ประเมินผล การงานอาชีพและเทคโน

3,815 views
3,509 views

Published on

Published in: Education, Business, Technology
0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
3,815
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
19
Actions
Shares
0
Downloads
30
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ประเมินผล การงานอาชีพและเทคโน

  1. 1. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ <br />กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี<br />โดยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร<br />
  2. 2. ความหมายและความสำคัญของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้<br />การวัด (Measurement) หมายถึง กิจกรรมการกำหนดตัวเลขให้กับวัตถุ สิ่งของ เหตุการณ์ ปรากฏการณ์ หรือพฤติกรรมต่างๆ ของผู้เรียน การจะได้มาซึ่งตัวเลขนั้น อาจจะต้องใช้เครื่องมือวัด เพื่อให้ได้ตัวเลขที่สามารถแทนคุณลักษณะต่างๆ ที่ต้องการวัด เช่น<br />ไม้บรรทัดวัดความยาวของหนังสือ 25 เซนติเมตร<br />ตราชั่งวัดน้ำหนักส้มได้ 1 กิโลกรัม<br />แบบทดสอบวัดความเบื้องต้นเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ได้ 20 คะแนน<br />
  3. 3. การประเมินค่า/การตัดสิน (Evaluation) หมายถึง กระบวนการให้ความหมายในเชิงคุณค่าจากข้อมูลที่ได้จากการวัด โดยเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่ได้ในเชิงปริมาณ เช่น คะแนนจากแบบวัดหรือแบบสอบ เชิงคุณภาพ เช่น ข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การสัมภาษณ์ เป็นต้น<br />ผลจากการประเมินอาจอยู่ในรูปของระดับคะแนน เกรดหรือผลการเรียน ซึ่งสะท้อนหรือให้คุณค่าด้านคุณภาพของผู้เรียน<br />ความหมายและความสำคัญของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้<br />
  4. 4. การประเมิน (Assessment) เป้าหมายของการประเมินนั้นพื่อการรวบรวมสารสนเทศเพื่อใช้สำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างต่อเนื่อง มากกว่าการมุ่งการตัดสินผลการเรียนของนักเรียนหลังจากจบหลักสูตรการศึกษา <br />มีลักษณะเป็นมิติการประเมินบริบทในชั้นเรียน เพื่อให้นักเรียน ผู้ปกครองและครูได้ทราบข้อมูลความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียน เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการปรับปรุงผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้<br />โดยใช้หลักฐานการเรียนรู้จากการปฏิบัติของนักเรียน (student’s performance) ขณะที่กำลังเรียนรู้<br />ความหมายและความสำคัญของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้<br />
  5. 5. การตัดสินใจเกี่ยวกับการบริหารการศึกษา เช่น การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ การสร้างและพัฒนาหลักสูตร การจัดรายวิชา การกำหนดผู้สอน การนิเทศ การจัดทรัพยากรบุคคลและงบประมาณ<br />การตัดสินใจเดี่ยวกับการสอน เช่น การวางแผนการสอน การกำหนดขอบเขตเนื้อหา ขนาดของผู้เรียน การเลือกเทคนิคการสอน เพื่อให้เกิดการปรับปรุง แก้ไขและส่งเสริมพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน<br />ความสำคัญของการวัดและประเมินผล<br />
