิพนธ ศุขปรีดี. (2526 , กันยายน-ตุลาคม). “ไมโครคอมพิวเตอรเพื่อการศึกษา,” วารสาร คณะกรรมการแหงชาติวาดวยการศึกษาและสหประชาชาติ. 15(5) : 40-47.
  • 65. 65นุตพล ธรรมลังกา. (2538). การทดลองเปรียบเทียบผลการสอนเรื่อง ความเทากันทุกประการของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชคอมพิวเตอรชวยสอนกับการสอนปกติ. (ออนไลน). วิทยานิพนธ กศ.ม. (การวัดผลการศึกษา). พิษณุโลก : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัย นเรศวร. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.บุญชม ศรีสะอาด. (2543). การวิจัยเบื้องตน. พิมพครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. . (2538). วิธีการทางสถิติสําหรับการวิจัย. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน.ปรีชา เหลาพันนา. (2544). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตรเรื่อง การแกโจทยปญหาสมการกําลังสองของนักเรียนมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่ไดรบการสอน ั โดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนกับการสอนตามคูมือครู. สารนิพนธ กศ.ม.  (การมัธยมศึกษา) กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.ปยะพร เพียรสวรรค. (2543). การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอรชวยสอนเสริมทักษะ วิชาคณิตศาสตรระดับประถมศึกษาปที่ 5. (ออนไลน). วิทยานิพนธ กศ.ม. (วิจยและพัฒนาการศึกษา). พิษณุโลก : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร. ั แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.ผดุง อารยะวิญญ. (2527). ไมโครคอมพิวเตอรเพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชัน. ่พรรณี เกษกมล. (2543, พฤศจิกายน). “งานวิจยทางเทคโนโลยีการศึกษา,” วารสารวิชาการ ั กรมวิชาการ. 3(11) : 49-55.พรรณี ชูทัย. (2536). จิตวิทยาการเรียนการสอน. พิมพครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : วรวุฒิการพิมพ.พวงเพชร วัชรรัตนพงศ. (2536). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติ ตอวิชา คณิตศาสตรของนักเรียน ม.2 ที่ไดรับการสอนโดยใชคอมพิวเตอรชวยสอนกับการสอน ตามคูมือครู สสวท. ปริญญานิพนธ กศ.ม. (การมัธยมศึกษา) กรุงเทพฯ : บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถายเอกสาร.พัชราวลัย มีทรัพย. (2542). การพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอรชวยสอนวิชาคณิตศาสตร ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 2. (ออนไลน). วิทยานิพนธ. กศ.ม. (เทคโนโลยีทางการศึกษา) พิษณุโลก : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.
  • 66. 66พิมพพร ฟองหล่ํา. (2538). การทดลองใชโปรแกรมคอมพิวเตอรชวยสอนวิชาคณิตศาสตร ค102 เรื่องฟงกชนตรีโกณมิติระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4. (ออนไลน). วิทยานิพนธ กศ.ม. ั (คณิตศาสตร). พิษณุโลก : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยนเรศวร. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.มธุรส แกววรา. (2542). การสอนวิชาคณิตศาสตรชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 เรื่อง ระบบสมการ เชิงเสน โดยใชคอมพิวเตอรชวย สอนซอมเสริม. (ออนไลน). วิทยานิพนธ กศ.ม.  (คณิตศาสตร). เชียงใหม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.วิชุดา รัตนเพียร. (2542) การเรียนการสอนผานเว็บ : ทางเลือกใหมของเทคโนโลยีการศึกษาไทย. วารสารครุศาสตร. จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย 27 (3), 29-33.วิเชียร พุมพวง. (2546). บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ตเรื่อง แมเหล็กไฟฟา. วิทยานิพนธ ครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต (เทคโนโลยีการศึกษา ทางอาชีวะและเทคนิคศึกษา). สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550.วิทยา เรืองพรพิสุทธิ์. (2538). คูมือการเขาสูอินเทอรเน็ตสําหรับผูเริ่มตน. กรุงเทพมหานคร : ซีเอ็ดยูเคชั่น,วีรพงษ แสงชูโต. (2542). การพัฒนารูปแบบคอมพิวเตอรชวยสอนในการสอนเสริมระดับ ประถมศึกษาใน จังหวัดเชียงใหม. (ออนไลน). เชียงใหม : ภาควิชามัธยมศึกษา คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.