“Beyond Imagination: จินตนาการมีค่ามากกว่าความรู้ ในยุค IT จริงหรือ?”

2,764
-1

Published on

A thai article that explains why imagination is more important than knowledge by giving the examples of important innovation or success in IT, such as Google search, Apple iPod, Twitter, and Facebook

Published in: Technology
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total Views
2,764
On Slideshare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
0
Actions
Shares
0
Downloads
12
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

“Beyond Imagination: จินตนาการมีค่ามากกว่าความรู้ ในยุค IT จริงหรือ?”

  1. 1. “Beyond Imagination: จินตนาการมีค่ามากกว่าความรู้ ในยุค IT จริงหรือ?” ผศ. ดร. กานดา สายแก้ว (http://twitter.com/krunapon) ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก่อนอื่นต้องทามาความเข้าใจความหมายของคาว่าจินตนาการ หากดูจากพจนานุกรมไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ .ศ. 2542ก็จะให้ความหมาย จินตนาการ ว่า การสร้างภาพขึ้นในจิตใจ. (ป. จินฺตน + อาการ) และให้ ความหมาย ความรู้ ว่า สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียน การค้นคว้า หรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิง ปฏิบัติและทักษะ; ความเข้าใจหรือสารสนเทศ ที่ได้รับมาจากประสบการณ์ ; สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิด หรือการปฏิบัติ [1] พจนานุกรมสมัยใหม่ให้ความหมายของคาว่า "จินตนาการ" คือการใช้สติปัญญาสร้างสรรค์ ด้วยการ จัดความรู้หรือความคิดเข้าเป็นระบบใหม่, มีเอกลักษณ์และมีเหตุผล; ความสามารถในการสร้างสรรค์หรือประดิษฐ์; ความนึกคิดในวรรณคดี,ศิลปกรรม,ปรัชญา,วิทยาศาสตร์ และจริยธรรม [2] หากดูจากความหมายของทั้งคาว่า จินตนาการและความรู้ และดูจากประวัติการพัฒนาของอุปกรณ์และ เครื่องมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็จะพบว่า จินตนาการมีค่ ามากกว่าความรู้ในยุค IT จริง โดยความเห็นส่วน ตัว แล้วคิดว่าไม่ว่าจะเป็นยุคใด จินตนาการก็จะมีค่ามากกว่าความรู้ เพราะหากไม่มีจินตนาการ ก็จะไม่มีความรู้ใหม่ ใน ที่นี้จะขอยกตัวอย่างจินตนาการที่สาคัญที่ทาให้เกิดการปรับเปลี่ยนวิวัฒนาการหรือการพัฒนาที่สาคัญในIT 1) การค้นหาข้อมูลโดย Google search engine ในขณะที่คนส่วนใหญ่มองแต่ว่าเว็บนี้ลิงก์ไปที่เว็บอะไรบ้าง Larry Page ต้องการจะทราบด้วยว่าเว็บนี้ถูกลิงก์จาก ที่ไหนบ้าง แล้วเขาเชื่อว่า เว็บแต่ละเว็บมีความสาคัญแตกต่างกัน ในทานองเดียวกับที่บทความวิจัยแต่ละบทความมี ความสาคัญแตกต่างกัน Page จินตนาการว่าเขาสามารถให้ความสาคัญของเว็บเพจที่มีคุณค่าแตกต่างกัน Page และ Serge Brin ซึ่งเป็นเพื่อนที่เก่งคณิตศาสตร์มากของ Page จึงได้ทดลองและพยายามจัดอันดับความสาคัญของเว็บตามอันดับ ความสาคัญของลิงก์ที่มายังเว็บนั้นซึ่งก็จะช่วยทาให้คนที่ต้องการค้นหาข้อมูลพบข้อมูลที่มีคุณภาพหรือมีความสาคัญ ก่อน ซึ่งเป็นที่มาของเซิร์สเอ็นจินที่ฉลาดกว่าเซิร์สเอ็นจินที่มีอยู่แล้วซึ่งพิจารณาแต่ข้อความที่อยู่บนแต่ละเว็บ นอกจากนี้สิ่งที่ Page และ Brin คิดนั้นสามารถจะทางานได้ดีกับจานวนเว็บที่มีอยู่มาก เพราะอัลกอริธึมวิเคราะห์ลิงก์ และ ยิ่งจานวนลิงก์มาก ก็จะยิ่งทาให้คุณภาพของเว็บเพจน่าเชื่อถือมากขึ้น เขาจึงได้ตั้งชื่อเสิรช์เอ็นจินของเขาว่า Google ซึ่งมา จากคาว่า googol ที่เป็นคาที่อ้างอิงถึงตัวเลขที่ขึ้นต้นด้วย 1 แล้วตามด้วยเลขศูนย์จานวน 100 ตัว [3] 2) เครื่องฟังเพลง Apple iPod iPod นั้นในตอนแรกเป็นเพียงจินตนาการของ Tony Fadell ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งพัฒนาอุปกรณ์ให้กับ General Magic และ Philips ตอนนั้น ไอเดียของ Fadell คือต้องการมีอุปกรณ์ที่เล่นเพลงไฟล์ MP3 โดยที่มีระบบขายเพลงผ่าน Napster และมีบริษัทที่ขายและให้บริการระบบขายเพลงนั้น Fadell พยายามที่จะเสนอแผนธุรกิจนี้กับหลายบริษัทแต่ก็ไม่มีบริษัท ใดสนใจยกเว้น Apple ซึ่งตกลงจ้าง Fadell พร้อมทั้งให้เป็นหัวหน้าทีมผลิต iPod โดยที่มีสมาชิก 30 คนในทีมนั้น Fadell ได้พูด 1/2