  6. 6. การตัดสินใจเกี่ยวกับการทดสอบและการตัดเกรด เช่น การออกแบบการทดสอบ ประเภท จำนวน การตรวจให้คะแนน<br />การตัดสินใจเกี่ยวกับการแนะแนวและการให้คำปรึกษา เช่น การตรวจสอบความสนใจ ความถนัด การวัดเชาว์ปัญญา เป็นต้น<br />ความสำคัญของการวัดและประเมินผล<br />
  7. 7. การวัดและประเมินผลก่อนการเรียนการสอน <br />เป็นการประเมินเพื่อจัดวางตำแหน่งของนักเรียน (placement evaluation) โดยพิจารณาว่านักเรียนมีระดับความพร้อม ความสนใจ ความสามารถและทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเรียนมากน้อยเพียงใด<br />นำไปใช้ในการกำหนดจุดประสงค์การสอนและวางแผนกิจกรรมการเรียนการสอน<br />เครื่องมือที่ใช้ เช่น แบบทดสอบความพร้อม (readiness test) แบบวัดความถนัด (aptitude test) แบบสำรวจรายงานตนเอง (self-report inventories) เทคนิคการสังเกต<br />รูปแบบของการวัดและประเมินผล<br />
  8. 8. 2. การวัดและประเมินระหว่างการเรียนการสอน<br />1) การวัดและประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้ (formative evaluation) วัดหลังจากจบแต่ละหน่วยการสอน เพื่อตรวจสอบว่านักเรียนมีความรู้ความสามารถใหรือทักษะตามจุดประสงค์หรือไม่ ดูพัฒนาการผู้เรียน รวมทั้งประสิทธิภาพการสอนของครูด้วย<br />เครื่องมือที่ใช้ เช่น แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (teacher-made test) การสังเกต เป็นต้น<br />รูปแบบของการวัดและประเมินผล<br />
  9. 9. 2. การวัดและประเมินระหว่างการเรียนการสอน<br />2) การวัดและประเมินเพื่อวินิจฉัย (diagnostic evaluation) เป็นการประเมินผลเพื่อวินิจฉัยสาเหตุปัญหาการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นระหว่างการเรียนการสอน เช่น ปัญหาเกี่ยวกับนักเรียน สิ่งแวดล้อม เนื้อหาวิชาและผู้สอน จากนั้นจึงหาแนวทางปรับปรุงและแก้ไขปัญหาต่อไปน<br />เครื่องมือที่ใช้ เช่น แบบสอบวินิจฉัย (published diagnostic tests) แบบสอบที่ครูสร้างขึ้น (teacher-made test) การสังเกต เป็นต้น<br />รูปแบบของการวัดและประเมินผล<br />
  10. 10. การวัดและประเมินหลังสิ้นสุดการเรียนการสอน หรือการวัดและประเมินผลสรุป (summative evaluation)<br />เป็นการวัดประเมินเพื่อตัดสินคุณค่าการเรียนรู้หลังจากเสร็จสิ้นการเรียนการสอนเพื่อตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจากเสร็จสิ้นการสอน<br />เครื่องมือที่ใช้ เช่น แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น (teacher-made test) มาตรประมาณค่า (rating scales) การสัมภาษณ์ปากเปล่า เป็นต้น<br />รูปแบบของการวัดและประเมินผล<br />
  11. 11. หลักการดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช๒๕๕๑<br />สถานศึกษาเป็นผู้รับผิดชอบการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม<br />มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนและตัดสินผลการเรียน<br />ต้องสอดคล้องและครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัดตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่กำหนดในหลักสูตรสถานศึกษา และจัดให้มีการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ตลอดจนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน<br />