แวววลี สิริวรจรรยาดี. (2548). การเปรียบเทียบการสอนกระบวนการคิดทางคณิตศาสตรของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนกับการสอนแบบ ปกติ. วิทยานิพนธ. ค.ม. (หลักสูตรและการสอน). บุรีรัมย : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย.ศรราม จามมาตย. (2544). การสอนวิชาเสริมทักษะคณิตศาสตรชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โดยใช บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน. (ออนไลน). วิทยานิพนธ ศศ.ม. (คณิตศาสตรศึกษา). เชียงใหม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.ศิริ สาเกทอง. (2527, ตุลาคม-ธันวาคม). “การเรียนการสอนคอมพิวเตอร,” คอมพิวเตอรไดเจสท. 1(2) : 20-24
  • 67. 67ศิริพร จินดาราม. (2544). ผลการสอนซอมเสริมโดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนที่มีตอ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสนใจในวิชาคณิตศาสตร เรื่องความนาจะเปน ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3. (ออนไลน). วิทยานิพนธ กศ.ม. (คณิตศาสตร). สงขลา : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.สมนึก ภัททิยธนี. (2546). การวัดผลการศึกษา. กาฬสินธุ : ประสานการพิมพ.สมศักดิ์ จีวฒนา. (2546). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาคอมพิวเตอรชวยสอน. บุรีรัมย : ัสรรรัชต หอไพศาล. (2544, กรกฎาคม - ธันวาคม). “นวัตกรรมและการประยุกตใชเทคโนโลยี เพื่อการศึกษาในสหัสวรรษใหม : กรณีการจัดการเรียนการสอนผานเว็บ (Web-Based Instruction : WBI),” วารสารศรีปทุมปริทัศน มหาวิทยาลัยศรีปทุม. 1(2), 93-104สรวงสุดา สายสีสด. (2545). การสรางและพัฒนาบทเรียนออนไลนวชาระบบเครือขายิ คอมพิวเตอรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.). (ออนไลน). อุดรธานี. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ. (2548). ฐานขอมูลการวิจัยทางการศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรม. (ออนไลน). แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org ; ปรับปรุง ครั้งลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2549.สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ. (2545). ศูนยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสและ คอมพิวเตอรแหงชาติ, (ออนไลน). แหลงที่มา : http://www.nectec.or.th/courseware/cai/0001.html ; ปรับปรุงครั้งลาสุดเมื่อ 24 ธันวาคม 2545สุทธิพงษ สุรพุทธ. (2546). บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ต เรื่อง เทคโนโลยีสารสนเทศ. (ออนไลน). วิทยานิพนธ ครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต (เทคโนโลยีการศึกษาทางอาชีวะและเทคนิคศึกษา). สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจา คุณทหารลาดกระบัง. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550.สุนทรีย ธรรมสุวรรณ. (2545). บทเรียนผานระบบเครือขายอินเทอรเน็ต วิชาเทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อชีวิต. (ออนไลน). วิทยานิพนธ. คอม. (เทคโนโลยีการศึกษาทาง การอาชีวะและเทคนิคศึกษา). สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง. แหลงที่มา : http://thesis.stks.or.th/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550