  2. 2. กับสมาชิกในทีมว่า "นี่คือโครงการที่จะพลิกอนาคตของ Apple และอีก 10 ปีข้างหน้า Apple จะกลายเป็นบริษัทเพลง ไม่ใช่ บริษัทคอมฯ" [4] ในปี 2001 แต่ภายในไม่ถึง 10ปี Apple iTunes + iPod ทาให้ Apple เป็นบริษัทที่ขายเพลงมากที่สุดในโลก มากกว่าร้านค้าใดๆ ชนะ Wal Mart โดยที่ Apple ขายเพลงผ่านโปรแกรม iTunes และ iPod เป็นอุปกรณ์ฟังเพลงยอดฮิตที่ใช้ โปรแกรม iTunes ได้สะดวกมาก 3) เว็บเครือข่ายสังคม Twitter และ Facebook ในปัจจุบันการใช้อินเทอรเน็ตของคนได้เปลี่ยนไปจากการใช้เข้าไปอ่านข้อมูลที่เว็บไซต์ต่างๆ มาเป็นการ ทักทายเพื่อนรวมทั้งการอัปโหลดรูปหรือวิดีโองของตนเองให้กับเพื่อนดูผ่านเว็บเครือข่ายสังคม จากสถิติที่นาเสนอ โดย compete.com ณ เดือนมีนาคม 2552 พบว่า Twitter มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 1202% จากปีที่แล้ว ในขณะที่ Facebook มีจานวน ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 195% [5] ปัจจุบันมีคนใช้ Facebook มากกว่า 350ล้านคนทั่วโลก [6] ที่มาของ Twitter นั้นมาจากการที่การที่ Jack Dorsey จิตนาการที่จะมีวิธีที่บอกให้เขาทราบว่าเพื่อนเขากาลังทาอะไร [7] ทีม เขาจึงได้พัฒนาโปรแกรม ซึ่งให้คนโพสต์คาตอบสาหรับคาถาม “What are you doing” โดยที่ใช้ตัวอักษรไม่เกิน 140 ตัวอักษร ในคาตอบนั้น Twitter กลายเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ที่มีประโยชน์มากโดยเฉพาะในแง่ของการเผยแพร่ข่าว หรือข้อมูลในระยะเวลาอะไรรวดเร็ว ส่วนที่มาของ Facebook นั้นมาจากการที่ตอนแรก Mark Zuckerberg ได้สร้างเว็บไซต์ที่ให้คนเข้ามาโหวตว่ารูปผู้หญิง คนไหนสวย ปรากฎว่าเว็บนี้เป็นที่นิยมมาก ต่อมาเขาจึงจินตนาการว่าจริงๆ แล้วมันคงจะดีไม่น้อยถ้าหากจะมีเว็บที่เป็น แหล่งพูดคุยของเพื่อนๆ ที่รู้จักกัน ใครจะเข้าร่วมในเว็บดังกล่าว จะต้องเป็นที่รู้จักหรือยอมรับที่จะเป็นเพื่อนด้วย [8] จากตัวอย่างที่สาคัญข้างต้นนี้เราจะเห็นจินตนาสาคัญมากกว่าความรู้ในยุค IT และจริงๆ แล้วในวงการ IT นั้น จาเป็นที่จะต้องมีนักประดิษฐ์หรือนักพัฒนาที่มีจินตนาการพื่อพัฒนาความรู้ให้มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนือง ่ แหล่งอ้างอิง [1] “พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2542” เข้าถึงได้ที่ http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp [2]"จินตนาการ" สู่ความสาเร็จ, เข้าถึงได้ทhttp://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=balanceofsociety&group=5&month=08-2005&date=28 ี่ [3] “The Birth of Google”, available from http://www.wired.com/wired/archive/13.08/battelle.html?pg=2&topic=battelle&topic_set= [4] “Inside Look at Birth of the iPod”, available from http://www.wired.com/gadgets/mac/news/2004/07/64286 [5] “Twitter and FAcebook Post Hugh Growth Numbers in March”, http://mashable.com/2009/04/06/twitter-and-facebook-post-huge-growth- numbers-in-march/ [6] “Facebook | Statistics “, http://www.facebook.com/press/info.php?statistics [7] “Where did the idea for Twitter come from?”, available from http://twitter.com/about#about [8] “Network Envy: The bitter bith of Facebook”, avaialable from http://entertainment.timesonline.co.uk/tol/arts_and_entertainment/books/book_extracts/article6688863.ece?token=null&offset=12 2/2

×