  12. 12. 4. เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการเรียนการสอน<br />ต้องดำเนินการด้วยเทคนิควิธีที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถวัดและประเมินผล<br />วัดและประเมินผลการเรียนรู้ได้รอบด้านทั้ง ความรู้ ความคิด กระบวนการ พฤติกรรม และเจตคติ<br />แหมาะสมกับสิ่งที่ต้องการวัด ธรรมชาติวิชา และระดับของผู้เรียน<br />ตั้งอยู่บนพื้นฐานความเที่ยงตรง ยุติธรรม และเชื่อถือได้<br />หลักการดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช๒๕๕๑<br />
  13. 13. การประเมินผู้เรียนพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ การร่วมกิจกรรม และการทดสอบ ควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา<br />เปิดโอกาสให้ผู้เรียนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตรวจสอบผลการประเมินผลการเรียนรู้<br />ให้มีการเทียบโอนผลการเรียนระหว่างสถานศึกษาและระหว่างรูปแบบการศึกษาต่างๆ<br />ให้สถานศึกษาจัดทำและออกเอกสารหลักฐานการศึกษา เพื่อเป็นหลักญานการประเมินผลการเรียนรู้ รายงานผลการเรียน แสดงวุฒิการศึกษาและรับรองผลการเรียนของผู้เรียน<br />หลักการดำเนินการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช๒๕๕๑<br />
  14. 14. องค์ประกอบของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑<br />การเรียนรู้ <br />๘ กลุ่มสาระ<br />การอ่าน<br />คิดวิเคราะห์ และเขียน<br />คุณภาพผู้เรียน<br />คุณลักษณะ<br />อันพึงประสงค์<br />กิจกรรม<br />พัฒนาผู้เรียน<br />
  15. 15. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระ<br />
  16. 16. การประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน<br />
  17. 17. การประเมินคุณลักษณะอันพึงประสงค์<br />รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์<br />ซื่อสัตย์ สุจริต<br />มีวินัย<br />ใฝ่เรียนรู้<br />อยู่อย่างพอเพียง<br />มุ่งมั่นในการทำงาน<br />รักความเป็นไทย<br />มีจิตสาธารณะ<br />
  18. 18. การประเมินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน<br />
  19. 19. กระบวนทัศน์ใหม่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้<br />
  20. 20. กระบวนทัศน์ใหม่ในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้<br />
  21. 21. ความสัมพันธ์ระหว่างการกำหนดความมุ่งหมายของการเรียนการสอน การจัดประสบการณ์เรียนรู้ และการวัดและการประเมินผล<br />วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอน<br />การจัดประสบการณ์เรียนรู้<br />การวัดและประเมินผล<br />
  22. 22. มุ่งพัฒนาความเจริญงอกงามของผู้เรียนใน 3 ด้าน<br />วัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนการสอน<br />พุทธิพิสัย เน้นการพัฒนาทางด้านความรู้ ความเข้าใจ ความคิด และสติปัญญา<br />จิตพิสัย เน้นการพัฒนาทางด้านความรู้สึกทางจิตใจที่แสดงออกทางอารมณ์<br />คุณลักษณะและบุคลิกภาพ<br />ทักษะพิสัย เน้นการพัฒนาทางด้านร่างกายเพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน<br />ได้อย่างคล่องแคล่ว<br />