  • 68. 68สุวรรณา ฟกปลั่ง. (2544). ผลการเรียนซอมเสริม 2 รูปแบบ จากบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน ในวิชาคณิตศาสตรของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 1 โรงเรียนศึกษาสงเคราะหตาก. ้ (ออนไลน). วิทยานิพนธ. ศศ.ม. (เทคโนโลยีทางการศึกษา). เชียงใหม : บัณฑิต วิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุง ลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.เสนศิริอนุสรณ. โรงเรียน. (2545). หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 กลุมสาระ การเรียนรูการงานพื้นฐานอาชีพและเทคโนโลยี ชวงชั้นที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 -3). บุรีรัมย : โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ. อัดสําเนาอรรถพล คณะพล. (2546). บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนบนเครือขายอินเทอรเน็ตเรื่องเทคนิค การบริหารงานแบบ 5 ส. (ออนไลน). วิทยานิพนธ คอม. (เทคโนโลยีการศึกษาทาง การอาชีวะและเทคนิคศึกษา). กรุงเทพฯ : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกลาเจาคุณทหาร ลาดกระบัง. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550อัมภาพร จันทรกระจาง. (2542). การสอนวิชาเสริมทักษะคณิตศาสตรชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 โดยใชบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน. (ออนไลน). วิทยานิพนธ ค.ม. (คณิตศาสตร). เชียงใหม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.อาจณรงค มโนสุทธิฤทธิ์. (2546). บทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ต เรื่อง หนวยความจําของคอมพิวเตอร. (ออนไลน). วิทยานิพนธ ครุศาสตรอุตสาหกรรม มหาบัณฑิต (เทคโนโลยีการศึกษาทางการอาชีวะและเทคนิคศึกษา). สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกลาเจาคุณทหารลาดกระบัง แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 5 ตุลาคม 2550.อินทิรา ชูศรีทอง. (2541). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอนระบบมัลติมเี ดียวิชา คณิตศาสตร ชันประถมศึกษาปที่ 6 เรื่อง บทประยุกต. (ออนไลน). วิทยานิพนธ ้ กศ.ม. (คณิตศาสตร). มหาสารคาม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. แหลงที่มา : http://www.thaiedresearch.org/ ; ปรับปรุงลาสุดเมื่อ 16 เมษายน 2548.Driscoll, M. (1999, March). Myths and Realities of Using WBT to Deliver Training Worldwide. Journal of Performance Improvement. 38(3) : 37-44.
  • 69. 69Fredenberg, V. G. (1994, July). “Supplemental Visual Computer – assisted Instruction and Achievement in Freshman College Calculus (Visualization),” Dissertation Abstracts International. 55 (1) : 59A.Friedman, L. T. (1974, August). “Programmed Lesson in RPG Computer Programming for New York City High School Seniors,” Dissertation Abstracts International. 35(2) : 799 – AHall, K. A. (1982). “Computer – Based Education,” in Encyclopedia of Education Research. (3) : 362. New York : Free Press.James, D. (1997). Design Methodology for a Web-Based Learning Environment . (on-line). Available : http://www.lmu.ac.uk/lss/staffsup/desmeth.htmKumar, P. A. (1994, February). “The Use of Drill and Practice as a Method of Learning Disabled Student in a Special Education Classroom,” Master Abstracts International. 32(1) : 43.Liu, H. C. (1975 , March). “Computer – assisted Instruction in Teaching College Physics,” Dissertation Abstracts International. 42 : 1411A – 1412A.Ma, H. L. (1994 , November). “A Comparative Study between Traditional Instruction and Modified Multimedia Instruction Mathematical Problem Solving Achievements and Beliefs of Sixth – Grade Students in Taiwan, The Republic of China,” Dissertation Abstracts International. 55 (05) : 1214 - A.Osoko, M. K. (1999 , May). “Using Technology to Improve Instructional Practices (Multimedia Technology),” Dissertation Abstracts International. 59 (11) : 4049A.Park, K. (1993, November). “A Comparative Study the Traditional Calculus Course vs. the Calculus & Mathematics Course,” (University of Illinois at Urbana-Champaign, 1993). Dissertation Abstracts International. 54 : 119A.Parson, R. (1997). Type of the Web-based Instruction. (on-line). Available : http://www.oise.on/ca/~rperson/Ypes.htm 14 มิถุนายน 2548.

×