  23. 23. การประเมินการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นการประเมินตามสภาพจริงที่<br />มุ่งรวบรวมสารสนเทศของพัฒนาการและการเรียน<br />มุ่งเน้นพัฒนาการที่เกิดขึ้นอย่างเด่นชัด<br />ให้ความสำคัญกับจุดเด่นของผู้เรียน<br />เป็นผลมาจากการจัดการหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ<br />สอดคล้องกับชีวิตจริง<br />การประเมินการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ<br />
  24. 24. อาศัยการปฏิบัติ<br />สอดคล้องกลมกลืนกับการเรียนการสอน<br />เน้นการเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย<br />ต้องดำเนินการควบคู่ไปกับทุกสภาพแวดล้อม<br />สามารถให้เรื่องราวการเรียนรู้และความสามารถของผู้เรียนทั่วๆ ไปและกว้างขวาง<br />ต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างผู้ปกครอง ผู้สอน และผู้เรียน รวมทั้งบุคคลในวิชาชีพอื่นๆ ตามความจำเป็น<br />การประเมินการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ<br />
  25. 25. การประเมินตามสภาพจริง คือ กิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสดงออกซึ่งการประยุกต์ใช้ความรู้หรือทักษะต่างๆ ขณะที่กำลังเรียนรู้ ในการจัดกระทำกับปัญหาหรือภาระงานที่อยู่ในบริบทสถานการณ์จริง หรือที่มีสภาพใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด<br />ผู้สอนและผู้เรียนสามารถสังเกตและประเมินผลการปฏิบัตินั้น แล้วนำผลมาปรับปรุงหรือพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองได้<br />ความหมายการประเมินตามสภาพจริง<br />
  26. 26. เป็นการประเมินที่เน้นตอบสนองเพื่อสร้างสรรค์ ผู้เรียนจะสร้างสรรค์ผลงานหรือชิ้นงาน<br />เป็นการประเมินที่เน้นการให้ผู้เรียนแสดงความสามารถในการติดระดับสูงในการแก้ไขหรือตอบปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานหรือผลิตชิ้นงาน<br />เป็นการประเมินที่เน้นสภาพความเป็นจริง เนื่องจากภาระงานที่ให้นักเรียนปฏิบัติจะเป็นงานที่สอดคล้องกับสภาพการณ์จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะต้องเกิดจากการจัดการเรียนรู้ที่ท้าทายและสอดคล้องกับบริบทจริง<br />ลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง<br />
  27. 27. เป็นการประเมินที่เน้นการบรูณาการภาระงานหรือชิ้นงานที่นักเรียนจะต้องทำ/ปฏิบัติ ผสมผสานความรู้และทักษะต่างๆ ในกลุ่มวิชาเดียวกันหรือข้ามกลุ่มวิชา<br />เป็นการประเมินที่เน้นกระบวนการ คือมุ่งพิจารณากระบวนการหรือกลวิธีต่างๆ ซึ่งบางงานอาจต้องใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน ซึ่งอาจมีความยากและซับซ้อน<br />เป็นการประเมินเชิงลึก เนื่องจากประเมินการปฏิบัตินั้นจะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความรู้และทักษะที่แท้จริงของผู้เรียนเกี่ยวกับงานนั้นๆ ซึ่งแสดงออกมาจากการปฏิบัติในสถานการณ์จริง<br />ลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง<br />
  28. 28. เป็นกิจกรรมการประเมินที่สามารถวัดประเมินได้ตรงกับสภาพความเป็นจริงที่สุด<br />ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ด้วยการส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง<br />เปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงออกซึ่งการเรียนรู้ได้หลากหลายทาง<br />ความสำคัญของการประเมินตามสภาพจริง<br />
  29. 29. การสนทนาสัมภาษณ์ (oral interview)<br />
  30. 30. การเล่าทบทวนซ้ำ (story or text retelling)<br />
  31. 31. การนำเสนอการพูด (oral presentation)<br />
  32. 32. การเขียนตัวอย่าง (writing samples)<br />
  33. 33. การจัดโครงงานหรือนิทรรศการ (project exhibitions) รายบุคคล /รายกลุ่ม<br />
  34. 34. การทดลองและการสาธิต (experiment/demonstrations)<br />
  35. 35. การตอบสนองต่อข้อคำถามด้วยการสร้างการตอบคำถามปลายเปิด (constructed-response item)<br />
  36. 36. การสังเกตจากครู (observations)<br />
  37. 37. การจัดทำแฟ้มสะสมงาน (portfolios)<br />
  38. 38. การประเมินตามสภาพจริงต้องแปลความหมายจากพฤติกรรมซึ่งเป็นข้อมูลเชิงคุณภาพให้เป็นข้อมูลเชิงปริมาณและจะต้องใช้ “เกณฑ์การให้คะแนนการประเมินตามสภาพจริง” หรือ rubric <br />ซึ่งมีลักษณะเป็นตารางการให้คะแนนที่แจกแจงระดับการปฏิบัติของผู้เรียนอย่างชัดเจน<br />เกณฑ์การให้คะแนนตามสภาพจริง<br />
  39. 39. เกณฑ์การประเมิน (Rubric) คือแนวการให้คะแนนเพื่อประเมินงานของนักเรียน เกณฑ์การประเมินจะตอบคำถามเหล่านี้คือ<br />ใช้เกณฑ์ (criteria) ใดในการตัดสินผลงานหรือการปฏิบัตินั้น<br />ผู้ประเมินจะพิจารณาผลสำเร็จของการปฏิบัตินั้นตรงไหนและอย่างไร<br />คุณภาพของงานมีระดับความแตกต่างกันเพียงใด<br />ในการกำหนดระดับคะแนนให้กับงานนั้นๆ ผู้ประเมินรับรองความสมเหตุสมผล ความมั่นใจและความยุติธรรมในการประเมินได้เพียงใด และระดับคะแนนนั้นหมายความว่าอย่างไร<br />การได้ระดับคะแนนที่แตกต่างกันนั้นสามารถอธิบายและแยกแยะความแตกต่างระหว่างงานนั้นได้อย่างไร<br />การสร้างเกณฑ์การประเมิน<br />
  40. 40. เกณฑ์การประเมินต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์ทั่วไปของการประเมิน<br />ต้องสามารถใช้พิจารณาการปฏิบัติที่เหมาะสมและสมจริง<br />เกณฑ์การประเมินแต่ละเกณฑ์ต้องมีมิติเดียวไม่รวมมิติที่แตกต่างกันและไม่เกี่ยวข้องกันไว้ในเกณฑ์เดียวกัน<br />เขียนอธิบายคุณภาพของงานโดยใช้ถ้อยคำที่บอกถึงคุณภาพที่สูงกว่า หรือสิ่งที่หายไปจากงานนั้นเพื่อให้สามารถแยกแยะความเหมือนหรือความแตกต่างของแต่ละระดับคุณภาพ โดยหลีกเลี่ยงคำขยายเชิงเปรียบเทียบที่เป็นนามธรรม<br />เกณฑ์การประเมินที่ดี<br />
  41. 41. กำหนดระดับของการะประเมินให้พอเหมาะกับความสามารถที่จะกำหนดความแตกต่างตามระดับคุณภาพได้อย่างพอเพียง ไม่มากเกินไป<br />คำอธิบายระดับคุณภาพ กำหนดให้เหมาะสมกับวัยของผู้เรียนเพื่อที่เขาจะสามารถประเมินตนเองได้ และปรับปรุงตัวเองได้ตามระดับคุณภาพนั้นๆ <br />เกณฑ์การประเมินต้องเน้นให้เห็นถึงผลกระทบอันเนื่องจากการปฏิบัติงานนั้นผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการที่ผู้เรียนได้สร้างผลงานนั้นโดยเน้นกระบวนการและความพยายามในการปฏิบัติงานนั้น<br />เกณฑ์การประเมินที่ดี<br />
  42. 42. ความต่อเนื่อง<br />ความแตกต่างระหว่างระดับคุณภาพในมาตรวัดจะต้องต่อเนื่อง และมีขนาดเท่ากัน<br />ความคู่ขนาน<br />คำอธิบายในแต่ละระดับคุณภาพจะต้องใช้คำหรือภาษาที่คู่ขนานกันตลอดทุกช่วงของมาตรวัด<br />เทคนิควิธีการกำหนดเกณฑ์การประเมิน<br />
  43. 43. ยึดสมรรถภาพที่ต้องการประเมิน<br />เกณฑ์การประเมินจะต้องเน้นที่ตัวสมรรถภาพที่ต้องการประเมินสมรรถภาพเดียวกัน คำอธิบายในแต่ละระดับจะแตกต่างกันเฉพาะในคุณภาพของงานหรือการปฏิบัตินั้น ของสมรรถภาพที่ใช้เป็นหลักเฉพาะในเกณฑ์การประเมินที่พิจารณานั้น<br />กำหนดน้ำหนักของเกณฑ์<br />เมื่อมีกลายเกณฑ์การประเมิน การกำหนดน้ำหนักความสำคัญของเกณฑ์จึงมีความจำเป็นตามจุดเน้น หนักเบาของผลงาน หรือสมรรถภาพที่ได้รับของการประเมินนั้น<br />เทคนิควิธีการกำหนดเกณฑ์การประเมิน<br />
  44. 44. ความเที่ยงตรง<br />เกณฑ์การประเมินต้องมีหลักฐานแสดงให้เห็นถึงความเที่ยงตรงของการพิจารณาผลงานออกมาในรูปของระดับคะแนนที่เป็นตัวแทนของพฤติกรรมให้เป็นรูปธรรมที่ปกติไม่สามารถมองเห็นได้ง่าย ดังนั้นการให้ระดับคุณภาพที่ต่างกันจะต้อง<br />สะท้อนให้เห็นถึงการวิเคราะห์ผลงานตามตัวอย่างในระดับความสามารถต่างๆ กัน<br />อธิบายคุณภาพของการปฏิบัติงานไม่ใช่ปริมาณงาน<br />เกณฑ์การประเมินจะต้องไม่พิจารณาเกี่ยวข้องอื่นๆ แต่จะเน้นเกณฑ์การแสดงออกตามสภาพจริง <br />ความเชื่อมั่น<br />เกณฑ์การประเมินจะต้องคงเส้นคงวาในการตัดสินใจให้ระดับคุณภาพ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ประเมินหรือไม่ว่าจะประเมินเวลาใด<br />เทคนิควิธีการกำหนดเกณฑ์การประเมิน<br />
  45. 45. กำหนดองค์ประกอบของเกณฑ์แบบรูบริค<br />นิยามปฏิบัติการของเกณฑ์ที่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานนั้น<br />กำหนดจำนวนระดับของเกณฑ์ที่ใช้พิจารณา<br />พิจารณาเกณฑ์ผ่าน และไม่ผ่านพร้อมคำอธิบายรายละเอียดและ/หรือตัวอย่างงาน<br />เขียนคำอธิบายระดับที่สูงกว่าเกณฑ์หรือต่ำกว่าเกณฑ์ตามลำดับ<br />ตรวจสอบโดยคณะผู้มีส่วนร่วมหรือผู้เชี่ยวชาญทางการวัดผล<br />ทดลองใช้เกณฑ์ในการตรวจผลงานที่มีมาตรฐาน/คุณลักษณะตามเกณฑ์ที่กำหนด<br />หาคุณภาพของเกณฑ์<br />ปรับปรุงเกณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน<br />ขั้นตอนในการสร้างเกณฑ์การให้คะแนนแบบรูบริค<br />
  46. 46. การให้คะแนนแบบภาพรวม (Holistic Scoring)<br />เป็นการให้คะแนนโดยพิจารณาจากภาพรวมของสิ่งที่ต้องการประเมินว่ามีลักษณะอย่างไร โดยแต่ละระดับคะแนนจะบรรยายภาพรวมของสิ่งที่ประเมินทั้งหมดโดยมีคุณภาพลดหลั่นตามระดับคะแนน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนิยมเพียง 3 ระดับ<br />รูปแบบมาตรประเมินค่าของการให้คะแนนแบบรูบริค<br />
  47. 47. ตัวอย่าง การเตรียมดิน<br />
  48. 48. การให้คะแนนแบบแยกส่วน (Analytic Scoring)<br />เป็นเกณฑ์การให้คะแนนโดยพิจารณาสิ่งที่ประเมินในลักษณะที่แยกเป็นองค์ประกอบรายด้าน หรือจำแนกเป็นมิติคุณภาพต่างๆ เกณฑ์นี้ค่อนข้างมีความละเอียดกว่าเกณฑ์ประเภทแรก เพราะแต่ละมิติคุณภาพสามารถแบ่งได้ออกเป็นหลายระดับคะแนน มักนำไปใช้ในการประเมินผลย่อย (Formative)<br />รูปแบบมาตรประเมินค่าของการให้คะแนนแบบรูบริค<br />
  49. 49. ตัวอย่าง การเตรียมดิน (ขั้นเตรียม)<br />
  50. 50. การศึกษาสภาพประเด็นปัญหาในการวิจัย<br />การกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา<br />การออกแบบการวิจัย<br />การดำเนินการวิจัย<br />การเผยแพร่และการนำไปใช้<br />การประเมินผลและการพัฒนา<br />กระบวนการในการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน<br />
  51. 51. สำรวจและวิเคราะห์ปัญหา<br />ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร<br />ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาของใคร<br />ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อใครและอย่างไร<br />ตั้งคำถามวิจัย <br />ควรเป็นคำถามว่าอะไร ทำไม อย่างไร เช่น<br />ปัจจัยอะไรบ้างที่ส่งเสริมความสามารถในการออกแบบผลิตภัณฑ์<br />วิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ควรมีลักษณอย่างไร<br />1.การสำรวจและการวิเคราะห์ปัญหาในการวิจัย<br />
  52. 52. ศึกษาเอกสาร แนวคิดและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง<br />กำหนดตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย<br />2. การกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหา<br />
  53. 53. ประเภทของตัวแปร<br />ตัวแปรแทรกซ้อนหรือตัวแปรเกิน <br />(Extraneous variable)<br />ตัวแปรต้น<br />(IndependentVariable)<br />ตัวแปรตาม<br />(DependentVariable)<br />ตัวแปรสอดแทรก<br /> (Intervening variable)<br />
  54. 54. 3. การออกแบบการวิจัย<br />วิธีการวิจัย<br />การวิจัยเชิงทดลอง <br />การวิจัยเชิงสำรวจ<br />การวิจัยกรณีศึกษา<br />การวิจัยและพัฒนา<br />แหล่งข้อมูลในการวิจัย<br />เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย<br />การวิเคราะห์ข้อมูล<br />
  55. 55. หลังจากออกแบบการวิจัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ครูดำเนินการในการเก็บข้อมูลตามแผนงานที่กำหนด แล้วรวบรวมข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์และสรุปข้อค้นพบหรือผลการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น<br />4. การดำเนินการวิจัย<br />
  56. 56. แบบไม่เป็นทางการ เป็นการนำเสนอเนื่อกาสาระเหมือนรายงานการวิจัยเชิงวิชาการ โดยนำเสนออย่างสั้นๆ ไม่ยึดรูปแบบที่ตายตัว เน้นการนำเสนอสาระที่ครบถ้วนทำให้เข้าใจในสิ่งที่ศึกษาและสิ่งที่ค้นพบ<br />แบบเป็นทางการ เป็นการนำเสนอสำหรับการวิจัยเชิงวิชาการ มีรูปแบบที่ตายตัว<br />5. การเผยแพร่และการนำไปใช้<br />
  57. 57. เป็นการสะท้อนผลเพื่อการพัฒนา เป็นการสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการวิจัย โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เชิงวิพากษ์วิจารณ์ผลการวิจัยจากเพื่อนครู ผู้บริหารการศึกษา และนักวิชาการ การสะท้อนความคิดจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง<br />ทำให้ครูเกิดทักษะการวิจัย สร้างองค์ความรู้ ตรวจสอบ ติดตามผลการดำนินการจัดการเรียนการสอน ต่อยอดจากองค์ความรู้ที่ได้รับจากการวิจัย<br />ถ้าผลการแก้ไขปัญหาหรือการพัฒนายังไม่เป็นไปตามที่ครูต้องการ หรือตรงตามที่คาดหวัง ก็สามารถดำเนินการปรับปรุงพัฒนาหาแนวทางในการปฏิบัติใหม่ เป็นการเริ่มวงจรใหม่ จนกว่าจะได้ผลที่คาดหวัง<br />6. การประเมินผลและการพัฒนา<br />
  58. 58. Let’s Have a Great Year!<br />

×